Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

พลิกนิยามนิทรรศการเชียงราย ‘อยู่ดำรงคงไว้’ ความอยากเป็นประสาทสัมผัสที่หกผ่านงานศิลปะร่วมสมัย

Summary
  • นิทรรศการศิลปะ “อยู่ดำรงคงไว้” เปิดตัวเป็นทางการ ณ แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ เชียงราย

  • งานนี้ตีความ “ความอยาก” เป็นประสาทสัมผัสที่ 6 สอดรับกับหลักปรัชญาอายตนะ 6 ในพุทธศาสนา

  • รวบรวม 11 นักสร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา ร่วมถ่ายทอดมุมมองคำว่า “พอ” ผ่านบริบทเมืองเชียงราย

  • ตัวงานเน้นการสนทนาแลกเปลี่ยนและความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ มากกว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่

  • สะท้อนภาพปรากฏการณ์สังคมยุคปัจจุบันที่มีกลุ่มคนทำงานอิสระย้ายถิ่นฐานมาปักหมุดชีวิตที่เชียงรายมากขึ้น

อยู่ดำรงคงไว้” นิทรรศการเชียงรายที่เปิดประสาทสัมผัสที่ 6 ความอยากของมนุษย์ผ่านสายตาของราษฎร

เชียงราย, 31 พฤษภาคม 2569 — มีคำถามหนึ่งที่ผู้จัดนิทรรศการตั้งขึ้นก่อนเปิดงาน และมันอาจเป็นคำถามที่ตรงที่สุดสำหรับยุคสมัยนี้ว่า “เราอยากอยู่เพื่ออะไร?” คำถามนั้นไม่ได้ถูกเขียนบนผนัง ไม่ได้ถูกพิมพ์ในโบรชัวร์ แต่มันถูกฝังอยู่ในทุกชิ้นงาน ทุกเสียง ทุกผ้าผืน และทุกเมล็ดสีที่ถูกวางบนผืนผ้าใบของงานนิทรรศการที่ชื่อว่า “อยู่ดำรงคงไว้” ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ CannDeeBiz In The City แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ บริเวณหัวมุมสี่แยกห้างเก่าอภิสแควร์ เชียงราย

เมื่อเชียงรายกลายเป็นคำถาม ไม่ใช่แค่คำตอบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกนิยามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในบริบทเดิม ทั้งเมืองศิลปะ เมืองท่องเที่ยว เมืองกาแฟ หรือ “เมืองแห่ง Slow Life” ที่ผู้คนจากเมืองใหญ่โหยหา แต่นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” ครั้งนี้ไม่ได้เดินตามร่องรอยของคำนิยามเหล่านั้น หากแต่ตั้งคำถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่า แล้วคนที่อยู่จริงๆ มองเห็นอะไร? และความอยากที่แท้จริงของพวกเขาคืออะไร?

วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ หนึ่งในผู้จัดงาน เล่าให้ฟังระหว่างการสัมภาษณ์กับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่า เธอย้ายมาอยู่เชียงรายได้ 5 ปีแล้ว และสิ่งที่ค้นพบนั้นไม่ตรงกับภาพที่คนภายนอกมักวาดไว้

“มาที่เชียงรายแล้ว 5 ปี ชีวิตไม่ได้ Slow Life มันไม่ได้ช้าลง การถ่ายทอดคำว่าช้าลงของเชียงราย มันคือความรู้สึกที่ได้อยู่” วัชราบรรยาย

ประโยคนั้นสั้น แต่หนักมาก มันบอกว่าความช้าไม่ใช่จังหวะนาฬิกา แต่คือสภาวะภายในจิตใจที่คนเลือกได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน นี่คือสิ่งที่งานนิทรรศการครั้งนี้พยายามสื่อ

ประสาทสัมผัสที่ 6 ในนิยามที่ท้าทายวิทยาศาสตร์

เป็นที่รู้กันดีว่าร่างกายมนุษย์รับรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส 5 ทาง ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรส และการสัมผัส ซึ่งทำงานร่วมกับระบบประสาทส่วนกลางในการส่งข้อมูลไปยังสมอง แต่นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” กลับเสนอว่ายังมีประสาทสัมผัสอีกตัวที่ซ่อนอยู่และไม่ได้อยู่ในตำราชีววิทยาใดๆ นั่นคือ “ความอยาก” (Desire)

การตีความนี้ไม่ได้เป็นแค่การเล่นคำ มีฐานรากทางปรัชญาที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในมิติของพุทธศาสนาตะวันออก ซึ่งนิยาม “อายตนะ 6” หรือสัมผัสทั้ง 6 ประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ “ใจ” (มโนสัมผัส) โดย “ใจ” ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ ความคิด และรวมถึง “ความอยาก” หรือที่เรียกในภาษาบาลีว่า “ตัณหา” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของพฤติกรรมมนุษย์

ในมิติศิลปะและการออกแบบประสบการณ์ ความอยากคือสิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากสัมผัสทั้งห้าทำงาน ไม่ว่าตาจะเห็นสี หูได้ยินเสียง หรือจมูกดมกลิ่น ปฏิกิริยาลำดับถัดไปที่ตามมาเสมอคือ “ความอยาก” ซึ่งอาจเป็นอยากครอบครอง อยากเข้าใจ อยากอยู่ต่อ หรือแม้แต่อยากหนีออกไป ดังนั้นในบริบทของนิทรรศการแนว Immersive Art การนิยาม “ความอยาก” เป็นประสาทสัมผัสที่ 6 จึงไม่ใช่การคาดเดาทางศิลปะ แต่คือจุดยืนทางปรัชญาที่มีน้ำหนัก

พอ” หนึ่งคำที่กลายเป็นแกนกลางของงาน

หัวใจสำคัญของนิทรรศการนี้ไม่ใช่ศิลปะแต่ละชิ้น แต่คือ “บทสนทนา” ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชมกับงาน และระหว่างงานกับพื้นที่ ผู้จัดงานทั้งสองท่าน คธา พรหมสุภา และ วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ เลือกใช้คำกลางๆ แต่ทรงพลังเป็นตัวเดินเรื่อง นั่นคือคำว่า “พอ”

วัชราอธิบายว่า “ภาพรวมของงานมันไม่ได้ให้คนที่มาถ่ายทอดจากงานศิลปะที่มาดู แต่มาจากการมาเจอและพูดคุย เราไม่สามารถรู้ได้ว่าจุดมุ่งหมายของศิลปินหรือคนมาแสดงงานจะหาอะไรจากการมาอยู่ที่เชียงราย เหตุผลของการอยู่ดำรงคงไว้ที่หลากหลาย มันถูกติดความของคำว่า พอ”

บทสนทนาภาพยในงานที่ถูกตีความของคำว่า “พอ” ในที่นี้ถูกแตกออกเป็นหลายความหมาย ทั้ง “พอแล้วสำหรับสิ่งที่มี” “พอแล้วที่จะหยุดและกลับบ้าน” “พอดีที่จะดี” และ “พอดีของการอยู่ดำรงคงไว้” ซึ่งแต่ละความหมายสะท้อนจุดยืนที่ต่างกัน บางคนพอในความสุข บางคนพอจากความอ่อนล้า บางคนพอเพราะเลือกแล้วว่านี่คือที่ของตัวเอง

ศิลปะคือกุศโลบาย ไม่ใช่จุดหมาย

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” แตกต่างจากนิทรรศการทั่วไปในเชียงรายคือแนวคิดที่ว่า “ศิลปะคือกุศโลบาย ที่ไม่ได้ให้คุณมองงาน แต่มองที่คนทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนกัน” ผู้ชมจึงไม่ใช่แค่ผู้รับ แต่คือส่วนหนึ่งของงานด้วย

งานนี้รวบรวมผู้สร้างสรรค์จากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ นักวาดภาพประกอบ นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ คนทำสารคดี คนทำกาแฟ คนทำอาหาร และคนทำซาวนด์ รวม 11 คน ได้แก่ คธา พรหมสุภา, ชาญณรงค์ วรรณสอน, ชรินรัตน์ สิงห์หันต์, ธนนันท์ ใจสว่าง, นภกานต์ บุณฑริก และปฏิภาณ บุณฑริก, ปฐม ภู่ระหงษ์, พงศกร อารีศิริไพศาล, พุทธรักษ์ ดาษดา, แมทธิว เคนเนดี้ และวัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์

การที่งานหนึ่งชิ้นมีคนจากโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงมาอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันสะท้อนว่าการ “อยู่ดำรงคงไว้” ในเชียงรายนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่อาชีพหรือพื้นเพ แต่คือทางเลือกที่คนหลายประเภทมาถึงจุดเดียวกัน

ท้องฟ้าในมุมเดิม กาลเวลาที่เปลี่ยนภาพ

หนึ่งในชิ้นงานที่โดดเด่นและถูกพูดถึงมากในคืนเปิดงาน คือผลงานของ พงศกร อารีศิริไพศาล ที่ปรึกษากลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย Chiang Rai Coffee Lovers (CCL) ซึ่งถ่ายทอดความอิสระของเชียงรายผ่านภาพดาวและท้องฟ้า

สิ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้น่าสนใจคือโจทย์ที่เขาตั้งให้ตัวเอง ว่าจะทำศิลปะดาวจากที่บ้าน โดยไม่ต้องไปไหน มุมมองคือมุมเดิม แต่กาลเวลาเป็นตัวเปลี่ยนภาพ ดาวในตำแหน่งเดิมเมื่อเวลาต่างกันกลายเป็นคนละภาพ ซึ่งนั่นคือสาระสำคัญ ว่าการมองสิ่งเดิมซ้ำๆ ไม่ได้หมายความว่าเราจะเห็นสิ่งเดิมเสมอไป

งานนี้ตอบรับโดยตรงกับแนวคิดของนิทรรศการที่แบ่งมุมมองออกเป็นหลายแบบ ทั้ง “มุมเดิม ชื่อกิจวัตรประจำวัน” “มุมเดียว ท่ามกลางเวลาที่ผันแปร” และ “มุมเปลี่ยน ที่เวียนซ้ำ ณ จุดเดิม”

สีเทา ทางสายกลางของความอยากที่ไม่เลือกข้าง

หากงานของพงศกรพูดถึงเวลา งานของ พุทธรักษ์ ดาษดา พูดถึงสภาวะ ผลงานสีที่ออกมาต่างจากสิ่งที่เขาเคยทำมาก่อน โดยใช้โทนสีเทาเป็นแกนหลักในการตีความเชียงราย

พุทธรักษ์เสนอแนวคิดว่าความสีเทาไม่ได้เป็นแค่สีในจานสี แต่มันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิต สีเทาคือสภาวะที่ยังไม่ตัดสินใจ ยังอยู่ตรงกลางระหว่างดำและขาว ระหว่างผิดและถูก ระหว่างอยู่และไป และในบริบทของนิทรรศการนี้ สีเทาคือ “ทางสายกลางของความอยากของคนที่ให้เลือก” นั่นคือความอยากที่ยังไม่เลือกข้าง แต่กำลังตั้งคำถามว่าจะไปทิศทางใด

การตีความดังกล่าวตรงกับแนวคิดทางพุทธปรัชญาที่นิทรรศการยึดถือ ว่าความอยากไม่ได้ดีหรือเลวในตัวเอง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกทำอะไรกับมัน

เสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากประสบการณ์ ไม่ใช่ลาย

ชิ้นงานอีกอย่างที่น่าสนใจคือผลงานร่วมของ คธา พรหมสุภา นำงานศิลปะออกจากผนัง และใส่มันลงในเสื้อผ้า ซึ่งผู้ชมสามารถสัมผัสและจับต้องได้จริง

แนวคิดหลักคือการก้าวข้ามกฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรของโลกศิลปะที่ว่า “ห้ามแตะต้อง” เรื่องราวที่อยู่บนเสื้อไม่ได้มาจากลาย แต่มาจากประสบการณ์ของผู้สร้าง ความเปลี่ยนแปลงข้างทางที่สะสมมากลายเป็นความสมดุลของชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ตลอดกาล สิ่งที่ติดตัวไปคือไม่ใช่ลาย แต่คือความทรงจำและบริบทของการดำรงอยู่

ในมิตินี้ เสื้อผ้าจึงกลายเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับชีวิตประจำวันได้อย่างธรรมชาติที่สุด เพราะมันออกจากห้องจัดแสดงและเดินทางไปกับตัวผู้ชม

โปสเตอร์ที่ต้องใช้แสง ตัวอักษรที่ซ่อนความหมาย

ผลงานเดี่ยวของ วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ ในส่วนโปสเตอร์ นำเสนอแนวคิดที่ว่า “ความสวยไม่ได้อยู่ที่ภาพ แต่มันอยู่ที่ตัวอักษรบนภาพ อักขระที่ถูกพิมพ์อยู่บนภาพต้องใช้แสงถึงจะมองเห็น” และต้องเปลี่ยนมุมมองถึงจะอ่านออก

ผลงานนี้สะท้อนแนวคิดหนึ่งในนิทรรศการที่ระบุว่า “มุมมองที่เห็นได้ด้วยการฟัง” ซึ่งพลิกแพลงความสัมพันธ์ระหว่างสายตาและความหมาย บางครั้งเราต้องเปลี่ยนท่าทีของตัวเองก่อน ถึงจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ในยุคที่ข้อมูลท่วมท้นและคนมักตัดสินสิ่งต่างๆ จากภาพที่เห็นครั้งแรก งานชิ้นนี้เชิญชวนให้ชะลอลง มองให้นานกว่าเดิม และยอมให้แสงเป็นตัวนำพาไปสู่ความหมายที่ซ่อนอยู่

เสียงและรส ประสบการณ์ที่ครบทุกสัมผัส

นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” ไม่ได้หยุดอยู่แค่งานที่ตาเห็น ในคืนเปิดงานวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 มีการแสดง Modular Synthesizer ที่เปิดโสตสัมผัสผ่านเสียงอิเล็กทรอนิกส์ โดยเชิญผู้ชมให้มามีส่วนร่วมในการทดลอง แทนที่จะเป็นแค่ผู้ฟัง

Modular Synthesizer คือเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างเสียงโดยการต่อสัญญาณระหว่างโมดูลต่างๆ ซึ่งผู้เล่นสามารถออกแบบเส้นทางของเสียงได้เองแบบ Real-time ทำให้เสียงที่ออกมาแต่ละครั้งไม่ซ้ำกัน เปรียบได้กับการที่ผู้ชมแต่ละคนมีประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน จึงรับรู้โลกในแบบของตัวเอง

ส่วนด้านรสชาติ ร้าน No.4 แม่จันคราฟต์ นำ Jesse’s Smash Burgers มาให้ลิ้มลอง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ผู้จัดตั้งใจให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ไม่ใช่แค่อาหารว่างระหว่างชมงาน แต่คือการเติมเต็มประสาทสัมผัสด้านรสที่ยังขาดหายไปจากประสบการณ์โดยรวม

การอยู่เชียงรายที่ไม่ได้มาจากคำชักชวน

สิ่งที่น่าสนใจในบริบทของเชียงรายปัจจุบัน คือกระแสของ “คนนอก” ที่ตัดสินใจย้ายมาอยู่จังหวัดเล็กในภาคเหนือแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนักสร้างสรรค์ ศิลปิน และคนทำงานอิสระ ซึ่งผู้จัดงานระบุว่า “การมาอยู่เชียงรายไม่ได้มาจากคำชักชวน แต่มาจากความอยากเปลี่ยนจุดมุ่งหมายของตัวเอง”

การที่ผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพมารวมตัวกันในนิทรรศการครั้งนี้ สะท้อนปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของความอยากที่แต่ละคนเลือกตอบสนองด้วยวิธีของตัวเอง บางคนอยากพักจากเมืองใหญ่ บางคนอยากค้นหาตัวตน บางคนอยากลองชีวิตที่ยังไม่เคยใช้ และเชียงราย สำหรับพวกเขาเหล่านั้น คือคำตอบชั่วคราว หรืออาจเป็นคำตอบถาวร

บริบทของงาน ท่ามกลางสังคมที่ตั้งคำถาม

นิทรรศการ “อยู่ดำรงคงไว้” เกิดขึ้นในบริบทที่สังคมไทยกำลังผ่านช่วงเวลาของความไม่แน่นอนในหลายมิติ ผู้จัดงานระบุในถ้อยแถลงว่า “ท่ามกลางภาวะที่เราต่างต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความจริงหรือความลวงที่เราไม่อาจกล่าวชัด ความดีและความงามซึ่งไม่เป็นที่ประจักษ์ สุนทรียะที่รับใช้ยุคสมัยเสมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยสะท้อนอารมณ์ทางสังคม เปิดมิติการรับรู้ผ่านประสบการณ์ เรื่องเล่า และบทสนทนาที่มีต่อเวลาที่ยังคงอยู่”

ในแง่มุมนี้ นิทรรศการไม่ได้แยกตัวออกจากสังคม แต่เป็นกระจกที่สะท้อนสังคมกลับมา ทั้งความสับสน ความปรารถนา ความกลัวที่จะเลือก และความกล้าที่จะอยู่ในจุดเดิม

แนวคิดเรื่อง “ความเป็นปัจเจกส่วนตัวและส่วนรวม” ที่ผู้จัดงานกล่าวถึงนั้น สะท้อนถึงสิ่งที่นักสังคมวิทยาหลายคนเรียกว่า Post-Pandemic Identity Crisis หรือวิกฤตอัตลักษณ์หลังช่วงการระบาดใหญ่ ที่ผู้คนทั่วโลกต้องนิยามตัวเองใหม่ว่าอยู่เพื่ออะไร และที่ไหนคือบ้านที่แท้จริง

สิบมุมมอง สิบทิศทาง สิบเรื่องราวของการดำรงอยู่

จุดแข็งที่ทำให้งาน “อยู่ดำรงคงไว้” มีความลึกมากกว่านิทรรศการทั่วไปคือโครงสร้างของการมองที่ซับซ้อนและหลากหลาย ผู้จัดได้แบ่งแนวทางของผลงานออกเป็น 10 มุมมองหลัก

มุมแรกคือ “มุมเดิม” ซึ่งว่าด้วยกิจวัตรประจำวันที่มองซ้ำในแบบเดิม ตามมาด้วย “มุมเดียว” ที่ยึดมั่นกับท่าทีเดียวท่ามกลางเวลาที่เปลี่ยนแปลง จาก “มุมเปลี่ยน” ที่เวียนซ้ำในจุดเดิม ไปสู่ “มุมใหม่” ของการพบเจอสิ่งไม่เคยรู้จัก ยังมี “มุมมอง” ที่เห็นได้จากการฟังมากกว่าการดู “มุมสูง” ที่มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และ “มุมต่าง” ที่ใช้ความแตกต่างเพื่อเปรียบเปรยความคล้ายคลึง ส่วน “มุมเคลื่อนไหว” คือการเดินที่ช้าลงจนสังเกตเห็นรายละเอียด “มุมคุ้นชิน” คือการผลิตซ้ำตัวตนของตัวเองซ้ำๆ และ “มุมคลาสสิค” ที่บางสิ่งยังคงดำรงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด

ทั้งสิบมุมมองนี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่ทอกันเป็นผ้าผืนเดียว ที่เมื่อดูทีละมุมอาจรู้สึกแค่บางส่วน แต่เมื่อดูทั้งหมดจะเห็นว่ามันคือแผนที่ของการดำรงอยู่ของมนุษย์คนหนึ่ง

เปรียบเทียบกับนิทรรศการแนว Immersive Art ในระดับสากล

หากเทียบกับนิทรรศการแนวเดียวกันในระดับสากล งาน “อยู่ดำรงคงไว้” มีจุดร่วมหลายอย่างกับนิทรรศการแบบ Immersive Experience ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เช่น teamLab ของญี่ปุ่น ที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับประสบการณ์ทางกาย หรือ Rain Room ของ Random International ที่ลอนดอนและนิวยอร์ก ซึ่งให้ผู้ชมเดินผ่านฝนโดยไม่เปียก

แต่สิ่งที่แตกต่างของ “อยู่ดำรงคงไว้” คือการตัดเทคโนโลยีออกไปและใช้การสนทนาและการพูดคุยเป็นแกนกลาง ซึ่งในยุคที่ประสบการณ์หลายอย่างถูก Mediated ผ่านหน้าจอ การเลือกกลับมาหา Human Connection จริงๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่หายากและทรงคุณค่ากว่า

บทสรุปที่ยังไม่จบ

ก่อนที่งานเปิดตัวจะเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ผู้สัมภาษณ์ถามวัชราว่า เธอคิดว่าคนที่มาชมงานจะได้อะไรกลับไป เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าตอนที่มาเขาพร้อมจะรับอะไร”

นั่นอาจเป็นคำตอบที่ตรงที่สุดสำหรับคำถามว่านิทรรศการนี้คืออะไร เพราะมันไม่ได้เป็นนิทรรศการที่ให้คำตอบ แต่เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้ชมค้นหาคำถามของตัวเอง และตัดสินใจว่าความอยากของพวกเขา ณ ช่วงเวลานั้น คืออะไร

“อยู่ดำรงคงไว้” ยังคงเปิดให้เข้าชม ณ CannDeeBiz In The City แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ บริเวณหัวมุมสี่แยกห้างเก่าอภิสแควร์ เชียงราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  •  เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • สัมภาษณ์โดยตรง ได้แก่ วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ หนึ่งในผู้จัดงาน และ คธา พรหมสุภา นักออกแบบและสร้างสรรค์ ผู้จัดนิทรรศการ สัมภาษณ์โดยสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ 30 พฤษภาคม 2569
  • ข้อมูลประกอบนิทรรศการมาจากเอกสารเผยแพร่งาน “อยู่ดำรงคงไว้” โดยคธา พรหมสุภา และวัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์ ปี 2569 รวมถึงข้อมูลผลงานศิลปินทุกท่านที่ร่วมแสดงงานในครั้งนี้
  • ข้อมูลชุมชนอ้างอิงจาก Chiang Rai Coffee Lovers (CCL) ชุมชนคนรักกาแฟเชียงราย ซึ่งพงศกร อารีศิริไพศาล ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา
  • ข้อมูลทางวิชาการเพื่อประกอบบริบทด้านปรัชญา อ้างอิงจากแนวคิดอายตนะ 6 ในพุทธปรัชญาเถรวาท จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดยพระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ. ปยุตฺโต และทฤษฎีประสาทสัมผัส 5 ทาง จากหลักชีววิทยามนุษย์พื้นฐาน
  • สถานที่จัดงาน CannDeeBiz In The City แคนน์ดีบิซ อินเดอะซิตี้ หัวมุมสี่แยกห้างเก่าอภิสแควร์ เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

งานไม้ที่ไม่ใช่วัสดุธรรมดา ส่องแนวคิด Circular Design ในนิทรรศการ WOOD WOOD เชียงราย

Summary
  • นิทรรศการ “WOOD WOOD” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยเชียงราย (CCAM) ชั้น 3

  • งานนี้รวบรวมสล่าและศิลปินคราฟต์ชื่อดังของเชียงรายจำนวน 15 คน มาร่วมจัดแสดงผลงานไม้ร่วมสมัย

  • นิทรรศการมุ่งเน้นการตีความงานช่างไม้ผ่านมิติของความทรงจำ ชีวิต อนาคต และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

  • โครงการได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนจากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

  • ศิลปินมุ่งหวังสร้างเครือข่ายคนทำงานไม้ในเชียงรายเพื่อต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ระดับสากล

เมื่อ “ไม้” ไม่ใช่แค่วัสดุ นิทรรศการ WOOD WOOD ชวนเชียงรายค้นหาความหมายของงานช่างในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว

เชียงราย, 23 พฤษภาคม 2569เมื่อห้องนิทรรศการกลายเป็นเวิร์กช็อปทางความคิด มีบางสิ่งที่ห้องนิทรรศการ Black & White Tower ชั้น 3 ของ CCAM ในคืนวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ไม่ได้เป็นแค่สถานที่แสดงผลงาน แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปิน 15 คนจากเชียงรายพาผู้ชมเข้าไปนั่งอยู่ในกลางคำถามว่า ในยุคที่ทุกอย่างถูกผลิตด้วยเครื่องจักร ไม้ยังมีความหมายอะไรอยู่หรือไม่

นิทรรศการ “WOOD WOOD” เปิดตัวอย่างเป็นทางการเวลา 18.00 น. ภายใต้โครงการ CCAM STUDIO PROJECT ซึ่งได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนประจำปีงบประมาณ 2568 จากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม การรวมตัวของศิลปินคราฟต์และนักออกแบบงานไม้ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในการแสดงออกทางศิลปะที่ตั้งใจสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่างานช่างของเชียงรายยังมีเรื่องราวใหม่ที่ยังพูดไม่จบ

จาก “สล่า” ถึงศิลปินร่วมสมัย รากเหง้าที่ไม่เคยขาดตอน

คำว่า “สล่า” ในภาษาเหนือหมายถึงช่างฝีมือ คนที่ใช้มือและประสบการณ์สร้างสิ่งของจากวัสดุธรรมชาติ รุ่นต่อรุ่น และในเชียงราย รากเหง้านี้ยังคงหยั่งลึกอยู่ในวิถีของผู้คนที่หยิบเลื่อย กบ และสิ่ว ขึ้นมาสร้างทั้งงานสถาปัตยกรรมและเครื่องเรือนมาตลอดหลายร้อยปี

แต่ WOOD WOOD ไม่ได้พยายามแช่แข็งภาพนั้นเอาไว้ ในทางตรงข้าม นิทรรศการนี้นำวัสดุไม้มาตีความใหม่ผ่านเฟอร์นิเจอร์ งานประติมากรรม งานออกแบบเชิงทดลอง และวัตถุสร้างสรรค์ที่ใช้งานได้จริง โดยมองไม้ในฐานะ “วัสดุแห่งความทรงจำ วัสดุแห่งชีวิต และวัสดุแห่งอนาคต” พร้อมกันทั้งสามมิติ

เอกพงษ์ ใจบุญ หนึ่งในศิลปินและผู้ขับเคลื่อนหลักของนิทรรศการ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่า แนวคิดของงานไม่ได้มุ่งเน้นการแบ่งแยกระหว่างดั้งเดิมกับสมัยใหม่ แต่มองว่าทั้งสองสิ่งอยู่ร่วมกันได้ตั้งแต่ต้น “เราไม่ได้มองถึงเรื่องของการเป็นดั้งเดิม หรือการที่เป็นสมัยใหม่ แต่เรามองถึงว่าทั้ง 2 แบบ หลายหลายศิลปินที่เราเชิญมาเนี่ย เราค่อนข้างเลือกจากคนที่ทำงานไม้ แล้วเราก็คุยคอนเซ็ปต์ว่าขอให้เป็นคนที่รักงานไม้” เอกพงษ์กล่าว

 

15 ศิลปิน 15 มุมมอง บนวัสดุเดียวกัน

ความน่าสนใจของ WOOD WOOD อยู่ที่การรวมศิลปิน 15 คนที่ทำงานไม้ในแนวทางต่างกันมาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งสมลักษณ์ ปันติบุญ, ชาตะ ใหม่วงค์, วรินทร ธนูทองสัมพันธ์, วิศว์ ดวงแสงทอง, พลกฤต มโนชมภู, อ่าข่า อัคคศิลป์, สมเกียรติ ฉายแจ่ม, วีระ ลีลาพัฒนภูติ, พงศ์ศักดิ์ ตะวันกาญจนโชติ, เอกรินทร์ วงศ์วิสุทธิ์, ประเสก ฝาคำ, ธรรมรัตน์ โภคัย, วฤทธิ์ คำปา และกฤษ พลสุขเจริญ

กลุ่มนี้ครอบคลุมทั้งสายงานไม้เชิงสถาปัตยกรรมและสายเครื่องเรือน ทำให้ห้อง Black & White Tower ในคืนนั้นกลายเป็นภาพตัดขวางที่หายากของวงการงานไม้เชียงราย ซึ่งปกติมักทำงานแยกกันในโลกของตัวเอง

การที่ศิลปินหลากหลายสายมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ผู้ชมสามารถสังเกตเห็นได้ว่าวัสดุเดียวกันอย่างไม้ สามารถพูดได้หลายภาษาในเวลาเดียวกัน ตั้งแต่ภาษาของโครงสร้างและฟังก์ชัน ไปจนถึงภาษาของความงามและความรู้สึก

ไม้กับสิ่งแวดล้อม บทสนทนาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง

หนึ่งในแก่นที่ WOOD WOOD พยายามสะท้อนออกมาคือความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ไม้กับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นวาระโลก การเลือกวัสดุของศิลปินไม่ใช่แค่เรื่องสุนทรียะอีกต่อไป

เอกพงษ์อธิบายว่าไม้คือวัสดุชนิดเดียวที่สามารถปลูกทดแทนได้ และในนิทรรศการนี้ ศิลปินหลายคนเลือกใช้ไม้เก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วหรือไม้จากอุตสาหกรรมที่มีการปลูกทดแทน “ทุกคนก็เหมือนนำสิ่งนี้มาทำงาน แล้วก็ใช้ประโยชน์จากเค้าให้มากที่สุด ทั้งเรื่องของการใช้ไม้ที่มีการปลูกทดแทน เป็นไม้ในอุตสาหกรรม แล้วก็ไม้ที่ผ่านการใช้งานมาอยู่แล้ว” เขากล่าว

แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงสัญลักษณ์ แต่ฝังอยู่ในกระบวนการทำงานของศิลปินแต่ละคนอย่างเป็นรูปธรรม เปรียบได้กับแนวคิด Circular Design ที่วงการออกแบบระดับโลกอย่าง Dezeen และ Wallpaper พูดถึงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ว่าการออกแบบที่ดีต้องคิดถึงชีวิตของวัสดุตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง แต่ในกรณีของไม้ ปลายทางอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เอกพงษ์ ใจบุญ หนึ่งในศิลปินและผู้ขับเคลื่อนหลักของนิทรรศการ

กาลเวลาที่ฝังอยู่ในเนื้อไม้ มิติที่ช่างทั่วไปมองข้าม

หนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจที่สุดของ WOOD WOOD คือการที่ศิลปินหลายคนให้ความสำคัญกับ “มิติของกาลเวลา” ที่ซ่อนอยู่ในตัวไม้แต่ละชิ้น

เอกพงษ์อธิบายถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่าไม้มีเสน่ห์เฉพาะตัวในแง่ของอายุการใช้งานที่ยาวนาน และสามารถถูกส่งต่อในรูปแบบที่เปลี่ยนไปได้หลายครั้ง “ไม้หนึ่งชิ้นเนี่ยมันถูกส่งต่อมาได้หลายแบบ ด้วยการที่เป็นงานสถาปัตย์ก่อน แล้วก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นไม้เก่า ไม้เก่าก็ถูกนำมาใช้เป็นงานสถาปัตยกรรมอีกครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ก็จะถูกพัฒนามาใช้เป็นเครื่องเรือน มันก็เป็นการส่งต่อตัววัสดุ” เขากล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังพูดถึงห่วงโซ่ที่ยาวไปกว่าอายุคนรุ่นหนึ่ง ว่าการปลูกต้นไม้วันนี้ไม่ใช่การปลูกเพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนรุ่นต่อไป “เราปลูกตอนนี้ เราไม่ได้ใช้ แต่เราใช้ไม้ของคนที่ปลูกก่อนหน้าเรา แล้วเราปลูกตอนนี้ รุ่นลูกของเราเป็นคนใช้ เพราะฉะนั้นรุ่นลูกของเราก็ต้องปลูกเพื่อให้รุ่นหลานของเราเป็นคนใช้” ทัศนคตินี้ไม่ต่างจากปรัชญาของชุมชนพื้นเมืองในหลายวัฒนธรรมที่มองการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบข้ามรุ่น ซึ่งในปัจจุบันนักนโยบายสิ่งแวดล้อมโลกเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญอีกครั้ง

รวมพลคนทำงานไม้เชียงราย” จากการรวมกลุ่มสู่การสร้างเอกลักษณ์ใหม่

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ WOOD WOOD มีน้ำหนักมากกว่านิทรรศการศิลปะทั่วไปคือความตั้งใจในการสร้างพื้นที่ให้คนทำงานไม้เชียงรายได้พูดคุยกัน โดยไม่สนใจว่าจะเป็นสายสถาปัตยกรรมหรือสายเครื่องเรือน

เอกพงษ์เล่าว่าโจทย์ตั้งแต่แรกเรียบง่ายมาก “ขอแค่คุณทำงานไม้แล้วคุณรักในงานไม้ เถอะ แล้วมาพูดคุยเรื่องไม้กัน” และผลที่ตามมาคือการพิสูจน์ว่าในเชียงรายยังมีช่างฝีมือ ยังมีคนทำงานไม้ และยังมีวัสดุทดแทนที่เป็นไม้เก่าที่รอการตีความใหม่อยู่อีกมาก

การรวมตัวครั้งนี้จึงไม่ได้สิ้นสุดที่นิทรรศการ แต่เป็นการวางรากฐานให้เครือข่ายคนทำงานไม้เชียงรายเห็นกันและกันชัดขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วม หรือแม้แต่การสร้างเอกลักษณ์งานคราฟต์ไม้เชียงรายที่ชัดเจนในตลาดงานออกแบบระดับประเทศ

ในบริบทที่คล้ายกัน เมื่อปี 2562 กลุ่มงานคราฟต์เชียงใหม่เคยรวมตัวกันผ่านเทศกาล Chiang Mai Design Week จนสามารถผลักดันงานหัตถกรรมท้องถิ่นออกสู่ตลาดสากลได้หลายชิ้น WOOD WOOD อาจเดินบนเส้นทางเดียวกัน แต่เลือกเริ่มจากรากที่ลึกกว่าในการพูดถึงวัสดุและปรัชญาก่อนที่จะพูดถึงตลาด

มากกว่านิทรรศการ คือบทบันทึกของวัสดุที่ยังมีลมหายใจ

WOOD WOOD ไม่ใช่นิทรรศการที่ตอบคำถามให้สำเร็จรูป แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและงานช่างอย่างไรในชีวิตประจำวัน

ห้อง Black & White Tower ที่ถูกออกแบบให้รู้สึกเหมือนเวิร์กช็อปทางความคิดของศิลปิน ไม่ใช่หอศิลป์ที่ต้องเงียบเชียบและเดินชม ทำให้ประสบการณ์ของผู้ชมกลายเป็นการสนทนากับงาน ไม่ใช่การบูชางาน

ในยุคที่วงการออกแบบโลกหันมาสนใจเรื่อง biomaterials และวัสดุจากธรรมชาติอีกครั้งหลังทศวรรษแห่งพลาสติกและคอนกรีต การที่กลุ่มศิลปินเชียงรายเลือกยืนอยู่กับไม้อย่างมีเหตุผลและมีปรัชญาชัดเจน ถือเป็นการวางตำแหน่งที่น่าจับตา

WOOD WOOD จัดแสดงที่ห้องนิทรรศการ Black & White Tower ชั้น 3 CCAM (หอศิลป์ร่วมสมัยเชียงราย) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ในโครงการ CCAM STUDIO PROJECT by OCAC

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • นิทรรศการ WOOD WOOD ภายใต้โครงการ CCAM STUDIO PROJECT by OCAC เผยแพร่ 23 พฤษภาคม 2569 โดย CCAM (หอศิลป์ร่วมสมัยเชียงราย)
  • บทสัมภาษณ์ เอกพงษ์ ใจบุญ ศิลปินและผู้ขับเคลื่อนนิทรรศการ WOOD WOOD โดยสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 23 พฤษภาคม 2569
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (OCAC) กระทรวงวัฒนธรรม ผู้จัดสรรเงินอุดหนุนโครงการ CCAM STUDIO PROJECT ประจำปีงบประมาณ 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
EDITORIAL LIFESTYLE

เชียงรายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก ต้นทุนทองของครีเอเตอร์ยุคใหม่ สร้างจุดเด่นที่ลอกเลียนไม่ได้ด้วยวัฒนธรรม

Summary
  • ครีเอเตอร์ไทยต้องปรับตัวหนีการรีวิวแบบเดิมสู่สื่อสร้างสรรค์มืออาชีพเพื่อความอยู่รอด

  • อย. ใช้ AI ตรวจจับคำต้องห้ามและปิดโฆษณาผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 1.2 แสนรายการ

  • Meta ปรับอัลกอริทึมเน้นคอนเทนต์ต้นฉบับ ส่งผลให้บัญชีสายก๊อปปี้ถูกลดการมองเห็นอย่างหนัก

  • การเปิดตัวสมาคม TCCA ช่วยยกระดับมาตรฐานจริยธรรมและสวัสดิการให้อาชีพครีเอเตอร์

  • เชียงรายใช้ต้นทุนเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโกสร้างจุดแข็งด้านเนื้อหาที่ AI ไม่สามารถเลียนแบบได้

Creator Survival Guide เมื่อเด็กเชียงรายต้องก้าวข้ามนักรีวิวสู่สื่อสร้างสรรค์ที่ AI และกฎหมายยอมรับ

เชียงราย,5 พฤษภาคม 2569 – เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นจากคลิปรีวิวเซรั่มที่เพิ่งอัปโหลดเมื่อคืนถูกระบบแจ้งว่าไม่สามารถสร้างรายได้ได้ วิดีโอถูกลดการมองเห็นโดยไม่มีคำอธิบายชัดเจน นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไปสำหรับครีเอเตอร์รุ่นใหม่ในเชียงราย ภูมิทัศน์ของการทำคอนเทนต์เปลี่ยนไปแล้วอย่างถาวร เพราะวันนี้มีผู้คุมกฎสองคนที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คนแรกคือปัญญาประดิษฐ์ของภาครัฐที่ไล่ล่าโฆษณาผิดกฎหมาย และอีกคนคืออัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่ลงโทษคอนเทนต์ก๊อปปี้อย่างไม่ปราณี

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่บีบให้ครีเอเตอร์ต้องเลือกทาง

ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ใครๆ ก็พูดว่าใครก็เป็นครีเอเตอร์ได้ แต่ปี 2568 ถึง 2569 คือช่วงเวลาที่คำว่าใครก็ได้กำลังหมดอายุ รัฐบาลไทยประกาศชัดเจนว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีระดับเดียวกับผู้กระทำผิด ขณะเดียวกัน Meta บริษัทแม่ของ Facebook Instagram Threads ประกาศปรับโครงสร้างการมองเห็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี เหตุผลตรงกันคือคุณภาพ

สำหรับเด็กเชียงรายที่เติบโตมากับการรีวิวของกิน รีวิวสกินแคร์ หรือตัดคลิปไวรัลมาลงใหม่ นี่คือสัญญาณเตือนที่ดังที่สุด เพราะทั้งกฎหมายและแพลตฟอร์มกำลังผลักทุกคนออกจากเขตสีเทาไปสู่การเป็นมืออาชีพเต็มตัว

ตัวเลขที่ต้องจำ 121,494 โฆษณาถูกปิดและ 92,120 คำต้องห้าม

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ที่เปิดเผยผ่านรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ชี้ให้เห็นภาพการกวาดล้างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน อย. ปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี ทลายแหล่งผลิตและจำหน่าย 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติแต่คือการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลหลัก 10 แห่ง ได้แก่ Lazada Shopee Grab LineMan LINE Facebook Instagram Threads TikTok และ Lemon8 ผ่านระบบ AI และ API ที่เชื่อมต่อโดยตรง

หัวใจของระบบคือคลังคำต้องห้ามหรือ Blacklist Keywords ที่มีมากกว่า 92,120 คำ ระบบจะตรวจจับทันทีที่พบคำเหล่านี้ในภาพ วิดีโอ หรือแคปชัน ไม่ว่าจะเขียนตรงๆ หรือซ่อนในรูปภาพก็ตาม และเครือข่ายเฝ้าระวัง Rapid Report ครอบคลุม 76 จังหวัดและ 3 สภาวิชาชีพ ทำให้การแจ้งลบทำได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

นางสาวพลอยทะเลระบุว่า ขอให้ผู้บริโภคตรวจสอบเลข อย. ก่อนตัดสินใจ ไม่หลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง และสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1556 Line @FDAThai Facebook FDAThai อีเมล [email protected] ตู้ ปณ. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับครีเอเตอร์ นี่หมายความว่าการรับงานรีวิวผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามโดยไม่ตรวจสอบเอกสารคือความเสี่ยงทางกฎหมายโดยตรง

เมื่อ Meta ลงดาบคอนเทนต์ก๊อปปี้ ผู้ใช้หายไป 20 ล้านคน

อีกด้านหนึ่งของสมรภูมิคือแพลตฟอร์ม รายงานผลประกอบการของ Meta ที่สื่อเทคโนโลยีอย่าง 9to5Mac นำมาวิเคราะห์ชี้ว่า จำนวนผู้ใช้งานรายวันรวมทุกบริการของ Meta ลดลงถึง 20 ล้านรายเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

Meta อธิบายว่าปัจจัยภายนอกเช่นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในบางประเทศมีผล แต่นักวิเคราะห์มองต่างออกไป ฟีดของ Facebook และ Instagram เต็มไปด้วยโฆษณาและคอนเทนต์ที่ผู้ใช้ไม่ได้สนใจ จนเกิดความเบื่อหน่าย

คำตอบของ Meta คือการรื้ออัลกอริทึม ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2568 เป็นต้นมา ระบบจะให้ความสำคัญสูงสุดกับ Original Content หรือเนื้อหาต้นฉบับที่ถ่ายทำและตัดต่อโดยเจ้าของบัญชีเอง บัญชีที่นำภาพหรือวิดีโอคนอื่นมาโพสต์ซ้ำโดยไม่ปรับแต่งอย่างมีความหมายจะถูกลดการมองเห็นและถูกถอดออกจากการแนะนำ

Meta รายงานว่าได้แบนบัญชีสแปมไปแล้วมากกว่า 500,000 บัญชี และระงับบัญชีที่แอบอ้างบุคคลมีชื่อเสียงกว่า 10 ล้านบัญชีในช่วงเวลาเดียวกัน ผลลัพธ์คือเวลาการรับชม Original Reels เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

นี่คือข่าวร้ายสำหรับเพจที่เคยโตจากการดูดคลิป แต่เป็นข่าวดีสำหรับเด็กเชียงรายที่มีเรื่องราวในท้องถิ่นเป็นของตัวเอง

จาก 9 ล้านครีเอเตอร์สู่คำถามใหญ่ ทำไมยังไม่ใช่อาชีพ

ประเทศไทยมีครีเอเตอร์รวมกว่า 9 ล้านคน ในจำนวนนี้ทำเป็นอาชีพเต็มเวลาประมาณ 2 ล้านคน มูลค่าตลาด Creator Economy ปี 2568 อยู่ที่ราว 45,000 ล้านบาท และยังโตต่อเนื่องปีละ 25 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ Facebook TikTok YouTube Instagram X และ Lemon8 คือสนามหลัก

แต่ความย้อนแย้งคือแม้มีเม็ดเงินมหาศาล ครีเอเตอร์ส่วนใหญ่ยังไม่ถูกยอมรับเป็นอาชีพอย่างเป็นทางการ ผลที่ตามมาคือขอสินเชื่อบ้านไม่ผ่าน ไม่มีสวัสดิการประกันสังคมแบบพนักงานประจำ ถูกเบี้ยวค่าจ้าง ถูกเอาเปรียบด้วยสัญญา และถูกชักจูงให้ทำคอนเทนต์เสี่ยงผิดกฎหมาย

ที่สำคัญกว่านั้น เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ส่วนใหญ่ยังไหลออกนอกประเทศสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ ขณะที่ประเทศที่วงการครีเอเตอร์แข็งแรงสามารถดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้

Survival Guide 2026 เมื่อเด็กเชียงรายต้องก้าวข้าม นักรีวิว สู่ สื่อสร้างสรรค์ ยุคที่ AI ตรวจจับโฆษณาผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

TCCA ปรากฏตัว 27 เมษายน 2569 ความหวังของการยกระดับวิชาชีพ

เพื่ออุดช่องว่างนี้ สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย หรือ Thailand Content Creator Association ที่เรียกสั้นๆ ว่า TCCA ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 นำโดยนายขจร เจียรนัยพานิชย์ Managing Director ของ The Zero Publishing และผู้ก่อตั้ง iCreator Community ในฐานะนายกสมาคม

นายขจรให้ข้อมูลว่า บทบาทของสมาคมไม่ใช่การควบคุมครีเอเตอร์ แต่คือการสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านมาตรฐาน จริยธรรม และแนวปฏิบัติ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะที่แบรนด์และเอเจนซีสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้อย่างมั่นใจและวัดผลได้มากขึ้น

TCCA วางเสาหลักไว้สามด้าน หนึ่งคือจริยธรรมและความโปร่งใส เช่นการเปิดเผยว่าเป็นคอนเทนต์สนับสนุน สองคือมาตรฐานวิชาชีพ เช่นการกำหนดขอบเขตงานและโครงสร้างราคา สามคือความรับผิดชอบในฐานะสื่อสาธารณะ เพราะครีเอเตอร์วันนี้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคไม่ต่างจากสื่อกระแสหลัก

สำหรับเด็กเชียงราย การเข้าร่วมเครือข่ายแบบนี้หมายถึงมีคนช่วยเจรจาเมื่อถูกแพลตฟอร์มแบนโดยไม่เป็นธรรม มีแนวทางเรื่องภาษีและการเงิน และมีโอกาสเชื่อมกับแบรนด์ระดับประเทศที่ต้องการคนทำงานมืออาชีพ

เชียงราย เมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกคือแต้มต่อที่กรุงเทพไม่มี

ในขณะที่กฎหมายและแพลตฟอร์มบีบให้ทุกคนต้องทำของแท้ เชียงรายกลับมีต้นทุนที่คนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ องค์การยูเนสโกประกาศให้เชียงรายเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ หรือ UNESCO Creative City of Design

เมืองนี้ไม่ได้มีดีแค่ดอยและวัด แต่มีระบบนิเวศสร้างสรรค์ที่กำลังทำงานจริง งาน Chiangrai Sustainable Design Week 2024 ภายใต้แนวคิด Chiangrai Creature นำเสนอวิธีแก้ปัญหา PM 2.5 ผ่านโครงการ SMOG ที่เปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรเป็นเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์การแพทย์ หรือกิจกรรมสล่ากาแฟที่เล่าเรื่องความประณีตของคนปลูกกาแฟบนดอย

ต่อยอดด้วยโครงการ Chiang Rai Fashion to The World Season 4 ในปี 2569 ที่รวมนักออกแบบจากไทย เมียนมา สปป.ลาว และจีน ชิงเงินรางวัลรวม 530,000 บาท และมีแฟชั่นโชว์บนถนนที่ด่านแม่สายช่วงปลายปี นี่คือวัตถุดิบชั้นดีสำหรับ Original Content ที่อัลกอริทึมของ Meta ต้องการ

ตัวอย่างระดับประเทศก็มีให้เห็นแล้ว ลิซ่าทำให้ลูกชิ้นยืนกินบุรีรัมย์ดังไปทั่วโลก มิลลิทำให้ข้าวเหนียวมะม่วงกลายเป็นกระแสบนเวที Coachella พลังเหล่านี้ไม่ได้มาจากสคริปต์โฆษณาแต่มาจากความจริงแท้ของวัฒนธรรม

เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนวิธีคิด จากคำต้องห้ามสู่คำปลอดภัย

บทเรียนสำคัญที่สุดสำหรับสายรีวิวคือการเปลี่ยนคำพูด AI ของ อย. ถูกสอนให้จับคำกลุ่มเสี่ยงทันที เช่น รักษา บำบัด แก้ บรรเทา หายขาด ฆ่าเชื้อ ดีท็อกซ์ ศักดิ์สิทธิ์ วิเศษ หรือคำความงามอย่างขาวกระจ่างใสทันที ลบเลือนริ้วรอย หน้าเด้ง ขาวอมชมพู รวมถึงคำลดน้ำหนักอย่างลดทันที สลายไขมัน ดักจับไขมัน ผอมใน 7 วัน

คำเหล่านี้คือประตูสู่การถูกปิดกั้น ทางรอดคือหันไปใช้ภาษาที่อธิบายตามจริง เช่น ช่วยดูแล ปลอบประโลม มีส่วนช่วยสนับสนุนสุขภาพ เพื่อสุขอนามัยที่ดี ผิวแลดูกระจ่างใสขึ้น ช่วยบำรุงผิว ให้ผิวแลดูเรียบเนียน หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่าง

การเปลี่ยนคำไม่ใช่การลดความน่าสนใจ แต่คือการเพิ่มความน่าเชื่อถือและทำให้แบรนด์ใหญ่กล้าจ้างงานระยะยาว

สูตรรอดของเด็กเชียงราย Original บวกวัฒนธรรมบวกจริยธรรม

เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ทางรอดของครีเอเตอร์เชียงรายจึงไม่ใช่การวิ่งตามเทรนด์ในกรุงเทพ แต่คือการกลับบ้านและเล่าเรื่องที่ไม่มีใครเล่าได้

หนึ่งคือทำของแท้ ถ่ายเอง ตัดเอง ใส่บริบทวัฒนธรรมล้านนา ชาติพันธุ์ หรือวิถีชีวิตจริง สองคือใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้สร้าง ให้ AI ช่วยแปลซับไตเติลเป็นภาษาอังกฤษหรือจีนเพื่อรับนักท่องเที่ยว ช่วยวิเคราะห์คีย์เวิร์ด SEO ช่วยจัดตารางโพสต์ แต่ให้มนุษย์เป็นคนตัดสินใจสุดท้าย สามคือยึดมาตรฐาน TCCA เปิดเผยสปอนเซอร์ ตรวจสอบเลข อย. ก่อนรับงาน และเก็บหลักฐานสัญญาให้ครบ

นี่คือการเปลี่ยนจากนักรีวิวที่รอรับบรีฟ มาเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่แบรนด์ต้องวิ่งเข้าหา เพราะคุณมีทั้งความน่าเชื่อถือทางกฎหมายและความได้เปรียบทางอัลกอริทึม

ทางรอดไม่ใช่ยอดวิวแต่คือความน่าเชื่อถือ

ยุคที่คอนเทนต์ก็อปปี้แล้วปังได้จบลงแล้วจริงๆ ทั้งรัฐและแพลตฟอร์มกำลังทำความสะอาดระบบนิเวศพร้อมกัน ตัวเลข 121,494 โฆษณาที่ถูกปิดและผู้ใช้ 20 ล้านคนที่หายไปจาก Meta คือหลักฐานว่าการทำคอนเทนต์แบบเดิมอยู่ไม่ได้

สำหรับเด็กเชียงราย นี่คือโอกาสทอง เพราะในมือมีสิ่งที่ AI สร้างไม่ได้และกฎหมายปกป้อง นั่นคือเรื่องราวของเมืองสร้างสรรค์ ภูเขา กาแฟ ผ้าทอ และผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์

Creator Economy มูลค่า 45,000 ล้านบาทกำลังรอคนที่พร้อมจะเล่นตามกติกาใหม่ คนที่เปลี่ยนจากคำว่าหายขาดเป็นคำว่าช่วยดูแล คนที่เปลี่ยนจากการดูดคลิปเป็นการลงพื้นที่ถ่ายทำ คนที่ยอมรับว่าตัวเองคือสื่อและต้องมีจริยธรรม

เมื่อทำได้ครบ ความอยู่รอดจะไม่ใช่เรื่องของดวงแต่เป็นเรื่องของมาตรฐาน และมาตรฐานนั้นจะทำให้เด็กเชียงรายไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่เป็นสื่อสร้างสรรค์ที่ทั้ง AI และกฎหมายยอมรับ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ กบัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 
  • Meta 
  • สมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย TCCA 
  • องค์การยูเนสโก UNESCO 
  • ข้อมูลภาพรวมตลาด Creator Economy ประเทศไทยปี 2568 มูลค่าประมาณ 45,000 ล้านบาท จำนวนครีเอเตอร์กว่า 9 ล้านคน เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 25 ถึง 30 ต่อปี
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ปางขอนคอฟฟี่เฟสติวัล ครั้งที่ 1ชุมชนเล็กเชียงรายสะท้อนอนาคตกาแฟไทยท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศและราคาพุ่งพิก

ปางขอนสู่เวทีกาแฟโลก เมื่อชุมชนเล็กในเชียงรายสะท้อนอนาคตกาแฟไทยท่ามกลางวิกฤตภูมิอากาศ ราคาพุ่ง และโจทย์ใหม่ของผู้บริโภค

เชียงราย,23 มีนาคม 2569 – เรื่องราวที่เริ่มจากหมู่บ้านเล็ก แต่สะเทือนไปถึงตลาดโลก ในห้วงเวลาที่โลกกาแฟกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากความผันผวนของสภาพอากาศ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การขนส่งที่ไม่แน่นอน และราคาตลาดที่เหวี่ยงตัวแรง เรื่องราวจาก บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย กลับสะท้อนอีกด้านหนึ่งของวงการกาแฟได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือด้านของ ต้นน้ำ ที่ยังเต็มไปด้วยความหวัง ความพยายาม และความเชื่อว่ากาแฟหนึ่งถ้วยไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตร แต่คือผลลัพธ์ของแรงงาน ความรู้ เวลา และความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งห่วงโซ่

การจัดงาน PANGKHON COFFEE FESTIVAL ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือพื้นที่พบปะของคนรักกาแฟเท่านั้น หากแต่เป็นภาพแทนของชุมชนผู้ปลูกกาแฟที่ต้องการเล่าเรื่องของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ชุมชนนี้ไม่ได้มีชื่อเสียงจากสายพันธุ์หายากที่ตลาดระดับบนคุ้นหู แต่สร้างการยอมรับจาก ความตั้งใจในทุกขั้นตอนการผลิต จนกาแฟจากพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้สามารถก้าวขึ้นไปอยู่บนเวทีการแข่งขันได้

เมื่อมองให้กว้างขึ้น เรื่องของปางขอนไม่ได้แยกขาดจากโลกภายนอก ตรงกันข้าม มันกำลังเชื่อมโยงอยู่กับแรงสั่นสะเทือนจากตลาดกาแฟโลกอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในบราซิล การลดลงของปริมาณส่งออกจากประเทศผู้ผลิตหลัก ไปจนถึงราคากาแฟที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว และเมื่อบทสนทนาเรื่องกาแฟขยายต่อไปถึงสุขภาพผู้บริโภค งานวิจัยใหม่ ๆ ก็ยิ่งทำให้กาแฟกลายเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และการตัดสินใจของผู้คนจำนวนมาก

Pangkhon Coffee Festival เวทีเล็กของชุมชนที่ส่งเสียงดังเกินขนาดพื้นที่

บรรยากาศของงานที่บ้านปางขอนถูกวางขึ้นด้วยแนวคิดเรียบง่ายแต่ชัดเจน นั่นคือการเชื้อเชิญให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของกาแฟจาก ต้นทางจริง ไม่ใช่ผ่านฉลากหรือคำโฆษณา แต่ผ่านการพบปะเกษตรกร ผู้คั่ว ผู้ขายร้านกาแฟ และผู้เกี่ยวข้องในวงการอย่างใกล้ชิด งานนี้จึงไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะเทศกาลบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เปิดให้เห็นว่า กาแฟหนึ่งแก้วเดินทางผ่านฤดูกาล การดูแล และการร่วมแรงกันของชุมชนอย่างไร

สารที่ชัดที่สุดจากผู้จัดคือ ปางขอนไม่ได้พยายามสร้างภาพว่าตนเองเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่มีแต่เมล็ดพันธุ์หรูหรา ตรงกันข้าม ชุมชนกลับย้ำว่า พวกเขาไม่มีเกอิชา ไม่มีชื่อสายพันธุ์ที่ได้ยินแล้วผู้คนต้องตื่นเต้นในทันที สิ่งที่พวกเขามีคือกาแฟ คาติมอร์ จากชุมชนเล็ก ๆ ที่ได้รับการยอมรับบนเวทีการแข่งขันด้วยคุณภาพที่เกิดจากกระบวนการทำงานอย่างละเอียดและจริงจัง ประเด็นนี้ทำให้งานดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อวงการกาแฟไทย เพราะมันกำลังเปลี่ยนวิธีมองคุณค่าของกาแฟจากการยึดติดกับชื่อสายพันธุ์ ไปสู่การให้ความสำคัญกับฝีมือและการจัดการของคนปลูก

ภายในงานยังมีกิจกรรมที่ช่วยเชื่อมผู้คนหลายกลุ่มเข้าหากัน ทั้งการชิมกาแฟจากแหล่งปลูกจริง การพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกโดยตรง การแข่งขันดริปกาแฟ การทำคัปปิง และการเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้เบื้องหลังของแต่ละฟาร์ม สิ่งเหล่านี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงอีเวนต์เชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่าง ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ของวงการกาแฟไทยอย่างเป็นรูปธรรม

กาแฟคาติมอร์กับบทพิสูจน์ว่า คุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อสายพันธุ์เพียงอย่างเดียว

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้งานนี้น่าจับตา คือการที่ชุมชนปางขอนเลือกเล่าเรื่องกาแฟของตนผ่าน ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา กาแฟคาติมอร์อาจไม่ใช่ชื่อที่ปลุกกระแสความตื่นเต้นในตลาดพิเศษเท่ากับสายพันธุ์หายากบางชนิด แต่ประวัติศาสตร์ของกาแฟหลายพื้นที่ก็แสดงให้เห็นชัดว่า เมล็ดพันธุ์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ตัวตัดสินคุณภาพทั้งหมด

สิ่งที่ทำให้กาแฟก้าวไปสู่เวทีการแข่งขันหรือได้รับการยอมรับจากนักชิม ไม่ได้อยู่ที่พันธุกรรมของพืชเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ การดูแลสวน การเก็บเกี่ยว การคัดเลือกผลเชอร์รี การแปรรูป การตาก การเก็บรักษา และการเข้าใจรสชาติ ของผลผลิตตัวเองอย่างลึกซึ้ง การที่ชุมชนปางขอนสามารถผลักดันกาแฟจากพื้นที่ขึ้นไปสู่เวทีระดับประเทศได้ จึงมีความหมายมากกว่าความสำเร็จเชิงชื่อเสียง เพราะมันคือการยืนยันว่าความใส่ใจในรายละเอียดทุกจุดสามารถยกระดับผลผลิตของชุมชนได้จริง

นัยของเรื่องนี้ยังส่งผลต่อเกษตรกรไทยในวงกว้าง เพราะช่วยตั้งคำถามใหม่ต่ออุตสาหกรรมว่า ประเทศไทยจะเติบโตในโลกกาแฟพิเศษด้วยการไล่ตามกระแสสายพันธุ์ราคาแพงเพียงอย่างเดียว หรือจะเติบโตด้วยการยกระดับองค์ความรู้ของเกษตรกรในพื้นที่เดิมให้แข็งแรงขึ้น ปางขอนอาจยังเป็นหมู่บ้านเล็กในเชิงขนาด แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างเชิงสัญลักษณ์ว่า คุณภาพที่ยั่งยืนเริ่มจากความเข้าใจและความตั้งใจ มากกว่าคำเรียกที่สวยงามบนบรรจุภัณฑ์

เมื่อเกษตรกรไม่ใช่เพียงผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่เป็นผู้สร้างคุณค่าให้ทั้งห่วงโซ่

อีกจุดเด่นของงานคือการชูบทบาทเกษตรกรในฐานะ ผู้สร้างสรรค์ มากกว่าจะถูกมองเป็นเพียงผู้ส่งมอบวัตถุดิบต้นทาง แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวงการกาแฟไทย เพราะในอดีตเกษตรกรมักอยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นมากนักในสายตาผู้บริโภค ปลายน้ำมักเป็นผู้เล่าเรื่องแทนต้นน้ำ ขณะที่คุณค่าจริงซึ่งเริ่มจากไร่ กลับถูกย่อให้เหลือเพียงชื่อแหล่งปลูกหรือรหัสฟาร์ม

ในงานปางขอน ผู้เข้าร่วมสามารถพูดคุยกับเกษตรกรโดยตรง รับฟังเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละแก้ว และทำความรู้จักเมล็ดกาแฟจากแต่ละฟาร์มอย่างใกล้ชิด การเปิดโอกาสเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มประสบการณ์ให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ในอุตสาหกรรมให้สมดุลขึ้น เพราะเมื่อคนดื่มเข้าใจต้นทุนและความทุ่มเทของคนปลูกมากขึ้น การตัดสินใจด้านราคาหรือการสนับสนุนสินค้าชุมชนก็มีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปด้วย

ในมุมของการสื่อสาร งานลักษณะนี้ยังมีคุณค่าต่อการสร้าง ความน่าเชื่อถือเชิงเนื้อหา อย่างมาก เพราะเรื่องเล่าที่ออกมาจากปากผู้ปลูกโดยตรงย่อมมีน้ำหนักและมีมิติที่แตกต่างจากคำโปรยทางการตลาดทั่วไป ชุมชนที่กล้าพาผู้บริโภคเข้าไปพบกับต้นทาง ย่อมกำลังแสดงความมั่นใจในคุณภาพและกระบวนการของตนเอง และนี่คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของความยั่งยืนที่วงการกาแฟไทยกำลังต้องการ

เวทีเสวนาในงานปางขอนกับโจทย์ใหญ่เรื่องอนาคตกาแฟไทย

ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นของงานชุมชน ประเด็นที่หนักแน่นที่สุดกลับอยู่บนเวทีเสวนา ซึ่งหยิบยกคำถามสำคัญต่ออนาคตกาแฟไทยขึ้นมาพิจารณาอย่างตรงประเด็น หนึ่งในหัวข้อคือ วิกฤตอนาคตกาแฟไทยกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และทางรอดสู่ความยั่งยืน ส่วนอีกหัวข้อคือ กาแฟพิเศษไทยกับการต่อยอดธุรกิจในอนาคต สองประเด็นนี้ไม่ได้แยกจากกัน แต่สะท้อนภาพเดียวกันว่า อุตสาหกรรมกาแฟไทยกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างโอกาสและความเปราะบาง

สาระสำคัญของเวทีลักษณะนี้อยู่ที่การทำให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นความจริงร่วมกันว่า โลกของกาแฟไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยรสนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับภูมิอากาศ เศรษฐกิจ การค้า และความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับตัว หากฤดูกาลเปลี่ยน ฝนตกไม่ตามรอบ อุณหภูมิสูงขึ้น หรือโรคพืชรุนแรงขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ผลผลิตในไร่ แต่จะไหลไปสู่ราคาต้นทุน รายได้ชุมชน คุณภาพเมล็ด และความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด

การมีพื้นที่ที่เกษตรกร คนคั่ว ร้านกาแฟ และผู้สนใจทั่วไปนั่งฟังประเด็นเดียวกัน จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยต่อการสร้าง ระบบนิเวศกาแฟที่เข้าใจปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างทำงานอยู่ในวงปิดของตนเอง เพราะในท้ายที่สุด หากคนปลูกอยู่ไม่ได้ ธุรกิจปลายน้ำก็ไม่อาจยั่งยืนเช่นกัน

วิกฤตจากบราซิลเตือนโลกว่า สภาพอากาศสุดขั้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ขณะที่ชุมชนในเชียงรายกำลังพยายามสร้างพื้นที่แห่งความหวัง ข่าวจากฝั่งบราซิลกลับตอกย้ำด้านมืดของอุตสาหกรรมกาแฟโลกอย่างชัดเจน รายงานที่ถูกรวบรวมในข้อมูลที่แนบมาระบุว่า พื้นที่ปลูกกาแฟสำคัญในรัฐ มีนัสเชไรส์ เผชิญน้ำท่วมใหญ่และดินถล่มจากฝนตกหนัก โดยมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนและมีประชาชนอีกหลายพันคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักคือเมือง จุยซ์ เด ฟอรา ซึ่งมีปริมาณฝนในเดือนกุมภาพันธ์มากกว่า 750 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2531 อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความผิดปกติทางอากาศ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ผลิตอาหารและพืชเศรษฐกิจของโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงที่คาดเดายากขึ้นทุกปี

ผลการศึกษาที่อ้างถึงยังระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้นไม่ได้มีเพียงฝนที่ตกหนัก แต่รวมถึง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เสี่ยง การตัดไม้ทำลายป่า และระบบระบายน้ำที่ไม่ดี นั่นหมายความว่า วิกฤตภูมิอากาศกับปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมกำลังทำงานร่วมกันจนสร้างความสูญเสียหนักขึ้น เมื่อมองจากมุมนี้ ปัญหากาแฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องพืชผลเสียหาย แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คน โครงสร้างเมือง และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่

ผลกระทบต่ออุปทานโลก เมื่อบราซิล เวียดนาม และโคลอมเบียส่งออกลดลงพร้อมกัน

ผลสะเทือนจากสภาพอากาศและปัจจัยตลาดกำลังแสดงออกอย่างเด่นชัดผ่านตัวเลขส่งออกของประเทศผู้ผลิตสำคัญ ข้อมูลที่แนบมาระบุว่า การส่งออกเมล็ดกาแฟดิบของบราซิลในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 27 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 137,670 ตัน ขณะที่เวียดนามลดลง 20 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 142,300 ตัน และโคลอมเบียลดลงมากถึง 32 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 48,420 ตัน

การที่ประเทศผู้ผลิตหลักหลายแห่งเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวพร้อมกัน ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของตลาดโลก และยิ่งทำให้ราคาปรับขึ้นได้ง่ายขึ้นในช่วงที่ผู้ซื้อกังวลเรื่องความเพียงพอของสินค้า ปัจจัยนี้ยิ่งเด่นชัดเมื่อพิจารณาควบคู่กับปริมาณสินค้าคงคลังในตลาด ICE ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำ โดยข้อมูลระบุว่าสินค้าคงคลังกาแฟอาราบิก้ายังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

น่าสนใจด้วยว่า กาแฟจากบราซิลในคลัง ICE มีสัดส่วนเพียงประมาณ เปอร์เซ็นต์ ของสินค้าคงคลังทั้งหมด สะท้อนว่าระดับราคาในเวลานั้นอาจยังไม่ดึงดูดพอให้ผู้ส่งออกบางส่วนเร่งนำสินค้าออกสู่ตลาด ผลลัพธ์คือภาวะสำรองอุปทานยังตึงต่อเนื่อง และยิ่งทำให้ตลาดมีความผันผวนสูงขึ้นตามแรงซื้อขายและกระแสเก็งกำไร

ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นภายใต้แรงกดดันจากอุปทาน ต้นทุน และการเงิน

เมื่ออุปทานหดตัวพร้อมกับความกังวลเรื่องสภาพอากาศ ราคากาแฟโลกจึงขยับขึ้นอย่างมีนัย ข้อมูลที่แนบระบุว่า สัญญาซื้อขายกาแฟอาราบิก้าปรับขึ้น 8.63 เปอร์เซ็นต์ และโรบัสต้าปรับขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนในตลาดนิวยอร์ก สัญญาอาราบิก้าเดือนพฤษภาคม 2026 ขยับขึ้นแตะ 309.75 เซนต์สหรัฐต่อปอนด์ ขณะที่ตลาดลอนดอนระบุว่าโรบัสต้าส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2026 ปิดที่ 3,664 ดอลลาร์ต่อตัน

แรงผลักดันของราคาไม่ได้มาจากปัจจัยผลผลิตอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของ ต้นทุนการผลิต ที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาดีเซล ปุ๋ย และอุปกรณ์การเกษตร ซึ่งล้วนกดดันต้นทุนของเกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่ นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความกังวลต่อการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ยังเพิ่มภาระด้านโลจิสติกส์ ทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมรับแรงกระเพื่อมเพิ่มขึ้น

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือ เงินทุนเก็งกำไร ซึ่งกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง โดยข้อมูลระบุว่าสถานะซื้อสุทธิของกองทุนบริหารเงินทุนในหุ้นอาราบิก้าเพิ่มขึ้นเกือบ 6,000 สัญญา หรือราว 30 เปอร์เซ็นต์ แตะระดับ 24,252 สัญญา ภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ราคากาแฟในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสมการอุปสงค์และอุปทานพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินทุนในตลาดการเงินโลกอย่างมากด้วย

เวียดนามสะท้อนภาพตลาดภายในประเทศ เมื่อราคาฟื้นแต่การซื้อขายยังระมัดระวัง

ในฝั่งตลาดภายในประเทศของเวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตโรบัสต้ารายสำคัญของโลก ราคาเมล็ดกาแฟดิบในเขตที่ราบสูงตอนกลางปรับตัวขึ้นแรงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ราคาขยับขึ้น 3,300 ถึง 3,500 ดงต่อกิโลกรัม หรือราว 3.6 ถึง 3.9 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ราคากลับมาอยู่ในช่วง 93,000 ถึง 94,000 ดงต่อกิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะฟื้นตัวอย่างแข็งแรง แต่กิจกรรมซื้อขายจริงกลับยังค่อนข้างระมัดระวัง เกษตรกรจำนวนหนึ่งยังเลือกเก็บสต็อกไว้ เพราะคาดหวังว่าราคาจะขยับขึ้นต่อ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในตลาดสินค้าเกษตรช่วงราคาขาขึ้น นั่นคือเมื่อผู้ถือสินค้ามองว่าราคาปัจจุบันอาจยังไม่ใช่จุดดีที่สุด อุปทานที่ออกสู่ตลาดก็ยิ่งจำกัด และยิ่งหนุนราคาให้สูงขึ้นอีกเป็นวงจร

สำหรับตลาดโลก ภาพจากเวียดนามสำคัญมาก เพราะโรบัสต้าไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบของกาแฟสำเร็จรูปเท่านั้น แต่ยังเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในสูตรผสมของอุตสาหกรรมกาแฟหลายประเภท การฟื้นตัวของราคาในเวียดนามจึงส่งสัญญาณไปยังผู้ซื้อทั่วโลกว่า ต้นทุนกาแฟในระยะต่อไปอาจยังอยู่ในระดับสูง และการวางแผนจัดซื้อจำเป็นต้องเผื่อความเสี่ยงมากกว่าที่ผ่านมา

กาแฟเชียงรายผงาด “เมนสตรีม”! ประธาน CCL ชี้วิกฤตโลกคือโอกาสทอง ดันคุณภาพสู้ศึกนำเข้า

นายพงศกร อารีศิริไพศาล ประธานกลุ่มคนรักกาแฟเชียงราย (Chiang Rai Coffee Lovers – CCL) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ถึงทิศทางอุตสาหกรรมกาแฟไทยท่ามกลางมรสุมวิกฤตโลก โดยย้ำชัดว่า “กาแฟเชียงราย” ก้าวข้ามคำว่ากระแส สู่การเป็นฟันเฟืองหลักทางเศรษฐกิจของจังหวัดอย่างเต็มตัว

วิกฤตสงคราม: ดาบสองคมของกาแฟนำเข้า นายพงศกร วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ กาแฟนำเข้า” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่ของต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ความผันผวนของค่าเงิน และดัชนีตลาดหุ้น

“หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อจนเกินไป ผลกระทบหลักจะตกอยู่ที่กาแฟจากต่างประเทศ ซึ่งจุดนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้กาแฟในท้องถิ่นได้รับความสนใจมากขึ้น”

สู้โลกร้อนด้วย “กาแฟใต้ร่มไม้” ในประเด็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลให้ผลผลิตลดลงจากสภาวะแล้ง ทางกลุ่ม CCL ได้เสนอทางออกเชิงรุกด้วยการรณรงค์ให้เกษตรกร ปลูกกาแฟใต้ร่มไม้” (Shade-grown coffee)

  • เพิ่มพื้นที่ป่า: เพื่อรักษาความเย็นและความชื้นในพื้นที่ปลูก
  • ยั่งยืน: เป็นการปรับตัวให้อยู่รอดกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change)

จาก “กระแส” สู่ “Mainstream” และงานใหญ่ที่กำลังจะมาถึง ประธาน CCL ยืนยันว่า ปัจจุบันกาแฟไม่ใช่เพียงสินค้าแฟชั่นที่มาแล้วไป แต่ได้กลายเป็น เมนสตรีม” หรือวัฒนธรรมหลักของเชียงรายไปแล้ว เพื่อเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งนี้ ขณะนี้ทางกลุ่มกำลังอยู่ในขั้นตอน ขออนุมัติงบประมาณจัดงานประกวดกาแฟเชียงรายครั้งใหญ่ “การจัดประกวดไม่ใช่แค่การหาผู้ชนะ แต่คือการยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกรเชียงรายให้ก้าวสู่ระดับสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่ากาแฟบ้านเรามีคุณภาพไม่แพ้ใครในโลก” นายพงศกร กล่าวทิ้งท้าย

จากปางขอนถึงบราซิล บทเรียนร่วมกันคือความเปราะบางของต้นน้ำ

เมื่อพิจารณาเรื่องราวทั้งหมดร่วมกัน จะพบว่าทั้งงานเทศกาลที่ปางขอนและวิกฤตในบราซิลต่างกำลังพูดถึงแกนกลางเดียวกัน นั่นคือ คุณค่าของต้นน้ำและความเปราะบางของผู้ปลูกกาแฟ เพียงแต่สองพื้นที่นี้สะท้อนคนละด้านของเหรียญ ฝั่งปางขอนคือด้านของศักยภาพ ความพยายาม และการรวมพลังของชุมชน ส่วนฝั่งบราซิลคือด้านของความเสี่ยงระดับมหภาคที่อาจทำลายทั้งชีวิตและผลผลิตภายในเวลาอันสั้น

บทเรียนสำคัญคือ โลกของกาแฟจะไม่ยั่งยืนได้เลย หากสังคมยังมองผู้ปลูกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่แทนที่ได้ง่าย เพราะในความเป็นจริง ทุกแก้วกาแฟพึ่งพาเสถียรภาพของต้นน้ำอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ อากาศ ระบบชุมชน หรือความสามารถในการรับมือกับความผันผวน หากต้นน้ำอ่อนแอ ปลายน้ำย่อมไม่มั่นคงเช่นกัน

นั่นทำให้กิจกรรมอย่าง Pangkhon Coffee Festival มีความหมายเกินกว่าพื้นที่จัดงาน เพราะมันกำลังสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ทำให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการหันกลับไปมองต้นทางด้วยความเข้าใจมากขึ้น และในระยะยาว วัฒนธรรมแบบนี้อาจกลายเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยผลักดันให้การค้ากาแฟไทยเดินไปสู่ความเป็นธรรมและความยั่งยืนมากกว่าเดิม

งานวิจัยด้านสุขภาพทำให้กาแฟไม่ใช่เพียงสินค้า แต่เป็นวิถีชีวิตที่มีข้อมูลรองรับมากขึ้น

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม กาแฟยังเชื่อมโยงกับมิติด้านสุขภาพอย่างน่าสนใจ ข้อมูลที่แนบมาระบุถึงงานวิจัยหลายชิ้นที่ติดตามผลของการดื่มกาแฟต่อสุขภาพหัวใจ สมอง และการเสียชีวิตจากสาเหตุต่าง ๆ โดยการศึกษาหนึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกว่า 41,463 คน และพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นหลักในช่วงเช้ามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด

อีกการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์และมีผู้เข้าร่วม 131,821 คน พบว่า การดื่มกาแฟ 2 ถึง 3 แก้วต่อวัน หรือชา 1 ถึง 2 แก้วต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ข้อมูลอีกชุดหนึ่งระบุว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลเป็นประจำอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์ลดลง 34 เปอร์เซ็นต์ โรคพาร์กินสันลดลง 37 เปอร์เซ็นต์ และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคระบบประสาทเสื่อมลดลงถึง 47 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี แก่นสำคัญของข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การทำให้กาแฟกลายเป็นยาวิเศษ แต่คือการยืนยันว่า กาแฟในปริมาณเหมาะสมและอยู่ในบริบทการใช้ชีวิตที่สมดุล อาจมีบทบาทเชิงบวกต่อสุขภาพได้ นี่ทำให้ตลาดกาแฟในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องรสชาติหรือแหล่งปลูกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวโน้มการบริโภคเพื่อสุขภาพมากขึ้นด้วย

ชาและกาแฟกับข้อถกเถียงใหม่ของผู้บริโภคยุคข้อมูลแน่น

ข้อมูลที่แนบยังเสนอการเปรียบเทียบที่น่าสนใจระหว่าง ชา และ กาแฟ ในมุมของสุขภาพหัวใจและสมอง โดยหลักฐานบางส่วนชี้ว่า ชา โดยเฉพาะชาเขียว อาจได้เปรียบด้านระบบหัวใจและหลอดเลือดจากสารโพลีฟีนอลเฉพาะกลุ่มที่ช่วยเรื่องความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและการไหลเวียนโลหิต ขณะที่กาแฟดูจะมีข้อมูลรองรับมากกว่าในเรื่องการปกป้องสมองและการทำงานด้านการรับรู้ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเหนือกว่าอย่างเด็ดขาด แต่คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มเลือกเครื่องดื่มด้วยฐานข้อมูลมากขึ้น ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ถามเพียงว่ากาแฟแก้วนี้อร่อยหรือไม่ แต่ยังถามด้วยว่ามันมาจากไหน ใครปลูก มีผลต่อสุขภาพอย่างไร และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของตนหรือไม่ คำถามแบบนี้กำลังเปลี่ยนตลาดจากการแข่งขันเรื่องรสชาติสู่การแข่งขันเรื่อง ความหมาย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ

สำหรับวงการกาแฟไทย นี่อาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โอกาสคือการเล่าเรื่องกาแฟไทยในฐานะสินค้าที่มีต้นทางชัดเจน มีชุมชนรองรับ และมีวิธีบริโภคที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต แต่ความท้าทายคือผู้ผลิตและผู้ขายต้องสื่อสารข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่เกินจริง และเคารพหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด

เมื่อกาแฟหนึ่งแก้วสะท้อนทั้งชุมชน เศรษฐกิจโลก และอนาคตที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน

เรื่องราวจากปางขอนอาจเริ่มต้นจากงานเล็ก ๆ บนดอยในเชียงราย แต่เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับภาพใหญ่ของโลก จะเห็นว่ากาแฟหนึ่งแก้วกำลังสะท้อนโจทย์สำคัญของยุคสมัยอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องการพัฒนาชุมชน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความผันผวนของตลาดโลก ตลอดจนความใส่ใจด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ในด้านหนึ่ง ชุมชนปางขอนกำลังพิสูจน์ว่า ความตั้งใจในทุกขั้นตอน สามารถพากาแฟจากพื้นที่เล็ก ๆ ไปสู่การยอมรับที่ใหญ่กว่าได้ อีกด้านหนึ่ง วิกฤตในบราซิลและความตึงตัวของอุปทานโลกก็กำลังเตือนว่า อนาคตของอุตสาหกรรมนี้ไม่มั่นคงเลยหากยังขาดการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านภูมิอากาศและต้นทุนการผลิต

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าผู้คนจะมองกาแฟในฐานะเครื่องดื่มยามเช้า สินค้าเศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรมร่วมสมัย ความจริงอย่างหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ กาแฟไม่ใช่เรื่องเล็ก มันเชื่อมตั้งแต่ผืนดินบนดอยไปจนถึงตลาดล่วงหน้า เชื่อมจากเกษตรกรท้องถิ่นไปถึงผู้บริโภคในเมือง และเชื่อมจากบทสนทนาในชุมชนไปสู่คำถามใหญ่ของโลก หากสังคมต้องการอนาคตกาแฟที่มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน การมองเห็นต้นน้ำอย่างที่ปางขอนพยายามชวนให้เห็น อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • PANGKHON COFFEE FESTIVAL ครั้งที่ 1 บ้านปางขอน จังหวัดเชียงราย วันที่ 21 มีนาคม 2569 รวมถึงรายละเอียดกิจกรรม เวทีเสวนา และสารจากชุมชนผู้จัดงาน
  • soha.vn 
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • ภาพโดย : เพจ Pang Khon Specialty Coffee
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

นิทรรศการ Elements of Nature โดยพุทธรักษ์ ดาษดา ศิลปะเหนือจริงที่ชวนคนเชียงรายทวงคืนอากาศสะอาด

นิทรรศการ Elements of Nature กับคำถามใหญ่ของเชียงราย

เชียงราย,14 มีนาคม 2569 – ในเดือนมีนาคม 2569 ไม่ได้มีเพียงบรรยากาศของเมืองศิลปะที่ยังคงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง แต่ยังมีอีกฉากหนึ่งที่คนในพื้นที่คุ้นเคยดี นั่นคือเรื่องของสิ่งแวดล้อม อากาศ และความเปราะบางของชีวิตประจำวันที่เชื่อมโยงกับฝุ่นควันและการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ในจังหวะเวลาแบบนี้ นิทรรศการ Elements of Nature โดย พุทธรักษ์ ดาษดา จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นพื้นที่ให้คนเดินดูภาพหรือถ่ายรูปกับงานศิลปะเท่านั้น หากกำลังทำหน้าที่คล้ายกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกที่อยู่รอบตัวอย่างเงียบแต่ชัดเจน งานนี้เปิดแสดงที่ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569 เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้มูลนิธิมดชนะภัยเพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาผ่านการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย

เมื่อศิลปะไม่ได้หยุดอยู่ที่ความงาม

ถ้ามองเพียงผิวหน้า งานนี้คือการจัดแสดง จิตรกรรมและประติมากรรมไม้ ที่เล่าเรื่องธรรมชาติผ่านแสงแดด ดิน น้ำ ลม พืช สัตว์ และมนุษย์ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดของนิทรรศการให้ครบ จะเห็นว่าแกนแท้ของงานไม่ได้อยู่ที่การบรรยายความสวยงามของสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การชี้ให้เห็นว่าทุกองค์ประกอบล้วนพึ่งพาซึ่งกันและกัน และกำลังเผชิญแรงกดดันจากความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน งานลักษณะนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อจัดขึ้นในเชียงราย เมืองที่มีฐานทางวัฒนธรรมแข็งแรง มีเครือข่ายศิลปินเข้มข้น และในเวลาเดียวกันก็เผชิญโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง การเปิดนิทรรศการในพื้นที่บ้านเก่าแก่ของบ้านสิงหไคลจึงเหมือนทำให้ผู้ชมไม่ได้เพียงมองงาน แต่ได้เดินเข้าไปอยู่ในบทสนทนาระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์เมือง และอนาคตของชุมชนพร้อมกัน ข่าวชิ้นนี้จึงมีนัยสำคัญมากกว่าข่าวกิจกรรมศิลปะทั่วไป เพราะมันแตะทั้งมิติทางวัฒนธรรม สุขภาพสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระดับที่จับต้องได้

จุดเริ่มต้นของงานที่บ้านสิงหไคล

บ้านสิงหไคลไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงานธรรมดา แต่เป็นอาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าหนึ่งศตวรรษที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2460 และภายหลังได้รับการใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่ของมูลนิธิมดชนะภัย รวมถึงพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยในเชียงราย แง่นี้ทำให้นิทรรศการ Elements of Nature มีพลังเชิงบรรยากาศอย่างชัดเจน เพราะตัวสถานที่เองก็เป็นเหมือนหลักฐานของเวลา การเปลี่ยนผ่าน และการอยู่ร่วมกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ในเชิงข่าว พื้นที่ลักษณะนี้ช่วยยกระดับการรับรู้ของผู้ชมจากการ “ชมงาน” ไปสู่การ “อ่านบริบท” ได้ลึกขึ้น ผู้ชมไม่ได้ยืนอยู่ในห้องขาวแบบแกลเลอรีสมัยใหม่ แต่ยืนอยู่ในบ้านพักโบราณยุคมิชชันนารีที่แบกประวัติศาสตร์เมืองไว้ในโครงสร้างเดียวกันกับงานศิลปะร่วมสมัย จึงไม่แปลกที่หลายหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมและสื่อศิลปะจะช่วยประชาสัมพันธ์งานนี้ เพราะสถานที่และเนื้อหาสนับสนุนกันอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุใดงานนี้จึงถูกจับตาในจังหวะเวลานี้

คำตอบอยู่ที่เวลาและบริบทของเชียงรายเอง ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานหลายวันต่อเนื่องว่าพื้นที่ในเชียงรายมีค่า PM2.5 เกินมาตรฐาน 24 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยมีบางวันค่าฝุ่นในบางจุดแตะระดับเกิน 50 หรือเกิน 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เช่น แม่สาย เชียงของ และเขตเมืองเชียงรายในบางวันของต้นเดือนมีนาคม ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ประเด็นเรื่องอากาศสะอาดไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เป็นเรื่องที่คนในพื้นที่รับรู้ผ่านลมหายใจทุกวัน เมื่อมีนิทรรศการที่เชื่อมรายได้ไปสู่โครงการลดการเผาและสนับสนุนการผลิต Biochar งานศิลปะจึงไม่ได้ลอยอยู่เหนือชีวิตจริง แต่กำลังวางตัวเองลงบนปัญหาที่ชุมชนกำลังเผชิญอยู่ตรงหน้า นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้งานนี้มีสถานะเป็นทั้งข่าวศิลปะและข่าวสาธารณะในเวลาเดียวกัน

รู้จักศิลปินผู้แปลงธรรมชาติเป็นภาษาภาพ

พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นศิลปินอิสระชาวเชียงราย เกิดปี 2529 และเป็นเจ้าของ ดาษดาสตูดิโอ เธอจบการศึกษาสาขาทัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และเคยมีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับการวาดภาพพฤกษศาสตร์ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ของมหาวิทยาลัย ประสบการณ์ดังกล่าวสำคัญมาก เพราะมันทำให้งานของเธอไม่ได้เริ่มจากการมองธรรมชาติอย่างผิวเผิน แต่เกิดจากการสังเกตระบบนิเวศจริง ทั้งพืช แมลง สัตว์ ฤดูกาล และวัฏจักรการผุพังย่อยสลาย ข้อมูลจากประกาศนิทรรศการและสื่อที่เคยสัมภาษณ์ศิลปินสะท้อนตรงกันว่า งานของพุทธรักษ์มีลักษณะผสมระหว่างความสมจริงกับความเหนือจริง เธอหยิบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดรวมถึงมนุษย์มาประกอบกันเป็นภาพที่ชวนตีความ แต่ยังคงยึดโยงกับความจริงของธรรมชาติอยู่เสมอ ผลลัพธ์คือผลงานที่ดูงดงามในระยะแรก แต่เมื่อมองนานขึ้นจะพบชั้นความคิดเรื่องความสัมพันธ์ ความเปราะบาง และการเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ภายใน

พุทธรักษ์ ดาษดา จากพฤกษศาสตร์สู่โลกเหนือจริง

เส้นทางของพุทธรักษ์น่าสนใจตรงที่เธอไม่ได้เริ่มต้นจากการสร้างภาพแฟนตาซีลอยตัว แต่เริ่มจากการมองโลกจริงอย่างละเอียดก่อน แล้วค่อยเปิดพื้นที่ให้จินตนาการเข้าไปประสานกับความจริง จากข้อมูลประกอบนิทรรศการและบทสัมภาษณ์ที่ผู้จัดเตรียมไว้ เธออธิบายว่าการทำงานของตนไม่ได้หยุดอยู่แค่การเขียนพืช ดอกไม้ หรือแมลง แต่รวมถึง “ตัวเรา” ในฐานะสัญลักษณ์ของมนุษย์ด้วย นั่นทำให้งานไม่ได้พูดถึงธรรมชาติในแบบที่มนุษย์เป็นคนนอก หากพูดในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของวงจรเดียวกัน วิธีคิดเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อการตีความ เพราะผู้ชมจะไม่สามารถยืนมองธรรมชาติจากระยะปลอดภัยได้อีกต่อไป แต่ต้องยอมรับว่าตัวเองก็อยู่ในระบบเดียวกับแสงแดด ดิน น้ำ ลม และสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งหมด เมื่อศิลปินใช้แนวทางเหนือจริงเข้ามาผสม ความหมายของงานจึงไม่ปิดตายอยู่ที่คำอธิบายเดียว แต่เปิดให้คนดูเชื่อมโยงกับประสบการณ์ชีวิตของตนเองได้ด้วย

ภาพวาด ประติมากรรมไม้ และมนุษย์ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าจับตามองอีกประการคือการใช้ทั้ง จิตรกรรม และ ประติมากรรมไม้ ร่วมกัน การใช้วัสดุและรูปแบบที่ต่างกันช่วยให้เรื่อง “ธรรมชาติ” ไม่ได้ถูกเล่าในมิติเดียว ภาพวาดเปิดพื้นที่ของอารมณ์และการตีความ ขณะที่งานไม้มีน้ำหนักทางวัตถุและความรู้สึกสัมผัสมากกว่า ยิ่งเมื่อนำไปจัดวางในบ้านโบราณที่มีวัสดุไม้และพื้นผิวเก่าจริงอยู่แล้ว ผู้ชมจะยิ่งรู้สึกว่าศิลปะไม่ได้ถูกแยกออกจากสิ่งแวดล้อม แต่แทรกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างแนบเนียน จากคำอธิบายของศิลปินที่ผู้จัดงานเผยแพร่ งานชุดนี้ต้องการบันทึกความธรรมดาของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ผู้คนมักมองข้าม หรือภาพธรรมชาติที่อาจหายไปในวันหนึ่ง ความคิดนี้ฟังดูเรียบง่าย แต่กลับหนักแน่นมาก เพราะมันเตือนว่าความสูญเสียครั้งใหญ่จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์รุนแรงเสมอไป บางครั้งเริ่มจากการที่ผู้คนคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย จนกระทั่งสิ่งสำคัญหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว

บ้านสิงหไคล พื้นที่จัดแสดงที่มีความหมายมากกว่าสถานที่

ในเชิงข่าวศิลปะ สถานที่จัดแสดงมักถูกเขียนเพียงเป็นข้อมูลกำกับ แต่สำหรับงานนี้ บ้านสิงหไคลคือองค์ประกอบหนึ่งของเรื่องเล่าอย่างชัดเจน อาคารแห่งนี้เป็นโบราณสถานสำคัญของเชียงราย และได้รับการใช้เป็นพื้นที่สร้างกิจกรรมทางศิลปะและสังคมอย่างต่อเนื่อง การที่มูลนิธิมดชนะภัยใช้พื้นที่นี้ทั้งในฐานะที่ทำการ พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ศิลปะ ทำให้บ้านสิงหไคลกลายเป็นตัวอย่างของการใช้มรดกทางสถาปัตยกรรมให้มีชีวิตร่วมกับปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่ถูกเก็บเงียบไว้เบื้องหลังเชือกกั้น การชม Elements of Nature ในบริบทเช่นนี้จึงเสมือนการเดินผ่านสามชั้นเวลาไปพร้อมกัน ชั้นแรกคืออดีตของตัวอาคาร ชั้นที่สองคือปัจจุบันของงานศิลปะ และชั้นที่สามคืออนาคตของชุมชนที่งานพยายามเชื่อมไปถึงผ่านโครงการสิ่งแวดล้อม ความหมายของงานจึงไม่จบเมื่อผู้ชมออกจากห้องนิทรรศการ แต่ยังต่อเนื่องไปถึงคำถามว่าเมืองจะดูแลธรรมชาติและมรดกของตัวเองอย่างไรในระยะยาว

บ้านเก่าแก่ที่กลายเป็นพื้นที่ศิลปะร่วมสมัย

จากข้อมูลของแหล่งท่องเที่ยวทางการและข้อมูลของ Thailand Biennale บ้านสิงหไคลเป็นอาคารที่มีประวัติยาวนานเกิน 100 ปี สร้างขึ้นในบริบทของงานมิชชันนารีตะวันตกในเชียงรายก่อนจะถูกบูรณะและเปิดบทบาทใหม่ในฐานะพื้นที่สาธารณะทางศิลปะ สิ่งนี้ทำให้ที่นี่ไม่ใช่เพียงฉากสวยงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างมีความหมาย สำหรับงานที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและโลกที่เชื่อมถึงกัน สถานที่เช่นนี้ยิ่งทำให้เนื้อหางานคมชัดขึ้น เพราะตัวบ้านเองก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงและการดูแลรักษามาเช่นกัน เมื่อผู้ชมก้าวเข้าไปในพื้นที่ จึงเหมือนได้พบทั้งงานศิลปะและบทเรียนเรื่องการอนุรักษ์ในคราวเดียวกัน นี่เป็นจุดแข็งเชิงสื่อสารที่ทำให้งานมีเสน่ห์และคุณค่าต่อคนทำข่าว เพราะภาพรวมทั้งหมดสามารถเล่าเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลื่นไหล ไม่แยกขาดเป็นส่วน ๆ

บรรยากาศของสถานที่กับการตีความงาน

บรรยากาศของบ้านสิงหไคลมีผลต่อวิธีอ่านงานอย่างมาก บ้านไม้เก่า ผนัง พื้นผิว แสงธรรมชาติ และจังหวะของพื้นที่ภายใน ล้วนช่วยลดความรู้สึกเป็นทางการแบบพิพิธภัณฑ์ลง แล้วเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดแทน ผู้ชมจึงมีแนวโน้มจะไม่ได้มองงานอย่างรีบเร่ง แต่ค่อย ๆ ซึมซับความสัมพันธ์ระหว่างรูปทรง สี วัสดุ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว นี่สอดคล้องกับสิ่งที่ศิลปินสื่อผ่านข้อมูลที่ผู้จัดเตรียมไว้ว่า งานของเธอเกิดจากการเฝ้ามองสภาวะแวดล้อมจริง และอยากสะกิดให้ผู้คนสังเกตสิ่งธรรมดาที่อาจเลือนหายไปในอนาคต ในแง่นี้ บ้านสิงหไคลทำหน้าที่เหมือนขยาย “อารมณ์ของงาน” ให้ชัดขึ้นอีกระดับ เพราะตัวสถานที่เองก็ชวนให้ผู้ชมช้าลง มองนานขึ้น และรู้สึกถึงเวลาที่ไหลผ่านธรรมชาติและสังคมพร้อมกัน นั่นทำให้การชมงานครั้งนี้มีคุณสมบัติของการใคร่ครวญ ไม่ใช่แค่การเสพความงามแบบฉาบฉวย

แกนกลางของนิทรรศการที่พูดกับเชียงรายโดยตรง

หากต้องสรุปใจความหลักของ Elements of Nature ให้กระชับที่สุด คงพูดได้ว่านี่คืองานที่พยายามทำให้ผู้คนเห็นว่า “ธรรมชาติไม่ใช่ของไกลตัว” และ “การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ข่าวของใครคนอื่น” จากคำอธิบายของนิทรรศการ ธรรมชาติในงานไม่ได้มีแค่ต้นไม้หรือสัตว์ แต่รวมมนุษย์อยู่ในวงจรเดียวกันด้วย มุมมองเช่นนี้สำคัญมากต่อการสื่อสารสาธารณะ เพราะมันตัดวิธีคิดแบบแยกส่วนออกไป เมื่อปัญหาฝุ่นควันเกิดขึ้น มนุษย์ไม่ได้ยืนอยู่คนละฝั่งกับธรรมชาติ แต่เป็นทั้งผู้ได้รับผลกระทบและเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาเหตุด้วย การนำประเด็นนี้มาพูดผ่านศิลปะทำให้เนื้อหาเข้าถึงผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้ดีกว่าภาษาทางวิชาการหรือรายงานเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว มันอาจไม่ให้คำตอบตรงไปตรงมาเหมือนรายงานวิจัย แต่ให้สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือความรู้สึกร่วมและแรงสะท้อนภายในที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมในระยะยาว

ธรรมชาติไม่ใช่ฉากหลัง แต่เป็นชีวิตที่เชื่อมถึงกัน

ในโลกข่าวสารปัจจุบัน คนมักเห็นประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรายวัน เช่น วันนี้ค่าฝุ่นเท่าไร มีจุดความร้อนกี่จุด หรือพื้นที่ใดได้รับผลกระทบหนักที่สุด ข้อมูลเหล่านี้จำเป็น แต่บางครั้งก็ทำให้ผู้คนติดอยู่กับการรับรู้แบบแยกตอน งานของพุทธรักษ์พยายามพาผู้ชมกลับไปเห็นโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือธรรมชาติในฐานะเครือข่ายชีวิตที่เชื่อมถึงกันทุกส่วน แสงแดด ดิน น้ำ ลม พืช สัตว์ และมนุษย์ ไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวเหมือนตัวละครคนละเรื่อง แต่พึ่งพากันตลอดเวลา เมื่อส่วนหนึ่งเสียสมดุล อีกหลายส่วนย่อมสะเทือนตามไปด้วย ความคิดแบบนี้ฟังดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นสิ่งที่สังคมมักหลงลืม เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่ผลักให้ผู้คนมองผลกระทบแบบเฉพาะหน้า งานศิลปะจึงเข้ามาทำหน้าที่เหมือนหยุดเวลา แล้วชวนให้คนกลับไปมองภาพใหญ่ของความสัมพันธ์เหล่านี้อีกครั้ง

เมื่อความเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเริ่มปรากฏในผืนผ้าใบ

จากบทสัมภาษณ์ประกอบที่ผู้จัดงานจัดเตรียม ศิลปินชี้ชัดว่าในช่วงที่ผ่านมา เธอเห็นสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่น่ากังวลมากขึ้น ทั้งมลพิษและผลกระทบที่พบระหว่างการออกไปสำรวจโลกธรรมชาติเพื่อหาแรงบันดาลใจ ความสำคัญของคำพูดนี้อยู่ที่มันไม่ได้มาจากนักวิเคราะห์นโยบายหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่มาจากคนทำงานศิลปะที่ใช้เวลาสังเกตธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และรับรู้ความเปลี่ยนแปลงผ่านประสบการณ์ตรง นี่ทำให้น้ำเสียงของงานไม่ใช่การรณรงค์แบบประกาศคำขวัญ แต่เป็นการสะกิดด้วยความรู้สึกจริง ศิลปินไม่ได้อ้างว่างานของตนจะเปลี่ยนโลกได้ทันที หากเพียงหวังว่าผู้ชมจะมองเห็นสิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปและไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นเพียงภาพบันทึกในแคนวาสเท่านั้น น้ำเสียงแบบนี้เองที่ทำให้งานน่าเชื่อถือในเชิงอารมณ์ และส่งผลให้ข่าวชิ้นนี้มีความลึกมากกว่าการรายงานกำหนดการนิทรรศการทั่วไป

จากการชมงานสู่การลงมือช่วยชุมชน

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้งานนี้โดดเด่นอย่างชัดเจนคือการประกาศว่าจะนำ รายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิมดชนะภัย เพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย ตรงนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญจากศิลปะในฐานะการสื่อสาร ไปสู่ศิลปะในฐานะกลไกสนับสนุนการลงมือทำจริง ในมุมของคนอ่านข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้มีมูลค่ามาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่างานสร้างสรรค์สามารถเชื่อมไปสู่การจัดการปัญหาสาธารณะได้ ไม่ใช่แค่หยิบประเด็นสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นธีมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความหมายของข่าวจึงไม่ได้อยู่แค่การมีนิทรรศการใหม่ในเชียงราย แต่คือการเห็นรูปธรรมของความร่วมมือระหว่างภาคศิลปะกับภาคสังคม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่หลายเมืองทั่วโลกพยายามผลักดัน แต่ในระดับท้องถิ่นยังไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก การที่โครงการนี้เกิดขึ้นในเชียงราย จึงมีนัยเชิงแบบอย่างต่อวงการสร้างสรรค์ท้องถิ่นด้วย

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อไปที่ใด

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของงานระบุตรงกันหลายแหล่งว่า รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้ มูลนิธิมดชนะภัย เพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar ความชัดเจนของวัตถุประสงค์เช่นนี้สำคัญมากต่อความน่าเชื่อถือ เพราะผู้ชมรู้ตั้งแต่ต้นว่าการซื้อผลงานหรือของที่ระลึกไม่ได้จบแค่การเป็นเจ้าของงานศิลปะ แต่ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะของพื้นที่ ในภาวะที่ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามกับกิจกรรมเพื่อสังคมที่คลุมเครือ การประกาศจุดหมายของเงินอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสำหรับงานข่าว การมีเส้นทางของเงินที่ตรวจสอบได้ก็ช่วยลดความกำกวมในการนำเสนอ ทำให้ข่าวสามารถชี้ให้เห็น “ผลลัพธ์ทางสังคม” ได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่รายงานเพียงอุดมการณ์หรือถ้อยคำสวยงามที่วัดผลไม่ได้

โครงการ Biochar กับความหวังเรื่องปอดสะอาดของคนเชียงราย

ในเชิงวิชาการ Biochar คือวัสดุคล้ายถ่านที่ได้จากการให้ความร้อนกับชีวมวลภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำหรือแทบไม่มีออกซิเจน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติอธิบายว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพทั้งด้านการปรับปรุงดินและการกักเก็บคาร์บอนระยะยาว เมื่อถูกนำไปใช้กับเศษวัสดุชีวมวล ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางจัดการของเหลือทางเกษตรโดยไม่ต้องจบลงที่การเผากลางแจ้งทั้งหมด แน่นอนว่า Biochar ไม่ใช่คำตอบเดียวของปัญหาฝุ่นควัน และไม่ควรถูกนำเสนอเกินจริงว่าแก้ได้ทุกอย่าง แต่การที่มูลนิธิมดชนะภัยผลักดันโครงการลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญ คือพยายามหาวิธีเปลี่ยนของเหลือให้มีคุณค่าแทนการกลายเป็นแหล่งควันพิษ เมื่อเชื่อมกับสถานการณ์ PM2.5 ของเชียงรายในช่วงมีนาคม 2569 ข่าวนี้จึงมีนัยเชิงปฏิบัติ ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาษาสัญลักษณ์ของศิลปะเพียงอย่างเดียว

สถานการณ์ PM2.5 ของเชียงรายในเดือนมีนาคม 2569

สิ่งที่ทำให้นิทรรศการนี้น่าสนใจในเชิงข่าวมากขึ้น คือมันเปิดขึ้นตรงช่วงที่เชียงรายยังอยู่ในกรอบความกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ในหลายวันช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่ามีพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง บางพื้นที่แตะระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และบางวันสูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ถูกหยิบมาเพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่ออธิบายว่าทำไมงานศิลปะที่พูดเรื่องธรรมชาติและนำรายได้ไปสนับสนุนโครงการลดการเผาจึงมีความหมายกับคนเชียงรายในเวลานี้ การมีข้อมูลจริงรองรับทำให้ข่าวไม่ลอยไปทางอารมณ์อย่างเดียว แต่ยืนอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ด้วย นี่คือรูปแบบการสื่อสารข่าวที่สมดุลระหว่างความรู้สึกและข้อมูล ซึ่งเหมาะกับผู้อ่านที่ต้องการใช้ข่าวไปประกอบการตัดสินใจหรือทำงานเชิงชุมชนต่อยอด

ศิลปะจะเปลี่ยนอะไรได้จริงแค่ไหน

คำถามนี้สำคัญและควรถามอย่างตรงไปตรงมา ศิลปะหนึ่งนิทรรศการไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่นควันหรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเอง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าศิลปะไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม งานแบบนี้มีคุณค่าตรงที่มันเปิดพื้นที่ให้สังคมมองปัญหาด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง จากเดิมที่ผู้คนอาจรับรู้เรื่องฝุ่นผ่านตัวเลขและประกาศรายวัน งานศิลปะทำให้ปัญหากลายเป็นเรื่องที่สัมผัสได้ทางอารมณ์และคุณค่าชีวิต ขณะเดียวกัน เมื่อมีการเชื่อมรายได้ไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรม มันก็ขยับจากการ “รับรู้” ไปสู่การ “มีส่วนร่วม” อย่างน้อยในระดับหนึ่ง นี่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนโลกทั้งใบในทันที แต่คือการเปลี่ยนวิธีที่คนหนึ่งคนมองความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับธรรมชาติ และบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงระดับชุมชนก็เริ่มจากสิ่งเล็กเช่นนี้เอง

มิติข่าวที่ผู้อ่านควรจับตา

ถ้าจะอ่านข่าวนี้ให้ครบ ไม่ควรมองเพียงมิติของงานเปิดตัวนิทรรศการ แต่ควรเห็นอย่างน้อยสามชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือข่าววัฒนธรรมและศิลปะ เพราะนี่เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของศิลปินเชียงรายที่มีพัฒนาการต่อเนื่อง ชั้นที่สองคือข่าวสิ่งแวดล้อม เพราะเนื้อหางานและเป้าหมายของรายได้โยงเข้ากับปัญหาอากาศและการลดการเผาโดยตรง ชั้นที่สามคือข่าวชุมชน เพราะบ้านสิงหไคลและมูลนิธิมดชนะภัยกำลังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมภาคศิลปะกับภาคสาธารณะให้ทำงานร่วมกันได้จริง เมื่อนำทั้งสามชั้นมาซ้อนกัน ข่าวชิ้นนี้จึงมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากกว่าการรู้ว่า “มีนิทรรศการใหม่” เพราะมันกำลังบอกว่าศิลปะในเชียงรายกำลังขยับบทบาทจากการเป็นกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาสาธารณะอย่างจริงจัง และนั่นคือพัฒนาการสำคัญที่ควรถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นด้วย

ประเด็นเด่นที่กระทบชีวิตและชุมชน

ประเด็นเด่นที่สุดของข่าวนี้คือการที่งานศิลปะเชื่อมตรงกับโจทย์สิ่งแวดล้อมของจังหวัดในช่วงเวลาจริง ไม่ใช่เพียงหยิบประเด็นสีเขียวมาใช้เป็นฉากหลัง ประเด็นต่อมาคือความชัดเจนของผลลัพธ์สาธารณะจากรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ชมรู้ว่าการสนับสนุนงานจะส่งผลต่ออะไรต่อไป อีกประเด็นสำคัญคือการทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ผ่านการเปิดให้ชมฟรี ต่างจากงานศิลปะบางประเภทที่ถูกจำกัดอยู่ในวงเฉพาะ นี่ทำให้โอกาสเกิดการรับรู้ข้ามกลุ่มสูงขึ้น และเอื้อต่อการขยายบทสนทนาเรื่องสิ่งแวดล้อมออกไปสู่สังคมวงกว้างมากขึ้น ในมุมข่าวชุมชน นี่คือคุณค่าที่จับต้องได้ชัดเจน

ประเด็นรองที่สะท้อนบทบาทใหม่ของวงการศิลปะ

ส่วนประเด็นรองที่ไม่ควรมองข้ามคือบทบาทของศิลปินท้องถิ่นในฐานะผู้สังเกตการณ์สังคม ศิลปินอย่างพุทธรักษ์ไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตงานเพื่อความงามเพียงอย่างเดียว แต่กำลังทำหน้าที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมผ่านภาษาภาพด้วย อีกด้านหนึ่ง มูลนิธิมดชนะภัยและบ้านสิงหไคลก็สะท้อนโมเดลของสถาบันทางสังคมที่ใช้พื้นที่ศิลปะเป็นเครื่องมือสื่อสารประเด็นสาธารณะ หากแนวทางนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เชียงรายมีระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงยิ่งขึ้น คือมีทั้งศิลปิน พื้นที่จัดแสดง และองค์กรสาธารณะที่ทำงานเชื่อมกัน ไม่ใช่ทำงานต่างคนต่างอยู่ นี่อาจเป็นประเด็นที่ดูรองลงมา แต่ในระยะยาวกลับมีความสำคัญต่อการพัฒนาเมืองไม่น้อยไปกว่าตัวนิทรรศการเอง

บทสรุปสำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปดูหรือไม่

สำหรับคนที่ยังลังเลว่าจะไปชมนิทรรศการนี้ดีหรือไม่ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณเป็นคนชอบศิลปะมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณอยากเข้าใจเชียงรายในช่วงเวลานี้ลึกขึ้นหรือไม่ เพราะ Elements of Nature ไม่ได้ชวนให้เราไปดูเพียงภาพสวยหรือประติมากรรมที่จัดวางอย่างมีรสนิยม แต่ชวนให้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ สุขภาพของชุมชน และบทบาทของคนธรรมดาในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แม้งานจะไม่ได้ส่งเสียงดัง แต่กลับมีน้ำหนักในแบบที่ค่อย ๆ ซึมเข้าไปในความคิดของผู้ชม ยิ่งเมื่อรู้ว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกส่งต่อไปสนับสนุนโครงการลดการเผาและการผลิต Biochar งานนี้ก็ยิ่งมีมิติที่เกินกว่าการชมศิลปะทั่วไป สำหรับเมืองอย่างเชียงรายที่กำลังต่อรองกับทั้งโอกาสทางวัฒนธรรมและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ข่าวนี้จึงไม่ใช่เรื่องเบาเลย หากเป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่งานสร้างสรรค์กำลังพยายามเข้าไปอยู่กลางโจทย์สาธารณะอย่างสงบ แต่จริงจัง

ข้อมูลการเข้าชมที่ควรรู้

นิทรรศการ Elements of Nature จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย เปิดให้เข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของบ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย และหน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ร่วมเผยแพร่ข่าวสารของงานนี้ได้โดยตรง

นิทรรศการครั้งนี้ก็เช่นกัน มันไม่ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนโลกในคืนเดียว แต่กำลังบอกอย่างเงียบ ๆ ว่า หากเราไม่เริ่มมองธรรมชาติใหม่ ไม่เริ่มเชื่อมความงามกับความรับผิดชอบ และไม่เริ่มเปลี่ยนการรับรู้ให้กลายเป็นการลงมือทำ วันหนึ่งสิ่งที่เหลืออยู่ของหลายอย่างอาจเป็นเพียงบันทึกบนผืนผ้าใบอย่างที่ศิลปินกังวลไว้เท่านั้น และสำหรับเชียงราย เมืองที่มีทั้งความงาม ความทรงจำ และบาดแผลจากปัญหาสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน คำเตือนเช่นนี้ไม่ควรถูกมองข้าม

คำถามที่พบบ่อย

  1. นิทรรศการ Elements of Nature จัดถึงวันไหน

นิทรรศการจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ถึง 7 มิถุนายน 2569 ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย และเปิดให้เข้าชมฟรีตามวันและเวลาที่กำหนด

  1. งานนี้มีค่าเข้าชมหรือไม่

ไม่มีค่าเข้าชม ผู้จัดเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี เวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์

  1. รายได้จากงานจะนำไปใช้อะไร

รายได้จากการจำหน่ายผลงานและของที่ระลึกหลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้มูลนิธิมดชนะภัยเพื่อสนับสนุนโครงการลดการเผาโดยการผลิต Biochar เพื่อปอดสะอาดสำหรับคนเชียงราย

  1. ทำไม Biochar จึงถูกพูดถึงในข่าวนี้

เพราะเป็นหนึ่งในแนวทางจัดการชีวมวลที่มีศักยภาพด้านการปรับปรุงดินและการกักเก็บคาร์บอน โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า Biochar สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการที่ดินและการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แม้จะไม่ใช่คำตอบเดียวของทุกปัญหาก็ตาม

  1. เหตุใดนิทรรศการนี้จึงมีนัยสำคัญต่อเชียงราย

เพราะจัดขึ้นในช่วงที่เชียงรายยังเผชิญความกังวลเรื่อง PM2.5 และในเวลาเดียวกันก็เชื่อมศิลปะเข้ากับการสนับสนุนโครงการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องทั้งด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของชุมชน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกสร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • บทสัมภาษณ์ พุทธรักษ์ ดาษดา เป็นศิลปินอิสระชาวเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

สัมภาษณ์พิเศษ “เฟรนช์ฟรายส์” ธิดาดอย 2569 เผยเคล็ดลับชนะใจกรรมการด้วยรอยยิ้มจริงใจและชุดชาติพันธุ์ไตหย่า

สาวงามอำเภอพานคว้ามงกุฎธิดาดอยปี 2569 เปิดใจครั้งแรกหลังคว้าชัยชนะ ย้ำไม่ให้ข้อจำกัดมาตีกรอบความสามารถ

เชียงราย 4 ก.พ. 2569 – เมื่อแสงไฟเวทีกลางงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ยังคงส่องสว่างไสวท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของผู้คนนับพันที่แห่มาร่วมงาน สำหรับสาวงามคนหนึ่งจากอำเภอพาน คืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เมื่อ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “น้องเฟรนช์ฟรายส์” สามารถคว้ามงกุฎแห่งความภาคภูมิใจ ตำแหน่ง “ธิดาดอย ประจำปี 2569” มาครองได้อย่างสมศักดิ์ศรี

การประกวดครั้งนี้จัดขึ้นภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดเชียงราย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปี เมืองเชียงราย และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับสาวงามผู้คว้าใจกองเชียร์และคณะกรรมการไปครองหลังจากคว้ามงกุฎมาได้ใหม่ๆ เพื่อเปิดเรื่องราวและความรู้สึกที่แท้จริงของธิดาดอยคนใหม่ ตลอดจนแรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้

คืนแห่งความภาคภูมิใจบนเวทีกลาง

ช่วงค่ำวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศบริเวณเวทีกลางภายในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดเต็มไปด้วยความคึกคัก เสียงเชียร์จากประชาชนที่เข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่น ลูกโป่งนับพันลูกที่ปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนถึงความตื่นเต้นและความคาดหวังที่มีต่อการประกวด “ธิดาดอย” ซึ่งนับเป็นหหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานในทุกปี

สาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายต่างแต่งกายด้วยชุดชาติพันธุ์ที่งดงามอลังการ สะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของแต่ละท้องถิ่น ผลการประกวดปรากฏว่า น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว สาวงามจากอำเภอพาน ผู้สวมชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้ด้วยความงดงาม บุคลิกภาพ และความสามารถที่โดดเด่น

ายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยคุณแม่วันดี พงษ์ไชย และรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้มอบรางวัลและแสดงความยินดีแก่ธิดาดอยคนใหม่ ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์อย่างกึกก้องจากผู้ร่วมงาน สร้างบรรยากาศแห่งความปีติยินดีที่แทบจะจับต้องได้

ขณะเดียวกัน รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ น.ส.สุภานันท์ สิริวรพร หรือ “น้องแพร” สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ น.ส.ปัณฑิตา อยู่ลือ หรือ “น้องสตางค์” สาวงามจากอำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งทั้งสองได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นผู้มอบรางวัลเช่นกัน

ส่วนรางวัลพิเศษ “ขวัญใจชาวดอย” ได้ตกเป็นของ น.ส.พรธิดา พุทธวีวรรณ หรือ “น้องดา” สาวงามจากอำเภอเชียงของ ที่สามารถคว้าหัวใจผู้ชมภายในงานไปครองจากเสียงเชียร์ ลูกโป่ง และกำลังใจอย่างล้นหลาม

ตัวตนที่แท้จริงหลังแสงไฟเวทีประกวด

เมื่อถามถึงที่มาของชื่อ “เฟรนช์ฟรายส์” ที่มีเอกลักษณ์และจดจำง่าย น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นว่า เบื้องหลังชื่อนี้มีเรื่องราวที่น่ารักและมีความหมายพิเศษ “คุณแม่ชื่อไก่ คุณพ่อชื่อป๋อป เลยตั้งชื่อว่า เฟรนฟราย ค่ะ เพราะอยากได้ชื่อที่ฟังดูน่ารัก จำง่าย และมีความหมายพิเศษจากคุณพ่อคุณแม่” นี่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นกับครอบครัวที่เป็นรากฐานสำคัญในชีวิตของเธอ

เมื่อถูกขอให้นิยามตัวเอง น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างตรงไปตรงมาและเรียบง่ายว่า “ยิ้มง่าย ยิ้มหวาน จริงใจค่ะ” คำตอบที่สั้นกระชับแต่สะท้อนถึงบุคลิกภาพที่แท้จริงของเธอ ความเป็นธรรมชาติและไม่ประดิษฐ์ตัวเองเป็นสิ่งที่ทำให้เธอโดดเด่นและเป็นที่รักของผู้คน

ในช่วงเวลาว่างที่ไม่ได้ประกวด น้องเฟรนช์ฟรายส์เล่าว่าเธอชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง กิจกรรมที่ไม่เพียงแต่ช่วยดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นช่องทางในการผ่อนคลายและสร้างสมาธิให้กับตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เธอพร้อมสำหรับการขึ้นเวทีประกวดในแต่ละครั้ง

ปัจจุบัน น้องเฟรนช์ฟรายส์กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ วิชาเอกคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย การเลือกศึกษาในสาขานี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับตัวเอง พร้อมกับการใช้ความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาสังคมต่อไป

แรงบันดาลใจและกำลังใจจากครอบครัว

เมื่อถูกถามว่าใครคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอมีความมั่นใจ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “คุณแม่ของเฟรนฟรายเองค่ะ เพราะแม่จะสอนให้เชื่อมั่นในตัวเองให้เยอะๆ เพราะจริงๆ แล้วเป็นคนขี้อายไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองค่ะ” คำตอบนี้เปิดเผยถึงอีกมิติหนึ่งของเธอที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นบนเวทีประกวด

การที่เธอยอมรับว่าตัวเองเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง แต่สามารถก้าวขึ้นมายืนบนเวทีประกวดที่มีคนมากมายจับจ้องมองได้อย่างมั่นใจ นั่นแสดงให้เห็นถึงความพยายาม การฝึกฝน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ

“ประกวดครั้งนี้ทำให้เฟรนฟรายมีสมาธิมากขึ้นค่ะ ไม่ค่อยลนและมีความมั่นใจมากขึ้นค่ะ เพราะเป็นปีที่ 2 แล้วที่เฟรนฟรายได้ร่วมประกวดธิดาดอย” เธอเล่าถึงบทเรียนและทักษะใหม่ที่ได้รับจากการประกวด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการประกวดไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อชิงชัย แต่เป็นเวทีในการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ

คติประจำใจและวิธีจัดการกับความกดดัน

เมื่อถามถึงคติประจำใจในการใช้ชีวิตและประโยคที่มักจะบอกตัวเองเวลาที่เหนื่อยหรือท้อ น้องเฟรนช์ฟรายส์แบ่งปันอย่างจริงใจว่า “ทำให้เต็มที่ค่ะ ผลลัพธ์จะเป็นยังไงช่างมัน ถ้าทำเสร็จเดี๋ยวก็ได้กลับไปบ้านไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านแล้วค่ะ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง เธอเน้นที่กระบวนการและการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยไม่ยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป และที่สำคัญคือการมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่พึ่งพิงทางใจเสมอ นี่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอสามารถรักษาความสงบนิ่งและความมั่นใจบนเวทีได้

สำหรับวิธีจัดการกับความตื่นเต้นหรือความกดดันเวลาต้องขึ้นเวทีใหญ่ๆ น้องเฟรนช์ฟรายส์เผยว่า “นั่งสมาธิก่อนขึ้นเวทีค่ะ แล้วก็นึกถึงพ่อขุนเม็งรายให้ท่านให้พร” วิธีนี้ช่วยให้เธอสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาและความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงราย

วินาทีแห่งชัยชนะและความรู้สึกที่แท้จริง

เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในวินาทีที่ประกาศชื่อว่าเป็น “ธิดาดอย ปี 2569” น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบด้วยความตรงไปตรงมาว่า “รู้สึกดีใจ ภูมิใจมากๆ ค่ะที่ทำได้แล้ว” ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมด้วยความหมาย สะท้อนถึงความสุขและความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ตนเองได้รับ

ในฐานะสาวงามจากอำเภอพาน การได้ทำหน้าที่ตัวแทนของอำเภอจนคว้ามงกุฎมาได้ เธอมีข้อความอยากบอกชาวอำเภอพานที่ส่งแรงใจเชียร์ว่า “ขอบคุณอำเภอพานทุกๆ หน่วยงาน ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและขอบคุณสำหรับลูกโป่งด้วยค่ะ อำเภอพานน่ารักมากๆ ค่ะ” คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกขอบคุณและความภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของอำเภอบ้านเกิด

เมื่อถูกถามว่าอะไรคือเสน่ห์หรือจุดเด่นของตัวเองที่คิดว่าชนะใจคณะกรรมการ น้องเฟรนช์ฟรายส์วิเคราะห์อย่างมีสติปัญญาว่า “บุคลิกภาพรวมไปถึงการตอบคำถามค่ะ และที่สำคัญรอยยิ้มที่จริงใจของเฟรนฟราย” จุดเด่นที่เธอกล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งที่มาจากภายในและความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแสดงออกที่ประดิษฐ์ขึ้นมา

ความหมายของ “ธิดาดอย” ในมิติที่ลึกซึ้ง

เมื่อถามถึงความหมายของคำว่า “ธิดาดอย” ในมุมมองของน้องเฟรนช์ฟรายส์ เธอตอบอย่างมีสาระและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบทบาทหน้าที่อย่างลึกซึ้งว่า “การที่ได้ส่งเสริมอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์ค่ะ ได้รักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นถึงความสวยงาม”

คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเธอแล้ว ตำแหน่ง “ธิดาดอย” ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นบทบาทที่มีความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงรายให้คงอยู่สืบไป

จังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง มีพี่น้องชาติพันธุ์กว่า 30 กลุ่ม แต่ละกลุ่มต่างมีวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ตำแหน่ง “ธิดาดอย” จึงเป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญในการนำเสนอความงดงามและคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้สังคมไทยและนานาชาติได้รับรู้และเข้าใจ

ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ไตหย่า

เมื่อถูกขอให้แนะนำ “ของดีเมืองพาน” หรือวัฒนธรรมเด่นของกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ให้นักท่องเที่ยวรู้จัก น้องเฟรนช์ฟรายส์อธิบายอย่างภาคภูมิใจว่า “ของดีอำเภอพานมีหลายอย่างเลยค่ะ มีลำไย ข้าวสาร และปลานิล แต่ถ้าให้เฟรนฟรายเลือกนำเสนอของดีหนึ่งอย่าง เฟรนฟรายจะนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าที่น้องเฟรนฟรายใส่ค่ะ เพราะเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและความภาคภูมิใจของพี่น้องไตหย่าอย่างแท้จริง”

ชาวไตหย่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในจังหวัดเชียงราย มีถิ่นฐานดั้งเดิมในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ชาวไตหย่ามีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะการทอเสื่อกกที่เริ่มต้นจากการที่กลุ่มที่ติดตามมิชชันนารีได้นำเหง้าต้นกกติดตัวมาจากบ้านเกิด จนพัฒนาให้กลายเป็นหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ปัจจุบัน “สาดไตหย่า” ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ชาวไตหย่ายังมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในด้านการแต่งกาย ด้วยการใช้ผ้าซิ่นสองผืน เสื้อตัวใน เสื้อคลุมตัวนอก ผ้าคาดเอวลาย และหมวก โดยเฉพาะผ้าคาดเอวที่ปักลวดลายและตกแต่งแถบผ้าหลากสีสันสวยงาม จนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเรียกชนกลุ่มนี้ว่า “ฮวาเย่าไต” ซึ่งแปลว่า ไตผ้าคาดเอว

การที่น้องเฟรนช์ฟรายส์เลือกนำเสนอชุดชาติพันธุ์ไตหย่าแทนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและความตระหนักถึงคุณค่าที่ยั่งยืนของมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอด

แนวคิดในการสืบสานวัฒนธรรมยุคใหม่

ต่อมาเมื่อถูกถามว่า ในยุคสมัยใหม่มีแนวคิดอย่างไรในการสืบสานประเพณีดั้งเดิมให้ยังคงอยู่และดูทันสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบอย่างชัดเจนว่า “ใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการประชาสัมพันธ์ค่ะ เพราะโซเชียลมีเดียมีผลต่อคนยุคใหม่มากๆ ค่ะ ในฐานะคนรุ่นใหม่เอง”

แนวคิดนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในพฤติกรรมและช่องทางการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ การใช้เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่และอนุรักษ์วัฒนธรรมไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมนั้นเสื่อมค่าลง แต่กลับเป็นการปรับรูปแบบการนำเสนอให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านสื่อดิจิทัลสามารถทำให้คนรุ่นใหม่ที่อาจจะห่างเหินจากวัฒนธรรมดั้งเดิมได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถนำเสนอความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้นานาชาติได้รับรู้ผ่านโลกออนไลน์ที่ไร้พรมแดน

ภารกิจแรกในฐานะธิดาดอยคนใหม่

เมื่อถูกถามถึงภารกิจแรกที่ตั้งใจจะทำร่วมกับเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงรายในฐานะธิดาดอยคนใหม่ น้องเฟรนช์ฟรายส์ตอบว่า “น้องเฟรนฟรายจะช่วยโปรโมทงานกาชาด และร่วมหมุนวงล้อสลากกาชาดในวันที่ 4 กุมภาพันธ์”

งานกาชาดเป็นกิจกรรมการกุศลที่สำคัญซึ่งจัดขึ้นเพื่อจัดหารายได้สำหรับใช้ในกิจการที่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนและงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย การที่ธิดาดอยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมกิจกรรมเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่ง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

ข้อความถึงสาวงามในอนาคตและแรงบันดาลใจสู่ความฝัน

ในท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์ เมื่อถูกขอให้ฝากข้อความถึงเด็กสาวบนดอยหรือสาวงามคนอื่นๆ ที่มีความฝันอยากก้าวมายืนจุดเดียวกับน้องในอนาคต น้องเฟรนช์ฟรายส์ฝากข้อความที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและกำลังใจว่า “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเราค่ะ ความงามที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากการอยู่บนเวที แต่เริ่มจากการเชื่อมั่นในตัวเอง”

ข้อความนี้มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่และเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง มันสะท้อนถึงการต่อสู้กับอคติและข้อจำกัดทางสังคมที่อาจมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หรือผู้ที่มาจากพื้นที่ห่างไกล การเน้นย้ำว่าความงามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ใช่จากการยืนบนเวที เป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกคนควรจดจำ

น้องเฟรนช์ฟรายส์เองก็เป็นตัวอย่างที่ดีของข้อความนี้ แม้จะเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองตามที่เธอเล่า แต่ด้วยการสนับสนุนจากครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยสอนให้เชื่อมั่นในตัวเอง ประกอบกับความมุ่งมั่นและการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จนสามารถพิชิตใจกองเชียร์และคณะกรรมการจนคว้ามงกุฎธิดาดอยมาครองได้ในที่สุด

บทสรุป

การประกวด “ธิดาดอย” นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลท์ที่สร้างสีสันให้กับงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 และสะท้อนถึงเสน่ห์ ความงดงาม รวมถึงอัตลักษณ์ของสาวงามจากแต่ละอำเภอในจังหวัดเชียงรายได้เป็นอย่างดี ตำแหน่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงามทั่วไป แต่เป็นเวทีที่สำคัญในการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย

ความสำเร็จของน.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว หรือ “น้องเฟรนช์ฟรายส์” ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นความภาคภูมิใจของอำเภอพาน ของชาวไตหย่า และของจังหวัดเชียงรายทั้งหมด เธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการสืบทอดวัฒนธรรม การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม

ข้อความที่เธอฝากไว้ “อย่าปล่อยให้ข้อจำกัดของชาติพันธุ์ ฐานะ หรือคำพูดของใคร มาตีกรอบความสามารถของเรา” จะคงอยู่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะสาวงามบนดอยที่มีความฝันอยากก้าวมายืนบนเวทีใหญ่ในอนาคต ให้เชื่อมั่นในตัวเอง กล้าที่จะฝัน และมุ่งมั่นพัฒนาตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนี้ไป น้องเฟรนช์ฟรายส์จะเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ธิดาดอย ปี 2569” อย่างเต็มความสามารถ ทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การอนุรักษ์วัฒนธรรม และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ ความมั่นใจที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง เธอพร้อมที่จะสร้างคุณประโยชน์และเป็นตัวแทนที่ดีของจังหวัดเชียงรายต่อไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (chiangrai.prd.go.th) – ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย (chiangrai.cdd.go.th) – รายงานการประชุมเตรียมการจัดงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาด ประจำปี 2569 เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ethnicity.sac.or.th) – ข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์ไตหย่า
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ – การสัมภาษณ์พิเศษ น.ส.เรือนระพี ยอดเรือนแก้ว (น้องเฟรนช์ฟรายส์) ธิดาดอย ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE SOCIAL & LIFESTYLE

ซอ สุริยา พัฒนาขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” คว้าอันดับ 1 งานพ่อขุนเม็งรายฯ 2569 ชูอัตลักษณ์ไทลื้อ

เบื้องหลัง “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ขบวนแห่อันดับหนึ่งงานพ่อขุนเม็งรายฯ ปี 2569 สะท้อนอัตลักษณ์ไทลื้อผ่านศิลปะ ศรัทธา และความสามัคคี

เชียงราย, 29 มกราคม 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศอันคึกคักของงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณสนามบินฝูงบิน 416 เชียงราย (สนามบินเก่า) ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 764 ปีเมืองเชียงราย ประเด็นที่กลายเป็นกระแสความสนใจอย่างมาก คือ ชัยชนะของขบวนแห่จากอำเภอเวียงแก่น ที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดขบวนแห่ทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความภาคภูมิใจสองเท่าของชาวเวียงแก่น เมื่อ “น้องจุนเจือ” หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 เป็นผู้ที่นั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปีนี้ สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวเวียงแก่นอย่างล้นเหลือ

อัตลักษณ์ไทลื้อ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ อำเภอเวียงแก่นซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ที่มีชนกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะชาวไทลื้อที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่โดดเด่น ชาวไทลื้อมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบเขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก่อนที่จะอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยบริเวณภาคเหนือตอนบน รวมถึงจังหวัดเชียงราย

คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่และเจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของขบวน “มหัศจรรย์เวียงแก่น” ว่า เป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชาวไทลื้อผ่านวิถีฮีตฮอยดั้งเดิม โดยเฉพาะการแห่ปราสาทหอแก้วหอคำ ซึ่งเป็นความเชื่อความศรัทธาที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านของสล่าไทลื้อ (ช่างไทลื้อ) ที่มีความชำนาญในการทำผาสาท (ปราสาท) ได้อย่างสวยงามและสืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ปราสาทหอแก้วหอคำ สัญลักษณ์แห่งศรัทธาและภูมิปัญญา ตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อ

ไฮไลท์สำคัญของขบวนแห่ปีนี้ คือ ปราสาทไทลื้อทั้ง 5 หลัง ประกอบด้วย ขันดอกผึ้ง ขันดอกเทียน ขันดอกหมาก ขันดอกข้าวตอก และขันดอกพลู ซึ่งล้วนเป็นเครื่องสักการะแบบไทลื้อที่มีความโดดเด่นและสืบทอดมาจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ และการนับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ การใช้มะพร้าวในการปักเครื่องสักการะ ซึ่งตามฮีตฮอยประเพณีของชาวไทลื้อนั้น ถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่สูงและมงคล จึงนำมาปักเครื่องสักการะถวายบูชาพระพุทธเจ้าและผู้มีบารมี โดยในครั้งนี้ เครื่องสักการะเหล่านี้ใช้บูชาพญามังรายและไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง ซึ่งสะท้อนถึงความจงรักภักดีของชาวไทลื้อที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นแฟ้น “เครื่องสักการะของชาวไทลื้อไม่ได้เป็นเพียงสิ่งของที่สวยงาม แต่คือ การเชื่อมโยงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สวรรค์ เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล และความกตัญญูที่ลูกหลานมีต่อบรรพบุรุษ” คุณซอ กล่าว

ซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ)

ชุดการแสดงที่สะท้อนความเป็นไทลื้อ ความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ

นอกจากปราสาทที่งดงามแล้ว ขบวนแห่ยังนำเสนอชุดการแสดง “เหอเหิมโม่นเยิมไทลื้อ” (ความสนุกสนานของชาวไทลื้อ) ซึ่งประกอบด้วยการแสดงหลากหลายรูปแบบที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและความเชื่อของชาวไทลื้อ

การแสดงเริ่มต้นด้วยกลองมองเชิงและฟ้อนนกไทลื้อ ที่บ่งบอกถึงความสุขความอุดมสมบูรณ์ของชุมชนไทลื้อ ตามด้วยฟ้อนก๋ายลายเจิง ซึ่งแสดงท่วงท่าการฟ้อนของผู้หญิงที่มีความอ่อนช้อยและแข็งแรงในการฟ้อน สะท้อนถึงความงามและความเข้มแข็งของหญิงไทลื้อ ในส่วนของผู้ชาย มีการแสดงฟ้อนดาบฟ้อนเจิง ที่แสดงถึงความแข็งแรงกล้าหาญของชายไทลื้อ ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตนที่มีมาแต่โบราณ

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมประทับใจเป็นพิเศษ คือ การฟ้อนมักก้อม (ลูกช่วง) เกี้ยวบ่าวสาวไทลื้อ ซึ่งสื่อถึงการจีบหาคู่ของบ่าวสาวไทลื้อในอดีต โดยผ่านการละเล่นโยนมะก้อม (ลูกช่วง) เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ไมตรีกันในระหว่างการละเล่น สะท้อนถึงวัฒนธรรมการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมไทลื้อที่อ่อนหวานและเต็มไปด้วยความหมาย

การแต่งกายที่สืบทอดประวัติศาสตร์แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โดดเด่นของขบวนแห่ คือ การแต่งกายของชาวไทลื้อแบบดั้งเดิมด้วยผ้าทอที่แม่หญิงไทลื้อได้ทอสวมใส่ ซึ่งชุดแม่หญิงไทลื้อที่นำมาใช้ในครั้งนี้ เป็นชุดที่เหมือนภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพ เมื่อปีพ.ศ. 2470

การเลือกใช้ชุดการแต่งกายที่มีที่มาจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แสดงถึงความตั้งใจในการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมการแต่งกาย โดยผ้าทอไทลื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น “ลายน้ำไหล” ที่เป็นเทคนิคการทอแบบเกาะหรือล้วง มีความยุ่งยากซับซ้อน แต่ทำให้เกิดลวดลายและสีสันที่งดงามแปลกตา ซึ่งถือเป็นศิลปาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวไทลื้อมาช้านาน ภายใต้ร่มพระบารมีของแม่ฟ้าพระพันปีหลวง

“การทอผ้าถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ชาวไทลื้อได้อยู่ดีกินดีมาตลอด และผ้าทอเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม แต่คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงฝีมือและความประณีตของหญิงไทลื้อ” คุณซอ กล่าวเสริม

ภาพถ่ายชาวไทลื้อท่าข้าม ลุ่มน้ำงาว เวียงแก่น ในงานรับเสด็จที่จังหวัดเชียงราย ในคราวพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประพาสมณฑลพายัพเมื่อปีพ.ศ. 2470 (ที่มา:หอจดหมายเหตุแห่งชาติ )
สุพจน์ ลังกาวีระนันท์ นายอำเภอเวียงแก่น

พลังแห่งความสามัคคี  การรวมตัวของคนในชุมชน ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของขบวนแห่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามของปราสาทหรือชุดการแสดง แต่คือพลังของความสามัคคีและความร่วมมือจากคนในชุมชน ทั้งผู้ใหญ่และกลุ่มเยาวชนที่มีความรักในด้านวัฒนธรรมและรู้ถึงรากเหง้าของตนเอง

การเตรียมงานต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่ชิ้นเล็กๆ จนถึงงานชิ้นใหญ่ ทั้งเครื่องสักการะ ปราสาทไทลื้อ เสื้อผ้า และอุปกรณ์การแห่ในขบวน โดยเน้นความเป็นพื้นบ้านที่มีในชุมชนและส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาของสล่า (ช่าง) ด้วย ซึ่งกระบวนการทำงานนี้ ทำให้เยาวชนได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น

“การเตรียมงานขบวนแห่นั้นละเอียดมาก และต้องแข่งกับเวลา บางวันต้องตื่นเช้านอนดึก ต้องดื่มกาแฟตลอดเวลา ไม่งั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่ตื่นตัว” คุณซอ เล่าถึงความท้าทายในการเตรียมงาน ด้วยรอยยิ้ม

ความเหนื่อยยากเหล่านั้นกลับกลายเป็นความภาคภูมิใจในวันที่ขบวนแห่ออกเดิน “ดีใจที่เห็นรูปขบวนตามรูปแบบที่เราคิดจากผังขบวนที่อยู่ในกระดาษ ตอนเดินคุมขบวนไปก็ยิ้มไป และเห็นผู้คนยืนชมสองข้างทางถ่ายรูปและพูดคุยกันว่าไทลื้อเวียงแก่นสวยมากๆ รู้สึกดีใจและหายเหนื่อยจากที่เราเตรียมงานมาทั้งหมด”

ความหมายของรางวัลที่ล้ำค่า ประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สำหรับชาวเวียงแก่น รางวัลชนะเลิศจากขบวนแห่ “ยอ นบไหว้สาตานหาแม่ฟ้าพระพันปีหลวง” มีความหมายลึกซึ้งต่อชาวเวียงแก่นอย่างยิ่ง เพราะไม่ใช่แค่รางวัลแห่งความสวยงาม แต่คือความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ไทลื้อ วิถีฮีตฮอย ความเชื่อ ศรัทธา และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่า งดงาม และได้รับการยอมรับในระดับสาธารณะ

รางวัลนี้ยังเป็นการประกาศตัวตนของเวียงแก่น ที่บอกกับสังคมว่าเวียงแก่นมีรากเหง้า มีประวัติศาสตร์ มีเจ้าหลวง มีศิลปะการทอผ้า การทำผาสาท และวิถีชีวิตที่ทรงคุณค่า ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สิ่งสำคัญที่สุด คือ รางวัลนี้เป็นแรงใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า สิ่งที่ปู่ย่าตายายสืบทอดไว้ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอด สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างศักดิ์ศรีให้ชุมชนได้จริง

"น้องจุนเจือ" หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น ตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราช  เวทีแห่งการอนุรักษ์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชและงานกาชาดประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบการสถาปนาเมืองเชียงราย โดยพ่อขุนเม็งรายมหาราช เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 1805 (764 ปีที่แล้ว) ถือเป็นงานเทศกาลสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพ่อขุนเม็งรายมหาราช และเพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวล้านนา

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย เช่น พิธีสักการะพระบรมอัฐิ ณ วัดดอยงำเมือง พิธีบวงสรวงและทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงราย พิธีไหว้สาพญามังราย การออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และของดีจากทุกอำเภอ การประกวดธิดาดอย การประกวดรำวงประยุกต์ การออกรางวัลสลากกาชาดการกุศล และคอนเสิร์ตศิลปินดัง

สำหรับปีนี้ งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “764 ปี เวียงเจียงฮาย พสกนิกรทั่วหล้า น้อมไหว้สาสดุดี ใต้ฟ้ามหาบารมีพระพันปีหลวง” โดยมีการปล่อยขบวนแห่จากทั้ง 18 อำเภอ แสดงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และที่สำคัญ คือ เป็นเวทีให้ชุมชนได้แสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของงานว่า เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวล้านนา ส่งเสริมการค้าการท่องเที่ยว และจัดหารายได้สนับสนุนงานสาธารณกุศลของจังหวัดเชียงราย

บทบาทของธิดาดอย  ตัวแทนของความงามและวัฒนธรรมการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

การที่น้องจุนเจือ หรือนางสาวณัฐมน ธาดา สาวงามจากอำเภอเวียงแก่น คว้าตำแหน่งธิดาดอยประจำปี 2568 และนั่งบนขบวนแห่ชนะเลิศในปี 2569 นั้น มีความหมายพิเศษอย่างยิ่ง เป็นการผสมผสานระหว่างความงามทางกายภาพกับความงามทางวัฒนธรรม และเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

การประกวดธิดาดอยซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสาวงามจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประกวด ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดความงาม แต่คือการประกวดที่ให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของอำเภอตนเอง และบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นตัวแทนของชาวดอย

น้องจุนเจือ ในฐานะธิดาดอยและตัวแทนของเวียงแก่น ได้แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทลื้อ และมีส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์อำเภอเวียงแก่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการจัดขบวนแห่ในครั้งนี้

มรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องสืบทอดผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า

เวียงแก่น นอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทลื้อที่โดดเด่นแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเมืองโบราณสถานดงเวียงแก่นซึ่งมีอายุประมาณ 700 กว่าปี มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น แก่งผาได และดอยผาตั้ง รวมถึงเป็นแหล่งผลิตส้มโอที่มีชื่อเสียง

ชาวไทลื้อในเวียงแก่นมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติและประเพณี มีการทำนา ทำไร่ และที่โดดเด่นที่สุด คือ การทอผ้า ซึ่งหญิงสาวชาวไทลื้อมีฝีมือด้านการทอผ้าเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการฝึกฝนมาจากแม่และญาติพี่น้องฝ่ายหญิง การออกแบบสร้างสรรค์ผ้าทอไทลื้อถือได้ว่ามีความวิจิตรพิสดาร โดยสามารถทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้ด้วยเทคนิคการจก การขิด และเกาะล้วง

นอกจากนี้ ชาวไทลื้อยังมีประเพณีที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ประเพณีฉายหนังแดงเลี้ยงผีหมู่บ้าน ซึ่งจัดขึ้นก่อนเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก เป็นการเซ่นบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอบคุณและขอพรให้การทำมาหากินและการเกษตรราบรื่น ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องวิญญาณของบรรพบุรุษที่ยังคงคุ้มครองดูแลลูกหลาน

อนาคตของวัฒนธรรมไทลื้อทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน

ความสำเร็จของขบวนแห่เวียงแก่นในงานพ่อขุนเม็งรายมหาราชปี 2569 เป็นมากกว่าแค่รางวัลชนะเลิศ แต่คือ การตอกย้ำว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ยังมีคุณค่าและความสำคัญในสังคมร่วมสมัย

การที่คนรุ่นใหม่ ทั้งคุณซอ สุริยา วงค์ชัย น้องจุนเจือ และเยาวชนเวียงแก่น ร่วมมือกันอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมไทลื้อ แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง แต่คือสิ่งที่มีชีวิต สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ โดยยังคงรักษาแก่นสำคัญไว้

ดังที่คุณซอกล่าวว่า “รางวัลนี้แขอ ขอบคุณ ทีม ลื้อลายคำ (ทำขบวน) เป็นรางวัลของศรัทธา ความสามัคคี และหัวใจของชาวเวียงแก่นทุกคน” และเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

สำหรับอนาคต ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า มรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสืบทอดไว้ ไม่ใช่ของเก่าที่ไร้ค่า แต่คือทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์พิเศษ – คุณซอ สุริยา วงค์ชัย นักพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์รุ่นใหม่ เจ้าของพิพิธภัณฑ์ลื้อลายคำ (ผ้าทอไทลื้อ) และผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดขบวนแห่ “มหัศจรรย์เวียงแก่น” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • หอจดหมายเหตุแห่งชาติ – ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชาวไทลื้อท่าข้าม เวียงแก่น ในงานรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2470
  • ศูนย์ข้อมูลชาติพันธุ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • ภาพ : ธัญ  ช่างภาพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

Downtown MC ขนฮาร์เลย์ 300 คันบุกเชียงราย! มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทย

กลุ่มมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ระดับชาติ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี” จัดทริปใหญ่เชียงราย 700 คน มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทยที่แบ่งปันสู่สังคม

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 — ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของหน้าหนาวภาคเหนือ ขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 300 คันจากทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงรายอย่างคับคั่ง ภายใต้ชื่อ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี ไทยแลนด์” (Downtown MC Thailand) หนึ่งในชมรมมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ของประเทศที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วไทยถึง 800 คน เพื่อร่วมทริปท่องเที่ยวสายบุญและคืนกำไรสู่สังคมในช่วงวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยวตามแบบฉบับของกลุ่มไบค์เกอร์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์ในไทย จากภาพลักษณ์เดิมที่มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ก้าวร้าว มาสู่การเป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกต่อสังคม พร้อมคืนกำไรและสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

ทริปใหญ่แห่งปี เส้นทางสายเหนือที่เปี่ยมความหมาย

สำหรับสมาชิกของ Downtown MC Thailand ที่เดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจาก 8 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ Downtown MC The North (ภาคเหนือ), The South (ภาคใต้), The North East (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), The East (ภาคตะวันออก), The Central Region (ภาคกลาง) และแม้กระทั่งสาขาระหว่างประเทศอย่าง Australia, San Diego และ Lao P.D.R.

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” หนึ่งในตัวแทนของชมรมที่ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความประทับใจว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ ขอบคุณพี่น้องเชียงรายที่น่ารักมากๆ ยังไงก็ฝากกราบขออภัยเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะเรามีสมาชิกทั่วประเทศ 800 คน 800 คัน และครั้งนี้สมาชิกสายเหนือเป็นผู้ดำเนินการจัดการ”

สำหรับทริปเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่ชมรมจัดขึ้นสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยปีที่แล้วได้จัดที่จังหวัดน่าน และครั้งนี้ได้เลือกเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทาง มีสมาชิกเดินทางมาร่วมกว่า 700 คน โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันประมาณ 300 คัน รวมถึงมีสมาชิกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและสมาชิกจากภาคใต้สุดอย่างจังหวัดยะลาเดินทางมาร่วมด้วย

การเดินทางที่ท้าทาย กว่า 700 กิโลเมตรบนเส้นทางสองล้อ

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” เล่าถึงเส้นทางการเดินทางว่าตนเองขับขี่มอเตอร์ไซค์มาจากกรุงเทพมหานครระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และความรักในกิจกรรมกลุ่ม “เราชื่นชอบในการขี่มอไซค์ จากกรุงเทพฯ 700 กว่ากิโลมาเชียงราย” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

การเดินทางในลักษณะขบวนใหญ่ของกลุ่มมอเตอร์ไซค์นับร้อยคัน ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องเสียงดังจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชมรมได้แสดงความเข้าใจและขออภัยอย่างจริงใจ “ฝากขอโทษและขอบคุณพี่น้องชาวเชียงรายที่น่ารักมากต้อนรับดี ทักร้านเลยครับ” เขากล่าวทิ้งท้าย

องค์ประกอบของสมาชิกคนมีที่แบ่งปัน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือองค์ประกอบของสมาชิกภายในชมรม ซึ่งส่วนใหญ่ถึง 90% เป็นเจ้าของกิจการ ทำให้กลุ่มนี้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคม “คนที่มางานส่วนมาก เจ้าของกิจการ 90% เราแบ่งปัน ช่วยเหลือ ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่” อ้วน ดาวน์ทาวน์ อธิบาย

ความเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมไบค์เกอร์ในไทย จากอดีตที่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่อาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนอกกฎหมายในบางบริบท มาสู่ยุคปัจจุบันที่ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มีการศึกษาดี และต้องการใช้งานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานหนัก

กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม มอบทุนกว่า 130,000 บาท

หัวใจสำคัญของทริปครั้งนี้คือกิจกรรมเพื่อสังคมที่กลุ่มได้เตรียมการมาอย่างดี โดยได้ประสานงานกับวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่

รายการบริจาคในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. ทุนสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนบ้านสันกลาง มูลค่า 100,000 บาท — เป็นทุนหลักที่จะช่วยพัฒนาสุขาภิบาลพื้นฐานให้กับนักเรียน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโรงเรียนชนบทที่อาจขาดแคลนงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  2. หมวกกันน็อค มูลค่า 15,000 บาท — การมอบหมวกกันน็อคสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กลุ่มไบค์เกอร์เองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่จึงเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ
  3. อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา มูลค่า 15,000 บาท — การพัฒนาทักษะด้านกีฬาและสนับสนุนการศึกษาเป็นการลงทุนในอนาคตของเยาวชน โดยอุปกรณ์กีฬาจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนทุนการศึกษาจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 130,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ชมรมยังได้ขอบคุณวัดร่องขุ่นที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

วัดร่องขุ่น แลนด์มาร์กแห่งเชียงรายที่เป็นฉากหลังของกิจกรรม

วัดร่องขุ่น หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักในชื่อ “White Temple” เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วัดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยกระจกสีเงินแวววาว สะท้อนแสงระยิบระยับในยามที่แสงแดดส่องถึง โดยอาจารย์เฉลิมชัยได้อธิบายไว้ว่า สีขาวหมายถึงพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนกระจกขาวหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

วัดร่องขุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยติดอันดับเป็นหนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในโลกหลายครั้งจากการจัดอันดับของสื่อนานาชาติ สถาปัตยกรรมที่งดงามและแนวคิดที่ลึกซึ้งทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงราย และเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนภาคเหนือ

กิจกรรมในช่วง 3 วัน เที่ยว กิน พัก และทำบุญ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สมาชิกของ Downtown MC Thailand ได้วางแผนกิจกรรมอย่างครบครัน โดยในวันที่ 5-6 ธันวาคม สมาชิกได้พักที่โรงแรมเฮอริเทจ (Heritage Hotel) เชียงราย ซึ่งเป็นโรงแรมระดับมาตรฐานที่รองรับกลุ่มใหญ่ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม กลุ่มได้จัดกิจกรรมสรังสรรค์ร่วมกันที่ร้านอาหารในตัวเมืองเชียงราย โดยมีสมาชิกกว่า 700 คนร่วมทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกจากแต่ละภูมิภาคได้พบปะและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ กลุ่มยังได้วางแผนเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย อาทิ ดอยต่างๆ วัดสวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างดอยเชียงดาว ผาฮี้ และอื่นๆ โดย “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ระบุว่า “มี ทำบุญตามที่ลง เพจไปครับ จัดท่องเที่ยวต่อไปตามดอยต่างๆ วัดสวยงาม มีไปดอยเชียงดาว ผาฮี้ไปอีก”

สำหรับการเดินทางกลับ สมาชิกส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับในวันที่ 7 ธันวาคม แต่ก็มีสมาชิกบางส่วนที่ต่อเที่ยวยาวกว่านั้น เพื่อสำรวจความงดงามของภาคเหนือเพิ่มเติม

ขบวนรถ 200 กว่าคัน ภาพที่น่าประทับใจบนท้องถนนเชียงราย

หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวคือการเห็นขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์กว่า 200 คันเดินทางไปยังวัดร่องขุ่น ซึ่ง “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้โพสต์ข้อความว่า “200 กว่าลำ กำลังไป วัดร่องขุ่น ปลอดภัยทุกท่าน ขออภัยในมลภาวะทางเสียงอีกครั้ง เราอยากมาชื่นชมความสวยงามของเชียงรายจริงๆ”

ข้อความนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มที่ต้องการเป็นแขกที่ดี แม้จะสร้างเสียงดังบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยและเคารพกฎจราจร

Downtown MC Thailand ประวัติและวัฒนธรรมของชมรม

Downtown MC Thailand หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า DTMC เป็นชมรมมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 โดยมีสมาชิกก่อตั้งเริ่มแรก 270 คน และได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกกว่า 800 คนในปัจจุบัน กระจายอยู่ทั่วประเทศและมีสาขาในต่างประเทศด้วย

อัตลักษณ์ของกลุ่มคือ “ความเป็นตัวตนที่ไร้ซึ่งขอบเขตในการใช้ชีวิต” ด้วยการปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่มีสีสัน ทันสมัย และศิวิไลซ์ สีประจำชมรมคือ สีดำและสีทอง (หรือเครื่องยนต์สีทอง) และใช้เลข 19 เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมาจากวันเกิดของกลุ่ม (วันที่ 9 เดือนที่ 1)

สโลแกนของกลุ่มคือ “ยุครุ่งเรืองของชนชั้นวัยรุ่น” และ “พวกเซียนเค้าไม่เรียนบทเดิม” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการไบค์เกอร์ไทย โดยเน้นความสนุกสนาน ไม่ต้องมีพิธีรีตองที่ซับซ้อน และสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการจัดกิจกรรมที่ทันสมัย

ปรัชญาของกลุ่มคือ “ไม่เน้นยศ ไม่มีตำแหน่ง” แต่เต็มไปด้วยมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความจริงใจ โดยใช้จิตสำนึกพื้นฐานในการทำกิจกรรมกลุ่ม และช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นค่านิยมที่แตกต่างจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิมที่อาจมีลำดับชั้นและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด

ไบค์เกอร์ไทยยุคใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมสู่การสร้างสรรค์สังคม

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย ในอดีต กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฮาร์เลย์-เดวิดสัน มักถูกมองด้วยความหวาดระแวง บางครั้งเชื่อมโยงกับกลุ่มอันธพาลหรือแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก กลุ่มไบค์เกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักธุรกิจ แพทย์ ทนายความ และผู้ที่มีการศึกษาสูง ซึ่งใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน

มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นยี่ห้อที่มีราคาสูงและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่น้อย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและฐานะทางสังคมในระดับหนึ่ง การเป็นเจ้าของรถฮาร์เลย์จึงแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการเงิน และการเข้าร่วมชมรมฮาร์เลย์ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มไบค์เกอร์ยุคใหม่ยังมีจิตสำนึกในการคืนกำไรสู่สังคม ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมของ Downtown MC Thailand ที่ไม่เพียงแต่จัดทริปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางทุกครั้ง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าการท่องเที่ยว

การเดินทางของกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เช่นนี้มิได้สร้างแต่เพียงความสนุกสนานให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ การที่มีนักท่องเที่ยว 700 คนพักค้างคืน 2 คืนในจังหวัดเชียงราย หมายถึงรายได้จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากคำนวณเบื้องต้นโดยประมาณ สมาชิกแต่ละคนอาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน รวมแล้วอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงรายได้มากกว่า 3.5-7 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการมอบทุนและอุปกรณ์มูลค่า 130,000 บาท

นอกจากนี้ การที่สมาชิกของชมรมกลับไปแล้วพูดถึงความประทับใจในจังหวัดเชียงราย ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีคุณค่า อาจกระตุ้นให้คนในเครือข่ายของพวกเขาสนใจมาเที่ยวเชียงรายในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้าง soft power ด้านการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ บทเรียนสำคัญ

การเดินทางเป็นขบวนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คัน ย่อมมีความท้าทายด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวของภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่าการเดินทางครั้งนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ไม่มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ

ความสำเร็จด้านความปลอดภัยนี้มาจากการเตรียมตัวที่ดี การมีผู้นำกลุ่มที่มีประสบการณ์ และความมีวินัยของสมาชิกในการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ การที่กลุ่มมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่ ยังสะท้อนถึงความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยที่พวกเขาต้องการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ข้อควรพิจารณาสำหรับอนาคต

แม้ว่ากิจกรรมครั้งนี้จะได้รับการต้อนรับและสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการให้ความสำคัญ การที่มีมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คันเดินทางมาพร้อมกัน หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศจำนวนหนึ่ง รวมถึงมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ชมรมได้รับรู้และขอโทษเรื่องเสียงรบกวน พร้อมทั้งชดเชยด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะเป็นแขกที่ดี สำหรับอนาคต อาจมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดจำนวนรถในแต่ละขบวน หรือการเลือกใช้เส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด

เชียงราย จุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยว

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวแบบนี้ ด้วยความมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัดวาอารามที่สวยงาม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ วัฒนธรรมชนเผ่าที่น่าสนใจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเชียงรายมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่น ดังที่ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” กล่าวถึงว่า “พี่น้องชาวเชียงรายน่ารักมากต้อนรับดี” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องการกลับมาเยือนอีก

นอกจากนี้ เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ มายังเชียงราย เป็นเส้นทางที่ท้าทายและน่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ โดยเฉพาะการผ่านภูเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง ทำให้การเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าจดจำ

แนวโน้มในอนาคต ทริปสลับหมุนเวียนทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่ได้รับ Downtown MC Thailand มีนโยบายจัดทริปใหญ่ประจำปีโดยสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค ปีที่แล้วจัดที่จังหวัดน่าน ปีนี้จัดที่เชียงราย ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีการจัดทริปในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

รูปแบบการท่องเที่ยวแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ ทั้งการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ การทำให้สมาชิกได้รู้จักประเทศของตนเองมากขึ้น และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่

สำหรับจังหวัดต่างๆ การได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มในรูปแบบของการมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับโรงเรียนและชุมชน

โมเดลใหม่ของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวและใช้จ่าย แต่ยังคืนกำไรสู่ชุมชนในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม

การมอบทุนสร้างห้องน้ำ หมวกกันน็อค และอุปกรณ์กีฬา รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท อาจดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนักสำหรับกลุ่มที่มีสมาชิก 800 คน แต่สำหรับโรงเรียนบ้านสันกลางและชุมชนท้องถิ่น เงินจำนวนนี้มีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่กลุ่มไบค์เกอร์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความมีวินัย และการใส่ใจต่อชุมชน ยังช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย จากภาพเดิมที่อาจเป็นลบ มาสู่ภาพที่เป็นบวกและสร้างแรงบันดาลใจ

สุดท้ายนี้ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้ทิ้งข้อความที่ชวนให้คิดไว้ว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความประทับใจในความงดงามของเชียงรายอย่างแท้จริง และ “ขอให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดี” ซึ่งเป็นคำอวยพรที่แสดงถึงความหวังดีต่อทุกคนที่เดินทาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การสัมภาษณ์โดยตรง — ข้อมูลจากการสนทนากับ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ตัวแทนของ Downtown MC Thailand โดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568
  • เพจ Facebook: Downtown MC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • วัดร่องขุ่น (White Temple) Official
  • ข้อมูลชุมชนและโรงเรียน — โรงเรียนบ้านสันกลาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้รับการสนับสนุนดาวน์ทาวน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS LIFESTYLE

อินฟลูเอนเซอร์ไทยต้องรับผิด! บทบาทเปลี่ยนสู่ “ผู้โฆษณา” ความรับผิดทางกฎหมายทวีคูณ

เปิดโปงเงื่อนงำโลกอินฟลูเอนเซอร์ไทย: เมื่อบทบาทเปลี่ยนสู่ “ผู้โฆษณา” ความรับผิดทางกฎหมายจึงทวีคูณ และผู้บริโภคต้องรับมืออย่างไร

เชียงราย, 14 สิงหาคม 2568 ในยุคดิจิทัลที่ “อินฟลูเอนเซอร์” หรือผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2567-2568 ได้เผยให้เห็นถึงภูมิทัศน์ทางกฎหมายและธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผู้เสียหายจำนวนมากเริ่มรวมตัวกันใช้ช่องทางกฎหมายอย่างจริงจัง สะท้อนภาพว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง “ผู้มีอิทธิพล” อีกต่อไป แต่ได้รับการปฏิบัติในฐานะ “ผู้โฆษณา” หรือ “ผู้จำหน่าย” ซึ่งต้องเผชิญกับความรับผิดทางกฎหมายที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ รายงานข่าวเชิงลึกฉบับนี้จะเจาะลึกถึงการเติบโตของอุตสาหกรรม, ปัญหา “รีวิวไม่ตรงปก” ที่สร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภค, ความเสี่ยงทางกฎหมายที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องเผชิญ, และข้อเสนอแนะในการสร้างมาตรฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของวงการนี้

เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตของอาณาจักรอินฟลูเอนเซอร์ไทยมูลค่าหลายหมื่นล้าน

อุตสาหกรรมคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทยได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Tellscore (เทลล์สกอร์) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 ระบุว่าตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อปีอยู่ที่ 25-30% ติดต่อกันมา 3 ปีแล้ว ตัวเลขที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์จำนวนมากถึง 9,000,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 12.86% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด และในจำนวนนี้ มีถึง 2 ล้านคนที่เป็นครีเอเตอร์แบบ “ฟูลไทม์” หรือทำอาชีพนี้อย่างเต็มตัว ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั่วโลกที่มีประมาณ 200 ล้านคน หรือ 3% ของประชากรโลก

นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore ได้กล่าวถึงภาพรวมตลาดคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในประเทศไทยในปีนี้ว่า แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจไม่สดใส แต่ภาคเอกชนไทยยังคงรุกทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเล็งเห็นความสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทุ่มงบการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ กลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม (Health & Beauty), กลุ่มไลฟ์สไตล์ (Lifestyle), และกลุ่มการเงินและซุปเปอร์แอปฯ (Finance & Superapps) ในทางกลับกัน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และยานยนต์กลับชะลอการใช้งบประมาณลงตามภาพรวมตลาดที่หดตัว การขยายตัวนี้ทำให้บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ไม่จำกัดอยู่เพียงการสร้างความบันเทิงหรือให้ความรู้ แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้กำหนดแนวคิดและพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยตรง

เปิดตัวเลขคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย พุง 9 ล้านคน - เจาะลึกคอนเทนต์ไหน “รุ่งปังๆ -ร่วง หลุดกระแสแล้ว”

ฝันร้ายวันเกิด: เมื่อ “รีวิว” ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่คือ “โฆษณา” ที่ไม่ตรงปก

ภายใต้ความเจิดจรัสของตัวเลขทางเศรษฐกิจ ปัญหาด้านจริยธรรมและความโปร่งใสกลับเป็น “ภัยเงียบ” ที่กำลังคุกคามผู้บริโภค กรณีที่ผู้ใช้โซเชียลรายหนึ่งได้โพสต์เรื่องราวในกลุ่ม “พวกเราคือผู้บริโภค” ที่ถูกเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เกี่ยวกับประสบการณ์การเข้าพัก “รีสอร์ทไม่ตรงปก” ที่รีสอร์ทชื่อดังแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากในวงการนี้ ผู้เสียหายรายนี้ตั้งใจจองที่พักเพื่อฉลองวันเกิดผ่านแอปพลิเคชันจองออนไลน์ โดยมีภาพที่พักที่สวยงามน่าดึงดูดใจ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าบรรยากาศโดยรอบเป็นเหมือน “ที่รกร้าง” เต็มไปด้วยขยะ และสภาพที่พักก็ทรุดโทรมอย่างหนัก

เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นการเกิดขึ้นเพียงกรณีเดียว แต่ยังมีเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคคนอื่น ๆ ที่เคยมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการติดตามรีวิวของอินฟลูเอนเซอร์ สายกินสายรีวิวชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ในจังหวัดชลบุรี ที่ผู้บริโภคจำนวนมากออกมายืนยันว่า “รีวิวไม่ตรงปกเกือบทุกที่” จนเลิกเชื่อถือ และเลิกติดตาม ปัญหานี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ในยุคที่ผู้บริโภคอาศัย “รีวิว” และ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลเหล่านั้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และการรีวิวที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง หรือการใช้ภาพเก่ามาประกอบการโฆษณา ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่าย การโฆษณาเกินจริง” หรือ “การโฆษณาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด” ซึ่งผิดตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคบางรายถึงขั้นระบุว่าอินฟลูเอนเซอร์รายดังกล่าวมีพฤติกรรมเข้าข่าย “มิจฉาชีพ” และเคยถูกโกงเงินไปหลายพันบาทจากการจองที่พักผ่านเพจนั้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ความไม่ตรงปก แต่ลุกลามไปถึงขั้นการหลอกลวงที่สร้างความเสียหายทางการเงินอย่างร้ายแรงแก่ประชาชน

ราคาที่ต้องจ่าย ความรับผิดทางกฎหมายที่อินฟลูเอนเซอร์ต้องเผชิญ

การเปลี่ยนผ่านบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์จาก “ผู้มีอิทธิพล” ธรรมดาไปสู่ “ผู้โฆษณา” โดยตรง ได้นำมาซึ่งความรับผิดชอบทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการบัญญัติกฎหมายเฉพาะสำหรับอินฟลูเอนเซอร์โดยตรง กฎหมายที่มีอยู่เดิมจึงถูกนำมาปรับใช้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งการโฆษณาเกินจริงอาจนำไปสู่การดำเนินคดีภายใต้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ทำให้ความเสี่ยงและบทลงโทษเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ

  1. ความผิดฐานหมิ่นประมาทและการใช้สื่อออนไลน์: การโพสต์ข้อความหรือรูปภาพบนโซเชียลมีเดียที่เปิดเป็นสาธารณะและทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท และมักถูกฟ้องควบคู่กับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 ที่บัญญัติความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท การมีผู้ติดตามจำนวนมากของอินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นทั้งทรัพย์สินและความเสี่ยงทางกฎหมายที่สำคัญ
  2. คดีการโฆษณาและการหลอกลวงผู้บริโภคการโฆษณาของอินฟลูเอนเซอร์อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งกำหนดให้การโฆษณาต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นเท็จ เกินจริง หรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ผู้ที่ใช้ข้อความโฆษณาที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากอินฟลูเอนเซอร์เป็นเจ้าของสื่อที่รับโฆษณา จะต้องรับโทษในอัตรากึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ

ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ กฎหมายเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ซึ่งมีการกำหนดโทษที่รุนแรงกว่ากฎหมายทั่วไป การโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงให้ผู้บริโภคหลงเชื่อโดยไม่สมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท รวมถึงข้อความต้องห้ามที่ อย. กำหนดอย่างชัดเจน เช่น คำที่สื่อว่า “รักษาโรค” หรือ “เปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกาย” เช่น ลดโคเลสเตอรอล, ลดน้ำหนักถาวร, อัพไซส์ สำหรับเครื่องสำอาง การโฆษณาเกินจริงก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

  1. ความรับผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน: หากการโฆษณามีเจตนาทุจริตเพื่อหลอกลวงประชาชนจนทำให้เสียทรัพย์ อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งแตกต่างจากความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคตรงที่ต้องพิสูจน์ “เจตนาทุจริต” ของผู้กระทำ อินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมมือกับเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่รู้ว่าเป็นความเท็จและมีเจตนาหลอกลวงประชาชน อาจถูกยกระดับความผิดจากผู้โฆษณาไปเป็น ผู้สนับสนุน” หรือ “ตัวการร่วม” ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนได้
  2. คดีความรับผิดทางอาญาจากความประมาท: ในบางกรณี การสร้างคอนเทนต์อันตรายหรือท้าทายที่นำไปสู่การบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของผู้อื่น อาจเข้าข่ายความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท กรณีศึกษาที่สะเทือนใจคือ การเสียชีวิตของ “แบงค์ เลสเตอร์” อินฟลูเอนเซอร์ผู้สู้ชีวิต หลังจากถูกจ้างให้ดื่มเหล้าปริมาณมาก ซึ่งอัยการได้ให้ความรู้ทางกฎหมายว่าผู้ที่ “ยุยง” หรือ “เชียร์” ให้ดื่ม โดยรู้ว่าการกระทำนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อาจเข้าข่าย “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย”

บทเรียนจากคดีสำคัญจุดเปลี่ยนของวงการอินฟลูเอนเซอร์

สถานการณ์การฟ้องร้องที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2567-2568 ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณว่าการบังคับใช้กฎหมายได้เปลี่ยนผ่านจากการกำกับดูแลแบบตั้งรับไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก โดยมีคดีสำคัญหลายกรณีที่สะท้อนถึงความซับซ้อนและความรุนแรงของบทลงโทษ:

  • คดี The iCon Group: เป็นตัวอย่างสำคัญของการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action-style) ที่มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกว่า 250 คน มูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 95 ล้านบาท คดีนี้แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานในการสืบสวนสอบสวน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โดย สคบ. ได้เรียกอินฟลูเอนเซอร์และผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ปากคำเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งทนายความชื่อดังแนะนำว่าอินฟลูเอนเซอร์ควรโฆษณาแค่สินค้าเท่านั้น และไม่ควรโฆษณาระบบธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีแชร์ลูกโซ่
  • คดีอินฟลูเอนเซอร์ฟ้องเอเจนซี่ฉ้อโกง: ในเดือนมีนาคม 2568 กลุ่มผู้เสียหายกว่า 50 คน ซึ่งประกอบด้วยอินฟลูเอนเซอร์ เจ้าของแบรนด์ และอดีตพนักงาน ได้รวมตัวกันแจ้งความ บก.ป. เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทเอเจนซี่แห่งหนึ่ง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท บริษัทมีพฤติกรรมไม่จ่ายค่าจ้าง, ไม่ผลิตงานตามสัญญา, และมีการข่มขู่ฟ้องกลับ การรวมตัวกันเพื่อดำเนินคดีอาญาในครั้งนี้เป็นการยกระดับข้อพิพาทเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์เองก็อาจตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงได้เช่นกัน
  • คดีไลฟ์สดขายทอง “แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์”: กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการโฆษณาที่ไม่ตรงปกอาจถูกยกระดับเป็นคดีอาญาฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” และ “พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์” เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุว่าจะเรียกอินฟลูเอนเซอร์ที่เคยร่วมไลฟ์สดเข้ามาให้ปากคำ เพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิดหรือไม่
  • คดีโฆษณาเว็บพนันออนไลน์: กรณีของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “อิงฟ้า อารยา” ที่ถูกจับกุมจากการโฆษณาชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดบนโลกออนไลน์ โดยตำรวจไซเบอร์ได้เปิดเผยว่ามีการจับกุมอินฟลูเอนเซอร์ในลักษณะดังกล่าวไปแล้วกว่า 100 คน

การดำเนินคดีเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้กระทำความผิดว่า การหลอกลวงหรือการทำผิดกฎหมายจะไม่สามารถลอยนวลได้อีกต่อไป

ข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้อง สร้างจริยธรรมสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

เพื่อป้องกันปัญหาที่ซับซ้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภคและภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมในระยะยาว การสร้างมาตรฐานและจริยธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในภาวะที่กฎหมายเฉพาะสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ยังไม่มีการบัญญัติขึ้นอย่างชัดเจน การขับเคลื่อน ร่างจริยธรรมของอินฟลูเอนเซอร์” จึงถือเป็นการตอบสนองเชิงรุกของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่างจริยธรรมดังกล่าวซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำในการคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบด้วยข้อปฏิบัติ 5 ข้อหลัก ได้แก่:

  1. ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า: ก่อนรับโฆษณา ต้องขอตรวจสอบใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. หรือ มอก.
  2. ทดลองใช้สินค้าจริง: และมีหลักฐานแสดงผลการใช้ที่เป็นไปตามที่โฆษณา
  3. ยอมรับว่าการรีวิวคือการโฆษณา: และต้องมีความโปร่งใส รวมถึงเข้าใจขอบเขตทางกฎหมาย
  4. หลีกเลี่ยงสินค้าผิดกฎหมาย: เช่น บุหรี่ไฟฟ้าหรือการพนัน
  5. มีการเยียวยาผู้บริโภค: หากเกิดผลกระทบเชิงลบจากเนื้อหาที่ตนเองโฆษณาไป

การสร้าง “จริยธรรม” นี้เป็นการลดความเสี่ยงทั้งสำหรับผู้ผลิตเนื้อหาและผู้บริโภค โดยเป็นการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นจากภายในอุตสาหกรรมเอง

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

  • ยกระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้แพลตฟอร์มจองที่พักและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่โฆษณา เพื่อป้องกันการนำภาพเก่าหรือไม่ตรงกับสถานที่จริงมาใช้งาน
  • สร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณนักรีวิว: ควรมีการส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้ถึงจรรยาบรรณของนักรีวิว ว่าการนำเสนอข้อมูลต้องเป็นไปตามความเป็นจริงและโปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรับเงินจากผู้ประกอบการในการรีวิว
  • ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค: สภาผู้บริโภค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความรู้แก่ผู้บริโภคถึงวิธีการสังเกตและตรวจสอบรีวิวที่น่าเชื่อถือ เช่น การดูรีวิวจากหลาย ๆ แหล่ง การตรวจสอบคะแนนรีวิวจากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ และการพิจารณาภาพที่มาจากการโพสต์ของผู้ใช้บริการจริง

ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับทุกภาคส่วน

  • สำหรับอินฟลูเอนเซอร์: ควรยึดหลัก ตรวจสอบ-ทดลอง-เปิดเผย” คือ ตรวจสอบข้อมูลสินค้าและบริษัทคู่ค้าอย่างละเอียด พร้อมขอเอกสารการอนุญาตที่ถูกต้อง ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จริงด้วยตนเองและรีวิวตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง และที่สำคัญที่สุดคือ เปิดเผยให้ชัดเจนว่าเป็น “โฆษณา” หรือ “สปอนเซอร์” โดยใช้ภาษาและแฮชแท็กที่เข้าใจง่าย ควรระมัดระวังการสร้างคอนเทนต์ที่เสี่ยงอันตราย หรือการโฆษณาระบบธุรกิจที่ซับซ้อนที่อาจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ รวมถึงระวังการแสดงความคิดเห็นที่สุ่มเสี่ยงต่อการหมิ่นประมาท โดยควรทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเสมอ นอกจากนี้ ควรจัดทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่รัดกุมและตรวจสอบเงื่อนไขอย่างละเอียดก่อนรับงาน โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทนและขอบเขตความรับผิดชอบ.
  • สำหรับแบรนด์และเอเจนซี่: ควรจัดทำสัญญาที่รัดกุม ระบุขอบเขตความรับผิดชอบของอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความถูกต้องของข้อมูล การเปิดเผยความสัมพันธ์ในการโฆษณา และการหลีกเลี่ยงข้อความที่เกินจริง ควรมีนโยบายตรวจสอบอินฟลูเอนเซอร์และเนื้อหาที่สร้างขึ้นอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อป้องกันการเข้าไปพัวพันกับการฉ้อโกง และควรสนับสนุนการออกกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและสร้างมาตรฐานที่ยอมรับร่วมกันในอุตสาหกรรม.
  • สำหรับผู้บริโภค: หากได้รับความเสียหายจากการโฆษณาเกินจริงหรือผลิตภัณฑ์ที่อันตราย ควรใช้สิทธิในการร้องเรียนผ่าน

สภาองค์กรของผู้บริโภคมีช่องทางการร้องเรียนดังนี้

Line: @tccthailand
ใครพบปัญหาผู้บริโภคสามารถร้องเรียนสภาองค์กรของผู้บริโภค
Facebook / X (Twitter): สภาองค์กรของผู้บริโภค
Tiktok: tccthailand 
โทร 1502 และ 022391839
หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนออนไลน์ได้ที่ https://complaint.tcc.or.th และทาง E-mail : [email protected]

สายด่วน อย. 1556 หรือ สคบ. ได้โดยตรง ควรใช้วิจารณญาณที่สูงขึ้นในการพิจารณาข้อมูลจากการรีวิว และตระหนักว่าการโฆษณาและการรับรองจากอินฟลูเอนเซอร์อาจมีแรงจูงใจทางการเงินแฝงอยู่ ที่สำคัญคือ หากพบการกระทำที่ผิดกฎหมาย ควรเก็บหลักฐานให้ครบถ้วนที่สุด เช่น ภาพหน้าจอการจอง, ภาพโฆษณา, ภาพถ่ายและวิดีโอของสภาพที่พักจริง และหลักฐานการติดต่อ เพื่อใช้ในการแจ้งความต่อไป.

การวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดจะต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและจริยธรรมที่เข้มแข็ง การร่วมมือกันระหว่างอินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ เอเจนซี่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาครัฐ ในการสร้างมาตรฐานที่โปร่งใส จะเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้านนี้ในระยะยาว ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนผู้บริโภคทั่วไปจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการได้เข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริง และได้รับการคุ้มครองสิทธิ์อย่างเต็มที่.

#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Tellscore: รายงานวิจัย “Futures of Content Creators 2035” และข้อมูลอินไซต์ตลาดจาก “เปิดตัวเลขคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย พุง 9 ล้านคน ทำงานแบบ Full-time 2 ล้าน”.
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.): ข้อมูลและอำนาจการกำกับดูแลจาก “รายงานวิเคราะห์ความรับผิดทางกฎหมายของอินฟลูเอนเซอร์จากการโฆษณาเกินจริง”.
  • สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค): ข้อมูลและข้อเสนอแนะจาก “รีสอร์ทไม่ตรงปก: ภัยรีวิวไร้จรรยาบรรณและการปกป้องสิทธิ์ผู้บริโภค”.
  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.): บทลงโทษและข้อห้ามในการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพ.
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): บทบาทในการสืบสวนคดีสำคัญ เช่น The iCon Group และคดีฉ้อโกง.
  • ประมวลกฎหมายอาญา: มาตราที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาท, ฉ้อโกง, และประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย.
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (และฉบับแก้ไข): มาตราที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ.
  • รายงานการวิเคราะห์คดีความและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอินฟลูเอนเซอร์ในประเทศไทย พ.ศ. 2567-2568″: ข้อมูลเชิงลึกและกรณีศึกษาในภาพรวม.
  • หน่วยงานและสื่อที่อ้างอิงในแหล่งข้อมูล: เช่น Linktree, FTC (คณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐ สหรัฐอเมริกา), Thaipost.net, Thai PBS News, Sanook.com.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE LIFESTYLE

จากของเก่าสู่ของใหม่! “รชรินทร์” ชู “ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์” ปลุกย่านเก่าธนาลัยด้วยงานดีไซน์

 “BACK TO THE FUTURE” จากอดีตสู่โอกาส นิทรรศการ จุดประกายศักยภาพย่านธนาลัยในเวียงเชียงราย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งอนาคต

เชียงราย, 9 สิงหาคม 2568 – ย่านธนาลัยและในเวียง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์อันยาวนานของจังหวัดเชียงราย กำลังได้รับการพลิกโฉมสู่ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีชีวิตชีวา ผ่านการขับเคลื่อนของโครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โดยมีจุดศูนย์กลางคือนิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ที่ได้ฤกษ์เปิดม่านขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย งานนี้ไม่เพียงเป็นเพียงการจัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงอดีตอันรุ่งเรืองของย่านการค้าเก่าแก่แห่งนี้เข้ากับโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจให้กับชุมชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่รวบรวมพลังสร้างสรรค์จากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่ การรวมตัวกันของพันธมิตรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการพัฒนาและต่อยอดแบรนด์กิจการดั้งเดิมของย่านธนาลัย ให้ก้าวสู่การเป็นธุรกิจสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์และความเป็นพหุวัฒนธรรมอันเป็นเสน่ห์ของเมืองเชียงราย

แนวคิด (Re)made in Thanalai หรือ (รี)เมดอิน ธนาลัย

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นและเป็นรูปธรรมที่สะท้อนนวคิด (Re)made in Thanalai หรือ (รี)เมดอิน ธนาลัย ส่วนชื่อคอลเลชั่นผลงานคือ Thanalai Good Goods หรือ ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์ สิ่งที่มีอยู่ในย่านธนาลัยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง คือผลงานของ คุณรชรินทร์ อินธุระ หนึ่งในนักสร้างสรรค์ที่เข้าร่วมจัดแสดง คุณรชรินทร์ได้นำเสนอผลงานภายใต้แนวคิด “ธนาลัย กู๊ดกู้ดส์ ” หรือ “ของดีธนาลัย” ซึ่งเป็นการโฟกัสไปที่ “การยกระดับสินค้า” เพื่อให้ย่านธนาลัยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เขาได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์จัดองค์ประกอบของสิ่งของที่หาได้จากร้านค้าต่าง ๆ ในธนาลัย ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น ชั้นวางของ โต๊ะเล่นกระดานหมากรุก หรือแม้กระทั่งพัด ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจและมีมูลค่าเพิ่ม แนวคิดนี้เป็นการนำเสนอ “ความเป็นไปได้ที่หลากหลายและความสนุกในการเอาไอเดียมาจับใช้” ในการเดินช้อปปิ้งและเดินเล่นในย่านธนาลัยจากมุมมองที่แตกต่าง

ผลงานของคุณรชรินทร์และนักสร้างสรรค์ท่านอื่น ๆ อาทิ เอกพงษ์ ใจบุญ, พุทธรักษ์ ดาษดา, สิริฉาย เอาฬาร และกลุ่มศิลปินไส้ติ่ง : โซไซตี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิม มาผสานกับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการตอบรับต่อเป้าหมายของโครงการในการส่งเสริมศักยภาพของนักสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับสินค้าและบริการในพื้นที่ แต่ยังช่วยต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

 

นิทรรศการ “BACK TO THE FUTURE : กาลครั้งหนึ่ง ณ ธนาลัย” เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 เวลา 10.00 – 16.00 น. (หยุดวันจันทร์) ณ บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย จังหวัดเชียงราย นับเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของย่านธนาลัย และร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่สามารถพลิกโฉมอดีตให้กลายเป็นโอกาสอันสดใสในอนาคต ทำให้เชียงรายยังคงเป็นเมืองแห่งศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

รชรินทร์ อินธุระ” เผยแนวคิดพลิกโฉม “ธนาลัย” สู่ยุคใหม่ในนิทรรศการ “Back to the Future”

จุดประสงค์หลักของการนำเสนอผลงานเหล่านี้คือ เพื่อแสดงให้เห็นถึง “ความเป็นไปได้ที่หลากหลาย” และ “ความสนุก” ในการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในการเดินช้อปปิ้งหรือเดินเล่นในธนาลัยจากอีกมุมมองหนึ่ง. คุณรชรินทร์หวังว่าแนวทางนี้จะ ก่อให้เกิดทิศทางที่น่าสนใจในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลให้ นักออกแบบหรือผู้คนในพื้นที่ได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ. แม้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตอาจไม่ได้มีรูปลักษณ์ตรงตามตัวอย่างที่จัดแสดง แต่ความตั้งใจสูงสุดคือการ สร้างความ “คึกคัก” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ธนาลัยอย่างต่อเนื่อง

นายรชรินทร์ อินธุระ ศิลปินอีกท่านหนึ่ง ได้นำเสนอแนวคิดในการ "ยกระดับสินค้า" ของย่านธนาลัยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการส่งเสริมศักยภาพและสร้างเครือข่ายนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิมดชนะภัย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) เชียงใหม่
  • กลุ่มเครือข่ายศิลปิน นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จังหวัดเชียงราย
  • นักสร้างสรรค์ผู้เข้าร่วมแสดงผลงาน (เอกพงษ์ ใจบุญ, พุทธรักษ์ ดาษดา, สิริฉาย เอาฬาร, กลุ่มศิลปิน ไส้ติ่ง : โซไซตี้, รชรินทร์ อินธุระ)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News