

เชียงรายเปิดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” ชู Soft Power เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา
ข้อมูล Mobility Data พบการเดินทางสู่ภาคเหนือโต 7% และมีการใช้งานดาต้า 5G ในพื้นที่เล่นน้ำพุ่งสูงถึง 86.7%
เชียงรายครองแชมป์อุบัติเหตุรายวันสูงสุดของประเทศ (15 เม.ย.) เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 11 ราย
รัฐยกระดับ “ด่านชุมชน” เป็นปราการด่านแรกคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก
ความสำเร็จของ Soft Power ต้องยืนบนฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – บริเวณเวทีหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บรรยากาศริมฝั่งโขงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเวทีใหญ่ของจังหวัด เมื่อโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” เปิดงานอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก รายละเอียดดังกล่าวปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา และสอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายก่อนเริ่มงาน ที่ระบุว่างานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันอัตลักษณ์เชียงแสนสู่เวทีระดับกว้างขึ้น
จุดแข็งของงานนี้ไม่ใช่เพียงความใหญ่ของเวทีหรือจำนวนกิจกรรม แต่คือการวาง “เชียงแสน” ให้เป็นเมืองเทศกาลที่ใช้ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะคำว่า 3 แผ่นดิน ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนทางการตลาด หากสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา ผ่านสายน้ำโขงซึ่งเป็นแกนกลางของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพื้นที่มานาน งานครั้งนี้จึงไม่ได้ขายความสนุกแบบฉาบฉวยเท่านั้น แต่ขาย “เรื่องเล่าของเมือง” ผ่านการออกแบบพื้นที่กิจกรรม 5 จุด ทั้งถนนริมโขง หอคอยน้ำเชิงสัญลักษณ์ อุโมงค์น้ำยาวประมาณ 300 เมตร การคืนชีวิตให้โบราณสถานสำคัญ และเวทีการแสดงหลักที่เชื่อมดนตรีและศิลปะของ 3 ประเทศเข้าด้วยกัน
จากงานประเพณีสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจท้องถิ่น
ลึกไปกว่าความสวยงามของซุ้มทางเดิน โคม ตุงล้านนา และกิจกรรมสงกรานต์แบบร่วมสมัย แก่นสำคัญของโครงการนี้คือการใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีทิศทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า การจัดงานครั้งนี้ต้องช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประชาชน และต่อยอดทุนวัฒนธรรมล้านนาให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องว่าการท่องเที่ยวต้องกระจายประโยชน์ไปถึงพื้นที่และชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะเมืองหลักเพียงไม่กี่แห่ง
สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือข้อมูลการเคลื่อนย้ายของผู้คนในช่วงสงกรานต์จากภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุจากการวิเคราะห์ Mobility Data ช่วง 11 ถึง 15 เมษายน 2569 ว่า การเดินทางในปีนี้กระจายตัวมากขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเติบโตสูงสุดร้อยละ 12.6 ตามด้วยภาคเหนือร้อยละ 7 ภาคกลางร้อยละ 3.6 และภาคใต้ร้อยละ 2.2 ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเทศกาลสงกรานต์ไม่ได้ดึงคนให้กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหนุนการเติบโตของเมืองรองและพื้นที่ภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะอย่างยิ่งกับการผลักเชียงแสนให้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการเดินทางช่วงเทศกาล
สัญญาณจากข้อมูลดิจิทัล ยืนยันว่า Soft Power ไทยยังดึงผู้คนได้จริง
นอกจากการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากทรูยังระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้งานโรมมิ่งในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 โดยกลุ่มหลักยังนำโดยนักท่องเที่ยวจีน ตามด้วยมาเลเซีย รัสเซีย ลาว และอินเดีย ขณะเดียวกันคนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 ซึ่งสะท้อนว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้มีการเคลื่อนไหวของคนทั้งขาเข้าและขาออกพร้อมกัน และทำให้เทศกาลไทยยังคงมีสถานะเป็นจุดดึงดูดในระดับนานาชาติอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง
ในด้านพฤติกรรมออนไลน์ ภาคเอกชนทั้งทรูและ AIS ส่งสัญญาณตรงกันว่าเทศกาลปีนี้ไม่ได้คึกคักเฉพาะในพื้นที่จัดงาน แต่คึกคักอย่างมากบนโลกดิจิทัลด้วย ทรูระบุว่าแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้งานสูงสุดยังเป็น Facebook, YouTube, TikTok, WhatsApp และ LINE ส่วนข้อมูลที่ AIS เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักระบุว่าปริมาณการใช้งาน Data บนเครือข่าย 5G ช่วง 13 ถึง 15 เมษายน เติบโตถึงร้อยละ 86.7 เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และจุดเล่นน้ำที่ใช้ดาต้าสูงสุดคือหาดพัทยา ตามด้วยบางแสน หาดแสงจันทร์ ถนนข้าวทิพย์ และถนนสีลม ภาพรวมนี้สะท้อนพฤติกรรม “ถ่าย แชร์ ดูทันที” ของผู้คนยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน และทำให้งานเทศกาลทุกแห่งรวมถึงเชียงแสน ไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนคนเข้าร่วม แต่ยังแข่งขันกันในแง่ความสามารถในการถูกมองเห็น ถูกแชร์ และถูกจดจำบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย
ในมุมนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนมีข้อได้เปรียบชัด เพราะองค์ประกอบของงานถูกออกแบบมาให้รองรับการสื่อสารในยุคดิจิทัลแทบทุกมิติ ตั้งแต่อุโมงค์น้ำยาว 300 เมตร แสงสว่างบนโบราณสถาน ไปจนถึงเวทีริมโขงและภูมิทัศน์เมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้มาร่วมงานในสถานที่จริง แต่ยังตอบโจทย์ยุคที่ประสบการณ์หนึ่งครั้งสามารถขยายตัวออกไปได้อีกหลายแสนครั้งผ่านภาพ วิดีโอ และไลฟ์สดบนหน้าจอมือถือ การที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเร่งเสริมระบบด้วยรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เสาชั่วคราว และระบบ AI บริหารโครงข่ายแบบเรียลไทม์ จึงเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า “เทศกาลที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ ต้องรองรับทั้งคนที่อยู่ในงานและคนที่กำลังรับรู้บรรยากาศจากนอกงานพร้อมกันด้วย
วันเดินทางกลับ ดึงเชียงรายขึ้นแนวหน้าความสูญเสียของประเทศ
แต่ในอีกด้านหนึ่งของภาพความคึกคัก วันที่ 15 เมษายน 2569 กลับเป็นวันที่ทำให้เชียงรายต้องเผชิญบททดสอบด้านความปลอดภัยอย่างหนัก จังหวัดเชียงรายประชุมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 โดยพบว่าในวันเดียวเกิดอุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ส่งผลให้ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดตั้งแต่ 10 ถึง 15 เมษายน อยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่กลุ่มอายุที่ประสบเหตุมากที่สุดยังคงอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี และยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์
ระดับประเทศเอง ศปถ. รายงานตรงกันว่า วันที่ 15 เมษายนเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 67.84 และช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ที่สำคัญคือเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันนั้น และยังมีผู้บาดเจ็บกับผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมด้วย (prd.go.th ) นี่คือภาพสะท้อนชัดว่า ในช่วงที่เมืองกำลังเฉลิมฉลองและสร้างภาพจำด้านการท่องเที่ยว ท้องถนนอีกด้านหนึ่งยังเรียกร้องการจัดการอย่างเข้มงวดไม่แพ้กัน
ด่านชุมชนและกฎหมาย 10 ข้อหา กลายเป็นแนวรับสำคัญของจังหวัด
ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถปล่อยให้การประชุมเป็นเพียงพิธีกรรมรายวันได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำให้ด่านชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่คัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และยังเสนอให้พิจารณาเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็วและจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อลดความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ส่วนกลางเองก็ยอมรับว่าต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในวันเดินทางกลับ
คำว่า “พลังของด่านชุมชน” ที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ในการแถลงข่าว มีน้ำหนักมากกว่าคำชื่นชมทั่วไป เพราะสะท้อนว่ารัฐเริ่มมองเห็นแล้วว่า การลดอุบัติเหตุไม่อาจฝากไว้กับด่านตำรวจบนถนนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ชุมชนเป็นแนวป้องกันด่านแรกในการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ และการปล่อยให้เยาวชนหรือผู้ขับขี่อ่อนล้าออกสู่ถนน หากด่านชุมชนทำงานได้จริง ระบบป้องกันอุบัติเหตุจะไม่เริ่มเมื่อรถออกจากบ้านแล้ว แต่จะเริ่มตั้งแต่ก่อนเจ้าของรถจับกุญแจขึ้นมาเสียอีก (prd.go.th)
ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยังเป็นอีกสมรภูมิที่รัฐต้องคุมให้ได้
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว TAC 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่าวันที่ 15 เมษายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย
ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุของประชาชนไทย แต่มีความหมายอย่างยิ่งในเชิงความเชื่อมั่น เพราะสงกรานต์ปี 2569 เป็นช่วงที่ภาครัฐและท้องถิ่นพยายามผลักเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ระดับนานาชาติ หากงานใหญ่ริมโขงอย่างเชียงแสนต้องการเติบโตต่อเนื่อง การดูแลนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้เข้าถึงข้อมูล เส้นทาง ความช่วยเหลือ และระบบตอบสนองฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ความสำเร็จของเทศกาลในวันนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะจำนวนคนมาเที่ยวหรือภาพความคึกคักหน้าฉาก แต่ต้องวัดจากความรู้สึกปลอดภัยที่ผู้มาเยือนได้รับกลับไปด้วยเช่นกัน
สงกรานต์เชียงรายปีนี้กำลังสอนว่า Soft Power จะยั่งยืนได้ ต้องยืนอยู่บนฐานความปลอดภัยจริง
ข้อมูลภาพของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จึงมีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก ด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังใช้เชียงแสนเป็นเวทีสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ระดับกว้าง ผ่านเทศกาลที่เชื่อมประวัติศาสตร์ สายน้ำ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกลับต้องเผชิญสถิติอุบัติเหตุที่หนักที่สุดของประเทศในวันเดินทางกลับ นี่ทำให้บทเรียนของสงกรานต์ปีนี้ชัดเจนว่า การผลักดัน Soft Power ไม่อาจแยกขาดจากการบริหารความปลอดภัยทางถนน ความพร้อมของระบบขนส่ง และความเข้มข้นของชุมชนในการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงได้เลย
ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเชียงแสนจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือเชียงรายลดอุบัติเหตุได้กี่เปอร์เซ็นต์ในปีต่อไป แต่คือการทำให้สองด้านนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือเทศกาลต้องสร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้จังหวัด ขณะเดียวกันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หากเชียงรายรักษาสมดุลนี้ได้ ความคึกคักริมฝั่งโขงจะไม่เป็นเพียงภาพสวยของเทศกาลปีหนึ่งปีใด แต่จะกลายเป็นฐานของการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและน่าเชื่อถือในระยะยาว
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :