Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแล้วแลนด์มาร์ค!! แพเปียกแม่สรวย พร้อมรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาล

 

เมื่อวันที่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10.00 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน การล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2567 โดยมี นายสรายุธ ฟูวงศ์ ส.อบจ.เชียงราย อ.แม่สรวย เขต 1 นายสมัคร กันจีนะ ส.อบจ.เชียงราย อ.แม่สรวย เขต 2 นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ที่ปรึกษา นายก อบจ.เชียงราย นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการ นายก อบจ.เชียงราย ตัวแทนหน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ร่วมด้วย ในการนี้ นายประดิษฐ์ สุวรรณ ประธานกลุ่มแพเปียก กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมฯ ณ บริเวณจุดลงแพเปียกเขื่อนแม่สรวย โดย อบจ.เชียงราย ได้นำเครื่องจักรเข้าปรับพื้นที่ลานจอดรถ และเส้นทางสัญจร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างคึกคัก

 

.
ชมรมผู้ประกอบการ เทศบาลตำบลเวียงสรวย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย โดยความร่วมมือจากสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเชียงราย และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว จึงได้จัดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน การล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย-ลำน้ำแม่ลาว ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ – วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ และการจัดกิจกรรมในวันนี้เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่จะได้มาสัมผัสกับบรรยากาศของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ลุ่มน้ำแม่สรวย – ลุ่มน้ำแม่ลาวในกิจกรรมการล่องแพเปียก
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายกำชับห้ามเผาเด็ดขาด ควบคู่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก

 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 67 ที่ศูนย์ปฏิบัติการหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 จังหวัดเชียงราย ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์หมอกควันไฟป่าของจังหวัดเชียงราย และประเมินผลการดำเนินงานจากการใช้มาตรการต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ

 

โดยในที่ประชุมฯ ได้หารือพร้อมทบทวนและเพิ่มมาตรการในการปฏิบัติงานเพื่อให้การป้องกันและแก้ไขหมอกควันไฟป่า ในห้วงห้ามเผาเด็ดขาด (15 ก.พ. – 30 เม.ย. 567) อาทิ การจัดชุดลาดตระเวน การจัดทำแนวกันไฟ พร้อมกำชับให้เข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมาย ให้มีการจับผู้กระทำผิดที่ลักลอบเผา รวมถึงให้รางวัลแก่ผู้นำจับ ผู้แจ้งเบาะแส การใช้กฎระเบียบหมู่บ้าน จับแล้วปรับเงินเข้าหมู่บ้าน ใช้กฎหมายป่าไม้ กฎหมายป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรการสูงสุด พร้อมกำชับตรวจสอบดูแลเกี่ยวกับข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ 
 
 
หากตรวจสอบพบให้สืบหาผู้กระทำผิดเพื่อนำมาลงโทษ รวมทั้งมาตรการทางสาธารณสุขให้มีการเตรียมความพร้อม สำรวจบ้านของกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ การจัดทำเซฟตี้โซน รวมถึงแจ้งเตือนให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการดูแลตนเองหากเกิดสถานการณ์หมอกควันไฟป่า โดยให้ท้องถิ่น สำรวจศูนย์เด็กเล็กเพื่อจัดทำห้องปลอดฝุ่นให้ครบทุกแห่ง
 
 
นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ยังได้เน้นย้ำให้มีการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้ชัดเจน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ข้อมูลสถิติในทุกด้านย้อนหลังของปีที่ผ่านมา นำมาเปรียบเทียบสถานการณ์ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติล่วงหน้า ต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มทบ.37 บูรณาการพร้อมสนับสนุน ด้านบรรเทาสาธารณภัย พื้นที่ จ.เชียงราย

 

เมื่อวันที่21 ก.พ. 67ที่บริเวณสนามฝึกหน้ากองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก เป็นประธานพิธีการตรวจความพร้อมด้านบรรเทาสาธารณภัย ประจำปี 2567 และบูรณาการร่วมกับภาคส่วนราชการ ภาคเอกชน มูลนิธิสาธารณกุศล ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานด้านบรรเทาสาธารณภัยในการช่วยเหลือประชนจากเหตุการณ์สาธารณภัย โดยมี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 นายทหารชั้นผู้ใหญ่ กำลังพล ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการตรวจความพร้อมโดยมีการสาธิตการใช้อุปกรณ์การช่วยเหลือเมื่อมีเหตุหรือภัยพอบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยเฉพาะเครื่องมือ อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องยนต์เครื่องจักรพร้อมรถยนต์อุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ สามารถใช้งานและปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ในการนี้ มณฑลทหารบกที่ 37 ได้จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ ๓๗ มีภารกิจในการประสานงานและให้การสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เมื่อได้รับการร้องขอหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน จากสภาพภูมิประเทศในจังหวัดเชียงรายมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มสลับเทือกเขาสูง ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม และพายุหมุนเขตร้อน จึงประสบปัญหาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ 
 
 
เช่น วาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง ภัยจากไฟป่า และหมอกควัน อยู่เป็นประจำและยังต้องเฝ้าระวังเหตุแผ่นดินไหว ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นซึ่งภัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจังหวัดเชียงรายในด้านต่างๆ เป็นวงกว้าง ดังนั้นศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ ๓๗ จึงได้มีการบูรณาการในการปฏิบัติงานร่วมกันกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 35 สำนักงานพัฒนาภาค 3 กองบัญชาการกองทัพไทย ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 15 เชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลนครเชียงราย การประปาส่วนภูมิภาค การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย มูลนิธิสาธารณกุศลและภาคีเครือข่าย งานบรรเทาสาธารณภัยอื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย โดยระยะเวลาที่ผ่านมาทุกหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย มีความสัมพันธ์อย่างดีและได้บูรณาการร่วมกันสนับสนุนกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เข้าให้การช่วยเหลือทุกครั้ง เมื่อเกิดภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงราย
 
 
พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก กล่าวว่า ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ต้องประสานความร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งด้าน กำลังพล ยานพาหนะ และเครื่องมือที่มีอยู่ การตรวจความพร้อมด้านการบรรเทาสาธารณภัยของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 ในวันนี้ จึงเป็นการประกันว่า กำลังพล ยานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 มีอยู่นั้น มีความพร้อมเสมอที่จะให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และพร้อมให้การสนับสนุนส่วนราชการในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กมธ.ที่ดิน ลงพื้นที่ อ.พาน ตรวจสอบ ที่ตั้งโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะป่าหุ่ง

 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 67  ที่ผ่านมานายอภิชาติ ศิริสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ตั้งโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ ขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง ในพื้นที่ตำบลป่าหู่ง หมู่ที่ 12 ตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวุฒิกร คำมา นายอำเภอพาน ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ และรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับที่ตั้งโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนปัญหาด้านสุขภาพ สุขนามัย และวิถีชีวิตของชุมชนที่อาจเปลี่ยนไปในอนาคต โดยมีตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่มารวมตัวกันคัดค้านการก่อสร้างโครงการดังกว่า 300 คน

 

ทั้งนี้องค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง ได้เล็งเห็นปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนที่นับวันจะมีปริมาณที่มากขึ้น และ พื้นที่หรือวิธีการกำจัดที่ไม่พอเพียงและมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนข้อมาตรการ ที่ระบุตามแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายโดยส่งเสริมให้ อปท. จังหวัด มีระบบจัดเก็บ รวบรวม ขนส่ง และกำจัดอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง จัดตั้งโครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชน เป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิด ที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ดังกล่าวนี้ขึ้นมา
 
 
ปัจจุบันทางองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง ได้ดำเนินการจัดการขยะโดยเลือกวิธีแบบเทกอง ซึ่งไม่มีความเป็นระเบียบ ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และด้วยการบริหารจัดการที่ไม่ดี งบประมาณไม่เพียงพอของภาครัฐจึงเห็นควรว่า ให้เอกชนมาเป็นผู้ลงทุนในกิจการบริการสาธารณะของภาครัฐ จึงได้มีการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาและการเดินทางศึกษาดูงานเพื่อที่ได้นำข้อมูลต่าง ๆ มาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินการโครงการดังกล่าว เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทางราชการสูงสุด ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่ง ได้นำแบบอย่าง ขอบเขตงานของเทศบาลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการด้วย
 
 
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวสภาองค์การบริหารส่วนตำบลป่าหุ่งได้เห็นชอบในคราวประชุมสภา และได้ร่วมทำข้อตกลง กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (MOU) ที่ได้เข้าร่วมโครงการซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มพื้นที่ในการจัดการขยะมูลฝอย อย่างไรก็ตาม หากจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ตำบลป่าหุ่ง หมู่ 12 จริง จะต้องผ่านการทำประชาพิจารณ์ขอความเห็นจากประชาชนในพื้นที่อีกหนึ่งรอบ ซึ่งหากประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ก็สามารถคัดค้านได้ในขั้นตอนต่อไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

มูลนิธิรักษ์ไทย พร้อมตัวแทน รับคณะต่างประเทศ เรียนรู้ชุมชนดอยอินทรีย์

 

เมื่อวันที่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เชิญแกนนำเกษตรกร She Feeds the World (SFtW) พัฒนาชุมชน อบต.ท่าก๊อ และมูลนิธิรักษ์ไทย เป็นตัวแทนนำเสนองานด้านเกษตร ให้กับ คณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทยพร้อมคู่สมรส มากกว่า 40 ประเทศ ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนดอยอินทรีย์ จ.เขียงราย

 

ในบูธนำเสนอ 3 ประเด็นหลักในงานคือ 

1)การจัดทำแผนที่ GIS แนวเขตพื้นที่ทำกิน ต.ท่าก๊อ ซึ่งได้รับความสนใจในการต่อยอด พัฒนาแผนนโยบายท้องถิ่น 2)การศึกษาพัฒนาพันธุ์ข้าว ให้เหมาะกับสภาพภูมินิเวศของบ้านป่าลัน ความสำเร็จที่ได้ตอบโจทย์การทำเกษตรแบบหยัดยื่น ที่สร้างการมีส่วนร่วมจากหลายหน่วยงาน ได้ผลิตผลที่คุ้มค่าทั้งจำนวนและความหอม นุ่มของข้าวที่กำลังยื่นเสนอการรับรองพันธุ์ 

3)กาแฟและสมุนไพร ที่ขึ้นชื่อของบ้านแม่จันใต้ผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าการขยายผลเผยแพร่ข้อมูลด้านการพัฒนาระบบเกษตรคือ ความรู้สึกภาคภูมิใจ ของเกษตรกรและชุมชน ที่ร่วมไม้ร่วมมือกันสร้าง สิ่งที่อยากเห็นด้วยกัน

โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาดิน น้ำ ป้า และคนในพื้นที่ตอบโจทย์เรื่องความมั่นคง การจัดการการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิทธิในการใช้ที่ดินทำกินโอกาสนี้ ท่านทูตให้ความสนใจการส่งเสริมเกษตรกร

ทั้งเรื่องข้าวและกาแฟ ผู้ใหญ่ในพื้นที่ จ.เชียงราย เห็นความสำคัญในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ชวนรักษ์ไทยขยับงานร่วมกันต่อ โดยจะเริ่มหารือกันจากพื้นที่ อ.แม่สรวย ซึ่งได้มีการดำเนินการทำแผนที่อยู่แล้วนำร่องในเชียงราย

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : มูลนิธิรักษ์ไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

คกก.นโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เห็นชอบศึกษาขยายเวลาจำหน่าย

 
เมื่อวันที่19 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ห้องประชุมชัยนาทนเรนทร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2567 โดยมี นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค และกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
 
          นายแพทย์ชลน่านให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ในวันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ ได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสนับสนุนการกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ โดยได้นำข้อเสนอจากที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 มาประกอบการพิจารณา และเห็นว่า 1) ปัจจุบันมีกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับร้านอาหารทั่วไป ได้แก่ ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 และกฎกระทรวงที่ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2558 ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551และต้องคำนึงถึง พระราชบัญญัติสถานบริการ 2509 ซึ่งถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องปรับแก้กฎหมายเหล่านี้และต้องคำนึงถึงเวลาเปิดปิด ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการและการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว และ2) ข้อมูลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ยังไม่มีข้อมูลทางสถิติที่ชัดเจน สมควรศึกษาข้อมูลแล้วนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลของจังหวัดนำร่อง เพื่อนำมากำหนดเวลาที่จะขยาย เพื่อความละเอียดรอบคอบ
 

          “ที่ประชุมได้มีมติให้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อไปทำการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดกรอบระยะเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารทั่วไปอย่างรอบคอบรอบด้าน ทั้งนี้ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการศึกษาข้อมูล แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคมก็จะเร่งรัดให้เร็วที่สุดโดยคำนึงถึงข้อมูลที่เพียงพอสำหรับประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย” นายแพทย์ชลน่านกล่าว
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
SOCIETY & POLITICS

“หมอชลน่าน” หนุน เครือข่ายฯ ร่วมสร้างสังคมไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

 
เมื่อวันที่19 กุมภาพันธ์ 2567 ณ อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี  แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการประชุมมหกรรมวิชาการฟ้าใส 2567 “ปกป้องสุขภาพของคนไทยห่างไกลควันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” และมอบรางวัลเพชรนคราอวอร์ด ประจำปี 2567 ให้แก่องค์กรและบุคคลที่มีผลงานในการควบคุมยาสูบด้านต่าง ๆ จำนวน 65 รางวัล โดยมี ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ รศ. นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา เลขาธิการเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุมการบริโภคยาสูบ บุคลากรวิชาชีพสุขภาพ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมประชุมกว่า 600 คน
 

         นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอันดับ 1 ของประชากรทั่วโลก และทำให้คนไทยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากถึงปีละกว่า 70,000 คน ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจภาคครัวเรือนปีละกว่า 100,000 ล้านบาท ปัจจุบันประเทศไทยมีกระบวนการควบคุมการบริโภคยาสูบที่เข้มแข็ง มีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากร้อยละ 35 ในปี 2532 เหลือร้อยละ 17.4 ในปี 2564 ซึ่งนับเป็นผลงานอันยอดเยี่ยมของทุกภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์การควบคุมยาสูบของประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากผลิตภัณฑ์ยาสูบรุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีรูปลักษณ์ที่เย้ายวนใจให้กลุ่มเด็กและเยาวชนทดลองสูบ โดยจากการสำรวจล่าสุด ในปี 2566 พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนและสตรีเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 17.6 ในปี 2566 ซึ่งหากไม่รีบดำเนินการแก้ไขจะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างตามมา ทั้งด้านสุขภาพ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
 

          นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า การเข้าถึงกระบวนการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงยาเลิกบุหรี่มาตรฐานมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน ซึ่งต้องขอบคุณสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ที่ได้จัดตั้งเครือข่ายคลินิกฟ้าใส เป็น one stop service ให้บริการเลิกยาสูบโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ปัจจุบันมี 563 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ และขณะนี้องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตยาเลิกบุหรี่ที่ชื่อว่า Cytisine ได้แล้ว จึงนับเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้เข้าถึงยาชนิดนี้ต่อไป
 

          “การดำเนินงานด้านการควบคุมยาสูบจะประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา กระทรวงสาธารณสุขพร้อมให้การสนับสนุนสร้างสังคมปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าลดจำนวนผู้สูบปัจจุบัน ป้องกันผู้สูบหน้าใหม่ในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น สร้างความตระหนักรู้ถึงพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ฟ้า ไม่ให้หลงเชื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ” นพ.ชลน่านกล่าว
 

          สำหรับการประชุมในวันนี้ เครือข่ายหลายภาคส่วน อาทิ เครือข่ายคลินิกฟ้าใส สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ เครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาปลอดบุรี่ และเครือข่ายสถานประกอบการปลอดบุหรี่ จะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงาน ข้อมูลสถานการณ์ของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ๆที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้ เพื่อนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ และเป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นๆ ได้ร่วมกันสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความมั่นคง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และปลอดภัยจากพิษของบุหรี่
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

งานสืบสานวัฒนธรรมไทลื้อ ปี 67 บ้านสันบุญเรือง ครั้งที่ 6 อ.แม่สาย

 

เมื่อวันที่วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 19.00 น. นายก นก นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงานสืบสานวัฒนธรรมไทลื้อ บ้านสันบุญเรือง ครั้งที่ 6 ประจำปี 2567 พร้อมด้วย นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน ที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงราย นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย นายชาญชัย แสนรัตน์ สมาชิกสภา อบจ.เชียงราย อ.แม่สาย เขต 2 ณ ลานอเนกประสงค์ บ้านสันบุญเรือง ต.เกาะข้าง อ.แม่สาย โดยมี ร.ต.อ.เด่นวุฒิ จันต๊ะขัติ นายก อบต.เกาะช้าง เป็นผู้กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจาก นายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สาย นายชัยยนต์ ศรีสมุทร นายกเทศมนตรี ต.แม่สาย นายเด่นชัย ลาวิชัย นายก อบต.ศรีเมืองชุม เข้าร่วมพิธีเปิดในครั้งนี้ด้วย

 

ในงานดังกล่าวมีกิจกรรมการประกวดหนูน้อยขวัญใจไทลื้อ 4 ไตยเฮือน การแสดงชุดสีสันไทลื้อ โดยกลุ่มพัฒนาสตรีบ้านสันบุญเรือง การประกวดขบวนไตยเฮือน และการแสดงของนักเรียนโรงเรียนบ้านสันบุญเรือง โดยทางบ้านสันบุญเรือง ต.เกาะช้าง อ.แม่สาย ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นทุกๆปี เพื่อเป็นการสืบทอดวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ นำเสนอวิถีชีวิต การแต่งกายที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่า แก่การอนุรักษ์ ส่งเสริมให้คงอยู่สืบไป
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : อบจ.เชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

คณะทูต เยือนศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ โคก หนอง นา ชุมชนดอยอินทรีย์

 
เมื่อวันที่ 19ก.พ. 67 ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบคนทุกช่วงวัย โคก หนอง นา พัฒนาชุมชน พุทธอุทยานดอยอินทรีย์ ต.ดอยฮาง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางสุภาเพ็ญ ศิริมาตย์ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดเชียงราย นำหัวหน้าส่วนราชการให้การต้อนรับ คณะทูตและกงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทยพร้อมคู่สมรสที่ลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพและความสำเร็จของประเทศไทยด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประจำปี 2567
 
 
ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบคนทุกช่วงวัย โคก หนองนา พัฒนาชุมชน พุทธอุทยานดอยอินทรีย์ บ้านห้วยกีด ตำบลดอยฮาง อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย(พื้นที่ดอยอินทรีย์ขนาด 8,025 ไร่) เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งแต่เดิมประชาชนในพื้นที่ได้รุกล้ำพื้นที่ป่าไม้โดยการแผ้วถางเผาป่า ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำเข้าไปทำเกษตรเชิงเดียว ได้แก่ การปลูกข้าวโพด การปลูกสับปะรด การปลูกถั่วเหลือง อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีแหล่งพื้นที่สร้างอาหารถูกทำลาย สัตว์ป่าเสียชีวิต
 
 
พระอาจารย์วิบูลย์ ธัมเมเตโช ที่ปรึกษาเจ้าอาวาสวัดพุทธดอยอินทรีย์ จึงได้หาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานราชการ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ประชาชนจิตศรัทธา เพื่อรักษาแหล่งต้นน้ำทำนุบำรุงรักษาผืนป่า จึงขอรับการสนับสนุนจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินองค์การมหาชน ในการจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยครอบครัวละ 1 ไร่ แล้วเปลี่ยนแนวคิดของคนในชุมชน ให้เกิดการรักษาทรัพยากรที่ก่อเกิดแหล่งอาหารก่อเกิดสิ่งมีชีวิตโดยน้อมนำแนวทางศาสตร์พระราชา เกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สู่แนวคิด“เขียนตำราลงดิน”มาเป็นแนวทางปฏิบัติให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
 
 
ผลการดำเนินงานในหลักทฤษฎีขั้นพื้นฐานโดยรูปแบบการพัฒนาพื้นที่แต่ละครัวเรือนได้นำรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ตามพระราชดำริ เกษตรทฤษฎีใหม่ โดยจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 30-30-30-10 ให้มีการกักเก็บน้ำปลูกผักสวนครัวปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง สร้างความสมดุลย์ของระบบนิเวศหลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2563 มีการขยายผลสู่การดำเนินงานตามหลักทฤษฎีขั้นกลางโดยการพัฒนาพื้นที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นาพัฒนาชุมชนจำนวน 15 ไร่ ได้รับงบประมาณจากงบกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านกระทรวงมหาดไทยมาต่อ ยอดการพัฒนาขั้นพื้นฐานโดยมีการพัฒนาบุคลากรประสานภาคีการพัฒนามาร่วมบูรณาการพัฒนาพื้นที่พัฒนาฐานการเรียนรู้ต่างๆให้มีความพร้อมสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัย ซึ่งใช้ระยะเวลาดำเนินการเพียง 6 เดือน พื้นที่แห่งนี้สามารถกักเก็บน้ำฝนได้ 9,078 ลูกบาศก์เมตร ปลูกป่าปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 5,000 ต้น มีพืชผักสวนครัวพืชสมุนไพร และมีรายได้จากการศึกษาเรียนรู้ดูงาน และฝึกปฏิบัติ มีรายได้กว่า 3,600 บาทถึง 25,000 บาทต่อเดือน
 
 
ซึ่งส่งผลสำเร็จที่สำคัญต่อสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า และพื้นที่แห่งนี้กำลังจะได้รับการขยายผลไปในระดับจังหวัด คือ เป็นพื้นที่ขยายผลเขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมใน 3 มิติ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียวภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งถือเป็นการพัฒนาตามหลักที่ใหม่ ขั้นก้าวหน้า จึงมั่นใจว่าการดำเนินงานในระยะต่อไปจะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ไม่น้อยกว่า 3 เท่า ภายใน 3 ปีซึ่งเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากโครงการอื่นๆ เช่น ปลูกป่าในใจคน ป่านี้มีผลผู้คนรักกัน ดินโลกคนอยู่ร่วมกับป่า สร้างแหล่งน้ำได้อย่างยั่งยืนทั้งน้ำกิน น้ำใช้ และน้ำเพื่อการเกษตร
 
 
อีกทั้งยังสามารถสร้างความสามัคคีปรองดองให้แก่คนและชุมชนผ่านกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาและช่วยให้ชุมชนตระหนักและเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันสาธารณภัยผ่านกิจกรรมจิตอาสาภัยพิบัติผ่านการรวมกลุ่มชาวบ้านและภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีโดยมีภาครัฐสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานอีกด้วย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

“ธรรมนัส” ผลักดัน Soft power ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ม.ราชภัฏเชียงราย

 

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรม “Innovation for Sustainable Local Development : นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 2 Soft power กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : วิถีถิ่นเชียงราย ศิลปะ ดนตรี กวี วิจัย” โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นโยบายการเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร กับ Soft Power เพื่ออนาคตประเทศไทย” โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรชัย มุ่งไธสง อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พร้อมทั้งผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมกิจกรรม ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

 

โดยการจัดงานครั้งนี้ เพื่อแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ในด้านต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะในด้านการเกษตร ซึ่งนับว่าภาคการเกษตรเป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งภายในงานมีการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยด้านการเกษตรที่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รวมถึงสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นที่น่าสนใจเป็นจำนวนมาก อาทิ 
 
 
การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการตลาดข้าวจาปอนิกาหรือญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงราย นวัตกรรมการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวเหนียวเขี้ยวงูจังหวัดเชียงราย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไซรัปเพื่อสุขภาพจากเยื่อหุ้มเมล็ดโกโก้ เครื่องดื่มฟังก์ชันจากเปลือกเมล็ดโกโก้ เครื่องดื่มอัดแก๊สจากใบกัญชาและดอกฮ๊อพส์ การเพิ่มมูลค่าปลีกล้วยน้ำหว้าด้วยการแปรรูปเป็นเนื้อเทียมอรรถประโยชน์สูง ที่มีการดัดแปรเชิงหน้าที่โปรตีนด้วยเอนไซน์จากสัปปะรด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผงอาซาอิด้วยนวัตกรรมเอนแคปซูเลชัน รวมถึงการพัฒนาสแน็คจากเศษมะคาเดเมีย ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
 
 
กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่นของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ที่เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และจะช่วยผลักดันผลงานวิจัยจากอัตลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นสู่การเป็นซอฟต์พาวเวอร์ของจังหวัดเชียงราย โดยมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ ในหัวข้อ “วิถีถิ่นเชียงราย ศิลปะ ดนตรี กวี วิจัย” ได้แก่ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เช่น การพัฒนาพาสต้าดัชนีน้ำตาลต่ำจากปลายข้าวหอมมะลิ 105 การสร้างมูลค่าใหม่กาแฟปางขอน การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเชียงรายแบรนด์ (Chiang Rai Brand) 
 
 
รวมถึงการออกแบบของที่ระลึกเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ผลงานนวัตกรรมกับการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าวจาปอนิกา ผลิตภัณฑ์ต้นแบบไซรัปเพื่อสุขภาพจากเยื่อหุ้มเมล็ดโกโก้ การเพิ่มมูลค่าปลีกล้วยน้ำหว้าด้วยการแปรรูปเป็นเนื้อเทียม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผงอาซาอิด้วยนวัตกรรมเอนแคปซูเลชัน รวมถึงการพัฒนาสแน็คจากเศษมะคาเดเมียในพื้นที่ดอยช้าง ผลงานนวัตกรรมการขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในเรื่องผ้า และทุนทางวัฒนธรรมในย่านเมืองเก่าจังหวัดเชียงราย และผลงานการวิจัยที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย เช่น สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย และสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News