Categories
HEALTH

ไข้ดินโรคนักเลียนแบบ! แพทย์เชียงรายวอนแจ้งประวัติสัมผัสดินน้ำ หลังพบผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว

Summary
  • ไทยพบผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสม 752 ราย เสียชีวิต 23 ราย โดย 90% ของผู้ตายมีโรคเบาหวานร่วมด้วย

  • เชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงเนื่องจากมีเกษตรกรและคนทำงานสัมผัสดินน้ำจำนวนมาก

  • โรคไข้ดินไม่มีอาการเฉพาะเจาะจง มักเลียนแบบอาการปอดบวมหรือวัณโรค ทำให้วินิจฉัยช้า

  • แพทย์แนะหากไข้สูงเกิน 2 วันและมีประวัติย่ำโคลนให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติทันที

  • ป้องกันได้ด้วยการสวมรองเท้าบูท ปิดแผลให้มิดชิด และอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังทำงาน

ไข้ดินไม่ใช่โรคไกลตัว เชียงรายต้องเฝ้าระวังก่อนฝนมา เมื่อโรคจากดินและน้ำเริ่มขยับเร็วกว่าเดิม

เชียงราย,21 เมษายน 2569 – ปลายเมษายนของภาคเหนือในหลายปีมักเป็นช่วงรอฝนแรก รอให้ความร้อนหนัก ๆ คลายตัว และรอให้ชีวิตชนบทกลับไปสู่จังหวะการทำงานตามฤดูกาลอีกครั้ง แต่ปีนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังขยับเข้ามาเงียบ ๆ ก่อนฤดูฝนจะเริ่มเต็มตัว นั่นคือโรคเมลิออยโดสิส หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “โรคไข้ดิน” โรคที่ไม่ได้ส่งเสียงดังเท่าไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้มีภาพจำชัดแบบไข้เลือดออก แต่กลับเป็นโรคติดเชื้อที่แพทย์และนักระบาดวิทยาไม่กล้ามองข้าม เพราะมันซ่อนตัวอยู่ในดิน ในน้ำ ในนาข้าว ในแปลงผัก และในงานประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาคเกษตรอย่างใกล้ชิด

สัญญาณเตือนรอบล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุขทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นสุขภาพเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 18 เมษายนระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 16 เมษายน 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยสะสม 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย และเมื่อกรมควบคุมโรคแถลงอีกครั้งในวันที่ 21 เมษายน ตัวเลขขยับเป็น 752 ราย เสียชีวิตเท่าเดิมที่ 23 ราย นั่นหมายความว่าในช่วงเวลาเพียงสองวัน ตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 20 ราย แม้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ช่วงระบาดสูงสุดอย่างเต็มที่ ซึ่งปกติจะอยู่ในฤดูฝนราวเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมก็ตาม

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นก่อนฤดูฝน คือสัญญาณที่ไม่ควรอ่านผ่าน

ในทางระบาดวิทยา ตัวเลขผู้ป่วย 752 รายอาจยังไม่ใช่จุดสูงสุดของปี แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์เป็นห่วงอยู่ตรงลักษณะของโรคมากกว่าจำนวนผู้ป่วยล้วน ๆ เพราะโรคไข้ดินเป็นโรคที่มักถูกวินิจฉัยช้า อาการเริ่มต้นไม่ชี้ชัด บางรายเริ่มจากไข้ธรรมดา บางรายเหมือนปอดบวม บางรายคล้ายวัณโรค หรืออาจมีฝีตามผิวหนัง ปวดท้อง ปวดข้อ ปวดกระดูก กระจายไปหลายระบบของร่างกาย จนกว่าจะมีการเพาะเชื้อในห้องปฏิบัติการ จึงจะยืนยันได้ชัดว่าคนไข้ติดเชื้ออะไร นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรมควบคุมโรคใช้คำว่า ต้องเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด แม้จะยังไม่ถึงฤดูพีกของโรคก็ตาม

ภาพที่ต้องมองควบคู่กันอีกด้านคือ ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งของปีนี้ หรือ 376 ราย ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคืออายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 329 ราย รองลงมาคือ 50 ถึง 59 ปี จำนวน 215 ราย และ 40 ถึง 49 ปี จำนวน 100 ราย ตัวเลขนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า โรคไข้ดินไม่ใช่เรื่องของเด็กหรือวัยรุ่นเป็นหลัก แต่เป็นโรคที่ไปชนกับประชากรกลุ่มทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งในหลายบ้านคือคนที่เป็นทั้งเสาหลักทางรายได้และเสาหลักของครอบครัว เมื่อคนกลุ่มนี้ป่วยหนัก ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดแค่ที่ตัวผู้ป่วย แต่ส่งต่อไปยังทั้งบ้าน ทั้งไร่ ทั้งนา และทั้งรายได้ของครัวเรือนด้วย

โรคจากดินที่ชื่อฟังดูธรรมดา แต่ความรุนแรงไม่ธรรมดา

หน้าความรู้โรคของกรมควบคุมโรคอธิบายไว้ตรงไปตรงมาว่า เมลิออยโดสิสเป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงถึงชีวิต เกิดจากแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ในเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะในดินและน้ำ ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการเลยในระยะแรก หรืออาจมีอาการหลากหลายมากจนดูเหมือนโรคอื่น แต่หากเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดแบบเฉียบพลัน อัตราป่วยตายอาจสูงถึงร้อยละ 40 ถึง 60 โดยเฉพาะในคนที่มีเบาหวาน ดื่มสุราเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ และบางรายอาจเสียชีวิตภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมโรคนี้จึงถูกเรียกกันในวงการแพทย์ว่าเป็นโรคที่ “ลอกเลียนแบบ” อาการของโรคอื่นได้ดีมาก และในข้อมูลที่ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้รับจาก พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ก็อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า โรคไข้ดินมักไม่มีอาการเฉพาะ ทำให้หลายคนมองว่าเป็นไข้ทั่วไปหรือป่วยจากการทำงานหนัก ทั้งที่จริงอาจเป็นการติดเชื้อที่กำลังลุกลามอยู่ในร่างกายแล้ว จุดสังเกตสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “มีไข้” แต่เป็นไข้ที่ไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 3 วัน ร่วมกับประวัติลุยน้ำ ย่ำโคลน สัมผัสดิน หรือมีฝีและหนองผิดปกติที่ผิวหนัง

เชียงรายไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางระบาด แต่เป็นพื้นที่ที่เงื่อนไขเสี่ยงครบเกือบทุกข้อ

ในเอกสารความรู้ของกรมควบคุมโรคมีการระบุว่า ในประเทศไทยพบโรคนี้มากในภาคอีสาน นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ระบาดหลักของประเทศในเชิงประวัติศาสตร์ แต่หากมองจาก “เงื่อนไขเสี่ยง” เชียงรายกลับมีหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ทั้งภาคเกษตรที่ยังมีคนทำงานกลางแจ้งจำนวนมาก พื้นที่ดินชุ่มน้ำและแปลงนาในหลายอำเภอ กลุ่มแรงงานที่ต้องลุยน้ำหรือสัมผัสดินเป็นเวลานาน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีอยู่ในชุมชนจำนวนไม่น้อย

ถ้าจะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย โรคนี้ไม่ต่างจากศัตรูที่ไม่เลือกบ้านหลังใหญ่หรือหลังเล็ก แต่จะเลือก “ช่องทางเข้า” มากกว่า บ้านที่มีคนเดินลุยน้ำบ่อย มีบาดแผลเล็ก ๆ ที่เท้าหรือขา มีโรคเบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี หรือมีพฤติกรรมชะล่าใจเรื่องการอาบน้ำล้างตัวหลังทำงานกลางทุ่ง ก็ย่อมเปิดประตูให้เชื้อเข้ามาได้ง่ายกว่า ข้อนี้สำคัญสำหรับเชียงรายมาก เพราะชีวิตในชนบทจำนวนไม่น้อยยังผูกกับการทำงานที่สัมผัสดินน้ำโดยตรง และการละเลยเพียงนิดเดียวอาจกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่กว่าที่คิด

พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

เบาหวานคือปัจจัยเสี่ยงที่ต้องพูดให้ชัด เพราะเกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

หนึ่งในข้อมูลที่กรมควบคุมโรคเน้นย้ำมากที่สุด คือประมาณร้อยละ 90 ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย นี่เป็นตัวเลขที่ไม่ควรถูกปล่อยให้ผ่านไปแบบข่าวสุขภาพทั่วไป เพราะมันกำลังชี้ไปถึง “กลุ่มเปราะบางจริง” ของโรคอย่างชัดเจน สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีสังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจำนวนมาก การสื่อสารเรื่องโรคไข้ดินจึงไม่ควรหยุดแค่การเตือนเกษตรกร แต่ต้องไปถึงครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยไต มีผู้ป่วยมะเร็ง หรือมีคนที่ดื่มสุราเป็นประจำด้วย

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา คนที่มีโรคประจำตัวจำนวนหนึ่งไม่ได้ป่วยเพราะไปทำไร่ทำนาเท่านั้น แต่อาจเพียงมีบาดแผลเล็กน้อย ไปช่วยงานสวน ไปเก็บของหลังฝนตก หรือสัมผัสดินน้ำในชีวิตประจำวันแล้วรับเชื้อเข้าไป เมื่อภูมิคุ้มกันเดิมไม่แข็งแรงพอ อาการจึงทรุดเร็วกว่า และยิ่งอันตรายขึ้นเมื่อเจ้าตัวหรือครอบครัวไม่คิดว่าเป็นโรครุนแรงตั้งแต่แรก นี่จึงเป็นจุดที่ต้องไปไกลกว่าการเตือนแบบกว้าง ๆ และต้องชัดเจนพอให้คนในบ้านนึกถึงความเสี่ยงของตัวเองได้จริง

อาการที่คล้ายโรคอื่น คือเหตุผลที่แพทย์ขอให้แจ้งประวัติสัมผัสดินและน้ำทุกครั้ง

รองอธิบดีกรมควบคุมโรคระบุชัดว่า อาการของโรคไข้ดินไม่มีลักษณะเฉพาะและคล้ายโรคติดเชื้ออื่นหลายชนิด จึงทำให้วินิจฉัยระยะแรกได้ยากและต้องอาศัยการเพาะเชื้อเพื่อยืนยันผล ประเด็นนี้ฟังดูเหมือนเรื่องของโรงพยาบาล แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องของประชาชนโดยตรง เพราะหากผู้ป่วยไปพบแพทย์แต่ไม่ได้บอกว่าก่อนหน้านั้นเพิ่งลุยน้ำ ทำนา ซ่อมท่อในดินเปียก หรือเดินลุยโคลน แพทย์ก็อาจใช้เวลาแยกโรคนานขึ้น และเวลาที่เสียไปในโรคนี้อาจแพงกว่าที่คิดมาก

ในแง่นี้ โรคไข้ดินมีความคล้ายกับหลายกรณีที่สังคมไทยเคยเจอมาก่อน คือคนไข้มักไปถึงโรงพยาบาลพร้อมอาการหนักแล้ว เพราะช่วงแรกคิดว่าแค่ไข้ธรรมดา กินยาลดไข้เองแล้วรอดูอาการ หรือซื้อยาชุดกินเองก่อนหลายวัน กรมควบคุมโรคจึงย้ำชัดว่า หากมีไข้สูงต่อเนื่อง 2 วัน ร่วมกับมีประวัติสัมผัสดินและน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งประวัติสัมผัสเสี่ยงนั้นด้วย เพื่อให้แพทย์ตัดสินใจตรวจได้เร็วขึ้น

เชียงรายยังมีฝุ่นพิษเป็นฉากหลัง ทำให้การสังเกตอาการยิ่งไม่ควรชะล่าใจ

แม้โรคไข้ดินจะมีสาเหตุจากเชื้อในดินและน้ำ ไม่ใช่จากฝุ่น PM2.5 โดยตรง แต่บริบทสุขภาพของเชียงรายในช่วงนี้ก็ทำให้การเฝ้าระวังโรคยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะก่อนถึงวันที่ 21 เมษายนไม่นาน พื้นที่ภาคเหนือตอนบนรวมทั้งเชียงรายยังมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง โดยประกาศของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน ระบุว่าในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน พบค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ระหว่าง 46.7 ถึง 159.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และยังอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ในทางปฏิบัติ นี่อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งสับสนกับอาการของตัวเองได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อพื้นที่เพิ่งผ่านช่วงฝุ่นสูง อาการไอ เหนื่อย หรืออ่อนเพลียอาจถูกโยงไปที่ฝุ่นเพียงอย่างเดียว ทั้งที่บางรายอาจกำลังเริ่มมีการติดเชื้อชนิดอื่นร่วมอยู่ด้วย ตรงนี้เป็นข้อสังเกตเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่การสรุปว่า PM2.5 ทำให้เป็นไข้ดิน แต่เป็นการชี้ว่าในพื้นที่ที่มีภาระสุขภาพหลายด้านทับซ้อนกัน การปล่อยให้อาการผิดปกติยืดเยื้อโดยไม่ตรวจยืนยัน ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการมาพบแพทย์ช้าได้มากขึ้น ซึ่งสำหรับโรคไข้ดิน ความช้าเพียงไม่กี่วันอาจเปลี่ยนความรุนแรงของโรคได้จริง

สิ่งที่คนทำงานกลางแจ้งในเชียงรายควรทำ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องทำสม่ำเสมอ

คำแนะนำของกรมควบคุมโรคฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่กลับเป็นหัวใจของการป้องกันโรคนี้อย่างแท้จริง นั่นคือหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากจำเป็นต้องทำงานให้สวมรองเท้าบูทหรืออุปกรณ์ป้องกัน ปิดบาดแผลให้มิดชิด ล้างมือและเท้าด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ อาบน้ำทันทีหลังทำงาน กินอาหารที่สุก ดื่มน้ำสะอาดหรือน้ำต้มสุก และหลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางฝุ่นหรือละอองดินฟุ้งกระจาย

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น จะเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของวินัยส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจครัวเรือนด้วย เช่น คนงานรับจ้างรายวันจำนวนมากอาจไม่ซื้อรองเท้าบูทเพราะมองว่าเป็นต้นทุนเพิ่ม เกษตรกรบางคนอาจไม่ได้ปิดแผลเล็ก ๆ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็หาย หรือบางบ้านอาจยังใช้น้ำที่ไม่ผ่านการต้มอย่างสม่ำเสมอ เมื่อรวมกันแล้ว พฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ต่างหากที่เปิดช่องให้โรคเดินเข้ามาเงียบ ๆ เพราะฉะนั้น การป้องกันโรคไข้ดินจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้ล้วน ๆ แต่เป็นเรื่องของการทำให้มาตรการพื้นฐานกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน

เสียงจากแพทย์ในเชียงรายสะท้อนตรงกันว่า รู้เร็วคือจุดเปลี่ยน

ข้อมูลจาก พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ ที่ให้กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ช่วยเติมภาพในระดับพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ แพทย์อธิบายว่า ผู้ป่วยโรคไข้ดินอาจเริ่มด้วยไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หากติดเชื้อที่ปอดอาจไอและเจ็บหน้าอก บางรายมีฝีหรือหนองที่ผิวหนังหรืออวัยวะภายใน สิ่งที่อยากให้ประชาชนจำให้แม่นไม่ใช่ชื่อเชื้อที่ออกเสียงยาก แต่คือจังหวะที่ควรรีบมาโรงพยาบาล นั่นคือเมื่อไข้สูงต่อเนื่องไม่ดีขึ้นใน 2 ถึง 3 วัน และมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสดินโคลนร่วมด้วย

แพทย์ยังย้ำว่าการรักษาในระยะแรกต้องใช้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือด และหลังอาการคงที่แล้วต้องกินยาต่อเนื่องนานหลายเดือนเพื่อกำจัดเชื้อให้หมด หากหยุดยาเองก่อน มีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเมื่อไข้ลดแล้วมักเข้าใจว่าหายแล้ว ทั้งที่โรคนี้ต้องรักษาให้ครบจึงจะลดโอกาสเชื้อกลับมาได้ นี่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ทำให้โรคไข้ดินต่างจากโรคไข้ติดเชื้อทั่วไปที่ประชาชนคุ้นเคย

ข่าวนี้สำคัญกับเชียงราย เพราะป้องกันได้ แต่ประมาทไม่ได้

หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด โรคไข้ดินไม่ใช่โรคที่ต้องทำให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่เป็นโรคที่ต้องทำให้ประชาชน “รู้ทัน” ให้เร็วพอ เพราะมันไม่ใช่โรคของคนทั้งจังหวัดในสัดส่วนเท่ากัน แต่เป็นโรคของคนบางกลุ่มที่เสี่ยงสูงมาก โดยเฉพาะเกษตรกร คนทำงานสัมผัสดินน้ำ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไต เมื่อคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ความรุนแรงของโรคอาจไปเร็วกว่าโรคติดเชื้อทั่วไปมาก และความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดก็คือการคิดว่าเป็นไข้ธรรมดาแล้วรอดูอาการนานเกินไป

ในแง่นี้การเตือนจากกรมควบคุมโรคจึงไม่ใช่เพียงข่าวส่วนกลางที่ลอยอยู่เหนือพื้นที่ แต่เป็นข่าวที่ตรงกับโครงสร้างชีวิตของเชียงรายอย่างมาก จังหวัดนี้มีทั้งภาคเกษตร ผู้สูงอายุ ชุมชนชนบท และแรงงานกลางแจ้งจำนวนมาก ถ้าสื่อสารได้แม่น คนกลุ่มเสี่ยงจะป้องกันตัวเร็วขึ้น ถ้าสังเกตอาการได้เร็วขึ้น โรงพยาบาลก็จะวินิจฉัยได้เร็วขึ้น และโอกาสเสียชีวิตก็จะลดลงตามไปด้วย

เชียงราย ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวผ่านตา

สิ่งที่ควรถูกจดจำจากสถานการณ์วันที่ 21 เมษายน 2569 ไม่ใช่แค่ตัวเลข 752 รายหรือ 23 รายเท่านั้น แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า โรคไข้ดินกำลังขยับตัวในช่วงที่ไทยยังไม่เข้าสู่ฤดูระบาดสูงสุดเต็มที่ นั่นทำให้ทุกจังหวัดที่มีประชาชนทำงานสัมผัสดินและน้ำจำนวนมาก โดยเฉพาะเชียงราย ไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงข่าวผ่านตา

โรคนี้ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง อาการเริ่มต้นอาจดูเหมือนไม่ร้ายแรง แต่ความรุนแรงเมื่อปล่อยช้าอาจพาไปได้ไกลกว่าที่คิดมาก ระหว่างรองเท้าบูทหนึ่งคู่ การปิดแผลเล็ก ๆ ให้มิดชิด การอาบน้ำหลังลุยนา หรือการตัดสินใจไปพบแพทย์ให้เร็วขึ้น กับการต้องนอนโรงพยาบาลหลายวันหรือเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด เส้นแบ่งบางครั้งก็อยู่แค่ความไม่ประมาทเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น

แต่สิ่งที่จังหวัดเชียงรายต้องระวังไม่แพ้กัน คืออีกท่ามกลางวิกฤตฝุ่นพิษที่ยังปกคลุมพื้นที่ การตรวจคัดกรองมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นด้วยเทคโนโลยี Low-Dose CT จึงมีความสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้มีโปรแกรมตรวจราคาพิเศษเพียงรายการละ 3,000 บาท (ครอบคลุมทั้งมะเร็งปอด เต้านม ช่องท้อง และปากมดลูก) จนถึง 30 มิ.ย. 69 เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาหายขาดได้สูงถึง 90% หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพราะ “การรู้เร็ว” คือโอกาสสำคัญในการรักษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Health Promotion Center โทร 052-051937 หรือ 1719

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • ข้อมูลสัมภาษณ์ พญ.วิชญา วนิชกุลวิริยะ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับงบจัดการไฟป่า 36.42 ล้านบาท เน้นควบคุมพื้นที่อนุรักษ์และทำแนวกันไฟสู้ศึก PM2.5 ภาคเหนือ

Summary
  • เชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่าปี 69 รวม 36.42 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่

  • งบส่วนใหญ่ (27.2 ล้าน) อยู่ที่กรมอุทยานฯ เน้นงานแนวกันไฟและเพิ่มประสิทธิภาพลาดตระเวน

  • แม้เชียงรายคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดี แต่ค่าฝุ่นยังพุ่งสีแดงเพราะหมอกควันข้ามแดน

  • GISTDA พบจุดความร้อนเพื่อนบ้าน (เมียนมา-ลาว) รวมเกือบ 3 แสนจุด กดดันอากาศในไทย

  • งบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบ แต่โจทย์จริงคือการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือข้ามประเทศ

เชียงรายได้งบไฟป่ากว่า 36.42 ล้านบาท แต่โจทย์จริงใหญ่กว่างบประมาณ

เชียงราย,19 เมษายน 2569 – ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดที่พยายามคุมไฟอย่างเข้มข้นจึงยังต้องเผชิญค่าฝุ่นระดับน่าห่วง ข้อมูลด้านงบประมาณที่ถูกเปิดเผยออกมาจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการคลัง เพราะมันช่วยให้เห็นว่ารัฐมองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับใด และวางหมุดยุทธศาสตร์ให้จังหวัดนี้อยู่ตรงไหนในสมการจัดการไฟป่าของภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่ารวม 36,424,500 บาท จาก 3 หน่วยหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับงบสูงสุดของภูมิภาค รองจากเชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มที่รัฐให้น้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการวิกฤตหมอกควันและ PM2.5 ปีนี้

ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแยกย่อยลงไป จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ของรัฐชัดขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เชียงราย 550,000 บาท สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดงบรวม 27,263,600 บาท แบ่งเป็นงานควบคุมไฟป่า 11,629,600 บาท งานควบคุมไฟป่าในส่วนของแนวกันไฟ 9,838,400 บาท และงบเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอีก 5,795,600 บาท ส่วนกรมป่าไม้จัดงบ 8,610,900 บาท สำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในพื้นที่จังหวัด งบเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายถูกมองไม่ใช่แค่พื้นที่ดับไฟเฉพาะหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องทำทั้งแนวกันไฟ กำลังภาคสนาม และงานเสริมศักยภาพควบคู่กัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง งบ 36.42 ล้านบาทก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่า มากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเชียงรายที่ไม่ได้เผชิญไฟป่าแบบจังหวัดทั่วไป เชียงรายมีทั้งภูเขาสูง พื้นที่ป่ากว้าง ชุมชนที่อยู่ชิดป่า เขตชายแดน และผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน การใช้งบลักษณะนี้จึงไม่อาจถูกอ่านแบบเส้นตรงว่า ยิ่งได้เงินมากยิ่งแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะในความเป็นจริงงบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบทำงาน แต่ไม่สามารถลบข้อจำกัดทางภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกระแสลมที่พัดเอาควันจากนอกจังหวัดเข้ามาได้ด้วยตัวเอง

ภาพรวม 17 จังหวัดภาคเหนือสะท้อนว่ารัฐยังเทน้ำหนักไปที่พื้นที่วิกฤต

หากขยับจากเชียงรายออกไปดูภาพทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2569 ของภาคเหนือยังยึดหลัก “กระจุกทรัพยากรในพื้นที่วิกฤต” อย่างชัดเจน The Active และ Rocket Media Lab สรุปตรงกันว่า งบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือจาก 3 หน่วยงานรวมกันอยู่ที่ 351,469,200 บาท แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเกือบสามในสี่ของงบทั้งก้อนยังไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ เป็นหลัก สะท้อนว่าน้ำหนักนโยบายปีนี้เทไปที่การควบคุมไฟในเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเด่นชัด

เชียงใหม่ได้รับงบสูงสุด 73,418,000 บาท ตามมาด้วยเชียงราย 36,424,500 บาท จากนั้นเป็นน่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนตามลำดับ ภาพนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาเชิงภาพลักษณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขณะที่เชียงรายแม้ไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดตลอดเวลา แต่ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของปัญหาหลายชั้น ทั้งไฟในพื้นที่ของตนเองและฝุ่นที่พัดข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง งบที่สูงจึงไม่ใช่เพียงรางวัลของพื้นที่วิกฤต แต่เป็นการประเมินว่าจังหวัดต้องมีขีดความสามารถป้องกัน รับมือ และเฝ้าระวังสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป

เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงสร้างงบแบบนี้มีเหตุผลในตัวเอง เพราะรัฐมักต้องเลือกใช้เงินในจุดที่คาดว่าจะลดความเสียหายได้มากที่สุดก่อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า งบที่วางบนโครงสร้างส่วนกลางเช่นนี้ส่งพลังลงถึงท้องถิ่นจริงมากน้อยเพียงใด และยืดหยุ่นพอให้ตอบสนองสถานการณ์หน้างานได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะไฟป่าเป็นภัยที่เปลี่ยนรูปเร็วมาก บางวันต้องใช้เครื่องมือ บางวันต้องใช้กำลังคน บางวันต้องใช้การข่าว บางวันต้องใช้แนวกันไฟ บางวันต้องใช้โดรนและข้อมูลดาวเทียม หากระบบงบยังแข็งตัวเกินไป ต่อให้วงเงินดูสูง ผลลัพธ์จริงก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพได้เช่นกัน

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

เชียงรายไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุด แต่กลับได้งบสูงเป็นอันดับสอง

ประเด็นที่ชวนคิดมากที่สุดของกรณีเชียงราย คือจังหวัดนี้ไม่ได้เป็นแชมป์พื้นที่เผาไหม้ของภาคเหนือในทุกตัวชี้วัด แต่กลับได้รับงบสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาค ข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล GISTDA ระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของเชียงรายอยู่ที่ 13,302 ไร่ และเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวที่พื้นที่เผาในป่าลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึงปี 2568 ในขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นหมดในปีล่าสุด ตรงนี้หมายความว่า หากมองเฉพาะผลลัพธ์พื้นที่เผาไหม้ เชียงรายไม่ได้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดของภาคเหนือด้วยซ้ำ

ยิ่งเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ตาก หรือแม่ฮ่องสอน จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดขึ้น เชียงใหม่มีพื้นที่เผาในป่าปี 2568 อยู่ที่ 637,886 ไร่ แม่ฮ่องสอน 1,110,340 ไร่ และตาก 1,195,419 ไร่ ขณะที่เชียงรายอยู่เพียง 13,302 ไร่ ตัวเลขนี้ทำให้การได้รับงบสูงอันดับสองของเชียงรายดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง แต่หากอ่านให้ลึก จะพบว่ารัฐไม่ได้จัดงบด้วยตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ปีเดียวเท่านั้น หากน่าจะประเมินร่วมกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่ติดป่า ความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดน และผลกระทบที่อาจลุกลามไปเป็นปัญหาฝุ่นของเมืองหลักด้วย

กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า เชียงรายอาจไม่ได้ “เผามากที่สุด” แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์หลุดมือ ผลกระทบจะซับซ้อนมาก และต้องใช้การตอบสนองหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการลาดตระเวนในผืนป่า การป้องกันพื้นที่เกษตรรอยต่อป่า การดูแลอำเภอเมืองจากควันสะสม และการรับมือฝุ่นข้ามแดนที่ไหลเข้ามาโดยจังหวัดควบคุมต้นทางไม่ได้ งบประมาณก้อนนี้จึงสะท้อนการให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการชดเชยความเสียหายย้อนหลังอย่างเดียว

เม็ดเงินของเชียงรายกำลังถูกใช้กับการคุมไฟในบ้าน ขณะที่ฝุ่นนอกบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ เชียงรายมีผลงานเชิงสัมพัทธ์ในเรื่องการควบคุมไฟภายในจังหวัดที่ค่อนข้างน่าสนใจ หลังวันที่ 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็น 4.33 เปอร์เซ็นต์ของทั้งภาคเหนือ และในช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ ยังไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญว่าการทำงานเชิงพื้นที่ของจังหวัดสามารถกดตัวเลขไฟในเขตตัวเองลงได้จริงในบางช่วงเวลา

ทว่าความสำเร็จนี้กลับชนเข้ากับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งทันที เพราะในช่วงเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และในบางวันแตะระดับสีแดงรุนแรง ข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 16 เมษายน ค่าฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วันที่ 18 เมษายน อยู่ที่ 73.2 ถึง 222.8 และวันที่ 19 เมษายน ยังสูง 62.8 ถึง 218.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า แม้จังหวัดจะควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่ประชาชนก็ยังต้องหายใจอากาศที่เสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ดี

ความย้อนแย้งนี้เองคือหัวใจของโจทย์เชียงรายในปี 2569 เพราะมันกำลังบอกว่า งบระดับจังหวัดมีพลังมากพอจะดูแล “ไฟในบ้าน” แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะสกัด “ควันจากนอกบ้าน” เมื่อข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 เมียนมามีจุดความร้อนถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุด สิ่งที่เชียงรายต้องสู้จึงไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องสู้กับภูมิรัฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคด้วย

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

จุดความร้อนช่วงสงกรานต์ย้ำว่าเชียงรายยังเปราะบาง แม้ทำสถิติได้ดีในภาพรวม

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของเชียงรายจะดูดีขึ้น แต่ช่วงสงกรานต์ก็พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวัดยังเปราะบางต่อการปะทุของไฟอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการประชุมวอร์รูมไฟป่าวันที่ 16 เมษายน ระบุว่า ความรุนแรงของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วง 13 ถึง 15 เมษายน โดยบางวันมีจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุด และเช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด แม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด ขณะที่เวียงป่าเป้าลดลงเหลือ 16 จุด แต่จุดความร้อนกลับกระจายเพิ่มไปยังอำเภอพาน พญาเม็งราย และบางส่วนของเชียงของด้วย

ในวันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงต้องเรียกประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการหารือปิดป่า การควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมาย และการตั้งจุดคัดกรองกับชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า จังหวัดมองสถานการณ์นี้เป็นภาวะวิกฤต ไม่ใช่ภาวะเฝ้าดูเฉย ๆ อีกแล้ว

สิ่งนี้บอกเราว่า งบประมาณ 36.42 ล้านบาทของเชียงรายในทางปฏิบัติไม่ได้ทำงานบนกระดาษ แต่กำลังถูกบีบให้แปลงเป็นกำลังคน แนวกันไฟ ชุดปฏิบัติการ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเมื่อไฟขยับจากเวียงป่าเป้ามายังแม่สรวยแล้วเข้าสู่อำเภอเมือง ความหมายของมันไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เสียหาย แต่คือความเสี่ยงที่จะกระทบอากาศของเมือง เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพประชาชนในศูนย์กลางจังหวัดโดยตรงด้วย

เชียงรายกำลังใช้ทั้งกฎหมาย ชุมชน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

อีกจุดที่สะท้อนรูปแบบการใช้งบของเชียงรายได้ชัด คือจังหวัดไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เครื่องมือชนิดเดียว การประชุมวอร์รูมไฟป่ากลางเดือนเมษายนมีทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อมูลดาวเทียม การพึ่งโดรนจากภาคประชาสังคม และการระดมชุมชนเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการป้องกันพื้นที่ ตัวอย่างที่เด่นคือกรณีการติดตามผู้ต้องสงสัยลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ หลังโดรนของมูลนิธิกระจกเงาจับภาพไว้ได้ จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นี่สะท้อนว่าการรับมือไฟป่าของเชียงรายปีนี้ไม่ได้ยึดแค่สายตรวจภาคพื้นดินแบบเดิม แต่ขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีและภาคประชาสังคมร่วมด้วยอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน ระดับชุมชนก็ยังเป็นฐานสำคัญของระบบนี้ ตัวอย่างบ้านปางขอนที่ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่เชียงราย งานป้องกันไฟไม่ได้อยู่แค่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พึ่งพาคนในชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องขึ้นเขา ถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟซ้ำทุกปี เพราะรู้ว่าหากไฟลาม สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่คือต้นน้ำ หน้าดิน และระบบนิเวศที่เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนด้วย

เมื่ออ่านคู่กับโครงสร้างงบของเชียงราย จะเห็นว่าเงินจำนวนมากที่ลงไปในกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ แท้จริงแล้วต้องอาศัย “แรงส่งจากชุมชน” มาช่วยให้เกิดผลเต็มที่เสมอ นี่คือข้อได้เปรียบของเชียงรายในอีกด้านหนึ่ง เพราะจังหวัดยังมีทุนทางสังคมและความร่วมมือในพื้นที่ แต่ก็เป็นข้อเตือนเช่นกันว่า หากระบบงบประมาณในอนาคตไม่ออกแบบให้หนุนท้องถิ่นและชุมชนมากพอ ภาระจริงจะยังตกอยู่กับคนด่านหน้าเหมือนเดิม แม้ตัวเลขงบรวมของจังหวัดจะดูสูงก็ตาม

บทเรียนจากเชียงใหม่ชี้ชัดว่าได้เงินมาก ไม่ได้แปลว่าหายใจโล่งเสมอไป

เพื่อมองเชียงรายให้ชัดขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านกรณีเชียงใหม่ควบคู่กัน เชียงใหม่ได้รับงบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ 73,418,000 บาท หรือ 20.89 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งภูมิภาค แบ่งเป็นงบกรมอุทยานฯ 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงฯ 600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อีก 9,987,200 บาท และพบว่า 191 จาก 211 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตั้งงบเกี่ยวกับหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมกัน 18,432,336 บาท ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบไว้เลย

ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเชียงใหม่มีทั้งงบส่วนกลางและงบท้องถิ่นในระดับที่แข็งแรงกว่าเชียงรายอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเชียงใหม่ก็ยังตกอยู่ในสถานะเมืองที่เผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในบางช่วงยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกด้วย นั่นทำให้บทเรียนจากเชียงใหม่น่าสนใจมากสำหรับเชียงราย เพราะมันย้ำว่า เงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขพอ หากปัญหาไฟป่าเชื่อมกับภูมิประเทศ แอ่งอากาศ การเผาในพื้นที่เกษตร การลักลอบเข้าป่า และหมอกควันข้ามแดน งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวก็ยังไม่รับประกันผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศได้เสมอไป

สำหรับเชียงราย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดกำลังยืนอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า จะใช้เงินเพื่อ “ดับไฟ” เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เงินเพื่อ “เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงและการเผา” ไปพร้อมกันด้วย ถ้ามองแค่ปฏิบัติการภาคสนาม งบ 36.42 ล้านบาทอาจช่วยให้ไฟลดลงระยะสั้นได้ แต่ถ้าไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้าง เช่น วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร ปัญหาการเผาในพื้นที่เสี่ยง และความร่วมมือกับชุมชนชายแดน ปัญหาก็พร้อมกลับมาใหม่ทุกปีเหมือนวงล้อเดิม

งบประมาณไฟป่าในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย 2569

จุดอ่อนที่ยังต้องพูดตรง ๆ คือระบบท้องถิ่นยังไม่เห็นทั้งภาพเท่าที่ควร

แม้ข้อมูลชุดนี้จะลงรายละเอียดงบท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับเชียงราย ข้อมูลข้อบัญญัติท้องถิ่นยังไม่ได้ถูกเปิดให้เห็นครบในระดับเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เรายังประเมินไม่ได้เต็มปากว่า 36.42 ล้านบาทจากส่วนกลางถูกต่อยอดด้วยงบของ อบจ. อบต. และเทศบาลในจังหวัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นช่องว่างสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยที่ถึงไฟก่อนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมักเป็นคนในหมู่บ้าน อปพร. ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ไกลพื้นที่มากที่สุดเสมอไป

เมื่อเปรียบกับเชียงใหม่ที่ตรวจพบอย่างน้อย 41 โครงการทำแนวกันไฟใน 16 อปท. และมีงบรวม 1,725,200 บาทเฉพาะโครงการลักษณะนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “คุณภาพของการกระจายงบ” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณงบรวม” จังหวัดที่มีเงินส่วนกลางมาก แต่ไม่มีฐานท้องถิ่นมารับช่วงอย่างแข็งแรง อาจได้ผลเพียงช่วงสั้นหรือได้ผลเฉพาะในพื้นที่รัฐเข้าถึงง่าย ขณะที่พื้นที่รอยต่อป่า หมู่บ้านห่างไกล หรือแนวชายแดนอาจยังเปราะบางอยู่เหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่การอ่านงบของเชียงรายในปี 2569 ต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่าได้อันดับสองของภาคเหนือ แต่ต้องถามต่อว่า เงินจำนวนนี้ไหลลงไปถึงมือใคร ใช้กับคนกลุ่มไหน เครื่องมือชนิดใด และมีความยืดหยุ่นพอให้ปรับตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไฟป่าไม่เคยเผาตามช่องงบประมาณ และฝุ่นก็ไม่รอให้หน่วยงานเบิกจ่ายเสร็จก่อนเสมอไป

เชียงรายกำลังสู้กับไฟในเขตจังหวัด แต่โจทย์ปีต่อไปอาจต้องเป็นความร่วมมือไร้พรมแดน

หากสรุปจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของเชียงรายในปีนี้อยู่ที่การลดจุดความร้อนในพื้นที่ตัวเองได้ดีขึ้นในหลายช่วง และการใช้งบที่เน้นทั้งควบคุมไฟ แนวกันไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคสนาม แต่ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดยังไม่เปลี่ยน นั่นคือจังหวัดไม่สามารถใช้งบ 36.42 ล้านบาทไปดับไฟที่เกิดอยู่นอกอธิปไตยของตัวเองได้ เมื่อเมียนมามีจุดความร้อนสะสมกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวเกือบ 60,000 จุดในช่วงต้นปีถึงต้นเมษายน ผลกระทบของฝุ่นควันข้ามแดนจึงยังเป็นผนังแข็งที่เชียงรายชนอยู่ทุกปี

เพราะฉะนั้น หากจะมองงบปี 2569 อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก เชียงรายใช้ทรัพยากรที่มีได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด เรื่องที่สอง ประสิทธิภาพนั้นยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีกลไกข้ามจังหวัดและข้ามประเทศเข้ามารับไม้ต่อ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในระยะต่อไป นโยบายของไทยอาจต้องขยับจากการคิดเรื่อง “งบดับไฟรายจังหวัด” ไปสู่การคิดเรื่อง “งบความร่วมมือจัดการควันข้ามแดน” หรืออย่างน้อยต้องเชื่อมข้อมูลดาวเทียม การทูตชายแดน การเกษตรปลอดเผา และระบบเตือนภัยให้ทำงานเป็นวงเดียวกันมากขึ้น

บทสรุปของเชียงรายในปี 2569 คือทำการบ้านในบ้านได้ดีขึ้น แต่ยังต้องเจอโจทย์จากนอกบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม

ในท้ายที่สุด งบ 36,424,500 บาทของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่มันสะท้อนสถานะของจังหวัดที่รัฐมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการสู้ไฟป่าในภาคเหนือ เชียงรายไม่ใช่จังหวัดที่เผามากที่สุดทุกตัวชี้วัด แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบจะซ้อนทับกันทั้งป่า เมือง ชายแดน สุขภาพ และเศรษฐกิจ การที่จังหวัดได้งบสูงอันดับสองจึงมีเหตุผลของมัน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็บอกตรงกันอีกด้านว่า การทำงานของเชียงรายในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันอากาศสะอาดได้ เมื่อฝุ่นยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยนอกจังหวัดและนอกประเทศ งบประมาณปีนี้จึงอาจช่วยให้เชียงราย “ควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเชียงราย “ชนะวิกฤตฝุ่น” แล้วได้เต็มปาก

โจทย์สำคัญของปีถัดไปจึงไม่ใช่แค่จะขอเพิ่มงบเท่าไร แต่คือจะทำให้งบที่มี เชื่อมกับท้องถิ่น เทคโนโลยี ชุมชน และความร่วมมือข้ามแดนได้ลึกขึ้นเพียงใด หากเชียงรายทำได้ จังหวัดนี้อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ที่รับมือไฟป่าเก่งขึ้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงระบบของภาคเหนือได้จริงในระยะยาว

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Rocket Media Lab, The Active
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รองผู้ว่าฯ เชียงรายคุมเข้มปมสารหนูปนเปื้อน 4 ลุ่มน้ำ ย้ำยังกินเนื้อปลาได้แต่ให้เลี่ยงเครื่องในและสัตว์หน้าดิน

Summary
  • เชียงรายเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง หลังพบตะกอนดินปากแม่น้ำรวกพุ่งสูง 296 มก./กก.

  • ย้ำเนื้อปลายังปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่แนะนำให้เลี่ยงบริโภคเครื่องในปลา กุ้ง และหอย

  • พบพื้นที่เกษตรเสี่ยงสารหนูเกินมาตรฐาน 18 จุด โดยเฉพาะใน 3 ตำบลริมน้ำกก (ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว)

  • เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ปลากินได้” และ “พืชกินได้” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเสี่ยงรายพื้นที่

  • สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจริงจัง ขณะที่จังหวัดเตรียมแผนจัดการลุ่มน้ำโขงเหนือระยะยาวปี 2570

รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมเข้ม ติดตามสารหนูปนเปื้อนลุ่มน้ำ 4 สาย ย้ำยังกินปลาได้ แต่เลี่ยงเครื่องในปลา

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝุ่นควันหรือไฟป่าบนดอย แต่เริ่มไหลลงมาตามลำน้ำและเข้าใกล้วงจรอาหารของผู้คนมากขึ้น การประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายน จึงมีความหมายมากกว่าการรับทราบผลตรวจทางวิชาการ เพราะมันคือจุดที่ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมต้องแปลออกมาเป็นคำแนะนำที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เป็นประธานการประชุมหารือผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง โดยมีหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

แกนหลักของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “ตะกอนดิน” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อนสำคัญ เพราะสามารถดูดซับโลหะหนักและสารเคมีต่าง ๆ ไว้ได้ เมื่อสภาพน้ำเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำแรง น้ำหลาก หรือการรบกวนหน้าดิน สารเหล่านี้ก็อาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและเชื่อมต่อไปสู่พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ได้อีกทอดหนึ่ง ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล็บเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงคำถามพื้นฐานว่า ประชาชนยังใช้น้ำ ยังจับปลา และยังทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ตัวเลข 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้การประชุมครั้งนี้ตึงกว่าครั้งก่อน

จุดที่ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงขึ้นอย่างชัดเจน คือข้อมูลที่ว่าผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวก อำเภอเชียงแสน สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงหลายเท่าตัว ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุว่าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในแม่น้ำโขงที่เชียงแสนมีค่าสารหนู 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจุดอื่นในแม่น้ำโขงก็ยังเกินระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความสูงของค่าที่ตรวจพบ แต่อยู่ที่ความหมายของมาตรฐานตะกอนดินเอง ตามเอกสารของกรมควบคุมมลพิษ ระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป เมื่อค่าในบางจุดขยับไปถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อสารแบบปลอบใจประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้อีกแล้ว

ในที่ประชุมมีการอธิบายผลกระทบเชิงระบบนิเวศค่อนข้างชัด โดยผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะกลุ่มหอยซึ่งเปลี่ยนรูปสารหนูได้ยากกว่า ส่วนปลามีโอกาสตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่ได้รับผลกระทบด้านการแพร่พันธุ์มากกว่า โดยมีการประเมินว่าลูกปลาอาจมีโอกาสรอดลดลงร้อยละ 65 และอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตได้มากถึงร้อยละ 50 หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่มีมาตรการป้องกันระยะยาวที่จริงจังพอ

รัฐเลือกใช้คำว่าเฝ้าระวัง ไม่ใช้คำว่าปิดพื้นที่

จุดที่น่าสนใจมากของการประชุมครั้งนี้ คือแม้ผลตรวจบางจุดจะรุนแรงจนสร้างความกังวลสูง แต่ที่ประชุมยังไม่เลือกใช้มาตรการปิดพื้นที่หรือประกาศงดบริโภคปลาในทันที กลับใช้แนวทาง “เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” แทน เพราะเหตุผลสำคัญคือผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และสารหนูในตะกอนดินซึมผ่านผิวหนังได้ต่ำมาก ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การกินเข้าไป ไม่ใช่การสัมผัสตะกอนโดยตรงในระดับทั่วไป

นี่ทำให้คำแนะนำหลักที่ออกจากวงประชุมในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ กล่าวคือ ประชาชนยังสามารถบริโภคเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ซึ่งเป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมโลหะหนักมากกว่า นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน และควรปรุงสุกทุกครั้งเพื่อลดความกังวลใจด้านความปลอดภัยอาหาร แนวทางนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังทางสุขภาพกับการไม่สร้างความปั่นป่วนต่อวิถีชีวิตเกินความจำเป็น

เมื่อปลายังไม่แดงทั้งระบบ คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่ดินและตะกอน

แม้ปลาจะยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอันตรายต่อผู้บริโภค แต่พื้นที่เสี่ยงทางเกษตรกลับเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในที่ประชุม กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด โดยมี 11 จุดเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามลำน้ำกกใน 3 ตำบลหลักของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมพู ดอยฮาง และแม่ยาว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วงหารือไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องปลา แต่ลามต่อไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน พืชผัก และความปลอดภัยของภาคเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมถึงด้วย

แนวทางที่ถูกเสนอในที่ประชุมจึงเริ่มมีลักษณะเป็นการจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกชนิดของสารหนูว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์เพื่อวางแผนรับมือที่แม่นยำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก หรือแม้แต่การพิจารณาปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่หากจำเป็น สิ่งนี้สะท้อนว่าเชียงรายกำลังพยายามเลี่ยงการใช้มาตรการตัดขาดแบบกว้าง ๆ แต่หันไปหาวิธีจำแนกความเสี่ยงรายพื้นที่ให้ชัดขึ้น เพื่อให้การตอบสนองไม่ทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไปโดยไม่จำเป็น

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อความเสี่ยงซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกตัดสิน

อีกด้านหนึ่งของการประชุมที่น่าสนใจมาก คือการนำเสนอเครื่องมืออย่างแอปพลิเคชัน “พืชกินได้” ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถทำนายความสัมพันธ์ของโลหะหนักในดินและน้ำสู่พืชได้แม่นยำถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน แอป “ปลากินได้” ที่เริ่มใช้งานแล้ว ยังไม่พบปลาที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระดับสีแดง แต่พบพื้นที่เฝ้าระวังสีเหลืองบริเวณบ้านท่าตอน และมีแผนขยายฐานข้อมูลไปยังเชียงแสนและจุดเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไป

สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หน่วยงานในพื้นที่เริ่มยอมรับแล้วว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนไม่อาจบริหารด้วยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การมีเครื่องมือดิจิทัลช่วยตัดสินใจจึงไม่ใช่ของแถมทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงในระดับชุมชน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจำแนกพื้นที่และชนิดของอาหารที่ควรระวังได้ละเอียดขึ้น การตัดสินใจของครัวเรือนก็จะมีฐานข้อมูลมากกว่าความกลัวหรือข่าวลือเพียงอย่างเดียว

เสียงของภาครัฐกับเสียงของการเมือง เริ่มห่างกันในจังหวะอันตราย

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการสื่อสารในเวลานี้ต้องยึดตามผลตรวจและหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกเกินจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากภาคการเมืองเริ่มกดดันมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และเตรียมใช้เวทีสภาติดตามเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจัง

น้ำหนักของเสียงวิจารณ์นี้อยู่ตรงที่ มันสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวทางการสื่อสาร แนวทางแรกคือรัฐที่พยายามสื่อสารแบบระวังไม่ให้มาตรการหรือคำเตือนเกินข้อเท็จจริงจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกแนวทางหนึ่งคือฝ่ายที่เห็นว่าหากไม่พูดให้หนักพอ สังคมจะประเมินอันตรายต่ำเกินจริงและปล่อยให้ความเสี่ยงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเชิงนโยบายเพียงพอ ความต่างของสองจังหวะนี้ทำให้เชียงรายกำลังอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการป้องกันความตื่นตระหนกกับการไม่ทำให้ปัญหาดูเล็กเกินจริง

หน่วยงานส่วนกลางเริ่มเชื่อมเรื่องน้ำ ตะกอน และความมั่นคงระยะยาวเข้าด้วยกัน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังมีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน เพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างในอำเภอแม่สรวย ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่า จังหวัดไม่ได้มองปัญหาสารปนเปื้อนเป็นเรื่องแยกขาดจากการบริหารจัดการน้ำอีกแล้ว แต่เริ่มวางเรื่องคุณภาพน้ำ ปริมาณตะกอนดิน และความมั่นคงทางน้ำไว้ในสมการเดียวกันมากขึ้น

การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าปัญหาตะกอนดินและสารหนูยังดำรงอยู่ในลำน้ำหลักของเชียงราย การวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวย่อมต้องคิดทั้งมิติแหล่งน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมลุ่มน้ำไปพร้อมกัน การประชุมลุ่มน้ำโขงเหนือในวันเดียวกับการถกเรื่องสารปนเปื้อน จึงเหมือนกำลังบอกว่าเชียงรายเริ่มมองปัญหานี้เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ในวันนี้ คือยังใช้ชีวิตได้ แต่ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเคยชิน

เมื่อรวบทุกชั้นของข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาพรวมของสถานการณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงออกมาชัดในสามประเด็น ประเด็นแรก ผลตรวจตะกอนดินในบางจุด โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำรวก มีค่าสารหนูสูงในระดับน่ากังวลจริง ประเด็นที่สอง ผลตรวจสัตว์น้ำยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศห้ามบริโภคเนื้อปลาในภาพรวม แต่เครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดินยังเป็นจุดที่ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่สาม พื้นที่เกษตรในบางตำบลของอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มมีข้อมูลความเสี่ยงชัดขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม

ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าประชาชนยังไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตหรือหยุดกินปลาทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ชีวิตตามความเคยชินโดยไม่ติดตามข้อมูลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีความเสี่ยง” อีกแล้ว หากอยู่ในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยงและต้องบริหารมันด้วยข้อมูล” การที่รัฐเลือกใช้คำว่าหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา จึงอาจฟังดูเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่ในความเป็นจริงมันคือสัญญาณเตือนสำคัญว่า ห่วงโซ่อาหารของลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกคำแนะนำด้านการบริโภคต้องอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุปของเชียงรายในจังหวะนี้ คือระวังให้พอ และสื่อสารให้ตรง

สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปัญหาสารหนูในแม่น้ำ แต่เป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะสื่อสารความเสี่ยงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจพอดี ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และไม่ประมาทเกินจริง หากพูดเบาไป ประชาชนอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากพูดแรงไปโดยยังไม่มีข้อมูลครบ ก็อาจกระทบวิถีชีวิตประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่จำเป็น

การประชุมของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายนจึงเป็นจุดสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นของรัฐออกมาชัดขึ้นว่า วันนี้ยังบริโภคเนื้อปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ต้องเร่งเก็บข้อมูลปลาย้ำซ้ำในฤดูฝนและฤดูแล้ง ต้องจำแนกพื้นที่เกษตรเสี่ยงให้ชัด และต้องสื่อสารประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงวิจารณ์จากภาคการเมืองก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้รัฐอย่าปล่อยให้การเฝ้าระวังกลายเป็นข้ออ้างของความล่าช้า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำยืนยันสั้น ๆ ว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย หากคือข้อมูลที่ชัดพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน ปลุก Soft Power เชียงรายเชื่อมไทย-ลาว-เมียนมา กระตุ้นเศรษฐกิจริมฝั่งโขง

Summary
  • เชียงรายเปิดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” ชู Soft Power เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • ข้อมูล Mobility Data พบการเดินทางสู่ภาคเหนือโต 7% และมีการใช้งานดาต้า 5G ในพื้นที่เล่นน้ำพุ่งสูงถึง 86.7%

  • เชียงรายครองแชมป์อุบัติเหตุรายวันสูงสุดของประเทศ (15 เม.ย.) เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 11 ราย

  • รัฐยกระดับ “ด่านชุมชน” เป็นปราการด่านแรกคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลัก

  • ความสำเร็จของ Soft Power ต้องยืนบนฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้เป็นเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัยของเชียงราย

เชียงราย, 17 เมษายน 2569 – บริเวณเวทีหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บรรยากาศริมฝั่งโขงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเวทีใหญ่ของจังหวัด เมื่อโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” เปิดงานอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวรายงาน และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก รายละเอียดดังกล่าวปรากฏอยู่ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา และสอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายก่อนเริ่มงาน ที่ระบุว่างานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันอัตลักษณ์เชียงแสนสู่เวทีระดับกว้างขึ้น

จุดแข็งของงานนี้ไม่ใช่เพียงความใหญ่ของเวทีหรือจำนวนกิจกรรม แต่คือการวาง “เชียงแสน” ให้เป็นเมืองเทศกาลที่ใช้ภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของตัวเองอย่างเต็มที่ เพราะคำว่า 3 แผ่นดิน ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนทางการตลาด หากสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา ผ่านสายน้ำโขงซึ่งเป็นแกนกลางของชีวิต เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของพื้นที่มานาน งานครั้งนี้จึงไม่ได้ขายความสนุกแบบฉาบฉวยเท่านั้น แต่ขาย “เรื่องเล่าของเมือง” ผ่านการออกแบบพื้นที่กิจกรรม 5 จุด ทั้งถนนริมโขง หอคอยน้ำเชิงสัญลักษณ์ อุโมงค์น้ำยาวประมาณ 300 เมตร การคืนชีวิตให้โบราณสถานสำคัญ และเวทีการแสดงหลักที่เชื่อมดนตรีและศิลปะของ 3 ประเทศเข้าด้วยกัน

จากงานประเพณีสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจท้องถิ่น

ลึกไปกว่าความสวยงามของซุ้มทางเดิน โคม ตุงล้านนา และกิจกรรมสงกรานต์แบบร่วมสมัย แก่นสำคัญของโครงการนี้คือการใช้เทศกาลเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีทิศทาง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า การจัดงานครั้งนี้ต้องช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประชาชน และต่อยอดทุนวัฒนธรรมล้านนาให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องว่าการท่องเที่ยวต้องกระจายประโยชน์ไปถึงพื้นที่และชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะเมืองหลักเพียงไม่กี่แห่ง

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือข้อมูลการเคลื่อนย้ายของผู้คนในช่วงสงกรานต์จากภาคเอกชนด้านโทรคมนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่นระบุจากการวิเคราะห์ Mobility Data ช่วง 11 ถึง 15 เมษายน 2569 ว่า การเดินทางในปีนี้กระจายตัวมากขึ้นทั่วประเทศ โดยภาคอีสานเติบโตสูงสุดร้อยละ 12.6 ตามด้วยภาคเหนือร้อยละ 7 ภาคกลางร้อยละ 3.6 และภาคใต้ร้อยละ 2.2 ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเทศกาลสงกรานต์ไม่ได้ดึงคนให้กระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองท่องเที่ยวดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหนุนการเติบโตของเมืองรองและพื้นที่ภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นจังหวะที่เหมาะอย่างยิ่งกับการผลักเชียงแสนให้กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายของการเดินทางช่วงเทศกาล

สัญญาณจากข้อมูลดิจิทัล ยืนยันว่า Soft Power ไทยยังดึงผู้คนได้จริง

นอกจากการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากทรูยังระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้งานโรมมิ่งในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 โดยกลุ่มหลักยังนำโดยนักท่องเที่ยวจีน ตามด้วยมาเลเซีย รัสเซีย ลาว และอินเดีย ขณะเดียวกันคนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 ซึ่งสะท้อนว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้มีการเคลื่อนไหวของคนทั้งขาเข้าและขาออกพร้อมกัน และทำให้เทศกาลไทยยังคงมีสถานะเป็นจุดดึงดูดในระดับนานาชาติอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในด้านพฤติกรรมออนไลน์ ภาคเอกชนทั้งทรูและ AIS ส่งสัญญาณตรงกันว่าเทศกาลปีนี้ไม่ได้คึกคักเฉพาะในพื้นที่จัดงาน แต่คึกคักอย่างมากบนโลกดิจิทัลด้วย ทรูระบุว่าแพลตฟอร์มที่ลูกค้าใช้งานสูงสุดยังเป็น Facebook, YouTube, TikTok, WhatsApp และ LINE ส่วนข้อมูลที่ AIS เปิดเผยผ่านสื่อหลายสำนักระบุว่าปริมาณการใช้งาน Data บนเครือข่าย 5G ช่วง 13 ถึง 15 เมษายน เติบโตถึงร้อยละ 86.7 เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และจุดเล่นน้ำที่ใช้ดาต้าสูงสุดคือหาดพัทยา ตามด้วยบางแสน หาดแสงจันทร์ ถนนข้าวทิพย์ และถนนสีลม ภาพรวมนี้สะท้อนพฤติกรรม “ถ่าย แชร์ ดูทันที” ของผู้คนยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน และทำให้งานเทศกาลทุกแห่งรวมถึงเชียงแสน ไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนคนเข้าร่วม แต่ยังแข่งขันกันในแง่ความสามารถในการถูกมองเห็น ถูกแชร์ และถูกจดจำบนแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วย

ในมุมนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนมีข้อได้เปรียบชัด เพราะองค์ประกอบของงานถูกออกแบบมาให้รองรับการสื่อสารในยุคดิจิทัลแทบทุกมิติ ตั้งแต่อุโมงค์น้ำยาว 300 เมตร แสงสว่างบนโบราณสถาน ไปจนถึงเวทีริมโขงและภูมิทัศน์เมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้มาร่วมงานในสถานที่จริง แต่ยังตอบโจทย์ยุคที่ประสบการณ์หนึ่งครั้งสามารถขยายตัวออกไปได้อีกหลายแสนครั้งผ่านภาพ วิดีโอ และไลฟ์สดบนหน้าจอมือถือ การที่ผู้ให้บริการเครือข่ายเร่งเสริมระบบด้วยรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เสาชั่วคราว และระบบ AI บริหารโครงข่ายแบบเรียลไทม์ จึงเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งว่า “เทศกาลที่ประสบความสำเร็จ” ในวันนี้ ต้องรองรับทั้งคนที่อยู่ในงานและคนที่กำลังรับรู้บรรยากาศจากนอกงานพร้อมกันด้วย

วันเดินทางกลับ ดึงเชียงรายขึ้นแนวหน้าความสูญเสียของประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่งของภาพความคึกคัก วันที่ 15 เมษายน 2569 กลับเป็นวันที่ทำให้เชียงรายต้องเผชิญบททดสอบด้านความปลอดภัยอย่างหนัก จังหวัดเชียงรายประชุมสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 โดยพบว่าในวันเดียวเกิดอุบัติเหตุ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ส่งผลให้ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดตั้งแต่ 10 ถึง 15 เมษายน อยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่กลุ่มอายุที่ประสบเหตุมากที่สุดยังคงอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี และยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์

ระดับประเทศเอง ศปถ. รายงานตรงกันว่า วันที่ 15 เมษายนเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 67.84 และช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ที่สำคัญคือเชียงรายขึ้นเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันนั้น และยังมีผู้บาดเจ็บกับผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมด้วย (prd.go.th ) นี่คือภาพสะท้อนชัดว่า ในช่วงที่เมืองกำลังเฉลิมฉลองและสร้างภาพจำด้านการท่องเที่ยว ท้องถนนอีกด้านหนึ่งยังเรียกร้องการจัดการอย่างเข้มงวดไม่แพ้กัน

ด่านชุมชนและกฎหมาย 10 ข้อหา กลายเป็นแนวรับสำคัญของจังหวัด

ด้วยเหตุนี้ จังหวัดเชียงรายจึงไม่สามารถปล่อยให้การประชุมเป็นเพียงพิธีกรรมรายวันได้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นย้ำให้ด่านชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่คัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบังคับใช้กฎหมาย 10 ข้อหาหลักอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และยังเสนอให้พิจารณาเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็วและจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อลดความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ส่วนกลางเองก็ยอมรับว่าต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในวันเดินทางกลับ

คำว่า “พลังของด่านชุมชน” ที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยใช้ในการแถลงข่าว มีน้ำหนักมากกว่าคำชื่นชมทั่วไป เพราะสะท้อนว่ารัฐเริ่มมองเห็นแล้วว่า การลดอุบัติเหตุไม่อาจฝากไว้กับด่านตำรวจบนถนนใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ชุมชนเป็นแนวป้องกันด่านแรกในการหยุดพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ และการปล่อยให้เยาวชนหรือผู้ขับขี่อ่อนล้าออกสู่ถนน หากด่านชุมชนทำงานได้จริง ระบบป้องกันอุบัติเหตุจะไม่เริ่มเมื่อรถออกจากบ้านแล้ว แต่จะเริ่มตั้งแต่ก่อนเจ้าของรถจับกุญแจขึ้นมาเสียอีก (prd.go.th)

ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ยังเป็นอีกสมรภูมิที่รัฐต้องคุมให้ได้

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานว่าศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว TAC 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่าวันที่ 15 เมษายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

ตัวเลขนี้แม้ไม่สูงเมื่อเทียบกับอุบัติเหตุของประชาชนไทย แต่มีความหมายอย่างยิ่งในเชิงความเชื่อมั่น เพราะสงกรานต์ปี 2569 เป็นช่วงที่ภาครัฐและท้องถิ่นพยายามผลักเทศกาลไทยให้เป็น Soft Power ระดับนานาชาติ หากงานใหญ่ริมโขงอย่างเชียงแสนต้องการเติบโตต่อเนื่อง การดูแลนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้เข้าถึงข้อมูล เส้นทาง ความช่วยเหลือ และระบบตอบสนองฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ความสำเร็จของเทศกาลในวันนี้จึงไม่ได้วัดเฉพาะจำนวนคนมาเที่ยวหรือภาพความคึกคักหน้าฉาก แต่ต้องวัดจากความรู้สึกปลอดภัยที่ผู้มาเยือนได้รับกลับไปด้วยเช่นกัน

สงกรานต์เชียงรายปีนี้กำลังสอนว่า Soft Power จะยั่งยืนได้ ต้องยืนอยู่บนฐานความปลอดภัยจริง

ข้อมูลภาพของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จึงมีความซับซ้อนและน่าสนใจมาก ด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังใช้เชียงแสนเป็นเวทีสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ระดับกว้าง ผ่านเทศกาลที่เชื่อมประวัติศาสตร์ สายน้ำ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกลับต้องเผชิญสถิติอุบัติเหตุที่หนักที่สุดของประเทศในวันเดินทางกลับ นี่ทำให้บทเรียนของสงกรานต์ปีนี้ชัดเจนว่า การผลักดัน Soft Power ไม่อาจแยกขาดจากการบริหารความปลอดภัยทางถนน ความพร้อมของระบบขนส่ง และความเข้มข้นของชุมชนในการคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงได้เลย

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าเชียงแสนจัดงานได้ยิ่งใหญ่เพียงใด หรือเชียงรายลดอุบัติเหตุได้กี่เปอร์เซ็นต์ในปีต่อไป แต่คือการทำให้สองด้านนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือเทศกาลต้องสร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้จังหวัด ขณะเดียวกันประชาชนและนักท่องเที่ยวต้องเดินทางถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย หากเชียงรายรักษาสมดุลนี้ได้ ความคึกคักริมฝั่งโขงจะไม่เป็นเพียงภาพสวยของเทศกาลปีหนึ่งปีใด แต่จะกลายเป็นฐานของการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและน่าเชื่อถือในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรู คอร์ปอเรชั่น
  • เอไอเอส
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศปถ.
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

วิกฤตเดินทางกลับสงกรานต์ 2569 เชียงรายอุบัติเหตุพุ่ง 10 ครั้งในวันเดียว จี้ขนส่งคุมเข้มพนักงานขับรถต้องแอลกอฮอล์ศูนย์

Summary
  • เชียงรายอุบัติเหตุรายวันสูงสุดในประเทศวันที่ 15 เม.ย. (10 ครั้ง) ตาย 3 เจ็บ 11 ราย

  • ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 และเสียชีวิต 5 ราย

  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือวัยทำงานอายุ 20-29 ปี และรถจักรยานยนต์ยังเกิดเหตุสูงสุดถึง 67.84%

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางไกล

  • สั่งยกระดับด่านชุมชนคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะต้องพร้อม 100%

เชียงรายขึ้นแถวหน้าความสูญเสียวันเดินทางกลับ สงกรานต์วันที่ 6 สะท้อนโจทย์ใหญ่ ด่านชุมชนต้องเข้ม กฎหมายต้องถึง และความปลอดภัยต้องไม่จบพร้อมเทศกาล

เชียงราย,17 เมษายน 2569 – ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มเก็บเสื้อผ้าเปียกน้ำ ปิดประตูบ้านญาติ และหันหน้ากลับเข้าสู่โหมดทำงานตามปกติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท้องถนนในเชียงรายกลับตึงตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะวันเดินทางกลับหลังสงกรานต์ไม่เคยเป็นเพียงตอนจบของเทศกาล แต่เป็นช่วงที่ความเหนื่อยล้า ความรีบเร่ง และการประมาทมักเดินทางมาพร้อมกัน วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สรุปตัวเลขรายวัน เป็นห้องที่ใช้ชั่งน้ำหนักว่าเหตุใดจังหวัดจึงขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันที่ 6 ของการรณรงค์ และจะต้องทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียของเทศกาลลากยาวต่อไปถึงวันถัดจากวันหยุด

การประชุมครั้งนี้มีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 อำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จุดสำคัญของที่ประชุมไม่ใช่แค่การยืนยันว่าเชียงรายยังต้องคุมเข้ม แต่คือการยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 เมษายน จังหวัดเกิดอุบัติเหตุถึง 10 ครั้ง บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ทำให้ยอดสะสม 6 วันอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ และกลุ่มอายุที่ประสบเหตุสูงสุดยังอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานและวัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเองโดยตรง

วันที่เชียงรายสวนทางความคาดหวังของเทศกาล

สงกรานต์ควรเป็นภาพของการกลับบ้าน การรวมญาติ และการเดินทางด้วยความสุข แต่ตัวเลขของวันที่ 15 เมษายนกลับตอกย้ำว่า ท้องถนนไทยยังไม่ยอมปล่อยให้เทศกาลเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มง่ายนัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า วันนั้นทั้งประเทศเกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศที่ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 11 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมที่ 3 ราย ภาพนี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวัง แต่กลายเป็นจังหวัดที่ต้องตอบคำถามต่อสังคมทันทีว่า เหตุใดวันเดินทางกลับจึงรุนแรงถึงระดับนี้

ในระดับประเทศ สถิติสะสม 6 วันของการรณรงค์อยู่ที่อุบัติเหตุ 1,108 ครั้ง บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย โดยจังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 49 คน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 19 ราย ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการพุ่งขึ้นมาเด่นที่สุดใน “รอบวัน” ของวันที่ 15 เมษายน ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวและบ้านเกิด เพื่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกครั้ง

สาเหตุเดิมยังคงครองถนน แต่ผลกระทบใหม่อยู่ที่ความอ่อนล้าหลังความสนุก

เมื่อดูลงไปถึงสาเหตุ รายงานของ ศปถ. ยืนยันว่า ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุในวันที่ 15 เมษายนยังวนอยู่ในกรอบเดิม คือขับรถเร็วคิดเป็นร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ร้อยละ 67.84 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวงและบนเส้นทางตรง ขณะที่ช่วงเวลาเสี่ยงที่สุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงหลังการเดินทางยาวทั้งวันและเป็นเวลาที่ผู้ขับขี่จำนวนมากเริ่มเกิดความล้าโดยไม่รู้ตัว

จุดที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุหลักจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา แต่คำอธิบายจากส่วนกลางเริ่มเพิ่มมิติใหม่เข้าไปอย่างชัดขึ้น นั่นคือเรื่อง “สภาพร่างกายของผู้ขับขี่” และ “ความพร้อมของสภาพรถ” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในที่แถลงข่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมในปีนี้คือพลังของด่านชุมชนที่ช่วยคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัญหาที่ยังพบคือผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้า และสภาพรถบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องถอดบทเรียนทันที เพราะต่อให้ลดเมาแล้วขับได้บางส่วน แต่ถ้าปล่อยให้คนขับฝืนระยะทางยาวโดยไม่พัก ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน

ด่านชุมชนถูกยกเป็นกำแพงด่านแรกของความปลอดภัย

สำหรับเชียงราย ที่ประชุมจังหวัดเลือกหยิบ “ด่านชุมชน” ขึ้นมาเป็นมาตรการแกนกลางอย่างชัดเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน ไม่รอให้พฤติกรรมเสี่ยงไหลออกมาถึงถนนสายหลักก่อนค่อยหยุดยั้ง หลักคิดเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนวิธีมองความปลอดภัยทางถนนจากเรื่องของตำรวจและด่านตรวจบนทางหลวง ไปสู่การทำให้ชุมชนเป็นตัวกรองชั้นแรกของความเสี่ยง และถ้าทำได้จริง ก็จะช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ก่อนผู้ขับขี่จะออกจากบ้านหรือออกจากวงดื่มเสียด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ด่านชุมชนมีน้ำหนักมากในระยะนี้ เพราะวันเดินทางกลับไม่ได้มีแต่คนที่ออกจากงานเลี้ยงใหญ่หรือพื้นที่เล่นน้ำ แต่ยังมีคนที่ลาพักต่อ คนที่นั่งวงสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน และคนที่ต้องขับรถระยะใกล้แบบประมาทจากความคุ้นเคยกับเส้นทาง การใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงการตั้งโต๊ะข้างทาง ถ้าคือความพยายามทำให้คนในชุมชนเองช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงก่อนสายเกินไป การที่ส่วนกลางยกให้พลังของด่านชุมชนเป็นหนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมของปีนี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาท แต่เป็นการสะท้อนว่ามาตรการชั้นล่างสุดกำลังมีบทบาทมากขึ้นจริงในช่วงที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐไม่สามารถอยู่ได้ทุกซอยทุกหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเปราะบางที่สุดของสงกรานต์

แม้เทศกาลสงกรานต์ทุกปีจะมีภาพรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถโดยสารปรากฏในความรับรู้ของผู้คนมากเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขจริงยังคงชี้ซ้ำว่ารถจักรยานยนต์คือยานพาหนะที่เปราะบางที่สุดในสมการอุบัติเหตุไทย ในวันที่ 15 เมษายน รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 67.84 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งประเทศ และในเชียงรายเอง ที่ประชุมจังหวัดก็ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดเช่นกัน ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลอยู่ตรงที่มันยังไม่เปลี่ยน แม้จะมีการรณรงค์หมวกนิรภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี

ด้วยเหตุนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงเน้นชัดเรื่องการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงในเชิงรณรงค์ แต่ต้องไปถึงการบังคับใช้จริงในจุดตรวจและด่านชุมชน เพราะเมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของคนในจังหวัด โดยเฉพาะในระยะทางใกล้บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน และระหว่างอำเภอ ความเสียหายที่เกิดกับคนวัย 20 ถึง 29 ปีจำนวนมากจึงไม่ใช่ตัวเลขแห้งแล้ง แต่กำลังกระทบกำลังแรงงาน กำลังผลิต และคุณภาพชีวิตของครอบครัวจำนวนมากในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หมวกนิรภัยยังกลายเป็นสิ่งที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง คำว่า “ลดอุบัติเหตุ” ก็ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้จริง

เส้นทางกลับต้องปลอดภัยพอ ๆ กับช่วงขาไป

อีกสาระสำคัญของการประชุมทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง คือการยอมรับว่าภาพความเสี่ยงในช่วงเดินทางกลับแตกต่างจากช่วงขาไป ขาไปมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเตรียมตัว เดินทางเป็นแผน และยังไม่อ่อนล้า แต่ขากลับมักมาพร้อมเวลาจำกัด ความกังวลเรื่องงาน และความคิดว่า “เหลืออีกนิดเดียวก็ถึง” ซึ่งเป็นประโยคที่อันตรายที่สุดประโยคหนึ่งบนท้องถนน ที่ประชุมเชียงรายจึงเสนอทั้งการเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็ว และการพิจารณาเพิ่มจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อบรรเทาความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่โดยตรง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางก็สั่งให้เพิ่มการสังเกตรถป้ายต่างจังหวัดระยะไกลและสอบถามอาการง่วงซึมอย่างจริงจังมากขึ้น

นี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มมอง “หลับใน” และ “ความล้า” เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการเชิงระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ย้ำว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกอ่อนเพลียควรแวะพักนอนหลับที่จุดพักหรือสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และยังเตือนให้ติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากบางภูมิภาคกำลังเผชิญพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งล้วนทำให้สมรรถนะในการขับขี่ลดลงได้ทั้งสิ้น

ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตาเข้ม เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของรถส่วนตัวเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมเชียงรายและส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับด้วยรถโดยสาร ความปลอดภัยจึงไม่อาจอาศัยเพียงวินัยของผู้โดยสาร แต่ต้องพึ่งความพร้อมของรถและคนขับด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด พร้อมเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางย้ำว่าแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถต้องเป็นศูนย์ และร่างกายต้องพร้อมสำหรับการเดินทางทุกเที่ยว

มาตรการนี้มีความหมายมากในวันท้าย ๆ ของเทศกาล เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเร่งกลับเข้าทำงานตามกำหนดเวลา การขาดแคลนรถโดยสารหรือการเร่งรอบเดินรถมากเกินไปอาจสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ประกอบการและคนขับ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง การสั่งให้จัดรถเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องบริการสาธารณะ แต่เกี่ยวข้องกับการลดแรงเร่งเร้าเชิงระบบที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง

นักท่องเที่ยวยังต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก

แม้แกนหลักของวันนั้นจะอยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั่วไป แต่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้แนบมาช่วยเติมภาพอีกด้านว่า ภาครัฐยังไม่ลดระดับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 79 แห่งทั่วประเทศที่ปรากฏในเอกสารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 15 เมษายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกันนั้น ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

แม้ตัวเลขอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ แต่ข้อมูลนี้ชี้ว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงถนนอย่างเดียว รวมถึงทะเล การเดินทางภายในเมือง และการเข้าถึงระบบช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินด้วย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลือกย้ำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและเครือข่าย TAC จึงสะท้อนแนวคิดว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเกิดเหตุแล้ว รัฐช่วยได้เร็วและสื่อสารได้ชัดเพียงใดด้วยเช่นกัน

ตัวเลขของเชียงรายไม่ควรถูกอ่านแค่วันนี้ แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนหลังปิดศูนย์

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือหลังวันปิดศูนย์รณรงค์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกอ่านอย่างไร เพราะทุกปีประเทศไทยมักมีช่วงเวลาสรุปผลที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข ลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเชียงราย บทเรียนที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การนับยอดรวม อยู่ที่การอ่านคุณลักษณะของอุบัติเหตุให้ชัดขึ้นว่า ทำไมวันที่ 15 เมษายนจึงหนักที่สุด ทำไมคนวัย 20 ถึง 29 ปีจึงยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก ทำไมรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูง และทำไมเส้นทางขากลับจึงยังสร้างความสูญเสียได้มากถึงขั้นทำให้จังหวัดขึ้นมาอยู่ลำดับสูงสุดของประเทศในวันเดียว

ถ้าไม่ถอดบทเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง คำขวัญ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ก็อาจยังคงเป็นเพียงกรอบรณรงค์ที่ดังขึ้นทุกเทศกาล แต่ไปไม่ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ชัดเจนจากวันที่ 6 ของสงกรานต์ 2569 คือ ด่านชุมชนยังจำเป็น การบังคับใช้กฎหมายยังต้องถึง และความปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะเทศกาล เมื่อเสียงเพลงสงกรานต์เงียบลงแล้ว ถนนทุกสายยังคงมีผู้คนต้องใช้ต่อทุกวัน และสำหรับครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในวันกลับบ้าน คำว่า “หมดเทศกาลแล้ว” ไม่ได้ทำให้ความสูญเสียนั้นเบาลงแม้แต่น้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ สั่งยกระดับแก้ไฟป่าภาคเหนือ ตรวจเข้มเขตป่าเชียงรายห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำคุมสถานการณ์

Summary
  • เชียงรายค่าฝุ่น PM2.5 ยังสูงระดับสีแดง เกินมาตรฐานสูงสุดถึง 201.1 ไมโครกรัม

  • GISTDA เผยจุดความร้อนไทยลดลงร้อยละ 17 แต่ร้อยละ 85 ยังอยู่ในพื้นที่ป่า

  • เจ้าหน้าที่เชียงรายเข้าดับไฟป่าในแม่สรวยและพญาเม็งรายต่อเนื่องแม้เป็นวันหยุด

  • นายกฯ สั่งปิดพื้นที่ป่าจุดเสี่ยงและให้อำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจฉุกเฉินได้ทันที

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. อาจช่วยชะล้างฝุ่นแต่เสี่ยงไฟป่าปะทุจากลมแรง

ควันยังไม่จาง แม้จุดความร้อนเริ่มลด แต่เชียงรายและภาคเหนือยังอยู่ในแนวหน้าของวิกฤต

เชียงราย,15 เมษายน 2569 – เช้าวันที่หลายครอบครัวกำลังทยอยเก็บข้าวของหลังวันหยุดสงกรานต์ ภาคเหนือกลับยังไม่อาจเก็บความกังวลเรื่องอากาศไว้ข้างหลังได้ง่ายนัก เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานในวงกว้าง และจังหวัดเชียงรายยังติดอยู่ในรายชื่อพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ภาพรวมทั้งประเทศในเวลา 07.00 น. ของวันเดียวกัน พบว่ามีถึง 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่หนักที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศ ตรวจวัดได้ระหว่าง 54.2 ถึง 201.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือวัดได้ 30.6 ถึง 190.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และภาคกลางรวมทั้งตะวันตกอยู่ที่ 30.5 ถึง 91.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นั่นหมายความว่าในบางพื้นที่ ค่าฝุ่นยังสูงกว่าค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมากกว่า 5 เท่า และสำหรับประชาชนในเชียงราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลทางเทคนิค แต่คืออากาศที่สูดเข้าปอดจริงตลอดทั้งวัน

ความย้อนแย้งของสถานการณ์ในวันเดียวกันอยู่ตรงที่ ขณะที่คุณภาพอากาศยังวิกฤต สัญญาณจากอวกาศกลับเริ่มส่งข่าวดีบางส่วน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน ประเทศไทยพบจุดความร้อนรวม 3,819 จุด ลดลงจากวันก่อน 760 จุด หรือประมาณร้อยละ 17 ขณะเดียวกันลาวพบ 5,448 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 และเมียนมาพบ 5,208 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 เช่นกัน อย่างไรก็ดี รายละเอียดของไทยสะท้อนปัญหาชัดว่า จุดความร้อนราวร้อยละ 85 ยังคงอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งหมายความว่าไฟป่ายังเป็นแกนกลางของวิกฤตหมอกควันในภูมิภาคนี้ แม้สถิติรายวันจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่แหล่งกำเนิดหลักยังไม่หายไปจากภูมิประเทศจริง และนั่นทำให้เชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับของทั้งไฟภายในพื้นที่และควันข้ามแดน ยังไม่อาจผ่อนแรงได้เลยในช่วงเวลานี้

ตัวเลขที่ลดลงยังไม่ใช่คำตอบ หากฝุ่นยังคงกดทับชีวิตผู้คน

ประเด็นสำคัญของวันจึงไม่ใช่เพียงการนับว่าจุดความร้อนลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการยอมรับความจริงว่าฝุ่นไม่ลดลงในอัตราเดียวกับไฟเสมอไป กรมควบคุมมลพิษประเมินแนวโน้มล่าสุดว่า ระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 เมษายน พื้นที่ภาคเหนือยังต้องเฝ้าระวังค่าฝุ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวในระดับน่ากังวล ขณะที่ภาคอีสานยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยในวันที่ 16 เมษายน ส่วนบางพื้นที่อื่นเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ความหมายของการประเมินนี้ชัดมาก คือแม้จำนวนจุดความร้อนในเชิงสถิติกำลังลด แต่การสะสมของฝุ่นในชั้นบรรยากาศยังไม่เปิดทางให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างสบายใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การระบายอากาศยังทำได้จำกัด และยังมีหมอกควันสะสมจากทั้งในประเทศและบริเวณใกล้เคียงอยู่พร้อมกัน

สำหรับเชียงราย ความจริงข้อนี้มีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาการเผาในพื้นที่ตัวเอง แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับผลจากพลวัตของภูมิภาคด้วย นี่ทำให้ภารกิจของจังหวัดในระยะนี้ไม่ใช่เพียงการดับไฟให้เร็วที่สุด แต่ต้องลดระยะเวลาที่ควันค้างอยู่เหนือชุมชนให้ได้มากที่สุดด้วย เมื่อฝุ่นยังไม่ยอมลงทันทีหลังจุดความร้อนลดลง ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐจึงยกระดับขึ้นตามธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ถามแค่ว่ารัฐจับไฟได้กี่จุด แต่ถามว่าลูกหลานจะกลับออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้เมื่อไร คนทำงานกลางแจ้งจะต้องอยู่กับหน้ากากไปอีกนานแค่ไหน และฤดูฝุ่นปีนี้จะจบลงจริงหรือเพียงแค่เปลี่ยนรูปไปเป็นปัญหาใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า

เชียงรายยังดับไฟไม่หยุด แม้เป็นวันหยุดสงกรานต์

ภาคสนามของเชียงรายในช่วงวันหยุดไม่ได้หยุดตามปฏิทิน เมื่อวันที่ 14 เมษายน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง และผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันส่วนหน้า ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานต่อเนื่องในช่วงสงกรานต์ หนึ่งในพื้นที่ที่ลงไปบัญชาการคือบ้านห้วยม่วง หมู่ 10 ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเสือไฟ 14 นาย ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและราษฎรอาสาดับไฟป่าอีก 10 นาย สามารถควบคุมไฟป่าได้ โดยมีพื้นที่เสียหายประมาณ 20 ไร่ หลังจากนั้นคณะยังเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก บริเวณบ้านห้วยส้านพัฒนา หมู่ 6 ตำบลแม่สรวย ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่า และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้รวม 30 นาย สามารถควบคุมไฟได้อีกจุดหนึ่ง พื้นที่เสียหายประมาณ 30 ไร่ พร้อมรับมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจจากผู้แทนกระทรวง

ข้อความที่ถูกย้ำจากส่วนกลางในวันนั้นมีนัยมากกว่าการลงพื้นที่ตรวจราชการ เพราะรองปลัดกระทรวงระบุชัดว่าเป็น “วันหยุด แต่เราไม่หยุด” และถ่ายทอดข้อห่วงใยจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือโดยตรง ประโยคนี้สะท้อนภาพจริงของระบบราชการภาคสนามในช่วงวิกฤตว่า แม้ผู้คนจำนวนมากจะกำลังเฉลิมฉลองเทศกาล แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยาน อาสาดับไฟ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษยังต้องทำงานในเงื่อนไขที่เสี่ยงและเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง และสำหรับเชียงราย การมีทั้งแม่สรวย ลำน้ำกก และจุดเสี่ยงอื่น ๆ อยู่ในภารกิจเดียวกัน ยิ่งสะท้อนว่าจังหวัดนี้ยังเป็นหนึ่งในแนวหน้าของการรับมือไฟป่าในภาคเหนืออย่างแท้จริง

พญาเม็งรายสะท้อนภาพการทำงานระดับอำเภอ ที่ต้องเร็วและแม่นกว่าเดิม

นอกเหนือจากแม่สรวย ข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมยังสะท้อนชัดว่า อำเภอพญาเม็งรายกำลังทำงานในระดับจุดต่อจุดแบบใกล้ชิดอย่างมาก ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอำเภอพญาเม็งราย รายงานการรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ในช่วงเช้ามืดวันที่ 15 เมษายน ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหมู่ 7 ตำบลเม็งราย และหมู่ 7 ตำบลแม่เปา โดยนายอำเภอพญาเม็งรายมอบหมายให้ปลัดอำเภอ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดปฏิบัติการประจำตำบลเข้าทำแนวกันไฟและควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อย ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้แม้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับประเทศ แต่คือกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้จุดความร้อนเล็ก ๆ ลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

สิ่งที่เห็นจากพญาเม็งรายจึงเป็นบทเรียนอีกแบบหนึ่งของการจัดการวิกฤตฝุ่น เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นกับคำสั่งส่วนกลางอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความเร็วของระดับอำเภอ ระดับตำบล และกำลังของคนในพื้นที่ด้วย เมื่อดาวเทียมส่งสัญญาณมา เจ้าหน้าที่ต้องแปลงข้อมูลนั้นเป็นการเข้าพื้นที่จริงให้เร็วพอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมปัญหาฝุ่นในภาคเหนือจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาอากาศ แต่ต้องมองเป็นปัญหาการจัดการภาคสนามอย่างแท้จริง ยิ่งจุดความร้อนกระจายตัวมากเท่าใด ความสามารถในการตอบสนองระดับพื้นที่ก็ยิ่งเป็นตัวตัดสินว่าเมืองจะหายใจได้เร็วขึ้นหรือไม่

รัฐบาลยกระดับเป็นปฏิบัติการหลายกระทรวง พร้อมให้อำนาจจังหวัดตัดสินใจทันที

ในระดับนโยบาย ส่วนกลางเริ่มส่งสัญญาณเข้มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายนระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยให้ปิดพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ในจุดเสี่ยง ห้ามเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก ขณะเดียวกันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาฝุ่น PM2.5 ผ่านการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศและปฏิบัติการช่วยลดการสะสมของฝุ่นในหลายพื้นที่ด้วย

นัยสำคัญอีกประการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเปิดทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน และระบุรายชื่อจังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงรวมถึงเชียงรายด้วย การให้อำนาจเชิงปฏิบัติการเช่นนี้สะท้อนว่ารัฐส่วนกลางยอมรับแล้วว่า ปัญหาฝุ่นและไฟป่าไม่สามารถรอคำสั่งเป็นลำดับชั้นแบบปกติได้อีกต่อไป จังหวัดต้องมีอำนาจพอจะขยับมาตรการให้เร็วตามสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และช่องทางสื่อท้องถิ่นก็ถูกกำชับให้เร่งประชาสัมพันธ์การปิดป่า การห้ามเผา และแนวทางป้องกันสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้การรับมือปีนี้เริ่มมีลักษณะเป็น “การบัญชาการพื้นที่” มากขึ้นกว่าการรณรงค์ทั่วไปในอดีต

พายุฤดูร้อนกำลังมา และอาจเป็นทั้งโอกาสคลายฝุ่นและความเสี่ยงชุดใหม่

ขณะเดียวกันกับที่ทุกฝ่ายยังสู้กับฝุ่น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 ลงวันที่ 15 เมษายน 2569 เตือนว่า ช่วงวันที่ 16 ถึง 20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกบางแห่ง และอาจมีฟ้าผ่า เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ก่อนจะขยับมาสู่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือในระยะต่อมา สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ขณะประเทศไทยตอนบนยังมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้เกิดความต่างของมวลอากาศอย่างชัดเจน

สำหรับพื้นที่อย่างเชียงราย พายุฤดูร้อนจึงเป็นทั้งความหวังและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ความหวังอยู่ที่ฝนและลมอาจช่วยลดการสะสมของฝุ่นลงได้บ้างในบางช่วง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ลมแรงสามารถทำให้ไฟป่าบางจุดปะทุหรือเปลี่ยนทิศได้เร็วขึ้น และเมื่อเข้าสู่เขตชุมชนก็อาจกระทบต่อบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า และพื้นที่เกษตรอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง ให้เตรียมปฏิบัติการแผนเผชิญเหตุรับมือพายุช่วง 16 ถึง 20 เมษายน ควบคู่ไปกับการแก้ฝุ่นและการดูแลประชาชนที่กำลังเดินทางกลับหลังหยุดสงกรานต์ โดยเน้นตรวจสอบอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น และเตรียมชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตให้พร้อมออกช่วยเหลือทันที

กรณีไฟไหม้โรงงาน BWG สระบุรี เตือนว่ามลพิษอากาศปีนี้ไม่ได้มาจากไฟป่าอย่างเดียว

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามในวันเดียวกัน คือเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน หรือ BWG ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 14 เมษายนและเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้ช่วงเช้าวันที่ 15 เมษายน ก่อนจะยังต้องเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ กรมควบคุมมลพิษรายงานการตรวจวัดอากาศช่วงท้ายลม 5 จุด เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 15 เมษายน โดยใช้เครื่อง Gasmet ตรวจหาก๊าซสำคัญหลายชนิด ผลเบื้องต้นระบุว่าโดยรวมคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ตรวจพบค่าก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์บางจุดใกล้เคียงระดับขีดจำกัดการรับสัมผัส อยู่ในช่วง 1.42 ถึง 1.89 ppm ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือไม่สบายได้หากสัมผัสต่อเนื่องนานพอ

แม้เหตุนี้จะเกิดไกลจากเชียงราย แต่มีความหมายในเชิงนโยบายอย่างมาก เพราะมันเตือนว่าปัญหามลพิษทางอากาศในปีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไฟป่าและจุดความร้อนในป่าเท่านั้น หากยังรวมถึงความเสี่ยงจากสถานประกอบการจัดการของเสียและอุบัติภัยอุตสาหกรรมในสภาพอากาศร้อนจัดด้วย เมื่อประเทศต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน พายุฤดูร้อน และไฟไหม้โรงงานในช่วงเวลาใกล้กัน ระบบติดตามคุณภาพอากาศจึงจำเป็นต้องมีทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความสามารถสื่อสารผลกระทบต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพราะคำว่า “อากาศปกติ” ในภาพรวม อาจยังซ่อนความเสี่ยงเฉพาะจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างละเอียดอยู่ภายในได้เสมอ

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างการควบคุมไฟกับการประคองชีวิตประจำวันของประชาชน

ภาพรวมของวันที่ 15 เมษายนจึงไม่ใช่วันหนึ่งของการรายงานค่าฝุ่นตามปกติ แต่เป็นวันที่ทุกชั้นของการบริหารภัยเริ่มมาบรรจบกันอย่างชัดเจน ระดับภูมิภาคมีจุดความร้อนลดลงบ้าง ระดับประเทศมี 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายยังต้องส่งคนเข้าดับไฟจริงในแม่สรวยและรับสัญญาณจุดความร้อนจากดาวเทียมในพญาเม็งราย ขณะที่ระดับนโยบายต้องเตรียมพร้อมรับพายุฤดูร้อนที่จะเข้ามาทับซ้อนอีกระลอกหนึ่ง นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะหากบริหารได้ดี ฝน ลม และการควบคุมไฟอาจช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่หากประมาท ภัยใหม่ก็อาจเข้ามาซ้อนทับบนระบบที่ยังเปราะบางอยู่แล้วได้ในเวลาอันสั้น

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขจุดความร้อนลดลง หรือรอให้พายุเข้ามาช่วยชะล้างฝุ่นเท่านั้น แต่คือการทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจอีกครั้ง สำหรับเชียงราย คำถามใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ว่าไฟจะดับหมดเมื่อไร แต่อยู่ที่ว่าจังหวัดจะสร้างระบบเฝ้าระวังและตอบสนองที่เร็วพอ แม่นพอ และใกล้ประชาชนพอหรือไม่ในวันที่ภัยไม่ได้มาเดี่ยวอีกแล้ว ปีนี้บทเรียนชัดขึ้นมากว่า การจัดการฝุ่นต้องมองทั้งภูมิประเทศ ดาวเทียม กำลังคน พยากรณ์อากาศ สุขภาพ และการสื่อสารสาธารณะเป็นเรื่องเดียวกัน หากทำได้ เมืองอย่างเชียงรายอาจไม่เพียงรอดจากวิกฤตปีนี้ แต่จะได้ต้นแบบใหม่ของการอยู่กับภัยที่ซับซ้อนขึ้นในทุกปีด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • GISTDA
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันไฟป่าอำเภอพญาเม็งราย
  • กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายสะสม 4 วัน (10-13 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุ 22 ครั้ง บาดเจ็บ 21 เสียชีวิต 2 ราย

  • เหตุชน 4 คันที่นางแลช่วงเย็นวันที่ 13 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมเด็กหญิง 5 ขวบ

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีเกิดเหตุสูงสุด

  • สถิติทั่วประเทศลดลงจากปีก่อน แต่ตำรวจยังจับกุม 10 ข้อหาหลักเกือบ 3 แสนราย

  • เน้นเพิ่มโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท และคุมเข้มจุดเล่นน้ำเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมหน้าเมืองชายแดน! อบจ.เชียงราย เปลี่ยนท่าเรือเชียงของ สู่พื้นที่สาธารณะที่รวมการพักผ่อนและการเรียนรู้

อบจ.เชียงรายเร่งปั้นศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ สู่แลนด์มาร์คริมโขง 3 มิติ รับกระแสเรียนรู้และออกกำลังกายข้ามพรมแดน

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – บริเวณท่าเรือเชียงของริมแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงจุดผ่านสายตาของผู้มาเยือนเหมือนวันธรรมดาอีกต่อไป เมื่อคณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายลงพื้นที่ตรวจศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ หรือที่คนในพื้นที่คุ้นกันในชื่อ “บั๊ค” พร้อมส่งสัญญาณชัดว่า พื้นที่แห่งนี้กำลังถูกวางบทบาทใหม่ จากอาคารบริการท่องเที่ยวชายแดน ไปสู่แลนด์มาร์คริมน้ำโขงที่ตั้งเป้าทำหน้าที่พร้อมกันทั้งการชมวิว การเรียนรู้ และการออกกำลังกาย ภายใต้นโยบายเที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ โดยผู้ลงพื้นที่ประกอบด้วย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมนายสุรเชษฐ์ พุ้ยน้อย นายอำเภอเชียงของ นางสาววาสนา ลำเปิงมี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเชียงของ เขต 2 และผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่

“จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ แผนที่ถูกพูดถึงในวันนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานหรือปิดรอยแตกร้าวเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่ขยับไปสู่การ “จัดความหมายใหม่” ให้พื้นที่ริมโขงแห่งนี้มีชีวิตมากขึ้นในฐานะจุดพักผ่อนสาธารณะ และในเวลาเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องสัตว์น้ำจืดแม่น้ำโขง ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมท้องถิ่น ข้อมูลจากการเผยแพร่ของ อบจ.เชียงราย ระบุชัดว่าเป้าหมายคือการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงามทันสมัย ดึงดูดสายตาผู้มาเยือน และรองรับทั้งประชาชนในอำเภอเชียงของ ตลอดจนผู้เดินทางจาก สปป.ลาว ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทำให้ข่าวนี้มีน้ำหนักมากกว่าการปรับปรุงสถานที่ทั่วไป เพราะกำลังพูดถึงการออกแบบ “หน้าบ้านใหม่” ของเมืองชายแดนที่ต้องการต้อนรับทั้งคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจข้ามฝั่งไปพร้อมกัน

ภาพของการพัฒนาจึงค่อยๆ ชัดขึ้นว่า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่สามชั้นในเชิงหน้าที่ ชั้นแรกคือ จุดชมวิวและพักผ่อนริมน้ำโขง ที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่และนักเดินทาง ชั้นที่สองคือ ห้องเรียนมีชีวิต ที่จะทำให้เรื่องปลาแม่น้ำโขง ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศท้องถิ่น กลายเป็นความรู้ที่จับต้องได้สำหรับเยาวชนและประชาชน ชั้นที่สามคือ พื้นที่สุขภาวะ ที่สอดรับกับวิถีคนรุ่นใหม่ซึ่งมองการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะเวลา ความตั้งใจนี้สอดคล้องกับถ้อยคำในข้อมูลเผยแพร่ที่ระบุว่า นายก อบจ.เชียงราย ต้องการผลักพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสถานที่พักผ่อนระดับสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดในเวลาเดียวกัน

ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว

น้ำหนักของข่าวเพิ่มขึ้นอีกระดับในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ พร้อมรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ได้ร่วมประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย เพื่อเสนอแผนการพัฒนาพื้นที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวท่าเรือเชียงของ รวมถึงพื้นที่หนองหลวง ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย เพื่อการพัฒนาจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน ข้อเท็จจริงช่วงบ่ายนี้มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการไม่ได้อยู่ในกรอบการคิดเฉพาะของฝ่ายท่องเที่ยว แต่เริ่มถูกเชื่อมเข้ากับการวางผังและการพัฒนาระดับจังหวัด ซึ่งหมายความว่าอนาคตของพื้นที่ริมน้ำโขงแห่งนี้อาจถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับภูมิทัศน์เมือง ความปลอดภัย การใช้ประโยชน์สาธารณะ และทิศทางการพัฒนาในวงกว้างมากกว่าที่เห็นจากชื่อโครงการเพียงอย่างเดียว

เมื่อย้อนกลับไปดูจุดตั้งต้นของพื้นที่ จะเห็นว่าศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ที่ท่าเรือเชียงของเพิ่งเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ชุมชน ขยายตลาดท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นั่นหมายความว่าในเวลาไม่ถึงสองปี พื้นที่เดียวกันนี้กำลังถูกยกระดับจากบทบาท “ศูนย์ให้ข้อมูล” ไปสู่บทบาท “จุดหมายปลายทาง” ที่ต้องมีประสบการณ์ มีทัศนียภาพ และมีเหตุผลมากพอให้คนอยากใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานขึ้น การเคลื่อนจากศูนย์บริการสู่แลนด์มาร์คจึงเป็นการขยับเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกายภาพของอาคาร

การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งเมื่อมองผ่านบริบทชายแดน เชียงของก็ไม่ใช่อำเภอที่ยืนอยู่ลำพังกลางแผนที่ หากเป็นพื้นที่ซึ่งเชื่อมเศรษฐกิจ การเดินทาง และความสัมพันธ์ไทย ลาว เข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่าในปี 2568 การค้าชายแดนระหว่างไทยกับ สปป.ลาว มีมูลค่ารวม 293,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนและผ่านแดนของประเทศโดยรวมมีมูลค่ารวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7 เปอร์เซ็นต์ และการค้าผ่านแดนแตะระดับกว่า 1.04 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่สถิติการท่องเที่ยวโดยตรง แต่ช่วยอธิบายได้ว่าเมืองชายแดนอย่างเชียงของยังอยู่ในแนวเส้นทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง การพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมน้ำโขงให้มีมาตรฐานและมีเรื่องเล่าจึงมีโอกาสส่งผลต่อบรรยากาศการเดินทาง การจับจ่าย และการรับรู้ภาพลักษณ์พื้นที่ได้จริง หากบริหารจัดการได้ตรงเป้า

แนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม

ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน The 1 Insight ซึ่งเผยแพร่ผ่านสื่อเศรษฐกิจหลายสำนักเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ระบุว่าแนวคิด Active Lifestyle กำลังเติบโตแรงในไทย จากเดิมที่การดูแลร่างกายมักเชื่อมกับความสวยงาม สู่การให้ความสำคัญกับสมรรถภาพและสุขภาพระยะยาวมากขึ้น พร้อมงบใช้จ่ายด้านการออกกำลังกายที่เพิ่มต่อเนื่อง ข้อมูลเดียวกันระบุด้วยว่าตลาดสินค้ากีฬาทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยราว 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และในหมวดรองเท้า Performance Footwear มียอดขายก่อนงาน HYROX Bangkok 2025 สูงกว่าหลังงานถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่ากีฬาและสุขภาพไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่มีผลต่อการใช้พื้นที่ การบริโภค และรูปแบบการเดินทางของผู้คน

รายละเอียดเชิงพฤติกรรมยิ่งทำให้มิติ “ออกกำลังกาย” ในแผนพัฒนาท่าเรือเชียงของไม่ใช่ลูกเล่นทางการตลาด แต่มีฐานรองรับจากแนวโน้มจริง Gen Z ถูกอธิบายว่าใช้กิจกรรมออกกำลังกายเป็นพื้นที่แสดงตัวตน โดยยอดขายอุปกรณ์กีฬาเทนนิสในกลุ่มนี้โตถึง 5 เท่า และหมวดชุดวิ่งเติบโตกว่า 2 เท่า ขณะที่ Gen Y มองการออกกำลังกายเป็นทั้งสมรรถนะและชุมชน โดยการใช้จ่ายสมาชิกฟิตเนสโตมากกว่า 2 เท่า ส่วน Gen X ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความคล่องตัวระยะยาว โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ในหมวดรองเท้าวิ่งสูงกว่ากลุ่มวัยอื่น 1.3 เท่า ภาพรวมนี้สะท้อนว่า หากเชียงของสามารถสร้างพื้นที่ริมน้ำที่เดินได้ วิ่งได้ พักได้ และเรียนรู้ได้ในจุดเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวก็มีโอกาสตอบโจทย์คนหลายวัยพร้อมกัน ตั้งแต่วัยรุ่นสายกิจกรรม คนทำงานที่มองหาพื้นที่ชุมชน ไปจนถึงวัยกลางคนที่ใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงของเองไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพราะเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงรายรายงานกิจกรรม Kham Kong Run 2025 ซึ่งจัดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ บริเวณสะพานมิตรภาพไทย ลาว แห่งที่ 4 โดยระบุชัดว่ากิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในอำเภอเชียงของและเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ผ่านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองฝั่งโขง ข้อมูลนี้ทำให้แผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยวครั้งล่าสุดมีความสมเหตุสมผลมากขึ้น เพราะพื้นที่เชียงของได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากีฬา สุขภาพ และการเชื่อมโยงชายแดน สามารถเดินร่วมกันได้จริงในระดับกิจกรรม หากมีการยกระดับพื้นที่ถาวรรองรับ แนวคิดดังกล่าวก็มีโอกาสขยายผลได้ไกลกว่าอีเวนต์รายปี

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ใหญ่ขึ้นย่อมมาพร้อมโจทย์ที่ต้องตอบให้ชัด แผนที่เผยแพร่ในขณะนี้อยู่ในขั้น เตรียมเสนอและหารือเชิงพัฒนา ยังไม่ใช่ประกาศเริ่มก่อสร้างหรือเปิดใช้งานรูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ สิ่งที่มีข้อมูลยืนยันแล้วคือการลงพื้นที่ตรวจสภาพ การมุ่งซ่อมโครงสร้างและพื้นที่แตกร้าวเพื่อความปลอดภัย และการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักแผนต่อไป แต่ยังไม่ปรากฏรายละเอียดวงเงินลงทุน แบบก่อสร้าง หรือกรอบเวลาดำเนินงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในแหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ขณะนี้ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะสำหรับพื้นที่ริมน้ำโขง ความปลอดภัยทางกายภาพ การออกแบบที่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และการดูแลต่อเนื่องหลังปรับปรุงแล้ว คือหัวใจที่จะชี้ว่าโครงการจะเป็นแลนด์มาร์คจริง หรือเป็นเพียงความคาดหวังที่ค้างอยู่ในเอกสารประชุม

ช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต

ในมุมของผลประโยชน์สาธารณะ หากแผนพัฒนานี้เดินหน้าได้ตามทิศทางที่ประกาศไว้ ผู้ได้ประโยชน์จะไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนริมน้ำปลอดภัย เยาวชนที่ต้องการแหล่งเรียนรู้เรื่องแม่น้ำโขงและทรัพยากรท้องถิ่น ผู้ประกอบการรายย่อยที่อาจได้ประโยชน์จากการเพิ่มเวลาพำนักของผู้มาเยือน และเครือข่ายท่องเที่ยวไทย ลาว ที่ต้องการจุดเชื่อมประสบการณ์ใหม่บนชายแดน ในระยะยาว พื้นที่เช่นนี้ยังอาจช่วยขับภาพลักษณ์เชียงรายให้ชัดขึ้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขายเพียงความงามเชิงทิวทัศน์ แต่ขายคุณภาพชีวิต ประสบการณ์เรียนรู้ และสุขภาวะร่วมสมัย ซึ่งสอดรับกับแนวโน้มที่คนเดินทางยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนเองก็ควรติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยของโครงสร้างและพื้นที่สาธารณะ รูปแบบการจัดการเนื้อหาเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์น้ำและระบบนิเวศ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและคนท้องถิ่นมีส่วนร่วมจริง และการออกแบบกิจกรรมที่จะทำให้พื้นที่นี้มีการใช้งานต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเปิดตัว เพราะประสบการณ์ของหลายเมืองชี้ตรงกันว่า การพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้สำเร็จไม่ได้วัดกันที่ความสวยในวันแรก แต่ต้องวัดจากจำนวนคนที่กลับมาใช้ซ้ำ ความรู้สึกเป็นเจ้าของของชุมชน และรายได้ที่กระจายถึงคนตัวเล็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ยังเป็นโจทย์ปลายทางที่เชียงของต้องพิสูจน์ด้วยการลงมือทำจริงในระยะต่อไป

เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับวันนี้ สิ่งที่ยืนยันได้แน่ชัดคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ส่งสัญญาณอย่างจริงจังแล้วว่า ท่าเรือเชียงของจะไม่ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่านแดนหรือจุดชมวิวเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของจังหวัดในมิติท่องเที่ยว การเรียนรู้ และสุขภาวะ หากแผนนี้ถูกขับเคลื่อนต่ออย่างเป็นระบบ เชียงของอาจได้มากกว่าแลนด์มาร์คแห่งใหม่ริมโขง แต่จะได้พื้นที่สาธารณะที่เชื่อมชุมชนเข้ากับแม่น้ำ เชื่อมเยาวชนเข้ากับความรู้ และเชื่อมเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้ากับอนาคตของการท่องเที่ยวชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่ง หากแผนไม่สามารถแปลงเป็นรายละเอียดปฏิบัติที่ชัดเจน ข่าววันนี้ก็จะเป็นเพียงภาพฝันอีกชิ้นที่สะท้อนความตั้งใจมากกว่าผลลัพธ์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นนี้จึงควรถูกติดตามต่อจากนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงอ่านผ่านไปแล้วจบลงพร้อมกระแสข่าวรายวัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข้อมูลเผยแพร่การลงพื้นที่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่องแผนพัฒนาศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ (บั๊ค) และการประชุมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 9 กันยายน 2567 เรื่องการเปิดศูนย์บริการการท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ท่าเรือเชียงของ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง
  • สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย ข่าววันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เรื่องกิจกรรม Kham Kong Run 2025 และการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงกีฬาและสุขภาพ เชียงของ ห้วยทราย
  • กระทรวงพาณิชย์ ข่าววันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เรื่องการค้าชายแดนและผ่านแดนปี 2568
  • THE STANDARD WEALTH และมติชนออนไลน์ ข่าววันที่ 6 มีนาคม 2569 เรื่อง The 1 Insight กับแนวโน้ม Active Lifestyle ของผู้บริโภคไทยปี 2026
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข่าวเผยแพร่วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เรื่องภาพลักษณ์และความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ป้องกันดีกว่าแก้! มท.3 สั่งตรวจรอยเลื่อน 16 แนวและโครงสร้างพื้นฐานด่วน หลังแรงสั่นสะเทือนถี่ในเชียงราย

มท.3 สั่งเกาะติดแผ่นดินไหวไทย เร่งยกระดับเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน สร้างความมั่นใจประชาชน

เชียงราย, 7 มีนาคม 2569 แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กที่เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงต้นปี แม้ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงพอทำลายโครงสร้างหลักของอาคาร แต่กลับ “เขย่า” ความรู้สึกของผู้คนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งมีแนวรอยเลื่อนมีพลังพาดผ่านหลายแนว รวมถึงจังหวัดเชียงรายที่เคยเผชิญบทเรียนแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในรอบทศวรรษ

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน รัฐบาลจึงขยับจากการรับรู้แบบรายเหตุการณ์ ไปสู่การยกระดับการติดตามเชิงระบบ โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและกำชับมาตรการเฝ้าระวังในจังหวัดเสี่ยง รวมถึงการตรวจสอบเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทั่วประเทศ

สัญญาณจากต้นปี 2569 เมื่อแรงสั่นสะเทือน “ถี่” กว่าที่เคยชิน

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภัยพิบัติที่นำเสนอในที่ประชุมสะท้อนภาพรวมสำคัญว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก โดยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์มีขนาดต่ำกว่า 3.0 อย่างไรก็ดี ความถี่และลักษณะ “ตื้น” ของบางเหตุการณ์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จริง จนเกิดความตื่นตระหนกในบางช่วงเวลา

ในพื้นที่เชียงราย มีรายงานแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่ประชาชนรับรู้ได้ เช่น เหตุการณ์ขนาด 3.3 ในอำเภอแม่สายช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 และเหตุการณ์ขนาด 3.1 ในอำเภอพานช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสื่อกระแสหลักรายงานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่า “ขนาด” ไม่ใช่คำตอบเดียวของความรู้สึกสั่นไหว หากแต่ “ความตื้น” และ “ระยะห่างจากจุดศูนย์กลาง” คือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนรับรู้ได้ชัด

ภาพเหล่านี้ทำให้การสื่อสารสาธารณะต้องเดินคู่กับการเฝ้าระวังเชิงวิศวกรรมและธรณีวิทยา เพื่อให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์ใดเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง และเหตุการณ์ใดเป็นความสั่นสะเทือนตามธรรมชาติที่ยังอยู่ในระดับจัดการได้ด้วยมาตรการมาตรฐาน

ประชุมส่วนกลางย้ำหลักคิดเดียวกัน ลดตื่นตระหนก เพิ่มความพร้อม

ภายในที่ประชุมกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยย้ำประเด็นหลักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงต้องปรับจาก “ความตื่นตระหนก” ไปสู่ “ความรู้และความพร้อม” ผ่านการซักซ้อมแผนอพยพ การเตรียมเครื่องมือกู้ภัย และการตรวจความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างที่เสี่ยงอันตราย

สาระสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมประกอบด้วย

  • การเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและแนวโน้มการเกิดแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา
  • การประเมินผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะเขื่อนและระบบสาธารณูปโภค
  • การสื่อสารข้อมูลแบบทันเวลา ลดข่าวลือ ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

ในมุมของพื้นที่ จังหวัดเชียงรายมีการรายงานความพร้อมผ่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย โดยชี้ให้เห็นการเตรียมแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อม และการสื่อสารสร้างการรับรู้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

รอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และโจทย์การเฝ้าระวังที่ต้องละเอียดขึ้น

อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในวงประชุม คือสถานะความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศซึ่งผูกกับภูมิประเทศและธรณีวิทยา โดยหน่วยงานด้านธรณีวิทยารายงานว่า ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างการศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อจัดทำฐานข้อมูลแบบบูรณาการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

นัยของตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความหวาดหวั่น แต่เพื่อยืนยันว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และการบริหารความเสี่ยงต้องอาศัยข้อมูลที่อัปเดต รวมทั้งการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในระดับที่ใช้ตัดสินใจได้ เช่น อาคารประเภทใดควรตรวจซ้ำ จุดรวมพลควรอยู่ที่ไหน โรงเรียนและโรงพยาบาลซ้อมอพยพอย่างไร

ที่ประชุมยังเน้นให้หน่วยงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบอาคารสูง ป้ายโฆษณา สิ่งก่อสร้าง รวมถึงเขื่อนขนาดเล็ก ฝาย และคันกั้นน้ำ หากพบชำรุดต้องเร่งแก้ไขทันที พร้อมทบทวนแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ระบบแจ้งเตือน Cell Broadcast และ Thai Disaster Alert ทำให้ “รู้เร็ว” กลายเป็นเครื่องมือจริง

ภาครัฐย้ำการยกระดับการแจ้งเตือนและการสื่อสารความเสี่ยง โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกกล่าวถึงชัดเจน คือการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ Cell Broadcast ควบคู่กับช่องทางสื่อสารของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว ลดช่องว่างข่าวลือ

รายงานการประชุมระบุเกณฑ์การแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ในกรณีแผ่นดินไหวไว้เป็นระดับ เพื่อให้การแจ้งเตือนมีความเหมาะสมและไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจำเป็น ได้แก่

  • แผ่นดินไหวบนบกในประเทศตั้งแต่ขนาด 4.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวบนบกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ขนาด 6.0 ขึ้นไป
  • แผ่นดินไหวในทะเลอันดามันตั้งแต่ขนาด 7.0 ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐยังเดินหน้าพัฒนาแอปพลิเคชัน Thai Disaster Alert ให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลภัยพิบัติหลายประเภทในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดเสี่ยง ต้องทำให้ความปลอดภัย “จับต้องได้”

สำหรับเชียงราย ประเด็นแผ่นดินไหวไม่ได้กระทบเฉพาะชีวิตประจำวันของคนในเมือง แต่ยังโยงไปถึงความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการดูแลโบราณสถานในพื้นที่ด้วย การสื่อสารที่ดีจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน

เรื่องแรก คือยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อมูลวิชาการว่า เหตุการณ์ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก และรัฐมีระบบเฝ้าระวังติดตาม
เรื่องที่สอง คือทำให้ประชาชนรู้ว่าควรทำอะไรได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ เพื่อไม่ให้ “ความไม่รู้” กลายเป็นความเสี่ยงซ้ำซ้อน

ในวงประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำให้สถานศึกษา โรงพยาบาล และอาคารสูงในพื้นที่เสี่ยงซักซ้อมอพยพสม่ำเสมอ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามหลักการเอาตัวรอดที่ถูกต้อง โดยยึดแนวทางสากล หมอบ ป้อง เกาะ และหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์ในช่วงเกิดแรงสั่นสะเทือน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อเปลี่ยนความกังวลเป็นความพร้อม

เพื่อให้การเตรียมตัวอยู่ในระดับที่ทำได้จริงในครัวเรือน หน่วยงานด้านภัยพิบัติแนะนำแนวทางพื้นฐานที่ควรทำล่วงหน้า ได้แก่

  • ยึดตู้ ชั้นวางของ และเฟอร์นิเจอร์หนักกับผนัง ลดโอกาสล้มทับ
  • เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย ยาประจำตัว เอกสารจำเป็น
  • กำหนดจุดนัดพบของครอบครัว และวิธีติดต่อกันเมื่อสัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง
  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการเป็นหลัก ลดการแชร์ข้อมูลที่ไม่ยืนยันแหล่งที่มา

ในภาพรวม รัฐบาลย้ำว่าหัวใจของการรับมือแผ่นดินไหว คือการทำให้ประชาชน “รู้เร็ว เตรียมเร็ว และทำถูกวิธี” เพราะแม้จะไม่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ แต่สามารถลดการบาดเจ็บและความสูญเสียได้จริง หากสังคมมีวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกัน

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ครั้งนี้

  • แผ่นดินไหวในไทยมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก ต่ำกว่า 3.0
  • ประเทศไทยมีรอยเลื่อนมีพลัง 16 แนว และอยู่ระหว่างศึกษารอยเลื่อนเพิ่มเติมอีก 13 แนว เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเฝ้าระวัง
  • เกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast สำหรับแผ่นดินไหว ระดับ 4.0 ในประเทศ ระดับ 6.0 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และระดับ 7.0 ในทะเลอันดามัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล รายงานการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและแนวทางเฝ้าระวังรอยเลื่อนมีพลังและเขื่อน ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดอุตรดิตถ์ สรุปสาระสำคัญการประชุมติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวและมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • สยามรัฐ รายงานข่าวการประชุมและรายละเอียดเกณฑ์การแจ้งเตือน Cell Broadcast รวมถึงภาพรวมสถิติแผ่นดินไหวขนาดเล็กของไทย ลงเผยแพร่ 4 มีนาคม 2569
  • ไทยรัฐ รายงานเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงราย ขนาด 3.3 ที่อำเภอแม่สาย ลงเผยแพร่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • Thai PBS รายงานเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ลงเผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI

เชียงรายยกระดับความปลอดภัยบนถนน! ผู้ว่าฯ นำทีมบูรณาการทุกหน่วย จัดระเบียบจราจรรับคลื่นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เชียงรายเดินหน้าจัดระเบียบจราจรเมืองท่องเที่ยว ผู้ว่าฯ นำทีมบูรณาการทุกหน่วย สร้างถนนปลอดภัยรับการเติบโต พร้อมจับตาคลื่นท่องเที่ยวอินเดียและยุคดิจิทัลท่องเที่ยว

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – ภาพเมืองท่องเที่ยวที่เติบโตเร็ว มักมาพร้อมโจทย์ที่ตามมาเร็วไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “การเดินทาง” ที่เป็นทั้งต้นทางของเศรษฐกิจและปลายทางของความปลอดภัย บ่ายวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งหัวโต๊ะการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางจัดระเบียบการจราจรให้เป็นระบบ ปลอดภัย และรองรับบทบาทเมืองท่องเที่ยวที่กำลังขยายตัว

แม้การประชุมลักษณะนี้อาจดูเป็น “งานหลังบ้าน” แต่สำหรับเชียงรายซึ่งพึ่งพาเศรษฐกิจบริการ การท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อการเดินทางกับจังหวัดใกล้เคียง การจัดระบบจราจรไม่ใช่แค่เรื่องความคล่องตัวบนถนน หากหมายถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงาน ผู้ประกอบการรายย่อย ความน่าเชื่อถือของเมืองในสายตานักท่องเที่ยว และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สะสมอยู่ในทุกเส้นทาง

เมืองโต นักท่องเที่ยวเพิ่ม ถนนต้องปลอดภัยและคาดการณ์ได้

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การยกระดับระบบจราจรให้ “ทำงานเป็นทีม” โดยรวมข้อมูลของหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานคมนาคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ปัญหาคอขวด จุดเสี่ยง และพฤติกรรมการใช้ถนนที่ทำให้อุบัติเหตุเกิดซ้ำ

ในทางปฏิบัติ การจัดระบบจราจรในเมืองท่องเที่ยวต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรกคือการเพิ่มความปลอดภัยด้วยการแก้ไข “จุดเสี่ยงจุดอันตราย” ให้เห็นผลจริง เช่น การจัดช่องทาง การปรับปรุงสัญญาณไฟ การมองเห็นบนทางโค้ง ทางแยก หรือจุดที่มีการตัดกระแสจราจรบ่อย
เรื่องที่สองคือการทำให้การเดินทาง “คาดการณ์ได้” เพราะเมื่อการท่องเที่ยวขยายตัว ความแออัดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่คำนวณได้จากเวลาและฤดูกาล หากระบบเมืองไม่เตรียมไว้ล่วงหน้า ต้นทุนจะตกที่ประชาชนและผู้ประกอบการก่อนเสมอ

โครงสร้างพื้นฐานใหญ่กำลังมา โจทย์คือเชื่อมต่อให้ไร้รอยต่อ

อีกประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นในที่ประชุม คือการติดตามความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของจังหวัด ทั้งโครงการทางรถไฟสายเด่นชัย เชียงราย เชียงของ และการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รวมถึงแนวคิดการเชื่อมโยงโครงข่ายการเดินทางจากสถานีรถไฟไปยังสนามบิน เพื่อยกระดับความสะดวกและประสิทธิภาพการเดินทาง

ประเด็น “การเชื่อมต่อ” สำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวโครงการ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เดินหน้า แต่การเดินทางช่วงต้นทางและปลายทางยังสะดุด เมืองจะได้เพียงการเพิ่มจำนวนคนเดินทาง แต่ไม่ได้เพิ่มคุณภาพของการเดินทาง ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจจึงอาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุและการจราจรติดขัดอาจยิ่งขยายวง

เชียงรายอยู่ในคลื่นท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนโฉม

ด้านภาพใหญ่ของท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 สะท้อนว่า “ตลาดต่างชาติ” ไม่ได้แข่งกันที่จำนวนอย่างเดียว แต่แข่งกันที่คุณภาพ การใช้จ่ายต่อหัว และระยะเวลาพำนัก โดยเฉพาะตลาดอินเดียที่เติบโตเร็วจากปัจจัยยกเว้นวีซ่าและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น

ข้อมูลสื่อเศรษฐกิจในอินเดียที่อ้างคำให้สัมภาษณ์ผู้แทนการท่องเที่ยวไทยในอินเดีย ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเข้าไทยในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย และถูกคาดหมายว่าจะทำสถิติสูงในปีถัดไป สะท้อนแนวโน้มการเดินทางที่ขยายตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2568 และการปรับคาดการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอกย้ำว่า “การท่องเที่ยว” เป็นตัวแปรใหญ่ของเศรษฐกิจไทยและต้องบริหารความผันผวนอย่างรอบคอบ

สำหรับเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดปลายทางเชิงวัฒนธรรม ธรรมชาติ และประสบการณ์เชิงสุขภาพ การเติบโตของตลาดคุณภาพสูงมีนัยต่อระบบเมืองทันที เพราะนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การเดินทางสะดวก และประสบการณ์ที่ราบรื่นตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง

เมื่อดิจิทัลกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ใหม่ของการท่องเที่ยว

อีกมิติที่กำลังกระทบงานบริหารเมืองท่องเที่ยว คือการที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากวางแผนเดินทางผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศเดินหน้าแอป Amazing Thailand โฉมใหม่ โดยวางบทบาทเป็นเครื่องมือข้อมูลและการวางแผนการเดินทางแบบครบวงจร และมีการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ เช่น AI แชตบอตสำหรับให้คำแนะนำ และสิทธิประโยชน์ด้านประสบการณ์ท่องเที่ยว

รายงานเชิงวิเคราะห์ในสื่อไทยยังตั้งข้อสังเกตว่า เฟสแรกของแอปอาจเน้นการให้ข้อมูลเป็นหลัก และความท้าทายคือทำอย่างไรให้การใช้งาน “ว้าวพอ” ในยุคที่นักท่องเที่ยวใช้แพลตฟอร์มเอกชนและเครื่องมือ AI วางแผนทริปได้เอง

ประเด็นนี้ย้อนกลับมาสู่ระดับจังหวัดโดยตรง เพราะเมื่อการวางแผนทริปเริ่มต้นจากแอปและข้อมูลออนไลน์ เมืองท่องเที่ยวต้องมีข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเชื่อมต่อ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่การเดินทาง จุดจอดรถ จุดรับส่ง ระบบขนส่งสาธารณะ จุดเสี่ยงอุบัติเหตุ หรือการจัดการจราจรช่วงเทศกาล หากข้อมูลกระจัดกระจาย ประสบการณ์เดินทางจะสะดุด และความเชื่อมั่นจะลดลงโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุใหญ่

ภาคเอกชนเร่งพัฒนา “เพื่อนร่วมทาง” ของนักท่องเที่ยว

ในอีกด้านหนึ่ง ภาคเอกชนก็เร่งพัฒนาเครื่องมืออำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทรูมันนี่ที่เปิดหมวดบริการท่องเที่ยวในแอป รวมบริการจองและชำระเงิน พร้อมบริการอินเทอร์เน็ตและประกันการเดินทาง โดยชูพฤติกรรมผู้ใช้ที่เติบโตต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา และชี้ว่าแนวโน้มการเดินทางเชื่อมโยงกับดิจิทัลเพย์เมนต์ชัดเจนขึ้น

มุมมองนี้สะท้อนว่าการแข่งขันด้านท่องเที่ยวกำลังขยับจาก “สถานที่ท่องเที่ยว” ไปสู่ “ระบบสนับสนุนการท่องเที่ยว” ซึ่งรวมถึงการเดินทางที่ปลอดภัย การจ่ายเงินสะดวก และข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมืองที่ปรับตัวได้ไวจะได้เปรียบ ขณะที่เมืองที่ยังแก้ปัญหาแบบวันต่อวันจะเสียต้นทุนทั้งเศรษฐกิจและความพึงพอใจของผู้มาเยือน

งานจราจรจึงไม่ใช่เรื่องรถ แต่คือเรื่องเศรษฐกิจและความเป็นธรรม

ในภาพของเชียงราย การจัดระบบจราจรเป็นเรื่องที่ต้องรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโต” กับ “ความเป็นธรรม” เพราะถนนสายเดียวกันรองรับทั้งรถนักท่องเที่ยว รถรับส่งนักเรียน รถขนส่งสินค้า รถของเกษตรกร และรถของคนทำงานเมือง หากการจราจรถูกออกแบบเพื่อท่องเที่ยวอย่างเดียว คนท้องถิ่นจะเป็นผู้จ่ายต้นทุน แต่หากเมืองมองเฉพาะการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่เตรียมรับคลื่นท่องเที่ยว เมืองก็เสียโอกาสรายได้และการจ้างงาน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาหลังการประชุม คือการแปลง “แนวทาง” ให้เป็น “งานภาคสนาม” ที่วัดผลได้ เช่น การปรับปรุงจุดเสี่ยงอย่างเป็นระบบ การสื่อสารเส้นทางและจุดจอดให้ชัด การรณรงค์วินัยจราจรที่ทำต่อเนื่อง และการจัดการจราจรช่วงอีเวนต์ใหญ่ของจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำแบบเดิม

เมืองท่องเที่ยวที่ดี เริ่มจากถนนที่ไว้ใจได้

เชียงรายกำลังเดินหน้าในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับความปลอดภัย และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลท่องเที่ยว การประชุมจัดระบบการจราจรจึงเป็นสัญญาณว่า จังหวัดกำลังพยายาม “ทำให้เมืองเดินได้” ก่อนจะเร่ง “ทำให้เมืองโต” เพราะเมื่อถนนปลอดภัย การเดินทางคาดการณ์ได้ และข้อมูลสื่อสารตรงกัน เมืองจะได้ทั้งความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความอุ่นใจของคนที่ใช้ถนนทุกวัน

สุดท้ายแล้ว เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ได้วัดจากจำนวนคนมาเยือนเพียงปีต่อปี แต่ถูกตัดสินจากประสบการณ์เล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน ตั้งแต่การออกจากบ้านอย่างปลอดภัย ไปจนถึงการกลับถึงบ้านอย่างไม่ต้องลุ้นว่าเส้นทางจะติดขัดหรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการจัดระบบการจราจรทางบกจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 วันที่ 5 มีนาคม 2569 จากข้อมูลประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายที่ผู้ใช้จัดเตรียม
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ข้อมูลและแนวทางแอป Amazing Thailand โฉมใหม่ พร้อมความร่วมมือด้านฟีเจอร์ดิจิทัล
  • รายงานวิเคราะห์ฟีเจอร์และทิศทางแอป Amazing Thailand พร้อมข้อมูลการเปิดตัวและงบลงทุนเฟสแรก
  • TrueMoney ข้อมูลการเปิดหมวดบริการท่องเที่ยวและแนวโน้มการใช้งานด้านการเดินทาง
  • Reuters รายงานภาพรวมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยและการประเมินแนวโน้ม
  • The Economic Times รายงานแนวโน้มการเดินทางของตลาดอินเดียและปัจจัยหนุนการเติบโต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME