Categories
FEATURED NEWS

15 พฤษภาคม“วันครอบครัวสากล” : มอบความรักให้เด็กที่ขาดโอกาส ด้วย “ครอบครัวทดแทน”

 

วันที่ 15 พฤษภาคมของทุกปี องค์กรสหประชาชาติได้ประกาศให้เป็นวันครอบครัวสากล (International Day of Families) เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของครอบครัว เพราะครอบครัวเป็นพื้นฐานแรกในการอบรมเลี้ยงดูเด็กให้มีคุณภาพ ครอบครัวที่อบอุ่น มีเมตตา และการอบรมอย่างมีเหตุผล จะช่วยหล่อหลอมให้เด็กมีพื้นฐานจิตใจและนิสัยที่ดี อันจะนำไปสู่การเติบโตเพื่อเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อสังคม

ทั้งนี้ เนื่องในวันครอบครัวสากล มูลนิธิเด็กโสสะฯ ตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว จึงมีรูปแบบการดำเนินงานภายใต้แนวคิดการเลี้ยงดูเด็กแบบ “ครอบครัวทดแทน” คือ การเลี้ยงดูเด็กในระยะยาวโดยมอบครอบครัวให้กับเด็กๆ ที่เคยขาดพ่อแม่ ไร้ญาติมิตร จะได้มีบ้าน มีแม่โสสะให้การดูแล มีพี่น้อง อยู่ในหมู่บ้านเด็กโสสะที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน พร้อมทั้งได้รับการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ ซึ่งเด็กๆ จะเข้ามาอยู่ในมูลนิธิฯ ตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งเติบโตสามารถเรียนจบหางานทำได้ และออกจากครอบครัวโสสะเพื่อไปใช้ชีวิตในสังคมต่อไป โดยเด็กทุกคนจะได้เติบโตในสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสม มั่นคง และปลอดภัย

         วันนี้มูลนิธิเด็กโสสะฯ จะพามาทำความรู้จักกับครอบครัวโสสะกันค่ะว่า มีใครบ้าง และเด็กๆ ได้เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมอย่างไรกันบ้าง

 
แม่โสสะ คือ สตรีโสดที่ไม่มีภาระผูกพัน ซึ่งทำ “อาชีพแม่” มีหน้าที่ดูแลเด็กๆ ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต่างจาก “แม่” ทั่วไป เด็กทุกคนมีแม่ผู้ให้การเลี้ยงดูด้วยความรักและความอบอุ่น แม่โสสะพร้อมรับลูกทุกคนให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโสสะโดยไม่มีเงื่อนไข ก่อเกิดเป็นสายสัมพันธ์อันแนบแน่นและมั่นคงระหว่างแม่โสสะกับลูกโสสะทุกคน
 
 พี่น้องชายหญิง

          นอกจากคุณแม่โสสะที่คอยดูแลลูกๆ ทุกคนในบ้านแล้ว ยังมีพี่ๆ ที่คอยช่วยเหลือคุณแม่อีกแรง ทั้งอาบน้ำ ชงนม พาเข้านอน พี่โตก็จะแบ่งหน้าที่กัน ยิ่งน้องตัวเล็กๆ ยิ่งเป็นที่รักใคร่ของทุกคน ลูกโสสะแม้ต่างที่มา ต่างภูมิหลัง แต่พวกเขาเติบโตและร่วมแบ่งปันสุขทุกข์ในชีวิตผ่านสายใยอันอบอุ่นของความเป็นพี่เป็นน้อง ที่คอยช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน

 
 บ้านของครอบครัว

          เด็กทุกคนมีบ้านของตัวเองซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคงปลอดภัย  ภายในบ้านไม่แตกต่างจากครอบครัวทั่วไปเลยค่ะ มีห้องครัว ห้องนอน ห้องน้ำ และโซนนั่งเล่น ที่เด็กๆ ทุกคนจะมานั่งทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งเด็กๆ จะมีหน้าที่รับผิดชอบงานบ้านที่แตกต่างกันไป รวมถึงช่วยคุณแม่ทำกับข้าวด้วย

 หมู่บ้านเด็ก

          ครอบครัวโสสะอาศัยอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านเด็กโสสะซึ่งเป็นชุมชนที่ช่วยเหลือและเกื้อกูลกัน อีกทั้งหมู่บ้านเด็กโสสะยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพากันอาศัยกัน โดยในหมู่บ้านเด็กโสสะจะประกอบไปด้วยบ้าน 12-14 หลัง โดยแต่ละหลังจะมีแม่โสสะอาศัยอยู่ร่วมกับเด็กๆ 10-12 คน ซึ่งเด็กๆ จะมีวัยที่แตกต่างกันไป และอยู่ร่วมกันเสมือนพี่น้องแท้ๆ ค่ะ

มูลนิธิเด็กโสสะฯ ยังคงมุ่งมั่นให้การช่วยเหลือเด็กไทยที่สูญเสียครอบครัว ไร้ที่พึ่ง เพื่อมอบความรักและชีวิตที่คุณภาพให้กับเด็กทุกคน ซึ่งเราไม่เพียงมอบครอบครัวทดแทนและบ้านที่ปลอดภัย แต่ยังสนับสนุนให้เด็กๆ ทุกคน เติบโตอย่างมีความรู้ ความสามารถ เพื่ออาศัยอยู่อย่างพึ่งพาตนเองได้ในสังคม โดยปัจจุบันมีเด็กที่ออกจากครอบครัวโสสะไปใช้ชีวิตด้วยตนเองแล้วร่วม 600 คน

          การที่เด็กๆ ทุกคนในครอบครัวโสสะได้มีช่วงเวลาแห่งความสุข ทางมูลนิธิฯ ต้องขอขอบพระคุณทุกจิตเมตตาที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้แก่เด็กๆ ให้พวกเขาได้มีวัยเด็กที่มีความสุข และได้เติบโตมีอนาคตที่สดใสอีกครั้ง


ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเด็กในครอบครัวโสสะ ได้ที่ เว็บไซต์ 
https://www.sosthailand.org/donatenow และรับชมคลิป Never Ending Family : ครั้งแรกที่เด็กกำพร้าจะได้ถ่ายรูปกับครอบครัว ได้ที่ https://youtu.be/7HEu1ANr6c4

 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิเด็กโสสะ

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

Eco Living เฟอร์ฯไม้สไตล์มินิมอล “WASABI SERIES” by อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์

 

ท่ามกลางวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง การแต่งบ้านที่ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย กับดีไซน์เรียบง่าย อบอุ่น คือสิ่งหนึ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจ หลีกหนีจากความวุ่นวายของชีวิต จึงเป็นที่มาของดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ไม้จริง WASABI SERIES” (วาซาบิ) by อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เป็นการผสานเสน่ห์งานไม้ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย ให้ความอบอุ่น ผ่อนคลายในสไตล์มินิมอล 

 

WASABI SERIES” ดีไซน์จากแนวคิดCity / Art / Craft / Earth”  Things To Make You Connect With Nature ผ่านการตีความจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมเมืองปัจจุบัน สู่การเชื่อมโยงชีวิตให้ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยนำกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติจากไม้ยางพารา (Eco Living) เข้ามาเพิ่มสมดุลการใช้ชีวิตภายในบ้านสู่โหมดสุขสงบ ผ่อนคลาย และยังช่วยฮีลใจในวันที่เหนื่อยล้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

 

คุณกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเลือกกำหนดเทรนด์การแต่งบ้านตามความชอบได้เอง ด้วยเหตุนี้ ILM จึงได้พัฒนาเฟอร์นิเจอร์ไม้จริง “WASABI SERIES” ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ความเรียบง่าย  เบาตา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ด้วยสไตล์มินิมอลที่สามารถใช้งานได้ยาวนานไม่ต้องกลัวตกเทรนด์ รวมถึงดีไซน์ฟังก์ชันที่ลงตัวกับทุกการใช้งาน  ซึ่งในซีรีย์นี้มีไอเทมให้เลือกแต่งบ้านครบทั้งหลัง ไม่ว่าจะเป็น ชุดห้องนอน, ห้องนั่งเล่น, ชุดครัว-ชุดโต๊ะอาหาร และโต๊ะทำงาน รวมกว่า 20 ไอเทม และด้วยดีไซน์ที่เน้นความเรียบง่ายจึงสามารถ Mix & Match ให้เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ เช่น สไตล์ Japandi, Modern, Tropical, Scandinavian, Nordic นอกจากดีไซน์และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ครบความต้องการแล้ว บริษัทฯ ยังยึดแนวทางการปฏิบัติด้านความยั่งยืน โดยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรไม้อย่างรู้ค่า  สนับสนุนการสร้างรายได้แก่เกษตรกรสวนยาง โดยเรารับซื้อไม้ยางพาราที่หมดอายุ (ไม่สามารถผลิตน้ำยางได้)  เพื่อนำมาสร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์แนวใหม่ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าสู่การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างยั่งยืน

จุดเด่น “ชุดห้องนอน WASABI”  เป็นการนำวัสดุหลักจากไม้ยางพารามาผสานเข้ากับดีเทลคลื่นกระจกลอนให้ดูเทรนด์ดี้ ที่ภายนอกดูโปร่งแสง แต่ไม่โปร่งใสยังซ่อนความเป็นส่วนตัวไว้อยู่ เพิ่มลูกเล่นของเฟอร์นิเจอร์กับ   งานคราฟท์การเซาะร่องที่เป็นเอกลักษณ์จากช่างฝีมืองานไม้ ให้สัมผัสได้ถึงความ Cozy นอกจากนี้ยังให้ความสะดวกสบายกับระบบ Soft Close เพื่อเปิด-ปิด หน้าบานและลิ้นชัก ให้นุ่มเบา ไร้เสียงรบกวน และยังช่วยถนอมเฟอร์ฯ เพื่อการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น ส่วน “ตู้เสื้อผ้า” จัดสรรการจัดเก็บแบบรู้ใจนักช้อปเสื้อผ้า ด้วยราวแขวนเสื้อผ้าถึง 2 ชั้น

“ชุดห้องนั่งเล่น WASABI” ได้รวบรวมไอเทม รวม 10 ไอเทม ประกอบด้วย โซฟา อาร์มแชร์ เดย์เบด โต๊ะคอนโซล โต๊ะกลาง โต๊ะข้าง ตู้วางทีวี ตู้ไซด์บอร์ด โดยคุมโทนสีโทนอ่อน เช่น สีเทา น้ำตาล เอิร์ธโทน ใช้สัมผัสที่เบาสบายตา เมื่อปะทะกับแสง-เงา ภายในบ้านก็จะเพิ่มบรรยากาศ Cozy ซึ่งแต่ละไอเทมสามารถเลือกให้แมทช์กันกับการจัดวางและใช้งานได้กับทุกห้องของบ้านหรือแม้แต่คอนโด 

 

“โต๊ะทำงาน WASABI” ที่ดีไซน์สไตล์มินิมอล 2 ดีไซน์ สำหรับ โต๊ะทำงานเน้นจัดเก็บ เสริมตู้ด้วยสเต็ปจัดเก็บให้ทำงานได้ไม่สะดุด และ โต๊ะทำงานเน้นจัดวางเบาๆ ด้วยถาดวางอุปกรณ์เครื่องเขียนที่ขยับเคลื่อนซ้าย-ขวาได้

“ชุดครัวสำเร็จรูป – ชุดโต๊ะอาหาร WASABI” ยังคงเน้นเสน่ห์งานไม้ยางพารา สำหรับ ชุดครัวสำเร็จรูป รวมฟังก์ชันจัดเก็บครบในสไตล์ญี่ปุ่น ส่วน ชุดโต๊ะทานอาหาร เก๋ที่การซ่อนดีไซน์การเก็บอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องปรุง ตรงคานใต้โต๊ะ ลดความเกะกะได้ดี  ส่วน เก้าอี้ ดีไซน์ให้สามารถหมุนได้รอบ 360 องศา พนักพิงสูงโค้งโอบรับหลังพอดี พร้อมเบาะนั่งบุหนาพิเศษให้รู้สึกสบาย นอกจากดีไซน์และฟังก์ชัน “WASABI SERIES” ยังคำนึงถึงไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยภายในบ้าน เช่น การออกแบบเพิ่มช่องว่างให้พอดีกับโรบอทเข้าไปทำความสะอาดได้  รองรับการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ที่เน้นความรวดเร็ว สะดวกสบาย แบบ Smart Living

และเพื่อร่วมฉลองเปิดเฟอร์นิเจอร์ซีรีย์ใหม่ เมื่อช้อป WASABI SERIES ครบ 15,000 บาท รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม “Wasabi Sushi Bento” กับ “เชฟประเทือง ศรีสุข” ดีกรีแชมป์ 2 สมัย จากเชฟกระทะเหล็ก ณ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  สาขาพัทยา 11-12 พ.ค. นี้, สาขาเกษตร-นวมินทร์ 25-26 พ.ค. นี้, สาขาเชียงใหม่ 1-2 มิ.ย.นี้ และ สาขาภูเก็ต 18-19 พ.ค. นี้ สามารถช้อป WASABI SERIES ได้แล้วที่อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ดูตัวอย่างสินค้าคลิก  https://www.youtube.com/watch?v=ucVKgoEKBDI&list=PLppj5yQKkDis35e2ELoJtPbTTIGwxSuDh 

ช้อปออนไลน์ที่ https://bit.ly/44nwES4  สอบถามโทร.1379

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

‘แม็คซ์ฟู๊ด’ ผู้ส่งออกไอศกรีมเบอร์ 1 เอเชีย ปลูกสับปะรดเพิ่ม 1,000 ไร่ ที่เชียงราย

 

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายฐานพงศ์ จุ้ยประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการส่งออกผลิตภัณฑ์ไอศกรีมของไทยและการเติบโตของบริษัทฯ ว่า ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยถึงมูลค่าการส่งออกไอศกรีมของไทยปี 2566 อยู่ที่ 148.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 5.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.3% โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไอศกรีมอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นอันดับที่ 4 ของโลก สอดคล้องกับการเติบโตของบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้นำในการผลิตไอศกรีมซอร์เบในลูกผลไม้ ไอศกรีมผลไม้ และ โมจิไอศกรีม โดยเป็นการผลิตเพื่อส่งออกเกือบ 99% และขายในประเทศเพียง 1% ทำให้ในปีที่ผ่านมา (2566) บริษัทฯ มีรายได้รวมสูงถึง 340 ล้านบาท เติบโตประมาณ 30% แต่ยังน้อยกว่าเป้าที่วางไว้ที่ 400 ล้านบาท

 

จากปัญหาการไม่เพียงพอของผลไม้สดที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตและกำลังการผลิตของโรงงานเต็มแล้ว ส่งผลให้มีสินค้าค้างส่งแก่ลูกค้าถึง 40 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ คิดเป็นเงินประมาณ 60 ล้านบาท แต่ปีนี้ปัญหาทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้วแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิต การบริหารจัดการเรื่องวัตถุดิบ ด้วยการลงทุนปลูก จัดหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ เพิ่ม และสต๊อกผลไม้เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้ตลอดปี ทำให้จะสามารถส่งผลิตภัณฑ์ไอศกรีมแก่ลูกค้าได้ในทุกคำสั่งซื้อ ทั้งคำสั่งซื้อที่ค้างอยู่ คำสั่งซื้อใหม่ และรองรับลูกค้าใหม่ๆ ที่จะเพิ่มขึ้น

 

โดยการขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตนั้น มีการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท เป็นการขยายโรงงานให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รองรับกับเครื่องจักรและสายการผลิตไอศกรีมที่เป็นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สามารถลดเวลาในการผลิตไอศกรีมผลไม้ 1 ลูก จากเดิมที่ใช้เวลา 3 วัน เหลือเพียงแค่ 10 นาที ทำให้เพิ่มกำลังการผลิตจากปีละ 340 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ คิดเป็นผลิตภัณฑ์ไอศกรีมประมาณ 9 ล้านชิ้นต่อปี เป็น 720 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ คิดเป็นผลิตภัณฑ์ไอศกรีมประมาณ 18 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งโรงงานใหม่จะเสร็จสิ้นและดำเนินการผลิตได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้

 

ส่วนการแก้ปัญหาด้านวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อการผลิตนั้น ทางบริษัทฯ ได้มีแผนระยะยาวในการป้องกัน โดยลงทุนกว่า 20 ล้านบาท ในการปลูกสับปะรดจำนวน 1,000 ไร่ ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งสับปะรดเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตภัณฑ์ไอศกรีมผลไม้ในลูกสับปะรดที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักของเรา โดยคาดว่าจะได้ผลผลิตช่วงปลายปีนี้ประมาณ 1 ล้านลูก และจะเพิ่มเป็น 6 ล้านลูกในปีต่อๆ ไป พร้อมกันนั้นยังได้สร้างห้องเย็นเพื่อจัดเก็บวัตถุดิบทำให้สต๊อกวัตถุดิบเพิ่มได้มากถึง 40 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือ ประมาณ 1 ล้านชิ้น ทำการปรับปรุงการบริหารจัดการด้านการจัดซื้อวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้รับซื้อและจัดเก็บผลไม้ในฤดูกาลที่มีผลผลิตมากได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป และถือเป็นการช่วยเกษตรกรทางอ้อมอีกด้วย

 

ส่วนด้านการตลาดและการจัดจำหน่ายนั้น ยังคงเน้นตลาดส่งออกต่างประเทศเป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์ไอศกรีมในลูกผลไม้ของเรายังคงครองอันดับหนึ่งในประเทศเกาหลี ส่วนประเทศฝรั่งเศส ออสเตรเลีย มีการเน้นทำตลาดเพื่อสร้างความรู้จักมากขึ้น แต่ตลาดที่น่าสนใจ มีศักยภาพสูงและเป็นประตูบานสำคัญ คือ ซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากมีกำลังการซื้อสูงและเชื่อมต่อไปยังประเทศในแถบอาหรับและแอฟริกาได้ ส่วนจีนเป็นตลาดใหญ่ มีการบริโภคสูง ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ทางบริษัทฯ ได้เริ่มมีการส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายบ้างแล้วและผลตอบรับเป็นไปด้วยดี คาดว่าจะสามารถพัฒนาต่อไปเป็นตลาดสำคัญของเราได้ นอกจากนั้นยังได้เริ่มมีการเปิดตลาดใหม่กับทางอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจาและพัฒนาสูตร คาดว่าจะสามารถส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายได้ประมาณปลายปีนี้ หรือ ต้นปีหน้า

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป ประกอบด้วย ไอศกรีมซอร์เบในลูกผลไม้ เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่มีสัดส่วนสูง 80% โมจิไอศกรีม 15% และ ไอศกรีมผลไม้แท่ง 5% ส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้เป็นไอศกรีมซอร์เบผลไม้ชนิดถ้วยขนาด 210 กรัม มี 6 รสชาติ ประกอบด้วยสับปะรด เสาวรส แตงโม มะพร้าว มะม่วง และแก้วมังกร โดยจะเปิดตัวครั้งแรกในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2024 ซึ่งไอศกรีมชนิดถ้วยจะเป็นคนละตลาดกับไอศกรีมซอร์เบในลูกผลไม้ แต่ยังเน้นตลาดส่งออกเช่นเดิม โดยจะเริ่มจำหน่ายในเกาหลีก่อน

สำหรับจุดเด่นของไอศกรีมชนิดถ้วย คือ การเจาะเข้าสู่ฐานผู้บริโภคในวงกว้าง โดยจำหน่ายผ่านช่องทาง รีเทล ซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ Costco, GS25, 7-ELEVEN นอกจากนั้นยังเปิดกว้างในการรับจ้างผลิต (OEM) แบบครบวงจร โดยลูกค้าที่สนใจสามารถร่วมพัฒนาสูตรกับเรา โดย แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป จะดูแลเรื่องการผลิต บรรจุ พร้อมส่งออกไปยังปลายทางให้ได้อีกด้วย ซึ่งจากการขยายการลงทุนโรงงานใหม่ แหล่งวัตถุดิบที่เพียงพอและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ทำให้คาดว่ารายได้รวมในปีนี้จะสูงแตะ 400 ล้านบาท

 

ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ใหม่ไอศกรีมซอร์เบผลไม้ชนิดถ้วยและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป สามารถเยี่ยมชมได้ที่งาน THAIFEX – Anuga Asia 2024 บูธ 1KK59 วันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2567 ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสามารถหาข้อมูล รายละเอียดผลิตภัณฑ์ เพิ่มเติมได้ที่ www.maxfoodgroups.com/ หรือ โทร 099-6246266

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป จำกัด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

CP All มอบทุนการศึกษาวิชาชีพสายสื่อมวลชน ให้กับสมาชิกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา คุณธานี ลิมปนารมณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และรศ.ดร.จินตวีร์ เกษมศุข คณบดี คณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ร่วมมอบทุนการศึกษาวิชาชีพสายสื่อมวลชน หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต ปีการศึกษา 2567 ให้กับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ซึ่งในปีนี้ผู้ผ่านการคัดเลือกได้รับทุนฯ 
 
 
ได้แก่ นายกันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และหัวหน้ากลุ่มธุรกิจ มีเดียแบรนด์ส คอนเท็นต์ สตูดิโอ (MBCS Thailand) บริษัท – ไอพีจี มีเดีย แบรนด์ส ประเทศไทย : IPG Mediabrands Thailand โดยมี คุณชนิดา จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมเป็นเกียรติ ที่อาคาร Convention Hall สถาบันการจัดการปัญญภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม)
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

บพข. หนุน ม.มหิดล และมจท. พร้อมร่วมมือเอกชน เปิดตัวโครงการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

 
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 – ครั้งแรกของประเทศไทยในการก้าวสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล (Accessible Thailand Wellness Tourism: ATWT) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมจากสื่อมวลชนและภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ด้วยฐานงานวิจัยแผนงานท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สนับสนุนทุนวิจัยโดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)  จัดขึ้น ณ SIRIRAJ H SOLUTIONS ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต บริเวณชั้น 5 อาคาร ICS Lifestyle Complex

 

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (บพข.) กล่าวว่า โครงการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวลในครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนอโครงการวิจัยในรูปแบบใหม่ของประเทศไทยเป็นครั้งแรก ที่มุ่งศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวลที่สามารถเข้าถึงได้ทุกคนอย่างแท้จริง บนรากฐานแก่นแท้ของ “ความเป็นไทย” ผ่านการกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง และการสัมผัส ที่ส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวคุณภาพที่จะเดินทางมาเยือนประเทศไทย

 

โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวลด้วยการเพิ่มศักยภาพสินค้าและบริการต่อยอดการพัฒนาการตลาด โดย ผศ.ดร.แก้วตา ม่วงเกษม สังกัด มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) งบประมาณจาก กองทุน ววน. ซึ่งได้มอบทุนสนับสนุนแก่มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับทีมนักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล วิทยาลัยนานาชาติ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และผู้ร่วมทุนจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท นัตตี้ส์ แอดเวนเจอร์ส์ จำกัด และ บริษัท แพน โฟ จำกัด  ในการพัฒนาโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มุ่งเป้า เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นเมืองต้นแบบด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สามารถเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยมีพื้นที่ในการวิจัยภายในประเทศไทยด้วยกัน 3 จังหวัดดังนี้ 1) จังหวัดกรุงเทพฯ 2) จังหวัดนครปฐม 3) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประเทศเป้าหมายทางการตลาด คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์  และกลุ่มเป้าหมายทางตลาดแบ่งเป็น 3กลุ่มดังนี้ 1) กลุ่ม Wheelchair กรุงเทพฯ 2) กลุ่มผู้สุงอายุ  3) ผู้พิการทางสายตา

 

ผศ.ดร.แก้วตา ม่วงเกษม หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในมิติต่างๆอย่างยอดเยี่ยมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามการวิจัยและการพัฒนาในส่วนของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล” ยังคงเป็นความต้องการเพื่อให้มั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถมีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์จากการบริการในด้านนี้ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อสื่อสารการตลาดเชิงบูรณาการทั้งภายในและต่างประเทศ สร้างความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Wellness Tourism พัฒนาแพลตฟอร์มการบริหารจัดการข้อมูลด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อการเข้าถึงของคนทั้งมวล และพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล

 

ด้านคุณนิธิ สืบพงษ์สังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นัตตี้ แอดเวนเจอร์ จำกัด ในฐานะภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นตัวแทนของภาคเอกชนที่ได้มีการดำเนินงานการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลมาอย่างยาวนานกว่า 7 ปี เริ่มจากเมื่อปี พ.ศ. 2561 ได้พานักท่องเที่ยวยุโรปที่บกพร่องทางการมองเห็นเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย ออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้รับประสบการณ์เทียบเท่ากับนักท่องเที่ยวทั่วไป มองเห็นการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้สนับสนุนการดำเนินงานในส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลที่ได้จากผลการวิจัยไปขายจริงในงาน ITB 2024


โดยภายใต้การดำเนินงานของโครงการจะมีกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบที่ออกแบบและนำเสนอให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการที่หลากหลาย เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสได้รับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวอันน่าประทับใจเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างของกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในโครงการนี้ ได้แก่ การจัดทำโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล การเผยแพร่สูตรอาหารบำบัดสำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ การจัดเทศกาลดนตรีนานาชาติ “Szense Music Festival” ที่จะเริ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้ (2567) และการพัฒนาเว็บไซต์ที่ง่ายต่อการใช้งานเพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้บริการเพื่อนักท่องเที่ยวผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ ตามกลุ่มเป้าหมายของโครงการ ATWT

 

สำหรับการจัดงานเพื่อเปิดตัวโครงการ Accessible Thailand Wellness Tourism (ATWT) ในครั้งนี้ มุ่งหวังที่จะให้ทุกภาคส่วนได้เห็นศักยภาพและความพร้อมของการให้บริการทางการดูแลสุขภาพในระดับแนวหน้าของ SIRIRAJ H SOLUTIONS และโรงพยาบาลในเครือข่ายของศิริราช อีกทั้งได้รับข้อมูลจากบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการนี้ เพื่อการจัดทำแผนการพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว รวมถึงแนวทางของการทำการตลาดเพื่อสื่อสารที่ครอบคลุมในทุกกิจกรรมของโครงการ ATWT

 

นอกจากนี้ โครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อคนทั้งมวล ยังได้ถูกกำหนดให้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศ โดยมีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงให้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 100 คนภายในปีพ.ศ. 2567 และมีผลลัพธ์ด้านการเพิ่มรายได้อย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 10 ล้านบาทสำหรับผู้ประกอบการอย่างน้อย 1 รายภายในปีพ.ศ. 2568 และ 9 รายภายในปีพ.ศ. 2570

 

โครงการนี้คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ของจังหวัดหลักอย่างกรุงเทพมหานครและภูเก็ต รวมถึงจังหวัดเมืองรองด้านการท่องเที่ยวอย่างเช่น นครปฐม ผ่านการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและการขยายโอกาสทางธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากกล่าวถึงมิติด้านสังคม ATWT ยืนยันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ยังเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ชุมชนท้องถิ่นได้พัฒนาทักษะ และมีความเข้าใจต่อการบริการที่ให้ความสำคัญในเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวลในด้านความเท่าเทียมของมนุษย์ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ให้บริการ

 

ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการแพทย์ การตรวจสุขภาพ การแพทย์แผนไทย และบริการการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล อีกทั้ง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งมักจะเดินทางพร้อมครอบครัวหรือผู้ดูแล รวมถึงนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลได้ทางเพจเฟสบุ๊ค https://facebook.com/atwt.project หรือเว็บไซต์ของโครงการที่ https://atwt.in.th/

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อ้างอิงข้อมูลเบื้องต้นจาก Press Release โดย บริษัท ไนน์ตี้ไนน์ คอมมิวนิเคชั่น เอเจนซี่

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

Whoscall ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน ช่วยชาติ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย”

 
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 Gogolook บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก และป้องกันสแปม สำหรับสมาร์ทโฟน โดยเดินหน้าส่ง แคมเปญ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย (SAVE FRIENDS FROM FRAUD)” ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคเอกชน อาทิ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน), ทรูมันนี่ วอลเล็ท บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน), บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จํากัด. บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด (บริษัทในเครือ พีทีจี) , บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน), บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จํากัด (มหาชน), บริษัท วีโว่ ประเทศไทย และ สโมสรบลูเวฟ ชลบุรี ฟุตซอล คลับ รวมถึง อินฟลูเอนเซอร์ในแขนงต่างๆ เพื่อขับเคลื่อน ให้เป็นวาระแห่งชาติ ปลุกคนไทย 70 ล้านคน ให้ดูแลคนที่รักพ้นภัย จากมิจฉาชีพทางโทรศัพท์ โดย Whoscall ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเพื่อให้ความรู้ผ่านทางสื่อช่องทางต่างๆ สร้างการรับรู้และภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันการ ถูกหลอกลวง รวมถึงมอบเครื่องมือด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยแก่ประชาชน แจกโค้ด Whoscall พรีเมียม ฟรี จำนวนกว่า 3 ล้านโค้ด ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของพาร์ทเนอร์ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ รวมมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เดือน พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป

 

คุณแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท Gogolook จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มด้านการป้องกันและต่อต้านการหลอกลวงในรูปแบบดิจิทัล รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เปิดตัวแคมเปญ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย (SAVE FRIENDS FROM FRAUD)” ในประเทศไทย  

เนื่องด้วยการหลอกลวงทางโทรศัพท์มีการแพร่หลายเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทาง Whoscall จึงมีความตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการต่อสู้กับกลโกงและการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ โดยได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และพันธมิตรที่มีศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะเป้าหมายที่สำคัญนี้ ในช่วงต้นปีทาง Whoscall ได้เปิดตัวฟีเจอร์ ID Security ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ว่าหมายเลขโทรศัพท์ของตนเองตกเป็นเหยื่อของเว็บมิจฉาชีพหรือไม่ ด้วยความเชี่ยวชาญ รวมไปถึงทรัพยากรข้อมูลจำนวนมหาศาล และเทคโนโลยี AI อันล้ำสมัย ทาง Whoscall จึงมุ่งมั่นที่จะสร้างเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันคนไทยให้พ้นจากการถูกหลอกลวงทางดิจิทัล”

สำหรับปี 2566 คนไทยได้รับข้อความ SMS ที่เป็นข้อความสแปมและข้อความหลอกลวงเฉลี่ย 6 ใน 10 ครั้ง ของข้อความ SMS ทั้งหมดที่ได้รับ หรือคิดเป็นร้อยละ 63 ซึ่งประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ติดอันดับการ ได้รับข้อความ SMS หลอกลวงสูงที่สุดในเอเชียอีกด้วย

โดยการหลอกลวงนั้นจะมีหลายรูปแบบ อาทิ การหลอกให้ล็อกอินเข้าเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันปลอม เช่น ส่วนที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดคือ 27% การหลอกให้ดาวน์โหลดโปรแกรมหรือ แอปพลิเคชันที่อันตราย 20% และการหลอกให้เข้าไปที่หน้าช้อปปิ้งออนไลน์ปลอม 8% เป็นต้น”

ทาง  Whoscall ยังมีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถิติในปี 2566 คนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ มีถึงวันละ 217,047 ราย โดยมีคนไทยได้รับสายจากมิจฉาชีพถึง 20.8 ล้านครั้ง และถูกมิจฉาชีพ หลอกลวงจาก SMS มากกว่า 58.3 ล้านข้อความ ซึ่งเป็นจำนวนยอดที่เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2565 ที่มียอดรวมของ สายโทรศัพท์หลอกลวงเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22 และ ข้อความ  SMS เพิ่มขึ้น ร้อยละ 17 รวมมูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 53,875 ล้านบาท 

คุณฐิตินันท์ สุทธินราพรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ บริษัท Gogolook กล่าวว่า  “ Whoscall มีความตั้งใจในการนำเสนอแคมเปญ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย (SAVE FRIENDS FROM FRAUD)  เนื่องจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์ได้ถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โครงการนี้ทำให้ทาง Whoscall ร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการต่อสู้กับปัญหาที่แพร่กระจายไปทั่วนี้ และด้วยวิวัฒนาการของกลโกงการหลอกลวงที่มาถึงยุค 5.0 เป็นยุคที่มิจฉาชีพหลอกด้วย AI  อาทิ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI Deep Fake ในการปลอมตัวตน หรือเก็บและนำข้อมูลส่วนตัวมาหลอกให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเราเริ่มพบเห็นการหลอกในรูปแบบ โทรมาด้วยเสียงของคนที่คุ้นเคยและข้อมูลที่ระบุตัวตนถูกต้อง ซึ่งสามารถทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น คนไทยทุกคนจึงมีความจำเป็นต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามที่แพร่กระจายนี้ ในขณะที่ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการร่วมมือเคียงข้างไปกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทาง Whoscall เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของพนักงาน ลูกค้า ตลอดจนประชาชนในชุมชนที่เป็นวงกว้าง Whoscall จึงได้ร่วมมือกันเพื่อให้ความรู้ ปกป้อง และรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวไทยทุกคนในโลกดิจิทัลที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว 

 
 
 

คุณฐิตินันท์ สุทธินราพรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ บริษัท Gogolook กล่าวว่า  “ Whoscall มีความตั้งใจในการนำเสนอแคมเปญ “จับมือเพื่อนรัก ตัดสายมิจร้าย (SAVE FRIENDS FROM FRAUD)  เนื่องจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์ได้ถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ โครงการนี้ทำให้ทาง Whoscall ร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการต่อสู้กับปัญหาที่แพร่กระจายไปทั่วนี้ และด้วยวิวัฒนาการของกลโกงการหลอกลวงที่มาถึงยุค 5.0 เป็นยุคที่มิจฉาชีพหลอกด้วย AI  อาทิ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI Deep Fake ในการปลอมตัวตน หรือเก็บและนำข้อมูลส่วนตัวมาหลอกให้ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยเราเริ่มพบเห็นการหลอกในรูปแบบ โทรมาด้วยเสียงของคนที่คุ้นเคยและข้อมูลที่ระบุตัวตนถูกต้อง ซึ่งสามารถทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น คนไทยทุกคนจึงมีความจำเป็นต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามที่แพร่กระจายนี้ ในขณะที่ความเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพย์สินยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยการร่วมมือเคียงข้างไปกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทาง Whoscall เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านความปลอดภัยและความมั่นคงของพนักงาน ลูกค้า ตลอดจนประชาชนในชุมชนที่เป็นวงกว้าง Whoscall จึงได้ร่วมมือกันเพื่อให้ความรู้ ปกป้อง และรักษาความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนชาวไทยทุกคนในโลกดิจิทัลที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว 

 
 

ดังนั้นในปี 2567 นี้  Whoscall จึงตั้งเป้าที่จะช่วยชาติลดความสูญเสียทางทรัพย์สินจำนวน 2.8 หมื่นล้านบาท จากมิจฉาชีพ และรณรงค์ให้คนไทยทั้งประเทศดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall เพื่อให้เป็นแอปกันมิจฉาชีพที่ทุกคนต้องมี เพราะเสียงของทุกคนมีความหมายที่จะช่วยป้องกันให้คนที่เรารักปลอดภัยจากกลลวงต่างๆ ด้วยการแจ้งเบอร์มิจฉาชีพ ตัดสาย และไม่กดลิงก์จาก SMS ซึ่งเบื้องต้นได้รับความร่วมมือจากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันเพื่อสร้างสรรค์สังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย

Whoscall ยังจัดกิจกรรมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม ฟรี จำนวน 3 ล้านโค้ด ผ่านกิจกรรมต่างๆ ของพาร์ทเนอร์ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ รวมมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท เริ่มตั้งแต่ เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป

สำหรับผู้ที่สนใจรับโค้ด Whoscall พรีเมียม ฟรี สามารถติดตามข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ของพันธมิตรในแคมเปญนี้ได้ จาก https://www.facebook.com/whoscall.thailand  ทั้งนี้  Whoscall ยังมีกิจกรรมฟิลเตอร์อินสตาแกรมให้ร่วมสนุกเพื่อส่งต่อความห่วงใยเตือนเพื่อนรักให้ตัดสายมิจฉาชีพที่

https://www.instagram.com/ar/7559310100828990/   และ https://www.instagram.com/ar/1479445949616538/ 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

บยสส.รุ่น 3 เปิดเวทีสัมมนาสาธารณะ “สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม LGBTQIAN+

 
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567  เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เคารพและให้คุณค่ากับการเปิดรับความหลากหลายทางเพศ หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 3 ร่วมกับสถาบันอิศรา ได้ร่วมจัดเวทีสัมมนาสาธารณะ  “สื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียม: สิทธิของ LGBTQIAN+ กับการเปิดรับของสังคม” กล่าวเปิดงานโดย คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้อำนวยการหลักสูตร บยสส. รุ่นที่ 3  ณ Hall 1 – 2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

 

คุณพินิจ จารุสมบัติ ประธานผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า การจัดงานสัมมนาสาธารณะในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศได้สะท้อนความคิดและมุมมองสู่สาธารณะ เพื่อให้สังคมไทยรวมถึงสื่อมวลชนรวมมีความรู้ความเข้าใจต่อประเด็นความหลากหลายทางเพศ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับทุกคน “การเคารพในความหลากหลาย         เป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ที่จะต้องให้ความเคารพ ลดความขัดแย้ง ลดปัญหา ความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และหวังว่าการสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยต่อไป”

 

คุณณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกระเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ได้มีโอกาสทำงานกับครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายเพศ พบว่าพ่อแม่มักมีความรู้สึกว่าตนเองทำอะไรผิด ถึงมีลูกเป็น LGBTQIAN+ จึงต้องทำอย่างไรให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ ในเวลาเดียวกันลูกก็จะรู้สึกว่าตนเองต้องทำเกินกว่าคนอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทั้ง ๆ ที่การได้รับความรักเป็นเรื่องพื้นฐานของครอบครัว จึงทำคู่มือชื่อ “บ้านนี้มีความหลากหลาย” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลานหลากหลายเพศ สำหรับเรื่องการสื่อสารอย่างไรให้เท่าเทียมนั้น สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา คือต้องไม่ตั้งสมมุติฐานว่า “ทุกคนจะเหมือนเรา” ต้องมีทัศนคติว่าคนมีความแตกต่าง มีความเฉพาะและมีชีวิตของตัวเอง การสื่อสารก็จะเป็นการสื่อสารด้วยความเคารพ เช่น เราเป็นผู้หญิงข้ามเพศ ก็ควรถามเราว่าอยากให้เรียกว่าอะไร บางคนยังไม่เปลี่ยนชื่อ ชื่อยังเป็นผู้ชายก็อาจไม่อยากให้เรียกชื่อนั้นก็ได้ เป็นต้น ในฐานะสื่อต้องเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย อย่าใช้คำนี้ไปครอบทุกอย่าง และต้องเห็นความหลากหลายเรื่องคนข้ามเพศ ที่ไม่ได้มีแค่ผู้หญิง ผู้ชาย แต่มีnon-binary ด้วย เป็นเรื่องที่เราต้องรู้เท่าทัน เพราะโลกเดินมาไกลมาก

 

คุณธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล และผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง  เปิดเผยว่า การสื่อสารอย่างเท่าเทียมและความเปลี่ยนแปลงจะเกิดได้จริง จะต้องเปลี่ยนที่ทัศนคติของคนในสังคม โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดในการสร้างความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ใหญ่อย่างครูที่จะต้องเปิดกว้างกับนักเรียนด้วยความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ แม้ว่าปัจจุบันนี้ ร่างพ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่ผลักดันมาตั้งแต่ตอนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะผ่านความเห็นชอบและเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาภายในระยะเวลารวดเร็วกว่าที่คาดไว้ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเข้าใจแก่สังคมให้มองว่ามนุษย์เท่ากัน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เราทุกคนควรได้แต่กำเนิด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมาจากการหล่อหลอมของสถาบันการศึกษา ในส่วนของมุมมองที่มีต่อสื่อนั้น มองว่าปัจจุบันคนทำสื่อมีความตระหนักกับประเด็นเหล่านี้มากขึ้น เมื่อสื่อมีการเรียกหรือคำพูดที่ไม่เหมาะสมจะมีการฟีดแบ็คจากสังคมทันที และหวังว่าเมื่อมีการสื่อสารถึงตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศ จะมีการใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไปมากกว่าการสร้างภาพจำบางอย่างดังที่เคยมีมาในอดีต ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นมาก และในส่วนตัวแล้วนั้นจะต่อสู้จนถึงวันที่ไม่มีคำว่าซีรีส์วาย LGBTQIAN+ เพราะทุกคนเท่ากันหมด โดยไม่ต้องตัดสินว่าคนอื่นมีรสนิยมทางเพศแบบไหน เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล

 

คุณรัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นักแสดงชื่อดัง ให้ความคิดเห็นถึงความแตกต่างของสังคมไทยกับในต่างประเทศโดยเฉพาะที่ประเทศสวีเดนว่า มีความแตกต่างกันมากโดยในเชิงปฏิบัติของประเทศไทยนั้นมีความย้อนแย้งกับกฎหมายที่กำลังรอการพิจารณาจากวุฒิสภา ขณะที่ในต่างประเทศให้การยอมรับและมีจุดยืนที่ชัดเจน เช่น ตำรวจ แพทย์ นักการเมือง ที่มีจากหลากหลายอาชีพก็สามารถแสดงออกได้ รวมถึงเรื่องการท่องเที่ยว การรับรองบุตร ที่สามารถเปิดรับสิทธิในเรื่องนี้  โดยมองว่าเรื่องของการเป็นบุคคลข้ามเพศเป็นเรื่องของรสนิยมทางเพศที่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลก ถือเป็นการให้เกียรติทางสังคม ต้องให้ความเคารพความเป็นมนุษย์ ซึ่งมีหลายประเทศให้การยอมรับและสนับสนุนในเรื่องนี้ และถ้าเลือกปฏิบัติอาจจะเสียโอกาสที่จะได้บุคลากรที่ดี ส่วนเรื่องความคิดเห็นเรื่องการสื่อสารอย่างไรนั้น มองว่าให้เน้นในเรื่องของความมีมารยาท นำมาใช้ในการสื่อสารทางสังคม

 

คุณดารัณ ฐิตะกวิน นักแสดงชื่อดัง เผยมุมมองว่า การสื่อสารให้เท่าเทียมต้องเริ่มจากความเป็นพ่อแม่ที่ต้องเปิดรับเปิดกว้าง ทำให้ลูกเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคมในภาพกว้าง เข้าใจในเรื่องการใช้ชีวิตที่มากกว่าเรื่องของรสนิยมทางเพศ เพราะเราเป็นมนุษย์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ด้วยกัน เราทุกคนอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง อะไรที่ผ่านมาก็มีสิ่งที่ดีที่เราเรียนรู้ นอกจากนี้ทัศนคติของสังคมคือเรื่องสำคัญ โดยควรมองให้เป็นเรื่องปกติ และไม่ใช้เรื่องเพศในการนำทางชีวิตคู่ แต่ใช้ความเอื้ออาทร ความสบาย ความสุขที่อยู่ด้วยกัน ถ้าสนใจจะพัฒนาตัวเองมากกว่าการวิจารณ์คนอื่น สังคมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ทำให้ทุกอย่างเป็นการใช้ชีวิต ทุกสิ่งคือธรรมชาติของมนุษย์ และนำพาไปสู่ความเป็นปกติ

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บยสส3

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

AIS เผย จ.เชียงใหม่ ใช้มือถือสูงสุด อันดับ 5 ช่วงสงกรานต์ ปี 2567

 

เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2567 โดยจากการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานตั้งแต่วันที่ 12-15 เมษายน 2567 พบข้อมูลที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น อาทิ

Top 10 จุดเล่นน้ำใช้อินเทอร์เน็ตฉ่ำที่สุด คือ 1. ถนนข้าวหลาม ชลบุรี 2. ป่าตอง ภูเก็ต 3. ถนนข้าวเหนียว ขอนแก่น 4. ประตูชุมพล นครราชสีมา 5. ถนนข้าวสุก อ่างทอง 6. ไอคอนสยาม กรุงเทพ 7. สยามสแควร์ กรุงเทพ 8. RCA กรุงเทพ 9. ถนนข้าวดอกข่า พังงา 10. ถนนข้าวสาร กรุงเทพ

 

 

ส่วนจังหวัดที่มีการใช้งานมือถือสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, นครราชสีมา, สมุทรปราการ และเชียงใหม่ โดยจังหวัดที่มีการใช้งานเน็ตบ้านสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ชลบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งมีอัตราการเติบโตของการใช้งานสูงขึ้นจากปีก่อน กว่า 15.78% แสดงให้เห็นว่ายังมีลูกค้าที่ใช้เวลาในช่วงวันหยุดยาวทำกิจกรรมร่วมกันภายในบ้านกับครอบครัว

 

ขณะที่จุดท่องเที่ยววันหยุดยาวที่มีการใช้งาน AIS Super Wifi สูงสุด คือ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ด้านถนนสายหลักยอดฮิตในการเดินทางที่ใช้งานสูงสุด ได้แก่ ถนนเพชรเกษม, ถนนพหลโยธิน, ถนนสุขุมวิท และถนนมิตรภาพ ตามลำดับ ส่วนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ถูกใช้งานสูงสุดผ่านมือถือ ได้แก่คือ Facebook, TikTok และ YouTube ตามลำดับ และบนเน็ตบ้าน ได้แก่ Facebook, TikTok และ YouTube เช่นกัน

 

สำหรับคอนเทนต์ที่ถูกรับชมมากที่สุดบน AIS PLAYBOX คือ หนังและซีรีย์ 24% รายการเกี่ยวกับเด็กและครอบครัว 10% โดยพบว่ารายการเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวถูกใช้เวลาในการรับชมนานกว่าหนังและซีรีย์ถึง 2 เท่า แสดงถึงพฤติกรรมการใช้งานของกลุ่มครอบครัวที่ใช้เวลาร่วมกันในช่วงวันหยุดยาว

 

ขณะที่อัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย (Inbound Roamer) เติบโตถึง 38% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน และอัตราการเติบโตของการแลกสิทธิเศษในช่วงสงกรานต์ เพิ่มขึ้น 15-30% ต่อวัน โดย Top 3 อันดับ สิทธิพิเศษที่ลูกค้าใช้คะแนน AIS 1 Points แลกมากที่สุด อันดับ 1 คูปองส่วนลดบิ๊กซี มูลค่า 100 บาท อันดับ 2 อุ่นใจซองกันน้ำ และอันดับ 3 แลกรับโค้ดชม WeTV VIP

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : AIS

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
FEATURED NEWS

นครชัยแอร์เปิดสาขาสีดา โคราช ไปกรุงเทพฯ-เชียงราย-เชียงใหม่

 
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2567 รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ผู้ประกอบการเดินรถโดยสารประจำทางเส้นทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เตรียมเปิดให้บริการสาขาสีดาในวันอาทิตย์ที่ 21 เม.ย. 2567 บริเวณอาคารพาณิชย์ ติดกับสินเชื่อศุภมิตร ลิสซิ่ง (พิโก) ถนนมิตรภาพ กิโลเมตรที่ 233 ใกล้กับแยกสีดา ต.สามเมือง อ.สีดา จ.นครราชสีมา ห่างจากจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 86 กิโลเมตร เปิดทำการเวลา 07.30-23.00 น.

สามารถเดินทางไปยังกรุงเทพฯ ซึ่งมีรถผ่านให้บริการทั้งรถโดยสารประเภท First Class และชั้น Gold Class รวมวันละ 12 เที่ยว และจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย วันละ 1 เที่ยว จังหวัดเชียงใหม่ วันละ 2 เที่ยว (ผ่านจังหวัดชัยภูมิ จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน) ส่วนจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปจังหวัดขอนแก่น วันละ 10 เที่ยว และไปจังหวัดอุบลราชธานี วันละ 3 เที่ยว (ผ่านจังหวัดศรีสะเกษ) โดยสามารถจองตั๋วผ่านไลน์ @ncasida แล้วรอขึ้นรถก่อนรถออก 30 นาที

สำหรับนครชัยแอร์ สาขาสีดา นับเป็นสาขาแห่งที่ 2 ในจังหวัดนครราชสีมา ต่อจากสาขานครราชสีมา ภายในสถานีขนส่งผู้โดยสารนครราชสีมาแห่งที่ 2 (บขส.ใหม่) ซึ่งสี่แยกสีดาเป็นจุดตัดของถนนมิตรภาพ กับถนนนิเวศรัตน์ (ถนนบัวใหญ่-สีดา และถนนสีดา-ประทาย) มีเส้นทางเดินรถหมวด 3 ผ่าน ได้แก่ สายอุบลราชธานี-เชียงราย และสายอุบลราชธานี-เชียงใหม่ โดยก่อนหน้านี้นครชัยแอร์ได้เชิญชวนผู้ประกอบการท้องถิ่นใน อ.สีดา เป็นตัวแทนจำหน่ายตั๋วและส่งพัสดุด่วนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นครชัยแอร์ได้เริ่มให้บริการผู้โดยสารไปยังจังหวัดนครราชสีมามาตั้งแต่วันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ค่าโดยสาร 271 บาท เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้โดยสาร โดยสามารถซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ 120 วัน ผ่าน Call Center 1624 เฟซบุ๊ก ไลน์ และเคาน์เตอร์นครชัยแอร์ (ยกเว้นเว็บไซต์) เริ่มจากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา วันละ 4 เที่ยว และนครราชสีมา-กรุงเทพฯ วันละ 1 เที่ยว เมื่อกระแสตอบรับดีจึงได้เพิ่มเที่ยวรถ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา วันละ 9 เที่ยว และนครราชสีมา-กรุงเทพฯ วันละ 7 เที่ยว

นอกจากนี้ มีรถผ่านไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ วันละ 7 เที่ยว จังหวัดนครพนม วันละ 1 เที่ยว จังหวัดขอนแก่น วันละ 9 เที่ยว จังหวัดสกลนคร วันละ 2 เที่ยว อำเภอศรีสงคราม วันละ 1 เที่ยว จังหวัดอุดรธานี วันละ 2 เที่ยว จังหวัดกาฬสินธุ์ วันละ 3 เที่ยว จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี วันละ 4 เที่ยว อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับว่ามีที่นั่งจากกรุงเทพฯ หรือจังหวัดดังกล่าวว่างหรือไม่ จึงจะสามารถสำรองที่นั่งและใช้บริการได้
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
CULTURE FEATURED NEWS

กรุงศรี ร่วมกับ MUFG สนับสนุน ‘โครงการช้างศิลป์เชียงราย’

 

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและเป็นกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลก นำโดย Mr.Takashi Waku shima Executive Vice President, Head of Corporate Planning Division of Krungsri ร่วมด้วย นพ.กอบชัย จิตรสกุล นายกสมาคม ฝรั่งเศส เชียงราย และประธานกรรมการบริษัท กรีนวิง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกรุงศรี และ MUFG ร่วมส่งมอบงานปั้นช้างศิลป์เชียงราย จำนวน 8 เชือก เพื่อจัดตั้งใน 6 สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ อาคารทาเคยะกรุงโตเกียว วัดคาคูโอะซัง นิตไทจิเมืองนาโกย่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะ เมืองโอตารุ กรุงฮอกไกโด รุสุสึ รีสอร์ท เมืองอะบุตะ กรุงฮอกไกโด กาล่า ยูซาว่าสโนว์ รีสอร์ท เมืองยูซาว่า จังหวัดนิงาตะ และ HOKKAIDO BALLPARK F VILLAGE กรุงฮอกไกโด ทั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของช้างไทยผ่านเครือข่ายของ MUFG และยังเป็นการสานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างไทยและญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับโครงการ “ช้างศิลป์เชียงราย” ริเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2558 โดย นพ.กอบชัย จิตรสกุล นายกสมาคมฝรั่งเศสเชียงราย และประธานกรรมการ บริษัท กรีนวิง จำกัด โครงการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นด้วยแนวคิดที่ต้องการนำศิลปะสู่ชุมชนห่างไกลเมืองเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Art for Community และความที่ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทยที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมป่าไม้มาแต่โบราณจึงเป็นที่มาของการถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของช้างไทยผ่านงานปั้นช้างศิลป์เชียงราย โดยศิลปินชาวเชียงรายจำนวน 90 ท่าน ได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานบนตัวช้างไฟเบอร์กลาสขนาดความสูง 90 เซนติเมตร จำนวน 90 เชือก ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเชียงรายเป็นเมืองแห่งศิลปะอย่างแท้จริง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สมาคมฝรั่งเศสเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News