Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

วิกฤตเดินทางกลับสงกรานต์ 2569 เชียงรายอุบัติเหตุพุ่ง 10 ครั้งในวันเดียว จี้ขนส่งคุมเข้มพนักงานขับรถต้องแอลกอฮอล์ศูนย์

Summary
  • เชียงรายอุบัติเหตุรายวันสูงสุดในประเทศวันที่ 15 เม.ย. (10 ครั้ง) ตาย 3 เจ็บ 11 ราย

  • ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 และเสียชีวิต 5 ราย

  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือวัยทำงานอายุ 20-29 ปี และรถจักรยานยนต์ยังเกิดเหตุสูงสุดถึง 67.84%

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางไกล

  • สั่งยกระดับด่านชุมชนคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะต้องพร้อม 100%

เชียงรายขึ้นแถวหน้าความสูญเสียวันเดินทางกลับ สงกรานต์วันที่ 6 สะท้อนโจทย์ใหญ่ ด่านชุมชนต้องเข้ม กฎหมายต้องถึง และความปลอดภัยต้องไม่จบพร้อมเทศกาล

เชียงราย,17 เมษายน 2569 – ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มเก็บเสื้อผ้าเปียกน้ำ ปิดประตูบ้านญาติ และหันหน้ากลับเข้าสู่โหมดทำงานตามปกติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท้องถนนในเชียงรายกลับตึงตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะวันเดินทางกลับหลังสงกรานต์ไม่เคยเป็นเพียงตอนจบของเทศกาล แต่เป็นช่วงที่ความเหนื่อยล้า ความรีบเร่ง และการประมาทมักเดินทางมาพร้อมกัน วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สรุปตัวเลขรายวัน เป็นห้องที่ใช้ชั่งน้ำหนักว่าเหตุใดจังหวัดจึงขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันที่ 6 ของการรณรงค์ และจะต้องทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียของเทศกาลลากยาวต่อไปถึงวันถัดจากวันหยุด

การประชุมครั้งนี้มีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 อำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จุดสำคัญของที่ประชุมไม่ใช่แค่การยืนยันว่าเชียงรายยังต้องคุมเข้ม แต่คือการยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 เมษายน จังหวัดเกิดอุบัติเหตุถึง 10 ครั้ง บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ทำให้ยอดสะสม 6 วันอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ และกลุ่มอายุที่ประสบเหตุสูงสุดยังอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานและวัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเองโดยตรง

วันที่เชียงรายสวนทางความคาดหวังของเทศกาล

สงกรานต์ควรเป็นภาพของการกลับบ้าน การรวมญาติ และการเดินทางด้วยความสุข แต่ตัวเลขของวันที่ 15 เมษายนกลับตอกย้ำว่า ท้องถนนไทยยังไม่ยอมปล่อยให้เทศกาลเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มง่ายนัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า วันนั้นทั้งประเทศเกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศที่ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 11 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมที่ 3 ราย ภาพนี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวัง แต่กลายเป็นจังหวัดที่ต้องตอบคำถามต่อสังคมทันทีว่า เหตุใดวันเดินทางกลับจึงรุนแรงถึงระดับนี้

ในระดับประเทศ สถิติสะสม 6 วันของการรณรงค์อยู่ที่อุบัติเหตุ 1,108 ครั้ง บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย โดยจังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 49 คน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 19 ราย ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการพุ่งขึ้นมาเด่นที่สุดใน “รอบวัน” ของวันที่ 15 เมษายน ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวและบ้านเกิด เพื่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกครั้ง

สาเหตุเดิมยังคงครองถนน แต่ผลกระทบใหม่อยู่ที่ความอ่อนล้าหลังความสนุก

เมื่อดูลงไปถึงสาเหตุ รายงานของ ศปถ. ยืนยันว่า ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุในวันที่ 15 เมษายนยังวนอยู่ในกรอบเดิม คือขับรถเร็วคิดเป็นร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ร้อยละ 67.84 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวงและบนเส้นทางตรง ขณะที่ช่วงเวลาเสี่ยงที่สุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงหลังการเดินทางยาวทั้งวันและเป็นเวลาที่ผู้ขับขี่จำนวนมากเริ่มเกิดความล้าโดยไม่รู้ตัว

จุดที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุหลักจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา แต่คำอธิบายจากส่วนกลางเริ่มเพิ่มมิติใหม่เข้าไปอย่างชัดขึ้น นั่นคือเรื่อง “สภาพร่างกายของผู้ขับขี่” และ “ความพร้อมของสภาพรถ” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในที่แถลงข่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมในปีนี้คือพลังของด่านชุมชนที่ช่วยคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัญหาที่ยังพบคือผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้า และสภาพรถบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องถอดบทเรียนทันที เพราะต่อให้ลดเมาแล้วขับได้บางส่วน แต่ถ้าปล่อยให้คนขับฝืนระยะทางยาวโดยไม่พัก ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน

ด่านชุมชนถูกยกเป็นกำแพงด่านแรกของความปลอดภัย

สำหรับเชียงราย ที่ประชุมจังหวัดเลือกหยิบ “ด่านชุมชน” ขึ้นมาเป็นมาตรการแกนกลางอย่างชัดเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน ไม่รอให้พฤติกรรมเสี่ยงไหลออกมาถึงถนนสายหลักก่อนค่อยหยุดยั้ง หลักคิดเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนวิธีมองความปลอดภัยทางถนนจากเรื่องของตำรวจและด่านตรวจบนทางหลวง ไปสู่การทำให้ชุมชนเป็นตัวกรองชั้นแรกของความเสี่ยง และถ้าทำได้จริง ก็จะช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ก่อนผู้ขับขี่จะออกจากบ้านหรือออกจากวงดื่มเสียด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ด่านชุมชนมีน้ำหนักมากในระยะนี้ เพราะวันเดินทางกลับไม่ได้มีแต่คนที่ออกจากงานเลี้ยงใหญ่หรือพื้นที่เล่นน้ำ แต่ยังมีคนที่ลาพักต่อ คนที่นั่งวงสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน และคนที่ต้องขับรถระยะใกล้แบบประมาทจากความคุ้นเคยกับเส้นทาง การใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงการตั้งโต๊ะข้างทาง ถ้าคือความพยายามทำให้คนในชุมชนเองช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงก่อนสายเกินไป การที่ส่วนกลางยกให้พลังของด่านชุมชนเป็นหนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมของปีนี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาท แต่เป็นการสะท้อนว่ามาตรการชั้นล่างสุดกำลังมีบทบาทมากขึ้นจริงในช่วงที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐไม่สามารถอยู่ได้ทุกซอยทุกหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเปราะบางที่สุดของสงกรานต์

แม้เทศกาลสงกรานต์ทุกปีจะมีภาพรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถโดยสารปรากฏในความรับรู้ของผู้คนมากเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขจริงยังคงชี้ซ้ำว่ารถจักรยานยนต์คือยานพาหนะที่เปราะบางที่สุดในสมการอุบัติเหตุไทย ในวันที่ 15 เมษายน รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 67.84 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งประเทศ และในเชียงรายเอง ที่ประชุมจังหวัดก็ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดเช่นกัน ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลอยู่ตรงที่มันยังไม่เปลี่ยน แม้จะมีการรณรงค์หมวกนิรภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี

ด้วยเหตุนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงเน้นชัดเรื่องการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงในเชิงรณรงค์ แต่ต้องไปถึงการบังคับใช้จริงในจุดตรวจและด่านชุมชน เพราะเมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของคนในจังหวัด โดยเฉพาะในระยะทางใกล้บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน และระหว่างอำเภอ ความเสียหายที่เกิดกับคนวัย 20 ถึง 29 ปีจำนวนมากจึงไม่ใช่ตัวเลขแห้งแล้ง แต่กำลังกระทบกำลังแรงงาน กำลังผลิต และคุณภาพชีวิตของครอบครัวจำนวนมากในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หมวกนิรภัยยังกลายเป็นสิ่งที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง คำว่า “ลดอุบัติเหตุ” ก็ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้จริง

เส้นทางกลับต้องปลอดภัยพอ ๆ กับช่วงขาไป

อีกสาระสำคัญของการประชุมทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง คือการยอมรับว่าภาพความเสี่ยงในช่วงเดินทางกลับแตกต่างจากช่วงขาไป ขาไปมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเตรียมตัว เดินทางเป็นแผน และยังไม่อ่อนล้า แต่ขากลับมักมาพร้อมเวลาจำกัด ความกังวลเรื่องงาน และความคิดว่า “เหลืออีกนิดเดียวก็ถึง” ซึ่งเป็นประโยคที่อันตรายที่สุดประโยคหนึ่งบนท้องถนน ที่ประชุมเชียงรายจึงเสนอทั้งการเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็ว และการพิจารณาเพิ่มจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อบรรเทาความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่โดยตรง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางก็สั่งให้เพิ่มการสังเกตรถป้ายต่างจังหวัดระยะไกลและสอบถามอาการง่วงซึมอย่างจริงจังมากขึ้น

นี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มมอง “หลับใน” และ “ความล้า” เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการเชิงระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ย้ำว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกอ่อนเพลียควรแวะพักนอนหลับที่จุดพักหรือสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และยังเตือนให้ติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากบางภูมิภาคกำลังเผชิญพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งล้วนทำให้สมรรถนะในการขับขี่ลดลงได้ทั้งสิ้น

ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตาเข้ม เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของรถส่วนตัวเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมเชียงรายและส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับด้วยรถโดยสาร ความปลอดภัยจึงไม่อาจอาศัยเพียงวินัยของผู้โดยสาร แต่ต้องพึ่งความพร้อมของรถและคนขับด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด พร้อมเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางย้ำว่าแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถต้องเป็นศูนย์ และร่างกายต้องพร้อมสำหรับการเดินทางทุกเที่ยว

มาตรการนี้มีความหมายมากในวันท้าย ๆ ของเทศกาล เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเร่งกลับเข้าทำงานตามกำหนดเวลา การขาดแคลนรถโดยสารหรือการเร่งรอบเดินรถมากเกินไปอาจสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ประกอบการและคนขับ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง การสั่งให้จัดรถเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องบริการสาธารณะ แต่เกี่ยวข้องกับการลดแรงเร่งเร้าเชิงระบบที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง

นักท่องเที่ยวยังต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก

แม้แกนหลักของวันนั้นจะอยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั่วไป แต่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้แนบมาช่วยเติมภาพอีกด้านว่า ภาครัฐยังไม่ลดระดับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 79 แห่งทั่วประเทศที่ปรากฏในเอกสารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 15 เมษายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกันนั้น ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

แม้ตัวเลขอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ แต่ข้อมูลนี้ชี้ว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงถนนอย่างเดียว รวมถึงทะเล การเดินทางภายในเมือง และการเข้าถึงระบบช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินด้วย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลือกย้ำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและเครือข่าย TAC จึงสะท้อนแนวคิดว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเกิดเหตุแล้ว รัฐช่วยได้เร็วและสื่อสารได้ชัดเพียงใดด้วยเช่นกัน

ตัวเลขของเชียงรายไม่ควรถูกอ่านแค่วันนี้ แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนหลังปิดศูนย์

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือหลังวันปิดศูนย์รณรงค์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกอ่านอย่างไร เพราะทุกปีประเทศไทยมักมีช่วงเวลาสรุปผลที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข ลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเชียงราย บทเรียนที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การนับยอดรวม อยู่ที่การอ่านคุณลักษณะของอุบัติเหตุให้ชัดขึ้นว่า ทำไมวันที่ 15 เมษายนจึงหนักที่สุด ทำไมคนวัย 20 ถึง 29 ปีจึงยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก ทำไมรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูง และทำไมเส้นทางขากลับจึงยังสร้างความสูญเสียได้มากถึงขั้นทำให้จังหวัดขึ้นมาอยู่ลำดับสูงสุดของประเทศในวันเดียว

ถ้าไม่ถอดบทเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง คำขวัญ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ก็อาจยังคงเป็นเพียงกรอบรณรงค์ที่ดังขึ้นทุกเทศกาล แต่ไปไม่ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ชัดเจนจากวันที่ 6 ของสงกรานต์ 2569 คือ ด่านชุมชนยังจำเป็น การบังคับใช้กฎหมายยังต้องถึง และความปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะเทศกาล เมื่อเสียงเพลงสงกรานต์เงียบลงแล้ว ถนนทุกสายยังคงมีผู้คนต้องใช้ต่อทุกวัน และสำหรับครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในวันกลับบ้าน คำว่า “หมดเทศกาลแล้ว” ไม่ได้ทำให้ความสูญเสียนั้นเบาลงแม้แต่น้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายสะสม 4 วัน (10-13 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุ 22 ครั้ง บาดเจ็บ 21 เสียชีวิต 2 ราย

  • เหตุชน 4 คันที่นางแลช่วงเย็นวันที่ 13 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมเด็กหญิง 5 ขวบ

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีเกิดเหตุสูงสุด

  • สถิติทั่วประเทศลดลงจากปีก่อน แต่ตำรวจยังจับกุม 10 ข้อหาหลักเกือบ 3 แสนราย

  • เน้นเพิ่มโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท และคุมเข้มจุดเล่นน้ำเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สงกรานต์ 6 วันดับ 200 เชียงรายเสียชีวิต 8 คุมเข้มต่อ

เชียงรายเข้มงวดลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 2568 วิเคราะห์สาเหตุเพื่อป้องกันอนาคต

เชียงราย, 17 เมษายน 2568 – เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ชาวไทยเฉลิมฉลองด้วยความสนุกสนาน แต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านความปลอดภัยบนท้องถนน จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 นี้ จังหวัดได้จัดการประชุมเพื่อสรุปผลการดำเนินงานและวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การประชุมสรุปผลและขอบคุณทุกฝ่าย

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย พ.ต.อ.สิริมล วิสุทธิกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2568 พ.ต.อ.สิริมลกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้จำนวนอุบัติเหตุและการเสียชีวิตลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมมอบหมายให้เลขานุการศูนย์ฯ วิเคราะห์สาเหตุและปัจจัยของอุบัติเหตุ เพื่อพัฒนาแนวทางป้องกันในอนาคต

สถิติอุบัติเหตุและผลการดำเนินงาน

จากข้อมูลสะสมช่วงวันที่ 11-16 เมษายน 2568 จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 39 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 38 ราย และเสียชีวิต 8 ราย โดยวันที่ 16 เมษายน 2568 เกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 1 ราย สาเหตุหลัก ได้แก่ การไม่สวมหมวกนิรภัย การดื่มแล้วขับ การขับรถเร็วเกินกำหนด และการตัดหน้ากระชั้นชิด โดยยานพาหนะที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ ตำรวจภูธรจังหวัดจับกุมผู้กระทำผิด 1,944 ราย ตักเตือน 76 ราย และศาลสั่งคุมประพฤติ 59 คดี

หน่วยงานต่างๆ รายงานผลการปฏิบัติงาน โดยมีการตั้งจุดตรวจหลัก 33 จุด ด่านชุมชน 218 ด่าน และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 1,069 คน สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจรถโดยสารสาธารณะ 425 คัน และพนักงานขับรถ 459 คน เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร จุดตรวจและด่านชุมชนมีบทบาทสำคัญในการสกัดพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุ

วิเคราะห์ปัจจัยและแนวทางแก้ไข

การวิเคราะห์สาเหตุพบว่า การขับรถเร็วและการดื่มแล้วขับเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 83.76 ของยานพาหนะที่เกิดเหตุ อายุของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 20-29 ปี แสดงถึงความจำเป็นในการรณรงค์ให้กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตระหนักถึงความปลอดภัยมากขึ้น พ.ต.อ.สิริมลเน้นย้ำให้หน่วยงานควบคุมการจำหน่ายและบริโภคแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด และให้ด่านชุมชนปฏิบัติหน้าที่เป็นด่านหน้าสกัดผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก่อนออกสู่ถนนสายหลัก

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานขนส่งและสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ประชาสัมพันธ์ความสำคัญของประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงให้ควบคุมพื้นที่จุดเสี่ยง เช่น ถนนสายตรงและบริเวณจัดงานเทศกาล เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับในและการขับขี่โดยประมาท

การดำเนินงานต่อเนื่องและการเยียวยา

แม้เทศกาลสงกรานต์จะสิ้นสุดลง แต่จังหวัดเชียงรายยังคงคุมเข้มการเฝ้าระวังและตรวจตรา โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนบางส่วนยังเดินทางกลับหรือหยุดต่อเนื่อง มีการอำนวยความสะดวกที่จุดบริการประชาชนและจุดพักรถ รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากความเหนื่อยล้าและการขับขี่เป็นเวลานาน

ด้านการเยียวยา มีการประสานงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอย่างทันท่วงที โดยศูนย์ฯ ได้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน และประสานกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขเพื่อดูแลผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด การดำเนินงานเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดในการลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด

สถิติระดับประเทศและบทเรียน

จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 สถิติสะสมทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-16 เมษายน 2568 เกิดอุบัติเหตุ 1,377 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,362 คน และเสียชีวิต 200 ราย สาเหตุหลักคือการขับรถเร็ว (ร้อยละ 39.35) การตัดหน้ากระชั้นชิด (ร้อยละ 19.35) และทัศนวิสัยไม่ดี (ร้อยละ 18.06) โดยรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุด (ร้อยละ 83.32) ช่วงเวลาที่เกิดเหตุมากที่สุดคือ 15.01-18.00 น. และถนนสายตรงเป็นจุดเสี่ยงหลัก (ร้อยละ 82.58)

จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือกรุงเทพมหานคร (16 ราย) ขณะที่ 15 จังหวัดไม่มีผู้เสียชีวิต ตัวเลขเหล่านี้แสดงถึงความสำเร็จในบางพื้นที่ แต่ยังคงต้องพัฒนาการป้องกันในจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง นายขจร ศรีชวโนทัย ประธานแถลงผล ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายและการประชาสัมพันธ์เรื่องหมวกนิรภัยและพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดอุบัติเหตุในอนาคต

สถิติและแหล่งอ้างอิง

  • อุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ 2568 (11-16 เมษายน 2568) ทั่วประเทศ: 1,377 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 1,362 คน เสียชีวิต 200 ราย
  • จังหวัดเชียงราย: อุบัติเหตุ 39 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 38 คน เสียชีวิต 8 ราย
  • สาเหตุหลัก: ขับรถเร็ว (39.35%) รถจักรยานยนต์เกิดเหตุสูงสุด (83.32%)
  • แหล่งอ้างอิง: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM), รายงานสรุปอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568, เผยแพร่เมื่อ 17 เมษายน 2568, เข้าถึงได้ที่เว็บไซต์ www.disaster.go.th

มุมมอง

ฝ่ายสนับสนุนมาตรการเข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เช่น การตั้งด่านชุมชนและควบคุมแอลกอฮอล์ ได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตได้จริง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ สถิติที่ลดลงในเชียงรายเมื่อเทียบกับปีก่อนแสดงถึงความสำเร็จของแนวทางนี้ การรณรงค์เรื่องหมวกนิรภัยและประกันภัยยังช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบจากอุบัติเหตุ

มุมมองว่ามาตรการอาจจำกัดความสนุก บางส่วนมองว่าการตั้งด่านตรวจและควบคุมแอลกอฮอล์ที่เข้มงวดอาจทำให้ประชาชนรู้สึกถูกจำกัดในช่วงเทศกาลที่ควรเป็นเวลาแห่งความสนุกสนาน โดยเฉพาะในชุมชนที่การเฉลิมฉลองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม การบังคับใช้กฎหมายที่มากเกินไปอาจสร้างความไม่สะดวก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์เป็นหลัก

มุมมองการลดอุบัติเหตุ การลดอุบัติเหตุเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องสมดุลกับการรักษาบรรยากาศเทศกาล การประชาสัมพันธ์ที่เน้นการสร้างจิตสำนึกมากกว่าการลงโทษ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างถนนและจุดเสี่ยง จะช่วยให้มาตรการมีประสิทธิภาพโดยไม่กระทบต่อความสุขของประชาชน การถอดบทเรียนจากสงกรานต์ 2568 จะเป็นก้าวสำคัญสู่ความปลอดภัยที่ยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ศปภ.) www.disaster.go.th

  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน www.roadsafetythai.org

  • กรมการขนส่งทางบก www.dlt.go.th

  • กรมควบคุมโรค www.ddc.moph.go.th

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ www.royalthaipolice.go.th

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สงกรานต์เชียงราย 5 วัน ดับ 7 เจ็บ 38 เมา-ขับเร็วไม่สวมหมวก

เชียงรายสรุปผลลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 5 วัน พบผู้เสียชีวิต 7 ราย บาดเจ็บ 38 ราย ย้ำทุกภาคส่วนเร่งมาตรการเชิงรุกต่อเนื่อง

ประชุมวิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตราย หวังป้องกันซ้ำซาก พร้อมเดินหน้าสร้างวินัยจราจรอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 16 เมษายน 2568 – ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายครรชิต ชมภูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ประจำวันที่ 15 เมษายน 2568 โดยมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ มณฑลทหารบกที่ 37, ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานประชาสัมพันธ์, ขนส่งจังหวัด, แขวงทางหลวง, แขวงทางหลวงชนบท, โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์, และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง

รายงานผลการดำเนินงาน 5 วัน พบอุบัติเหตุรวม 38 ครั้ง เสียชีวิต 7 ราย

จากการรายงานของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดเชียงราย พบว่า ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2568 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นรวม 38 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 38 คน และมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 7 ราย โดยในวันที่ 15 เมษายน เพียงวันเดียว เกิดอุบัติเหตุ 4 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย และเสียชีวิต 1 ราย

ทั้งนี้ ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่พบมากที่สุดได้แก่

  • ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับ
  • ทัศนวิสัยไม่ดี
  • ไม่สวมหมวกนิรภัย
  • การนั่งท้ายรถกระบะ

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับสถิติจากปีก่อนที่ระบุว่า อุบัติเหตุทางถนนในช่วงสงกรานต์ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมักเกิดขึ้นในเขตชุมชน เส้นทางระหว่างอำเภอ และบริเวณจัดงานเฉลิมฉลอง โดยผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังคงเป็นกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลัก

ที่ประชุมเสนอแนวทางยกระดับมาตรการป้องกัน เน้นตรวจรถ–ตรวจคน–ตรวจจุดเสี่ยง

นายครรชิต ชมภูแดง กล่าวว่า แม้จะมีการดำเนินการเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเทศกาล แต่จำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังคงอยู่ในระดับที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มเติมจากที่ประชุม ดังนี้

  1. การตรวจสอบสภาพรถและร่างกายผู้ขับขี่ โดยเน้นหนักในช่วงก่อนการเดินทางกลับบ้านของประชาชนหลังสงกรานต์
  2. การเพิ่มจำนวนด่านตรวจจุดเสี่ยง ทั้งในเขตเมืองและตามเส้นทางรองที่เป็นเส้นทางลัด
  3. การตั้งจุดบริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบริเวณสถานีขนส่งและจุดพักรถ
  4. รณรงค์สร้างจิตสำนึกในสถานศึกษาและชุมชน ทั้งก่อนและหลังเทศกาล เพื่อปลูกฝังวินัยจราจรในระยะยาว

การบูรณาการภาคีเครือข่าย และบทบาทของชุมชนสำคัญต่อการลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน

ที่ประชุมยังเน้นย้ำว่า ความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาชน และชุมชน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานผ่านกลไกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครที่สามารถเฝ้าระวังและให้คำแนะนำแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

ผลการประชุมจะถูกรายงานต่อศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนส่วนกลาง เพื่อพัฒนานโยบายระดับชาติ

นายครรชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเชียงรายจะได้นำข้อมูลที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ สรุปเป็นรายงานเสนอไปยังศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนส่วนกลาง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนานโยบายด้านความปลอดภัยทางถนนในระดับประเทศ พร้อมยืนยันว่า จังหวัดเชียงรายจะยังคงเดินหน้าปรับปรุงแผนงานการป้องกันและลดอุบัติเหตุให้มีความทันสมัย ครอบคลุม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยจะไม่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงแก้ไข

ข้อมูลสถิติและแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

  • รายงานจาก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ปี 2567 ระบุว่า สถิติอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ทั่วประเทศมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 37 ราย โดยสาเหตุอันดับ 1 คือ ดื่มแล้วขับ
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนในปี 2567 มีถึง 64% ที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่า การตั้งด่านตรวจจราจรเชิงรุกช่วยลดอุบัติเหตุได้เฉลี่ย 19% ในช่วงเทศกาลที่มีการดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สงกรานต์วันแรก! เชียงรายดับ 1 เจ็บ 8 เมาแล้วขับ

เชียงรายเผยสถิติอุบัติเหตุวันแรกสงกรานต์ 2568 เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 8 ราย

จังหวัดเชียงรายสรุปผลปฏิบัติการเข้ม ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน สั่งเข้มทุกหน่วยงานเดินหน้าควบคุมแอลกอฮอล์

เชียงราย, 12 เมษายน 2568 – ที่ห้องประชุมศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมสรุปผลการปฏิบัติงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรายงานผลการดำเนินงานของวันที่ 11 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นวันแรกของการควบคุมเข้มข้นด้านความปลอดภัยในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

สถิติอุบัติเหตุวันแรก 8 เหตุการณ์ บาดเจ็บ 8 ราย เสียชีวิต 1 ราย

จากรายงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 พบว่าเกิดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่รวม 8 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 8 ราย แบ่งเป็นเพศชาย 6 ราย เพศหญิง 2 ราย และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย โดยพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่คือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล จำนวน 7 คัน และรถเพื่อการเกษตร หรือที่เรียกว่า “รถอีแต๊ก” อีก 1 คัน

ช่วงเวลาที่พบการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือระหว่างเวลา 12.00 – 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับจากการทำบุญ หรือเริ่มออกเดินทางเพื่อท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ

สาเหตุหลักยังคงเดิม “ดื่มแล้วขับ” และ “ขับเร็วเกินกำหนด”

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในวันดังกล่าว ยังคงมีลักษณะใกล้เคียงกับทุกปีที่ผ่านมา ได้แก่

  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ
  • การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด
  • การตัดหน้ากระชั้นชิด และ
  • ทัศนวิสัยไม่ดีขณะขับขี่

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงรายได้ดำเนินมาตรการในการประชาสัมพันธ์และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งมักเป็นกลุ่มเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

ตั้งจุดตรวจ 33 จุดหลัก และ 177 ด่านชุมชน ระดมกำลังดูแลทั่วพื้นที่

เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ประชาชน จังหวัดเชียงรายได้จัดตั้งจุดตรวจหลักรวม 33 จุด และตั้งด่านชุมชนกระจายตามพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 177 จุด โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดรวม 1,065 นาย ครอบคลุมถนนสายสำคัญ เส้นทางเข้า-ออกชุมชน และพื้นที่จัดกิจกรรมสงกรานต์

ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎหมายกว่า 1,800 รายในวันเดียว

จากการรายงานของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ระบุว่า ในวันที่ 11 เมษายน 2568 มีการดำเนินคดีตามมาตรการ “10 รสขม” (10 ข้อหาหลักที่มักนำไปสู่อุบัติเหตุ) โดยมีการออกใบสั่งจำนวน 1,896 ราย และมีการว่ากล่าวตักเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “ขับดี” อีกจำนวน 51 ราย ซึ่งสะท้อนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน

ขนส่งจังหวัดเชียงรายตรวจเข้มรถโดยสารสาธารณะ สร้างความมั่นใจผู้โดยสาร

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงรายได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพรถโดยสารสาธารณะรวม 390 คัน และตรวจความพร้อมพนักงานขับรถ 406 ราย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสารว่าการเดินทางในช่วงเทศกาลจะเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

เร่งควบคุมแอลกอฮอล์ในชุมชน เน้นป้องกันเชิงรุก

ในที่ประชุม นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเคร่งครัด โดยให้รายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมทุกวัน พร้อมกำชับให้ประสานงานกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อตรวจและประเมินผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนในชุมชนตามแนวทางที่คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติกำหนด

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน เพื่อส่งเสริมบทบาทของด่านชุมชน และเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เช่น ถนนใกล้สถานที่จัดงาน หรือตลาดที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเปิดเผย

เยาวชนคือจุดอ่อนใหม่ของการเกิดอุบัติเหตุ คำสั่งเข้มให้ผู้ปกครองร่วมควบคุม

ที่ประชุมได้หยิบยกประเด็นสำคัญอีกประการคือ พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนและหลังจากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นทุกปี จึงขอความร่วมมือจากผู้ปกครองในการกำชับบุตรหลานให้ใช้งานรถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย และไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย

ข้อมูลสถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งอ้างอิง

  • รายงานศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ระบุว่าในปี 2567 จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์รวม 69 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 72 ราย
  • รายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า พฤติกรรม “ดื่มแล้วขับ” เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุกว่า 42% ของทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567
  • ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15 – 24 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์สูงที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (www.roadsafetythai.org)
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (www.royalthaipolice.go.th)
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (www.ddc.moph.go.th)
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงราย สั่ง สงกรานต์นี้ ดื่มแล้วขับ เจอจับแน่

เชียงรายเปิดศูนย์ฯ เข้มมาตรการลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 2568

เชียงรายเดินหน้าแผนงานความปลอดภัย ชูมาตรการเข้มสกัดพฤติกรรมเสี่ยง

เชียงราย, 10 เมษายน 2568 – ณ ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิด “ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568” อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่น ที่พร้อมใจเดินหน้ารับมือสถานการณ์เสี่ยงในช่วงวันหยุดยาว

ผนึกกำลังทุกภาคส่วน สร้างเกราะความปลอดภัยให้ประชาชน

ในโอกาสนี้ มีการส่งมอบอุปกรณ์จราจร น้ำดื่ม และเครื่องบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยจังหวัดเชียงราย ชมรมวินาศภัยเชียงราย และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นการร่วมแรงร่วมใจครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่

ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เชื่อมโยงทั่วประเทศ

ก่อนเข้าสู่พิธีเปิดศูนย์ฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ได้เข้าร่วมประชุมเปิดศูนย์ฯ ระดับประเทศผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ณ ห้องประชุม 1 ปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ซึ่งแสดงถึงความพร้อมในการประสานงานแบบเรียลไทม์กับทุกจังหวัด

3 ปัจจัยเสี่ยงหลักของอุบัติเหตุ ต้องเร่งแก้ไข

นายชรินทร์ ทองสุข เปิดเผยว่า อุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ มักเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. สภาพถนนและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย
  2. สภาพรถยนต์ที่ไม่พร้อมใช้งาน
  3. พฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่ อาทิ ดื่มแอลกอฮอล์ ง่วงนอน หรือขาดทักษะในการขับขี่

มาตรการที่จังหวัดเน้นหนักในปีนี้ คือ การตั้งด่านตรวจ โดยเฉพาะ “ด่านชุมชน” เพื่อป้องกันการออกสู่ถนนของผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่จัดตั้งด่านในพื้นที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการตั้งใกล้ถนน และควบคุมการจำหน่ายสุราให้เข้มงวดตามกฎหมาย

รณรงค์หยุดพักรถทุก 2 ชั่วโมง ลดง่วงหลับใน

จุดพักรถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้รับคำสั่งให้รณรงค์ให้ผู้ขับขี่หยุดพักทุก 2 ชั่วโมง หรือทุกระยะทาง 150 กิโลเมตร เพื่อป้องกันอาการง่วงหลับใน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่มักนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรง

ถ่ายทอดสดประชุมศูนย์ทุกวัน เสริมประสิทธิภาพติดตาม

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จังหวัดเชียงรายจะมีการประชุมศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนทุกวันตลอด 7 วันของช่วงควบคุมเข้ม พร้อมถ่ายทอดสดการประชุมของศูนย์ฯ จังหวัดทุกวัน เพื่อให้ทุกหน่วยงานรับทราบข้อมูลและแนวทางอย่างทันท่วงที และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เป้าหมายสูงสุดคือศูนย์อุบัติเหตุและการสูญเสีย

จังหวัดเชียงรายตั้งเป้าลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยยึดแนวทาง “ความร่วมมือ ความพร้อม และความต่อเนื่อง” ทั้งในด้านการประชาสัมพันธ์ การจัดกำลังเจ้าหน้าที่ และการใช้เทคโนโลยีช่วยสอดส่องการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่

สถิติและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี 2567 จังหวัดเชียงรายมีจำนวนอุบัติเหตุทางถนนในช่วงสงกรานต์รวม 68 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และผู้บาดเจ็บ 72 ราย โดยสาเหตุหลักมาจากเมาแล้วขับถึง 58% ขับเร็วเกินกำหนด 27% และหลับใน 15%

ในระดับประเทศ สถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า ในช่วงสงกรานต์ปี 2567 ทั่วประเทศมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 2,203 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 264 ราย และผู้บาดเจ็บรวม 2,208 ราย โดยจังหวัดที่มีอุบัติเหตุสูงสุดคือ เชียงใหม่ นครราชสีมา และอุดรธานี ตามลำดับ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • รายงานสถิติอุบัติเหตุสงกรานต์ 2567, www.roadaccidentdata.go.th
  •  
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะท้อนความสูญเสียแชมป์ดริปกาแฟ หลังเหตุรถชนกลุ่มนักปั่นที่เชียงราย

รถชนแชมป์ดริปกาแฟเชียงราย ครอบครัวเรียกร้องความยุติธรรม

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณีเหตุการณ์รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ สีดำ พุ่งชนท้ายกลุ่มนักปั่นจักรยานบนถนนสายสี่แยกหนองบัวแดง-ถนนพหลโยธิน ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ทำให้ นายยศธพล (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี เจ้าของร้านกาแฟ ก๋างโต่งคาเฟ่ (Kang Tong Cafe – Coffee & Roaster Chiang Rai) ซึ่งเป็นแชมป์การแข่งขัน Mighty Mix Bartender and Barista Thailand 2023 และเคยคว้ารางวัลดริปกาแฟของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อปี 2564 เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ให้แก่ครอบครัวและคนใกล้ชิดของผู้เสียชีวิต โดยคู่กรณีซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้เข้ามอบตัวในวันถัดมาและถูกดำเนินคดีในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและชนแล้วหลบหนี

ความสูญเสียที่ไม่อาจทดแทน

น.ส.โสจิลักษณ์ (ขอสงวนนามสกุล) แฟนสาวของผู้เสียชีวิต เปิดเผยถึงความยากลำบากที่เธอและครอบครัวต้องเผชิญหลังการสูญเสียครั้งนี้ โดยระบุว่า นายยศธพลเป็นเสาหลักของครอบครัวและเป็นผู้สร้างร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงด้วยประสบการณ์และความพยายามกว่า 7-8 ปี

“เขาเป็นคนที่เริ่มต้นจากศูนย์และมุ่งมั่นสร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ร้านกาแฟของเรากำลังจะขยายกิจการสร้างโรงคั่วกาแฟ แต่ทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้” น.ส.โสจิลักษณ์กล่าว

นอกจากนี้ นายยศธพลยังเป็นที่รักของเพื่อนและชุมชน โดยในช่วงที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ เขายังนำสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่กลับต้องมาจบชีวิตในขณะที่ออกไปปั่นจักรยานกับเพื่อน ๆ

กระบวนการเจรจาที่ไม่ลงตัว

หลังเกิดเหตุ ตำรวจได้ดำเนินคดีกับคู่กรณีและมีการเจรจาเยียวยาหลายครั้ง แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ น.ส.โสจิลักษณ์ เปิดเผยว่า คู่กรณีเสนอจำนวนเงินเยียวยาที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ครอบครัวต้องเผชิญ

“เขาเป็นถึงผู้บริหารโรงเรียน แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบที่เพียงพอ สิ่งที่เสนอมาไม่สามารถชดเชยความสูญเสียได้เลย” น.ส.โสจิลักษณ์กล่าว

นอกจากนี้ คู่กรณีและภรรยาซึ่งเป็นครูเหมือนกัน ได้ติดต่อเจรจากับเธออีกครั้ง โดยระบุว่าหากไม่ยอมรับข้อเสนอเยียวยาในครั้งนี้ อาจไม่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม

เสียงจากครอบครัวผู้เสียชีวิต

น.ส.โสจิลักษณ์ กล่าวว่า นายยศธพลเป็นคนที่มีความสามารถและนิสัยดี เขาได้รับการยกย่องในวงการกาแฟและเป็นที่รักของคนรอบข้าง

“ชีวิตของเขามีคุณค่าและสำคัญมาก เขายังอายุน้อย มีความสามารถ และเป็นที่รู้จักในวงการกาแฟ ฉันหวังว่าคู่กรณีจะคำนึงถึงชีวิตคนอื่นและแสดงความจริงใจมากกว่านี้” เธอกล่าว

ความคืบหน้าด้านการเยียวยา

น.ส.โสจิลักษณ์ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อศึกษาธิการจังหวัดเชียงรายและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 3 เพื่อร้องขอให้ต้นสังกัดของคู่กรณีช่วยผลักดันการเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

“จนถึงตอนนี้คู่กรณียังไม่แสดงความจริงใจหรือพยายามชดเชยในแบบที่สมเหตุสมผล แม้ว่าจะมีการติดต่อมาบ่อยขึ้น แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน” น.ส.โสจิลักษณ์กล่าว

ข้อคิดและบทเรียนจากเหตุการณ์

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับการขับขี่อย่างปลอดภัยและการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย การแสดงความจริงใจและความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : Matichon Online / ก๋างโต่งคาเฟ่ Kang tong Cafe – Coffee & roaster Chiang Rai

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เพิ่มช่องและการประชาสัมพันธ์ ลดอุบัติเหตุสช่วงเทศกาลสงกรานต์

 

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 67 นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมถอดบทเรียนการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรจังหวัดเชียงราย ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย โดยมีคณะกรรมการจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมถอดบทเรียน ทั้งนี้ นายครรชิต ชมพูแดง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้รายงานผลการดำเนินงาน พร้อมดำเนินการถอดบทเรียน ตามประเด็น และมาตรการที่ได้ดำเนินการ ทั้ง 5 ด้าน

 

จากข้อมูลอุบัติเหตุสะสม ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 ( 11-17 เมษายน 2567 ) ที่ผ่านมามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจังหวัดเชียงราย จำนวน 82 ครั้ง บาดเจ็บ 71 ราย และมีผู้เสียชีวิต 17 ราย ซึ่งในการถอดบทเรียนจากผลการปฏิบัติงานตามประเด็นมาตรการ ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ มาตรการด้านการบริหารจัดการ ด้านลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม ปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนที่ขาดความตระหนักถึงความปลอดภัย และมาตรการตอบสนองหลังเกิดอุบัติเหตุและการเยียวยา โดยทุกมาตรการ ที่ประชุมมีความเห็นให้เน้นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และมีส่วนร่วม ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น สื่อสารผ่านกลุ่มไลน์ / FACEBOOK สถานีวิทยุกระจายเสียง
 
 
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ให้เพิ่มช่องและการประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายในหมู่บ้าน และสถานที่ท่องเที่ยวทุกแห่ง และในงานประเพณีที่จัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทุกงาน เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาชนตระหนัก ถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน การรณรงค์การสวมหมวกนิรภัยภายในสถานศึกษา ทุกแห่ง และปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่วัยเด็กรวมถึงการอบรมให้ความรู้ด้านวินัยจราจร
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

7 วันอันตราย เชียงรายครองแชมป์ อุบัติเหตุ-เสียชีวิตสูงสุด ช่วงสงกรานต์ ปี 67

 
เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 67 ที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 18 เมษายน 2567 เกิดอุบัติเหตุ 224 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 224 คน ผู้เสียชีวิต 28 ราย
 

ส่วน ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 81.82 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 82.14 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 42.41 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 29.46

ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เวลา 17.01 – 18.00 น. ร้อยละ 8.04 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี ร้อยละ 17.06 จัดตั้งจุดตรวจหลัก 1,762 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 51,371 คน

โดย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เชียงราย ประจวบคีรีขันธ์ แพร่ (จังหวัดละ 11 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (12 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กาญจนบุรี (3 ราย) สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันของการรณรงค์ (11 – 17 เม.ย. 67) เกิดอุบัติเหตุรวม 2,044 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 2,060 คน ผู้เสียชีวิต รวม 287 ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 7 จังหวัด ได้แก่ นครนายก บึงกาฬ พังงา แม่ฮ่องสอน สตูล สมุทรสงคราม หนองคาย

 

ส่วน จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (82 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (80 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ เชียงราย (17 ราย)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันของการรณรงค์ (11 – 17 เม.ย. 67)

  • อุบัติเหตุรวม 2,044 ครั้ง
  • ผู้บาดเจ็บรวม 2,060 คน
  • ผู้เสียชีวิต รวม 287 ราย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 มีจำนวนครั้งของการเกิดอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บลดลงจากปีที่ผ่านมา แต่จำนวนของผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ซึ่งสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และตัดหน้ากระชั้นชิด รวมถึงจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดเกิดจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกนิรภัย ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดบูรณาการขับเคลื่อนการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่วิเคราะห์ข้อมูลและถอดบทเรียนการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนในเชิงลึก โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงอุบัติเหตุสูง พร้อมทั้งประเมินผลการดำเนินงานลดอุบัติเหตุตามมาตรการที่กำหนด โดยเฉพาะมาตรการที่เป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ทำให้จำนวนการเกิดอุบัติเหตุทางถนนลดลง เพื่อให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนดำเนินการรวบรวมและเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนและคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะได้นำมากำหนดเป็นแนวทางในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของประเทศในระยะยาวต่อไป

 

“แม้จะสิ้นสุดการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 แล้ว ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจะได้ประสานจังหวัด ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ เขต (กทม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกับภาคประชาชน จิตอาสา และอาสาสมัครในพื้นที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านคน ยานพาหนะ ถนน และสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นการแนะนำ ตักเตือน ป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงหลัก อาทิ ขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ตัดหน้ากระชั้นชิด และการไม่สวมหมวกนิรภัย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กและเยาวชนในประเด็นการลดปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในสังคมไทย” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว

 

นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในเชิงลึก พร้อมถอดบทเรียนการทำงานของทุกภาคส่วน ซึ่งจะได้นำปัจจัยแห่งความสำเร็จมาเป็นต้นแบบให้แต่ละพื้นที่นำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาและบริบททางสังคม เพื่อเสริมสร้างกลไกการลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ให้เป็นระบบและเข้มแข็ง รวมถึงนำปัญหาอุปสรรคที่เป็นจุดอ่อนในการทำงานมาปรับปรุงและพัฒนาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่เป้าหมายภาพรวมของประเทศในการลดอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศให้เหลือ 12 คน ต่อประชากรหนึ่งแสนภายในปี พ.ศ. 2570

 

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยว่า หลังจากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคีเครือข่ายยังต้องร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเดินทางอย่างปลอดภัยไร้อุบัติเหตุตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนต้องขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน เครือข่ายอาสาสมัคร กลุ่มจิตอาสา และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 ด้วยความทุ่มเท เสียสละ อดทน และเข้มแข็ง

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News