Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

โขนคืนถิ่นโยนก! ศิลปินแห่งชาติสร้างยุวศิลปินเชียงแสน ถ่ายทอดนาฏศิลป์ชั้นสูงสู่โบราณสถานวัดป่าสักอย่างยิ่งใหญ่

ศิลปินแห่งชาติถ่ายทอด “โขน” สู่ถิ่นโยนกนคร เปิดการแสดงครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน บนเวทีโบราณสถานวัดป่าสัก

เชียงราย, 4 มีนาคม 2569 เมืองเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้บันทึกอีกหน้าสำคัญของงานศิลปวัฒนธรรมไทย เมื่อการแสดง “โขน” ถูกนำมาถ่ายทอดต่อสาธารณะในพื้นที่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสน ผ่านโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและการแสดงผลสัมฤทธิ์ที่เชื่อมโยง “ครูศิลป์ระดับชาติ” กับ “เยาวชนระดับพื้นที่” อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางบรรยากาศโบราณสถานที่มีนัยทางประวัติศาสตร์ของวัดป่าสัก ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งฉากหลังทางกายภาพ และเป็นสัญลักษณ์ของการสืบทอดรากเหง้าวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการ “นาฏยศิลปินแห่งชาติ สร้างยุวศิลปินของชาติ” และกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “โขน ละคร ฝ่ายฟ้อน ร้อง รำ สู่ถิ่นโยนกนคร” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 และอยู่ในการกำกับติดตามของหน่วยงานด้านวัฒนธรรมในระดับส่วนกลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการถ่ายทอดนาฏศิลป์ไทยและสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เยาวชนในภูมิภาคอย่างทั่วถึง

จากหอประชุมโรงเรียนสู่ลานโบราณสถาน เส้นทางฝึกจริงก่อนขึ้นเวทีจริง

ไทม์ไลน์ของกิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ถึง 12.00 น. ณ หอประชุมหิรัญนครเงินยาง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย โดยนางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้นายอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม เข้าร่วมติดตามผลการอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งในวันดังกล่าวได้จัดการฝึกแบบแบ่งกลุ่มตามบทบาทการแสดง ได้แก่ กลุ่มตัวพระ กลุ่มตัวนาง กลุ่มตัวยักษ์ กลุ่มตัวลิง และกลุ่มระบำเบ็ดเตล็ด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกทักษะเฉพาะด้านอย่างเข้มข้นและเป็นระบบ

แนวทางการแบ่งกลุ่มดังกล่าวสะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบการเรียนรู้” ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของนาฏศิลป์ชั้นสูงที่ต้องอาศัยความเข้าใจบทบาท การควบคุมร่างกาย จังหวะดนตรี และวินัยของผู้แสดง ไม่ใช่เพียงการจดจำท่ารำ หากแต่เป็นการฝึกกระบวนการทำงานร่วมกันในรูปแบบคณะ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนการแสดงผลสัมฤทธิ์ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

เวทีวัดป่าสักกับการแสดงผลสัมฤทธิ์ สร้างภาพจำใหม่ของเมืองเชียงแสน

ต่อมาในช่วงเวลา 13.00 น. ถึง 17.30 น. ณ โบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน นายอนุกูล ใบไกล ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแสดงผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ ซึ่งเป็นการนำผลการอบรมมาถ่ายทอดผ่านการแสดงจริงโดยนักเรียนที่ผ่านการฝึกซ้อม ภายใต้การควบคุมและกำกับการแสดงของนางรัจนา พวงประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง นาฏศิลป์ไทยและละคร พุทธศักราช 2554

ผู้ร่วมแสดงมาจากโรงเรียนในเครือข่ายหลายแห่ง ได้แก่ โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม โรงเรียนเวียงป่าเป้าวิทยาคม โรงเรียนวาวีวิทยาคม โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 62 และโรงเรียนเทิงวิทยาคม สะท้อนการขยายโอกาสด้านนาฏศิลป์จาก “โรงเรียนหลัก” ไปสู่ “โรงเรียนเครือข่าย” ให้เกิดระบบฝึกฝนและต่อยอดในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง

ในพิธีและกิจกรรมภายในงาน มีผู้บริหารและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก อาทิ นางมรกต ยิบอินซอย กรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย นายจักรกฤช สิทธิโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม ตลอดจนเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น เครือข่ายนาฏนารี ศรีเชียงแสน กลุ่มชมรมช่างฟ้อนเชียงแสน กลุ่มกลองสะบัดชัย เยาวชนรักษ์ศิลป์ล้านนา และเครือข่ายอื่น ๆ

รายละเอียดการแสดง ภาพศิลป์หลวงผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นในงานเดียว

ภายในงานมีพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมขบวนแห่เครื่องสักการะและการแสดงเทิดพระเกียรติหลายชุด โดยเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและสถานศึกษาได้ร่วมจัดการแสดง อาทิ การแสดงชุด “น้อมศรัทธาไหว้สา สมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยพระป๋าระมีฮ่มฟ้าห่มเวียงเจียงแสน” ของเครือข่ายนาฏนารี ศรีเชียงแสน การแสดงชุด “สะบัดชัยกึกก้องฟ้าชัยมงคล” ของกลุ่มกลองสะบัดชัย เยาวชนรักษ์ศิลป์ล้านนา การแสดงชุด “ล้านนาร้อยใจภักดีน้อมอัญชลีป๋าระมี สมเด็จพระพันปีหลวง” และการแสดงชุด “ช้างงูนฤมิตรวิจิตรแห่งศรัทธา” จากโรงเรียนเครือข่าย

ขณะที่ไฮไลต์สำคัญของวัน คือการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยนำเสนอหลายตอน ได้แก่ ตอนลักสีดา ตอนพรหมมาศ ขบวนทัพพระอินทร์ และตอนยกรบ ซึ่งผู้จัดระบุว่าเป็นการแสดงโขนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงแสน และเป็นผลสัมฤทธิ์จากการฝึกซ้อมภายใต้การถ่ายทอดของศิลปินแห่งชาติ

มากกว่า 20 หน่วยงาน” และ “มากกว่า 500 คน” ตัวเลขที่บอกความร่วมมือระดับพื้นที่

ข้อมูลจากผู้จัดระบุว่า การดำเนินงานครั้งนี้มีโรงเรียนและหน่วยงานเครือข่ายร่วมบูรณาการมากกว่า 20 หน่วยงาน และมีผู้เข้าชมและเข้าร่วมงานมากกว่า 500 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสองมิติสำคัญ มิติแรกคือศักยภาพการรวมพลังขององค์กรท้องถิ่น สถานศึกษา และเครือข่ายวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ มิติที่สองคือความสนใจของประชาชนต่อกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ยกระดับมาตรฐานการแสดงและวางระบบการถ่ายทอดอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ในมุมของการพัฒนาเชิงนโยบาย ความท้าทายหลังเวทีคือการทำให้ “กิจกรรมครั้งแรก” กลายเป็น “ระบบต่อเนื่อง” ทั้งการพัฒนาครูผู้ฝึกสอนในพื้นที่ การจัดสรรเวลาเรียนรู้ที่สมดุลกับภาระการเรียนตามหลักสูตร และการสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้การฝึกซ้อมสามารถดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด นี่เป็นโจทย์สำคัญที่ต้องอาศัยทั้งภาครัฐระดับส่วนกลาง ท้องถิ่น และสถานศึกษาร่วมกันวางแผน

วัดป่าสักในฐานะพื้นที่ประวัติศาสตร์ และเวทีวัฒนธรรมร่วมสมัย

อีกมิติที่ถูกจับตามองคือ “สถานที่จัดแสดง” โบราณสถานวัดป่าสักเป็นหนึ่งในจุดหมายทางประวัติศาสตร์ของเชียงแสน โดยข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่าวัดแห่งนี้มีหลักฐานสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 และมีพระเจดีย์ทรงระฆังแบบศิลปะล้านนา ซึ่งโดดเด่นด้วยงานปูนปั้นลวดลายพรรณพฤกษาและสัตว์หิมพานต์

เมื่อโบราณสถานที่เป็น “แหล่งเรียนรู้อดีต” ถูกใช้เป็น “พื้นที่สาธารณะของปัจจุบัน” ผ่านศิลปะการแสดง ทำให้เกิดคำถามเชิงสร้างสรรค์ว่า เมืองเชียงแสนจะต่อยอดแนวคิดนี้ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างไรให้สมดุล ทั้งด้านการอนุรักษ์พื้นที่โบราณคดี ความปลอดภัยของผู้เข้าชม และการรักษามาตรฐานการจัดกิจกรรมไม่ให้กระทบต่อคุณค่าดั้งเดิมของสถานที่

โขนในบริบทมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ และเหตุผลที่การถ่ายทอดสู่เยาวชนสำคัญ

ในระดับประเทศ โขนได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโก โดยยูเนสโกระบุถึงลักษณะเด่นของโขนที่ผสานการแสดง หน้ากาก เครื่องแต่งกาย ดนตรี และวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำบทบาทของการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการฝึกฝนและครูผู้สอนในชุมชนและสถาบัน

เมื่อมองกลับมาที่เชียงแสน โครงการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการแสดง แต่เป็นกลไก “ถ่ายทอดองค์ความรู้” ที่ทำให้เยาวชนได้สัมผัสมาตรฐานศิลป์หลวงในบริบทพื้นที่ของตนเอง โดยยังเชื่อมโยงกับเครือข่ายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีอยู่เดิม ทั้งฟ้อนล้านนา กลองสะบัดชัย และกิจกรรมศิลป์ชุมชน ทำให้ภาพรวมของงานไม่แยกขาดระหว่างศิลปะระดับชาติและอัตลักษณ์ท้องถิ่น หากแต่พยายามประสานให้ร่วมสมัยและอยู่ร่วมกันได้

สถิติและข้อมูลสำคัญจากการจัดงาน

  • จำนวนโรงเรียนผู้เข้าร่วมการแสดง 5 โรงเรียน
  • จำนวนกลุ่มการฝึกภาคเช้า 5 กลุ่ม
  • จำนวนหน่วยงานเครือข่ายร่วมบูรณาการ มากกว่า 20 หน่วยงาน
  • จำนวนผู้เข้าชมและเข้าร่วมงาน มากกว่า 500 คน
  • วันและเวลาจัดกิจกรรม 2 มีนาคม 2569 ช่วงเช้าและช่วงบ่าย
  • สถานที่หลัก หอประชุมหิรัญนครเงินยาง โรงเรียนเชียงแสนวิทยาคม และโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ข่าวประชาสัมพันธ์ “ศิลปินแห่งชาติ สร้างศิลปินของชาติ สร้างสรรค์การแสดงโขนครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน” เผยแพร่วันที่ 3 มีนาคม 2569
  • กรมศิลปากร ข้อมูลโบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • UNESCO Intangible Cultural Heritage รายการ “Khon masked dance drama in Thailand”
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายเอาอยู่! เปิดศูนย์ประสานงานน้ำมัน 24 ชม. หลังตลาดพลังงานโลกผันผวน ย้ำประชาชนอย่ากักตุนเชื้อเพลิง

เชียงรายคุมเข้มการจำหน่ายน้ำมัน สยบตื่นตระหนกแม่สาย หลังวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาดพลังงานโลก

เชียงราย,4 มีนาคม 2569 – บรรยากาศการใช้พลังงานในจังหวัดเชียงรายตลอดสองวันที่ผ่านมาเข้าสู่โหมดเฝ้าระวัง หลังประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สายเร่งนำรถไปต่อคิวเติมน้ำมันจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งพลังงานระหว่างประเทศ กระทั่งสถานีบริการน้ำมันบางแห่งเกิดภาวะสินค้าขาดช่วงชั่วคราวในบางช่วงเวลา ขณะที่จังหวัดและหน่วยงานด้านพลังงานยืนยันว่าภาพรวมยังไม่ใช่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงผิดปกติจนต้องเร่งบริหารคิวและเร่งรอบขนส่ง

สัญญาณจากต่างประเทศที่จุดชนวนความกังวล

ความกังวลของประชาชนในหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทยถูกกระตุ้นจากรายงานเหตุการณ์กระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยมีรายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง จนเกิดไฟไหม้ในช่วงสายตามเวลาท้องถิ่น เหตุลักษณะนี้ตอกย้ำความเปราะบางของศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค และทำให้ตลาดโลกจับตาความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญของน้ำมันและก๊าซ

ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินว่า หากการปิดกั้นหรือความเสี่ยงทางเดินเรือยืดเยื้อ ผลกระทบอันดับแรกมักจะมาในรูปต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อที่เร่งตัว ก่อนจะลามไปสู่แรงกดดันด้านดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าขนส่งในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งเป็นกรอบอธิบายที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนของไทยที่ความกังวลทางจิตวิทยามาเร็วกว่าข้อเท็จจริงด้านอุปทาน

แม่สายเผชิญภาวะตื่นตระหนก การแห่เติมทำให้ขาดช่วงชั่วคราว

ในเชียงราย กระแสตื่นตระหนกเด่นชัดที่อำเภอแม่สายจากการเป็นเมืองหน้าด่าน มีการสัญจรข้ามแดนและกิจกรรมขนส่งสูง เมื่อผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้บริการในเวลาไล่เลี่ยกัน ปริมาณน้ำมันที่ปั๊มเตรียมไว้ในวันปกติจึงลดลงเร็วผิดปกติ และบางแห่งต้องรอรอบรถขนส่งเติมสต็อก ทำให้เกิดภาพคิวแน่นและน้ำมันขาดช่วงเป็นระยะ

ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์สอบถามหน่วยงานพลังงานจังหวัดเชียงรายต่อกรณีที่ประชาชนบางส่วนถูกตรวจบัตรประชาชนก่อนเติมน้ำมัน ได้รับคำชี้แจงว่าเป็นมาตรการของสถานีบริการบางแห่ง เพื่อจัดลำดับให้ประชาชนไทยและเกษตรกรในพื้นที่เป็นลำดับแรกตามแนวทางที่ฝ่ายปกครองกำชับในช่วงความต้องการสูง ขณะที่รถป้ายทะเบียนต่างประเทศบางกลุ่มอาจถูกจำกัดการให้บริการชั่วคราวเพื่อลดแรงดึงสต็อกในพื้นที่ ทั้งนี้หน่วยงานย้ำว่าไม่พบหลักฐานการกักตุนโดยผู้ประกอบการ แต่ปัญหาเกิดจากดีมานด์พุ่ง และต้องใช้เวลาขนส่งจากแหล่งเติม เช่น การนำรถขนส่งจากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาเสริมในบางจุด

หนังสือด่วนที่สุดอำเภอแม่สาย ย้ำ 6 มาตรการเร่งด่วนให้ทุกปั๊มถือปฏิบัติ

หลักฐานสำคัญในเชิงเอกสารคือ หนังสือด่วนที่สุดจากที่ว่าการอำเภอแม่สาย ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ส่งถึงหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เพื่อขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ โดยเนื้อหามุ่งลดการตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น พร้อมกำชับแนวทางลงทะเบียนในกรณีจำเป็นต้องบรรจุน้ำมันใส่ภาชนะ และการสกัดพฤติกรรมเวียนเติมมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวัน

สาระของมาตรการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่จังหวัดสื่อสารต่อสาธารณะในช่วงเดียวกัน คือให้สิทธิ์ประชาชนไทยและการใช้งานจำเป็นก่อน งดขายใส่ภาชนะยกเว้นมีเหตุจำเป็นและต้องลงทะเบียน คุมเข้มการเติมปริมาณมากของชาวต่างชาติและให้ลงทะเบียน สกัดการเวียนเติม กระจายจุดเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อแม่สายมีความหนาแน่น และหากพบการกักตุนหรือปฏิเสธการขายโดยไร้เหตุผลให้แจ้งหน่วยงานทันทีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

จังหวัดลงพื้นที่ตรวจเข้มทั้ง 18 อำเภอ เน้นป้องกันฉวยโอกาสและข่าวลือ

ภายใต้การกำกับของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จังหวัดได้บูรณาการพลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และฝ่ายปกครองลงพื้นที่ตรวจสถานีบริการและติดตามสถานการณ์จริง โดยเน้นสองประเด็นหลัก คือการไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสสร้างความเดือดร้อน เช่น ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือสร้างภาวะขาดแคลนเทียมจากการบริหารคิวที่ไม่เป็นธรรม และการเร่งสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ

ในระดับประเทศ สื่อรายงานว่าไทยมีสำรองเชื้อเพลิงในภาพรวมที่สามารถรองรับการใช้งานได้หลายสัปดาห์ถึงราวสองเดือน แม้ในกรณีเลวร้ายที่นำเข้าใหม่ทำได้จำกัด ขณะที่ภาครัฐยังประสานการจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อเสริมความมั่นคง ประเด็นนี้ถูกใช้เป็นแกนกลางของการสื่อสารเชิงนโยบาย เพื่อบอกประชาชนว่าเหตุที่เห็นปั๊มขาดช่วงเป็นเรื่องรอบขนส่งและความต้องการเฉพาะหน้ามากกว่าการขาดแคลนทั้งระบบ

เหตุผลที่เห็นคนเติมใส่ถัง และแนวทางลงทะเบียนให้ตรวจสอบได้

อีกภาพที่ถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์คือกรณีประชาชนนำถังใหม่มาเติมน้ำมัน ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องการกักตุน หน่วยงานพลังงานจังหวัดชี้แจงว่า สามารถทำได้ในกรณีจำเป็นจริง เช่น เกษตรกรที่ต้องใช้กับเครื่องสูบน้ำหรือทำงานในสวน รวมถึงงานก่อสร้าง แต่ต้องมีการบันทึกข้อมูลการใช้งานและปริมาณ เพื่อให้ตรวจสอบได้และป้องกันการนำไปขายต่อ

ฝ่ายปกครองทั้ง 18 อำเภอถูกสั่งการให้สำรวจและติดตามในเชิงข้อเท็จจริงว่า ผู้ลงทะเบียนเติมใส่ภาชนะเป็นผู้ใช้งานเพื่ออาชีพจริง ไม่ใช่การฉวยโอกาส ทั้งนี้ยังมีการให้ความสำคัญกับกลุ่มบริการสาธารณะ เช่น รถกู้ภัย รถกู้ชีพ รถโรงพยาบาล และงานฉุกเฉินที่ต้องได้รับความสะดวกเป็นพิเศษในช่วงคิวหนาแน่น

เปิดช่องทางสื่อสารใหม่ Line OpenChat 24 ชั่วโมง ลดข่าวลือ เพิ่มความไว้วางใจ

เพื่อรับมือกับคำถามจำนวนมากและลดการแพร่กระจายของข่าวลือ สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายได้เปิดช่องทางสื่อสารแบบ Line OpenChat เพื่อให้ประชาชนสอบถามข้อเท็จจริง ร้องเรียนกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือแจ้งเบาะแสการฉวยโอกาสได้ตลอดวัน แนวทางนี้ถูกวางให้เป็นเครื่องมือสื่อสารของรัฐที่เข้าถึงง่ายในภาวะวิกฤต โดยย้ำเป้าหมายสำคัญคือสกัดข้อมูลบิดเบือนและลดความตื่นตระหนก

ภาพเศรษฐกิจมหภาค ไทยเปราะบางจากพลังงานนำเข้า แต่แรงกระแทกแรกคือราคาและเงินเฟ้อ

ในเชิงมหภาค รายงานวิเคราะห์ของสถาบันการเงินและสำนักวิจัยต่างประเทศบางแห่งประเมินว่า ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงจะรับแรงกระแทกจากราคาน้ำมันและก๊าซได้เร็ว ซึ่งอาจส่งต่อไปยังต้นทุนขนส่ง ค่าไฟ และราคาสินค้าในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจำนวนมากชี้ตรงกันว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบระยะสั้นมักเป็นเงินเฟ้อและต้นทุนมากกว่าการขาดแคลนทันที หากรัฐยังจัดหาได้ต่อเนื่อง เพียงแต่ราคาจะผันผวนและกดดันค่าครองชีพ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดความเสี่ยงและไม่ซ้ำเติมระบบ

หนึ่ง ใช้เชื้อเพลิงตามความจำเป็น เติมตามรอบปกติ หลีกเลี่ยงการแห่เติมพร้อมกันโดยไม่มีเหตุจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดภาวะขาดช่วงเทียมและทำให้คิวหนาแน่นขึ้น

สอง หากจำเป็นต้องเติมใส่ภาชนะเพื่อเกษตรหรือก่อสร้าง ให้เตรียมเอกสารหรือข้อมูลการใช้งานเพื่อการลงทะเบียนตามมาตรการของอำเภอและจังหวัด

สาม เลือกเติมในอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความหนาแน่น เพื่อกระจายดีมานด์และลดแรงกดดันต่อสต็อกหน้าด่าน

สี่ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และใช้ช่องทางที่จังหวัดเปิดไว้ เช่น Line OpenChat หรือสายด่วนร้องเรียน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์จริง ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อข่าวลือ

ความมั่นคงพลังงานต้องใช้ทั้งสต็อกและสติของสังคม

สถานการณ์น้ำมันในเชียงรายช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่เกิดซ้ำในทุกวิกฤต คือระบบอาจยังมีของเพียงพอ แต่หากผู้คนตื่นตระหนกพร้อมกัน ภาวะขาดช่วงระยะสั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสร้างแรงกดดันต่อปั๊ม ขนส่ง และบริการฉุกเฉิน

มาตรการ 6 ข้อของอำเภอแม่สายที่มีเอกสารทางการรองรับ ประกอบกับการตรวจเข้มระดับจังหวัดและการเปิดช่องทางสื่อสารตลอดวัน เป็นความพยายามทำให้ตลาดกลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ภายใต้หลักคิดที่ผู้บริหารพื้นที่ย้ำกับประชาชนว่า ตระหนักได้แต่ไม่ตระหนก

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้

  • ปริมาณสำรองเชื้อเพลิงของไทยในภาพรวมประเทศถูกสื่อรายงานว่าสามารถรองรับการใช้งานได้ราวสองเดือนในสถานการณ์ตึงตัว
  • เหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์ถูกรายงานว่าเกิดจากเศษซากอากาศยานไร้คนขับที่ถูกสกัดตกกระแทกถังเชื้อเพลิง
  • ประเทศผู้นำเข้าพลังงานในเอเชียมีความเสี่ยงด้านต้นทุนและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเมื่อเส้นทางพลังงานสำคัญถูกกดดัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

วิกฤตพลังงานจากข่าวฮอร์มุซ! แม่สายออก 6 มาตรการเร่งด่วน ควบคุมการจำหน่ายน้ำมัน ย้ำปริมาณสำรอง เชียงรายยังเพียงพอ

เชียงรายคุมเข้มขายน้ำมันแม่สาย ออก 6 มาตรการสกัดตื่นตระหนก หลังข่าวปิดช่องแคบฮอร์มุซสะเทือนตลาดพลังงาน

3 มีนาคม 2569 – ความกังวลต่อความตึงเครียดตะวันออกกลางและความเสี่ยงการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งแรงสะเทือนถึงเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอแม่สายที่เกิดภาวะแห่เติมน้ำมันจนบางปั๊มขาดช่วงชั่วคราว ทางอำเภอออกหนังสือด่วนที่สุดขอความร่วมมือสถานีบริการใช้งาน 6 มาตรการเร่งด่วน ขณะกระทรวงพลังงานยืนยันปริมาณสำรองน้ำมันของประเทศยังเพียงพอ และเตรียมจัดหาจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลางเพื่อประคองเสถียรภาพ

สัญญาณจากตะวันออกกลางที่ลามมาถึงชายแดนเหนือ

ภาพที่พบได้ในหลายจุดของอำเภอแม่สายคือรถยนต์ต่อคิวเข้าปั๊มน้ำมันหนาแน่นกว่าปกติ เสียงสนทนาในแถวเติมน้ำมันสะท้อนความกังวลคล้ายกันว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือการสู้รบขยายวง ราคาน้ำมันจะพุ่ง และอาจเกิดภาวะขาดแคลนในพื้นที่ชายแดนในระยะสั้น

แรงกระเพื่อมดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดพลังงานโลกกำลังจับตาความเสี่ยงด้านการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอ่าวอาหรับและประเทศใกล้เคียง โดยสื่อทางการของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันเมืองฟูไจราห์ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นระบุว่าเกิดจากเศษซากที่ตกลงมาหลังการสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับ และสามารถควบคุมเหตุได้โดยไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเบื้องต้น

ในภาพรวม ความเสี่ยงที่ถูกจับตาหนักที่สุดยังคงอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางคอขวดสำคัญของน้ำมันและก๊าซโลก ซึ่งรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งใน “จุดคอขวดด้านการขนส่งพลังงาน” ที่สำคัญของโลก โดยเคยมีการประเมินว่าปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวอยู่ในระดับหลายสิบล้านบาร์เรลต่อวันในบางช่วงเวลา และเป็นสัดส่วนใหญ่ของการขนส่งทางทะเล

เมื่อความกลัวกลายเป็นความขาดแคลนเทียม

ในแง่เศรษฐศาสตร์การค้า เหตุการณ์ “แห่ซื้อ” มักทำให้ระบบแจกจ่ายที่ปกติรองรับความต้องการรายวันเกิดแรงกดดันฉับพลัน แม้ปริมาณสินค้าในระบบจะยังไม่หายไปไหน แต่ความต้องการที่พุ่งสูงเกินจริงในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้บางสถานีบริการ “หมดหน้าตู้” หรือ “สินค้าขาดช่วง” ชั่วคราวได้ง่าย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความหนาแน่นการเดินทางและการขนส่งสูง รวมถึงมีมิติอุปสงค์จากฝั่งข้ามแดนที่ต้องบริหารจัดการอย่างละเอียดอ่อน

บริบทของแม่สายยิ่งทำให้ความกังวลลุกลามเร็ว เพราะเป็นอำเภอหน้าด่านที่ผูกกับการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ระดับพื้นที่ รถบรรทุกสินค้า รถโดยสาร และรถส่วนบุคคลจำนวนมากพึ่งพาการเติมน้ำมันในพื้นที่เพื่อเดินทางต่อไปยังอำเภอใกล้เคียงหรือจังหวัดข้างเคียง เมื่อมีข่าวความเสี่ยงระดับโลก จึงสะท้อนเป็น “ความกลัวในระดับครัวเรือน” ทันที

หนังสือด่วนที่สุดจากอำเภอแม่สาย ออก 6 มาตรการเร่งด่วน

เพื่อตัดวงจรความตื่นตระหนกและป้องกันการกักตุนในระยะสั้น ที่ว่าการอำเภอแม่สายออกหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 3 มีนาคม 2569 เรื่องการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อำเภอแม่สาย ขอความร่วมมือสถานีบริการน้ำมันและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ สาระสำคัญประกอบด้วย

  1. จัดลำดับการจำหน่ายให้ประชาชนสัญชาติไทยและกลุ่มที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น การเกษตร การเดินทาง การขนส่ง เป็นลำดับแรก
  2. งดการจำหน่ายน้ำมันโดยกรอกใส่ภาชนะอื่น ยกเว้นกรณีจำเป็นเพื่อการเกษตรหรือก่อสร้าง โดยให้ลงทะเบียนชื่อ กิจกรรม และปริมาณ
  3. กำกับการเติมน้ำมันของชาวต่างชาติให้ลงทะเบียนทุกครั้ง และให้สถานีบริการพิจารณาจำกัดปริมาณหรือปฏิเสธการขายได้ หากพบว่าปริมาณมากเกินความจำเป็นหรือเหตุผลไม่สมควร
  4. สกัดพฤติกรรมเวียนเติม หากพบการเติมมากกว่า 1 ครั้งต่อวันให้ปฏิเสธการขาย
  5. ขอให้ประชาชนกระจายไปเติมในอำเภอใกล้เคียง หากพื้นที่แม่สายมีปริมาณไม่เพียงพอ
  6. หากพบการกักตุนหรือการปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้แจ้งหน่วยงานพลังงานจังหวัดเพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

หนังสือดังกล่าวลงนามโดยนายอำเภอแม่สาย เพื่อสื่อสารไปยังหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ประกอบการสถานีบริการให้ถือปฏิบัติร่วมกัน

รัฐบาลย้ำปริมาณสำรองยังเพียงพอ พร้อมจัดหานอกตะวันออกกลาง

ขณะที่พื้นที่ชายแดนต้องรับมือด้าน “ความเชื่อมั่น” กระทรวงพลังงานออกมาให้ข้อมูลเพื่อสกัดข่าวลือ โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมัน และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการกักตุน โดยระบุปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงคงเหลือรวมกับน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งรวม 7,660 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ต่อเนื่องราว 60 วันในกรณีเลวร้ายที่ไม่สามารถจัดหาเพิ่มได้ทันที พร้อมแนวทางให้ผู้ค้าจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดแรงกระแทกด้านราคา

สาระสำคัญของการสื่อสารจากส่วนกลางสะท้อนแนวคิดเดียวกับพื้นที่แม่สาย คือทำให้ตลาด “ไหลตามปกติ” โดยไม่ให้ความกลัวเร่งให้ระบบเกิดภาวะตึงตัวก่อนเวลา

ภาพ : https://discoveryalert.com.au/strait-of-hormuz-energy-security-2026/

เหตุใดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้คนเชียงรายกังวล

แม้เชียงรายอยู่ไกลจากอ่าวอาหรับ แต่ต้นทุนพลังงานคือโครงสร้างพื้นฐานของทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทางข้ามอำเภอ การขนส่งสินค้าเกษตรจากไร่สู่ตลาด การท่องเที่ยวในฤดูกาลร้อน ไปจนถึงต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อย

รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐชี้ว่า ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง เมื่อเกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหรือการปิดกั้นการเดินเรือ ย่อมสร้างแรงกดดันต่อราคาและความเชื่อมั่นในตลาดพลังงานโลก ส่วนการประเมินของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกก็เตือนว่าการหยุดชะงักของเส้นทางนี้สามารถกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของภูมิภาคและทำให้ราคาผันผวนรุนแรงขึ้น

เมื่อข่าวความเสี่ยงเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านสื่อออนไลน์ ความหมายจึงถูก “แปล” กลายเป็นคำถามง่าย ๆ ของประชาชนว่า “พรุ่งนี้น้ำมันจะหมดไหม” ซึ่งเป็นจุดที่การสื่อสารภาครัฐต้องทำงานเร็วและแม่นยำกว่าข่าวลือ

มิติชายแดนและความเสี่ยงการเวียนเติม

มาตรการในแม่สายให้ความสำคัญกับการเวียนเติมและการเติมปริมาณมากผิดปกติ โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาติ เพราะในพื้นที่หน้าด่าน การคาดการณ์ “ส่วนต่างราคา” สามารถกระตุ้นแรงจูงใจให้เกิดการนำไปขายต่อหรือกักตุนเพื่อเก็งกำไรได้ง่าย หากปล่อยให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวในวงกว้าง ผลลัพธ์จะตกกับคนในพื้นที่ทันที ทั้งเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันกับเครื่องจักร ทั้งครัวเรือนที่ต้องเดินทาง และทั้งผู้ประกอบการขนส่งที่แบกรับต้นทุนรายวัน

ในอีกด้าน มาตรการห้ามกรอกใส่ภาชนะยกเว้นกรณีจำเป็นและต้องลงทะเบียน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เพราะการเก็บเชื้อเพลิงในภาชนะไม่เหมาะสมมีโอกาสเกิดอัคคีภัยและอุบัติเหตุได้ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนของภาคเหนือช่วงปลายฤดูหนาวต่อเนื่องฤดูร้อน

กฎหมายคุมเข้มกักตุนและฉวยโอกาส ข้อควรรู้ของประชาชน

จังหวัดเชียงรายและหน่วยงานเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่ย้ำว่าหากพบการกักตุน ปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล หรือฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร สามารถเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ระบุโทษทางอาญาสูงสุดได้ถึงจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับช่องทางร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส ประชาชนสามารถใช้สายด่วนกรมการค้าภายในหมายเลข 1569 ซึ่งเป็นช่องทางมาตรฐานในการรับเรื่องร้องเรียนด้านราคาสินค้าและบริการ รวมถึงช่องทางของหน่วยงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัดตามที่มีการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่

เศรษฐกิจฐานรากแพ้ข่าวลือมากกว่าวิกฤตจริง

แกนกลางของสถานการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “น้ำมัน” แต่คือ “ความเชื่อมั่น” เพราะหากประชาชนเติมตามปกติ ระบบขนส่งจะทยอยเติมสต็อกตามรอบ การกระจายเชื้อเพลิงยังเดินต่อได้ แต่หากคนจำนวนมากเชื่อว่าของจะหมดพร้อมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือระบบถูกดึงให้ตึงเกินศักยภาพ จนเกิดการขาดช่วงเทียม และกลายเป็นภาพยืนยันข่าวลือแบบย้อนกลับ

ในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ความตึงตัวทางพลังงานส่งผลเป็นลูกโซ่เร็วกว่าเมืองชั้นใน เพราะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า การเดินทางข้ามแดน และบริการท่องเที่ยวที่ใช้รถเป็นหลัก หากราคาผันผวนหรือเชื้อเพลิงขาดช่วง แม้เพียงบางพื้นที่ ก็สามารถกระทบต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อยได้ทันที ตั้งแต่ร้านอาหารริมทางไปจนถึงรถรับจ้างในชุมชน

อีกชั้นหนึ่งคือผลต่อการท่องเที่ยวฤดูร้อน ช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมเป็นฤดูกาลกิจกรรมในหลายอำเภอของเชียงราย หากค่าใช้จ่ายเดินทางเพิ่มขึ้น ย่อมลดแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวและกลุ่มขับรถเที่ยว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจชุมชน

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการ

เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด แนวทางที่หน่วยงานพื้นที่พยายามสื่อสารสามารถสรุปเป็นข้อปฏิบัติที่ทำได้ทันที

  1. เติมตามความจำเป็นจริง หลีกเลี่ยงการเติมเกินปกติโดยไม่มีเหตุจำเป็น
  2. งดกรอกใส่ภาชนะ หากมีเหตุจำเป็นด้านเกษตรหรือก่อสร้างให้ดำเนินการตามระบบลงทะเบียนของสถานีบริการ
  3. หากอยู่ในแม่สายและพบว่าปั๊มบางแห่งคิวหนาแน่น ให้พิจารณากระจายไปเติมในอำเภอใกล้เคียงตามคำแนะนำของภาครัฐ
  4. ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก โดยเฉพาะประกาศกระทรวงพลังงานและหน่วยงานจังหวัด
  5. หากพบการปฏิเสธการขายโดยไม่มีเหตุผล การฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือการกักตุน ให้แจ้งสายด่วน 1569 หรือหน่วยงานจังหวัดตามช่องทางที่ประกาศไว้

เมื่อมาตรการในพื้นที่ต้องเดินคู่ข้อมูลจากส่วนกลาง

เหตุการณ์ความตื่นตระหนกเรื่องน้ำมันในแม่สายสะท้อนความจริงสำคัญว่า วิกฤตพลังงานในโลกปัจจุบันไม่ได้เดินทางด้วยเรือหรือน้ำมันเท่านั้น แต่เดินทางด้วย “ข้อมูล” และ “อารมณ์” เมื่อข่าวความเสี่ยงแพร่กระจายเร็วกว่าเชื้อเพลิงที่ถูกขนส่ง ระบบบริหารจัดการจึงต้องตอบสนองด้วยมาตรการที่ชัดเจนและสื่อสารให้ทัน

หนังสือด่วนที่สุดของอำเภอแม่สายเป็นตัวอย่างของการจัดการเชิงพื้นที่ที่พยายามรักษาความเป็นธรรมให้คนในพื้นที่ก่อน ลดแรงจูงใจการกักตุน และป้องกันพฤติกรรมเวียนเติมที่ทำให้ตลาดเสียสมดุล ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานเรื่องปริมาณสำรอง 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ราว 60 วัน คือสารที่ต้องถูกส่งถึงประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อยุติความตื่นตระหนกตั้งแต่ต้นทาง

ในช่วงที่สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอน บทเรียนที่ชัดที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่การเติมให้เต็มถัง แต่คือการรักษาสติให้เต็มใจ แล้วปล่อยให้ระบบทำงานตามปกติภายใต้กติกาที่เข้มงวดและเป็นธรรม

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ 1 มีนาคม 2569 รวม 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ราว 60 วัน ตามข้อมูลกระทรวงพลังงาน
  • ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของการขนส่งพลังงานโลก ตามรายงาน World Oil Transit Chokepoints ของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ
  • โทษสูงสุดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน ข่าวประชาสัมพันธ์ข้อมูลสำรองน้ำมันและมาตรการดูแลสถานการณ์ วันที่ 1 มีนาคม 2569

  • U.S. Energy Information Administration รายงาน World Oil Transit Chokepoints อัปเดตข้อมูลเส้นทางคอขวดพลังงาน

  • Emirates News Agency รายงานเหตุเพลิงไหม้ในเขตอุตสาหกรรมน้ำมันฟูไจราห์จากเศษซากการสกัดกั้นอากาศยานไร้คนขับ วันที่ 3 มีนาคม 2569

  • กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการและบทกำหนดโทษ

  • กรมการค้าภายใน ข้อมูลช่องทางร้องเรียนสายด่วน 1569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายประกาศคุมเข้มสถานีบริการน้ำมัน สกัดกักตุนหลังข่าวตะวันออกกลางปะทุ ผู้ว่าฯ ย้ำให้คนไทยและเกษตรกรก่อน

เชียงรายคุมเข้มสถานีบริการน้ำมัน สกัดแห่เติมและกักตุนหลังข่าวตะวันออกกลางปะทุ ผู้ว่าฯ สั่ง 6 มาตรการเร่งด่วน ย้ำจัดสรรให้คนไทยและภาคเกษตรก่อน

เชียงราย,3 มีนาคม 2569 – ภาพคิวยาวหน้าสถานีบริการน้ำมันในหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะอำเภอชายแดนอย่างแม่สาย กลายเป็นสัญญาณสะท้อนความเปราะบางของชีวิตประจำวัน เมื่อข่าวความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์และการบอกต่อในชุมชน จนเกิดพฤติกรรมแห่เติมน้ำมันและซื้อกักตุนในระยะเวลาอันสั้น

เหตุการณ์ที่เริ่มจากความกังวลในระดับโลก กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความรู้สึกปลอดภัยของคนท้องถิ่นในระดับตำบล เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ใช่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นต้นทุนของการเดินทาง การขนส่งสินค้า การทำเกษตร และการทำมาค้าขายในเมืองชายแดนที่มีการเคลื่อนไหวของผู้คนและยานพาหนะตลอดทั้งวัน

จากไฟสงครามไกลตัว สู่แรงสั่นสะเทือนหน้าแท่นจ่าย

ท่ามกลางรายงานข่าวนานาชาติที่ระบุถึงการสู้รบและการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งทำให้หลายประเทศในภูมิภาคปิดน่านฟ้าและยกระดับการเตือนภัย ความกังวลของประชาชนในเชียงรายจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันที่อาจปรับขึ้น แต่รวมถึงคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้น คือจะมีน้ำมันพอเติมหรือไม่ และถ้าขาดช่วงจะกระทบการทำกินอย่างไร

จุดเปราะบางของความเชื่อมั่นอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่ถูกจับตาในทุกวิกฤตตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นหนึ่งในคอขวดพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยข้อมูลของหน่วยงานพลังงานสหรัฐฯ ระบุว่า ปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผ่านช่องแคบนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงมากของการขนส่งทางทะเลของโลก และความเสี่ยงเพียงระยะสั้นก็สามารถกระตุ้นตลาดและความตื่นตระหนกได้ทันที

ในพื้นที่ชายแดน ความกังวลยิ่งทวีคูณ เพราะแม่สายเป็นศูนย์กลางการเดินทาง การค้าชายแดน และการขนส่งข้ามพื้นที่ หากการเติมน้ำมันสะดุด แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ผลกระทบจะลามไปถึงรถขนส่งสินค้า รถรับจ้าง ร้านค้า และครัวเรือนที่ต้องเดินทางทำงาน

ภาพหน้างานแม่สาย น้ำมันขาดช่วงบางแห่ง ชี้ปัญหาเกิดจากความต้องการพุ่งฉับพลัน

การลงพื้นที่ตรวจติดตามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 3 มีนาคม 2569 พบว่าสถานีบริการน้ำมันในอำเภอแม่สายและอำเภอแม่จันบางแห่งมีปริมาณคงเหลือจำกัด และบางแห่งหมดสต็อกชั่วคราว โดยผู้ประกอบการยืนยันจะเร่งเติมเข้าระบบในช่วงเช้าวันถัดไป

รายงานยังสะท้อนบริบทชายแดนที่ทำให้สถานการณ์อ่อนไหวกว่าพื้นที่อื่น เมื่อมีข้อมูลว่าฝั่งจังหวัดท่าขี้เหล็กมีการจำหน่ายน้ำมันบรรจุขวดขนาด 700 มิลลิลิตร ในราคาขวดละ 250 บาท ซึ่งยิ่งกระตุ้นการรับรู้ของผู้คนว่าเชื้อเพลิงอาจตึงตัวและมีความเสี่ยงด้านราคา

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายในพื้นที่ชี้ตรงกันว่า ปัญหาหลักในวันเกิดเหตุไม่ใช่การขาดแคลนเชิงโครงสร้าง แต่เป็นความต้องการที่พุ่งสูงเกินปกติในช่วงเวลาสั้น จนการกระจายสินค้าในพื้นที่บางจุดตามไม่ทัน เมื่อผู้คนจำนวนมากตัดสินใจเติมให้เต็มถังพร้อมกัน ระบบโลจิสติกส์ของสถานีบริการซึ่งมีรอบเติมและปริมาณสำรองประจำวันย่อมถูกกดดันในทันที

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่ง 6 มาตรการเร่งด่วน ย้ำให้สิทธิคนไทยและเกษตรกรก่อน

เพื่อสกัดความตื่นตระหนกไม่ให้ลุกลามและป้องกันการกักตุนเชื้อเพลิง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมีข้อกำชับให้สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งถือปฏิบัติตามมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ เน้นการจัดลำดับสิทธิให้ประชาชนไทยและภาคเกษตรเป็นลำดับแรก งดการจำหน่ายใส่ภาชนะโดยไม่มีเหตุจำเป็น ควบคุมการเติมปริมาณมากและการเวียนเติม รวมทั้งแนะนำให้กระจายการเติมไปยังอำเภอใกล้เคียงเมื่อพื้นที่แม่สายมีความต้องการหนาแน่น

มาตรการดังกล่าวมีสาระสำคัญในเชิงปฏิบัติการ คือทำให้เชื้อเพลิงที่มีอยู่ในระบบถูกส่งไปถึงกิจกรรมจำเป็นก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในชีวิตประจำวัน การขนส่งสินค้า การทำไร่นา และงานบริการสาธารณะ พร้อมทั้งลดความเสี่ยงจากการเก็บเชื้อเพลิงในภาชนะไม่เหมาะสมที่อาจก่ออันตรายได้

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานพลังงานและพาณิชย์จังหวัด รวมถึงฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับการจำหน่ายให้เป็นไปตามมาตรการและไม่เปิดช่องให้ฉวยโอกาสจากความวิตกของประชาชน

กระทรวงพลังงานชี้ปริมาณสำรองยังเพียงพอ เร่งจัดหานอกตะวันออกกลาง และใช้กลไกราคาเพื่อลดแรงกระแทก

ท่ามกลางความกังวลของประชาชน กระทรวงพลังงานออกมาสื่อสารประเด็นความมั่นคงทางพลังงานว่า ปริมาณสำรองในประเทศยังอยู่ในระดับรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ พร้อมประสานผู้ค้าน้ำมันให้เตรียมจัดหาจากแหล่งอื่นนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งและการพึ่งพาพื้นที่ความขัดแย้ง

ด้านมาตรการด้านราคา มีรายงานว่ารัฐบาลเดินหน้าคงมาตรการตรึงราคาดีเซลในช่วงสั้นเพื่อบรรเทาค่าครองชีพ และเตรียมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยหากราคาตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

สาระสำคัญของการสื่อสารจากส่วนกลางคือ การตัดวงจรความตื่นตระหนกด้วยข้อมูลจริง เพราะหากประชาชนแห่เติมพร้อมกันต่อเนื่อง จะเกิดภาวะขาดแคลนเทียมจากพฤติกรรมผู้บริโภคเอง แม้ระบบรวมยังมีสินค้าเพียงพอ

กฎหมายคุมกักตุนและฉวยโอกาสยังมีผลบังคับ ใช้โทษอาญาเป็นกลไกคุมตลาด

ในมิติการบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดเชียงรายย้ำว่าหากพบการกักตุน การปฏิเสธการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร หรือการกระทำใดที่เข้าข่ายทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วน จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักด้านการกำกับความเป็นธรรมทางการค้า โดยมีบทลงโทษถึงขั้นจำคุกและปรับ

ช่องทางร้องเรียนที่หน่วยงานรัฐประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนใช้ตรวจสอบและแจ้งเบาะแส รวมถึงสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และช่องทางของหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดการกระจายข่าวลือในชุมชน

วิเคราะห์แรงกดดันเฉพาะพื้นที่ชายแดน ทำไมแม่สายจึงสะเทือนก่อน

ผู้สังเกตการณ์ในพื้นที่มองว่า แม่สายมีความเสี่ยงมากกว่าพื้นที่อื่นจาก 3 ปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรกคือความหนาแน่นของการเดินทางข้ามพื้นที่ และพฤติกรรมเติมน้ำมันของรถที่ต้องวิ่งงานทั้งวัน เมื่อเกิดข่าวลือหรือความไม่แน่นอน ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ใช้รถจำนวนมากมักเลือกเติมให้เต็มถังเพื่อกันความเสี่ยง ส่งผลให้ดีมานด์เพิ่มแบบฉับพลัน

ปัจจัยที่สองคือบริบทชายแดนที่ทำให้เกิดแรงดึงดูดของเชื้อเพลิงในเชิงราคาและความพร้อมใช้ การมีรายงานราคาจำหน่ายแบบบรรจุขวดในฝั่งท่าขี้เหล็ก แม้เป็นข้อมูลเฉพาะจุด ก็มีผลเชิงจิตวิทยาให้ประชาชนบางส่วนเชื่อว่าน้ำมันกำลังตึงตัวและอาจแพงขึ้น

ปัจจัยที่สามคือความเร็วของข่าวสารในโลกออนไลน์ เมื่อข่าวความขัดแย้งระดับภูมิภาคถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำว่า ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวิกฤตพลังงานในความรับรู้ของผู้คน ทำให้ความกลัวแพร่เร็วกว่าข้อเท็จจริง ทั้งที่ในเชิงข้อมูล ช่องแคบดังกล่าวเป็นคอขวดพลังงานสำคัญจริง และความเสี่ยงเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ตลาดผันผวนได้ แต่การแปลความสู่การกักตุนในระดับครัวเรือนกลับทำให้ปัญหาเลวร้ายลง

บทเรียนการสื่อสารสาธารณะ เมื่อข่าวโลกกระทบชุมชน ต้องให้ข้อมูลเร็วและสม่ำเสมอ

กรณีเชียงรายสะท้อนบทเรียนสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในยุคข่าวสารไหลเร็ว คือรัฐต้องสื่อสารให้เร็วพอที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม และต้องสื่อสารสม่ำเสมอจนกว่าความวิตกจะลดลง

ฝ่ายจังหวัดจึงใช้แนวทางสองขาเดินพร้อมกัน ขาแรกคือมาตรการควบคุมพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความขาดแคลนเทียม เช่น งดขายใส่ภาชนะ คุมการเวียนเติม และจัดลำดับความสำคัญการจำหน่าย ขาที่สองคือการยืนยันปริมาณสำรองและแผนจัดหาจากส่วนกลาง เพื่อให้ประชาชนเห็นภาพว่าระบบยังเดินได้และไม่มีเหตุผลต้องแย่งซื้อ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อลดแรงกระแทกต่อทั้งจังหวัด

หนึ่ง เติมน้ำมันตามความจำเป็น หลีกเลี่ยงการเติมซ้ำในวันเดียวโดยไม่มีเหตุจำเป็น และหลีกเลี่ยงการซื้อกักตุนใส่ภาชนะ เพราะนอกจากทำให้ระบบตึงตัว ยังเสี่ยงอันตรายจากการเก็บรักษาไม่ถูกต้อง

สอง หากอยู่ในพื้นที่แม่สายที่มีความหนาแน่น ให้พิจารณากระจายการเติมไปพื้นที่ใกล้เคียงตามคำแนะนำของจังหวัด เพื่อลดคอขวดหน้าแท่นจ่าย

สาม ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก และเมื่อพบการปฏิเสธจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผล การกักตุน หรือการฉวยโอกาสขึ้นราคา ให้แจ้งสายด่วนและหน่วยงานที่ประกาศไว้ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบทันที

ปิดท้ายจากเชียงรายถึงโลก ความมั่นคงพลังงานเริ่มที่วินัยของผู้ใช้

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ อาจเป็นภาพข่าวที่ดูไกล แต่กรณีเชียงรายแสดงให้เห็นว่า ข่าวโลกสามารถสะท้อนลงมาเป็นพฤติกรรมหน้าแท่นจ่ายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อผู้คนรู้สึกไม่มั่นใจต่อ “ของจำเป็น” ที่ขับเคลื่อนชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ก็ชี้ว่าเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติ ไม่ได้มีแค่น้ำมันในถังสำรองหรือมาตรการรัฐเท่านั้น แต่คือสติของสังคมในการใช้ทรัพยากรตามความจำเป็น และการร่วมกันไม่สร้างความขาดแคลนเทียมให้กับบ้านของตัวเอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • อัลจาซีรา รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งและการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เผยแพร่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • S. Energy Information Administration บทวิเคราะห์เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน เผยแพร่ 16 มิถุนายน 2568
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลสายด่วน 1569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สานพลังศรัทธา! ผู้ว่าฯ เชียงรายนำพุทธศาสนิกชนเดินจาริก 9 กิโลเมตร สืบฮีตฮอยหกเป็ง ไหว้สาพระธาตุดอยตุง

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำพุทธศาสนิกชนเดินจาริก 9 กิโลเมตร สืบฮีตฮอยหกเป็ง ไหว้สาพระธาตุดอยตุง

เชียงราย, 2 มีนาคม 2569 – เช้าตรู่ที่วัดศาลาเชิงดอย ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเงียบสงบในช่วงแรกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความคึกคักอย่างมีวินัย เมื่อพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่ทยอยมารวมตัว เพื่อร่วมพิธีปล่อยขบวนเดินจาริกแสวงบุญขึ้นพระธาตุดอยตุง ตามประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี ๒๕๖๙ ซึ่งปีนี้กำหนดจัดกิจกรรมในช่วงวันที่ 2 ถึง 3 มีนาคม และใช้ธีมงาน “2008 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ตามเอกสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานในพื้นที่

ในวันเดียวกัน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานปล่อยขบวนจาริก พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนร่วมเดินตามเส้นทางระยะประมาณ ๙ กิโลเมตร มุ่งสู่พระธาตุดอยตุง ปูชนียสถานสำคัญบนดอยตุงในเขตตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงรายและพระธาตุประจำปีเกิดปีกุนตามคติล้านนา

เส้นทางสายศรัทธา 9 กิโลเมตร ความหมายที่มากกว่าการเดิน

การจาริกแสวงบุญขึ้นดอยตุงในวันหกเป็งของคนล้านนา เป็นพิธีกรรมที่วางอยู่บนแกนความเชื่อและการปฏิบัติร่วมกันของชุมชน การเดินเท้าระยะไกลขึ้นสู่พื้นที่สูง ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนจุดหมายจากเชิงดอยไปยังยอดดอยเท่านั้น หากเป็น “การเดินแบบมีเจตนา” ที่ผู้ร่วมขบวนใช้ความอดทนเป็นส่วนหนึ่งของการบูชา

ผู้ร่วมพิธีจำนวนไม่น้อยระบุในทำนองเดียวกันว่า ระยะทาง 9 กิโลเมตรทำให้ทุกก้าวมีความหมาย การเดินช้าลง กลายเป็นโอกาสทบทวนใจและตั้งสติ แตกต่างจากการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ถึงจุดหมายอย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งทิ้ง “ความรู้สึกของพิธี” ไว้ระหว่างทาง

สำหรับปีนี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายในพื้นที่จัดระบบขบวนให้เป็นระเบียบ มีจุดพัก จุดบริการ และการดูแลด้านความปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถเข้าร่วมได้ตามกำลังของตนเอง โดยเน้นย้ำการร่วมพิธีอย่างรับผิดชอบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของตนและผู้อื่น

พระธาตุดอยตุง ศูนย์รวมศรัทธาและหมุดหมายของผู้เกิดปีกุน

พระธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานสำคัญของจังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่ในอำเภอแม่สาย และได้รับการยกย่องในฐานะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีตำนานและความเชื่อสืบต่อมายาวนาน โดยข้อมูลอ้างอิงสาธารณะระบุว่าพระธาตุดอยตุงเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีกุนตามคติล้านนา จึงมีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากนิยมขึ้นไปนมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคลอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ให้ข้อมูลเชิงอธิบายว่า พระธาตุดอยตุงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การตั้งมั่นของพระพุทธศาสนาในพื้นที่ล้านนา และพิธีกรรมในวันหกเป็งช่วยย้ำความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับชุมชน เพราะประเพณีไม่ได้อยู่แยกจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นเครื่องยึดโยงให้ผู้คนระลึกถึงรากเหง้าและหน้าที่ต่อสังคมอย่างอ่อนโยนผ่านการปฏิบัติร่วมกัน

ย่ำรอยตนบุญล้านนา บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

อีกมิติที่ถูกกล่าวถึงในพิธีปีนี้ คือการเชื่อมโยงเส้นทางจาริกกับประวัติศาสตร์การบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยตุงในอดีต โดยมีการยกบทบาทของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา เป็นหมุดหมายทางความทรงจำทางวัฒนธรรม

ข้อมูลอ้างอิงสาธารณะระบุว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยมีบทบาทในการบูรณะพระธาตุดอยตุงในช่วง พ.ศ. ๒๔๗๐ และดำเนินงานต่อเนื่องในระยะถัดมา ซึ่งทำให้พระธาตุดอยตุงได้รับการฟื้นสภาพและกลับมาเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนในยุคสมัยนั้น

สำหรับชาวเชียงรายจำนวนมาก “การเดินตามรอยครูบา” จึงไม่ใช่เพียงการรำลึกบุคคลสำคัญทางศาสนา แต่เป็นการเตือนใจว่า การธำรงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และวัฒนธรรมต้องอาศัยแรงร่วม แรงศรัทธา และความเพียรอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากการเดินขึ้นดอยที่ต้องค่อย ๆ ก้าวไปทีละช่วง

งานประเพณีในฐานะทุนทางสังคมของชุมชนชายแดน

อำเภอแม่สายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การคงอยู่ของประเพณีใหญ่ระดับจังหวัดจึงมีความหมายในเชิงทุนทางสังคมด้วย เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหลากวัย หลากอาชีพ และหลากพื้นที่มาพบกันภายใต้กติกาเดียวกัน คือกติกาของศรัทธาและความเคารพ

ในเชิงการบริหารจัดการ งานประเพณีที่มีผู้คนเข้าร่วมจำนวนมากจำเป็นต้องจัดระบบให้สมดุลระหว่าง “ศรัทธา” กับ “ความปลอดภัย” การดูแลเส้นทาง การจัดพื้นที่พัก การสื่อสารข้อควรปฏิบัติ และการบริหารจราจร ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้งานประเพณีดำเนินไปได้โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนเจ้าบ้าน

ขณะเดียวกัน การรวมตัวเช่นนี้ยังสะท้อนภาพความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง หน่วยงานวัฒนธรรม และเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ที่ใช้ประเพณีเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงพิธีการ

วัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ต้องเดินคู่ความรับผิดชอบ

แม้งานนมัสการพระธาตุดอยตุงจะมีฐานหลักเป็นศาสนาและวัฒนธรรม แต่ในโลกความจริงของจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและบริการไม่น้อย การจัดงานประเพณีขนาดใหญ่ย่อมมีผลต่อการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ที่พัก การเดินทาง หรือบริการของชุมชน

อย่างไรก็ดี ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายย้ำว่า การต่อยอดเชิงท่องเที่ยวควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบ ไม่ทำให้พิธีกรรมเสียแก่น และไม่ทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเพียงจุดถ่ายภาพ การวางกติกาเรื่องความสะอาด การจัดระเบียบ และการเคารพพื้นที่ทางศาสนา จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดำรงไว้ควบคู่กับการต้อนรับผู้มาเยือน

เมื่อการเดินกลายเป็นคำตอบของยุคสมัยที่เร่งรีบ

ภาพผู้ว่าราชการจังหวัดเดินเคียงข้างประชาชนในเส้นทางเดียวกัน ถูกมองว่าเป็นสัญญาณเชิงสังคมที่น่าสนใจ เพราะทำให้พิธีกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือสงวนไว้ให้ผู้ใดผู้หนึ่ง หากเป็นกิจกรรมสาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมได้ตามกำลัง

ในยุคที่การสื่อสารรวดเร็วและชีวิตประจำวันถูกเร่งด้วยตารางเวลา การยอม “ช้าลง” เพื่อเดินขึ้นดอย ๙ กิโลเมตร กลับกลายเป็นสารที่สะเทือนใจผู้คนจำนวนมาก เพราะมันไม่ใช่การย้อนอดีตแบบโรแมนติก แต่เป็นการยืนยันว่าความหมายบางอย่างยังต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการลงมือทำ

ประเพณีหกเป็งจึงไม่ใช่เพียงการนับวันตามปฏิทินท้องถิ่น หากเป็นบทเรียนร่วมว่า ชุมชนยังสามารถมีจังหวะของตนเอง มีพิธีกรรมของตนเอง และมีพื้นที่ศรัทธาที่ทำให้ผู้คน “กลับมาเป็นมนุษย์” ที่รับฟังกันมากขึ้นผ่านการเดินร่วมทาง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ร่วมงานควรยึดถือร่วมกัน

หน่วยงานผู้จัดงานย้ำหลักปฏิบัติร่วมสำหรับผู้มาร่วมพิธี ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อย เคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ลดการสร้างขยะในเส้นทางและบนพื้นที่พระธาตุ ตลอดจนดูแลสุขภาพตนเองให้เหมาะสมกับการเดินขึ้นพื้นที่สูง

สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ควรประเมินกำลังของตนเอง เลือกช่วงเดินที่เหมาะสม และใช้จุดพักตามที่จัดไว้ ขณะที่ครอบครัวที่พาเด็กเล็กเข้าร่วมควรเน้นความปลอดภัยเป็นลำดับแรก เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากความแออัดหรือความเหนื่อยล้า

ศรัทธาที่เดินได้ และวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต

งานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี ๒๕๖๙ ในปีนี้ สะท้อนภาพการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาที่ไม่หยุดอยู่ในพิธีกรรม แต่ขยับเป็นการปฏิบัติร่วมกันของผู้คนผ่านเส้นทางจาริก 9 กิโลเมตร สู่พระธาตุประจำปีเกิดปีกุนและศูนย์รวมศรัทธาของเชียงราย

เมื่อศรัทธาไม่ถูกย่อให้เหลือเพียงคำพูด แต่ถูกแปลงเป็นการเดินร่วมกัน วัฒนธรรมจึงไม่ใช่ของเก่าเก็บ หากเป็นพลังร่วมสมัยที่ยังพยุงชุมชนให้ยืนอยู่ได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน

 

แหล่งอ้างอิงและเครดิตข้อมูล

  • ข้อมูลประเพณีและกำหนดการจัดงาน “2008 ปี สืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง”
  • ข้อมูลภูมิศาสตร์และสถานะพระธาตุประจำปีเกิดปีกุน รวมถึงข้อมูลประวัติทั่วไปของพระธาตุดอยตุง
  • ข้อมูลประกอบเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัย  
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อวัดและราชการผนึกกำลังสู้ภัยฝุ่น! ยอดผ้าป่า 359,999 บาท หนุนภารกิจดับไฟป่าและมุ้งสู้ฝุ่นเชียงราย

พลังศรัทธาโมเดลบวรระดมทุนสู้ไฟป่าและฝุ่นพิษ เชียงรายทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้ง ยอด 359,999 บาท หนุนภารกิจเฝ้าระวังช่วงห้ามเผา 86 วัน

เชียงราย,2 มีนาคม 2569 — ช่วงต้นเดือนมีนาคมของทุกปีมักเป็นจังหวะที่เชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันซ้ำซ้อนทั้งจากไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจท้องถิ่น และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยปี 2569 จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาเด็ดขาดต่อเนื่อง 86 วัน ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม เพื่อยกระดับการควบคุมต้นตอฝุ่นจากการเผาในที่โล่งและป่าต้นน้ำ

ท่ามกลางภารกิจที่ต้องใช้กำลังคนและทรัพยากรต่อเนื่อง จังหวัดเชียงรายจึงหยิบพลังของชุมชนกลับมาเป็นกลไกสำคัญ ผ่านการทอดผ้าป่าระดมทุนภายใต้แนวคิดบวร ซึ่งสะท้อนความร่วมมือของบ้าน วัด และราชการ เพื่อเสริมกำลังให้หน่วยปฏิบัติการภาคสนามและดูแลกลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤตหมอกควัน

พิธีทอดผ้าป่าวัดห้วยปลากั้งกับเป้าหมายที่จับต้องได้

พิธีทำบุญทอดผ้าป่าจัดขึ้น ณ อุโบสถ วัดห้วยปลากั้ง ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระไพศาลประชาทร วิ. ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายและเจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วม

ยอดผ้าป่ารวม 359,999 บาท ถูกระบุให้ใช้สนับสนุนภารกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในระดับพื้นที่ โดยเน้นการสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการดับไฟป่าระดับอำเภอ การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพให้ประชาชน และการเสริมความพร้อมพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน

เมื่อความเสี่ยงไม่ได้วัดจากจำนวนจุดความร้อนอย่างเดียว

บทเรียนสำคัญที่ถูกหยิบยกในหลายพื้นที่ของภาคเหนือคือ ต่อให้จำนวนจุดความร้อนลดลง แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นหากไฟลุกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่เข้าถึงยาก เพราะต้องใช้กำลังคนมากกว่า ใช้เวลาควบคุมไฟนานกว่า และมีโอกาสกระทบต่อแหล่งต้นน้ำสูงกว่า

ขณะเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 มีพลวัตตามภูมิประเทศและลมในหุบเขา เมื่อลมอ่อนหรือเกิดการกักอากาศ ฝุ่นสามารถสะสมจนเกินค่ามาตรฐานและกระทบต่อผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงานกลางแจ้งได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้สะท้อนผ่านข้อมูลรายงานด้านสุขภาพในพื้นที่ซึ่งระบุระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่เคยขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด โดยมีการจัดบริการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และนวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นเป็นมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน

เงิน 359,999 บาทเปลี่ยนเป็นกำลังหน้างานได้อย่างไร

การระดมทุนในรูปแบบผ้าป่ามีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเงินก้อนเดียวสามารถแปลงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของคนจำนวนมากในระยะเวลาสั้น โดยเมื่อเทียบกับราคาขายปลีกของหน้ากากมาตรฐาน N95 ที่พบได้ในตลาด เช่น แพ็ก 20 ชิ้นราคาราว 640 บาท หรือเฉลี่ยราว 32 บาทต่อชิ้น การใช้งบ 359,999 บาทในกรอบนี้สามารถจัดหาได้ประมาณ 11,000 ชิ้นขึ้นไป ทั้งนี้จำนวนจริงขึ้นอยู่กับการจัดซื้อแบบเหมารวมและราคากลางของหน่วยงาน

ในอีกด้าน มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางในบ้านเรือน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ มักใช้เครื่องมือที่เน้นลดการสัมผัสฝุ่นในพื้นที่พักอาศัย หนึ่งในนั้นคือมุ้งสู้ฝุ่น ซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าเป็นนวัตกรรมทำได้ในงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด หากคำนวณแบบอนุรักษนิยมที่ 1,500 ถึง 2,000 บาท เงินก้อนนี้อาจสนับสนุนได้ประมาณ 180 ถึง 240 หลังคาเรือน โดยเน้นกระจายสู่ครอบครัวที่มีความเสี่ยงสูง

ส่วนอุปกรณ์ดับไฟป่าและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยของอาสาสมัคร เช่น ถุงมือกันความร้อน ไฟฉายคาดหัว อุปกรณ์ตบไฟ ชุดป้องกันขั้นพื้นฐาน หากออกแบบเป็นแพ็กสนับสนุนต่อหนึ่งชุดลาดตระเวน เงินผ้าป่าจะช่วยเพิ่มความพร้อมของทีมปฏิบัติการและเป็นขวัญกำลังใจต่อคนที่ต้องอยู่แนวหน้าในช่วงห้ามเผาที่ยาวนาน

ช่วงห้ามเผา 86 วันกับโจทย์ที่ต้องอาศัยการเฝ้าระวังต่อเนื่อง

ช่วงเวลาห้ามเผา 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม ถูกออกแบบให้ครอบคลุมระยะเสี่ยงสูงของฤดูแล้งภาคเหนือ ซึ่งเป็นช่วงที่ไฟลุกลามง่ายและการควบคุมทำได้ยากกว่าในฤดูอื่น ภารกิจของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายอาสาในทางปฏิบัติไม่ใช่แค่การดับไฟเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องรวมถึงการลาดตระเวนป้องกัน การสื่อสารทำความเข้าใจในชุมชน การจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่เสี่ยง และการแจ้งเตือนเชิงรุกเมื่อพบสัญญาณควันหรือการเผาในที่โล่ง

นี่คือเหตุผลที่การระดมทุนผ่านวัด ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาและความไว้เนื้อเชื่อใจของชุมชน ถูกมองว่าเป็นการเติมทุนทางสังคมให้มาตรการภาครัฐเดินได้จริง เพราะในหลายกรณี การยับยั้งไฟป่าในระยะเริ่มต้นขึ้นอยู่กับความเร็วในการแจ้งเหตุและความร่วมมือของคนในพื้นที่มากพอ ๆ กับทรัพยากรของรัฐ

มิติสุขภาพที่ต้องเดินคู่กับงานป้องกันไฟป่า

แม้มาตรการห้ามเผามุ่งลดต้นตอ แต่ภารกิจด้านสุขภาพต้องทำควบคู่ เพราะประชาชนยังอาจได้รับผลกระทบจากฝุ่นคงค้าง การพัดพามวลอากาศข้ามพื้นที่ และฝุ่นจากกิจกรรมอื่น ๆ ในฤดูแล้ง

องค์การอนามัยโลกชี้ว่าอากาศสะอาดเป็นพื้นฐานของสุขภาพ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลายปีหลังยืนยันผลกระทบของมลพิษอากาศต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายชนิด รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด และมะเร็ง เมื่อวางอยู่บนบริบทของเชียงรายที่มีพื้นที่ป่าและเขตชุมชนปะปนกัน การจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและพื้นที่ปลอดฝุ่นจึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงเฉียบพลันให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

บวรในฐานะระบบร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียว

ภาพของพิธีทอดผ้าป่าในปี 2569 จึงมีนัยมากกว่าการทำบุญตามประเพณี แต่สะท้อนการระดมทรัพยากรเพื่อภารกิจสาธารณะ และการประกาศบทบาทร่วมรับผิดชอบของทุกภาคส่วน

บ้านในฐานะผู้เฝ้าระวังและผู้ปฏิบัติตามมาตรการไม่เผา วัดในฐานะศูนย์รวมศรัทธาและพื้นที่สร้างความเข้าใจร่วม ราชการในฐานะผู้วางระบบปฏิบัติการและจัดการเหตุฉุกเฉิน หากสามส่วนนี้เชื่อมกันได้จริง เงินผ้าป่าจะไม่ใช่เพียงงบประมาณเสริม แต่จะกลายเป็นแรงหนุนให้มาตรการห้ามเผาและการป้องกันไฟป่าเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งฤดูกาล

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงฤดูห้ามเผา

แนวทางปฏิบัติที่ถูกย้ำเสมอในช่วงฤดูเสี่ยงคือการลดโอกาสเกิดไฟตั้งแต่ต้นทาง และลดการสัมผัสฝุ่นในวันที่ค่าฝุ่นสูง

  • งดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและขยะในที่โล่ง โดยเฉพาะช่วงห้ามเผาต่อเนื่อง 86 วัน
  • หากพบควันหรือไฟในพื้นที่ป่า รีบแจ้งผู้นำชุมชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ทันที เพื่อให้ควบคุมไฟในระยะเริ่มต้น
  • กลุ่มเปราะบางควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง และใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม
  • ครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ สามารถพิจารณาการจัดพื้นที่ปลอดฝุ่นหรือใช้นวัตกรรมมุ้งสู้ฝุ่นซึ่งหน่วยงานสาธารณสุขระบุว่าสามารถทำได้ด้วยงบไม่ถึง 2,000 บาทต่อชุด

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ช่วงห้ามเผาเด็ดขาดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน
  • ยอดระดมทุนทอดผ้าป่าสู้ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่วัดห้วยปลากั้ง 359,999 บาท
  • ข้อมูลด้านสุขภาพในพื้นที่เคยรายงานระดับ PM2.5 รายชั่วโมงของจังหวัดเชียงรายที่ขึ้นไปถึง 209.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางจุดตรวจวัด พร้อมมาตรการคลินิกมลพิษ ห้องปลอดฝุ่น และมุ้งสู้ฝุ่น
  • องค์การอนามัยโลกเผยแพร่แนวทางคุณภาพอากาศฉบับใหม่เมื่อ 22 กันยายน 2021 และย้ำว่ามลพิษอากาศเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านสุขภาพและการเสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • องค์การอนามัยโลก (WHO)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เปิดฤดูกาลล่องแพแม่สรวย 2569 ชูแนวคิด ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน ดันเศรษฐกิจฐานรากเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เปิดฤดูกาลล่องแพแม่สรวย 2569 ชูแนวคิดยิ่งเปียก ยิ่งม่วน ผนึกอำเภอ ท้องถิ่น และชุมชน ดันท่องเที่ยวฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย 1 มีนาคม 2569 – เสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยวดังแข่งกับสายน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนแม่สรวย ในวันที่กิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชน “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี 2569 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศหน้าร้อนที่เริ่มชัดเจนขึ้นทุกวัน และความคาดหวังของชาวบ้านที่อยากเห็น “สายน้ำ” กลับมาสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนอีกครั้ง

กิจกรรมปีนี้ใช้แนวคิด “ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน” เป็นคำชวนของคนพื้นที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์การเล่นน้ำแบบเหนืออย่างเป็นกันเอง ไม่เน้นความหวือหวา แต่เน้นความสุขเรียบง่ายบนแพไม้ไผ่ที่ลอยไปตามลำน้ำ ท่ามกลางภูเขาและผืนป่าที่โอบล้อม สร้างจังหวะท่องเที่ยวหน้าร้อนที่ต่างจากเมืองใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งภาพจำของเชียงรายที่ขยับจากการท่องเที่ยวเชิงชม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมีส่วนร่วม

จากข้อมูลประชาสัมพันธ์กิจกรรม ฤดูกาลล่องแพเปียกเขื่อนแม่สรวยถูกระบุช่วงจัดงานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2569 หรือกินช่วงเวลายาวต่อเนื่องราว 3 เดือน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการคลายร้อนในธรรมชาติ และช่วยกระจายรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

พิธีเปิดฤดูกาลปี 2569 เมื่อภาครัฐและชุมชนยืนอยู่ข้างเดียวกัน

พิธีเปิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 จัดขึ้นบริเวณจุดลงแพเปียกเขื่อนแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวและเป็นสักขีพยานการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว

ภาพของพิธีเปิดไม่ใช่เพียงพิธีการตามปฏิทินงานเทศกาล แต่สะท้อน “กลไกการทำงานร่วมกัน” ที่กิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนพยายามยึดถือมาโดยตลอด เพราะล่องแพเปียกไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยพลังของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากขาดการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัย กติกาการใช้ลำน้ำ การจัดระเบียบพื้นที่ริมฝั่ง และการอำนวยความสะดวกด้านจราจรและสาธารณูปโภค

เครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนในปีนี้ประกอบด้วย อำเภอแม่สรวย กลุ่มผู้ประกอบการแพเปียก เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานด้านเจ้าท่าในพื้นที่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ซึ่งทำหน้าที่ต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้นได้จริงและเกิดประโยชน์กลับสู่ชุมชน

ทำไมแม่สรวยถึงกลายเป็นจุดหมายหน้าร้อนของเชียงราย

เสน่ห์ของล่องแพเปียกแม่สรวยอยู่ที่ “ธรรมชาติที่จับต้องได้” นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงมองวิว แต่ได้ลงไปอยู่ในวิว ได้สัมผัสความเย็นของสายน้ำ ได้ยินเสียงลมและเสียงนก ได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวหรือเพื่อนแบบไม่ต้องเร่งรีบ

พื้นที่เทศบาลตำบลเวียงสรวยมีทรัพยากรธรรมชาติหลายจุดที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเขื่อนแม่สรวย ลำน้ำแม่สรวย และลำน้ำแม่ลาว รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงอย่างถ้ำแม่สรวย ซึ่งทำให้การมาเที่ยวหนึ่งวันสามารถต่อยอดเป็นทริปได้มากกว่ากิจกรรมเดียว นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกมาเช้า ล่องแพช่วงสายถึงบ่าย แล้วต่อด้วยอาหารท้องถิ่น ซื้อของชุมชน หรือแวะจุดท่องเที่ยวธรรมชาติใกล้เคียง เป็นการยืดเวลาพำนักในพื้นที่ให้ยาวขึ้น และเพิ่มโอกาสให้เงินหมุนเวียนไปถึงร้านค้าเล็ก ๆ ริมทาง

ข้อมูลประชาสัมพันธ์กิจกรรมยังแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการล่องแพในฤดูกาลนี้ว่าเป็นช่วงสายถึงบ่าย เพื่อให้อากาศกำลังดีและสอดคล้องกับการวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยว พร้อมเน้นให้ตรวจสอบสภาพอากาศและจองล่วงหน้าในช่วงวันหยุด

รายได้ที่ไม่ได้จบแค่ค่าแพ แต่คือระบบเศรษฐกิจเล็ก ๆ ที่พึ่งพากัน

สิ่งที่ทำให้ล่องแพเปียกแม่สรวยมีความหมายต่อชุมชน ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนลงแพในวันใดวันหนึ่ง แต่อยู่ที่ “ห่วงโซ่รายได้” ที่แผ่ออกไปทั้งสองฝั่งน้ำ

ในวันท่องเที่ยวคึกคัก คนได้รายได้ไม่ใช่แค่เจ้าของแพ แต่รวมถึงร้านอาหารพื้นถิ่น ร้านเครื่องดื่ม แผงขายผลไม้ ร้านเช่าห่วงยาง เสื้อชูชีพ ซุ้มพักริมน้ำ ไปจนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนที่นำของมาวางจำหน่าย การท่องเที่ยวแบบนี้มีคุณลักษณะสำคัญคือ รายได้กระจายตัว และช่วยพยุงครัวเรือนรายย่อยในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวหรือช่วงรายได้เกษตรผันผวน

ผู้จัดงานในพื้นที่มักชี้ให้เห็นตรงกันว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกและร้านค้าริมน้ำช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้ “แพเปียกแม่สรวย” กลายเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดในช่วงหน้าร้อน ขณะเดียวกันก็เป็นแรงจูงใจให้ชุมชนช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเมื่อสายน้ำสะอาดและพื้นที่เป็นระเบียบ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวก็จะอยู่กับพื้นที่ได้นานกว่าเทศกาลหนึ่งฤดูกาล

ประเด็นความปลอดภัยและกติกา เมื่อความสนุกต้องมากับความรับผิดชอบ

การเล่นน้ำในลำน้ำธรรมชาติย่อมมีความเสี่ยง หากขาดการจัดการที่ดี ผู้จัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและการสื่อสารข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

หัวใจของความปลอดภัยมักอยู่ที่ 4 เรื่องหลัก

  • การกำหนดเส้นทางและช่วงเวลาลงแพให้เหมาะสมกับระดับน้ำ
  • การจัดระบบดูแลความปลอดภัยในจุดลงแพ จุดขึ้นแพ และจุดพักริมฝั่ง
  • การดูแลอุปกรณ์และมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการ
  • การสื่อสารให้นักท่องเที่ยวเข้าใจข้อห้ามและข้อควรระวังแบบอ่านแล้วทำตามได้ทันที

อีกมิติหนึ่งที่ชุมชนให้ความสำคัญคือการรักษาความเป็นระเบียบและความสะอาดของพื้นที่ เพราะหากปล่อยให้พื้นที่รกและขยะสะสม ภาพจำของการท่องเที่ยวจะถูกกระทบทันที และจะย้อนกลับมาทำให้รายได้ของชุมชนหายไปในระยะยาว

โครงสร้างพื้นฐานและการรองรับนักท่องเที่ยว เมื่อการเดินทางต้องไม่เป็นอุปสรรค

ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดีไม่ได้จบแค่กิจกรรมในน้ำ แต่เริ่มตั้งแต่การเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่ การจัดการทางเข้าออก การจอดรถ ความปลอดภัยบนถนน และป้ายสื่อสารต่าง ๆ

การขับเคลื่อนกิจกรรมในปีนี้จึงสะท้อนบทบาทของท้องถิ่นที่ต้องทำงานคู่ขนานกัน ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการให้ทำงานได้สะดวก และการดูแลนักท่องเที่ยวให้เดินทางได้ปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่คนเดินทางหนาแน่น หากการจราจรติดขัดหรือพื้นผิวถนนเป็นอุปสรรค ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอาจสะดุดตั้งแต่ยังไม่ลงแพ

ในภาพรวม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตระดับเมกะโปรเจกต์ แต่เป็นเรื่อง “ยิบย่อยที่จำเป็น” ตั้งแต่การจัดพื้นที่บริการให้เป็นระเบียบ การปรับจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ไปจนถึงการจัดระบบดูแลความปลอดภัยบนบกและในน้ำให้สอดคล้องกัน

สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้ก่อนมา เพื่อให้สนุกและไม่กระทบชุมชน

ข้อมูลประชาสัมพันธ์กิจกรรมระบุช่วงจัดงาน 14 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2569 นักท่องเที่ยวที่วางแผนมาเที่ยวควรเตรียมตัวในเชิงปฏิบัติ ดังนี้

  • สวมเสื้อผ้าที่แห้งง่ายและเตรียมชุดสำรอง
  • งดพกของมีค่าแบบไม่จำเป็น หรือเตรียมถุงกันน้ำ
  • ติดตามสภาพอากาศล่วงหน้า โดยเฉพาะวันที่ฝนตกหรือมีประกาศเตือน
  • หากมาในวันหยุด ควรจองล่วงหน้าหรือเผื่อเวลาเดินทาง
  • เคารพกติกาพื้นที่ ลดเสียงดังในช่วงที่ชุมชนกำลังพักผ่อน และช่วยกันรักษาความสะอาด

ในเชิงระบบ ผู้จัดและแหล่งข้อมูลประชาสัมพันธ์ยังระบุช่องทางติดต่อหน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานท่องเที่ยวของรัฐสำหรับการสอบถามข้อมูล ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมพยายามทำให้การสื่อสารเป็นทางการมากขึ้น และลดปัญหาข้อมูลคลาดเคลื่อนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

เมื่อความชุ่มฉ่ำกลายเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก

ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวยปี 2569 เป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวที่เริ่มจากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่จริง คือสายน้ำและธรรมชาติ แล้วต่อยอดด้วยการจัดการร่วมกันของอำเภอ ท้องถิ่น หน่วยงานกำกับ และผู้ประกอบการในพื้นที่

ความสำเร็จของกิจกรรมไม่ได้วัดจากภาพเปิดงานเพียงวันเดียว แต่ต้องวัดจากทั้งฤดูกาลว่า ชุมชนรักษาคุณภาพบริการได้หรือไม่ นักท่องเที่ยวกลับไปพร้อมความประทับใจหรือไม่ และรายได้กระจายสู่คนในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ เลือกท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เคารพกติกาความปลอดภัย ช่วยกันดูแลความสะอาด และสนับสนุนสินค้าและบริการของชุมชน เพราะทุกการใช้จ่ายเล็ก ๆ ในพื้นที่ คือแรงส่งให้เทศกาลเล็ก ๆ อย่าง “ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน” อยู่ต่อได้ทุกปี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ประชาสัมพันธ์ไว้ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลาราว 3 เดือน หรือมากกว่า 90 วัน
  • สถานที่จัดกิจกรรม เขื่อนแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

แนวคิดกิจกรรม ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน ใช้สื่อสารภาพลักษณ์ท่องเที่ยวชุมชนหน้าร้อน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ครั้งแรกของเชียงของ! เทศกาลว่าวริมโขงดึงผู้เชี่ยวชาญจากเวยฟางร่วมแลกเปลี่ยน ยกระดับท่องเที่ยวด้วยศิลปะพื้นถิ่นไทย-จีน

เชียงของเปิดเทศกาลว่าวริมโขงครั้งแรก ดึงเวยฟางร่วมยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ริมแม่น้ำโขง

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ลมปลายฤดูหนาวพัดข้ามสายน้ำโขงในอำเภอเชียงของ กลายเป็นฉากหลังของภาพที่ชวนให้หยุดมอง ว่าวหลากรูปทรงลอยเหนือสวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง ในวันที่ผู้คนหลายวัยมารวมตัวกันเพื่อเปิด “เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1” กิจกรรมใหม่ที่จังหวัดเชียงรายหวังใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ และวางหมุดหมายให้เชียงของเป็นอีกพื้นที่ที่เล่าเรื่องชายแดนด้วยภาษาที่อ่อนโยนกว่าเดิม ภาษาที่ชื่อว่า “ว่าว”

ว่าวบนลานผ้าทอ จุดเริ่มต้นของเทศกาลใหม่ริมโขง

พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ รายละเอียดการจัดงานในรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่าเทศกาลครั้งแรกนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รื้อฟื้นการเล่นว่าวของชุมชน และทำให้กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยอยู่ในความทรงจำกลับมามีบทบาทในมิติการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ความคึกคักของพื้นที่ไม่ใช่เพียงการชมว่าวขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวาง “ฉากใหม่” ให้เชียงของในสายตาคนนอก เมืองชายแดนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผ่านภาพการเดินทางและการค้าข้ามแดน กำลังทดลองเล่าเรื่องตัวเองผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรต่อครอบครัว ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่าอยากเห็นเทศกาลนี้เติบโตเป็นงานประจำปี และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เวยฟางเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เติมมิติไทยจีนบนท้องฟ้าเดียวกัน

จุดเด่นสำคัญของเทศกาลครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของคณะจากเมืองเวยฟาง มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งสื่อไทยรายงานว่าถูกเชิญมาเพื่อร่วมสาธิต ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการทำว่าวกับผู้สนใจในพื้นที่ การนำ “ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองว่าว” มาปักหมุดร่วมกิจกรรมในเชียงของ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมเป็นการทูตระดับประชาชน สร้างวงสนทนาที่ไม่เริ่มต้นด้วยถ้อยคำการเมืองหรือความมั่นคง แต่เริ่มจากงานฝีมือ สีสัน และทักษะช่าง

ในเชิงภาพรวม เมืองเวยฟางเป็นที่รู้จักในสื่อระหว่างประเทศในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมว่าวที่เติบโตจากงานหัตถกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่าวเอเชียระบุว่า เมืองนี้มีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างการจ้างงานราว 80,000 คน มียอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวยฟางไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแห่งเทศกาล” แต่เป็นตัวอย่างของเมืองที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นห่วงโซ่มูลค่าได้จริง

จากงานเทศกาลสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากเมืองเวยฟาง

แนวทางของเวยฟางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานสื่อจีนอีกประเด็นหนึ่งคือการยกระดับทักษะทำว่าวให้เป็นมรดกภูมิปัญญา โดยทักษะการทำว่าวของเวยฟางถูกบรรจุในบัญชีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ปี 2006 สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อพื้นที่อย่างเชียงของ เพราะสะท้อนว่าการทำให้ศิลปะพื้นบ้านยืนระยะ ไม่ได้พึ่งเพียงความนิยมชั่วคราว แต่ต้องมีทั้งระบบการถ่ายทอด การรับรองคุณค่า และการสร้างตลาดที่สมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ

อีกด้านหนึ่ง สื่อไทยบางสำนักรายงานถึงการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติของเวยฟางที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และมีการเชิญชวนให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่จีนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เมื่อยึดกรอบนี้กลับมามองเชียงของ เทศกาลว่าวริมโขงจึงไม่ใช่เพียงงานเปิดตัวครั้งแรก แต่เป็นการทดลอง “โมเดลความร่วมมือ” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นประตูหน้า และค่อยต่อยอดไปสู่ประตูบานอื่นในอนาคต

เชียงของกับโจทย์การทำเทศกาลให้เป็นของจริง ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราว

การประกาศสนับสนุนให้เทศกาลเป็นงานประจำปีเป็นเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ต้องจัดวางให้ลงตัว ข้อมูลจากสื่อพื้นที่สะท้อนว่า ผู้จัดงานมองการปรับช่วงเวลาจัดงานให้เหมาะกับฤดูลมเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ชมและผู้เล่นว่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หากเทศกาลต้องเติบโตเป็นกิจกรรมประจำปี โจทย์ที่ตามมาคือการจัดการความต่อเนื่องของคอนเทนต์และกิจกรรม ปีแรกอาจตื่นตาเพราะความใหม่ แต่ปีถัดไปผู้คนจะถามหาสิ่งที่ “มากกว่าเดิม” เช่น เวิร์กช็อปที่เจาะลึกขึ้น การประกวดที่มีมาตรฐานชัด การเชื่อมกับสินค้าชุมชน หรือการจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน การเติบโตแบบนี้ต้องใช้ทั้งงบประมาณ การจัดการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของเทศกาลในเมืองชายแดนย่อมผูกกับการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน งานว่าวอาจเริ่มจากลานผ้าทอ แต่ผลกระทบจะขยายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานบริการ หากกลไกเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับไปพร้อมกัน งานเทศกาลก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงภาพสวยในวันเปิดงาน

ว่าวเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่สร้างความไว้ใจ

ความน่าสนใจของเทศกาลว่าวริมโขงอยู่ที่การเลือกใช้ “กิจกรรมที่ไม่ขัดแย้ง” เป็นพื้นที่กลางของผู้คน ว่าวไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว และไม่ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชมต้องมีต้นทุนความรู้มาก่อน นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในยุคที่ผู้คนต้องการประสบการณ์ร่วม และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพักใจ

ในมิติความสัมพันธ์ไทยจีน การที่เชียงของดึงเมืองเวยฟางเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่เพียงในระดับพิธีการ แต่ขยับไปสู่ระดับช่างฝีมือ ครูผู้สอน และเยาวชนที่เรียนรู้ร่วมกัน ผลลัพธ์ระยะสั้นคือความคึกคักของงาน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายคนทำงานวัฒนธรรมที่รู้จักกันจริง และอาจต่อยอดเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในอนาคต

ประชาชนทำอะไรได้ทันที เพื่อให้เทศกาลเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีมีอย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรกคือการร่วมใช้พื้นที่อย่างรับผิดชอบ งานกลางแจ้งริมโขงต้องพึ่งพาความร่วมมือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพพื้นที่สาธารณะ

ด้านที่สองคือการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการในพื้นที่ หรือการบอกต่อข้อมูลการเดินทางอย่างสร้างสรรค์ การกระจายรายได้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนอยากเป็นเจ้าของเทศกาลร่วมกัน

ด้านที่สามคือการช่วยกันรักษา “เรื่องเล่า” ของงาน เทศกาลจะกลายเป็นประจำปีได้ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำร่วม ผู้คนจดจำว่าเคยมาที่นี่เพื่ออะไร และอยากกลับมาเพราะอะไร เรื่องเล่าเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผู้จัดงานและชุมชนต้องสร้างร่วมกัน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เมืองเวยฟางมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างงานราว 80,000 ตำแหน่ง ยอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค
  • เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 จัดที่สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ และเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข่าวการเปิดงานเทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 และรายละเอียดกิจกรรมในพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากสำนักข่าว NationTV และสื่อท้องถิ่น
  • ข้อมูลอุตสาหกรรมว่าวเมืองเวยฟาง อ้างอิงรายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่าน Asia News Network โดยอ้าง China Daily
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
WORLD PULSE

จับตาปฏิบัติการ Epic Fury ในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบตรงต่อราคาน้ำมันโลกและแผนความมั่นคงพลังงานของประเทศไทยปี 2569

ตะวันออกกลางปะทุศึก Epic Fury เสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซสะดุด ไทยจับตาพลังงานและความปลอดภัยคนไทยในอิสราเอลกับอ่าวอาหรับ

อิสราเอล / อิหร่าน, 1 มีนาคม 2569 – ภาพของควันเหนือเมืองใหญ่ในตะวันออกกลางเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงข่าวไกลตัวสำหรับผู้คนในภาคเหนือของไทยอีกต่อไป หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่อาจไหลย้อนกลับมาถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน การเดินทาง และความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่เดินทางไปทำงานในอิสราเอลและประเทศอ่าวอาหรับจำนวนมาก

ในชุมชนชายแดนอย่างเชียงราย ความเชื่อมโยงกับโลกภายนอกไม่ใช่เรื่องนามธรรม อำเภอแม่สายและพื้นที่ใกล้เคียงพึ่งพาการขนส่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ตั้งแต่รถบรรทุกสินค้าเกษตรไปตลาดปลายทาง การท่องเที่ยวที่อาศัยการเดินทาง ไปจนถึงต้นทุนพลังงานของครัวเรือน เมื่อสงครามทำให้โลกเริ่มพูดถึงความเสี่ยงของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คำถามแรกของคนจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องยุทธศาสตร์ทหาร แต่คือคำถามง่ายๆ ว่าน้ำมันจะขึ้นอีกไหม และญาติที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงปลอดภัยหรือไม่

ฉากหลังที่ลากยาวจากปี 2568 สู่จุดปะทุปลายกุมภาพันธ์ 2569

ก่อนเหตุการณ์ล่าสุด ความตึงเครียดเคยพุ่งสูงมาแล้วในเดือนมิถุนายน 2568 เมื่อสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีต่อเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Operation Midnight Hammer ซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในเวลานั้น พร้อมถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ที่ย้ำเป้าหมายการสกัดไม่ให้อิหร่านมีศักยภาพอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี เส้นทางทางการทูตที่หลายฝ่ายคาดหวังให้เป็นเบรกกลับไม่สามารถทำให้สถานการณ์เย็นลงได้ถาวร รายงานข่าวต่างประเทศชี้ว่า การเจรจาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนิวเคลียร์และความมั่นคงยังเต็มไปด้วยช่องว่างและความไม่ไว้วางใจ และเมื่อถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านก็กลับสู่เกมเดิมที่เดิมพันสูงกว่าเดิม

เปิดฉากโจมตี 28 กุมภาพันธ์ 2569 และสัญญาณการขยายวง

รายงานจากสื่อหลักต่างประเทศระบุว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุชื่อปฏิบัติการ Operation Epic Fury และชี้ว่าเป็นปฏิบัติการเชิงทหารที่มีเป้าหมายต่อโครงสร้างทางทหารและศักยภาพที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม

ขณะเดียวกัน มีรายงานการตอบโต้จากอิหร่านด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับต่ออิสราเอลและเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยบางประเทศประกาศปิดน่านฟ้าหรือระงับเที่ยวบินในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อบริหารความเสี่ยง ทำให้ภาพรวมการเดินทางในภูมิภาคสะดุดทันที

ส่วนตัวเลขความสูญเสีย ณ ช่วงชั่วโมงแรกของเหตุการณ์ยังมีความแตกต่างระหว่างแหล่งข่าว เนื่องจากบางส่วนเป็นการรายงานจากสื่อของคู่ขัดแย้งหรือการอ้างแหล่งข่าววงใน และมีประเด็นที่สื่อบางสำนักย้ำว่ายังไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเป็นอิสระ จึงต้องติดตามการยืนยันจากหลายช่องทางควบคู่กัน

ตลาดโลกจับตา ช่องแคบฮอร์มุซในฐานะคอขวดพลังงาน

เมื่อการสู้รบขยับเข้าใกล้เส้นทางยุทธศาสตร์ สิ่งที่ตลาดโลกสะท้อนแทบจะทันทีคือความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน และเป็นทางผ่านการขนส่งน้ำมันปริมาณมหาศาล ข้อมูลจากหน่วยงานพลังงานระหว่างประเทศระบุว่าปริมาณการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อยู่ในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับการค้าพลังงานโลก และถูกจัดเป็นหนึ่งในจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก

นัยสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะในสนามรบ แต่อยู่ที่คำถามว่าเส้นทางขนส่งจะสะดุดหรือไม่ เพราะแม้เพียงความเสี่ยงก็เพียงพอให้ราคาน้ำมันและค่าระวางเรือปรับตัวได้แล้ว และถ้าเกิดการปิดหรือการเดินเรือติดขัดจริง ผลกระทบจะไล่ตั้งแต่ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ไปจนถึงเสถียรภาพตลาดการเงินในหลายประเทศ

ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้ เมื่อพึ่งพาน้ำมันนำเข้าเป็นหลัก

สำหรับประเทศไทย กระทรวงพลังงานเคยให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างว่าไทยนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูงมาก และมีการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสำคัญ พร้อมระบุกรอบการบริหารความมั่นคงพลังงานผ่านระดับสำรองน้ำมันของประเทศ ซึ่งถูกใช้เป็นกันชนเมื่อเกิดความผันผวนด้านอุปทานหรือราคาในตลาดโลก

ประเด็นนี้มีความหมายต่อเชียงรายมากกว่าที่คิด เพราะจังหวัดปลายทางโลจิสติกส์และการท่องเที่ยวจะรับแรงกระแทกจากต้นทุนพลังงานเร็วกว่าที่เห็นในตัวเลขมหภาค รถขนส่งผลผลิตทางการเกษตรขึ้นดอย รถบรรทุกข้ามพื้นที่ การเดินทางของนักท่องเที่ยว รวมถึงต้นทุนไฟฟ้าและสินค้าอุปโภคบริโภคที่พึ่งพาการขนส่ง ล้วนสัมพันธ์กับราคาพลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผลกระทบที่ไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ในกระเป๋าเงิน

หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงจนกระทบการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบต่อไทยมักมาใน 3 ระลอก

  • ระลอกแรก คือ ราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่งที่ไหลไปยังราคาสินค้าและบริการ
  • ระลอกที่สอง คือ เงินเฟ้อที่ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องชั่งน้ำหนักเรื่องดอกเบี้ย
  • ระลอกที่สาม คือ ความเชื่อมั่นและการลงทุนที่เปราะบางขึ้นในภาวะไม่แน่นอน

ในเชิงเศรษฐกิจจังหวัด การขยับของราคาน้ำมันมักแปลเป็นต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นทันที และในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายที่ต้องพึ่งพาการขนส่งทางถนนเพื่อเชื่อมด่านสำคัญ ต้นทุนดังกล่าวมีโอกาสกระทบทั้งการค้าชายแดน การกระจายสินค้า และรายได้ภาคบริการ

War Enters New Phase: Khamenei Confirmed Dead as Israel Expands Strikes and Iran Intensifies Retaliation - The Media Line Get this image on: gettyimages.com | Licence details Creator: AHMAD GHARABLI | Credit: AFP via Getty Images Copyright: AFP or licensors

ความปลอดภัยคนไทยในต่างแดน จากตัวเลขสถิติ สู่ความกังวลของครอบครัว

อีกด้านหนึ่งของสงครามที่คนเชียงรายจับต้องได้ คือ คนไทยที่ทำงานหรือพำนักในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะอิสราเอลและประเทศอ่าวอาหรับซึ่งเป็นทั้งปลายทางแรงงานและศูนย์กลางเศรษฐกิจบริการ

ข้อมูลสถิติคนไทยในต่างประเทศที่หน่วยงานรัฐไทยเผยแพร่สำหรับปี 2568 แสดงจำนวนคนไทยในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องเฉพาะครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นโจทย์เชิงระบบของการคุ้มครองคนไทยในต่างแดน

ขณะเดียวกัน ข้อมูลอีกชุดจากหน่วยงานด้านแรงงานระบุจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานอิสราเอลในกรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งช่วยยืนยันมิติแรงงานในระบบ และชี้ให้เห็นว่าตัวเลขจากฐานข้อมูลคนละระบบอาจไม่เท่ากัน เพราะครอบคลุมกลุ่มประชากรต่างกัน เช่น แรงงานในระบบ ผู้พำนักแบบอื่น หรือการลงทะเบียนกับภารกิจทางการทูต

สำหรับมิติระดับจังหวัด เชียงรายเคยถูกอ้างถึงในรายงานข่าวช่วงวิกฤตความไม่สงบในปี 2566 ว่ามีแรงงานที่ลงทะเบียนไปทำงานที่อิสราเอลจำนวนมากในเวลานั้น โดยกระจายในหลายอำเภอ อย่างไรก็ดี ตัวเลขรายจังหวัดเป็นข้อมูลที่มีความผันผวนตามการเดินทางกลับและนโยบายจัดส่งแรงงาน จึงต้องยึดการตรวจสอบกับหน่วยงานแรงงานในพื้นที่เมื่อมีการใช้งานเชิงปฏิบัติ

บทเรียนการสื่อสารในภาวะวิกฤต ไม่ตื่นตระหนก แต่ไม่ชะล่าใจ

ในภาวะข่าวสารไหลเร็ว ความเสี่ยงที่พบเสมอคือการตีความจากข่าวชิ้นเดียว หรือการแชร์ข้อมูลที่ยังไม่ยืนยัน โดยเฉพาะตัวเลขผู้เสียชีวิต การอ้างชะตากรรมผู้นำ และข่าวการปิดน่านฟ้า ซึ่งมักมีการอัปเดตถี่และอาจขัดแย้งกันระหว่างแหล่งข่าว

สำหรับประชาชนในไทย โดยเฉพาะครอบครัวที่มีญาติอยู่ต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตามทุกโพสต์ แต่คือการเลือกแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น หน่วยงานทางการของรัฐไทยด้านการทูต หน่วยงานแรงงานที่รับผิดชอบแรงงานไทยไปต่างประเทศ และประกาศจากสายการบินหรือท่าอากาศยานในพื้นที่ปลายทาง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที หากมีญาติอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

  1. ติดตามประกาศและคำแนะนำด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐไทยที่รับผิดชอบงานกงสุลและสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลในพื้นที่
  2. ช่วยญาติให้เตรียมข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการประสานงาน เช่น ชื่อ นามสกุล หนังสือเดินทาง ช่องทางติดต่อ และที่อยู่ปัจจุบัน
  3. หลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวที่ยังไม่ยืนยัน โดยเฉพาะข้อมูลที่ระบุผู้เสียชีวิตหรือเหตุการณ์เฉพาะจุดที่ไม่มีแหล่งข่าวหลักรองรับ
  4. สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางต้นทุน ควรวางแผนรับมือความผันผวนด้านราคาพลังงาน เช่น การบริหารสต๊อก การวางแผนเส้นทางขนส่ง และการทบทวนต้นทุนร่วมกับคู่ค้าอย่างโปร่งใส

โลกกำลังรอคำตอบ การยับยั้งชั่งใจหรือการขยายวง

ในเชิงยุทธศาสตร์ คำถามสำคัญของโลกในช่วงหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 คือ ความขัดแย้งจะถูกจำกัดวงอยู่ในระดับการโจมตีตอบโต้ หรือจะขยายไปสู่การกระทบเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เพราะถ้าถึงจุดนั้น ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ภูมิภาคตะวันออกกลาง

สำหรับไทย การเตรียมความพร้อมต้องเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ขาแรกคือการบริหารความมั่นคงพลังงานและค่าครองชีพ ขาที่สองคือการคุ้มครองคนไทยในต่างแดนผ่านช่องทางทางการทูตและแรงงานอย่างเป็นระบบ

และสำหรับเชียงราย เมืองชายแดนที่หายใจร่วมกับโลจิสติกส์และการเดินทางทุกวัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้อาจเป็นอีกบทพิสูจน์ว่า ข่าวต่างประเทศไม่ใช่ข่าวไกลตัว หากแต่เป็นคลื่นที่ซัดถึงชุมชนได้เสมอ เพียงแต่จะซัดแรงแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าโลกจะหยุดตรงไหนก่อนถึงจุดคอขวดของพลังงาน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับการค้าพลังงานโลก และถูกจัดเป็นจุดคอขวดสำคัญไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง และมีการนำเข้าจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสำคัญ พร้อมมีกรอบข้อมูลระดับสำรองน้ำมันของประเทศสถิติคนไทยในต่างประเทศปี 2568 แสดงจำนวนคนไทยในอิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในระดับสูง ข้อมูลหน่วยงานแรงงานเกี่ยวกับแรงงานไทยไปทำงานอิสราเอลในกรอบเวลาที่ประกาศ
รายงานเหตุการณ์โจมตีและการตอบโต้วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จากสื่อหลักต่างประเทศและแถลงการณ์ทางทหาร

People who support the US and Israel strikes on Iran, rally near the White House in Washington DC, S https://thefederal.com/category/explainers-2/a-beginners-guide-to-the-us-israel-war-with-iran-232154
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักข่าว Reuters รายงานสถานการณ์การโจมตีและการตอบโต้ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ เอกสารแถลงการปฏิบัติการทางทหาร Operation Epic Fury เผยแพร่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
  • กระทรวงพลังงาน ข่าวประชาสัมพันธ์ประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานและโครงสร้างการนำเข้าน้ำมันของไทย เผยแพร่วันที่ 23 มิถุนายน 2568
  • International Energy Agency ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและความสำคัญต่อระบบพลังงานโลก
  • U S Energy Information Administration รายงานด้านการไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและบทบาทในตลาดโลก
  • กระทรวงการต่างประเทศ สถิติคนไทยในต่างประเทศ ประจำปี 2568
  • กระทรวงแรงงาน ข้อมูลแรงงานไทยในอิสราเอลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องโอกาสเชียงราย ปี 2569 การค้าผ่านแดนพุ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ รับอานิสงส์ตลาดโตสวนกระแสค้าชายแดนเพื่อนบ้าน

เปิดปี 2569 การค้าผ่านแดนพุ่งแรง ดันยอดรวมชายแดนและผ่านแดนโตเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ค้าชายแดนเพื่อนบ้านหดตัว เชียงรายจับตาโอกาสและความเสี่ยงบนเส้นทางสู่จีน

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 ตัวเลขการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในเดือนมกราคม 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนเดินหน้า แต่เมื่อแยกชั้นข้อมูลกลับพบแรงขับเคลื่อนที่ต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างการค้าผ่านแดนที่เร่งตัวอย่างก้าวกระโดด กับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่หดตัวแรงท่ามกลางข้อจำกัดด้านความมั่นคงและความไม่แน่นอนของด่านสำคัญ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า เดือนมกราคม 2569 การค้าชายแดนและผ่านแดนรวมมีมูลค่า 161,135 ล้านบาท ขยายตัว 10.93 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการส่งออก 87,977 ล้านบาท ขยายตัว 12.63 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้า 73,158 ล้านบาท ขยายตัว 8.95 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 14,819 ล้านบาท

ภาพรวมโตเพราะผ่านแดน และนี่คือสัญญาณที่เชียงรายต้องอ่านให้ขาด

หากมองเพียงตัวเลขรวม 161,135 ล้านบาท การค้าชายแดนและผ่านแดนเริ่มต้นปีในแดนบวก แต่รายละเอียดชี้ว่าแรงขับหลักมาจากการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม ซึ่งมีมูลค่า 92,522 ล้านบาท ขยายตัวสูงถึง 50.71 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศกลับมีมูลค่า 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์

ความต่างนี้มีนัยตรงต่อจังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดหน้าด่านอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพราะเชียงรายอยู่ในตำแหน่งที่รับผลทั้งสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากการชะลอตัวของการค้าชายแดนบางแนว อีกด้านหนึ่งคือโอกาสจากบทบาทจุดเชื่อมโลจิสติกส์ผ่านแดนไปจีน

ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ที่สรุปโครงสร้างการค้าชายแดนด้านจังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีชายแดนติดต่อกับเมียนมาและ สปป.ลาว และมีด่านศุลกากรสำคัญในพื้นที่ เช่น ด่านศุลกากรแม่สายและด่านศุลกากรเชียงแสน รวมถึงโครงข่ายที่เชื่อมไปยังด่านเชียงของในมิติการขนส่งและพิธีการการค้า

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

ค้าชายแดนเพื่อนบ้านหดตัวแรง ไทยกัมพูชาเป็นศูนย์

กรมการค้าต่างประเทศรายงานว่า การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออก 38,748 ล้านบาท ลดลง 23.41 เปอร์เซ็นต์ การนำเข้า 29,865 ล้านบาท ลดลง 10.25 เปอร์เซ็นต์ และไทยเกินดุล 8,883 ล้านบาท

เมื่อแยกตามประเทศคู่ค้า มาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 30,043 ล้านบาท รองลงมา สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท และเมียนมา 14,434 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนไทยกัมพูชาเป็นศูนย์จากสถานการณ์ความมั่นคงตามที่รายงานระบุ

สำหรับผู้ประกอบการภาคเหนือ โดยเฉพาะแนวชายแดนที่เชื่อมเมียนมาและลาว ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเม็ดเงินค้าชายแดนยังเผชิญแรงกดดัน การหดตัวของการส่งออกชายแดนมากกว่าการนำเข้า บอกเป็นนัยว่าความเคลื่อนไหวของสินค้าฝั่งไทยอาจถูกจำกัดจากเงื่อนไขปลายทางและการเดินทางผ่านด่าน

พระเอกของเดือนมกราคมคือการค้าผ่านแดน พุ่งเกิน 50 เปอร์เซ็นต์

ในทางกลับกัน การค้าผ่านแดนไปประเทศที่สามกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของภาพรวม โดยมีมูลค่ารวม 92,522 ล้านบาท ขยายตัว 50.71 เปอร์เซ็นต์ เป็นการส่งออก 49,229 ล้านบาท ขยายตัว 78.89 เปอร์เซ็นต์ และการนำเข้า 43,293 ล้านบาท ขยายตัว 27.82 เปอร์เซ็นต์

ตลาดปลายทางที่มีมูลค่าสูงสุดคือจีน มูลค่า 50,547 ล้านบาท ขยายตัว 45.8 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้มีความหมายต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือจำนวนมากเชื่อมต่อจีนผ่านโครงข่ายถนนและด่านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ภาครัฐเกี่ยวกับเส้นทาง R3A ระบุว่า R3A เป็นเส้นทางสำคัญต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าการเกษตร และมีบทบาทด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง เชื่อมไทย ลาว จีน เมื่อวางเส้นทางนี้คู่กับตัวเลขผ่านแดนไปจีนที่ครองสัดส่วนสูงสุด จึงยิ่งเห็นว่าเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสรับแรงส่งจากการไหลของสินค้าไปจีน

สินค้าผ่านแดนที่โตเร็ว ชี้ความต้องการแบบสองขั้ว เทคโนโลยีและอาหาร

อีกชั้นของข้อมูลที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างการเติบโต คือรายการสินค้าผ่านแดนสำคัญในเดือนมกราคม 2569 ซึ่งหน่วยงานรัฐและสื่อเศรษฐกิจรายงานตรงกันว่า สินค้าหลักประกอบด้วยฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท และทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท

ภาพดังกล่าวสะท้อนความต้องการแบบสองขั้วของห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ขั้วหนึ่งเป็นสินค้าเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำของโลจิสติกส์ อีกขั้วหนึ่งเป็นสินค้าเกษตรและอาหารสดที่ต้องแข่งกับเวลาและคุณภาพ โดยเฉพาะผลไม้สด ซึ่งในเชิงปฏิบัติ การส่งออกให้ทันตลาดปลายทางต้องพึ่งพาความคล่องตัวของด่าน การจัดการตู้ควบคุมอุณหภูมิ และการบริหารคิวขนส่ง

สำหรับเชียงราย แม้ตัวเลขสินค้าผ่านแดนที่รายงานเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่การที่ตลาดจีนเป็นปลายทางอันดับหนึ่ง และสินค้าผ่านแดนมีทั้งสินค้าเกษตรและเทคโนโลยี ย่อมทำให้จังหวัดหน้าด่านต้องเตรียมรับโจทย์ใหม่ในด้านมาตรฐานโลจิสติกส์และการบริหารความเสี่ยง

เชียงรายในสมการใหม่ จุดผ่านที่ต้องยกระดับเป็นจุดพักและจุดกระจาย

ความท้าทายของเชียงรายในปี 2569 คือการแปลงบทบาทจากจุดผ่านให้เป็นจุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจริง ภายใต้เงื่อนไขที่การค้าชายแดนบางแนวหดตัว แต่การค้าผ่านแดนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลเชิงโครงสร้างของจังหวัดจากเอกสารกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า เชียงรายมีชายแดนติดเมียนมาและ สปป.ลาว และมีด่านศุลกากรสำคัญอยู่ในพื้นที่ ซึ่งหมายความว่าความเปลี่ยนแปลงของการค้าชายแดนจะสะท้อนต่อการจ้างงานและรายได้ของกิจการโลจิสติกส์ ชุมชนการค้า และบริการเกี่ยวเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน หากการค้าผ่านแดนไปจีนยังขยายตัวต่อเนื่อง โอกาสของเชียงรายอยู่ที่การยกระดับบริการที่ทำให้การขนส่งผ่านแดนไม่สะดุด เช่น ระบบจัดการคิวรถ ระบบข้อมูลล่วงหน้า การเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับบริการคลังสินค้าและห้องเย็น รวมถึงการประสานมาตรฐานตรวจปล่อยสินค้าให้สอดรับกันตลอดโซ่

ดุลการค้าที่เกินดุล ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่ได้ประโยชน์เท่ากัน

เดือนมกราคม 2569 ไทยเกินดุลการค้าชายแดนและผ่านแดน 14,819 ล้านบาท และเกินดุลการค้าชายแดนกับเพื่อนบ้าน 8,883 ล้านบาท ตัวเลขเกินดุลช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระดับมหภาค แต่ในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ผลประโยชน์จะกระจายได้มากน้อยเพียงใดขึ้นกับความสามารถของพื้นที่ในการเปลี่ยนการเคลื่อนย้ายสินค้าให้กลายเป็นรายได้ในท้องถิ่น

หากสินค้าเพียงผ่านไปโดยไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่มากพอ เม็ดเงินจะไหลผ่านเหมือนสายน้ำที่ไม่ทันซึมลงดิน โจทย์ของเชียงรายและกลุ่มจังหวัดภาคเหนือจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มปริมาณการค้าผ่านแดน แต่ต้องเพิ่มกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การบรรจุหีบห่อ การตรวจคุณภาพ การคัดแยก การบริการขนส่งต่อเนื่อง และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านโลจิสติกส์

อยู่ที่ความสามารถบริหารความเสี่ยงชายแดนและใช้จังหวะผ่านแดนให้เป็นประโยชน์

ในภาพรวมเดือนมกราคม 2569 ข้อมูลบอกชัดว่า เศรษฐกิจชายแดนไม่ได้เดินด้วยเครื่องยนต์เดียว เครื่องยนต์หนึ่งอ่อนแรงคือการค้าชายแดนเพื่อนบ้านที่ลดลง อีกเครื่องยนต์หนึ่งเร่งแรงคือการค้าผ่านแดนที่ขยายตัวสูงมาก

เชียงรายในฐานะจังหวัดหน้าด่านจึงอยู่ในจุดที่ต้องบริหารความเสี่ยงสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือความผันผวนด้านความมั่นคงและเงื่อนไขด่านที่กระทบการค้าชายแดนโดยตรง ด้านที่สองคือการยกระดับระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการขยายตัวของสินค้าผ่านแดน โดยเฉพาะปลายทางจีนซึ่งมีมูลค่าสูงสุด

ท้ายที่สุด ตัวเลข 50.71 เปอร์เซ็นต์ของการค้าผ่านแดนไม่ใช่เพียงสถิติที่สวยงาม แต่เป็นคำถามต่อผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการในพื้นที่ว่า ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็นสะพานการค้าเพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ และจังหวัดหน้าด่านอย่างเชียงรายพร้อมหรือยังที่จะทำให้สะพานนั้นมีรายได้ มีงาน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

สถิติสำคัญในข่าวนี้

  • มูลค่าการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนมกราคม 2569 รวม 161,135 ล้านบาท โต 10.93 เปอร์เซ็นต์ ส่งออก 87,977 ล้านบาท โต 12.63 เปอร์เซ็นต์ นำเข้า 73,158 ล้านบาท โต 8.95 เปอร์เซ็นต์ เกินดุล 14,819 ล้านบาท
  • การค้าชายแดน 4 ประเทศเพื่อนบ้าน 68,613 ล้านบาท ลดลง 18.19 เปอร์เซ็นต์ มาเลเซีย 30,043 ล้านบาท สปป.ลาว 24,136 ล้านบาท เมียนมา 14,434 ล้านบาท ไทยกัมพูชาเป็นศูนย์ตามรายงาน
  • การค้าผ่านแดน 92,522 ล้านบาท โต 50.71 เปอร์เซ็นต์ ผ่านแดนไปจีน 50,547 ล้านบาท โต 45.8 เปอร์เซ็นต์
  • สินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 8,333 ล้านบาท เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 6,840 ล้านบาท ทุเรียนสด 6,569 ล้านบาท
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนมกราคม 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์ สรุปสินค้าผ่านแดนสำคัญและตัวเลขภาพรวมเดือนมกราคม 2569
  • ข้อมูลโครงสร้างการค้าชายแดนจังหวัดเชียงราย จากกระทรวงพาณิชย์
  • ข้อมูลบทบาทเส้นทาง R3A ต่อการส่งออกและโลจิสติกส์ไทย ลาว จีน จากกรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME