Summary
นิทรรศการศิลปะ “อยู่ดำรงคงไว้” เปิดตัวเป็นทางการ ณ แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ เชียงราย
งานนี้ตีความ “ความอยาก” เป็นประสาทสัมผัสที่ 6 สอดรับกับหลักปรัชญาอายตนะ 6 ในพุทธศาสนา
รวบรวม 11 นักสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา ร่วมถ่ายทอดมุมมองคำว่า “พอ” ผ่านบริบทเมืองเชียงราย
ตัวงานเน้นการสนทนาแลกเปลี่ยนและความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ มากกว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่
สะท้อนภาพปรากฏการณ์สังคมยุคปัจจุบันที่มีกลุ่มคนทำงานอิสระย้ายถิ่นฐานมาปักหมุดชีวิตที่เชียงรายมากขึ้น
“อยู่ดำรงคงไว้” นิทรรศการเชียงรายที่เปิดประสาทสัมผัสที่ 6 ความอยากของมนุษย์ผ่านสายตาของราษฎร
เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2569 — มีคำถามหนึ่งที่ผู้จัดนิทรรศการตั้งขึ้นก่อนเปิดงาน และมันอาจเป็นคำถามที่ตรงที่สุดสำหรับยุคสมัยนี้ว่า “เราอยากอยู่เพื่ออะไร?” คำถามนั้นไม่ได้ถูกเขียนบนผนัง ไม่ได้ถูกพิมพ์ในโบรชัวร์ แต่มันถูกฝังอยู่ในทุกชิ้นงาน ทุกเสียง ทุกผ้าผืน และทุกเมล็ดสีที่ถูกวางบนผืนผ้าใบของงานนิทรรศการที่ชื่อว่า “อยู่ดำรงคงไว้” ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ CannDeeBiz In The City แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ บริเวณหัวมุมสี่แยกห้างเก่าอภิสแควร์ เชียงราย
เมื่อเชียงรายกลายเป็นคำถาม ไม่ใช่แค่คำตอบ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกนิยามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบริบทเดิม ทั้งเมืองศิลปะ เมืองท่องเที่ยว เมืองกาแฟ หรือ “เมืองแห่ง Slow Life” ที่ผู้คนจากเมืองใหญ่โหยหา แต่นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” ครั้งนี้ไม่ได้เดินตามร่องรอยของคำนิยามเหล่านั้น หากแต่ตั้งคำถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า แล้วคนที่อยู่จริงๆ มองเห็นอะไร? และความอยากที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร?
วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ หนึ่งในผู้จัดงาน เล่าให้ฟังระหว่างการสัมภาษณ์กับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่า เธอย้ายมาอยู่เชียงรายได้ 5 ปีแล้ว และสิ่งที่ค้นพบนั้นไม่ตรงกับภาพที่คนภายนอกมักวาดไว้
“มาที่เชียงรายแล้ว 5 ปี ชีวิตไม่ได้ Slow Life มันไม่ได้ช้าลง การถ่ายทอดคำว่าช้าลงของเชียงราย มันคือความรู้สึกที่ได้อยู่” วัชราบรรยาย
ประโยคนั้นสั้น แต่หนักมาก มันบอกว่าความช้าไม่ใช่จังหวะนาฬิกา แต่คือสภาวะภายในจิตใจที่คนเลือกได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นี่คือสิ่งที่งานนิทรรศการครั้งนี้พยายามสื่อ
ประสาทสัมผัสที่ 6 ในนิยามที่ท้าทายวิทยาศาสตร์
เป็นที่รู้กันดีว่าร่างกายมนุษย์รับรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส 5 ทาง ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรส และการสัมผัส ซึ่งทำงานร่วมกับระบบประสาทส่วนกลางในการส่งข้อมูลไปยังสมอง แต่นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” กลับเสนอว่ายังมีประสาทสัมผัสอีกตัวที่ซ่อนอยู่และไม่ได้อยู่ในตำราชีววิทยาใดๆ นั่นคือ “ความอยาก” (Desire)
การตีความนี้ไม่ได้เป็นแค่การเล่นคำ มีฐานรากทางปรัชญาที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในมิติของพุทธศาสนาตะวันออก ซึ่งนิยาม “อายตนะ 6” หรือสัมผัสทั้ง 6 ประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ “ใจ” (มโนสัมผัส) โดย “ใจ” ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ ความคิด และรวมถึง “ความอยาก” หรือที่เรียกในภาษาบาลีว่า “ตัณหา” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของพฤติกรรมมนุษย์
ในมิติศิลปะและการออกแบบประสบการณ์ ความอยากคือสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากสัมผัสทั้งห้าทำงาน ไม่ว่าตาจะเห็นสี หูได้ยินเสียง หรือจมูกดมกลิ่น ปฏิกิริยาลำดับถัดไปที่ตามมาเสมอคือ “ความอยาก” ซึ่งอาจเป็นอยากครอบครอง อยากเข้าใจ อยากอยู่ต่อ หรือแม้แต่อยากหนีออกไป ดังนั้นในบริบทของนิทรรศการแนว Immersive Art การนิยาม “ความอยาก” เป็นประสาทสัมผัสที่ 6 จึงไม่ใช่การคาดเดาทางศิลปะ แต่คือจุดยืนทางปรัชญาที่มีน้ำหนัก
“พอ” หนึ่งคำที่กลายเป็นแกนกลางของงาน
หัวใจสำคัญของนิทรรศการนี้ไม่ใช่ศิลปะแต่ละชิ้น แต่คือ “บทสนทนา” ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชมกับงาน และระหว่างงานกับพื้นที่ ผู้จัดงานทั้งสองท่าน คธา พรหมสุภา และ วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ เลือกใช้คำกลางๆ แต่ทรงพลังเป็นตัวเดินเรื่อง นั่นคือคำว่า “พอ”
วัชราอธิบายว่า “ภาพรวมของงานมันไม่ได้ให้คนที่มาถ่ายทอดจากงานศิลปะที่มาดู แต่มาจากการมาเจอและพูดคุย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดมุ่งหมายของศิลปินหรือคนมาแสดงงานจะหาอะไรจากการมาอยู่ที่เชียงราย เหตุผลของการอยู่ดำรงคงไว้ที่หลากหลาย มันถูกติดความของคำว่า พอ”
บทสนทนาภาพยในงานที่ถูกตีความของคำว่า “พอ” ในที่นี้ถูกแตกออกเป็นหลายความหมาย ทั้ง “พอแล้วสำหรับสิ่งที่มี” “พอแล้วที่จะหยุดและกลับบ้าน” “พอดีที่จะดี” และ “พอดีของการอยู่ดำรงคงไว้” ซึ่งแต่ละความหมายสะท้อนจุดยืนที่ต่างกัน บางคนพอในความสุข บางคนพอจากความอ่อนล้า บางคนพอเพราะเลือกแล้วว่านี่คือที่ของตัวเอง
ศิลปะคือกุศโลบาย ไม่ใช่จุดหมาย
สิ่งที่ทำให้นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” แตกต่างจากนิทรรศการทั่วไปในเชียงรายคือแนวคิดที่ว่า “ศิลปะคือกุศโลบาย ที่ไม่ได้ให้คุณมองงาน แต่มองที่คนทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนกัน” ผู้ชมจึงไม่ใช่แค่ผู้รับ แต่คือส่วนหนึ่งของงานด้วย
งานนี้รวบรวมผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ นักวาดภาพประกอบ นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ คนทำสารคดี คนทำกาแฟ คนทำอาหาร และคนทำซาวนด์ รวม 11 คน ได้แก่ คธา พรหมสุภา, ชาญณรงค์ วรรณสอน, ชรินรัตน์ สิงห์หันต์, ธนนันท์ ใจสว่าง, นภกานต์ บุณฑริก และปฏิภาณ บุณฑริก, ปฐม ภู่ระหงษ์, พงศกร อารีศิริไพศาล, พุทธรักษ์ ดาษดา, แมทธิว เคนเนดี้ และวัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์
การที่งานหนึ่งชิ้นมีคนจากโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงมาอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันสะท้อนว่าการ “อยู่ดำรงคงไว้” ในเชียงรายนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาชีพหรือพื้นเพ แต่คือทางเลือกที่คนหลายประเภทมาถึงจุดเดียวกัน
ท้องฟ้าในมุมเดิม กาลเวลาที่เปลี่ยนภาพ
หนึ่งในชิ้นงานที่โดดเด่นและถูกพูดถึงมากในคืนเปิดงาน คือผลงานของ พงศกร อารีศิริไพศาล ที่ปรึกษากลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย Chiang Rai Coffee Lovers (CCL) ซึ่งถ่ายทอดความอิสระของเชียงรายผ่านภาพดาวและท้องฟ้า
สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้น่าสนใจคือโจทย์ที่เขาตั้งให้ตัวเอง ว่าจะทำศิลปะดาวจากที่บ้าน โดยไม่ต้องไปไหน มุมมองคือมุมเดิม แต่กาลเวลาเป็นตัวเปลี่ยนภาพ ดาวในตำแหน่งเดิมเมื่อเวลาต่างกันกลายเป็นคนละภาพ ซึ่งนั่นคือสาระสำคัญ ว่าการมองสิ่งเดิมซ้ำๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นสิ่งเดิมเสมอไป
งานนี้ตอบรับโดยตรงกับแนวคิดของนิทรรศการที่แบ่งมุมมองออกเป็นหลายแบบ ทั้ง “มุมเดิม ชื่อกิจวัตรประจำวัน” “มุมเดียว ท่ามกลางเวลาที่ผันแปร” และ “มุมเปลี่ยน ที่เวียนซ้ำ ณ จุดเดิม”
สีเทา ทางสายกลางของความอยากที่ไม่เลือกข้าง
หากงานของพงศกรพูดถึงเวลา งานของ พุทธรักษ์ ดาษดา พูดถึงสภาวะ ผลงานสีที่ออกมาต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำมาก่อน โดยใช้โทนสีเทาเป็นแกนหลักในการตีความเชียงราย
พุทธรักษ์เสนอแนวคิดว่าความสีเทาไม่ได้เป็นแค่สีในจานสี แต่มันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต สีเทาคือสภาวะที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังอยู่ตรงกลางระหว่างดำและขาว ระหว่างผิดและถูก ระหว่างอยู่และไป และในบริบทของนิทรรศการนี้ สีเทาคือ “ทางสายกลางของความอยากของคนที่ให้เลือก” นั่นคือความอยากที่ยังไม่เลือกข้าง แต่กำลังตั้งคำถามว่าจะไปทิศทางใด
การตีความดังกล่าวตรงกับแนวคิดทางพุทธปรัชญาที่นิทรรศการยึดถือ ว่าความอยากไม่ได้ดีหรือเลวในตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกทำอะไรกับมัน
เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากประสบการณ์ ไม่ใช่ลาย
ชิ้นงานอีกอย่างที่น่าสนใจคือผลงานร่วมของ คธา พรหมสุภา นำงานศิลปะออกจากผนัง และใส่มันลงในเสื้อผ้า ซึ่งผู้ชมสามารถสัมผัสและจับต้องได้จริง
แนวคิดหลักคือการก้าวข้ามกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของโลกศิลปะที่ว่า “ห้ามแตะต้อง” เรื่องราวที่อยู่บนเสื้อไม่ได้มาจากลาย แต่มาจากประสบการณ์ของผู้สร้าง ความเปลี่ยนแปลงข้างทางที่สะสมมากลายเป็นความสมดุลของชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ตลอดกาล สิ่งที่ติดตัวไปคือไม่ใช่ลาย แต่คือความทรงจำและบริบทของการดำรงอยู่
ในมิตินี้ เสื้อผ้าจึงกลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับชีวิตประจำวันได้อย่างธรรมชาติที่สุด เพราะมันออกจากห้องจัดแสดงและเดินทางไปกับตัวผู้ชม
โปสเตอร์ที่ต้องใช้แสง ตัวอักษรที่ซ่อนความหมาย
ผลงานเดี่ยวของ วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ ในส่วนโปสเตอร์ นำเสนอแนวคิดที่ว่า “ความสวยไม่ได้อยู่ที่ภาพ แต่มันอยู่ที่ตัวอักษรบนภาพ อักขระที่ถูกพิมพ์อยู่บนภาพต้องใช้แสงถึงจะมองเห็น” และต้องเปลี่ยนมุมมองถึงจะอ่านออก
ผลงานนี้สะท้อนแนวคิดหนึ่งในนิทรรศการที่ระบุว่า “มุมมองที่เห็นได้ด้วยการฟัง” ซึ่งพลิกแพลงความสัมพันธ์ระหว่างสายตาและความหมาย บางครั้งเราต้องเปลี่ยนท่าทีของตัวเองก่อน ถึงจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้นและคนมักตัดสินสิ่งต่างๆ จากภาพที่เห็นครั้งแรก งานชิ้นนี้เชิญชวนให้ชะลอลง มองให้นานกว่าเดิม และยอมให้แสงเป็นตัวนำพาไปสู่ความหมายที่ซ่อนอยู่
เสียงและรส ประสบการณ์ที่ครบทุกสัมผัส
นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานที่ตาเห็น ในคืนเปิดงานวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 มีการแสดง Modular Synthesizer ที่เปิดโสตสัมผัสผ่านเสียงอิเล็กทรอนิกส์ โดยเชิญผู้ชมให้มามีส่วนร่วมในการทดลอง แทนที่จะเป็นแค่ผู้ฟัง
Modular Synthesizer คือเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างเสียงโดยการต่อสัญญาณระหว่างโมดูลต่างๆ ซึ่งผู้เล่นสามารถออกแบบเส้นทางของเสียงได้เองแบบ Real-time ทำให้เสียงที่ออกมาแต่ละครั้งไม่ซ้ำกัน เปรียบได้กับการที่ผู้ชมแต่ละคนมีประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน จึงรับรู้โลกในแบบของตัวเอง
ส่วนด้านรสชาติ ร้าน No.4 แม่จันคราฟต์ นำ Jesse’s Smash Burgers มาให้ลิ้มลอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ผู้จัดตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ไม่ใช่แค่อาหารว่างระหว่างชมงาน แต่คือการเติมเต็มประสาทสัมผัสด้านรสที่ยังขาดหายไปจากประสบการณ์โดยรวม
การอยู่เชียงรายที่ไม่ได้มาจากคำชักชวน
สิ่งที่น่าสนใจในบริบทของเชียงรายปัจจุบัน คือกระแสของ “คนนอก” ที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่จังหวัดเล็กในภาคเหนือแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนักสร้างสรรค์ ศิลปิน และคนทำงานอิสระ ซึ่งผู้จัดงานระบุว่า “การมาอยู่เชียงรายไม่ได้มาจากคำชักชวน แต่มาจากความอยากเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของตัวเอง”
การที่ผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพมารวมตัวกันในนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของความอยากที่แต่ละคนเลือกตอบสนองด้วยวิธีของตัวเอง บางคนอยากพักจากเมืองใหญ่ บางคนอยากค้นหาตัวตน บางคนอยากลองชีวิตที่ยังไม่เคยใช้ และเชียงราย สำหรับพวกเขาเหล่านั้น คือคำตอบชั่วคราว หรืออาจเป็นคำตอบถาวร
บริบทของงาน ท่ามกลางสังคมที่ตั้งคำถาม
นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” เกิดขึ้นในบริบทที่สังคมไทยกำลังผ่านช่วงเวลาของความไม่แน่นอนในหลายมิติ ผู้จัดงานระบุในถ้อยแถลงว่า “ท่ามกลางภาวะที่เราต่างต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความจริงหรือความลวงที่เราไม่อาจกล่าวชัด ความดีและความงามซึ่งไม่เป็นที่ประจักษ์ สุนทรียะที่รับใช้ยุคสมัยเสมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสะท้อนอารมณ์ทางสังคม เปิดมิติการรับรู้ผ่านประสบการณ์ เรื่องเล่า และบทสนทนาที่มีต่อเวลาที่ยังคงอยู่”
ในแง่มุมนี้ นิทรรศการไม่ได้แยกตัวออกจากสังคม แต่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมกลับมา ทั้งความสับสน ความปรารถนา ความกลัวที่จะเลือก และความกล้าที่จะอยู่ในจุดเดิม
แนวคิดเรื่อง “ความเป็นปัจเจกส่วนตัวและส่วนรวม” ที่ผู้จัดงานกล่าวถึงนั้น สะท้อนถึงสิ่งที่นักสังคมวิทยาหลายคนเรียกว่า Post-Pandemic Identity Crisis หรือวิกฤตอัตลักษณ์หลังช่วงการระบาดใหญ่ ที่ผู้คนทั่วโลกต้องนิยามตัวเองใหม่ว่าอยู่เพื่ออะไร และที่ไหนคือบ้านที่แท้จริง
สิบมุมมอง สิบทิศทาง สิบเรื่องราวของการดำรงอยู่
จุดแข็งที่ทำให้งาน “อยู่ดำรงคงไว้” มีความลึกมากกว่านิทรรศการทั่วไปคือโครงสร้างของการมองที่ซับซ้อนและหลากหลาย ผู้จัดได้แบ่งแนวทางของผลงานออกเป็น 10 มุมมองหลัก
มุมแรกคือ “มุมเดิม” ซึ่งว่าด้วยกิจวัตรประจำวันที่มองซ้ำในแบบเดิม ตามมาด้วย “มุมเดียว” ที่ยึดมั่นกับท่าทีเดียวท่ามกลางเวลาที่เปลี่ยนแปลง จาก “มุมเปลี่ยน” ที่เวียนซ้ำในจุดเดิม ไปสู่ “มุมใหม่” ของการพบเจอสิ่งไม่เคยรู้จัก ยังมี “มุมมอง” ที่เห็นได้จากการฟังมากกว่าการดู “มุมสูง” ที่มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และ “มุมต่าง” ที่ใช้ความแตกต่างเพื่อเปรียบเปรยความคล้ายคลึง ส่วน “มุมเคลื่อนไหว” คือการเดินที่ช้าลงจนสังเกตเห็นรายละเอียด “มุมคุ้นชิน” คือการผลิตซ้ำตัวตนของตัวเองซ้ำๆ และ “มุมคลาสสิค” ที่บางสิ่งยังคงดำรงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด
ทั้งสิบมุมมองนี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่ทอกันเป็นผ้าผืนเดียว ที่เมื่อดูทีละมุมอาจรู้สึกแค่บางส่วน แต่เมื่อดูทั้งหมดจะเห็นว่ามันคือแผนที่ของการดำรงอยู่ของมนุษย์คนหนึ่ง
เปรียบเทียบกับนิทรรศการแนว Immersive Art ในระดับสากล
หากเทียบกับนิทรรศการแนวเดียวกันในระดับสากล งาน “อยู่ดำรงคงไว้” มีจุดร่วมหลายอย่างกับนิทรรศการแบบ Immersive Experience ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น teamLab ของญี่ปุ่น ที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับประสบการณ์ทางกาย หรือ Rain Room ของ Random International ที่ลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งให้ผู้ชมเดินผ่านฝนโดยไม่เปียก
แต่สิ่งที่แตกต่างของ “อยู่ดำรงคงไว้” คือการตัดเทคโนโลยีออกไปและใช้การสนทนาและการพูดคุยเป็นแกนกลาง ซึ่งในยุคที่ประสบการณ์หลายอย่างถูก Mediated ผ่านหน้าจอ การเลือกกลับมาหา Human Connection จริงๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่หายากและทรงคุณค่ากว่า
บทสรุปที่ยังไม่จบ
ก่อนที่งานเปิดตัวจะเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ผู้สัมภาษณ์ถามวัชราว่า เธอคิดว่าคนที่มาชมงานจะได้อะไรกลับไป เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าตอนที่มาเขาพร้อมจะรับอะไร”
นั่นอาจเป็นคำตอบที่ตรงที่สุดสำหรับคำถามว่านิทรรศการนี้คืออะไร เพราะมันไม่ได้เป็นนิทรรศการที่ให้คำตอบ แต่เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้ชมค้นหาคำถามของตัวเอง และตัดสินใจว่าความอยากของพวกเขา ณ ช่วงเวลานั้น คืออะไร
“อยู่ดำรงคงไว้” ยังคงเปิดให้เข้าชม ณ CannDeeBiz In The City แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ บริเวณหัวมุมสี่แยกห้างเก่าอภิสแควร์ เชียงราย
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
- เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
- ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
- สัมภาษณ์โดยตรง ได้แก่ วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ หนึ่งในผู้จัดงาน และ คธา พรหมสุภา นักออกแบบและสร้างสรรค์ ผู้จัดนิทรรศการ สัมภาษณ์โดยสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ 30 พฤษภาคม 2569
- ข้อมูลประกอบนิทรรศการมาจากเอกสารเผยแพร่งาน “อยู่ดำรงคงไว้” โดยคธา พรหมสุภา และวัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ ปี 2569 รวมถึงข้อมูลผลงานศิลปินทุกท่านที่ร่วมแสดงงานในครั้งนี้
- ข้อมูลชุมชนอ้างอิงจาก Chiang Rai Coffee Lovers (CCL) ชุมชนคนรักกาแฟเชียงราย ซึ่งพงศกร อารีศิริไพศาล ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา
- ข้อมูลทางวิชาการเพื่อประกอบบริบทด้านปรัชญา อ้างอิงจากแนวคิดอายตนะ 6 ในพุทธปรัชญาเถรวาท จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดยพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต และทฤษฎีประสาทสัมผัส 5 ทาง จากหลักชีววิทยามนุษย์พื้นฐาน
- สถานที่จัดงาน CannDeeBiz In The City แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ หัวมุมสี่แยกห้างเก่าอภิสแควร์ เชียงราย












































