Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน ปลุก Soft Power เชียงรายเชื่อมไทย-ลาว-เมียนมา กระตุ้นเศรษฐกิจริมฝั่งโขง

Summary
  • เชียงรายเปิดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” ชู Soft Power เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • ข้อมูล Mobility Data พบการเดินทางสู่ภาคเหนือโต 7% และมีการใช้งานดาต้า 5G ในพื้นที่เล่นน้ำพุ่งสูงถึง 86.7%

  • เชียงรายครองแชมป์อุบัติเหตุรายวันสูงสุดของประเทศ (15 เม.ย.) เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 11 ราย

  • รัฐยกระดับ “ด่านชุมชน” เป็นปราการด่านแรกคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก

  • ความสำเร็จของ Soft Power ต้องยืนบนฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้เป็นเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัยของเชียงราย

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – บริเวณเวทีหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บรรยากาศริมฝั่งโขงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเวทีใหญ่ของจังหวัด เมื่อโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” เปิดงานอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก รายละเอียดดังกล่าวปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา และสอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายก่อนเริ่มงาน ที่ระบุว่างานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันอัตลักษณ์เชียงแสนสู่เวทีระดับกว้างขึ้น

จุดแข็งของงานนี้ไม่ใช่เพียงความใหญ่ของเวทีหรือจำนวนกิจกรรม แต่คือการวาง “เชียงแสน” ให้เป็นเมืองเทศกาลที่ใช้ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะคำว่า 3 แผ่นดิน ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนทางการตลาด หากสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา ผ่านสายน้ำโขงซึ่งเป็นแกนกลางของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพื้นที่มานาน งานครั้งนี้จึงไม่ได้ขายความสนุกแบบฉาบฉวยเท่านั้น แต่ขาย “เรื่องเล่าของเมือง” ผ่านการออกแบบพื้นที่กิจกรรม 5 จุด ทั้งถนนริมโขง หอคอยน้ำเชิงสัญลักษณ์ อุโมงค์น้ำยาวประมาณ 300 เมตร การคืนชีวิตให้โบราณสถานสำคัญ และเวทีการแสดงหลักที่เชื่อมดนตรีและศิลปะของ 3 ประเทศเข้าด้วยกัน

จากงานประเพณีสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจท้องถิ่น

ลึกไปกว่าความสวยงามของซุ้มทางเดิน โคม ตุงล้านนา และกิจกรรมสงกรานต์แบบร่วมสมัย แก่นสำคัญของโครงการนี้คือการใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีทิศทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า การจัดงานครั้งนี้ต้องช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประชาชน และต่อยอดทุนวัฒนธรรมล้านนาให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องว่าการท่องเที่ยวต้องกระจายประโยชน์ไปถึงพื้นที่และชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะเมืองหลักเพียงไม่กี่แห่ง

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือข้อมูลการเคลื่อนย้ายของผู้คนในช่วงสงกรานต์จากภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุจากการวิเคราะห์ Mobility Data ช่วง 11 ถึง 15 เมษายน 2569 ว่า การเดินทางในปีนี้กระจายตัวมากขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเติบโตสูงสุดร้อยละ 12.6 ตามด้วยภาคเหนือร้อยละ 7 ภาคกลางร้อยละ 3.6 และภาคใต้ร้อยละ 2.2 ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเทศกาลสงกรานต์ไม่ได้ดึงคนให้กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหนุนการเติบโตของเมืองรองและพื้นที่ภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะอย่างยิ่งกับการผลักเชียงแสนให้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการเดินทางช่วงเทศกาล

สัญญาณจากข้อมูลดิจิทัล ยืนยันว่า Soft Power ไทยยังดึงผู้คนได้จริง

นอกจากการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากทรูยังระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้งานโรมมิ่งในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 โดยกลุ่มหลักยังนำโดยนักท่องเที่ยวจีน ตามด้วยมาเลเซีย รัสเซีย ลาว และอินเดีย ขณะเดียวกันคนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 ซึ่งสะท้อนว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้มีการเคลื่อนไหวของคนทั้งขาเข้าและขาออกพร้อมกัน และทำให้เทศกาลไทยยังคงมีสถานะเป็นจุดดึงดูดในระดับนานาชาติอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในด้านพฤติกรรมออนไลน์ ภาคเอกชนทั้งทรูและ AIS ส่งสัญญาณตรงกันว่าเทศกาลปีนี้ไม่ได้คึกคักเฉพาะในพื้นที่จัดงาน แต่คึกคักอย่างมากบนโลกดิจิทัลด้วย ทรูระบุว่าแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้งานสูงสุดยังเป็น Facebook, YouTube, TikTok, WhatsApp และ LINE ส่วนข้อมูลที่ AIS เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักระบุว่าปริมาณการใช้งาน Data บนเครือข่าย 5G ช่วง 13 ถึง 15 เมษายน เติบโตถึงร้อยละ 86.7 เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และจุดเล่นน้ำที่ใช้ดาต้าสูงสุดคือหาดพัทยา ตามด้วยบางแสน หาดแสงจันทร์ ถนนข้าวทิพย์ และถนนสีลม ภาพรวมนี้สะท้อนพฤติกรรม “ถ่าย แชร์ ดูทันที” ของผู้คนยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน และทำให้งานเทศกาลทุกแห่งรวมถึงเชียงแสน ไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนคนเข้าร่วม แต่ยังแข่งขันกันในแง่ความสามารถในการถูกมองเห็น ถูกแชร์ และถูกจดจำบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

ในมุมนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนมีข้อได้เปรียบชัด เพราะองค์ประกอบของงานถูกออกแบบมาให้รองรับการสื่อสารในยุคดิจิทัลแทบทุกมิติ ตั้งแต่อุโมงค์น้ำยาว 300 เมตร แสงสว่างบนโบราณสถาน ไปจนถึงเวทีริมโขงและภูมิทัศน์เมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้มาร่วมงานในสถานที่จริง แต่ยังตอบโจทย์ยุคที่ประสบการณ์หนึ่งครั้งสามารถขยายตัวออกไปได้อีกหลายแสนครั้งผ่านภาพ วิดีโอ และไลฟ์สดบนหน้าจอมือถือ การที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเร่งเสริมระบบด้วยรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เสาชั่วคราว และระบบ AI บริหารโครงข่ายแบบเรียลไทม์ จึงเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า “เทศกาลที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ ต้องรองรับทั้งคนที่อยู่ในงานและคนที่กำลังรับรู้บรรยากาศจากนอกงานพร้อมกันด้วย

วันเดินทางกลับ ดึงเชียงรายขึ้นแนวหน้าความสูญเสียของประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่งของภาพความคึกคัก วันที่ 15 เมษายน 2569 กลับเป็นวันที่ทำให้เชียงรายต้องเผชิญบททดสอบด้านความปลอดภัยอย่างหนัก จังหวัดเชียงรายประชุมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 โดยพบว่าในวันเดียวเกิดอุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ส่งผลให้ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดตั้งแต่ 10 ถึง 15 เมษายน อยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่กลุ่มอายุที่ประสบเหตุมากที่สุดยังคงอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี และยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์

ระดับประเทศเอง ศปถ. รายงานตรงกันว่า วันที่ 15 เมษายนเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 67.84 และช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ที่สำคัญคือเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันนั้น และยังมีผู้บาดเจ็บกับผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมด้วย (prd.go.th ) นี่คือภาพสะท้อนชัดว่า ในช่วงที่เมืองกำลังเฉลิมฉลองและสร้างภาพจำด้านการท่องเที่ยว ท้องถนนอีกด้านหนึ่งยังเรียกร้องการจัดการอย่างเข้มงวดไม่แพ้กัน

ด่านชุมชนและกฎหมาย 10 ข้อหา กลายเป็นแนวรับสำคัญของจังหวัด

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถปล่อยให้การประชุมเป็นเพียงพิธีกรรมรายวันได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำให้ด่านชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่คัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และยังเสนอให้พิจารณาเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็วและจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อลดความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ส่วนกลางเองก็ยอมรับว่าต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในวันเดินทางกลับ

คำว่า “พลังของด่านชุมชน” ที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ในการแถลงข่าว มีน้ำหนักมากกว่าคำชื่นชมทั่วไป เพราะสะท้อนว่ารัฐเริ่มมองเห็นแล้วว่า การลดอุบัติเหตุไม่อาจฝากไว้กับด่านตำรวจบนถนนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ชุมชนเป็นแนวป้องกันด่านแรกในการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ และการปล่อยให้เยาวชนหรือผู้ขับขี่อ่อนล้าออกสู่ถนน หากด่านชุมชนทำงานได้จริง ระบบป้องกันอุบัติเหตุจะไม่เริ่มเมื่อรถออกจากบ้านแล้ว แต่จะเริ่มตั้งแต่ก่อนเจ้าของรถจับกุญแจขึ้นมาเสียอีก (prd.go.th)

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยังเป็นอีกสมรภูมิที่รัฐต้องคุมให้ได้

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว TAC 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่าวันที่ 15 เมษายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุของประชาชนไทย แต่มีความหมายอย่างยิ่งในเชิงความเชื่อมั่น เพราะสงกรานต์ปี 2569 เป็นช่วงที่ภาครัฐและท้องถิ่นพยายามผลักเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ระดับนานาชาติ หากงานใหญ่ริมโขงอย่างเชียงแสนต้องการเติบโตต่อเนื่อง การดูแลนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้เข้าถึงข้อมูล เส้นทาง ความช่วยเหลือ และระบบตอบสนองฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ความสำเร็จของเทศกาลในวันนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะจำนวนคนมาเที่ยวหรือภาพความคึกคักหน้าฉาก แต่ต้องวัดจากความรู้สึกปลอดภัยที่ผู้มาเยือนได้รับกลับไปด้วยเช่นกัน

สงกรานต์เชียงรายปีนี้กำลังสอนว่า Soft Power จะยั่งยืนได้ ต้องยืนอยู่บนฐานความปลอดภัยจริง

ข้อมูลภาพของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จึงมีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก ด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังใช้เชียงแสนเป็นเวทีสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ระดับกว้าง ผ่านเทศกาลที่เชื่อมประวัติศาสตร์ สายน้ำ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกลับต้องเผชิญสถิติอุบัติเหตุที่หนักที่สุดของประเทศในวันเดินทางกลับ นี่ทำให้บทเรียนของสงกรานต์ปีนี้ชัดเจนว่า การผลักดัน Soft Power ไม่อาจแยกขาดจากการบริหารความปลอดภัยทางถนน ความพร้อมของระบบขนส่ง และความเข้มข้นของชุมชนในการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงได้เลย

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเชียงแสนจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือเชียงรายลดอุบัติเหตุได้กี่เปอร์เซ็นต์ในปีต่อไป แต่คือการทำให้สองด้านนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือเทศกาลต้องสร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้จังหวัด ขณะเดียวกันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หากเชียงรายรักษาสมดุลนี้ได้ ความคึกคักริมฝั่งโขงจะไม่เป็นเพียงภาพสวยของเทศกาลปีหนึ่งปีใด แต่จะกลายเป็นฐานของการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและน่าเชื่อถือในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรู คอร์ปอเรชั่น
  • เอไอเอส
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศปถ.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

Summary
  • เชียงแสนจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” 13-18 เม.ย. 69 ปลุกเมืองเก่าให้มีชีวิต

  • อบจ.เชียงราย ชูแนวคิด “เมืองเดินได้” เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • กิจกรรมไฮไลต์คืออุโมงค์น้ำริมโขง ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน และสินค้า OTOP 18 อำเภอ

  • ททท. ปรับกลยุทธ์เน้น Value over Volume ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

  • งานนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและพิสูจน์ศักยภาพท่องเที่ยวเมืองชายแดน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวเชียงรายในปีที่ความเชื่อมั่นมีค่ากว่าจำนวนนักเดินทาง

เชียงราย,14 เมษายน 2569 – เมืองเล็กริมโขงที่เคยคุ้นกับความสงบของกำแพงเมืองเก่า กำลังเปลี่ยนจังหวะของตัวเองอีกครั้งในห้วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง เมื่ออำเภอเชียงแสนถูกแต่งแต้มด้วยน้ำ แสง เสียง และผู้คนจากหลายทิศทางผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน และมีกำหนดจัดต่อเนื่องถึง 18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักตั้งแต่วันแรก โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวสวัสดีปี๋ใหม่เมือง พร้อมอวยพรให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและใช้เวลาช่วงเทศกาลร่วมกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในพื้นที่มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี แต่เป็นวาระสำคัญของจังหวัดในการใช้เทศกาลวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนปีนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำริมแม่น้ำโขง ต้องอ่านควบคู่กับบริบทใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถานการณ์รายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 9.60 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเรื่องพลังงานและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ แม้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 5 เมษายนจะยังอยู่ที่ 9,744,179 คน และสร้างรายได้แล้วราว 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเดินทางในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อรักษาคนที่กำลังลังเลให้อยากออกเดินทางจริง

เชียงแสนไม่ได้จัดแค่งานรื่นเริง แต่กำลังทดลองบทบาทใหม่ของเมืองชายแดน

เมื่อมองจากรายละเอียดของงาน จะเห็นว่าผู้จัดพยายามวาง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ให้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำทั่วไป เพราะแก่นของงานอยู่ที่การยกระดับเชียงแสนจากเมืองเก่าริมโขงให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระบุว่า งานจัดบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนและถนนริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง ภายใต้แนวคิดใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นจุดขายด้าน Soft Power ของเชียงราย และทำให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ร่วมของสามแผ่นดิน ทั้งในมิติประเพณี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวร่วมสมัย

ในเชิงภาพงาน ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันแรกคืออุโมงค์น้ำริมโขงขนาดยาวหลายร้อยเมตร หอคอยน้ำขนาดใหญ่ มาสคอต “น้องน้ำโขง” เวทีริมโขง และพื้นที่ตกแต่งเมืองเก่าที่ทำให้เชียงแสนมีบรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของข่าวสดระบุว่าบรรยากาศตลอดแนวริมโขงในวันแรกเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นน้ำคลายร้อน ขณะเดียวกันผู้จัดเองก็สื่อสารผ่านช่องทางของ อบจ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมจะมีต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเล่นน้ำและคอนเสิร์ตในวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ไปจนถึงช่วงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวันที่ 16 ถึง 18 เมษายน เช่น ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน พิธีตักบาตร การประกวดนางสงกรานต์ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ภาพนี้ทำให้งานไม่ได้จบเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้ดึงคนให้อยู่กับเมืองหลายวันมากขึ้น

วันแรกของงานสะท้อนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังตอบสนองต่อกิจกรรมคุณภาพ

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า บรรยากาศวันแรกบริเวณถนนริมแม่น้ำโขงคึกคักตลอดแนว นักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำและร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยอย่างหนาแน่น ร้านค้า โรงแรม และผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานภาคสนามของสื่อซึ่งบันทึกบรรยากาศการจับจ่ายสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 18 อำเภอ รวมถึงการใช้พื้นที่เมืองเก่าเชียงแสนเป็นโซนเดินเที่ยวและพักผ่อนสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นพร้อมกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า เทศกาลได้รับการออกแบบดีพอ เมืองรองหรือเมืองชายแดนสามารถเปลี่ยนผู้มาเยือนจาก “แค่ผ่านมา” เป็น “ใช้เวลาและใช้จ่าย” ได้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวเต็มรูปแบบหรือไม่ ยังต้องใช้เวลาติดตามตัวเลขการเข้าพัก รายได้ร้านค้า และการใช้จ่ายหลังจบเทศกาลอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นแล้วอย่างน้อยคือ เมืองอย่างเชียงแสนยังมีศักยภาพสูงมากในการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่ชายแดนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมกับอัตลักษณ์แม่น้ำโขง ความเป็นเมืองเก่า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ไม่มีเมืองอื่นในเชียงรายสามารถเล่าเรื่องได้แบบเดียวกัน เมื่อมีพื้นที่ขายของชุมชน การแสดงพื้นถิ่น และกิจกรรมร่วมสมัยในงานเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าจังหวัดจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดอย่างเดียว แต่มีโอกาสกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานรากที่หลายหน่วยงานพูดถึงมาตลอด แต่จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีเวทีให้ผู้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่และใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นนี้

งาน 3 แผ่นดินกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume โดยตรง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศชัดตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องขยับสู่แนวคิด “Value over Volume” หรือเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เนื่องจากปีนี้เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ททท.จึงปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 30 ถึง 34 ล้านคน และประเมินว่าคนไทยอาจเดินทางในประเทศราว 206 ล้านคนต่อครั้ง ลดลงจากเป้าหมายเดิม แต่ยังคงพยายามรักษารายได้รวมของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาทผ่านกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพประสบการณ์และการใช้จ่ายต่อทริป

มองผ่านกรอบนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างตรง เพราะไม่ได้มุ่งแค่ดึงคนให้เข้ามาจำนวนมากในวันเดียว แต่พยายามสร้างเหตุผลให้คนอยู่กับเมืองนานขึ้น ผ่านโครงสร้างกิจกรรมที่แบ่งเป็นหลายช่วง มีทั้งโซนเล่นน้ำ โซนบันเทิง โซนวัฒนธรรม และโซนเศรษฐกิจชุมชน การมีขบวนแห่ 3 ประเทศ การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ทำให้เทศกาลนี้มีความต่างจากงานสงกรานต์ที่อาศัยเพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมสาดน้ำอย่างเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เชียงแสนกำลังทดลองโมเดลท่องเที่ยวที่ขาย “เรื่องราวของสถานที่” มากกว่าขาย “ความคึกคักชั่วคราว” ซึ่งสอดรับกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ชายแดนไม่ใช่ข้อจำกัดของเชียงแสนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ

คำว่า “3 แผ่นดิน” ในชื่อเทศกาล ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประชาสัมพันธ์ แต่สะท้อนภูมิศาสตร์และบทบาทเฉพาะของเชียงแสนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง พื้นที่ริมโขงแห่งนี้เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาในทางกายภาพและทางวัฒนธรรมมานาน การนำสถานะชายแดนมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์งานเทศกาล จึงเป็นการพลิกมุมมองจาก “พื้นที่ปลายทางไกล” ให้กลายเป็น “เวทีเชื่อมอัตลักษณ์” ที่มีเรื่องเล่าไม่ซ้ำใคร ยิ่งในช่วงที่ไทยต้องแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวกับหลายประเทศอาเซียน เมืองที่มีความชัดเจนเชิงอัตลักษณ์และมีประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเมืองที่จัดงานคล้ายกันทุกจังหวัด

จุดนี้ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ระยะยาวของเชียงรายทั้งจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพยายามสื่อสารมาโดยตลอดภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ว่า การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ยอดนิยมเดิมเป็นเรื่องจำเป็น เมืองอย่างเชียงแสนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจัดงานใหญ่แล้วดึงคนเข้าพื้นที่ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้ให้ชุมชนและขยายเวลาพำนักได้มากขึ้น โมเดลเช่นนี้ก็อาจถูกต่อยอดไปสู่อำเภออื่นในอนาคต ไม่ว่าจะผ่านวัฒนธรรมชายแดน ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิทัศน์ท้องถิ่นรูปแบบอื่น นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะเชียงแสน แต่มีความหมายต่อยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย

ความคึกคักของเชียงแสนเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้เดินง่าย

สิ่งที่ทำให้งานสงกรานต์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือมันเกิดขึ้นในปีที่บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สดใสแบบไร้เงื่อนไข แม้รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะระบุว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์และมาตรการ Ease of traveling ของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเดินทางในสัปดาห์ถัดไป แต่รายงานฉบับเดียวกันก็เตือนชัดว่าตลาดระยะใกล้ชะลอตัวจากประเด็นความเชื่อมั่นเรื่องพลังงาน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนักแต่มีความอ่อนไหวสูง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายงานรายภูมิภาคของกระทรวงยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ 14 ของปีลดลงถึงร้อยละ 10.68 จากสัปดาห์ก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในช่วง 1 ถึง 5 เมษายน ลดลงแรงถึงร้อยละ 74.09 ตามการคำนวณแบบรายภูมิภาคของกระทรวงเอง

การเติบโตของเชียงแสนท่ามกลางภาพรวมเช่นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีจุดขายเฉพาะตัวและผูกกับเทศกาลจริงในพื้นที่ ยังสามารถฝ่ากระแสชะลอตัวของภาพรวมประเทศได้ระดับหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เตือนว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับตลาดต่างชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อปัจจัยระดับโลกผันผวน ความไม่แน่นอนจะส่งมาถึงจำนวนนักเดินทางเร็วมากกว่าที่หลายพื้นที่เตรียมรับมือทัน สงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นตัวอย่างของการพึ่งพาพลังการเดินทางภายในประเทศและตลาดใกล้บ้านอย่างมีชั้นเชิงในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังไม่นิ่ง

จากการกล่าวอวยพรของนายก อบจ. ถึงคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืนของเทศกาล

คำอวยพรของนางอทิตาธรที่ระบุว่า “ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมีความสุข ความเจริญ เดินทางปลอดภัย และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอย่างอบอุ่น” นั้น อาจฟังดูเป็นถ้อยคำตามธรรมเนียม แต่เมื่อวางอยู่ในบริบทของงานนี้ มันสะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น เพราะความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้ขึ้นกับความสนุกเพียงอย่างเดียว ขึ้นกับว่าผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะเข้าร่วม ใช้เวลา และกลับออกไปพร้อมความทรงจำที่ดีหรือไม่ การที่ผู้นำท้องถิ่นเลือกเน้นเรื่องการเดินทางปลอดภัย จึงเท่ากับยืนยันว่าเทศกาลระดับจังหวัดในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์และการบริหารจัดการด้วย

ในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า งานนี้คนเยอะหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ความคึกคักแบบนี้ไม่จบลงพร้อมปฏิทินเทศกาล การจะพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีน้ำหนักจริง จำเป็นต้องต่อยอดจาก 6 วันของสงกรานต์ไปสู่กิจกรรมตลอดปี ทั้งการเชื่อมกับแหล่งโบราณคดี เมืองเก่า วัดวา สายน้ำ วิถีริมโขง และการค้าชายแดน การจัดงานครั้งนี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าคนพร้อมมาเชียงแสนเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ จังหวัดก็อาจมีฐานข้อมูลและความมั่นใจมากพอที่จะลงทุนกับการสร้างปฏิทินกิจกรรมทั้งปีในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้งานสงกรานต์ปีนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จเฉพาะกิจอย่างเห็นได้ชัด

เมืองเก่าที่คืนชีวิตได้ ต้องไม่หยุดแค่แสงสีเสียง

หนึ่งในถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบ คือการใช้คำว่า “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” เพราะมันชวนให้มองเกินกว่ากิจกรรมบนเวทีไปสู่คำถามเรื่องอนาคตของเชียงแสนเอง เมืองประวัติศาสตร์จำนวนมากในไทยมีทุนวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถแปลงทุนเหล่านั้นให้กลับมามีชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง สิ่งที่เชียงแสนกำลังทดลองอยู่ คือการทำให้โบราณสถาน เมืองเก่า แม่น้ำโขง และวัฒนธรรมชายแดน กลับมาเป็นองค์ประกอบร่วมของชีวิตเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูปเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เมืองเก่าจะไม่ใช่พื้นที่สงบที่ผู้คนแค่เดินผ่าน แต่จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลา ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง

แต่การคืนชีวิตให้เมืองเก่าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียด ระหว่างความคึกคักกับคุณค่าดั้งเดิม ระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวกับการไม่ทำให้ชุมชนเสียจังหวะชีวิตเดิม และระหว่างการค้าขายกับความหมายทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เทศกาลจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย ผู้จัดและจังหวัดสามารถเก็บข้อมูลหลังงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มาเยือน และต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนบทบาทเชียงแสนในระบบท่องเที่ยวเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ปลายทางของเทศกาลนี้อาจอยู่ไกลกว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้

เมื่ออ่านทุกชั้นของข้อมูลร่วมกัน จะเห็นว่างานที่เชียงแสนกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำฤดูกาล เพราะมันอยู่บนจุดตัดของหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นคืนชีวิตเมืองเก่า การสร้างแบรนด์จังหวัด การกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลัก และการรักษาความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก การที่วันแรกของงานสามารถดึงผู้คนออกมาริมโขงได้อย่างหนาแน่น จึงไม่ใช่เพียงภาพสวยของเทศกาล แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนยังมีพลังดึงดูดสูง รู้จักออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของตัวเองอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเชียงแสนจัดงานสงกรานต์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือหลังจากน้ำแห้ง ผู้คนกลับบ้าน และเวทีปิดลง เมืองจะเก็บพลังของช่วงเวลานี้ไปต่อยอดอย่างไร คำตอบคือการสร้างเทศกาลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก สร้างรายได้ให้ชุมชนจริง และยกระดับภาพจำของเชียงแสนจากเมืองผ่านทางเป็นเมืองปลายทางได้สำเร็จ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินปี 2569 ก็อาจถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเทศกาลสนุกริมโขง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้กลับมามีบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจและแผนที่การท่องเที่ยวของเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ประกันสังคม 2569 เมื่อแชตหลุดและระบบล่ม บรรจบกับเพดานเงินสมทบใหม่ของแรงงานเชียงราย

เงินออมของแรงงาน กับบททดสอบความเชื่อมั่น” เชียงรายจับสัญญาณ “ปฏิรูปประกันสังคม” ปี 2569 เมื่อแชตหลุด ระบบล่ม เพดานสมทบใหม่ บรรจบกันบนชีวิตลูกจ้างตัวจริง

เชียงราย, 26 มกราคม 2569 — เชียงรายเมืองท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และงานบริการ “ความแน่นอน” ของรายได้มักเป็นสิ่งที่แรงงานจำนวนมากไม่มี แต่สิ่งหนึ่งที่แรงงานเชื่อว่าควร “มีแน่” คือหลักประกันยามเจ็บป่วย ว่างงาน คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือในวันที่ต้องกลับบ้านไปดูแลครอบครัว นั่นคือระบบประกันสังคม

อย่างไรก็ตาม เมื่อกระแส “แชตหลุดบอร์ด” กลายเป็นชนวนใหญ่ ประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องโครงการไอทีมูลค่าสูง และการปรับเพดานคำนวณเงินสมทบปี 2569 ภาพของ “กองทุนที่ควรเป็นที่พึ่ง” จึงถูกลากเข้าสู่ไฟสปอร์ตไลต์ ทั้งในเชิงจริยธรรม การบริหาร และความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ชีวิตแรงงานในเชียงรายซึ่งอาศัยเศรษฐกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นแกนหลัก ก็สะท้อนคำถามเดียวกับคนทั้งประเทศว่า “เงินที่ส่งทุกเดือน กำลังถูกดูแลแบบไหน และจะทันต่อความเสี่ยงจริงหรือไม่”

 

เมื่อความเชื่อมั่นสะดุดด้วย “แชตหลุด”

ประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างหนักคือภาพแชตที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ซึ่งสื่อรายงานว่าเป็นบทสนทนาที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการฝ่ายนายจ้างในระบบประกันสังคม มีถ้อยคำรุนแรงในทำนอง “ทวงบุญคุณ” ต่อผู้ประกันตน พร้อมการพาดพิงสื่อด้วยคำหยาบคาย จนนำไปสู่แรงกดดันให้ตรวจสอบจริยธรรมและท่าทีของผู้กำกับกองทุน โดยมีการอ้างถึง “กำไรจากการลงทุน” ระดับหลายหมื่นล้านบาทเป็นองค์ประกอบของการถกเถียง

ในเชียงราย กระแสดังกล่าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงดราม่าเมืองหลวง เพราะ “ภาษาที่ใช้” สะท้อนวิธีคิดต่อแรงงานฐานราก กลุ่มคนที่ต้องส่งเงินสมทบจากรายได้ที่ไม่เท่ากันในแต่ละฤดูกาลท่องเที่ยว หากผู้กำกับกองทุนมองผู้ประกันตนเป็นเพียง “ตัวเลข” มากกว่าผู้ถือสิทธิ คำถามเรื่องความชอบธรรมย่อมขยายตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างแรงงานเมืองท่องเที่ยว กับความเปราะบางที่ “ต้องมีหลักประกัน”

เชียงรายมีแรงงานภาคบริการจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงรถรับจ้าง โลจิสติกส์ และแรงงานในโครงการก่อสร้างที่รองรับเมืองท่องเที่ยว เมื่อเศรษฐกิจดี คนทำงานอาจอยู่ในระบบมาตรา 33 แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภัยพิบัติ น้ำท่วม ดินถล่ม หรือการชะลอตัวของนักท่องเที่ยว ความเสี่ยง “ตกงาน/รายได้หาย” จะเกิดเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่น

ในภาพรวมประเทศ จำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ระดับราว 12 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราอยู่ระดับ 24–25 ล้านคน ซึ่งสะท้อนความใหญ่ของระบบและความสำคัญเชิงสังคม
สำหรับเชียงราย แม้เอกสารสาธารณะไม่ได้ให้ตัวเลขมาตรา 33 รายเดือนแบบย่อยจังหวัดในชุดข้อมูลข่าวที่ตรวจพบ แต่ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างคือเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยว การค้าชายแดน บริการ ซึ่งทำให้แรงงานในระบบมีบทบาทสูง และความขัดข้องของระบบส่วนกลางย่อมสะเทือนพื้นที่ชายขอบไม่แพ้เมืองใหญ่

คำถามชวนคิดสำหรับเชียงราย ถ้าแรงงานบริการที่อยู่ห่างไกลจากส่วนกลาง ต้องพึ่งระบบออนไลน์เป็นหลัก แล้วระบบ “ล่ม” หรือ “ติดขัด” ใครแบกรับต้นทุนช่วงรอยต่อ แรงงาน นายจ้างท้องถิ่น หรือรัฐ?

 

เพดานสมทบใหม่ปี 2569 ภาระเพิ่ม แต่ต้องแลกกับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น

อีกเส้นเรื่องที่เข้มข้นคือการสื่อสารเรื่อง เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ซึ่งทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาทต่อเดือน ในส่วนที่คำนวณตามเพดาน โดยมีการอธิบายสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

ในมุมของแรงงานเชียงราย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ระดับกลางในโรงแรม/บริการมาตรฐาน การเปลี่ยนเพดานคำนวณไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลข” แต่คือคำถามว่าการจ่ายเพิ่มหรือการคำนวณบนเพดานใหม่จะทำให้

  • การเข้าถึงบริการแพทย์รวดเร็วขึ้นหรือไม่
  • การจ่ายกรณีว่างงาน/ทดแทนรายได้แม่นยำและทันเวลาหรือไม่
  • ระบบดิจิทัลรองรับพื้นที่ภูเขา/ชายแดนที่เดินทางยากได้จริงแค่ไหน

หากคำตอบยังไม่ชัด การตั้งคำถามต่อการบริหารย่อมเข้มขึ้นตามธรรมชาติ

 

 “ยกเครื่องสู่มืออาชีพ” วาระรัฐ คำประกาศที่ต้องพิสูจน์ด้วยกลไกตรวจสอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีการให้ข่าว/สื่อสารถึงการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม โดยเน้นแนวคิดเพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ และการใช้ข้อมูล (Big Data) เพื่อกำกับการตัดสินใจลงทุนและบริการ พร้อมย้ำหลักธรรมาภิบาล

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสาธารณะระหว่าง “เขตเมือง” กับ “พื้นที่ดอย/ชายแดน” หากการปฏิรูปหมายถึงระบบบริการที่เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และตรวจสอบได้จริง ผลดีจะตกกับแรงงานที่ต้องเดินทางไกล ลดต้นทุนเวลา ลดค่าใช้จ่าย และลดการพึ่งพา “ดุลพินิจ” ในการอนุมัติสิทธิ

แต่หากการปฏิรูปเป็นเพียงคำประกาศ โดยไม่มีการเปิดข้อมูล การตรวจสอบอิสระ และการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ความขัดแย้งเชิงความเชื่อมั่นก็อาจยืดเยื้อ และกระทบความร่วมมือของทุกฝ่ายในระยะยาว

ปมร้อนงบไอที การลงทุน เมื่อ “ระบบหลังบ้าน” กลายเป็นความเดือดร้อนหน้าบ้าน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักสุดในช่วงนี้หนีไม่พ้น ระบบไอที SSO Core มูลค่า 850 ล้านบาท (ตามข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมและกรอบข่าวที่ถูกพูดถึงอย่างกว้าง) เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ไม่ใช่ TOR หรือสถาปัตยกรรมระบบ แต่คือ “เงินชดเชยมาไม่ทัน” “ทำรายการไม่ได้” “ติดต่อยาก” เมื่อระบบติดขัด

ขณะที่อีกกรณีที่ถูกยกขึ้นมาคือการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่าง TU Dome ซึ่งสื่อรายงานว่าลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับคนเชียงรายที่อยู่ในเศรษฐกิจรายวัน ภาพเหล่านี้กระตุ้นคำถามแบบตรงไปตรงมา

  • เงินของผู้ประกันตน “ถูกนำไปเสี่ยง” มากน้อยแค่ไหน
  • ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงหรือไม่
  • ใครรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจผิดพลาด
  • กลไกถ่วงดุล ทั้งภายในและภายนอก ทำงานจริงหรือไม่

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “แชตหลุด” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันไปแตะความเชื่อมั่นใน “คน” ที่กำกับ “ระบบ” และกำกับ “เงิน” พร้อมกัน

 

เชียงรายในสมการค่าแรง SMEs ภาระต้นทุนกับการรักษาการจ้างงาน

แม้ประกาศที่ตรวจพบเรื่อง “ค่าแรง 400 บาท” จะระบุ 10 จังหวัดนำร่อง (เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ) และเงื่อนไขเฉพาะกิจการโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไปที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป
แต่เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวก็เผชิญ “แรงกดดันต้นทุนแรงงาน” ในตลาดเดียวกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ที่แข่งขันด้วยบริการและคุณภาพคน

เมื่อรวมกับประเด็นเงินสมทบ ระบบไอที และข้อกังขาการใช้งบ ความเสี่ยงในพื้นที่จึงเกิด “ซ้อนชั้น” นายจ้างต้องบริหารต้นทุน แรงงานต้องการหลักประกัน และหน่วยงานต้องพิสูจน์คุณภาพบริการ หากจุดใดจุดหนึ่งสะดุด ผลกระทบอาจไปจบที่ “การลดชั่วโมงงาน/การจ้างงานไม่เต็มเวลา/การหลุดจากระบบ” ซึ่งย้อนกลับไปทำให้ฐานผู้ส่งเงินสมทบหดตัวในระยะยาว

ทางออกที่สังคมคาดหวัง เปิดข้อมูล เพิ่มการมีส่วนร่วม ทำระบบให้เชื่อถือได้

บทเรียนจากกระแสครั้งนี้ชี้ว่า “กำไรจากการลงทุน” ไม่เพียงพอจะสร้างความชอบธรรม หากกระบวนการตัดสินใจไม่โปร่งใสหรือสื่อสารไม่เคารพผู้ประกันตน ขณะเดียวกัน การประกาศปฏิรูปจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อมี

  1. การเปิดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ (ผลตอบแทน/ความเสี่ยง/ค่าใช้จ่ายโครงการ/เหตุผลเชิงนโยบาย)
  2. การตรวจสอบอิสระ และการรับผิดรับชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดความเสียหาย
  3. การพัฒนาระบบดิจิทัลที่ “ใช้งานได้จริง” โดยเฉพาะพื้นที่ไกลอย่างหลายอำเภอของเชียงราย
  4. การรับฟังผู้ประกันตนในฐานะผู้ถือสิทธิ ไม่ใช่เพียงผู้ส่งเงินสมทบ

ในแง่นี้ คำประกาศของฝ่ายนโยบายเรื่องการยึดหลักข้อมูลและธรรมาภิบาลจึงเป็น “มาตรฐานที่สังคมใช้วัดผล” มากกว่าคำขวัญ

ปี 2569 คือ “จุดเปลี่ยน” ที่เชียงรายหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับเชียงราย เรื่องประกันสังคมไม่ใช่ข่าวส่วนกลางที่อ่านแล้วผ่านไป แต่เป็น “ระบบประคองชีวิต” ของแรงงานเมืองท่องเที่ยวและบริการ หากระบบโปร่งใสและทำงานได้จริง จะช่วยให้แรงงานกล้าอยู่ในระบบ นายจ้างรักษาคน และชุมชนมีเสถียรภาพมากขึ้น

แต่หากปัญหาความเชื่อมั่นยังไม่ถูกแก้ด้วยข้อมูลและความรับผิดรับชอบ ความขัดแย้งจะกลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่สูงขึ้น เพราะทุกเดือนเงินสมทบยังถูกหักออกจากค่าจ้างของคนทำงานเหมือนเดิม ขณะที่คำถามปลายทางยังค้างอยู่
เมื่อวันหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้สิทธิ ระบบจะอยู่ตรงนั้น…อย่างที่ควรอยู่หรือไม่”

สถิติ/ตัวเลขสำคัญที่ใช้ประกอบข่าว (ตรวจสอบได้)

  • ผู้ประกันตนรวมทุกมาตราในระบบประกันสังคมอยู่ระดับ ประมาณ 24–25 ล้านคน และมาตรา 33 ระดับ ประมาณ 12 ล้านคน (อ้างอิงข้อมูลจาก สปส.ที่ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ)
  • เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท ทำให้เงินสมทบสูงสุดของผู้ประกันตนอยู่ที่ 875 บาท/เดือน (ตามการสื่อสารสาธารณะ/คำอธิบายสิทธิประโยชน์)
  • กรอบการปฏิรูปที่ฝ่ายนโยบายสื่อสาร เพิ่มความคล่องตัว ความเป็นมืออาชีพ ยึดข้อมูลและธรรมาภิบาล
  • กรณี TU Dome ถูกสื่อรายงานว่าเป็นการลงทุนระดับ 800 ล้านบาท และมูลค่ายุติธรรมลดลงมาก
  • กระแส “แชตหลุดบอร์ด” ถูกสื่อรายงานรายละเอียดและแรงกดดันทางสังคมต่อการตรวจสอบจริยธรรม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประกันสังคม (สปส.)   ข้อมูลสิทธิประโยชน์/การสื่อสารเรื่องเพดานคำนวณเงินสมทบ (อ้างผ่านสื่อ/ช่องทางสาธารณะ)
  • กระทรวงแรงงาน   ประกาศ/ข่าวประชาสัมพันธ์ด้านค่าแรงขั้นต่ำในบางกลุ่มกิจการและพื้นที่
  • Thai PBS / Thai PBS Active   ประเด็นนโยบายและการสื่อสารเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม
  • ผู้จัดการออนไลน์ (MGR Online)   รายงานประเด็นแชตหลุดและบริบทความขัดแย้งสาธารณะ
  • Dailynews   รายงานกรณี TU Dome และข้อถกเถียงด้านการลงทุน
  • PPTVHD36 / GCC   รายงาน/สรุปสถิติจำนวนผู้ประกันตนจากข้อมูล สปส. ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสู้ศึกปีใหม่ 2569 ผสานประเพณีชาติพันธุ์กับเมืองศิลปะ ดึงนักท่องเที่ยวโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

เชียงรายติด Top 3 จุดหมายปีใหม่ 2569 สวนกระแสรายได้ท่องเที่ยวรวมที่คาดหดตัว 2–9%

เชียงราย, 27 ธันวาคม 2568 – ในขณะที่ภาพรวมรายได้การท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ของประเทศไทยถูกประเมินว่าจะชะลอตัวลง จากผลกระทบทั้งเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จังหวัดเชียงรายกลับสร้างภาพจำใหม่ให้วงการท่องเที่ยวไทย ด้วยการก้าวขึ้นมาเป็น “จังหวัดยอดนิยมอันดับ 3” ในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย และมียอดผู้เยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สวนทางกับรายได้รวมทั้งระบบที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าจะหดตัวลงระหว่าง 2–9%

บทบาทของเชียงรายในปีใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียง “จังหวัดปลายทาง” แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างของเมืองท่องเที่ยวภูเขาที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมและวิถีชุมชนบนดอยมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในช่วงเวลาที่ตลาดต่างประเทศยังซบเซา และความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยการเดินทางในภูมิภาคยังเผชิญแรงสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา

ภาพใหญ่ปีใหม่ 2569 รายได้รวมลด แต่ “ไทยเที่ยวไทย” ยังยืนได้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ว่า ในภาพรวมทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศ ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ประเทศไทยคาดว่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมอยู่ที่ราว 70,105 – 76,500 ล้านบาท ลดลงประมาณ 2–9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อลงลึกในรายละเอียด ททท. แบ่งการประเมินออกเป็น 2 ตลาดหลัก ได้แก่

  1. ตลาดต่างประเทศ (20 ธ.ค. 2568 – 1 ม.ค. 2569)
  • คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.4–1.5 ล้านคน ลดลง 6–12% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา
  • คาดสร้างรายได้ 51,600–58,000 ล้านบาท ลดลง 4–15%
    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ปัจจัยลบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเหตุอุทกภัยในภาคใต้ซึ่งกระทบเส้นทางหลักของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย หรือความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ทำให้หลายประเทศออกคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางในกลุ่มที่อ่อนไหวต่อประเด็นความปลอดภัย
  1. ตลาดในประเทศ (31 ธ.ค. 2568 – 4 ม.ค. 2569)
  • คาดผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 4.96 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 7%
  • คาดรายได้ท่องเที่ยว 18,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7%
    ตลาดในประเทศจึงกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงรอยต่อปลายปีนี้ โดยได้รับอานิสงส์จากหลายปัจจัย ทั้งวันหยุดยาว 5 วันติดต่อกัน อากาศหนาวเย็นที่ดึงให้คนไทยออกเดินทางสู่ภาคเหนือ รวมถึงการจัดงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

ในเชิงภูมิภาค ททท. ประเมินว่าภาคตะวันออกจะเป็นพื้นที่ที่สร้างรายได้สูงสุดในช่วงปีใหม่ อยู่ที่ประมาณ 3,820 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% รองลงมาคือภาคเหนือ 3,710 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 12% และกรุงเทพมหานคร 3,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ภูเขาและเมืองใหญ่ยังคงเป็นแม่เหล็กสำคัญของ “ไทยเที่ยวไทย”

และในแผนที่การท่องเที่ยวภาคเหนือปีนี้ จังหวัดเชียงรายกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่น่าจับตา

เชียงรายเบียดขึ้น Top 3 ยอดนิยม คนไทยเที่ยวเพิ่ม 22%

ตามการคาดการณ์ของ ททท. สำหรับช่วงหยุดยาวปีใหม่ 31 ธันวาคม 2568 – 4 มกราคม 2569 จังหวัดที่มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร 502,400 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5%
  • อันดับ 2 อุดรธานี 130,440 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 5%
  • อันดับ 3 เชียงราย 97,230 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นสูงถึง 22%

ตัวเลข 97,230 คน-ครั้ง แม้ดูน้อยกว่ากรุงเทพฯ อยู่หลายเท่า แต่เมื่อพิจารณาในเชิง “อัตราการเติบโต” จะเห็นได้ว่าจังหวัดเชียงรายเติบโตสวนกระแสหลายพื้นที่ และขยับตัวเร็วกว่าหลายเมืองท่องเที่ยวหลักในภูมิภาคเดียวกัน

การที่เชียงราย ซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “เมืองรอง” ในหลายมาตรการด้านภาษีท่องเที่ยว กลับกลายเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตของผู้มาเยือนสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ เป็นคำตอบในตัวเองว่าทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของจังหวัดเริ่มถูกมองเห็นมากขึ้นในสายตาคนไทย

ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่นที่พยายามสร้างกิจกรรมใหม่ ๆ ให้เชียงรายไม่ใช่เพียงเมืองที่คนแวะมา “ถ่ายรูปครั้งเดียวแล้วผ่านไป” แต่เป็นเมืองที่สามารถวางแผนพักค้างหลายคืน เชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากยอดดอยสู่ตัวเมือง และจากตัวเมืองต่อไปยังชุมชนรอบนอก

Soft Power ชาติพันธุ์–ภูเขา–ศิลปะ ฐานรากความสำเร็จ

หนึ่งในองค์ประกอบที่ช่วยผลักดันให้เชียงรายโดดเด่นในช่วงปีใหม่นี้ คือการนำ “ประเพณีบนดอย” มายกระดับเป็น Soft Power ที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ลานกิจกรรมศูนย์บริการนักท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า บ้านร่มฟ้าไทย ตำบลตับเต่า อำเภอเทิง นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีปีใหม่ม้งตำบลตับเต่าและกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูชี้ฟ้า ประจำปี 2568

งานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–27 ธันวาคม 2568 มีกิจกรรมทั้งขบวนแห่จาก 14 หมู่บ้าน การแข่งขันยิงหน้าไม้ การตีลูกข่าง การโยนลูกช่วง การตำข้าวปุก และการแสดงศิลปวัฒนธรรมอีกหลากหลายรูปแบบ พร้อมซุ้มนิทรรศการวิถีชีวิตและสินค้าชุมชนของชาวม้งในพื้นที่

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายระบุในพิธีเปิดว่า การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อความสนุกสนานของคนในชุมชน แต่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ส่งเสริม ฟื้นฟู และอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่น” ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้แสดงความสามารถเชิงสร้างสรรค์ และสร้างความรักความสามัคคีระหว่างคนในและนอกพื้นที่

เมื่อประเพณีปีใหม่ม้งถูกเชื่อมโยงเข้ากับภูมิทัศน์ของภูชี้ฟ้า จุดชมทะเลหมอกชื่อดังของเชียงราย ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีจึงไม่ได้ขายเพียง “วิวสวย” แต่ขายเรื่องราวของผู้คนที่อยู่ร่วมกับภูเขา ทำให้การเดินทางขึ้นดอยของนักท่องเที่ยวไทยมีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงการขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง การจัดงาน “Amazing Thailand Countdown 2026” ที่เชียงรายได้รับการสนับสนุนจาก ททท. ให้เป็นหนึ่งใน 7 จังหวัดเคาท์ดาวน์ทั่วประเทศ ก็ช่วยเติมสีสันให้ตัวเมืองเชียงรายมีชีวิตชีวาในยามค่ำคืน ทั้งบริเวณหอนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติและแลนด์มาร์กสำคัญอื่น ๆ ปลายปีนี้จึงเป็นครั้งที่เชียงรายสามารถเชื่อม “ดอยสูงยามเช้า” เข้ากับ “เมืองศิลปะยามค่ำคืน” ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

มาตรการรัฐ–เที่ยวดีมีคืน–เที่ยวบินใหม่ กลไกหนุนเมืองรอง

อีกปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เชียงรายเติบโตโดดเด่น คือบทบาทของมาตรการภาครัฐด้านภาษีและการเดินทาง โดยเฉพาะโครงการ “เที่ยวดีมีคืน 2568” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 20,000 บาท โดยหากเลือกเดินทางไปเมืองรองจะได้รับสิทธิ “คูณ 1.5 เท่า”

เชียงรายซึ่งถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเมืองรองในหลายมาตรการ จึงได้ประโยชน์จากการออกแบบนโยบายในลักษณะนี้โดยตรง ทั้งฝั่งผู้ประกอบการที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้น และฝั่งผู้เดินทางที่รู้สึกว่าการขึ้นเหนือไปเยือนเชียงราย “คุ้มค่า” ทั้งในเชิงประสบการณ์และภาษี

ควบคู่กันนั้น การเพิ่มเที่ยวบินและเส้นทางบินใหม่ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงและเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และยุโรปตะวันออก เข้าสู่กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงราย ช่วยคลี่คลายปัญหาคอขวดด้านอุปทานที่ประเทศไทยเผชิญในช่วงฟื้นตัวหลังโควิด เมืองที่มีสนามบินอย่างเชียงรายจึงสามารถรับนักท่องเที่ยวได้โดยตรง ทั้งชาวไทยจากภูมิภาคอื่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการต่อเครื่องจากเมืองหลัก

ต่างชาติชะลอตัวจากภัยธรรมชาติ–การเมือง แต่ยังมีสัญญาณบวก

อย่างไรก็ดี แม้เชียงรายและเมืองท่องเที่ยวหลายแห่งในไทยจะเดินหน้าสร้างกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาพรวมยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างชัดเจน

ททท. รายงานว่า ระหว่าง 20 ธันวาคม 2568 – 1 มกราคม 2569 ความต้องการเดินทางจากต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ ในพื้นที่หลักอย่างอำเภอหาดใหญ่และตลาดกิมหยง ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้าไทยในช่วง 1–12 ธันวาคม 2568 ลดลงถึง 27% จากปีก่อน และเมื่อตัดเฉพาะการเดินทางผ่านด่านสงขลาและสตูล ตัวเลขลดลงถึง 48% และ 83% ตามลำดับ

ในขณะเดียวกัน ปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 บริเวณจังหวัดชายแดน 7 แห่งของไทย ก็กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่น แม้ไทยจะไม่ได้ถูกประกาศห้ามเดินทางในภาพรวม แต่หลายประเทศได้ออก Travel Advisory ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ชายแดนดังกล่าว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากตลาดที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และออสเตรเลีย ชะลอการเดินทางในช่วงปีใหม่

อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณเชิงบวกจากตลาดระยะไกล เช่น ยุโรป อเมริกา และเอเชียใต้ (โดยเฉพาะอินเดีย) ซึ่งมียอดจองล่วงหน้าเพิ่มขึ้นราว 6% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวจีนเริ่มดีขึ้นหลังการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชินี สื่อสารถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และกระตุ้นการค้นหาข้อมูลการเดินทางมาไทยบนแพลตฟอร์มอย่าง Baidu และ Ctrip เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางภูเก็ต กรุงเทพฯ และเชียงใหม่

เชียงรายเอง แม้ยังไม่ติดอันดับ Top 5 เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจองมากที่สุด (ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ กระบี่ และเกาะสมุย) แต่การมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำและเที่ยวบินตรงเพิ่มขึ้นในฤดูกาลนี้ ก็ถือเป็น “การปูทาง” สำหรับการยกระดับบทบาทของจังหวัดบนแผนที่ท่องเที่ยวของชาวต่างชาติในระยะกลางและระยะยาว

ปีใหม่ 2569 เชียงรายในฐานะ “เมืองขุนเขา–วัฒนธรรม–สุขภาวะ”

การที่เชียงรายสามารถเติบโตด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยได้ถึง 22% ท่ามกลางภาพรวมรายได้ท่องเที่ยวทั้งระบบที่คาดว่าจะหดตัวลง 2–9% แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้นการใช้ทุนวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ธรรมชาติบนภูเขา และกิจกรรมสร้างสรรค์ในเมือง กำลังเดินมาถูกทาง

จากประเพณีปีใหม่ม้งที่ภูชี้ฟ้า ไปจนถึงกิจกรรมเคาท์ดาวน์ในตัวเมือง และการเชื่อมกับเทศกาลอื่น ๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียง เช่น มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2025 หรือกิจกรรม Learning Space เมืองแห่งการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เชียงรายไม่ใช่เพียง “จุดหมายปลายทางรูปสวย” แต่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถใช้เวลาเรียนรู้ สัมผัสวิถีชีวิต และสร้างความทรงจำร่วมกับชุมชนได้อย่างแท้จริง

เมื่อมองไปข้างหน้า หากจังหวัดสามารถต่อยอดยุทธศาสตร์สู่การเป็น “Wellness City บนขุนเขา” ผสานสุขภาวะกายใจเข้าไว้กับธรรมชาติ ชา กาแฟ อาหารท้องถิ่น และวัฒนธรรมชาติพันธุ์ เชียงรายย่อมมีศักยภาพที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงทั้งไทยและต่างชาติให้กลับมาเยือนซ้ำในระยะยาว

ท่ามกลางโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ เมืองที่ยืนอยู่ได้คือเมืองที่รู้จักตัวเอง เข้าใจทุนของตัวเอง และเล่าเรื่องของตนอย่างตรงไปตรงมา เชียงรายในปีใหม่ 2569 จึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่ “ติด Top 3 ยอดนิยม” แต่เป็นกรณีศึกษาว่าการลงทุนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเข้มแข็งของชุมชนบนดอย สามารถแปลงเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่จับต้องได้ แม้ในปีที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังเต็มไปด้วยความท้าทายก็ตาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แถลงข่าวผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY NEWS UPDATE

จากโลกออนไลน์สู่ยอดจอง! เปิดยุทธศาสตร์คว้าโอกาส เมื่อเชียงรายถูกค้นหามากที่สุด

เชียงรายคว้าอันดับ 1 เมืองน่าเที่ยวจาก Google Trends—แรงดันดีมานด์ปลายปีหนุนเมืองรองโดดเด่น รับสัญญาณไฮซีซันและมาตรการรัฐ

เชียงราย, 24 ตุลาคม 2568 — เสียงลมหนาวเริ่มแตะยอดดอยพอดี ขณะที่ “เชียงราย” ผงาดขึ้นอันดับ 1 เมืองน่าเที่ยวจากการค้นหาใน Google Trends (ข้อมูล ณ 24 กันยายน 2568) พร้อมแรงเสริมจากบทวิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ชี้ว่าดีมานด์เดินทางช่วงไฮซีซันยังแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่มเมืองรองในภาคเหนือ สัญญาณทั้งหมดกำลังสอดรับกันอย่างลงตัว ทั้งสภาพอากาศเย็นสบาย เทศกาลปลายปี กิจกรรมเชิงวัฒนธรรม และแพ็กเกจการตลาดที่ถูกจังหวะ

ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียง “กระแสออนไลน์” หากสะท้อนการตัดสินใจจริงของผู้เดินทาง ทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่กำลังล็อกเส้นทางปลายปี ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชุมชนเจ้าบ้านเริ่มเร่งเครื่องรับลูก เพื่อเปลี่ยนยอดค้นหาให้เป็น “ยอดจอง–ยอดใช้จ่าย” ที่วัดได้ในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เศรษฐกิจดีมานด์ปลายปีมาแรง เมืองรองได้อานิสงส์ชัด

การติดอันดับ 1 ใน Google Trends ชี้ให้เห็น “อุปสงค์แฝง” ที่กำลังจะปลดล็อกสู่การเดินทางจริง โดยบทวิเคราะห์ แนวโน้มการท่องเที่ยวตลาดในประเทศ เดือนตุลาคม 2568 ของ ททท. ประเมินว่า เดือนนี้จะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยราว 16.28 ล้านคน–ครั้ง และสร้างรายได้ท่องเที่ยวราว 93,857 ล้านบาท แม้ภาพรวมจะชะลอเล็กน้อยเมื่อเทียบปีก่อน แต่สัดส่วนการเดินทางสู่ “เมืองท่องเที่ยว” นอกเมืองหลักขยับขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับโมเมนตัมของเชียงรายที่ขึ้นแท่นเมืองน่าเที่ยวอันดับต้นในโลกออนไลน์

ฝั่ง “ปัจจัยสนับสนุน” ททท.ระบุข้อได้เปรียบสำคัญไว้ 3 มิติ

  1. มาตรการกระตุ้นช่วง Green Season และเทศกาลต่อเนื่องปลายปี
    งานวัฒนธรรมและกิจกรรมดนตรีช่วยกระจายผู้คนสู่เมืองรอง ขณะที่คอนเทนต์เชิงท้องถิ่นดึงดูดเจเนอเรชันใหม่ได้ดี
  2. ฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มหนาวเย็น
    อุณหภูมิที่ลดลงทำให้กิจกรรมกลางแจ้งเป็นที่นิยม การเดินป่า กางเต็นท์ และล่าสายหมอกช่วยต่อยอดที่พักและบริการชุมชน
  3. อีเวนต์ดนตรีและกิจกรรมเอาต์ดอร์
    เทศกาลดนตรีและงานวิ่งปลายปีดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y–Z ที่เน้นประสบการณ์และพร้อมจ่าย

ในอีกด้านหนึ่ง ปัจจัยอุปสรรค ยังมีให้จับตา ทั้งค่าครองชีพที่ยังสูง ภาระครัวเรือน และการท่องเที่ยวต่างประเทศที่กลับมาคึกคักในบางตลาด ทว่าเมื่อซ้อนทับกับจุดแข็งเชิงภูมิอากาศและคอนเทนต์เฉพาะถิ่น เมืองรองที่เตรียมตัวดีจะ “รับแรงส่ง” ได้มากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งเชียงรายอยู่ในจังหวะนั้นพอดี

เชียงรายในเลนส์ข้อมูล ความสนใจพุ่ง–จุดขายชัด–แบรนด์ชุมชนแข็ง

1) สัญญาณความสนใจชัดเจน
การขึ้นอันดับ 1 เมืองน่าเที่ยวใน Google Trends สะท้อนการค้นหาที่เข้มข้น ทั้งคำหลักเกี่ยวกับ วัดร่องขุ่น–บ้านดำ–ไร่ชาฉุยฟง–ขุนน้ำนางนอน–ถนนคนเดิน รวมถึงกิจกรรมฤดูหนาว เช่น ลานดอกไม้–งานแสงสี–วิ่งเทรล ข้อมูลระดับพื้นที่ยังชี้ว่าการค้นหา “ที่พักเชียงราย” และ “คาเฟ่วิวภูเขา” เพิ่มขึ้นต่อเนื่องช่วงปลายกันยายน–ตุลาคม

2) จุดแข็งด้านความปลอดภัยและไลฟ์สไตล์
เชียงรายถูกยกให้เป็นหนึ่งในเมืองที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเดี่ยวและกลุ่มผู้หญิง/ดิจิทัลโนแมดในเอเชีย จุดเด่นนี้เสริมความเชื่อมั่นด้านการเดินทางคนเดียวและการทำงานระยะไกล (Work from Anywhere) ที่กำลังเป็นกระแส

3) Soft Power เชิงพื้นที่
เมืองศิลปะและกาแฟคือภาพจำที่ชัด วัดร่องขุ่นของเฉลิมชัย–พิพิธภัณฑ์บ้านดำของถวัลย์–ย่านคาเฟ่กาแฟพิเศษจากดอยแม่สลอง–แม่จัน–แม่ฟ้าหลวง เชื่อมโยงวัฒนธรรม–ธรรมชาติ–วิถีหมอกหนาวได้ลื่นไหล เหมาะกับการออกแบบเส้นทาง 2–3 คืน ที่จับคู่ได้ทั้งเมือง–ชานเมือง–ชายแดน

4) ความพร้อมรองรับดีมานด์จริง
สนามบิน การคมนาคมข้ามจังหวัด และคลัสเตอร์ที่พักระดับกลาง–เล็กของชุมชน เติบโตควบคู่กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เน้นประสบการณ์และมาตรฐานสะอาดปลอดภัย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่นักท่องเที่ยวยุคหลังโควิดให้ความสำคัญ

ภาพใหญ่ในประเทศ โครงสร้างการเดินทางเดือนตุลาคม 2568

รายงานทิศทางตลาดในประเทศของ ททท. ชี้ว่า เมืองท่องเที่ยว นอกกลุ่ม “เมืองหลัก” กำลังแย่งส่วนแบ่งผู้เยี่ยมเยือนได้ดีขึ้น โดยแรงขับมาจาก 4 ตัวแปร

  • งานเทศกาล–วัฒนธรรม–ดนตรี ที่เกิดถี่ขึ้น
  • แพ็กเกจโปรโมชันร่วมเอกชน ที่ลด Pain Point ค่าเดินทางและที่พัก
  • คอนเทนต์สื่อออนไลน์ ที่ลงพื้นที่จริง ทำให้ “หมุดหมายรอง” โดดเด่น
  • สภาพอากาศเย็นลง ที่เร่งให้คนอยากออกนอกเมืองใหญ่

ในเชิงอุปทานฝั่งที่พักและเที่ยวบิน เดือนตุลาคมยังมีที่นั่งรวมราว 4 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่สัดส่วนเส้นทางบินสู่ภาคเหนือยังแข็งแรง ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเชียงราย–เชียงใหม่–แพร่–น่าน สามารถออกแบบทริปเชื่อมโยงแบบ “Multi-City” ได้คล่องตัว

นักท่องเที่ยวต่างชาติ โกลเดนวีกหนุนหน้าเอเชีย–ไฟลต์ใหม่ช่วยกระจายตัว

ด้านตลาดต่างชาติ รายงาน แนวโน้มเดือนตุลาคม 2568 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 2.62 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่มี “แรงหนุนเฉพาะจังหวะ” ที่สำคัญ ได้แก่

  • เทศกาล China Golden Week ช่วงปลายกันยายนถึงต้นตุลาคม ที่ดันการจองล่วงหน้าขึ้น
  • Forward Booking รวม เติบโต +1.8% โดยตลาดที่โตเด่น คือ อิสราเอล–สหราชอาณาจักร–จีน
  • เส้นทางบินใหม่ 50 เส้นทาง ในหลายภูมิภาค ที่ช่วยเพิ่มความถี่และกระจายผู้โดยสาร

กลุ่ม Short-haul Top 5 ยังนำโดย มาเลเซีย–จีน–อินเดีย–เกาหลีใต้–อินโดนีเซีย ส่วน Long-haul Top 5 ได้แก่ รัสเซีย–สหราชอาณาจักร–สหรัฐฯ–เยอรมนี–ฝรั่งเศส นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขึ้นเหนือมักจัดแพ็กเกจ “เชียงใหม่–เชียงราย” ในทริปเดียว เน้นธรรมชาติ ศิลปะ วัดดัง และคาเฟ่วิวขุนเขา ทำให้เชียงรายได้ส่วนแบ่ง “คืนพัก” เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงโลว์ซีซัน

เชียงรายต้องรับมืออะไร ค่าครองชีพ–โลจิสติกส์–คุณภาพบริการ

แม้สัญญาณเชิงบวกมีมาก แต่ ปัจจัยอุปสรรค ยังเป็นโจทย์ต้องติดตาม

  • ค่าครองชีพและค่าเดินทาง ที่กดดันการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวไทย
  • การดึงคนออกนอกเมืองใหญ่ ที่ยังต้องพึ่งอีเวนต์คุณภาพสูงและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์
  • การแข่งขันจากต่างประเทศ เมื่อหลายประเทศอาเซียนเร่งแคมเปญราคาช่วงปลายปี
  • บริหารความหนาแน่น ในจุดท่องเที่ยวยอดนิยม ช่วงไพรม์ไทม์เช้า–เย็น เพื่อรักษาประสบการณ์

เชียงรายจึงต้อง “เก็บดีเทล” ให้ครบ โดยเฉพาะการจัดการคิวจุดชมวิว การจราจรในวันพีก สัญญาณอินเทอร์เน็ตในแหล่งท่องเที่ยว และการสื่อสารหลายภาษาในย่านท่องเที่ยวหลัก เพื่อคงมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวคุณภาพในช่วงที่ดีมานด์พุ่งขึ้นอย่างพร้อมกัน

การบ้านเชิงนโยบาย–เอกชน–ชุมชน เปลี่ยนการค้นหาเป็นการจอง

1) นโยบาย–หน่วยงานท้องถิ่น
ควรวาง แผนปฏิบัติการ 60 วัน รับไฮซีซันครอบคลุม ความปลอดภัย–จราจร–สิ่งแวดล้อม–สื่อสารแบบเรียลไทม์ พร้อมตั้งจุดข้อมูลภาษาไทย–อังกฤษในย่านหลัก และเตรียมจุดปฐมพยาบาลในงานเทศกาล

2) เอกชน–ผู้ประกอบการ
ปรับแพ็กเกจ เที่ยวยาว–ใช้จ่ายยาว” ผ่านดีลที่พัก + ร้านอาหาร + คาเฟ่ + กิจกรรมท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าต่อบิล แนะนำสินค้าชุมชนและทัวร์ครึ่งวัน เพื่อลด “เวลาว่าง” ในทริป และขยายการใช้จ่ายสู่ชุมชนรอบนอก

3) ชุมชน–ผู้ประกอบการรายย่อย
ยกระดับ Content–Commerce ให้เดินคู่กัน เน้นเรื่องเล่าท้องถิ่น บริการที่เป็นมิตร และมาตรฐานความสะอาด–ปลอดภัย พร้อมระบบจองง่ายบนแพลตฟอร์มยอดนิยม เพื่อลดขั้นตอนตัดสินใจ

ปลายฝนต้นหนาว หนึ่งวันในเชียงรายที่พูดด้วยตัวเอง

เริ่มเช้าด้วยหมอกบางๆ เหนือทุ่งชา นักท่องเที่ยวแวะจิบกาแฟดริปจากเมล็ดดอยแม่สลอง ก่อนมุ่งหน้าไป วัดร่องขุ่น แสงเช้าสะท้อนผิววิจิตรสีขาวโพลน จบช่วงสายที่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ซึ่งเล่าเรื่องลึกของล้านนาในภาษาศิลป์ พอเที่ยงก็สลับไปร้านอาหารท้องถิ่นริมกก บ่ายแก่ๆ แวะ คาเฟ่วิวภูเขา ที่ชุมชนเจ้าบ้านลงมือชงด้วยใจ

ยามเย็นเดินควงแขนกันที่ ถนนคนเดินเชียงราย ดนตรีเปิดหมวกดังคลอ ผู้คนเลือกผ้าทอไทลื้อ ข้าวจี่ร้อนๆ ควันกรุ่น ช่วงเวลานี้อาจเป็น “จุดตัดสินใจ” ที่สำคัญที่สุด เพราะประสบการณ์จริงจะทำให้ทุกไลก์–ทุกการค้นหา กลายเป็น “รีวิวปากต่อปาก” ที่พาเพื่อนอีกหลายคนกลับมาในฤดูกาลหน้า

โอกาสของเมืองรองในหน้าหนาว ต้องคว้าด้วยคุณภาพ

การคว้าอันดับ 1 เมืองน่าเที่ยวใน Google Trends ไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็น “จุดเริ่ม” เชียงรายมีทรัพยากรพร้อมทั้งธรรมชาติ ศิลปะ วัฒนธรรม กาแฟ และความปลอดภัย แต่เพื่อให้ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจับต้องได้ ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการอย่างมีวินัย ตั้งแต่คิวจุดชมวิวจนถึงห้องน้ำสาธารณะ ตั้งแต่มาตรฐานที่พักจนถึงถังขยะรีไซเคิล ตั้งแต่ข้อมูลเรียลไทม์จนถึงเจ้าบ้านที่ยิ้มต้อนรับอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ปลายปีนี้ “เมืองรองดาวรุ่ง” จึงไม่ได้ชนะกันที่แสงสีที่ดังที่สุด แต่ชนะกันที่รายละเอียดและความสม่ำเสมอที่สุด หากเชียงรายรักษาคุณภาพเสมอต้นเสมอปลายและต่อยอด Soft Power ให้คมชัด เชียงรายจะไม่ใช่เพียง “คำค้นหายอดนิยม” แต่จะเป็น “คำตอบ” ของนักเดินทางคุณภาพในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Google Trends
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • ททท. แนวโน้มตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือนตุลาคม 2568
  • OAG / ระบบ ForwardKeys
  • ข้อมูลสาธารณะด้านความปลอดภัยนักเดินทาง/ผู้หญิงและดิจิทัลโนแมด
  • TAT Intelligence Center
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

แนวโน้มท่องเที่ยวไทย 2568: ลดจ่าย-เพิ่มคุ้มค่า

แนวโน้มการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2568: การปรับตัวและกลยุทธ์ธุรกิจท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 SCB EIC เผยข้อมูลการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคชาวไทยเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวในปี 2568 พบว่า ชาวไทยยังคงให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดการใช้จ่าย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวต่างประเทศที่คาดว่าจะลดลงมากกว่าการท่องเที่ยวในประเทศ

แนวโน้มการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย

SCB EIC รายงานว่า การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเป็นที่นิยม เนื่องจากมีสัดส่วนผู้ที่จะเลิกใช้จ่ายเพียง 9% ซึ่งต่ำกว่าการใช้จ่ายในด้านอื่น เช่น เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ กลุ่มที่มีสถานะการเงินมั่นคง เช่น กลุ่มที่ไม่มีภาระหนี้และรายได้ดี มีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว ในขณะที่กลุ่มการเงินเปราะบางกว่า 50% มีแนวโน้มลดหรือยกเลิกแผนท่องเที่ยว

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศอยู่ที่ไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อวัน ขณะที่การท่องเที่ยวต่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยขั้นต่ำที่ 10,000 บาทต่อคนต่อวัน โดยกลุ่ม LGBTQIA+ และกลุ่มวัยทำงานมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มอื่น

วิธีปรับตัวของนักท่องเที่ยวไทย

นักท่องเที่ยวไทยใช้ 4 วิธีในการปรับตัวด้านการท่องเที่ยว ได้แก่

  1. ลดความถี่ในการท่องเที่ยว
  2. ลดการช้อปปิ้งสินค้า
  3. เลือกที่พักราคาประหยัด
  4. ชะลอแผนการท่องเที่ยว

การปรับตัวเหล่านี้แตกต่างกันตามช่วงอายุ เช่น กลุ่มวัยรุ่น/วัยเริ่มทำงานเลือกลดค่าใช้จ่ายด้านความสะดวกสบาย ส่วนกลุ่มผู้สูงวัยปรับแผนมาท่องเที่ยวในประเทศหรือเลือกกรุ๊ปทัวร์ที่คุ้มค่า

กลยุทธ์สำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2568

  1. เจาะตลาดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อดี
    ธุรกิจควรมุ่งเน้นการดึงดูดกลุ่มที่มีรายได้ดีและคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่ตอบโจทย์

  2. เพิ่มความคุ้มค่าของสินค้าและบริการ
    การสร้างความคุ้มค่าให้ตรงกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่ม เช่น การนำเสนอกิจกรรมที่เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น หรือบริการพิเศษที่เหมาะกับผู้สูงวัย

  3. บริหารต้นทุนเพื่อเสนอแพ็กเกจราคาประหยัด
    การใช้เทคโนโลยี เช่น AI และ Automation ในการบริหารจัดการ รวมถึงการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน เช่น การใช้พลังงาน Solar Cell หรือรถยนต์ไฟฟ้า

สรุปผลการสำรวจ

ในปี 2568 แม้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทยจะถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ แต่การท่องเที่ยวยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยม ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถตอบสนองความต้องการด้วยการปรับตัวและนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและความต้องการของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่ม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : SCB EIC

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

“มนพร“ ตรวจคืบหน้าพัฒนาโครงข่าย คมนาคมทางน้ำ จ.เชียงราย

 
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2567 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพันธ์ คุณากรวงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ และได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและติดตามโครงการส่งออกสัตว์มีชีวิต โดยมีนายดรุฒ คำวิชิตธนาภา กรรมการ กทท. นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. นายอภิเสต พงษ์สุวรรณ รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารสินทรัพย์และพัฒนาธุรกิจ และพนักงาน กทท.ให้การต้อนรับ ณ ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน จังหวัดเชียงราย
 
 
โครงการส่งออกสัตว์มีชีวิตที่ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ได้ผ่านความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว และสามารถดำเนินโครงการส่งออกสัตว์มีชีวิต (โคเนื้อ กระบือ สุกร) ผ่านที่ ทชส. ในพื้นที่ 1 บริเวณพื้นที่ท่าเรือแนวลาดฝั่งทิศใต้ ได้ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป โดยคาดการณ์ปริมาณสัตว์ส่งออกสุกร 15,000 ตัว/เดือน หรือ 180,000 ตัว/ปี โค กระบือ จำนวน 5,000 ตัว/เดือน หรือ 60,000 ตัว/ปี ส่งผลให้ ทชส. มีรายได้จากการดำเนินโครงการฯ เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 10 ล้านบาท ทั้งนี้ การส่งออกสัตว์มีชีวิตผ่านที่ ทชส. ต้องปฏิบัติตามแนวทางตามระเบียบของกรมปศุสัตว์และระเบียบพิธีการของกรมศุลกากรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การขนถ่าย เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยผู้ประกอบการต้องทำนัดหมายช่วงเวลาในการขนถ่ายสัตว์ล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง การล้างสิ่งปฏิกูลและฉีดยาฆ่าเชื้อ การขนย้ายโดยมีที่กั้นที่แข็งแรง ถ่ายเทอากาศได้ดี มีอุปกรณ์ช่วยขนสัตว์ขึ้นลง รวมทั้งการทำความสะอาดจุดขนถ่ายสัตว์ เมื่อดำเนินการขนถ่ายแล้วเสร็จ เป็นต้น
 
 
“ปัจจุบันโครงการส่งออกสัตว์มีชีวิต (โคเนื้อ กระบือ สุกร) ที่ ทชส.ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมเจ้าท่าและการท่าเรือฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันดำเนินโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเกษตรกรที่อยู่บริเวณพื้นที่โดยรอบท่าเรือและอำเภอเชียงแสนตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้เน้นย้ำให้ดำเนินการตามแนวทางตามระเบียบของกรมปศุสัตว์และระเบียบพิธีการของกรมศุลกากร เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานสากล ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน” นางมนพร กล่าว
 
 
ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “โครงการส่งออกสัตว์มีชีวิต เป็นการใช้พื้นที่ ทชส. เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของไทยเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของ ทชส. ที่สามารถให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว อันจะเป็นการสร้างรายได้ ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องการส่งออกสัตว์ที่อาจจะมีราคาต่ำลง และเชื่อว่าแนวคิดต่างๆ ทั้งภาคเกษตรกร ภาคธุรกิจที่ได้ร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อ ทชส. ในการให้การสนับสนุนและต่อยอดด้านการค้าการขนส่งในพื้นที่ต่อไป”
 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การท่าเรือแห่งประเทศไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News