Summary
-
โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตคนไทย ปัจจุบันมีผู้ป่วยสูงถึง 17.5 ล้านคน
-
ผลสำรวจพบว่าเกือบ 75% ของผู้ป่วยยังไม่สามารถควบคุมค่าความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้
-
สธ. และภาคีเปิดตัวโครงการ Beat the Pressure เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักและรู้ค่าความดัน
-
จังหวัดเชียงรายส่งหน่วยแพทย์ พอ.สว. ลงพื้นที่ อ.เวียงแก่น ตรวจคัดกรองเชิงรุกถึงบ้านกลุ่มเปราะบาง
-
แพทย์แนะนำ 10 วิธีเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่น ลดเค็ม ออกกำลังกาย เพื่อควบคุมความดันและลดอัมพาต
เชียงรายเปิดเกมรุกสู้ภัยเงียบ ความดันโลหิตสูงคร่าชีวิตคนไทย 17.5 ล้านคน
เชียงราย,28 พฤษภาคม 2569 – เสียงเครื่องวัดความดันดังเป็นจังหวะที่อาคารอเนกประสงค์บ้านห้วยแล้ง หมู่ 2 ตำบลท่าข้าม อำเภอเวียงแก่น ขณะที่ชาวบ้านต่อแถวยาวตั้งแต่เช้า บางคนอุ้มหลานมาด้วย บางคนเดินมาด้วยไม้เท้า ท่ามกลางอากาศเย็นของปลายฤดูฝน ทีมแพทย์ในเสื้อกาวน์สีขาวของหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ พอ.สว. กำลังวัดความดันให้คุณยายวัย 68 ปี ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเลขบนหน้าจอ 168/95 หมายถึงชีวิตของเธอกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ภาพเล็กๆ ที่เวียงแก่นวันนี้คือภาพสะท้อนของวิกฤตใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ
ภัยเงียบที่ไม่มีเสียงเตือน
โรคความดันโลหิตสูงมักถูกเรียกว่า ฆาตกรเงียบ ด้วยเหตุผลที่ว่ามันค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ ทำลายหัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือดอย่างเงียบๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตตามปกติ ปวดหัวตุบๆ ท้ายทอยบ้าง ตามัวบ้าง เหนื่อยง่ายบ้าง แล้วคิดว่าเป็นเพราะอากาศร้อนหรือนอนน้อย
ความน่ากลัวคือเมื่อปล่อยให้ความดันสูงต่อเนื่องนานหลายปี อวัยวะสำคัญจะเสื่อมทีละน้อย จนวันหนึ่งกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก อัมพาต หัวใจวาย หรือไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกเลือดตลอดชีวิต
องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยย้ำว่า ภาระของโรคนี้ในไทยมีมหาศาลและกำลังเพิ่มขึ้น หนึ่งในสี่ของประชากรไทยวัยผู้ใหญ่มีภาวะความดันโลหิตสูง และสามในสี่ของผู้ที่มีความดันสูงไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้
ตัวเลขล่าสุดที่ทำให้ต้องหยุดคิด
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เพียงสามวันก่อนกิจกรรมที่เชียงราย สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทยร่วมกับกรมควบคุมโรคและ สสส. เปิดตัวโครงการ Beat the Pressure ที่สวนลุมพินี และเปิดเผยตัวเลขที่สั่นสะเทือนวงการสาธารณสุข
จากการสำรวจสุขภาพคนไทยด้วยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยโรคความดันโลหิตสูงถึง 29.5% หรือประมาณ 17.5 ล้านคน และเกือบ 75% ยังไม่สามารถควบคุมค่าความดันได้
นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กล่าวในงานนั้นว่า ปัจจุบันโรคความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง ซึ่งสร้างภาระต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล
ความสูญเสียไม่ใช่แค่ชีวิต แต่เป็นเงินด้วย ข้อมูลจากภาคีเครือข่ายประเมินว่าความดันที่คุมไม่ได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
และที่น่าตกใจกว่านั้นคือกว่าร้อยละ 58 ของโรคหลอดเลือดสมองในประเทศไทยเกิดจากความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้
ทำไมคนไทยถึงป่วยมากขึ้น
ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงนั้นอยู่รอบตัวเรา อายุที่เพิ่มขึ้น พันธุกรรม เชื้อชาติ น้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน ความเครียดสะสมจากงานและหนี้สิน การสูบบุหรี่จัด ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และการกินเค็มจัดซึ่งเป็นวัฒนธรรมอาหารไทยโดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน
ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย อธิบายไว้ชัดเจนว่า ความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่มักไม่มีสัญญาณเตือน แต่ส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดทั่วร่างกาย จนนำไปสู่โรคแทรกซ้อนร้ายแรง
พฤติกรรมเนือยนิ่งจากการทำงานหน้าจอ การเดินทางด้วยรถยนต์ การขาดการออกกำลังกาย ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือดที่แข็งตัว
สำหรับประเทศไทย ค่าความดันโลหิตปกติในผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี คือค่าตัวบนไม่เกิน 120 และตัวล่างไม่เกิน 80 มิลลิเมตรปรอท หากวัดได้ 140/90 ขึ้นไปถือว่าเข้าข่ายความดันสูงและต้องได้รับการดูแล
เมื่อเวียงแก่นไม่รอให้คนป่วยเดินทางเข้าเมือง
นี่คือเหตุผลที่จังหวัดเชียงรายเลือกบุกเข้าไปหาประชาชนแทนการรอให้ประชาชนป่วยหนักแล้วค่อยมาโรงพยาบาล
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดหน่วยแพทย์ พอ.สว. ประจำเดือนพฤษภาคม ที่บ้านห้วยแล้ง โดยมีทั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ บูธนิทรรศการ และ Chiangrai Clinic Center เคลื่อนที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ควบคู่ไปกับการตรวจสุขภาพ
สิ่งที่แตกต่างจากหน่วยแพทย์ทั่วไปคือการบูรณาการ ทีมสาธารณสุขไม่ได้แค่ตั้งโต๊ะวัดความดัน แต่เดินเท้าเข้าบ้านผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มเปราะบางในชุมชน มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ประเมินสุขภาพเบื้องต้น และบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ รพ.สต. ในสังกัด อบจ.
แนวทางนี้สอดคล้องกับสิ่งที่กรุงเทพมหานครกำลังทำ ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่ากรุงเทพให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยมุ่งขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการ เชื่อมโยงศูนย์บริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลอย่างเป็นระบบควบคู่กับการรณรงค์ตรวจสุขภาพเชิงรุก
เชียงรายนำแนวคิดเดียวกันไปใช้ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งการเดินทางไปโรงพยาบาลอำเภออาจใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงบนถนนภูเขา
จากการวัดตัวเลขสู่การเปลี่ยนชีวิต
แพทย์ในพื้นที่ย้ำว่า การควบคุมความดันไม่ใช่แค่การกินยา แต่คือการเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งระบบ คำแนะนำที่ถูกย้ำในเวทีเวียงแก่นตรงกับแนวทางระดับชาติ 10 ประการที่ประชาชนทำได้ทันที
หนึ่งคือลดน้ำหนัก แม้ลดเพียง 5 กิโลกรัมก็ช่วยลดความดันได้ชัดเจน สองคือออกกำลังกายให้เหมาะสมตามวัย เช่น เดินเร็ว 30 นาทีห้าวันต่อสัปดาห์ สามคือกินอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มผักผลไม้ ลดของทอดของมัน สี่คือหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด ลดน้ำปลา ปลาร้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ห้าคือ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หกคือเลิกบุหรี่เด็ดขาด เจ็ดคือลดคาเฟอีนในผู้ที่ไวต่อสารนี้ แปดคือชั่งน้ำหนักและวัดความดันสม่ำเสมอ เก้าคือมีเครื่องวัดความดันแบบพกพาไว้ที่บ้านเพื่อเช็คตนเองและคนในครอบครัว สิบคือนั่งสมาธิฝึกจิตใจ เพราะผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ป่วยที่นั่งสมาธิต่อเนื่องมีความดันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นี่ไม่ใช่คำสอนลอยๆ แต่เป็นหัวใจของโครงการ Beat the Pressure ที่ต้องการให้คนไทย รู้ค่าความดัน กินยาทุกวัน คุมทัน ห่างไกลโรค
บทเรียนจากเกาหลีใต้ที่ไทยกำลังไล่ตาม
องค์การอนามัยโลกชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญ เมื่อยี่สิบห้าปีก่อนไทยและเกาหลีใต้มีอัตราควบคุมความดันได้เพียงร้อยละ 8 เท่ากัน วันนี้เกาหลีใต้ทำได้ถึงร้อยละ 62 ขณะที่ไทยยังอยู่ที่ร้อยละ 23 และสามารถลดการเสียชีวิตจากหลอดเลือดสมองได้ถึงร้อยละ 83
ความแตกต่างอยู่ที่ระบบติดตามต่อเนื่อง การใช้ยาสูตรผสมเม็ดเดียว และการคัดกรองเชิงรุกด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขกว่าล้านคน ซึ่งไทยมีโครงสร้างพื้นฐานนี้อยู่แล้ว
การลงพื้นที่ของ พอ.สว. ที่เวียงแก่นจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมแพทย์อาสา แต่คือการทดสอบโมเดลระดับประเทศในพื้นที่จริง
เสียงจากชายแดนที่อยากให้คนเมืองได้ยิน
หลังตรวจเสร็จ คุณยายที่บ้านห้วยแล้งได้รับยาลดความดันพร้อมสมุดบันทึก และนัดติดตามจาก อสม. ทุกสองสัปดาห์ เธอบอกว่าไม่เคยคิดว่าปวดหัวบ่อยๆ จะเกี่ยวกับความดัน เพราะคิดว่าแก่แล้วก็เป็นแบบนี้
เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ทั่วประเทศ คนเกือบครึ่งของผู้ป่วย 17.5 ล้านคนยังไม่รู้ตัวว่าป่วย จนกระทั่งวันที่เส้นเลือดในสมองแตก
นโยบาย อาสาคลายทุกข์ สร้างสุขให้ประชาชน ที่เชียงรายขับเคลื่อนอยู่จึงมีความหมายมากกว่าแจกยา มันคือการคืนสิทธิในการรู้เท่าทันสุขภาพให้กับคนที่อยู่ไกลที่สุด
หากวัดความดันได้ทั่วถึง หากบันทึกข้อมูลเข้าสู่ National Hypertension Dashboard ได้จริง หากคนไทยทุกคนมีเครื่องวัดความดันที่บ้านเหมือนมีเทอร์โมมิเตอร์ เป้าหมายควบคุมความดันให้ได้ร้อยละ 60 ที่กรมควบคุมโรคตั้งไว้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน
ภัยเงียบจะไม่เงียบอีกต่อไป หากเราเริ่มฟังเสียงของมันตั้งแต่วันนี้
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
- องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย บทความ จัดการกับฆาตกรเงียบในวันความดันโลหิตสูงโลก ระบุว่าหนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่ไทยมีความดันสูงและสามในสี่คุมไม่ได้ เผยแพร่บน who.int/thailand
- Hfocus.org รายงานข่าววันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เรื่อง สสส. ผนึก 5 ภาคีเปิดตัว Beat the Pressure พบคนไทยป่วย 17.5 ล้านคน หรือ 29.5% และเกือบ 75% คุมไม่ได้ พร้อมประมาณการความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี
- ข้อมูลการปฏิบัติงานหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พอ.สว. จังหวัดเชียงราย วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ บ้านห้วยแล้ง อำเภอเวียงแก่น โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน
- คำให้สัมภาษณ์ นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค และ ศ.เกียรติคุณ นพ.อภิชาต สุคนธสรรพ์ นายกสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย จากงานแถลงข่าววันที่ 25 พฤษภาคม 2569








































