Categories
HEALTH

ไข้ดินโรคนักเลียนแบบ! แพทย์เชียงรายวอนแจ้งประวัติสัมผัสดินน้ำ หลังพบผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว

Summary
  • ไทยพบผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสม 752 ราย เสียชีวิต 23 ราย โดย 90% ของผู้ตายมีโรคเบาหวานร่วมด้วย

  • เชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงเนื่องจากมีเกษตรกรและคนทำงานสัมผัสดินน้ำจำนวนมาก

  • โรคไข้ดินไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง มักเลียนแบบอาการปอดบวมหรือวัณโรค ทำให้วินิจฉัยช้า

  • แพทย์แนะหากไข้สูงเกิน 2 วันและมีประวัติย่ำโคลนให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติทันที

  • ป้องกันได้ด้วยการสวมรองเท้าบูท ปิดแผลให้มิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังทำงาน

ไข้ดินไม่ใช่โรคไกลตัว เชียงรายต้องเฝ้าระวังก่อนฝนมา เมื่อโรคจากดินและน้ำเริ่มขยับเร็วกว่าเดิม

เชียงราย,21 เมษายน 2569 – ปลายเมษายนของภาคเหนือในหลายปีมักเป็นช่วงรอฝนแรก รอให้ความร้อนหนัก ๆ คลายตัว และรอให้ชีวิตชนบทกลับไปสู่จังหวะการทำงานตามฤดูกาลอีกครั้ง แต่ปีนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังขยับเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนฤดูฝนจะเริ่มเต็มตัว นั่นคือโรคเมลิออยโดสิส หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “โรคไข้ดิน” โรคที่ไม่ได้ส่งเสียงดังเท่าไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้มีภาพจำชัดแบบไข้เลือดออก แต่กลับเป็นโรคติดเชื้อที่แพทย์และนักระบาดวิทยาไม่กล้ามองข้าม เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในดิน ในน้ำ ในนาข้าว ในแปลงผัก และในงานประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด

สัญญาณเตือนรอบล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นสุขภาพเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 18 เมษายนระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย และเมื่อกรมควบคุมโรคแถลงอีกครั้งในวันที่ 21 เมษายน ตัวเลขขยับเป็น 752 ราย เสียชีวิตเท่าเดิมที่ 23 ราย นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาเพียงสองวัน ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 20 ราย แม้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ช่วงระบาดสูงสุดอย่างเต็มที่ ซึ่งปกติจะอยู่ในฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมก็ตาม

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก่อนฤดูฝน คือสัญญาณที่ไม่ควรอ่านผ่าน

ในทางระบาดวิทยา ตัวเลขผู้ป่วย 752 รายอาจยังไม่ใช่จุดสูงสุดของปี แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์เป็นห่วงอยู่ตรงลักษณะของโรคมากกว่าจำนวนผู้ป่วยล้วน ๆ เพราะโรคไข้ดินเป็นโรคที่มักถูกวินิจฉัยช้า อาการเริ่มต้นไม่ชี้ชัด บางรายเริ่มจากไข้ธรรมดา บางรายเหมือนปอดบวม บางรายคล้ายวัณโรค หรืออาจมีฝีตามผิวหนัง ปวดท้อง ปวดข้อ ปวดกระดูก กระจายไปหลายระบบของร่างกาย จนกว่าจะมีการเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ จึงจะยืนยันได้ชัดว่าคนไข้ติดเชื้ออะไร นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรมควบคุมโรคใช้คำว่า ต้องเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด แม้จะยังไม่ถึงฤดูพีกของโรคก็ตาม

ภาพที่ต้องมองควบคู่กันอีกด้านคือ ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งของปีนี้ หรือ 376 ราย ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคืออายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 329 ราย รองลงมาคือ 50 ถึง 59 ปี จำนวน 215 ราย และ 40 ถึง 49 ปี จำนวน 100 ราย ตัวเลขนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า โรคไข้ดินไม่ใช่เรื่องของเด็กหรือวัยรุ่นเป็นหลัก แต่เป็นโรคที่ไปชนกับประชากรกลุ่มทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งในหลายบ้านคือคนที่เป็นทั้งเสาหลักทางรายได้และเสาหลักของครอบครัว เมื่อคนกลุ่มนี้ป่วยหนัก ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดแค่ที่ตัวผู้ป่วย แต่ส่งต่อไปยังทั้งบ้าน ทั้งไร่ ทั้งนา และทั้งรายได้ของครัวเรือนด้วย

โรคจากดินที่ชื่อฟังดูธรรมดา แต่ความรุนแรงไม่ธรรมดา

หน้าความรู้โรคของกรมควบคุมโรคอธิบายไว้ตรงไปตรงมาว่า เมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงถึงชีวิต เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะในดินและน้ำ ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเลยในระยะแรก หรืออาจมีอาการหลากหลายมากจนดูเหมือนโรคอื่น แต่หากเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดแบบเฉียบพลัน อัตราป่วยตายอาจสูงถึงร้อยละ 40 ถึง 60 โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวาน ดื่มสุราเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ และบางรายอาจเสียชีวิตภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงถูกเรียกกันในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่ “ลอกเลียนแบบ” อาการของโรคอื่นได้ดีมาก และในข้อมูลที่ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้รับจาก พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ก็อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า โรคไข้ดินมักไม่มีอาการเฉพาะ ทำให้หลายคนมองว่าเป็นไข้ทั่วไปหรือป่วยจากการทำงานหนัก ทั้งที่จริงอาจเป็นการติดเชื้อที่กำลังลุกลามอยู่ในร่างกายแล้ว จุดสังเกตสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “มีไข้” แต่เป็นไข้ที่ไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 3 วัน ร่วมกับประวัติลุยน้ำ ย่ำโคลน สัมผัสดิน หรือมีฝีและหนองผิดปกติที่ผิวหนัง

เชียงรายไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางระบาด แต่เป็นพื้นที่ที่เงื่อนไขเสี่ยงครบเกือบทุกข้อ

ในเอกสารความรู้ของกรมควบคุมโรคมีการระบุว่า ในประเทศไทยพบโรคนี้มากในภาคอีสาน นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ระบาดหลักของประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ แต่หากมองจาก “เงื่อนไขเสี่ยง” เชียงรายกลับมีหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ทั้งภาคเกษตรที่ยังมีคนทำงานกลางแจ้งจำนวนมาก พื้นที่ดินชุ่มน้ำและแปลงนาในหลายอำเภอ กลุ่มแรงงานที่ต้องลุยน้ำหรือสัมผัสดินเป็นเวลานาน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีอยู่ในชุมชนจำนวนไม่น้อย

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย โรคนี้ไม่ต่างจากศัตรูที่ไม่เลือกบ้านหลังใหญ่หรือหลังเล็ก แต่จะเลือก “ช่องทางเข้า” มากกว่า บ้านที่มีคนเดินลุยน้ำบ่อย มีบาดแผลเล็ก ๆ ที่เท้าหรือขา มีโรคเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี หรือมีพฤติกรรมชะล่าใจเรื่องการอาบน้ำล้างตัวหลังทำงานกลางทุ่ง ก็ย่อมเปิดประตูให้เชื้อเข้ามาได้ง่ายกว่า ข้อนี้สำคัญสำหรับเชียงรายมาก เพราะชีวิตในชนบทจำนวนไม่น้อยยังผูกกับการทำงานที่สัมผัสดินน้ำโดยตรง และการละเลยเพียงนิดเดียวอาจกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่กว่าที่คิด

พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

เบาหวานคือปัจจัยเสี่ยงที่ต้องพูดให้ชัด เพราะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเน้นย้ำมากที่สุด คือประมาณร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย นี่เป็นตัวเลขที่ไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านไปแบบข่าวสุขภาพทั่วไป เพราะมันกำลังชี้ไปถึง “กลุ่มเปราะบางจริง” ของโรคอย่างชัดเจน สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวนมาก การสื่อสารเรื่องโรคไข้ดินจึงไม่ควรหยุดแค่การเตือนเกษตรกร แต่ต้องไปถึงครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยไต มีผู้ป่วยมะเร็ง หรือมีคนที่ดื่มสุราเป็นประจำด้วย

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา คนที่มีโรคประจำตัวจำนวนหนึ่งไม่ได้ป่วยเพราะไปทำไร่ทำนาเท่านั้น แต่อาจเพียงมีบาดแผลเล็กน้อย ไปช่วยงานสวน ไปเก็บของหลังฝนตก หรือสัมผัสดินน้ำในชีวิตประจำวันแล้วรับเชื้อเข้าไป เมื่อภูมิคุ้มกันเดิมไม่แข็งแรงพอ อาการจึงทรุดเร็วกว่า และยิ่งอันตรายขึ้นเมื่อเจ้าตัวหรือครอบครัวไม่คิดว่าเป็นโรครุนแรงตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นจุดที่ต้องไปไกลกว่าการเตือนแบบกว้าง ๆ และต้องชัดเจนพอให้คนในบ้านนึกถึงความเสี่ยงของตัวเองได้จริง

อาการที่คล้ายโรคอื่น คือเหตุผลที่แพทย์ขอให้แจ้งประวัติสัมผัสดินและน้ำทุกครั้ง

รองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุชัดว่า อาการของโรคไข้ดินไม่มีลักษณะเฉพาะและคล้ายโรคติดเชื้ออื่นหลายชนิด จึงทำให้วินิจฉัยระยะแรกได้ยากและต้องอาศัยการเพาะเชื้อเพื่อยืนยันผล ประเด็นนี้ฟังดูเหมือนเรื่องของโรงพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของประชาชนโดยตรง เพราะหากผู้ป่วยไปพบแพทย์แต่ไม่ได้บอกว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งลุยน้ำ ทำนา ซ่อมท่อในดินเปียก หรือเดินลุยโคลน แพทย์ก็อาจใช้เวลาแยกโรคนานขึ้น และเวลาที่เสียไปในโรคนี้อาจแพงกว่าที่คิดมาก

ในแง่นี้ โรคไข้ดินมีความคล้ายกับหลายกรณีที่สังคมไทยเคยเจอมาก่อน คือคนไข้มักไปถึงโรงพยาบาลพร้อมอาการหนักแล้ว เพราะช่วงแรกคิดว่าแค่ไข้ธรรมดา กินยาลดไข้เองแล้วรอดูอาการ หรือซื้อยาชุดกินเองก่อนหลายวัน กรมควบคุมโรคจึงย้ำชัดว่า หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน ร่วมกับมีประวัติสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งประวัติสัมผัสเสี่ยงนั้นด้วย เพื่อให้แพทย์ตัดสินใจตรวจได้เร็วขึ้น

เชียงรายยังมีฝุ่นพิษเป็นฉากหลัง ทำให้การสังเกตอาการยิ่งไม่ควรชะล่าใจ

แม้โรคไข้ดินจะมีสาเหตุจากเชื้อในดินและน้ำ ไม่ใช่จากฝุ่น PM2.5 โดยตรง แต่บริบทสุขภาพของเชียงรายในช่วงนี้ก็ทำให้การเฝ้าระวังโรคยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะก่อนถึงวันที่ 21 เมษายนไม่นาน พื้นที่ภาคเหนือตอนบนรวมทั้งเชียงรายยังมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง โดยประกาศของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน ระบุว่าในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน พบค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ระหว่าง 46.7 ถึง 159.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และยังอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ในทางปฏิบัติ นี่อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งสับสนกับอาการของตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อพื้นที่เพิ่งผ่านช่วงฝุ่นสูง อาการไอ เหนื่อย หรืออ่อนเพลียอาจถูกโยงไปที่ฝุ่นเพียงอย่างเดียว ทั้งที่บางรายอาจกำลังเริ่มมีการติดเชื้อชนิดอื่นร่วมอยู่ด้วย ตรงนี้เป็นข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่การสรุปว่า PM2.5 ทำให้เป็นไข้ดิน แต่เป็นการชี้ว่าในพื้นที่ที่มีภาระสุขภาพหลายด้านทับซ้อนกัน การปล่อยให้อาการผิดปกติยืดเยื้อโดยไม่ตรวจยืนยัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการมาพบแพทย์ช้าได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับโรคไข้ดิน ความช้าเพียงไม่กี่วันอาจเปลี่ยนความรุนแรงของโรคได้จริง

สิ่งที่คนทำงานกลางแจ้งในเชียงรายควรทำ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำสม่ำเสมอ

คำแนะนำของกรมควบคุมโรคฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่กลับเป็นหัวใจของการป้องกันโรคนี้อย่างแท้จริง นั่นคือหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากจำเป็นต้องทำงานให้สวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกัน ปิดบาดแผลให้มิดชิด ล้างมือและเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ อาบน้ำทันทีหลังทำงาน กินอาหารที่สุก ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก และหลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางฝุ่นหรือละอองดินฟุ้งกระจาย

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น จะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของวินัยส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจครัวเรือนด้วย เช่น คนงานรับจ้างรายวันจำนวนมากอาจไม่ซื้อรองเท้าบูทเพราะมองว่าเป็นต้นทุนเพิ่ม เกษตรกรบางคนอาจไม่ได้ปิดแผลเล็ก ๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หาย หรือบางบ้านอาจยังใช้น้ำที่ไม่ผ่านการต้มอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรวมกันแล้ว พฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ต่างหากที่เปิดช่องให้โรคเดินเข้ามาเงียบ ๆ เพราะฉะนั้น การป้องกันโรคไข้ดินจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องของการทำให้มาตรการพื้นฐานกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน

เสียงจากแพทย์ในเชียงรายสะท้อนตรงกันว่า รู้เร็วคือจุดเปลี่ยน

ข้อมูลจาก พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ ที่ให้กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ช่วยเติมภาพในระดับพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ แพทย์อธิบายว่า ผู้ป่วยโรคไข้ดินอาจเริ่มด้วยไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หากติดเชื้อที่ปอดอาจไอและเจ็บหน้าอก บางรายมีฝีหรือหนองที่ผิวหนังหรืออวัยวะภายใน สิ่งที่อยากให้ประชาชนจำให้แม่นไม่ใช่ชื่อเชื้อที่ออกเสียงยาก แต่คือจังหวะที่ควรรีบมาโรงพยาบาล นั่นคือเมื่อไข้สูงต่อเนื่องไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 3 วัน และมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสดินโคลนร่วมด้วย

แพทย์ยังย้ำว่าการรักษาในระยะแรกต้องใช้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด และหลังอาการคงที่แล้วต้องกินยาต่อเนื่องนานหลายเดือนเพื่อกำจัดเชื้อให้หมด หากหยุดยาเองก่อน มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเมื่อไข้ลดแล้วมักเข้าใจว่าหายแล้ว ทั้งที่โรคนี้ต้องรักษาให้ครบจึงจะลดโอกาสเชื้อกลับมาได้ นี่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้โรคไข้ดินต่างจากโรคไข้ติดเชื้อทั่วไปที่ประชาชนคุ้นเคย

ข่าวนี้สำคัญกับเชียงราย เพราะป้องกันได้ แต่ประมาทไม่ได้

หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด โรคไข้ดินไม่ใช่โรคที่ต้องทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เป็นโรคที่ต้องทำให้ประชาชน “รู้ทัน” ให้เร็วพอ เพราะมันไม่ใช่โรคของคนทั้งจังหวัดในสัดส่วนเท่ากัน แต่เป็นโรคของคนบางกลุ่มที่เสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะเกษตรกร คนทำงานสัมผัสดินน้ำ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไต เมื่อคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ความรุนแรงของโรคอาจไปเร็วกว่าโรคติดเชื้อทั่วไปมาก และความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดก็คือการคิดว่าเป็นไข้ธรรมดาแล้วรอดูอาการนานเกินไป

ในแง่นี้การเตือนจากกรมควบคุมโรคจึงไม่ใช่เพียงข่าวส่วนกลางที่ลอยอยู่เหนือพื้นที่ แต่เป็นข่าวที่ตรงกับโครงสร้างชีวิตของเชียงรายอย่างมาก จังหวัดนี้มีทั้งภาคเกษตร ผู้สูงอายุ ชุมชนชนบท และแรงงานกลางแจ้งจำนวนมาก ถ้าสื่อสารได้แม่น คนกลุ่มเสี่ยงจะป้องกันตัวเร็วขึ้น ถ้าสังเกตอาการได้เร็วขึ้น โรงพยาบาลก็จะวินิจฉัยได้เร็วขึ้น และโอกาสเสียชีวิตก็จะลดลงตามไปด้วย

เชียงราย ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวผ่านตา

สิ่งที่ควรถูกจดจำจากสถานการณ์วันที่ 21 เมษายน 2569 ไม่ใช่แค่ตัวเลข 752 รายหรือ 23 รายเท่านั้น แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า โรคไข้ดินกำลังขยับตัวในช่วงที่ไทยยังไม่เข้าสู่ฤดูระบาดสูงสุดเต็มที่ นั่นทำให้ทุกจังหวัดที่มีประชาชนทำงานสัมผัสดินและน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะเชียงราย ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวผ่านตา

โรคนี้ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง อาการเริ่มต้นอาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ความรุนแรงเมื่อปล่อยช้าอาจพาไปได้ไกลกว่าที่คิดมาก ระหว่างรองเท้าบูทหนึ่งคู่ การปิดแผลเล็ก ๆ ให้มิดชิด การอาบน้ำหลังลุยนา หรือการตัดสินใจไปพบแพทย์ให้เร็วขึ้น กับการต้องนอนโรงพยาบาลหลายวันหรือเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด เส้นแบ่งบางครั้งก็อยู่แค่ความไม่ประมาทเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

แต่สิ่งที่จังหวัดเชียงรายต้องระวังไม่แพ้กัน คืออีกท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษที่ยังปกคลุมพื้นที่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี Low-Dose CT จึงมีความสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้มีโปรแกรมตรวจราคาพิเศษเพียงรายการละ 3,000 บาท (ครอบคลุมทั้งมะเร็งปอด เต้านม ช่องท้อง และปากมดลูก) จนถึง 30 มิ.ย. 69 เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาหายขาดได้สูงถึง 90% หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะ “การรู้เร็ว” คือโอกาสสำคัญในการรักษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Health Promotion Center โทร 052-051937 หรือ 1719

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • ข้อมูลสัมภาษณ์ พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
HEALTH

วิกฤตชีวิตใต้น้ำท่วม 6 วัน! แพทย์เตือนเด็กหาดใหญ่เสี่ยงภาวะช็อกสูงจาก “ขาดน้ำ-ขาดอาหาร”

วิกฤตชีวิตใต้น้ำท่วม 6 วัน! แพทย์เตือนเด็กเสี่ยงช็อกสูง “ขาดน้ำ-ขาดอาหาร” หาดใหญ่จมบาดาล

เชียงราย / สงขลา ,30 พฤศจิกายน 2568 – ภาพความทุกข์ยากของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ได้จบลงเพียงแค่การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 5-6 วัน ท่ามกลางน้ำท่วมสูงทะลุชั้น 2 ของบ้านเรือน โดยผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ “ขาดน้ำสะอาด-ขาดอาหาร” อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึงตัวเนื่องจากน้ำเชี่ยวและทีมช่วยเหลือไม่เพียงพอ

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ เด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเข้าสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้ทุกขณะ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ร่างกายเริ่มสู้กับตัวเอง วันที่ 5 ของความทุกข์ทรมาน

นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่น้ำเริ่มท่วมเข้าบ้านเรือนในเขตอำเภอหาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากไม่ทันหลบหนี ต้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนชั้น 2 ของบ้านหรือบนหลังคา แต่ไม่นานน้ำก็ไล่ตามขึ้นมา จนในที่สุดหลายครอบครัวต้อง “แช่น้ำ” อยู่กับระดับน้ำสูงกว่า 2-3 เมตร โดยไม่มีทางหนีออกไปได้อีก

ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่า หลายวันที่ผ่านมามีเคสขอความช่วยเหลือจำนวนมากแจ้งผ่านเข้ามาว่า “ขาดน้ำ ขาดอาหาร” มาตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ ญาติหลายรายที่อยู่ภายนอกพื้นที่พยายามแจ้งข้อมูลแทน เพราะผู้ประสบภัยเองแบตเตอรี่มือถือหมดแล้ว ติดต่อกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“ถ้านับเวลา วันนี้ (26 พ.ย.2568) เป็นวันที่ 5-6 ของการแช่น้ำที่ท่วมอยู่ในบ้าน และมีบ้านเรือนจำนวนมากที่น้ำเข้าถึงชั้น 2 แล้ว ทำให้แต่ละครอบครัวต้องแช่น้ำกันอย่างไม่มีทางเลือก” ภัทราพร กล่าว

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เมื่อร่างกายต้องอดอาหารและขาดน้ำสะอาดเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่ม “ต่อสู้กับตัวเอง” โดยใช้พลังงานสำรองที่มีอยู่จนหมด จนกระทั่งอวัยวะสำคัญต่างๆ เริ่มทำงานผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้

เด็กเล็ก กลุ่มเสี่ยงสูงสุด ทนได้เพียง 2-5 วัน

แพทย์หญิงอรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ซึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ข้อมูลสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทราบว่า เด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

“โดยเฉลี่ยเด็กจะทนต่อการอดอาหารได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ คือประมาณ 2-5 วันเท่านั้น เนื่องจากเด็กมีพลังงานสำรองน้อย มีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่สูงกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเกิดอันตรายจากภาวะขาดน้ำและอาหาร รวมถึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย” แพทย์หญิงอรสุดา อธิบาย

ข้อมูลนี้หมายความว่า เด็กที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่มาครบ 5-6 วันแล้ว กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่สุด หากไม่ได้รับอาหารและน้ำสะอาดภายใน 24-48 ชั่วโมงนี้ อาจเข้าสู่ภาวะอันตรายร้ายแรงได้

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ เด็กบางรายอาจไม่ได้รับอาหารมาตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ ซึ่งหมายความว่าได้อดอาหารไปแล้วมากกว่า 5 วัน เกินกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายเด็กจะสามารถทนได้

ขาดน้ำอันตรายกว่าขาดอาหาร 24-48 ชั่วโมงตัดสินชีวิต

แพทย์หญิงอรสุดาเน้นย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ “การขาดน้ำ” อันตรายกว่า “การขาดอาหาร” หลายเท่าตัว เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของการทำงานของร่างกายมนุษย์ ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้ในการไหลเวียนของเลือด ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การพาพลังงานและออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ รวมถึงการทำงานของอวัยวะสำคัญอย่างไต

“เมื่อร่างกายไม่มีน้ำเพียงพอ ความดันของเลือดจะลดลง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ในที่สุดไตจะหยุดทำงาน ยิ่งสำหรับเด็กที่ไตยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การขาดน้ำเพียง 24-48 ชั่วโมง จะทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ หรือที่เรียกว่า Hypovolemic Shock ได้” แพทย์หญิงอรสุดา เตือน

พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

สัญญาณเตือนภัยที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสังเกตในเด็กที่กำลังขาดน้ำ ได้แก่ เด็กร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหล ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย เริ่มมีอาการซึมหรือง่วงผิดปกติ ปลายมือปลายเท้าเย็น และในเด็กเล็กอาจพบอาการกระหม่อมบุ๋มได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังขาดน้ำอย่างรุนแรง

สัญญาณเหล่านี้หมายความว่า เด็กกำลังอยู่ในภาวะอันตราย ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที มิฉะนั้นอาจสูญเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

วิธีการรอดชีวิต เมื่อความช่วยเหลือยังไม่มา

ขณะที่รอการช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย แพทย์หญิงอรสุดาให้คำแนะนำสำคัญแก่ผู้ที่กำลังติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมว่า ควรทำอย่างไรเพื่อยืดอายุการรอดชีวิตให้นานที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลดการใช้พลังงาน ให้ได้มากที่สุด โดยควรลดการเคลื่อนไหว อาจนั่งหรือนอนพักให้มากที่สุด รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ไม่ให้สูญเสียความร้อนมากเกินไป และที่สำคัญคือ ไม่ควรอยู่ในน้ำเป็นระยะเวลานานๆ เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนและพลังงานเร็วขึ้น

สิ่งที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาดคือ ห้ามดื่มน้ำท่วมโดยตรง เพราะน้ำท่วมมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ มากมาย อาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินอาหารหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้ยังห้ามดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นการขับน้ำ เช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำเร็วยิ่งขึ้น

หากมีอาหารฉุกเฉิน สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่ ผงเกลือแร่ ORS ที่ละลายด้วยน้ำต้มสุกที่สะอาด น้ำต้มสุก กล้วย ขนมปังแห้ง หรือนมพาสเจอไรด์ แต่ต้องแน่ใจว่าอาหารเหล่านั้นผ่านความร้อนหรือสะอาดปลอดภัยก่อน

สำหรับเด็กเล็กเป็นพิเศษ ห้ามให้นมชงที่มาจากน้ำไม่สะอาดหรือน้ำที่ไม่ผ่านการต้ม และห้ามกินอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนโดยเด็ดขาด เพราะเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

อันตรายหลังรอดชีวิต ภาวะ Refeeding Syndrome

การรอดชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยไปตลอด แพทย์หญิงอรสุดาเตือนว่า หลังจากผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือแล้ว ยังต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า Refeeding Syndrome หรือภาวะแทรกซ้อนจากการรับอาหารหลังอดอาหารนาน

“หลังจากร่างกายอดอาหารมาหลายวัน ระบบต่างๆ ในร่างกายจะปรับตัวเข้ากับสภาวะขาดอาหาร หากรับอาหารกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้” แพทย์หญิงอรสุดาอธิบาย

การฟื้นฟูที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการให้น้ำและเกลือแร่ในปริมาณน้อยๆ ก่อน ด้วยการจิบน้ำหรือให้ ORS ทีละน้อย จากนั้นค่อยให้อาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กอ่อน หรือนมเจือจาง ในปริมาณน้อยๆ ตลอดช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก

ห้ามเริ่มด้วยอาหารมื้อใหญ่หรือหนักๆ ในคราวเดียว เพราะอาจทำให้ร่างกายรับไม่ไหว นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว ซึมลง อ่อนแรง หรือเกิดภาวะบวมหลังได้รับความช่วยเหลือ หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ภัยเงียบทางจิตใจ PTSD หลังรอดชีวิต

นอกจากภยันตรายต่อร่างกายแล้ว แพทย์หญิงอรสุดายังเน้นย้ำให้ติดตามดูแลผลกระทบทางจิตใจของเด็กและผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต หรือได้พบกับความสูญเสียอย่างรุนแรง

ภาวะทางจิตใจที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิตกกังวลอย่างรุนแรงอาจส่งผลต่อเนื่องเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ Post Traumatic Stress Disorder (PTSD) ซึ่งมักจะแสดงอาการผ่านทางการฝันร้าย หวาดกลัว หลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนถึงเหตุการณ์น้ำท่วม มีปัญหาอารมณ์และการนอนหลับ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง แยกตัว อาจแสดงอารมณ์เศร้า หรือก้าวร้าวผิดปกติ

“หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว เพื่อได้รับการประเมินและรักษาที่เหมาะสม” แพทย์หญิงอรสุดา แนะนำ

เร่งช่วยก่อนสายเกินไป

ภัทราพร ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ที่ติดตามสถานการณ์และได้พูดคุยกับแพทย์หลายท่านที่เคยมีประสบการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ต่างประเมินและสรุปสอดคล้องกันว่า สถานการณ์ที่ผู้ประสบภัยขาดน้ำและขาดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 5 วัน และยังต้องอยู่ในภาวะแช่น้ำท่วมตัวแบบไม่มีที่ให้หนีพ้นน้ำได้อีก เป็นภาวะวิกฤตและอันตรายถึงชีวิตได้สูงมาก ควรได้รับการช่วยเหลือและดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

“ถ้าฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองไม่เห็นประเด็นนี้ ไม่เร่งสั่งการจัดหาทีมเข้าไปถึงจุดที่ผู้คนกลุ่มนี้อยู่ให้เร็วที่สุด แนวโน้มความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิตจะเพิ่มมากขึ้น” ภัทราพร เตือน

ขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.สงขลา) กำลังเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่น้ำท่วมหนักและทีมช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำเชี่ยวและความไม่เพียงพอของทีมช่วยเหลือ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงผู้ประสบภัยบางรายล่าช้า สิ่งที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ การเพิ่มจำนวนทีมกู้ภัยและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัยทุกรายก่อนที่จะสายเกินไป

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทดสอบความพร้อมของระบบช่วยเหลือภัยพิบัติของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นว่า เวลาคือชีวิต สำหรับผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีเวลาในการรอดชีวิตจำกัดกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

การช่วยเหลือที่รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึง จะเป็นตัวกำหนดว่าจะมีชีวิตกี่ชีวิตที่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และจะมีครอบครัวกี่ครอบครัวที่ไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างน่าเศร้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • แพทย์หญิงอรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.สงขลา)
  • มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME