Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.เกษตรฯ รุดเชียงรายรับฟังข้อเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ หวังดับวงจรไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

Summary
  • รมช.เกษตรฯ ลงเชียงรายติดตามวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงสุดของปีในวันที่ 15 เม.ย. (5,384 จุด)

  • จังหวัดเสนอปรับช่วงเวลางดเผาให้สอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวจริงและทิศทางหมอกควันข้ามแดน

  • ชูแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟอาราบิก้า เพื่อลดการเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยั่งยืน

  • เร่งประสานฝนหลวงบรรเทาฝุ่น และผลักดันโครงการปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาวะวิกฤต

  • ยกระดับปัญหาเชียงรายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระทบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพระดับภูมิภาค

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ลงเชียงรายในวันที่ควันยังไม่จาง และคำถามไม่ได้มีแค่จะดับไฟอย่างไร

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – ที่ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศของการหารือไม่ได้อยู่ในโทนพิธีการตามปกติของการลงพื้นที่ราชการ เพราะสิ่งที่รายล้อมเชียงรายในเวลานั้นคือทั้งไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และแรงกดดันต่อภาคเกษตรที่กำลังเผชิญต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน การมาของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีน้ำหนักมากกว่าการมาติดตามงานทั่วไป แต่เป็นการลงมาฟังปัญหาในจุดที่วิกฤตกำลังทับซ้อนกันทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และรายได้ของเกษตรกรในจังหวัดเดียวกัน

รายงานจากจังหวัดเชียงรายระบุว่า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้รายงานสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างรอบด้าน โดยเน้นว่าจังหวัดติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมประเมินผลทุกสัปดาห์และปรับแผนตามสภาพจริงในพื้นที่ ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในเขตป่า ไม่ได้กระจายอยู่เพียงในพื้นที่เกษตร ทำให้การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งการจัดการเชิงพื้นที่ การเฝ้าระวัง และการวางมาตรการป้องกันที่เข้มข้นกว่าการขอความร่วมมือทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอเพียงการคุมไฟหรือแก้ฝุ่นเฉพาะหน้า แต่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาจะคลี่คลายยาก หากไม่แตะที่โครงสร้างการผลิตของภาคเกษตรด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวคิดให้มีการปรับช่วงเวลางดเผาในภาคการเกษตรให้เหมาะสมกับฤดูเก็บเกี่ยวและสอดคล้องกับทิศทางหมอกควันข้ามแดน เพื่อให้มาตรการของรัฐสัมพันธ์กับสภาพจริงในพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่ใช้ปฏิทินเดียวกันกับทุกบริบทจนเกิดช่องว่างระหว่างนโยบายกับวิถีการผลิตของเกษตรกร

เชียงรายกำลังบอกว่าไฟป่าไม่ใช่เรื่องของป่าอย่างเดียวอีกต่อไป

หากอ่านข้อมูลของ GISTDA ที่ผู้ใช้แนบมาอย่างละเอียด จะเห็นว่าฤดูไฟป่าปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะของดินฟ้าอากาศอีกแล้ว แต่ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบผ่านผลกระทบ 3 มิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และเกษตรกรรมกับสิ่งแวดล้อม ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบจุดความร้อนสะสมถึง 64,689 จุด โดยวันที่ 15 เมษายนเพียงวันเดียวพุ่งถึง 5,384 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของปี และจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถิติ แต่สะท้อนระดับความกดดันของระบบนิเวศภาคเหนืออย่างชัดเจน

GISTDA ยังอธิบายเหตุผลเชิงภูมิประเทศไว้อย่างสำคัญว่า ภาคเหนือจำนวนมากมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยทิวเขา เมื่อผนวกกับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก หมอกควันข้ามแดน และความกดอากาศสูงจากจีน อากาศจึงระบายออกได้ยาก เปรียบเหมือนพื้นที่ถูกปิดด้วยฝาชี ความเข้าใจเชิงภูมิประเทศนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะมันบอกว่าต่อให้จังหวัดพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองเพียงใด หากเงื่อนไขเชิงภูมิอากาศและปัญหาข้ามแดนยังคงอยู่ ความเสี่ยงด้านคุณภาพอากาศก็ยังสามารถกลับมาทับถมในพื้นที่ได้เสมอ

ข้อมูลทางการจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เมื่อรายงานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ว่า พื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอนมีค่า PM2.5 อยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่น 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในอำเภอเมือง 127.4 ที่แม่สาย และ 193.2 ที่เชียงของ ซึ่งล้วนสูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างชัดเจน และอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมด

จากควันในอากาศ สู่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ผู้ใช้แนบมาจาก GISTDA มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ได้หยุดอธิบายเพียงเรื่องไฟกับฝุ่น แต่ชี้ให้เห็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ สะสมอยู่เบื้องหลัง ในมิติทางสังคม ข้อมูลชี้ว่าเด็กและเยาวชนอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ครัวเรือนต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งไปกับค่ารักษาพยาบาล เครื่องฟอกอากาศ และอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น นี่คือความเสียหายที่ไม่ค่อยถูกนับรวมในงบประมาณไฟป่า แต่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนทุกวัน

ในมิติทางเศรษฐกิจ GISTDA ชี้ชัดว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เริ่มได้รับผลจากการยกเลิกการจองที่พักบางส่วน และความเสียหายนี้อาจไม่จบเพียงรายได้ระยะสั้น แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นในระยะยาว ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนถึงเชียงรายด้วยเช่นกัน แม้ผู้ใช้ไม่ได้แนบตัวเลขเข้าพักของจังหวัดในชุดนี้โดยตรง แต่เมื่อปัญหาหมอกควันกลายเป็นภาพจำของภาคเหนือร่วมกัน ผลกระทบต่อปลายทางที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและเมืองที่กำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพหรือ Wellness ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่

ยิ่งไปกว่านั้น มิติด้านการเกษตรที่ GISTDA ระบุไว้มีความสอดคล้องกับประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเผชิญโดยตรง เพราะฝุ่นควันและอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวันไม่ได้กระทบแค่คน แต่ยังกระทบพืชผ่านการอุดตันของปากใบ การลดลงของการสังเคราะห์แสง ภาวะเครียดของพืช และการสูญเสียคุณภาพผลผลิต เมื่อเชื่อมกับรายได้ของเกษตรกร ภัยฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องสุขภาพล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องรายได้ ผลผลิต และคุณภาพสินค้าเกษตรที่กำลังถูกกดทับพร้อมกัน

เชียงรายเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ เพราะการดับไฟอย่างเดียวอาจไม่พอ

หนึ่งในข้อเสนอที่มีน้ำหนักทางนโยบายมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้ คือการส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกกาแฟ ซึ่งจังหวัดเชียงรายยกขึ้นมาในฐานะทางเลือกที่สร้างรายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ข้อเสนอนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามแก้ปัญหาจากต้นทาง ไม่ใช่รอจัดการแต่ปลายเหตุ เมื่อข้าวโพดในหลายพื้นที่เชื่อมโยงกับการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การจัดการเศษวัสดุ และความเสี่ยงการเผา การขยับไปสู่พืชเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบนิเวศมากกว่าและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบเชิงโครงสร้างของภาคเหนือในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนพืชจะทำได้ในทันที เพราะการเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่กาแฟไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ แต่รวมถึงการเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน การเข้าถึงตลาด และการประกันรายได้ช่วงรอยต่อ ข้อดีของการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมคือ ทำให้ประเด็นไฟป่าไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบความมั่นคงหรือสิ่งแวดล้อม แต่ถูกเชื่อมกับนโยบายพืชเศรษฐกิจและอนาคตของรายได้เกษตรกรอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของเกษตรยั่งยืนที่พูดถึงมานานแต่ยังเดินได้ไม่เต็มที่

ฝนหลวงและการบูรณาการข้ามกระทรวง คือคำตอบเฉพาะหน้าที่รัฐกำลังเร่งเดิน

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองให้ภาพชัดว่า ปัญหาเชียงรายไม่ได้มีเพียงไฟป่าและฝุ่น แต่ยังรวมถึงสารปนเปื้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายมิติที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เธอระบุว่าได้ประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากจังหวัด เพื่อเตรียมนำไปประสานกับกระทรวงต่าง ๆ และผลักดันต่อในระดับคณะรัฐมนตรีต่อไป

สาระของคำกล่าวนี้อยู่ที่การยอมรับว่าปัญหาเชียงรายไม่สามารถแก้ได้ด้วยกระทรวงเดียว การประสานฝนหลวงเป็นมาตรการระยะสั้นที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ส่วนการผลักข้อเสนอของจังหวัดเข้าสู่คณะรัฐมนตรีสะท้อนว่าโจทย์ในพื้นที่เริ่มมีน้ำหนักมากพอจะต้องถูกดึงขึ้นไปวางในระดับนโยบายกลาง โดยเฉพาะเมื่อปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบแค่เกษตรกร แต่ลามไปถึงสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

ปุ๋ยธงเขียวในห้องประชุมเชียงราย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราคา แต่คือการประคองต้นทุนในวันที่เกษตรกรถูกบีบหลายทาง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาควบคู่กับไฟป่าและฝุ่นควัน คือโครงการปุ๋ยธงเขียวราคาถูก ซึ่งตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอในฐานะมาตรการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน โดยมีแนวคิดเริ่มจากพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัดก่อนขยายสู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ และให้เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกรหรือเล่มเขียวสามารถเข้าถึงสิทธิ์ซื้อปุ๋ยในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติของโครงการในระดับประเทศที่ตรวจสอบได้จากกระทรวงพาณิชย์จะใช้ชื่อ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และระบุรูปแบบส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย พร้อมสิทธิ์เพิ่มสำหรับผู้มีบัตรดินดีหรือมาตรฐาน GAP และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถรวมความช่วยเหลือได้สูงสุด 1,400 บาทต่อรายในระยะเริ่มต้น แต่สาระหลักยังตรงกันคือ รัฐกำลังพยายามใช้มาตรการด้านต้นทุนเข้ามาประคองภาคการผลิตในช่วงที่เกษตรกรเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

ความสำคัญของปุ๋ยธงเขียวในบริบทเชียงรายจึงไม่ได้อยู่แค่การลดค่าปุ๋ยไม่กี่ร้อยบาท แต่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐเริ่มมองเห็นความจริงว่าเกษตรกรไม่สามารถแบกรับทั้งต้นทุนการผลิต ภัยสิ่งแวดล้อม และแรงเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืนได้ลำพัง หากรัฐต้องการให้เกษตรกรลดการเผา ปรับเปลี่ยนพืช หรือขยับไปสู่แนวทางผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือรองรับต้นทุนชีวิตและต้นทุนการผลิตควบคู่กันด้วย ไม่เช่นนั้นทุกข้อเสนอเชิงอุดมคติจะหยุดอยู่ที่ห้องประชุมโดยไม่ไปถึงแปลงเกษตรจริง

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณถึงส่วนกลางว่า ปัญหานี้ต้องแก้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

สิ่งที่ทำให้การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความหมายมาก คือจังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอคำตอบแบบเส้นตรงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังประกอบภาพของปัญหาให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นน้ำคือการจัดการพื้นที่ป่า การงดเผา และการปรับพืชเศรษฐกิจ กลางน้ำคือการลดภาระต้นทุนเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวและการประสานฝนหลวง ส่วนปลายน้ำคือการปกป้องสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบต่อรายได้ และป้องกันไม่ให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นความปกติใหม่ของภาคเหนืออย่างถาวร

หากอ่านผ่านกรอบนี้ จะเห็นว่าการประชุมวันที่ 17 เมษายนที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่การมาตรวจราชการตามรอบ แต่เป็นการยกระดับเสียงจากพื้นที่ไปสู่เวทีนโยบาย ผ่านข้อเสนอที่จับต้องได้และมีมิติชัดเจนทั้งด้านเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ สิ่งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงการผลักข้อเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี จึงมีนัยทางการเมืองและนโยบายมากพอสมควร เพราะเท่ากับยอมรับว่าเชียงรายไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยกลไกระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

บทสรุปของเชียงรายในเวลานี้ คือการเลือกระหว่างแก้แบบตามฤดูกาล หรือแก้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างจริง

ข้อมูลทั้งหมดที่แนบมาทำให้เห็นภาพชัดว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังมองไฟป่าและ PM2.5 เป็นเพียงปัญหาตามฤดูกาล มาตรการก็จะวนอยู่กับการห้ามเผา การเฝ้าระวัง และการเยียวยาเฉพาะหน้า แต่หากยอมรับว่าปัญหานี้กำลังเชื่อมกับต้นทุนการเกษตร คุณภาพชีวิต ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางรายได้ของประชาชน การแก้ก็จำเป็นต้องขยับไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างนโยบายมากกว่าที่ผ่านมา

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้จึงมีความหมาย เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อเสนอของเชียงรายถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งเรื่องฝนหลวง เรื่องปุ๋ยราคาถูก เรื่องการปรับเวลางดเผา และเรื่องการเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดไปสู่กาแฟ สิ่งที่เหลือจากนี้คือ รัฐจะทำให้ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วพอและลึกพอหรือไม่ ก่อนที่ฤดูไฟป่าถัดไปจะกลับมาทดสอบระบบเดิมอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

Summary
  • เชียงรายเสียเปรียบด้านท่องเที่ยวจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นใหม่ทดแทนเสน่ห์อากาศเย็นเดิม

  • ผลสำรวจ Agoda พบ Gen Z ไทย 62% เน้นทริปสั้น 1-3 วัน เพื่อพักผ่อนและควบคุมงบประมาณเป็นหลัก

  • เชียงใหม่ขึ้นแท่นอันดับ 1 เอเชียด้านกิจกรรมอาหาร กดดันเชียงรายต้องชูเอกลักษณ์รสชาติท้องถิ่นที่แตกต่าง

  • พฤติกรรมเดินทางเปลี่ยนสู่ระบบขนส่งสาธารณะ เชียงรายจำเป็นต้องปรับปรุงการเชื่อมต่อสนามบินและย่านท่องเที่ยว

  • โครงสร้างประชากรเกิดต่ำลง ทำให้เชียงรายต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากครอบครัวใหญ่สู่กลุ่มคนโสดและคู่รักที่เที่ยวบ่อย

เชียงรายกำลังเสียแต้มจากสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ครั้งหนึ่งเชียงรายขายตัวเองได้ด้วยภาพจำที่ชัดมาก เมืองเหนือสุดที่มีอากาศเย็นกว่าเมืองใหญ่ ผู้คนไม่แน่น วิวภูเขาและวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์ และการเดินทางมาถึงเหมือนเป็นรางวัลของคนที่อยากหนีความเร่งรีบ แต่ภาพจำนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากฝุ่นควัน เพราะเมื่อ “อากาศ” ซึ่งเคยเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดกลับกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง เมืองก็ย่อมเสียเปรียบในเกมการท่องเที่ยวทันที โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่มีทางเลือกมากขึ้นและตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป หากสะท้อนผ่านตัวเลขเข้าพักที่ผู้ใช้แนบมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเชียงราย เชียงใหม่ และน่านอ่อนตัวลงพร้อมกันในเดือนมีนาคม ภาพที่เกิดขึ้นคือ “ความเสียหายเชิงภูมิภาค” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และยิ่งเมื่อข้อมูลทางการยังชี้ว่าช่วงกลางเดือนเมษายนค่าฝุ่นในภาคเหนือตอนบนยังสูงเกินมาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความลังเลของนักท่องเที่ยวก็ยิ่งมีเหตุผลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนมีโรคประจำตัว หรือคนทำงานที่อยากพักสั้น ๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตต่อโดยไม่ต้องเสี่ยงกับสุขภาพ

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เชียงรายไม่สามารถใช้ตรรกะเดิมว่า “เดี๋ยวถึงฤดูหนาวคนก็กลับมาเอง” ได้อีกต่อไป เมืองที่หวังพึ่งฤดูกาลอย่างเดียวจะเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่สภาพอากาศผันผวนและนักท่องเที่ยวมีข้อมูลอยู่ในมือแบบเรียลไทม์ เมื่อภาพฟ้าหม่น ค่าฝุ่นสูง และรีวิวการเดินทางแพร่กระจายเร็วมากบนโซเชียล เมืองท่องเที่ยวจึงต้องแข่งขันกันด้วย “ความเชื่อมั่น” พอ ๆ กับความสวยงาม และเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่แทนการพึ่งเสน่ห์เดิมเพียงอย่างเดียว

นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังอยากเที่ยว แต่เที่ยวด้วยเหตุผลใหม่

ถ้ามองจากมุมของอุปสงค์ สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวไม่ได้ถดถอยเสมอไป แต่กำลังปรับรูปแบบ Agoda รายงานว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของ Gen Z ไทยวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ถึง 3 ทริปในปี 2026 และมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เลือกทริปสั้นเพียง 1 ถึง 3 วัน ขณะที่ 77 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อน 72 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับงบประมาณ และ 57 เปอร์เซ็นต์ใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่พัก นอกจากนี้ Agoda ยังระบุในรายงานตลาดไทยว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางไทยมีแนวโน้มเที่ยวในประเทศมากกว่าต่างประเทศ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลายทางรองน่าสนใจขึ้นคือราคา ความปลอดภัย และแรงบันดาลใจจากโซเชียลมีเดีย

ความหมายของข้อมูลชุดนี้สำหรับเชียงรายชัดมาก เมืองไม่จำเป็นต้องรอแต่นักท่องเที่ยวแบบพักยาว 4 คืน 5 คืน หรือรอเฉพาะเทศกาลใหญ่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ตรงกันข้าม เมืองควรออกแบบตัวเองให้รองรับ “ทริปสั้นแต่กลับมาบ่อย” เพราะนี่คือรูปแบบการเดินทางที่กำลังโต โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากรีชาร์จเร็ว ใช้งบคุมได้ และไม่ต้องจัดแผนซับซ้อน จุดขายใหม่ของเชียงรายจึงไม่ควรอยู่ที่การเป็นปลายทางไกลที่ต้องตั้งใจมาครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ควรขยับไปเป็นเมืองที่มา 2 คืนได้ มาเสาร์อาทิตย์ได้ มาเพื่อพักใจได้ และมาแล้วรู้สึกคุ้มกับเวลาและเงินที่จ่ายไป

เมื่อมองในกรอบนี้ เชียงรายยังมีโอกาส เพราะเมืองมีต้นทุนที่เหมาะกับทริประยะสั้นอยู่มาก ทั้งกาแฟ ชา งานคราฟต์ วัดร่วมสมัย เมืองเก่า เส้นทางริมโขง ชุมชนบนดอย และอำเภอชายแดนที่ให้อารมณ์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ ปัญหาจึงไม่ใช่เชียงราย “ไม่มีอะไรขาย” แต่คือสิ่งที่เชียงรายมี ยังไม่ได้ถูกจัดแพ็กให้ตอบพฤติกรรมการเดินทางแบบใหม่อย่างเฉียบพอ เมืองยังเล่าเรื่องตัวเองแบบกว้างและกระจายเกินไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังอยากได้คำตอบที่ง่ายขึ้นว่า มาแล้วพักตรงไหน กินอะไร ทำอะไรได้บ้างใน 48 ชั่วโมง

เมื่อเชียงใหม่ชนะด้วยอาหาร เชียงรายยิ่งต้องหาตำแหน่งของตัวเองให้ชัด

อีกสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม คือเชียงใหม่ขึ้นเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของเอเชียด้านกิจกรรมอาหารจากข้อมูลการจองกิจกรรมบน Agoda ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 โดยมีกรุงเทพฯ ฮอยอัน โฮจิมินห์ซิตี้ และฮานอยตามมา ขณะเดียวกัน Agoda ยังระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาอยู่ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า นี่คือสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มองอาหารเป็นแค่ของประกอบการเดินทางอีกแล้ว แต่อาหารกำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเอง

สำหรับเชียงราย นี่คือทั้งแรงกดดันและโอกาสพร้อมกัน แรงกดดันคือเมืองข้างเคียงอย่างเชียงใหม่กำลังยึดตำแหน่ง “เมืองอาหาร” ในระดับภูมิภาคได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเชียงรายยังขายภาพกว้าง ๆ เรื่องธรรมชาติ วัด และอากาศดีเพียงอย่างเดียว เมืองก็จะถูกเปรียบเทียบในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่โอกาสคือเชียงรายยังมีทรัพยากรทางรสชาติและวัฒนธรรมอาหารที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ทั้งกาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่สูง ชาจากแม่ฟ้าหลวง อาหารล้านนาเชิงชายแดน วัตถุดิบชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าของดอย ชายแดน และแม่น้ำโขง ซึ่งเชียงใหม่ไม่มีเหมือนกัน

ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเชียงรายจะสู้เชียงใหม่ด้วย “อาหาร” ได้ไหม แต่คือเชียงรายจะทำให้อาหารของตัวเองมี “ประสบการณ์” มากพอจนคนอยากเดินทางมาไหม ถ้าเชียงใหม่ขายคลาสทำอาหารและอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายอาจต้องไปไกลกว่านั้น คือขายการกินในฐานะการเชื่อมผู้คนกับแหล่งปลูก แหล่งคั่ว แหล่งหมัก และชุมชนต้นทาง ยิ่งในวันที่นักท่องเที่ยวอยากได้ของแท้มากขึ้น เมืองที่เชื่อมอาหารกับภูมิประเทศและวิถีชีวิตได้ลึกกว่า ย่อมมีโอกาสยืนอยู่ในตลาดเดียวกันโดยไม่ต้องลอกกัน

การเดินทางกำลังบอกว่า เชียงรายต้องคิดแบบเมืองที่เชื่อมต่อสะดวก ไม่ใช่เมืองที่สวยอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่งของโจทย์ คือเรื่องการเข้าถึง กระทรวงคมนาคมสรุปการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 7 วันว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะรวม 17,436,582 คน เพิ่มขึ้น 0.29 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รถเข้าออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทางลดลง 9.54 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าพฤติกรรมการเดินทางกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งรถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ระบบขนส่งที่คาดการณ์ได้และเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น

สำหรับภาคเหนือ ตัวเลขผู้ใช้บริการสูงสุดยังอยู่ที่ทางถนน 131,194 คนในช่วงสงกรานต์ 7 วัน ซึ่งชี้ว่า “การเข้าถึงปลายทาง” ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเมืองอยากได้ประโยชน์จากเทรนด์เที่ยวสั้นและเที่ยวบ่อย เมืองต้องไม่ใช่แค่มีสิ่งน่าสนใจ แต่ต้องเข้าถึงง่าย วางแผนง่าย และต่อเชื่อมง่ายด้วย เชียงรายจึงควรคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การเชื่อมสนามบินกับย่านท่องเที่ยว การเชื่อมสถานีขนส่งกับเมืองสร้างสรรค์ คาเฟ่ ชุมชน และจุดหมายรอง ไปจนถึงแพ็กเกจที่ทำให้คนไม่ต้องใช้รถส่วนตัวก็เที่ยวได้ครบในเวลาจำกัด

หากยังปล่อยให้เชียงรายเป็นเมืองที่ “ต้องมีรถถึงจะเที่ยวสนุก” เมืองก็จะเสียแต้มในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ทันที เพราะคนกลุ่มนี้ให้ค่ากับความง่ายและความยืดหยุ่นพอ ๆ กับความสวยงาม เมืองที่ตอบโจทย์ในอนาคตจึงไม่ใช่แค่เมืองที่มีแลนด์สเคปดี แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดการประสบการณ์เดินทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้ลื่นไหลได้ด้วย และนี่คือจุดที่เชียงรายยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

คำถามเรื่องประชากรยิ่งทำให้ตลาดท่องเที่ยวต้องเปลี่ยน

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการอ้างตัวเลขจาก World of Statistics ว่าไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.78 คนต่อผู้หญิง 1 คน ประเด็นนี้ควรระบุอย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้กว่าอย่างธนาคารโลกและ Thailand Economic Monitor ยังพบว่าค่าที่ยืนยันได้ล่าสุดของไทยอยู่ราว 1.2 ถึง 1.3 ในปี 2023 ไม่ใช่ 0.78 อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลข 0.78 ยังไม่ควรถูกใช้เป็นข้อเท็จจริงตายตัวในตอนนี้ แต่แนวโน้ม “เกิดต่ำมากและสังคมสูงวัยเร็ว” เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมีความหมายต่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

ผลกระทบของเรื่องนี้ต่อเชียงรายคือ เมืองไม่ควรคิดตลาดแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนภาพครอบครัวใหญ่ พาลูกหลานหลายคนขึ้นเหนือปีละครั้งเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะในโลกของครัวเรือนเล็กลง คู่รักมากขึ้น คนโสดมากขึ้น และคนวัยทำงานเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้น ความต้องการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตามไปด้วย เมืองที่ยังออกแบบประสบการณ์สำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น จะพลาดตลาดจริงที่กำลังโต คือกลุ่ม 2 คน กลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ และคนที่เดินทางเพื่อพักใจ ไม่ใช่เพื่อทำเช็กลิสต์สถานที่ให้ครบที่สุด

ด้วยเหตุนี้ หากเชียงรายจะปรับจุดขายให้ตรงเวลา เมืองควรขยับภาพลักษณ์จาก “เมืองทริปครอบครัวใหญ่ในหน้าหนาว” ไปสู่ “เมืองพักใจของคนสองคนหรือคนกลุ่มเล็กที่กลับมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี” มากขึ้น นี่ไม่ใช่การลดขนาดความฝัน แต่คือการปรับให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรและรูปแบบการใช้ชีวิตจริงของตลาดในวันนี้

จุดขายใหม่ของเชียงรายควรอยู่บน 4 แกนที่จับต้องได้

แกนแรกคือ “อากาศและความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้” เพราะในวันที่ฝุ่นเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น การตลาดแบบสวยงามอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว เชียงรายควรคิดเรื่องการสื่อสารข้อมูลอากาศ พื้นที่ปลอดภัย กิจกรรมในร่ม และช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ เมืองที่กล้ายอมรับปัญหาและจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใส จะน่าเชื่อถือกว่าการพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แกนที่สองคือ “ทริปสั้นที่มีความหมายชัด” เช่น 2 วัน 1 คืนสายกาแฟ 3 วัน 2 คืนสายพักใจ ทริปคู่รักริมโขง หรือทริปอาหารและศิลปะร่วมสมัยในเมือง เพราะข้อมูล Agoda ชี้ชัดแล้วว่าคนไทยจำนวนมากอยากเที่ยวแบบสั้น ง่าย และบ่อยขึ้น เมืองที่ทำแพ็กเกจให้เข้าใจง่ายจะได้เปรียบกว่าเมืองที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องไปต่อจิ๊กซอว์เองทีละชิ้น

แกนที่สามคือ “อาหาร กาแฟ และประสบการณ์ลงมือทำ” เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหารกำลังแรงขึ้นในระดับเอเชีย หากเชียงใหม่ชนะด้วยอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายควรชนะด้วยเสน่ห์ของกาแฟพื้นที่สูง อาหารชายแดน อาหารชาติพันธุ์ เวิร์กช็อปคั่วกาแฟ ชงกาแฟ เก็บชา หรือทำอาหารท้องถิ่นที่ผูกกับเรื่องเล่าของชุมชนและภูมิประเทศ เมืองจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อขาย “ประสบการณ์กิน” ไม่ใช่ขายแค่ “ร้านอร่อย”

แกนสุดท้ายคือ “การเชื่อมต่อที่ง่ายและคุ้มค่า” เพราะต่อให้เมืองมีของดีเพียงใด ถ้าเดินทางลำบาก นักท่องเที่ยวทริประยะสั้นก็จะเลือกเมืองอื่นทันที การทำให้เชียงรายเที่ยวได้โดยไม่ต้องใช้รถส่วนตัวมากนัก เชื่อมสนามบิน สถานีขนส่ง เมืองหลัก และเมืองรองเข้าหากันได้ดี จะเป็นการเปลี่ยนเมืองจากปลายทางเฉพาะคนตั้งใจ ไปเป็นปลายทางที่คนตัดสินใจได้เร็วขึ้นและกลับมาได้บ่อยขึ้น

เชียงรายต้องเลิกขายคำว่าเหนือสุดอย่างเดียว แล้วเริ่มขายเหตุผลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก

ในท้ายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชียงราย “หมดมนต์ขลัง” เสียทีเดียว แต่อยู่ที่มนต์ขลังแบบเดิมไม่พอสำหรับโลกใหม่แล้ว คำว่าเหนือสุดแดนสยามยังมีพลังในเชิงอารมณ์ แต่ไม่เพียงพอจะต้านคำถามเรื่องฝุ่น ความคุ้มค่า การเข้าถึง และความคาดหวังใหม่ของนักเดินทาง ถ้าเชียงรายยังขายเพียงระยะทาง ความโรแมนติกของภูเขา และภาพวิวกว้าง ๆ เมืองก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในการแข่งขันกับปลายทางที่ปรับตัวเร็วกว่า

แต่ถ้าเชียงรายยอมปรับบทบาทตัวเอง เมืองยังมีต้นทุนมหาศาล ทั้งกาแฟ ชา อาหาร ชายแดน ศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัย เมืองเก่า และชุมชนที่เล่าเรื่องได้ลึกกว่าอีกหลายแห่ง เพียงแต่ต้องเล่าใหม่ให้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้เหมาะกับใคร มาแล้วได้อะไร ใช้เวลากี่วัน และกลับมาซ้ำได้อย่างไร

ในเกมท่องเที่ยวยุคต่อไป เมืองที่ชนะอาจไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือดังที่สุด แต่คือเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของนักเดินทางได้ดีที่สุด และสำหรับเชียงราย คำตอบอาจไม่ใช่การทำตัวให้เหมือนใคร หากคือการเปลี่ยนจากเมืองที่คน “อยากมาสักครั้ง” ไปสู่เมืองที่คน “อยากกลับมาอีกหลายครั้ง” มากกว่า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • CAMP Phuchifa แคมป์ภูชี้ฟ้า
  • Agoda Travel Outlook 2026
  • กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • Thailand Economic Monitor (World Bank)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายฝุ่นแดงต่อเนื่อง! หมอยันเลือดกำเดาไหลคือสัญญาณอักเสบจากมลพิษ เร่งดูแลกลุ่มเด็กและคนชรา

สธ.เผยฝุ่นพุ่ง เชียงรายยังติดกลุ่มเสี่ยงสูง เร่งดูแลเปราะบางเกือบล้านคน แม้ยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉินจาก PM2.5

เชียงราย, 31 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางท้องฟ้าที่หม่นลงในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัญญาณเตือนเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในช่วงปลายเดือนมีนาคมไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนจอรายงานคุณภาพอากาศอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นโจทย์ด้านสาธารณสุขที่กระทบชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายซึ่งถูกระบุทั้งในชุดข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ค่าฝุ่นสูงสุด และในข้อมูลของกรมอนามัยว่าเป็นหนึ่งใน 9 จังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงในวันก่อนหน้า สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญเพียงหมอกควันเชิงภาพลักษณ์ แต่กำลังอยู่ในวงเสี่ยงที่ต้องจัดการทั้งเชิงระบบและเชิงสุขภาพอย่างจริงจัง

ภาพรวมล่าสุดที่กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า จังหวัดที่มีค่าฝุ่นสูงสุด 10 จังหวัดในวันนั้น ได้แก่ พะเยา ลำพูน เชียงราย น่าน ชุมพร ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน และนครพนม พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่ยกระดับมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่แนวโน้มฝุ่นเพิ่มสูงต่อเนื่องในช่วงนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาครัฐเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์ครั้งนี้ด้วยแนวทางที่ไม่ได้รอให้คนป่วยเดินเข้าระบบก่อน แต่ขยับสู่การทำงานเชิงรุกชัดเจนขึ้น กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าได้เร่งดำเนินมาตรการ 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การเปิดบริการห้องปลอดฝุ่น และการเฝ้าระวังอุบัติการณ์ผู้ป่วยฉุกเฉินจากฝุ่น ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นการเปลี่ยนมุมจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การลดความเสี่ยงก่อนอาการจะลุกลาม

ตัวเลข 9.4 แสนคน สะท้อนภาระจริงของระบบสุขภาพ

หากมองเฉพาะตัวเลข 942,952 คนที่ได้รับการดูแลเชิงรุก อาจดูเหมือนเป็นข้อมูลรายงานตามระบบราชการทั่วไป แต่แท้จริงแล้วตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญภาระขนาดใหญ่ เพราะในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วยผู้สูงอายุ 754,440 คน เด็กเล็ก 80,920 คน ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ 72,340 คน ผู้ป่วยโรคหัวใจ 29,310 คน และหญิงตั้งครรภ์ 5,942 คน ซึ่งล้วนเป็นประชากรที่หากรับสัมผัสฝุ่นต่อเนื่องมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนง่ายกว่าคนทั่วไป โดยจังหวัดที่ดำเนินการดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง แสดงให้เห็นว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เฝ้าระวัง แต่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้องลงมือทำงานหนักที่สุดในช่วงเวลานี้ด้วย

ความหมายของการดูแลเชิงรุกจึงไม่ได้หยุดแค่การประกาศเตือน แต่นำไปสู่การติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การสื่อสารให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง การจัดหาหน้ากากให้เพียงพอ และการประเมินว่าครอบครัวใดจำเป็นต้องเข้าถึงพื้นที่ปลอดฝุ่นมากกว่าปกติ ในบริบทของเชียงรายซึ่งมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ภูเขา และชุมชนที่อยู่ไกลบริการสุขภาพ การทำงานเชิงรุกลักษณะนี้จึงมีความหมายมากกว่าการบริหารตัวเลข เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสามารถของระบบท้องถิ่นในการเข้าถึงคนที่เสี่ยงที่สุดก่อนที่อาการจะทรุดหนัก

หน้ากากและห้องปลอดฝุ่น กลายเป็นแนวป้องกันชั้นแรก

ในด้านอุปกรณ์ป้องกัน กระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีการกระจายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่วิกฤตรวมกว่า 31,757 ชิ้น โดยจังหวัดที่มียอดแจกจ่ายสูงสุดคือ เชียงใหม่ 12,770 ชิ้น แพร่ 11,852 ชิ้น และลำปาง 3,476 ชิ้น แม้เชียงรายจะไม่ได้อยู่ใน 3 อันดับแรกของการรับหน้ากากตามข้อมูลส่วนนี้ แต่เมื่อเทียบกับสถานะของจังหวัดที่อยู่ในกลุ่มค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง ก็สะท้อนว่าความต้องการอุปกรณ์ป้องกันในพื้นที่ยังคงสูงและต้องติดตามต่ออย่างใกล้ชิด

อีกมาตรการที่มีนัยสำคัญคือการเปิดให้บริการห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข ซึ่งมีผู้เข้าใช้บริการรวม 2,490 คน จังหวัดที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดคือ นครพนม 889 คน แพร่ 687 คน และพะเยา 500 คน ข้อมูลนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า เมื่อคุณภาพอากาศภายนอกเข้าสู่ระดับกระทบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ปิดที่สามารถควบคุมฝุ่นได้ดีเริ่มกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่จำเป็นพอ ๆ กับยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจอยู่เดิม

ยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์เบา

จุดที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในกลุ่ม 10 จังหวัดเสี่ยงยังไม่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันหรือผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงจาก PM2.5 ที่ต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินในระบบรายงาน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงอีกด้านจากกรมอนามัยกลับชี้ว่าประชาชนเริ่มมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 55 แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และระคายเคืองตา ดังนั้น การไม่มีผู้ป่วยฉุกเฉินในระบบ ณ เวลานั้น จึงไม่ควรถูกตีความว่าอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว หากควรถูกตีความว่า หน่วยงานด้านสุขภาพยังมีช่องว่างเวลาให้เร่งป้องกันไม่ให้อาการเล็กกลายเป็นอาการหนัก

ในทางสาธารณสุข อาการระดับต้นมักเป็นด่านแรกที่บอกว่าฝุ่นกำลังเริ่มส่งผลกับร่างกายจริง และหากประชาชนยังคงต้องออกไปทำงานกลางแจ้งหรือหายใจรับฝุ่นในสภาพอากาศปิดเป็นเวลานาน ความเสี่ยงก็จะยกจากการระคายเคืองชั่วคราวไปสู่การกำเริบของโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมอนามัยเตือนว่าอาจพัฒนาเป็นความเสี่ยงระยะยาวต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็งปอดได้ หากรับสัมผัสฝุ่นสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ทำไม PM2.5 จึงอันตรายกว่าฝุ่นทั่วไป

หัวใจของความน่ากังวลอยู่ที่ขนาดของฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือเล็กมากจนผ่านระบบกรองตามธรรมชาติของร่างกายอย่างขนจมูกและเมือกในทางเดินหายใจได้ง่าย องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า ฝุ่นขนาดเล็กมากบางชนิดสามารถลงลึกไปถึงปอด ผ่านเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้เกือบทั่วร่างกาย ทั้งปอด หัวใจ และสมอง ความเสี่ยงเด่นที่เชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรคไอหรือโรคจมูกอักเสบ แต่รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด และปอดอักเสบด้วย

องค์การอนามัยโลกยังระบุด้วยว่า เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มที่ไวต่อผลกระทบของมลพิษทางอากาศมากกว่าคนทั่วไป ขณะที่ผู้มีโรคร่วม ภาวะโภชนาการไม่เหมาะสม หรือข้อจำกัดทางสังคมเศรษฐกิจ ก็อาจมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อเชื่อมกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่พบว่าการดูแลเชิงรุกในไทยครอบคลุมผู้สูงอายุมากที่สุด เด็กเล็กเป็นอันดับถัดมา และยังมีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจกับโรคหัวใจจำนวนมาก ก็ยิ่งทำให้เห็นว่ากลุ่มเสี่ยงในระบบสาธารณสุขไทยสอดคล้องกับหลักวิชาการระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

นพ.เจษฎา ตรีสัตยาเวทย์ - อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

เลือดกำเดาไหล อาการเล็กที่ไม่ควรมองข้าม

ในมุมการแพทย์ระดับพื้นที่ ข้อมูลที่สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้รับจาก นพ.เจษฎา ตรีสัตยาเวทย์ อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย อธิบายว่า PM2.5 สามารถทำให้เยื่อบุโพรงจมูกแห้ง ระคายเคือง และอักเสบได้ เมื่อมีการจาม สั่งน้ำมูกแรง ขยี้จมูก หรือแคะจมูก เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ในเยื่อบุจมูกจะแตกง่ายขึ้น จึงทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิแพ้จมูกหรือเยื่อบุจมูกอักเสบอยู่เดิม

เลือดกำเดาไหลอย่างมีนัยสำคัญว่าฝุ่นสามารถกระตุ้นการอักเสบของเยื่อบุในช่องจมูก ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ขณะที่กรมอนามัยก็เผยแพร่คำแนะนำปฐมพยาบาลกรณีเด็กมีเลือดกำเดาไหลในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยให้ก้มหน้าเล็กน้อย บีบปีกจมูก ประคบเย็น และพบแพทย์หากเลือดไม่หยุดภายในเวลาที่เหมาะสม

เมื่อรวมกับอาการที่กรมอนามัยระบุว่าพบเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และระคายเคืองตา ก็ยิ่งเห็นชัดว่าอาการที่หลายคนอาจมองว่าเล็กน้อย หรือคิดว่าเป็นเพียงภูมิแพ้ตามฤดูกาลนั้น แท้จริงอาจเชื่อมโยงกับภาวะสัมผัสฝุ่นสะสมที่ต้องเฝ้าระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างเชียงรายที่เผชิญฝุ่นระดับสูงต่อเนื่องหลายวัน

การป้องกันตนเองไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นวินัยประจำวัน

คำแนะนำจากทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย และข้อมูลจากแพทย์ในพื้นที่ มีทิศทางไปในทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือประชาชนควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากที่กรองฝุ่นละเอียดได้อย่างเหมาะสม เช่น N95 หรือ KN95 ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเมื่อค่าฝุ่นภายนอกสูง ใช้พื้นที่ปลอดฝุ่นหรือเครื่องฟอกอากาศตามความเหมาะสม และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai, AirBKK หรือ Life Dee รวมถึงข้อมูลจากระบบห้องปลอดฝุ่นของกรมอนามัย

ในกรณีของผู้ที่มีอาการระคายทางจมูกหรือแสบคอจากฝุ่น คำแนะนำจากแพทย์ยังรวมถึงการดื่มน้ำให้เพียงพอ และล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเมื่อมีอาการระคายเคือง เพื่อช่วยลดการสะสมของฝุ่นในโพรงจมูก ส่วนกลุ่มที่ต้องทำงานกลางแจ้งหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเพื่อให้สามารถสังเกตอาการผิดปกติของกันและกันได้เร็วขึ้น ขณะที่ผู้สูงอายุควรพักในที่อากาศถ่ายเทสะดวกและหลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารในช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงตามคำเตือนของหน่วยงานสาธารณสุข

เชียงรายในโจทย์ระยะสั้นและระยะยาว

สำหรับเชียงราย สถานการณ์ครั้งนี้กำลังชี้ให้เห็นสองโจทย์ที่ต้องเดินพร้อมกัน โจทย์แรกคือการรับมือระยะสั้นเพื่อให้ประชาชนผ่านช่วงฝุ่นวิกฤตไปโดยไม่เจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งขึ้นอยู่กับการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา การเข้าถึงหน้ากาก การเปิดใช้พื้นที่ปลอดฝุ่น และการเฝ้าระวังกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมจริง โจทย์ที่สองคือการจัดการระยะยาว เพราะเมื่อกรมอนามัยเตือนว่าสภาพอากาศปิดและการเผาในที่โล่งยังทำให้ค่าฝุ่นมีแนวโน้มเกินมาตรฐานต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ก็แปลว่าปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะวัน หากเป็นโครงสร้างความเสี่ยงที่ต้องถูกแก้จากต้นตออย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการเผา การบริหารเชื้อเพลิงในป่า การควบคุมมลพิษ และการวางระบบสุขภาพเมืองให้พร้อมรับกับฤดูกาลฝุ่นที่อาจยืดเยื้อขึ้นในแต่ละปี

ในห้วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ป่วยถึงขั้นฉุกเฉิน ระบบสาธารณสุขจึงยังมีพื้นที่ให้ทำงานเชิงป้องกันได้เต็มกำลัง แต่พื้นที่เวลานี้จะสั้นลงทันที หากฝุ่นยังทรงตัวอยู่ในระดับสีแดงหรือสีส้มเป็นเวลานาน และหากคนจำนวนมากยังจำเป็นต้องใช้ชีวิตกลางแจ้งโดยไม่มีเครื่องมือป้องกันที่เพียงพอ ข้อเท็จจริงที่ว่ายังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉิน จึงควรถูกใช้เป็นโอกาสในการเร่งป้องกัน ไม่ใช่เหตุผลให้สังคมผ่อนการระวังลง

บทสรุปของวันที่ฝุ่นยังไม่ยอมจาง

บทสรุปที่สำคัญที่สุดของสถานการณ์ปลายเดือนมีนาคมนี้ คือประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับที่กระทบชีวิตผู้คนจริง และเชียงรายอยู่ในศูนย์กลางของความเสี่ยงดังกล่าวอย่างชัดเจน ข้อมูลทางการยืนยันทั้งมิติของค่าฝุ่น มิติของประชากรกลุ่มเปราะบาง และมิติของอาการที่เริ่มปรากฏในประชาชนแล้ว แม้ระบบจะยังไม่รายงานผู้ป่วยฉุกเฉินจาก PM2.5 แต่สัญญาณเตือนจากผู้ป่วยระคายทางเดินหายใจ ผู้มีเลือดกำเดาไหลง่ายขึ้น และประชาชนที่ต้องพึ่งห้องปลอดฝุ่น ล้วนชี้ว่าฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของฤดูร้อนอีกต่อไป หากเป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะที่แตะถึงชีวิตประจำวันของผู้คนตั้งแต่การหายใจ การนอน การทำงาน ไปจนถึงความปลอดภัยของกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม

เมื่อสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย สิ่งที่ประชาชนต้องทำอาจเรียบง่ายแต่สำคัญอย่างยิ่ง คือเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน ลดเวลาสัมผัสอากาศภายนอกเมื่อจำเป็น สวมหน้ากากให้ถูกประเภท ดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด และอย่ามองข้ามอาการเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ เพราะในวันที่ฝุ่นมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งที่กำลังถูกทดสอบอาจไม่ใช่เพียงคุณภาพอากาศ แต่คือความแข็งแรงของระบบดูแลสุขภาพคนทั้งจังหวัดด้วยเช่นกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข ข่าวสถานการณ์ 5 วันที่ 29 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยและสรุปข่าวประจำวันของกระทรวงสาธารณสุข
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข่าวเตือน 5 ภาคเหนือและอีสาน วันที่ 29 มีนาคม 2569 และข้อมูลอินโฟกราฟิกเรื่องเด็กเลือดกำเดาไหลในวันที่ค่าฝุ่นสูง
  • องค์การอนามัยโลก WHO ข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ และความเสี่ยงของฝุ่นละเอียดต่อปอด หัวใจ สมอง และกระแสเลือด
  • ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่าง 5 กับอาการเลือดกำเดาไหล
  • ข้อมูลโดย นพ.เจษฎา ตรีสัตยาเวทย์ – อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงราย จับมือ วว. ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 เพื่อสุขภาพคนเมือง

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ยกระดับ “สวนตุงและโคม” สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง เดิมพันใหม่ของสุขภาวะเมืองในฤดูฝุ่น

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — ในช่วงเวลาที่คำว่า “ฝุ่น PM2.5” ไม่ใช่ประเด็นตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ประชาชนต้องเผชิญซ้ำๆ ทุกปี เมืองที่อยากให้คน “ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้ง” ย่อมหนีไม่พ้นคำถามสำคัญว่า จะทำอย่างไรให้พื้นที่สาธารณะปลอดภัยพอสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และคนทำงานที่ต้องการพื้นที่ออกกำลังกายหลังเลิกงาน

เทศบาลนครเชียงรายเลือกตอบคำถามนี้ด้วยการยกระดับ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” ให้เป็น “สวนสาธารณะต้นแบบลดฝุ่น PM2.5 กลางเมือง” ผ่านความร่วมมือกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเข้ามาเสริมฐานวิชาการและนวัตกรรมด้านพืชพรรณ/ภูมิทัศน์ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิง “ธรรมชาติบำบัด” เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่สุขภาวะของคนทุกช่วงวัย

ปัญหาที่เมืองต้องเผชิญ เมื่อ PM2.5 ไม่ใช่ “ข่าวไกลตัว”

PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว แนวทางสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ปรับ “ค่าคำแนะนำ” ให้เข้มงวดขึ้นใน Global Air Quality Guidelines (2021) สะท้อนหลักฐานวิชาการที่ชี้ความเสี่ยงต่อสุขภาพแม้ในระดับความเข้มข้นที่เคยถูกมองว่า “ไม่สูงมาก”

ในอีกด้าน ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 ที่ใช้กำกับดูแลคุณภาพอากาศ (ทั้งค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงและค่าเฉลี่ยรายปี) ซึ่งเป็นกรอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในการแจ้งเตือนและบริหารสถานการณ์
อย่างไรก็ดี “มาตรฐาน” ไม่ได้แปลว่า “ไร้ความเสี่ยง” และนี่คือเหตุผลที่เมืองจำนวนมากเริ่มหันมาทำงานเชิงรุก สร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง ควบคู่กับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษ

สวนตุงและโคม” จากพื้นที่พักผ่อน สู่โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเมือง

สำหรับเชียงราย “สวนตุงและโคม” คือพื้นที่สีเขียวที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า ทำให้มีประชาชนหลากหลายวัยเข้าใช้บริการต่อเนื่อง การยกระดับครั้งนี้จึงไม่ได้มองสวนเป็น “พื้นที่สวยงาม” เพียงอย่างเดียว แต่ตีความสวนใหม่ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ” ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น ตั้งแต่เวลาเปิดบริการไปจนถึงกิจกรรมที่หลากหลาย

แนวทางหลักที่เทศบาลเสนอ คือการขยายช่วงเวลาเปิดให้บริการ “ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ” เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน การเรียนรู้ และกิจกรรมชุมชนให้เต็มศักยภาพ พร้อมจัดวางอุปกรณ์ออกกำลังกายและพื้นที่กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ ให้สวนเป็นพื้นที่ที่ทุกคน “เข้าถึงได้” และ “อยากใช้ซ้ำ” ไม่ใช่แค่แวะถ่ายรูปแล้วจากไป

บทบาทของ วว.  เติมวิทยาศาสตร์ให้ “พื้นที่สีเขียว” ทำงานได้จริง

หัวใจของข่าวนี้คือ “การจับมือกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์” เพื่อทำให้เป้าหมายเรื่องฝุ่นเป็นมากกว่าสโลแกน วว.เข้ามามีบทบาทในโครงการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM2.5 โดยมีความร่วมมือเชิงวิชาการกับมหาวิทยาลัย (ปรากฏชื่อมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒในฐานะภาคีด้านวิชาการ) และมีนักวิจัย/หัวหน้าโครงการร่วมขับเคลื่อน

จากข้อมูลการสื่อสารของ วว. การพัฒนา “สวนตุงและโคม” ถูกวางให้เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่ต้องเลือกชนิดพืช วิธีปลูก การดูแล และการจัดวางให้สอดคล้องกับสภาพเมือง/ทิศทางลม/กิจกรรมการใช้งานจริง รวมถึงการต่อยอดไปสู่โมเดลที่หน่วยงานท้องถิ่นอื่นสามารถเรียนรู้และปรับใช้ได้

ธรรมชาติบำบัด” ไม่ใช่คำสวยงาม แต่คือการออกแบบเพื่อพฤติกรรมสุขภาพ

แนวคิด “ธรรมชาติบำบัด” ที่ถูกระบุในการพัฒนา สามารถอ่านได้อย่างเป็นรูปธรรมในสามมิติ

มิติที่หนึ่ง  สภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเคลื่อนไหว (Active living)
สวนที่ดีต้องทำให้การเดิน–วิ่ง–ออกกำลังกาย “เป็นเรื่องง่าย” และ “รู้สึกปลอดภัย” โดยเฉพาะเมื่อเทศบาลตั้งเป้าขยายเวลาเปิดบริการถึงช่วงค่ำ ประเด็นอย่างแสงสว่าง ความสะอาด ความปลอดภัยทางกายภาพ และการเข้าถึงของผู้สูงอายุ/ผู้พิการ จะกลายเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญไม่แพ้จำนวนต้นไม้

มิติที่สอง  สุขภาวะทางใจ (Mental well-being)
ในโลกที่ผู้คนมีความเครียดสูงขึ้น พื้นที่สีเขียวทำหน้าที่เป็น “พื้นที่พักใจ” ของเมืองได้จริง หากออกแบบให้มีมุมสงบ มีร่มเงา มีความต่อเนื่องของทางเดิน และลดสิ่งรบกวน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวและเมืองการศึกษาอย่างเชียงราย สวนกลางเมืองที่ใช้งานได้จริงคือสินทรัพย์สาธารณะที่ประเมินค่าเป็นตัวเลขยาก แต่สะท้อนในคุณภาพชีวิตที่สัมผัสได้

มิติที่สาม  การลดความเสี่ยงจากมลพิษ (Risk reduction)
การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการจัดการพืชพรรณสามารถช่วยบรรเทามลพิษได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องย้ำว่า “สวน” ไม่สามารถแทนมาตรการลดแหล่งกำเนิดได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สวนที่ออกแบบดีสามารถทำหน้าที่เป็น “พื้นที่หลบภัยเชิงพฤติกรรม” (คนมีพื้นที่ออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า) และเป็นจุดตั้งต้นของการสื่อสารความเสี่ยง (ติดป้ายความรู้/ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ/แนวทางป้องกันตนเอง)

คำถามเชิงนโยบาย  “ปลอดฝุ่น” วัดอย่างไร และใครตรวจสอบ?

จุดแข็งของโครงการนี้คือการยืนบนฐานวิชาการจาก วว. แต่ในมุมข่าวเชิงลึก ยังมีคำถามสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

  1. จะมีระบบตรวจวัด PM2.5 ในพื้นที่สวนอย่างต่อเนื่องหรือไม่
    หากเป้าหมายคือ “ค่าฝุ่นต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเมือง” การสื่อสารต่อประชาชนควรมาพร้อมข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น จุดตรวจวัดภายในสวน/รายงานรายเดือน/การเปรียบเทียบก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและต่อยอดเป็นต้นแบบให้เมืองอื่น
  2. มาตรฐานอ้างอิงใช้ชุดใด
    ประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM2.5 สำหรับการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ
    ขณะที่ WHO มีค่าคำแนะนำที่เข้มงวดกว่าในปี 2021
    การสื่อสารอย่างมืออาชีพควรระบุชัดว่า “ทำให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอะไร” และ “ลดความเสี่ยงให้กลุ่มใด” เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
  3. การดูแลระยะยาวและงบประมาณบำรุงรักษา
    สวนสาธารณะเป็น “ระบบที่ต้องดูแล” ไม่ใช่โครงการที่จบเมื่อสร้างเสร็จ เมืองควรมีแผนบำรุงรักษาพืชพรรณ การจัดการขยะ ระบบแสงสว่าง ความปลอดภัย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะสวนที่ปล่อยให้ทรุดโทรม จะกลายเป็นต้นทุนสังคมมากกว่าประโยชน์

มุมสะท้อนต่อชีวิตชุมชน  จาก “พื้นที่ผ่าน” สู่ “พื้นที่ของเรา”

หากมองให้ลึกกว่าภูมิทัศน์ การยกระดับสวนตุงและโคมมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างชีวิตเมือง 3 ประการ

ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ การออกกำลังกายและการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวไม่ควรเป็นสิทธิ์ของคนที่มีเวลา/มีรถ/มีสมาชิกฟิตเนสเท่านั้น สวนกลางเมืองที่เปิดเช้าถึงค่ำและรองรับทุกวัย คือการทำให้ “สุขภาพดี” ใกล้บ้านและใกล้มือมากขึ้น ยกระดับความปลอดภัยของกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่น ในวันที่คุณภาพอากาศผันผวน คนเมืองจำนวนมากลังเลว่าจะพาลูกออกไปวิ่ง เล่น หรือพาผู้สูงอายุไปเดินออกกำลังได้หรือไม่ การมี “พื้นที่ต้นแบบ” ที่ออกแบบเพื่อบรรเทาความเสี่ยง อย่างน้อยที่สุดคือการสร้างพื้นที่ที่ดูแลเข้มกว่าพื้นที่ทั่วไป ช่วยให้ประชาชนมีตัวเลือกมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การผนึกกำลังกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ทำให้สวนเป็น “ห้องเรียนกลางแจ้ง” ทั้งเรื่องพืชพรรณ คุณภาพอากาศ และการจัดการเมือง หากเทศบาลต่อยอดด้วยป้ายความรู้ กิจกรรมชุมชน และการเปิดข้อมูลคุณภาพอากาศ จะยิ่งทำให้โครงการนี้มีพลังทางสังคมมากกว่า “โครงการปรับปรุงสวน”

ความหวังที่ต้องเดินคู่ความจริง

“สวนตุงและโคม” เวอร์ชันใหม่ในมือของเทศบาลนครเชียงรายและ วว. คือสัญญาณว่าท้องถิ่นกำลังขยับจากการรับมือฝุ่นแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยเชิงพฤติกรรม” ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้ แม้ในยุคที่อากาศดีไม่ใช่เรื่องที่เราควรต้องลุ้นทุกเช้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของคำว่า “ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น” จะไม่เกิดจากภาพก่อน–หลังการปรับภูมิทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก การวัดผลที่โปร่งใส การดูแลต่อเนื่อง และการบูรณาการกับมาตรการลดแหล่งกำเนิดมลพิษในระดับจังหวัดและประเทศ

ถ้าทำได้จริง สวนแห่งนี้จะไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง แต่จะเป็น “คำมั่นสัญญา” ว่าเชียงรายกำลังสร้างเมืองที่หายใจได้ เพื่อเด็กที่ต้องวิ่งเล่น เพื่อผู้สูงอายุที่ต้องเดินออกกำลัง และเพื่อคนทำงานที่อยากมีพื้นที่พักใจโดยไม่ต้องเดิมพันกับสุขภาพของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
  • โครงการพัฒนาสวนตุงและโคมร่วมกับเทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ (PCD)
  • Mahidol University (Envinews อ้างอิง PCD)
  • World Health Organization (WHO)
  • กรมประชาสัมพันธ์ (PRD)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TOP STORIES

ฝุ่นพิษวิกฤต ‘ภาคเหนือ’ อ่วม สส.ซัดรัฐบาลไร้แผน

ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง! กรุงเทพฯ-เชียงรายวิกฤต สสจ.เตือนงดกิจกรรมกลางแจ้ง

เชียงราย, 24 มีนาคม 2568 – สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในประเทศไทยทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่ทำสถิติสูงสุดในรอบปี 2568 ด้วยระดับฝุ่นที่อยู่ในเกณฑ์อันตรายต่อสุขภาพ (สีแดงถึงสีม่วง) ติดต่อกันนานถึง 38 ชั่วโมง ขณะที่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ รวมถึงภาคอีสาน ยังคงเผชิญปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว ที่มีการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

จากข้อมูลล่าสุด ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ทั้งการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ การปล่อยมลพิษจากยานยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมที่กลับมาดำเนินกิจกรรมตามปกติ รวมถึงปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำ (Temperature Inversion) ซึ่งทำให้ฝุ่นไม่สามารถระบายออกได้ นอกจากนี้ ฝุ่นพิษที่ตีกลับจากอ่าวไทยยังเพิ่มความรุนแรงของสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ขณะที่ภาคเหนือและอีสานได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนจากเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะจาก สปป.ลาว และเมียนมา ซึ่งมีการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างต่อเนื่อง

ในจังหวัดเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ได้ออกประกาศเตือนประชาชนให้ระวังผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ AIR4Thai ระบุว่า ค่า PM2.5 ในหลายพื้นที่ของจังหวัดอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” (สีส้มถึงสีแดง) สสจ.เชียงรายแนะนำให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทาง “รู้ – ลด – เลี่ยง” เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้:

  1. รู้: ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai หรือ “เชียงรายรู้ทันฝุ่น V2”
  2. ลด: งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงตั้งแต่ระดับสีส้ม สีแดง สีม่วง ไปจนถึงสีน้ำตาล
  3. เลี่ยง: สวมหน้ากากอนามัยชนิด N95 ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้เครื่องฟอกอากาศ และดูแลกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นพิเศษ

นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หรืออาการทางระบบทางเดินหายใจ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ทันที”

การเมืองร้อนระอุ: อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เรื่องฝุ่น PM2.5

ในวันเดียวกัน ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 โดยนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้หยิบยกประเด็นการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอภิปราย โดยระบุว่านายกฯ ขาดความรู้ ความสามารถ และความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหานี้

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า “ในเวทีแถลงผลงาน 90 วันของนายกฯ มีการนำเสนอข้อมูลที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ถึงกุมภาพันธ์ 2568 มีความรุนแรงมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เขายังวิจารณ์ถึงข้อสั่งการของนายกฯ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่ระบุ 3 มาตรการหลัก ได้แก่ ห้ามรับซื้อสินค้าเกษตรจากการเผา ตรวจจับควันดำจากรถยนต์ และควบคุมมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม แต่กลับไม่มีการออกมาตรการบังคับที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของผู้ประกอบการนำเข้าข้าวโพด หรือการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เปลี่ยนไปใช้วิธีการเกษตรแบบไม่เผา

สส.พรรคประชาชน ยังชี้ถึงความล้มเหลวในการอบรมท้องถิ่นเพื่อดับไฟป่า โดยระบุว่า จากเป้าหมาย 2,000 แห่ง รัฐบาลกลับดำเนินการได้เพียง 60 แห่งเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีการขัดแย้งในนโยบายภายในรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ครม. มีมติให้แต่ละจังหวัดบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยวิธีชิงเผา แต่เพียง 1 เดือนต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับออกคำสั่งห้ามเผาทุกกรณี ซึ่งนายภัทรพงษ์ตั้งคำถามว่า “ความเป็นผู้นำของนายกฯ อยู่ตรงไหน รัฐมนตรีไม่เห็นหัวตระกูลชินวัตรเลย”

นายภัทรพงษ์ ยังวิจารณ์ถึงการจัดการในกรุงเทพฯ โดยระบุว่า นายกฯ สั่งการให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ป้องกันฝุ่น PM2.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 แต่กลับไม่ให้อำนาจ กทม. ในการจับรถควันดำอย่างเต็มที่ มาตรการที่ออกมาจึงจำกัดเพียงการประกาศ Low Emission Zone และรถไฟฟ้าฟรีโดยใช้งบกลางเท่านั้น นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดภาษีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567 โดยไม่ระบุเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมหรือการเผา ซึ่งขัดแย้งกับนโยบายของนายกฯ

ในประเด็นการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน นายภัทรพงษ์ ระบุว่า การเจรจาในเวที ASEAN Summit ที่ลาวเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ไม่มีเรื่องฝุ่น PM2.5 ในปฏิญญาเลยสักฉบับ แสดงถึงความล้มเหลวในการผลักดันวาระนี้ในระดับภูมิภาค เขายังยกตัวอย่างกรณีการซ้อมรบของกองทัพในจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งก่อให้เกิดไฟป่า โดยอ้างข้อมูลจากดาวเทียม NASA และ Sentinel-2 ว่าจุดความร้อนมาจากกระสุนที่ตก แม้ว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะชี้แจงว่าไฟป่าไม่ได้รุนแรงและไม่ได้เกิดจากกระสุนของกองทัพ

นายภัทรพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งหมดนี้คือความวิบัติของประเทศที่มีผู้นำอย่างแพทองธาร ซึ่งขาดความรู้ ความสามารถ ความจริงใจ และความเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 สุดท้ายผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน”

รัฐบาลโต้กลับ: ยุทธศาสตร์ฟ้าใสและความร่วมมืออาเซียน

ด้านนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลุกขึ้นชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมิติของความร่วมมือระหว่างประเทศ นายมาริษ ระบุว่า รัฐบาลได้ผลักดัน “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” (CLEAR Sky Strategy) ร่วมกับ สปป.ลาว และเมียนมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 โดยมีเป้าหมายลดหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังไฟป่า การเปิดสายด่วนประสานงาน และการพัฒนาเทคโนโลยีแก้ไขปัญหา

นายมาริษ ยังชี้แจงถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน โดยระบุว่ารัฐบาลได้ผลักดันประเด็นฝุ่น PM2.5 ผ่านการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เวียงจันทน์ และการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เกาะลังกาวี มาเลเซีย รวมถึงจัดงานสัมมนาแนวทางการแก้ไขหมอกควันข้ามแดน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย องค์การอนามัยโลก ธนาคารโลก และองค์กรระหว่างประเทศ เช่น GIZ และ ADPC มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา

ในระดับทวิภาคี กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมกับสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ สปป.ลาว เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 รวมถึงการประชุมกับกัมพูชาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 เพื่อจัดตั้งช่องทางการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและความร่วมมือดับไฟ โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในวันที่ 23-24 เมษายน 2568 ระหว่างการเยือนของนายกรัฐมนตรี

30 ปีแห่งความพยายาม: ความร่วมมืออาเซียนแก้หมอกควันข้ามแดน

ปัญหาหมอกควันข้ามแดนในอาเซียนมีมานานกว่า 30 ปี โดยเริ่มต้นจากไฟป่าในอินโดนีเซียที่ส่งผลกระทบต่อบรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในปี 2537 ซึ่งนำไปสู่การร่างแผนปฏิบัติการหมอกควันระดับภูมิภาค (Regional Haze Action Plan: RHAP) ในปี 2538 ต่อมาในปี 2545 อาเซียนได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution: AATHP) และจัดทำโรดแมป ASEAN Transboundary Haze Free Roadmap by 2020 เพื่อทำให้อาเซียนปลอดหมอกควันภายในปี 2563

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดมาตรการบังคับและการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดแผนงานฉบับที่สองในปี 2566-2573 (Second ASEAN Haze-Free Roadmap 2023-2030) ซึ่งเปิดตัวในปี 2567 นอกจากนี้ ยังมีแผนย่อย เช่น แผนปฏิบัติการเชียงราย 2017 ที่มุ่งลดจุดความร้อนในอนุภูมิภาคแม่โขง และยุทธศาสตร์ฟ้าใสในปี 2567 ที่เน้นความร่วมมือระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา

มุมมองทั้งสองฝ่าย: ความท้าทายและความพยายาม

จากมุมมองของฝ่ายค้าน นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ทั้งในระดับนโยบายภายในประเทศและการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการขาดความเป็นผู้นำของนายกฯ ที่ไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รวมถึงการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน เช่น กรณีคำสั่งขัดแย้งระหว่างกระทรวงมหาดไทยและครม. รวมถึงการซ้อมรบของกองทัพที่ก่อให้เกิดไฟป่า

ในทางกลับกัน รัฐบาลโดยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ยืนยันถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ผ่านยุทธศาสตร์ฟ้าใสและความร่วมมือในกรอบอาเซียน รวมถึงการผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อลดหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืน

ทั้งสองฝ่ายมีข้อโต้แย้งที่สมเหตุสมผล ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในนโยบายและการดำเนินการที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ขณะที่รัฐบาลแสดงถึงความพยายามในระดับนานาชาติ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 จึงยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งในและนอกประเทศ

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ค่า PM2.5 ในกรุงเทพฯ: วันที่ 24 มีนาคม 2568 ค่า PM2.5 เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (μg/m³) ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ (สีแดงถึงสีม่วง) ติดต่อกัน 38 ชั่วโมง (ที่มา: Air4Thai)
  • จุดความร้อนในอาเซียน: ระหว่างปี 2565-2566 จุดความร้อนในกัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย เพิ่มจาก 704,892 จุด เป็น 1,130,626 จุด (ที่มา: สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ – GISTDA)
  • การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์: ปี 2566 ไทยนำเข้าข้าวโพดจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา 1,331,428 ตัน เพิ่มเป็น 2,012,117 ตัน ในปี 2567 (ที่มา: กรมศุลกากร)
  • จุดความร้อนในพื้นที่ปลูกข้าวโพด: 1 ใน 3 ของจุดความร้อนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยู่ในพื้นที่ปลูกข้าวโพด (ที่มา: รายงานของกรีนพีซ, 2558-2563)

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศปิดและมีการเผาเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Air4Thai
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
  • กรมศุลกากร
  • รายงานของกรีนพีซ, 2558-2563
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

ปภ.ช. เอาจริง! ขึ้นบัญชีดำเกษตรกรเผา แก้ฝุ่นควันพิษ

ปภ.ช. สั่งเอาจริง! ขึ้นบัญชีดำเกษตรกรดื้อเผา แก้ปัญหาฝุ่นควัน

กุมภาพันธ์ 2568 – กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.ช.) ยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน สั่งเอาจริงกับเกษตรกรที่ยังดื้อดึงเผาพืชผลทางการเกษตร พร้อมขึ้นบัญชีดำผู้กระทำผิด

ปภ.ช. เร่งแก้ปัญหาฝุ่นควัน สั่งคุมเข้มห้ามเผา

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปภ.ช. ติดตามสถานการณ์ฝุ่นควันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการคุมเข้มสั่งห้ามเผา และการตรวจจับดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมขึ้นบัญชีดำเกษตรกรดื้อเผา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานแนวทางและขั้นตอนการแจ้งเตือนและป้องปรามเกษตรกรไม่ให้เผา พร้อมส่งเสริมวิธีกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรแบบใหม่ เช่น การไถกลบตอซัง การใช้จุลินทรีย์และอินทรียวัตถุ

แม้จะได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรส่วนใหญ่ แต่ยังมีบางส่วนที่ไม่ปฏิบัติตาม จึงเตรียมขึ้นบัญชีดำเกษตรกรที่ถูกตัดสิทธิ์และไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ซึ่งจะประกาศในเร็วๆ นี้

กรมป่าไม้เผยข้อมูลไฟป่าและจุดความร้อน

กรมป่าไม้ รายงานการจัดการไฟในพื้นที่ป่า พบว่า จังหวัดกำแพงเพชรเกิดไฟป่ามากที่สุด และพบจุดความร้อน (hotspots) สะสมในภาคเหนือมากที่สุด

กรมโรงงานฯ เผยข้อมูลโรงงานรับอ้อยเผา

กรมโรงงานอุตสาหกรรม รายงานจำนวนโรงงานรับอ้อยเผาเข้าหีบแต่ละภาคยังมีมาก แม้ภาพรวมปีนี้จะลดลงจากปีก่อน แต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงที่เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยจะเร่งเก็บผลผลิต ทำให้ยังคงมีการเผาอ้อยในหลายพื้นที่

ปภ.ช. สั่งทุกจังหวัดทำงานเชิงรุกแก้ปัญหาจุดความร้อน

ปภ.ช. มอบหมายทุกจังหวัด นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานงานกับกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ทำงานเชิงรุก ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาจุดความร้อนสูง โดยเฉพาะในจังหวัดเพชรบูรณ์และชัยภูมิ

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มกลับมาสูงอีกครั้ง

กรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 จะบรรเทาลงเล็กน้อยในช่วงวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2568 แต่หลังจากนั้น ค่าฝุ่นจะมีแนวโน้มกลับมาสูงอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง

ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวควรเฝ้าระวังสถานการณ์จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและจมตัว ทำให้การระบายอากาศต่ำ ประกอบกับลมที่แปรปรวนและข้อมูลจุดความร้อนที่ยังพบการเผาในหลายพื้นที่

มาตรการระยะยาว

นอกจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดแล้ว ปภ.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพิจารณามาตรการระยะยาวเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงระบบการจัดการพื้นที่เกษตร และการสร้างความตระหนักให้ประชาชนเห็นถึงผลกระทบของการเผาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สรุป

ปภ.ช. สั่งเอาจริงกับเกษตรกรที่ยังดื้อดึงเผาพืชผลทางการเกษตร พร้อมขึ้นบัญชีดำผู้กระทำผิด เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 จะกลับมาสูงอีกครั้ง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ปภ.ช.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE