Categories
HEALTH

ไข้ดินโรคนักเลียนแบบ! แพทย์เชียงรายวอนแจ้งประวัติสัมผัสดินน้ำ หลังพบผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว

Summary
  • ไทยพบผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสม 752 ราย เสียชีวิต 23 ราย โดย 90% ของผู้ตายมีโรคเบาหวานร่วมด้วย

  • เชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงเนื่องจากมีเกษตรกรและคนทำงานสัมผัสดินน้ำจำนวนมาก

  • โรคไข้ดินไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง มักเลียนแบบอาการปอดบวมหรือวัณโรค ทำให้วินิจฉัยช้า

  • แพทย์แนะหากไข้สูงเกิน 2 วันและมีประวัติย่ำโคลนให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติทันที

  • ป้องกันได้ด้วยการสวมรองเท้าบูท ปิดแผลให้มิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังทำงาน

ไข้ดินไม่ใช่โรคไกลตัว เชียงรายต้องเฝ้าระวังก่อนฝนมา เมื่อโรคจากดินและน้ำเริ่มขยับเร็วกว่าเดิม

เชียงราย,21 เมษายน 2569 – ปลายเมษายนของภาคเหนือในหลายปีมักเป็นช่วงรอฝนแรก รอให้ความร้อนหนัก ๆ คลายตัว และรอให้ชีวิตชนบทกลับไปสู่จังหวะการทำงานตามฤดูกาลอีกครั้ง แต่ปีนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังขยับเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนฤดูฝนจะเริ่มเต็มตัว นั่นคือโรคเมลิออยโดสิส หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “โรคไข้ดิน” โรคที่ไม่ได้ส่งเสียงดังเท่าไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้มีภาพจำชัดแบบไข้เลือดออก แต่กลับเป็นโรคติดเชื้อที่แพทย์และนักระบาดวิทยาไม่กล้ามองข้าม เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในดิน ในน้ำ ในนาข้าว ในแปลงผัก และในงานประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด

สัญญาณเตือนรอบล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นสุขภาพเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 18 เมษายนระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย และเมื่อกรมควบคุมโรคแถลงอีกครั้งในวันที่ 21 เมษายน ตัวเลขขยับเป็น 752 ราย เสียชีวิตเท่าเดิมที่ 23 ราย นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาเพียงสองวัน ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 20 ราย แม้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ช่วงระบาดสูงสุดอย่างเต็มที่ ซึ่งปกติจะอยู่ในฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมก็ตาม

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก่อนฤดูฝน คือสัญญาณที่ไม่ควรอ่านผ่าน

ในทางระบาดวิทยา ตัวเลขผู้ป่วย 752 รายอาจยังไม่ใช่จุดสูงสุดของปี แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์เป็นห่วงอยู่ตรงลักษณะของโรคมากกว่าจำนวนผู้ป่วยล้วน ๆ เพราะโรคไข้ดินเป็นโรคที่มักถูกวินิจฉัยช้า อาการเริ่มต้นไม่ชี้ชัด บางรายเริ่มจากไข้ธรรมดา บางรายเหมือนปอดบวม บางรายคล้ายวัณโรค หรืออาจมีฝีตามผิวหนัง ปวดท้อง ปวดข้อ ปวดกระดูก กระจายไปหลายระบบของร่างกาย จนกว่าจะมีการเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ จึงจะยืนยันได้ชัดว่าคนไข้ติดเชื้ออะไร นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรมควบคุมโรคใช้คำว่า ต้องเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด แม้จะยังไม่ถึงฤดูพีกของโรคก็ตาม

ภาพที่ต้องมองควบคู่กันอีกด้านคือ ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งของปีนี้ หรือ 376 ราย ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคืออายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 329 ราย รองลงมาคือ 50 ถึง 59 ปี จำนวน 215 ราย และ 40 ถึง 49 ปี จำนวน 100 ราย ตัวเลขนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า โรคไข้ดินไม่ใช่เรื่องของเด็กหรือวัยรุ่นเป็นหลัก แต่เป็นโรคที่ไปชนกับประชากรกลุ่มทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งในหลายบ้านคือคนที่เป็นทั้งเสาหลักทางรายได้และเสาหลักของครอบครัว เมื่อคนกลุ่มนี้ป่วยหนัก ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดแค่ที่ตัวผู้ป่วย แต่ส่งต่อไปยังทั้งบ้าน ทั้งไร่ ทั้งนา และทั้งรายได้ของครัวเรือนด้วย

โรคจากดินที่ชื่อฟังดูธรรมดา แต่ความรุนแรงไม่ธรรมดา

หน้าความรู้โรคของกรมควบคุมโรคอธิบายไว้ตรงไปตรงมาว่า เมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงถึงชีวิต เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะในดินและน้ำ ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเลยในระยะแรก หรืออาจมีอาการหลากหลายมากจนดูเหมือนโรคอื่น แต่หากเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดแบบเฉียบพลัน อัตราป่วยตายอาจสูงถึงร้อยละ 40 ถึง 60 โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวาน ดื่มสุราเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ และบางรายอาจเสียชีวิตภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงถูกเรียกกันในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่ “ลอกเลียนแบบ” อาการของโรคอื่นได้ดีมาก และในข้อมูลที่ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้รับจาก พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ก็อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า โรคไข้ดินมักไม่มีอาการเฉพาะ ทำให้หลายคนมองว่าเป็นไข้ทั่วไปหรือป่วยจากการทำงานหนัก ทั้งที่จริงอาจเป็นการติดเชื้อที่กำลังลุกลามอยู่ในร่างกายแล้ว จุดสังเกตสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “มีไข้” แต่เป็นไข้ที่ไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 3 วัน ร่วมกับประวัติลุยน้ำ ย่ำโคลน สัมผัสดิน หรือมีฝีและหนองผิดปกติที่ผิวหนัง

เชียงรายไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางระบาด แต่เป็นพื้นที่ที่เงื่อนไขเสี่ยงครบเกือบทุกข้อ

ในเอกสารความรู้ของกรมควบคุมโรคมีการระบุว่า ในประเทศไทยพบโรคนี้มากในภาคอีสาน นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ระบาดหลักของประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ แต่หากมองจาก “เงื่อนไขเสี่ยง” เชียงรายกลับมีหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ทั้งภาคเกษตรที่ยังมีคนทำงานกลางแจ้งจำนวนมาก พื้นที่ดินชุ่มน้ำและแปลงนาในหลายอำเภอ กลุ่มแรงงานที่ต้องลุยน้ำหรือสัมผัสดินเป็นเวลานาน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีอยู่ในชุมชนจำนวนไม่น้อย

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย โรคนี้ไม่ต่างจากศัตรูที่ไม่เลือกบ้านหลังใหญ่หรือหลังเล็ก แต่จะเลือก “ช่องทางเข้า” มากกว่า บ้านที่มีคนเดินลุยน้ำบ่อย มีบาดแผลเล็ก ๆ ที่เท้าหรือขา มีโรคเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี หรือมีพฤติกรรมชะล่าใจเรื่องการอาบน้ำล้างตัวหลังทำงานกลางทุ่ง ก็ย่อมเปิดประตูให้เชื้อเข้ามาได้ง่ายกว่า ข้อนี้สำคัญสำหรับเชียงรายมาก เพราะชีวิตในชนบทจำนวนไม่น้อยยังผูกกับการทำงานที่สัมผัสดินน้ำโดยตรง และการละเลยเพียงนิดเดียวอาจกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่กว่าที่คิด

พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

เบาหวานคือปัจจัยเสี่ยงที่ต้องพูดให้ชัด เพราะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเน้นย้ำมากที่สุด คือประมาณร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย นี่เป็นตัวเลขที่ไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านไปแบบข่าวสุขภาพทั่วไป เพราะมันกำลังชี้ไปถึง “กลุ่มเปราะบางจริง” ของโรคอย่างชัดเจน สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวนมาก การสื่อสารเรื่องโรคไข้ดินจึงไม่ควรหยุดแค่การเตือนเกษตรกร แต่ต้องไปถึงครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยไต มีผู้ป่วยมะเร็ง หรือมีคนที่ดื่มสุราเป็นประจำด้วย

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา คนที่มีโรคประจำตัวจำนวนหนึ่งไม่ได้ป่วยเพราะไปทำไร่ทำนาเท่านั้น แต่อาจเพียงมีบาดแผลเล็กน้อย ไปช่วยงานสวน ไปเก็บของหลังฝนตก หรือสัมผัสดินน้ำในชีวิตประจำวันแล้วรับเชื้อเข้าไป เมื่อภูมิคุ้มกันเดิมไม่แข็งแรงพอ อาการจึงทรุดเร็วกว่า และยิ่งอันตรายขึ้นเมื่อเจ้าตัวหรือครอบครัวไม่คิดว่าเป็นโรครุนแรงตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นจุดที่ต้องไปไกลกว่าการเตือนแบบกว้าง ๆ และต้องชัดเจนพอให้คนในบ้านนึกถึงความเสี่ยงของตัวเองได้จริง

อาการที่คล้ายโรคอื่น คือเหตุผลที่แพทย์ขอให้แจ้งประวัติสัมผัสดินและน้ำทุกครั้ง

รองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุชัดว่า อาการของโรคไข้ดินไม่มีลักษณะเฉพาะและคล้ายโรคติดเชื้ออื่นหลายชนิด จึงทำให้วินิจฉัยระยะแรกได้ยากและต้องอาศัยการเพาะเชื้อเพื่อยืนยันผล ประเด็นนี้ฟังดูเหมือนเรื่องของโรงพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของประชาชนโดยตรง เพราะหากผู้ป่วยไปพบแพทย์แต่ไม่ได้บอกว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งลุยน้ำ ทำนา ซ่อมท่อในดินเปียก หรือเดินลุยโคลน แพทย์ก็อาจใช้เวลาแยกโรคนานขึ้น และเวลาที่เสียไปในโรคนี้อาจแพงกว่าที่คิดมาก

ในแง่นี้ โรคไข้ดินมีความคล้ายกับหลายกรณีที่สังคมไทยเคยเจอมาก่อน คือคนไข้มักไปถึงโรงพยาบาลพร้อมอาการหนักแล้ว เพราะช่วงแรกคิดว่าแค่ไข้ธรรมดา กินยาลดไข้เองแล้วรอดูอาการ หรือซื้อยาชุดกินเองก่อนหลายวัน กรมควบคุมโรคจึงย้ำชัดว่า หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน ร่วมกับมีประวัติสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งประวัติสัมผัสเสี่ยงนั้นด้วย เพื่อให้แพทย์ตัดสินใจตรวจได้เร็วขึ้น

เชียงรายยังมีฝุ่นพิษเป็นฉากหลัง ทำให้การสังเกตอาการยิ่งไม่ควรชะล่าใจ

แม้โรคไข้ดินจะมีสาเหตุจากเชื้อในดินและน้ำ ไม่ใช่จากฝุ่น PM2.5 โดยตรง แต่บริบทสุขภาพของเชียงรายในช่วงนี้ก็ทำให้การเฝ้าระวังโรคยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะก่อนถึงวันที่ 21 เมษายนไม่นาน พื้นที่ภาคเหนือตอนบนรวมทั้งเชียงรายยังมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง โดยประกาศของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน ระบุว่าในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน พบค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ระหว่าง 46.7 ถึง 159.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และยังอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ในทางปฏิบัติ นี่อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งสับสนกับอาการของตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อพื้นที่เพิ่งผ่านช่วงฝุ่นสูง อาการไอ เหนื่อย หรืออ่อนเพลียอาจถูกโยงไปที่ฝุ่นเพียงอย่างเดียว ทั้งที่บางรายอาจกำลังเริ่มมีการติดเชื้อชนิดอื่นร่วมอยู่ด้วย ตรงนี้เป็นข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่การสรุปว่า PM2.5 ทำให้เป็นไข้ดิน แต่เป็นการชี้ว่าในพื้นที่ที่มีภาระสุขภาพหลายด้านทับซ้อนกัน การปล่อยให้อาการผิดปกติยืดเยื้อโดยไม่ตรวจยืนยัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการมาพบแพทย์ช้าได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับโรคไข้ดิน ความช้าเพียงไม่กี่วันอาจเปลี่ยนความรุนแรงของโรคได้จริง

สิ่งที่คนทำงานกลางแจ้งในเชียงรายควรทำ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำสม่ำเสมอ

คำแนะนำของกรมควบคุมโรคฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่กลับเป็นหัวใจของการป้องกันโรคนี้อย่างแท้จริง นั่นคือหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากจำเป็นต้องทำงานให้สวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกัน ปิดบาดแผลให้มิดชิด ล้างมือและเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ อาบน้ำทันทีหลังทำงาน กินอาหารที่สุก ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก และหลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางฝุ่นหรือละอองดินฟุ้งกระจาย

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น จะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของวินัยส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจครัวเรือนด้วย เช่น คนงานรับจ้างรายวันจำนวนมากอาจไม่ซื้อรองเท้าบูทเพราะมองว่าเป็นต้นทุนเพิ่ม เกษตรกรบางคนอาจไม่ได้ปิดแผลเล็ก ๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หาย หรือบางบ้านอาจยังใช้น้ำที่ไม่ผ่านการต้มอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรวมกันแล้ว พฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ต่างหากที่เปิดช่องให้โรคเดินเข้ามาเงียบ ๆ เพราะฉะนั้น การป้องกันโรคไข้ดินจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องของการทำให้มาตรการพื้นฐานกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน

เสียงจากแพทย์ในเชียงรายสะท้อนตรงกันว่า รู้เร็วคือจุดเปลี่ยน

ข้อมูลจาก พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ ที่ให้กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ช่วยเติมภาพในระดับพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ แพทย์อธิบายว่า ผู้ป่วยโรคไข้ดินอาจเริ่มด้วยไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หากติดเชื้อที่ปอดอาจไอและเจ็บหน้าอก บางรายมีฝีหรือหนองที่ผิวหนังหรืออวัยวะภายใน สิ่งที่อยากให้ประชาชนจำให้แม่นไม่ใช่ชื่อเชื้อที่ออกเสียงยาก แต่คือจังหวะที่ควรรีบมาโรงพยาบาล นั่นคือเมื่อไข้สูงต่อเนื่องไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 3 วัน และมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสดินโคลนร่วมด้วย

แพทย์ยังย้ำว่าการรักษาในระยะแรกต้องใช้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด และหลังอาการคงที่แล้วต้องกินยาต่อเนื่องนานหลายเดือนเพื่อกำจัดเชื้อให้หมด หากหยุดยาเองก่อน มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเมื่อไข้ลดแล้วมักเข้าใจว่าหายแล้ว ทั้งที่โรคนี้ต้องรักษาให้ครบจึงจะลดโอกาสเชื้อกลับมาได้ นี่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้โรคไข้ดินต่างจากโรคไข้ติดเชื้อทั่วไปที่ประชาชนคุ้นเคย

ข่าวนี้สำคัญกับเชียงราย เพราะป้องกันได้ แต่ประมาทไม่ได้

หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด โรคไข้ดินไม่ใช่โรคที่ต้องทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เป็นโรคที่ต้องทำให้ประชาชน “รู้ทัน” ให้เร็วพอ เพราะมันไม่ใช่โรคของคนทั้งจังหวัดในสัดส่วนเท่ากัน แต่เป็นโรคของคนบางกลุ่มที่เสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะเกษตรกร คนทำงานสัมผัสดินน้ำ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไต เมื่อคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ความรุนแรงของโรคอาจไปเร็วกว่าโรคติดเชื้อทั่วไปมาก และความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดก็คือการคิดว่าเป็นไข้ธรรมดาแล้วรอดูอาการนานเกินไป

ในแง่นี้การเตือนจากกรมควบคุมโรคจึงไม่ใช่เพียงข่าวส่วนกลางที่ลอยอยู่เหนือพื้นที่ แต่เป็นข่าวที่ตรงกับโครงสร้างชีวิตของเชียงรายอย่างมาก จังหวัดนี้มีทั้งภาคเกษตร ผู้สูงอายุ ชุมชนชนบท และแรงงานกลางแจ้งจำนวนมาก ถ้าสื่อสารได้แม่น คนกลุ่มเสี่ยงจะป้องกันตัวเร็วขึ้น ถ้าสังเกตอาการได้เร็วขึ้น โรงพยาบาลก็จะวินิจฉัยได้เร็วขึ้น และโอกาสเสียชีวิตก็จะลดลงตามไปด้วย

เชียงราย ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวผ่านตา

สิ่งที่ควรถูกจดจำจากสถานการณ์วันที่ 21 เมษายน 2569 ไม่ใช่แค่ตัวเลข 752 รายหรือ 23 รายเท่านั้น แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า โรคไข้ดินกำลังขยับตัวในช่วงที่ไทยยังไม่เข้าสู่ฤดูระบาดสูงสุดเต็มที่ นั่นทำให้ทุกจังหวัดที่มีประชาชนทำงานสัมผัสดินและน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะเชียงราย ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวผ่านตา

โรคนี้ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง อาการเริ่มต้นอาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ความรุนแรงเมื่อปล่อยช้าอาจพาไปได้ไกลกว่าที่คิดมาก ระหว่างรองเท้าบูทหนึ่งคู่ การปิดแผลเล็ก ๆ ให้มิดชิด การอาบน้ำหลังลุยนา หรือการตัดสินใจไปพบแพทย์ให้เร็วขึ้น กับการต้องนอนโรงพยาบาลหลายวันหรือเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด เส้นแบ่งบางครั้งก็อยู่แค่ความไม่ประมาทเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

แต่สิ่งที่จังหวัดเชียงรายต้องระวังไม่แพ้กัน คืออีกท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษที่ยังปกคลุมพื้นที่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี Low-Dose CT จึงมีความสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้มีโปรแกรมตรวจราคาพิเศษเพียงรายการละ 3,000 บาท (ครอบคลุมทั้งมะเร็งปอด เต้านม ช่องท้อง และปากมดลูก) จนถึง 30 มิ.ย. 69 เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาหายขาดได้สูงถึง 90% หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะ “การรู้เร็ว” คือโอกาสสำคัญในการรักษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Health Promotion Center โทร 052-051937 หรือ 1719

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • ข้อมูลสัมภาษณ์ พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

Summary
  • พงศกร เจ้าของ LOCAL Coffee ชี้ฝุ่น PM 2.5 กระทบสุขภาพคนปลูกกาแฟบนดอย ย้ำต้องใช้ Storytelling ขายออนไลน์

  • ตัวเลขท่องเที่ยวเชียงรายต้นปีพุ่งติด Top 10 แต่ช่วงสงกรานต์ยอดจองวูบเหลือ 15-20% เพราะวิกฤตอากาศ

  • เวทีวิชาการ มฟล. เตือนสารปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักกระทบระบบอาหารและความมั่นคงทางสุขภาพข้ามพรมแดน

  • ททท. ดันนโยบาย High Value ชู Wellness Tourism เป็นทางรอดสำคัญของเชียงรายในตลาดโลก

  • ผู้เชี่ยวชาญย้ำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องใช้กลไกเจรจาระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนยั่งยืน

หัวใจคนปลูกกาแฟเชียงราย ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นแดงและควันไฟป่า ยันคุณภาพเมล็ดไม่หายไปกับควัน

เชียงราย 20 เมษายน 2569 – พงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในช่วงที่ฝุ่นควันยังลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดดอย เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่าปีนี้เป็นปีที่เกษตรกรต้องทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

เรื่องราวของเชียงรายในเดือนเมษายนจึงไม่ได้มีเพียงกลิ่นควันไฟหรือเสียงน้ำสงกรานต์ที่ถนนสันโค้งเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลที่ซ้อนทับกันระหว่างสุขภาพของคนปลูกกาแฟ คุณภาพของแม่น้ำสายหลัก และความหวังของเมืองที่กำลังต้องเลือกเส้นทางใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

ควันไฟบนดอยกับกาแฟที่ยังต้องยืนหยัด

พงศกรประเมินว่าผลผลิตกาแฟของเชียงรายในปีนี้อาจได้รับผลกระทบบางส่วน ผลผลิตอาจน้อยลงบ้างในพื้นที่ที่เจอไฟป่าเผาไหม้หรือต้นกาแฟอายุน้อยที่โดนความร้อนโดยตรง แต่คุณภาพของกาแฟเชียงรายยังคงมีมาตรฐานเหมือนเดิม เขาย้ำว่าคุณภาพไม่ได้หายไปพร้อมกับควัน

สิ่งที่น่าห่วงกว่าปริมาณเมล็ดกาแฟคือคนทำงานบนไร่ เขาบอกว่าชาวเกษตรกรต้องสูดดมควันและฝุ่น PM 2.5 เกือบตลอดทั้งวันบนดอยสูง ในระยะยาวไม่เป็นผลดีแน่ ยิ่งเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกษตรกรบนที่สูงก็เสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ข้อมูลคุณภาพอากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนความจริงนั้น วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. สถานีตรวจวัดในจังหวัดเชียงรายหลายแห่งรายงานค่า PM 2.5 ระดับสูง เช่น รพ.สต.บ้านดงมะตื๋น ต.ผางาม อ.เวียงชัย วัดได้ 263 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ รพ.สต.บ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ วัดได้ 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายเท่า และเป็นสิ่งที่คนบนดอยต้องเผชิญทุกเช้า 

พงศกรไม่ได้เรียกร้องความสงสาร แต่เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เขาบอกว่าแม้หน้าร้านจะเงียบ คนไม่มาเที่ยว แต่กาแฟยังมีเรื่องเล่าได้ ถ้ามีเรื่องเล่า ก็ขายออนไลน์ได้ รายได้ยังหมุนได้แม้สถานการณ์ท่องเที่ยวไม่เอื้อ คำแนะนำนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ แต่มาจากประสบการณ์ของเจ้าของ LOCAL Coffee ที่เห็นลูกค้าต่างจังหวัดสั่งเมล็ดคั่วผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ฝุ่นหนา

ตัวเลขท่องเที่ยวที่ดูดีกับความจริงที่ถนนสงกรานต์

ภาพของเชียงรายในช่วงต้นปีดูเหมือนจะไปได้ดี ตัวเลขจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 1,661,706 คน ติดอันดับ 10 ของประเทศเมื่อไม่นับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ในขณะเดียวกัน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเชียงรายในช่วงสามเดือนแรกอยู่ที่ 79.74 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นอันดับ 7 ในกลุ่ม 20 จังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามการจัดอันดับของเพจ The Rankings ที่อ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้เชียงรายดูเหมือนจุดหมายที่ยังได้รับความนิยม

แต่เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ภาพกลับต่างออกไป ผู้ประกอบการในพื้นที่รายงานว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการจองห้องพักจากห้องพักประมาณ 28,000 ห้องทั่วจังหวัด อยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ถึง 20 เท่านั้น ถนนสันโค้ง ถนนหนองบัว และงานมหาสงกรานต์ที่อำเภอเชียงแสนยังคงคึกคัก แต่คนที่เดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และคนที่กลับบ้าน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นหรือชาวต่างชาติ

ความย้อนแย้งของตัวเลขนี้อธิบายได้จากปัจจัยที่ซ้อนกัน ช่วงต้นปีอากาศยังพอรับได้และมีงานเทศกาลดอกไม้ งานกาแฟ ดึงคนไทยเดินทางระยะสั้น แต่พอเข้าสู่มีนาคมถึงเมษายน ฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านรวมกับความกดอากาศสูงจากจีนที่แผ่ปกคลุมนาน ทำให้หมอกควันไม่ระบาย ภาพถ่ายดาวเทียมและการรายงานของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมชี้ว่าเชียงรายอยู่ในแอ่งกระทะ ควันจึงค้างนานกว่าจังหวัดอื่น

น้ำที่ขุ่นมากกว่าควัน

ผู้ประกอบการหลายคนบอกว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ฝุ่น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีรายงานเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ปี 2569 สถานการณ์ยิ่งถูกจับตามองเพราะกระทบทั้งการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา งานเสวนาหัวข้อ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จัดโดยสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ภายใต้รายวิชา Conflict Security and Border มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 80 คน

ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีกล่าวเปิดงาน ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ ร่วมดำเนินรายการ และ ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร เป็นผู้จัดหลัก งานนี้ร่วมมือกับ Asian Research Center for International Development หรือ ARCID, Area-based Social Innovation Research Center หรือ Ab-SIRC และ The Center for Humanitarian Dialogue หรือ HD

เวทีใช้รูปแบบ Single Panel Two Layers ชั้นแรกวางฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ชั้นที่สองเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจริง

อาสาดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

สี่เสียงจากเวทีที่ทำให้เห็นภาพใหญ่

ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากคณะอนุกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด พูดถึง PM 2.5 ว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเผาในพื้นที่เชียงราย แต่เป็นหมอกควันข้ามแดนที่ต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค

อาจารย์เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ชี้ว่าคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อพืชผักริมตลิ่งและสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งโปรตีนของชุมชน

นางสาวศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ และพงศกร อารีศิริไพศาล จาก LOCAL Coffee พูดในประเด็นระบบอาหารและทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งคู่ย้ำว่ากาแฟและพืชอาหารไม่ได้แยกจากน้ำและอากาศ ถ้าน้ำมีสารปนเปื้อน ดินก็เปลี่ยน จุลินทรีย์ในดินก็เปลี่ยน รสชาติกาแฟในระยะยาวย่อมเปลี่ยนตาม

นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ จากชมรมนักศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงผลกระทบต่อคนและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีหน้ากากกรองอากาศดีๆ ไม่มีห้องปลอดฝุ่น และต้องทำงานกลางแจ้ง

ภายในงานยังมีการฉายสารคดีสั้นชื่อ เงาปนเปื้อนบนสายน้ำกก เหนือชีวิตเกษตรกร บันทึกเสียงจริงของเกษตรกรที่ใช้น้ำกกทำนาและเลี้ยงปลา ภาพในสารคดีทำให้ผู้ชมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดเจน

เมืองที่ต้องเลือก Wellness หรือ Sport

คำถามที่เกิดขึ้นหลังเวทีคือ เชียงรายจะเดินไปทางไหน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ได้ยากในระยะสั้น หลายเสียงเสนอว่าเชียงรายต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism หรือเมืองกีฬา Sport City เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนเดินตามได้ถูกทาง

แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. กำลังเร่งเกม Wellness อย่างจริงจัง โดยเตรียมจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 ในวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

งานนี้เชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ 74 ราย พบผู้ประกอบการไทย 68 ราย ครอบคลุมธุรกิจสปา การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์ทางเลือก และรีสอร์ตสุขภาพ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย High Value and Sustainable Tourism มุ่งดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

เหตุผลที่ ททท. ผลักดันเรื่องนี้เพราะตลาดโลกกำลังโต ข้อมูลจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกประเมินว่าการเดินทางเพื่อสุขภาพจะแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านมาตรฐานบริการ บุคลากรทางการแพทย์ การนวดไทย สมุนไพร และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

สำหรับเชียงรายที่มีอากาศบริสุทธิ์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มีแหล่งน้ำพุร้อน มีชาและกาแฟออร์แกนิก มีภูมิปัญญาชาติพันธุ์เรื่องสมุนไพร การเป็น Wellness Destination จึงไม่ใช่ความฝันไกลตัว แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรในช่วงที่ฝุ่นควันยังเป็นปัญหา 4 ถึง 5 เดือนต่อปี

สงครามที่ไกลแต่กระทบใกล้

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงรายยังพูดถึงอีกปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางในปีนี้ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นการเดินทางระยะไกลของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เส้นทางบินเปลี่ยน นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงจึงเลือกจุดหมายที่เดินทางง่ายและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

เมื่อรวมกับภาพข่าวเรื่องมลพิษในแม่น้ำสายหลักของภาคเหนือที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศตั้งแต่ปีก่อน ภาพลักษณ์ของเชียงรายจึงถูกท้าทายสองด้านพร้อมกัน คืออากาศและน้ำ

จากตัวเลขถึงชีวิตจริง

ถ้ามองย้อนกลับไปที่ตัวเลข 1,661,706 คน และการเข้าพัก 79.74 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรก ต้องเข้าใจว่านั่นคือแรงส่งจากคนไทยที่เดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทางไม่ไกล และตัดสินใจเร็ว เมื่อเจอฝุ่น พวกเขายกเลิกหรือเลื่อนได้ทันที ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องจองล่วงหน้านาน

ช่วงสงกรานต์ที่อัตราการเข้าพักเหลือเพียง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะสงกรานต์ปกติเป็นช่วงพีคของภาคเหนือ การที่ห้องพักกว่า 22,000 ห้องจากทั้งหมดประมาณ 28,000 ห้องว่างในคืนที่ควรเต็ม สะท้อนว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกยังบอกอีกด้านหนึ่งว่าเชียงรายยังมีฐานคนรักเมืองนี้อยู่ คนที่มาเพราะอยากดื่มกาแฟบนดอยช้าง ดอยตุง อยากเดินป่าช่วงปลายหนาว อยากกินอาหารชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้คือทุนทางสังคมที่สำคัญ

คุณพงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย

กาแฟที่มีเรื่องเล่า

พงศกรกลับมาที่ประเด็นเดิมอีกครั้งในเวทีที่แม่ฟ้าหลวง เขาบอกว่าระบบอาหารท้องถิ่นต้องเชื่อมกับเรื่องเล่า ไม่ใช่แค่ขายเมล็ดกาแฟ แต่ขายที่มาของเมล็ด ขายวิธีที่เกษตรกรสู้กับไฟป่า ขายวิธีที่ชุมชนทำแนวกันไฟ ขายวิธีที่คนหนุ่มสาวกลับบ้านมาทำโปรเซสกาแฟแบบใหม่

ศิริวิมลจากไร่รื่นรมย์เสริมว่าเกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มบันทึกข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ด้วยเครื่องมือราคาถูก แล้วเอาข้อมูลนั้นมาเล่าให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพยินดีจ่ายเพิ่มเมื่อรู้ว่ากาแฟถ้วยนั้นมาจากไร่ที่ตรวจวัด PM 2.5 ทุกวันและมีมาตรการปกป้องคนเก็บ

นี่คือจุดที่แนวคิด Wellness ของ ททท. มาเจอกับกาแฟเชียงราย ไม่ใช่แค่สปาหรูในกรุงเทพ แต่คือ wellness ที่เริ่มจากต้นน้ำ คือคนปลูกที่สุขภาพดี ดินดี น้ำดี

ความมั่นคงรูปแบบใหม่

เวทีที่แม่ฟ้าหลวงสรุปตรงกันว่าปัญหาของเชียงรายวันนี้คือความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นความมั่นคงทางอากาศ น้ำ อาหาร และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดข้ามพรมแดน

เขื่อนต้นน้ำในจีนทำให้กระแสน้ำโขงแปรปรวน ตะกอนดินหายไป ปลาวางไข่ยากขึ้น การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายทำให้สารโลหะหนักไหลลงมา การเผาในที่โล่งในเมียนมาและลาวทำให้ควันลอยข้ามมา ทุกอย่างเชื่อมกันเป็นระบบเดียว

ดร.บัณฑูรย้ำว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีกลไกเจรจาระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย มิฉะนั้นเชียงรายจะทำดีแค่ไหนก็ยังต้องรับควันจากที่อื่น

ทางรอดระยะสั้นและระยะยาว

จากการฟังเสียงทั้งหมด มีทางออกสามระดับที่ถูกพูดถึงบ่อย

ระดับแรกคือการปกป้องคนทำงานทันที หน้ากากที่ได้มาตรฐาน ห้องปลอดฝุ่นในชุมชนบนดอย การแจ้งเตือน PM 2.5 แบบรายชั่วโมงที่เข้าถึงง่าย และการปรับเวลาทำงานเกษตรให้หลีกเลี่ยงช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุด

ระดับสองคือการปรับธุรกิจ ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งเริ่มทำแพ็กเกจ staycation สำหรับคนไทย เน้นอาหารสุขภาพ ชา กาแฟ สมุนไพรท้องถิ่น และกิจกรรมในร่มช่วงฝุ่นหนัก ร้านกาแฟหันมาขายออนไลน์มากขึ้น ทำ subscription ส่งเมล็ดคั่วรายเดือน พร้อมการ์ดเล่าเรื่องเกษตรกร

ระดับสามคือการวางตำแหน่งเมืองระยะยาว ถ้าเชียงรายจะไปทาง Wellness ต้องลงทุนในข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ต้องมีระบบตรวจวัดน้ำกก น้ำสายแบบเรียลไทม์ ต้องมีมาตรฐานฟาร์มที่ดูแลสุขภาพคนงาน ต้องมีเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงฤดูกาลฝุ่น ไม่ใช่โปรโมทเหมือนเดิมทั้งปี

ถ้าจะไปทาง Sport City ก็ต้องคิดเรื่องสนามในร่ม การจัดการคุณภาพอากาศสำหรับนักกีฬา และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา

เสียงจากดอยที่อยากให้ได้ยิน

ก่อนจบการสัมภาษณ์ พงศกรทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่าเขาไม่ได้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจตลอดปี เขาแค่ขอให้คนเมืองเข้าใจว่าคนบนดอยทำงานท่ามกลางควันทุกวัน และกาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพของใครบางคน

คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่สารคดีในงานแม่ฟ้าหลวงพยายามบอก ภาพของเกษตรกรที่ล้างผักริมน้ำกกด้วยมือเปล่า ทั้งที่รู้ว่าน้ำอาจไม่เหมือนเดิม แต่ไม่มีทางเลือกอื่น

เชียงรายในวันนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเลขที่ยังสวยในไตรมาสแรกกับความจริงที่ถนนสงกรานต์ว่างกว่าที่ควร ระหว่างคุณภาพกาแฟที่ยังรักษาไว้ได้กับสุขภาพคนปลูกที่กำลังถูกท้าทาย ระหว่างความหวังจะเป็นฮับสุขภาพโลกกับฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนทุกปี

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่าง Wellness หรือ Sport เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงว่าสิ่งแวดล้อมคือต้นทุนหลักของทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำหนึ่งแก้วไปจนถึงกาแฟหนึ่งถ้วย และตั้งแต่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนไปจนถึงอนาคตของเมืองทั้งเมือง

ถ้าเชียงรายสามารถทำให้ข้อมูลเรื่องอากาศและน้ำเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ และใช้ประกอบการตัดสินใจของทั้งนักท่องเที่ยว เกษตรกร และนักลงทุนได้จริง เมืองนี้จะมีเรื่องเล่าที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิวสวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองที่กล้าเผชิญหน้ากับควันและน้ำขุ่น แล้วหาทางอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แม้ห้องพักจะว่างในช่วงสงกรานต์ แต่ชื่อของเชียงรายยังคงติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด และยังคงมีอัตราการเข้าพักเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วงต้นปี เพราะลึกๆ แล้วคนยังเชื่อในศักยภาพของเมืองนี้ และรอวันที่จะกลับมาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พงศกร อารีศิริไพศาล ที่ปรึกษากลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย โดยทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 20 เมษายน 2569
  • The Rankings
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับงบจัดการไฟป่า 36.42 ล้านบาท เน้นควบคุมพื้นที่อนุรักษ์และทำแนวกันไฟสู้ศึก PM2.5 ภาคเหนือ

Summary
  • เชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่าปี 69 รวม 36.42 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่

  • งบส่วนใหญ่ (27.2 ล้าน) อยู่ที่กรมอุทยานฯ เน้นงานแนวกันไฟและเพิ่มประสิทธิภาพลาดตระเวน

  • แม้เชียงรายคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดี แต่ค่าฝุ่นยังพุ่งสีแดงเพราะหมอกควันข้ามแดน

  • GISTDA พบจุดความร้อนเพื่อนบ้าน (เมียนมา-ลาว) รวมเกือบ 3 แสนจุด กดดันอากาศในไทย

  • งบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบ แต่โจทย์จริงคือการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือข้ามประเทศ

เชียงรายได้งบไฟป่ากว่า 36.42 ล้านบาท แต่โจทย์จริงใหญ่กว่างบประมาณ

เชียงราย,19 เมษายน 2569 – ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดที่พยายามคุมไฟอย่างเข้มข้นจึงยังต้องเผชิญค่าฝุ่นระดับน่าห่วง ข้อมูลด้านงบประมาณที่ถูกเปิดเผยออกมาจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการคลัง เพราะมันช่วยให้เห็นว่ารัฐมองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับใด และวางหมุดยุทธศาสตร์ให้จังหวัดนี้อยู่ตรงไหนในสมการจัดการไฟป่าของภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่ารวม 36,424,500 บาท จาก 3 หน่วยหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับงบสูงสุดของภูมิภาค รองจากเชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มที่รัฐให้น้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการวิกฤตหมอกควันและ PM2.5 ปีนี้

ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแยกย่อยลงไป จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ของรัฐชัดขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เชียงราย 550,000 บาท สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดงบรวม 27,263,600 บาท แบ่งเป็นงานควบคุมไฟป่า 11,629,600 บาท งานควบคุมไฟป่าในส่วนของแนวกันไฟ 9,838,400 บาท และงบเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอีก 5,795,600 บาท ส่วนกรมป่าไม้จัดงบ 8,610,900 บาท สำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในพื้นที่จังหวัด งบเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายถูกมองไม่ใช่แค่พื้นที่ดับไฟเฉพาะหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องทำทั้งแนวกันไฟ กำลังภาคสนาม และงานเสริมศักยภาพควบคู่กัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง งบ 36.42 ล้านบาทก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่า มากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเชียงรายที่ไม่ได้เผชิญไฟป่าแบบจังหวัดทั่วไป เชียงรายมีทั้งภูเขาสูง พื้นที่ป่ากว้าง ชุมชนที่อยู่ชิดป่า เขตชายแดน และผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน การใช้งบลักษณะนี้จึงไม่อาจถูกอ่านแบบเส้นตรงว่า ยิ่งได้เงินมากยิ่งแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะในความเป็นจริงงบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบทำงาน แต่ไม่สามารถลบข้อจำกัดทางภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกระแสลมที่พัดเอาควันจากนอกจังหวัดเข้ามาได้ด้วยตัวเอง

ภาพรวม 17 จังหวัดภาคเหนือสะท้อนว่ารัฐยังเทน้ำหนักไปที่พื้นที่วิกฤต

หากขยับจากเชียงรายออกไปดูภาพทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2569 ของภาคเหนือยังยึดหลัก “กระจุกทรัพยากรในพื้นที่วิกฤต” อย่างชัดเจน The Active และ Rocket Media Lab สรุปตรงกันว่า งบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือจาก 3 หน่วยงานรวมกันอยู่ที่ 351,469,200 บาท แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเกือบสามในสี่ของงบทั้งก้อนยังไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ เป็นหลัก สะท้อนว่าน้ำหนักนโยบายปีนี้เทไปที่การควบคุมไฟในเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเด่นชัด

เชียงใหม่ได้รับงบสูงสุด 73,418,000 บาท ตามมาด้วยเชียงราย 36,424,500 บาท จากนั้นเป็นน่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนตามลำดับ ภาพนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาเชิงภาพลักษณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขณะที่เชียงรายแม้ไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดตลอดเวลา แต่ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของปัญหาหลายชั้น ทั้งไฟในพื้นที่ของตนเองและฝุ่นที่พัดข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง งบที่สูงจึงไม่ใช่เพียงรางวัลของพื้นที่วิกฤต แต่เป็นการประเมินว่าจังหวัดต้องมีขีดความสามารถป้องกัน รับมือ และเฝ้าระวังสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป

เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงสร้างงบแบบนี้มีเหตุผลในตัวเอง เพราะรัฐมักต้องเลือกใช้เงินในจุดที่คาดว่าจะลดความเสียหายได้มากที่สุดก่อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า งบที่วางบนโครงสร้างส่วนกลางเช่นนี้ส่งพลังลงถึงท้องถิ่นจริงมากน้อยเพียงใด และยืดหยุ่นพอให้ตอบสนองสถานการณ์หน้างานได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะไฟป่าเป็นภัยที่เปลี่ยนรูปเร็วมาก บางวันต้องใช้เครื่องมือ บางวันต้องใช้กำลังคน บางวันต้องใช้การข่าว บางวันต้องใช้แนวกันไฟ บางวันต้องใช้โดรนและข้อมูลดาวเทียม หากระบบงบยังแข็งตัวเกินไป ต่อให้วงเงินดูสูง ผลลัพธ์จริงก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพได้เช่นกัน

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

เชียงรายไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุด แต่กลับได้งบสูงเป็นอันดับสอง

ประเด็นที่ชวนคิดมากที่สุดของกรณีเชียงราย คือจังหวัดนี้ไม่ได้เป็นแชมป์พื้นที่เผาไหม้ของภาคเหนือในทุกตัวชี้วัด แต่กลับได้รับงบสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาค ข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล GISTDA ระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของเชียงรายอยู่ที่ 13,302 ไร่ และเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวที่พื้นที่เผาในป่าลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึงปี 2568 ในขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นหมดในปีล่าสุด ตรงนี้หมายความว่า หากมองเฉพาะผลลัพธ์พื้นที่เผาไหม้ เชียงรายไม่ได้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดของภาคเหนือด้วยซ้ำ

ยิ่งเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ตาก หรือแม่ฮ่องสอน จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดขึ้น เชียงใหม่มีพื้นที่เผาในป่าปี 2568 อยู่ที่ 637,886 ไร่ แม่ฮ่องสอน 1,110,340 ไร่ และตาก 1,195,419 ไร่ ขณะที่เชียงรายอยู่เพียง 13,302 ไร่ ตัวเลขนี้ทำให้การได้รับงบสูงอันดับสองของเชียงรายดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง แต่หากอ่านให้ลึก จะพบว่ารัฐไม่ได้จัดงบด้วยตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ปีเดียวเท่านั้น หากน่าจะประเมินร่วมกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่ติดป่า ความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดน และผลกระทบที่อาจลุกลามไปเป็นปัญหาฝุ่นของเมืองหลักด้วย

กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า เชียงรายอาจไม่ได้ “เผามากที่สุด” แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์หลุดมือ ผลกระทบจะซับซ้อนมาก และต้องใช้การตอบสนองหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการลาดตระเวนในผืนป่า การป้องกันพื้นที่เกษตรรอยต่อป่า การดูแลอำเภอเมืองจากควันสะสม และการรับมือฝุ่นข้ามแดนที่ไหลเข้ามาโดยจังหวัดควบคุมต้นทางไม่ได้ งบประมาณก้อนนี้จึงสะท้อนการให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการชดเชยความเสียหายย้อนหลังอย่างเดียว

เม็ดเงินของเชียงรายกำลังถูกใช้กับการคุมไฟในบ้าน ขณะที่ฝุ่นนอกบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ เชียงรายมีผลงานเชิงสัมพัทธ์ในเรื่องการควบคุมไฟภายในจังหวัดที่ค่อนข้างน่าสนใจ หลังวันที่ 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็น 4.33 เปอร์เซ็นต์ของทั้งภาคเหนือ และในช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ ยังไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญว่าการทำงานเชิงพื้นที่ของจังหวัดสามารถกดตัวเลขไฟในเขตตัวเองลงได้จริงในบางช่วงเวลา

ทว่าความสำเร็จนี้กลับชนเข้ากับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งทันที เพราะในช่วงเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และในบางวันแตะระดับสีแดงรุนแรง ข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 16 เมษายน ค่าฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วันที่ 18 เมษายน อยู่ที่ 73.2 ถึง 222.8 และวันที่ 19 เมษายน ยังสูง 62.8 ถึง 218.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า แม้จังหวัดจะควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่ประชาชนก็ยังต้องหายใจอากาศที่เสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ดี

ความย้อนแย้งนี้เองคือหัวใจของโจทย์เชียงรายในปี 2569 เพราะมันกำลังบอกว่า งบระดับจังหวัดมีพลังมากพอจะดูแล “ไฟในบ้าน” แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะสกัด “ควันจากนอกบ้าน” เมื่อข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 เมียนมามีจุดความร้อนถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุด สิ่งที่เชียงรายต้องสู้จึงไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องสู้กับภูมิรัฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคด้วย

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

จุดความร้อนช่วงสงกรานต์ย้ำว่าเชียงรายยังเปราะบาง แม้ทำสถิติได้ดีในภาพรวม

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของเชียงรายจะดูดีขึ้น แต่ช่วงสงกรานต์ก็พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวัดยังเปราะบางต่อการปะทุของไฟอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการประชุมวอร์รูมไฟป่าวันที่ 16 เมษายน ระบุว่า ความรุนแรงของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วง 13 ถึง 15 เมษายน โดยบางวันมีจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุด และเช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด แม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด ขณะที่เวียงป่าเป้าลดลงเหลือ 16 จุด แต่จุดความร้อนกลับกระจายเพิ่มไปยังอำเภอพาน พญาเม็งราย และบางส่วนของเชียงของด้วย

ในวันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงต้องเรียกประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการหารือปิดป่า การควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมาย และการตั้งจุดคัดกรองกับชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า จังหวัดมองสถานการณ์นี้เป็นภาวะวิกฤต ไม่ใช่ภาวะเฝ้าดูเฉย ๆ อีกแล้ว

สิ่งนี้บอกเราว่า งบประมาณ 36.42 ล้านบาทของเชียงรายในทางปฏิบัติไม่ได้ทำงานบนกระดาษ แต่กำลังถูกบีบให้แปลงเป็นกำลังคน แนวกันไฟ ชุดปฏิบัติการ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเมื่อไฟขยับจากเวียงป่าเป้ามายังแม่สรวยแล้วเข้าสู่อำเภอเมือง ความหมายของมันไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เสียหาย แต่คือความเสี่ยงที่จะกระทบอากาศของเมือง เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพประชาชนในศูนย์กลางจังหวัดโดยตรงด้วย

เชียงรายกำลังใช้ทั้งกฎหมาย ชุมชน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

อีกจุดที่สะท้อนรูปแบบการใช้งบของเชียงรายได้ชัด คือจังหวัดไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เครื่องมือชนิดเดียว การประชุมวอร์รูมไฟป่ากลางเดือนเมษายนมีทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อมูลดาวเทียม การพึ่งโดรนจากภาคประชาสังคม และการระดมชุมชนเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการป้องกันพื้นที่ ตัวอย่างที่เด่นคือกรณีการติดตามผู้ต้องสงสัยลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ หลังโดรนของมูลนิธิกระจกเงาจับภาพไว้ได้ จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นี่สะท้อนว่าการรับมือไฟป่าของเชียงรายปีนี้ไม่ได้ยึดแค่สายตรวจภาคพื้นดินแบบเดิม แต่ขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีและภาคประชาสังคมร่วมด้วยอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน ระดับชุมชนก็ยังเป็นฐานสำคัญของระบบนี้ ตัวอย่างบ้านปางขอนที่ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่เชียงราย งานป้องกันไฟไม่ได้อยู่แค่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พึ่งพาคนในชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องขึ้นเขา ถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟซ้ำทุกปี เพราะรู้ว่าหากไฟลาม สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่คือต้นน้ำ หน้าดิน และระบบนิเวศที่เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนด้วย

เมื่ออ่านคู่กับโครงสร้างงบของเชียงราย จะเห็นว่าเงินจำนวนมากที่ลงไปในกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ แท้จริงแล้วต้องอาศัย “แรงส่งจากชุมชน” มาช่วยให้เกิดผลเต็มที่เสมอ นี่คือข้อได้เปรียบของเชียงรายในอีกด้านหนึ่ง เพราะจังหวัดยังมีทุนทางสังคมและความร่วมมือในพื้นที่ แต่ก็เป็นข้อเตือนเช่นกันว่า หากระบบงบประมาณในอนาคตไม่ออกแบบให้หนุนท้องถิ่นและชุมชนมากพอ ภาระจริงจะยังตกอยู่กับคนด่านหน้าเหมือนเดิม แม้ตัวเลขงบรวมของจังหวัดจะดูสูงก็ตาม

บทเรียนจากเชียงใหม่ชี้ชัดว่าได้เงินมาก ไม่ได้แปลว่าหายใจโล่งเสมอไป

เพื่อมองเชียงรายให้ชัดขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านกรณีเชียงใหม่ควบคู่กัน เชียงใหม่ได้รับงบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ 73,418,000 บาท หรือ 20.89 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งภูมิภาค แบ่งเป็นงบกรมอุทยานฯ 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงฯ 600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อีก 9,987,200 บาท และพบว่า 191 จาก 211 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตั้งงบเกี่ยวกับหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมกัน 18,432,336 บาท ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบไว้เลย

ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเชียงใหม่มีทั้งงบส่วนกลางและงบท้องถิ่นในระดับที่แข็งแรงกว่าเชียงรายอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเชียงใหม่ก็ยังตกอยู่ในสถานะเมืองที่เผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในบางช่วงยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกด้วย นั่นทำให้บทเรียนจากเชียงใหม่น่าสนใจมากสำหรับเชียงราย เพราะมันย้ำว่า เงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขพอ หากปัญหาไฟป่าเชื่อมกับภูมิประเทศ แอ่งอากาศ การเผาในพื้นที่เกษตร การลักลอบเข้าป่า และหมอกควันข้ามแดน งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวก็ยังไม่รับประกันผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศได้เสมอไป

สำหรับเชียงราย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดกำลังยืนอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า จะใช้เงินเพื่อ “ดับไฟ” เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เงินเพื่อ “เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงและการเผา” ไปพร้อมกันด้วย ถ้ามองแค่ปฏิบัติการภาคสนาม งบ 36.42 ล้านบาทอาจช่วยให้ไฟลดลงระยะสั้นได้ แต่ถ้าไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้าง เช่น วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร ปัญหาการเผาในพื้นที่เสี่ยง และความร่วมมือกับชุมชนชายแดน ปัญหาก็พร้อมกลับมาใหม่ทุกปีเหมือนวงล้อเดิม

งบประมาณไฟป่าในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย 2569

จุดอ่อนที่ยังต้องพูดตรง ๆ คือระบบท้องถิ่นยังไม่เห็นทั้งภาพเท่าที่ควร

แม้ข้อมูลชุดนี้จะลงรายละเอียดงบท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับเชียงราย ข้อมูลข้อบัญญัติท้องถิ่นยังไม่ได้ถูกเปิดให้เห็นครบในระดับเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เรายังประเมินไม่ได้เต็มปากว่า 36.42 ล้านบาทจากส่วนกลางถูกต่อยอดด้วยงบของ อบจ. อบต. และเทศบาลในจังหวัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นช่องว่างสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยที่ถึงไฟก่อนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมักเป็นคนในหมู่บ้าน อปพร. ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ไกลพื้นที่มากที่สุดเสมอไป

เมื่อเปรียบกับเชียงใหม่ที่ตรวจพบอย่างน้อย 41 โครงการทำแนวกันไฟใน 16 อปท. และมีงบรวม 1,725,200 บาทเฉพาะโครงการลักษณะนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “คุณภาพของการกระจายงบ” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณงบรวม” จังหวัดที่มีเงินส่วนกลางมาก แต่ไม่มีฐานท้องถิ่นมารับช่วงอย่างแข็งแรง อาจได้ผลเพียงช่วงสั้นหรือได้ผลเฉพาะในพื้นที่รัฐเข้าถึงง่าย ขณะที่พื้นที่รอยต่อป่า หมู่บ้านห่างไกล หรือแนวชายแดนอาจยังเปราะบางอยู่เหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่การอ่านงบของเชียงรายในปี 2569 ต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่าได้อันดับสองของภาคเหนือ แต่ต้องถามต่อว่า เงินจำนวนนี้ไหลลงไปถึงมือใคร ใช้กับคนกลุ่มไหน เครื่องมือชนิดใด และมีความยืดหยุ่นพอให้ปรับตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไฟป่าไม่เคยเผาตามช่องงบประมาณ และฝุ่นก็ไม่รอให้หน่วยงานเบิกจ่ายเสร็จก่อนเสมอไป

เชียงรายกำลังสู้กับไฟในเขตจังหวัด แต่โจทย์ปีต่อไปอาจต้องเป็นความร่วมมือไร้พรมแดน

หากสรุปจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของเชียงรายในปีนี้อยู่ที่การลดจุดความร้อนในพื้นที่ตัวเองได้ดีขึ้นในหลายช่วง และการใช้งบที่เน้นทั้งควบคุมไฟ แนวกันไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคสนาม แต่ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดยังไม่เปลี่ยน นั่นคือจังหวัดไม่สามารถใช้งบ 36.42 ล้านบาทไปดับไฟที่เกิดอยู่นอกอธิปไตยของตัวเองได้ เมื่อเมียนมามีจุดความร้อนสะสมกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวเกือบ 60,000 จุดในช่วงต้นปีถึงต้นเมษายน ผลกระทบของฝุ่นควันข้ามแดนจึงยังเป็นผนังแข็งที่เชียงรายชนอยู่ทุกปี

เพราะฉะนั้น หากจะมองงบปี 2569 อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก เชียงรายใช้ทรัพยากรที่มีได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด เรื่องที่สอง ประสิทธิภาพนั้นยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีกลไกข้ามจังหวัดและข้ามประเทศเข้ามารับไม้ต่อ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในระยะต่อไป นโยบายของไทยอาจต้องขยับจากการคิดเรื่อง “งบดับไฟรายจังหวัด” ไปสู่การคิดเรื่อง “งบความร่วมมือจัดการควันข้ามแดน” หรืออย่างน้อยต้องเชื่อมข้อมูลดาวเทียม การทูตชายแดน การเกษตรปลอดเผา และระบบเตือนภัยให้ทำงานเป็นวงเดียวกันมากขึ้น

บทสรุปของเชียงรายในปี 2569 คือทำการบ้านในบ้านได้ดีขึ้น แต่ยังต้องเจอโจทย์จากนอกบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม

ในท้ายที่สุด งบ 36,424,500 บาทของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่มันสะท้อนสถานะของจังหวัดที่รัฐมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการสู้ไฟป่าในภาคเหนือ เชียงรายไม่ใช่จังหวัดที่เผามากที่สุดทุกตัวชี้วัด แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบจะซ้อนทับกันทั้งป่า เมือง ชายแดน สุขภาพ และเศรษฐกิจ การที่จังหวัดได้งบสูงอันดับสองจึงมีเหตุผลของมัน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็บอกตรงกันอีกด้านว่า การทำงานของเชียงรายในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันอากาศสะอาดได้ เมื่อฝุ่นยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยนอกจังหวัดและนอกประเทศ งบประมาณปีนี้จึงอาจช่วยให้เชียงราย “ควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเชียงราย “ชนะวิกฤตฝุ่น” แล้วได้เต็มปาก

โจทย์สำคัญของปีถัดไปจึงไม่ใช่แค่จะขอเพิ่มงบเท่าไร แต่คือจะทำให้งบที่มี เชื่อมกับท้องถิ่น เทคโนโลยี ชุมชน และความร่วมมือข้ามแดนได้ลึกขึ้นเพียงใด หากเชียงรายทำได้ จังหวัดนี้อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ที่รับมือไฟป่าเก่งขึ้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงระบบของภาคเหนือได้จริงในระยะยาว

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Rocket Media Lab, The Active
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รองผู้ว่าฯ เชียงรายคุมเข้มปมสารหนูปนเปื้อน 4 ลุ่มน้ำ ย้ำยังกินเนื้อปลาได้แต่ให้เลี่ยงเครื่องในและสัตว์หน้าดิน

Summary
  • เชียงรายเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง หลังพบตะกอนดินปากแม่น้ำรวกพุ่งสูง 296 มก./กก.

  • ย้ำเนื้อปลายังปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่แนะนำให้เลี่ยงบริโภคเครื่องในปลา กุ้ง และหอย

  • พบพื้นที่เกษตรเสี่ยงสารหนูเกินมาตรฐาน 18 จุด โดยเฉพาะใน 3 ตำบลริมน้ำกก (ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว)

  • เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ปลากินได้” และ “พืชกินได้” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเสี่ยงรายพื้นที่

  • สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจริงจัง ขณะที่จังหวัดเตรียมแผนจัดการลุ่มน้ำโขงเหนือระยะยาวปี 2570

รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมเข้ม ติดตามสารหนูปนเปื้อนลุ่มน้ำ 4 สาย ย้ำยังกินปลาได้ แต่เลี่ยงเครื่องในปลา

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝุ่นควันหรือไฟป่าบนดอย แต่เริ่มไหลลงมาตามลำน้ำและเข้าใกล้วงจรอาหารของผู้คนมากขึ้น การประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายน จึงมีความหมายมากกว่าการรับทราบผลตรวจทางวิชาการ เพราะมันคือจุดที่ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมต้องแปลออกมาเป็นคำแนะนำที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เป็นประธานการประชุมหารือผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง โดยมีหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

แกนหลักของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “ตะกอนดิน” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อนสำคัญ เพราะสามารถดูดซับโลหะหนักและสารเคมีต่าง ๆ ไว้ได้ เมื่อสภาพน้ำเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำแรง น้ำหลาก หรือการรบกวนหน้าดิน สารเหล่านี้ก็อาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและเชื่อมต่อไปสู่พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ได้อีกทอดหนึ่ง ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล็บเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงคำถามพื้นฐานว่า ประชาชนยังใช้น้ำ ยังจับปลา และยังทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ตัวเลข 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้การประชุมครั้งนี้ตึงกว่าครั้งก่อน

จุดที่ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงขึ้นอย่างชัดเจน คือข้อมูลที่ว่าผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวก อำเภอเชียงแสน สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงหลายเท่าตัว ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุว่าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในแม่น้ำโขงที่เชียงแสนมีค่าสารหนู 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจุดอื่นในแม่น้ำโขงก็ยังเกินระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความสูงของค่าที่ตรวจพบ แต่อยู่ที่ความหมายของมาตรฐานตะกอนดินเอง ตามเอกสารของกรมควบคุมมลพิษ ระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป เมื่อค่าในบางจุดขยับไปถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อสารแบบปลอบใจประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้อีกแล้ว

ในที่ประชุมมีการอธิบายผลกระทบเชิงระบบนิเวศค่อนข้างชัด โดยผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะกลุ่มหอยซึ่งเปลี่ยนรูปสารหนูได้ยากกว่า ส่วนปลามีโอกาสตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่ได้รับผลกระทบด้านการแพร่พันธุ์มากกว่า โดยมีการประเมินว่าลูกปลาอาจมีโอกาสรอดลดลงร้อยละ 65 และอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตได้มากถึงร้อยละ 50 หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่มีมาตรการป้องกันระยะยาวที่จริงจังพอ

รัฐเลือกใช้คำว่าเฝ้าระวัง ไม่ใช้คำว่าปิดพื้นที่

จุดที่น่าสนใจมากของการประชุมครั้งนี้ คือแม้ผลตรวจบางจุดจะรุนแรงจนสร้างความกังวลสูง แต่ที่ประชุมยังไม่เลือกใช้มาตรการปิดพื้นที่หรือประกาศงดบริโภคปลาในทันที กลับใช้แนวทาง “เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” แทน เพราะเหตุผลสำคัญคือผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และสารหนูในตะกอนดินซึมผ่านผิวหนังได้ต่ำมาก ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การกินเข้าไป ไม่ใช่การสัมผัสตะกอนโดยตรงในระดับทั่วไป

นี่ทำให้คำแนะนำหลักที่ออกจากวงประชุมในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ กล่าวคือ ประชาชนยังสามารถบริโภคเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ซึ่งเป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมโลหะหนักมากกว่า นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน และควรปรุงสุกทุกครั้งเพื่อลดความกังวลใจด้านความปลอดภัยอาหาร แนวทางนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังทางสุขภาพกับการไม่สร้างความปั่นป่วนต่อวิถีชีวิตเกินความจำเป็น

เมื่อปลายังไม่แดงทั้งระบบ คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่ดินและตะกอน

แม้ปลาจะยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอันตรายต่อผู้บริโภค แต่พื้นที่เสี่ยงทางเกษตรกลับเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในที่ประชุม กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด โดยมี 11 จุดเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามลำน้ำกกใน 3 ตำบลหลักของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมพู ดอยฮาง และแม่ยาว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วงหารือไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องปลา แต่ลามต่อไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน พืชผัก และความปลอดภัยของภาคเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมถึงด้วย

แนวทางที่ถูกเสนอในที่ประชุมจึงเริ่มมีลักษณะเป็นการจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกชนิดของสารหนูว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์เพื่อวางแผนรับมือที่แม่นยำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก หรือแม้แต่การพิจารณาปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่หากจำเป็น สิ่งนี้สะท้อนว่าเชียงรายกำลังพยายามเลี่ยงการใช้มาตรการตัดขาดแบบกว้าง ๆ แต่หันไปหาวิธีจำแนกความเสี่ยงรายพื้นที่ให้ชัดขึ้น เพื่อให้การตอบสนองไม่ทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไปโดยไม่จำเป็น

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อความเสี่ยงซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกตัดสิน

อีกด้านหนึ่งของการประชุมที่น่าสนใจมาก คือการนำเสนอเครื่องมืออย่างแอปพลิเคชัน “พืชกินได้” ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถทำนายความสัมพันธ์ของโลหะหนักในดินและน้ำสู่พืชได้แม่นยำถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน แอป “ปลากินได้” ที่เริ่มใช้งานแล้ว ยังไม่พบปลาที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระดับสีแดง แต่พบพื้นที่เฝ้าระวังสีเหลืองบริเวณบ้านท่าตอน และมีแผนขยายฐานข้อมูลไปยังเชียงแสนและจุดเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไป

สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หน่วยงานในพื้นที่เริ่มยอมรับแล้วว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนไม่อาจบริหารด้วยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การมีเครื่องมือดิจิทัลช่วยตัดสินใจจึงไม่ใช่ของแถมทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงในระดับชุมชน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจำแนกพื้นที่และชนิดของอาหารที่ควรระวังได้ละเอียดขึ้น การตัดสินใจของครัวเรือนก็จะมีฐานข้อมูลมากกว่าความกลัวหรือข่าวลือเพียงอย่างเดียว

เสียงของภาครัฐกับเสียงของการเมือง เริ่มห่างกันในจังหวะอันตราย

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการสื่อสารในเวลานี้ต้องยึดตามผลตรวจและหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกเกินจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากภาคการเมืองเริ่มกดดันมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และเตรียมใช้เวทีสภาติดตามเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจัง

น้ำหนักของเสียงวิจารณ์นี้อยู่ตรงที่ มันสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวทางการสื่อสาร แนวทางแรกคือรัฐที่พยายามสื่อสารแบบระวังไม่ให้มาตรการหรือคำเตือนเกินข้อเท็จจริงจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกแนวทางหนึ่งคือฝ่ายที่เห็นว่าหากไม่พูดให้หนักพอ สังคมจะประเมินอันตรายต่ำเกินจริงและปล่อยให้ความเสี่ยงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเชิงนโยบายเพียงพอ ความต่างของสองจังหวะนี้ทำให้เชียงรายกำลังอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการป้องกันความตื่นตระหนกกับการไม่ทำให้ปัญหาดูเล็กเกินจริง

หน่วยงานส่วนกลางเริ่มเชื่อมเรื่องน้ำ ตะกอน และความมั่นคงระยะยาวเข้าด้วยกัน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังมีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน เพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างในอำเภอแม่สรวย ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่า จังหวัดไม่ได้มองปัญหาสารปนเปื้อนเป็นเรื่องแยกขาดจากการบริหารจัดการน้ำอีกแล้ว แต่เริ่มวางเรื่องคุณภาพน้ำ ปริมาณตะกอนดิน และความมั่นคงทางน้ำไว้ในสมการเดียวกันมากขึ้น

การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าปัญหาตะกอนดินและสารหนูยังดำรงอยู่ในลำน้ำหลักของเชียงราย การวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวย่อมต้องคิดทั้งมิติแหล่งน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมลุ่มน้ำไปพร้อมกัน การประชุมลุ่มน้ำโขงเหนือในวันเดียวกับการถกเรื่องสารปนเปื้อน จึงเหมือนกำลังบอกว่าเชียงรายเริ่มมองปัญหานี้เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ในวันนี้ คือยังใช้ชีวิตได้ แต่ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเคยชิน

เมื่อรวบทุกชั้นของข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาพรวมของสถานการณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงออกมาชัดในสามประเด็น ประเด็นแรก ผลตรวจตะกอนดินในบางจุด โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำรวก มีค่าสารหนูสูงในระดับน่ากังวลจริง ประเด็นที่สอง ผลตรวจสัตว์น้ำยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศห้ามบริโภคเนื้อปลาในภาพรวม แต่เครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดินยังเป็นจุดที่ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่สาม พื้นที่เกษตรในบางตำบลของอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มมีข้อมูลความเสี่ยงชัดขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม

ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าประชาชนยังไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตหรือหยุดกินปลาทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ชีวิตตามความเคยชินโดยไม่ติดตามข้อมูลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีความเสี่ยง” อีกแล้ว หากอยู่ในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยงและต้องบริหารมันด้วยข้อมูล” การที่รัฐเลือกใช้คำว่าหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา จึงอาจฟังดูเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่ในความเป็นจริงมันคือสัญญาณเตือนสำคัญว่า ห่วงโซ่อาหารของลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกคำแนะนำด้านการบริโภคต้องอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุปของเชียงรายในจังหวะนี้ คือระวังให้พอ และสื่อสารให้ตรง

สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปัญหาสารหนูในแม่น้ำ แต่เป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะสื่อสารความเสี่ยงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจพอดี ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และไม่ประมาทเกินจริง หากพูดเบาไป ประชาชนอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากพูดแรงไปโดยยังไม่มีข้อมูลครบ ก็อาจกระทบวิถีชีวิตประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่จำเป็น

การประชุมของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายนจึงเป็นจุดสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นของรัฐออกมาชัดขึ้นว่า วันนี้ยังบริโภคเนื้อปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ต้องเร่งเก็บข้อมูลปลาย้ำซ้ำในฤดูฝนและฤดูแล้ง ต้องจำแนกพื้นที่เกษตรเสี่ยงให้ชัด และต้องสื่อสารประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงวิจารณ์จากภาคการเมืองก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้รัฐอย่าปล่อยให้การเฝ้าระวังกลายเป็นข้ออ้างของความล่าช้า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำยืนยันสั้น ๆ ว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย หากคือข้อมูลที่ชัดพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.เกษตรฯ รุดเชียงรายรับฟังข้อเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ หวังดับวงจรไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

Summary
  • รมช.เกษตรฯ ลงเชียงรายติดตามวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงสุดของปีในวันที่ 15 เม.ย. (5,384 จุด)

  • จังหวัดเสนอปรับช่วงเวลางดเผาให้สอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวจริงและทิศทางหมอกควันข้ามแดน

  • ชูแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟอาราบิก้า เพื่อลดการเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยั่งยืน

  • เร่งประสานฝนหลวงบรรเทาฝุ่น และผลักดันโครงการปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาวะวิกฤต

  • ยกระดับปัญหาเชียงรายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระทบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพระดับภูมิภาค

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ลงเชียงรายในวันที่ควันยังไม่จาง และคำถามไม่ได้มีแค่จะดับไฟอย่างไร

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – ที่ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศของการหารือไม่ได้อยู่ในโทนพิธีการตามปกติของการลงพื้นที่ราชการ เพราะสิ่งที่รายล้อมเชียงรายในเวลานั้นคือทั้งไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และแรงกดดันต่อภาคเกษตรที่กำลังเผชิญต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน การมาของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีน้ำหนักมากกว่าการมาติดตามงานทั่วไป แต่เป็นการลงมาฟังปัญหาในจุดที่วิกฤตกำลังทับซ้อนกันทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และรายได้ของเกษตรกรในจังหวัดเดียวกัน

รายงานจากจังหวัดเชียงรายระบุว่า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้รายงานสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างรอบด้าน โดยเน้นว่าจังหวัดติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมประเมินผลทุกสัปดาห์และปรับแผนตามสภาพจริงในพื้นที่ ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในเขตป่า ไม่ได้กระจายอยู่เพียงในพื้นที่เกษตร ทำให้การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งการจัดการเชิงพื้นที่ การเฝ้าระวัง และการวางมาตรการป้องกันที่เข้มข้นกว่าการขอความร่วมมือทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอเพียงการคุมไฟหรือแก้ฝุ่นเฉพาะหน้า แต่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาจะคลี่คลายยาก หากไม่แตะที่โครงสร้างการผลิตของภาคเกษตรด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวคิดให้มีการปรับช่วงเวลางดเผาในภาคการเกษตรให้เหมาะสมกับฤดูเก็บเกี่ยวและสอดคล้องกับทิศทางหมอกควันข้ามแดน เพื่อให้มาตรการของรัฐสัมพันธ์กับสภาพจริงในพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่ใช้ปฏิทินเดียวกันกับทุกบริบทจนเกิดช่องว่างระหว่างนโยบายกับวิถีการผลิตของเกษตรกร

เชียงรายกำลังบอกว่าไฟป่าไม่ใช่เรื่องของป่าอย่างเดียวอีกต่อไป

หากอ่านข้อมูลของ GISTDA ที่ผู้ใช้แนบมาอย่างละเอียด จะเห็นว่าฤดูไฟป่าปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะของดินฟ้าอากาศอีกแล้ว แต่ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบผ่านผลกระทบ 3 มิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และเกษตรกรรมกับสิ่งแวดล้อม ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบจุดความร้อนสะสมถึง 64,689 จุด โดยวันที่ 15 เมษายนเพียงวันเดียวพุ่งถึง 5,384 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของปี และจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถิติ แต่สะท้อนระดับความกดดันของระบบนิเวศภาคเหนืออย่างชัดเจน

GISTDA ยังอธิบายเหตุผลเชิงภูมิประเทศไว้อย่างสำคัญว่า ภาคเหนือจำนวนมากมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยทิวเขา เมื่อผนวกกับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก หมอกควันข้ามแดน และความกดอากาศสูงจากจีน อากาศจึงระบายออกได้ยาก เปรียบเหมือนพื้นที่ถูกปิดด้วยฝาชี ความเข้าใจเชิงภูมิประเทศนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะมันบอกว่าต่อให้จังหวัดพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองเพียงใด หากเงื่อนไขเชิงภูมิอากาศและปัญหาข้ามแดนยังคงอยู่ ความเสี่ยงด้านคุณภาพอากาศก็ยังสามารถกลับมาทับถมในพื้นที่ได้เสมอ

ข้อมูลทางการจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เมื่อรายงานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ว่า พื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอนมีค่า PM2.5 อยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่น 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในอำเภอเมือง 127.4 ที่แม่สาย และ 193.2 ที่เชียงของ ซึ่งล้วนสูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างชัดเจน และอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมด

จากควันในอากาศ สู่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ผู้ใช้แนบมาจาก GISTDA มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ได้หยุดอธิบายเพียงเรื่องไฟกับฝุ่น แต่ชี้ให้เห็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ สะสมอยู่เบื้องหลัง ในมิติทางสังคม ข้อมูลชี้ว่าเด็กและเยาวชนอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ครัวเรือนต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งไปกับค่ารักษาพยาบาล เครื่องฟอกอากาศ และอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น นี่คือความเสียหายที่ไม่ค่อยถูกนับรวมในงบประมาณไฟป่า แต่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนทุกวัน

ในมิติทางเศรษฐกิจ GISTDA ชี้ชัดว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เริ่มได้รับผลจากการยกเลิกการจองที่พักบางส่วน และความเสียหายนี้อาจไม่จบเพียงรายได้ระยะสั้น แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นในระยะยาว ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนถึงเชียงรายด้วยเช่นกัน แม้ผู้ใช้ไม่ได้แนบตัวเลขเข้าพักของจังหวัดในชุดนี้โดยตรง แต่เมื่อปัญหาหมอกควันกลายเป็นภาพจำของภาคเหนือร่วมกัน ผลกระทบต่อปลายทางที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและเมืองที่กำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพหรือ Wellness ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่

ยิ่งไปกว่านั้น มิติด้านการเกษตรที่ GISTDA ระบุไว้มีความสอดคล้องกับประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเผชิญโดยตรง เพราะฝุ่นควันและอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวันไม่ได้กระทบแค่คน แต่ยังกระทบพืชผ่านการอุดตันของปากใบ การลดลงของการสังเคราะห์แสง ภาวะเครียดของพืช และการสูญเสียคุณภาพผลผลิต เมื่อเชื่อมกับรายได้ของเกษตรกร ภัยฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องสุขภาพล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องรายได้ ผลผลิต และคุณภาพสินค้าเกษตรที่กำลังถูกกดทับพร้อมกัน

เชียงรายเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ เพราะการดับไฟอย่างเดียวอาจไม่พอ

หนึ่งในข้อเสนอที่มีน้ำหนักทางนโยบายมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้ คือการส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกกาแฟ ซึ่งจังหวัดเชียงรายยกขึ้นมาในฐานะทางเลือกที่สร้างรายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ข้อเสนอนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามแก้ปัญหาจากต้นทาง ไม่ใช่รอจัดการแต่ปลายเหตุ เมื่อข้าวโพดในหลายพื้นที่เชื่อมโยงกับการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การจัดการเศษวัสดุ และความเสี่ยงการเผา การขยับไปสู่พืชเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบนิเวศมากกว่าและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบเชิงโครงสร้างของภาคเหนือในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนพืชจะทำได้ในทันที เพราะการเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่กาแฟไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ แต่รวมถึงการเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน การเข้าถึงตลาด และการประกันรายได้ช่วงรอยต่อ ข้อดีของการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมคือ ทำให้ประเด็นไฟป่าไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบความมั่นคงหรือสิ่งแวดล้อม แต่ถูกเชื่อมกับนโยบายพืชเศรษฐกิจและอนาคตของรายได้เกษตรกรอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของเกษตรยั่งยืนที่พูดถึงมานานแต่ยังเดินได้ไม่เต็มที่

ฝนหลวงและการบูรณาการข้ามกระทรวง คือคำตอบเฉพาะหน้าที่รัฐกำลังเร่งเดิน

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองให้ภาพชัดว่า ปัญหาเชียงรายไม่ได้มีเพียงไฟป่าและฝุ่น แต่ยังรวมถึงสารปนเปื้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายมิติที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เธอระบุว่าได้ประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากจังหวัด เพื่อเตรียมนำไปประสานกับกระทรวงต่าง ๆ และผลักดันต่อในระดับคณะรัฐมนตรีต่อไป

สาระของคำกล่าวนี้อยู่ที่การยอมรับว่าปัญหาเชียงรายไม่สามารถแก้ได้ด้วยกระทรวงเดียว การประสานฝนหลวงเป็นมาตรการระยะสั้นที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ส่วนการผลักข้อเสนอของจังหวัดเข้าสู่คณะรัฐมนตรีสะท้อนว่าโจทย์ในพื้นที่เริ่มมีน้ำหนักมากพอจะต้องถูกดึงขึ้นไปวางในระดับนโยบายกลาง โดยเฉพาะเมื่อปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบแค่เกษตรกร แต่ลามไปถึงสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

ปุ๋ยธงเขียวในห้องประชุมเชียงราย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราคา แต่คือการประคองต้นทุนในวันที่เกษตรกรถูกบีบหลายทาง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาควบคู่กับไฟป่าและฝุ่นควัน คือโครงการปุ๋ยธงเขียวราคาถูก ซึ่งตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอในฐานะมาตรการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน โดยมีแนวคิดเริ่มจากพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัดก่อนขยายสู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ และให้เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกรหรือเล่มเขียวสามารถเข้าถึงสิทธิ์ซื้อปุ๋ยในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติของโครงการในระดับประเทศที่ตรวจสอบได้จากกระทรวงพาณิชย์จะใช้ชื่อ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และระบุรูปแบบส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย พร้อมสิทธิ์เพิ่มสำหรับผู้มีบัตรดินดีหรือมาตรฐาน GAP และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถรวมความช่วยเหลือได้สูงสุด 1,400 บาทต่อรายในระยะเริ่มต้น แต่สาระหลักยังตรงกันคือ รัฐกำลังพยายามใช้มาตรการด้านต้นทุนเข้ามาประคองภาคการผลิตในช่วงที่เกษตรกรเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

ความสำคัญของปุ๋ยธงเขียวในบริบทเชียงรายจึงไม่ได้อยู่แค่การลดค่าปุ๋ยไม่กี่ร้อยบาท แต่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐเริ่มมองเห็นความจริงว่าเกษตรกรไม่สามารถแบกรับทั้งต้นทุนการผลิต ภัยสิ่งแวดล้อม และแรงเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืนได้ลำพัง หากรัฐต้องการให้เกษตรกรลดการเผา ปรับเปลี่ยนพืช หรือขยับไปสู่แนวทางผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือรองรับต้นทุนชีวิตและต้นทุนการผลิตควบคู่กันด้วย ไม่เช่นนั้นทุกข้อเสนอเชิงอุดมคติจะหยุดอยู่ที่ห้องประชุมโดยไม่ไปถึงแปลงเกษตรจริง

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณถึงส่วนกลางว่า ปัญหานี้ต้องแก้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

สิ่งที่ทำให้การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความหมายมาก คือจังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอคำตอบแบบเส้นตรงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังประกอบภาพของปัญหาให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นน้ำคือการจัดการพื้นที่ป่า การงดเผา และการปรับพืชเศรษฐกิจ กลางน้ำคือการลดภาระต้นทุนเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวและการประสานฝนหลวง ส่วนปลายน้ำคือการปกป้องสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบต่อรายได้ และป้องกันไม่ให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นความปกติใหม่ของภาคเหนืออย่างถาวร

หากอ่านผ่านกรอบนี้ จะเห็นว่าการประชุมวันที่ 17 เมษายนที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่การมาตรวจราชการตามรอบ แต่เป็นการยกระดับเสียงจากพื้นที่ไปสู่เวทีนโยบาย ผ่านข้อเสนอที่จับต้องได้และมีมิติชัดเจนทั้งด้านเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ สิ่งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงการผลักข้อเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี จึงมีนัยทางการเมืองและนโยบายมากพอสมควร เพราะเท่ากับยอมรับว่าเชียงรายไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยกลไกระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

บทสรุปของเชียงรายในเวลานี้ คือการเลือกระหว่างแก้แบบตามฤดูกาล หรือแก้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างจริง

ข้อมูลทั้งหมดที่แนบมาทำให้เห็นภาพชัดว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังมองไฟป่าและ PM2.5 เป็นเพียงปัญหาตามฤดูกาล มาตรการก็จะวนอยู่กับการห้ามเผา การเฝ้าระวัง และการเยียวยาเฉพาะหน้า แต่หากยอมรับว่าปัญหานี้กำลังเชื่อมกับต้นทุนการเกษตร คุณภาพชีวิต ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางรายได้ของประชาชน การแก้ก็จำเป็นต้องขยับไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างนโยบายมากกว่าที่ผ่านมา

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้จึงมีความหมาย เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อเสนอของเชียงรายถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งเรื่องฝนหลวง เรื่องปุ๋ยราคาถูก เรื่องการปรับเวลางดเผา และเรื่องการเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดไปสู่กาแฟ สิ่งที่เหลือจากนี้คือ รัฐจะทำให้ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วพอและลึกพอหรือไม่ ก่อนที่ฤดูไฟป่าถัดไปจะกลับมาทดสอบระบบเดิมอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

Summary
  • เชียงรายเสียเปรียบด้านท่องเที่ยวจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นใหม่ทดแทนเสน่ห์อากาศเย็นเดิม

  • ผลสำรวจ Agoda พบ Gen Z ไทย 62% เน้นทริปสั้น 1-3 วัน เพื่อพักผ่อนและควบคุมงบประมาณเป็นหลัก

  • เชียงใหม่ขึ้นแท่นอันดับ 1 เอเชียด้านกิจกรรมอาหาร กดดันเชียงรายต้องชูเอกลักษณ์รสชาติท้องถิ่นที่แตกต่าง

  • พฤติกรรมเดินทางเปลี่ยนสู่ระบบขนส่งสาธารณะ เชียงรายจำเป็นต้องปรับปรุงการเชื่อมต่อสนามบินและย่านท่องเที่ยว

  • โครงสร้างประชากรเกิดต่ำลง ทำให้เชียงรายต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากครอบครัวใหญ่สู่กลุ่มคนโสดและคู่รักที่เที่ยวบ่อย

เชียงรายกำลังเสียแต้มจากสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ครั้งหนึ่งเชียงรายขายตัวเองได้ด้วยภาพจำที่ชัดมาก เมืองเหนือสุดที่มีอากาศเย็นกว่าเมืองใหญ่ ผู้คนไม่แน่น วิวภูเขาและวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์ และการเดินทางมาถึงเหมือนเป็นรางวัลของคนที่อยากหนีความเร่งรีบ แต่ภาพจำนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากฝุ่นควัน เพราะเมื่อ “อากาศ” ซึ่งเคยเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดกลับกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง เมืองก็ย่อมเสียเปรียบในเกมการท่องเที่ยวทันที โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่มีทางเลือกมากขึ้นและตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป หากสะท้อนผ่านตัวเลขเข้าพักที่ผู้ใช้แนบมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเชียงราย เชียงใหม่ และน่านอ่อนตัวลงพร้อมกันในเดือนมีนาคม ภาพที่เกิดขึ้นคือ “ความเสียหายเชิงภูมิภาค” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และยิ่งเมื่อข้อมูลทางการยังชี้ว่าช่วงกลางเดือนเมษายนค่าฝุ่นในภาคเหนือตอนบนยังสูงเกินมาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความลังเลของนักท่องเที่ยวก็ยิ่งมีเหตุผลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนมีโรคประจำตัว หรือคนทำงานที่อยากพักสั้น ๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตต่อโดยไม่ต้องเสี่ยงกับสุขภาพ

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เชียงรายไม่สามารถใช้ตรรกะเดิมว่า “เดี๋ยวถึงฤดูหนาวคนก็กลับมาเอง” ได้อีกต่อไป เมืองที่หวังพึ่งฤดูกาลอย่างเดียวจะเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่สภาพอากาศผันผวนและนักท่องเที่ยวมีข้อมูลอยู่ในมือแบบเรียลไทม์ เมื่อภาพฟ้าหม่น ค่าฝุ่นสูง และรีวิวการเดินทางแพร่กระจายเร็วมากบนโซเชียล เมืองท่องเที่ยวจึงต้องแข่งขันกันด้วย “ความเชื่อมั่น” พอ ๆ กับความสวยงาม และเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่แทนการพึ่งเสน่ห์เดิมเพียงอย่างเดียว

นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังอยากเที่ยว แต่เที่ยวด้วยเหตุผลใหม่

ถ้ามองจากมุมของอุปสงค์ สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวไม่ได้ถดถอยเสมอไป แต่กำลังปรับรูปแบบ Agoda รายงานว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของ Gen Z ไทยวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ถึง 3 ทริปในปี 2026 และมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เลือกทริปสั้นเพียง 1 ถึง 3 วัน ขณะที่ 77 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อน 72 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับงบประมาณ และ 57 เปอร์เซ็นต์ใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่พัก นอกจากนี้ Agoda ยังระบุในรายงานตลาดไทยว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางไทยมีแนวโน้มเที่ยวในประเทศมากกว่าต่างประเทศ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลายทางรองน่าสนใจขึ้นคือราคา ความปลอดภัย และแรงบันดาลใจจากโซเชียลมีเดีย

ความหมายของข้อมูลชุดนี้สำหรับเชียงรายชัดมาก เมืองไม่จำเป็นต้องรอแต่นักท่องเที่ยวแบบพักยาว 4 คืน 5 คืน หรือรอเฉพาะเทศกาลใหญ่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ตรงกันข้าม เมืองควรออกแบบตัวเองให้รองรับ “ทริปสั้นแต่กลับมาบ่อย” เพราะนี่คือรูปแบบการเดินทางที่กำลังโต โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากรีชาร์จเร็ว ใช้งบคุมได้ และไม่ต้องจัดแผนซับซ้อน จุดขายใหม่ของเชียงรายจึงไม่ควรอยู่ที่การเป็นปลายทางไกลที่ต้องตั้งใจมาครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ควรขยับไปเป็นเมืองที่มา 2 คืนได้ มาเสาร์อาทิตย์ได้ มาเพื่อพักใจได้ และมาแล้วรู้สึกคุ้มกับเวลาและเงินที่จ่ายไป

เมื่อมองในกรอบนี้ เชียงรายยังมีโอกาส เพราะเมืองมีต้นทุนที่เหมาะกับทริประยะสั้นอยู่มาก ทั้งกาแฟ ชา งานคราฟต์ วัดร่วมสมัย เมืองเก่า เส้นทางริมโขง ชุมชนบนดอย และอำเภอชายแดนที่ให้อารมณ์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ ปัญหาจึงไม่ใช่เชียงราย “ไม่มีอะไรขาย” แต่คือสิ่งที่เชียงรายมี ยังไม่ได้ถูกจัดแพ็กให้ตอบพฤติกรรมการเดินทางแบบใหม่อย่างเฉียบพอ เมืองยังเล่าเรื่องตัวเองแบบกว้างและกระจายเกินไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังอยากได้คำตอบที่ง่ายขึ้นว่า มาแล้วพักตรงไหน กินอะไร ทำอะไรได้บ้างใน 48 ชั่วโมง

เมื่อเชียงใหม่ชนะด้วยอาหาร เชียงรายยิ่งต้องหาตำแหน่งของตัวเองให้ชัด

อีกสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม คือเชียงใหม่ขึ้นเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของเอเชียด้านกิจกรรมอาหารจากข้อมูลการจองกิจกรรมบน Agoda ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 โดยมีกรุงเทพฯ ฮอยอัน โฮจิมินห์ซิตี้ และฮานอยตามมา ขณะเดียวกัน Agoda ยังระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาอยู่ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า นี่คือสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มองอาหารเป็นแค่ของประกอบการเดินทางอีกแล้ว แต่อาหารกำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเอง

สำหรับเชียงราย นี่คือทั้งแรงกดดันและโอกาสพร้อมกัน แรงกดดันคือเมืองข้างเคียงอย่างเชียงใหม่กำลังยึดตำแหน่ง “เมืองอาหาร” ในระดับภูมิภาคได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเชียงรายยังขายภาพกว้าง ๆ เรื่องธรรมชาติ วัด และอากาศดีเพียงอย่างเดียว เมืองก็จะถูกเปรียบเทียบในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่โอกาสคือเชียงรายยังมีทรัพยากรทางรสชาติและวัฒนธรรมอาหารที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ทั้งกาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่สูง ชาจากแม่ฟ้าหลวง อาหารล้านนาเชิงชายแดน วัตถุดิบชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าของดอย ชายแดน และแม่น้ำโขง ซึ่งเชียงใหม่ไม่มีเหมือนกัน

ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเชียงรายจะสู้เชียงใหม่ด้วย “อาหาร” ได้ไหม แต่คือเชียงรายจะทำให้อาหารของตัวเองมี “ประสบการณ์” มากพอจนคนอยากเดินทางมาไหม ถ้าเชียงใหม่ขายคลาสทำอาหารและอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายอาจต้องไปไกลกว่านั้น คือขายการกินในฐานะการเชื่อมผู้คนกับแหล่งปลูก แหล่งคั่ว แหล่งหมัก และชุมชนต้นทาง ยิ่งในวันที่นักท่องเที่ยวอยากได้ของแท้มากขึ้น เมืองที่เชื่อมอาหารกับภูมิประเทศและวิถีชีวิตได้ลึกกว่า ย่อมมีโอกาสยืนอยู่ในตลาดเดียวกันโดยไม่ต้องลอกกัน

การเดินทางกำลังบอกว่า เชียงรายต้องคิดแบบเมืองที่เชื่อมต่อสะดวก ไม่ใช่เมืองที่สวยอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่งของโจทย์ คือเรื่องการเข้าถึง กระทรวงคมนาคมสรุปการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 7 วันว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะรวม 17,436,582 คน เพิ่มขึ้น 0.29 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รถเข้าออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทางลดลง 9.54 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าพฤติกรรมการเดินทางกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งรถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ระบบขนส่งที่คาดการณ์ได้และเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น

สำหรับภาคเหนือ ตัวเลขผู้ใช้บริการสูงสุดยังอยู่ที่ทางถนน 131,194 คนในช่วงสงกรานต์ 7 วัน ซึ่งชี้ว่า “การเข้าถึงปลายทาง” ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเมืองอยากได้ประโยชน์จากเทรนด์เที่ยวสั้นและเที่ยวบ่อย เมืองต้องไม่ใช่แค่มีสิ่งน่าสนใจ แต่ต้องเข้าถึงง่าย วางแผนง่าย และต่อเชื่อมง่ายด้วย เชียงรายจึงควรคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การเชื่อมสนามบินกับย่านท่องเที่ยว การเชื่อมสถานีขนส่งกับเมืองสร้างสรรค์ คาเฟ่ ชุมชน และจุดหมายรอง ไปจนถึงแพ็กเกจที่ทำให้คนไม่ต้องใช้รถส่วนตัวก็เที่ยวได้ครบในเวลาจำกัด

หากยังปล่อยให้เชียงรายเป็นเมืองที่ “ต้องมีรถถึงจะเที่ยวสนุก” เมืองก็จะเสียแต้มในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ทันที เพราะคนกลุ่มนี้ให้ค่ากับความง่ายและความยืดหยุ่นพอ ๆ กับความสวยงาม เมืองที่ตอบโจทย์ในอนาคตจึงไม่ใช่แค่เมืองที่มีแลนด์สเคปดี แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดการประสบการณ์เดินทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้ลื่นไหลได้ด้วย และนี่คือจุดที่เชียงรายยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

คำถามเรื่องประชากรยิ่งทำให้ตลาดท่องเที่ยวต้องเปลี่ยน

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการอ้างตัวเลขจาก World of Statistics ว่าไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.78 คนต่อผู้หญิง 1 คน ประเด็นนี้ควรระบุอย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้กว่าอย่างธนาคารโลกและ Thailand Economic Monitor ยังพบว่าค่าที่ยืนยันได้ล่าสุดของไทยอยู่ราว 1.2 ถึง 1.3 ในปี 2023 ไม่ใช่ 0.78 อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลข 0.78 ยังไม่ควรถูกใช้เป็นข้อเท็จจริงตายตัวในตอนนี้ แต่แนวโน้ม “เกิดต่ำมากและสังคมสูงวัยเร็ว” เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมีความหมายต่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

ผลกระทบของเรื่องนี้ต่อเชียงรายคือ เมืองไม่ควรคิดตลาดแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนภาพครอบครัวใหญ่ พาลูกหลานหลายคนขึ้นเหนือปีละครั้งเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะในโลกของครัวเรือนเล็กลง คู่รักมากขึ้น คนโสดมากขึ้น และคนวัยทำงานเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้น ความต้องการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตามไปด้วย เมืองที่ยังออกแบบประสบการณ์สำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น จะพลาดตลาดจริงที่กำลังโต คือกลุ่ม 2 คน กลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ และคนที่เดินทางเพื่อพักใจ ไม่ใช่เพื่อทำเช็กลิสต์สถานที่ให้ครบที่สุด

ด้วยเหตุนี้ หากเชียงรายจะปรับจุดขายให้ตรงเวลา เมืองควรขยับภาพลักษณ์จาก “เมืองทริปครอบครัวใหญ่ในหน้าหนาว” ไปสู่ “เมืองพักใจของคนสองคนหรือคนกลุ่มเล็กที่กลับมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี” มากขึ้น นี่ไม่ใช่การลดขนาดความฝัน แต่คือการปรับให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรและรูปแบบการใช้ชีวิตจริงของตลาดในวันนี้

จุดขายใหม่ของเชียงรายควรอยู่บน 4 แกนที่จับต้องได้

แกนแรกคือ “อากาศและความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้” เพราะในวันที่ฝุ่นเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น การตลาดแบบสวยงามอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว เชียงรายควรคิดเรื่องการสื่อสารข้อมูลอากาศ พื้นที่ปลอดภัย กิจกรรมในร่ม และช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ เมืองที่กล้ายอมรับปัญหาและจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใส จะน่าเชื่อถือกว่าการพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แกนที่สองคือ “ทริปสั้นที่มีความหมายชัด” เช่น 2 วัน 1 คืนสายกาแฟ 3 วัน 2 คืนสายพักใจ ทริปคู่รักริมโขง หรือทริปอาหารและศิลปะร่วมสมัยในเมือง เพราะข้อมูล Agoda ชี้ชัดแล้วว่าคนไทยจำนวนมากอยากเที่ยวแบบสั้น ง่าย และบ่อยขึ้น เมืองที่ทำแพ็กเกจให้เข้าใจง่ายจะได้เปรียบกว่าเมืองที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องไปต่อจิ๊กซอว์เองทีละชิ้น

แกนที่สามคือ “อาหาร กาแฟ และประสบการณ์ลงมือทำ” เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหารกำลังแรงขึ้นในระดับเอเชีย หากเชียงใหม่ชนะด้วยอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายควรชนะด้วยเสน่ห์ของกาแฟพื้นที่สูง อาหารชายแดน อาหารชาติพันธุ์ เวิร์กช็อปคั่วกาแฟ ชงกาแฟ เก็บชา หรือทำอาหารท้องถิ่นที่ผูกกับเรื่องเล่าของชุมชนและภูมิประเทศ เมืองจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อขาย “ประสบการณ์กิน” ไม่ใช่ขายแค่ “ร้านอร่อย”

แกนสุดท้ายคือ “การเชื่อมต่อที่ง่ายและคุ้มค่า” เพราะต่อให้เมืองมีของดีเพียงใด ถ้าเดินทางลำบาก นักท่องเที่ยวทริประยะสั้นก็จะเลือกเมืองอื่นทันที การทำให้เชียงรายเที่ยวได้โดยไม่ต้องใช้รถส่วนตัวมากนัก เชื่อมสนามบิน สถานีขนส่ง เมืองหลัก และเมืองรองเข้าหากันได้ดี จะเป็นการเปลี่ยนเมืองจากปลายทางเฉพาะคนตั้งใจ ไปเป็นปลายทางที่คนตัดสินใจได้เร็วขึ้นและกลับมาได้บ่อยขึ้น

เชียงรายต้องเลิกขายคำว่าเหนือสุดอย่างเดียว แล้วเริ่มขายเหตุผลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก

ในท้ายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชียงราย “หมดมนต์ขลัง” เสียทีเดียว แต่อยู่ที่มนต์ขลังแบบเดิมไม่พอสำหรับโลกใหม่แล้ว คำว่าเหนือสุดแดนสยามยังมีพลังในเชิงอารมณ์ แต่ไม่เพียงพอจะต้านคำถามเรื่องฝุ่น ความคุ้มค่า การเข้าถึง และความคาดหวังใหม่ของนักเดินทาง ถ้าเชียงรายยังขายเพียงระยะทาง ความโรแมนติกของภูเขา และภาพวิวกว้าง ๆ เมืองก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในการแข่งขันกับปลายทางที่ปรับตัวเร็วกว่า

แต่ถ้าเชียงรายยอมปรับบทบาทตัวเอง เมืองยังมีต้นทุนมหาศาล ทั้งกาแฟ ชา อาหาร ชายแดน ศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัย เมืองเก่า และชุมชนที่เล่าเรื่องได้ลึกกว่าอีกหลายแห่ง เพียงแต่ต้องเล่าใหม่ให้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้เหมาะกับใคร มาแล้วได้อะไร ใช้เวลากี่วัน และกลับมาซ้ำได้อย่างไร

ในเกมท่องเที่ยวยุคต่อไป เมืองที่ชนะอาจไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือดังที่สุด แต่คือเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของนักเดินทางได้ดีที่สุด และสำหรับเชียงราย คำตอบอาจไม่ใช่การทำตัวให้เหมือนใคร หากคือการเปลี่ยนจากเมืองที่คน “อยากมาสักครั้ง” ไปสู่เมืองที่คน “อยากกลับมาอีกหลายครั้ง” มากกว่า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • CAMP Phuchifa แคมป์ภูชี้ฟ้า
  • Agoda Travel Outlook 2026
  • กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • Thailand Economic Monitor (World Bank)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย ตั้งวอร์รูมแม่สาย เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและเสริมคันกั้นน้ำ หวังป้องกันซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 67

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่แม่สาย เร่งมาตรการเตือนภัยและป้องกันน้ำหลากให้เสร็จก่อนฤดูฝนมาถึง

  • เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำชายแดน

  • ไทย-เมียนมา ร่วมติดตามการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งฝั่งท่าขี้เหล็ก ซึ่งคืบหน้าแล้ว 35%

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 18-19 เม.ย. นี้ เป็นบททดสอบแรกของระบบป้องกันน้ำแม่สาย

  • แผนจัดการน้ำปี 2569 ถอดบทเรียนจากวิกฤตปี 2567 ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นครัวเรือน

แม่สายเร่งวางรับมือน้ำหลากก่อนฝนมา เชียงรายขยับจากบทเรียนเก่าไปสู่แผนป้องกันที่ต้องเสร็จก่อนวิกฤตจะมาถึง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – แม้บรรยากาศสงกรานต์จะยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของจังหวัด แต่ที่อำเภอแม่สาย น้ำหนักของการบริหารราชการในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่การปิดเทศกาล หากอยู่ที่การเร่งเปิดแผนรับมืออุทกภัยก่อนที่เมฆฝนก้อนใหญ่ของปีจะเริ่มก่อตัวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อกำหนดแนวทางเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า การประชุมครั้งนี้วางเป้าหมายไว้ที่มาตรการเร่งด่วน 2 เรื่อง คือการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันเวลา และการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงผ่านการเสริมคันกั้นน้ำ รื้อสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และขุดลอกแม่น้ำสายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ความหมายของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสั่งงานตามฤดูกาล แต่คือการเร่งเปลี่ยนความทรงจำของวิกฤตครั้งก่อนให้กลายเป็นลำดับงานที่ต้องจับต้องได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นให้ทุกหน่วยงานจัดทำไทม์ไลน์ของแต่ละมาตรการอย่างชัดเจน และเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝน นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะปัญหาน้ำท่วมแม่สายไม่ได้อยู่แค่การมีแผน หากอยู่ที่การทำให้แผนนั้นเสร็จทันเวลา เมื่อฝนมาเร็วหรือน้ำหลากแรงกว่าคาด ระบบเตือนภัยที่ยังไม่ครอบคลุมหรือคันกั้นน้ำที่ยังทำไม่เสร็จย่อมทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะขยับทันเสมอ

แม่น้ำสายยังเป็นหัวใจของโจทย์แม่สาย และยังต้องแข่งกับเวลา

หากมองย้อนหลังไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มขับเครื่องเรื่องแม่น้ำสายมาก่อนหน้านี้แล้ว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ติดตามผลการศึกษา “แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าจ้างบริษัทเอกชนศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำล้นตลิ่ง และวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 240 วัน

นี่สะท้อนให้เห็นว่า แม่สายไม่ได้รอให้ฤดูฝนมาถึงแล้วค่อยแก้ แต่กำลังขยับทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะโครงสร้างไปพร้อมกัน กระนั้นเอง สิ่งที่ยังน่ากังวลคือโครงการศึกษาและออกแบบระยะยาวยังต้องใช้เวลา ขณะที่ฝนจริงไม่ได้รอผลการศึกษาเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 16 เมษายนจึงเป็นเหมือนการ “อุดช่องว่างระหว่างแผนใหญ่กับความจริงหน้างาน” เพราะในขณะที่การแก้ต้นเหตุอย่างยั่งยืนยังอยู่ระหว่างการศึกษาของกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดจำเป็นต้องเดินมาตรการเชิงปฏิบัติที่ลงมือได้ทันที เช่น คันกั้นน้ำ การรื้อสิ่งกีดขวาง และการขุดลอก เพื่อให้มีเกราะชั่วคราวที่แข็งแรงพอจะพาประชาชนผ่านฤดูฝนปีนี้ไปก่อน

ความร่วมมือไทยและเมียนมายังเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะน้ำไม่หยุดที่เส้นเขตแดน

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้การรับมืออุทกภัยแม่สายซับซ้อนกว่าหลายพื้นที่ คือภูมิประเทศชายแดนซึ่งแม่น้ำสายเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าหากันโดยตรง ข่าวของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ระบุว่า นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กและคณะ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำสายฝั่งเมียนมา บริเวณบ้านหัวฝาย ตำบลปงถุน จังหวัดท่าขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สาย หมู่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ในเวลานั้น และฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าจะเร่งก่อสร้างให้เสร็จในช่วงสงกรานต์ พร้อมดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569

ข้อมูลนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันย้ำว่าแม่สายไม่อาจจัดการน้ำท่วมได้ด้วยมาตรการฝั่งไทยเพียงลำพัง หากฝั่งตรงข้ามมีสิ่งกีดขวาง มีดินสะสม หรือมีแนวป้องกันตลิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ทิศทางการไหลของน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที การเร่งรัดให้ฝ่ายเมียนมาตักดินออกจากลำน้ำและเดินหน้าขุดลอกภายในเมษายน จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นที่มีผลต่อความเสี่ยงของบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ และทำให้เห็นว่าการป้องกันน้ำท่วมแม่สายในปีนี้ไม่ใช่แค่โจทย์ของจังหวัดเชียงราย แต่เป็นโจทย์ของความร่วมมือข้ามแดนที่ต้องเดินให้ทันฤดูฝนเช่นกัน

พายุฤดูร้อนระยะสั้น กำลังมาเติมความกดดันให้แผนรับมือน้ำ

ในระยะใกล้ ความเสี่ยงยังไม่ได้มาจากฤดูฝนเต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพายุฤดูร้อนที่กำลังกดดันพื้นที่ภาคเหนือด้วย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุในพยากรณ์ประจำวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป แต่มีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ พร้อมลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงจังหวัดเชียงรายด้วย ขณะเดียวกันเอกสารเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน ยังระบุว่า วันที่ 19 เมษายน 2569 เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือที่มี “ความเสี่ยงสูง” ต่อฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากพายุฤดูร้อน

ความหมายของข้อมูลชุดนี้คือ แม้ฝนระลอกแรกอาจช่วยชะล้างฝุ่นและหมอกควันบางส่วน แต่ในมุมของแม่สาย มันยังทำหน้าที่เหมือนการทดสอบระบบป้องกันน้ำในตัว หากคันกั้นน้ำยังไม่แข็งแรงพอ หากจุดอุดตันยังไม่ถูกรื้อ หรือหากการแจ้งเตือนยังไปไม่ถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว ฝนจากพายุฤดูร้อนก็อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่เจ็บปวดได้ก่อนถึงฤดูฝนหลักด้วยซ้ำ นี่ทำให้การเตรียมพร้อมในเดือนเมษายนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือทำเผื่อไว้ล่วงหน้าเกินจำเป็น แต่เป็นการรับมือกับความเสี่ยงที่เริ่มกดดันอยู่แล้วในระดับรายวัน

เอลนีโญยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่ความผันผวนของอากาศคือความจริงที่หนีไม่พ้น

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการหยิบยกประเด็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นมาเชื่อมกับความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรระบุอย่างระมัดระวัง เมื่อเทียบกับข้อมูลล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเมื่อ 3 มีนาคม 2569 WMO ระบุว่า ลานีญาอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ ENSO เป็นกลางจนถึงเดือนกรกฎาคม ก่อนที่โอกาสเกิดเอลนีโญจะค่อย ๆ เพิ่มเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม พร้อมย้ำว่าการพยากรณ์ในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนสูงจากสิ่งที่เรียกว่า spring predictability barrier หรือข้อจำกัดของการคาดการณ์ในฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ

ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยก็ยังคงติดตามภาวะเอลนีโญและลานีญาเป็นรายเดือน โดยมีหน้ารายงาน ENSO ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ในระบบข้อมูลภูมิอากาศของหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นนี้ยังอยู่ในระยะเฝ้าระวังและประเมินต่อเนื่อง ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดบัญชีแล้ว ดังนั้น หากจะเชื่อมประเด็นภูมิอากาศโลกกับแม่สายอย่างรอบคอบ สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นคงในตอนนี้คือ โลกกำลังอยู่ในภาวะอุณหภูมิสูงผิดปกติและอากาศผันผวนมากขึ้น ขณะที่ความเป็นไปได้ของเอลนีโญกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ควรฟันธงว่าซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดอย่างแน่นอนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อสรุปเรื่องเอลนีโญยังไม่เด็ดขาด สิ่งที่แน่ชัดคือภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ เช่น เกษตรกรรม พลังงาน สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากขึ้น เพราะ WMO เองก็ระบุว่าการคาดการณ์ ENSO มีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการวางแผนด้านมนุษยธรรมและการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ในบริบทของแม่สาย ประโยคนี้แปลได้ง่ายมากว่า ต่อให้เอลนีโญจะยังไม่ชัด แต่พื้นที่ที่เคยเผชิญน้ำท่วมหนักมาแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลจะรอให้ฟ้าตอบคำถามจนชัดเจนก่อนค่อยเตรียมตัว

บทเรียนปี 2567 ยังตามหลอกหลอน และเป็นเหตุผลว่าทำไมแม่สายจึงชะล่าใจไม่ได้

เหตุผลที่การเตรียมพร้อมครั้งนี้ต้องเข้มกว่าเดิม ยังสืบเนื่องจากบาดแผลของปี 2567 ที่ยังสดอยู่ในความทรงจำของคนเชียงราย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเคยรายงานเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2567 ว่า จังหวัดเชียงรายเผชิญอุทกภัยและดินถล่มกระทบถึง 14 อำเภอ 66 ตำบล 591 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นมากกว่า 60,000 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 14 ราย โดยพื้นที่แม่สายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องมีการฟื้นฟูเป็นหลายโซนย่อย รวมถึงการเสริมแนวป้องกันรอยรั่วและฟื้นระบบสาธารณูปโภคหลายด้าน

เมื่อพิจารณาจากฐานความเสียหายเดิมนี้ การลงพื้นที่ประชุมของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในเดือนเมษายน 2569 จึงไม่ใช่แค่การทำงานตามปฏิทินราชการ แต่เป็นการตอบสนองต่อประสบการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์แล้วว่าหากประมาท ผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด แม่สายในวันนี้จึงกำลังพยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และการเน้นไทม์ไลน์อย่างชัดเจนของแต่ละมาตรการก็สะท้อนว่าจังหวัดเข้าใจดีว่า ความล่าช้าแม้เพียงไม่กี่สัปดาห์อาจกลายเป็นช่องว่างที่น้ำใช้ไหลกลับเข้ามาสร้างความเสียหายได้อีกครั้ง

แผนแม่สายจึงไม่ควรจบที่ประชุม แต่ต้องไปต่อถึงชุมชนและหน้างานจริง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือมาตรการที่ถูกพูดในห้องประชุมจะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริงได้เร็วเพียงใด ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะครอบคลุมชุมชนเสี่ยงทุกจุดหรือไม่ คันกั้นน้ำจะเสริมทันหรือไม่ จุดกีดขวางทางน้ำจะถูกจัดการจริงแค่ไหน และการขุดลอกแม่น้ำสายทั้งฝั่งไทยและเมียนมาจะเดินไปทันกรอบเวลาที่ประกาศไว้หรือไม่ เพราะสำหรับแม่สาย การป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การบังคับใช้ไทม์ไลน์” ให้เกิดขึ้นจริงแบบวันต่อวัน

ในมุมนี้ การประชุมเมื่อ 16 เมษายนจึงมีความหมายเหมือนจุดเริ่มของการนับถอยหลังมากกว่าจุดจบของการหารือ หากทุกหน่วยงานทำได้ตามแผน แม่สายอาจรับฤดูฝนปีนี้ด้วยเครื่องมือที่พร้อมกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากแผนยังติดอยู่ในขั้นเอกสารหรือประสานงานไม่ทัน ความเสี่ยงเดิมก็พร้อมกลับมาซ้ำเติมพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่เปราะบางอยู่แล้วได้ทุกเมื่อ และสำหรับประชาชนแม่สาย ความหวังไม่ได้อยู่ที่คำประกาศว่าจะ “เตรียมพร้อม” เท่านั้น หากอยู่ที่การได้เห็นสิ่งที่ป้องกันพวกเขาได้จริงก่อนเม็ดฝนก้อนแรกของปีจะตกลงมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไฟป่าเชียงรายไม่ได้กระทบแค่การหายใจ แต่กำลังกัดเซาะคุณภาพกาแฟอาราบิก้าไทยในเวทีการแข่งขันระดับสากล

Summary
  • ชาวปางขอนเร่งทำแนวกันไฟปกป้องป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าสำคัญของเชียงราย

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายพุ่งสูงระดับสีแดง (127.8-193.2 ไมโครกรัม) กระทบสุขภาพและภาพลักษณ์แหล่งปลูก

  • มฟล. และนักวิจัยซินโครตรอนลงพื้นที่ยกระดับกาแฟไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เพื่อแข่งขันในตลาดโลก

  • กาแฟอาราบิก้าพึ่งพาระบบนิเวศ “ไมโครไคลเมต” จากป่า หากป่าพังคุณภาพรสชาติกาแฟจะเสียหายทันที

  • ชุมชนย้ำ “การดูแลป่าคือการดูแลอนาคต” โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่คัดกรองความเสี่ยงรอบหมู่บ้านอย่างเข้มข้น

เมื่อควันไม่หยุดอยู่แค่บนดอย ปางขอนจึงต้องปกป้องป่าราวกับกำลังปกป้องอนาคตของกาแฟเชียงราย

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่หลายพื้นที่กำลังค่อย ๆ วางขันน้ำและปิดฉากเทศกาลสงกรานต์ ภาพอีกด้านหนึ่งของเชียงรายกลับเป็นภาพที่เงียบกว่าและหนักกว่ามาก บนไหล่เขารอบบ้านปางขอน ผู้คนในชุมชนยังต้องเดินขึ้นแนวป่า ถือมีด ถือจอบ ช่วยกันถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟแบบที่ทำซ้ำแทบทุกปีโดยไม่มีใครต้องประกาศเรียก เพราะสำหรับคนที่อยู่กับป่า เรื่องนี้ไม่ใช่งานอาสาเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นงานที่ต้องทำเพื่อรักษาต้นน้ำ หน้าดิน และเงื่อนไขของชีวิตทั้งหมู่บ้านไว้พร้อมกัน ข้อความสะท้อนจากชุมชนที่ผู้ใช้จัดเตรียมมาเล่าตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ปางขอนกำลังปกป้องไม่ใช่เพียงต้นไม้ หากรวมถึงกาแฟที่เติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ของป่าเดียวกัน และระบบธรรมชาติที่ทำให้พืชเศรษฐกิจสำคัญนี้ยังคงมีคุณภาพอยู่ได้ในระยะยาว

ภาพนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อประกบกับข้อมูลทางการด้านคุณภาพอากาศ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า วันที่ 17 เมษายน 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนืออยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่นที่อำเภอเมือง 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 127.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเชียงของ 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนสูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมาก และถูกจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

เมื่อฝุ่นขึ้นไปถึงระดับนี้ การพูดถึงไฟป่าในเชียงรายจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่เรื่องหมอกควันหรือการมองเห็นบนท้องถนน แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่ลึกกว่า ว่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกำลังกัดเซาะฐานเศรษฐกิจของชุมชนบนดอยไปพร้อมกันหรือไม่ โดยเฉพาะชุมชนที่มีรายได้หลักพึ่งพากาแฟคุณภาพสูงอย่างปางขอน เพราะสิ่งที่ทำให้กาแฟพิเศษมีมูลค่า ไม่ได้อยู่ที่เมล็ดอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมของแหล่งปลูก ความชุ่มชื้นของดิน เงาของไม้ใหญ่ และสมดุลทางธรรมชาติรอบแปลง หากป่าเสียสมดุลหรือถูกไฟลุกลามบ่อยขึ้น ผลกระทบที่ตามมาอาจยาวไกลกว่าฤดูฝุ่นหนึ่งฤดูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กาแฟปางขอนไม่ได้โตจากฝีมือเกษตรกรอย่างเดียว แต่โตจากป่าที่ยังสมบูรณ์

ในเชิงวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ภาพที่ชัดเจนว่า กาแฟอาราบิก้าเหมาะกับพื้นที่สูง อากาศเย็น และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต โดยศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและการจัดการห่วงโซ่คุณค่ากาแฟของมหาวิทยาลัยระบุว่า กาแฟอาราบิก้านิยมปลูกในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เพราะสภาพแวดล้อมที่เย็นสดชื่นทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติกลมกล่อม และมีคุณภาพเหมาะต่อการพัฒนาเป็นกาแฟมูลค่าสูง นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวยังวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านกาแฟ เพื่อเชื่อมเครือข่ายทั้งห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร

ความหมายของข้อมูลนี้ในบริบทปางขอนคือ กาแฟไม่ใช่เพียงพืชปลูกขาย แต่เป็นผลผลิตที่พึ่งพาระบบนิเวศโดยตรง และชุมชนเองก็เข้าใจความจริงข้อนี้ดีจากประสบการณ์ของตัวเอง ข้อความในข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มาระบุชัดว่า กาแฟของปางขอนเติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ของป่า อาศัยความชุ่มชื้นจากดิน เงาจากต้นไม้ใหญ่ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติรอบตัว การดูแลกาแฟจึงไม่เคยแยกจากการดูแลป่า นี่คือถ้อยคำที่แม้เกิดจากการเล่าของชุมชน แต่สอดรับโดยตรงกับหลักวิชาการด้านการปลูกกาแฟคุณภาพสูง และทำให้เห็นว่าความรู้ของเกษตรกรกับความรู้ของมหาวิทยาลัยกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือป่าที่ดีคือเงื่อนไขสำคัญของกาแฟที่ดี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายกาแฟปางขอนต่อเนื่อง เว็บไซต์ Coffee Hub of Knowledge ของมหาวิทยาลัยระบุว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 มีการลงพื้นที่การผลิตกาแฟปางขอนร่วมกับเกษตรกรในเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อหารือประเด็นการจัดการแปลงและการพัฒนากาแฟอะราบิก้าและโรบัสต้า ขณะที่อีกกิจกรรมหนึ่งของมหาวิทยาลัยยังระบุการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปกาแฟและการพัฒนารสชาติร่วมกับ ดร.อมร โอวาทวรกิจ และเครือข่ายเกษตรกรกาแฟปางขอนด้วย

ดังนั้น เมื่อชุมชนปางขอนพูดว่าการดูแลป่ากับการดูแลกาแฟเป็นเรื่องเดียวกัน ประโยคนี้จึงไม่ใช่เพียงภาษาสวยงามของชุมชน แต่คือข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับทั้งองค์ความรู้ภาควิชาการและกระบวนการพัฒนาผลผลิตที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และนั่นทำให้ไฟป่ากลายเป็นภัยที่อาจกระทบ “คุณภาพ” ของเศรษฐกิจชุมชน ไม่ใช่แค่กระทบ “ปริมาณ” ของพื้นที่ป่าเท่านั้น

งานวิจัยลงจากห้องแล็บสู่ไร่กาแฟ เพราะตลาดโลกไม่ได้แข่งกันแค่ปริมาณอีกต่อไป

อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญขึ้น คือภาควิทยาศาสตร์เองกำลังเดินเข้าไปในพื้นที่ปลูกอย่างจริงจัง ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบระบุว่า นักวิจัยซินโครตรอนลงพื้นที่หมู่บ้านปางขอนร่วมกับ ดร.อมร โอวาทวรกิจ หัวหน้ากลุ่มวิจัยพัฒนากาแฟคุณภาพ และกลุ่มงานกาแฟ สถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อหารือความร่วมมือในการพัฒนากาแฟอาราบิก้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเผยแพร่ผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานเช่นกันว่า นักวิจัยได้ออกจากแล็บไปลงไร่กาแฟที่ปางขอน เพื่อเชื่อมงานวิจัยกับกระบวนการผลิตจริงของชุมชน โดยมีจุดหมายชัดในการยกระดับศักยภาพกาแฟไทยในเวทีสากล

สิ่งนี้สะท้อนภาพใหม่ของเกษตรกรรมเชียงรายอย่างชัดเจนว่า กาแฟไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตพื้นถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังถูกมองเป็นสินค้าคุณภาพสูงที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ การแปรรูป และความเข้าใจเชิงลึกเรื่องต้นทางการผลิต ตลาดกาแฟพิเศษในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติ กระบวนการผลิต แหล่งปลูก ความยั่งยืน และเรื่องเล่าของชุมชน ดังนั้นหากพื้นที่ปลูกต้องเผชิญไฟป่าซ้ำซากหรือภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลง ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดที่ผลผลิตปีเดียว แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของแหล่งปลูกในสายตาผู้ซื้อและตลาดเฉพาะทางด้วย

หมู่บ้านปางขอน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง ไม่ถึง 40 นาที เท่านั้น ถนนขึ้นดอยเป็น ถนนคอนกรีตตลอดเส้นทาง ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถ ขับรถเก๋งขึ้นมาได้

พูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า เวลานี้เชียงรายกำลังพยายามยกระดับกาแฟด้วยวิทยาศาสตร์ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ต้องพยายามประคองฐานทรัพยากรธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์เหล่านั้นพึ่งพาอยู่ หากปล่อยให้ไฟป่าทำลายพื้นที่ต้นน้ำ หน้าดิน และโครงสร้างป่าที่ช่วยสร้างไมโครไคลเมตของแปลงกาแฟ ความพยายามเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีย่อมถูกบั่นทอนจากรากฐานที่เสียหายไปพร้อมกัน นี่คือจุดที่ทำให้ไฟป่าในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงปัญหาป้องกันภัย แต่เป็นโจทย์การแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ชาวปางขอนทำแนวกันไฟ เพราะรู้ว่าถ้าไฟลาม กาแฟจะไม่ได้รับผลแค่ควัน

ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มายังสะท้อนภาพการลงมือทำของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าลำน้ำกก เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก และชาวบ้านปางขอนร่วมกันทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยงด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการลุกลามจากไฟป่า กิจกรรมดังกล่าวมีประชาชนและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประมาณ 100 คน และชุมชนยังประกาศความพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่หากเกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริงในพื้นที่รอบหมู่บ้านอีกด้วย

รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าคนในชุมชนไม่ได้รอให้ไฟมาถึงแล้วค่อยตอบสนอง แต่เลือกทำงานเชิงป้องกันล่วงหน้า แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้มีรายได้ ไม่มีเวทีใหญ่ ไม่มีแสงสปอตไลต์ และมักไม่ปรากฏในหน้าข่าวรายวันก็ตาม สิ่งที่ปางขอนทำจึงเป็นรูปธรรมของคำว่า “ดูแลป่าเพื่อดูแลเศรษฐกิจของตัวเอง” อย่างแท้จริง เพราะชุมชนรู้ดีว่าหากไฟป่าลุกลาม สิ่งที่จะเสียไม่ได้มีแค่ผืนป่า แต่รวมถึงความชุ่มชื้นของดิน ความมั่นคงของต้นน้ำ และต้นทุนธรรมชาติที่กาแฟทั้งหมู่บ้านต้องพึ่งพาอยู่ทุกปี

ในอีกด้านหนึ่ง การมีส่วนร่วมของชุมชนยังสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญของการจัดการไฟป่าในภาคเหนือว่า คนที่อยู่ใกล้ไฟที่สุดมักเป็นคนในพื้นที่ และหลายครั้งก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ต้องออกแรงป้องกันไม่ให้ไฟลามไปมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะรู้ต้นเหตุหรือไม่ก็ตาม ประโยคที่ว่า “สุดท้ายคนที่ต้องเดินเข้าไปหาไฟก็คือคนในชุมชนอยู่ดี” ในข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา จึงเป็นประโยคที่ทั้งเจ็บและจริง เพราะมันชี้ว่าความเสียหายจากไฟป่ามักย้อนกลับไปหาคนที่อยู่กับผืนป่าโดยตรงก่อนใครเสมอ

ฝุ่นวันนี้อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของพรุ่งนี้

เมื่อมองเชื่อมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพของวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงชัดเจนขึ้นมากว่า เชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ซ้อนกันหลายชั้น ค่าฝุ่นที่ยังสูงในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพกดทับชีวิตประจำวันของประชาชน ขณะเดียวกันชุมชนกาแฟสำคัญอย่างปางขอนกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเร่งปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงพืชเศรษฐกิจของตัวเอง ส่วนภาควิชาการและภาควิจัยก็กำลังเดินหน้าพัฒนากาแฟไทยให้แข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบนี้ล้มลง ความเสียหายย่อมลามต่อไปเป็นลูกโซ่ได้ง่ายกว่าที่ตัวเลขฝุ่นในแต่ละวันบอกไว้

ในเชิงท่องเที่ยวก็เช่นกัน แม้ข้อมูลชุดนี้จะไม่ได้มีตัวเลขเชิงรายได้หรือจำนวนนักเดินทางในปางขอนโดยตรง แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ากาแฟเชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจ หากยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะเมืองกาแฟ เมืองท่องเที่ยว และเมืองสร้างสรรค์ การที่ชุมชนกาแฟต้องใช้พลังจำนวนมากไปกับการป้องกันไฟป่า จึงสะท้อนว่าควันในฤดูแล้งอาจกระทบได้ไกลกว่าการหายใจในแต่ละวัน และอาจค่อย ๆ กัดกินทุนทางเศรษฐกิจของจังหวัดจากฐานรากขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ หากไม่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปางขอนกำลังบอกบทเรียนสำคัญให้เชียงรายทั้งจังหวัด

บทเรียนสำคัญที่สุดจากเรื่องนี้อาจอยู่ตรงที่ บ้านปางขอนไม่ได้ปกป้องป่าเพราะต้องการถ้อยคำชื่นชม แต่ปกป้องเพราะรู้ว่าป่ากับอนาคตของหมู่บ้านคือเรื่องเดียวกัน นี่คือบทเรียนที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟป่าเฉพาะจุด เพราะมันบอกว่าในยุคที่เศรษฐกิจท้องถิ่นต้องพึ่งทั้งคุณภาพสินค้า เรื่องเล่าชุมชน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันระดับโลก การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ภาระส่วนเกินของการพัฒนาอีกแล้ว แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาเอง

หากเชียงรายต้องการให้กาแฟของตนเองไปไกลขึ้นในตลาดพิเศษ ต้องการให้ชุมชนบนดอยยังคงมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง และต้องการให้ภาพจำของจังหวัดไม่ถูกบดบังด้วยควันจากไฟป่า งานของรัฐ ภาควิชาการ และชุมชนจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันมากกว่านี้ นั่นคือการทำให้การป้องกันไฟป่าไม่ใช่ภารกิจเฉพาะฤดู แต่เป็นนโยบายถาวรที่เชื่อมกับการท่องเที่ยว การเกษตร และการพัฒนาท้องถิ่นทั้งระบบ

ในวันที่นักวิจัยลงจากห้องแล็บไปยืนกลางไร่กาแฟ และชาวบ้านยังคงเดินขึ้นเขาไปทำแนวกันไฟด้วยมือของตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นในปางขอนจึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดว่า เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกว่า จะมองไฟป่าเป็นเพียงภัยที่ต้องดับให้พ้นวัน หรือจะมองมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้เพื่อรักษาทั้งลมหายใจของประชาชนและลมหายใจทางเศรษฐกิจของจังหวัดไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดร.อมร โอวาทวรกิจ และสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • Pang Khon Specialty Coffee
  • ผู้ใหญ่บ้านปางขอน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน ปลุก Soft Power เชียงรายเชื่อมไทย-ลาว-เมียนมา กระตุ้นเศรษฐกิจริมฝั่งโขง

Summary
  • เชียงรายเปิดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” ชู Soft Power เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • ข้อมูล Mobility Data พบการเดินทางสู่ภาคเหนือโต 7% และมีการใช้งานดาต้า 5G ในพื้นที่เล่นน้ำพุ่งสูงถึง 86.7%

  • เชียงรายครองแชมป์อุบัติเหตุรายวันสูงสุดของประเทศ (15 เม.ย.) เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 11 ราย

  • รัฐยกระดับ “ด่านชุมชน” เป็นปราการด่านแรกคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก

  • ความสำเร็จของ Soft Power ต้องยืนบนฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้เป็นเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัยของเชียงราย

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – บริเวณเวทีหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บรรยากาศริมฝั่งโขงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเวทีใหญ่ของจังหวัด เมื่อโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” เปิดงานอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก รายละเอียดดังกล่าวปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา และสอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายก่อนเริ่มงาน ที่ระบุว่างานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันอัตลักษณ์เชียงแสนสู่เวทีระดับกว้างขึ้น

จุดแข็งของงานนี้ไม่ใช่เพียงความใหญ่ของเวทีหรือจำนวนกิจกรรม แต่คือการวาง “เชียงแสน” ให้เป็นเมืองเทศกาลที่ใช้ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะคำว่า 3 แผ่นดิน ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนทางการตลาด หากสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา ผ่านสายน้ำโขงซึ่งเป็นแกนกลางของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพื้นที่มานาน งานครั้งนี้จึงไม่ได้ขายความสนุกแบบฉาบฉวยเท่านั้น แต่ขาย “เรื่องเล่าของเมือง” ผ่านการออกแบบพื้นที่กิจกรรม 5 จุด ทั้งถนนริมโขง หอคอยน้ำเชิงสัญลักษณ์ อุโมงค์น้ำยาวประมาณ 300 เมตร การคืนชีวิตให้โบราณสถานสำคัญ และเวทีการแสดงหลักที่เชื่อมดนตรีและศิลปะของ 3 ประเทศเข้าด้วยกัน

จากงานประเพณีสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจท้องถิ่น

ลึกไปกว่าความสวยงามของซุ้มทางเดิน โคม ตุงล้านนา และกิจกรรมสงกรานต์แบบร่วมสมัย แก่นสำคัญของโครงการนี้คือการใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีทิศทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า การจัดงานครั้งนี้ต้องช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประชาชน และต่อยอดทุนวัฒนธรรมล้านนาให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องว่าการท่องเที่ยวต้องกระจายประโยชน์ไปถึงพื้นที่และชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะเมืองหลักเพียงไม่กี่แห่ง

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือข้อมูลการเคลื่อนย้ายของผู้คนในช่วงสงกรานต์จากภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุจากการวิเคราะห์ Mobility Data ช่วง 11 ถึง 15 เมษายน 2569 ว่า การเดินทางในปีนี้กระจายตัวมากขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเติบโตสูงสุดร้อยละ 12.6 ตามด้วยภาคเหนือร้อยละ 7 ภาคกลางร้อยละ 3.6 และภาคใต้ร้อยละ 2.2 ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเทศกาลสงกรานต์ไม่ได้ดึงคนให้กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหนุนการเติบโตของเมืองรองและพื้นที่ภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะอย่างยิ่งกับการผลักเชียงแสนให้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการเดินทางช่วงเทศกาล

สัญญาณจากข้อมูลดิจิทัล ยืนยันว่า Soft Power ไทยยังดึงผู้คนได้จริง

นอกจากการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากทรูยังระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้งานโรมมิ่งในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 โดยกลุ่มหลักยังนำโดยนักท่องเที่ยวจีน ตามด้วยมาเลเซีย รัสเซีย ลาว และอินเดีย ขณะเดียวกันคนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 ซึ่งสะท้อนว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้มีการเคลื่อนไหวของคนทั้งขาเข้าและขาออกพร้อมกัน และทำให้เทศกาลไทยยังคงมีสถานะเป็นจุดดึงดูดในระดับนานาชาติอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในด้านพฤติกรรมออนไลน์ ภาคเอกชนทั้งทรูและ AIS ส่งสัญญาณตรงกันว่าเทศกาลปีนี้ไม่ได้คึกคักเฉพาะในพื้นที่จัดงาน แต่คึกคักอย่างมากบนโลกดิจิทัลด้วย ทรูระบุว่าแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้งานสูงสุดยังเป็น Facebook, YouTube, TikTok, WhatsApp และ LINE ส่วนข้อมูลที่ AIS เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักระบุว่าปริมาณการใช้งาน Data บนเครือข่าย 5G ช่วง 13 ถึง 15 เมษายน เติบโตถึงร้อยละ 86.7 เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และจุดเล่นน้ำที่ใช้ดาต้าสูงสุดคือหาดพัทยา ตามด้วยบางแสน หาดแสงจันทร์ ถนนข้าวทิพย์ และถนนสีลม ภาพรวมนี้สะท้อนพฤติกรรม “ถ่าย แชร์ ดูทันที” ของผู้คนยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน และทำให้งานเทศกาลทุกแห่งรวมถึงเชียงแสน ไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนคนเข้าร่วม แต่ยังแข่งขันกันในแง่ความสามารถในการถูกมองเห็น ถูกแชร์ และถูกจดจำบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

ในมุมนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนมีข้อได้เปรียบชัด เพราะองค์ประกอบของงานถูกออกแบบมาให้รองรับการสื่อสารในยุคดิจิทัลแทบทุกมิติ ตั้งแต่อุโมงค์น้ำยาว 300 เมตร แสงสว่างบนโบราณสถาน ไปจนถึงเวทีริมโขงและภูมิทัศน์เมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้มาร่วมงานในสถานที่จริง แต่ยังตอบโจทย์ยุคที่ประสบการณ์หนึ่งครั้งสามารถขยายตัวออกไปได้อีกหลายแสนครั้งผ่านภาพ วิดีโอ และไลฟ์สดบนหน้าจอมือถือ การที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเร่งเสริมระบบด้วยรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เสาชั่วคราว และระบบ AI บริหารโครงข่ายแบบเรียลไทม์ จึงเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า “เทศกาลที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ ต้องรองรับทั้งคนที่อยู่ในงานและคนที่กำลังรับรู้บรรยากาศจากนอกงานพร้อมกันด้วย

วันเดินทางกลับ ดึงเชียงรายขึ้นแนวหน้าความสูญเสียของประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่งของภาพความคึกคัก วันที่ 15 เมษายน 2569 กลับเป็นวันที่ทำให้เชียงรายต้องเผชิญบททดสอบด้านความปลอดภัยอย่างหนัก จังหวัดเชียงรายประชุมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 โดยพบว่าในวันเดียวเกิดอุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ส่งผลให้ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดตั้งแต่ 10 ถึง 15 เมษายน อยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่กลุ่มอายุที่ประสบเหตุมากที่สุดยังคงอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี และยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์

ระดับประเทศเอง ศปถ. รายงานตรงกันว่า วันที่ 15 เมษายนเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 67.84 และช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ที่สำคัญคือเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันนั้น และยังมีผู้บาดเจ็บกับผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมด้วย (prd.go.th ) นี่คือภาพสะท้อนชัดว่า ในช่วงที่เมืองกำลังเฉลิมฉลองและสร้างภาพจำด้านการท่องเที่ยว ท้องถนนอีกด้านหนึ่งยังเรียกร้องการจัดการอย่างเข้มงวดไม่แพ้กัน

ด่านชุมชนและกฎหมาย 10 ข้อหา กลายเป็นแนวรับสำคัญของจังหวัด

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถปล่อยให้การประชุมเป็นเพียงพิธีกรรมรายวันได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำให้ด่านชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่คัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และยังเสนอให้พิจารณาเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็วและจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อลดความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ส่วนกลางเองก็ยอมรับว่าต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในวันเดินทางกลับ

คำว่า “พลังของด่านชุมชน” ที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ในการแถลงข่าว มีน้ำหนักมากกว่าคำชื่นชมทั่วไป เพราะสะท้อนว่ารัฐเริ่มมองเห็นแล้วว่า การลดอุบัติเหตุไม่อาจฝากไว้กับด่านตำรวจบนถนนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ชุมชนเป็นแนวป้องกันด่านแรกในการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ และการปล่อยให้เยาวชนหรือผู้ขับขี่อ่อนล้าออกสู่ถนน หากด่านชุมชนทำงานได้จริง ระบบป้องกันอุบัติเหตุจะไม่เริ่มเมื่อรถออกจากบ้านแล้ว แต่จะเริ่มตั้งแต่ก่อนเจ้าของรถจับกุญแจขึ้นมาเสียอีก (prd.go.th)

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยังเป็นอีกสมรภูมิที่รัฐต้องคุมให้ได้

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว TAC 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่าวันที่ 15 เมษายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุของประชาชนไทย แต่มีความหมายอย่างยิ่งในเชิงความเชื่อมั่น เพราะสงกรานต์ปี 2569 เป็นช่วงที่ภาครัฐและท้องถิ่นพยายามผลักเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ระดับนานาชาติ หากงานใหญ่ริมโขงอย่างเชียงแสนต้องการเติบโตต่อเนื่อง การดูแลนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้เข้าถึงข้อมูล เส้นทาง ความช่วยเหลือ และระบบตอบสนองฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ความสำเร็จของเทศกาลในวันนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะจำนวนคนมาเที่ยวหรือภาพความคึกคักหน้าฉาก แต่ต้องวัดจากความรู้สึกปลอดภัยที่ผู้มาเยือนได้รับกลับไปด้วยเช่นกัน

สงกรานต์เชียงรายปีนี้กำลังสอนว่า Soft Power จะยั่งยืนได้ ต้องยืนอยู่บนฐานความปลอดภัยจริง

ข้อมูลภาพของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จึงมีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก ด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังใช้เชียงแสนเป็นเวทีสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ระดับกว้าง ผ่านเทศกาลที่เชื่อมประวัติศาสตร์ สายน้ำ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกลับต้องเผชิญสถิติอุบัติเหตุที่หนักที่สุดของประเทศในวันเดินทางกลับ นี่ทำให้บทเรียนของสงกรานต์ปีนี้ชัดเจนว่า การผลักดัน Soft Power ไม่อาจแยกขาดจากการบริหารความปลอดภัยทางถนน ความพร้อมของระบบขนส่ง และความเข้มข้นของชุมชนในการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงได้เลย

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเชียงแสนจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือเชียงรายลดอุบัติเหตุได้กี่เปอร์เซ็นต์ในปีต่อไป แต่คือการทำให้สองด้านนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือเทศกาลต้องสร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้จังหวัด ขณะเดียวกันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หากเชียงรายรักษาสมดุลนี้ได้ ความคึกคักริมฝั่งโขงจะไม่เป็นเพียงภาพสวยของเทศกาลปีหนึ่งปีใด แต่จะกลายเป็นฐานของการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและน่าเชื่อถือในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรู คอร์ปอเรชั่น
  • เอไอเอส
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศปถ.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

วิกฤตเดินทางกลับสงกรานต์ 2569 เชียงรายอุบัติเหตุพุ่ง 10 ครั้งในวันเดียว จี้ขนส่งคุมเข้มพนักงานขับรถต้องแอลกอฮอล์ศูนย์

Summary
  • เชียงรายอุบัติเหตุรายวันสูงสุดในประเทศวันที่ 15 เม.ย. (10 ครั้ง) ตาย 3 เจ็บ 11 ราย

  • ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 และเสียชีวิต 5 ราย

  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือวัยทำงานอายุ 20-29 ปี และรถจักรยานยนต์ยังเกิดเหตุสูงสุดถึง 67.84%

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางไกล

  • สั่งยกระดับด่านชุมชนคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะต้องพร้อม 100%

เชียงรายขึ้นแถวหน้าความสูญเสียวันเดินทางกลับ สงกรานต์วันที่ 6 สะท้อนโจทย์ใหญ่ ด่านชุมชนต้องเข้ม กฎหมายต้องถึง และความปลอดภัยต้องไม่จบพร้อมเทศกาล

เชียงราย,17 เมษายน 2569 – ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มเก็บเสื้อผ้าเปียกน้ำ ปิดประตูบ้านญาติ และหันหน้ากลับเข้าสู่โหมดทำงานตามปกติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท้องถนนในเชียงรายกลับตึงตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะวันเดินทางกลับหลังสงกรานต์ไม่เคยเป็นเพียงตอนจบของเทศกาล แต่เป็นช่วงที่ความเหนื่อยล้า ความรีบเร่ง และการประมาทมักเดินทางมาพร้อมกัน วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สรุปตัวเลขรายวัน เป็นห้องที่ใช้ชั่งน้ำหนักว่าเหตุใดจังหวัดจึงขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันที่ 6 ของการรณรงค์ และจะต้องทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียของเทศกาลลากยาวต่อไปถึงวันถัดจากวันหยุด

การประชุมครั้งนี้มีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 อำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จุดสำคัญของที่ประชุมไม่ใช่แค่การยืนยันว่าเชียงรายยังต้องคุมเข้ม แต่คือการยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 เมษายน จังหวัดเกิดอุบัติเหตุถึง 10 ครั้ง บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ทำให้ยอดสะสม 6 วันอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ และกลุ่มอายุที่ประสบเหตุสูงสุดยังอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานและวัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเองโดยตรง

วันที่เชียงรายสวนทางความคาดหวังของเทศกาล

สงกรานต์ควรเป็นภาพของการกลับบ้าน การรวมญาติ และการเดินทางด้วยความสุข แต่ตัวเลขของวันที่ 15 เมษายนกลับตอกย้ำว่า ท้องถนนไทยยังไม่ยอมปล่อยให้เทศกาลเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มง่ายนัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า วันนั้นทั้งประเทศเกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศที่ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 11 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมที่ 3 ราย ภาพนี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวัง แต่กลายเป็นจังหวัดที่ต้องตอบคำถามต่อสังคมทันทีว่า เหตุใดวันเดินทางกลับจึงรุนแรงถึงระดับนี้

ในระดับประเทศ สถิติสะสม 6 วันของการรณรงค์อยู่ที่อุบัติเหตุ 1,108 ครั้ง บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย โดยจังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 49 คน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 19 ราย ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการพุ่งขึ้นมาเด่นที่สุดใน “รอบวัน” ของวันที่ 15 เมษายน ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวและบ้านเกิด เพื่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกครั้ง

สาเหตุเดิมยังคงครองถนน แต่ผลกระทบใหม่อยู่ที่ความอ่อนล้าหลังความสนุก

เมื่อดูลงไปถึงสาเหตุ รายงานของ ศปถ. ยืนยันว่า ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุในวันที่ 15 เมษายนยังวนอยู่ในกรอบเดิม คือขับรถเร็วคิดเป็นร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ร้อยละ 67.84 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวงและบนเส้นทางตรง ขณะที่ช่วงเวลาเสี่ยงที่สุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงหลังการเดินทางยาวทั้งวันและเป็นเวลาที่ผู้ขับขี่จำนวนมากเริ่มเกิดความล้าโดยไม่รู้ตัว

จุดที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุหลักจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา แต่คำอธิบายจากส่วนกลางเริ่มเพิ่มมิติใหม่เข้าไปอย่างชัดขึ้น นั่นคือเรื่อง “สภาพร่างกายของผู้ขับขี่” และ “ความพร้อมของสภาพรถ” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในที่แถลงข่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมในปีนี้คือพลังของด่านชุมชนที่ช่วยคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัญหาที่ยังพบคือผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้า และสภาพรถบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องถอดบทเรียนทันที เพราะต่อให้ลดเมาแล้วขับได้บางส่วน แต่ถ้าปล่อยให้คนขับฝืนระยะทางยาวโดยไม่พัก ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน

ด่านชุมชนถูกยกเป็นกำแพงด่านแรกของความปลอดภัย

สำหรับเชียงราย ที่ประชุมจังหวัดเลือกหยิบ “ด่านชุมชน” ขึ้นมาเป็นมาตรการแกนกลางอย่างชัดเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน ไม่รอให้พฤติกรรมเสี่ยงไหลออกมาถึงถนนสายหลักก่อนค่อยหยุดยั้ง หลักคิดเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนวิธีมองความปลอดภัยทางถนนจากเรื่องของตำรวจและด่านตรวจบนทางหลวง ไปสู่การทำให้ชุมชนเป็นตัวกรองชั้นแรกของความเสี่ยง และถ้าทำได้จริง ก็จะช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ก่อนผู้ขับขี่จะออกจากบ้านหรือออกจากวงดื่มเสียด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ด่านชุมชนมีน้ำหนักมากในระยะนี้ เพราะวันเดินทางกลับไม่ได้มีแต่คนที่ออกจากงานเลี้ยงใหญ่หรือพื้นที่เล่นน้ำ แต่ยังมีคนที่ลาพักต่อ คนที่นั่งวงสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน และคนที่ต้องขับรถระยะใกล้แบบประมาทจากความคุ้นเคยกับเส้นทาง การใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงการตั้งโต๊ะข้างทาง ถ้าคือความพยายามทำให้คนในชุมชนเองช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงก่อนสายเกินไป การที่ส่วนกลางยกให้พลังของด่านชุมชนเป็นหนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมของปีนี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาท แต่เป็นการสะท้อนว่ามาตรการชั้นล่างสุดกำลังมีบทบาทมากขึ้นจริงในช่วงที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐไม่สามารถอยู่ได้ทุกซอยทุกหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเปราะบางที่สุดของสงกรานต์

แม้เทศกาลสงกรานต์ทุกปีจะมีภาพรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถโดยสารปรากฏในความรับรู้ของผู้คนมากเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขจริงยังคงชี้ซ้ำว่ารถจักรยานยนต์คือยานพาหนะที่เปราะบางที่สุดในสมการอุบัติเหตุไทย ในวันที่ 15 เมษายน รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 67.84 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งประเทศ และในเชียงรายเอง ที่ประชุมจังหวัดก็ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดเช่นกัน ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลอยู่ตรงที่มันยังไม่เปลี่ยน แม้จะมีการรณรงค์หมวกนิรภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี

ด้วยเหตุนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงเน้นชัดเรื่องการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงในเชิงรณรงค์ แต่ต้องไปถึงการบังคับใช้จริงในจุดตรวจและด่านชุมชน เพราะเมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของคนในจังหวัด โดยเฉพาะในระยะทางใกล้บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน และระหว่างอำเภอ ความเสียหายที่เกิดกับคนวัย 20 ถึง 29 ปีจำนวนมากจึงไม่ใช่ตัวเลขแห้งแล้ง แต่กำลังกระทบกำลังแรงงาน กำลังผลิต และคุณภาพชีวิตของครอบครัวจำนวนมากในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หมวกนิรภัยยังกลายเป็นสิ่งที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง คำว่า “ลดอุบัติเหตุ” ก็ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้จริง

เส้นทางกลับต้องปลอดภัยพอ ๆ กับช่วงขาไป

อีกสาระสำคัญของการประชุมทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง คือการยอมรับว่าภาพความเสี่ยงในช่วงเดินทางกลับแตกต่างจากช่วงขาไป ขาไปมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเตรียมตัว เดินทางเป็นแผน และยังไม่อ่อนล้า แต่ขากลับมักมาพร้อมเวลาจำกัด ความกังวลเรื่องงาน และความคิดว่า “เหลืออีกนิดเดียวก็ถึง” ซึ่งเป็นประโยคที่อันตรายที่สุดประโยคหนึ่งบนท้องถนน ที่ประชุมเชียงรายจึงเสนอทั้งการเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็ว และการพิจารณาเพิ่มจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อบรรเทาความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่โดยตรง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางก็สั่งให้เพิ่มการสังเกตรถป้ายต่างจังหวัดระยะไกลและสอบถามอาการง่วงซึมอย่างจริงจังมากขึ้น

นี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มมอง “หลับใน” และ “ความล้า” เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการเชิงระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ย้ำว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกอ่อนเพลียควรแวะพักนอนหลับที่จุดพักหรือสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และยังเตือนให้ติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากบางภูมิภาคกำลังเผชิญพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งล้วนทำให้สมรรถนะในการขับขี่ลดลงได้ทั้งสิ้น

ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตาเข้ม เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของรถส่วนตัวเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมเชียงรายและส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับด้วยรถโดยสาร ความปลอดภัยจึงไม่อาจอาศัยเพียงวินัยของผู้โดยสาร แต่ต้องพึ่งความพร้อมของรถและคนขับด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด พร้อมเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางย้ำว่าแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถต้องเป็นศูนย์ และร่างกายต้องพร้อมสำหรับการเดินทางทุกเที่ยว

มาตรการนี้มีความหมายมากในวันท้าย ๆ ของเทศกาล เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเร่งกลับเข้าทำงานตามกำหนดเวลา การขาดแคลนรถโดยสารหรือการเร่งรอบเดินรถมากเกินไปอาจสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ประกอบการและคนขับ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง การสั่งให้จัดรถเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องบริการสาธารณะ แต่เกี่ยวข้องกับการลดแรงเร่งเร้าเชิงระบบที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง

นักท่องเที่ยวยังต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก

แม้แกนหลักของวันนั้นจะอยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั่วไป แต่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้แนบมาช่วยเติมภาพอีกด้านว่า ภาครัฐยังไม่ลดระดับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 79 แห่งทั่วประเทศที่ปรากฏในเอกสารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 15 เมษายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกันนั้น ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

แม้ตัวเลขอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ แต่ข้อมูลนี้ชี้ว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงถนนอย่างเดียว รวมถึงทะเล การเดินทางภายในเมือง และการเข้าถึงระบบช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินด้วย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลือกย้ำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและเครือข่าย TAC จึงสะท้อนแนวคิดว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเกิดเหตุแล้ว รัฐช่วยได้เร็วและสื่อสารได้ชัดเพียงใดด้วยเช่นกัน

ตัวเลขของเชียงรายไม่ควรถูกอ่านแค่วันนี้ แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนหลังปิดศูนย์

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือหลังวันปิดศูนย์รณรงค์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกอ่านอย่างไร เพราะทุกปีประเทศไทยมักมีช่วงเวลาสรุปผลที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข ลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเชียงราย บทเรียนที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การนับยอดรวม อยู่ที่การอ่านคุณลักษณะของอุบัติเหตุให้ชัดขึ้นว่า ทำไมวันที่ 15 เมษายนจึงหนักที่สุด ทำไมคนวัย 20 ถึง 29 ปีจึงยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก ทำไมรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูง และทำไมเส้นทางขากลับจึงยังสร้างความสูญเสียได้มากถึงขั้นทำให้จังหวัดขึ้นมาอยู่ลำดับสูงสุดของประเทศในวันเดียว

ถ้าไม่ถอดบทเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง คำขวัญ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ก็อาจยังคงเป็นเพียงกรอบรณรงค์ที่ดังขึ้นทุกเทศกาล แต่ไปไม่ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ชัดเจนจากวันที่ 6 ของสงกรานต์ 2569 คือ ด่านชุมชนยังจำเป็น การบังคับใช้กฎหมายยังต้องถึง และความปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะเทศกาล เมื่อเสียงเพลงสงกรานต์เงียบลงแล้ว ถนนทุกสายยังคงมีผู้คนต้องใช้ต่อทุกวัน และสำหรับครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในวันกลับบ้าน คำว่า “หมดเทศกาลแล้ว” ไม่ได้ทำให้ความสูญเสียนั้นเบาลงแม้แต่น้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME