Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงราย ตั้งวอร์รูมแม่สาย เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและเสริมคันกั้นน้ำ หวังป้องกันซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 67

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงรายลงพื้นที่แม่สาย เร่งมาตรการเตือนภัยและป้องกันน้ำหลากให้เสร็จก่อนฤดูฝนมาถึง

  • เร่งขุดลอกแม่น้ำสายและรื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำชายแดน

  • ไทย-เมียนมา ร่วมติดตามการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งฝั่งท่าขี้เหล็ก ซึ่งคืบหน้าแล้ว 35%

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 18-19 เม.ย. นี้ เป็นบททดสอบแรกของระบบป้องกันน้ำแม่สาย

  • แผนจัดการน้ำปี 2569 ถอดบทเรียนจากวิกฤตปี 2567 ที่สร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นครัวเรือน

แม่สายเร่งวางรับมือน้ำหลากก่อนฝนมา เชียงรายขยับจากบทเรียนเก่าไปสู่แผนป้องกันที่ต้องเสร็จก่อนวิกฤตจะมาถึง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – แม้บรรยากาศสงกรานต์จะยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของจังหวัด แต่ที่อำเภอแม่สาย น้ำหนักของการบริหารราชการในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ที่การปิดเทศกาล หากอยู่ที่การเร่งเปิดแผนรับมืออุทกภัยก่อนที่เมฆฝนก้อนใหญ่ของปีจะเริ่มก่อตัวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อกำหนดแนวทางเตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากในช่วงฤดูฝน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า การประชุมครั้งนี้วางเป้าหมายไว้ที่มาตรการเร่งด่วน 2 เรื่อง คือการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันเวลา และการป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยงผ่านการเสริมคันกั้นน้ำ รื้อสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และขุดลอกแม่น้ำสายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

ความหมายของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสั่งงานตามฤดูกาล แต่คือการเร่งเปลี่ยนความทรงจำของวิกฤตครั้งก่อนให้กลายเป็นลำดับงานที่ต้องจับต้องได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นให้ทุกหน่วยงานจัดทำไทม์ไลน์ของแต่ละมาตรการอย่างชัดเจน และเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูฝน นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะปัญหาน้ำท่วมแม่สายไม่ได้อยู่แค่การมีแผน หากอยู่ที่การทำให้แผนนั้นเสร็จทันเวลา เมื่อฝนมาเร็วหรือน้ำหลากแรงกว่าคาด ระบบเตือนภัยที่ยังไม่ครอบคลุมหรือคันกั้นน้ำที่ยังทำไม่เสร็จย่อมทำให้ความเสียหายเกิดขึ้นก่อนที่รัฐจะขยับทันเสมอ

แม่น้ำสายยังเป็นหัวใจของโจทย์แม่สาย และยังต้องแข่งกับเวลา

หากมองย้อนหลังไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มขับเครื่องเรื่องแม่น้ำสายมาก่อนหน้านี้แล้ว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ติดตามผลการศึกษา “แผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย” ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองว่าจ้างบริษัทเอกชนศึกษาและออกแบบรายละเอียดโครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสี่ยงจากน้ำล้นตลิ่ง และวางรากฐานการบริหารจัดการน้ำในระยะยาว โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 25 ตุลาคม 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 240 วัน

นี่สะท้อนให้เห็นว่า แม่สายไม่ได้รอให้ฤดูฝนมาถึงแล้วค่อยแก้ แต่กำลังขยับทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะโครงสร้างไปพร้อมกัน กระนั้นเอง สิ่งที่ยังน่ากังวลคือโครงการศึกษาและออกแบบระยะยาวยังต้องใช้เวลา ขณะที่ฝนจริงไม่ได้รอผลการศึกษาเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมวันที่ 16 เมษายนจึงเป็นเหมือนการ “อุดช่องว่างระหว่างแผนใหญ่กับความจริงหน้างาน” เพราะในขณะที่การแก้ต้นเหตุอย่างยั่งยืนยังอยู่ระหว่างการศึกษาของกรมโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดจำเป็นต้องเดินมาตรการเชิงปฏิบัติที่ลงมือได้ทันที เช่น คันกั้นน้ำ การรื้อสิ่งกีดขวาง และการขุดลอก เพื่อให้มีเกราะชั่วคราวที่แข็งแรงพอจะพาประชาชนผ่านฤดูฝนปีนี้ไปก่อน

ความร่วมมือไทยและเมียนมายังเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะน้ำไม่หยุดที่เส้นเขตแดน

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้การรับมืออุทกภัยแม่สายซับซ้อนกว่าหลายพื้นที่ คือภูมิประเทศชายแดนซึ่งแม่น้ำสายเชื่อมทั้งสองฝั่งเข้าหากันโดยตรง ข่าวของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ระบุว่า นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กและคณะ เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำสายฝั่งเมียนมา บริเวณบ้านหัวฝาย ตำบลปงถุน จังหวัดท่าขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านแม่สาย หมู่ 1 ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยโครงการดังกล่าวมีความคืบหน้าประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ในเวลานั้น และฝ่ายเมียนมาแจ้งว่าจะเร่งก่อสร้างให้เสร็จในช่วงสงกรานต์ พร้อมดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569

ข้อมูลนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันย้ำว่าแม่สายไม่อาจจัดการน้ำท่วมได้ด้วยมาตรการฝั่งไทยเพียงลำพัง หากฝั่งตรงข้ามมีสิ่งกีดขวาง มีดินสะสม หรือมีแนวป้องกันตลิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ ทิศทางการไหลของน้ำย่อมได้รับผลกระทบทันที การเร่งรัดให้ฝ่ายเมียนมาตักดินออกจากลำน้ำและเดินหน้าขุดลอกภายในเมษายน จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเล็กน้อย แต่เป็นประเด็นที่มีผลต่อความเสี่ยงของบ้านเรือนและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนทั้งระบบ และทำให้เห็นว่าการป้องกันน้ำท่วมแม่สายในปีนี้ไม่ใช่แค่โจทย์ของจังหวัดเชียงราย แต่เป็นโจทย์ของความร่วมมือข้ามแดนที่ต้องเดินให้ทันฤดูฝนเช่นกัน

พายุฤดูร้อนระยะสั้น กำลังมาเติมความกดดันให้แผนรับมือน้ำ

ในระยะใกล้ ความเสี่ยงยังไม่ได้มาจากฤดูฝนเต็มรูปแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพายุฤดูร้อนที่กำลังกดดันพื้นที่ภาคเหนือด้วย กรมอุตุนิยมวิทยาระบุในพยากรณ์ประจำวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดโดยทั่วไป แต่มีพายุฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ พร้อมลมกระโชกแรงและลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงจังหวัดเชียงรายด้วย ขณะเดียวกันเอกสารเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่เมื่อ 16 เมษายน ยังระบุว่า วันที่ 19 เมษายน 2569 เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือที่มี “ความเสี่ยงสูง” ต่อฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงจากพายุฤดูร้อน

ความหมายของข้อมูลชุดนี้คือ แม้ฝนระลอกแรกอาจช่วยชะล้างฝุ่นและหมอกควันบางส่วน แต่ในมุมของแม่สาย มันยังทำหน้าที่เหมือนการทดสอบระบบป้องกันน้ำในตัว หากคันกั้นน้ำยังไม่แข็งแรงพอ หากจุดอุดตันยังไม่ถูกรื้อ หรือหากการแจ้งเตือนยังไปไม่ถึงประชาชนอย่างรวดเร็ว ฝนจากพายุฤดูร้อนก็อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่เจ็บปวดได้ก่อนถึงฤดูฝนหลักด้วยซ้ำ นี่ทำให้การเตรียมพร้อมในเดือนเมษายนไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือทำเผื่อไว้ล่วงหน้าเกินจำเป็น แต่เป็นการรับมือกับความเสี่ยงที่เริ่มกดดันอยู่แล้วในระดับรายวัน

เอลนีโญยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย แต่ความผันผวนของอากาศคือความจริงที่หนีไม่พ้น

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการหยิบยกประเด็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นมาเชื่อมกับความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรระบุอย่างระมัดระวัง เมื่อเทียบกับข้อมูลล่าสุดขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเมื่อ 3 มีนาคม 2569 WMO ระบุว่า ลานีญาอ่อนกำลังลง และมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ ENSO เป็นกลางจนถึงเดือนกรกฎาคม ก่อนที่โอกาสเกิดเอลนีโญจะค่อย ๆ เพิ่มเป็นราว 40 เปอร์เซ็นต์ในช่วงพฤษภาคมถึงกรกฎาคม พร้อมย้ำว่าการพยากรณ์ในช่วงนี้มีความไม่แน่นอนสูงจากสิ่งที่เรียกว่า spring predictability barrier หรือข้อจำกัดของการคาดการณ์ในฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ

ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยก็ยังคงติดตามภาวะเอลนีโญและลานีญาเป็นรายเดือน โดยมีหน้ารายงาน ENSO ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ในระบบข้อมูลภูมิอากาศของหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นนี้ยังอยู่ในระยะเฝ้าระวังและประเมินต่อเนื่อง ไม่ใช่ข้อสรุปที่ปิดบัญชีแล้ว ดังนั้น หากจะเชื่อมประเด็นภูมิอากาศโลกกับแม่สายอย่างรอบคอบ สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นคงในตอนนี้คือ โลกกำลังอยู่ในภาวะอุณหภูมิสูงผิดปกติและอากาศผันผวนมากขึ้น ขณะที่ความเป็นไปได้ของเอลนีโญกำลังเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ควรฟันธงว่าซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นแล้วหรือจะเกิดอย่างแน่นอนในปีนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ข้อสรุปเรื่องเอลนีโญยังไม่เด็ดขาด สิ่งที่แน่ชัดคือภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ เช่น เกษตรกรรม พลังงาน สาธารณสุข และการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้ามากขึ้น เพราะ WMO เองก็ระบุว่าการคาดการณ์ ENSO มีบทบาทสำคัญในการลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการวางแผนด้านมนุษยธรรมและการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ในบริบทของแม่สาย ประโยคนี้แปลได้ง่ายมากว่า ต่อให้เอลนีโญจะยังไม่ชัด แต่พื้นที่ที่เคยเผชิญน้ำท่วมหนักมาแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลจะรอให้ฟ้าตอบคำถามจนชัดเจนก่อนค่อยเตรียมตัว

บทเรียนปี 2567 ยังตามหลอกหลอน และเป็นเหตุผลว่าทำไมแม่สายจึงชะล่าใจไม่ได้

เหตุผลที่การเตรียมพร้อมครั้งนี้ต้องเข้มกว่าเดิม ยังสืบเนื่องจากบาดแผลของปี 2567 ที่ยังสดอยู่ในความทรงจำของคนเชียงราย สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเคยรายงานเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2567 ว่า จังหวัดเชียงรายเผชิญอุทกภัยและดินถล่มกระทบถึง 14 อำเภอ 66 ตำบล 591 หมู่บ้าน มีประชาชนได้รับผลกระทบเบื้องต้นมากกว่า 60,000 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต 14 ราย โดยพื้นที่แม่สายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักและต้องมีการฟื้นฟูเป็นหลายโซนย่อย รวมถึงการเสริมแนวป้องกันรอยรั่วและฟื้นระบบสาธารณูปโภคหลายด้าน

เมื่อพิจารณาจากฐานความเสียหายเดิมนี้ การลงพื้นที่ประชุมของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในเดือนเมษายน 2569 จึงไม่ใช่แค่การทำงานตามปฏิทินราชการ แต่เป็นการตอบสนองต่อประสบการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและพิสูจน์แล้วว่าหากประมาท ผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด แม่สายในวันนี้จึงกำลังพยายามไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และการเน้นไทม์ไลน์อย่างชัดเจนของแต่ละมาตรการก็สะท้อนว่าจังหวัดเข้าใจดีว่า ความล่าช้าแม้เพียงไม่กี่สัปดาห์อาจกลายเป็นช่องว่างที่น้ำใช้ไหลกลับเข้ามาสร้างความเสียหายได้อีกครั้ง

แผนแม่สายจึงไม่ควรจบที่ประชุม แต่ต้องไปต่อถึงชุมชนและหน้างานจริง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือมาตรการที่ถูกพูดในห้องประชุมจะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่จริงได้เร็วเพียงใด ระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะครอบคลุมชุมชนเสี่ยงทุกจุดหรือไม่ คันกั้นน้ำจะเสริมทันหรือไม่ จุดกีดขวางทางน้ำจะถูกจัดการจริงแค่ไหน และการขุดลอกแม่น้ำสายทั้งฝั่งไทยและเมียนมาจะเดินไปทันกรอบเวลาที่ประกาศไว้หรือไม่ เพราะสำหรับแม่สาย การป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องของโครงสร้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “การบังคับใช้ไทม์ไลน์” ให้เกิดขึ้นจริงแบบวันต่อวัน

ในมุมนี้ การประชุมเมื่อ 16 เมษายนจึงมีความหมายเหมือนจุดเริ่มของการนับถอยหลังมากกว่าจุดจบของการหารือ หากทุกหน่วยงานทำได้ตามแผน แม่สายอาจรับฤดูฝนปีนี้ด้วยเครื่องมือที่พร้อมกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากแผนยังติดอยู่ในขั้นเอกสารหรือประสานงานไม่ทัน ความเสี่ยงเดิมก็พร้อมกลับมาซ้ำเติมพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่เปราะบางอยู่แล้วได้ทุกเมื่อ และสำหรับประชาชนแม่สาย ความหวังไม่ได้อยู่ที่คำประกาศว่าจะ “เตรียมพร้อม” เท่านั้น หากอยู่ที่การได้เห็นสิ่งที่ป้องกันพวกเขาได้จริงก่อนเม็ดฝนก้อนแรกของปีจะตกลงมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME