Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องโอกาสเชียงราย ปี 2569 การค้าผ่านแดนพุ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ รับอานิสงส์ตลาดโตสวนกระแสค้าชายแดนเพื่อนบ้าน

เปิดปี 2569 การค้าผ่านแดนพุ่งแรง ดันยอดรวมชายแดนและผ่านแดนโตเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ค้าชายแดนเพื่อนบ้านหดตัว เชียงรายจับตาโอกาสและความเสี่ยงบนเส้นทางสู่จีน

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 ตัวเลขการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในเดือนมกราคม 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนเดินหน้า แต่เมื่อแยกชั้นข้อมูลกลับพบแรงขับเคลื่อนที่ต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการค้าผ่านแดนที่เร่งตัวอย่างก้าวกระโดด กับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่หดตัวแรงท่ามกลางข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความไม่แน่นอนของด่านสำคัญ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนมกราคม 2569 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.93 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท ขยายตัว 12.63 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท ขยายตัว 8.95 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

ภาพรวมโตเพราะผ่านแดน และนี่คือสัญญาณที่เชียงรายต้องอ่านให้ขาด

หากมองเพียงตัวเลขรวม 161,135 ล้านบาท การค้าชายแดนและผ่านแดนเริ่มต้นปีในแดนบวก แต่รายละเอียดชี้ว่าแรงขับหลักมาจากการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ซึ่งมีมูลค่า 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.71 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศกลับมีมูลค่า 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์

ความต่างนี้มีนัยตรงต่อจังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดหน้าด่านอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะเชียงรายอยู่ในตำแหน่งที่รับผลทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากการชะลอตัวของการค้าชายแดนบางแนว อีกด้านหนึ่งคือโอกาสจากบทบาทจุดเชื่อมโลจิสติกส์ผ่านแดนไปจีน

ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปโครงสร้างการค้าชายแดนด้านจังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีชายแดนติดต่อกับเมียนมาและ สปป.ลาว และมีด่านศุลกากรสำคัญในพื้นที่ เช่น ด่านศุลกากรแม่สายและด่านศุลกากรเชียงแสน รวมถึงโครงข่ายที่เชื่อมไปยังด่านเชียงของในมิติการขนส่งและพิธีการการค้า

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

ค้าชายแดนเพื่อนบ้านหดตัวแรง ไทยกัมพูชาเป็นศูนย์

กรมการค้าต่างประเทศรายงานว่า การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท ลดลง 23.41 เปอร์เซ็นต์ การนำเข้า 29,865 ล้านบาท ลดลง 10.25 เปอร์เซ็นต์ และไทยเกินดุล 8,883 ล้านบาท

เมื่อแยกตามประเทศคู่ค้า มาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 30,043 ล้านบาท รองลงมา สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และเมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทยกัมพูชาเป็นศูนย์จากสถานการณ์ความมั่นคงตามที่รายงานระบุ

สำหรับผู้ประกอบการภาคเหนือ โดยเฉพาะแนวชายแดนที่เชื่อมเมียนมาและลาว ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเม็ดเงินค้าชายแดนยังเผชิญแรงกดดัน การหดตัวของการส่งออกชายแดนมากกว่าการนำเข้า บอกเป็นนัยว่าความเคลื่อนไหวของสินค้าฝั่งไทยอาจถูกจำกัดจากเงื่อนไขปลายทางและการเดินทางผ่านด่าน

พระเอกของเดือนมกราคมคือการค้าผ่านแดน พุ่งเกิน 50 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สามกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของภาพรวม โดยมีมูลค่ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัว 50.71 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท ขยายตัว 78.89 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท ขยายตัว 27.82 เปอร์เซ็นต์

ตลาดปลายทางที่มีมูลค่าสูงสุดคือจีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท ขยายตัว 45.8 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้มีความหมายต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือจำนวนมากเชื่อมต่อจีนผ่านโครงข่ายถนนและด่านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ภาครัฐเกี่ยวกับเส้นทาง R3A ระบุว่า R3A เป็นเส้นทางสำคัญต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าการเกษตร และมีบทบาทด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง เชื่อมไทย ลาว จีน เมื่อวางเส้นทางนี้คู่กับตัวเลขผ่านแดนไปจีนที่ครองสัดส่วนสูงสุด จึงยิ่งเห็นว่าเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสรับแรงส่งจากการไหลของสินค้าไปจีน

สินค้าผ่านแดนที่โตเร็ว ชี้ความต้องการแบบสองขั้ว เทคโนโลยีและอาหาร

อีกชั้นของข้อมูลที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างการเติบโต คือรายการสินค้าผ่านแดนสำคัญในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งหน่วยงานรัฐและสื่อเศรษฐกิจรายงานตรงกันว่า สินค้าหลักประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท และทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

ภาพดังกล่าวสะท้อนความต้องการแบบสองขั้วของห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ขั้วหนึ่งเป็นสินค้าเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำของโลจิสติกส์ อีกขั้วหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรและอาหารสดที่ต้องแข่งกับเวลาและคุณภาพ โดยเฉพาะผลไม้สด ซึ่งในเชิงปฏิบัติ การส่งออกให้ทันตลาดปลายทางต้องพึ่งพาความคล่องตัวของด่าน การจัดการตู้ควบคุมอุณหภูมิ และการบริหารคิวขนส่ง

สำหรับเชียงราย แม้ตัวเลขสินค้าผ่านแดนที่รายงานเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่การที่ตลาดจีนเป็นปลายทางอันดับหนึ่ง และสินค้าผ่านแดนมีทั้งสินค้าเกษตรและเทคโนโลยี ย่อมทำให้จังหวัดหน้าด่านต้องเตรียมรับโจทย์ใหม่ในด้านมาตรฐานโลจิสติกส์และการบริหารความเสี่ยง

เชียงรายในสมการใหม่ จุดผ่านที่ต้องยกระดับเป็นจุดพักและจุดกระจาย

ความท้าทายของเชียงรายในปี 2569 คือการแปลงบทบาทจากจุดผ่านให้เป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจริง ภายใต้เงื่อนไขที่การค้าชายแดนบางแนวหดตัว แต่การค้าผ่านแดนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลเชิงโครงสร้างของจังหวัดจากเอกสารกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เชียงรายมีชายแดนติดเมียนมาและ สปป.ลาว และมีด่านศุลกากรสำคัญอยู่ในพื้นที่ ซึ่งหมายความว่าความเปลี่ยนแปลงของการค้าชายแดนจะสะท้อนต่อการจ้างงานและรายได้ของกิจการโลจิสติกส์ ชุมชนการค้า และบริการเกี่ยวเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน หากการค้าผ่านแดนไปจีนยังขยายตัวต่อเนื่อง โอกาสของเชียงรายอยู่ที่การยกระดับบริการที่ทำให้การขนส่งผ่านแดนไม่สะดุด เช่น ระบบจัดการคิวรถ ระบบข้อมูลล่วงหน้า การเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับบริการคลังสินค้าและห้องเย็น รวมถึงการประสานมาตรฐานตรวจปล่อยสินค้าให้สอดรับกันตลอดโซ่

ดุลการค้าที่เกินดุล ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่ได้ประโยชน์เท่ากัน

เดือนมกราคม 2569 ไทยเกินดุลการค้าชายแดนและผ่านแดน 14,819 ล้านบาท และเกินดุลการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน 8,883 ล้านบาท ตัวเลขเกินดุลช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระดับมหภาค แต่ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ผลประโยชน์จะกระจายได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับความสามารถของพื้นที่ในการเปลี่ยนการเคลื่อนย้ายสินค้าให้กลายเป็นรายได้ในท้องถิ่น

หากสินค้าเพียงผ่านไปโดยไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่มากพอ เม็ดเงินจะไหลผ่านเหมือนสายน้ำที่ไม่ทันซึมลงดิน โจทย์ของเชียงรายและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณการค้าผ่านแดน แต่ต้องเพิ่มกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การบรรจุหีบห่อ การตรวจคุณภาพ การคัดแยก การบริการขนส่งต่อเนื่อง และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านโลจิสติกส์

อยู่ที่ความสามารถบริหารความเสี่ยงชายแดนและใช้จังหวะผ่านแดนให้เป็นประโยชน์

ในภาพรวมเดือนมกราคม 2569 ข้อมูลบอกชัดว่า เศรษฐกิจชายแดนไม่ได้เดินด้วยเครื่องยนต์เดียว เครื่องยนต์หนึ่งอ่อนแรงคือการค้าชายแดนเพื่อนบ้านที่ลดลง อีกเครื่องยนต์หนึ่งเร่งแรงคือการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูงมาก

เชียงรายในฐานะจังหวัดหน้าด่านจึงอยู่ในจุดที่ต้องบริหารความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือความผันผวนด้านความมั่นคงและเงื่อนไขด่านที่กระทบการค้าชายแดนโดยตรง ด้านที่สองคือการยกระดับระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการขยายตัวของสินค้าผ่านแดน โดยเฉพาะปลายทางจีนซึ่งมีมูลค่าสูงสุด

ท้ายที่สุด ตัวเลข 50.71 เปอร์เซ็นต์ของการค้าผ่านแดนไม่ใช่เพียงสถิติที่สวยงาม แต่เป็นคำถามต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการในพื้นที่ว่า ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นสะพานการค้าเพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ และจังหวัดหน้าด่านอย่างเชียงรายพร้อมหรือยังที่จะทำให้สะพานนั้นมีรายได้ มีงาน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

สถิติสำคัญในข่าวนี้

  • มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนมกราคม 2569 รวม 161,135 ล้านบาท โต 10.93 เปอร์เซ็นต์ ส่งออก 87,977 ล้านบาท โต 12.63 เปอร์เซ็นต์ นำเข้า 73,158 ล้านบาท โต 8.95 เปอร์เซ็นต์ เกินดุล 14,819 ล้านบาท
  • การค้าชายแดน 4 ประเทศเพื่อนบ้าน 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท เมียนมา 14,434 ล้านบาท ไทยกัมพูชาเป็นศูนย์ตามรายงาน
  • การค้าผ่านแดน 92,522 ล้านบาท โต 50.71 เปอร์เซ็นต์ ผ่านแดนไปจีน 50,547 ล้านบาท โต 45.8 เปอร์เซ็นต์
  • สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนมกราคม 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์ สรุปสินค้าผ่านแดนสำคัญและตัวเลขภาพรวมเดือนมกราคม 2569
  • ข้อมูลโครงสร้างการค้าชายแดนจังหวัดเชียงราย จากกระทรวงพาณิชย์
  • ข้อมูลบทบาทเส้นทาง R3A ต่อการส่งออกและโลจิสติกส์ไทย ลาว จีน จากกรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เตรียมเปิดรันเวย์ต้อนรับ K-Mile Air พฤษภาคม 2569 นี้ มุ่งสร้างฐานโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคเชื่อมต่อสามทวีป

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์การบินโลก เปิดทาง K-Mile Air เชื่อมจีน-อินเดีย-ตะวันออกกลาง เริ่มพฤษภาคม 2569

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2569 – จุดเปลี่ยนของสนามบินภูมิภาค สู่โครงข่ายเศรษฐกิจระดับโลก ท่ามกลางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่อาจเปลี่ยนบทบาทของจังหวัดชายแดนภาคเหนือแห่งนี้ จากสนามบินที่เคยเน้นภารกิจรองรับนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินภายในประเทศ สู่การเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางอากาศระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นาวาอากาศเอกสกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญระดับ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากบริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ผู้ประกอบการสายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ พร้อมด้วยคณะจากบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้านการบิน เพื่อหารือเตรียมความพร้อมด้านปฏิบัติการบินและสำรวจพื้นที่เช่า รองรับการเปิดปฏิบัติการบินขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยความถี่ 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่เท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ภาคเหนือ และประเทศไทยในภาพรวม

เปิดเครือข่ายเส้นทางบิน เชื่อมสามภูมิภาคเศรษฐกิจหลักของโลก

แผนปฏิบัติการของ K-Mile Air ที่เตรียมเปิดในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้กำหนดเส้นทางบินสำคัญ 3 เส้นทาง ซึ่งเชื่อมโยงเชียงรายเข้ากับศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของโลก ได้แก่

  • เส้นทางเชียงราย – เซินเจิ้น – เชียงราย
  • เส้นทางเชียงราย – นิวเดลี – เชียงราย
  • เส้นทางเซินเจิ้น – เชียงราย – อาบูดาบี

เส้นทางดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การวางตำแหน่งเชียงรายให้เป็นจุดแวะพักและจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าในเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเส้นทางเซินเจิ้น – เชียงราย – อาบูดาบี ซึ่งเชื่อมต่อจีนตอนใต้ ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

นครเซินเจิ้นของจีนเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการผลิตระดับโลก โดยมีมูลค่าการค้าต่างประเทศสูงถึง 4.12 ล้านล้านหยวนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ขณะที่นครอาบูดาบีเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและการบินที่เชื่อมโยงยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ส่วนกรุงนิวเดลีของอินเดียเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียใต้

การเชื่อมต่อทั้งสามภูมิภาคผ่านเชียงรายจึงทำให้สนามบินแห่งนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเครือข่ายการค้าโลก

Lay Over และ Self-Line Maintenance จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการบินเชิงเทคนิค

ในระยะเริ่มต้น ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จะรองรับการปฏิบัติการในลักษณะการแวะพักอากาศยาน และการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับเบื้องต้นโดยสายการบินเอง

การแวะพักอากาศยานมีบทบาทสำคัญในระบบโลจิสติกส์ทางอากาศ เนื่องจากช่วยให้เครื่องบินสามารถเติมเชื้อเพลิง ตรวจสอบระบบ และเตรียมพร้อมสำหรับการบินระยะไกลได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เช่น Boeing 767-300BCF ซึ่งมีความสามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดประมาณ 54 ตัน และมีพิสัยการบินสูงสุดประมาณ 6,105 กิโลเมตร

การซ่อมบำรุงระดับ Self-Line Maintenance ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องส่งเครื่องบินกลับไปยังฐานซ่อมบำรุงหลักที่สนามบินอื่น และยังช่วยเพิ่มความพร้อมของอากาศยานในการปฏิบัติการบินต่อเนื่อง

K-Mile Air สายการบินขนส่งสินค้าแห่งแรกของไทย กับเครือข่ายระดับโลก

บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 และเริ่มดำเนินการบินในปี 2549 โดยเป็นสายการบินขนส่งสินค้าด่วนพิเศษแห่งแรกของประเทศไทย

บริษัทมีฝูงบินประกอบด้วยเครื่องบิน Boeing 737-400SF, Boeing 737-800BCF และ Boeing 767-300BCF ซึ่งสามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่ 19 ตัน ถึง 54 ตันต่อเที่ยวบิน

ในปี 2557 บริษัทได้รับการลงทุนจากกลุ่ม ASL Aviation Holdings ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการบินระดับโลกที่มีฝูงบินมากกว่า 160 ลำ และมีเครือข่ายครอบคลุมยุโรป แอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย

การสนับสนุนจากเครือข่ายระดับโลกดังกล่าว ทำให้ K-Mile Air สามารถขยายเครือข่ายการบินและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์ทางอากาศได้อย่างต่อเนื่อง

บทบาทของบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด ในการสนับสนุนการบิน

บริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้านการบินที่มีประสบการณ์ในประเทศไทย โดยให้บริการแก่สายการบินมากกว่า 90 แห่ง และรองรับเที่ยวบินมากกว่า 70 เที่ยวบินต่อวัน

บริษัทมีบุคลากรมากกว่า 700 คน และให้บริการในสนามบินหลักหลายแห่ง เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และเชียงราย

บริการของบริษัทครอบคลุมการขนถ่ายสินค้า การควบคุมการปฏิบัติการบิน และการดูแลอุปกรณ์ภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรองรับการบินขนส่งสินค้า

สถิติสนามบินเชียงราย สะท้อนศักยภาพการเติบโต

ข้อมูลจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รองรับผู้โดยสารจำนวน 1.93 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.97 จากปีก่อนหน้า

จำนวนเที่ยวบินอยู่ที่ 12,855 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.83

แม้ว่าปริมาณสินค้าทางอากาศจะอยู่ที่ 896,002 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 5.44 แต่การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ในปี 2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในระดับประเทศ สนามบินทั้ง 6 แห่งของ AOT รองรับผู้โดยสารรวม 125.99 ล้านคน และมีปริมาณสินค้าทางอากาศกว่า 1.64 ล้านตัน

โครงการพัฒนา 5.7 พันล้านบาท เตรียมรองรับอนาคต

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ได้อนุมัติโครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 มูลค่า 5.7 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนต่อปี

โครงการประกอบด้วย

  • การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่
  • การขยายทางวิ่งและหลุมจอดเครื่องบิน
  • การจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการบินขนส่งสินค้าและการบินระหว่างประเทศ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์

การเปิดเส้นทางบินขนส่งสินค้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าเทคโนโลยี

การขนส่งทางอากาศมีความสำคัญสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและต้องการความรวดเร็ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์ และสินค้าเกษตรสด

ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ระบุว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 71.6 ล้านตันในปี 2569

เชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในเศรษฐกิจโลก

การเปิดปฏิบัติการบินของ K-Mile Air ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของประเทศไทย

การเชื่อมต่อเชียงรายกับศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การพัฒนานี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อศักยภาพของเชียงราย และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้จังหวัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์การบินระดับภูมิภาคในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานสถิติการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ข้อกำหนดการซ่อมบำรุงอากาศยาน TCAR Part 145
  • สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ รายงานแนวโน้มการขนส่งสินค้าทางอากาศปี 2569
  • ข้อมูลจากการหารือระหว่างท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กับบริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด และบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ยกระดับการสื่อสารภาครัฐเชียงราย สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบปี 2569 ผนึก 5 มิติสำคัญ เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติถึงประชาชน

ยกระดับการสื่อสารภาครัฐเชียงราย สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม


เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจฐานราก ภาระค่าครองชีพ และโจทย์ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่รุกคืบทุกปี จังหวัดเชียงรายกำลัง “ขยับหมาก” สำคัญในสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือการสื่อสารภาครัฐให้ทันโลก ทันประชาชน และทันสถานการณ์ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเดินทางถึงบ้านเรือนอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่ผ่านไปตามรอบข่าว

แกนกลางของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การประชุมคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัดของเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพวงแสด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพ และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายรุจติศักดิ์ รังสี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนายอธิชัย ต้นกันยา ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย คณะอนุกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภาพรวมยุทธศาสตร์สื่อสารจังหวัด เชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ สู่เรื่องใกล้ตัวประชาชน

สาระสำคัญที่ที่ประชุมหยิบขึ้นมาวางเป็น “กรอบสื่อสาร” คือการทำให้ประเด็นระดับประเทศลงสู่ระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ รวม 17 เรื่องหลัก และ 34 เรื่องย่อย เพื่อให้ทุกหน่วยงานสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน ลดความสับสน และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

กรอบ 5 มิติดังกล่าวประกอบด้วย

  1. มิติที่หนึ่ง เศรษฐกิจ มุ่งกระตุ้นการใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
  2. มิติที่สอง สังคมและวัฒนธรรม เน้นสวัสดิการสังคม ระบบสาธารณสุข และความเท่าเทียม
  3. มิติที่สาม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็มสองจุดห้า และการรับมือภัยพิบัติ
  4. มิติที่สี่ ความมั่นคงและการเมืองการปกครอง ผลักดันการป้องกันยาเสพติด ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และต่อต้านคอร์รัปชัน
  5. มิติที่ห้า การบริหารภาครัฐ มุ่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหยิบประเด็นสื่อสารด้านต่างประเทศ 4 เรื่องสำคัญ ครอบคลุมเสถียรภาพและความมั่นคง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทุนทางศิลปวัฒนธรรม และสิทธิความเท่าเทียม เพื่อให้การสื่อสารจังหวัดเชื่อมโยงภาพใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น

จากกรอบสื่อสารสู่แผนปฏิบัติการ ย้ำโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและช่องว่างการรับรู้

อีกหนึ่งหัวใจของการประชุมคือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมทั้งการวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ และเสนอให้ “เพิ่มแผนสื่อสารด้านการสร้างการรับรู้ภัยพิบัติในพื้นที่” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที

ข้อเสนอให้เติมมิติภัยพิบัติ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากสะท้อนประสบการณ์จริงของภาคเหนือที่ต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน น้ำหลาก และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว การสื่อสารที่เร็วแต่ไม่ชัด อาจทำให้ความตื่นตระหนกวิ่งนำหน้าความจริง ขณะเดียวกันการสื่อสารที่ช้าเกินไปก็ทำให้ต้นทุนความเสียหายสูงขึ้น นี่คือ “ช่องว่าง” ที่การประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ต้องแก้ให้ได้

เชียงรายเสนอทำโบรชัวร์มรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม ย้ำภาพลักษณ์จังหวัดเชิงบวก

ที่ประชุมยังเสนอแนวคิดจัดทำโบรชัวร์ประชาสัมพันธ์มรดกทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ ความภาคภูมิใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของเชียงรายสู่สาธารณชน

ในเชิงนัยยะ นี่ไม่ใช่แค่งานสื่อสิ่งพิมพ์ แต่เป็นการยกระดับ “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็นภาษากลางที่สื่อสารได้ทั้งกับคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และคนทำงานภาคบริการ การทำให้เรื่องดี ๆ ของเชียงรายเล่าได้ง่าย ชัด และน่าเชื่อถือ คืออีกหนึ่งกลไกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจชุมชนได้ในระยะยาว

เมื่อสื่อสารจังหวัดต้องเดินคู่การสื่อสารประเทศ นโยบายสุขภาพดิจิทัลกลายเป็นโจทย์ร่วม

ท่ามกลางการวางกรอบสื่อสารระดับจังหวัด กระแสข่าวระดับประเทศในช่วงเวลาใกล้กันสะท้อนว่า “สุขภาพ” กำลังกลายเป็นวาระสื่อสารหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายด้านบริการสุขภาพและดิจิทัล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐเรื่องการเดินหน้านโยบายฟอกไตฟรีทุกแห่ง และการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล

สาระที่ถูกสื่อสารในระดับประเทศระบุความคืบหน้าสำคัญ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกลที่พร้อมให้บริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลครบ 10,910 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานการรักษามะเร็ง โดยประเทศไทยมีเครื่องฉายรังสี 138 เครื่อง และมีอัตราส่วนเครื่องต่อประชากรหนึ่งเครื่องต่อประชากร 471,068 คน พร้อมแผนเพิ่มเครื่องในช่วงปี 2570 ถึง 2573 อีก 21 เครื่อง และระยะยาวเพิ่มอีก 61 เครื่อง

ในมุมของเชียงราย นโยบายลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภูมิประเทศที่มีพื้นที่ห่างไกลและชุมชนบนดอย ทำให้ความสามารถในการเข้าถึงบริการคือ “ตัวแปรสำคัญ” ของคุณภาพชีวิต การสื่อสารให้ประชาชนรู้สิทธิ รู้ช่องทาง และรู้วิธีใช้บริการ จึงมีผลจริงต่อชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากการสร้างถนนหรือเพิ่มรถพยาบาล

แกนสื่อสารสำคัญในปี 2569 ทำไมต้องเน้นข้อมูลที่ตรวจสอบได้และเข้าใจง่าย

ประเด็นที่หลายจังหวัดเผชิญเหมือนกันคือ ประชาชนมีทักษะรับข่าวสารสูงขึ้นและตั้งคำถามมากขึ้น การสื่อสารแบบบอกให้เชื่อจึงได้ผลน้อยลง ขณะที่การสื่อสารที่ยอมรับข้อจำกัด เปิดเผยข้อมูลที่มาที่ไป และอธิบายอย่างเป็นระบบ มักสร้างความไว้วางใจได้มากกว่า

กรอบ 5 มิติของเชียงรายจึงถูกมองได้ว่าเป็น “แผนที่” ที่จะช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่หลงทางในการสื่อสาร และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และบริการรัฐ เชื่อมถึงกันอย่างไรในชีวิตจริง

โจทย์ใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังข่าว เด็กเกิดลดต่ำและสังคมสูงวัยเร่งให้รัฐต้องสื่อสารแบบใหม่

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้การสื่อสารรัฐต้องยกระดับ คือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ถูกเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ราว 4.1 แสนคน ต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี

เมื่อเด็กเกิดน้อยลง วัยแรงงานหดตัว ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความต้องการบริการสุขภาพและสวัสดิการจะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นั่นทำให้ “การสื่อสารบริการ” มีความสำคัญพอ ๆ กับ “การมีบริการ” เพราะต่อให้รัฐมีนโยบายดีเพียงใด หากประชาชนไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าถึงไม่ได้ ผลลัพธ์ก็ไม่เกิด

บทบาทคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ระดับจังหวัด กลไกเชื่อมจากนโยบายสู่การปฏิบัติ

การประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงมีน้ำหนักในฐานะกลไกบูรณาการ ไม่ใช่เวทีแลกข่าว แต่คือการจัดระบบให้หน่วยงานในจังหวัดเดินไปด้วยกัน ตั้งแต่การคัดเลือกประเด็น วิธีเล่า วิธีเผยแพร่ ไปจนถึงการวัดผลว่าประชาชน “รับรู้และทำได้จริง” หรือไม่

ในทางปฏิบัติ ความท้าทายของเชียงรายคือการสื่อสารกับประชาชนหลายกลุ่มในพื้นที่เดียว ทั้งคนเมือง ชุมชนชนบท ชุมชนชาติพันธุ์ ผู้สูงอายุ แรงงานภาคเกษตร และผู้ประกอบการท่องเที่ยว การทำให้สารเดียวกัน “เข้าใจได้หลายแบบ” คือโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ การออกแบบสื่อ และความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่

เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และเอสเอ็มอี เมื่อข้อมูลคือเครื่องมือประคองรายได้

ในมิติเศรษฐกิจ การสื่อสารเรื่องลดค่าครองชีพ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนเอสเอ็มอี มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง ตั้งแต่การเลือกเดินทาง การจับจ่าย ไปจนถึงการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

หากสื่อสารชัด ประชาชนจะรู้ว่าต้องไปติดต่อที่ไหน ใช้เอกสารอะไร และอยู่ในเงื่อนไขแบบใด ลดการเสียเวลาเดินเรื่อง ลดต้นทุนที่มองไม่เห็น และลดความรู้สึกว่าเข้าถึงรัฐยาก ซึ่งทั้งหมดคือ “คุณภาพชีวิต” ในอีกความหมายหนึ่ง

สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เพิ่มหัวข้อสื่อสารให้ทันเหตุการณ์ ลดความเสี่ยงก่อนความเสียหาย

มติให้เพิ่มแผนสื่อสารด้านการรับรู้ภัยพิบัติ สะท้อนบทเรียนของพื้นที่ที่ต้องรับมือเหตุฉุกเฉินซ้ำ ๆ การสื่อสารที่ดีควรทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ต้องเตรียมอะไร และเมื่อเกิดเหตุจริงต้องเชื่อข้อมูลจากช่องทางใด

การสื่อสารเชิงป้องกันมักไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความสูญเสียได้มากที่สุด และยังลดภาระงานของหน่วยกู้ภัยและบุคลากรภาครัฐในช่วงวิกฤต

รัฐบาลดิจิทัลจากคำสู่การใช้งานจริง เมื่อประชาชนต้องรู้วิธีใช้ ไม่ใช่แค่รู้ว่ามี

ในมิติการบริหารภาครัฐ การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประชาชนใช้เป็น ใช้ได้ และใช้แล้วดีขึ้นจริง นโยบายด้านสุขภาพดิจิทัลที่ถูกสื่อสารในระดับประเทศจึงเป็นตัวอย่างชัดว่า “ระบบพร้อม” ยังไม่พอ ต้องมีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตและทักษะดิจิทัล

เชียงรายวางแผนสื่อสารใหม่เพื่อให้รัฐเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น

การประชุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จบลงที่เอกสารแผน แต่เปิดภาพให้เห็นทิศทางว่าเชียงรายกำลังพยายามทำให้การสื่อสารภาครัฐ “เป็นบริการสาธารณะ” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่เศรษฐกิจ สวัสดิการ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ไปจนถึงภาพลักษณ์ของจังหวัด

ในปีที่โจทย์ประชากรสูงวัยชัดขึ้น เด็กเกิดลดต่ำ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมกดดันมากขึ้น การสื่อสารที่ถูกต้อง ทันเวลา และตรวจสอบได้ จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้น ลดความสับสน ลดต้นทุนชีวิต และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐในระดับพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Hfocus รายงานประเด็นเด็กเกิดต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี อ้างข้อมูลปี 2568 เผยแพร่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
  • Bangkok Business News
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเร่งพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารอนาคต

เชียงรายขยับสองมิติ รับคลื่นนักท่องเที่ยวโลก อบจ.ร่วมถก EIA ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง ขณะไวรัล #ThankYouThailand สะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 — ในวันที่กระแสโลกออนไลน์กำลังพาแฮชแท็ก #ThankYouThailand ติดเทรนด์จากคลิปนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โค้งคำนับขอบคุณประเทศไทยอย่างจริงใจ จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเตรียม “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

สองภาพนี้สะท้อนอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ภาพแรกคือรอยยิ้ม ความประทับใจ และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวถ่ายทอดเองโดยสมัครใจ ภาพที่สองคือห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเอกสาร รายงาน และขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องรอบคอบ เพื่อให้การพัฒนาสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

อบจ.เชียงรายร่วมประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เพื่อศึกษาและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย

การประชุมดังกล่าวจัดโดย Airports of Thailand หรือ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการสนามบินหลักของประเทศ รวมถึง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ แนวทางการพัฒนา และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอแผนก่อสร้าง แต่คือการยืนยันว่า การขยายศักยภาพสนามบินต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความรอบคอบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงประตูรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบต่อชุมชนโดยรอบโดยตรง

เป้าหมายของโครงการ รองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินในอนาคต

ตามข้อมูลที่ชี้แจงในที่ประชุม โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีเป้าหมายหลักเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศของจังหวัดเชียงราย และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

สนามบินแม่ฟ้าหลวงเป็นประตูหลักของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีบทบาททั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการขยายหรือปรับปรุงศักยภาพ ย่อมส่งผลต่อความแออัด ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ

การทำ EIA จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านเสียง การจราจร การใช้ที่ดิน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการพัฒนาไม่สร้างภาระในระยะยาวต่อชุมชน

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างเป็นระบบก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

สื่อภาษาอังกฤษหลายแห่งรายงานว่าคลิปเหล่านี้กลายเป็นไวรัล เพราะสะท้อนความชื่นชมต่ออาหารไทย การนวดไทย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และความอบอุ่นของคนไทยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การโฆษณาที่จัดทำโดยรัฐหรือเอกชน

ททท. ขอบคุณนักท่องเที่ยว เทรนด์นี้คือเสน่ห์ไทยที่แท้จริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อเห็นเทรนด์ #ThankYouThailand แล้วรู้สึกหัวใจพองโต และขอบคุณนักท่องเที่ยวที่ร่วมแชร์โมเมนต์น่ารัก ๆ และบันทึกความทรงจำที่มีต่อประเทศไทย

ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงรีวิวการเดินทาง แต่เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings อย่างลึกซึ้งและจริงใจ พร้อมย้ำว่าความสุขของนักท่องเที่ยวคือรางวัลล้ำค่าสำหรับคนไทยทุกคน

ในเชิงเศรษฐกิจ เทรนด์ลักษณะนี้มีมูลค่าทางการตลาดสูง เพราะเป็นการบอกต่อแบบปากต่อปากบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าสื่อโฆษณาทั่วไป และสามารถกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของผู้ที่ยังลังเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์พาวเวอร์ ต้องเดินไปพร้อมกัน

เมื่อวางสองกระแสนี้คู่กัน ภาพที่เห็นชัดคือ หากซอฟต์พาวเวอร์สร้างแรงดึงดูดได้สำเร็จ แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมรองรับ ความประทับใจอาจลดลงในระยะยาว

ในทางกลับกัน หากสนามบินและระบบคมนาคมขยายศักยภาพได้ทันเวลา ขณะที่บริการและการเป็นเจ้าบ้านยังคงรักษามาตรฐาน รอยยิ้มจากคลิปไวรัลจะถูกแปลงเป็นตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจริง และรายได้ที่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงรายจึงอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างการเตรียม “ถ้วยใบใหญ่” เพื่อรองรับน้ำ และการรักษาคุณภาพของ “น้ำ” ที่ไหลเข้ามา

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน

กระแส #ThankYouThailand สะท้อนว่ารายจ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้กระจุกอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ แต่กระจายไปยังบริการพื้นฐาน เช่น ร้านสะดวกซื้อ รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ร้านนวดไทย ร้านอาหารท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งภูเขา เกาะแก่งแม่น้ำโขง วัดวาอาราม และวิถีชีวิตชุมชน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงโอกาสของเกษตรกร ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ร้านกาแฟ และวิสาหกิจชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่างจำนวนและคุณภาพ หากการขยายสนามบินนำไปสู่การเพิ่มเที่ยวบินอย่างรวดเร็ว แต่การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยไม่ทัน อาจเกิดผลกระทบที่ย้อนกลับมาบั่นทอนภาพลักษณ์

เสียงจากชุมชนและบทบาทของ EIA

การทำรายงาน EIA จึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เสนอข้อกังวล และกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น มาตรการควบคุมเสียง การจัดการจราจร และการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย

ความโปร่งใสในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาคธุรกิจ

เชียงรายกับโจทย์บ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวโลก

เชียงรายกำลังเผชิญโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อซอฟต์พาวเวอร์ไทยกำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก และโครงสร้างพื้นฐานกำลังเร่งเครื่องตามทัน

การประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง คือก้าวหนึ่งของการเตรียมพร้อมรองรับอนาคต ขณะที่กระแส #ThankYouThailand คือเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักเดินทาง

บททดสอบสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการรักษาคุณภาพการบริการ ความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุล

หากเชียงรายสามารถทำทั้งสองด้านได้พร้อมกัน คือขยายบ้านให้กว้างขึ้น และรักษารอยยิ้มให้จริงใจ เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่จะกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Airports of Thailand PLC. ข้อมูลการบริหารท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการพัฒนา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข่าวการเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อย EIA วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ผู้ว่าการเกี่ยวกับเทรนด์ #ThankYouThailand และแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings
  • รายงานสื่อภาษาอังกฤษเกี่ยวกับไวรัล Thank you Thailand บน TikTok เดือนกุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

ตรุษจีนคึกคัก เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีน สนามบินแม่ฟ้าหลวงสร้างประสบการณ์ต้อนรับ ขณะ ทอท. กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้าน ตอกย้ำทิศทางฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2569

เชียงราย,วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศการเดินทางช่วงตรุษจีนปีนี้ในจังหวัดเชียงรายถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ขยับบทบาทจากจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ต้อนรับเชิงวัฒนธรรม เพื่อเสริมความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยที่สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 4,652.62 ล้านบาท

แม้ตัวเลขผลประกอบการเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่แรงส่งของการเดินทางที่กลับมาอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ระบุว่า จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท และมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังต้องพึ่งพาในช่วงเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง

สนามบินแม่ฟ้าหลวงยกระดับการต้อนรับตรุษจีน ส้มมงคลและพื้นที่ถ่ายภาพสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก

จุดเริ่มของความคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2569 โดยนาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ประธานในกิจกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมมอบของที่ระลึกส้มมงคลให้แก่ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสื่อสารคำอวยพรต้อนรับปีใหม่จีน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการเดินทาง

นอกจากการมอบส้มมงคล สนามบินยังจัดซุ้มตกแต่งเป็นจุดถ่ายภาพช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วมและทำให้นักเดินทางรู้สึกว่าจังหวัดปลายทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางของการเดินทาง

ในเชิงนัยยะเชิงเศรษฐกิจ กิจกรรมลักษณะนี้อาจดูเป็นงานสร้างสีสัน แต่ในโลกการแข่งขันท่องเที่ยวหลังยุคความผันผวน ภาพความพร้อมของปลายทางมักถูกตัดสินจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่สนามบิน การต้อนรับ การสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงความสะดวกในการเดินทางต่อ หากสนามบินทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเมืองปลายทางย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

ทอท. โชว์กำไร 4.65 พันล้านในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 สัญญาณการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป

สัญญาณระดับมหภาคสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของ ทอท. ในงวด 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท และมีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท

ด้านปริมาณการจราจรทางอากาศ ทอท. รายงานว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีผู้โดยสารใช้บริการรวม 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

ความหมายของตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไร แต่สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดโจทย์เรื่องระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น สนามบินบางแห่งเข้าใกล้ขีดความสามารถรองรับสูงสุดมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเหตุผลให้แผนขยายศักยภาพสนามบินถูกเร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

เกมรุกเพิ่มรายได้ การบินและนอกการบิน ลดความผันผวนและเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจใหม่รอบสนามบิน

อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดโครงสร้างรายได้ของธุรกิจสนามบิน ซึ่งโดยธรรมชาติพึ่งพารายได้จากการบินเป็นหลัก แต่ในช่วงความผันผวนระดับโลก ผู้ประกอบการสนามบินทั่วโลกพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกการบิน เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน เพื่อกระจายความเสี่ยง

ในกรณีของ ทอท. ข้อมูลที่รายงานระบุแนวทางผลักดันรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างสถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ และแนวทางเปิดประมูลพื้นที่ที่หาดใหญ่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพื่อให้เหมาะสม โดยคาดหมายช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตลาดจับตา เพราะสะท้อนการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

เชียงรายมีฐานรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่โครงสร้างรายได้ยังพึ่งพาคนไทยเป็นหลัก

เมื่อหันกลับมาดูเชียงราย ตัวเลขสถิติท่องเที่ยวปี 2568 ยืนยันว่า จังหวัดยังอยู่บนฐานรายได้จากการท่องเที่ยวที่แข็งแรง โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายได้บอกชัดว่า คนไทยยังเป็นแรงขับหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 5,765,564 คน และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องอ่านให้ลึกคือ ตลาดต่างชาติของเชียงรายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งจำนวนและรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน นี่ทำให้ช่วงตรุษจีนและกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าต่างเวลาที่สามารถทดสอบแรงส่งของตลาดจีนต่อเชียงรายได้จริง ว่าจะกลับมาในระดับไหน และจะต่อยอดเป็นการเดินทางซ้ำหรือการบอกต่อได้มากเพียงใด

ตรุษจีนเป็นจังหวะทดสอบความพร้อมปลายทางจริง ทั้งการเดินทาง การบริการ และความเชื่อมั่น

การที่สนามบินเลือกสื่อสารภาพความสัมพันธ์ไทยจีนผ่านกิจกรรมต้อนรับสะท้อนมุมมองว่า นักท่องเที่ยวจีนยังถูกจัดวางเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของเชียงราย ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงตรุษจีนมักไม่ใช่แค่วันหยุดเทศกาล แต่เป็นจังหวะทดสอบระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เที่ยวบิน การรับส่งผู้โดยสาร การท่องเที่ยวในเมือง ไปจนถึงความพร้อมของบริการภาษา การชำระเงิน และการจัดการความปลอดภัย

สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจคือภาพเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเข้มข้น แต่ต้องบริหารความสะดวกสบายแบบเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ด้วย หากปลายทางทำให้การเดินทางลื่นไหล นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลายจังหวัดพยายามผลักดันในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การดึงคนให้มา แต่ต้องทำให้คนอยู่และใช้จ่ายให้มากขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ตัวเลขผู้โดยสารระดับประเทศชี้โอกาส แต่โจทย์ของเชียงรายคือการเปลี่ยนคนผ่านเมืองให้เป็นคนเข้าพักในเมือง

แม้ปริมาณผู้โดยสารรวมของสนามบินในสังกัด ทอท. จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.47 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่โจทย์เชิงนโยบายและเชิงธุรกิจในระดับจังหวัดคือการแปลงการเดินทางให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่จริง

สำหรับเชียงราย ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการทำให้ผู้โดยสารที่ลงสนามบินใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ซื้อสินค้าและบริการท้องถิ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่เมืองรองหรือชุมชนได้ง่ายขึ้น เพราะรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดแม้สูง แต่ยังมีความเปราะบางจากฤดูกาลท่องเที่ยวและความผันผวนของตลาดต่างชาติที่ลดลงในปี 2568

การจัดกิจกรรมตรุษจีนที่สนามบินจึงเป็นเหมือนสัญญาณว่า จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเติมประสบการณ์ตั้งแต่ด่านแรก แต่ในระยะยาว ยังต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบร่วมกัน ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มการเข้าถึงของนักเดินทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้การฟื้นตัวมีความยั่งยืน ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเทศกาล

มุมมองที่ต้องจับตาในปี 2569 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

แผนขยายศักยภาพสนามบินและการจัดโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการสนามบินมีนัยเชิงนโยบายต่อจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย เพราะหากขีดความสามารถสนามบินเพิ่มขึ้น โอกาสเพิ่มเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน เพิ่มความถี่ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปลายทางไม่สามารถทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และแรงงานบริการได้จริง ความรู้สึกของประชาชนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจไม่เป็นบวกในระยะยาว และจะกระทบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพปลายทาง

ในมุมนี้ ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวเชียงราย 51,540.09 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเหมือนหลักฐานว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจจังหวัดได้จริง แต่การทำให้รายได้นั้นมีคุณภาพและยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ละเอียดกว่าการเพิ่มจำนวนคนเพียงอย่างเดียว

เชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นควบคู่คุณภาพการท่องเที่ยว

ตรุษจีนปี 2569 ทำให้ภาพการท่องเที่ยวเชียงรายคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ใช้กิจกรรมต้อนรับและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนสัญญาณบวกผ่านผลประกอบการของ ทอท. ที่มีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 และปริมาณผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน

แต่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องตอบโจทย์สำคัญสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการรักษาและยกระดับตลาดคนไทยซึ่งเป็นฐานหลักของรายได้จังหวัด เรื่องที่สอง คือการดึงตลาดต่างชาติกลับมาอย่างมีคุณภาพ หลังสถิติปี 2568 ชี้ว่าตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน

จุดเปลี่ยนของเชียงรายในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพการต้อนรับที่คึกคักในช่วงเทศกาล แต่คือการทำให้ความคึกคักนั้นต่อยอดไปสู่การเข้าพักที่ยาวขึ้น การใช้จ่ายที่กระจายขึ้น และความเชื่อมั่นที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวที่ทะลุ 5.15 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงรายปี 2568 ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โครงสร้างรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปี 2567
  • ทอท. งวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท รายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน
  • กิจกรรมตรุษจีนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และมีซุ้มถ่ายภาพช่วง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยชุดข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ถูกเผยแพร่ผ่านหน่วยงานจัดทำในสายวิชาการ
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้จัดทำชุดสถิติท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 ที่ถูกรายงานผ่านสื่อเศรษฐกิจและการเงิน
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมตรุษจีนประจำปี 2569 ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะของหน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเชียงรายก้าวข้าม 5 หมื่นล้าน! กรอ. วางหมาก “MICE & Wellness” รับมือวิกฤตภาคการผลิตไทย

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 เมื่อรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.1 หมื่นล้าน เดินหมากไมซ์ซิตี้ รับเกมโลจิสติกส์โขง พร้อมจับเทรนด์เวลเนสและทรัพย์สินทางปัญญา

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัด เส้นแบ่งที่ไม่ใช่แค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยวในฤดูกาลหนาว หรือการคาดหวังยอดขายช่วงเทศกาลเท่านั้น หากแต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างการเติบโตที่พึ่งพาแรงหนุนเดิม กับการก้าวไปสู่โครงสร้างรายได้แบบใหม่ที่ยกระดับคุณภาพการใช้จ่าย เพิ่มมูลค่าจากบริการ และเชื่อมต่อการค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

ภาพใหญ่ที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองในปี 2569 เริ่มต้นจากตัวเลขที่หนักแน่นในปี 2568 จังหวัดทำรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขรายได้ข้ามหลัก 50,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ตัวเลขนี้ไม่เพียงเป็นสถิติ แต่เป็นสัญญาณว่าภาคบริการได้กลายเป็นกลไกประคองเศรษฐกิจท้องถิ่นท่ามกลางความผันผวนของภาคการผลิตในระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังสถิติที่สวยงามยังมีรายละเอียดที่ต้องอ่านให้ครบ เพราะตัวเลขเดียวกันกำลังบอกว่า เชียงรายยังพึ่งพากำลังซื้อจากคนไทยเป็นหลัก ขณะที่ตลาดต่างชาติลดลงในอัตราที่สะท้อนความเปราะบางของการฟื้นตัว และถ้าหากจังหวัดต้องการเดินเกมเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะยาว เป้าหมายไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง และนวัตกรรมสุขภาพ จะต้องไม่เป็นเพียงคำขวัญ แต่ต้องแปลงเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและครัวเรือนในพื้นที่

ปี 2568 คนไทยคือแรงพยุงหลักของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย

สถิติท่องเที่ยวปี 2568 ของจังหวัดเชียงรายสะท้อนโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 ของผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งหมด สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3 ของรายได้รวม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.88 และรายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 แม้ตัวเลขรวมเป็นบวก แต่หากแยกดูเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะพบแนวโน้มลดลง โดยจำนวนลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

สารสำคัญของข้อมูลชุดนี้คือ การเติบโตของเชียงรายในปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการกลับมาของตลาดต่างชาติ หากเกิดจากกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก เศรษฐกิจท่องเที่ยวจึงยังผูกอยู่กับพฤติกรรมไทยเที่ยวไทย ซึ่งมีความไวต่อค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูง

ฤดูกาลท่องเที่ยวชี้ชัด ไตรมาส 4 แรง แต่ไตรมาส 1 ไม่แพ้กัน

หากมองการกระจายตัวตามไตรมาส การท่องเที่ยวเชียงรายเติบโตสูงในไตรมาส 4 ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

รายละเอียดรายเดือนยังสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากที่สุดคือเดือนมกราคม 644,347 คน สร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนที่มีชาวไทยน้อยที่สุดคือกันยายน 330,826 คน สร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

ในฝั่งต่างชาติ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดคือธันวาคม 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ส่วนเดือนที่น้อยที่สุดคือกันยายน 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันจะเห็นว่า เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่รายได้รวมสูงมาก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าเดือนมกราคม นัยสำคัญคือ เชียงรายกำลังมีสัญญาณของการยกระดับการใช้จ่ายต่อหัวในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เมืองท่องเที่ยวที่แข็งแรงควรมี และเป็นจุดตั้งต้นที่สอดรับกับแนวคิดไมซ์ซิตี้ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

รายได้ 5.1 หมื่นล้านไม่ใช่จุดจบ แต่คือทุนตั้งต้นของยุทธศาสตร์ใหม่

คำถามที่ชุมชนธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายต้องตอบในปี 2569 คือ รายได้ท่องเที่ยวระดับนี้จะถูกต่อยอดเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใด หากยึดอยู่กับการรอฤดูกาลท่องเที่ยว เศรษฐกิจจะผันผวนตามสภาพอากาศ ตามข่าวความปลอดภัย และตามกระแสการเดินทางของผู้บริโภค

แต่หากใช้รายได้จากท่องเที่ยวเป็นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างกิจกรรมที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง เช่น การประชุมสัมมนา งานนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการค้าข้ามพรมแดนที่มีระบบโลจิสติกส์รองรับ เมืองจะขยายฐานรายได้อย่างมีคุณภาพ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งตลาดเดียว

นี่คือฉากหลังของการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สะท้อนว่า จังหวัดกำลังเดินเกมรุกพร้อมกันหลายแนวรบ

16 กุมภาพันธ์ 2569 กรอ.เชียงราย วางหมากเศรษฐกิจใหม่ มุ่งไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์โขง และตลาดคาร์โกจีน

การประชุม กรอ.ครั้งที่ 3 ปี 2569 มีสาระสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจผ่านการติดตามการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การประเมินศักยภาพเมืองเพื่อก้าวสู่ไมซ์ซิตี้ การเร่งแก้ปัญหาอุปสรรคการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก การบูรณาการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมถึงการผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้

ไมซ์ซิตี้คือเกมยกระดับรายได้ต่อหัวของเมืองท่องเที่ยว

หัวใจของไมซ์ซิตี้ไม่ใช่แค่การได้ป้ายรับรอง แต่คือการดึงคนทำงาน คนประชุม และนักธุรกิจเข้ามาใช้จ่ายในเมืองด้วยงบประมาณที่สูงกว่าเที่ยวทั่วไป โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางในเมือง และบริการเสริมจะได้ประโยชน์ต่อเนื่อง

ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า จังหวัดอยู่ระหว่างปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานประเมินศักยภาพเมือง 8 ด้าน เพื่อผลักดันเชียงรายสู่การเป็นเมืองไมซ์ในอนาคต หากการประเมินนี้เดินหน้าได้เร็ว เชียงรายจะมีเครื่องมือสำคัญในการดึงงานประชุมระดับภูมิภาคเข้ามา ซึ่งสอดรับกับการที่จังหวัดได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569

ในมุมเศรษฐศาสตร์เมือง งานประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศเป็นมากกว่างานอีเวนต์ เพราะเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการระดับประเทศ เม็ดเงินการเดินทาง การเช่าพื้นที่จัดงาน และเครือข่ายธุรกิจ ยิ่งเชียงรายใช้โอกาสนี้เชื่อมกับการเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงวัฒนธรรม และเชื่อมชายแดน เม็ดเงินจะไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้กว้างขึ้น

คาร์โกไฟลต์จีน หากเกิดจริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสินค้าเกษตรพรีเมียม

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความสนใจของสายการบินจากจีนในการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าแบบคาร์โก ระหว่างเชียงรายกับคุนหมิง หากเส้นทางเกิดขึ้นจริง จะย่นระยะเวลาโลจิสติกส์ของสินค้าเกษตรพรีเมียมและผลไม้ไทย ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันด้านความสด ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้มาตรฐานและแบรนด์ท้องถิ่นเจาะตลาดจีนตอนใต้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางคาร์โกจะสร้างผลเชิงเศรษฐกิจได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบต้นน้ำถึงปลายน้ำถูกยกระดับพร้อมกัน ตั้งแต่มาตรฐานสินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น การขนส่งภายในจังหวัด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ที่ทำให้สินค้าของเชียงรายแตกต่างจากคู่แข่ง

ท่าเรือเชียงแสนและความร่วมมือกับ สปป.ลาว คือแกนเชื่อมลุ่มน้ำโขง

การผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้ และการขยายความร่วมมือกับแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว เป็นอีกแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง หากขยับได้จริง เชียงรายจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวปลายทาง แต่จะเป็นเมืองผ่านของการค้าและโลจิสติกส์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญา 2569 เมื่อสุขภาพและนวัตกรรมกลายเป็นเข็มทิศตลาด

ขณะเชียงรายวางเกมพื้นที่ อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณว่า ตลาดในปี 2569 ให้รางวัลกับธุรกิจที่ตอบโจทย์สุขภาพ สังคมผู้สูงอายุ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองมากขึ้น

ข้อมูลสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนมกราคม 2569 ที่เปิดเผยโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวม 6,171 คำขอ ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการเพิ่มขึ้น

ในรายละเอียด เครื่องหมายการค้ามีการยื่นคำขอ 4,833 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ติดอยู่ในกลุ่มที่มีคำขอสูง สะท้อนว่าเวลเนสไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสจริง

สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ผู้ยื่นต่างชาติยังครองสัดส่วนสูงถึง 92 และนวัตกรรมที่ยื่นมากคือยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขณะที่อนุสิทธิบัตรผู้ยื่นไทยครอง 96 และหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังนำมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันการศึกษาไทยจำนวนมากเป็นผู้ยื่นสำคัญ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีคำขออนุสิทธิบัตรสูงในเดือนดังกล่าว

ข้อมูลชุดนี้ช่วยวางคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ให้เชียงรายว่า หากจังหวัดต้องการโตแบบมีคุณภาพ การเชื่อมการท่องเที่ยวกับสุขภาพและนวัตกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร และบริการเวลเนส จะสอดรับกับทิศทางตลาดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคการผลิตไทยส่งสัญญาณเตือน เศรษฐกิจบริการยิ่งต้องแข็งแรง

ในขณะที่เชียงรายยืนบนฐานท่องเที่ยว ภาพรวมระดับประเทศยังมีแรงกดดันจากภาคการผลิต ข้อมูลที่อ้างถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทยในเอกสารแนบสะท้อนว่า การเปิดโรงงานใหม่ชะลอลง และการแข่งขันกับสินค้านำเข้ายังคงรุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ กำลังซื้อที่อ่อนแอจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน สงครามการค้าและค่าเงิน รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า

ภาพรวมเชิงโครงสร้างนี้ทำให้จังหวัดที่พึ่งพาบริการอย่างเชียงรายต้องถามตัวเองให้ชัดว่า จะทำให้เครื่องยนต์ท่องเที่ยวแข็งแรงอย่างไรในช่วงที่ประเทศอาจเผชิญแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ และจะทำให้รายได้กระจายไปถึงคนตัวเล็กได้อย่างไร ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่

จุดท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ฝุ่น PM2.5 คือบททดสอบความเชื่อมั่นและต้นทุนสุขภาพ

ปี 2569 เชียงรายไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องการตลาดท่องเที่ยว แต่ต้องแข่งขันเรื่องความน่าอยู่และความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าถูกยกขึ้นเป็นวาระสำคัญทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

ข้อมูลแนบระบุว่า จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาโดยเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และตรวจพบจุดความร้อนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ประมาณ 193 จุด พร้อมขับเคลื่อนโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์และกิจกรรม Dust Patrol ในเครือข่าย 9 อำเภอ รวมบุคลากรและผู้นำชุมชน 360 คน เพื่อเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยง

หากมองในมุมเศรษฐกิจ ฝุ่นไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนที่กดทับรายได้ท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 โดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากตัดสินใจจากคุณภาพอากาศและภาพลักษณ์ความปลอดภัย เมืองที่อยากเป็นไมซ์ซิตี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะงานประชุมและอีเวนต์ต้องการความแน่นอนด้านสุขภาพและการเดินทาง

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 คำถามใหญ่ไม่ใช่โตหรือไม่โต แต่โตแบบไหนให้คนทั้งจังหวัดได้ประโยชน์

การมีรายได้ท่องเที่ยวระดับ 51,540.09 ล้านบาท คือข้อเท็จจริงที่น่าภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือ รายได้ดังกล่าวจะกลายเป็นรายได้ครัวเรือนและการจ้างงานที่มั่นคงเพียงใด

ถ้ากลไกไมซ์ซิตี้เดินหน้าได้จริง เชียงรายจะได้ประโยชน์มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะไมซ์เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว เพิ่มคืนต่อธุรกิจบริการ และเพิ่มความถี่การเดินทางนอกฤดูกาล แต่ถ้ากลไกโลจิสติกส์คาร์โกและท่าเรือขยับได้จริง เชียงรายจะไม่เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็นเมืองการค้าและการขนส่งที่สร้างรายได้ให้ภาคเกษตรและผู้ประกอบการส่งออก

ในเวลาเดียวกัน เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญาที่ชี้ไปยังสุขภาพ เวลเนส สมุนไพร อาหาร และนวัตกรรม บอกจังหวัดว่า โอกาสใหม่อาจไม่ได้อยู่ไกล หากอยู่ในท้องถิ่นเอง ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ไปจนถึงบริการดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ

และเหนือสิ่งอื่นใด การต่อสู้กับฝุ่น PM2.5 คือโจทย์ที่ไม่อาจเลื่อน เพราะเป็นทั้งสุขภาพของประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และความน่าเชื่อถือของเมืองที่จะเป็นศูนย์กลางไมซ์ในอนาคต

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันทีในปี 2569

ประชาชนสามารถร่วมลดการเผาและแจ้งเหตุจุดเสี่ยงในชุมชนตามช่องทางที่จังหวัดกำหนด รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูงด้วยการติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่ออยู่ในเกณฑ์เสี่ยง

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรยกระดับมาตรฐานบริการที่เน้นความยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสุขภาพ เพราะตลาดกำลังให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าระบบไมซ์และกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ภาคเกษตรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรพรีเมียมควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างแบรนด์ หากเส้นทางคาร์โกและโลจิสติกส์ขยับเป็นรูปธรรม จะเป็นโอกาสที่คนพร้อมก่อนจะได้เปรียบก่อน

สถิติสำคัญที่ใช้ประกอบรายงาน

สถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568

  • ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน รายได้ 44,460.27 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน รายได้ 7,079.82 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลการยื่นคำขอทรัพย์สินทางปัญญา เดือนมกราคม 2569

  • ยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 6,171 คำขอ
  • เครื่องหมายการค้า 4,833 คำขอ
  • สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 599 คำขอ
  • อนุสิทธิบัตร 354 คำขอ
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 385 คำขอ
  • แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำอินโฟกราฟิกสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ตามภาพที่แนบ
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กรอ.จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จากเอกสารแนบ
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา สถิติการยื่นคำขอและการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเดือนมกราคม 2569 ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ และข้อมูลสื่อเผยแพร่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจดทะเบียน
  • ข้อมูลวิเคราะห์ภาคการผลิตและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อ้างอิงจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ผู้ใช้จัดเตรียม และบทวิเคราะห์ภาพรวมภาคการผลิตของ KResearch ที่เผยแพร่สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สถิติท่องเที่ยวไทยปี 69 ต่างชาติจองโรงแรมพุ่ง 77% เชียงรายสบช่องรับกลุ่มมหาเศรษฐีผ่าน Private Jet

เจาะลึก Hotel in the Sky และระบบนิเวศอัลตราลักชูรี เมื่อ Four Seasons Private Jet ปักหมุดเชียงราย และสิ่งที่เมืองปลายทางได้มากกว่าคำว่าไฮเอนด์

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสมการ จากการแข่งขันด้วยจำนวนผู้มาเยือน ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพของการใช้จ่าย ระยะเวลาการพำนัก และประสบการณ์ที่หาแทนกันไม่ได้ การปรากฏตัวของเครื่องบินเช่าเหมาลำภายใต้โปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience ซึ่งมีการรายงานว่าใช้เครื่องบิน Airbus A321LR ทะเบียน G-XATW และดำเนินการบินโดย Titan Airways ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่านของภาคเหนืออีกต่อไป แต่กำลังถูกวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางระดับอัลตราลักชูรีที่เลือกโลกทั้งใบได้ และเลือกความสงบแบบมีมาตรฐานเป็นคำตอบของการพักผ่อน

ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความหรูหราในเชิงรูปธรรมของยานพาหนะหรือโรงแรม หากยังสะท้อนแนวโน้มเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 ที่แรงขับเคลื่อนสำคัญกำลังถูกกำหนดโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเข้าพักที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลตรงต่อรายได้โรงแรม การจ้างงาน และโซ่อุปทานบริการในเมืองปลายทาง

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ เมื่อการเดินทางกลายเป็นโรงแรมบนฟ้า

Four Seasons Private Jet Experience ถูกอธิบายว่าเป็นการออกแบบการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนแบบการเดินทางเชิงมวลชน แต่ได้ระบบดูแลแบบโรงแรมหรูที่ถูกยกขึ้นไปอยู่บนความสูงระดับน่านฟ้า

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในแวดวงการท่องเที่ยวและสื่อธุรกิจระบุว่า เครื่องบินในโปรแกรมดังกล่าวได้รับการปรับแต่งภายในให้รองรับผู้โดยสารเพียง 48 ที่นั่ง จากศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่รองรับได้มากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ส่วนบุคคล ความเงียบ ความสบาย และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth

ทะเบียน G-XATW ถูกบันทึกในฐานข้อมูลการบินว่าเป็นเครื่อง Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการบิน Titan Airways ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการรายงานว่า Four Seasons ใช้พันธมิตรสายการบินสำหรับการปฏิบัติการบินเช่าเหมาลำในโปรแกรมนี้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความตื่นตาของคนรักเครื่องบินเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามเชิงเศรษฐกิจของเมืองปลายทางว่า ทำไมลูกค้าระดับโลกจึงเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในจุดหมาย และเมืองจะเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนได้อย่างไร

เชียงรายในฐานะ Quiet Luxury ปลายทางที่ความหรูไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง

เมื่อพูดถึงปลายทางในเชียงรายที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ระดับนี้ ชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และถูกนำเสนอในเชิงประสบการณ์แบบ Quiet Luxury คือเน้นความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และบริการที่จัดสรรแบบพอดี ไม่ใช่ความหรูหราที่ต้องอาศัยความหนาแน่นของสิ่งอำนวยความสะดวก

แหล่งข้อมูลท่องเที่ยวระบุว่า แคมป์มีจำนวนยูนิตที่พักจำกัดในระดับหลักสิบ พร้อมตัวเลือกบ้านพักแบบ Explorer’s Lodge และให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์ริมฝั่งน้ำและผืนป่ามากพอ ๆ กับมาตรฐานการบริการ

อีกมิติที่ถูกพูดถึงควบคู่กันคือการเชื่อมโยงกับงานอนุรักษ์ช้าง ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Golden Triangle Asian Elephant Foundation ซึ่งถูกกล่าวถึงในสื่อของ Four Seasons เองในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของประสบการณ์และความรับผิดชอบต่อสัตว์ป่าและชุมชน

อย่างไรก็ตาม ในการเล่าเรื่องเชิงข่าว การชูภาพสวยเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ เพราะความท้าทายของเมืองปลายทางมักซ่อนอยู่ใต้ความงาม นั่นคือการจัดการผลกระทบ การคุมมาตรฐานบริการ และการทำให้การท่องเที่ยวระดับสูงไม่กลายเป็นเกาะเศรษฐกิจที่ลอยแยกจากชุมชน

ตัวเลขที่บอกทิศทาง ประเทศไทยกำลังอยู่ในเกมที่ต่างชาติเป็นแรงขับหลัก

รายงานแนวโน้มการจองโรงแรมที่เผยแพร่ในไทยโดยอ้างอิงข้อมูลของ SiteMinder ชี้ว่า การจองโรงแรมในประเทศไทยมีสัดส่วนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมด ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่เป็นแม่เหล็กท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และอินโดนีเซีย โดยไทยถูกวางตำแหน่งว่าเป็นตลาดที่มีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างโดดเด่น

ขณะเดียวกัน รายงานเดียวกันสะท้อนแนวโน้มการพักนานขึ้น โดยสัดส่วนการเข้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปขยับขึ้น และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวันหรือ ADR มีการขยับขึ้นเป็น 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

ข้อมูลชุดนี้มีความหมายต่อเชียงรายโดยตรง เพราะเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่จุดขายสำคัญคือธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งเข้ากับเทรนด์ Stay Longer มากกว่าการมาเช็กอินแล้วไปต่อแบบรีบเร่ง เมืองที่ทำให้อยู่ได้นานขึ้น ย่อมมีโอกาสให้รายได้ไหลไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น

ในมุมของช่องทางขาย รายงานยังระบุว่า เว็บไซต์ของโรงแรมหรือการจองตรงไต่ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มช่องทางรายได้สำคัญ เป็นสัญญาณว่าตลาดระดับบนและตลาดที่ภักดีต่อแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญกับการจองแบบ Direct มากขึ้น

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ยังให้ความเห็นในเชิงกลยุทธ์ว่า สิ่งสำคัญคือความเร็วในการเข้าสู่ตลาดและการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อมองหาตลาดต้นทางใหม่และปัจจัยกระตุ้นดีมานด์ ซึ่งสะท้อนแนวคิด Data Driven ที่กำลังกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างโรงแรมที่โตได้กับโรงแรมที่เพียงประคองตัว

เมื่อ Four Seasons Private Jet มาถึง เมืองปลายทางได้อะไรบ้างในเชิงรูปธรรม

การใช้จ่ายที่กระจายเป็นห่วงโซ่ ไม่ใช่แค่ค่าห้องพัก

การท่องเที่ยวระดับอัลตราลักชูรีไม่ได้หยุดที่โรงแรม แต่ขยายไปถึงบริการขนส่งภาคพื้น ร้านอาหารเฉพาะทาง งานไกด์เชิงประสบการณ์ สปา สุขภาพ งานศิลป์ และสินค้าหัตถกรรมที่มีเรื่องเล่า ยิ่งกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เม็ดเงินยิ่งมักไหลไปสู่ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานและบริหารงานแบบมืออาชีพ

มาตรฐานบริการที่ยกระดับทั้งเมือง

อีกด้านหนึ่ง เมืองปลายทางต้องรับมือกับความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเล็กน้อยในห่วงโซ่บริการอาจสะท้อนภาพลักษณ์ทั้งปลายทางได้รวดเร็ว นี่คือแรงกดดันเชิงบวกที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องยกระดับภาษา การบริการ ความปลอดภัย และความเป็นสากล

ความท้าทายด้านสมดุลชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวระดับบนที่พึ่งพาธรรมชาติและความสงบ ต้องแลกมากับวินัยด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน เพราะความเสื่อมโทรมเพียงเล็กน้อยสามารถลดความน่าดึงดูดของ Quiet Luxury ได้ทันที เมืองจึงต้องคิดเรื่องการจัดการขยะ น้ำ พลังงาน และการคุ้มครองพื้นที่อ่อนไหวควบคู่กับการตลาด

เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าเป็นปลายทางระดับโลกได้จริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของการมาถึงของ Four Seasons Private Jet ไม่ใช่ความน่าตื่นตา แต่คือการทดสอบความพร้อมของระบบนิเวศเมืองในสามด้าน

ด้านแรกคือความพร้อมของซัพพลายบริการแบบพรีเมียมที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางภาคพื้น ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวของแขก

ด้านที่สองคือความสามารถในการทำให้คุณภาพการท่องเที่ยวกระจายสู่ชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่ในไม่กี่พื้นที่ หากเมืองทำได้ เม็ดเงินจะแปลเป็นการจ้างงาน ทักษะใหม่ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กล้าลงทุนกับมาตรฐาน

ด้านที่สามคือการรักษาอัตลักษณ์ เพราะเสน่ห์ของเชียงรายในเวทีโลก ไม่ได้อยู่ที่การเหมือนเมืองอื่น แต่อยู่ที่ความเป็นเชียงรายที่ถูกเล่าอย่างร่วมสมัยและเคารพรากเดิม

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที เพื่อไม่ให้โอกาสกลายเป็นภาพผ่านตา

สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น
ยกระดับมาตรฐานบริการให้ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การจอง การชำระเงิน ความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงการสื่อสารภาษาและการรับข้อร้องเรียน เพราะลูกค้าระดับนี้ตัดสินใจจากความมั่นใจมากพอ ๆ กับความสวยงาม

สำหรับชุมชน
รวมกลุ่มสร้างเรื่องเล่าของพื้นที่ให้ชัด และกำหนดขอบเขตการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายวิถีชีวิต การท่องเที่ยวที่ดีคือการที่คนในพื้นที่ยังอยู่ได้อย่างภูมิใจ ไม่ใช่ถูกบีบให้หลบทางให้ผู้มาเยือน

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
ทำข้อมูลท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เข้าถึงง่าย ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย เส้นทางฉุกเฉิน คุณภาพอากาศ การจัดการพื้นที่ธรรมชาติ และกลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพราะตลาดคุณภาพมองความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

เมื่อความหรูหราไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นสัญญาณของการแข่งขันระดับใหม่

การที่เชียงรายถูกกล่าวถึงในเส้นทางของประสบการณ์ Four Seasons Private Jet เป็นสัญญาณว่า เมืองกำลังถูกอ่านในฐานะปลายทางที่ขายความสงบได้ในมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับแนวโน้มที่ประเทศไทยยังมีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างเด่นชัด โดยสัดส่วนการจองจากต่างชาติอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มพักนานขึ้นพร้อม ADR ที่ขยับขึ้น

แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้โอกาสนี้ไม่เป็นเพียงข่าวชั่วคราว เมืองต้องเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นการยกระดับทักษะ มาตรฐาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ เพราะในโลกของ Quiet Luxury ความหรูหราไม่ใช่เสียงดัง หากคือความมั่นใจว่า ทุกอย่างถูกจัดการไว้แล้วอย่างดี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • สัดส่วนการจองโรงแรมในไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมดตามรายงานที่เผยแพร่โดยอ้างอิงข้อมูล SiteMinder
  • ค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวัน ADR 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มการเข้าพักยาวขึ้นตามรายงานเดียวกัน
  • ทะเบียนเครื่องบิน G-XATW ระบุเป็น Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับ Titan Airways ตามฐานข้อมูลการบิน
  • การรายงานว่าห้องโดยสารถูกปรับแต่งรองรับ 48 ที่นั่งในโปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ThaiPR.NET รายงานสรุปข้อมูลแนวโน้มการจองโรงแรม อ้างอิง SiteMinder พร้อมตัวเลขสัดส่วนต่างชาติ ADR และแนวโน้มการเข้าพัก รวมถึงความเห็นผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder
  • Planespotters.net ฐานข้อมูลเครื่องบิน ใช้ยืนยันทะเบียน G-XATW และรายละเอียดพื้นฐานของอากาศยานและผู้ดำเนินการบิน
  • Business Insider รายงานเชิงธุรกิจเกี่ยวกับ Four Seasons Private Jet Experience และองค์ประกอบประสบการณ์การเดินทางระดับอัลตราลักชูรี
  • Four Seasons Magazine บทความที่กล่าวถึง Golden Triangle Asian Elephant Foundation ในบริบทของ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle
  • Golden Triangle Asian Elephant Foundation ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและความเชื่อมโยงกับแคมป์ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายยกระดับด่านแม่สาย การค้าไทย-จีน ดันส่งออกผลไม้ผ่านแดนพุ่งทะลุ 6 แสนล้าน

เชียงรายรุกเปิดทางผลไม้ไทยสู่จีน ดันด่านแม่สายเข้ากรอบพิธีสาร พร้อมจัดมหกรรมการค้าชายแดนเร่งดีลใหม่ กู้แรงส่งเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย,6 กุมภาพันธ์ 2569 – บนเส้นทางที่รถบรรทุกสินค้าต้องแข่งกับเวลา ความสดของผลไม้ และต้นทุนที่ไหลขึ้นทุกครั้งที่คอขวดเกิดซ้ำ จังหวัดเชียงรายกำลังขยับหมากสำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับบทบาท “ประตูการค้าลุ่มน้ำโขง” ให้จับต้องได้จริงมากขึ้นในปี 2569

ภาพที่เห็นชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ คือการเดินหน้าสองแนวรบคู่กัน แนวรบแรกคือการเร่งผลักดัน “ด่านแม่สาย” ให้ได้รับการพิจารณาในกรอบพิธีสารไทย–จีนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้การขนส่งทางบกมีสถานะทางการและทำงานได้คล่องตัวกว่าเดิม แนวรบที่สองคือการใช้กิจกรรมเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ ด้วยการจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการเจรจาธุรกิจและหาตลาดทดแทนในช่วงที่การค้าชายแดนบางด้านยังเผชิญความไม่แน่นอน

ประเด็นไม่ใช่เพียงการจัดงานหรือการประชุมหนึ่งครั้ง หากเป็นการอ่านโจทย์เศรษฐกิจชายแดนจากตัวเลขทั้งประเทศ แล้วนำมาลงมือแก้ด้วยเครื่องมือที่จับต้องได้ในจังหวัด

แม่สายจากด่านชายแดนสู่จุดยุทธศาสตร์ผลไม้ไทย–จีน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย มีการประชุมเพื่อพิจารณาความพร้อมการเพิ่มด่านแม่สายเป็นจุดนำเข้าและส่งออกผลไม้ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้กรอบที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศที่สาม โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานร่วมกับผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สาระสำคัญของการหารืออยู่ที่การทำให้ “เส้นทาง” กลายเป็น “ระบบ” เพราะในโลกของการค้าผลไม้ ความได้เปรียบไม่ได้วัดกันที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันตั้งแต่ต้นทางในไร่ ไปจนถึงการตรวจรับ การกักกันโรค การควบคุมอุณหภูมิ การผ่านพิธีการ และเวลาที่สินค้าใช้บนถนน

ฝ่ายจังหวัดสะท้อนว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีความต้องการสูงในตลาดจีน แต่ข้อจำกัดด้านเส้นทางคมนาคมและขั้นตอนพิธีการในบางจุดยังส่งผลต่อระยะเวลาและต้นทุน การทำให้ด่านแม่สายถูกยกระดับในกรอบพิธีสาร จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่งทางบกที่เร็วขึ้น ลดคอขวด และลดต้นทุนโลจิสติกส์ที่ผู้ส่งออกและเกษตรกรเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง

หากมองในเชิงเศรษฐศาสตร์การค้า การลดเวลาได้เพียงเล็กน้อยอาจแปลเป็นการลดต้นทุนรวมทั้งระบบ เพราะเวลาที่เสียหน้าแดนเท่ากับต้นทุนที่เพิ่มทั้งค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า และความไม่แน่นอนของกำหนดส่งมอบ ซึ่งทั้งหมดสะเทือนต่อราคาและอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยโดยตรง

มหกรรมการค้าชายแดน 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ วางเวทีดีลใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน กรมการค้าต่างประเทศประกาศจัด “มหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดเชียงราย” ระหว่าง 12 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2569 ใช้พื้นที่ฝูงบิน 416 และโรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย เป็นจุดจัดกิจกรรมหลัก เป้าหมายที่ประกาศคือเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงการค้าเมียนมา ลาว และจีน และตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะศูนย์กลางการค้าอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

รูปแบบกิจกรรมสะท้อนว่ารัฐต้องการ “ให้เกิดธุรกรรมจริง” ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า ภายในงานจะมีบูธจำหน่ายสินค้ากว่า 200 คูหา เวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการประชุมติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและผ่านแดนของจังหวัด รวมถึงสัมมนาเชิงลึกหัวข้อ Winning the New Chinese Wave ที่ชูการเตรียมพร้อมผู้ประกอบการต่อคลื่นเศรษฐกิจจีนรอบใหม่ และการแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน

อีกมิติที่ถูกหยิบขึ้นมาคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ด่านกัมพูชา ด้วยการดึงเข้ามาอยู่ในเวทีใหม่ เพื่อหาตลาดทดแทนและคู่ค้าใหม่ผ่านกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ซึ่งสะท้อนแนวคิด “กระจายความเสี่ยง” ในทางปฏิบัติ

ตัวเลขทั้งประเทศชี้ชัด ปี 2568 ผ่านแดนโตแรงจนพยุงภาพรวม

แรงผลักดันของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้เกิดจากความคาดหวังลอย ๆ หากมีตัวเลขระดับประเทศเป็นฐานรองรับอย่างชัดเจน

ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศระบุว่า ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 1,937,629 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 6.71 เมื่อเทียบปีก่อน เป็นการส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 1.39 และการนำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุลการค้า 188,579 ล้านบาท

แต่เมื่อเจาะลึกโครงสร้าง จะเห็นการเปลี่ยนศูนย์ถ่วงที่สำคัญ
การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.47 ส่งออกชายแดน 522,007 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 13.31 ขณะที่นำเข้าชายแดน 372,186 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.69
ในทางตรงข้าม การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท โตถึงร้อยละ 24.39 ส่งออกผ่านแดน 541,097 ล้านบาท โต ร้อยละ 21.23 นำเข้าผ่านแดน 502,339 ล้านบาท โต ร้อยละ 27.99 และไทยได้ดุลผ่านแดน 38,757 ล้านบาท

ตัวเลขนี้บอกนัยสำคัญว่า แม้ “ชายแดน” ในความหมายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงจะชะลอตัว แต่ “ผ่านแดน” ซึ่งเชื่อมไปประเทศที่สามกลับเร่งตัวแรง จนทำให้ภาพรวมทั้งระบบยังขยายตัว

เมื่อพิจารณาเฉพาะการผ่านแดนไปจีน มูลค่ารวมอยู่ที่ 608,165 ล้านบาท โต ร้อยละ 26.71 กลายเป็นตลาดผ่านแดนอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่สิงคโปร์และเวียดนามตามมาในลำดับถัดไปตามข้อมูลชุดเดียวกัน

หากตีความแบบภาคสนาม นี่คือเหตุผลที่เชียงรายต้องเร่ง เพราะเมื่อแนวโน้มทั้งประเทศชี้ว่าการผ่านแดนไปจีนเป็น “แรงฉุดขึ้น” ของระบบ การทำให้ด่านและเส้นทางพร้อมจึงเท่ากับการยืนอยู่บนกระแสเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่การสวนกระแส

สัญญาณล่าสุดเดือนธันวาคม ชี้การผ่านแดนยังแรงแม้ส่งออกชายแดนสะดุด

ข้อมูลเดือนธันวาคม 2568 ยิ่งตอกย้ำภาพเดียวกัน ภาพรวมการค้าชายแดนและผ่านแดนเดือนเดียวมีมูลค่า 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76 แต่รายละเอียดสะท้อนความต่างของสองเครื่องยนต์

การค้าชายแดนเดือนธันวาคมอยู่ที่ 66,031 ล้านบาท ลด ร้อยละ 15.16 ส่งออกชายแดน 38,426 ล้านบาท ลด ร้อยละ 23.86 ขณะที่นำเข้าชายแดน 27,605 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 0.87
ส่วนการค้าผ่านแดนเดือนเดียวอยู่ที่ 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36 ส่งออกผ่านแดน 42,750 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.66 และนำเข้าผ่านแดน 53,283 ล้านบาท เพิ่มสูงถึง ร้อยละ 64.07

สำหรับผู้ประกอบการ ตัวเลขแบบนี้แปลเป็นเรื่องเดียวกัน คือความเสี่ยงและโอกาสกำลังอยู่คนละทิศทาง ความเสี่ยงคือการพึ่งพาการค้าชายแดนบางด้านมากเกินไปในช่วงที่สถานการณ์ปิดเปิดหรือมาตรการฝั่งคู่ค้าเปลี่ยนได้รวดเร็ว โอกาสคือการต่อยอดผ่านแดนไปประเทศที่สามที่กำลังขยายตัว และต้องการเส้นทางที่ชัดเจน โปร่ง และมีมาตรฐาน

เชียงรายกับบทบาทศูนย์กลาง การค้าที่โตไม่พอถ้าโลจิสติกส์ยังติดขัด

ในชุดข้อมูลที่แนบมา มีการระบุว่าเชียงรายมีมูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดนรวมกว่า 100,000 ล้านบาทในปี 2568 และสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ทุเรียน มังคุด ลำไย และน้ำมันเชื้อเพลิง ภาพนี้สะท้อนบทบาท “ประตูการค้าสู่จีนตอนใต้และประเทศเพื่อนบ้าน” ที่เชียงรายพยายามยืนยันมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การเป็นประตูไม่ได้หมายความว่าผ่านได้โดยอัตโนมัติ ประตูที่คนใช้จริงต้องเปิดได้ไว ปลอดภัย และมีกติกาที่คู่ค้ารับรู้ตรงกัน ยิ่งเมื่อผ่านแดนไปจีนโตแรง การผลักดันด่านแม่สายให้เข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ จึงเป็นเหมือนการยกระดับ “ประตู” จากประตูท้องถิ่นให้กลายเป็นประตูมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศ

ใครได้ประโยชน์จากการเร่งครั้งนี้ และใครต้องปรับตัว

คำถามที่ผู้อ่านเชิงลึกมักมองหา คือผลลัพธ์จะตกถึงใคร

หากด่านแม่สายถูกยกระดับจริง กลุ่มแรกที่มีโอกาสได้ประโยชน์คือเกษตรกรและผู้ส่งออกผลไม้ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ต้องการเส้นทางบกที่ลดคอขวดและลดต้นทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ห้องเย็น และธุรกิจบริการชายแดนย่อมได้รับแรงหนุนตามมา

แต่ในอีกด้าน การยกระดับเส้นทางย่อมมาพร้อมการแข่งขันที่เข้มขึ้น เพราะเมื่อระบบเร็วขึ้น ตลาดจะยิ่งคาดหวังความสม่ำเสมอของคุณภาพและกำหนดส่งมอบ ผู้ประกอบการรายเล็กจึงต้องเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและเอกสารมากขึ้น รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์มและการค้าดิจิทัล ซึ่งถูกชูเป็นแกนในการสัมมนาภายในงานมหกรรมด้วย

นี่คือเหตุผลที่ “มหกรรมการค้าชายแดน” ไม่ควรถูกมองเป็นงานขายของ แต่ควรถูกมองเป็นเวทีปรับทักษะและสร้างดีลใหม่ในจังหวะที่โครงสร้างการค้ากำลังเปลี่ยน

ปลายทางของเรื่องนี้ คือเชียงรายจะใช้แรงส่งผ่านแดนพยุงเศรษฐกิจปี 2569 ได้แค่ไหน

เมื่อการค้าชายแดนทั้งประเทศปี 2568 หดตัว แต่ภาพรวมยังโตได้เพราะผ่านแดนพุ่งขึ้น การวางยุทธศาสตร์ปี 2569 ของเชียงรายจึงเหมือนการ “เลือกยืนบนเครื่องยนต์ที่กำลังเร่ง” มากกว่ายืนบนเครื่องยนต์ที่ยังสะดุด

โจทย์ที่ต้องจับตาหลังจากนี้มีอย่างน้อยสามข้อ
หนึ่ง ความคืบหน้าการผลักดันด่านแม่สายเข้าสู่กรอบพิธีสารที่เกี่ยวข้องกับผลไม้ และความพร้อมด้านมาตรฐานตรวจรับและโลจิสติกส์
สอง ผลลัพธ์เชิงธุรกรรมจากงานมหกรรมการค้าชายแดน ว่าจะเกิดคู่ค้าใหม่และคำสั่งซื้อจริงมากเพียงใด
สาม ความสามารถของผู้ประกอบการท้องถิ่นในการปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสนามที่เร็วและเปลี่ยนกติกาได้ตลอด

ท่ามกลางตัวเลขการค้าผ่านแดนที่ทะลุ 1,043,436 ล้านบาทในปี 2568 และเติบโตถึง ร้อยละ 24.39 ภารกิจของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่การ “ตามน้ำ” แต่คือการทำให้ระบบรองรับน้ำเชี่ยวได้จริง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สถิติสำคัญ

  • ปี 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 1,937,629 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 6.71 ส่งออก 1,063,104 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 1.39 นำเข้า 874,525 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 13.98 ไทยได้ดุล 188,579 ล้านบาท
  • ปี 2568 การค้าชายแดนรวม 894,193 ล้านบาท ลด ร้อยละ 8.47
  • ปี 2568 การค้าผ่านแดนรวม 1,043,436 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 24.39
  • ปี 2568 การผ่านแดนไปจีน 608,165 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 26.71
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวม 162,064 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 7.76
  • เดือนธันวาคม 2568 การค้าผ่านแดน 96,033 ล้านบาท เพิ่ม ร้อยละ 32.36

หมายเหตุ ตัวเลขข้างต้นอ้างอิงจากอินโฟกราฟิกสรุปข้อมูลการค้าชายแดนและผ่านแดนของกรมการค้าต่างประเทศที่แนบมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ECONOMY

ยุทธศาสตร์สกัดทุนเทา 2569 แบงก์ชาติคุมวงเงินแลกเปลี่ยนชายแดน ป้องกันเศรษฐกิจใต้ดิน

แบงก์ชาติเดินเกม “สงครามทุนเทา” ปี 2569 คุมเงินสดรายใหญ่ สกัดเงินไหลชายแดน จับตา USDT ผิดปกติ ท่ามกลางเศรษฐกิจโตต่ำสุดรอบทศวรรษ

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ปลายเดือนมกราคมในเมืองชายแดนอย่างเชียงราย บรรยากาศเหมือน “ปกติ” แต่ความจริงกลับเต็มไปด้วยสัญญาณเตือนจากเครือข่ายการเงินที่เปลี่ยนรูปเร็วกว่าเดิม เงินสดยังเดินทางได้ ทองคำยังเคลื่อนย้ายได้ เงินตราต่างประเทศยังเปลี่ยนมือได้ และสินทรัพย์ดิจิทัลยิ่งข้ามพรมแดนได้ในเสี้ยววินาที

ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกคาดหมายว่าจะขยายตัวเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดในรอบประมาณ 10 ปี หากไม่นับช่วงโควิด-19 ความเปราะบางเชิงโครงสร้างจึงถูกยกขึ้นเป็น “โจทย์เร่งด่วน” ของประเทศ และหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดตรงขึ้นคือ เศรษฐกิจใต้ดิน เงินเทา ทุนเทา ที่ถูกมองว่ากัดกร่อนทั้งการแข่งขันที่เป็นธรรม และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงิน

เมื่อเศรษฐกิจโตช้า ความเสี่ยงโตเร็ว ประเทศจึงหันมาจัดระเบียบ “เส้นเลือดการเงิน”

ปี 2569 ถูกนิยามจากตัวเลขที่ทำให้หลายฝ่ายเงียบลงโดยอัตโนมัติ เศรษฐกิจไทยถูกคาดหมายว่าจะโตเพียงราว 1.5 ถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ถูกประเมินว่าสามารถไปได้สูงกว่านั้น หากประเทศแก้โจทย์เชิงโครงสร้างได้จริง ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา การขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง ไปจนถึงคอร์รัปชันและทุนเทา

ภาพนี้ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ต้องการยืนอยู่แค่บทบาทเดิมที่พึ่ง “ดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือหลัก หากแต่เริ่มขยับสู่มาตรการเฉพาะจุดมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่เชื่อมกับเงินนอกระบบ ซึ่งหากปล่อยไว้จะย้อนกลับมากระทบเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของระบบการเงินในที่สุด

ในอีกด้าน ประเทศไทยยังมีบริบทใหม่ที่ทับซ้อนกันอยู่ ทั้งความผันผวนของการค้าโลก ความกดดันจากระเบียบโลกที่เปลี่ยนเร็ว และความเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติที่โยงกับเงิน เครือข่าย และเทคโนโลยี มากกว่าการใช้กำลังแบบเดิม นั่นทำให้คำว่า “ทุนเทา” ไม่ได้ถูกพูดในเชิงข่าวอาชญากรรมอย่างเดียว แต่กลายเป็นประเด็นเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางสังคมไปพร้อมกัน

คุมเงินสดรายใหญ่ ปิดช่องทางขนเงินนอกระบบ

จุดเริ่มของความสั่นสะเทือนอยู่ที่ “เงินสด” สิ่งที่ดูเหมือนล้าสมัย แต่ยังเป็นเครื่องมือที่หลบเลี่ยงร่องรอยได้ดีที่สุด

รายงานข่าวระบุว่าในช่วงเวลาราว 10 กว่าวันถึง 2 สัปดาห์ มีการพบธุรกรรมถอนเงินสดที่ผิดปกติ 2 กรณี ระดับ 250 ล้านบาท และ 200 ล้านบาท รวมถึงพฤติกรรมเจาะจงขอธนบัตรชนิดราคา 500 บาท ซึ่งถูกชี้ว่าเป็นสัญญาณต้องสงสัยและควรถูกตรวจสอบเชิงลึก

แนวทางที่ถูกพูดถึงคือ การยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและวัตถุประสงค์การทำธุรกรรม เมื่อมีการถอนเงินสดเกินระดับหลายล้านบาท โดยตัวเลขที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ในช่วงประมาณ 3 ถึง 5 ล้านบาท ธนาคารพาณิชย์จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าถอนเพื่ออะไร ใช้ช่องทางโอนหรือเช็คได้หรือไม่ และหากพบความผิดปกติจะส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหากโยงการเลือกตั้งก็ส่งต่อหน่วยงานกำกับการเลือกตั้งให้ตรวจสอบ

มิติที่ทำให้เรื่องนี้เกินกว่าข่าวการเงิน คือประโยคที่สะท้อนแนวคิดว่า ทุนเทาไม่ได้เป็นแค่เรื่องผิดกฎหมายรายคดี แต่เป็นสิ่งที่ “กัดกร่อนประเทศ” ผ่านการบิดเบือนการแข่งขัน การทำให้ต้นทุนซ่อนเร้นต่ำกว่าคนทำธุรกิจสุจริต และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีอย่างเงียบ ๆ

คุมแลกเงินชายแดน วงเงินเข้มขึ้นเพื่อสกัดการฟอกเงินข้ามพรมแดน

หากเงินสดคือ “การเคลื่อนย้าย” เงินตราต่างประเทศก็คือ “การแปลงร่าง” ของเงินก่อนจะข้ามแดน

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเอกสารทางการกำหนดวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศต่อคนต่อวัน และกำหนดวงเงินที่เข้มงวดในพื้นที่ชายแดน โดยสาระสำคัญคือ

  • พื้นที่ทั่วไปมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 800,000 บาทต่อคนต่อวัน
  • พื้นที่ชายแดนมีกรอบวงเงินรับซื้อธนบัตรเงินตราต่างประเทศไม่เกิน 200,000 บาทต่อคนต่อวัน

เมื่อวางแผนที่ลงไปบนภูมิศาสตร์จริง เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้อง “รู้สึก” กับมาตรการนี้ทันที เพราะมีทั้งด่านชายแดนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการเดินทางและการแลกเงิน ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการทำธุรกรรมของคนในพื้นที่

มาตรการลักษณะนี้ย่อมมีผลสองหน้า ด้านหนึ่งช่วยปิดช่องทางการฟอกเงินผ่านการแลกเงินสดจำนวนมากในจุดเสี่ยง แต่อีกด้านก็เพิ่มต้นทุนความสะดวกให้กับผู้ประกอบการบางประเภท โดยเฉพาะผู้ที่เคยพึ่งพาเงินสดเป็นหลัก

จับตาทองคำออนไลน์ ลดแรงกดดันค่าเงินและเส้นทางทุนเทา

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มี “ความเป็นเงิน” สูงในเชิงการเก็บมูลค่า และเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายมูลค่าที่ทำได้ทั้งในและนอกระบบ รายงานระบุว่ามีแนวทางกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำ โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และมีการพูดถึงกรอบวงเงินระดับ 50 ล้านบาทต่อวันสำหรับการซื้อขายทองคำออนไลน์ในบางรูปแบบ รวมถึงกรอบการรายงานธุรกรรมมูลค่าสูงเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวเชิงระบบชัดขึ้น ในมุมสาธารณะ ประเด็นทองคำมักถูกมองเป็นเรื่องการลงทุน แต่ในมุมกำกับดูแล ทองคำคือช่องทางที่เงินสามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ยากต่อการตามรอยได้มากขึ้น หากไม่มีระบบรายงานและตรวจสอบที่เข้มพอ

e-Wallet e-Money และมาตรการรู้จักลูกค้าให้เข้มขึ้น

ในยุคที่เงินย้ายจากเงินสดไปสู่กระเป๋าเงินดิจิทัล ความเสี่ยงก็ย้ายตามไปด้วย แนวทางหนึ่งคือการทำให้ผู้ให้บริการ e-Money และ e-Wallet เชื่อมข้อมูลและจัดระดับการทำธุรกรรมตามระดับการยืนยันตัวตน รวมถึงการทำ profiling เพื่อแยกบัญชีของประชาชนทั่วไปออกจากบัญชีที่เข้าข่ายเสี่ยง เช่น บัญชีม้า หรือบัญชีที่ใช้พักเงินในเครือข่ายอาชญากรรม นี่คือ “งานหลังบ้าน” ที่ไม่ดราม่าเท่าการคุมถอนเงินสด แต่เป็นกลไกที่จะทำให้มาตรการอื่นทำงานได้จริง เพราะหากไม่เห็นตัวตนและพฤติกรรม ระบบก็ไม่สามารถแยกธุรกรรมปกติออกจากธุรกรรมที่ต้องสงสัยได้

เชียงรายในสมการใหม่ เมืองท่องเที่ยวชายแดนที่ต้องสร้างความมั่นใจด้วยความปลอดภัยทางการเงิน

เชียงรายมีบทบาททับซ้อนกันอยู่สามชั้น ชั้นแรก คือเมืองท่องเที่ยวที่ต้องพึ่งความเชื่อมั่น ชั้นที่สอง คือเมืองชายแดนที่มีการไหลเวียนของคนและเงิน ชั้นที่สาม คือพื้นที่ที่มักถูกจับตาเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติในบางช่วงเวลา

เมื่อมาตรการคุมแลกเงินชายแดนระดับ 200,000 บาทต่อคนต่อวันมีผลในเชิงหลักการ เมืองอย่างแม่สาย เชียงแสน หรือจุดกิจกรรมชายแดนย่อมต้องปรับพฤติกรรมของทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ ไม่ใช่เพราะ “ถูกกล่าวหา” แต่เพราะพื้นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มความเข้มในการป้องกัน

อีกด้านหนึ่ง การพูดถึงการค้ามนุษย์และกลไกช่วยเหลือผู้เสียหายในพื้นที่ชายแดนยังเป็นบริบทที่อยู่คู่กับเชียงรายมาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีการสื่อสารเกี่ยวกับการประชุมหรือการทำงานร่วมของหน่วยงานพื้นที่ด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งสะท้อนว่า “ความมั่นคงมนุษย์” ถูกยกเป็นงานประจำ ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ

หากมองแบบไม่ตื่นตระหนก แต่ยึดหลักความจริง เมืองชายแดนจะปลอดภัยและแข่งขันได้ก็ต่อเมื่อ “เงินสะอาด” ไหลเวียนได้คล่อง และ “เงินเสี่ยง” ถูกบีบให้ติดร่องรอยจนทำงานยากขึ้น

อีกด้านของเรื่องเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจโตช้า มาตรการเฉพาะจุดถูกใช้พยุงระบบ

นอกจากเรื่องทุนเทา รายงานยังกล่าวถึงการแก้โจทย์เศรษฐกิจผ่านมาตรการเฉพาะจุด เช่น

  • การจัดการหนี้เสียรายย่อย โดยมีการพูดถึงการโอนบัญชีหนี้เสียจำนวนมากไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อช่วยจัดโครงสร้าง
  • การพยุงผู้ประกอบการ โดยมีแนวคิดเรื่องเครดิตการันตีหรือสินเชื่อเพื่อให้ SME กลับมาเดินได้ในช่วงที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง

สารสำคัญคือ มาตรการการเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ หากโครงสร้างยังรั่ว และเงินนอกระบบยังทำให้กติกาเศรษฐกิจบิดเบี้ยว

เงินเทาไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะต้นทุนสุดท้ายตกที่คนปกติ

คนทำธุรกิจสุจริตอาจต้องเสียเปรียบจากคู่แข่งที่มีเงินต้นทุนต่ำแบบไม่โปร่งใส ประชาชนอาจเผชิญราคาสินค้าและบริการที่สะท้อน “ความเสี่ยง” ของพื้นที่ รัฐอาจสูญรายได้ภาษี และต้องใช้งบมากขึ้นเพื่อไล่แก้ปัญหาปลายเหตุ

เมื่อรวมกันทั้งหมด ต้นทุนสุดท้ายมักไม่ตกที่เครือข่ายทุนเทาเพียงฝ่ายเดียว แต่อาจตกที่คนธรรมดาที่ต้องซื้อความมั่นใจเพิ่มขึ้นทุกวัน ผ่านค่าธรรมเนียม เวลา เอกสาร และความไม่แน่นอน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • งานสัมมนา Thailand Blooming 2026
  • THE STANDARD รายงานทิศทาง ก.ล.ต. ด้านการป้องกันการฟอกเงินและการเชื่อมโยงข้อมูลกำกับดูแล
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ ไทย 2569 หนี้ครัวเรือนพุ่งดันกระแส Generation Rent และโอกาสทองที่ดินแนวรถไฟเชียงราย

อสังหาฯ ไทย 2569 ยุค “รักษาสมดุลความเสี่ยง” และการกลายร่างของ “เชียงราย” สู่ประตูเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 25 มกราคม 2569 — หากปี 2568 คือปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย “ชะงักเพื่อประเมินความเสียหาย” จากแรงกดดันรอบด้าน ปี 2569 คือปีที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อบ้านต้อง “เดินบนเส้นเชือก” อย่างมีสติยิ่งกว่าเดิม เพราะความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกบังคับให้ต้องบริหารให้เดินต่อได้

ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกฝ่ายเลี่ยงไม่ได้คือ ภาระหนี้ครัวเรือนของไทย ใกล้ระดับ 90% ของ GDP ได้กลายเป็น “เพดานกำลังซื้อ” ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นธุรกรรมได้จริง ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการคัดกรองสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่มีการระบุอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ สูงถึง 70–80% ในบางช่วง

ในบริบทเช่นนี้ CBRE ประเทศไทย ประเมินทิศทางตลาดปี 2569 ว่าเป็น “ปีแห่งการทดสอบความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน” พร้อมชี้ว่า ตลาดที่พักอาศัยมีแนวโน้มขยับไปสู่แนวคิด คุณภาพเหนือปริมาณ” มากขึ้น ขณะที่ตลาดสำนักงานเดินหน้าไปตามเทรนด์ Flight-to-Quality และกลุ่มที่โดดเด่นต่อเนื่องคือ Industrial & Logistics โดยเฉพาะความต้องการพื้นที่เกี่ยวเนื่องกับ Data Center ในพื้นที่ EEC

แต่ถ้ากรุงเทพฯ คือเวทีแข่งขันของสินทรัพย์ระดับบน แบรนด์ และทุนขนาดใหญ่ “เชียงราย” กำลังถูกดึงขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาของเมืองที่กำลัง “เปลี่ยนสถานะ” จากเมืองท่องเที่ยวตามฤดูกาลและเกษตรกรรม สู่เมืองยุทธศาสตร์ชายแดนและโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทย–สปป.ลาว–จีน ภายใต้แรงส่งจากเมกะโปรเจกต์และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ปี 2569 ตลาดไม่ได้ถามว่า “ฟื้นไหม” แต่ถามว่า “เสี่ยงแค่ไหนถึงคุ้ม”

ภาพตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยคำถามใหม่ที่เฉียบคมกว่าเดิม ผู้ประกอบการไม่ได้เริ่มต้นจาก “จะเปิดตัวโครงการเพิ่มกี่ยูนิต” แต่เริ่มจาก “หากเปิดแล้วขายไม่ออก จะรับความเสี่ยงไหวหรือไม่” เพราะต้นทุนความผิดพลาดเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากต้นทุนการเงิน สต็อกคงค้าง และการแข่งขันที่รุนแรง

ในปี 2567 สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ลดลง และมูลค่าการโอนที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงตามภาพเศรษฐกิจ ขณะที่การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กู้ได้ถึง 100% ในช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 ถูกมองว่าเป็นมาตรการลดแรงเสียดทาน แต่ไม่ใช่ “เวทมนตร์” ที่ทำให้คนกู้ผ่านทันที หากฐานะรายได้และภาระหนี้เดิมยังเปราะบาง 

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ มาตรการช่วย “คนที่เกือบพร้อม” ให้ขยับได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถยก “คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต” ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้ในชั่วข้ามคืน ตรงนี้เองที่ทำให้ปี 2569 กลายเป็นปีของการ “คัดคน” และ “คัดสินค้า” มากกว่าปีก่อน

ภาพใหญ่ระดับประเทศ “คุณภาพเหนือปริมาณ” กับการย้ายสนามแข่งขันของอสังหาฯ

นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ CBRE ประเทศไทย สะท้อนแนวโน้มว่า ตลาดที่พักอาศัยจะมุ่งไปสู่ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” โดยเฉพาะโครงการในย่านใจกลางเมืองที่มีแนวโน้มเป็นโครงการระดับบน เน้นความเป็นส่วนตัว และการยกระดับด้วยแนวคิด Branded Residence หรือการบริหารจัดการมาตรฐานบริการที่สูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ภาพสำนักงานที่ผู้ใช้สรุปไว้สะท้อนพฤติกรรมผู้เช่าที่เริ่ม “ย้าย” ไปสู่อาคารที่มีคุณภาพสูงกว่า  เทรนด์ Flight-to-Quality  เพื่อประสิทธิภาพการทำงาน ภาพลักษณ์องค์กร และต้นทุนรวมในระยะยาว โดยตลาดที่ผู้ใช้ชี้ว่า “โดดเด่นที่สุด” คือกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ที่แรงขับสำคัญคือการลงทุนเกี่ยวเนื่องกับ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล

สาระสำคัญของภาพใหญ่คือ ตลาดกำลังปรับจากการแข่งขันเชิงปริมาณ (จำนวนยูนิต/จำนวนโครงการ) ไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ (มาตรฐานอาคาร บริการ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความสามารถบริหารความเสี่ยง)

เมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” กลายเป็นชีวิตจริง  ตลาดเช่าจึงกลายเป็นตลาดหลัก (ไม่ใช่ตลาดรอง)

หนึ่งในตัวเลขที่สะเทือนความเข้าใจเดิมของตลาดคือ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทที่ผู้ใช้ระบุว่าอยู่ระดับ 70–80% ในบางช่วงเวลา ซึ่งหากตัวเลขนี้สะท้อนภาวะจริงในภาคสนาม ก็เท่ากับว่าความต้องการของคนจำนวนมากถูกตัดออกจากระบบด้วย “ประตูสินเชื่อ” ไม่ใช่ด้วย “ความไม่อยากซื้อ”

ผลที่ตามมาคือปรากฏการณ์ Generation Rent มีคนรุ่นใหม่กว่า 66% เลือก “เช่าแทนซื้อ” และการเกิดโมเดล Rent-to-Own (เช่าซื้อ) ที่เปิดทางให้ผู้บริโภคเช่าอยู่อาศัยก่อน แล้วนำค่าเช่าบางส่วนมาหักเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เพื่อลดกำแพงการเข้าถึงบ้านสำหรับผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก

นี่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง เพราะเมื่อการเช่าไม่ใช่ “ทางผ่าน” แต่เป็น “ทางหลัก” ผู้ประกอบการที่ยังยึดโมเดลรายได้จากการขายอย่างเดียว ย่อมเผชิญความเสี่ยงสภาพคล่องมากกว่าผู้ที่ออกแบบพอร์ตให้รองรับรายได้จากการเช่า/การบริการ/การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์

เชียงราย “เมืองที่กำลังถูกเขียนใหม่” ด้วยรางรถไฟ โลจิสติกส์ และบทเรียนภัยพิบัติ

หากจะมีจังหวัดหนึ่งที่สะท้อนคำว่า “การกลายร่างท่ามกลางวิกฤติ” ได้ชัด เชียงรายคือหนึ่งในนั้น เพราะเมืองกำลังยืนอยู่บนแรงดึงสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือแรงกดจากกำลังซื้อระดับล่างที่เปราะบางและการกู้ที่ยากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยบางเซกเมนต์ชะลอตัวและต้องปรับฐาน
อีกด้านคือแรงส่งจากโครงสร้างพื้นฐานและบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจชายแดน ที่ทำให้อสังหาฯ เชิงยุทธศาสตร์  ทำเลโลจิสติกส์ พื้นที่พาณิชย์รอบจุดเชื่อมต่อ และที่อยู่อาศัยรองรับการอยู่อาศัยระยะยาว  เริ่มมีความหมายมากขึ้น

และหัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้อยู่ที่ “โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ”

เมกะโปรเจกต์เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ เมื่อ “ความคืบหน้า 50.49%” คือสัญญาณที่ตลาดใช้คำนวณได้

โครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ถูกวางให้เป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมภาคเหนือสู่พื้นที่ชายแดนและการค้าลุ่มน้ำโขง ผู้ใช้ระบุความคืบหน้า ณ สิ้นปี 2568 ว่าอยู่ที่ ประมาณ 50.49% (เร็วกว่าแผน) และแจกแจงรายสัญญา ได้แก่

  • สัญญา 1 เด่นชัย–งาว 47.61% (ล่าช้าเมื่อเทียบแผน)
  • สัญญา 2 งาว–เชียงราย 56.72% (เร็วกว่าแผน)
  • สัญญา 3 เชียงราย–เชียงของ 45.79% (เร็วกว่าแผน)

สำหรับตลาดอสังหาฯ ตัวเลขความคืบหน้าเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความคืบหน้าทางวิศวกรรม แต่คือ “สัญญาณความเป็นจริง” ที่นักลงทุนและสถาบันการเงินเริ่มนำไปใส่ในสมการความเสี่ยง ทำเลที่เคยเป็นเพียงการคาดการณ์เริ่มถูกตีราคาใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่รอบแนวสถานีและถนนบายพาสที่ผู้ใช้ระบุว่าแนวคิด TOD ช่วยดันราคาเสนอขายที่ดินไปแตะ ราว 2.3 ล้านบาทต่อไร่ ในบางจุด

หากมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจเมือง รถไฟทางคู่กำลังเปลี่ยนเชียงรายจาก “เมืองปลายทาง” ไปสู่ “เมืองผ่านที่มีมูลค่า” เพราะการผ่านของสินค้า คน และบริการ คือสิ่งที่สร้างดีมานด์ต่อคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า พื้นที่พาณิชย์ และที่อยู่อาศัยของแรงงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเชน

ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย ปรับฐานด้วยตัวเลข  และสะท้อนแรงกดจริงของครัวเรือน

ในข้อมูลเชิงสถิติที่ผู้ใช้ให้มา ระบุว่าเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายราว 2,758 หน่วย (ลดลงเมื่อเทียบปีก่อน) และมีหน่วยเหลือขายราว 2,656 หน่วย มูลค่ารวมราว 10,499 ล้านบาท โดยกระจุกตัวในกลุ่มบ้านจัดสรรระดับราคา 2–5 ล้านบาท และทำเลหลักอย่างอำเภอเมืองเชียงราย/โซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ตัวชี้วัดที่สะท้อนการชะลอตัว ได้แก่

  • หน่วยขายได้ใหม่ 102 หน่วย (ลดลง 55.5% YoY)
  • มูลค่าหน่วยขายได้ใหม่ 372 ล้านบาท (ลดลง 61.1% YoY)
  • อัตราดูดซับต่อเดือน 1.6%
  • ระยะเวลาคาดว่าจะขายหมด 57 เดือน

ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไร? อย่างน้อยสองอย่าง
หนึ่ง ตลาดไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการใหม่” เพื่อดันการเติบโตได้เหมือนเดิม
สอง ผู้ประกอบการต้องคิดหนักขึ้นเรื่องการจัดการสต็อก โปรโมชัน และการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับพฤติกรรม “เช่าแทนซื้อ” ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลัก

ความปลอดภัย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของราคา น้ำท่วม–แผ่นดินไหว และต้นทุนความเชื่อมั่น

บทเรียนอีกด้านที่เชียงรายเผชิญคือภัยพิบัติ ผู้ใช้ระบุว่าแม่สายได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ และภาครัฐมีแผนป้องกันน้ำท่วมถาวรงบประมาณรวมราว 3,430 ล้านบาท พร้อมรายละเอียด เช่น ขุดลอกลำน้ำสาย/น้ำรวก การสร้างพนังกั้นน้ำ รวมถึงการรื้อย้ายอาคารสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องจำนวน 843 หลัง และงบชดเชยราว 1,830 ล้านบาท

เมื่อความเสี่ยง “ปรากฏเป็นภาพจริง” ความปลอดภัยจึงไม่ใช่คำโฆษณา แต่เป็น “ตัวแปรราคา” ผู้ซื้อจำนวนมากจะไม่ประเมินแค่ทำเล–ฟังก์ชันบ้าน แต่ประเมินว่า

  • โครงการอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากหรือไม่
  • มีมาตรการระบายน้ำ/ยกพื้น/แนวป้องกันหรือไม่
  • โครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนได้เพียงใด
  • วัสดุและระบบอาคารลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวได้จริงหรือไม่

นั่นทำให้ผู้ใช้ชี้ว่าแนวทาง Green & Safety และการออกแบบรองรับแผ่นดินไหว/ประหยัดพลังงาน ไม่ใช่ “ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์” แต่เป็น “เงื่อนไขเพื่อขายได้” ในเมืองที่ความเชื่อมั่นเคยถูกกระทบ

Chiang Rai Wellness City จาก “อยู่” ให้กลายเป็น “อยู่ดี” และเปลี่ยนอสังหาฯ เป็นประสบการณ์สุขภาวะ

ผู้ใช้ระบุยุทธศาสตร์ผลักดันเชียงรายสู่ “Chiang Rai Wellness City” ซึ่งเปลี่ยนโจทย์อสังหาฯ จาก “บ้าน” ไปสู่ “Wellness Living Experience” โดยทำเลอย่างโซนสนามบิน–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกชี้ว่าเป็นพื้นที่ที่ยังมี Real Demand สูงจากนักศึกษาและบุคลากรทางการแพทย์

ในกรอบนี้ อสังหาฯ ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่เพียงบ้านที่สวย แต่เป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว เช่น การออกแบบพื้นที่สีเขียว การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความสะดวกในการเดินทาง และความปลอดภัยของชุมชน ซึ่งเมื่อผสานกับเทรนด์ long-stay และสังคมสูงวัย ยิ่งทำให้เชียงรายมี “เรื่องเล่าใหม่” ที่ต่อยอดไปสู่ตลาดคุณภาพได

ผู้ซื้อต่างชาติและแรงเคลื่อนย้ายทุน เมื่อเมียนมา “ขยับขึ้น” และเชียงรายได้อานิสงส์ด้านความปลอดภัย

REIC ระบุว่า ไตรมาส 1/2568 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดรวม 3,919 หน่วย มูลค่าราว 16,392 ล้านบาท และชาวเมียนมาขยับขึ้นเป็นผู้ซื้ออันดับ 2 แซงหน้ารัสเซีย  โดยเหตุผลสำคัญเชื่อมโยงกับความไม่สงบทางการเมืองและความกังวลด้านความปลอดภัย ทำให้เกิดแรงผลักให้ผู้มีฐานะมองหาที่พำนักในไทย

สำหรับเชียงราย “ความใกล้ชายแดน” ซึ่งเคยเป็นจุดขายด้านการค้าและท่องเที่ยว กำลังเพิ่มความหมายใหม่ในฐานะ “พื้นที่หลบความเสี่ยง” ที่เข้าถึงระบบสาธารณสุขได้ และอยู่ในระยะทางที่เดินทางเชื่อมต่อได้จริง นี่คือเงื่อนไขที่ทำให้บางผลิตภัณฑ์ เช่น บ้านคุณภาพสูงหรือโครงการที่วางตำแหน่งรองรับการอยู่อาศัยจริงของชาวต่างชาติ มีโอกาสเติบโต แม้กำลังซื้อในประเทศจะยังไม่ฟื้นเต็มที่

ฉากการแข่งขันผู้ประกอบการ “ทุนใหญ่” กับ “Local Heroes” และเกมที่ไม่เหมือนเดิม

ผู้ใช้จัดเตรียมภาพการแข่งขันในเชียงรายไว้ชัดเจนว่า เป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการจากส่วนกลางที่ได้เปรียบด้านแบรนด์และเงินทุน กับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้าใจพื้นที่และรสนิยมล้านนา

ตัวอย่างที่ผู้ใช้ระบุ ได้แก่ ผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาพร้อมโปรโมชันแรงและมาตรฐานบริการหลังการขาย รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ยังครองฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและระดับกลางถึงบนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างและความคุ้นเคยของทำเล

แต่ในปี 2569 เกมไม่ได้วัดกันที่ “ใครเปิดโครงการใหญ่กว่า” หากวัดกันที่

  • ใครคุมต้นทุนได้ดีพอให้ทนรอบขายช้าลง
  • ใครปรับโมเดลรายได้ให้รองรับตลาดเช่า/เช่าซื้อได้จริง
  • ใครสื่อสารความปลอดภัยและมาตรฐานอาคารได้อย่างน่าเชื่อถือ
  • ใครเลือกทำเลที่สอดคล้องกับดีมานด์แท้ (มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล จุดคมนาคม) มากกว่าการหวังเก็งกำไร

เศรษฐกิจปี 2569 เมื่อการเติบโตชะลอ และความไม่แน่นอนสูง  อสังหาฯ จึงต้อง “วางแผนรอด” ก่อน “วางแผนรวย”

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 ว่ามีโอกาสชะลอลง เหตุจากแรงกดดันการส่งออก อุปสงค์โลก และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า รวมถึงตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกจาก WTO ที่ผู้ใช้ระบุไว้

แม้ในข่าวนี้จะไม่ลงรายละเอียดทุกบรรทัดของชุดข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค แต่สาระที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯ คือ เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจไม่แน่นอน “การตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่” จะยิ่งอ่อนไหว และทำให้พฤติกรรมผู้ซื้อเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจมากขึ้น

ในเชิงจิตวิทยาตลาด อสังหาฯ ไม่ได้ขายแค่พื้นที่ใช้สอย แต่ขาย “ความมั่นคงของชีวิต” และในยุคที่รายได้ถูกกดดัน หนี้สูง และภัยพิบัติสร้างความไม่แน่นอน ความมั่นคงนั้นยิ่งมีราคาแพงขึ้น

มุมมองเชิงนโยบาย เมืองที่กำลังโต ต้องโตอย่างไม่ทิ้งคนข้างหลัง

อีกด้านที่ข่าวเชิงลึกเลี่ยงไม่ได้คือ “ผลกระทบต่อชุมชน” เพราะการขยับของราคาที่ดินรอบแนวคมนาคม (เช่น TOD) และการยกระดับเมืองไปสู่ Wellness City อาจนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็อาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย หากตลาดเคลื่อนไปสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงมากขึ้น ขณะที่คนทำงานรายได้ปานกลาง–ล่างยังติดเงื่อนไขสินเชื่อ

นี่ทำให้โมเดลเช่า/เช่าซื้อและการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าระยะยาวในทำเลที่มีดีมานด์แท้ กลายเป็น “โจทย์สาธารณะ” ไม่ใช่แค่โจทย์ธุรกิจ เพราะมันคือเครื่องมือให้แรงงานและครอบครัวในเมืองสามารถอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตได้จริง

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ (ปี 2569–2573) 

เพื่อความเป็นกลาง ข่าวส่วนนี้จะนำเสนอเป็น “แนวทางเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ได้สรุปว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่ชี้ว่าแนวทางใดสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ

1) ปรับพอร์ตสู่ตลาดเช่าและเช่าซื้อ

รองรับกลุ่ม Generation Rent และผู้ที่กู้ไม่ผ่านในรอบแรก ลดความเสี่ยงจากยอดขายชะลอ และสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ

2) ยกระดับ Green & Safety ให้เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่มูลค่าเพิ่ม

ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว จัดการน้ำ และใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงาน เพื่อแปลง “ความปลอดภัย” ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นที่จับต้องได้

3) โฟกัสทำเล TOD และแนวคมนาคมที่มีความคืบหน้าจริง

โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งผู้ใช้ระบุกรอบการเปิดใช้งานไว้ในอนาคต และชี้โอกาส capital gain ของทำเล

4) เจาะกลุ่มลูกค้า CLMV/ต่างชาติที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาวและเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ผู้ใช้ระบุว่าเป็นผู้ซื้ออันดับต้น ๆ ในภาพรวม

 “ความเสี่ยง” คือราคาใหม่ของอสังหาฯ ไทย และเชียงรายกำลังพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นมากกว่าเมืองท่องเที่ยว

ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยไม่ได้อยู่ในยุคที่ทุกโครงการ “ขายได้เพราะตลาดขึ้น” แต่เป็นยุคที่ต้อง “ขายได้เพราะอ่านความเสี่ยงขาด” ความเสี่ยงของผู้ซื้อ ความเสี่ยงของสินเชื่อ ความเสี่ยงของภัยพิบัติ และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก

ในภาพนี้ เชียงรายกำลังถูกผลักให้กลายเป็น “เมืองหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมกะโปรเจกต์รถไฟทางคู่ทำให้บทบาทเมืองเริ่มจับต้องได้มากขึ้น ขณะที่ยุทธศาสตร์ Wellness City ช่วยยกระดับความหมายของการอยู่อาศัยจาก “อยู่ให้ได้” ไปสู่ “อยู่ให้ดี” ท่ามกลางสังคมที่ให้ราคากับสุขภาพและความปลอดภัยสูงขึ้น

แต่โอกาสจะเป็นของผู้ที่บริหารสมดุลได้จริงเท่านั้น  ผู้ประกอบการที่ปรับพอร์ต ผู้กำหนดนโยบายที่ทำให้เมืองโตอย่างไม่ทิ้งคนส่วนใหญ่ และผู้ซื้อที่ตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่ความหวัง

เพราะในยุคที่หนี้ครัวเรือนสูงและความไม่แน่นอนเป็นปกติใหม่ คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “จะซื้อบ้านไหม” แต่คือ “บ้านแบบไหน ทำเลแบบไหน และเงื่อนไขแบบไหน ที่ปลอดภัยพอจะผูกชีวิตไว้ระยะยาว”

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างถึงในข่าว

  1. หนี้ครัวเรือนไทยใกล้ 90% ของ GDP 
  2. ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็น 100% ช่วง พ.ค. 2568–มิ.ย. 2569 
  3. โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ วงเงิน 85,345 ล้านบาท ความคืบหน้า 50.49% และความคืบหน้ารายสัญญา 
  4. ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงราย หน่วยเสนอขาย/เหลือขาย/อัตราดูดซับ/ระยะเวลาขายหมด และตัวเลขขายได้ใหม่ 
  5. พฤติกรรมผู้บริโภค อัตราปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท 70–80%, คนรุ่นใหม่ 66% เลือกเช่า 
  6. ชาวต่างชาติโอนห้องชุดไตรมาส 1/2568 3,919 หน่วย มูลค่า 16,392 ล้านบาท และแนวโน้มผู้ซื้อเมียนมาขยับขึ้น 
  7. แผนป้องกันน้ำท่วมแม่สาย งบประมาณรวม 3,430 ล้านบาท, รื้อถอนอาคาร 843 หลัง, งบชดเชย 1,830 ล้านบาท 
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • CBRE Thailand 
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC)
  • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • กรมธนารักษ์ 
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME