Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าดอยเวียงผาถูกงูเขียวหางไหม้ฉกขณะทำแนวกันไฟ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

Summary
  • นายพิทักษ์ เขียวสุข จนท.ไฟป่าเชียงราย ถูกงูเขียวหางไหม้กัดขณะดับไฟป่าบนดอยเวียงผา เมื่อ 25 เม.ย. 69

  • เจ้าหน้าที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลแม่สรวย พบอาการติดเชื้อและเกล็ดเลือดต่ำจากพิษงู

  • ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. 69 อาการปลอดภัย พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นเฝ้าระวังการติดเชื้อ

  • ผู้บริหาร สบอ.15 เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินช่วยเหลือ และย้ำมาตรการความปลอดภัยหน้างาน

  • เหตุการณ์สะท้อนปัญหา “ภัยซ้อนภัย” เมื่อสัตว์ป่าหนีไฟมาปะทะเจ้าหน้าที่ และความต้องการสวัสดิการที่เหมาะสม

ผอ.สบอ.15 รุดเยี่ยมหัวหน้าจุดสกัดไฟป่าเชียงรายถูกงูพิษกัด ย้ำมาตรการความปลอดภัยและสวัสดิการด่านหน้า

เชียงราย,30 เมษายน 2569 – เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ถูกงูกัดขณะดับไฟป่า อาการปลอดภัยกลางดอยเวียงผาที่เคยเงียบสงบ กลับกลายเป็นแนวรบที่มีทั้งควันไฟและความเจ็บปวดซ่อนอยู่ใต้พงหญ้า เหตุการณ์ที่หัวหน้าจุดสกัดห้วยเฮี้ยถูกงูเขียวหางไหม้กัดขณะเข้าดับไฟป่า ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุของคนทำงานคนหนึ่ง แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้นเกี่ยวกับความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าเชียงรายต้องเผชิญทุกปี

เปลวไฟบนดอยเวียงผา จุดเริ่มต้นของคืนอันตราย

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ศูนย์ควบคุมไฟป่าของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ได้รับแจ้งจุดความร้อนบริเวณบ้านแม่ยางมิ้น ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่ลาว

นายพิทักษ์ เขียวสุข หัวหน้าจุดสกัดห้วยเฮี้ย นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าทำแนวกันไฟ ทัศนวิสัยในพื้นที่เลวร้ายจากควันหนาทึบ อุณหภูมิภาคพื้นสูง และเสียงไม้แตกจากเปลวเพลิงที่ลุกลามตามแนวลาดชัน ในจังหวะที่กำลังใช้เครื่องมือเคลียร์เชื้อเพลิงบนพื้นป่า งูเขียวหางไหม้ตัวหนึ่งซึ่งคาดว่าหนีไฟขึ้นมาจากซอกหิน ได้ฉกเข้าที่น่องซ้ายของนายพิทักษ์อย่างจัง

เพื่อนร่วมทีมเล่าว่าไม่มีใครเห็นตัวงูในตอนแรกเพราะแสงไฟฉายถูกกลบด้วยควัน รู้ตัวอีกทีคือเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและการทรุดตัวลงของหัวหน้าชุด การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้เพียงล้างแผล ห้ามเลือด และรีบนำตัวออกจากแนวไฟโดยเร็วที่สุด ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่สรวยในคืนเดียวกัน

เขี้ยวพิษกลางควันไฟ นาทีที่ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย

ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแม่สรวย ทีมแพทย์ประเมินอาการทันที พบรอยเขี้ยวสองจุดชัดเจนบริเวณน่องซ้าย มีอาการบวมแดงอย่างรวดเร็วและปวดระดับรุนแรง

นพ.ทรรศน์พล ผมธรรม แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อใต้ผิวหนังบริเวณขาซ้ายอย่างเห็นได้ชัด ขาบวมแดงและมีอาการปวดรุนแรงระดับสูงสุด พิษของงูชนิดนี้มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกภายในที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราต้องเจาะเลือดตรวจสอบทุก 6 ชั่วโมง และให้ยาฆ่าเชื้ออย่างใกล้ชิด

ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่างูเขียวหางไหม้มีลำตัวสีเขียวปลายหางสีแดง พิษจะทำให้เกิดอาการปวดบวม อาจเห็นรอยเขี้ยวพิษเป็นจุดสองจุด และในบางรายอาจมีเนื้อเน่าตายได้ อาการเฉพาะที่มักตามมาด้วยเลือดออกบริเวณที่ถูกกัด ปวดบวมแดงร้อน คลื่นไส้อาเจียน และหายใจลำบากในรายที่รุนแรง 

สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568 เพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

ห้องพักฟื้นที่เต็มไปด้วยกำลังใจ

สี่วันหลังเกิดเหตุ วันที่ 29 เมษายน 2569 บรรยากาศที่โรงพยาบาลแม่สรวยเปลี่ยนไปจากความตึงเครียดในคืนแรก คณะผู้บริหารจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย นำโดยนายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักฯ พร้อมด้วยนายนิคม อิ่มเอิบ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการ 

คณะได้มอบสิ่งของจำเป็นและเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพูดคุยกับครอบครัวของนายพิทักษ์อย่างใกล้ชิด นายเจษฎาได้ถ่ายทอดความห่วงใยจากนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยย้ำว่าความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่คือหัวใจหลักขององค์กร และได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มมาตรการระมัดระวังด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานภาคสนาม

แพทย์ระบุว่าอาการของนายพิทักษ์อยู่ในระดับคงที่ พ้นภาวะวิกฤตแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อและติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะต้องพักฟื้นอีกหลายสัปดาห์ก่อนกลับไปทำงานภาคสนามได้

มรณภัยซ้ำซ้อน เมื่อไฟไล่สัตว์ให้ปะทะคน

เหตุการณ์ที่ดอยเวียงผาไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากมองในภาพใหญ่จะพบปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกว่า Human-Wildlife Conflict ในภาวะภัยพิบัติ ไฟป่าเชียงรายและภาคเหนือตอนบนมักเกิดรุนแรงช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามไฟของ GISTDA ยังคงจัดจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มพื้นที่เฝ้าระวังหลักอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อป่าลุกไหม้ สัตว์ป่าที่อาศัยตามพื้นดินเช่นงู ตะขาบ แมงป่อง จะสูญเสียที่หลบซ่อนและหนีตายขึ้นสู่ที่สูงหรือแนวเปิดที่มนุษย์ใช้ทำแนวกันไฟพอดี งูเขียวหางไหม้ซึ่งปกติอาศัยตามพุ่มไม้เตี้ยและซอกหินชื้น จะเครียดและก้าวร้าวกว่าปกติเมื่อถูกความร้อนไล่ต้อน การปะทะจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์ทางนิเวศวิทยาที่คาดการณ์ได้

บทเรียนนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เช่นในออสเตรเลียช่วงไฟป่าปี 2019 ถึง 2020 มีรายงานสัตว์เลื้อยคลานหนีเข้าชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับไฟต้องเพิ่มชุดอุปกรณ์ป้องกันงูเข้าไปในมาตรฐานการทำงาน

สถิติที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของนักรบชุดเขียว

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าประจำการทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นคน ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นพนักงานราชการและลูกจ้างตามภารกิจหรือทีโออาร์ ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะทางครบถ้วน

แม้ไม่มีตัวเลขทางการที่เปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2569 แต่จากการประเมินภายในของส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า พบแนวโน้มการบาดเจ็บจากสาเหตุที่ไม่ใช่ไฟโดยตรง เช่น งูกัด สัตว์มีพิษต่อย พลัดตกเขา และกิ่งไม้หล่นทับ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา อุทยานแห่งชาติขุนแจ และอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15

เจ้าหน้าที่ภาคสนามหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่าชุดดับไฟป่ามาตรฐานประกอบด้วยหมวก เสื้อกันไฟ รองเท้าบูท และถุงมือ แต่ไม่มีสนับแข้งกันงูหรือชุดปฐมพยาบาลพิษงูแบบพกพา การต้องเดินลุยในเวลากลางคืนเพื่อสกัดไฟลุกลามทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ช่องว่างสวัสดิการ เมื่อคนด่านหน้าไม่ใช่ข้าราชการประจำ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหลังเหตุการณ์นี้คือความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการ นายพิทักษ์ในฐานะหัวหน้าจุดสกัดเป็นพนักงานราชการที่ได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากผู้บังคับบัญชา แต่สิทธิการรักษาพยาบาลระยะยาว ค่าชดเชยการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ และประกันชีวิตกลุ่ม ยังมีเพดานต่ำกว่าข้าราชการประจำ

เสียงจากผู้บริหารระดับสำนักยอมรับว่าคำชื่นชมและความห่วงใยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอต่อการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ หลายฝ่ายเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ ผลักดันกองทุนสวัสดิการพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานไฟป่า รวมถึงการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูให้ประจำอยู่ในชุดเคลื่อนที่เร็วทุกชุด ไม่ใช่รอให้ถึงโรงพยาบาลอำเภอซึ่งอาจใช้เวลาเดินทางกว่า 1 ชั่วโมงในพื้นที่ภูเขาสูงชัน

นายนิคม อิ่มเอิบ ในฐานะผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ได้เน้นย้ำในที่ประชุมหลังเยี่ยมไข้ว่าจะทบทวนแผนฝึกอบรมความปลอดภัยให้ครอบคลุมเรื่องการเผชิญสัตว์มีพิษในภาวะไฟป่า และจะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในปีงบประมาณถัดไป

บทเรียนจากแม่สรวย ทางออกที่มากกว่าคำชื่นชม

วันนี้อาการของนายพิทักษ์ เขียวสุข ปลอดภัยแล้วตามการยืนยันของแพทย์ แต่รอยบวมแดงที่ยังหลงเหลืออยู่บนน่องซ้ายจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าความสูญเสียจากไฟป่าไม่ได้วัดแค่จำนวนไร่ที่ถูกเผา

หากมองในมิติการจัดการสาธารณภัย เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นสามทางออกที่ต้องทำพร้อมกัน

หนึ่งคือการลดต้นตอของไฟป่าเชียงรายด้วยการทำงานเชิงรุกกับชุมชนรอบอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เพราะทุกจุดความร้อนที่ลดลงหมายถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปเผชิญลดลงด้วย

สองคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับภัยซ้อนภัย การเพิ่มสนับแข้งกันงู ไฟฉายคาดศีรษะกำลังสูง และชุดปฐมพยาบาลพิษงูในเป้สนาม ไม่ใช่ต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับชีวิตของคนทำงาน

สามคือการปฏิรูปสวัสดิการเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าให้ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ โดยเฉพาะลูกจ้างทีโออาร์ที่เป็นกำลังหลักในแนวหน้า การมีประกันอุบัติเหตุกลุ่มที่ครอบคลุมการถูกสัตว์มีพิษกัด การพลัดตก และการสำลักควัน จะช่วยลดความกังวลและเพิ่มขวัญกำลังใจได้อย่างแท้จริง

คำพูดของอธิบดีที่ถูกถ่ายทอดในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลแม่สรวยจึงไม่ควรจบแค่ในวันเยี่ยม แต่ควรถูกแปลงเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องป่าไม่สามารถทำได้หากเราไม่ปกป้องคนที่ปกป้องป่าเสียก่อน

เรื่องราวของนายพิทักษ์จึงไม่ใช่แค่ข่าวอุบัติเหตุประจำวัน แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบนิเวศที่กำลังบิดเบี้ยวจากไฟป่า และเป็นคำถามถึงสังคมว่าเราพร้อมจะลงทุนกับความปลอดภัยของนักรบชุดเขียวมากพอหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย ข่าวกิจกรรมเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ วันที่ 29 เมษายน 2569
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า
  • โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ข้อมูลการรักษาผู้ป่วยถูกงูเขียวหางไหม้กัด
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568
  • สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ข้อมูลอาการพิษงูเขียวหางไหม้ต่อระบบโลหิต
  • GISTDA Disaster Platform ข้อมูลพื้นที่เฝ้าระวังไฟป่าจังหวัดเชียงราย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้าน เปลี่ยนใช้แม่น้ำลาวแทนน้ำกกดึงน้ำสะอาดจากแม่น้ำลาวป้อน 24 ท้องถิ่น เพิ่มกำลังผลิต 4,000 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง

Summary
  • เชียงรายเตรียมเลิกใช้แม่น้ำกกทำประปาเนื่องจากพบสารหนูปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน 5 เท่า

  • ทุ่มงบ 1,953 ล้านบาท เปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำลาวซึ่งปลอดภัยและอยู่ในอธิปไตยไทย

  • ก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ กำลังผลิต 4,000 ลบ.ม./ชม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่า

  • ครอบคลุมการให้บริการ 24 ท้องถิ่น ใน 4 อำเภอ ดูแลประชาชน 80,000 ครัวเรือน

  • โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570

เชียงรายเดินหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจาก “แม่น้ำลาว” แทนน้ำกก รองรับประปา 24 ท้องถิ่น ผลิตได้ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง


เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ในช่วงเวลาที่แม่น้ำกกกลายเป็นแหล่งน้ำที่ผู้คนเริ่มไม่กล้าวางใจ เทศบาลนครเชียงรายกำลังเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์การจัดการน้ำสะอาดในภาคเหนือ ด้วยแผนยักษ์ที่จะพลิกโฉมระบบประปาของเมืองเชียงรายจากรากฐาน

วันที่ตัดสินใจ ประชุมสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางน้ำสะอาดของเชียงราย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นั่งลงร่วมโต๊ะประชุมกับตัวแทนระดับสูงจากโครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อหารืออย่างเป็นทางการถึงทิศทางครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษของระบบน้ำประปาจังหวัด
การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเดตความคืบหน้าตามปกติ แต่คือการยืนยันมติร่วมกันว่า “แม่น้ำลาว” จะเป็นแหล่งน้ำดิบหลักแห่งใหม่ที่เข้ามาแทนที่แม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบหลักที่ใช้มาเนิ่นนาน แต่ขณะนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่แบกรับภาระของปัญหาสารปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่ควบคุมได้ยาก

รากเหง้าของปัญหา ทำไมแม่น้ำกกจึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

เพื่อเข้าใจว่าทำไมเชียงรายต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ ต้องย้อนกลับไปที่ต้นน้ำซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่นั่น กิจกรรมเหมืองแร่และเหมืองแร่หายาก หรือ Rare Earth Elements ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยขาดการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม สารหนู หรือ Arsenic รั่วไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ไหลตามน้ำข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย
กรมควบคุมมลพิษ ได้บูรณาการแผนการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 โดยกำหนดจุดตรวจวัดทั้งหมด 15 จุดตลอดแนวแม่น้ำกก ผลที่ได้คือตัวเลขที่น่าตกใจ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่าค่าสารหนูเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตรถึง 11 จาก 15 จุดตรวจ โดยจุดวิกฤตที่สุดคือบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบันทึกค่าสารหนูได้สูงถึง 0.030 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยถึงสามเท่า
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 เมื่อกรมควบคุมมลพิษรายงานว่าพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัดตลอดแนวแม่น้ำกก ส่วนแม่น้ำสายที่บริเวณบ้านป่าซางงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บันทึกค่าสารหนูสูงถึง 0.052 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่หมายถึงน้ำที่ประชาชนอาจสัมผัสทุกวัน
ผลกระทบต่อสุขภาพเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเผยแพร่ผลการศึกษาที่พบการสะสมของสารหนูในเส้นผมและเล็บของกลุ่มตัวอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งขยายกลุ่มเป้าหมายการตรวจคัดกรองจาก 300 ราย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,400-1,500 ราย และวางแผนเฝ้าระวังสุขภาพระยะยาว 5 ปี

บาดแผลทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียที่วัดเป็นตัวเลขได้

สารหนูไม่เพียงคุกคามสุขภาพ แต่กัดกร่อนเศรษฐกิจฐานรากของเชียงรายอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ผลกระทบในสามลุ่มน้ำหลักคือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ชี้ให้เห็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งสูงถึง 3,786 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราวร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรของจังหวัด
พื้นที่เกษตรกรรมที่ตกอยู่ในความเสี่ยงครอบคลุมกว่า 403,382 ไร่ โดยพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “ข้าว” ซึ่งระบบนิเวศแบบนาเปียกทำให้รากต้นข้าวแช่อยู่ในน้ำปนเปื้อนตลอดฤดูกาล เฉพาะในห้าตำบลริมแม่น้ำสายและรวก ความเสียหายของผลผลิตข้าวถูกประเมินไว้สูงถึง 364 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกกว่า 284 แห่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในภาคการประมงกว่า 92 ล้านบาทต่อปี

ทางออกที่รอมานาน แม่น้ำลาวคือคำตอบที่ชาวเชียงรายรอ

ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจแก้ที่ต้นทางได้ในระยะสั้น เทศบาลนครเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาคได้ตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่หลายฝ่ายรอคอย นั่นคือการหันไปพึ่งพา “แม่น้ำลาว” ผ่านฝายแม่ลาว ของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แหล่งน้ำแห่งนี้มีต้นกำเนิดอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ ปราศจากความเสี่ยงด้านมลพิษข้ามพรมแดน มีปริมาณน้ำต้นทุนสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และผ่านการศึกษาลงพื้นที่จนได้รับการยืนยันว่ามีศักยภาพเพียงพอ
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงเหตุผลของการผลักดันโครงการนี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว จากการศึกษาและลงพื้นที่พบว่าแม่น้ำลาวมีศักยภาพเพียงพอทั้งด้านปริมาณและความต่อเนื่องของน้ำตลอดปี ทำให้เทศบาลนครเชียงรายพร้อมสนับสนุนการวางระบบท่อส่งน้ำผ่านเขตเทศบาลเพื่อรองรับโครงการในระยะยาว

ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้านบาท

โครงการนี้ไม่ใช่การซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยกรอบวงเงินลงทุนกว่า 1,953.088 ล้านบาทที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
หัวใจของโครงการคือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ บริเวณฝายแม่ลาว ซึ่งจะติดตั้งระบบกรองและสูบจ่ายน้ำที่ทันสมัย โดยมีขีดความสามารถในการผลิตน้ำประปาสะอาดสูงสุดถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เทียบกับกำลังผลิตเดิมจากแม่น้ำกกที่ทำได้เพียง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นั่นคือการเพิ่มกำลังผลิตขึ้นเป็นสองเท่าเต็ม


การเดินระบบท่อเป็นอีกหนึ่งความท้าทายทางวิศวกรรมที่มีขนาดใหญ่โต ข้อมูลจากขอบเขตของงาน หรือ TOR ระบุว่าจะมีการวางท่อส่งน้ำแรงดันสูงระยะทาง 37 กิโลเมตร เพื่อลำเลียงน้ำดิบจากฝายแม่ลาว วางท่อจ่ายน้ำครอบคลุมพื้นที่รับบริการระยะทางมหาศาลถึง 167.40 กิโลเมตร และปรับปรุงท่อเดิมที่เสื่อมสภาพอีก 16.24 กิโลเมตร รวมโครงข่ายท่อทั้งหมดกว่า 220 กิโลเมตรที่จะถักทอเป็นเส้นเลือดน้ำสะอาดของเชียงราย


ครอบคลุมกว้างขวาง 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ เป็นประโยชน์แก่ชาวเชียงรายกว่า 80,000 ครัวเรือน

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมกว้างขวาง โครงข่ายประปาแม่น้ำลาวได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้น้ำสูงสุดถึง 80,000 ครัวเรือน ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 24 แห่ง ใน 4 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงชัย และอำเภอพาน
ในปัจจุบัน มี 11 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับน้ำประปาจากระบบนี้อยู่แล้ว ประกอบด้วย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลท่าสาย เทศบาลตำบลท่าสุด องค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก เทศบาลตำบลเวียงชัย เทศบาลตำบลสิริเวียงชัย และเทศบาลตำบลเวียงเหนือ
เมื่อโครงการขยายตัวเต็มรูปแบบ จะมีอีก 9 แห่งที่เข้ามาอยู่ในโครงข่าย ครอบคลุมเทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย ดอยฮาง แม่ยาว เมืองชุม ดงมะดะ แม่ลาว ป่าก่อดำ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวสลี และธารทอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพื้นที่ขยายเขตเพิ่มเติมนอกเหนือจาก TOR อีก 4 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่กรณ์ จอมหมอกแก้ว แม่ข้าวต้ม และป่าก่อดำ ที่แสดงความต้องการใช้น้ำเข้ามาแล้ว
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเพิ่มเติมว่า หากโครงการสำเร็จจะสามารถผลิตน้ำประปาได้มากถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมการให้บริการมากถึง 24 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 4 อำเภอ และสร้างความยั่งยืนให้กับชาวเชียงรายได้มากกว่า 20 ปี

เส้นทางสู่วันนี้ การหารือที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2568

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว แต่เป็นผลของกระบวนการหารือที่ยาวนานและรอบคอบ
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานด้านชลประทานและการประปา เพื่อวางแนวทางจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ ที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันว่าแม่น้ำลาวเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
จากนั้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ลงพื้นที่ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันการสนับสนุนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำกกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ความคืบหน้าและกรอบเวลา คาดแล้วเสร็จภายในปี 2570

ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดมีเป้าหมายเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปีเดียวกัน
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ โครงการลักษณะใกล้เคียงกันในภาคเหนืออย่างโครงการส่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา มักใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี แต่โครงการแม่น้ำลาวได้รับการผลักดันด้วยความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กดดันอยู่ทุกวัน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอชายแดนตอนเหนือของจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ก็ดำเนินโครงการคู่ขนาน ด้วยการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ในเขตอำเภอเชียงแสน วงเงิน 916.094 ล้านบาท โดยจะเปลี่ยนไปสูบน้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทน ซึ่งมีปริมาณน้ำมหาศาลพอที่จะเจือจางสารปนเปื้อนลงสู่ระดับที่ระบบกรองสามารถจัดการได้ โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 เช่นกัน

การทูตสิ่งแวดล้อม ไทยยกระดับปัญหาน้ำกกสู่เวทีระหว่างประเทศ

การสร้างระบบประปาใหม่ช่วยป้องกันในประเทศ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้องอาศัยการทูต รัฐบาลไทยได้ยกระดับปัญหานี้สู่การเจรจาระดับทวิภาคีกับเมียนมา โดยรองนายกรัฐมนตรีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะเจรจา พร้อมใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมของสถาบัน Stimson Center และรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษเป็นข้อมูลสนับสนุนบนโต๊ะเจรจา
ในมิติทหาร กองทัพภาคที่ 3 ยังได้ผลักดันวาระอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายเมียนมาตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
ในระดับพหุภาคี ประเทศไทยยังทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission ซึ่งได้ยืนยันผลการปนเปื้อนสารหนูในฝั่งลาวด้วยเช่นกัน ช่วยสร้างฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในระดับภูมิภาคที่จะเพิ่มน้ำหนักในการเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลแหล่งน้ำข้ามชาติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทเรียนจากที่อื่นในโลก เชียงรายไม่ใช่เมืองแรกที่เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ

การเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบเพราะปัญหาสารพิษไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก เมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เคยเผชิญกับวิกฤตตะกั่วปนเปื้อนในน้ำประปาจนต้องรื้อระบบทั้งหมดและใช้เงินลงทุนมหาศาล ในเอเชีย เมืองหลายแห่งในอินเดียและบังกลาเทศก็เผชิญกับสารหนูในน้ำบาดาลจนต้องพัฒนาระบบกรองและเปลี่ยนแหล่งน้ำ สิ่งที่แตกต่างกันในกรณีเชียงรายคือมลพิษมาจากนอกพรมแดน ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนกว่าและต้องผสานทั้งวิศวกรรมและการทูตไปพร้อมกัน


จากวิกฤตน้ำกก สู่ความมั่นคงทางน้ำแห่งอนาคต

โครงการแม่น้ำลาวที่กำลังเดินหน้าอยู่นี้คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมที่สุดต่อวิกฤตน้ำปนเปื้อนที่เขย่าความเชื่อมั่นของชาวเชียงรายมาตลอดหลายปี ด้วยกำลังผลิต 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โครงข่ายท่อกว่า 220 กิโลเมตร และการครอบคลุม 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ นี่คือการลงทุนเพื่ออีก 20 ปีข้างหน้าของคนเชียงราย
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 ชาวเชียงรายจะได้น้ำสะอาดที่ผลิตจากแหล่งน้ำที่อยู่ภายในอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อีกฝั่งชายแดนที่ควบคุมไม่ได้ และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชียงรายจะไม่ใช่แค่จังหวัดที่รับมือกับวิกฤต แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการจัดการความมั่นคงทางน้ำในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนกลายเป็นภัยคุกคามของศตวรรษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผลการศึกษาการสะสมสารหนูในประชากรริมแม่น้ำกก เผยแพร่เดือนกุมภาพันธ์ 2569
  • Stimson Center รายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉาน เมียนมา ปี 2568
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย ข้อมูลขอบเขตโครงการ TOR โครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบประปา ฝายแม่ลาว วงเงิน 1,953.088 ล้านบาท
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ข้อมูลคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ปี 2568
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ชุมชนริมน้ำกก จังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านและผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2568-2569
  • กองทัพภาคที่ 3 บันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 จังหวัดเชียงใหม่ กรกฎาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ไทย-ลาว ยกระดับความร่วมมือแก้หมอกควันข้ามแดน ดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร

Summary
  • ไทย-ลาว หารือยกระดับแก้หมอกควันข้ามแดน ณ เวียงจันทน์ มุ่งเป้าลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ชายแดน

  • เตรียมลงนาม MOU ใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มดาวเทียมติดตามจุดความร้อนแบบ Real-time

  • ดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อคุมเข้มการเผาป่า

  • ก.เกษตรฯ เสนอแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟและไม้ผลมูลค่าสูงในพื้นที่ต้นลม

  • อบจ.เชียงราย ขยับงานสาธารณสุขท้องถิ่นรองรับผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นควันอย่างบูรณาการ

ไทย–ลาวขยับแผนแก้หมอกควันข้ามแดน เชียงรายจับตา MOU ใหม่ หวังเปลี่ยนไฟป่าเป็นทางออกยั่งยืน

ประเทศไทย, 29 เมษายน 2569 – ในวันที่ปัญหา หมอกควันข้ามแดน ยังไม่คลายจากความทรงจำของคนเหนือ โดยเฉพาะชาวเชียงรายที่ต้องอยู่กับ ฝุ่น PM2.5 เชียงราย แทบทุกฤดูเผา ความเคลื่อนไหวที่นครหลวงเวียงจันทน์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพการเยือนทางการทูต หากเป็นสัญญาณว่าการแก้ปัญหาที่เคยติดอยู่ในกรอบ “ต่างคนต่างรับมือ” กำลังถูกผลักเข้าสู่รูปแบบความร่วมมือที่จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง

ช่วงเช้าวันที่ 29 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารและเอกอัครราชทูตไทยประจำนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อหารือกับดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะเข้าพบนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในช่วงบ่าย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

จากการเจรจาระดับรัฐ สู่โจทย์ที่คนเชียงรายหายใจอยู่ทุกวัน

สำหรับคนในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สาย เชียงของ และเมืองเชียงราย ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสิ่งแวดล้อม หากเป็นเรื่องของสุขภาพ การทำมาหากิน และภาพรวมเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ถูกกดทับเป็นลูกโซ่ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานค่าฝุ่นในหลายจุดของเชียงรายเกินมาตรฐานอย่างหนัก โดยอำเภอเชียงของแตะ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 213.8 และเขตเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ดีว่า เหตุใดคำว่า ไทย ลาว ร่วมแก้หมอกควันข้ามแดน จึงไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูบนเอกสารทางการ เพราะหากไฟป่าหรือการเผาในพื้นที่ต้นลมยังดำเนินต่อไป เมืองชายแดนไทยก็ต้องรับผลโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้จังหวัดเชียงรายพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่สามารถปิดกั้นฝุ่นที่ลอยข้ามพรมแดนตามทิศทางลมได้ทั้งหมด เรื่องนี้ทำให้การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านมีความหมายเทียบได้กับการ “ดับไฟตั้งแต่ต้นลม” มากกว่าการรอฉีดน้ำตอนควันลอยมาถึงปลายทางแล้ว

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่กำลังถูกเร่งให้ลงมือจริง

กรอบ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ไม่ใช่แนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ร่วมกับผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา โดยมีเป้าหมายผลักดันการแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดนในอาเซียน ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายเองก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมของยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยมีผู้แทนไทย ลาว เมียนมา และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รับผลกระทบ แต่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วย

การเยือน สปป.ลาว ครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการต่อยอดจากกรอบที่มีอยู่เดิม ให้ขยับจากเวทีเปิดตัวและการหารือทั่วไป ไปสู่ข้อตกลงที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และระบบติดตามต้นทางของการเผา

สี่เครื่องมือที่ถูกยกขึ้นบนโต๊ะหารือ

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้อยู่ที่การทำให้ความร่วมมือเดินหน้าได้จริงในภาคสนาม ไม่ใช่หยุดอยู่แค่คำประกาศร่วม ทั้งสองฝ่ายหยิบประเด็นสำคัญขึ้นมาหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและฝุ่น PM2.5 ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ไปจนถึงการจัดทำ MOU ฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของ สปป.ลาว ที่เปลี่ยนไป

ในทางปฏิบัติ เครื่องมือเหล่านี้สำคัญมาก เพราะปัญหา ไฟป่าภาคเหนือ และ หมอกควันข้ามแดน ไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งไฟในป่า การเผาเศษวัสดุเกษตร การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน และข้อจำกัดด้านข้อมูลข้ามประเทศ หากไม่มีข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันได้แบบใกล้เวลาจริง เจ้าหน้าที่ปลายทางอย่างเชียงรายก็จะรู้ตัวช้าเสมอว่าฝุ่นก้อนใหม่กำลังมาเมื่อไรและมาจากไหน

การที่ทั้งสองฝ่ายพูดถึงแพลตฟอร์มข้อมูลร่วมและการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จึงนับเป็นจุดสำคัญ เพราะนั่นคือการเปลี่ยนปัญหาจากเรื่องที่เคยถกเถียงกันด้วยความรู้สึก ไปสู่การจัดการบนฐานข้อมูลเดียวกันมากขึ้น

Traceability และ Zero Burning คือคำสำคัญที่ภาคเกษตรต้องจับตา

อีกคำที่น่าจับตาในครั้งนี้คือ Traceability หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงจรฝุ่นภาคเหนือ การผลักดันระบบนี้หมายถึงความพยายามทำให้รัฐและตลาดรู้ได้ว่าสินค้าเกษตรมาจากแปลงใด ผ่านกระบวนการผลิตแบบไหน และเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่ ซึ่งหากทำได้จริง จะกระทบตั้งแต่พฤติกรรมผู้ผลิตไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง

แนวคิดนี้สอดรับกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบ GAP Zero Burning ที่ถูกหยิบขึ้นมาคู่กัน เพราะการห้ามเผาอย่างเดียวโดยไม่สร้างทางเลือกใหม่ ย่อมทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม เหมือนบอกให้หยุดใช้วิธีเก่า แต่ยังไม่บอกชัดว่าจะอยู่รอดด้วยวิธีใหม่อย่างไร ข่าวการเยือนลาวครั้งนี้จึงน่าสนใจตรงที่เริ่มพูดถึงทั้ง “การคุม” และ “การเปลี่ยนผ่าน” ไปพร้อมกัน

เชียงรายกำลังถูกผลักจากพื้นที่รับควัน ไปสู่พื้นที่ทดลองเปลี่ยนพืช

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเปิดเผยแผนการลงนาม MOU ร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน ควบคู่กับการช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่กาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูง

คำพูดของปิยะรัฐชย์มีน้ำหนักตรงที่ไม่ได้พูดเพียงเรื่องปลายทางของโครงการ แต่ย้ำเรื่อง “จังหวะเวลา” ว่า 8 เดือนที่อากาศดีคือช่วงเดียวที่ต้องเร่งเตรียมดิน ถ่ายทอดความรู้ และเปลี่ยนวงจรการผลิต ก่อนที่อีก 4 เดือนของฤดูปัญหาจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แนวคิดนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนความจริงที่เชียงรายรู้ดี คือทุกปีเมื่อฝุ่นลด ผู้คนมักรู้สึกว่าปัญหาจบแล้ว แต่ในเชิงนโยบาย นั่นต่างหากคือช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด

ถ้ามองให้เห็นภาพง่ายขึ้น การแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดน แบบยั่งยืนก็ไม่ต่างจากการซ่อมหลังคาก่อนฝนมา ไม่ใช่รอให้ฝนตกแล้วค่อยหาผ้าใบคลุม การเปลี่ยนพืช การจัดหาตลาดรองรับ การลดต้นทุนให้เกษตรกร และการทำให้รายได้ใหม่มั่นคงพอ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า MOU เหล่านี้จะมีผลจริงหรือกลายเป็นเพียงภาพข่าวอีกหนึ่งวัน

เรื่องของอากาศ สุดท้ายกลับไปจบที่เรื่องรายได้ชาวบ้าน

แก่นแท้ของปัญหาในภาคเหนือไม่ใช่เพียงการเผา แต่เป็นเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ยังผูกกับพืชและวิธีผลิตแบบเดิม หากการปลูกข้าวโพดยังให้รายได้ที่แน่นอนกว่า เกษตรกรจำนวนมากก็ย่อมลังเลที่จะเปลี่ยน แม้รู้ดีว่าการเผาส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การพูดถึงกาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูงจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐเริ่มมองปัญหานี้เกินกว่าการดับไฟเฉพาะหน้า และหันมามองทางเลือกทางเศรษฐกิจของชุมชนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คำถามที่ยังต้องติดตามคือ ทางเลือกใหม่จะมีตลาดจริงหรือไม่ ใครจะรับซื้อ ผลผลิตต้องใช้เวลากี่ปีจึงสร้างรายได้ และช่วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนพืช รัฐจะช่วยชาวบ้านอย่างไร เพราะถ้าขาดคำตอบในจุดนี้ การเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่พืชมูลค่าสูงอาจฟังดีในเอกสาร แต่ยากจะเกิดขึ้นจริงในไร่ของเกษตรกร

อบจ.เชียงรายขยับพร้อมกันด้านสุขภาพ เพราะฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

ในอีกวงหนึ่งของเชียงราย วันเดียวกันนี้ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ประชุมคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นและบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

แม้การประชุมนี้ไม่ได้ว่าด้วยฝุ่นอย่างตรงตัวทุกบรรทัด แต่ในบริบทเชียงราย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าท้องถิ่นเริ่มมองปัญหาสุขภาพชุมชนแบบเชื่อมโยงมากขึ้น ไม่ใช่มอง ฝุ่น PM2.5 เชียงราย เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบสาธารณสุข การเข้าถึงบริการ การป้องกันกลุ่มเปราะบาง และการรับมือผลกระทบสะสมในระยะยาว

เมื่อประกอบเข้ากับการหารือไทย–ลาวในเวียงจันทน์ ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่า การแก้ปัญหาหมอกควันในเชียงรายกำลังขยับสองขาไปพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการปิดช่องโหว่ต้นทางของฝุ่น อีกขาหนึ่งคือการเสริมระบบรองรับผลกระทบปลายทางให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหาได้ปลอดภัยขึ้น

MOU ใหม่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่วันลงนาม

การยกระดับความร่วมมือไทย–ลาวในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ และมีน้ำหนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะมีทั้งการพูดถึงข้อมูล จุดความร้อน ดาวเทียม บุคลากร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปรับ MOU ให้ทันสถานการณ์จริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ก็เตือนให้เห็นความจริงว่า เอกสารไม่เคยดับฝุ่นได้ด้วยตัวเอง

บททดสอบแท้จริงจะอยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อภาคเหนือเข้าสู่รอบใหม่ของฤดูเผา หากปีหน้าเชียงรายยังเผชิญค่าฝุ่นระดับวิกฤตเหมือนเดิม คำถามก็จะย้อนกลับมาทันทีว่า ความร่วมมือที่ลงนามไว้ได้เปลี่ยนอะไรจริงบ้าง แต่ถ้าระบบข้อมูลเร็วขึ้น จุดความร้อนลดลง การเผาในพื้นที่เสี่ยงถูกควบคุมได้ดีขึ้น และเกษตรกรเริ่มมีทางเลือกใหม่ที่ทำกินได้จริง นั่นต่างหากจะเป็นคำตอบที่มีความหมายกว่าถ้อยแถลงทั้งหมด

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของนโยบายหมอกควันภาคเหนือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายมักถูกมองเป็นเมืองปลายทางของผลกระทบ ทั้งจากควันข้ามแดน ไฟป่าในแนวเขา และเศรษฐกิจชายแดนที่ผันผวน แต่ความเคลื่อนไหวในวันที่ 29 เมษายน 2569 ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอาจกำลังขยับจาก “พื้นที่รับผล” ไปเป็น “พื้นที่กำหนดทิศทาง” ของการแก้ปัญหาในภาคเหนือ ทั้งในฐานะจังหวัดชายแดนที่มีเสียงดังพอจะผลักประเด็นนี้ขึ้นสู่ระดับภูมิภาค และในฐานะพื้นที่ทดลองของแนวคิดเปลี่ยนเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อลดไฟและฝุ่นในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าข่าวรายวัน การเยือน สปป.ลาวของรัฐมนตรีไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเรื่องอนาคตของอากาศที่คนเชียงรายจะต้องหายใจในปีหน้า และปีต่อ ๆ ไปด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อัตลักษณ์ชาติพันธุ์คือสินทรัพย์! มฟล. แนะรัฐออกแบบนโยบายยืดหยุ่น หนุนชาติพันธุ์เชียงรายสู้ศึกเศรษฐกิจโลก

Summary
  • มฟล. จัดเสวนา “Living Identities” แก้ปัญหาประชากรไร้สัญชาติ 134,590 คนในเชียงราย

  • ชูแนวคิดเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ให้เป็น “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • เน้นหลักการ “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” เพื่อการปรับตัวในโลกสมัยใหม่

  • เรียกร้องรัฐใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน

  • เชื่อมโยงสิทธิสถานะทางกฎหมายกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามเป้าหมาย SDG

เมื่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไม่ใช่แค่มรดก แต่คือ “ทุน” ที่รอการปลดล็อก มฟล. จุดประกายเสวนา “Living Identities” ชี้ทางรอดประชากร 1.3 แสนคนนอกระบบในเชียงราย

เชียงราย ,27 เมษายน 2569 – ท่ามกลางยอดดอยและสายหมอกที่ปกคลุมเชียงรายในยามเช้า เสียงของนักวิชาการ ตัวแทนชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่าหลายสิบชีวิตได้ดังขึ้นในห้องเสวนาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อถกประเด็นที่ไม่เพียงแต่สะท้อนวิถีชีวิต แต่กำลังกำหนดอนาคตของประชากรกว่า 134,590 คนที่ยังรอการรับรองสถานะทางกฎหมายในจังหวัดแห่งนี้

รากเหง้าที่ถูกมองข้าม กับตัวเลขที่บอกความจริง

ตัวเลขจากประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยรวมทั้งสิ้น 134,590 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด ตามข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สังคมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และในจำนวนนี้ ประมาณ 65% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ใน 18 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด

นี่ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่คือชีวิตของผู้คนที่ตื่นขึ้นมาทุกวันโดยปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนที่รัฐรับรอง ไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขเต็มรูปแบบ ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และยังถูกกีดกันออกจากโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจอีกหลายด้าน

เสียงจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สู่โต๊ะเสวนาที่เกินกว่าแค่วิชาการ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เปิดฉากกิจกรรมเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัติ ประพัฒทอง กล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้บันทึกไว้ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งอาข่า ลาหู่ ลีซู ม้ง เย้า และอีกหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงถูกมองในฐานะ “ผู้อยู่ชายขอบ” ของสังคม

ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” บทเรียนที่ง่ายกว่าการปฏิบัติ

หัวใจสำคัญของการเสวนาวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ควรถูกรักษาไว้หรือปล่อยให้เปลี่ยนแปลง แต่กลับชี้ให้เห็นภาพที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะวิทยากรและผู้เข้าร่วมต่างยืนยันตรงกันว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังผสมผสานอย่างกลมกลืนกับโลกสมัยใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการตั้งคำถามว่า “ความยั่งยืน” ควรหมายความว่าอะไรกันแน่ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมายถึงการ “คงสภาพเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญในเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงหมายถึงการ “ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม” หากชุมชนสามารถปรับตัวได้อย่างมีทิศทาง นั่นคือเส้นทางสู่การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์อย่างมั่นคงและมีพลัง

แนวคิด “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาที่สมดุล นั่นคือการก้าวทันโลกสมัยใหม่ในเวลาเดียวกับที่รักษารากเหง้าทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดสวยงาม แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่บางชุมชนในเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นผลแล้ว

คนรุ่นใหม่กับมรดกที่ไม่ควรกลายเป็นภาระ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจังในวงเสวนาคือทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตนเอง ในอดีต เยาวชนหลายคนรู้สึกว่าการเป็น “ชาวเขา” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” คือสิ่งที่ต้องซ่อนเร้น เพราะสังคมกระแสหลักมักตีตราว่าเป็นความด้อยพัฒนา

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป เมื่อเยาวชนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเองในฐานะ “ทุนสร้างสรรค์” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร งานฝีมือ หรือแม้แต่ดนตรีและศิลปะการแสดงที่มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วงเสวนาเน้นย้ำว่าการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขา “ภูมิใจ” ในรากเหง้าของตนเอง ก่อนที่จะพัฒนาทักษะในการนำทุนนั้นมาสร้างรายได้

พื้นที่ต่างกัน ความต้องการต่างกัน นโยบายเดียวไม่พอ

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการหนึ่งจากการเสวนาครั้งนี้คือการยืนยันว่าไม่มีสูตรสำเร็จรูปสำหรับการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เนื่องจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีมุมมองและบริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างชุมชนอาข่าในพื้นที่ภูเขาสูงของอำเภอแม่ฟ้าหลวง กับชุมชนม้งในพื้นที่กึ่งเมืองของอำเภอเชียงแสน แม้ทั้งสองกลุ่มจะเผชิญกับความท้าทายด้านสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงโอกาสเหมือนกัน แต่ความต้องการในด้านการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการอนุรักษ์วัฒนธรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วงเสวนาจึงเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบนโยบายที่ “ยืดหยุ่นและเหมาะสมเฉพาะพื้นที่” แทนที่จะใช้มาตรการแบบเหมาโหลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะนั่นคือการสร้าง “ความเป็นเจ้าของ” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สิทธิ ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ประเด็นที่ทรงพลังที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการเชื่อมโยงระหว่าง “อัตลักษณ์” กับ “สิทธิ” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแยกกัน แต่ในความเป็นจริงกลับผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 16 ที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง การที่ประชากร 134,590 คนในเชียงรายยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนนั้น ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการรับรองตัวตนของบุคคล

เมื่อคนไม่มีเอกสาร เขาไม่มีตัวตนในสายตาของระบบ และเมื่อไม่มีตัวตน เขาก็ไม่มีสิทธิ และเมื่อไม่มีสิทธิ ศักยภาพของเขาจะถูกจำกัดไว้เพียงการเอาตัวรอดในระบบนอกกฎหมาย นี่คือวังวนที่การเสวนา Living Identities พยายามจะทำลายด้วยกระบวนการทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

บทบาทของวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีที่ขาดไม่ได้

ในการเสวนาครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เข้าร่วมเสวนาในฐานะตัวแทนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อนำเสนอบทบาทของหน่วยงานในด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวปวิชญา รัฐปัญญาภู ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

การมีส่วนร่วมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ภาครัฐพยายามบูรณาการงานชาติพันธุ์เข้ากับนโยบายทางวัฒนธรรมของจังหวัด แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว

นอกจากการเสวนา กิจกรรมในวันนี้ยังประกอบด้วยนิทรรศการแผนที่กระจายตัวกลุ่มชาติพันธุ์ใน 18 อำเภอ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าสำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต เพราะทำให้เห็นภาพรวมของความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของจังหวัด ไม่ใช่เพียงในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อัตลักษณ์คือทุน เมื่อโลกหมุนไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภาพใหญ่ที่การเสวนา Living Identities พยายามสร้างคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ “ชาติพันธุ์” จากการเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ที่ดูล้าสมัย ไปสู่การเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีมูลค่าสูงในยุคของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เชียงรายมีมากกว่า 30 กลุ่มชาติพันธุ์นั้น ไม่ใช่ภาระทางนโยบาย แต่คือสินทรัพย์ที่หายากและไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ใหม่ ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังค้นหาประสบการณ์ที่ “แท้จริง” และ “แตกต่าง” เชียงรายมีสิ่งที่หลายจังหวัดไม่มีคือความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่และพัฒนาต่อเนื่อง

ในบริบทของ SDG 8 ที่ว่าด้วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การดึงประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจะเป็นการปลดล็อกศักยภาพมหาศาลที่ยังถูกกักเก็บไว้ด้วยกำแพงของข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคม

เปรียบเทียบกรณีศึกษา เมื่อโลกนำทางก่อนเรา

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการรับรองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงในแวดวงวิชาการคือนิวซีแลนด์ที่ผนวกวัฒนธรรมเมารีเข้าไปในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ จนสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือแคนาดาที่ให้การรับรองสิทธิชนพื้นเมืองอย่างครอบคลุม จนนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน

ในระดับประเทศไทย กรณีของชุมชนไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีที่ประสบความสำเร็จในการแปลงทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวชุมชน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าเมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรองและส่งเสริมอย่างถูกต้อง มันสามารถกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

ก้าวต่อไป จากห้องเสวนาสู่นโยบายจริง

สิ่งที่ทุกฝ่ายในวงเสวนาวันนี้ต้องการเห็นคือการเดินหน้าจากบทสนทนาในห้องประชุมสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์เชียงราย

หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มฟล. ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงวิชาการเข้ากับความเป็นจริงของชุมชน และการที่งานนี้ดึงนักวิชาการ ภาครัฐ และตัวแทนชาติพันธุ์มาร่วมโต๊ะเดียวกันได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดเสวนายังคงรออยู่ข้างหน้า นั่นคือการแปลงมติและข้อเสนอแนะจากเวทีวิชาการสู่กลไกนโยบายที่มีผลผูกพัน การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และการสร้างระบบติดตามผลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

เมื่ออัตลักษณ์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

134,590 คนในเชียงราย ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าหลังทุกตัวเลขมีชีวิต ความฝัน และศักยภาพที่รอการปลดล็อก

การเสวนา Living Identities ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำตอบสำหรับคำถามที่ซับซ้อนเรื่องชาติพันธุ์ สิทธิ และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่ไหนสักแห่ง แต่อยู่ในชุมชน ในวิถีชีวิต และในเสียงของคนที่ดำรงอัตลักษณ์นั้นมาตลอดชั่วอายุคน

เมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรอง ได้รับการส่งเสริม และได้รับการเปลี่ยนให้กลายเป็นทุน สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในความหมายที่ครอบคลุมที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่าด้วยจำนวนประชากรที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยในจังหวัดเชียงราย รวม 134,590 คน
  • รายงานสถานการณ์สังคม (Social Situation Report) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าด้วยสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ประมาณ 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อมูลว่าด้วยความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 30 กลุ่ม
  • หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารประกอบการเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” วันที่ 27 เมษายน 2569
  • เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 8 (การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม) และ SDG 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อพื้นที่สาธารณะกลายเป็น Event Hub! เชียงรายใช้แอโรบิกแดนซ์เชื่อมโยงคนทุกเจเนอเรชันและชาวต่างชาติในพื้นที่

Summary
  • เชียงรายจัดกิจกรรมแอโรบิกแดนซ์หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ตามรอยไวรัลสวนลุมพินี

  • ข้อมูล Zocial Eye เผยแฮชแท็กแอโรบิกสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 9.8 ล้านครั้ง โดยเฉพาะบน TikTok

  • “Taeyong Effect” จากศิลปิน K-Pop เปลี่ยนกิจกรรมพื้นบ้านไทยเป็นประสบการณ์วัฒนธรรมระดับโลก

  • เทรนด์ฟิตเนส 2569 มุ่งเน้น “คุณภาพชีวิต” และ “สุขภาพจิต” มากกว่าแค่การสร้างกล้ามเนื้อ

  • เชียงรายมีชาวต่างชาติพำนักอันดับ 3 ของประเทศ ทำให้กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะช่วยเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรม

เมื่อเชียงรายตอบรับกระแสสวนลุม สู่ปรากฏการณ์แอโรบิกไทยที่ไม่มีพรมแดน

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 —บริเวณลานกว้างหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย เสียงดนตรีดังขึ้นก่อนที่ร่างกายจะเริ่มขยับ ผู้คนหลากหลายวัยที่ยืนรอกันอยู่ก่อนแล้วเริ่มจับจังหวะตามเพลงฮิตที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน หลายคนมาคนเดียว หลายคนมากับเพื่อน แต่เมื่อดนตรีเริ่มเล่น ทุกคนในพื้นที่นั้นกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน

นี่คือกิจกรรมแอโรบิกแดนซ์ควันหลงสงกรานต์ ที่นำทีมโดย “คุณน้ำผึ้ง” เจ้าของร้าน “มาลองเต๊อะเชียงราย” ครูแอโรบิกสายรักสุขภาพที่คนในจังหวัดรู้จักกันดี งานนี้ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นการส่งต่อพลังงานของเทศกาลสงกรานต์ที่ยังไม่จบลงในใจคนเชียงราย ทั้งเต้น ทั้งเปียก ทั้งหัวเราะ และที่น่าสนใจที่สุด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะกลางเมืองที่ปกติแล้วถูกมองว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมมากกว่าลานออกกำลังกาย ศุกร์บ่ายคล้อยของวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น กิจกรรมเล็กๆ ในเมืองทางเหนือแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังพัดผ่านทั้งประเทศและกำลังเปลี่ยนนิยามของ “การออกกำลังกาย” ในสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคน

จากสวนลุมถึงสวนศิลป์ ไฟกระแสที่จุดข้ามจังหวัด

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมเชียงรายถึงเลือกพื้นที่ศิลปะมาเป็นลานเต้น ต้องย้อนกลับไปดูว่ากระแสนี้เริ่มต้นจากที่ไหน

กรุงเทพมหานครมีสวนลุมพินี เชียงรายมี “สวนศิลป์” นี่ไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบเล่นๆ แต่เป็นการสะท้อนว่าพื้นที่สาธารณะในต่างจังหวัดกำลังพยายามตอบรับกระแสที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงด้วยบริบทของตัวเอง สวนลุมพินีในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นมากกว่าสวนสาธารณะ มันถูกพูดถึงในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อภาพของผู้คนหลายร้อยชีวิตขยับร่างกายพร้อมกันตามจังหวะดนตรีเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์จนกลายเป็นไวรัลข้ามคืน

ข้อมูลจาก Zocial Eye โดย Wisesight (Thailand) ที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 2 เมษายน 2569 เผยตัวเลขที่น่าตกใจ แฮชแท็กที่เกี่ยวกับแอโรบิกสวนลุมสร้างยอดการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรวมกันสูงถึง 9,804,046 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศยังต้องอิจฉา

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขรวม คือการกระจายตัวของยอดเอนเกจเมนต์ในแต่ละแพลตฟอร์ม TikTok กวาดไปสูงสุดถึง 3.8 ล้านครั้ง แม้ว่า X หรือ Twitter จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้พูดถึงเรื่องนี้ในแง่ปริมาณข้อความมากที่สุดถึง 44% ตามมาด้วย Facebook 2.6 ล้านครั้ง Instagram 2.5 ล้านครั้ง และช่องทางอื่นๆ รวมกันราว 8 แสนครั้ง ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราได้อย่างชัดเจน คือคอนเทนต์วิดีโอสั้นบน TikTok ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนกระแสไวรัลที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้

แทยง” กดปุ่มจุดไฟ ศิลปิน K-Pop ที่เปลี่ยนแอโรบิกไทยสู่กระแสโลก

หากจะพูดถึงจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดของกระแสแอโรบิกสวนลุม ชื่อหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “แทยง” (Taeyong) ลีดเดอร์ แร็ปเปอร์ และนักเต้นหลักของวงบอยแบนด์ระดับโลก NCT ศิลปินชาวเกาหลีใต้ผู้นี้ก้าวเท้าเข้ามาที่สวนลุมพินีและร่วมเต้นแอโรบิกกับชาวบ้านทั่วไป ก่อนจะออกปากว่า “เป็นการออกกำลังกายที่สนุกมาก ท่าเต้นท้าทาย”

ประโยคสั้นๆ นั้นกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ในโลกออนไลน์ ฐานแฟนคลับของ NCT ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกพุ่งเข้าค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแอโรบิกไทยทันที ภาพและคลิปของแทยงที่สวนลุมถูกแชร์ต่อในหลายประเทศในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์ทางการตลาดเรียกกันว่า “Taeyong Effect” นี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพลัง Soft Power ไทยในยุคดิจิทัล กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยถูกมองข้ามกลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดความสนใจจากนานาประเทศในเวลาข้ามคืน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงกรณีที่ BTS เคยโพสต์รูปกินข้าวเหนียวมะม่วงในไทยเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นยอดขายมะม่วงและร้านข้าวเหนียวมะม่วงรอบๆ สถานที่ที่ศิลปินเยี่ยมเยียนพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Taeyong Effect ในสวนลุมก็มีกลไกเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่ถูกผลักดันออกสู่สายตาโลกคือ “วัฒนธรรมการออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ” ซึ่งเป็นอะไรที่มีมิติทางสังคมลึกกว่าการกินอาหารธรรมดามากนัก

พื้นที่สาธารณะในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ที่พักผ่อน แต่คือแพลตฟอร์ม

สวนลุมพินีไม่ใช่แค่ “สวน” อีกต่อไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่ข้อมูลในช่วงนี้บอกกับเราอย่างชัดเจน

ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 สวนลุมพินีเป็นสถานที่จัด One Piece Event ของ Netflix ซึ่งกวาดยอดเอนเกจเมนต์บนโลกออนไลน์ได้สูงถึง 1,119,498 ครั้งในระยะเวลาอันสั้น นั่นหมายความว่าภายในพื้นที่สีเขียวผืนเดียวกันนี้ สามารถรองรับทั้งกิจกรรมบันเทิงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่และกิจกรรมการออกกำลังกายของชุมชนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และทั้งสองอย่างล้วนสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ในโลกดิจิทัล

นี่คือสิ่งที่นักการตลาดและนักวางผังเมืองควรศึกษาอย่างจริงจัง โมเดลพื้นที่สาธารณะที่ประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การมีต้นไม้มาก มีที่นั่งสวย หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่อยู่ที่การเป็น “Event Hub” ที่ยืดหยุ่นพอจะรับทุกรูปแบบกิจกรรมได้ และมีสภาพแวดล้อมที่ผู้คนอยากถ่ายรูป อยากแชร์ อยากชวนเพื่อนมา

กลับมาที่เชียงราย พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองมีเสน่ห์ในแบบเดียวกัน พื้นที่ที่มีความหมายทางวัฒนธรรม บรรยากาศที่ไม่เหมือนลานออกกำลังกายทั่วไป และความรู้สึก “พิเศษ” ที่ทำให้คนอยากบันทึกภาพและแชร์ในโซเชียลมีเดีย การเลือกสถานที่นี้สำหรับกิจกรรมแอโรบิกของคุณน้ำผึ้งจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เทรนด์คนเมือง เมื่อสวนสาธารณะกลายเป็นยา

ทำไมกระแสแอโรบิกในพื้นที่สาธารณะจึงมาแรงในช่วงนี้พอดี คำตอบอยู่ในรูปแบบพฤติกรรมของคนเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนเมืองจำนวนมากพบว่าตัวเองใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปิด ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ ห้องพัก หรือห้องฟิตเนส ความโหยหาพื้นที่เปิดโล่ง อากาศบริสุทธิ์ และการอยู่ร่วมกับผู้คนจริงๆ กลายเป็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแอโรบิกในสวนสาธารณะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้พร้อมกันทุกข้อในราคาที่ไม่มีอะไรในโลกถูกกว่า นั่นคือ ฟรี

นอกจากนี้ เพลงประกอบการเต้นแอโรบิกยังมีบทบาทสำคัญที่มักถูกมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นจังหวะสามช่าเร้าใจ เพลง T-Pop และ K-Pop ที่ฮิตติดชาร์ต หรือเพลงที่มีการรีมิกซ์จังหวะสนุกๆ ล้วนทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือกระตุ้นพลังกายและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้า ในพื้นที่ฟิตเนสที่แต่ละคนใส่หูฟังและโฟกัสกับหน้าจอของตัวเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกระแส Parkrun ที่เริ่มในอังกฤษและแพร่กระจายไปทั่วโลก หรือ Bootcamp ริมแม่น้ำฮัดสันในนิวยอร์กที่ทำให้คนหลายพันคนออกมาออกกำลังกายกลางแจ้งพร้อมกันทุกเช้าวันเสาร์ หัวใจของทุกกระแสเหล่านี้คือสิ่งเดียวกัน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ฮีลใจในโลกออนไลน์ เมื่อแมวสวนและเพลงเต้นกลายเป็นยารักษาจิตใจ

ข้อมูลจาก Zocial Eye ยังชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก นอกจากกระแสแอโรบิกแล้ว คอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะในลักษณะ “Healing Content” หรือคอนเทนต์เยียวยาจิตใจ กำลังสร้างยอดเอนเกจเมนต์ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพมุมสวยงามในสวน ไวรัลความน่ารักของ “แมวสวนลุม” หรือคอมมูนิตี้กลุ่ม Pet Parent ที่นำสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น

สิ่งที่เชื่อมโยงคอนเทนต์เหล่านี้เข้าด้วยกันคือการตอบสนองต่อความเครียดสะสมของคนในยุคนี้ การที่ผู้คนใช้เวลาว่างถ่ายรูปนกและต้นไม้ในสวน แล้วโพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดียพร้อมแคปชั่นว่า “วันนี้ออกมาหายใจบ้าง” คือสัญญาณที่บอกให้เห็นว่าสังคมกำลังแสวงหาสมดุลอย่างเร่งด่วน

ในมุมนี้ กิจกรรมแอโรบิกควันหลงสงกรานต์ที่เชียงรายจึงมีมิติมากกว่าแค่การออกกำลังกาย มันเป็นพื้นที่ให้คนได้ “ปล่อยพลังให้สุด” ในแบบที่ชีวิตประจำวันไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ทำ และนั่นคือเหตุผลที่คนบอกว่า “ได้เพื่อนใหม่แบบไม่รู้ตัว” เพราะเมื่อร่างกายเปิด ใจก็เปิดตาม

ACSM สำรวจปี 2569 วิทยาศาสตร์ยืนยัน แอโรบิกไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว

นอกเหนือจากกระแสที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย มีหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันว่ากระแสนี้จะไม่ใช่แค่ความนิยมชั่วคราว

American College of Sports Medicine หรือ ACSM ซึ่งเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาชั้นนำของโลก ได้เผยแพร่ผลการสำรวจเทรนด์ฟิตเนสประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการสำรวจที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แล้ว ผลที่ออกมาสะท้อนภาพที่สอดรับกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสวนสาธารณะทั่วไทยอย่างน่าทึ่ง

การสำรวจของ ACSM ชี้ชัดว่าความต้องการของผู้บริโภคในวงการฟิตเนสได้เปลี่ยนผ่านจาก “การออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง” ไปสู่ “การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ” อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว นั่นหมายความว่าคนที่เดินเข้าฟิตเนสหรือออกมาเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะในปี 2569 ไม่ได้มาเพื่อหกแพ็กหรือเอวกระชับเท่านั้น แต่มาเพื่อนอนหลับได้ดีขึ้น มีพลังงานมากขึ้น และรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น

ประเด็นที่ ACSM เน้นย้ำเป็นพิเศษคือสองกลุ่มประชากรที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฟิตเนสโลก กลุ่มแรกคือผู้สูงอายุ (Active Aging) ที่กลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในสถานออกกำลังกาย และกลุ่ม Gen Z ที่ขับเคลื่อนการใช้จ่ายในภาคฟิตเนสอย่างมหาศาลผ่านมุมมองด้านสุขภาพจิต ทั้งสองกลุ่มนี้มีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน แต่ล้วนหาคำตอบได้ในพื้นที่แอโรบิกกลางแจ้งเหมือนกัน

นาฬิกาอัจฉริยะและ AI ที่มองไม่เห็น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแอโรบิกอย่างเงียบๆ

ภาพที่เห็นในสวนสาธารณะหรือลานแอโรบิกในปัจจุบันอาจดูไม่ต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อนมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือสิ่งที่มองไม่เห็น

เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) โดยเฉพาะสมาร์ตวอตช์และเซนเซอร์ชีวภาพ กำลังเข้ามากำหนดรูปแบบการออกกำลังกายของคนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อุปกรณ์เหล่านี้สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ความแปรปรวนของหัวใจ รูปแบบการหายใจ และคุณภาพการนอนหลับได้แบบเรียลไทม์ ทำให้คนที่เต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะสามารถรู้ได้ทันทีว่าตัวเองเผาผลาญแคลอรีไปเท่าไร อัตราหัวใจอยู่ในโซนไหน และร่างกายฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน

แนวโน้มนี้กำลังนำไปสู่สิ่งที่นักวิชาการด้านฟิตเนสเรียกว่า “Hyper-personalization” หรือการออกกำลังกายที่ออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คลาสแอโรบิกที่ดีจะไม่ใช่คลาสที่ทุกคนทำท่าเดียวกันในจังหวะเดียวกัน แต่จะเป็นพื้นที่ที่แต่ละคนสามารถควบคุมระดับความเข้มข้นให้เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตัวเองในเวลาเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) และความเป็นจริงเสริม (AR) กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกแอโรบิก แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทิศทางชัดเจนว่าในอนาคตผู้คนจะสามารถเข้าร่วมคลาสเต้นในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่มีปฏิสัมพันธ์สูง ขณะที่ระบบ AI สามารถวิเคราะห์ท่าทางและให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้

น่าสังเกตว่าแม้แต่ในกลุ่ม Baby Boomer ที่อายุ 62-80 ปี ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าไม่ค่อยเปิดรับเทคโนโลยี ข้อมูลจาก MarketThink ที่อ้างอิงข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ก็ชี้ว่ากลุ่มนี้เปิดรับการใช้เทคโนโลยีดูแลสุขภาพมากกว่าที่คาด รวมถึงพร้อมจ่ายเงินไปกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สองเจเนอเรชันขับเคลื่อน สูงวัยและ Gen Z มาแรงจากคนละทิศทาง

เมื่อพิจารณาข้อมูลประชากรไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 จากกรมการปกครอง ซึ่ง MarketThink ได้นำมาวิเคราะห์และเผยแพร่ จะพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 65,809,011 คน ลดลงจากปีก่อนหน้า 142,199 คน เป็นผลจากอัตราเกิดที่ลดต่ำลงต่อเนื่องและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

เมื่อแยกตามรุ่น กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในปัจจุบันคือ Gen X ซึ่งมีอายุ 46-61 ปี จำนวน 15,977,426 คน หรือ 24% ของประชากรทั้งหมด รองลงมาคือ Gen Y อายุ 30-45 ปี จำนวน 15,272,292 คน หรือ 23% และ Gen Z อายุ 14-29 ปี จำนวน 13,353,824 คน หรือ 20% ขณะที่ Baby Boomer อายุ 62-80 ปีมีจำนวน 10,619,645 คน หรือ 16% ของประชากร

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อการเข้าใจว่าทำไมแอโรบิกถึงกำลังเติบโต เมื่อ Gen X และ Gen Y รวมกันเป็นกำลังซื้อหลักเกือบครึ่งประเทศ และทั้งสองกลุ่มกำลังเข้าสู่ช่วงชีวิตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ Gen Z กำลังเริ่มมีรายได้และใช้จ่ายตามค่านิยมด้านสุขภาพและประสบการณ์ร่วมกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในบริบทของกระแสแอโรบิกคือการผสมผสานของกลุ่มคนในลานเต้นเดียวกัน ลานแอโรบิกสวนสาธารณะในยุคใหม่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของผู้สูงอายุอีกต่อไปแล้ว ข้อมูลที่เห็นจากทั้งสวนลุมพินีและกิจกรรมในเชียงรายสะท้อนให้เห็นว่าคนทุกวัยกำลังมาร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ

กระแส Retro Fitness คืนชีพยุคทองแอโรบิก ในโลกที่เต็มไปด้วยแอปออกกำลังกาย

ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ดูขัดแย้งแต่กลับเป็นความจริงคือ กระแส “Retro Fitness” กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

รูปแบบการออกกำลังกายจากยุค 1980-1990 อย่าง Jazzercise และ Step Aerobics กำลังฟื้นคืนชีพในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะขาดทางเลือก แต่เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะกลับมาหาความเรียบง่ายและความสนุกในแบบดั้งเดิมโดยเจตนา ในยุคที่มีแอปออกกำลังกาย AI Coach และโปรแกรม HIIT ยอดนิยมมากมาย การออกมาเต้นแอโรบิกตามจังหวะเพลงโดยไม่มีหน้าจอมาขัดจังหวะกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างและหายากในแบบที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดขึ้นในวงการดนตรี ที่แผ่นเสียงไวนิลกลับมาขายดีเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทั้งที่ Streaming ให้ความสะดวกกว่ามาก หรือในวงการถ่ายภาพที่กล้องฟิล์มกลับมาเป็นที่นิยมในกลุ่ม Gen Z แม้สมาร์ตโฟนจะถ่ายได้ดีกว่าในทุกมิติ มันไม่ใช่เรื่องของความเก่าหรือใหม่ แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึกที่คนกำลังแสวงหา

เชียงรายในโลกข้อมูล จังหวัดที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยมากอันดับต้นๆ ของประเทศ

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมแอโรบิกในเชียงรายมีความน่าสนใจเป็นพิเศษคือบริบทของเมืองนี้เอง

ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ชี้ว่าเชียงรายมีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ถึง 134,590 คน ทำให้เป็นจังหวัดที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยเป็นอันดับสามของประเทศ รองจากเชียงใหม่ที่มี 160,958 คน และตากที่มี 151,665 คน ตัวเลขนี้หมายความว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมแอโรบิกในเชียงรายมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประชากรผสมระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ความหลากหลายของประชากรในเชียงรายยังทำให้กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะอย่างแอโรบิกมีมิติของการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม คนที่ไม่พูดภาษาเดียวกัน ไม่เคยรู้จักกัน แต่ขยับร่างกายตามจังหวะเพลงเดียวกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คือรูปแบบ “การทูตวัฒนธรรม” ที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ทรงพลังที่สุดในเวลาเดียวกัน

Smart and Social Fitness โมเดลอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้

ภาพรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่สวนลุมพินีในกรุงเทพมหานครถึงลานหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะในเชียงราย กำลังชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกัน แอโรบิกในยุค 2569 กำลังก้าวเข้าสู่โมเดลที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Smart and Social Fitness” อย่างเต็มรูปแบบ

โมเดลนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน ส่วนแรกคือการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการออกกำลังกาย ผ่านเทคโนโลยีสวมใส่และ AI วิเคราะห์ท่าทาง ส่วนที่สองคือการสร้างประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมสูง ทั้งในโลกจริงผ่านกิจกรรมชุมชน และในโลกออนไลน์ผ่านการแชร์คอนเทนต์ ส่วนที่สามคือการใช้วัฒนธรรม ทั้งเพลง ดนตรี และสถานที่ที่มีความหมาย เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางประสบการณ์ และส่วนสุดท้ายคือการออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

กิจกรรมที่เชียงรายในวันศุกร์ที่ 25 เมษายนนั้น แม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเลขหลักล้านบนโซเชียลมีเดีย แต่มันคือการสาธิตโมเดล Smart and Social Fitness ในระดับชุมชน ที่นำโดยผู้นำท้องถิ่นอย่างคุณน้ำผึ้ง ซึ่งมองเห็นกระแสและตอบสนองด้วยการสร้างพื้นที่ที่คนในเชียงรายสามารถเข้าถึงได้จริง

เมื่อแอโรบิกไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่คือกระจกสะท้อนสังคม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในลานแอโรบิกทั่วประเทศไทย ตั้งแต่สวนลุมพินีในกรุงเทพฯ ถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในเชียงราย ไม่ใช่แค่กระแสความนิยมชั่วคราวที่จะผ่านไปเหมือนเทรนด์อื่นๆ

มันคือการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังค้นหาสมดุลในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเคลื่อนที่เร็วเกินไป ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ ระหว่างการดูแลร่างกายและจิตใจ ระหว่างความเป็นปัจเจกและความเป็นชุมชน และแอโรบิกในพื้นที่สาธารณะกำลังตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ดีกว่าทางเลือกอื่นๆ ในตลาดในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ตัวเลข 9.8 ล้านครั้งของ Engagement บนโซเชียลมีเดีย การเข้าร่วมของ Taeyong ที่จุดประกายกระแสระดับโลก และกิจกรรมเล็กๆ ของคุณน้ำผึ้งในเชียงรายล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เดียวกัน ภาพของสังคมที่กำลังเรียนรู้ว่าการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดบางครั้งเริ่มต้นด้วยการออกมาขยับร่างกายข้างนอก ท่ามกลางผู้คน ภายใต้ท้องฟ้าเปิดกว้าง

และถ้าจะมีข้อสรุปสั้นๆ จากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คงไม่มีอะไรสรุปได้ดีไปกว่าสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเชียงรายพูดกัน ว่าพวกเขา “ได้ฟิตร่างกาย ได้เพื่อนใหม่แบบไม่รู้ตัว” เพราะนั่นคือสิ่งที่สังคมกำลังต้องการมากที่สุดในตอนนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเริ่มดับไฟถนนทางหลวงชนบท 1 พ.ค. นี้ ชูมาตรการประหยัดพลังงานและแผนจัดการพลังงานยั่งยืน

Summary
  • กรมทางหลวงชนบทเตรียมปรับลด/ปิดไฟถนนสายรองที่มีความเสี่ยงต่ำในเชียงราย เริ่ม 1 พ.ค. 69

  • เชียงรายเผชิญ Duck Curve ความต้องการไฟฟ้าพุ่งช่วง 20.45 น. หลังพลังงานแสงอาทิตย์หมดในตอนเย็น

  • วิกฤต PM 2.5 ทำร้านค้ารายย่อยใช้ไฟลดลง 7% เพราะคนไม่ออกจากบ้าน แต่ค่าไฟครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้น

  • ป่าชุมชนบ้านเมืองรวงและเหล่าพัฒนาในเชียงราย ถูกยกระดับเป็น Carbon Sink สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

  • ราคาดีเซลพุ่งสูงกว่า 48 บาท เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Smart Grid ในอนาคต

ไฟถนนดับชั่วคราว สัญญาณเตือนจากเชียงราย เมื่อพลังงานกลายเป็นกระจกสะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจและโลกเดือด

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — คืนหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน หากคุณขับรถบนถนนสายรองของเชียงราย แล้วพบว่าแสงไฟที่เคยสาดส่องข้างทางกลับมืดลงเป็นช่วงๆ นั่นไม่ใช่ไฟขัดข้องหรือความผิดปกติของระบบ แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีที่มาที่ไปลึกกว่าที่คิด และบอกเล่าบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของประเทศนี้ในยุคที่พลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรชี้ขาดชะตากรรมของทุกชุมชน

ไฟถนนดับ นโยบายที่มีราคาและเหตุผล

กรมทางหลวงชนบท ภายใต้การนำของนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ออกประกาศอย่างเป็นทางการเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดพลังงานของประเทศ ด้วยการสนับสนุนมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรน้อยหรือมีความเสี่ยงต่ำ โดยจะมีการปรับลดหรือปิดไฟฟ้าส่องสว่างบางช่วงเวลาอย่างเหมาะสม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

กรมยืนยันว่าได้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาปิดไฟฟ้าแสงสว่างเฉพาะจุดที่มีความปลอดภัยเพียงพอ เช่น พื้นที่นอกเขตชุมชนหรือช่วงเวลาที่การจราจรเบาบาง พร้อมติดตั้งป้ายเตือนและสัญญาณจราจรที่ชัดเจน ส่วนพื้นที่จุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางแยก ทางโค้งอันตราย บริเวณคอขวด หรือพื้นที่ชุมชน ยังคงเปิดไฟตามปกติ ขณะที่ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวัง เปิดไฟหน้ารถให้สว่างเพียงพอ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1 ถึง 18 และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร 1146

มาตรการนี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่หากนำมาวางบนแผนที่ขนาดใหญ่ของพลังงานเชียงราย ภาพที่ได้นั้นน่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

เชียงรายใช้ไฟฟ้าแค่ไหน และนั่นบอกอะไรเราบ้าง

ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดในรายงานวิเคราะห์เชิงลึกด้านพลังงานเชียงราย ปี 2567-2569 ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่คือตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก

ข้อมูลจากระบบรายงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบชี้ว่า ภาพรวมการใช้ไฟฟ้ารวมตลอด 12 เดือนของปี 2567 สำหรับกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย มีค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้สูงถึง 23,895 หน่วย แต่ปริมาณที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่เพียง 8,240 หน่วย คิดเป็นเพียงร้อยละ 34.48 ของค่ามาตรฐาน กล่าวง่ายๆ คือ ในทุก 100 หน่วยที่คาดว่าจะถูกใช้ มีเพียง 34 หน่วยเท่านั้นที่ถูกดึงจากระบบจริงๆ

แม้แต่ในเดือนพฤษภาคมซึ่งร้อนที่สุดของปีและควรจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด การใช้งานจริงก็อยู่ที่เพียง 1,361 หน่วย เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐาน 2,046 หน่วย หรือคิดเป็นเพียงสองในสามของสิ่งที่ควรเป็น

ช่องว่างมหาศาลระหว่างการพยากรณ์กับความจริงนี้บอกว่าอะไรบางอย่างในพฤติกรรมพลังงานของเชียงรายได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ และมีนัยสำคัญ

โซลาร์เซลล์บนหลังคา ผู้เล่นล่องหนที่พลิกเกม

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่นักวิเคราะห์ชี้ไปคือการขยายตัวของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้ประกอบการโรงแรม อาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยระดับกลางถึงบน ต่างทยอยติดตั้งแผงโซลาร์ที่มีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พวกเขากลายเป็นสิ่งที่นักพลังงานเรียกว่า “Prosumer” หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงานในเวลาเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองโดยไม่ผ่านมิเตอร์ของการไฟฟ้าทำให้ตัวเลขความต้องการไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายส่งหลักปรากฏเป็นตัวเลขที่หดตัวลง แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในอาคารนั้นๆ อาจจะยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

ลองนึกภาพเปรียบเทียบง่ายๆ คล้ายกับสถานการณ์ในเยอรมนีช่วงปี 2010-2015 ที่เกิดปรากฏการณ์เดียวกัน บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเยอรมนีต้องปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพราะตัวเลขการขายไฟลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวก็ตาม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญในปัจจุบัน คือบทเรียนที่เยอรมนีเคยผ่านมาแล้ว แต่เกิดขึ้นในบริบทของจังหวัดชายแดนที่มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ฝุ่น PM 2.5 ตัวการที่ทำให้ร้านอาหารข้างถนนเงียบงัน

มีปัจจัยที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันกับไฟฟ้าเลย แต่กลับเป็นคำอธิบายที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการหดตัวของการใช้พลังงานในกลุ่มร้านค้ารายย่อย นั่นคือวิกฤตฝุ่น PM 2.5

กลุ่มพาณิชยกรรมรายย่อยหรือกลุ่มร้านค้าและบริการขนาดเล็กในเชียงราย มีตัวเลขการใช้ไฟฟ้าหดตัวรุนแรงถึงร้อยละ 7.05 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายงานการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Profile) ระบุว่าปัญหา PM 2.5 เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ เมื่อคุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับวิกฤต ประชาชนท้องถิ่นต่างเลิกออกไปนั่งรับประทานอาหารนอกบ้าน ร้านข้าวต้นทาง ร้านก๋วยเตี๋ยว คาเฟ่ริมถนน ล้วนเงียบเหงาพร้อมกัน เจ้าของร้านไม่มีเหตุผลต้องเปิดแอร์ เปิดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือเดินเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรอลูกค้าที่ไม่มาอีกต่อไป

ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนกลับเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนต้องกลับไปอยู่บ้านและเปิดเครื่องฟอกอากาศ เปิดแอร์ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ภาระไฟฟ้าจึงย้ายที่แต่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ภาคธุรกิจเจ็บปวด ส่วนภาคครัวเรือนก็แบกรับค่าไฟสูงขึ้น

เศรษฐกิจเติบโต แต่กำลังซื้อไม่ไปด้วยกัน

รายงานการประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในปี 2567 เร่งตัวเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2568 และปรับลงมาที่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าจังหวัดถึง 7.13 ล้านคนในปี 2567 และเพิ่มเป็น 7.19 ล้านคนในปี 2568

แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ดูสวยงามนั้นซ่อนความเปราะบางไว้ข้างหลัง ยอดจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ใหม่ ซึ่งเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจระดับรากหญ้า คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 3,445 คันในปี 2567 คิดเป็นการหดตัวร้อยละ 5 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องร้อยละ 6 ในปี 2568

นั่นหมายความว่าในขณะที่นักท่องเที่ยวยังมาเที่ยวเชียงราย แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและชาวบ้านกลับไม่ได้แบ่งผลประโยชน์ของการเติบโตนั้นอย่างเพียงพอ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึก ดอกเบี้ยที่กดทับกำลังซื้อ และสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้สร้างสภาวะชะงักงันในการบริโภค

ผลกระทบสะท้อนลงมาถึงการใช้พลังงานอย่างตรงไปตรงมา เมื่อคนไม่มีเงินจับจ่าย ธุรกิจก็ลดชั่วโมงทำการ ลดอุปกรณ์ที่เปิดใช้ และท้ายที่สุดก็กดปุ่มประหยัดพลังงานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

Peak Demand ยามหัวค่ำ สัญญาณของ Duck Curve

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่นักวิศวกรไฟฟ้าในเชียงรายกำลังจับตา คือการเคลื่อนตัวของช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด จากเดิมที่มักเกิดในช่วงบ่าย 2 โมงถึงบ่าย 3 โมง กลับเลื่อนไปสู่ช่วงหัวค่ำ

ข้อมูล PEA รายงานว่าในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่รับผิดชอบรวม 74 จังหวัดพุ่งขึ้นสู่ระดับ 23,053.72 เมกะวัตต์ และเวลาที่เกิดนั้นคือ 20.45 น. ไม่ใช่ช่วงบ่ายอีกต่อไป

สาเหตุของปรากฏการณ์นี้คือ “Duck Curve” ปรากฏการณ์โค้งรูปเป็ด ที่เกิดจากการแพร่กระจายของโซลาร์บนหลังคา ในช่วงกลางวัน แผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก ความต้องการไฟฟ้าจากระบบสายส่งหลักจึงลดลง แต่ทันทีที่แสงอาทิตย์หมด ไฟฟ้าจากโซลาร์ดับวูบ ความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดกระชากกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายอย่างฉับพลัน ทำให้กราฟโหลดชันขึ้นอย่างอันตรายในช่วงเย็นถึงค่ำ

สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการติดตั้งโซลาร์ขนาดใหญ่และพบปัญหา Grid Instability ในช่วงหัวค่ำมาตั้งแต่ปี 2016 จนต้องออกนโยบายบังคับติดตั้งระบบแบตเตอรี่ควบคู่กับโซลาร์ในอาคารใหม่ทุกหลัง ทิศทางของเชียงรายกำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมน้อยกว่า

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท

ป่าไม้กลายเป็นสินทรัพย์ เมื่อคาร์บอนมีมูลค่า

ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงาน เชียงรายกลับมีบทบาทใหม่ที่น่าสนใจในแผนที่พลังงานระดับชาติ นั่นคือการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนทางธรรมชาติ (Carbon Sink) ให้กับประเทศ

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้ริเริ่มโครงการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ณ “ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง” จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายในการกักเก็บคาร์บอนผ่านทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาทักษะของชุมชนในการดูแลป่า และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต

ในทิศทางเดียวกัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ดำเนินโครงการ “PEA ปลูก บำรุง รักษาป่า” ในปี 2567 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนท้องถิ่น ปลูกต้นไม้จำนวนกว่า 9,000 ต้น ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอย่างกระถินเทศ มะขามป้อม และรวงผึ้ง ที่พื้นที่ป่าชุมชนบ้านเหล่าพัฒนา ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำให้ยอดรวมการปลูกต้นไม้ในโครงการพุ่งสูงถึง 29,500 ต้น

นอกจากนี้ PEA ยังสนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงเรียนขุนขวากพิทยาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคือ ป่าไม้ในเชียงรายที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติธรรมดา กำลังถูกแปลงให้กลายเป็น “สินทรัพย์เพื่อสิ่งแวดล้อม” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งโรงงานไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมอย่างระยองหรือชลบุรีต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง

ราคาน้ำมัน แรงผลักดันที่เงียบแต่ทรงพลัง

ขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้ขับขี่รถยนต์ในเชียงรายยังคงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่กดดันกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ข้อมูลราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ สถานีบริการในจังหวัดเชียงรายช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันดีเซล B7 ซึ่งเป็นเส้นเลือดของภาคขนส่งและเครื่องจักรกลการเกษตร อยู่ที่ระดับ 40.20 ถึง 48.40 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียมพุ่งถึง 68.30 ถึง 69.84 บาทต่อลิตร

ในกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ถึง 44 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซิน 95 แท้อยู่ที่ 52 ถึง 57 บาทต่อลิตร ต้นทุนลอจิสติกส์ที่สูงระดับนี้กำลังเร่งให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนในเชียงรายเริ่มคิดจริงจังเรื่องการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแม้จะมีค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในบิลรายเดือน แต่เมื่อคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ตัวเลขเริ่มเอียงมาทางไฟฟ้ามากขึ้นทุกวัน

ภัยระยะยาว เชียงรายในยุคโลกเดือด

หากมองออกไปไกลกว่าปี 2569 ข้อมูลที่สะสมมาบอกว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่ปัญหาราคาพลังงานในปัจจุบัน แต่คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างถาวรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

รายงานการประเมินเตือนว่าฤดูหนาวในภาคเหนือจะหดสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียสภาวะอากาศหนาวเย็นจะทำลายเสน่ห์หลักของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิอย่างเมล็ดกาแฟ ซึ่งกำลังเป็นดาวรุ่งของเชียงรายในตลาดโลก

เมื่อกาแฟและพืชเมืองหนาวไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ “Smart Greenhouse” หรือโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ ไฟ LED 24 ชั่วโมง ปั๊มน้ำแรงดันสูง และเซนเซอร์อัตโนมัติ ภาคเกษตรกรรมที่เคยใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของจังหวัด

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่าประชากรในจังหวัดเชียงรายที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ระดับชาติมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีพลังงานในกลุ่มนี้รุนแรงมาก คนที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ คือคนที่เสี่ยงมากที่สุดทั้งต่อคลื่นความร้อนและวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5

พลังงานอย่างยั่งยืน เริ่มที่ไฟถนนดับชั่วคราว

มาตรการดับไฟถนนของกรมทางหลวงชนบท เริ่มต้น 1 พฤษภาคม 2569 อาจดูเหมือนเป็นเพียงการประหยัดงบประมาณในสายตาคนทั่วไป แต่ในบริบทที่กว้างกว่า มันคือชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนาขนาดใหญ่ที่เชียงรายกำลังพยายามประกอบ

ประเทศที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุดในเรื่องนี้อาจคือไอซ์แลนด์ ซึ่งมีพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100% แต่ยังคงบริหารจัดการระบบสายส่งในพื้นที่ห่างไกลอย่างรัดกุม ด้วยการใช้ Smart Grid ที่ตอบสนองต่อความต้องการแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างกำลังการผลิตสำรองมหาศาลเพื่อรองรับ Peak ที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

แผน PDP 2569 ที่กำลังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น คาดการณ์ว่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นแตะ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ขับเคลื่อนโดยศูนย์ข้อมูล AI และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ PEA รายงานว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบของตนพุ่งขึ้นมากกว่า 23,000 เมกะวัตต์แล้ว

สำหรับเชียงราย จุดที่ต้องการความสนใจเร่งด่วนจากผู้กำหนดนโยบายคือการลงทุนในระบบ Smart Grid เพื่อรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่จะทับซ้อนกับช่วง Peak Demand หัวค่ำ และการเตรียมโครงข่ายสายส่งในพื้นที่ชนบทให้รองรับการเกษตรเทคโนโลยีที่จะใช้ไฟฟ้าเข้มข้นในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยคำถามเล็กๆ ว่าทำไมไฟถนนถึงถูกดับ และจบลงด้วยความเข้าใจว่าพลังงานไม่เคยเป็นแค่ปลั๊กกับมิเตอร์ แต่มันคือมาตรวัดที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสุขภาพเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความพร้อมของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวงชนบท
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับงบจัดการไฟป่า 36.42 ล้านบาท เน้นควบคุมพื้นที่อนุรักษ์และทำแนวกันไฟสู้ศึก PM2.5 ภาคเหนือ

Summary
  • เชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่าปี 69 รวม 36.42 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่

  • งบส่วนใหญ่ (27.2 ล้าน) อยู่ที่กรมอุทยานฯ เน้นงานแนวกันไฟและเพิ่มประสิทธิภาพลาดตระเวน

  • แม้เชียงรายคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดี แต่ค่าฝุ่นยังพุ่งสีแดงเพราะหมอกควันข้ามแดน

  • GISTDA พบจุดความร้อนเพื่อนบ้าน (เมียนมา-ลาว) รวมเกือบ 3 แสนจุด กดดันอากาศในไทย

  • งบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบ แต่โจทย์จริงคือการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือข้ามประเทศ

เชียงรายได้งบไฟป่ากว่า 36.42 ล้านบาท แต่โจทย์จริงใหญ่กว่างบประมาณ

เชียงราย,19 เมษายน 2569 – ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดที่พยายามคุมไฟอย่างเข้มข้นจึงยังต้องเผชิญค่าฝุ่นระดับน่าห่วง ข้อมูลด้านงบประมาณที่ถูกเปิดเผยออกมาจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการคลัง เพราะมันช่วยให้เห็นว่ารัฐมองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับใด และวางหมุดยุทธศาสตร์ให้จังหวัดนี้อยู่ตรงไหนในสมการจัดการไฟป่าของภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่ารวม 36,424,500 บาท จาก 3 หน่วยหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับงบสูงสุดของภูมิภาค รองจากเชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มที่รัฐให้น้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการวิกฤตหมอกควันและ PM2.5 ปีนี้

ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแยกย่อยลงไป จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ของรัฐชัดขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เชียงราย 550,000 บาท สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดงบรวม 27,263,600 บาท แบ่งเป็นงานควบคุมไฟป่า 11,629,600 บาท งานควบคุมไฟป่าในส่วนของแนวกันไฟ 9,838,400 บาท และงบเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอีก 5,795,600 บาท ส่วนกรมป่าไม้จัดงบ 8,610,900 บาท สำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในพื้นที่จังหวัด งบเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายถูกมองไม่ใช่แค่พื้นที่ดับไฟเฉพาะหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องทำทั้งแนวกันไฟ กำลังภาคสนาม และงานเสริมศักยภาพควบคู่กัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง งบ 36.42 ล้านบาทก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่า มากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเชียงรายที่ไม่ได้เผชิญไฟป่าแบบจังหวัดทั่วไป เชียงรายมีทั้งภูเขาสูง พื้นที่ป่ากว้าง ชุมชนที่อยู่ชิดป่า เขตชายแดน และผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน การใช้งบลักษณะนี้จึงไม่อาจถูกอ่านแบบเส้นตรงว่า ยิ่งได้เงินมากยิ่งแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะในความเป็นจริงงบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบทำงาน แต่ไม่สามารถลบข้อจำกัดทางภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกระแสลมที่พัดเอาควันจากนอกจังหวัดเข้ามาได้ด้วยตัวเอง

ภาพรวม 17 จังหวัดภาคเหนือสะท้อนว่ารัฐยังเทน้ำหนักไปที่พื้นที่วิกฤต

หากขยับจากเชียงรายออกไปดูภาพทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2569 ของภาคเหนือยังยึดหลัก “กระจุกทรัพยากรในพื้นที่วิกฤต” อย่างชัดเจน The Active และ Rocket Media Lab สรุปตรงกันว่า งบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือจาก 3 หน่วยงานรวมกันอยู่ที่ 351,469,200 บาท แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเกือบสามในสี่ของงบทั้งก้อนยังไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ เป็นหลัก สะท้อนว่าน้ำหนักนโยบายปีนี้เทไปที่การควบคุมไฟในเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเด่นชัด

เชียงใหม่ได้รับงบสูงสุด 73,418,000 บาท ตามมาด้วยเชียงราย 36,424,500 บาท จากนั้นเป็นน่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนตามลำดับ ภาพนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาเชิงภาพลักษณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขณะที่เชียงรายแม้ไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดตลอดเวลา แต่ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของปัญหาหลายชั้น ทั้งไฟในพื้นที่ของตนเองและฝุ่นที่พัดข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง งบที่สูงจึงไม่ใช่เพียงรางวัลของพื้นที่วิกฤต แต่เป็นการประเมินว่าจังหวัดต้องมีขีดความสามารถป้องกัน รับมือ และเฝ้าระวังสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป

เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงสร้างงบแบบนี้มีเหตุผลในตัวเอง เพราะรัฐมักต้องเลือกใช้เงินในจุดที่คาดว่าจะลดความเสียหายได้มากที่สุดก่อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า งบที่วางบนโครงสร้างส่วนกลางเช่นนี้ส่งพลังลงถึงท้องถิ่นจริงมากน้อยเพียงใด และยืดหยุ่นพอให้ตอบสนองสถานการณ์หน้างานได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะไฟป่าเป็นภัยที่เปลี่ยนรูปเร็วมาก บางวันต้องใช้เครื่องมือ บางวันต้องใช้กำลังคน บางวันต้องใช้การข่าว บางวันต้องใช้แนวกันไฟ บางวันต้องใช้โดรนและข้อมูลดาวเทียม หากระบบงบยังแข็งตัวเกินไป ต่อให้วงเงินดูสูง ผลลัพธ์จริงก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพได้เช่นกัน

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

เชียงรายไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุด แต่กลับได้งบสูงเป็นอันดับสอง

ประเด็นที่ชวนคิดมากที่สุดของกรณีเชียงราย คือจังหวัดนี้ไม่ได้เป็นแชมป์พื้นที่เผาไหม้ของภาคเหนือในทุกตัวชี้วัด แต่กลับได้รับงบสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาค ข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล GISTDA ระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของเชียงรายอยู่ที่ 13,302 ไร่ และเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวที่พื้นที่เผาในป่าลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึงปี 2568 ในขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นหมดในปีล่าสุด ตรงนี้หมายความว่า หากมองเฉพาะผลลัพธ์พื้นที่เผาไหม้ เชียงรายไม่ได้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดของภาคเหนือด้วยซ้ำ

ยิ่งเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ตาก หรือแม่ฮ่องสอน จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดขึ้น เชียงใหม่มีพื้นที่เผาในป่าปี 2568 อยู่ที่ 637,886 ไร่ แม่ฮ่องสอน 1,110,340 ไร่ และตาก 1,195,419 ไร่ ขณะที่เชียงรายอยู่เพียง 13,302 ไร่ ตัวเลขนี้ทำให้การได้รับงบสูงอันดับสองของเชียงรายดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง แต่หากอ่านให้ลึก จะพบว่ารัฐไม่ได้จัดงบด้วยตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ปีเดียวเท่านั้น หากน่าจะประเมินร่วมกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่ติดป่า ความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดน และผลกระทบที่อาจลุกลามไปเป็นปัญหาฝุ่นของเมืองหลักด้วย

กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า เชียงรายอาจไม่ได้ “เผามากที่สุด” แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์หลุดมือ ผลกระทบจะซับซ้อนมาก และต้องใช้การตอบสนองหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการลาดตระเวนในผืนป่า การป้องกันพื้นที่เกษตรรอยต่อป่า การดูแลอำเภอเมืองจากควันสะสม และการรับมือฝุ่นข้ามแดนที่ไหลเข้ามาโดยจังหวัดควบคุมต้นทางไม่ได้ งบประมาณก้อนนี้จึงสะท้อนการให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการชดเชยความเสียหายย้อนหลังอย่างเดียว

เม็ดเงินของเชียงรายกำลังถูกใช้กับการคุมไฟในบ้าน ขณะที่ฝุ่นนอกบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ เชียงรายมีผลงานเชิงสัมพัทธ์ในเรื่องการควบคุมไฟภายในจังหวัดที่ค่อนข้างน่าสนใจ หลังวันที่ 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็น 4.33 เปอร์เซ็นต์ของทั้งภาคเหนือ และในช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ ยังไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญว่าการทำงานเชิงพื้นที่ของจังหวัดสามารถกดตัวเลขไฟในเขตตัวเองลงได้จริงในบางช่วงเวลา

ทว่าความสำเร็จนี้กลับชนเข้ากับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งทันที เพราะในช่วงเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และในบางวันแตะระดับสีแดงรุนแรง ข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 16 เมษายน ค่าฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วันที่ 18 เมษายน อยู่ที่ 73.2 ถึง 222.8 และวันที่ 19 เมษายน ยังสูง 62.8 ถึง 218.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า แม้จังหวัดจะควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่ประชาชนก็ยังต้องหายใจอากาศที่เสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ดี

ความย้อนแย้งนี้เองคือหัวใจของโจทย์เชียงรายในปี 2569 เพราะมันกำลังบอกว่า งบระดับจังหวัดมีพลังมากพอจะดูแล “ไฟในบ้าน” แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะสกัด “ควันจากนอกบ้าน” เมื่อข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 เมียนมามีจุดความร้อนถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุด สิ่งที่เชียงรายต้องสู้จึงไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องสู้กับภูมิรัฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคด้วย

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

จุดความร้อนช่วงสงกรานต์ย้ำว่าเชียงรายยังเปราะบาง แม้ทำสถิติได้ดีในภาพรวม

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของเชียงรายจะดูดีขึ้น แต่ช่วงสงกรานต์ก็พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวัดยังเปราะบางต่อการปะทุของไฟอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการประชุมวอร์รูมไฟป่าวันที่ 16 เมษายน ระบุว่า ความรุนแรงของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วง 13 ถึง 15 เมษายน โดยบางวันมีจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุด และเช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด แม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด ขณะที่เวียงป่าเป้าลดลงเหลือ 16 จุด แต่จุดความร้อนกลับกระจายเพิ่มไปยังอำเภอพาน พญาเม็งราย และบางส่วนของเชียงของด้วย

ในวันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงต้องเรียกประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการหารือปิดป่า การควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมาย และการตั้งจุดคัดกรองกับชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า จังหวัดมองสถานการณ์นี้เป็นภาวะวิกฤต ไม่ใช่ภาวะเฝ้าดูเฉย ๆ อีกแล้ว

สิ่งนี้บอกเราว่า งบประมาณ 36.42 ล้านบาทของเชียงรายในทางปฏิบัติไม่ได้ทำงานบนกระดาษ แต่กำลังถูกบีบให้แปลงเป็นกำลังคน แนวกันไฟ ชุดปฏิบัติการ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเมื่อไฟขยับจากเวียงป่าเป้ามายังแม่สรวยแล้วเข้าสู่อำเภอเมือง ความหมายของมันไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เสียหาย แต่คือความเสี่ยงที่จะกระทบอากาศของเมือง เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพประชาชนในศูนย์กลางจังหวัดโดยตรงด้วย

เชียงรายกำลังใช้ทั้งกฎหมาย ชุมชน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

อีกจุดที่สะท้อนรูปแบบการใช้งบของเชียงรายได้ชัด คือจังหวัดไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เครื่องมือชนิดเดียว การประชุมวอร์รูมไฟป่ากลางเดือนเมษายนมีทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อมูลดาวเทียม การพึ่งโดรนจากภาคประชาสังคม และการระดมชุมชนเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการป้องกันพื้นที่ ตัวอย่างที่เด่นคือกรณีการติดตามผู้ต้องสงสัยลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ หลังโดรนของมูลนิธิกระจกเงาจับภาพไว้ได้ จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นี่สะท้อนว่าการรับมือไฟป่าของเชียงรายปีนี้ไม่ได้ยึดแค่สายตรวจภาคพื้นดินแบบเดิม แต่ขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีและภาคประชาสังคมร่วมด้วยอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน ระดับชุมชนก็ยังเป็นฐานสำคัญของระบบนี้ ตัวอย่างบ้านปางขอนที่ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่เชียงราย งานป้องกันไฟไม่ได้อยู่แค่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พึ่งพาคนในชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องขึ้นเขา ถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟซ้ำทุกปี เพราะรู้ว่าหากไฟลาม สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่คือต้นน้ำ หน้าดิน และระบบนิเวศที่เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนด้วย

เมื่ออ่านคู่กับโครงสร้างงบของเชียงราย จะเห็นว่าเงินจำนวนมากที่ลงไปในกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ แท้จริงแล้วต้องอาศัย “แรงส่งจากชุมชน” มาช่วยให้เกิดผลเต็มที่เสมอ นี่คือข้อได้เปรียบของเชียงรายในอีกด้านหนึ่ง เพราะจังหวัดยังมีทุนทางสังคมและความร่วมมือในพื้นที่ แต่ก็เป็นข้อเตือนเช่นกันว่า หากระบบงบประมาณในอนาคตไม่ออกแบบให้หนุนท้องถิ่นและชุมชนมากพอ ภาระจริงจะยังตกอยู่กับคนด่านหน้าเหมือนเดิม แม้ตัวเลขงบรวมของจังหวัดจะดูสูงก็ตาม

บทเรียนจากเชียงใหม่ชี้ชัดว่าได้เงินมาก ไม่ได้แปลว่าหายใจโล่งเสมอไป

เพื่อมองเชียงรายให้ชัดขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านกรณีเชียงใหม่ควบคู่กัน เชียงใหม่ได้รับงบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ 73,418,000 บาท หรือ 20.89 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งภูมิภาค แบ่งเป็นงบกรมอุทยานฯ 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงฯ 600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อีก 9,987,200 บาท และพบว่า 191 จาก 211 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตั้งงบเกี่ยวกับหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมกัน 18,432,336 บาท ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบไว้เลย

ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเชียงใหม่มีทั้งงบส่วนกลางและงบท้องถิ่นในระดับที่แข็งแรงกว่าเชียงรายอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเชียงใหม่ก็ยังตกอยู่ในสถานะเมืองที่เผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในบางช่วงยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกด้วย นั่นทำให้บทเรียนจากเชียงใหม่น่าสนใจมากสำหรับเชียงราย เพราะมันย้ำว่า เงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขพอ หากปัญหาไฟป่าเชื่อมกับภูมิประเทศ แอ่งอากาศ การเผาในพื้นที่เกษตร การลักลอบเข้าป่า และหมอกควันข้ามแดน งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวก็ยังไม่รับประกันผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศได้เสมอไป

สำหรับเชียงราย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดกำลังยืนอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า จะใช้เงินเพื่อ “ดับไฟ” เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เงินเพื่อ “เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงและการเผา” ไปพร้อมกันด้วย ถ้ามองแค่ปฏิบัติการภาคสนาม งบ 36.42 ล้านบาทอาจช่วยให้ไฟลดลงระยะสั้นได้ แต่ถ้าไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้าง เช่น วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร ปัญหาการเผาในพื้นที่เสี่ยง และความร่วมมือกับชุมชนชายแดน ปัญหาก็พร้อมกลับมาใหม่ทุกปีเหมือนวงล้อเดิม

งบประมาณไฟป่าในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย 2569

จุดอ่อนที่ยังต้องพูดตรง ๆ คือระบบท้องถิ่นยังไม่เห็นทั้งภาพเท่าที่ควร

แม้ข้อมูลชุดนี้จะลงรายละเอียดงบท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับเชียงราย ข้อมูลข้อบัญญัติท้องถิ่นยังไม่ได้ถูกเปิดให้เห็นครบในระดับเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เรายังประเมินไม่ได้เต็มปากว่า 36.42 ล้านบาทจากส่วนกลางถูกต่อยอดด้วยงบของ อบจ. อบต. และเทศบาลในจังหวัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นช่องว่างสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยที่ถึงไฟก่อนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมักเป็นคนในหมู่บ้าน อปพร. ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ไกลพื้นที่มากที่สุดเสมอไป

เมื่อเปรียบกับเชียงใหม่ที่ตรวจพบอย่างน้อย 41 โครงการทำแนวกันไฟใน 16 อปท. และมีงบรวม 1,725,200 บาทเฉพาะโครงการลักษณะนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “คุณภาพของการกระจายงบ” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณงบรวม” จังหวัดที่มีเงินส่วนกลางมาก แต่ไม่มีฐานท้องถิ่นมารับช่วงอย่างแข็งแรง อาจได้ผลเพียงช่วงสั้นหรือได้ผลเฉพาะในพื้นที่รัฐเข้าถึงง่าย ขณะที่พื้นที่รอยต่อป่า หมู่บ้านห่างไกล หรือแนวชายแดนอาจยังเปราะบางอยู่เหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่การอ่านงบของเชียงรายในปี 2569 ต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่าได้อันดับสองของภาคเหนือ แต่ต้องถามต่อว่า เงินจำนวนนี้ไหลลงไปถึงมือใคร ใช้กับคนกลุ่มไหน เครื่องมือชนิดใด และมีความยืดหยุ่นพอให้ปรับตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไฟป่าไม่เคยเผาตามช่องงบประมาณ และฝุ่นก็ไม่รอให้หน่วยงานเบิกจ่ายเสร็จก่อนเสมอไป

เชียงรายกำลังสู้กับไฟในเขตจังหวัด แต่โจทย์ปีต่อไปอาจต้องเป็นความร่วมมือไร้พรมแดน

หากสรุปจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของเชียงรายในปีนี้อยู่ที่การลดจุดความร้อนในพื้นที่ตัวเองได้ดีขึ้นในหลายช่วง และการใช้งบที่เน้นทั้งควบคุมไฟ แนวกันไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคสนาม แต่ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดยังไม่เปลี่ยน นั่นคือจังหวัดไม่สามารถใช้งบ 36.42 ล้านบาทไปดับไฟที่เกิดอยู่นอกอธิปไตยของตัวเองได้ เมื่อเมียนมามีจุดความร้อนสะสมกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวเกือบ 60,000 จุดในช่วงต้นปีถึงต้นเมษายน ผลกระทบของฝุ่นควันข้ามแดนจึงยังเป็นผนังแข็งที่เชียงรายชนอยู่ทุกปี

เพราะฉะนั้น หากจะมองงบปี 2569 อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก เชียงรายใช้ทรัพยากรที่มีได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด เรื่องที่สอง ประสิทธิภาพนั้นยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีกลไกข้ามจังหวัดและข้ามประเทศเข้ามารับไม้ต่อ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในระยะต่อไป นโยบายของไทยอาจต้องขยับจากการคิดเรื่อง “งบดับไฟรายจังหวัด” ไปสู่การคิดเรื่อง “งบความร่วมมือจัดการควันข้ามแดน” หรืออย่างน้อยต้องเชื่อมข้อมูลดาวเทียม การทูตชายแดน การเกษตรปลอดเผา และระบบเตือนภัยให้ทำงานเป็นวงเดียวกันมากขึ้น

บทสรุปของเชียงรายในปี 2569 คือทำการบ้านในบ้านได้ดีขึ้น แต่ยังต้องเจอโจทย์จากนอกบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม

ในท้ายที่สุด งบ 36,424,500 บาทของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่มันสะท้อนสถานะของจังหวัดที่รัฐมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการสู้ไฟป่าในภาคเหนือ เชียงรายไม่ใช่จังหวัดที่เผามากที่สุดทุกตัวชี้วัด แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบจะซ้อนทับกันทั้งป่า เมือง ชายแดน สุขภาพ และเศรษฐกิจ การที่จังหวัดได้งบสูงอันดับสองจึงมีเหตุผลของมัน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็บอกตรงกันอีกด้านว่า การทำงานของเชียงรายในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันอากาศสะอาดได้ เมื่อฝุ่นยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยนอกจังหวัดและนอกประเทศ งบประมาณปีนี้จึงอาจช่วยให้เชียงราย “ควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเชียงราย “ชนะวิกฤตฝุ่น” แล้วได้เต็มปาก

โจทย์สำคัญของปีถัดไปจึงไม่ใช่แค่จะขอเพิ่มงบเท่าไร แต่คือจะทำให้งบที่มี เชื่อมกับท้องถิ่น เทคโนโลยี ชุมชน และความร่วมมือข้ามแดนได้ลึกขึ้นเพียงใด หากเชียงรายทำได้ จังหวัดนี้อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ที่รับมือไฟป่าเก่งขึ้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงระบบของภาคเหนือได้จริงในระยะยาว

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Rocket Media Lab, The Active
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.เกษตรฯ รุดเชียงรายรับฟังข้อเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ หวังดับวงจรไฟป่าและฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

Summary
  • รมช.เกษตรฯ ลงเชียงรายติดตามวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงสุดของปีในวันที่ 15 เม.ย. (5,384 จุด)

  • จังหวัดเสนอปรับช่วงเวลางดเผาให้สอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวจริงและทิศทางหมอกควันข้ามแดน

  • ชูแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟอาราบิก้า เพื่อลดการเผาและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยั่งยืน

  • เร่งประสานฝนหลวงบรรเทาฝุ่น และผลักดันโครงการปุ๋ยธงเขียวเพื่อลดต้นทุนการผลิตในภาวะวิกฤต

  • ยกระดับปัญหาเชียงรายเข้าสู่คณะรัฐมนตรี เนื่องจากกระทบทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพระดับภูมิภาค

รัฐมนตรีช่วยเกษตรฯ ลงเชียงรายในวันที่ควันยังไม่จาง และคำถามไม่ได้มีแค่จะดับไฟอย่างไร

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – ที่ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บรรยากาศของการหารือไม่ได้อยู่ในโทนพิธีการตามปกติของการลงพื้นที่ราชการ เพราะสิ่งที่รายล้อมเชียงรายในเวลานั้นคือทั้งไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 และแรงกดดันต่อภาคเกษตรที่กำลังเผชิญต้นทุนหลายด้านพร้อมกัน การมาของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีน้ำหนักมากกว่าการมาติดตามงานทั่วไป แต่เป็นการลงมาฟังปัญหาในจุดที่วิกฤตกำลังทับซ้อนกันทั้งสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และรายได้ของเกษตรกรในจังหวัดเดียวกัน

รายงานจากจังหวัดเชียงรายระบุว่า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ได้รายงานสถานการณ์ต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างรอบด้าน โดยเน้นว่าจังหวัดติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมประเมินผลทุกสัปดาห์และปรับแผนตามสภาพจริงในพื้นที่ ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ จุดความร้อนส่วนใหญ่ยังเกิดในเขตป่า ไม่ได้กระจายอยู่เพียงในพื้นที่เกษตร ทำให้การแก้ปัญหาต้องอาศัยทั้งการจัดการเชิงพื้นที่ การเฝ้าระวัง และการวางมาตรการป้องกันที่เข้มข้นกว่าการขอความร่วมมือทั่วไป

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอเพียงการคุมไฟหรือแก้ฝุ่นเฉพาะหน้า แต่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาจะคลี่คลายยาก หากไม่แตะที่โครงสร้างการผลิตของภาคเกษตรด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเสนอแนวคิดให้มีการปรับช่วงเวลางดเผาในภาคการเกษตรให้เหมาะสมกับฤดูเก็บเกี่ยวและสอดคล้องกับทิศทางหมอกควันข้ามแดน เพื่อให้มาตรการของรัฐสัมพันธ์กับสภาพจริงในพื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่ใช้ปฏิทินเดียวกันกับทุกบริบทจนเกิดช่องว่างระหว่างนโยบายกับวิถีการผลิตของเกษตรกร

เชียงรายกำลังบอกว่าไฟป่าไม่ใช่เรื่องของป่าอย่างเดียวอีกต่อไป

หากอ่านข้อมูลของ GISTDA ที่ผู้ใช้แนบมาอย่างละเอียด จะเห็นว่าฤดูไฟป่าปีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะของดินฟ้าอากาศอีกแล้ว แต่ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบผ่านผลกระทบ 3 มิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และเกษตรกรรมกับสิ่งแวดล้อม ข้อมูลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบจุดความร้อนสะสมถึง 64,689 จุด โดยวันที่ 15 เมษายนเพียงวันเดียวพุ่งถึง 5,384 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของปี และจุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถิติ แต่สะท้อนระดับความกดดันของระบบนิเวศภาคเหนืออย่างชัดเจน

GISTDA ยังอธิบายเหตุผลเชิงภูมิประเทศไว้อย่างสำคัญว่า ภาคเหนือจำนวนมากมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะล้อมรอบด้วยทิวเขา เมื่อผนวกกับอิทธิพลจากกระแสลมตะวันตก หมอกควันข้ามแดน และความกดอากาศสูงจากจีน อากาศจึงระบายออกได้ยาก เปรียบเหมือนพื้นที่ถูกปิดด้วยฝาชี ความเข้าใจเชิงภูมิประเทศนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะมันบอกว่าต่อให้จังหวัดพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองเพียงใด หากเงื่อนไขเชิงภูมิอากาศและปัญหาข้ามแดนยังคงอยู่ ความเสี่ยงด้านคุณภาพอากาศก็ยังสามารถกลับมาทับถมในพื้นที่ได้เสมอ

ข้อมูลทางการจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เมื่อรายงานเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ว่า พื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอนมีค่า PM2.5 อยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่น 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในอำเภอเมือง 127.4 ที่แม่สาย และ 193.2 ที่เชียงของ ซึ่งล้วนสูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างชัดเจน และอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งหมด

จากควันในอากาศ สู่ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ผู้ใช้แนบมาจาก GISTDA มีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ได้หยุดอธิบายเพียงเรื่องไฟกับฝุ่น แต่ชี้ให้เห็นต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ สะสมอยู่เบื้องหลัง ในมิติทางสังคม ข้อมูลชี้ว่าเด็กและเยาวชนอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนรูปแบบการเรียนและการจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ครัวเรือนต้องกันรายได้ส่วนหนึ่งไปกับค่ารักษาพยาบาล เครื่องฟอกอากาศ และอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น นี่คือความเสียหายที่ไม่ค่อยถูกนับรวมในงบประมาณไฟป่า แต่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนทุกวัน

ในมิติทางเศรษฐกิจ GISTDA ชี้ชัดว่าการท่องเที่ยวภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เริ่มได้รับผลจากการยกเลิกการจองที่พักบางส่วน และความเสียหายนี้อาจไม่จบเพียงรายได้ระยะสั้น แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นในระยะยาว ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนถึงเชียงรายด้วยเช่นกัน แม้ผู้ใช้ไม่ได้แนบตัวเลขเข้าพักของจังหวัดในชุดนี้โดยตรง แต่เมื่อปัญหาหมอกควันกลายเป็นภาพจำของภาคเหนือร่วมกัน ผลกระทบต่อปลายทางที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและเมืองที่กำลังพัฒนาเป็นศูนย์กลางสุขภาพหรือ Wellness ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่

ยิ่งไปกว่านั้น มิติด้านการเกษตรที่ GISTDA ระบุไว้มีความสอดคล้องกับประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเผชิญโดยตรง เพราะฝุ่นควันและอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายวันไม่ได้กระทบแค่คน แต่ยังกระทบพืชผ่านการอุดตันของปากใบ การลดลงของการสังเคราะห์แสง ภาวะเครียดของพืช และการสูญเสียคุณภาพผลผลิต เมื่อเชื่อมกับรายได้ของเกษตรกร ภัยฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องสุขภาพล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องรายได้ ผลผลิต และคุณภาพสินค้าเกษตรที่กำลังถูกกดทับพร้อมกัน

เชียงรายเสนอเปลี่ยนข้าวโพดเป็นกาแฟ เพราะการดับไฟอย่างเดียวอาจไม่พอ

หนึ่งในข้อเสนอที่มีน้ำหนักทางนโยบายมากที่สุดในการประชุมครั้งนี้ คือการส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่การปลูกกาแฟ ซึ่งจังหวัดเชียงรายยกขึ้นมาในฐานะทางเลือกที่สร้างรายได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ข้อเสนอนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนว่า จังหวัดกำลังพยายามแก้ปัญหาจากต้นทาง ไม่ใช่รอจัดการแต่ปลายเหตุ เมื่อข้าวโพดในหลายพื้นที่เชื่อมโยงกับการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก การจัดการเศษวัสดุ และความเสี่ยงการเผา การขยับไปสู่พืชเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบนิเวศมากกว่าและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคำตอบเชิงโครงสร้างของภาคเหนือในระยะยาว

อย่างไรก็ดี ข้อเสนอนี้ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนพืชจะทำได้ในทันที เพราะการเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่กาแฟไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ แต่รวมถึงการเปลี่ยนองค์ความรู้ การลงทุน การเข้าถึงตลาด และการประกันรายได้ช่วงรอยต่อ ข้อดีของการหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมคือ ทำให้ประเด็นไฟป่าไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบความมั่นคงหรือสิ่งแวดล้อม แต่ถูกเชื่อมกับนโยบายพืชเศรษฐกิจและอนาคตของรายได้เกษตรกรอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของเกษตรยั่งยืนที่พูดถึงมานานแต่ยังเดินได้ไม่เต็มที่

ฝนหลวงและการบูรณาการข้ามกระทรวง คือคำตอบเฉพาะหน้าที่รัฐกำลังเร่งเดิน

ด้านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองให้ภาพชัดว่า ปัญหาเชียงรายไม่ได้มีเพียงไฟป่าและฝุ่น แต่ยังรวมถึงสารปนเปื้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายมิติที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน เธอระบุว่าได้ประสานไปยังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอจากจังหวัด เพื่อเตรียมนำไปประสานกับกระทรวงต่าง ๆ และผลักดันต่อในระดับคณะรัฐมนตรีต่อไป

สาระของคำกล่าวนี้อยู่ที่การยอมรับว่าปัญหาเชียงรายไม่สามารถแก้ได้ด้วยกระทรวงเดียว การประสานฝนหลวงเป็นมาตรการระยะสั้นที่ตอบโจทย์สถานการณ์เร่งด่วน ส่วนการผลักข้อเสนอของจังหวัดเข้าสู่คณะรัฐมนตรีสะท้อนว่าโจทย์ในพื้นที่เริ่มมีน้ำหนักมากพอจะต้องถูกดึงขึ้นไปวางในระดับนโยบายกลาง โดยเฉพาะเมื่อปัญหาฝุ่นควันไม่ได้กระทบแค่เกษตรกร แต่ลามไปถึงสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

ปุ๋ยธงเขียวในห้องประชุมเชียงราย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องราคา แต่คือการประคองต้นทุนในวันที่เกษตรกรถูกบีบหลายทาง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาควบคู่กับไฟป่าและฝุ่นควัน คือโครงการปุ๋ยธงเขียวราคาถูก ซึ่งตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอในฐานะมาตรการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน โดยมีแนวคิดเริ่มจากพื้นที่นำร่อง 10 จังหวัดก่อนขยายสู่ 50 จังหวัดทั่วประเทศ และให้เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกรหรือเล่มเขียวสามารถเข้าถึงสิทธิ์ซื้อปุ๋ยในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

แม้รายละเอียดเชิงปฏิบัติของโครงการในระดับประเทศที่ตรวจสอบได้จากกระทรวงพาณิชย์จะใช้ชื่อ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และระบุรูปแบบส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อราย พร้อมสิทธิ์เพิ่มสำหรับผู้มีบัตรดินดีหรือมาตรฐาน GAP และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถรวมความช่วยเหลือได้สูงสุด 1,400 บาทต่อรายในระยะเริ่มต้น แต่สาระหลักยังตรงกันคือ รัฐกำลังพยายามใช้มาตรการด้านต้นทุนเข้ามาประคองภาคการผลิตในช่วงที่เกษตรกรเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน

ความสำคัญของปุ๋ยธงเขียวในบริบทเชียงรายจึงไม่ได้อยู่แค่การลดค่าปุ๋ยไม่กี่ร้อยบาท แต่คือการส่งสัญญาณว่ารัฐเริ่มมองเห็นความจริงว่าเกษตรกรไม่สามารถแบกรับทั้งต้นทุนการผลิต ภัยสิ่งแวดล้อม และแรงเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรยั่งยืนได้ลำพัง หากรัฐต้องการให้เกษตรกรลดการเผา ปรับเปลี่ยนพืช หรือขยับไปสู่แนวทางผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือรองรับต้นทุนชีวิตและต้นทุนการผลิตควบคู่กันด้วย ไม่เช่นนั้นทุกข้อเสนอเชิงอุดมคติจะหยุดอยู่ที่ห้องประชุมโดยไม่ไปถึงแปลงเกษตรจริง

เชียงรายกำลังส่งสัญญาณถึงส่วนกลางว่า ปัญหานี้ต้องแก้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

สิ่งที่ทำให้การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความหมายมาก คือจังหวัดเชียงรายไม่ได้เสนอคำตอบแบบเส้นตรงเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังประกอบภาพของปัญหาให้ครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ต้นน้ำคือการจัดการพื้นที่ป่า การงดเผา และการปรับพืชเศรษฐกิจ กลางน้ำคือการลดภาระต้นทุนเกษตรกรผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวและการประสานฝนหลวง ส่วนปลายน้ำคือการปกป้องสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบต่อรายได้ และป้องกันไม่ให้ปัญหาฝุ่นกลายเป็นความปกติใหม่ของภาคเหนืออย่างถาวร

หากอ่านผ่านกรอบนี้ จะเห็นว่าการประชุมวันที่ 17 เมษายนที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ไม่ใช่การมาตรวจราชการตามรอบ แต่เป็นการยกระดับเสียงจากพื้นที่ไปสู่เวทีนโยบาย ผ่านข้อเสนอที่จับต้องได้และมีมิติชัดเจนทั้งด้านเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ สิ่งที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงการผลักข้อเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี จึงมีนัยทางการเมืองและนโยบายมากพอสมควร เพราะเท่ากับยอมรับว่าเชียงรายไม่สามารถแก้ปัญหานี้ด้วยกลไกระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

บทสรุปของเชียงรายในเวลานี้ คือการเลือกระหว่างแก้แบบตามฤดูกาล หรือแก้เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างจริง

ข้อมูลทั้งหมดที่แนบมาทำให้เห็นภาพชัดว่า เชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังมองไฟป่าและ PM2.5 เป็นเพียงปัญหาตามฤดูกาล มาตรการก็จะวนอยู่กับการห้ามเผา การเฝ้าระวัง และการเยียวยาเฉพาะหน้า แต่หากยอมรับว่าปัญหานี้กำลังเชื่อมกับต้นทุนการเกษตร คุณภาพชีวิต ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางรายได้ของประชาชน การแก้ก็จำเป็นต้องขยับไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและโครงสร้างนโยบายมากกว่าที่ผ่านมา

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้จึงมีความหมาย เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อเสนอของเชียงรายถูกวางไว้บนโต๊ะอย่างเป็นทางการแล้ว ทั้งเรื่องฝนหลวง เรื่องปุ๋ยราคาถูก เรื่องการปรับเวลางดเผา และเรื่องการเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดไปสู่กาแฟ สิ่งที่เหลือจากนี้คือ รัฐจะทำให้ข้อเสนอเหล่านี้เกิดขึ้นเร็วพอและลึกพอหรือไม่ ก่อนที่ฤดูไฟป่าถัดไปจะกลับมาทดสอบระบบเดิมอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย ตั้งวอร์รูมแม่สาย เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและเสริมคันกั้นน้ำ หวังป้องกันซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 67

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่แม่สาย เร่งมาตรการเตือนภัยและป้องกันน้ำหลากให้เสร็จก่อนฤดูฝนมาถึง

  • เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำชายแดน

  • ไทย-เมียนมา ร่วมติดตามการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งฝั่งท่าขี้เหล็ก ซึ่งคืบหน้าแล้ว 35%

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 18-19 เม.ย. นี้ เป็นบททดสอบแรกของระบบป้องกันน้ำแม่สาย

  • แผนจัดการน้ำปี 2569 ถอดบทเรียนจากวิกฤตปี 2567 ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นครัวเรือน

แม่สายเร่งวางรับมือน้ำหลากก่อนฝนมา เชียงรายขยับจากบทเรียนเก่าไปสู่แผนป้องกันที่ต้องเสร็จก่อนวิกฤตจะมาถึง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – แม้บรรยากาศสงกรานต์จะยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของจังหวัด แต่ที่อำเภอแม่สาย น้ำหนักของการบริหารราชการในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่การปิดเทศกาล หากอยู่ที่การเร่งเปิดแผนรับมืออุทกภัยก่อนที่เมฆฝนก้อนใหญ่ของปีจะเริ่มก่อตัวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อกำหนดแนวทางเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า การประชุมครั้งนี้วางเป้าหมายไว้ที่มาตรการเร่งด่วน 2 เรื่อง คือการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันเวลา และการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงผ่านการเสริมคันกั้นน้ำ รื้อสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และขุดลอกแม่น้ำสายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ความหมายของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสั่งงานตามฤดูกาล แต่คือการเร่งเปลี่ยนความทรงจำของวิกฤตครั้งก่อนให้กลายเป็นลำดับงานที่ต้องจับต้องได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นให้ทุกหน่วยงานจัดทำไทม์ไลน์ของแต่ละมาตรการอย่างชัดเจน และเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝน นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะปัญหาน้ำท่วมแม่สายไม่ได้อยู่แค่การมีแผน หากอยู่ที่การทำให้แผนนั้นเสร็จทันเวลา เมื่อฝนมาเร็วหรือน้ำหลากแรงกว่าคาด ระบบเตือนภัยที่ยังไม่ครอบคลุมหรือคันกั้นน้ำที่ยังทำไม่เสร็จย่อมทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะขยับทันเสมอ

แม่น้ำสายยังเป็นหัวใจของโจทย์แม่สาย และยังต้องแข่งกับเวลา

หากมองย้อนหลังไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มขับเครื่องเรื่องแม่น้ำสายมาก่อนหน้านี้แล้ว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ติดตามผลการศึกษา “แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าจ้างบริษัทเอกชนศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำล้นตลิ่ง และวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 240 วัน

นี่สะท้อนให้เห็นว่า แม่สายไม่ได้รอให้ฤดูฝนมาถึงแล้วค่อยแก้ แต่กำลังขยับทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะโครงสร้างไปพร้อมกัน กระนั้นเอง สิ่งที่ยังน่ากังวลคือโครงการศึกษาและออกแบบระยะยาวยังต้องใช้เวลา ขณะที่ฝนจริงไม่ได้รอผลการศึกษาเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 16 เมษายนจึงเป็นเหมือนการ “อุดช่องว่างระหว่างแผนใหญ่กับความจริงหน้างาน” เพราะในขณะที่การแก้ต้นเหตุอย่างยั่งยืนยังอยู่ระหว่างการศึกษาของกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดจำเป็นต้องเดินมาตรการเชิงปฏิบัติที่ลงมือได้ทันที เช่น คันกั้นน้ำ การรื้อสิ่งกีดขวาง และการขุดลอก เพื่อให้มีเกราะชั่วคราวที่แข็งแรงพอจะพาประชาชนผ่านฤดูฝนปีนี้ไปก่อน

ความร่วมมือไทยและเมียนมายังเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะน้ำไม่หยุดที่เส้นเขตแดน

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้การรับมืออุทกภัยแม่สายซับซ้อนกว่าหลายพื้นที่ คือภูมิประเทศชายแดนซึ่งแม่น้ำสายเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าหากันโดยตรง ข่าวของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ระบุว่า นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กและคณะ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำสายฝั่งเมียนมา บริเวณบ้านหัวฝาย ตำบลปงถุน จังหวัดท่าขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สาย หมู่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ในเวลานั้น และฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าจะเร่งก่อสร้างให้เสร็จในช่วงสงกรานต์ พร้อมดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569

ข้อมูลนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันย้ำว่าแม่สายไม่อาจจัดการน้ำท่วมได้ด้วยมาตรการฝั่งไทยเพียงลำพัง หากฝั่งตรงข้ามมีสิ่งกีดขวาง มีดินสะสม หรือมีแนวป้องกันตลิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ทิศทางการไหลของน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที การเร่งรัดให้ฝ่ายเมียนมาตักดินออกจากลำน้ำและเดินหน้าขุดลอกภายในเมษายน จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นที่มีผลต่อความเสี่ยงของบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ และทำให้เห็นว่าการป้องกันน้ำท่วมแม่สายในปีนี้ไม่ใช่แค่โจทย์ของจังหวัดเชียงราย แต่เป็นโจทย์ของความร่วมมือข้ามแดนที่ต้องเดินให้ทันฤดูฝนเช่นกัน

พายุฤดูร้อนระยะสั้น กำลังมาเติมความกดดันให้แผนรับมือน้ำ

ในระยะใกล้ ความเสี่ยงยังไม่ได้มาจากฤดูฝนเต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพายุฤดูร้อนที่กำลังกดดันพื้นที่ภาคเหนือด้วย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุในพยากรณ์ประจำวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป แต่มีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ พร้อมลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงจังหวัดเชียงรายด้วย ขณะเดียวกันเอกสารเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน ยังระบุว่า วันที่ 19 เมษายน 2569 เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือที่มี “ความเสี่ยงสูง” ต่อฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากพายุฤดูร้อน

ความหมายของข้อมูลชุดนี้คือ แม้ฝนระลอกแรกอาจช่วยชะล้างฝุ่นและหมอกควันบางส่วน แต่ในมุมของแม่สาย มันยังทำหน้าที่เหมือนการทดสอบระบบป้องกันน้ำในตัว หากคันกั้นน้ำยังไม่แข็งแรงพอ หากจุดอุดตันยังไม่ถูกรื้อ หรือหากการแจ้งเตือนยังไปไม่ถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว ฝนจากพายุฤดูร้อนก็อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่เจ็บปวดได้ก่อนถึงฤดูฝนหลักด้วยซ้ำ นี่ทำให้การเตรียมพร้อมในเดือนเมษายนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือทำเผื่อไว้ล่วงหน้าเกินจำเป็น แต่เป็นการรับมือกับความเสี่ยงที่เริ่มกดดันอยู่แล้วในระดับรายวัน

เอลนีโญยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่ความผันผวนของอากาศคือความจริงที่หนีไม่พ้น

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการหยิบยกประเด็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นมาเชื่อมกับความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรระบุอย่างระมัดระวัง เมื่อเทียบกับข้อมูลล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเมื่อ 3 มีนาคม 2569 WMO ระบุว่า ลานีญาอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ ENSO เป็นกลางจนถึงเดือนกรกฎาคม ก่อนที่โอกาสเกิดเอลนีโญจะค่อย ๆ เพิ่มเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม พร้อมย้ำว่าการพยากรณ์ในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนสูงจากสิ่งที่เรียกว่า spring predictability barrier หรือข้อจำกัดของการคาดการณ์ในฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ

ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยก็ยังคงติดตามภาวะเอลนีโญและลานีญาเป็นรายเดือน โดยมีหน้ารายงาน ENSO ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ในระบบข้อมูลภูมิอากาศของหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นนี้ยังอยู่ในระยะเฝ้าระวังและประเมินต่อเนื่อง ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดบัญชีแล้ว ดังนั้น หากจะเชื่อมประเด็นภูมิอากาศโลกกับแม่สายอย่างรอบคอบ สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นคงในตอนนี้คือ โลกกำลังอยู่ในภาวะอุณหภูมิสูงผิดปกติและอากาศผันผวนมากขึ้น ขณะที่ความเป็นไปได้ของเอลนีโญกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ควรฟันธงว่าซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดอย่างแน่นอนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อสรุปเรื่องเอลนีโญยังไม่เด็ดขาด สิ่งที่แน่ชัดคือภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ เช่น เกษตรกรรม พลังงาน สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากขึ้น เพราะ WMO เองก็ระบุว่าการคาดการณ์ ENSO มีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการวางแผนด้านมนุษยธรรมและการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ในบริบทของแม่สาย ประโยคนี้แปลได้ง่ายมากว่า ต่อให้เอลนีโญจะยังไม่ชัด แต่พื้นที่ที่เคยเผชิญน้ำท่วมหนักมาแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลจะรอให้ฟ้าตอบคำถามจนชัดเจนก่อนค่อยเตรียมตัว

บทเรียนปี 2567 ยังตามหลอกหลอน และเป็นเหตุผลว่าทำไมแม่สายจึงชะล่าใจไม่ได้

เหตุผลที่การเตรียมพร้อมครั้งนี้ต้องเข้มกว่าเดิม ยังสืบเนื่องจากบาดแผลของปี 2567 ที่ยังสดอยู่ในความทรงจำของคนเชียงราย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเคยรายงานเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2567 ว่า จังหวัดเชียงรายเผชิญอุทกภัยและดินถล่มกระทบถึง 14 อำเภอ 66 ตำบล 591 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นมากกว่า 60,000 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 14 ราย โดยพื้นที่แม่สายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องมีการฟื้นฟูเป็นหลายโซนย่อย รวมถึงการเสริมแนวป้องกันรอยรั่วและฟื้นระบบสาธารณูปโภคหลายด้าน

เมื่อพิจารณาจากฐานความเสียหายเดิมนี้ การลงพื้นที่ประชุมของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในเดือนเมษายน 2569 จึงไม่ใช่แค่การทำงานตามปฏิทินราชการ แต่เป็นการตอบสนองต่อประสบการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์แล้วว่าหากประมาท ผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด แม่สายในวันนี้จึงกำลังพยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และการเน้นไทม์ไลน์อย่างชัดเจนของแต่ละมาตรการก็สะท้อนว่าจังหวัดเข้าใจดีว่า ความล่าช้าแม้เพียงไม่กี่สัปดาห์อาจกลายเป็นช่องว่างที่น้ำใช้ไหลกลับเข้ามาสร้างความเสียหายได้อีกครั้ง

แผนแม่สายจึงไม่ควรจบที่ประชุม แต่ต้องไปต่อถึงชุมชนและหน้างานจริง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือมาตรการที่ถูกพูดในห้องประชุมจะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริงได้เร็วเพียงใด ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะครอบคลุมชุมชนเสี่ยงทุกจุดหรือไม่ คันกั้นน้ำจะเสริมทันหรือไม่ จุดกีดขวางทางน้ำจะถูกจัดการจริงแค่ไหน และการขุดลอกแม่น้ำสายทั้งฝั่งไทยและเมียนมาจะเดินไปทันกรอบเวลาที่ประกาศไว้หรือไม่ เพราะสำหรับแม่สาย การป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การบังคับใช้ไทม์ไลน์” ให้เกิดขึ้นจริงแบบวันต่อวัน

ในมุมนี้ การประชุมเมื่อ 16 เมษายนจึงมีความหมายเหมือนจุดเริ่มของการนับถอยหลังมากกว่าจุดจบของการหารือ หากทุกหน่วยงานทำได้ตามแผน แม่สายอาจรับฤดูฝนปีนี้ด้วยเครื่องมือที่พร้อมกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากแผนยังติดอยู่ในขั้นเอกสารหรือประสานงานไม่ทัน ความเสี่ยงเดิมก็พร้อมกลับมาซ้ำเติมพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่เปราะบางอยู่แล้วได้ทุกเมื่อ และสำหรับประชาชนแม่สาย ความหวังไม่ได้อยู่ที่คำประกาศว่าจะ “เตรียมพร้อม” เท่านั้น หากอยู่ที่การได้เห็นสิ่งที่ป้องกันพวกเขาได้จริงก่อนเม็ดฝนก้อนแรกของปีจะตกลงมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ไฟป่าเชียงรายไม่ได้กระทบแค่การหายใจ แต่กำลังกัดเซาะคุณภาพกาแฟอาราบิก้าไทยในเวทีการแข่งขันระดับสากล

Summary
  • ชาวปางขอนเร่งทำแนวกันไฟปกป้องป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกาแฟอาราบิก้าสำคัญของเชียงราย

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายพุ่งสูงระดับสีแดง (127.8-193.2 ไมโครกรัม) กระทบสุขภาพและภาพลักษณ์แหล่งปลูก

  • มฟล. และนักวิจัยซินโครตรอนลงพื้นที่ยกระดับกาแฟไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เพื่อแข่งขันในตลาดโลก

  • กาแฟอาราบิก้าพึ่งพาระบบนิเวศ “ไมโครไคลเมต” จากป่า หากป่าพังคุณภาพรสชาติกาแฟจะเสียหายทันที

  • ชุมชนย้ำ “การดูแลป่าคือการดูแลอนาคต” โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่คัดกรองความเสี่ยงรอบหมู่บ้านอย่างเข้มข้น

เมื่อควันไม่หยุดอยู่แค่บนดอย ปางขอนจึงต้องปกป้องป่าราวกับกำลังปกป้องอนาคตของกาแฟเชียงราย

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่หลายพื้นที่กำลังค่อย ๆ วางขันน้ำและปิดฉากเทศกาลสงกรานต์ ภาพอีกด้านหนึ่งของเชียงรายกลับเป็นภาพที่เงียบกว่าและหนักกว่ามาก บนไหล่เขารอบบ้านปางขอน ผู้คนในชุมชนยังต้องเดินขึ้นแนวป่า ถือมีด ถือจอบ ช่วยกันถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟแบบที่ทำซ้ำแทบทุกปีโดยไม่มีใครต้องประกาศเรียก เพราะสำหรับคนที่อยู่กับป่า เรื่องนี้ไม่ใช่งานอาสาเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นงานที่ต้องทำเพื่อรักษาต้นน้ำ หน้าดิน และเงื่อนไขของชีวิตทั้งหมู่บ้านไว้พร้อมกัน ข้อความสะท้อนจากชุมชนที่ผู้ใช้จัดเตรียมมาเล่าตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ปางขอนกำลังปกป้องไม่ใช่เพียงต้นไม้ หากรวมถึงกาแฟที่เติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ของป่าเดียวกัน และระบบธรรมชาติที่ทำให้พืชเศรษฐกิจสำคัญนี้ยังคงมีคุณภาพอยู่ได้ในระยะยาว

ภาพนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อประกบกับข้อมูลทางการด้านคุณภาพอากาศ สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า วันที่ 17 เมษายน 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนืออยู่ระหว่าง 63.1 ถึง 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเชียงรายมีค่าฝุ่นที่อำเภอเมือง 127.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 127.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเชียงของ 193.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนสูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมาก และถูกจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

เมื่อฝุ่นขึ้นไปถึงระดับนี้ การพูดถึงไฟป่าในเชียงรายจึงไม่อาจหยุดอยู่แค่เรื่องหมอกควันหรือการมองเห็นบนท้องถนน แต่ต้องขยับไปสู่คำถามที่ลึกกว่า ว่าความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมกำลังกัดเซาะฐานเศรษฐกิจของชุมชนบนดอยไปพร้อมกันหรือไม่ โดยเฉพาะชุมชนที่มีรายได้หลักพึ่งพากาแฟคุณภาพสูงอย่างปางขอน เพราะสิ่งที่ทำให้กาแฟพิเศษมีมูลค่า ไม่ได้อยู่ที่เมล็ดอย่างเดียว แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมของแหล่งปลูก ความชุ่มชื้นของดิน เงาของไม้ใหญ่ และสมดุลทางธรรมชาติรอบแปลง หากป่าเสียสมดุลหรือถูกไฟลุกลามบ่อยขึ้น ผลกระทบที่ตามมาอาจยาวไกลกว่าฤดูฝุ่นหนึ่งฤดูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กาแฟปางขอนไม่ได้โตจากฝีมือเกษตรกรอย่างเดียว แต่โตจากป่าที่ยังสมบูรณ์

ในเชิงวิชาการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงให้ภาพที่ชัดเจนว่า กาแฟอาราบิก้าเหมาะกับพื้นที่สูง อากาศเย็น และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพผลผลิต โดยศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและการจัดการห่วงโซ่คุณค่ากาแฟของมหาวิทยาลัยระบุว่า กาแฟอาราบิก้านิยมปลูกในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เพราะสภาพแวดล้อมที่เย็นสดชื่นทำให้เกิดกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติกลมกล่อม และมีคุณภาพเหมาะต่อการพัฒนาเป็นกาแฟมูลค่าสูง นอกจากนี้ศูนย์ดังกล่าวยังวางบทบาทตัวเองเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านกาแฟ เพื่อเชื่อมเครือข่ายทั้งห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจร

ความหมายของข้อมูลนี้ในบริบทปางขอนคือ กาแฟไม่ใช่เพียงพืชปลูกขาย แต่เป็นผลผลิตที่พึ่งพาระบบนิเวศโดยตรง และชุมชนเองก็เข้าใจความจริงข้อนี้ดีจากประสบการณ์ของตัวเอง ข้อความในข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มาระบุชัดว่า กาแฟของปางขอนเติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ของป่า อาศัยความชุ่มชื้นจากดิน เงาจากต้นไม้ใหญ่ และความสมบูรณ์ของธรรมชาติรอบตัว การดูแลกาแฟจึงไม่เคยแยกจากการดูแลป่า นี่คือถ้อยคำที่แม้เกิดจากการเล่าของชุมชน แต่สอดรับโดยตรงกับหลักวิชาการด้านการปลูกกาแฟคุณภาพสูง และทำให้เห็นว่าความรู้ของเกษตรกรกับความรู้ของมหาวิทยาลัยกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือป่าที่ดีคือเงื่อนไขสำคัญของกาแฟที่ดี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงยังมีความสัมพันธ์กับเครือข่ายกาแฟปางขอนต่อเนื่อง เว็บไซต์ Coffee Hub of Knowledge ของมหาวิทยาลัยระบุว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 มีการลงพื้นที่การผลิตกาแฟปางขอนร่วมกับเกษตรกรในเครือข่ายและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เพื่อหารือประเด็นการจัดการแปลงและการพัฒนากาแฟอะราบิก้าและโรบัสต้า ขณะที่อีกกิจกรรมหนึ่งของมหาวิทยาลัยยังระบุการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปกาแฟและการพัฒนารสชาติร่วมกับ ดร.อมร โอวาทวรกิจ และเครือข่ายเกษตรกรกาแฟปางขอนด้วย

ดังนั้น เมื่อชุมชนปางขอนพูดว่าการดูแลป่ากับการดูแลกาแฟเป็นเรื่องเดียวกัน ประโยคนี้จึงไม่ใช่เพียงภาษาสวยงามของชุมชน แต่คือข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงกับทั้งองค์ความรู้ภาควิชาการและกระบวนการพัฒนาผลผลิตที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และนั่นทำให้ไฟป่ากลายเป็นภัยที่อาจกระทบ “คุณภาพ” ของเศรษฐกิจชุมชน ไม่ใช่แค่กระทบ “ปริมาณ” ของพื้นที่ป่าเท่านั้น

งานวิจัยลงจากห้องแล็บสู่ไร่กาแฟ เพราะตลาดโลกไม่ได้แข่งกันแค่ปริมาณอีกต่อไป

อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้สำคัญขึ้น คือภาควิทยาศาสตร์เองกำลังเดินเข้าไปในพื้นที่ปลูกอย่างจริงจัง ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบระบุว่า นักวิจัยซินโครตรอนลงพื้นที่หมู่บ้านปางขอนร่วมกับ ดร.อมร โอวาทวรกิจ หัวหน้ากลุ่มวิจัยพัฒนากาแฟคุณภาพ และกลุ่มงานกาแฟ สถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อหารือความร่วมมือในการพัฒนากาแฟอาราบิก้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเผยแพร่ผ่านช่องทางทางการของหน่วยงานเช่นกันว่า นักวิจัยได้ออกจากแล็บไปลงไร่กาแฟที่ปางขอน เพื่อเชื่อมงานวิจัยกับกระบวนการผลิตจริงของชุมชน โดยมีจุดหมายชัดในการยกระดับศักยภาพกาแฟไทยในเวทีสากล

สิ่งนี้สะท้อนภาพใหม่ของเกษตรกรรมเชียงรายอย่างชัดเจนว่า กาแฟไม่ได้เป็นเพียงผลผลิตพื้นถิ่นอีกต่อไป แต่กำลังถูกมองเป็นสินค้าคุณภาพสูงที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ การแปรรูป และความเข้าใจเชิงลึกเรื่องต้นทางการผลิต ตลาดกาแฟพิเศษในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทั้งรสชาติ กระบวนการผลิต แหล่งปลูก ความยั่งยืน และเรื่องเล่าของชุมชน ดังนั้นหากพื้นที่ปลูกต้องเผชิญไฟป่าซ้ำซากหรือภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมถูกทำลายลง ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดที่ผลผลิตปีเดียว แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของแหล่งปลูกในสายตาผู้ซื้อและตลาดเฉพาะทางด้วย

หมู่บ้านปางขอน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงรายเพียง ไม่ถึง 40 นาที เท่านั้น ถนนขึ้นดอยเป็น ถนนคอนกรีตตลอดเส้นทาง ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร สามารถ ขับรถเก๋งขึ้นมาได้

พูดอีกแบบหนึ่งได้ว่า เวลานี้เชียงรายกำลังพยายามยกระดับกาแฟด้วยวิทยาศาสตร์ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็ต้องพยายามประคองฐานทรัพยากรธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์เหล่านั้นพึ่งพาอยู่ หากปล่อยให้ไฟป่าทำลายพื้นที่ต้นน้ำ หน้าดิน และโครงสร้างป่าที่ช่วยสร้างไมโครไคลเมตของแปลงกาแฟ ความพยายามเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีย่อมถูกบั่นทอนจากรากฐานที่เสียหายไปพร้อมกัน นี่คือจุดที่ทำให้ไฟป่าในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงปัญหาป้องกันภัย แต่เป็นโจทย์การแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ชาวปางขอนทำแนวกันไฟ เพราะรู้ว่าถ้าไฟลาม กาแฟจะไม่ได้รับผลแค่ควัน

ข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มายังสะท้อนภาพการลงมือทำของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าลำน้ำกก เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก และชาวบ้านปางขอนร่วมกันทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยงด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการลุกลามจากไฟป่า กิจกรรมดังกล่าวมีประชาชนและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประมาณ 100 คน และชุมชนยังประกาศความพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเจ้าหน้าที่หากเกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริงในพื้นที่รอบหมู่บ้านอีกด้วย

รายละเอียดนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าคนในชุมชนไม่ได้รอให้ไฟมาถึงแล้วค่อยตอบสนอง แต่เลือกทำงานเชิงป้องกันล่วงหน้า แม้งานเหล่านี้จะไม่ได้มีรายได้ ไม่มีเวทีใหญ่ ไม่มีแสงสปอตไลต์ และมักไม่ปรากฏในหน้าข่าวรายวันก็ตาม สิ่งที่ปางขอนทำจึงเป็นรูปธรรมของคำว่า “ดูแลป่าเพื่อดูแลเศรษฐกิจของตัวเอง” อย่างแท้จริง เพราะชุมชนรู้ดีว่าหากไฟป่าลุกลาม สิ่งที่จะเสียไม่ได้มีแค่ผืนป่า แต่รวมถึงความชุ่มชื้นของดิน ความมั่นคงของต้นน้ำ และต้นทุนธรรมชาติที่กาแฟทั้งหมู่บ้านต้องพึ่งพาอยู่ทุกปี

ในอีกด้านหนึ่ง การมีส่วนร่วมของชุมชนยังสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญของการจัดการไฟป่าในภาคเหนือว่า คนที่อยู่ใกล้ไฟที่สุดมักเป็นคนในพื้นที่ และหลายครั้งก็เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ต้องออกแรงป้องกันไม่ให้ไฟลามไปมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะรู้ต้นเหตุหรือไม่ก็ตาม ประโยคที่ว่า “สุดท้ายคนที่ต้องเดินเข้าไปหาไฟก็คือคนในชุมชนอยู่ดี” ในข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา จึงเป็นประโยคที่ทั้งเจ็บและจริง เพราะมันชี้ว่าความเสียหายจากไฟป่ามักย้อนกลับไปหาคนที่อยู่กับผืนป่าโดยตรงก่อนใครเสมอ

ฝุ่นวันนี้อาจกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของพรุ่งนี้

เมื่อมองเชื่อมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพของวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงชัดเจนขึ้นมากว่า เชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงที่ซ้อนกันหลายชั้น ค่าฝุ่นที่ยังสูงในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพกดทับชีวิตประจำวันของประชาชน ขณะเดียวกันชุมชนกาแฟสำคัญอย่างปางขอนกำลังอยู่ในช่วงที่ต้องเร่งปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงพืชเศรษฐกิจของตัวเอง ส่วนภาควิชาการและภาควิจัยก็กำลังเดินหน้าพัฒนากาแฟไทยให้แข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบนี้ล้มลง ความเสียหายย่อมลามต่อไปเป็นลูกโซ่ได้ง่ายกว่าที่ตัวเลขฝุ่นในแต่ละวันบอกไว้

ในเชิงท่องเที่ยวก็เช่นกัน แม้ข้อมูลชุดนี้จะไม่ได้มีตัวเลขเชิงรายได้หรือจำนวนนักเดินทางในปางขอนโดยตรง แต่เป็นที่เข้าใจกันว่ากาแฟเชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นพืชเศรษฐกิจ หากยังเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะเมืองกาแฟ เมืองท่องเที่ยว และเมืองสร้างสรรค์ การที่ชุมชนกาแฟต้องใช้พลังจำนวนมากไปกับการป้องกันไฟป่า จึงสะท้อนว่าควันในฤดูแล้งอาจกระทบได้ไกลกว่าการหายใจในแต่ละวัน และอาจค่อย ๆ กัดกินทุนทางเศรษฐกิจของจังหวัดจากฐานรากขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ หากไม่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปางขอนกำลังบอกบทเรียนสำคัญให้เชียงรายทั้งจังหวัด

บทเรียนสำคัญที่สุดจากเรื่องนี้อาจอยู่ตรงที่ บ้านปางขอนไม่ได้ปกป้องป่าเพราะต้องการถ้อยคำชื่นชม แต่ปกป้องเพราะรู้ว่าป่ากับอนาคตของหมู่บ้านคือเรื่องเดียวกัน นี่คือบทเรียนที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟป่าเฉพาะจุด เพราะมันบอกว่าในยุคที่เศรษฐกิจท้องถิ่นต้องพึ่งทั้งคุณภาพสินค้า เรื่องเล่าชุมชน มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันระดับโลก การรักษาทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่ภาระส่วนเกินของการพัฒนาอีกแล้ว แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาเอง

หากเชียงรายต้องการให้กาแฟของตนเองไปไกลขึ้นในตลาดพิเศษ ต้องการให้ชุมชนบนดอยยังคงมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง และต้องการให้ภาพจำของจังหวัดไม่ถูกบดบังด้วยควันจากไฟป่า งานของรัฐ ภาควิชาการ และชุมชนจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันมากกว่านี้ นั่นคือการทำให้การป้องกันไฟป่าไม่ใช่ภารกิจเฉพาะฤดู แต่เป็นนโยบายถาวรที่เชื่อมกับการท่องเที่ยว การเกษตร และการพัฒนาท้องถิ่นทั้งระบบ

ในวันที่นักวิจัยลงจากห้องแล็บไปยืนกลางไร่กาแฟ และชาวบ้านยังคงเดินขึ้นเขาไปทำแนวกันไฟด้วยมือของตัวเอง เรื่องที่เกิดขึ้นในปางขอนจึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดว่า เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกว่า จะมองไฟป่าเป็นเพียงภัยที่ต้องดับให้พ้นวัน หรือจะมองมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้เพื่อรักษาทั้งลมหายใจของประชาชนและลมหายใจทางเศรษฐกิจของจังหวัดไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดร.อมร โอวาทวรกิจ และสถาบันชาและกาแฟ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • Pang Khon Specialty Coffee
  • ผู้ใหญ่บ้านปางขอน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME