Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ททท. เผยคนไทยเที่ยวสั้นเน้นประหยัดช่วงวันหยุดยาว ‘เชียงราย’ ติดเมืองน่าเที่ยวปี 69

Summary
  • ททท. เผยวันหยุดยาว พ.ค. 69 คนไทยเน้นเที่ยวใกล้บ้านและไม่พักค้างคืนเพื่อลดค่าใช้จ่าย

  • รายงาน Consumers Untold 2026 ชี้ความเชื่อมั่นล่มสลาย ผู้บริโภคเลือก “ย่อขนาดความสุข” เพื่อความอยู่รอด

  • เกิดภาวะ “ความหนืดของราคา” สินค้าปรับขึ้นง่ายแต่ลงยาก แม้ต้นทุนพลังงานจะเริ่มคงที่

  • กนง. มีมติคงดอกเบี้ยที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจที่เปราะบางจากปัจจัยภายนอก

  • เชียงรายติดอันดับ Top 5 เมืองค่าครองชีพต่ำสำหรับ Expat แม้เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อในพื้นที่

คนไทยยุคเข็มขัดรัด เที่ยวใกล้บ้าน-รายได้ไม่พอสู้ราคา สัญญาณเตือนเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2569 — วันหยุดยาวสี่วันต่อเนื่องระหว่างวันแรงงานแห่งชาติและวันฉัตรมงคล กลายเป็นกระจกสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนที่สุดในรอบปี เมื่อคนไทยกว่า 2.83 ล้านคน-ครั้งออกเดินทาง แต่ส่วนใหญ่เลือกจุดหมายใกล้บ้าน พกกระเป๋าเบา และรัดเข็มขัดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นี่ไม่ใช่เพียงสัญญาณของการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังปรับสมดุลชีวิตใหม่ท่ามกลางคลื่นค่าครองชีพที่ยังไม่มีทีท่าจะถอยลง

2.83 ล้านคน-ครั้ง และ 1 หมื่นล้านบาทที่บอกเล่าความจริงของตลาด

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ว่า ช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 2.83 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวประมาณ 10,050 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 64

ตัวเลขดังกล่าวฟังดูน่าพอใจในแวบแรก แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด พบว่าการท่องเที่ยวช่วงนี้มีลักษณะ “หดสั้น” ลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยหันหลังให้ทริประยะไกล แล้วเลือกพาครอบครัวพักผ่อนใกล้บ้านก่อนเปิดเทอม โดยเน้นจุดหมายที่ขับรถได้และไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนาน

ข้อมูลจากอโกด้า ซึ่ง ททท. นำมาอ้างอิงในรายงาน ชี้ให้เห็นว่าการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่ขับรถได้จากกรุงเทพมหานครพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาเดียวกัน ระยองเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 พัทยาร้อยละ 40 และชลบุรีร้อยละ 29 ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบว่าคนไทยร้อยละ 12 ถึง 20 เลือกเที่ยวในจังหวัดตนเองหรือจังหวัดใกล้เคียงแบบไม่พักค้างคืนเลย

ภาคไหนคึกคัก ภาคไหนได้เงิน ภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

นางสาวฐาปนีย์ ระบุว่า ในเชิงพื้นที่ ภูมิภาคที่มีความคึกคักมากที่สุดสามอันดับแรกวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยว ได้แก่ ภาคกลางที่ 843,700 คน-ครั้ง ภาคตะวันออกที่ 619,500 คน-ครั้ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 558,300 คน-ครั้ง

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ได้เรียงลำดับตรงกับจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะภาคตะวันออกกลับสร้างรายได้สูงสุดถึง 2,710 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง 1,930 ล้านบาท และภาคใต้ 1,690 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่านักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกมีกำลังจ่ายต่อหัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น

สำหรับจังหวัดยอดนิยมในกลุ่มเมืองหลัก ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา ขณะที่เมืองรองยอดนิยม ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี จันทบุรี ราชบุรี และเชียงราย ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยส่วนหนึ่งเริ่มมองหาทางเลือกที่หลีกหนีฝูงชนและค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

ไม่ใช่แค่ขี้เกียจเที่ยว แต่คือเงินในกระเป๋าที่บาง

สาเหตุที่ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัวลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องความต้องการ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการจ่าย นางสาวฐาปนีย์ ระบุชัดว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคเพิ่งผ่านการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พฤติกรรมการท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนไปเน้นความคุ้มค่าและคำนึงถึงงบประมาณเป็นหลัก

ภาพดังกล่าวสอดรับกับสิ่งที่บริษัท ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ค้นพบจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค ในรายงาน Consumers Untold 2026 ที่เก็บข้อมูลจาก 20 จังหวัดทั่วประเทศรวมถึงประเทศลาว ณัฐวีร์ มาวิจักขณ์ หุ้นส่วนผู้บริหารแผนกการตลาด ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) กล่าวในงานสัมมนา FOCAL 2026 ว่า “ความเชื่อมั่นล่มสลายไปแล้ว” ซึ่งทำให้คนไทยต้องเซ็ตระบบการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด หลังจากเผชิญทั้งผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา น้ำท่วมภาคเหนือและหาดใหญ่ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา และล่าสุดคือสงครามในตะวันออกกลาง

“สิ่งที่ผู้บริโภคเจอคือสูญเสียเรื่อง wealth หรือความมั่งคั่งในชีวิต และสูญเสียสิ่งที่ชีวิตตัวเองควบคุมไม่ได้ สูญเสียความเชื่อมั่น” ณัฐวีร์ กล่าว

ย่อขนาดความสุข เมื่อความฝันถูกบีบให้เล็กลง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในผลสำรวจของ ดับบลิวพีพี มีเดีย คือกระบวนการ “Scale Down” ความต้องการของคนไทยในปี 2569 บ้าน รถ การเที่ยวต่างประเทศทุกเดือน และการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายชีวิตที่คนส่วนใหญ่ตั้งไว้ กลายเป็นสิ่งไกลตัวในทันที

ความสุขในปี 2569 จึงถูกนิยามใหม่ว่า “กินอิ่มท้องนอนหลับ” หรือแค่ “พาครอบครัวไปทานอาหารนอกบ้านอร่อยสักมื้อ” ก็เพียงพอแล้ว แพน จรุงธนาภิบาล ผู้อำนวยการแผนกการตลาด ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ชี้ว่า “ตอนนี้ผู้บริโภคมีเงินไม่พอจะสู้กับเศรษฐกิจ”

ผลสำรวจยังพบว่าคนไทยสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางการเงินสามระดับ ได้แก่ การหมั่นตรวจเช็กเงินในแอปพลิเคชันธนาคาร การบริหารหนี้โดยหันไปพึ่งคนรู้จักในครอบครัวแทนการกู้นอกระบบ และการซื้อประกัน อย่างไรก็ตาม น่าแปลกใจที่เกราะป้องกันอันดับสาม กลับเป็นสิ่งที่ผู้บริโภค “พร้อมทิ้งสุด” เมื่อเงินไม่พอ เพราะการจ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องกลายเป็นภาระที่แบกไม่ไหว

ราคาสินค้าขึ้นง่าย ลงยาก บทเรียนที่คนไทยกำลังจ่ายซ้ำ

ปัญหาค่าครองชีพของไทยไม่ใช่แค่เรื่องสงครามตะวันออกกลางระลอกล่าสุด แต่เป็นการสะสมของแรงกดดันที่เริ่มมาตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาสินค้าหลายหมวดจะเริ่มปรับลดลงหลังเหตุการณ์คลี่คลาย แต่การลดลงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และบางหมวดมีลักษณะ “ขึ้นแล้วลงยาก” โดยเฉพาะสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐาน

ภาพรวมจากดัชนีราคาที่ใช้ค่าเฉลี่ยปี 2564 เป็นฐาน พบว่าราคาสินค้าพลังงานและเกษตรเคยเร่งตัวขึ้นแรงในช่วงปี 2565-2567 ก่อนเริ่มชะลอลงในปี 2568 และต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหลายรายการยังคงอยู่สูงกว่าฐานเดิม

สินค้าที่แสดงการปรับลดลงชัดเจน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง ผักและผลไม้ รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์นม แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์น้ำตาล และค่าโดยสารสาธารณะ กลับมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 จนถึงต้นปี 2569 โดยไม่ได้ปรับลดลงชัดเจนแม้แต่น้อย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกในทางเศรษฐศาสตร์ว่า “ความหนืดของราคา” ซึ่งเกิดจากต้นทุนสะสมที่ถูกส่งผ่านไปยังราคาขาย และเมื่อราคาถูกปรับขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการมักไม่ลดลงในทันทีแม้ต้นทุนบางส่วนเริ่มคลี่คลาย

กนง. คงดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ใช่ความร้อนแรงของอุปสงค์

ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่บรรเทา คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยประเมินว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมายเพียงชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน ไม่ใช่แรงกดดันจากอุปสงค์ที่ร้อนแรง

KResearch คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.00 ตลอดปีนี้ เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย หรือปัจจัยภูมิอากาศ สิ่งนี้หมายความว่านโยบายการคลังจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

เชียงรายในโจทย์ค่าครองชีพ ตัวอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

เชียงราย หนึ่งในเมืองรองยอดนิยมช่วงวันหยุดยาวนี้ มีบทบาทน่าสนใจในระบบเศรษฐกิจระดับจังหวัด รายงานวิเคราะห์เชิงลึกโครงสร้างค่าครองชีพรายจังหวัดของประเทศไทยช่วงปี 2565-2569 ชี้ให้เห็นว่า เชียงรายอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายครัวเรือน “ระดับกลาง-ล่าง” เมื่อเทียบกับทั้งประเทศ ซึ่งสูงกว่าจังหวัดอย่างลำปาง ตาก หรือกาฬสินธุ์ แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศที่ 23,695 บาทต่อเดือน (ข้อมูลปี 2566 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจเป็นพิเศษคือโครงสร้างรายได้ที่กำลังเปลี่ยนแปลง แม้ภาคการเกษตรในเชิงปริมาณจะหดตัวร้อยละ 1.1 ในปี 2567 แต่รายได้ของเกษตรกรกลับขยายตัวถึงร้อยละ 24.2 ในปี 2566 และร้อยละ 18.3 ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอินทรีย์ กาแฟคุณภาพสูง และพืชเศรษฐกิจทางเลือก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อถูกควบคุมอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.1 ถึง 1.3

ในมุมมองของชาวต่างชาติ เชียงรายถูกจัดให้อยู่ใน Top 5 เมืองที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดในประเทศไทยสำหรับกลุ่ม Expat และผู้ทำงานทางไกล ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 700 ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ต่ำกว่าเชียงใหม่ที่ 870 ถึง 1,100 ดอลลาร์ และกรุงเทพมหานครที่สูงถึง 1,800 ดอลลาร์

มองไปข้างหน้า พายุเศรษฐกิจยังไม่จบ

แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คือการที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยผลักดันหลักได้แก่ การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันขายปลีกหลังมาตรการตรึงราคาสิ้นสุดลง ผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดที่กดดันผลผลิตเกษตรโดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาเนื้อสุกรและเนื้อไก่จากต้นทุนอาหารสัตว์ และค่าโดยสารทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น KResearch ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากการเข้าสู่ภาวะ El Niño ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุนภาคเกษตรให้หนักยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากมาตรการตรึงราคาในประเทศสิ้นสุดลง ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัดจะปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง โดยจังหวัดที่ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางการผลิตอย่างเชียงรายและยะลา จะแบกรับภาระนี้หนักที่สุด

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีกำลังซื้อ ผลสำรวจของ ททท. พบว่าคนไทยกลุ่มที่มีกำลังซื้อให้ความสนใจค้นหาข้อมูลการเดินทางไปโฮจิมินห์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 134 และดานังเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 ในช่วงเวลาเดียวกับวันหยุดยาวนี้ ซึ่งหมายความว่าเงินของกลุ่มที่ยังจ่ายได้กำลังรั่วไหลออกนอกประเทศมากขึ้น

บทสรุป ไทยกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับยุคแห่งความไม่แน่นอน

ภาพของวันหยุดยาวต้นพฤษภาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยว แต่เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ คนไทยยังออกเดินทาง แต่ออกด้วยกระเป๋าที่เบากว่า แผนที่สั้นกว่า และความคาดหวังที่ถูกปรับลดลงอย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจมหภาคยังอยู่ระหว่างการรับมือกับแรงกดดันหลายทาง ทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนอาหาร และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์

การที่ผู้บริโภคชาวไทยพร้อมจ่ายกับ “ราคาถูกกว่าปกติเพียงเล็กน้อย” เพื่อสัมผัสความรู้สึก “ชนะ” ในชีวิตประจำวัน บอกเราว่านี่คือสังคมที่กำลังปรับสมดุลใหม่ทั้งทางจิตใจและการเงิน และหน้าที่ของนโยบายรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปี 2569 คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้การ “ชนะเล็กๆ” เหล่านี้สะสมเป็นความเข้มแข็งของครัวเรือนในระยะยาวได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงการณ์ผู้ว่าการ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เรื่องการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว 1-4 พฤษภาคม 2569
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2566 ข้อมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครัวเรือนรายจังหวัดและรายภูมิภาค
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) รายงานวิเคราะห์แนวโน้มราคาสินค้าและเงินเฟ้อไทยหลังวิกฤตพลังงาน ปี 2569
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) การประชุมวันที่ 29 เมษายน 2569 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 00
  • กระทรวงพาณิชย์ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมีนาคม 2569 และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไตรมาสที่ 2 ปี 2569
  • ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) รายงาน Consumers Untold 2026 นำเสนอในงานสัมมนา FOCAL 2026 ภายใต้แนวคิด FLIP 2026 ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยปี 2569 จากการสำรวจ 20 จังหวัดทั่วประเทศและประเทศลาว
  • อโกด้า (Agoda) ข้อมูลการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาววันแรงงานและวันฉัตรมงคล พฤษภาคม 2569 อ้างอิงโดย ททท.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โครงการไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วเชียงราย ผู้ว่าฯ นำทีมห้างดังลดราคาสูงสุด 58% ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม

Summary
  • เชียงรายเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” พร้อมกัน 18 อำเภอ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

  • ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าจากห้างชั้นนำจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุด 58%

  • จัดกิจกรรมทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง

  • มีมาตรการ “Back to School” ลดราคาชุดและอุปกรณ์นักเรียนสูงสุดถึง 86%

  • เปิดรับสมัครรถพุ่มพวงออนไลน์เพื่อกระจายสินค้าเข้าถึงชุมชนห่างไกลอย่างทั่วถึง

ไทยช่วยไทย” บุก 18 อำเภอเชียงราย ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงส่งสินค้าถึงบ้าน ลดค่าครองชีพสูงสุด 58%

เชียงราย, 1 พฤษภาคม 2569 — เมื่อราคาสินค้าขยับสูงขึ้นทุกวัน และรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงนิ่ง คำถามที่ประชาชนทั่วประเทศตั้งมานานคือ รัฐบาลจะทำอะไรได้จริงบ้าง คำตอบที่เชียงรายเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในวันนี้คือขบวนรถพุ่มพวงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขับนำหน้า พร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดจากห้างค้าปลีกชั้นนำมากกว่า 5 แห่ง กระจายไปพร้อมกันทั้ง 18 อำเภอในคราวเดียว

จุดเริ่มต้น ก่อนลงมือจริง

ก่อนที่กิจกรรมครั้งนี้จะเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบทที่เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งมือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลก ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงย่อมได้รับแรงกระแทกโดยตรง ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันกำลังซื้อของประชาชนฐานรากทั่วประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและภาคเอกชน ออกแบบโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่ไม่ใช่แค่การลดราคาชั่วคราว แต่คือกลไกที่ทำให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงมือประชาชนในระดับฐานรากได้จริง

โครงการนี้เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการในระยะแรกมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ก่อนที่จะมาถึงช่วง Kick-off พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ สะท้อนสัญลักษณ์ชัดเจนว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ใช้แรงงานและครอบครัวรายได้น้อยเป็นหลัก

เชียงแสนจุดศูนย์กลาง ผู้ว่าฯ นำทีมเปิดงานด้วยตัวเอง

ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เวลา 13.30 น. ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาตั้งแต่เช้า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชนจากหลายพื้นที่

สิ่งที่ทำให้วันนี้แตกต่างจากพิธีเปิดทั่วไปคือ นายชูชีพไม่ได้เพียงตัดริบบิ้น แต่ยังขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าราคาประหยัดออกไปยังชุมชนโดยรอบด้วยตัวเอง ภาพที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในชุดสุภาพนั่งหลังพวงมาลัยรถตลาดเคลื่อนที่ สื่อสารชัดเจนว่าโครงการนี้ต้องการความจริงจัง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งใช้สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาวเป็นสถานที่จัด นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 09.30 น. ส่วนอีก 17 อำเภอที่เหลือก็เปิดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทำให้เชียงรายกลายเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันครบทุกอำเภอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จด้านการประสานงานที่ไม่ใช่เรื่องง่าย

18 อำเภอ ห้างยักษ์ใหญ่ 5 แบรนด์ ส่วนลดสูงสุดถึง 58%

หัวใจของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายอยู่ที่การนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่มาวางจำหน่ายถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนในทุกระดับเข้าถึงได้และรู้สึกเป็นกันเอง

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในเชียงราย ประกอบด้วย Lotus’s ซึ่งครอบคลุมมากที่สุดถึง 14 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ เทิง เวียงเชียงรุ้ง เวียงแก่น เวียงป่าเป้า แม่สรวย พญาเม็งราย พาน แม่จัน แม่ลาว เวียงชาย แม่สาย และขุนตาล นอกจากนั้นยังมี TNP หรือธนพิริยะ ซึ่งให้บริการในอำเภอเชียงแสน ป่าแดด ดอยหลวง และแม่ฟ้าหลวง ส่วน Tops ดูแลพื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายในวันแรก ขณะที่ Big C และ Makro เสริมทัพในอำเภอแม่จัน แม่ลาว เวียงชาย และแม่สาย

ระดับส่วนลดที่ประชาชนได้รับอยู่ที่ 25-58% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาซักผ้า และสินค้าในชีวิตประจำวันอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าฝ้ายกระเหรี่ยง ผ้าปักอาข่า ผักปลอดภัย ตะกร้าสาน กาแฟ และสินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนแทนที่จะไหลออกไปยังห้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

รถพุ่มพวง ตลาดเคลื่อนที่สำหรับชุมชนห่างไกล

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้คือแนวคิดของ “รถพุ่มพวง” หรือตลาดเคลื่อนที่ที่ขนสินค้าราคาประหยัดเข้าถึงชุมชนที่ไม่มีร้านธงฟ้าหรือห้างค้าปลีกในรัศมีใกล้เคียง

ตามที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับไว้ว่า แต่ละอำเภอต้องคัดเลือกสินค้า “ของดีมีแวว” ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นสินค้าติดตลาด โดยส่วนกลางจะสนับสนุนสินค้าเด่น (Top Hits) เพื่อผลักดันเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและขยายตลาดในอนาคต ซึ่งนับเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ mobilemarket.bora.dopa.go.th และยืนยันตัวตนที่อำเภอหรือผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันและสินค้าราคาถูกสำหรับนำออกจำหน่าย

ทั่วประเทศ 710 อำเภอ ตัวเลขที่บอกว่าจริงจัง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการในระดับประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ระบุว่าประเทศไทยมีอำเภอทั้งหมด 878 อำเภอ และในขณะนั้นมีจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” แล้วถึง 710 อำเภอใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ ไม่รวมกรุงเทพมหานคร โดยอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอที่เหลือ

ในส่วนของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้าร่วมระดับประเทศ Lotus’s ครอบคลุมมากที่สุดถึง 601 อำเภอ ตามด้วย Big C จำนวน 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ และ Go Wholesale อีก 5 อำเภอ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่โฆษณาหรือพิธีเปิด แต่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเป็นระบบ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ชี้แจงถึงกรอบการดำเนินงานว่าโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ระยะแรกคือการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่และเปิดจุดจำหน่ายที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ พร้อมกับรุกตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม GrabMart, Lineman, TikTok, Shopee และ Lazada ส่วนระยะที่สองจะผลักดันสินค้า SMEs ที่มีศักยภาพจำนวน 2,000 รายขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ และยกเว้นค่า GP สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมในเดือนพฤษภาคมนี้

ไทยช่วยไทย พลัส ต่อยอดถึงเปิดเทอม ลดสูงสุด 86%

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในเดือนพฤษภาคมยังมีมิติที่ขยายออกไปครอบคลุมกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกลืมในมาตรการช่วยเหลือทั่วไป นั่นคือผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายสูงสุดของปีในช่วงเปิดภาคเรียน

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์จึงจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส Back to School 2026” ขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 49 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ และให้ส่วนลดสูงสุดถึง 86% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าโครงการหลักอย่างชัดเจน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาทตลอดช่วงระยะเวลา 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569

สินค้าที่เข้าร่วมครอบคลุมหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall B2S และ OfficeMate รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจาก F&N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ขณะที่กลุ่มบริการก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และ AIS ที่มอบบริการ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ที่มีความจำเป็นและขาดแคลนเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มคิดถึงการส่งสินค้าไปหาประชาชน แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาหาสินค้า

เปรียบเทียบกับโครงการก่อนหน้า สิ่งที่ต่างออกไปคืออะไร

หากย้อนดูโครงการลดค่าครองชีพที่ผ่านมาในไทย ส่วนใหญ่มักจัดในห้างใหญ่หรือสวนสาธารณะ ซึ่งประชาชนในชุมชนชนบทหรือผู้สูงอายุที่ไม่มีพาหนะยังคงเข้าไม่ถึง แต่โครงการ “ไทยช่วยไทย” เลือกใช้ที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นฐานกระจายสินค้า ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงได้อย่างตรงจุดกว่าที่เคย

การเพิ่มรถพุ่มพวงและช่องทางออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนเสริมก็ช่วยอุดช่องว่างในส่วนที่ที่ว่าการอำเภอยังเข้าถึงไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างดอยหลวง แม่ฟ้าหลวง หรือพื้นที่ชายแดนของเชียงรายที่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรค

กรณีที่ใกล้เคียงในต่างประเทศที่น่านำมาเปรียบเทียบคือโครงการ “Market Basket” ของสหรัฐอเมริกาในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2565-2566 ที่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งจัดรถตลาดเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนรายได้ต่ำ ซึ่งผลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สอดคล้องกับแนวทางที่ไทยกำลังทดลองทำอยู่ขณะนี้

ตลอดพฤษภาคม ทุกวันศุกร์ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากงานจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วไปคือความต่อเนื่อง กิจกรรมในเชียงรายไม่ได้จบในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่จะดำเนินต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ได้แก่ วันที่ 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งทั่วจังหวัด ซึ่งหมายความว่าแม้ประชาชนที่พลาดงานในวันแรกยังมีโอกาสเข้าร่วมอีกถึง 4 ครั้ง

นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิด ณ อำเภอเชียงแสน ยืนยันว่าเทศบาลฯ พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

มุมมองจากฐานราก สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอก

ในวันที่อากาศเชียงรายยังเย็นสบายตามฤดูกาล ผู้คนจากหลายหมู่บ้านต่างพากันเดินทางมาที่ว่าการอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่ บ้างขับรถมาเอง บ้างโดยสารรถสองแถว บ้างนั่งท้ายปิ๊กอัพมากับเพื่อนบ้าน สิ่งที่พวกเขามองหาไม่ใช่ส่วนลดที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่คือสินค้าที่จำเป็นในราคาที่รู้สึกได้ว่าช่วยลดภาระได้จริง

สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึงสองหมื่นบาท การประหยัดจากน้ำมันพืช ข้าวสาร และของใช้ในบ้านได้เพียงหลักร้อยบาทต่อครั้ง คูณด้วย 5 ครั้งตลอดเดือนพฤษภาคม อาจหมายถึงค่าเดินทางที่ประหยัดได้ หรือค่าเทอมที่ไม่ต้องกู้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของโครงการในระดับที่ตัวเลขนโยบายไม่ได้สะท้อนออกมาให้เห็น

ก้าวแรกที่ยังต้องพิสูจน์ต่อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายวันนี้ถือเป็นก้าวแรกที่มีทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในแง่การกระจายตัวครอบคลุมทุกอำเภอ การดึงห้างค้าปลีกชั้นนำเข้าร่วม และการเพิ่มมิติออนไลน์และรถพุ่มพวงเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะวัดได้จากว่าโครงการนี้จะยั่งยืนได้แค่ไหนเมื่อพ้นเดือนพฤษภาคมไป และสินค้า SMEs ที่ถูกผลักดันในระยะที่สองจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในตลาดได้จริงหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในระยะต่อไป

สำหรับประชาชนชาวเชียงรายที่ยังไม่ได้ร่วมงาน ยังมีเวลาอีก 4 วันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งในจังหวัด และสำหรับผู้ที่ต้องการช้อปออนไลน์สามารถหาสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ผ่าน Shopee, Lazada, GrabMart, Lineman และ TikTok ซึ่งรวมสินค้าไว้ภายใต้ไอคอน “ไทยช่วยไทย” โดยเฉพาะ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ข
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงการณ์โครงการ
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

Summary
  • Dimon warns of oil shocks, sticky inflation, higher rates
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

เชียงราย 30 เมษายน 2569 – เสียงแคนดังก้องเหนือทุ่งนาบ้านสมานมิตร ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย ขณะที่บั้งไฟลูกแรกพุ่งขึ้นฟ้าเพื่อบูชาพญาแถนตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวอีสานที่อพยพมาตั้งรกรากในภาคเหนือหลายชั่วอายุคน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางสาวธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ สมาชิก อบจ. เขตเวียงชัย พร้อมด้วยนายเขื่อนเพชร วงค์เป็ง นายกเทศมนตรีตำบลดอนศิลา ร่วมในพิธี ท่ามกลางชาวบ้านที่มารวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรักษาฮีตสิบสองที่ทำกันในเดือนหกเดือนเจ็ดของทุกปี

ภาพของการรวมหมู่เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลนี้ดูเหมือนจะสวนทางกับอีกภาพหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่า นั่นคือภาพของคนไทยจำนวนมหาศาลที่เลือกหรือจำต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านของตนเอง

จากเสียงบั้งไฟสู่ความเงียบในห้องชุด ภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนประเทศไทย

หากย้อนกลับไปสิบถึงยี่สิบปีก่อน การอยู่คนเดียวในสังคมไทยมักถูกผูกติดกับคำว่าเหงา โดดเดี่ยว หรือเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนแต่งงาน แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 กำลังบอกเราว่าภาพจำเหล่านั้นมัน Out ไปเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Solo Economy อย่างเต็มตัว ด้วยจำนวนครัวเรือนคนเดียวที่พุ่งสูงถึง 5.5 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้าหาโมเดลธุรกิจแบบเดิมๆ จนพังทลาย 

ตัวเลขนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในการวิเคราะห์ของสื่อธุรกิจเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 และได้รับการยืนยันซ้ำในเวที IIEX Asia Pacific ประจำปี 2026 ที่นักวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจากทั่วเอเชียมารวมตัวกัน

สถิติที่เร็วกว่าความเป็นเมืองถึงสามเท่าครึ่ง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ครัวเรือนที่พักอาศัยคนเดียวในไทยเติบโตขึ้นถึง 240 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันสัดส่วนนี้คิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือในสี่บ้านที่เราเดินผ่าน จะมีอย่างน้อยหนึ่งบ้านที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว 

อัตราการเติบโตนี้เร็วกว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองถึง 3.5 เท่า และไทยยังขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาคแซงหน้าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปไกล โดยมีปลายทางความหนาแน่นตามรอยประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ซึ่งสำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คนในช่วงปลายปี 2025 ยังชี้ว่าในปี 2025 สัดส่วนคนอยู่คนเดียวของไทยแตะ 29.5 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 21.9 เปอร์เซ็นต์ และหากโตต่อเนื่องปีละ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2042 ไทยจะมีครัวเรือนคนเดียวสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด 

นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดจากคนไม่อยากแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลื่อนอายุแต่งงาน การหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน และการเลือกใช้ชีวิตแบบยึดถือสินทรัพย์น้อยลง

เงิน 20,200 บาทต่อเดือนที่ไม่ได้ใช้เพื่อครอบครัว

กำลังซื้อเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 20,200 บาทต่อเดือนต่อคน ตัวเลขนี้ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สินค้าลดราคา แต่คือสินค้าที่คิดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ 

พฤติกรรมการใช้จ่ายแตกต่างจากครอบครัวอย่างชัดเจน คนโสดใช้จ่ายเพื่อของตกแต่งบ้านสูงกว่าคนมีครอบครัวถึง 4.5 เท่า ใช้จ่ายด้านความงามและการดูแลผิวสูงกว่า 4 เท่า แฟชั่นสูงกว่า 3 เท่า และประสบการณ์ท่องเที่ยวหรือกิจกรรมยามว่างสูงกว่า 2 เท่า

เหตุผลเบื้องหลังคือเสรีภาพในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อไม่มีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหรือค่าผ่อนบ้านหลังใหญ่ รายได้จึงถูกเปลี่ยนเป็นการลงทุนกับตัวเองที่เรียกว่า Self Splurge

ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่าผู้หญิงคือแกนหลักของเศรษฐกิจนี้ ในกลุ่มตัวอย่างของ Krungsri Research ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ และในภาพรวมประเทศพบว่ากว่าร้อยละ 75 ของคนโสดทั่วประเทศเป็นเพศหญิง โครงสร้างที่เอนเอียงไปทางเพศหญิงนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดความงาม สุขภาพ และที่อยู่อาศัยปลอดภัย 

ถอดรหัส 4 DNA ที่แบรนด์ห้ามเหมารวม

แกรนท์ บาร์โทลี่ จาก Marketbuzzz และเจอโรม เฮอร์วิโอ จาก Stamina Asia ย้ำในงานวิจัยว่า ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่าคนโสดทุกคนเหมือนกัน งานวิจัยแบ่งคนกลุ่มนี้ออกเป็น 4 ขั้วอารมณ์ที่แบรนด์ต้องจดจำให้ขึ้นใจ 

กลุ่มแรกคือ The Hopefuls คิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ ใหญ่ที่สุด พวกเขาอยู่คนเดียวแต่ยังมีความหวังในรักแท้ พฤติกรรมการจ่ายเงินจึงเน้นการดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ ตั้งแต่สกินแคร์ไปจนถึงฟิตเนส

กลุ่มที่สองคือ The Pragmatists 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มกึ่งรับกึ่งสู้ ยอมรับสภาพและพยายามบริหารจัดการชีวิตคนเดียวให้มีประสิทธิภาพที่สุด พวกเขาคือลูกค้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว อาหารพร้อมทานหนึ่งมื้อพอดี และบริการทำความสะอาดแบบเรียกผ่านแอป

กลุ่มที่สามคือ The Reluctant 22 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ต้องอยู่คนเดียวเพราะสถานการณ์บังคับ เช่นย้ายงานมาอยู่เชียงรายคนเดียว หรือเพิ่งหย่าร้าง กลุ่มนี้โหยหาความใส่ใจเป็นพิเศษและมีแนวโน้มจะเลี้ยงสัตว์เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์

กลุ่มสุดท้ายคือ The Empowered 21 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ภูมิใจและเติมเต็มกับการอยู่คนเดียวอย่างแท้จริง พวกเขาพร้อมจ่ายให้กับความพรีเมียมและความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคอนโดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงหรือทริปท่องเที่ยวคนเดียวแบบหรูหรา

ความแตกต่างนี้ทำให้กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมที่ใช้ภาพคนโสดเหงาๆ นั่งกินบะหมี่ถ้วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัวใหม่ของคน 67 เปอร์เซ็นต์

หนึ่งในข้อมูลที่ทำให้หลายแบรนด์ต้องกลับไปคิดใหม่คือ 67 เปอร์เซ็นต์ของคนอยู่คนเดียวมีสัตว์เลี้ยง และพร้อมแบ่งรายได้ 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อดูแลลูกขนปุยของพวกเขา 

นี่ไม่ใช่แค่การซื้ออาหารเม็ด แต่คือการ humanization อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง โรงแรมสัตว์เลี้ยงระดับห้าดาว ไปจนถึงอาหารเสริมและเสื้อผ้า

ในเชียงรายเอง เทรนด์นี้กำลังเห็นได้ชัดในเขตเมืองที่ประชากรหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานด้านบริการและการค้าชายแดน พวกเขาไม่มีเวลาหาคู่แต่มีกำลังพอจะดูแลแมวหรือสุนัขหนึ่งตัว

ทำไมการสื่อสารแบบปกติถึงชนะใจคน 5.5 ล้านคน

ผลสำรวจปี 2026 พบว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการความเท่าเทียมและความใส่ใจมากกว่าการยกย่องความโสดแบบสุดโต่ง โดยแบ่งเป็น 34 เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม 32 เปอร์เซ็นต์ต้องการความใส่ใจ และอีก 29 เปอร์เซ็นต์ต้องการการเสริมพลังบวก 

แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก การทำโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 หรือการคิดค่าห้องพักเดี่ยวเพิ่มจึงกลายเป็นการผลักลูกค้าออกไปโดยไม่รู้ตัว

นายอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ จาก adapter digital group เสนอแนวทาง D.E.A.L สำหรับยุคนี้ คือการสร้างระดับสินค้าที่แตกต่าง การมอบคุณค่าทางอารมณ์ การรับประกันความเข้าถึงง่าย และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งตรงกับสิ่งที่กลุ่ม Pragmatists และ Empowered ต้องการมากที่สุด

เชียงราย 1.29 ล้านคน ห้องทดลองของเศรษฐกิจคนเดียวระดับภูมิภาค

เมื่อหันกลับมามองที่เชียงราย ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลาง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2569 ระบุว่าจังหวัดมีราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน 

หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรหญิงรวม 668,580 คน และชายรวม 627,342 คน หมายความว่าผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 41,238 คน 

ความต่างนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่บอกว่าเชียงรายกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานบริการที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ทั้งการค้าปลีก การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพระดับประเทศที่ผู้หญิงเป็นผู้นำการใช้จ่ายใน Solo Economy

ขณะเดียวกันเชียงรายมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยสูงถึง 134,590 คน คิดเป็นกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งจังหวัด กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรและก่อสร้าง ทำให้เกิดสภาวะทวิเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือคนเมืองวัยทำงานที่มีกำลังซื้อแบบคนโสด อีกด้านคือแรงงานฐานรากที่ต้องการสินค้าจำเป็นราคาประหยัด

เมืองที่โตสวนทางประเทศ

แม้ภาพรวมประชากรไทยจะเริ่มหดตัว แต่การคาดการณ์เขตเมืองเชียงรายกลับโตต่อเนื่อง จาก 565,000 คนในปี 2565 เป็น 572,000 คนในปี 2566 579,000 คนในปี 2567 586,000 คนในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 594,000 คนในปี 2569

การเติบโตนี้มาจากการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหางานในภาคบริการ โลจิสติกส์ชายแดน และการท่องเที่ยว คนหนุ่มสาวเหล่านี้จำนวนมากอาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ ซึ่งงานวิจัยของ Krungsri พบว่าคนที่อยู่คอนโดมีโอกาสอยู่คนเดียวสูงกว่าคนอยู่บ้านเดี่ยวถึง 6.5 เท่า

และที่น่าสนใจคือในกลุ่มคนอยู่คนเดียว 75 เปอร์เซ็นต์เป็นคนโสด ขณะที่อีก 16 เปอร์เซ็นต์อยู่ในความสัมพันธ์แต่ไม่ได้แต่งงานและเลือกแยกกันอยู่ นี่คือหลักฐานว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับการไม่มีความรัก 

ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข 1.3 ล้านล้าน

แม้เศรษฐกิจคนเดียวจะดูสดใส แต่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเตือนว่า สัดส่วนผู้มีปัญหาสุขภาพจิตยังอยู่ที่ 24.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปีก่อนแต่ยังสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้า 5.3 เปอร์เซ็นต์ และเครียดสูง 4.8 เปอร์เซ็นต์

ในเชียงราย ความเปราะบางนี้มีหน้าตาเฉพาะตัวคือเกษตรกรสูงวัยที่ลูกหลานย้ายเข้าเมือง กลายเป็นครัวเรือนคนเดียวแบบจำยอม พวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Empowered ที่พร้อมจ่ายเพื่อความหรูหรา แต่อยู่ในกลุ่ม Reluctant ที่ต้องการระบบดูแลสุขภาพทางไกลและความช่วยเหลือจากชุมชน

นี่คือจุดที่ประเพณีบุญบั้งไฟที่ดอนศิลามีความหมายมากกว่าแค่การขอฝน เพราะมันคือกลไกสร้างความสามัคคีของชุมชนที่เคยเป็นชาวอีสานพลัดถิ่น การได้มารวมตัว ฟ้อนรำ และทำบุญร่วมกัน ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวที่แม้แต่คนเมืองที่มีเงิน 20,200 บาทต่อเดือนก็ยังเผชิญ

จากบั้งไฟสู่ธุรกิจ อย่าขายความเหงา ให้ขายความเข้าใจ

ประเพณีบุญบั้งไฟมีรากจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพระยาคันคากและผาแดงนางไอ่ ซึ่งชาวบ้านจัดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล หัวใจของมันคือการพึ่งพาธรรมชาติและพึ่งพากันเอง 

เศรษฐกิจคนเดียวในวันนี้ก็ต้องการฝนในรูปแบบใหม่เช่นกัน ไม่ใช่ฝนจากฟ้า แต่คือฝนของบริการที่เข้าใจความต้องการเฉพาะตัว ตั้งแต่ห้องชุด 28 ตารางเมตรที่มีครัวพอทำอาหารหนึ่งที่ ไปจนถึงคลินิกสุขภาพจิตที่เปิดถึงดึกสำหรับคนที่ไม่มีใครให้ปรึกษา

แบรนด์ที่เข้าใจ 4 DNA จะไม่ทำโฆษณาที่บอกว่าคุณเก่งอยู่คนเดียวได้ แต่จะทำสินค้าที่ทำให้ชีวิตคนเดียวง่ายขึ้นจริงๆ เช่นเดียวกับที่ อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณเพื่อรักษาประเพณี ไม่ใช่เพราะอยากให้คนกลับไปอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เพราะเข้าใจว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมช่วยให้คนที่อยู่ไกลบ้านรู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ

ประเทศไทยในปี 2026 จึงยืนอยู่บนทางแยกที่น่าสนใจ เรามีคน 5.5 ล้านคนที่เลือกอยู่คนเดียวและสร้างเงิน 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเราก็มีชุมชนอย่างดอนศิลาที่ยังรวมตัวกันจุดบั้งไฟเพื่อขอฝน ทั้งสองภาพไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กำลังบอกเราว่าอนาคตของสังคมไทยคือการทำให้ความปัจเจกและความเป็นชุมชนอยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ

คำถามสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐหลังจากนี้จึงไม่ใช่จะทำอย่างไรให้คนกลับไปแต่งงานมีลูก แต่คือจะออกแบบเมือง ที่อยู่อาศัย บริการสุขภาพ และพื้นที่สาธารณะอย่างไร ให้รองรับทั้งผู้หญิงวัยทำงานในเชียงรายที่อยู่คอนโดคนเดียวและมีแมวหนึ่งตัว และคุณตาคุณยายในเวียงชัยที่อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวรอฝนจากพญาแถน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวด้วยความหวัง ด้วยความจำเป็น หรือด้วยความภูมิใจ ทุกคนต่างต้องการสิ่งเดียวกันคือการถูกมองเห็นอย่างเท่าเทียม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thumbsup in Thailand บทความ Solo Economy เมื่อ ‘คนโสด’ คือกระแสหลักที่แบรนด์ห้ามมองข้าม 
  • Krungsri Research รายงาน The Single Economy Survey Part 2 Exploring Solo Lifestyles 
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องเศรษฐกิจเชียงรายปี 68 ยอดเงินฝากธนาคารสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท ครองตำแหน่งอันดับ 17 ทั่วไทย

Summary
  • อำเภอเมืองเชียงรายมียอดเงินฝากปี 2568 สูงถึง 50,730 ล้านบาท ติดอันดับ 17 ของไทย

  • ไทย-จีนเห็นชอบเพิ่ม “ด่านแม่สาย” เป็นประตูส่งออกผลไม้ ช่วยลดต้นทุนและระยะทาง

  • เตรียมใช้ระบบ e-Phyto แลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนเป็นประเทศแรกในอาเซียน

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคน จีนและไต้หวันแห่เที่ยวเชียงรายคึกคัก

  • เศรษฐกิจเชียงรายโตแกร่งจากฐานการค้าชายแดนและการออมที่มั่นคงในรอบ 10 ปี

เชียงรายตื่น! เงินฝากพุ่ง 5 หมื่นล้าน ด่านแม่สายเปิดประตูส่งผลไม้สู่จีน ขณะนักท่องเที่ยวไหลกลับคึกคัก

เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ตัวเลขเศรษฐกิจรายอำเภอล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณชัดว่า อำเภอเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป ด้วยยอดเงินฝากรวมกว่า 50,730 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตขึ้นจากปี 2558 ถึง 15,925 ล้านบาท ทำให้จังหวัดเชียงรายก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 17 ของประเทศในกลุ่มอำเภอที่มียอดเงินฝากสูงสุด ไม่นับรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นคือข่าวดีจากโต๊ะเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนแผนที่ส่งออกผลไม้ของภาคเหนือไปตลอดกาล

เชียงรายในแผนที่เศรษฐกิจไทย จุดยืนที่ไม่ใช่แค่ “เมืองรอง”

หลายคนอาจยังภาพเชียงรายในฐานะเมืองเล็กทางภาคเหนือที่ถูกบดบังด้วยแสงของเชียงใหม่ แต่ตัวเลขจากสถิติข้อมูลสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังบอกเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อำเภอเมืองเชียงราย มียอดเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์สูงถึง 50,730 ล้านบาท ณ ปี 2568 ซึ่งหากนำตัวเลขนี้เทียบกับหัวเมืองที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองนครสวรรค์ที่มียอดเงินฝาก 45,320 ล้านบาท หรืออำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองที่อยู่ที่ 43,910 ล้านบาทแล้ว เชียงรายยืนอยู่เหนือทั้งคู่อย่างชัดเจน

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสิบปีก่อนในปี 2558 เงินฝากในอำเภอเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 15,925 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ แต่กำลังขยายฐานอย่างมั่นคงผ่านภาคการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่เชื่อมต่อกับตลาดจีนโดยตรง

แม่สาย ด่านทองคำที่กำลังจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดในรอบเดือนเมษายน 2569 คือผลการประชุมระดับเทคนิคของคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ JTC-SPS ไทย–จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ กรุงเทพฯ โดยมีนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนายหยู เซี่ยนเทา รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานศุลกากรจีน หรือ GACC เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายจีน

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากการประชุมครั้งนี้สำหรับจังหวัดเชียงรายคือ ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันให้เพิ่ม “ด่านแม่สาย” เข้าไปในพิธีสารขนส่งผลไม้ทางบกผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยกับจีน โดยด่านแม่สายจะทำหน้าที่เป็นประตูนำเข้าและส่งออกผลไม้ไปยังด่านต่าลั่ว มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งเดิมเส้นทางนี้ต้องอาศัยด่านอื่นที่อยู่ไกลออกไปเป็นทางผ่านหลัก

นายชัยวัฒน์ให้ความเห็นในการประชุมว่า การเพิ่มด่านแม่สายเข้าไปในพิธีสารครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะจะเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ประกอบการในช่วงฤดูส่งออกผลไม้ ลดระยะทาง ลดต้นทุน และช่วยให้ผลไม้สดจากภาคเหนือถึงมือผู้บริโภคชาวจีนได้เร็วและสดกว่าเดิม

ในแต่ละปี เส้นทางการค้าชายแดนที่อำเภอแม่สายถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจเชียงราย ทั้งการค้าผลไม้เขตร้อน ลำไย มะม่วง และสินค้าอื่น ๆ ที่ไหลข้ามชายแดนสู่ตลาดจีนรายวัน หากด่านแม่สายสามารถรับการรับรองอย่างเป็นทางการภายใต้พิธีสารนี้ได้เต็มรูปแบบ จะเป็นก้าวกระโดดสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการค้าของจังหวัดเชียงรายในตลาดโลก

ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ไทยอาจนำหน้าอาเซียน

นอกจากเรื่องด่านแม่สาย ผลการประชุม JTC-SPS ครั้งที่ 9 ยังมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลดีต่อภาคการค้าเกษตรในระยะยาว นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแผนทดสอบการแลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สุขอนามัยพืช หรือที่เรียกว่า e-Phyto ร่วมกัน ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีน

ในบริบทของเชียงราย ระบบนี้มีความหมายสูงมากเพราะผู้ส่งออกผลไม้ผ่านด่านแม่สายจะไม่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบและมีความเสี่ยงต่อความล่าช้าในการปล่อยสินค้า ขณะที่จีนยังได้เชิญชวนไทยร่วมพัฒนาระบบ Smart Customs เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของสินค้าเกษตรที่มีอายุสั้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการผลไม้เชียงรายนี่ไม่ใช่แค่เรื่องสะดวกสบาย แต่คือการประหยัดเงินและลดความเสี่ยงที่จับต้องได้จริง

นักท่องเที่ยวหวนคืน เชียงรายได้อานิสงส์จากกระแสภาคเหนือ

ขณะที่ตัวชี้วัดด้านเงินฝากสะท้อนพลังเศรษฐกิจในระยะยาว ตัวเลขท่องเที่ยวรายสัปดาห์ก็ยืนยันว่าเชียงรายกำลังเก็บเกี่ยวผลจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยโดยรวม รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ ประจำสัปดาห์ที่ 17 ของปี 2569 ระหว่างวันที่ 20–26 เมษายน 2569 ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 71,681 คน หรือร้อยละ 15.42

ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 26 เมษายน 2569 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.39 ในสัปดาห์เดียวกัน เชียงรายได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันที่กลับมาคึกคัก โดยในสัปดาห์ที่ 17 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนสูงสุดที่ 102,493 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 37.31 ขณะที่ไต้หวันกระโดดขึ้นมาถึงอันดับ 5 ด้วยจำนวน 18,482 คน เพิ่มขึ้นจากอันดับ 11 ในช่วงก่อนหน้า

กระแสนักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในฤดูร้อนนี้มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจเชียงรายในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปจนถึงการจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดชายแดนซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

เชียงใหม่นำ เชียงรายตาม แต่ช่องว่างกำลังแคบลง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของภาคเหนือในแง่ยอดเงินฝาก อำเภอเมืองเชียงใหม่ยังคงครองอันดับหนึ่งของทั้งประเทศ นอกกรุงเทพและปริมณฑล ด้วยยอดเงินฝากสูงถึง 246,478 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 86,155 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 53.74 ซึ่งสะท้อนว่าเชียงใหม่ยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย

แต่หากวิเคราะห์อัตราการเติบโตสัมพัทธ์ในระยะ 10 ปี อำเภอเมืองเชียงรายเติบโตขึ้นคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่ด้อยกว่ากัน โดยจากฐานเงินฝากที่ต่ำกว่า เชียงรายมีพื้นที่ขยายตัวอีกมากหากโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรแปรรูปสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตามแนวทางที่กำลังดำเนินอยู่

เมื่อเปรียบเทียบกับหัวเมืองอื่นที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองอุดรธานี ที่มียอดเงินฝาก 91,250 ล้านบาท หรืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มี 129,710 ล้านบาท เชียงรายยังมีระยะห่างพอสมควร แต่ในแง่ศักยภาพเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ติดพรมแดนทั้งเมียนมาและลาว และมีเส้นทางเชื่อมต่อกับจีนทางบกโดยตรง เชียงรายมีจุดแข็งที่เมืองอื่นในประเทศไม่มี

EEC ยังแกร่ง แต่เหนือก็ไม่ยอมแพ้

ในภาพรวมของประเทศ ข้อมูลยอดเงินฝากระดับอำเภอปี 2568 ยืนยันว่าโซนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงเป็นขั้วเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดนอกกรุงเทพฯ โดยอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โตขึ้นถึงร้อยละ 125.80 จาก 88,557 ล้านบาท เป็น 199,963 ล้านบาท ขณะที่อำเภอเมืองชลบุรีเติบโตร้อยละ 54.82 และอำเภอบางละมุงเติบโตร้อยละ 61.50

แต่ในขณะที่ EEC เติบโตเด่น ภาคเหนือก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมืองท่องเที่ยวอย่างอำเภอเมืองภูเก็ตเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเมืองท่องเที่ยวชั้นนำที่ร้อยละ 76.25 ขณะที่เชียงใหม่เติบโตร้อยละ 53.74 และเชียงรายเองก็กำลังขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณเตือนจากตะวันออกกลาง ที่เชียงรายต้องเฝ้าระวัง

ท่ามกลางตัวเลขเชิงบวก รายงานการท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 17 ยังระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 6.32 อยู่ที่ 110,072 คน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางแม้ว่าในสัปดาห์นั้นจะบวกร้อยละ 20.66 แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังติดลบสะสมถึงร้อยละ 31.65 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้น

สำหรับเชียงราย ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังคงเป็นกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่เติบโตแข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบจากตลาดตะวันออกกลางและยุโรปที่อ่อนตัวลงมีผลต่อเชียงรายน้อยกว่าจุดหมายอื่นในประเทศที่พึ่งพาตลาดตะวันตกมากกว่า

มองไปข้างหน้า เชียงรายและโอกาสที่กำลังประกอบร่างขึ้น

ทุกสัญญาณที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลช่วงเดือนเมษายน 2569 กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายไม่ใช่แค่จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างที่ประกอบด้วยการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การค้าชายแดนที่กำลังได้รับการสนับสนุนจากกรอบสนธิสัญญาระดับรัฐ และยอดเงินฝากที่เติบโตสะท้อนการสะสมความมั่งคั่งในชุมชน

การเพิ่มด่านแม่สายเข้าสู่พิธีสารผลไม้ไทย–จีน หากดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในเชียงรายโดยตรง ลดระยะทาง เพิ่มความเร็ว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ไร่จนถึงตลาดในจีน

ในขณะเดียวกัน ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันระหว่างไทยกับจีน จะเป็นตัวแปรที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าชายแดนในระยะยาว และหากไทยสามารถเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เชื่อมระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนได้สำเร็จ เชียงรายในฐานะด่านหน้าของเส้นทางนี้จะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ทุนจีนเชียงรายโตพุ่ง 31% ร้านอาหารท้องถิ่นเร่งชูจุดขาย GI และเมนูโลว์โซเดียมสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ

Summary
  • ทุนจีนในร้านอาหารเชียงรายโตเฉลี่ย 31% ต่อปี กดดันผู้ประกอบการท้องถิ่น

  • เชียงรายต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ไม่พึ่งพาเพียงรายได้จากการท่องเที่ยว

  • ปัญหาฝุ่น PM2.5 และพฤติกรรมผู้บริโภคสายสุขภาพกลายเป็นต้นทุนใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้

  • ร้านกาแฟและ OTOP ต้องชูสตอรี่และอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ผ่านการไลฟ์สด

  • เมนูโลว์โซเดียมและอาหารปลอดภัยคือโอกาสใหม่ของเชียงรายในการดึงดูดลูกค้าคุณภาพ

ทุนจีน ร้านอาหารเชียงราย และโจทย์ดิจิทัลที่จังหวัดหลีกไม่พ้น

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่าเศรษฐกิจเชียงรายมักผูกอยู่กับภาพเมืองท่องเที่ยว เมืองชายแดน เมืองกาแฟ และเมืองวัฒนธรรม แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2569 คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ปีนี้นักท่องเที่ยวจะมาเท่าไร หรือฤดูกาลท่องเที่ยวจะคึกคักแค่ไหน หากเป็นคำถามที่ตรงและแรงกว่านั้นว่า เชียงรายมีอะไรที่คนไม่ต้องมาถึงจังหวัดก็ยังซื้อได้ทุกวันหรือไม่ เพราะถ้าจังหวัดยังพึ่งรายได้จากการรอให้คนเดินทางมาถึงหน้าร้านอย่างเดียว เศรษฐกิจท้องถิ่นก็ย่อมเปราะบางกว่าที่ควรจะเป็นในยุคที่การซื้อขายบนหน้าจอมือถือกลายเป็นพฤติกรรมปกติของผู้บริโภคไทยไปแล้ว

เศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอจังหวัดที่ปรับตัวช้า

ข้อมูลจาก ETDA ทำให้เห็นชัดว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไปแล้ว มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 อยู่ที่ 5.96 ล้านล้านบาท โดย B2C ครองสัดส่วนมากที่สุด และช่องทางขายที่นิยมยังเป็น e-Marketplace กับ Social Commerce อย่างเด่นชัด เมื่อหันมามองฝั่งการสื่อสารการตลาด MI GROUP ประเมินว่าปี 2569 เม็ดเงินโฆษณารวมจะอยู่ที่ 87,264 ล้านบาท และสื่อออนไลน์ยังเป็นพี่ใหญ่ของตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ และสื่อนอกบ้าน 25 เปอร์เซ็นต์ สองข้อมูลนี้วางอยู่บนข้อเท็จจริงเดียวกัน คือใครไม่อยู่ในโลกดิจิทัล ย่อมเสียโอกาสทั้งในสายตาผู้ซื้อและในสนามแข่งขันของธุรกิจ

สำหรับเชียงราย เรื่องนี้มีนัยพิเศษ เพราะจังหวัดมีทั้งวัตถุดิบทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และชื่อเสียงของสินค้าเกษตรที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาด คือการรวมพลังของหน่วยงานและผู้ประกอบการเพื่อทำให้สินค้าเหล่านั้นกลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกวัน เหมือนกับที่บางจังหวัดในภาคเหนือเริ่มทำสำเร็จแล้ว ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ Digital Commerce ระบุว่า ความสำเร็จของ OTOP ภาคเหนือบน TikTok Shop ไม่ได้เกิดจากการแค่นำของขึ้นแพลตฟอร์ม แต่เกิดจากการทำไลฟ์สด การเล่าเรื่อง และการใช้ชื่อจังหวัดเป็นตัวสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อ จังหวัดอย่างนครสวรรค์และลำปางจึงโดดเด่นขึ้นมาได้ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่เชียงรายว่า จะปล่อยให้คำว่า “ของดีเชียงราย” อยู่แค่ในโบรชัวร์ท่องเที่ยวหรือจะผลักให้กลายเป็นสินค้าที่กดสั่งได้ทุกวัน เพราะในโลกวันนี้ ผู้ซื้อไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่าไปเที่ยวที่ไหนดีเสมอไป แต่เริ่มจากคำว่าอยากกินอะไร อยากได้ของดีจากที่ไหน แล้วกดสั่งทันที

ทุนจีนในเชียงรายไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไป

แรงกดอีกด้านที่ผู้ประกอบการเชียงรายมองข้ามไม่ได้ คือการขยายตัวของทุนจีนในธุรกิจร้านอาหารและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน วิจัยกรุงศรีระบุว่า มูลค่าการลงทุนของนิติบุคคลจีนในหมวดภัตตาคารและร้านอาหารเพิ่มจาก 947.8 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 2,143.4 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ย 31.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนกลายเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีมูลค่าสูงสุดในหมวดนี้ เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมามองคู่กับเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ภาพจะยิ่งชัดขึ้น เพราะข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ณ มีนาคม 2569 เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีนิติบุคคล 1,899 ราย เพิ่มขึ้น 5.56 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และแม่สายยังเป็นพื้นที่ที่มีนิติบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือเชียงแสนและเชียงของ

ในทางทฤษฎี การเข้ามาของทุนใหม่อาจเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นกังวลคือการแข่งขันจะไม่อยู่บนฐานเท่ากัน ร้านอาหารเชียงรายจำนวนมากยังเป็นร้านครอบครัว ร้านชุมชน หรือธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตจากรสมือ เจ้าของร้าน และเครือข่ายลูกค้าเดิม ขณะที่ทุนใหม่จำนวนหนึ่งมาพร้อมระบบจัดซื้อ วัตถุดิบ เครือข่ายลูกค้า และศักยภาพในการรับความเสี่ยงด้านราคาได้มากกว่า ถ้าผู้ประกอบการเชียงรายยังใช้วิธีเดิม แข่งกันด้วยราคาหน้าร้านอย่างเดียว โอกาสเสียพื้นที่ให้ทุนใหญ่ย่อมมีมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลในตัวเมืองหรือโซนที่รับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจีน

อย่างไรก็ตาม ความเร็วและทุนหนาไม่ได้ชนะทุกอย่างเสมอไป สิ่งที่ทุนภายนอกทำได้ยากกว่าคือการสร้าง “เสน่ห์เชียงราย” แบบแท้จริง ร้านอาหารพื้นเมือง ร้านกาแฟที่เล่าเรื่องดอย ร้านที่ผูกกับชุมชนชาติพันธุ์ หรือร้านที่ใช้วัตถุดิบบนพื้นที่สูงโดยตรง ยังมีแต้มต่อที่ลอกเลียนได้ยาก ถ้าร้านเหล่านี้รู้จักเล่าเรื่องผ่านดิจิทัลให้คนภายนอกเห็นคุณค่าก่อนเห็นราคา พวกเขายังมีโอกาสรักษาพื้นที่ของตัวเองได้

ร้านอาหารเชียงรายกำลังเจอแรงกดหลายชั้นพร้อมกัน

ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารไทยในรายงานวิจัยกรุงศรีสะท้อนว่า ปี 2568 ยังเป็นปีที่รายได้โตได้ แต่โตช้าลง รายได้รวมของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียง 2.0 ถึง 3.0 เปอร์เซ็นต์ จาก 14.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2567 ขณะที่ผู้ประกอบการที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 9.9 เปอร์เซ็นต์ และจำนวนผู้ประกอบการจดทะเบียนใหม่ก็หดตัวเป็นครั้งแรกหลังโควิด ในระยะ 2569 ถึง 2571 รายได้รวมของธุรกิจยังคาดว่าจะโตต่อได้เฉลี่ย 2.9 ถึง 3.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ถูกบีบจากการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าเช่า ค่าไฟ และค่าแรง

สำหรับเชียงราย แรงกดเหล่านี้ยิ่งชัดขึ้นเพราะมีปัจจัยเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือฤดูฝุ่น PM2.5 ที่กระทบพฤติกรรมคนออกจากบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อ 25 เมษายน 2569 ยังรายงานว่าในเขตเมืองเชียงรายและแม่สายมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ ร้านอาหารที่พึ่งพาพื้นที่กลางแจ้งหรือบรรยากาศ Outdoor จึงเสี่ยงต่อการเสียรายได้มากกว่าร้านปิดที่มีระบบกรองอากาศหรือปรับสภาพร้านรองรับวิกฤตนี้ได้

เรื่องที่สองคือกำลังซื้อที่อ่อนไหวต่อราคา ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ตัดสินใจจากรสชาติอย่างเดียว แต่คิดถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น ร้านอาหารที่ยังยืนอยู่บนสูตรเดิมอย่างเดียวจึงยิ่งยากขึ้น ส่วนเรื่องที่สามคือการแข่งขันภายในตลาดกาแฟและคาเฟ่ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะล้นตัวในบางทำเล ข้อมูลในไฟล์ผู้ใช้ชี้ประเด็นเรื่อง Oversupply ของร้านกาแฟเชียงรายอย่างชัดเจน เมื่อประกอบกับต้นทุนการทำร้านที่สูงขึ้น การเข้ามาเปิดคาเฟ่แบบไม่มีจุดต่างจึงยิ่งเสี่ยงมากกว่าเดิม

เมืองกาแฟของไทย จะรอดด้วยจำนวนร้านไม่ได้อีกแล้ว

เชียงรายมีชื่อเสียงในฐานะเมืองกาแฟไทยมานาน ทั้งดอยช้าง ดอยตุง และพื้นที่ปลูกกาแฟบนที่สูงหลายแห่งล้วนมีฐานแฟนคลับของตัวเอง แต่ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่พอจะทำให้ร้านอยู่รอดในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นทุกปี สิ่งที่รายงานในไฟล์ผู้ใช้ชวนคิดอย่างมากคือการชี้ว่าเชียงรายไม่ควรขายแค่กาแฟ แต่ควรขาย Origin ขายภูมิประเทศ ขายวิธีแปรรูป ขายรสชาติของระดับความสูง และขายประสบการณ์แบบ Gastronomy Tourism ควบคู่กันไป

นี่เป็นมุมคิดที่สำคัญ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงกาแฟดีได้จากหลายจังหวัด การแข่งขันของคาเฟ่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่ใครชงอร่อยกว่า แต่คือใครทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากาแฟแก้วนั้น “มีที่มา” และ “มีความหมาย” มากกว่า ตัวอย่างของสินค้า OTOP ภาคเหนือที่เติบโตบน TikTok Shop ก็ยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน เพราะสิ่งที่ขายได้ดีไม่ใช่ของที่อธิบายไม่ได้ แต่เป็นของที่มีราก มีเรื่อง และมีเหตุผลให้คนซื้อซ้ำ

สำหรับเชียงราย นี่แปลว่ากาแฟจากดอยไม่ควรถูกเล่าเพียงว่าเป็นกาแฟดี แต่ต้องเล่าว่ามาจากใคร ชุมชนไหน ปลูกอย่างไร เก็บแบบไหน และเชื่อมกับอาหารหรือประสบการณ์อะไรในจังหวัดได้บ้าง หากทำได้ คาเฟ่เชียงรายจะไม่ได้แข่งกันแค่ยอดคนเช็กอิน แต่สามารถแปลงประสบการณ์ที่คนได้รับตอนมาเที่ยว ให้กลายเป็นยอดซื้อซ้ำผ่านออนไลน์หลังกลับบ้านได้ด้วย

อาหารปลอดภัยและเมนูโลว์โซเดียม อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ของเชียงราย

ข้อมูลด้านสุขภาพคืออีกตัวแปรที่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นทางการแพทย์ เพราะในความเป็นจริง มันกำลังกลายเป็นประเด็นทางธุรกิจร้านอาหารด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า ปี 2568 จังหวัดมีผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ 35,953 ราย สูงสุดในภาคเหนือ และมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 2,412 รายที่เข้าถึงบริการฟอกไต ขณะเดียวกัน ข้อมูลในเอกสารผู้ใช้ซึ่งอ้างถึงการวิเคราะห์ของหมอโอ๊ค DoctorSixpack ชี้ให้เห็นว่าอาหารยอดนิยมหลายชนิดมีโซเดียมสูงมาก และหนึ่งในเมนูที่ถูกยกเป็นตัวอย่างชัดคือก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก ซึ่งมีโซเดียมประมาณ 842 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา

เมื่อมองในบริบทเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะอาหารพื้นเมืองเหนือจำนวนไม่น้อยอร่อยด้วยรสเข้ม เค็ม มัน และเครื่องปรุงหมักดอง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของครัวล้านนา แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นโจทย์ใหม่ของร้านอาหารยุคต่อไป นั่นคือจะรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติไว้ได้อย่างไร ในขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ร้านอาหารที่สามารถพัฒนาเมนูโลว์โซเดียม เมนูใช้วัตถุดิบออร์แกนิกจากดอย หรือเมนูพื้นเมืองแบบตีความใหม่ให้อร่อยและปลอดภัยกว่าเดิม อาจกลายเป็นผู้ชนะในระยะกลาง ไม่ใช่เพราะขายภาพสุขภาพอย่างเดียว แต่เพราะตอบโจทย์ครอบครัว กลุ่มผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ต้องการกินดีโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ประเด็นนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ร้านซึ่งปรับเมนูท้องถิ่นให้สมดุลขึ้น มักดึงดูดลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม เชียงรายเองก็มีเงื่อนไขพร้อม ทั้งวัตถุดิบพื้นที่สูง เกษตรอินทรีย์ และภาพลักษณ์เมืองที่ผู้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ หากเชื่อมเรื่องอาหารปลอดภัยเข้ากับเรื่องเล่าของชุมชนได้ เมนูเชียงรายอาจไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายความสบายใจของผู้บริโภคไปพร้อมกัน

PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่คือต้นทุนใหม่ของธุรกิจร้านอาหาร

บทเรียนจากหลายปีหลังชัดเจนว่า PM2.5 กลายเป็นต้นทุนแฝงของเชียงรายไปแล้ว ทั้งต้นทุนด้านสุขภาพ ต้นทุนด้านการท่องเที่ยว และต้นทุนด้านการทำร้านอาหาร ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อ 25 เมษายน 2569 ยังรายงานว่าพื้นที่เชียงรายมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ นั่นหมายความว่า ธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ที่เคยขายบรรยากาศกลางแจ้ง วิวภูเขา หรือที่นั่งเปิดโล่ง ต้องคิดต้นทุนใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้นทุนใหม่นี้ไม่ได้มีแค่ค่าเครื่องฟอกอากาศ แต่รวมถึงการออกแบบร้าน การดูแลพื้นที่สีเขียว การจัดระบบระบายอากาศ และการสื่อสารกับลูกค้าให้มั่นใจในช่วงวิกฤตฝุ่น ถ้าร้านใดลงทุนเรื่องนี้ได้ก่อน ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตเป็นข้อได้เปรียบได้ เพราะในวันที่คนยังอยากออกไปใช้ชีวิตแต่กังวลเรื่องอากาศ ร้านที่สร้างความมั่นใจได้จะถูกเลือกก่อนเสมอ

ทางออกของเชียงราย ไม่ใช่ต้านดิจิทัล แต่ต้องใช้ดิจิทัลขยายตัวตนท้องถิ่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าทั้งทุนจีน ต้นทุนร้านอาหาร สุขภาพผู้บริโภค PM2.5 และการแข่งขันของคาเฟ่ ล้วนชี้ไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า เชียงรายไม่อาจใช้สูตรเศรษฐกิจแบบเดิมต่อไปได้ จังหวัดต้องเปลี่ยนจากเมืองที่รอคนมาใช้เงินหน้าร้าน ไปสู่เมืองที่ทำให้คนรู้จัก เชื่อใจ และซื้อสินค้าของจังหวัดได้แม้ไม่เดินทางมาถึงพื้นที่

หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การทิ้งความเป็นท้องถิ่น แต่คือการยกความเป็นท้องถิ่นขึ้นมาเป็นจุดขายใหม่ให้ชัดกว่าเดิม ร้านอาหารเชียงรายที่สู้ได้ในระยะต่อไป อาจไม่ใช่ร้านที่ถูกที่สุด แต่เป็นร้านที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุด ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจริง ปรับเมนูให้เข้ากับสุขภาพคนยุคใหม่ รับมือฝุ่นและต้นทุนสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และเชื่อมต่อผู้บริโภคผ่านดิจิทัลได้ต่อเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐเองต้องขยับจากการส่งเสริมแบบกิจกรรม ไปสู่การสร้างระบบสนับสนุนระยะยาว ทั้งเรื่องฐานข้อมูลผู้ประกอบการ การอบรมไลฟ์คอมเมิร์ซ การทำแบรนด์จังหวัด การออกแบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย และการผลักดันสินค้าชุมชนให้พร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์จริง ไม่ใช่พร้อมเพียงในเวทีแสดงสินค้า

ถ้าเชียงรายยังขายตัวเองด้วยคำว่าเมืองน่าเที่ยวเพียงอย่างเดียว

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างโอกาสกับแรงกดดัน ด้านหนึ่ง จังหวัดมีทุนทางวัฒนธรรม วัตถุดิบ GI กาแฟ ชา อาหาร และทำเลชายแดนที่ทรงพลัง แต่อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังถูกเร่งด้วยทุนข้ามพรมแดน ต้นทุนร้านอาหารที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว และปัญหาสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจเต็มตัว

ถ้าเชียงรายยังขายตัวเองด้วยคำว่าเมืองน่าเที่ยวเพียงอย่างเดียว จังหวัดอาจเติบโตได้แค่ตามฤดูกาล แต่ถ้าเชียงรายเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยทั้งประเทศซื้อรสชาติ เรื่องเล่า และอัตลักษณ์ของเชียงรายได้ทุกวันผ่านออนไลน์ จังหวัดจะมีฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นกว่ามาก

ในระยะต่อไป ผู้ชนะอาจไม่ใช่ร้านที่ใหญ่ที่สุดหรือทุนหนาที่สุดเสมอไป แต่คือผู้ประกอบการที่เข้าใจว่าโลกใหม่ไม่ได้ขายแค่สินค้า หากขายทั้งความจริงใจ เรื่องราว สุขภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ลอกเลียนไม่ได้ และถ้าเชียงรายทำสิ่งนี้ได้ทัน จังหวัดก็อาจไม่ใช่แค่เมืองผ่านของการท่องเที่ยวภาคเหนืออีกต่อไป แต่จะเป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้ตัวเองได้ทุกวัน แม้ในวันที่นักท่องเที่ยวยังไม่เดินทางมา

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วิจัยกรุงศรี
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ETDA
  • MI GROUP
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าออนไลน์ เชียงรายขยับจากการจัดงาน OTOP เป็นการสร้างระบบขายตรงถึงบ้านผู้บริโภค

Summary
  • เชียงรายปรับเป้าหมายจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวรายปี เป็นการขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัลที่ “ซื้อได้ทุกวัน”

  • สถิติ TikTok Shop พบร้านค้าที่ไลฟ์สดมียอดสั่งซื้อสูงกว่าปกติถึง 590 เท่า ชูโมเดลสินค้า OTOP ภาคเหนือเติบโตแรง

  • เชียงรายมีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ (9 รายการ) มูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปี เป็นต้นทุนสำคัญ

  • เน้นกลุ่มสินค้า “ซื้อซ้ำได้-เล่าเรื่องได้-ขนส่งสะดวก” เช่น ชา กาแฟ และผลไม้แปรรูปพรีเมียม

  • เปลี่ยนวิธีคิดจากการจัดงานอีเวนต์ เป็นการจัดระบบนิเวศดิจิทัล (Big Data & Logistics) เพื่อความยั่งยืน

เชียงรายต้องหาให้เจอว่าสินค้าอะไรขายได้ทุกวัน เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอคนมาถึงจังหวัดอีกต่อไป

เชียงราย, 24 เมษายน 2569 – ในวันที่หลายจังหวัดยังวัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดคนเดินห้าง เชียงรายกำลังเผชิญคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าจังหวัดจะอยู่รอดอย่างไรหากยังพึ่งรายได้จาก “คนมาเยือนปีละครั้ง” มากกว่ารายได้จาก “คนซื้อทุกวัน” เพราะโลกการค้าในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ความได้เปรียบไม่ได้อยู่แค่ใครมีวิวสวยกว่า ใครมีอากาศดีกว่า หรือใครมีเทศกาลคึกคักกว่าเท่านั้น แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนเสน่ห์ของพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าที่เดินทางออกจากจังหวัดได้ทุกวัน ผ่านมือถือหนึ่งเครื่อง ผ่านคลิปสั้นหนึ่งชิ้น หรือผ่านไลฟ์สดหนึ่งรอบที่เล่าเรื่องได้โดนใจผู้ซื้อทั่วประเทศ

สำหรับเชียงราย นี่ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามเชิงปากท้องอย่างแท้จริง เพราะจังหวัดมีทั้งกาแฟ ชา ผลไม้ GI งานหัตถกรรม เครื่องเคลือบ และสินค้าแปรรูปจากชุมชนที่มีเรื่องเล่าแข็งแรงมาก ทว่าปัญหาคือของเหล่านี้จำนวนไม่น้อยยังถูกมองเป็น “ของฝาก” มากกว่า “สินค้าซื้อซ้ำ” กล่าวอีกแบบคือ คนจำนวนมากอาจคิดถึงเชียงรายเมื่อจะไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้นึกถึงเชียงรายทุกครั้งเมื่อจะกดสั่งของกิน ของใช้ หรือของคุณภาพจากออนไลน์ นี่คือช่องว่างใหญ่ที่จังหวัดต้องรีบปิดให้ทันก่อนที่การแข่งขันทางดิจิทัลจะทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยไม่รอให้ปรับตัวเสร็จ

ภาคเหนือพิสูจน์แล้วว่าของดีท้องถิ่นไปได้ไกลกว่าหน้าร้าน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับสินค้า OTOP ภาคเหนือถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกจังหวัด ข้อมูลจาก TikTok Shop ซึ่งถูกรายงานโดยสื่อธุรกิจระบุว่า ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 จำนวนสินค้า OTOP ภาคเหนือบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 53.97 เปอร์เซ็นต์ และจุดที่พลิกเกมมากที่สุดคือการไลฟ์สด เพราะร้านที่ไลฟ์มียอดสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าร้านที่ไม่ไลฟ์ถึงเกือบ 590 เท่า ตัวเลขนี้ฟังดูแรงจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ามองให้ลึก มันกำลังบอกว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าอีกแล้ว เขาซื้อความมั่นใจ ซื้อเรื่องเล่า และซื้อความรู้สึกว่าได้เห็นตัวตนของคนทำจริง ๆ ก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

ในโลกออนไลน์ สินค้าท้องถิ่นที่เคยขายได้เฉพาะงานแสดงสินค้าหรือหน้าร้านชุมชน กลับกลายเป็นของที่คนทั้งประเทศพร้อมซื้อซ้ำ หากมันสื่อสารได้ถูกจุด น้ำผึ้งดอกไม้ป่า จิ้นแดงสูตรโบราณ หรือกาแฟจากดอยสูง ถูกยกระดับจากของพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีคาแรกเตอร์และมีเหตุผลให้ซื้อซ้ำ นี่คือแก่นของสิ่งที่เรียกว่า Discovery Commerce หรือการค้าที่ไม่ได้เริ่มจากการค้นหาสินค้าอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพบเจอคอนเทนต์แล้วเกิดความอยากลอง ความอยากลองนั้นเองที่แปรเป็นคำสั่งซื้อ และถ้าสินค้าดีพอ ก็แปรต่อเป็นลูกค้าประจำได้ในที่สุด

บทเรียนจากนครสวรรค์และลำปาง ที่เชียงรายควรอ่านให้ขาด

หนึ่งในบทเรียนที่ชัดที่สุดจากการเติบโตของ OTOP ภาคเหนือ คือจังหวัดที่ขายออนไลน์เก่งไม่ได้ชนะเพราะมีของเยอะที่สุดเสมอไป แต่ชนะเพราะทำให้ “ชื่อจังหวัด” กลายเป็นทางลัดของความเชื่อมั่นได้ Thumbsup สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า หนึ่งในเสาหลักของความสำเร็จคือ Province as Brand Identity หรือการใช้ชื่อจังหวัดสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เช่น นครสวรรค์เชื่อมกับน้ำผึ้งและโมจิ ลำปางเชื่อมกับหมูแปรรูปและข้าวแต๋น พอผู้ซื้อเห็นชื่อจังหวัด เขาเริ่มนึกภาพรสชาติ คุณภาพ และเรื่องเล่าที่ตามมาได้ทันที

นี่คือจุดที่เชียงรายควรกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจัง เพราะถ้ามองในเชิงศักยภาพ เชียงรายมีทุนมากกว่าหลายจังหวัดด้วยซ้ำ จังหวัดมีทั้งกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และล่าสุดส้มโอเวียงแก่นเป็น GI ลำดับที่ 9 แต่ภาพจำของเชียงรายในตลาดออนไลน์กลับยังไม่คมพอว่าจะต้องซื้ออะไรกลับหรือซื้อซ้ำเป็นประจำให้ได้แบบที่ผู้ซื้อในประเทศนึกออกทันที

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลำปางทำให้ “จิ้นแดง” ไม่ใช่แค่อาหารพื้นเมือง แต่เป็นของฝากพรีเมียมที่คนเมืองอยากลอง ขณะที่นครสวรรค์ทำให้น้ำผึ้งและโมจิกลายเป็นสินค้าที่มีความหมายมากกว่าของกินเล่น เชียงรายจึงไม่ได้ขาดของดี แต่ยังขาดการทำให้ของดีบางกลุ่มกลายเป็น “คำตอบอัตโนมัติ” ในใจผู้ซื้อ ว่าเมื่ออยากได้กาแฟดี ชาภาคเหนือ หรือผลไม้แปรรูปที่มีเรื่องราว ต้องนึกถึงเชียงรายก่อนจังหวัดอื่น

เชียงรายมีต้นทุนพร้อมกว่าที่คิด และภาครัฐก็เริ่มขยับแล้ว

ข้อดีของเชียงรายคือ จังหวัดไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะมีสินค้ารากฐานที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในระบบเศรษฐกิจจริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุเมื่อ 19 มกราคม 2569 ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวม 9 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันยืนยันว่าของดีของเชียงรายไม่ใช่เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่รายได้ก้อนนี้ยังอาจไม่ถูกยกระดับผ่านช่องทางดิจิทัลได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ในระดับการทำงานของจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายเองก็เริ่มวางฐานไว้แล้ว ทั้งการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP สู่ยุคดิจิทัล การร่วมขับเคลื่อน OTOP Big Data และการติดตาม OTOP Trader ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าหน่วยงานไม่ได้มองไม่เห็นปัญหา แต่โจทย์ที่เหลืออยู่คือการขยายผลจาก “โครงการ” ให้กลายเป็น “ระบบ” ให้ได้ เพราะถ้าดิจิทัลยังเป็นเพียงกิจกรรมฝึกอบรมหรือการจัดเวทีเป็นครั้งคราว ผลที่ได้ก็จะยังจำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการกลุ่มเล็ก ๆ และไม่สร้างแรงกระเพื่อมระดับจังหวัดได้จริง

สิ่งที่เชียงรายต้องขาย ไม่จำเป็นต้องเป็นของชิ้นเดียว แต่ต้องชัดพอให้คนซื้อซ้ำ

คำถามที่ว่า เชียงรายควรมีสินค้าอะไรที่คนซื้อออนไลน์ได้ทุกวัน อาจไม่มีคำตอบแบบสินค้าชิ้นเดียวแล้วจบ แต่หากมองจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ คำตอบน่าจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีคุณสมบัติร่วมกัน 3 อย่าง คือซื้อซ้ำได้ เล่าเรื่องได้ และขนส่งได้สะดวก สินค้ากลุ่มแรกที่เข้าเงื่อนไขนี้ชัดที่สุดคือกาแฟและชา เพราะเป็นของที่ไม่ต้องรอให้นักท่องเที่ยวมาเดินเลือกด้วยตัวเอง ผู้บริโภคสามารถสั่งซ้ำได้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และเชียงรายเองก็มีต้นทุนด้านชื่อเสียงของกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และชาเชียงรายอยู่แล้วอย่างแข็งแรง

กลุ่มถัดมาคือผลไม้และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย และส้มโอเวียงแก่น หากขายเป็นผลสดอย่างเดียว ตลาดจะถูกจำกัดด้วยฤดูกาลและโลจิสติกส์ แต่หากขยับไปสู่รูปแบบแปรรูปที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเมือง เช่น น้ำผลไม้เข้มข้น ของว่างเพื่อสุขภาพ หรือชุดของฝากคุณภาพสูง สินค้าเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจากรายได้ตามฤดูกาลเป็นรายได้ที่หมุนได้ตลอดปี และยังพกเรื่องเล่าของพื้นที่ติดไปกับสินค้าได้ด้วย

อีกกลุ่มที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือเครื่องเคลือบเวียงกาหลงและสินค้าหัตถกรรมร่วมสมัย เพราะในยุคที่ตลาดออนไลน์แข่งขันกันด้วยเรื่องราวและเอกลักษณ์ งานหัตถกรรมที่เชื่อมกับบ้าน การแต่งโต๊ะกาแฟ การแต่งครัว หรือของขวัญพรีเมียม มีช่องทางเติบโตไม่น้อย หากถูกออกแบบให้ร่วมสมัยพอสำหรับคนเมือง รุ่นใหม่ การขายของกลุ่มนี้อาจไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวกับกาแฟหรืออาหาร แต่สามารถใช้คอนเทนต์แบบเบื้องหลังช่างฝีมือ กระบวนการผลิต และการใช้งานในชีวิตจริงเพื่อยกมูลค่าได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสื่อออนไลน์ เชียงรายยิ่งช้าไม่ได้

ภาพใหญ่ระดับประเทศกำลังเตือนเชียงรายทางอ้อมอย่างชัดเจนว่า ใครไม่เร่งสร้างตัวตนบนดิจิทัลจะเสียโอกาสมากขึ้นทุกปี MI GROUP ประเมินว่า ปี 2568 เม็ดเงินโฆษณาไทยรวมอยู่ที่ 85,817 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.04 เปอร์เซ็นต์ แต่สื่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ และในปี 2569 ตลาดรวมอาจขยับเป็น 87,264 ล้านบาท โดยสื่อออนไลน์ยังนำต่อ มีสัดส่วนราว 40 ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีลดลงเหลือราว 30 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นี่หมายความว่าแบรนด์และผู้ประกอบการทั่วประเทศกำลังย้ายสมรภูมิไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่จริงมากขึ้นทุกวัน

ถ้าจังหวัดยังคิดเรื่องการตลาดด้วยภาพเดิมว่า นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมา ซื้อของหน้าร้าน และพึ่งกิจกรรมออฟไลน์เป็นหลัก จังหวัดก็จะถูกจำกัดโอกาสด้วยฤดูกาลและจำนวนคนมาเยือน แต่หากเปลี่ยนมุมคิดว่า คนไทยสามารถกลายเป็นลูกค้าของเชียงรายได้ทุกวันแม้ไม่เคยเดินทางมาถึงจังหวัดเลย สมการเศรษฐกิจของจังหวัดจะเปลี่ยนทันที และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องขายของออนไลน์ แต่คือเรื่องยุทธศาสตร์รายได้ของทั้งจังหวัดในระยะยาว

ปัญหานี้โยงถึงชนชั้นกลางและกำลังซื้อที่กำลังระวังตัวมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เชียงรายต้องรีบหา “สินค้าที่ขายได้ทุกวัน” คือพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังระวังการใช้เงินมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยย้ำว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ข้อมูลที่อ้างอิงสถิติไตรมาส 4 ปี 2568 ชี้ว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงราว 86.7 ถึง 86.8 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ภาระลักษณะนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเลือกซื้อของอย่างระวังขึ้นและตัดสินใจจากความคุ้มค่ามากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อกำลังซื้อถูกกดดัน สินค้าที่จะขายได้ไม่ใช่สินค้าที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า “จ่ายแล้วคุ้ม” หรือ “ซื้อซ้ำได้โดยไม่ฝืนกำลัง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม OTOP ออนไลน์ จึงโตได้ดีกว่าหลายหมวด เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย ซื้อง่าย และใช้หมดแล้วซื้อใหม่ได้ ต่างจากของฝากบางชนิดที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากเชียงรายจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของตัวเองให้ยั่งยืน จังหวัดต้องมีสินค้าที่เข้าไปอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนซื้อ ไม่ใช่แค่อยู่ในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวตอนขากลับเท่านั้น

อยู่ที่การเปลี่ยนจากการจัดงาน เป็นการจัดระบบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายจังหวัดรวมทั้งเชียงรายมักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านงานแสดงสินค้า งานมหกรรม และการคัดสรรผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงสร้างขวัญกำลังใจและการเปิดตลาดระดับหนึ่ง แต่ในยุคที่อีคอมเมิร์ซของไทยมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านบาท และแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นประตูหลักของการพบสินค้าใหม่ วิธีคิดแบบเดิมอาจไม่พออีกแล้ว ETDA ระบุว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 คาดแตะ 5.96 ล้านล้านบาท และช่องทางอย่าง e-Marketplaces กับ Social Commerce เป็นช่องทางสำคัญของการขายสินค้าในประเทศอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น จุดคลี่คลายของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การถามเพียงว่า ปีนี้เชียงรายจะจัดงาน OTOP กี่ครั้ง หรือจะมีผู้ประกอบการเข้าอบรมกี่คน แต่ต้องถามว่า จังหวัดมีระบบกลางด้านข้อมูลสินค้า ภาพลักษณ์จังหวัด การผลิตคอนเทนต์ การไลฟ์ การแพ็กสินค้า การขนส่ง และการดูแลลูกค้าซ้ำหรือยัง ถ้ายังไม่มีครบ เรื่องเล่าของเชียงรายก็จะยังถูกใช้ไม่เต็มมูลค่า และของดีจำนวนมากจะยังคงขายได้แค่ตอนมีคนมาเที่ยว ไม่ใช่ตอนที่คนทั้งประเทศเปิดแอปซื้อของก่อนนอน

เชียงรายยังมีเวลา แต่เวลาไม่ได้มากอย่างที่คิด

ถ้ามองในเชิงโอกาส เชียงรายยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าหลายจังหวัด ทั้งฐานสินค้า GI จำนวนมาก ชื่อเสียงด้านกาแฟและชา ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และความหลากหลายของสินค้าชุมชน แต่ถ้ามองในเชิงการแข่งขัน เวลาก็ไม่ได้เหลือมากนัก เพราะจังหวัดอื่นในภาคเหนือเริ่มขยับเร็วแล้ว และเมื่อแบรนด์ท้องถิ่นจากจังหวัดอื่นเริ่มยึดพื้นที่ในใจผู้ซื้อได้ก่อน การไล่ตามภายหลังจะยิ่งยากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่าอะไรคือสินค้าที่คนมาเชียงรายแล้วต้องซื้อกลับ อาจไม่สำคัญเท่าคำถามใหม่ว่า อะไรคือสินค้าที่คนไม่ต้องมาเชียงรายก็ยังอยากซื้อทุกเดือน ถ้าจังหวัดตอบคำถามนี้ได้เร็วพอ เศรษฐกิจชุมชนจะไม่ได้ผูกอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะมีรายได้หมุนเข้าจังหวัดทุกวันจากคนที่ไม่เคยเหยียบสนามบินแม่ฟ้าหลวงเลยด้วยซ้ำ และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเชียงรายในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • TikTok Shop
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ETDA
  • MI GROUP
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ เชียงราย 2569 ดีมานด์เช่าโตสวนทางยอดซื้อ เร่งอุดช่องว่างด้วยรถไฟทางคู่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

Summary
  • ตลาดซื้ออสังหาฯ ทั่วประเทศลดลง 6% แต่ตลาดเช่าโตสวนทาง โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาท

  • เชียงรายฟื้นตัวช้าหลังน้ำท่วมปี 67 และเผชิญอัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 70-80%

  • ครึ่งหลังปี 67 เชียงรายมีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 2,594 หน่วย มูลค่าทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และยังไม่มีคอนโดเปิดใหม่

  • โครงการรถไฟทางคู่คืบหน้าเกือบ 60% พร้อมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นปัจจัยบวกดันมูลค่าที่ดินในระยะยาว

  • รัฐผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% ถึงมิถุนายน 2569 เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง

พลิกกลยุทธ์อสังหาฯ เชียงราย 2569 ชูจุดขายเมืองโลจิสติกส์ชายแดน รับการเติบโตจากนิติบุคคลกว่า 1,800 ราย

เชียงราย,23 เมษายน 2569 – ภาพสะท้อนชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในต้นปี 2569 ยังไม่ใช่ตลาดฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ฝั่งซื้อยังอ่อนแรง ขณะที่ฝั่งเช่ากลับเติบโตต่อเนื่อง โดยดีมานด์ซื้อทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แต่ดีมานด์เช่าทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ และในกรุงเทพฯ เพิ่มถึง 9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเลือก “รักษาสภาพคล่อง” มากกว่าตัดสินใจเป็นหนี้ระยะยาวทันที

เมื่อนำภาพรวมนี้มาวางทับกับเชียงราย จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้ชะลอตัวเพียงเพราะเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ความเข้มงวดของสินเชื่อ และโครงสร้างตลาดที่ยังพึ่งพาบ้านแนวราบเกือบทั้งหมด โดยครึ่งหลังปี 2567 เชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท ไม่มีการเปิดขายคอนโดมิเนียม และมีหน่วยขายได้ใหม่เพียง 130 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกปีเดียวกันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเสนอขาย 2,758 หน่วย และไม่มีคอนโดเปิดขายเช่นกัน

เชียงรายไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะในเวลาเดียวกัน จังหวัดกำลังยืนอยู่บนฐานเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเมืองท่องเที่ยวและการค้าชายแดน สู่เมืองโลจิสติกส์และเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล และมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ มีความคืบหน้าสะสมกว่า 59 เปอร์เซ็นต์ตามข้อมูลที่ถูกรายงานในเดือนเมษายน 2569 จึงทำให้คำถามสำคัญของเชียงรายวันนี้ไม่ใช่เพียง “บ้านขายยากหรือไม่” แต่คือ “จังหวัดจะเปลี่ยนแรงกดดันระยะสั้นให้เป็นจังหวะตั้งหลักระยะยาวได้หรือไม่”

ตลาดบ้านไทยยังแผ่ว แต่เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกใหม่

ปลายเดือนเมษายน 2569 ภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยคล้ายคนที่พยายามเดินต่อ แม้ขาจะยังไม่ฟื้นเต็มกำลัง ฝั่งหนึ่ง ผู้คนยังอยากมีบ้าน ยังมองหาที่อยู่อาศัย ยังเข้าเว็บไซต์ค้นหาประกาศซื้อขายและเช่า แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง หลายครัวเรือนกลับถอยหนึ่งก้าวแล้วหันมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพราะภาระดอกเบี้ย ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คำว่า “บ้านในฝัน” ต้องถูกแปลใหม่เป็น “บ้านที่ไหวจริง” มากกว่าที่เคยเป็นมา

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้รายงานจากพฤติกรรมผู้ใช้งานในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังโต 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ลดลง 17 และ 16 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเช่ากลับขยับขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ โดยคอนโดมิเนียมยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของตลาดเช่าทั่วประเทศ ขณะที่ระดับค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโตมากที่สุด 11 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้สะท้อนชัดว่า คนไทยไม่ได้หยุดมองหาที่อยู่อาศัย แต่กำลังเปลี่ยนวิธีอยู่ให้เหมาะกับฐานะการเงินมากขึ้น

ถ้ามองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจสรุปได้ง่ายว่าประเทศกำลังเข้าสู่ยุค “เช่าแทนซื้อ” แต่เมื่อหันมามองเชียงราย เรื่องราวจะลึกกว่าแค่การเปลี่ยนใจจากเจ้าของบ้านมาเป็นผู้เช่า เพราะเชียงรายไม่ใช่ตลาดคอนโดขนาดใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแรงซื้อจากคนทำงานเมืองหลวงจำนวนมหาศาล และไม่ได้มีแรงเก็งกำไรแบบเมืองท่องเที่ยวชายทะเลบางแห่ง สิ่งที่เชียงรายมี คือกลุ่มผู้ซื้อจริงในพื้นที่ กลุ่มครอบครัวระดับกลาง กลุ่มคนทำธุรกิจท้องถิ่น และความหวังจากการเติบโตของเมืองชายแดน ดังนั้น เมื่อกำลังซื้อสะดุด เชียงรายจึงรับแรงกระแทกตรง ๆ มากกว่าตลาดที่มีฐานผู้ซื้อหลากหลายกว่า

เชียงรายไม่ได้เงียบ แต่กำลังซื้อยังเดินช้ากว่าอุปทาน

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงรายมีหน่วยเสนอขาย 2,758 หน่วย มูลค่า 10,872 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร ไม่มีการเปิดขายโครงการอาคารชุดเลยแม้แต่หน่วยเดียว และมีโครงการเปิดใหม่เพียง 47 หน่วย มูลค่า 155 ล้านบาท ขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 102 หน่วย มูลค่า 372 ล้านบาท ส่วนหน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ในระดับสูงถึง 2,656 หน่วย มูลค่า 10,499 ล้านบาท

พอเข้าสู่ครึ่งหลังปี 2567 ตัวเลขดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแนวโน้มได้ จังหวัดมีหน่วยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท เปิดใหม่เพียง 38 หน่วย มูลค่า 69 ล้านบาท และขายได้ใหม่ 130 หน่วย มูลค่า 455 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ที่ 2,594 หน่วย มูลค่า 10,245 ล้านบาท ภาพรวมจึงไม่ใช่ตลาดที่ “ไม่มีของขาย” แต่เป็นตลาดที่ของยังคงค้างอยู่มากกว่าความเร็วในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

หากเจาะลงไปในพื้นที่ จะเห็นโครงสร้างของเชียงรายชัดขึ้นอีก ในครึ่งแรกปี 2567 โซนอำเภอเมืองเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายสูงสุด 1,338 หน่วย มูลค่า 5,884 ล้านบาท รองลงมาคือโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 1,245 หน่วย มูลค่า 4,377 ล้านบาท และแม่สาย 159 หน่วย มูลค่า 543 ล้านบาท ส่วนครึ่งหลังปี 2567 REIC ยังระบุว่าโซนในเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยเหลือขายสะสมสูงสุดของจังหวัด ตามด้วยโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และแม่สาย นั่นหมายความว่า แม้ทำเลหลักยังเป็นศูนย์รวมความสนใจของตลาด แต่การระบายสต็อกยังไม่เร็วพอจะทำให้ตลาดกลับมาคึกคักจริงจัง

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมภาคเหนือ 5 จังหวัดในครึ่งหลังปี 2567 ซึ่งมีอุปทานสะสมรวม 17,464 หน่วย มูลค่า 73,200 ล้านบาท เชียงรายครองสัดส่วน 15.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2,724 หน่วย เป็นอันดับสองรองจากเชียงใหม่ที่มี 10,250 หน่วย นี่ทำให้เชียงรายยังเป็นตลาดสำคัญของภาคเหนือ แต่ก็เป็นตลาดที่ขนาดยังห่างจากเชียงใหม่ชัดเจน และไม่มีแรงหนุนจากตลาดคอนโดหรือผู้ซื้อชาวต่างชาติเท่าเมืองหลักอย่างเชียงใหม่

แผลจากน้ำท่วมและปัญหากู้ไม่ผ่าน ทำให้เชียงรายฟื้นช้ากว่าเมืองท่องเที่ยวบางจังหวัด

อีกเงื่อนไขที่ทำให้เชียงรายต่างจากภาพรวมประเทศ คือแรงกดทับเฉพาะพื้นที่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย ว่า 8 เดือนแรกของปี 2567 จำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในจังหวัดลดลงราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และอัตราปฏิเสธสินเชื่อในบางช่วงสูงถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ คนยื่นกู้ 10 คน ผ่านจริงเพียงประมาณ 2 คนเท่านั้น เขายังประเมินด้วยว่า น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 70 ปีมีผลต่อจิตวิทยาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์เชียงรายถูกเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะตลาดบ้านไม่ได้ซื้อขายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อขายด้วย “ความมั่นใจในอนาคต” ด้วย หากผู้ซื้อเริ่มตั้งคำถามว่า บ้านที่จะซื้ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ น้ำจะมาอีกไหม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า การตัดสินใจซื้อย่อมช้าลงทันที ต่อให้ดอกเบี้ยลดหรือมีโปรโมชั่นมากเพียงใดก็ตาม

ตรงกันข้ามกับเพชรบุรีซึ่งดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่าเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อและเช่าเติบโตสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2569 จากอานิสงส์การท่องเที่ยว การอยู่ใกล้ธรรมชาติ และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เชียงรายแม้มีธรรมชาติไม่แพ้กัน แต่ผู้ซื้อยังต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเชิงพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เปราะบางกว่า จึงเห็นได้ชัดว่าหัวเมืองท่องเที่ยวไม่ได้โตเหมือนกันทั้งหมด บางจังหวัดได้แรงส่งจากการพักผ่อน บางจังหวัดยังต้องใช้เวลาซ่อมความเชื่อมั่นก่อนตลาดจะเดินหน้าเต็มที่

เชียงรายยังมีแต้มต่อ แต่แต้มต่อนั้นอยู่ในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน

ถึงแม้ตลาดบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงในเชียงรายจะยังไม่สดใสเต็มที่ แต่จังหวัดไม่ได้ขาดปัจจัยบวกในระยะกลางและระยะยาว หนึ่งในฐานสำคัญคือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน และแม่สาย ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่นี้มีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท โดยธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs และกลุ่มธุรกิจเด่น ได้แก่ ก่อสร้างทั่วไป การขายส่งสินค้าทั่วไป และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่อยู่ที่ 299.07 ล้านบาท โดยจีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่ง

ตัวเลขเหล่านี้อาจยังไม่แปลเป็นยอดซื้อบ้านทันทีในวันนี้ แต่กำลังบอกว่า เชียงรายไม่ใช่ตลาดที่ยืนอยู่บนฐานเกษตรและท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เมืองกำลังมีชั้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ การค้าชายแดน และบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีศักยภาพจะเปลี่ยนรูปแบบความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้านสำหรับผู้บริหาร ที่พักแรงงานคุณภาพ อาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้ารอบแนวขนส่ง

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ซึ่งรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่ามีความคืบหน้าสะสม 59.57 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่าแผนเล็กน้อย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมเชียงรายกับระบบรางของประเทศและประตูการค้าชายแดนอย่างเชียงของได้แน่นแฟ้นขึ้น หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้า ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเดินทาง แต่จะค่อย ๆ ปรับมูลค่าที่ดิน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ด้วย

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด วันนี้เชียงรายอาจยังไม่ใช่ตลาดที่ “ซื้อแล้วลุ้นขึ้นทันที” แบบเมืองเก็งกำไรบางแห่ง แต่กำลังเป็นตลาดที่ “ต้องอ่านเกมล่วงหน้า” มากกว่า ใครมองระยะสั้นอาจเห็นแต่ยอดขายที่ชะลอ แต่ใครมองระยะกลางจะเริ่มเห็นว่าจังหวัดกำลังจัดวางตัวเองใหม่ในฐานะเมืองด่านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของลุ่มน้ำโขง

เทรนด์เช่าแทนซื้ออาจไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป สำหรับเชียงราย

จุดหนึ่งที่ควรตีความอย่างรอบคอบ คือการที่ตลาดเช่าเติบโต ไม่ได้แปลว่าตลาดซื้อพังเสมอไป บางครั้งมันเป็นช่วงรอจังหวะของผู้บริโภคมากกว่า ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่า ระดับราคาซื้อที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุดในไตรมาสแรกปี 2569 คือ 1 ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการซื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ฝั่งเช่าที่เติบโตมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ นี่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ สะสมเงินดาวน์ หรือประเมินเสถียรภาพรายได้ของตัวเองก่อนจะขยับไปสู่การซื้อจริง

สำหรับเชียงราย เทรนด์นี้อาจยิ่งมีนัยมากขึ้น เพราะเมืองมีฐานประชากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา สนามบิน หน่วยงานรัฐ การค้าชายแดน และแรงงานบริการท่องเที่ยวพอสมควร หากตลาดซื้อยังติดข้อจำกัดเรื่องสินเชื่อ การมีตลาดเช่าที่แข็งแรงขึ้นอาจช่วยประคองกระแสเงินสดของเจ้าของทรัพย์และลดแรงขายตัดราคาในระยะสั้นได้ด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง มาตรการภาครัฐก็ยังทำหน้าที่เป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นยาวิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว โดยเปิดทางให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกู้ได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักประกัน ระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 แต่ ธปท. ก็ย้ำเองว่า มาตรการนี้เป็นการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ มิใช่การยกเลิกมาตรฐานดูแลความเสี่ยงทั้งหมด กล่าวคือ ต่อให้กู้ได้เต็มมูลค่า หากรายได้ไม่มั่นคง เครดิตไม่ผ่าน หรือภาระหนี้สูง ผู้กู้ก็ยังไม่ผ่านธนาคารอยู่ดี

นั่นทำให้ในเชียงราย คำตอบของตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่การหวังมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบสินค้าที่ตรงกับศักยภาพผู้ซื้อจริงมากกว่า เช่น บ้านราคาที่ผ่อนแล้วไม่ตึงเกินไป บ้านในทำเลที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมมากขึ้น หรือรูปแบบเช่าก่อนซื้อในบางโครงการเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้ทดสอบภาระรายจ่ายของตัวเองก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่

เชียงรายควรเดินเกมแบบเมืองด่านเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลียนแบบกรุงเทพฯ

หากถามว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายควรปรับตัวอย่างไรในช่วงที่ดีมานด์ซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ คำตอบที่น่าสนใจคือ จังหวัดอาจไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรกรุงเทพฯ เสมอไป เพราะโครงสร้างเมืองต่างกันมาก กรุงเทพฯ โตจากงาน ระบบราง และประชากรแฝงมหาศาล จึงเห็นตลาดเช่าโตพร้อมกันแทบทุกประเภทและทุกทำเลในเมืองหลวง โดยเฉพาะคอนโดและทาวน์เฮ้าส์ที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรกปี 2569

แต่เชียงรายควรเล่นตามข้อได้เปรียบของตนเองมากกว่า นั่นคือบทบาทเมืองชายแดน เมืองโลจิสติกส์ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเมืองมหาวิทยาลัย เมื่อมองเช่นนี้ ตลาดที่จะโตอาจไม่ใช่คอนโดกลางเมืองแบบกรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านแนวราบคุณภาพดีในโซนเมืองและสนามบิน ทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมกับเส้นทางขนส่ง ที่พักให้เช่าระยะกลางสำหรับคนทำงานข้ามอำเภอหรือข้ามชายแดน และที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังมองเชียงรายเป็นฐานธุรกิจใหม่

การพยายามเร่งเปิดโครงการจำนวนมากในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเชียงรายในระยะนี้ สิ่งที่ตลาดต้องการอาจเป็นการคัดเลือกทำเลแม่นขึ้น พัฒนาเท่าที่ตลาดรับไหว และรอจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นกลับมาเสริมกันมากกว่านี้

เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ฝั่งซื้อยังชะลอ ฝั่งเช่ากลับเร่งตัว และผู้บริโภคจำนวนมากกำลังให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการรีบถือครองกรรมสิทธิ์ในทันที ภาพนี้เห็นเด่นในข้อมูลของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อมองลงมาที่เชียงราย ซึ่งเผชิญทั้งแรงกดจากเศรษฐกิจ ภาวะสินเชื่อเข้มงวด และบาดแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต ตรงกันข้าม จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะตั้งหลักครั้งสำคัญ ระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งยังเคลื่อนตัวช้า กับโอกาสใหม่จากเขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังก่อตัว สิ่งที่เชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่แข่งกับกรุงเทพฯ หรือเลียนแบบเมืองท่องเที่ยวที่โตจากบ้านพักตากอากาศเท่านั้น แต่ต้องอ่านจังหวะของตัวเองให้ขาด ว่าเมื่อใดควรชะลอ เมื่อใดควรลงทุน และเมื่อใดควรเปลี่ยนสินทรัพย์จาก “บ้านขายยาก” ให้กลายเป็น “ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเมืองใหม่” ได้จริง

ในภาวะที่คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองการเช่าเป็นสะพานก่อนซื้อ เชียงรายอาจไม่ได้เสียโอกาส หากใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบตลาด คัดสินค้าให้ตรงความต้องการ และยกระดับเมืองให้พร้อมรับการเติบโตระลอกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ฟื้นตัวได้ดี ไม่ใช่เมืองที่ขายบ้านได้เร็วที่สุดในวันที่เศรษฐกิจผันผวน แต่คือเมืองที่รู้ว่าควรเติบโตแบบไหนเมื่อรอบใหม่ของโอกาสมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดีดีพร็อพเพอร์ตี้
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายสยายปีก! ขยายเวลาบินตรงสิงคโปร์ 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ ปูทางสู่ฮับการบินลุ่มน้ำโขงรับผู้โดยสาร 9 ล้านคนในปี 2042

สิงคโปร์–เชียงราย จากเที่ยวบินตรงสู่การเปิดประตูบทใหม่ของเมืองชายแดน

เชียงราย, 30 มีนาคม 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยเวลา ความสะดวก และประสบการณ์ที่เฉพาะตัว การที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายประกาศเดินหน้าตารางบินตรงเส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายต่อเนื่องในฤดูการบินล่าสุด จึงไม่ใช่เพียงข่าวดีสำหรับนักเดินทางที่ต้องการลดเวลาต่อเครื่อง แต่เป็นสัญญาณสำคัญว่าเชียงรายกำลังขยับจากเมืองรองในสายตานักเดินทางต่างชาติ ไปสู่การเป็นจุดหมายที่เชื่อมตัวเองเข้ากับเครือข่ายการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวคุณภาพในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของสนามบินที่แนบมา เส้นทางนี้มีการเดินหน้าตารางบินต่อเนื่องตั้งแต่ 30 มีนาคม ถึง 24 ตุลาคม 2569 ขณะที่ข้อมูลทางการของ ททท. และ Scoot ระบุว่าบริการดังกล่าวเริ่มต้นเที่ยวบินปฐมฤกษ์เมื่อ 1 มกราคม 2569 และเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายเครือข่าย 5 เที่ยวต่อสัปดาห์ของสายการบินต้นทุนต่ำในเครือ Singapore Airlines Group สู่ภาคเหนือของไทย

ความหมายของเส้นทางบินตรงนี้จึงลึกกว่าคำว่า “สะดวกขึ้น” เพราะมันช่วยตัดระยะทางเชิงจิตวิทยาระหว่างเชียงรายกับตลาดสิงคโปร์ออกไปอย่างมาก นักท่องเที่ยวไม่ต้องผ่านประตูหลักอย่างกรุงเทพมหานครหรือเชียงใหม่ก่อนเสมอไป และในมุมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สิ่งนี้ทำให้เชียงรายสามารถเริ่มออกแบบข้อเสนอของตัวเองต่อโลกได้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้ขายอะไรให้ตลาดต่างประเทศได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ วัฒนธรรมล้านนา ชาติพันธุ์ ศิลปะร่วมสมัย หรือแม้แต่ประสบการณ์เชิงสุขภาพที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นในตลาดเอเชียและตลาดนักเดินทางรายได้สูง

ตัวเลขสองเดือนแรก บอกสัญญาณของเส้นทางมากกว่าความผันผวนระยะสั้น

หากดูจากสถิติที่แนบมาพร้อมข้อมูลเส้นทางบิน TR จะเห็นว่าในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเปิดเส้นทาง มีผู้โดยสารขาเข้ารวม 1,644 คน เฉลี่ย 71 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,646 คน เฉลี่ย 72 คนต่อเที่ยวบิน หรือรวมทั้งสองขา 3,290 คน ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขาเข้ารวม 1,310 คน เฉลี่ย 66 คนต่อเที่ยวบิน ขาออกรวม 1,383 คน เฉลี่ย 69 คนต่อเที่ยวบิน รวมทั้งสองขา 2,693 คน เมื่อนำมาคำนวณแบบเปรียบเทียบรายวันตามวันทำการบิน พบว่าค่าเฉลี่ยผู้โดยสารรวมต่อเที่ยวบินลดลงราว 5.69 เปอร์เซ็นต์ระหว่างเดือนมกราคมกับกุมภาพันธ์

แต่หากอ่านตัวเลขนี้อย่างรอบด้าน ภาพที่ควรเห็นไม่ใช่คำว่า “ชะลอ” หากเป็นคำว่า “ตั้งฐาน” มากกว่า เพราะเส้นทางบินใหม่แทบทุกเส้นต้องใช้เวลาให้ตลาดรับรู้ สร้างความคุ้นเคยกับตารางบิน และปรับพฤติกรรมการจองให้เข้าที่ ยิ่งเชียงรายเป็นเมืองที่ไม่ได้อาศัยทราฟฟิกจากนักเดินทางธุรกิจจำนวนมหาศาลแบบเมืองศูนย์กลาง การที่เส้นทางใหม่สามารถรักษาระดับผู้โดยสารเฉลี่ยไว้ได้ในช่วงเปิดตัวสองเดือนแรก ก็ถือว่าเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ไม่ควรถูกอ่านแบบผิวเผิน

เมื่อ ททท. มองตลาดสิงคโปร์ผ่านเลนส์นักท่องเที่ยวมูลค่าสูง

สิ่งที่ทำให้เส้นทางนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ คือถ้อยแถลงของ ททท. ในวันต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าตลาดที่ต้องการกระตุ้นจากเส้นทางนี้คือกลุ่มนักเดินทางระยะใกล้มูลค่าสูงจากสิงคโปร์ โดยเฉพาะนักเดินทางซ้ำที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Wellness and Health Focused Travellers กลุ่มท่องเที่ยวหรูหราและประสบการณ์พิเศษ กลุ่มสปอร์ตและแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์ ตลอดจนกลุ่มคู่รักและการเดินทางตามความสนใจเฉพาะ การวางน้ำหนักตลาดแบบนี้สะท้อนว่าหน่วยงานท่องเที่ยวไม่ได้มองเส้นทางดังกล่าวเป็นเพียงการเพิ่มจำนวนคนเข้าเมือง แต่ต้องการเพิ่มคุณภาพของเม็ดเงินและระยะเวลาพำนักของผู้มาเยือนด้วย

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะจุดแข็งของจังหวัดไม่ได้อยู่ที่การเป็นจุดหมาย “มวลชนราคาถูก” แต่เป็นเมืองที่สามารถออกแบบประสบการณ์ลึก มีเรื่องเล่า และมีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง หากเชื่อมกับตลาดสิงคโปร์ได้ถูกวิธี เชียงรายย่อมมีโอกาสดึงนักเดินทางที่ยอมจ่ายเพื่อเวลา ความสงบ สุขภาพ อาหารคุณภาพ และการเดินทางที่มีความหมาย มากกว่าการแข่งขันด้วยราคาห้องพักหรือแพ็กเกจแบบเร่งรีบเพียงอย่างเดียว

คาดการณ์จำนวนผู้โดยสารและน้ำหนักสินค้า ปี 2027-2042 ของ 6 สนามบินสังกัดท่าอากาศยานไทย (ข้อมูล | สนข.) โดย The Northern Report

สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ไม่ได้ถูกวางบทบาทแค่รับนักท่องเที่ยว

ข้อมูลจากหน้าแนะนำอย่างเป็นทางการของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระบุชัดว่าสนามบินแห่งนี้ถูกวางบทบาทให้เป็น “Regional Center for Aviation-related Business” เพื่อรองรับประเทศลุ่มน้ำโขงที่เติบโตเร็วและจีนตอนใต้ นี่เป็นถ้อยคำที่สำคัญ เพราะหมายความว่าสนามบินไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะประตูรับนักท่องเที่ยวเข้าจังหวัด แต่ยังถูกออกแบบให้มีภารกิจทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคด้วย

ในแผนกลยุทธ์ของ AOT เอง ก็ยังระบุว่าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงแผนปฏิบัติการปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในสนามบินที่ถูกผลักดันด้านการกระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศพร้อมกับหาดใหญ่ ตัวเลขในแผนนี้สะท้อนว่าผู้บริหารสนามบินมองเชียงรายเป็นจุดที่ต้องเร่งขยายดีมานด์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้พึ่งตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

ตัวเลขคาดการณ์ระยะยาวส่งสัญญาณว่าเชียงรายอาจโตเร็วกว่ากรอบเดิม

เมื่อหันกลับมาดูตารางพยากรณ์ในเอกสารประกอบที่แนบมา ซึ่งอ้างถึง Table 3.4-6 ของการศึกษาด้านเครือข่ายคมนาคมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายใต้กรอบ GMS จะพบตัวเลขที่ชวนให้คิดต่ออย่างมาก สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ปริมาณผู้โดยสารถูกคาดการณ์ไว้ที่ 1,912,665 คนในปี 2024 ก่อนจะเพิ่มเป็น 4,614,671 คนในปี 2027 ขยับเป็น 6,008,233 คนในปี 2032 และแตะ 9,102,312 คนในปี 2042 ส่วนปริมาณสินค้าเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 ข้อมูลชุดนี้ปรากฏอยู่ในรายงานการศึกษาของ สนข. ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 และยืนยันว่ามีการทำแบบจำลองพยากรณ์ปริมาณผู้โดยสารและสินค้าให้กับสนามบินในสังกัด AOT รวมท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงรายด้วย

เมื่อคำนวณจากตัวเลขในตารางแนบ จะพบว่าอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีของผู้โดยสารเชียงรายในช่วง 2024 ถึง 2042 อยู่ที่ประมาณ 9.05 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนสินค้าอยู่ที่ประมาณ 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และหากมองเฉพาะช่วง 2024 ถึง 2027 ผู้โดยสารถูกคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยถึง 34.12 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งเป็นจังหวะเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเช่นนี้ทำให้บทสนทนาเรื่องสนามบินเชียงรายไม่ควรหยุดอยู่แค่จำนวนเที่ยวบินใหม่ แต่ต้องไปต่อถึงคำถามเรื่องขีดความสามารถรองรับในอนาคต การจัดการภาคพื้น การเข้าเมือง ระบบขนส่งเชื่อมเมือง และคุณภาพบริการด้วย

ช่องว่างระหว่างแผนสนามบินกับแรงดึงของตลาด คือโจทย์ที่เชียงรายต้องอ่านให้ทัน

หากอ่านข้อมูลของ AOT ควบคู่กับตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ จะเห็นช่องว่างที่มีนัยสำคัญ แผนเชิงปฏิบัติของสนามบินวางขีดความสามารถไว้ที่ 3 ล้านคนต่อปีในช่วงปัจจุบัน ขณะที่แบบจำลองระยะยาวของการศึกษาระดับนโยบายกลับประเมินว่าความต้องการเดินทางของเชียงรายอาจทะลุ 4.6 ล้านคนได้ตั้งแต่ปี 2027 ความแตกต่างนี้ไม่ได้แปลว่าใครผิดหรือใครถูก เพราะแต่ละชุดข้อมูลมีฐานคิดคนละแบบ ชุดหนึ่งเป็นแผนบริหารเชิงองค์กรในกรอบเวลาที่จำกัด อีกชุดเป็นแบบจำลองการเติบโตเชิงนโยบายและเครือข่ายคมนาคมระยะยาว

แต่สำหรับคนทำงานข่าวและผู้กำหนดนโยบายท้องถิ่น ช่องว่างนี้คือสัญญาณเตือนว่า หากเชียงรายเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศจริงจังและโครงสร้างพื้นฐานชายแดนเริ่มเชื่อมถึงกันมากขึ้น ความต้องการอาจโตเร็วกว่าระบบรองรับในปัจจุบัน การเตรียมสนามบินจึงไม่ควรคิดเพียงมิติอาคารผู้โดยสาร แต่ต้องรวมถึงระบบเดินทางต่อเนื่อง การกระจายผู้โดยสารออกจากสนามบินอย่างมีประสิทธิภาพ และการวางประสบการณ์เมืองตั้งแต่วินาทีแรกที่นักท่องเที่ยวลงจากเครื่อง

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและโครงข่ายชายแดน กำลังทำให้เชียงรายไม่ใช่ปลายทางโดดเดี่ยว

อีกชิ้นส่วนที่ทำให้เที่ยวบินสิงคโปร์–เชียงรายมีความหมายมากขึ้น คือภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัด ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 21 ตำบลใน 3 อำเภอ คือ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ รวมพื้นที่ 952,266 ไร่ พร้อมกับมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อเนื่อง เช่น การขยายทางหลวงหมายเลข 1290 ช่วงเชียงแสน–เชียงของเป็น 4 ช่องจราจร และการขับเคลื่อนโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งสภาพัฒน์ระบุว่าจะช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของระเบียงภาคเหนือมากขึ้นเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2571

เมื่อมองจากแผนที่ประกอบที่แนบมา จะเห็นว่าถนน ด่านชายแดน สะพานข้ามแม่น้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่ง และแนวรถไฟกำลังทำให้สามอำเภอชายแดนของเชียงรายเริ่มร้อยกันเป็นเครือข่ายเดียวกันมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงรายไม่ได้ทำหน้าที่รับผู้โดยสารเพื่อเข้าเมืองเชียงรายเท่านั้น แต่มีศักยภาพจะเป็นประตูเชื่อมการเดินทางสู่เชียงแสน เชียงของ แม่สาย และพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่กำลังเติบโตตามมา

Museflower Retreat & Spa อ.เวียงชัย จ.เชียงราย
ที่มา: Global Wellness Institute (GWI) หมายเหตุ: ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 (1 USD = 31.92 บาท)

เมื่อเวลเนสกลายเป็นตลาดจริง เชียงรายต้องตอบให้ได้ว่าจะขายอะไร

ภาพใหญ่ของตลาดโลกช่วยอธิบายว่าทำไมเส้นทางนี้ถึงมีความหมายเกินกว่าการเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน ข้อมูลจาก TAT Review อ้างอิง Global Wellness Institute ระบุว่า ตลาด Wellness Tourism ทั่วโลกมีมูลค่า 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 คิดเป็น 7.8 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2028 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ย 10.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป 36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศใช้จ่ายสูงกว่าตลาดทั่วไปยิ่งกว่าเดิม

ด้าน GWI ระบุเพิ่มว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อยู่อันดับ 24 ของโลก อันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก และมีมูลค่าการใช้จ่ายด้าน Wellness Tourism ราว 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังขยายตัว 36.4 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน นั่นแปลว่าประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่หน้าประตูของตลาดนี้อีกต่อไป แต่เดินเข้าไปอยู่ในสนามแข่งขันแล้ว เพียงแต่คำถามคือจังหวัดใดจะสามารถแปลงเทรนด์ดังกล่าวให้เป็นรายได้จริงได้มากที่สุด

สำหรับเชียงราย คำตอบเบื้องต้นปรากฏอยู่ในเอกสารภาพประกอบที่แนบมา ซึ่งสรุปเอกลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาคต่าง ๆ ในไทย โดยภาคเหนือตอนบนถูกวางจุดเด่นไว้ที่ศาสตร์การแพทย์แผนล้านนาและสมุนไพรพื้นเมือง วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เหมาะกับการทำสมาธิและฟื้นฟูสุขภาพจิต อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ และการใช้ภูมิประเทศภูเขาเชื่อมกับประสบการณ์พักผ่อนในอากาศบริสุทธิ์ หากอ่านควบคู่กับภาพลักษณ์ของเชียงรายในตลาดต่างประเทศ เมืองนี้มีทุนตั้งต้นครบเกือบทุกองค์ประกอบ แต่โจทย์ยังอยู่ที่การทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกจัดแพ็กและสื่อสารออกไปเป็น “ผลิตภัณฑ์เวลเนส” ที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงรายการสถานที่ท่องเที่ยวกระจัดกระจาย

กลุ่มเป้าหมายของตลาดโลกตรงกับต้นทุนของเชียงรายมากกว่าที่คิด

TAT Review ยังระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในระดับโลกแบ่งได้ตั้งแต่คนใส่ใจสุขภาพ คนรุ่นใหม่วัยทำงานที่ต้องการรีเซ็ตชีวิต ผู้สูงวัยที่มองหาการฟื้นฟูร่างกายและชะลอวัย ไปจนถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมที่พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษ รวมถึงนักเดินทางต่างชาติที่นิยมผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพและสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร และการแพทย์แผนไทย

หากเทียบกับเชียงราย จะพบว่าจังหวัดนี้มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นเมืองที่ยังมีทั้งธรรมชาติ ความสงบ ศิลปะร่วมสมัย วิถีชา–กาแฟ ชุมชนชาติพันธุ์ อาหารท้องถิ่น และพื้นที่ทางจิตวิญญาณอยู่ในระยะเดินทางไม่ไกลกันมากนัก สิ่งที่ยังขาดไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการเชื่อมต้นทุนเหล่านี้เข้ากับการเข้าถึงจากต่างประเทศอย่างเป็นระบบ และนี่เองที่ทำให้เที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์เริ่มมีนัยสำคัญในฐานะ “สะพานของตลาด” มากกว่าจะเป็นเพียง “สะพานของการเดินทาง”

จากผู้โดยสารสู่สินค้า เส้นทางบินใหม่ยังเปิดโจทย์ด้านโลจิสติกส์

อีกมิติที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือด้านสินค้า ตามตัวเลขคาดการณ์ในเอกสารแนบ ปริมาณขนส่งสินค้าทางอากาศของสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถูกประเมินว่าจะเพิ่มจาก 1,649 ตันในปี 2024 เป็น 5,189 ตันในปี 2042 แม้อัตราเติบโตจะไม่หวือหวาเท่าผู้โดยสาร แต่การเติบโตต่อเนื่องระดับเฉลี่ย 6.58 เปอร์เซ็นต์ต่อปี สะท้อนว่าสนามบินเชียงรายมีโอกาสทำหน้าที่มากกว่าจุดรับ–ส่งนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะหากจังหวัดสามารถต่อยอดสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร ชา กาแฟ หรือสินค้าที่ต้องการเชื่อมตลาดต่างประเทศด้วยระยะเวลาเร็วขึ้น

ในภาพนี้ เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงไม่ได้มีนัยเฉพาะผู้โดยสาร แต่ยังเชื่อมกับคำถามเรื่องห่วงโซ่อุปทานของเชียงรายในอนาคตด้วยว่า เมืองชายแดนแห่งนี้จะใช้ประโยชน์จากการเชื่อมทางอากาศควบคู่ไปกับทางถนน ทางราง และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษอย่างไรให้เกิดมูลค่ามากกว่าเดิม

เมืองจะไปต่อได้ไกลแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่อยู่นอกสนามบินด้วย

แม้เส้นทางบินตรงจะเป็นข่าวดี แต่ความสำเร็จของเชียงรายจะไม่ได้ตัดสินกันบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว เพราะประสบการณ์ของนักเดินทางเริ่มตั้งแต่การลงเครื่อง ผ่านคนเข้าเมือง การหารถเข้าสู่ตัวเมือง การเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยว การเข้าถึงข้อมูลหลายภาษา ไปจนถึงมาตรฐานบริการระหว่างเดินทาง หากเชียงรายต้องการดึงนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ นักเดินทางพรีเมียม หรือกลุ่มที่ให้คุณค่ากับเวลาและคุณภาพ เมืองจำเป็นต้องจัดระเบียบระบบขนส่งและการสื่อสารให้ดีกว่าการพึ่งรถรับจ้างเฉพาะกิจหรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อมองว่า AOT เองกำลังวางสนามบินเชียงรายให้เป็นประตูของธุรกิจการบินในลุ่มน้ำโขง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานชายแดนของจังหวัดกำลังเริ่มต่อเชื่อมกันมากขึ้น หากสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามบินยังไม่พร้อม การเติบโตของเส้นทางบินอาจไปได้ไม่เต็มศักยภาพ แต่ถ้าระบบต่อเนื่องทั้งหมดถูกออกแบบให้รับกันดี เชียงรายก็มีโอกาสยกระดับจากเมืองท่องเที่ยวปลายทางสวยงาม ไปสู่เมืองยุทธศาสตร์ที่เชื่อมการท่องเที่ยว สุขภาพ การค้า และเศรษฐกิจชายแดนเข้าหากันได้จริง

จุดเปลี่ยนครั้งนี้จึงไม่ใช่คำว่าเปิดบิน แต่คือคำว่าเปิดบทใหม่

เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน เส้นทางสิงคโปร์–เชียงรายจึงเป็นมากกว่าการต่ออายุเที่ยวบินฤดูร้อน มันคือภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลังถูกวางตำแหน่งใหม่บนแผนที่เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค ตั้งแต่การมีสนามบินที่ถูกระบุบทบาทเชิงยุทธศาสตร์โดย AOT การได้รับแรงหนุนจาก ททท. ที่มองตลาดสิงคโปร์ในฐานะตลาดนักท่องเที่ยวมูลค่าสูง การมีแบบจำลองคาดการณ์ผู้โดยสารและสินค้าที่ยืดไปไกลถึงปี 2042 ไปจนถึงการที่โครงสร้างพื้นฐานในสามอำเภอชายแดนเริ่มจับต้องได้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงอาจอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของทศวรรษนี้ หากเมืองสามารถแปลงเที่ยวบินตรงให้เป็นการเข้าถึงเชิงคุณภาพ แปลงโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมกับธรรมชาติให้เป็นข้อเสนอเวลเนสที่ชัดเจน เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ แต่จะกลายเป็นหนึ่งในประตูหลักของภาคเหนือที่เชื่อมไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนล่างและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเต็มตัวในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • Scoot Media Release
  • Mae Fah Luang Chiang Rai International Airport – CEI
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • TAT Review Magazine
  • Global Wellness Institute
  • โครงการศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ(Wellness Tourism) (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อบจ.เชียงรายขยับยุทธศาสตร์สองด้าน: ลุยรถรับส่งสาธารณะช่วยคนจน ควบคู่เปิดมหาสงกรานต์เชียงแสนกระตุ้นท่องเที่ยว

เชียงรายขยับสองแนวรบ ศึกษารถรับส่งฟรีบรรเทาค่าครองชีพ ควบคู่เร่งมหาสงกรานต์เชียงแสนหวังพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากด้านเดียว ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ บรรยากาศของเชียงรายไม่ได้มีเพียงความคาดหวังต่อเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามาเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยแรงกดดันหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งต้นทุนการเดินทางที่เปราะบางจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ความกังวลเรื่องการจัดหาน้ำมันในบางช่วงเวลา และวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังปกคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดจนกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในช่วงวันที่ 25 ถึง 28 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการประชุมราชการทั่วไป เพราะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามตอบโจทย์สองเรื่องใหญ่ไปพร้อมกัน นั่นคือการลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน และการพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวและกิจกรรมวัฒนธรรมช่วงเทศกาลใหญ่ของปี

ความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับนายปรศักดิ์ งามสมภาค พลังงานจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ และสำนักปลัด อบจ.เชียงราย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหารถยนต์หรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการรับส่งประชาชนภายในจังหวัด ข้อความที่เผยแพร่โดยเพจทางการของ อบจ.เชียงราย วางน้ำหนักของการหารือครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกรอบการทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่ทำให้ประเด็น “รถรับส่งฟรีทั่วเชียงราย” กลายเป็นเรื่องที่สังคมสนใจทันที เพราะแตะทั้งเรื่องปากท้อง การเดินทาง และคุณภาพชีวิตพร้อมกันในคราวเดียว

แนวคิดช่วยประชาชนที่ยังอยู่ในชั้นศึกษา แต่สะท้อนโจทย์จริงของจังหวัด

แม้ถ้อยคำในโลกออนไลน์จะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนว่าเชียงรายกำลังจะมีบริการรถรับส่งฟรีทั่วจังหวัดในเร็ววัน แต่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเวลานี้ยังอยู่ที่ระดับการ “ศึกษาความเป็นไปได้” เท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการหรือเปิดบริการอย่างเป็นทางการทั่วทั้งจังหวัด ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะการจะขยับจากแนวคิดไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดจริง จำเป็นต้องผ่านคำถามใหญ่หลายข้อ ทั้งเรื่องระเบียบงบประมาณ ประเภทของรถ เส้นทางการให้บริการ ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งต่างจากการจัดบริการเฉพาะจุดหรือเฉพาะเขตเทศบาลอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การที่ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเลือกดึงพลังงานจังหวัดเข้ามาหารือตั้งแต่ต้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงมาตรการช่วยเฉพาะหน้า แต่พยายามเชื่อมไปถึงโครงสร้างพลังงานและการขนส่งในอนาคตด้วย หากจังหวัดจะเดินหน้าระบบรถรับส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจริง ความร่วมมือกับหน่วยงานพลังงานย่อมมีความสำคัญ ทั้งในมิติของต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งชาร์จไฟ และความเหมาะสมกับภูมิประเทศของเชียงรายที่มีทั้งตัวเมือง พื้นที่ราบ และเส้นทางขึ้นลงภูเขาหลายอำเภอ การตั้งต้นแบบนี้จึงสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังมองเกินกว่าการแก้ปัญหารถแพงในเดือนนี้ ไปสู่คำถามว่าระบบเดินทางของคนเชียงรายควรมีหน้าตาแบบใดในอีกหลายปีข้างหน้า

น้ำมันยังไม่ขาดทั้งประเทศ แต่แรงกดดันเรื่องต้นทุนมีอยู่จริง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากบริบทพลังงานที่ตึงตัวในช่วงต้นเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานยืนยันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และยังคงมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชนและพฤติกรรมเร่งเติมน้ำมัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้าในบางช่วงเวลา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจ ป้องกันการกักตุน และเร่งจัดส่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอโดยเร็ว

จากนั้นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังประกาศแนวทางทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ โดยกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อประคองเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้รัฐยังพยายามตรึงไม่ให้ราคาพุ่งเร็วเกินไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนใช้รถในต่างจังหวัดซึ่งต้องเดินทางไกลและพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก ย่อมรับรู้แรงกดดันเรื่องต้นทุนได้ชัดเจนกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อยจึงอาจมีผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายครัวเรือน ค่าขนส่งสินค้า และความถี่ของการเดินทางข้ามอำเภอในชีวิตจริงของประชาชนทันที

เมื่อฝุ่นพิษทำให้คำว่ารถสาธารณะมีความหมายมากกว่าเรื่องประหยัดเงิน

แต่ถ้ามองเฉพาะมิติของน้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เห็นแนวคิดนี้ไม่ครบ เพราะอีกด้านหนึ่ง เชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 41.5 ถึง 193.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในจังหวัดเชียงรายพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจนที่ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย 81.0 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 154.6 และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 140.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่กำหนดไม่เกิน 37.5 อย่างมาก

ในภาวะเช่นนี้ แนวคิดเรื่องรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าเดินทาง แต่โยงตรงไปถึงภาพใหญ่ของการลดมลพิษจากภาคคมนาคม แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาฝุ่นของภาคเหนือมีต้นตอหลักจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และหมอกควันข้ามแดน แต่การลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ในเขตเมืองและเส้นทางสาธารณะก็ยังเป็นหนึ่งในมาตรการที่ท้องถิ่นสามารถทำได้เองภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ เมื่อ อบจ.เชียงรายระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดควันพิษจากท่อไอเสียได้โดยตรง จึงเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับข้อมูลคุณภาพอากาศของจังหวัดในเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างจากตัวเมืองเชียงรายทำให้แนวคิดนี้จับต้องได้มากขึ้น

ความน่าสนใจอีกประการ คือแนวคิดช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบขนส่งไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด เพราะในเขตเมืองเชียงรายได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว เทศบาลนครเชียงรายเปิดบริการรถโค้ชรับส่งประชาชนฟรีตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายช่วงน้ำมันแพง โดยประกาศให้บริการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย แม้บริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในเขตเทศบาลและมุ่งตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นในเมืองเป็นหลัก แต่ก็สะท้อนว่าเครื่องมือประเภทนี้สามารถถูกใช้ในฐานะมาตรการบรรเทาค่าครองชีพได้จริงในระดับพื้นที่

กรณีของเทศบาลนครเชียงรายจึงอาจกลายเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ อบจ.เชียงรายหยิบไปพิจารณาต่อในระดับจังหวัดได้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประชาชนตอบสนองต่อบริการลักษณะนี้ในช่วงน้ำมันแพงจริง เรื่องที่สองคือ หากจะขยายจากเขตเมืองไปสู่พื้นที่รอบปริมณฑลและต่างอำเภอ ระบบก็ย่อมต้องซับซ้อนขึ้นหลายเท่า ทั้งเรื่องระยะทาง ตารางเดินรถ สถานีชาร์จไฟ ความคุ้มค่าทางงบประมาณ และการจัดลำดับพื้นที่นำร่องก่อนหลัง ความยากในทางปฏิบัติจึงยังมีอยู่มาก แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ไร้ฐานเสียทีเดียว เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าแนวทางช่วยเหลือแบบนี้เริ่มลงมือได้จริงในระดับเทศบาล

ขณะเดียวกัน อบจ.เชียงรายกำลังเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านมหาสงกรานต์เชียงแสน

หากการหารือเรื่องรถรับส่งสะท้อนความพยายามลดภาระชีวิตประจำวัน อีกฟากหนึ่งของการขยับตัวของ อบจ.เชียงรายก็สะท้อนความพยายามพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทั้ง 7 แห่งเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานให้พร้อมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวก และการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

น้ำหนักของการประชุมครั้งนั้นไม่ได้อยู่เพียงการจัดกิจกรรมประเพณีให้เป็นไปตามปฏิทิน หากแต่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังวางงานสงกรานต์เชียงแสนให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะสำคัญของปี เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสื่อท้องถิ่นอย่างเชียงรายโฟกัสต่างขึ้นข้อมูลตรงกันว่า งานนี้มีกำหนดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 และถูกสื่อสารในฐานะกิจกรรมสำคัญของ Soft Power เชียงราย ที่จะดึงคนเข้ามา “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ผ่านการเล่นน้ำ การชมแสงสี และการสัมผัสเสน่ห์เมืองโบราณริมโขงไปพร้อมกัน

จากอุโมงค์น้ำถึงเวทีสามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสนกำลังถูกปั้นให้เป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์

รายละเอียดของงานที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ บอกชัดว่านี่ไม่ใช่งานสงกรานต์ขนาดเล็กในระดับชุมชนทั่วไป เพราะไฮไลต์ที่ประกาศไว้มีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน การประกวดเทพีหรือนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำเล่นคลายร้อน หอคอยน้ำ แสงสีเสียง และการคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยกิจกรรมกลางวันและกลางคืนอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงแสนกำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร ที่ผสานทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความบันเทิงร่วมสมัย เพื่อดึงทั้งนักท่องเที่ยวสายครอบครัว สายวัฒนธรรม และสายกิจกรรมเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ที่สำคัญ งานนี้ยังเชื่อมกับกิจกรรมบนลำน้ำโขงโดยตรง เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนประกาศจัดการแข่งขันเรือพายประเภท 22 ฝีพาย ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน 2569 บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ซึ่งไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีแม่น้ำโขงและดึงคนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมในเมืองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อมองรวมกับตลาดท้องถิ่นและกิจกรรมแสงสีเสียงที่ประกาศไว้ งานนี้จึงมีศักยภาพจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ขายอาหาร ผู้ให้บริการท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่โดยรอบได้ไม่น้อย หากการบริหารจัดการทำได้ตามแผนที่วางไว้

ภาพ : หญิง รฐา โพธิ์งาม/จันจิ จันจิรา/"ซ้อการ์ด" ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนพร

กระแสวัฒนธรรมไทยกำลังกลับมา และเชียงรายพยายามอ่านเกมนี้ให้ทัน

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวของเชียงรายน่าสนใจ คือจังหวะของกระแสวัฒนธรรมไทยในระดับประเทศที่กำลังฟื้นตัวและปรับรูปแบบใหม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สยามพารากอน ขณะที่สื่อเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์รายงานตรงกันว่า กระแสถือดอกบัวถ่ายรูปบริเวณสะพานพุทธในกรุงเทพฯ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และส่งผลต่อยอดขายดอกบัวในปากคลองตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ประสบการณ์วัฒนธรรม” กำลังไม่ใช่เรื่องเฉพาะพิธีการอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองที่พร้อมแปลงวัฒนธรรมให้เป็นภาพจำ การแต่งกาย และกิจกรรมเช็กอินรูปแบบใหม่

ในแง่นี้ การที่เชียงรายเร่งปั้นมหาสงกรานต์เชียงแสนให้มีทั้งแลนด์มาร์ก อุโมงค์น้ำ เวทีแสงสีเสียง และกิจกรรมแม่น้ำโขง จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานประเพณีตามฤดูกาล แต่เป็นการพยายามวางตำแหน่งจังหวัดให้ทันกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่กำลังเติบโตทั่วประเทศ และเมื่ออ่านควบคู่กับแนวคิดเรื่องรถรับส่งสาธารณะ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามดูทั้ง “การเข้าถึง” และ “เหตุผลในการเดินทาง” ไปพร้อมกัน กล่าวคือจะทำอย่างไรให้คนเดินทางได้สะดวกขึ้นในภาวะต้นทุนสูง และจะทำอย่างไรให้การเดินทางนั้นคุ้มค่าพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายกลับคืนสู่จังหวัด

สองแนวรบนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังพยายามตอบโจทย์เดียวกันคนละวิธี

เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินนโยบายสองแนวรบในเวลาเดียวกัน แนวรบแรกคือการประคองชีวิตประจำวันของประชาชนท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ ผ่านการศึกษาระบบรถรับส่งหรือรถไฟฟ้าสาธารณะ และการผลักให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการประหยัดพลังงานมากขึ้น แนวรบที่สองคือการเร่งสร้างแรงขับทางเศรษฐกิจผ่านเทศกาลสงกรานต์ขนาดใหญ่ในเชียงแสน ที่หวังดึงนักท่องเที่ยว เม็ดเงิน และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดในช่วงเวลาที่ทั้งภาคธุรกิจและชุมชนต่างต้องการรายได้หมุนเวียนกลับมาอย่างเร่งด่วน

คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าไอเดียของ อบจ.เชียงราย “ดีหรือไม่ดี” หากแต่อยู่ที่มันจะถูกแปลงเป็นระบบที่ทำได้จริงเพียงใด รถรับส่งฟรีระดับจังหวัดจะต้องผ่านข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณอีกมาก ขณะที่งานมหาสงกรานต์เชียงแสนก็ต้องพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมจะกลายเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและชุมชนได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ความเคลื่อนไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้อย่างน้อยก็สะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังไม่รอให้ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเดินทางไหลมาชนทีละเรื่องอีกต่อไป หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบแบบบูรณาการ ที่มองประชาชน ผู้ประกอบการ และภาพอนาคตของจังหวัดให้อยู่ในภาพเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • กระทรวงพลังงาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30% ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนจากสงครามไกลตัว กำลังกลายเป็นแรงกดดันใกล้ตัวของเมืองท่องเที่ยวไทย เมื่อสงครามในตะวันออกกลางขยายวงและลากยาว ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ที่เวทีการเมืองระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานในตลาดโลกอีกต่อไป หากเริ่มไหลเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวของไทยทีละชั้น ผ่านเที่ยวบินที่หายไป นักท่องเที่ยวที่ชะลอการเดินทาง และการยกเลิกการจองห้องพักที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งต่างพึ่งพาตลาดต่างชาติในบางฤดูกาลและบางเซ็กเมนต์อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 สายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณเที่ยวบินทั้งหมด โดยสนามบินที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือสุวรรณภูมิและภูเก็ต และยังมีผลกระทบต่อเชียงใหม่ด้วย แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ถึงขั้นทำให้ระบบท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนบรรยากาศตลาดจากความคึกคักให้กลายเป็นความระแวดระวัง

ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนเที่ยวบินที่หายไป แต่คือผลทางจิตวิทยาที่ตามมา นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางจำนวนไม่น้อยต้องใช้เส้นทางบินที่เกี่ยวพันกับภูมิภาคขัดแย้ง เมื่อเส้นทางไม่แน่นอน ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ และต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น การตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าช่วงปกติ

เชียงใหม่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างเป็นรูปธรรม

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่เริ่มเห็นผลกระทบเชิงตัวเลขเด่นชัดที่สุดจากข้อมูลที่แนบมา นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมสมายล์ ล้านนา ให้ข้อมูลว่า อัตราการยกเลิกการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป เพิ่มจากราวร้อยละ 20 ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 มาเป็นร้อยละ 30 ในช่วงล่าสุด

สาระสำคัญของตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก 20 เป็น 30 เพียงอย่างเดียว แต่คือการบอกว่าตลาดหลักบางกลุ่มที่เคยช่วยพยุงเชียงใหม่ในช่วงกรีนซีซันกำลังอ่อนแรงลงพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่นิยมธรรมชาติและบรรยากาศฝน รวมถึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่หลายเส้นทางต้องใช้จุดพักเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อสายการบินอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือระงับเที่ยวบิน ผลกระทบจึงเกิดขึ้นโดยตรงต่อปลายทางอย่างเชียงใหม่

นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน โดยระบุกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า เดือนมีนาคมพบการยกเลิกห้องพักเพิ่มจาก 20 Room Night เป็น 50 Room Night และที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือยอดจองระหว่างเดือนหายไปราวร้อยละ 20 จากความไม่เชื่อมั่นในการเดินทางของตลาดยุโรปและอเมริกา ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะการจองที่มีอยู่แล้ว แต่ยังกระทบการตัดสินใจจองใหม่ด้วย

เชียงรายยังไม่ถึงขั้นทรุดตัว แต่สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้น

แม้เชียงรายจะมีโครงสร้างตลาดต่างจากเชียงใหม่ และเดือนมีนาคมตามปกติก็ไม่ใช่ช่วงพีกของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่บทสัมภาษณ์ของ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย สะท้อนว่า ภาคธุรกิจในพื้นที่เริ่มสัมผัสแรงกดดันอย่างชัดเจนจากบรรยากาศสงครามและความไม่แน่นอนของการเดินทาง

จากถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ วิโรจน์มองว่า ในระยะสั้นเดือนมีนาคมเดิมก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม จึงยิ่งกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จองล่วงหน้าสำหรับเดือนเมษายน พฤษภาคม และช่วงปิดเทอม ซึ่งเริ่มมีการยกเลิกมากขึ้น และหลายโรงแรมที่รับกรุ๊ปทัวร์ได้รับผลกระทบชัดเจนประเมินว่า หากมองในแง่การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ เชียงรายน่าจะได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุประกอบไว้ยังสะท้อนว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงรายจากการสอบถามสมาคมโรงแรมอาจได้รับผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ในบางช่วงข้อความมีการกล่าวถึงร้อยละ 40 ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาชีพข่าว ค่าที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังคือระดับประมาณร้อยละ 30 เพราะสอดคล้องกับข้อมูลเชียงใหม่และทิศทางของบทสัมภาษณ์มากกว่า ส่วนค่าร้อยละ 40 ควรถือเป็นตัวประเมินเบื้องต้นที่ยังต้องการการยืนยันเพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือสถิติทางการ

ปัญหาไม่ได้มีแค่ต่างชาติหาย แต่คนไทยก็เริ่มชะลอเดินทาง

ประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์คือ ไม่ได้มองผลกระทบจำกัดอยู่แค่ตลาดต่างชาติ แต่เห็นว่าตลาดในประเทศกำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากประเด็นน้ำมันและความรู้สึกไม่มั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ ถึงกับประเมินว่า ปีนี้สงกรานต์อาจเงียบกว่าปกติ เพราะประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่ต้องหวงและไม่แน่ใจว่าจะเดินทางได้สะดวกเพียงใด

แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นความเห็นจากภาคเอกชนในพื้นที่ ไม่ใช่สถิติทางการ แต่ก็มีน้ำหนักในเชิงสถานการณ์ เพราะสอดคล้องกับข้อมูลจาก ททท. ที่ยอมรับว่า ความกังวลของประชาชนในช่วงสั้น ๆ ยังอยู่ที่ค่าครองชีพและปัญหาการเข้าถึงน้ำมัน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการจำกัดการเติมน้ำมัน แม้ภายหลังภาครัฐจะอนุญาตให้เติมเต็มถังได้ตามปกติแล้วก็ตาม

จุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตท่องเที่ยวรอบนี้ไม่ใช่การหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่เป็นแรงกดดันซ้อนทับกันระหว่างต้นทุนการเดินทาง ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้คน

ททท. ยังไม่ลดธง และเลือกเดินเกมรุกตลาดในประเทศ

ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 ไว้ที่ 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท โดย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า แม้สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงานและทำให้การใช้พลังงานในประเทศไม่เหมือนเดิม แต่ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกกว่า 100 วัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องการหาปั๊มเติมที่ยากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาพรวม

ททท. จึงเลือกเดินเกมผ่านการกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน และยังย้ำว่า ททท. ไม่เคยหยุดทำตลาดเลยแม้ในช่วงที่เผชิญปัจจัยลบ

ในมุมของการสื่อสารต่อสาธารณะ ท่าทีนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสในการประคองตลาดผ่านการเดินทางภายในประเทศ แม้ตลาดต่างชาติบางส่วนจะสะดุดก็ตาม

สงกรานต์เชียงรายยังถูกดันต่อในฐานะเมืองน่าเที่ยว

แม้ภาคเอกชนในเชียงรายจะกังวลกับยอดจองและบรรยากาศสงกรานต์ แต่ฝั่งหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวยังเดินหน้าสื่อสารเชิงบวกต่อเนื่อง โดย ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ประชาสัมพันธ์ 10 พิกัดเที่ยวงานสงกรานต์และจุดเล่นน้ำในจังหวัด พร้อมเชิญชวนให้วางแผนการเดินทางต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศจัดงาน “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” และระบุให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยวของปี 2569

น้ำหนักของข้อมูลส่วนนี้อยู่ที่การสะท้อนความพยายามของรัฐในการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวและใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพยุงความเชื่อมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้ภาคเอกชนจะกำลังรับแรงกดดันจากยอดยกเลิก แต่ภาครัฐยังไม่ถอยจากการโปรโมต และยังพยายามทำให้เชียงรายคงสถานะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของสงกรานต์ล้านนา

สำหรับคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันคือรอยต่อระหว่าง สัญญาณลบจากตลาดจริง กับ ความพยายามเชิงนโยบายในการรักษาอารมณ์การเดินทางของสังคม ว่าสุดท้ายแล้ว ด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากันในช่วงก่อนเทศกาล

ภาคเอกชนเชียงรายเสนอรวมพลังทำโปรโมชั่นทั้งเมือง

อีกมิติหนึ่งที่โดดเด่นจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์ คือข้อเสนอให้ภาคเอกชนเชียงรายหยุดคิดแบบต่างคนต่างอยู่ และหันมาร่วมกันทำโปรโมชั่นทั้งเมืองมองว่า หากมีเพียงโรงแรมบางแห่งลดราคา หรือบางร้านอาหารทำโปรโมชันเพียงลำพัง พลังต่อรองและแรงดึงดูดจะไม่มากพอ แต่หากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการหลายกลุ่มร่วมมือกัน ก็อาจสร้างภาพจำใหม่ให้เชียงรายกลายเป็นปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางในช่วงภาวะไม่ปกติ

แนวคิดนี้สอดรับกับท่าทีของ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ที่ระบุว่า ททท. เตรียมพิจารณาโยกงบประมาณราว 5 ถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำแคมเปญส่งเสริมการตลาดระยะสั้นแบบเจาะจงพื้นที่ และมุ่งสร้างสมดุลด้านค่าใช้จ่ายผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรม เช่น การลดราคาห้องพักจาก 3,000 บาท เหลือ 2,000 ถึง 2,500 บาท เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น

สิ่งนี้บอกเราว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มคิดไปในทิศทางเดียวกันแล้ว คือการพยายามทำให้ ค่าใช้จ่ายรวมของการเดินทางไม่สูงขึ้นจนคนยอมแพ้ต่อการท่องเที่ยว ถ้าราคาน้ำมันดันต้นทุนขึ้น ก็ต้องหาทางกดต้นทุนส่วนอื่นลงมาชดเชย

ตลาดต่างชาติยังไม่หายทั้งหมด และยังมีสัญญาณบวกบางส่วน

แม้ข่าวส่วนใหญ่จะรายงานด้านลบ แต่ข้อมูลจาก ททท. ยังมีบางสัญญาณที่ช่วยถ่วงดุลภาพรวมได้ น.ส.ฐาปนีย์ ระบุว่า หลังจากตลาดต่างชาติชะลอตัวในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทย 628,451 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 12,222 คน หรือร้อยละ 1.98 เฉลี่ยวันละ 89,779 คน

ตัวเลขนี้มีความหมายในเชิงการตีความข่าว เพราะสะท้อนว่า แม้ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกห้องพัก แต่ในภาพรวมประเทศ ตลาดต่างชาติยังไม่ถึงขั้นถดถอยพร้อมกันทั้งหมด และยังอาจพอหาตลาดอื่นเข้ามาชดเชยได้ โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และอินเดียตามที่ ททท. ระบุไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงรายและเชียงใหม่ โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าตลาดรวมของประเทศจะฟื้นหรือไม่ แต่คือจะดึงตลาดทดแทนเข้าสู่พื้นที่ได้เร็วพอหรือเปล่า ก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไปจะผ่านพ้นไป

ภาคการบินยังโตได้ แต่โตช้ากว่าที่เคยคาด

AEROTHAI ประเมินว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในไทยลดลงจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง และทำให้ต้นทุนน้ำมันของสายการบินเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2568 เพียงแต่เป็นการเติบโตที่จำกัด ไม่เกินร้อยละ 3 และต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนเกิดวิกฤต

นี่คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ข่าวมีความสมดุล เพราะแม้ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ใช่สถานการณ์ล้มทั้งกระดาน ทว่าก็เพียงพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น และไม่สามารถใช้สมมติฐานการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป

บทสรุปของภาคเหนือในวันที่ต้องประคองทั้งตลาดและความเชื่อมั่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดจากยอดยกเลิกห้องพักที่เพิ่มถึงร้อยละ 30 ขณะที่เชียงรายแม้จะยังไม่มีตัวเลขทางการที่แข็งเท่าเชียงใหม่ แต่เสียงจากภาคธุรกิจชี้ว่า สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้นทั้งจากกรุ๊ปทัวร์ที่ยกเลิก การจองล่วงหน้าที่ชะลอ และความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวก่อนสงกรานต์

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามตรึงความเชื่อมั่นผ่านการตลาดในประเทศ งานเทศกาล และการผลักดันแคมเปญลดต้นทุนการเดินทาง ส่วนภาคเอกชนก็เริ่มมองหาความร่วมมือใหม่เพื่อดึงคนไทยเข้ามาทดแทนช่องว่างของตลาดต่างชาติ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวของโรงแรมหรือสายการบิน แต่เป็นข่าวของเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งระบบ เพราะทุกการยกเลิกห้องพักหมายถึงรายได้ที่หายไปของคนขับรถ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผู้ค้าของฝาก และแรงงานภาคบริการอีกจำนวนมาก ในวันที่สงครามอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เชียงใหม่และเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลสะเทือนของมันสามารถเดินทางมาถึงเมืองท่องเที่ยวไทยได้เร็วและลึกกว่าที่หลายคนคิด

เจียงฮายอัปเดต Chiang Rai Update : อัปเดตบรรยากาศถนนคนเดินเชียงราย 14 มี.ค.69
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทสัมภาษณ์ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ประชาชาติธุรกิจ : สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงแรมเชียงใหม่ ยอดจองวูบ 30%… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1979422
  • ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่องเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 จำนวน 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท และแนวทางกระตุ้นตลาดในประเทศ ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.
  • ข้อมูลจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ AEROTHAI วันที่ 18 มีนาคม 2569 เรื่องเที่ยวบินยกเลิกกว่า 1,000 เที่ยวบินจากผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
  • ข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการจัดงานสงกรานต์ทั่วไทย ปี 2569 และการระบุเชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME