Categories
FEATURED NEWS

สสส. เปิดเวที Young Road Safety Hero ดึงศักยภาพเยาวชนสื่อสารลดอุบัติเหตุทางถนน 81% ของกลุ่มเสี่ยงจักรยานยนต์

เยาวชนไทยลุกขึ้นสื่อสารความเสี่ยงบนท้องถนน เวที Young Road Safety Hero สะท้อนโจทย์ใหญ่ของประเทศท่ามกลางความสูญเสียที่ยังไม่สิ้นสุด

กรุงเทพฯ, 15 มีนาคม 2569 — ท่ามกลางอุบัติเหตุทางถนนยังเป็นแผลใหญ่ของสังคมไทย สถิติอุบัติเหตุทางถนนที่ยังคงกดทับสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เวที “Young Road Safety Hero เยาวชนสร้างสรรค์ลดอุบัติเหตุ” กลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า การลดความสูญเสียอาจไม่ได้เริ่มต้นจากมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการสื่อสารที่เข้าไปแตะความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของผู้คน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นทั้งกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลง เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 สยามสเคป เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสื่อ สุขภาพ และความปลอดภัยทางถนนหลายภาคส่วน เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนจากทั่วประเทศนำเสนอผลงานคลิปสั้นรณรงค์ที่ออกแบบจากประสบการณ์จริง มุมมองจริง และภาษาแบบที่คนรุ่นเดียวกันเข้าใจได้ทันที

จากเวทีประกวด สู่เวทีที่สะท้อนปัญหาระดับประเทศ

หากมองเพียงผิวหน้า งานนี้อาจเป็นเพียงเวทีประกวดและมอบรางวัล แต่เมื่อขยับเข้าไปอ่านสารที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง จะพบว่าเวทีนี้ตั้งอยู่บนโจทย์ใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง นั่นคืออุบัติเหตุทางถนนยังเป็นสาเหตุการสูญเสียที่รุนแรงทั้งต่อชีวิต เศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคมของไทยอย่างต่อเนื่อง ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องสะท้อนบนเวทีว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 15,534 คน ลดลงจากปีก่อนราว 11 เปอร์เซ็นต์ แต่แม้ตัวเลขจะลดลง ความสูญเสียก็ยังอยู่ในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ข้อมูลอีกฐานหนึ่งที่ผู้จัดงานยกขึ้นมาสื่อสารยังระบุยอดผู้เสียชีวิตสะสม 8,306 ราย และผู้บาดเจ็บกว่า 566,028 ราย สะท้อนว่าอุบัติเหตุบนถนนยังไม่ใช่ข่าวรายวันธรรมดา หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินคุณภาพชีวิตของคนไทยอยู่ตลอดเวลา

พลังของเยาวชนถูกยกระดับจากผู้รับสาร เป็นผู้สร้างสาร

สิ่งที่ทำให้เวทีนี้มีความน่าสนใจในเชิงข่าว ไม่ใช่เพียงตัวเลขความสูญเสีย แต่คือการพลิกวิธีคิดจากการพูดเรื่องความปลอดภัยในเชิงสั่งการ มาสู่การให้เยาวชนเป็นผู้เล่าเรื่องด้วยตัวเอง ภายใต้โครงการนี้ เยาวชนที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมด 23 ทีมจากทั่วประเทศได้พัฒนาผลงานคลิปสั้นรวม 42 ชิ้น ก่อนเข้าสู่กระบวนการ Pitching และ Showcase ต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมมีเวลานำเสนอผลงานทีมละ 5 นาที จากนั้นกรรมการจึงพิจารณาคะแนนร่วมกับเหตุผลเชิงคุณภาพอย่างละเอียด เนื่องจากหลายผลงานมีคะแนนใกล้เคียงกันมาก กระบวนการตัดสินจึงไม่ใช่การให้คะแนนแบบผ่านไปทีละทีม แต่เป็นการถกเถียงอย่างจริงจังถึงเหตุผล ความคมของสารรณรงค์ และศักยภาพของผลงานที่จะต่อยอดสู่สาธารณะได้จริง

คณะกรรมการชี้ เยาวชนไทยมีศักยภาพไม่แพ้มืองานมืออาชีพ

ในช่วงเสวนาถอดบทเรียนบนเวที บุคคลสำคัญจากหลายภาคส่วนได้ช่วยอธิบายให้เห็นว่า เหตุใดพลังของเยาวชนจึงจำเป็นต่อการสื่อสารความปลอดภัยทางถนน อาจารย์ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวชื่นชมผลงานของผู้เข้าประกวดว่า มีคุณภาพใกล้เคียงงานมืออาชีพอย่างมาก ทั้งในมิติของการเล่าเรื่อง การเลือกประเด็น และวิธีสื่อสารที่เข้าถึงคนดู พร้อมชี้ว่า หากไม่เห็นชื่อผู้ส่งผลงาน หลายชิ้นแทบแยกไม่ออกว่าเป็นผลงานของนักศึกษาและเยาวชนจากสถานศึกษาในแต่ละภูมิภาค ความเห็นนี้มีนัยสำคัญไม่น้อย เพราะสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขาดความสามารถในการสื่อสาร แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือพื้นที่และโอกาสในการเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นพลังทางสังคมจริง ๆ

 กลุ่มเสี่ยงหลักยังเป็นวัยรุ่นและผู้ใช้รถจักรยานยนต์

น้ำหนักของเวทีนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน อธิบายข้อมูลเชิงโครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังปัญหา โดยระบุว่ากลุ่มเสี่ยงหลักยังเป็นเด็กและเยาวชนอายุ 15–24 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์สูงถึง 81.1 เปอร์เซ็นต์ และในจำนวนนี้ 79.3 เปอร์เซ็นต์ไม่สวมหมวกนิรภัย อีกทั้งอุบัติเหตุส่วนใหญ่ยังเกิดในพื้นที่ใกล้บ้านในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตร สะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้ซ่อนอยู่บนถนนไกลเมืองหรือทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น แต่แฝงอยู่ในเส้นทางประจำวันของผู้คน ปัจจัยเสี่ยงหลัก 4 ประการที่ถูกย้ำชัดบนเวที ได้แก่ การขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย และการดัดแปลงสภาพรถ ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่แก้ได้ยากหากสังคมยังมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น มากกว่าจะมองว่าเป็นต้นตอของความพิการและการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เวทีนี้เชื่อมตรงกับเป้าหมายระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2565–2570 ที่กำหนดเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อประชากรแสนคนภายในปี 2570 และให้ความสำคัญกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์และเยาวชนอายุ 15–24 ปีเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่าโครงการอย่าง Young Road Safety Hero ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่สอดรับกับเป้าหมายระดับนโยบายของประเทศโดยตรง เพราะหากจะลดตัวเลขผู้เสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญ ไทยย่อมไม่อาจละเลยการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้ถนนกลุ่มใหญ่และกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

การสื่อสารสร้างสรรค์กำลังกลายเป็นเครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุ

อีกด้านหนึ่งของเวทีนี้คือการให้คุณค่ากับการสื่อสารในฐานะเครื่องมือด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ผศ.อภิษฎา ทองสอาด จากสถาบันอาศรมศิลป์ สะท้อนบนเวทีว่า แม้หลายทีมอาจไม่ได้รับรางวัล แต่การที่เยาวชนสามารถหยิบเรื่องใกล้ตัวมาถ่ายทอดออกมาอย่างเข้าใจง่าย และทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงได้ แสดงให้เห็นศักยภาพที่ไปได้ไกลกว่าการแข่งขันครั้งเดียว ความเห็นนี้มีความหมายอย่างมากในเชิงสังคม เพราะปัญหาอุบัติเหตุทางถนนไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยข้อมูลสถิติอย่างเดียว แต่ต้องการภาษาใหม่ที่ทำให้ผู้คนหยุดคิดก่อนออกจากบ้าน หยุดประมาทก่อนบิดคันเร่ง และหยุดเชื่อว่าระยะใกล้บ้านคือระยะปลอดภัยเสมอไป

สสส. วางเป้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ด้านความปลอดภัยทางถนน

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. ขยายความว่า โครงการนี้ถูกออกแบบให้ใช้พลังของเยาวชนและพลังของสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะ ความตระหนักรู้ และการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการผลิตคลิปให้ได้จำนวนมาก แต่คือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และสามารถทำงานร่วมกับเครือข่ายสื่อ ภาคการศึกษา และชุมชนได้ในระยะยาว เมื่อพิจารณาจากทิศทางของ สสส. และเครือข่ายภาคีที่ร่วมขับเคลื่อน จะเห็นว่างานนี้เป็นความพยายามทำให้เรื่องความปลอดภัยทางถนนหลุดออกจากกรอบเดิมที่มักสื่อสารเฉพาะเทศกาล ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส.
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
ดร.เกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษา ผู้ว่า ราชการกรุงเทพมหานคร

ผลรางวัลสะท้อนพลังสร้างสรรค์ของเยาวชนจากทุกภูมิภาค

ในเชิงผลลัพธ์ เวทีประกาศรางวัลได้สะท้อนความหลากหลายของเยาวชนไทยอย่างชัดเจน ทีมชนะเลิศคือ ทีม SMODOI จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา ซึ่งได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีมเก้าอี้ว่าง จากมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม Young SOT จากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จังหวัดเชียงราย ส่วนรางวัล Popular Vote ตกเป็นของทีม มทร.ล้านนาเชียงใหม่ ทีม 1 ขณะที่รางวัลชมเชยเป็นของทีม ตัวร้าย SPU จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี และทีม มทร.ล้านนาเชียงใหม่ ทีม 1 การกระจายตัวของรางวัลเช่นนี้สะท้อนชัดว่า ประเด็นความปลอดภัยทางถนนไม่ใช่เรื่องของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมที่คนรุ่นใหม่จากเหนือ อีสาน ตะวันออก และใต้ ต่างลุกขึ้นมาสื่อสารในแบบของตนเอง

เชียงรายมีบทบาททั้งในฐานะผู้ชนะและผู้หนุนเสริม

สำหรับพื้นที่เชียงราย ข่าวนี้มีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะนอกจากทีม Young SOT จากโรงเรียนสามัคคีวิทยาคมจะคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 แล้ว สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ยังได้รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ “Creative Mentor Recognition” ในฐานะทีมวิทยากรพี่เลี้ยงสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะของภาคเหนือร่วมกับภาคีสื่อภูมิภาคจากอีก 3 ภูมิภาค การได้รับการยอมรับในระดับนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของสื่อท้องถิ่นที่ไม่ได้ทำหน้าที่รายงานข่าวเท่านั้น แต่ยังลงไปทำงานกับเยาวชน ชุมชน และกระบวนการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สื่อภูมิภาคสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทางสังคมควบคู่กับการเป็นผู้เล่าเรื่องได้ในเวลาเดียวกัน

คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ประธานกรรมการบริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เสียงจากสื่อท้องถิ่นย้ำว่า ประสบการณ์มีค่ามากกว่าถ้วยรางวัล

คำกล่าวของคุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ประธานกรรมการบริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ หลังจบงาน สะท้อนบรรยากาศของเวทีได้อย่างมีมิติ โดยเปิดเผยว่า “ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมน้อง ๆ เยาวชน นักเรียนและศึกษาทุกคนและทุกทีมที่เข้าร่วมประกวดแข่งขันทำคลิปสั้นโครงการสื่อสร้างสรรค์เพื่อการรณรงค์รู้เท่าทันสื่อ เท่าทันสุขภาพ หัวข้อ “Young Road Safety Hero เยาวชนสร้างสรรค์ลดอุบัติเหตุ” ในครั้งนี้ และขอแสดงความยินดีกับน้อง ๆ ทั้ง 5 ทีมที่ได้รับรางวัล ซึ่งหลังจากที่ได้ฟังน้อง ๆ แต่และทีมพรีเซนต์ผลงานของทีมตนเอง ก็ได้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงความตั้งใจในทุก ๆ ขั้นตอนการผลิตคลิปวิดีโอ โดยน้อง ๆ แต่ละทีมก็มีสไตล์การผลิตคลิปวิดีโอที่แตกต่างกันไปตามความชื่นชอบและความถนัด บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และความโดดเด่นในท้องถิ่นนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน จึงอยากจะส่งกำลังใจ และพลังใจให้กับน้อง ๆ ทุกทีม ถึงแม้ว่าในปีนี้ บางทีมจะไม่ได้รับรางวัลกลับบ้านไป แต่สิ่งที่ได้กลับไปก็ถือประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น้อง ๆ จะสามารถนำไปต่อยอดการแข่งขันในอนาคตต่อไปได้ และนอกจากนี้ ยังได้เห็นศักยภาพในการทำงานร่วมกันของสื่อภูมิภาค ที่ในครั้งนี้ได้มาร่วมกันเป็นคณะกรรมการตัดสินผลงานคลิปวิดีโอที่ส่งเข้าประกวดจากน้อง ๆ เยาวชนทั่วประเทศ

รางวัลชนะเลิศ ทีม SMODOI มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เก้าอี้ว่าง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Young SOTภาคเหนือ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย
รางวัลชมเชย ทีม ตัวร้าย SPU มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ทีม 1 จ.ชลบุรี
รางวัลชมเชยและรางวัล Popular Vote ทีมมทร.ล้านนาเชียงใหม่ทีม 1 ภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่

การลดอุบัติเหตุไม่อาจพึ่งกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ในมิติที่ใหญ่กว่านั้น เวที Young Road Safety Hero ทำให้เห็นชัดว่า การลดอุบัติเหตุทางถนนไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการรอให้รัฐออกกฎหมาย หรือให้ตำรวจตั้งด่านเพียงอย่างเดียว แม้มาตรการบังคับใช้จะยังจำเป็น แต่หากไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมความคิดเรื่องการขับขี่ ความเสี่ยงก็ยังจะถูกส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งต่อไปเรื่อย ๆ และนั่นคือเหตุผลที่การใช้สื่อสร้างสรรค์เข้ามาทำงานกับคนรุ่นใหม่จึงมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคที่คลิปสั้นหนึ่งชิ้นอาจเข้าถึงคนดูได้เร็วกว่าคำเตือนทางราชการหลายเท่า หากเนื้อหานั้นตรงใจ จริงใจ และพูดด้วยภาษาที่คนรุ่นเดียวกันไม่รู้สึกว่ากำลังถูกสั่งสอน

ทุกตัวเลขความสูญเสียคือชีวิตจริงของผู้คน

เมื่อลองย้อนกลับไปมองตัวเลขอีกครั้ง จะเห็นว่าทุกสถิติในข่าวนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนคนตาย คนเจ็บ หรือมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือภาพของครอบครัวที่สูญเสียสมาชิก คนหนุ่มสาวที่อาจไม่ทันได้เติบโตไปสู่ชีวิตการทำงาน และชุมชนที่ต้องแบกรับผลกระทบระยะยาวจากความพิการและภาระการรักษา อุบัติเหตุทางถนนจึงไม่ใช่ประเด็นไกลตัว และไม่ใช่ปัญหาของผู้ใช้รถใช้ถนนเพียงลำพัง หากเป็นโจทย์สาธารณะที่เชื่อมโยงกับอนาคตของประเทศอย่างตรงไปตรงมา เมื่อพิจารณาความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ถูกประเมินว่าอยู่ในระดับแสนล้านบาทต่อปี การลงทุนกับการสื่อสารรณรงค์ที่มีประสิทธิภาพ และการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมออกแบบคำตอบ จึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนกับชีวิตและทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว

เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ขอเป็นเพียงผู้ฟัง แต่ขอเป็นผู้เปลี่ยนแปลง

สำหรับสังคมไทย เวทีนี้อาจยังเป็นเพียงก้าวหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่บอกชัดว่า คนรุ่นใหม่ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้รับสาร พวกเขาต้องการเป็นผู้ผลิตสาร ผู้ตั้งคำถาม และผู้ขยับสังคมด้วยตัวเอง และในวันที่ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนยังพรากชีวิตคนไทยปีละนับหมื่น การมีเยาวชนลุกขึ้นมาสื่อสารเรื่องนี้ด้วยภาษาของตนเอง อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญที่สุดว่า ความหวังยังมีอยู่บนถนนสายนี้ หากทุกภาคส่วนพร้อมจะรับฟังและช่วยกันต่อยอดอย่างจริงจัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการ Young Road Safety Hero การเปิดรับสมัคร และกิจกรรมของแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. จากเว็บไซต์ artculture4health
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี สกมช. ผนึก กองทุน สกสว. ชูยุทธศาสตร์ Zero Trust กู้คืนความเชื่อมั่นดิจิทัล

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี เมื่อ “โลกเสมือน” สั่นคลอน “โลกความจริง” และยุทธศาสตร์การตีโต้ของไทย

กรุงเทพฯ,วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 – ในวันที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลเปรียบเสมือน “น้ำมันดิบ” ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ แต่สำหรับประเทศไทยในห้วงปี 2567 ถึงต้นปี 2569 ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อสถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ของคนไทยรั่วไหลสู่สาธารณะและตลาดมืดออนไลน์แล้วเกือบ 180 ล้านบัญชี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่น่าตกใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บ่งบอกว่า ประชาชนไทยหนึ่งคนอาจมีข้อมูลรั่วไหลซ้ำซ้อนจากหลายแหล่งบริการ ทั้งจากระบบทะเบียนราษฎร์ ธุรกรรมทางการเงิน ไปจนถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความท้าทายที่นำไปสู่การผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่าง “กองทุน ววน.” และ “สกมช.” เพื่อวางรากฐาน “กำแพงไซเบอร์” ใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

เจาะลึกปมวิกฤต จากข้อมูลที่หลุดลอยสู่ “อุตสาหกรรมหลอกลวง”

เหตุใดข้อมูล 180 ล้านบัญชีจึงมีความสำคัญนัก? คำตอบอยู่ที่การนำข้อมูลเหล่านี้ไป “แปรรูป” โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ข้อมูลระบุตัวตน (PII) เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และประวัติการทำธุรกรรม ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการหลอกลวง” (Scam Industry) ที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง

จากการวิเคราะห์พบว่า ข้อมูลที่รั่วไหลออกมามากที่สุดมาจากภาคส่วนที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน ดังนี้:

  • กรมกิจการผู้สูงอายุ (DOP): ข้อมูลหลุดกว่า 19.7 ล้านแถวข้อมูล เมื่อมกราคม 2567 กลายเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัย
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.): ข้อมูลนักเรียนและผู้ปกครองกว่า 3.1 ล้านบัญชี ทำให้เยาวชนเสี่ยงต่อการถูกขโมยอัตลักษณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ภาคธุรกิจและบัตรสมาชิก: เช่น กรณี The 1 Card กว่า 5 ล้านบัญชี ที่ทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและขโมยสิทธิประโยชน์ได้

ความน่ากลัวอยู่ที่การโจมตีแบบ Impersonation Scam หรือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มิจฉาชีพจะใช้ข้อมูลจริงที่คุณคิดว่ามีเพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่รู้ มาสร้างความเชื่อถือเพื่อข่มขู่หรือหลอกให้โอนเงิน สภาวะนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของไทยลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี

ความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง เมื่อ “ป้อมปราการ” เดิมใช้การไม่ได้อีกต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยตัวเลขที่ชวนให้ขบคิดว่า ในปี 2568 คะแนนความพร้อมด้านไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ (GOV) เฉลี่ยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 59 สวนทางกับภัยคุกคามที่พุ่งสูงขึ้นถึง 196,078 ครั้งในไตรมาสเดียว

ปัญหาหลักเกิดจากแนวคิดการทำงานแบบ “Silo Mentality” หรือต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการข้อมูลภัยคุกคามระหว่างกัน นอกจากนี้ ภาคการศึกษายังตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง โดยครองสัดส่วนการถูกโจมตีถึงร้อยละ 23 เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีข้อมูลมหาศาลแต่มีงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัยจำกัดที่สุด

เราไม่สามารถป้องกันบ้านด้วยกุญแจดอกเดิมในวันที่ขโมยมีเครื่องตัดเลเซอร์” นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ให้เห็นว่าระบบป้องกันแบบเดิม (Perimeter Defense) นั้นล้าสมัยไปแล้ว

ยุทธศาสตร์ “Zero Trust” ไม่ไว้วางใจใคร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ สกมช. ได้ประกาศรุกคืบด้วยแนวคิด “Zero Trust Architecture” หรือการ “ไม่ไว้วางใจใครเลย” แม้จะเป็นบุคคลภายในองค์กรก็ตาม ทุกการเข้าถึงข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง (Continuous Verification)

กลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 5 เสาหลักสำคัญ:

  1. Identity & Access Management: ตรวจสอบตัวตนทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น
  2. Least Privilege: ให้สิทธิเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น
  3. Micro-segmentation: กั้นห้องข้อมูลไม่ให้แฮกเกอร์เดินทะลุถึงกันได้หากเจาะเข้ามาได้จุดหนึ่ง
  4. Continuous Monitoring: ใช้ AI เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง
  5. Data Protection: เข้ารหัสข้อมูลในทุกสถานะเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกขโมยไปกลายเป็นขยะที่อ่านไม่ออก

กองทุน ววน. จับมือ สกมช.: พลิกโฉมจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม สกสว. คือการลงนามความร่วมมือระหว่าง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ สกมช. เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือการขาดแคลนเทคโนโลยีและบุคลากรของไทยเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Cyber Security จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคลากรไซเบอร์กว่า 70,000 อัตรา ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาใน 5 ด้านหลัก:

  • AI for Cyber Security: พัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยเพื่อตรวจจับอาชญากรรม
  • Quantum Safe Communication: เตรียมความพร้อมสู่ายุคควอนตัมคอมพิวติ้งที่อาจเจาะรหัสผ่านได้ทุกชนิดในอนาคต
  • IoT Security: ป้องกันระบบเซนเซอร์ในโรงงานอุตสาหกรรมและ Smart City
  • Data Security: เทคโนโลยีปกป้องการรั่วไหลของข้อมูลโดยเฉพาะ
  • Cyber Threat Intelligence: สร้างฐานข้อมูลภัยคุกคามระดับชาติเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการสร้างหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อผลิตนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ให้ทันต่อความต้องการของตลาด

บทสรุปและทางออก อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง

วิกฤตข้อมูล 180 ล้านบัญชีไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติในยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนจากความปลอดภัยแบบตั้งรับ (Reactive) เป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive) คือทางออกเดียวที่ยั่งยืน

“การสร้างความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่าย IT แต่มันคือวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจาก ‘จุดอ่อน’ ให้กลับมาเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไทยอีกครั้ง”

สถิติจากปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ใช้ระบบ AI และ Automation ในการป้องกันภัยไซเบอร์สามารถประหยัดค่าความเสียหายได้เฉลี่ยถึง 1.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับองค์กรที่ไม่ได้ใช้ นี่คือตัวเลขที่ยืนยันว่าการลงทุนในเทคโนโลยีไซเบอร์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในวินาทีนี้

ท้ายที่สุด ประชาชนทุกคนต้องมี ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” (Digital Immunity) เริ่มต้นจากการทำ Cyber Hygiene ขั้นพื้นฐาน เช่น การไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำ การใช้ MFA และการมีสติก่อนคลิกทุกครั้ง เพราะในสมรภูมิไซเบอร์ “ความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้ตลอดกาล”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. / PDPC)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ (ThaiCERT)
  • Cybersecurity Agency of Singapore (CSA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ยกระดับฝูงบิน 416 เชียงรายเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือประชาชน พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินไฟป่าและฝุ่นพิษทุกรูปแบบ

กองทัพอากาศเปิดบ้านฝูงบิน 416 เชียงราย โชว์ขีดความสามารถ HADR ย้ำบทบาทฐานช่วยภัยภาคเหนือ รับมือไฟป่า ฝุ่น และภารกิจช่วยชีวิตทางอากาศ

เชียงราย,10 มีนาคม 2569 – เช้าวันอังคารที่ลานจอดอากาศยานฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้เป็นเพียงงานเปิดบ้านตามพิธีการ หากแต่เป็นภาพของการประกาศต่อสาธารณะว่า พื้นที่ซึ่งคนเชียงรายคุ้นตาในฐานะสนามบินเก่ากำลังถูกยกระดับให้มีบทบาทใหม่ในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นทุกปี กองทัพอากาศจัดกิจกรรม OPEN HOUSE “Morning Coffee” @416 สภากาแฟเครือข่ายการบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อแสดงศักยภาพภารกิจ HADR หรือการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัย โดยมี พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธาน พร้อมด้วย พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานด้านสาธารณภัย ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนชัดว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของกองทัพฝ่ายเดียว แต่ถูกวางอยู่บนโต๊ะเดียวกับจังหวัดและเครือข่ายพลเรือนอย่างจริงจังแล้ว

เปิดบ้านฝูงบิน 416 ในวันที่คำว่าเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สาระสำคัญของงานวันนั้น อยู่ที่การทำให้คนเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “มองเห็นของจริง” ว่าเมื่อเกิดไฟป่า อุบัติเหตุในพื้นที่ห่างไกล น้ำท่วม หรือเหตุฉุกเฉินที่ต้องแข่งกับเวลา ฝูงบิน 416 สามารถเป็นฐานสนับสนุนการตอบสนองได้แค่ไหน ข้อมูลจากรายงานข่าวหลายสำนักที่อ้างอิงการจัดงานตรงกันว่า ตลอดกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ฝูงบิน 416 ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนามบิน อาคารสถานที่ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อรองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งสนามบินยังมีความอ่อนตัวในการใช้งาน สามารถรองรับอากาศยานจากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งเป็นหัวใจของการรับมือเหตุฉุกเฉินในภูมิประเทศแบบภาคเหนือที่มีทั้งภูเขา ป่าลึก พื้นที่ชายแดน และจุดเข้าถึงยากจำนวนมาก

หากมองย้อนกลับไปก่อนหน้าวันเปิดบ้าน จะเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน ในเดือนมิถุนายน 2566 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานอย่างเป็นทางการว่า กองทัพอากาศได้วางแผนพัฒนาพื้นที่สนามบินเชียงราย หรือฝูงบิน 416 ให้เป็นศูนย์กลางภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในภาคเหนือตอนบน รองรับอากาศยานไร้คนขับและเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจลาดตระเวน ค้นหาและช่วยชีวิต เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน โดยผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นยังระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ต้องยกระดับพื้นที่แห่งนี้ มาจากผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นที่กระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้าง และจำเป็นต้องมีสนามบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยรองรับภารกิจช่วยชีวิตได้รวดเร็วกว่าเดิม

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

จากสนามบินเก่าสู่โครงสร้างสำรองของเมืองและภาคเหนือ

จุดที่ทำให้ฝูงบิน 416 แตกต่างจากสนามบินทหารทั่วไป คือบทบาท “สองชั้น” ที่ค่อย ๆ ชัดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชั้นแรกคือการเป็นโครงสร้างตอบสนองภัยพิบัติของรัฐ ทั้งด้านอากาศยาน กำลังพล และพื้นที่ตั้งต้นภารกิจทางอากาศ ชั้นที่สองคือการเป็นพื้นที่ที่คนเชียงรายรับรู้และใช้งานร่วมกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยลดระยะห่างทางความรู้สึกระหว่างหน่วยทหารกับเมือง ข่าวของไทยรัฐเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ระบุว่า ผู้บังคับฝูงบิน 416 ชี้แจงการปรับปรุงพื้นที่กว่า 700 ไร่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางภารกิจ HADR ในภาคเหนือ พร้อมจัดทำพื้นที่ออกกำลังกายใหม่และเส้นทางสัญจรเพื่อความสะดวก ปลอดภัย และให้ประชาชนยังสามารถใช้งานพื้นที่ได้ภายใต้ข้อกำหนดด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายในปี 2566 ที่ยืนยันว่าหลังการพัฒนาแล้ว ประชาชนยังคงใช้พื้นที่เดิน วิ่ง และผ่านเข้าออกได้ตามปกติ โดยมีการปรับปรุงถนนและมาตรการรองรับเพิ่มเติม

ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ โครงสร้างตอบสนองภัยพิบัติจะทำงานได้ดีแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอากาศยานหรือยุทโธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของชุมชนด้วย หากประชาชนมองพื้นที่นี้เป็นเขตปิดและห่างไกลจากชีวิตประจำวัน การสื่อสารในยามฉุกเฉินก็ยากขึ้น แต่เมื่อฝูงบิน 416 ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่ที่คนเมืองคุ้นเคย ทั้งในมิติการออกกำลังกาย กิจกรรมสาธารณะ และการเปิดให้เห็นภารกิจจริง การพัฒนาให้เป็นฐาน HADR จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มศักยภาพทางทหาร หากเป็นการสร้าง “โครงสร้างสำรองของเมือง” ที่คนพร้อมยอมรับและเข้าใจบทบาทมากขึ้น นี่คือความหมายเชิงลึกของการเปิดบ้านครั้งนี้ ที่ทำให้การสาธิตในวันเดียวมีน้ำหนักมากกว่าการแสดงเครื่องบินหรืออุปกรณ์ต่อหน้าสื่อมวลชน

สาธิตภารกิจจริงให้เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุ นาทีแรกมีความหมายแค่ไหน

หัวใจของงาน OPEN HOUSE ครั้งนี้ คือการนำขีดความสามารถที่ปกติคนทั่วไปอาจได้ยินเพียงชื่อ มาแสดงให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม ข้อมูลจากสื่อที่เข้าร่วมงานตรงกันว่า กองทัพอากาศได้สาธิตการลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ หรือ MEDEVAC ด้วยเฮลิคอปเตอร์ H225M การทิ้งน้ำดับไฟป่าด้วยเครื่องบิน BT-67 และการถ่ายทอดสัญญาณภาพจากโดรนพระราชทานผ่านระบบ VDL เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมถึงการจัดแสดงอากาศยานและนิทรรศการด้านการช่วยเหลือประชาชน แม้การสาธิตบางอย่างขึ้นกับสภาพอากาศ แต่สารที่สื่อออกมาเด่นชัดมากว่า ฝูงบิน 416 ไม่ได้ถูกวางให้เป็นแค่จุดจอดอากาศยาน หากเป็นจุดรวมของระบบตอบสนองที่เชื่อมการบิน การแพทย์ การเฝ้าระวัง และการประสานงานเข้าด้วยกัน เมื่อเกิดเหตุในพื้นที่จริง การมีฐานที่พร้อมทั้งเครื่อง คน และพื้นที่ตั้งต้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อระยะเวลาช่วยชีวิตและการจำกัดความเสียหาย

สิ่งนี้ยิ่งมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับบริบทของภาคเหนือ ซึ่งภัยพิบัติหลายประเภทไม่ได้เกิดในพื้นที่ราบหรือจุดที่เข้าถึงง่าย การลำเลียงผู้ป่วยจากพื้นที่ห่างไกล การส่งกำลังเข้าสนับสนุนไฟป่าในภูเขาสูง หรือการติดตามสถานการณ์จากอากาศ ล้วนต้องพึ่งความพร้อมของฐานบินสนับสนุนที่อยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงเพียงพอ รายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายตั้งแต่ปี 2566 ได้ระบุไว้ชัดว่า พื้นที่ฝูงบิน 416 ถูกออกแบบให้รองรับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิต เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน และการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กในเชียงรายและภาคเหนือตอนบน ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่เห็นในการสาธิตปี 2569 ไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นภาพของระบบที่ค่อย ๆ ต่อชิ้นส่วนมาหลายปีและเริ่มเผยให้เห็นรูปทรงชัดเจนมากขึ้นในปีนี้

เหตุใดเชียงรายจึงต้องมีฐานตอบสนองเร็วในช่วงไฟป่าและฝุ่น

การขยับบทบาทของหน่วยทหารในระดับจังหวัด แต่เมื่อนำมาวางคู่กับสถานการณ์จริงของเชียงรายในช่วงต้นมีนาคม ภาพจะต่างออกไปอย่างมาก สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบมีค่าระหว่าง 14.6 ถึง 57.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจุดที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ที่ 57.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ 54.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า เชียงรายยังอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง และการมีศักยภาพตอบสนองทางอากาศไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชนโดยตรง

ในเชิงนโยบาย จังหวัดเชียงรายเองก็ยกระดับการรับมืออย่างต่อเนื่อง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า จังหวัดตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 50 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือไม่เกิน 2,053 จุด และคุมพื้นที่เผาไหม้ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมประกาศช่วง “ห้ามเผาเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และหากสถานการณ์รุนแรงสามารถใช้มาตรการปิดป่าและคุมเข้มการเข้าพื้นที่เสี่ยงได้ นั่นสะท้อนว่าไฟป่าและฝุ่นในปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นปัญหาปลายเหตุอีกต่อไป แต่เป็นวาระบริหารจัดการระดับจังหวัดที่ต้องการทั้งมาตรการป้องกัน การบังคับใช้กฎหมาย และระบบตอบสนองฉุกเฉินที่เร็วพอจะลดความเสียหายเมื่อไฟเกิดขึ้นจริง การเปิดบ้านของฝูงบิน 416 จึงมาตรงกับช่วงที่เชียงรายกำลังต้องการคำตอบเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงคำอธิบายเชิงนโยบาย

เมื่อไฟป่าไม่ใช่ปัญหาของป่าอย่างเดียว แต่กระทบเมือง เศรษฐกิจ และสุขภาพ

ความหมายของฐาน HADR ในเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “ช่วยดับไฟ” เท่านั้น แต่หมายถึงการคงศักยภาพของเมืองให้เดินต่อได้ในช่วงวิกฤต ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้กระทบแค่คนอยู่บนดอยหรือผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า หากยังกระทบเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรงเรียน กิจกรรมกลางแจ้ง และภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยังแนะนำให้ประชาชนทั่วไปสวมหน้ากาก ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และเฝ้าระวังอาการผิดปกติในวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน สะท้อนว่าผลกระทบเกิดขึ้นในระดับชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เมื่อมองเช่นนี้ ภารกิจการบินควบคุมไฟป่า การตรวจการณ์จากอากาศ หรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคของหน่วยงานเฉพาะทาง แต่เชื่อมกับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง และนั่นคือเหตุผลที่ฝูงบิน 416 ควรถูกมองเป็นสาธารณะ ไม่ใช่กิจกรรมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้น จังหวัดเชียงรายยังติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในระดับผู้บริหารจังหวัด โดยการประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ได้รับรายงานจากสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงรายว่า ระหว่างวันที่ 9 ถึง 10 มีนาคมมีโอกาสเกิดฝนซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าและฝุ่นควันได้บางส่วน พร้อมกันนั้นยังมีรายงานความก้าวหน้าการติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ และการระดมทุนสนับสนุนการป้องกันไฟป่าและหมอกควันได้ 375,900 บาทเพื่อช่วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับงบประมาณรัฐ แต่สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นและไฟป่าถูกผลักให้เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งจังหวัด ทหาร หน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติ ภาคประชาชน และเครือข่ายท้องถิ่น เมื่อวางในบริบทนี้ งาน Morning Coffee ที่ฝูงบิน 416 จึงมีบทบาทเหมือนเวทีเชื่อมระบบ ไม่ใช่เพียงพิธีพบปะอย่างไม่เป็นทางการ

เครือข่ายที่ทำงานร่วมกันคือหัวใจ ไม่ใช่อากาศยานเพียงอย่างเดียว

อีกแกนหนึ่งที่ปรากฏชัดจากข้อมูลทางการ คือภารกิจรับมือไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือปี 2569 ถูกออกแบบในลักษณะเครือข่ายมากขึ้น กองบิน 41 รายงานเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ว่า ได้เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางประสานงานและกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะเขตเสี่ยง ป่าลึก พื้นที่รอยต่อจังหวัด และกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ 12 ป่าแปลงใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงใน 17 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมมีแม่ทัพภาคที่ 3 อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัด และหน่วยงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วม นี่เป็นหลักฐานชัดว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันในปีนี้ไม่ได้ใช้รูปแบบต่างคนต่างทำ แต่กำลังพยายามจัดการข้อมูล พื้นที่เสี่ยง และบทบาทของแต่ละหน่วยให้ไปในทิศทางเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อฝูงบิน 416 เปิดบ้านในวันที่ 10 มีนาคม สิ่งที่กำลังสื่อออกมาจึงไม่ใช่แค่ความพร้อมของรันเวย์หรืออากาศยานเฉพาะจุด หากแต่เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงรายกำลังถูกวางเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของเครือข่ายรับมือภัยพิบัติภาคเหนือ การมีฐานที่รองรับเฮลิคอปเตอร์ค้นหาและช่วยเหลือ การแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ และภารกิจสนับสนุนไฟป่า ย่อมช่วยลดภาระของการใช้สนามบินหลักในทุกกรณี และเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อเหตุที่ต้องการการตัดสินใจรวดเร็ว ในบริบทที่ภัยพิบัติมีแนวโน้มถี่และซับซ้อนขึ้น การแยกสนามบินหลักออกจากฐานตอบสนองเฉพาะทางบางส่วน จึงอาจเป็นวิธีคิดที่เหมาะกับพื้นที่อย่างเชียงรายซึ่งมีความเป็นชายแดน เมืองท่องเที่ยว เมืองภูเขา และเมืองที่เผชิญภัยสิ่งแวดล้อมพร้อมกันในพื้นที่เดียว

พื้นที่ของกองทัพกับประโยชน์ของประชาชนต้องเดินไปด้วยกัน

หนึ่งในคำถามที่คนเชียงรายจำนวนไม่น้อยติดตามมานาน คือเมื่อฝูงบิน 416 ถูกพัฒนาให้กลับมามีบทบาทด้าน HADR มากขึ้น พื้นที่สาธารณะที่ประชาชนเคยใช้จะถูกจำกัดลงหรือไม่ คำตอบจากข้อมูลทางการก่อนหน้านี้ยังคงมีน้ำหนักสำคัญ เพราะทั้งสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายในปี 2566 และรายงานของไทยรัฐในปี 2567 สะท้อนตรงกันว่า กองทัพอากาศยืนยันให้ประชาชนยังสามารถใช้พื้นที่เพื่อการเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย และการสัญจรได้ โดยมีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่เพื่อแทนการใช้รันเวย์ตรงบางส่วน และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย ประเด็นนี้สำคัญในเชิงสังคมอย่างยิ่ง เพราะทำให้การพัฒนาพื้นที่ HADR ไม่กลายเป็นความรู้สึกว่ารัฐดึงพื้นที่กลับจากประชาชน แต่เป็นการปรับบทบาทให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันมากขึ้นในกรอบที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าเดิม

การบริหารสมดุลเช่นนี้ยังมีผลต่อความชอบธรรมของโครงการในระยะยาวด้วย เพราะฐานช่วยเหลือภัยพิบัติจะมีประสิทธิภาพจริงก็ต่อเมื่อชุมชนโดยรอบรู้สึกว่าเป็นทรัพยากรร่วม ไม่ใช่เพียงพื้นที่ของหน่วยงาน การให้ประชาชนยังใช้ประโยชน์ได้ตามปกติในวันที่ไม่มีภารกิจฉุกเฉิน จึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางใจและความคุ้นเคยกับพื้นที่ เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องจำกัดการใช้งานเพราะภารกิจช่วยชีวิตหรือความมั่นคง ประชาชนก็มีแนวโน้มเข้าใจเหตุผลได้มากกว่าเดิม ในมุมนี้ ฝูงบิน 416 กำลังเดินอยู่บนโจทย์ที่ละเอียดอ่อนมาก คือการทำให้ “พื้นที่ความมั่นคง” กลายเป็น “พื้นที่ความอุ่นใจของเมือง” ไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ภัยพิบัติไม่เลือกเขตแดนและไม่รอเวลาราชการ

เชียงรายได้อะไรจากการยกระดับฝูงบิน 416 ในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าวันจัดกิจกรรมผลต่อเชียงรายอย่างน้อย 3 ชั้น ชั้นแรกคือมิติความปลอดภัยและการตอบสนองภัยพิบัติที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะไฟป่า หมอกควัน การค้นหาและช่วยชีวิต และการลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินจากพื้นที่เข้าถึงยาก ชั้นที่สองคือมิติการบริหารเมืองและจังหวัด เพราะการมีฐานสนับสนุนเฉพาะทางในเชียงรายช่วยให้จังหวัดมีความพร้อมรองรับเหตุฉุกเฉินที่อาจกระทบทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ชั้นที่สามคือมิติความเชื่อมั่นของสังคม เมื่อภาคประชาชนเห็นว่าหน่วยทหารไม่ได้ทำหน้าที่เพียงด้านความมั่นคงในความหมายแคบ แต่ลงมาทำงานในเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการช่วยชีวิตอย่างชัดเจน ความร่วมมือระหว่างรัฐกับสังคมก็มีฐานที่แข็งแรงขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของโครงการนี้จะไม่ได้วัดกันที่ความคึกคักของวันเปิดบ้านเพียงวันเดียว หากต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่และระบบสนับสนุนเสร็จตามเป้าหรือไม่ การประสานงานข้ามหน่วยงานทำได้จริงแค่ไหน การใช้พื้นที่สาธารณะกับภารกิจช่วยเหลืออยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลเพียงใด และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ฝูงบิน 416 จะสามารถย่นเวลาเข้าถึงผู้ประสบภัย ลดผลกระทบ และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มากเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกโครงสร้างพื้นฐานด้านภัยพิบัติจะมีความหมายต่อเมื่อมันทำงานได้จริงในวันที่ประชาชนต้องการมากที่สุด ไม่ใช่เพียงวันที่เปิดให้ถ่ายภาพหรือชมการสาธิตเท่านั้น

บทสรุป

การเปิดบ้านฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่างานประชาสัมพันธ์ของกองทัพอากาศ หากเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเชียงรายกำลังถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาสาธารณภัยในภาคเหนือ ในวันที่ไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และเหตุฉุกเฉินจากภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก กลายเป็นโจทย์จริงของชีวิตผู้คนทุกปี ฐานที่พร้อมทั้งอากาศยาน การแพทย์ฉุกเฉิน การตรวจการณ์ และเครือข่ายประสานงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของขีดความสามารถเชิงองค์กร แต่เป็นเรื่องของเวลา ชีวิต และความมั่นใจของประชาชนทั้งจังหวัด

การสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติในศตวรรษนี้ ไม่อาจแยกจากความร่วมมือของจังหวัด หน่วยทหาร หน่วยงานสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชน และประชาชนได้อีกต่อไป เชียงรายกำลังเดินเข้าสู่แบบจำลองใหม่ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงต้องทำหน้าที่รับใช้สาธารณะมากขึ้น ขณะเดียวกันสังคมก็ต้องร่วมรับผิดชอบต่อการป้องกันต้นเหตุของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง การละเลยมาตรการป้องกันไฟป่า หรือการปล่อยให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นเพียงฤดูกาล หากฝูงบิน 416 สามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ได้ต่อเนื่อง ทั้งในมิติช่วยชีวิต ป้องกันภัย และรักษาความสัมพันธ์กับชุมชน พื้นที่แห่งนี้อาจไม่ใช่เพียงสนามบินเก่าที่ถูกฟื้นฟู แต่จะกลายเป็นหนึ่งในหลักประกันสำคัญของเชียงรายในวันที่วิกฤตมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • กองทัพอากาศ และคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถสนามบินเชียงราย ข้อมูลกิจกรรมเปิดบ้านฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย วันที่ 10 มีนาคม 2569 เกี่ยวกับการยกระดับสู่ศูนย์กลาง HADR ในภาคเหนือ

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

  • กองบิน 41 กองทัพอากาศ

     

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1

     
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ยกระดับสุขภาพคนเชียงราย! หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสาชูเทคโนโลยี LDCT สกัดมะเร็งปอดจากฝุ่น PM 2.5

สิงห์อาสาแท็กทีมเครือข่ายแพทย์ 5 สถาบัน ลงพื้นที่เชียงราย คัดกรองมะเร็งและเบาหวานเชิงรุก ลดป่วยหนักก่อนถึงมือหมอ

เชียงราย,24 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่พร้อมกันหลายด้าน ทั้งสังคมผู้สูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พุ่งต่อเนื่อง ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมเฉพาะถิ่น และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกัน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมออกหน่วยรักษา แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ “พาแพทย์ไปหาคน” ก่อนที่คนจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปหาหมอในวันที่โรคลุกลามเกินแก้

โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่โดยสิงห์อาสา ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายคณะทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 5 แห่ง ประกอบด้วยคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขยายการให้บริการครอบคลุม 30 ชุมชนใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น มหาสารคาม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม โดยเชียงรายถูกจัดวางเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านสุขภาพเฉพาะถิ่นที่ซับซ้อน ทั้งโรคมะเร็งบางชนิดที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่กดทับระบบบริการสุขภาพในระยะยาว

เมื่อการตรวจคัดกรองกลายเป็น “หน้าด่าน” ที่ต้องไปให้ถึงชุมชน

หัวใจของการออกหน่วยครั้งนี้ คือการคัดกรองเชิงรุก ไม่รอให้ผู้ป่วยมีอาการหนักแล้วค่อยเข้าระบบรักษา แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับข้อเท็จจริงพื้นฐานของโรคเรื้อรังและโรคมะเร็งจำนวนมากที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ขณะที่เมื่อเริ่มมีอาการ ก็อาจเข้าสู่ระยะที่การรักษาซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง และกระทบคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ในบริบทเชียงราย ภาระโรคที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นแกนหลักของการคัดกรอง ประกอบด้วยมะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และโรคเบาหวาน รวมถึงการจัดการกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่เป็นต้นทางของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด และความพิการ

ภาพสะท้อนความจำเป็นของการ “ทำให้ทัน” ก่อนโรคจะพาคนไปไกลเกินแก้ ปรากฏชัดในข้อมูลสถานการณ์สาธารณสุขระดับจังหวัดที่คุณแนบไว้ โดยชี้ว่าในปี 2568 โรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคมะเร็งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะ และสร้างแรงกดดันต่อระบบบริการทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ข้อมูลในรายงานดังกล่าวระบุสถิติผู้ป่วยนอก 5 อันดับแรกของจังหวัด โดยโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในอันดับหนึ่งด้วยอัตราป่วย 28,878 ต่อแสนประชากร และโรคเบาหวานมีอัตราป่วย 14,283 ต่อแสนประชากร ซึ่งสะท้อนทั้งจำนวนผู้ป่วยและภาระการติดตามรักษาที่ต้องใช้ทรัพยากรต่อเนื่อง

มะเร็งตับและท่อน้ำดี ความเสี่ยงที่เชื่อมโยงวิถีอาหารกับภัยเงียบ

หนึ่งในจุดเน้นสำคัญของการคัดกรองในเชียงราย คือมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งถูกมองเป็นวิกฤตสาธารณสุขระดับพื้นที่ โดยข้อมูลที่คุณให้ระบุว่าในเพศชายมีอุบัติการณ์สูงกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า และมีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงเชิงวัฒนธรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบที่นำไปสู่การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ

การออกแบบการคัดกรองจึงยึดการตรวจอัลตราซาวด์ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีปัจจัยเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบในระยะแรกซึ่งมีผลต่อการรักษาและการยืดอายุการรอดชีวิต นัยสำคัญของมาตรการนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยาที่มะเร็งบางชนิดมีระยะฟักตัวยาว ทำให้แม้อัตราการติดเชื้อรายใหม่จะลดลง แต่จำนวนผู้ป่วยมะเร็งอาจยังไม่ลดลงทันทีในช่วงสั้น

ในเชิงสังคม นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องโรค แต่เป็นเรื่องความรู้เท่าทันสุขภาพและการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน เพราะการคัดกรองจะได้ผลสูงสุดเมื่อประชาชนเข้าใจว่าการตรวจไม่ได้ทำเพื่อ “หาความผิดปกติ” เท่านั้น แต่ทำเพื่อ “หาความรอด” ในจังหวะที่ยังแก้ได้ทัน

มะเร็งปอดกับฝุ่น PM2.5 เมื่อความเสี่ยงไม่อยู่ในปอดอย่างเดียว แต่อยู่ในอากาศที่หายใจร่วมกัน

เชียงรายถูกกล่าวถึงว่าเผชิญสถานการณ์มะเร็งปอดที่รุนแรงจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานต่อเนื่องในช่วงวิกฤตหมอกควัน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ แต่ยังถูกเชื่อมโยงกับผลกระทบสุขภาพระยะยาว องค์การอนามัยโลกได้ชี้ให้เห็นผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพอย่างกว้าง ตั้งแต่โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงมะเร็งปอด และมีฐานข้อมูลและรายงานด้านคุณภาพอากาศที่ใช้เป็นกรอบอ้างอิงระดับสากล

ในมิติการแพทย์ การคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเทคโนโลยี LDCT ถูกยกเป็นนวัตกรรมสำคัญ เนื่องจากมีความไวสูงในการตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กที่การเอกซเรย์ปอดธรรมดาอาจมองไม่เห็น หลักฐานระดับนานาชาติจากการศึกษาขนาดใหญ่ เช่น National Lung Screening Trial รายงานว่าการคัดกรองด้วย LDCT สามารถลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ประมาณร้อยละ 20 ในกลุ่มเสี่ยง เมื่อเทียบกับการเอกซเรย์ทรวงอก

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้มีความหมายมากกว่าเทคโนโลยี เพราะถ้าการตรวจเข้าถึงได้เฉพาะคนที่มีกำลังจ่าย ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่าง ในขณะที่ถ้าออกแบบให้เข้าถึงได้ในระบบสิทธิสุขภาพ จะทำให้ “โอกาสรอด” ไม่ถูกผูกกับฐานะ

เบาหวานและยุทธศาสตร์ทำให้โรคสงบ เปลี่ยนจากรักษาด้วยยาไปสู่การเปลี่ยนชีวิต

โรคเบาหวานถูกจัดเป็นหนึ่งในแกนหลักของการคัดกรองเชิงรุก เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่มีผู้ป่วยจำนวนมากและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มการนอนโรงพยาบาลและเพิ่มค่าใช้จ่ายทางสุขภาพในระยะยาว

ข้อมูลที่คุณแนบชี้ให้เห็นความพยายามขยับจากการรักษาแบบประคอง ไปสู่แนวคิดทำให้โรคสงบจนไม่ต้องใช้ยา หรือ NCDs Remission ผ่านการปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ โดยยกกรอบ 3M ได้แก่ Mindset การปรับความเข้าใจของผู้ป่วยและครอบครัว Motivation การสร้างแรงจูงใจและกลไกสนับสนุน และ Method วิธีการปรับอาหารและกิจกรรมที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของทีมสุขภาพ

การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในกรอบนี้ จึงไม่ได้จบที่การเจาะน้ำตาลหรือให้ยา แต่รวมถึงการทำให้ประชาชน “เห็นภาพเส้นทาง” ว่าต้องทำอะไรต่อในชีวิตจริง และเชื่อมต่อไปยังระบบติดตามในพื้นที่ เพื่อไม่ให้การคัดกรองกลายเป็นเพียงตัวเลขกิจกรรมที่สวยงามแต่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์สุขภาพ

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่กับโจทย์ใหญ่ของเชียงราย เมื่อพื้นที่ชายแดนต้องรับมือความเสี่ยงซ้อนทับ

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และประชากร มีทั้งพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนที่เข้าถึงบริการเฉพาะทางได้ยาก การเพิ่มการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันจึงเป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงความตั้งใจเชิงโครงการ

มุมหนึ่งคือการกระจายโอกาสตรวจคัดกรองไปสู่ชุมชน ลดต้นทุนการเดินทาง ลดภาระค่าใช้จ่ายแฝง และลดการปล่อยให้โรคเรื้อรังสะสมจนกลายเป็นผู้ป่วยหนัก อีกมุมหนึ่งคือการทำงานแบบเครือข่ายระหว่างภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ เพื่อเสริมกำลังคน ความรู้ และเครื่องมือคัดกรอง

ในภาพรวม แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบความร่วมมือที่เคยปรากฏในงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้สื่อสารในช่วงก่อนหน้า ว่าเป็นการลงพื้นที่ให้บริการ ตรวจรักษา และส่งต่อผู้ป่วยในชุมชน โดยมีสิงห์อาสาเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุน

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่สังคมควรจับตา

การคัดกรองเชิงรุกในเชียงรายกำลังขยับจากแนวคิดรักษาเมื่อป่วย ไปสู่แนวคิดตรวจให้เจอเร็วและลดการตาย โดยใช้ความร่วมมือหลายสถาบัน และเน้นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะถิ่น ทั้งพยาธิใบไม้ตับ ฝุ่น PM2.5 และภาระ NCDs ที่สูง

ที่ส่งผลต่อความยั่งยืน

  • หนึ่ง การต่อเนื่องหลังคัดกรอง หากตรวจพบความเสี่ยงแล้วต้องมีระบบส่งต่อและติดตาม ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์จะไม่เกิดจริง
  • สอง ความเท่าเทียมด้านเทคโนโลยีคัดกรอง โดยเฉพาะ LDCT ที่มีหลักฐานลดการตาย แต่ต้องถูกออกแบบให้เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม
  • สาม ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมเป็นโจทย์ร่วมของทั้งจังหวัด เพราะมลพิษทางอากาศไม่เลือกบ้านคนรวยหรือคนจน และองค์การอนามัยโลกย้ำผลกระทบสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้การคัดกรองไม่เสียเปล่า

สำหรับประชาชนในพื้นที่หรือครอบครัวที่มีความเสี่ยง แนวทางที่ทำได้ทันทีคือ
ติดตามประกาศวัน เวลา และจุดบริการของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่ตนเอง และเตรียมข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ผลตรวจเดิมถ้ามี
ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปและมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านอาหาร โดยเฉพาะการกินปลาน้ำจืดดิบ ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยงและตรวจคัดกรองตามคำแนะนำบุคลากรแพทย์
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่นสูงเป็นเวลานานหรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านการสูบบุหรี่ ควรสอบถามเรื่องการคัดกรองมะเร็งปอด และรับคำแนะนำที่เหมาะกับกลุ่มเสี่ยงของตนเอง โดยเข้าใจว่าหลักฐานต่างประเทศพบประโยชน์ชัดในกลุ่มเสี่ยงจากการคัดกรอง LDCT
ผู้ป่วยเบาหวานหรือกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการคัดกรองและตั้งเป้าหมายร่วมกับทีมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ไม่หยุดที่การรับยา แต่พิจารณาแนวทางปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัยและต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างในข่าว

  • ผู้ป่วยนอก 5 อันดับแรกของจังหวัดเชียงราย ปี 2568 โรคความดันโลหิตสูง 28,878 ต่อแสนประชากร โรคเบาหวาน 14,283 ต่อแสนประชากร และรายการโรคอื่นตามรายงานสถานการณ์จังหวัดเชียงราย ปี 2568 ที่อ้างอิงฐานข้อมูล Health Data Center และระบบ 43 แฟ้ม ตามเอกสารที่แนบโดยผู้ให้ข้อมูล
  • หลักฐานสากลสนับสนุนการคัดกรองมะเร็งปอดด้วย LDCT ลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ประมาณร้อยละ 20 ในกลุ่มเสี่ยง จากการศึกษา National Lung Screening Trial และการสังเคราะห์หลักฐานที่ถูกอ้างในแนวทางคัดกรอง
  • องค์การอนามัยโลกชี้ผลกระทบมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพอย่างกว้าง รวมถึงโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งปอด และมีฐานข้อมูลคุณภาพอากาศที่ใช้อ้างอิงระดับนานาชาติ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข่าวประชาสัมพันธ์และข้อมูลรายละเอียดโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผู้สื่อข่าวได้รับ และรายงานสถานการณ์สุขภาพจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ที่อ้างอิงฐานข้อมูล Health Data Center และระบบ 43 แฟ้ม ตามเอกสารแนบของผู้ให้ข้อมูล
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลการดำเนินงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่และความร่วมมือกับสิงห์อาสา
  • New England Journal of Medicine รายงานผล National Lung Screening Trial เรื่องการลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดด้วยการคัดกรอง LDCT
  • U.S. Preventive Services Task Force และหลักฐานประกอบแนวทางคัดกรองมะเร็งปอด
  • World Health Organization ข้อมูลผลกระทบมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ และฐานข้อมูลคุณภาพอากาศ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ปลุกพลังวิจัยให้ไทยอัพ! สกสว. เชื่อมโจทย์เชียงรายสู่ทุน ววน. 2 หมื่นล้าน เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

สกสว. ปักหมุดแม่ฟ้าหลวง เปิดเวที Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ชู ช่องทางเข้าถึงทุนวิจัย ขับเคลื่อนเหนือสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ณ ห้องประดู่แดง 1 ชั้น 5 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยวางเป้าหมายชัดเจนในการสื่อสารบทบาทใหม่ของกองทุน ววน. ให้เป็น “ศูนย์กลางระบบนิเวศวิจัย” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเครือข่ายภูมิภาค ตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่น

ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มรายได้ เวทีครั้งนี้ถูกวางให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “โจทย์พื้นที่” กับ “เครื่องมือทุน” เพื่อพางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยเฉพาะสาขายุทธศาสตร์ของภาคเหนือ เช่น เกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส กาแฟ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง

จากผู้ให้ทุนสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศ 25 ช่องทางที่คนพื้นที่ต้องรู้

สารหลักที่ถูกส่งจากเวทีภาคเหนือครั้งนี้ คือการยืนยันว่ากองทุน ววน. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ แต่กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และจะทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. กล่าวในงานว่า สกสว. ต้องการทลายภาพจำที่งานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง พร้อมชี้ว่าในระดับประเทศมีช่องทางหรือกลไกการเข้าถึงทุนหลายประตู ซึ่งคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปร่วมได้ โดยสาระที่ถูกย้ำคือ การสนับสนุนครอบคลุมทั้งงบประมาณ เครือข่ายองค์ความรู้ และความร่วมมือที่ช่วยเปิดตลาดหรือโอกาสระดับต่างประเทศ

แก่นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเห็น “เส้นทางเดิน” ที่ชัดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโจทย์ ไปจนถึงการจับคู่กับหน่วยบริหารจัดการทุน การออกแบบโครงการ การยกระดับมาตรฐาน และการต่อยอดสู่การตลาด เพราะหากประตูมีอยู่จริง แต่คนไม่รู้ทางเข้า เม็ดเงินก็ยังวนอยู่ในกลุ่มเดิม และนวัตกรรมก็ไม่ถึงมือคนที่ต้องใช้จริง

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสาร กองทุน ววน.
ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว.

งบกองทุน ววน. กับคำถามเรื่องผลลัพธ์ เมื่อเงินต้องเปลี่ยนชีวิตคน

การสื่อสารครั้งนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่กองทุน ววน. ถูกกล่าวถึงในสังคมในฐานะกลไกงบประมาณขนาดใหญ่ โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกคาดหวังให้ “กระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม” ผ่านงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเม็ดเงินระดับนี้ถูกวางเป็นเครื่องมือชาติ คำถามใหญ่ย่อมไม่ใช่เพียงให้ทุนไปเท่าไร แต่คือให้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่หรือไม่ เกิดรายได้เพิ่มหรือไม่ เกิดการจ้างงานหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเกิดความสามารถแข่งขันระยะยาวหรือไม่

ภาพที่ สกสว. พยายามตอบผ่านเวทีภาคเหนือ คือการย้ำว่า “งานวิจัยกินได้” มีอยู่จริงในชุมชน และหลายครั้งคนในพื้นที่อาจใช้ประโยชน์อยู่แล้วโดยไม่รู้ว่าเชื่อมกับระบบทุนวิจัยของประเทศ

งานวิจัยกินได้ จากขมิ้นชันถึงกาแฟ เมื่อชุมชนต้องการรายได้ที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในงานถึงตัวอย่างงานวิจัยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน เช่น การพัฒนาขมิ้นชัน การทอผ้าไหม การพัฒนากาแฟหลากหลายรสชาติ และชาเลือดมังกร พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า เมื่อความรู้ใหม่เข้าไปเสริมในพื้นที่ สิ่งที่ต้องเกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น

ในมุมของคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ของทุน” อาจไม่ใช่ภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรมทันที แต่คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้าที่คนทำอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น สื่อสารเรื่องราวได้ดีขึ้น และสุดท้ายเชื่อมตลาดได้ไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัด คือการผลักดันงานคราฟต์ฝีมือชุมชนให้เป็นของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในระบบ อววน. และการนำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายในเวทีประชุมนานาชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การ “โชว์ของ” ของประเทศ กลายเป็น “โอกาสทางการค้า” ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์

ถ้ากลไกนี้เดินได้จริง ผลสะเทือนต่อเชียงรายย่อมมีน้ำหนัก เพราะเชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรม งานคราฟต์ กาแฟ ชา สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเติมนวัตกรรมและการตลาดจะทำให้สินค้ามีราคาใหม่ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ต้องแข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณค่า

แม่ฟ้าหลวงกับบทบาทแพลตฟอร์มลุ่มน้ำโขง เชื่อมสุขภาพ เวลเนส เกษตร และสร้างสรรค์

อีกแกนหนึ่งของงานอยู่ที่บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะแพลตฟอร์มกลางของภาคเหนือ

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเปิดพื้นที่กลางให้กองทุน ววน. เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนและผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

หากมองแบบยุทธศาสตร์ เชียงรายมีจุดแข็งที่สามารถยืนอยู่บนสี่ขาได้พร้อมกัน

  • ขาแรก เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงอาหารปลอดภัย
  • ขาที่สอง สุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมการแพทย์บูรณาการกับการท่องเที่ยว
  • ขาที่สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าและบริการ
  • ขาที่สี่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการลงทุนยุค ESG

เวทีนี้จึงเหมือนการจัดวาง “โครงร่างการลงทุนความรู้” ให้กับภูมิภาค ว่าทิศทางต่อไปไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องทำให้โจทย์พื้นที่ถูกยกเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบได้จริง และเมื่อคำตอบเกิด ก็ต้องพาไปถึงตลาด

Thailand RISE Fund กับโจทย์วัดผล เมื่อความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล

อีกด้านหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำของเวทีสื่อสาร คือเรื่อง “การวัดผล” และ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมต่อระบบวิจัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยเผยแพร่ข่าวความร่วมมือที่ สกสว. ทำงานกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของระบบ ววน. ผ่านการวัดผลที่แม่นยำ และสื่อสารให้สังคมเห็นผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเชื่อมกับเวทีภาคเหนือ ภาพที่ชัดขึ้นคือ สกสว. ไม่เพียงต้องการ “เล่าเรื่อง” ให้คนเชื่อ แต่วางหมากให้สามารถ “ชี้ตัวเลข” ให้คนเห็นด้วย เพราะในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของเงินสาธารณะไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

จุดเปลี่ยนที่เชียงราย เมื่อภูมิปัญญาต้องเดินทางให้ไกลกว่าตลาดท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย คำว่าเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่สโลแกนใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการมีเครื่องมือระดับชาติพยายามทำให้ช่องทางเข้าถึงทุนและเครือข่ายง่ายขึ้น พร้อมชี้ว่ามีหลายหน่วยบริหารจัดการทุนที่สามารถรองรับโครงการได้

ถ้ามองจากประสบการณ์พื้นที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมักติดขัดมีไม่กี่ข้อ

  1. ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากประตูไหน
  2. โจทย์ดีแต่เขียนโครงการไม่เป็น
  3. ทำของเก่งแต่ยังไม่ถึงมาตรฐานหรือยังไม่รู้ตลาด
  4. มีเรื่องราว แต่สื่อสารไม่เป็นระบบ
  5. ขาดพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปไกล

เวที Thailand RISE Fund Forum จึงพยายามตอบด้วยการประกาศบทบาทเชิงบริการมากขึ้น ให้คนพื้นที่สามารถเข้ามาปรึกษาได้ง่ายขึ้น และให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือแพลตฟอร์มร่วมกับภาคีอื่น

ประเด็นรองที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของการเปิดประตูจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูจำนวนมากก็มีความเสี่ยงในตัวเอง หากไม่มีระบบนำทางที่ดี คนพื้นที่อาจสับสนกว่าเดิมว่าโจทย์แบบไหนควรเข้าประตูไหน และเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน

อีกความเสี่ยงคือ “ความคาดหวัง” หากสื่อสารว่าเข้าถึงง่าย แต่กระบวนการยังซับซ้อนเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องทำมาหากินทุกวัน และไม่สามารถเสียเวลาหลายเดือนกับเอกสารที่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นหลังเวทีนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ กลไกสนับสนุนเชิงปฏิบัติการ เช่น คลินิกที่ปรึกษา การจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ การช่วยออกแบบโครงการ การสนับสนุนมาตรฐาน การทดสอบตลาด และการช่วยทำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน

เชียงรายในบทบาทประตูเหนือของระบบวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง

Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ากองทุน ววน. กำลังเร่งสื่อสารบทบาทใหม่ เพื่อให้คนในพื้นที่เข้าถึงทุนวิจัยและนวัตกรรมได้จริง พร้อมย้ำว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในแล็บเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในกาแฟหนึ่งแก้ว ในผ้าทอหนึ่งผืน หรือในของที่ระลึกหนึ่งชิ้นที่มีเรื่องราวและมาตรฐานรองรับ

และเมื่อกองทุน ววน. ถูกวางอยู่บนความคาดหวังระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจถัดไปย่อมไม่ใช่เพียงการจัดเวทีให้คน “รับรู้” แต่ต้องทำให้คน “เข้าถึง” และ “ใช้ได้จริง” พร้อมกับวัดผลให้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เงินวิจัยขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นการยกระดับชีวิตคนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • กองทุน ววน. มีรายงานข่าวระบุว่าได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • สกสว. มีความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม
  • งาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 จัดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดการจัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข่าว สกสว. ร่วมธนาคารโลกยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบ ววน.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ททท. จับมือไทยแอร์เอเชียเปิดแคมเปญ FLY YOUR FEELINGS บินตามรอยลิซ่า ดันเชียงรายไร่ชา-ภูชี้ฟ้าปี 69

ททท. ผนึกไทยแอร์เอเชีย เปิดแคมเปญบินตามรอยลิซ่า ดันเชียงรายไร่ชา ภูชี้ฟ้า รับดีมานด์เที่ยวไทยต่อเนื่อง

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ในช่วงที่การแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวภายในประเทศเข้มข้นขึ้นทุกปี “แรงบันดาลใจ” กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดไม่แพ้ “ราคา” และ “การเข้าถึง” ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดตัวโครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด ทุกความรู้สึกทั่วไทย” เพื่อเร่งให้กระแสความสนใจจากแคมเปญ “Feel all the Feelings เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ที่นำเสนอโดยลิซ่า ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถูกแปลงเป็นการเดินทางจริงแบบจับต้องได้ โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่ถูกย้ำในสื่อ คือจังหวัดเชียงราย ผ่านประสบการณ์ตามรอยไร่ชาและภูชี้ฟ้า ซึ่งเป็นภาพจำของธรรมชาติ วัฒนธรรม และฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดึงคนออกเดินทางได้เสมอ

จากแคมเปญโฆษณาสู่การเดินทางจริง กลไกที่รัฐและเอกชนเลือกใช้

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดการทำตลาดท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ไม่หยุดอยู่แค่การสร้างภาพจำ แต่ต่อยอดไปถึง “เครื่องมือซื้อจริง” และ “สิทธิประโยชน์ที่ตัดสินใจได้ทันที” โดยโครงการ FLY YOUR FEELINGS กำหนดส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอยสื่อโฆษณา และส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศอื่น ๆ เพียงระบุโค้ด “TATXLISA” เมื่อจองผ่านแอป AirAsia MOVE ช่วงจองตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569 และกำหนดช่วงเดินทางตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2569

นอกจากนั้น ยังผูกแคมเปญกับบริการต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารที่แสดงบัตรโดยสารขึ้นเครื่องสามารถเช่ารถกับ AVIS ได้ในราคาเริ่มต้น 599 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ช่วยลด “แรงเสียดทาน” ของการเดินทาง โดยเฉพาะจังหวัดที่ต้องใช้รถเพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน

เงื่อนไขแข่งขันแบบชัดเจน ลุ้นบินฟรี 1 ปี สำหรับผู้เดินทางครบ 8 จังหวัด

อีกส่วนที่ทำให้แคมเปญถูกจับตาคือกิจกรรมพิเศษให้สิทธิ “บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็ม” แก่นักท่องเที่ยว 3 คนแรกที่เดินทางกับแอร์เอเชียครบทั้ง 8 จังหวัดตามสื่อประชาสัมพันธ์ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และพังงา โดยกำหนดช่วงร่วมกิจกรรมตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2569

รูปแบบนี้เป็นการใช้ “แรงจูงใจเชิงเกม” มาผนวกกับพฤติกรรมท่องเที่ยวจริง และอาจทำให้เกิดการวางแผนเที่ยวหลายจังหวัดต่อเนื่องในทริปเดียวหรือหลายทริป ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่สายการบิน ที่พัก ร้านอาหาร รถเช่า ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน

ททท. ชี้บทบาทสายการบินเป็นกลไกเชื่อมเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ความร่วมมือกับไทยแอร์เอเชียครั้งนี้เป็นการต่อยอดแคมเปญ Feel all the Feelings ที่เปิดตัวร่วมกับลิซ่าในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง และทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่าย สะดวก และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยไทยแอร์เอเชียเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมาย และให้บริการจากสองสนามบินในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการประกาศให้เห็นว่า “โครงข่ายการเดินทาง” คือหัวใจของไทยเที่ยวไทย เพราะหากเข้าถึงยาก ต่อให้ภาพสวยเพียงใด ความตั้งใจเดินทางอาจไม่กลายเป็นการใช้จ่ายจริง

แอร์เอเชียต่อยอด “ลิซ่าเอฟเฟ็กต์” ด้วยราคาและเครือข่าย

ด้านสายการบิน นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ระบุว่า แคมเปญของ ททท. ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้เห็นไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาคและอยากไปสัมผัสจริง จึงต่อยอดด้วยศักยภาพด้านความคุ้มค่าและเครือข่ายบินภายในประเทศ พร้อมเพิ่มสีสันด้วยกิจกรรมพิเศษบินตามรอย เพื่อกระตุ้นการเดินทางให้ต่อเนื่อง

สำหรับจังหวัดอย่างเชียงราย ความได้เปรียบคือมี “ภาพจำทางประสบการณ์” ชัดเจน ตั้งแต่ธรรมชาติบนยอดดอย วัฒนธรรมล้านนา กาแฟและชา ไปจนถึงชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มองหาความหมายของการเดินทางมากกว่าแค่การถ่ายภาพเช็กอิน

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

เชียงรายในแคมเปญตามรอยลิซ่า ไร่ชาและภูชี้ฟ้า กับโจทย์ทำให้กระแสกลายเป็นรายได้ชุมชน

เมื่อชื่อเชียงรายถูกวางอยู่ในลิสต์ 8 จังหวัดเป้าหมายของกิจกรรม ทำให้จังหวัดถูกมองเป็น “หนึ่งในหน้าต่างหลัก” ที่แสดงเสน่ห์เมืองน่าเที่ยวภาคเหนือ ภาพไร่ชาและภูชี้ฟ้าเป็นสัญลักษณ์ที่อ่านได้ทันทีว่าเป็นการเดินทางไปหาธรรมชาติ อากาศ และวิถีท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของเชียงรายไม่ใช่แค่การมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่คือการบริหารให้เม็ดเงินกระจายได้จริง เพราะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมักมีความเสี่ยงเรื่องความหนาแน่นในช่วงพีก รวมถึงความกดดันต่อสิ่งแวดล้อมและการจราจรบนเส้นทางภูเขา การจัดการเชิงพื้นที่จึงเป็นตัวแปรที่จะทำให้ “กระแส” กลายเป็น “เศรษฐกิจที่ยั่งยืน” หรือกลายเป็นเพียงการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบแล้วจบลงโดยไม่ทิ้งรายได้ให้ชุมชนมากนัก

สัญญาณดีมานด์ต้นปี ตัวเลขท่องเที่ยวเชียงรายหนุนภาพว่าตลาดพร้อมตอบรับ

ข้อมูลรายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 ที่ผู้ใช้แนบมา สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณที่แข็งแรง อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 95.26 เปอร์เซ็นต์ มีผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 6,008.61 ล้านบาท โดยหลายตัวชี้วัดเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้แคมเปญส่วนลดตั๋วและกิจกรรมตามรอยลิซ่า มีโอกาสซ้ำเติมดีมานด์ให้เกิดการเดินทางเพิ่มในช่วงมีนาคมถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่เชียงรายสามารถขายได้ทั้งฤดูร้อน ต่อเนื่องถึงช่วงฝนต้นฤดูที่เหมาะกับการท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน หากบริหารประสบการณ์ให้ปลอดภัยและไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายไทยเที่ยวไทยระดับประเทศ กดดันให้ทุกแคมเปญต้องสร้างการเดินทางจริง

ภาพใหญ่ของปี 2569 ถูกวางด้วยเป้าหมายเชิงปริมาณและเศรษฐกิจที่ท้าทาย มีรายงานว่าททท. ตั้งเป้าตลาดไทยเที่ยวไทยที่ระดับ 210 ล้านคนครั้ง และกรอบรายได้ท่องเที่ยวรวมระดับ 1 ล้านล้านบาท

เมื่อเป้าหมายอยู่สูง แคมเปญรูปแบบ “ลดราคาและทำกิจกรรมแข่งขัน” จึงถูกหยิบมาใช้เพื่อเร่งการตัดสินใจ และทำให้การเดินทางเกิดขึ้นถี่ขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโจทย์ให้จังหวัดปลายทางต้องยกระดับการรองรับ ทั้งความปลอดภัย การบริการ และความเป็นธรรมในการกระจายรายได้

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย ทำแพ็กเกจให้คนอยู่ต่อ ไม่ใช่แค่แวะมา

ในเชิงธุรกิจท้องถิ่น แคมเปญตั๋วเครื่องบินราคาดีทำให้ต้นทุนการเดินทางลดลง แต่ “รายได้ของจังหวัด” จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยอยู่ที่การทำให้คนอยู่ต่อและใช้จ่ายเพิ่ม ผู้ประกอบการเชียงรายจึงมีโอกาสออกแบบเส้นทางตามรอยให้ลึกขึ้น เช่น

  • เส้นทางไร่ชาและอาหารพื้นถิ่น เชื่อมกับตลาดชุมชนและงานคราฟต์
  • เส้นทางภูชี้ฟ้าและชุมชนบนดอย เน้นการท่องเที่ยวรับผิดชอบ ใช้บริการไกด์ท้องถิ่น
  • เส้นทางวัฒนธรรมล้านนาและศิลปะร่วมสมัย เชื่อมเมืองกับชนบทให้เกิดการกระจายรายได้

การทำให้ “ตามรอย” กลายเป็น “ตามใจ” คือทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าจังหวัดมีประสบการณ์มากกว่าฉากในสื่อ และยอมกลับมาอีกครั้งโดยไม่ต้องรอแคมเปญใหญ่

มุมที่ต้องจับตา ความหนาแน่น ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แม้แคมเปญจะเป็นแรงส่งเชิงเศรษฐกิจ แต่การท่องเที่ยวจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกันมักมีต้นทุนแฝง หากเชียงรายถูกดันให้เป็นปลายทางยอดนิยมในช่วงเวลาสั้น ๆ ประเด็นที่ต้องเตรียมพร้อมคือ

  • ความปลอดภัยบนถนนและเส้นทางภูเขา โดยเฉพาะช่วงหมอกฝน
  • การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
  • ความเป็นธรรมของรายได้ ไม่ให้กระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่
  • คุณภาพการบริการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

การวางมาตรการเชิงพื้นที่ เช่น จำกัดจำนวนบางกิจกรรมในจุดเปราะบาง ส่งเสริมการจองล่วงหน้า และยกระดับมาตรฐานรถรับจ้างหรือรถนำเที่ยว อาจเป็นคำตอบที่ทำให้กระแสไม่กลายเป็นภาระต่อชุมชน

แรงบันดาลใจต้องไปถึงการใช้จ่ายจริง และการใช้จ่ายต้องไปถึงชุมชน

“ลิซ่าเอฟเฟ็กต์” ในปี 2569 ถูกออกแบบให้ไม่หยุดอยู่ที่การรับรู้ แต่เดินหน้าไปถึงการซื้อจริงผ่านส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ การจองผ่านแพลตฟอร์มเดียว และกิจกรรมลุ้นบินฟรีที่สร้างแรงขับให้คนเดินทางหลายจังหวัดต่อเนื่อง สำหรับเชียงราย การถูกยกเป็นหนึ่งใน 8 จังหวัดเป้าหมายคือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่โอกาสจะมีคุณค่าจริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการสามารถทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

สุดท้าย ความสำเร็จของแคมเปญลักษณะนี้จึงไม่ได้วัดแค่จำนวนการจองตั๋วหรือยอดผู้โดยสาร แต่ต้องวัดว่า “ผู้คนในปลายทาง” ได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด และเชียงรายสามารถเปลี่ยนการตามรอยให้เป็นการกลับมาเยือนซ้ำได้หรือไม่ ในวันที่ตลาดท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยประสบการณ์ไม่ใช่เพียงราคา

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงราย รายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 จากข้อมูลผู้ใช้แนบมา อัตราการเข้าพัก 95.26 เปอร์เซ็นต์ ผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 6,008.61 ล้านบาท เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายตัวชี้วัด
  • เครือข่ายเที่ยวบินในประเทศของไทยแอร์เอเชีย 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมาย
  • เป้าหมายไทยเที่ยวไทยปี 2569 ระดับ 210 ล้านคนครั้ง และกรอบรายได้รวมภาคท่องเที่ยวระดับ 1 ล้านล้านบาท ตามรายงานสื่อเศรษฐกิจและสื่อกระแสหลัก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยแอร์เอเชีย ข่าวประชาสัมพันธ์แคมเปญ FLY YOUR FEELINGS และรายละเอียดโค้ดส่วนลด ช่วงจอง ช่วงเดินทาง เครือข่ายเส้นทาง และกิจกรรมพิเศษ เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม รายงานจำนวนผู้เยี่ยมเยือนรายจังหวัด รายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 สำหรับตัวเลขอัตราการเข้าพัก ผู้เยี่ยมเยือน และรายได้ของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. ลงพื้นที่เชียงรายจัด Thailand RISE Fund Forum ชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนงานวิจัยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อศิลปะมาเจองานวิจัย! ววน. ปักหมุดพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย-ดอยตุง ปั้นเชียงรายต้นแบบนวัตกรรมชุมชน

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และนวัตกรรม จังหวัดเชียงรายถูกเลือกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการสื่อสารบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ผ่านกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสะท้อนให้เห็นว่า “งบวิจัย” มิได้หยุดอยู่เพียงรายงานทางวิชาการ หากสามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากนโยบายสู่พื้นที่จริง

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีเสวนา หากแต่เป็นการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ควบคู่กับการลงพื้นที่จริงในสามจุดสำคัญของจังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง “ศิลปะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ESG” เข้าด้วยกัน

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง เปิดเผยว่า กองทุน ววน. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการแปลงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

การเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของจังหวัดที่มีทั้งมรดกวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และโมเดลการพัฒนาเชิงสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ

ศิลปะร่วมสมัยกับบทบาทเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จุดหมายแรกของคณะคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งเน้นแนวคิด Cultural IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถแปลงองค์ความรู้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Content และการพัฒนา IP เชิงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงศิลปิน ชุมชน และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม

ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในงานวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรมจึงถูกมองว่าเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

งานคราฟต์กับนวัตกรรมการออกแบบ

จุดหมายถัดมาคือ Kwai Din Dak Art House หรือควายดินดาก อาร์ทเฮ้าส์ ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับการออกแบบสมัยใหม่

ที่นี่ กองทุน ววน. สนับสนุนการวิจัยและการใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ การเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย นักออกแบบ และผู้ประกอบการในชุมชน ช่วยยกระดับสินค้าจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในตลาดที่กว้างขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการหารือแนวทางการดำเนินงานในขั้นถัดไป เพื่อให้การสนับสนุนของกองทุน ววน. สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งในด้านรายได้ของชุมชนและการสร้างแบรนด์ในระดับประเทศ

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและ ESG

จุดหมายที่สามคือ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานฝีมือดอยตุง

พื้นที่นี้สะท้อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG ซึ่งกำลังเป็นกรอบการลงทุนสำคัญในระดับโลก

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสีเขียว การจัดการขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดระบบ Zero Waste และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งสะท้อนว่า งานวิจัยสามารถเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เชียงรายในฐานะพื้นที่ต้นแบบ

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเลือกพื้นที่นี้จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปินและชุมชนในเชียงรายมีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ในมิติของเศรษฐกิจฐานราก งานคราฟต์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายครัวเรือน

ในมิติของความยั่งยืน โมเดลดอยตุงเป็นตัวอย่างการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับ

การบูรณาการสามมิตินี้ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. จึงเป็นภาพสะท้อนของการใช้วิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เปิดตารางกิจกรรม “RISE UP THAILAND” เดินหน้าปลุกพลังวิจัย 4 ภาค

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เดินเครื่องกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และโมเดลความยั่งยืน (ESG) ที่ใช้ได้จริงในพื้นที่

กำหนดการจัดงานในพื้นที่ยุทธศาสตร์:

  • จ.ขอนแก่น: วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.เชียงราย: วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพฯ): วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.นครศรีธรรมราช: วันที่ 12 มีนาคม 2569

สำหรับการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายล่าสุด คณะผู้บริหาร ววน. ได้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม (Cultural IP) ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ศูนย์ผลิตงานฝีมือดอยตุง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ภาพรวมและทิศทางในปี 2569

สำหรับปี 2569 กองทุน ววน. วางทิศทางการขับเคลื่อนในสามประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Cultural IP การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการวิจัยและออกแบบ และการสนับสนุนโมเดล ESG ผ่านเทคโนโลยีสีเขียว

เป้าหมายระยะยาว คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

กิจกรรม Thailand RISE Fund Forum ที่จัดขึ้นในเชียงราย จึงไม่เพียงเป็นเวทีสื่อสาร หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประสานพลังระหว่างนักวิจัย ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นฐาน

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก การใช้วิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจเป็นคำตอบสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569
  • เอกสารสรุปกิจกรรมลงพื้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย Kwai Din Dak Art House และ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Athita The Hidden Court เชียงแสน คว้า Thailand Good Travel ตอกย้ำต้นแบบบูทีคโฮเทลยั่งยืนปี 69

Athita The Hidden Court เชียงแสน ผงาดคว้า Thailand Good Travel หนุนบูทีคโฮเทลไทยสู่ท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายรายได้ชุมชนและอนุรักษ์เมืองมรดกอย่างสมดุล

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงแสนไม่ใช่เพียงเมืองเก่าที่เก็บความทรงจำไว้ในกำแพงอิฐและคูเมือง หากแต่เป็น “เมืองมรดกมีชีวิต” ที่กำลังตอบคำถามใหญ่ของการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ว่า จะเติบโตได้อย่างไรโดยไม่ทิ้งร่องรอยบาดแผลต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ในวันที่การแข่งขันด้านประสบการณ์การพักผ่อนเข้มข้นขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้มองหาแค่ที่พักสวยหรือภาพถ่ายเช็กอิน แต่เริ่มมองหา “ความรับผิดชอบ” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่วิธีจัดการพลังงานและขยะ ไปจนถึงการเคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

บนฉากหลังของโจทย์นี้ โรงแรม Athita The Hidden Court Chiang Saen Boutique Hotel ในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้รับแรงส่งสำคัญเมื่อเข้ารับมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน Thailand Good Travel ภายใต้โครงการ Thailand Green Plan 2030 ซึ่งจัดโดยกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี และมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

มาตรฐาน Thailand Good Travel ถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พร้อมผลักดันผู้ประกอบการไทยให้พัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และทำให้ “ความยั่งยืน” ไม่ใช่คำสวยหรูบนแผ่นพับ แต่เป็นระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ต่อคนในพื้นที่

ภาพรวมพิธีมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel และความหมายเชิงนโยบาย

พิธีมอบตราสัญลักษณ์ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Thailand Green Plan 2030 เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในภาพรวมของประเทศ โดยมีการมอบตราสัญลักษณ์แก่แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรวม 39 แห่ง ครอบคลุมหลายกลุ่ม ตั้งแต่มาตรฐานที่พักขนาดเล็ก Small Good Stay จำนวน 12 แห่ง มาตรฐานชุมชนท่องเที่ยว Thailand Good Travel CBT จำนวน 15 แห่ง รวมถึงกลุ่มอื่นในห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือคณะกรรมการได้ประกาศรายชื่อผู้ประกอบการจำนวน 30 แห่ง ที่ถูกคัดเลือกเพื่อเตรียมส่งผลงานเข้าประกวดในเวทีระดับสากล ได้แก่ Green Destinations Top 100 Stories และ Good Travel Stories Competition สะท้อนแนวทางที่ไม่เพียงยกระดับภายในประเทศ แต่ต้องการยกระดับการเล่าเรื่องและมาตรฐานไทยให้เป็นที่ยอมรับในสายตานานาชาติ

ในถ้อยแถลงระหว่างพิธี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ เน้นย้ำว่า การมอบตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในอนาคต

Athita The Hidden Court จากงานดีไซน์สู่ระบบบริหารจัดการที่ยั่งยืน

ชื่อของ Athita The Hidden Court ถูกกล่าวถึงในฐานะบูทีคโฮเทลที่ “สวยแบบมีเหตุผล” และ “นิ่งแบบเคารพพื้นที่” จุดเด่นคือการออกแบบที่ยึดโยงกับบริบทเชียงแสน เลือกใช้วัสดุท้องถิ่นและสนับสนุนช่างฝีมือในพื้นที่ เพื่อให้สถาปัตยกรรมไม่กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ทับซ้อนเมืองเก่า แต่ทำหน้าที่เหมือนฉากที่เปิดพื้นที่ให้เรื่องเล่าของเชียงแสนได้ถูกฟังอย่างตั้งใจ ในงานสื่อสายบ้านและการออกแบบ มีการอธิบายแนวทางของโครงการที่พักลักษณะนี้ว่าให้ความสำคัญกับพื้นที่ว่าง ลานคอร์ต และองค์ประกอบที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สงบและมีอัตลักษณ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel “เพิ่มน้ำหนัก” ให้กับภาพลักษณ์ของโรงแรม ไม่ได้หยุดอยู่ที่สุนทรียภาพด้านการออกแบบ แต่เป็นการรับรองแนวทางบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งตามแนวคิดมาตรฐานสากลอย่าง GSTC จะพิจารณามิติหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อชุมชน การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อเชื่อมโยงกรอบคิดดังกล่าวเข้ากับพื้นที่เชียงแสน ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การเติบโตของการท่องเที่ยวจะไม่ทำให้ “เมืองมรดก” กลายเป็นสินค้าแช่แข็งที่ขายได้เฉพาะเปลือก แต่ต้องรักษาจิตวิญญาณของชุมชนและทำให้คนท้องถิ่นได้รับประโยชน์จริง ทั้งในรูปของการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การจ้างช่างฝีมือ และการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่

เสียงจากผู้บริหาร สุนทรียภาพต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ

ผู้บริหารโรงแรม Athita The Hidden Court ที่สะท้อน “แกนคิด” ของการทำธุรกิจโรงแรมในเมืองมรดก โดยสรุปใจความว่า โรงแรมตั้งใจให้เป็นพื้นที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ของเชียงแสน รางวัลด้านดีไซน์เป็นการยืนยันสุนทรียภาพ แต่ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นการพิสูจน์ความสวยงามในระดับโครงสร้างการบริหารจัดการ ทั้งการดูแลพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมย้ำความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในมุมของภาครัฐ คำกล่าวของปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในพิธีชี้ให้เห็นว่า Thailand Good Travel จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำจุดยืนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน พร้อมแนวทางขยายผลโครงการสู่ทุกภูมิภาค และผลักดันต้นแบบไทยสู่เวทีนานาชาติ

 ทำไมมาตรฐานนี้จึงสำคัญต่อเชียงรายและเชียงแสน

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องการ “คุณภาพการท่องเที่ยว” มากพอ ๆ กับ “ปริมาณนักท่องเที่ยว” เพราะเมื่อตลาดโลกผันผวน เมืองท่องเที่ยวที่ยืนระยะได้มักเป็นเมืองที่มีความสามารถในการบริหารจัดการผลกระทบ ไม่ใช่เพียงเมืองที่ขายวิวสวย

ข้อมูลภาพใหญ่ของภาคท่องเที่ยวไทยในช่วงก่อนหน้านี้สะท้อนความไม่แน่นอน ข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวของไทยระบุว่าในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยสะสมในหลายช่วงเวลาลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีการปรับคาดการณ์ทั้งปีลง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มมูลค่าต่อหัวมากขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาปริมาณเพียงอย่างเดียว

ในบริบทเชียงแสน การมีที่พักที่ผ่านมาตรฐานความยั่งยืนระดับชาติช่วยทำหน้าที่อย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรก คือการเพิ่มความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูงและเคารพกติกาพื้นที่

ด้านที่สอง คือการยกระดับผู้ประกอบการรายอื่นในพื้นที่ผ่านการแข่งขันเชิงคุณภาพ เมื่อมีตัวอย่างที่จับต้องได้ ผู้ประกอบการรายย่อยจะเห็นภาพว่าความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ทำได้เป็นขั้นตอน ตั้งแต่การจัดการขยะ ลดพลาสติก จัดซื้อจัดจ้างในท้องถิ่น ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ไม่รบกวนวิถีชีวิตชุมชน

ด้านที่สาม คือการเชื่อมเชียงแสนเข้าสู่เครือข่ายการเล่าเรื่องระดับประเทศและนานาชาติ ตามแนวทางที่คณะกรรมการคัดเลือกผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเข้าประกวดในเวทีสากล ซึ่งหากเชียงแสนมีเรื่องเล่าที่แข็งแรง เมืองจะได้ประโยชน์ทั้งด้านภาพลักษณ์และรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

จากบูทีคโฮเทลสู่ Smart Heritage City เมื่อเมืองเก่าต้องฉลาดด้วยระบบ ไม่ใช่ฉลาดด้วยคำโฆษณา

คำว่า Smart Heritage City มักถูกพูดถึงในหลายพื้นที่ของโลก แต่แก่นแท้ไม่ใช่การติดตั้งเทคโนโลยีให้ดูทันสมัย หากคือการบริหารจัดการเมืองมรดกด้วยข้อมูล ระบบ และความร่วมมือ เพื่อให้เมือง “อยู่ได้” ทั้งสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน

การที่โรงแรมในเชียงแสนได้รับตราสัญลักษณ์ความยั่งยืน จึงไม่ควรถูกมองเป็นข่าวดีเฉพาะธุรกิจโรงแรม แต่เป็นสัญญาณต่อระบบเมืองท่องเที่ยวทั้งหมด ตั้งแต่การคมนาคม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการหัตถกรรม ไปจนถึงผู้ให้บริการทัวร์ เพราะมาตรฐานความยั่งยืนมักดึงให้เกิดการปรับตัวเป็นลูกโซ่ เช่น โรงแรมต้องการวัตถุดิบที่มีแหล่งที่มาชัดเจน ร้านค้าในชุมชนต้องยกระดับบรรจุภัณฑ์และการจัดการขยะ การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ต้องมีแนวปฏิบัติที่เคารพชุมชนและไม่สร้างภาระต่อโบราณสถาน

เมื่อเชื่อมกับกรอบ GSTC ที่เน้นทั้งการจัดการที่ยั่งยืน ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ มิติทางวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เมืองมรดกอย่างเชียงแสนจึงมี “แผนที่นำทาง” ที่ชัดขึ้นว่า การเติบโตควรเกิดพร้อมกับการปกป้องสิ่งที่เป็นรากของเมือง

จุดที่ประชาชนและชุมชนได้ประโยชน์จริง อยู่ตรงไหน

มาตรฐานความยั่งยืนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อชุมชนรู้สึกได้ถึงผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน ประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่มักให้ความสำคัญมีตั้งแต่การจ้างงานท้องถิ่น การเพิ่มช่องทางรายได้ให้ผู้ผลิตรายย่อย ไปจนถึงการรักษาพื้นที่สาธารณะและทรัพยากรธรรมชาติ

ในกรณีโรงแรมบูทีคที่เน้นอัตลักษณ์ท้องถิ่น ประโยชน์ที่เกิดกับชุมชนมักอยู่ในรูปของการจ้างงานที่ใช้ทักษะบริการ การซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่น การจ้างช่างฝีมือและผู้ผลิตงานหัตถกรรม การสร้างดีมานด์สินค้าและประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เวิร์กช็อป งานคราฟต์ เส้นทางเดินเมืองเก่า และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียด แต่เมื่อรวมกันเป็นระบบ จะช่วยทำให้รายได้ท่องเที่ยว “ไม่ไหลออก” ไปอยู่เฉพาะส่วนกลางหรือผู้ประกอบการรายใหญ่ หากกระจายสู่ห่วงโซ่เศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับทิศทางที่ภาครัฐพยายามผลักดันให้มาตรฐานเป็นเครื่องมือหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างสมดุล

ก้าวต่อไปของ Athita และโจทย์ร่วมของเชียงแสน

การได้ตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel เป็นเหมือน “จุดเริ่มต้นของภารกิจระยะยาว” มากกว่าปลายทาง เพราะความยั่งยืนเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ในทางปฏิบัติ ความท้าทายหลังได้รับมาตรฐานมักอยู่ที่การรักษาวินัยของระบบ เช่น การติดตามผลด้านพลังงาน น้ำ ขยะ การยกระดับทักษะพนักงาน การทำงานกับชุมชนอย่างเคารพ และการสื่อสารอย่างโปร่งใส

สำหรับเชียงแสน โจทย์ร่วมคือการทำให้เมืองเก่ามี “สมดุล” ระหว่างความสงบที่เป็นเสน่ห์ กับการรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น หากความสำเร็จของโรงแรมช่วยดึงผู้มาเยือนมากขึ้น เมืองต้องเตรียมพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดระเบียบการท่องเที่ยว และการดูแลโบราณสถาน เพื่อไม่ให้ความนิยมระยะสั้นกลายเป็นต้นทุนระยะยาว

ในอีกด้านหนึ่ง หากเชียงแสนทำได้ เมืองจะมีโอกาสสร้างชื่อในฐานะต้นแบบเมืองมรดกที่ใช้มาตรฐานความยั่งยืนเป็นเครื่องมือพัฒนา เฉกเช่นแนวทางที่ภาครัฐประกาศว่าจะผลักดันต้นแบบไทยสู่เวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ผู้อ่านนำไปใช้ได้ทันที

ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว
เลือกใช้บริการที่พักหรือผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานความยั่งยืน และให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เคารพชุมชน เช่น ลดการใช้พลาสติก เคารพกติกาพื้นที่เมืองเก่า และสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่มีแหล่งที่มาชัดเจน

ผู้ประกอบการในเชียงราย
ใช้กรอบมาตรฐานความยั่งยืนเป็น “เช็กลิสต์” ปรับปรุงกิจการเป็นขั้นตอน เริ่มจากเรื่องที่ทำได้ทันที เช่น การจัดการขยะ การลดพลังงาน การจัดซื้อจากท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์อย่างไม่บิดเบือน

หน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมืองมรดก
เตรียมระบบรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งการจัดการพื้นที่ การคมนาคม การดูแลโบราณสถาน และการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ความนิยมของเมืองไม่กระทบคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thailand Good Travel ภายใต้ Thailand Green Plan 2030
  • กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • Global Sustainable Tourism Council
  • Reuters
  • สื่อสายการออกแบบและไลฟ์สไตล์ที่รายงานแนวคิดการออกแบบและบริบทของโครงการ Athita The Hidden Court เพื่อประกอบภาพรวมงานสถาปัตยกรรมและอัตลักษณ์พื้นที่
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 69 ทุ่ม 8 พันล้านเปิด “The Color” ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายขยายตัวร้อยละ 2.2

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 2569 ทุ่ม 6–8 พันล้าน เปิด “The Color” ชูทราฟฟิกคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์แต่ฐานผลิตหด และโจทย์ภูมิอากาศที่เริ่มเป็นต้นทุนเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ และเชียงราย, 14 กุมภาพันธ์ 2569 – วันหนึ่ง วงการค้าปลีกไทยประกาศหมากรุกใหม่อย่างเป็นทางการ อีกวันหนึ่ง จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอย่างเชียงรายกำลังพยายามอ่านเกมเศรษฐกิจของตัวเองให้ขาดว่า “โต” แบบไหนที่ยั่งยืน และ “เสี่ยง” แบบไหนที่ต้องจัดการตั้งแต่วันนี้

ภาพทั้งสองไม่ได้เป็นคนละเรื่อง หากเป็นชิ้นส่วนเดียวกันของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น กำลังซื้อกระจายเป็นหลายกลุ่ม และความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มแทรกเข้ามาเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

เวทีคู่ค้าบิ๊กซีส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากห้างสู่พื้นที่ใช้ชีวิต

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด มหาชน ในกลุ่มบีเจซี จัดงานประชุมคู่ค้าประจำปี “Big C Tenant Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “BIG VISION. BIG MOVE. The Next Chapter of Big C Development” ที่บีเจซี บิ๊กซี แคมปัส อาคารบิ๊กซี เฮ้าส์ ชั้น 6 ห้องออดิทอเรียม โดยผู้บริหารประกาศทิศทางธุรกิจรีเทลปี 2569 ให้ชัดเจนว่า จะเดินหน้าขยายสาขา รีโนเวท และพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์รูปแบบใหม่ “The Color” บนทำเลศักยภาพย่านแจ้งวัฒนะ เพื่อยกระดับจากศูนย์การค้าไปสู่จุดหมายของการใช้ชีวิต

แกนคิดที่ถูกย้ำในงานคือ รีเทลยุคนี้ไม่สามารถพึ่งความคึกคักเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนได้เหมือนเดิม สิ่งที่ห้างและผู้เช่าต้องการคือ “ทราฟฟิกคุณภาพและสม่ำเสมอ” เพื่อให้ยอดขายเดินได้ทั้งปี และทำให้สาขาเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำ

แผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายมินิ 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง

ในเชิงตัวเลข บิ๊กซีกำหนดกรอบงบลงทุนปี 2569 ราว 6,000–8,000 ล้านบาท วางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ในทำเลศักยภาพ ควบคู่เร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็กและใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังสื่อสารโรดแมประยะยาวไปถึงปี 2030 ว่าตั้งเป้าขยายสาขาขนาดใหญ่เพิ่ม 8–10 สาขา โดยให้ความสำคัญกับทำเลที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อและเมืองท่องเที่ยว และวางเป้าหมายให้รายได้จากค่าเช่ามีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างรายได้ในอนาคต

ผู้บริหารบิ๊กซีให้มุมมองว่า “The Color” ไม่ใช่เพียงศูนย์การค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้า ผู้เช่า และชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันบทบาทของบิ๊กซีในฐานะผู้พัฒนารีเทลสเปซขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“The Color” เดิมพันด้วยประสบการณ์ตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน

โมเดล “The Color แจ้งวัฒนะ” ถูกนำเสนอในฐานะไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ออกแบบให้รองรับ “จังหวะชีวิตทั้งวัน” ตั้งแต่ร้านอาหารและพื้นที่นั่งทำงาน ไปจนถึงพื้นที่กิจกรรมและแลนด์มาร์กยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเหตุผลให้ผู้คนเดินทางมาใช้เวลา และเปลี่ยนการมาเดินห้างให้เป็นการมาใช้ชีวิต

สาระสำคัญของแนวทางนี้คือ การทำให้พื้นที่ค้าปลีกกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อของ และสอดคล้องกับการแข่งขันรีเทลที่ขยับจากเรื่องราคาไปสู่เรื่องประสบการณ์และความคุ้มค่าเชิงเวลา

เศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้านผลิตหด สะท้อนโตไม่เท่ากันของพื้นที่

ขณะที่รีเทลระดับประเทศกำลังเร่งปรับตัว ภาพเศรษฐกิจระดับจังหวัดสะท้อนว่า การเติบโตในโลกจริงไม่ได้เรียบเสมอ

ตาม “รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568” เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว 2.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย โดยแรงส่งหลักมาจากด้านอุปสงค์หรือการใช้จ่ายขยายตัว 10.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ด้านอุปทานหรือการผลิตหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์

หากแยกองค์ประกอบการใช้จ่าย รายงานระบุแรงส่งจากการค้าชายแดน การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน โดยตัวเลขที่ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.1 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4 เปอร์เซ็นต์ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 13.8 เปอร์เซ็นต์ และการค้าชายแดนขยายตัว 18.9 เปอร์เซ็นต์

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนว่าแม้การใช้จ่ายยังเดินหน้า แต่ตลาดแรงงานยังถูกกดดัน และความต่อเนื่องของรายได้ครัวเรือนยังเป็นตัวแปรสำคัญ

รายได้เกษตรหด 19.4 เปอร์เซ็นต์ โจทย์ฐานรากที่บอกว่ากำลังซื้อไม่ได้เท่ากัน

จุดที่เป็นประเด็นรองแต่กระทบชีวิตจริง คือรายได้เกษตรที่หดตัว 19.4 เปอร์เซ็นต์ต โดยมีคำอธิบายว่าเป็นผลจากผลผลิตและราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ชะลอ

ในจังหวัดที่ฐานเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ตัวเลขนี้หมายถึงกำลังซื้อในชนบทและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ประกอบการรายย่อยอาจตึงมือขึ้น แม้ในเมืองจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายบางส่วนหรือฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม

เมื่อเศรษฐกิจโตแบบไม่เท่ากัน การลงทุนรีเทลขนาดใหญ่หรือการยกระดับพื้นที่เช่าให้เป็นไลฟ์สไตล์สเปซ จึงไม่ได้วัดผลแค่จำนวนคนเดิน แต่ต้องวัดว่า “เงินหมุน” ลงไปถึงฐานรากมากน้อยเพียงใด และจะลดช่องว่างกำลังซื้อได้จริงหรือไม่

ท่องเที่ยวเชียงรายรายได้โต แต่ต่างชาติลดลง สัญญาณที่ต้องอ่านให้ขาด

ข้อมูลสรุปสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568  โดยอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36

เมื่อเจาะตามสัดส่วน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์
นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็น 10.8 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็น 13.7 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเทียบกับปี 2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 15.13 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากต่างชาติลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายว่าเชียงรายอาจต้องปรับกลยุทธ์ตลาดต่างชาติให้ตรงกลุ่มขึ้น และทำงานร่วมกับด่านชายแดน สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อยืดระยะพำนักและรักษาการใช้จ่ายเฉลี่ย

เมื่อภูมิอากาศกลายเป็นวาระเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงรายยกเรื่องเสี่ยงขึ้นโต๊ะนโยบาย

ท่ามกลางการเติบโตที่มีเงื่อนไข จังหวัดเชียงรายยังขยับอีกด้านเพื่อวางกลไกรับมือความเสี่ยงระยะยาว

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน ตามข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สาระสำคัญของการขยับครั้งนี้อยู่ที่การยอมรับว่า “ภูมิอากาศ” ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว หากกระทบต่อเกษตร น้ำ พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่สะสมได้เงียบ ๆ

เมื่อวางภาพนี้คู่กับตัวเลขรายได้เกษตรที่หดตัวและการจ้างงานที่ยังถูกกดดัน จะเห็นว่า การพัฒนาเมืองและการลงทุนเอกชนในระยะยาวจำเป็นต้องผูกกับการบริหารความเสี่ยง ไม่เช่นนั้นการเติบโตอาจเป็นเพียงคลื่นใหญ่ที่ซัดผ่าน แต่ไม่กลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

ภาพใหญ่ที่เชื่อมกันจากรีเทลระดับประเทศถึงเมืองท่องเที่ยวระดับจังหวัด

เมื่อบิ๊กซีกำลังยกระดับโมเดลค้าปลีกไปสู่ไลฟ์สไตล์สเปซ ขณะที่เชียงรายมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน แต่ถูกกดทับจากรายได้เกษตรและความเสี่ยงภูมิอากาศ จะเห็นแกนร่วม 3 ประเด็นที่คมขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่ง การเติบโตในยุคนี้ต้องพึ่ง “ความเชื่อมั่น” และ “ประสบการณ์” ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรือเมืองท่องเที่ยว
สอง โครงสร้างพื้นฐานและการบริหารความเสี่ยงกลายเป็นต้นทุนจำเป็น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
สาม เศรษฐกิจฐานรากต้องถูกดึงขึ้นมาพร้อมกัน หากรายได้เกษตรหดตัวแต่เมืองโตจากการใช้จ่ายบางกลุ่ม ช่องว่างกำลังซื้อจะยิ่งกว้าง และกดทับการเติบโตในระยะยาว

ประโยคที่หลายคนอาจต้องทบทวนคือ ต่อให้รายได้ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดทะลุห้าหมื่นล้านบาท แต่ถ้ารายได้ของคนทำงานและเกษตรกรไม่มั่นคง การเติบโตนั้นอาจไม่แทรกซึมลงไปเป็นความมั่นคงของชุมชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

สำหรับประชาชน
การเลือกใช้บริการและซื้อสินค้าในระบบที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพ เป็นวิธีทำให้เม็ดเงินหมุนในพื้นที่มากขึ้น ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกจังหวัด

สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและท่องเที่ยว
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ที่แตกต่าง และการวางแผนรับมือฤดูกาล รวมถึงบริหารต้นทุนพลังงานและน้ำ จะเป็นหัวใจของการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มกระทบต้นทุนจริง

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
การทำข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงงบประมาณ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การลดความเสี่ยงภัยพิบัติ และการยกระดับทักษะแรงงาน จะช่วยทำให้การเติบโต “กระจาย” ไม่ใช่ “กระจุก” และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของภาคเอกชนในระยะยาว

สถิติสำคัญที่ใช้อ้างอิง

  • เศรษฐกิจเชียงรายเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัว 2 เปอร์เซ็นต์
  • ด้านอุปสงค์ขยายตัว 8 เปอร์เซ็นต์ และด้านอุปทานหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์
  • เงินเฟ้อทั่วไป 2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์
  • รายได้เกษตรหดตัว 4 เปอร์เซ็นต์
  • ท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568 นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท แล
  • ต่างชาติลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ด้านจำนวน ลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ด้านรายได้
  • บิ๊กซีกรอบลงทุนปี 2569 ที่ 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายบิ๊กซีมินิราว 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง และเปิดโมเดล “The Color” แจ้งวัฒนะ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ข้อมูลการประกาศทิศทางธุรกิจในงาน Big C Tenant Conference 2026 และแผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท

  • สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ข้อมูลเผยแพร่สาธารณะเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

Balloon Love 2026 สิงห์ปาร์คเชียงราย ยกระดับอีเวนต์วาเลนไทน์สู่ World Class Love Destination

เชียงราย 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูน สะท้อนเทรนด์ความสัมพันธ์ไทยยุคเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ และสถิติสมรส-หย่าที่ช่องว่างแคบลง

เชียงราย,14 กุมภาพันธ์ 2569 – บนท้องฟ้าเหนือขุนเขาและไร่ชาในอ้อมกอดฤดูหนาวของปลายเดือนกุมภาพันธ์ ภาพคู่บ่าวสาวโบกมือจากกระเช้าบอลลูนท่ามกลางบอลลูนหลากสีมากกว่า 30 ลูก กลายเป็นภาพจำใหม่ของวันวาเลนไทน์ไทย เมื่อคู่รักผู้โชคดี 14 คู่ ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมายในกิจกรรม Balloon Love 2026 ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ครั้งที่ 10 ณ สิงห์ปาร์ค เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ชูชีพ พงษ์ไชย  ร่วมเป็นสักขีพยานร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวอวยพรต่อหน้าสื่อและผู้ร่วมงานจำนวนมาก

กิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวความโรแมนติกเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น หากยังเป็นเหมือนกระจกสะท้อนสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง จากยุคที่การแต่งงานเคยเป็นเส้นทางมาตรฐานของชีวิตคู่ ไปสู่ยุคที่ความสัมพันธ์หลากรูปแบบถูกยอมรับมากขึ้น ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหลังโควิด ความไม่แน่นอนของรายได้ การตัดสินใจมีบุตรที่ชะลอตัว และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งในปีแรกมีการจดทะเบียนรวม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง

ภาพใหญ่ของประเทศ ตัวเลขสมรสและหย่า 5 ปี กับช่องว่างที่แคบลง

ข้อมูลช่วงปี 2564 ถึง 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ชี้ว่าไทยมีการจดทะเบียนสมรสและหย่าในระดับสูงต่อเนื่อง โดยปี 2564 การสมรส 240,979 คู่ และการหย่า 110,942 คู่ ก่อนที่ปี 2565 จะเกิดการกระโดดของทั้งสองตัวเลข โดยสมรสพุ่งเป็น 305,487 คู่ และหย่าขยับขึ้นเป็น 146,159 คู่ ซึ่งถูกอธิบายในเชิงสังคมว่าเป็นผลสะสมจากช่วงล็อกดาวน์และข้อจำกัดการให้บริการของรัฐในยุคโควิดที่ทำให้ธุรกรรมทางทะเบียนจำนวนมากถูกเลื่อนออกไป

จากนั้นในปี 2566 ถึง 2567 ตัวเลขหย่าทรงตัวในระดับสูงกว่า 147,000 คู่ ขณะที่การสมรสลดลงต่อเนื่องเป็น 279,748 คู่ และ 263,087 คู่ ก่อนปี 2568 การสมรสขยับขึ้นมา 275,480 คู่ ส่วนการหย่าลดลงเป็น 139,100 คู่ ภาพรวมปี 2568 จึงถูกตีความได้ว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลใหม่ หลังแรงกระแทกใหญ่ของช่วงหลังโควิด

จุดที่น่าคิดที่สุดในข้อมูลชุดนี้คือการเปรียบเทียบปี 2568 ที่ระบุว่า ในทุก 2 คู่ที่แต่งงาน จะมีประมาณ 1 คู่ที่หย่าในปีเดียวกัน คิดเป็นร้อยละ 50.64 ช่องว่างระหว่างการเริ่มต้นและการยุติความสัมพันธ์แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้คำถามเรื่องคุณภาพชีวิตคู่ สุขภาวะครอบครัว รวมถึงระบบสนับสนุนทางสังคม กลับมาถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง

สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ จุดเปลี่ยนที่มากกว่าตัวเลข

ในภาพเดียวกัน ปี 2568 ยังถูกระบุว่าเป็นปีแรกของสมรสเท่าเทียม และมีคู่รักเพศเดียวกันจดทะเบียนสมรสรวม 25,814 คู่ ซึ่งผู้ใช้แนบการคำนวณว่าเทียบเป็นร้อยละ 9.3 ของการสมรสทั้งหมดในปี 2568 ตัวเลขระดับนี้สะท้อนความต้องการสะสมของผู้คนจำนวนมากที่รอการรับรองสิทธิอย่างเป็นทางการ และบ่งชี้ว่าโครงสร้างครอบครัวไทยกำลังขยับจากรูปแบบเดิมไปสู่พื้นที่ที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม

อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสมรสเท่าเทียมยังถูกมองว่ามีมิติทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ เพราะการจดทะเบียนสมรสจำนวนมากมักเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมงานแต่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการกฎหมาย ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเมืองท่องเที่ยวที่ใช้ความรักเป็นแรงดึงดูด

และนี่เองที่พาเรื่องกลับมาที่เชียงราย เมืองซึ่งกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองบนแผนที่การท่องเที่ยวด้วยประสบการณ์ที่หาได้ยาก หนึ่งในนั้นคือการจดทะเบียนสมรสบนบอลลูน

สิงห์ปาร์ค เชียงราย กับการยกระดับเทศกาลสู่เวทีโลก

ภายในงาน Singha Park International Balloon Fiesta 2026 ผู้จัดระบุว่ามีบอลลูนมากกว่า 30 ลูกจาก 13 ประเทศ และจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 พร้อมกิจกรรมหลักหลายรายการ ทั้งการแสดงบอลลูนแสงสีเสียงยามค่ำคืน Magic Night Glow การแข่งขันบอลลูนนานาชาติ คอนเสิร์ตตลอด 5 วัน และการแสดงโขนกลางแปลงชุดใหญ่จากกลุ่มศิลปินวังหน้า ร่วมกับยุวชนกว่า 200 ชีวิต

นายพงษ์รัตน์ เหลืองธำรงเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงห์ปาร์ค เชียงราย จำกัด ให้ข้อมูลในงานว่า ผู้จัดตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่การเป็น World Class Love Destination โดยกิจกรรมจดทะเบียนสมรสลอยฟ้าได้รับความสนใจต่อเนื่องและช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

ในอีกมุมหนึ่ง ภาพลักษณ์มาตรฐานงานระดับนานาชาติถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลที่ระบุว่างานเคยได้รับรางวัล Gold Award สาขา Best Overall Entertainment Program จากเวที IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานเชิงชื่อเสียงของเทศกาลในสายอีเวนต์ระดับโลก

14 คู่รักบนฟ้า คือยุทธศาสตร์ปลายน้ำของเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองในเชิงการท่องเที่ยว กิจกรรม 14 คู่รักไม่ใช่แค่สตอรี่สวยงาม แต่เป็นการสร้างสัญญะใหม่ให้เชียงรายในฐานะปลายทางแห่งประสบการณ์พิเศษ และมีศักยภาพต่อการขยายผลเป็นแคมเปญระยะยาว ตั้งแต่ทริปฮันนีมูน เส้นทางถ่ายภาพพรีเวดดิง ไปจนถึงแพ็กเกจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่

ประเด็นนี้ยิ่งชัดเมื่อเชื่อมกับสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 ในด้านจำนวนคน และร้อยละ 4.36 ในด้านรายได้ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยยังเป็นสัดส่วนหลัก 5,765,564 คน หรือร้อยละ 89.2 ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน หรือร้อยละ 10.8 และมีข้อสังเกตสำคัญว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้จากต่างชาติลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลชุดเดียวกันยังบอกด้วยว่าเดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน ส่วนรายได้สูงสุดของปีเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม แม้จำนวนคนจะน้อยกว่ามกราคม ขณะที่ต่างชาติสูงสุดในเดือนธันวาคม 83,236 คน และต่ำสุดในเดือนกันยายน 37,754 คน พร้อมภาพรวมเชิงฤดูกาลที่ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 มีสัดส่วนการท่องเที่ยวสูงสุดใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 28.7 ตามข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามภาพอินโฟกราฟิกที่ผู้ใช้แนบ

เมื่ออ่านตัวเลขเหล่านี้คู่กับงานบอลลูน จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ที่ชัดขึ้น คือการรักษาฐานตลาดไทยที่ใหญ่ที่สุดให้แข็งแรง และในเวลาเดียวกันสร้างคอนเทนต์ระดับโลกเพื่อช่วยดึงต่างชาติกลับมา โดยใช้จุดขายแบบ Experience Based Tourism ที่มีความหมายทางอารมณ์และถ่ายภาพได้จริง

จุดชวนคิด เมืองท่องเที่ยวจะชนะเกมความสัมพันธ์ยุคใหม่ได้อย่างไร

ตัวเลขสมรสและหย่าที่ช่องว่างแคบลงสะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากไม่ได้เลือกแต่งงานเพราะแรงกดดันทางสังคมเหมือนเดิม แต่เลือกเพราะพร้อมและต้องการความมั่นคงในแบบของตัวเอง ในวันที่คำว่า ครอบครัว ไม่ได้มีแบบเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวที่ฉลาดจึงต้องทำมากกว่าการจัดฉากโรแมนติก แต่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคู่รัก และให้บริการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับ

เชียงรายกำลังทดลองคำตอบผ่านอีเวนต์ที่มีทั้งความงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และความร่วมสมัยอยู่ในเฟรมเดียวกัน ตั้งแต่บอลลูนบนฟ้า โขนกลางแปลงบนพื้นดิน ไปจนถึงกิจกรรมครอบครัวและคอนเสิร์ตในยามค่ำคืน ซึ่งทั้งหมดผูกกันด้วยธีมเดียวคือประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำและอยากกลับมาเล่าซ้ำ

ขณะเดียวกัน การนำสถิติสมรสเท่าเทียมเข้ามาอยู่ในบทสนทนาของการท่องเที่ยว ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่ควรถูกวางอย่างระมัดระวังบนฐานสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมจริง เพื่อให้ภาพลักษณ์ World Class Love Destination มีความหมายมากกว่าแค่คำโปรย

จากทะเบียนราษฎรสู่ท้องฟ้าเชียงราย

ปี 2568 ของไทย ตัวเลขสมรสและหย่าที่สูงพร้อมกันบอกเราว่า ความสัมพันธ์เป็นทั้งเรื่องหัวใจและเรื่องโครงสร้างชีวิต ขณะที่สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ชี้ว่าการยอมรับความหลากหลายกำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

ปี 2569 ของเชียงราย กิจกรรม 14 คู่รักจดทะเบียนสมรสกลางบอลลูนกำลังบอกอีกอย่างว่า เมืองท่องเที่ยวสามารถแปลงความหมายของความรักให้เป็นพลังเศรษฐกิจได้ หากทำด้วยมาตรฐานที่ดี เคารพผู้คน และเชื่อมโยงประสบการณ์ให้เกิดคุณค่าต่อชุมชนจริง

เมื่อภาพคู่รักบนฟ้าค่อย ๆ เลือนหายไปกับสายลม เหลือไว้เพียงเสียงเชียร์จากพื้นดินและรอยยิ้มของคนดู คำถามที่ยังอยู่ต่อไม่ใช่แค่ว่า ปีหน้าจะมีอีกกี่คู่ แต่คือประเทศไทยกำลังนิยามคำว่า ครอบครัว ใหม่อย่างไร และเมืองอย่างเชียงรายจะยืนอยู่ตรงไหนบนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

สถิติสมรสและหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจและสถิติทะเบียนกรมการปกครอง สมรสเท่าเทียม ปีแรก ปี 2568 จำนวน 25,814 คู่ 

การหย่า ปี 2564 – ปี 2568

  • การหย่า ปี 2564 จำนวน 110,942 คู่
  • การหย่า ปี 2565 จำนวน 146,159 คู่
  • การหย่า ปี 2566 จำนวน 147,337 คู่
  • การหย่า ปี 2567 จำนวน 147,621 คู่
  • การหย่า ปี 2568 จำนวน 139,100 คู่

การสมรส ปี 2564 – ปี 2568

  • การสมรส ปี 2564 จำนวน 240,979 คู่
  • การสมรส ปี 2565 จำนวน 305,487 คู่
  • การสมรส ปี 2566 จำนวน 279,748 คู่
  • การสมรส ปี 2567 จำนวน 263,087 คู่
  • การสมรส ปี 2568 จำนวน 275,480 คู่

สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569

  • นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Singha Park International Balloon Fiesta 2026 2
  • IFEA Haas & Wilkerson Pinnacle Awards
  • สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569 จัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าไทย ปี 2564 ถึง 2568 และจำนวนสมรสเท่าเทียม 25,814 คู่ ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบจากประชาชาติธุรกิจ และอ้างอิงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครองในเนื้อหาที่แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME