Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ททท. เผยคนไทยเที่ยวสั้นเน้นประหยัดช่วงวันหยุดยาว ‘เชียงราย’ ติดเมืองน่าเที่ยวปี 69

Summary
  • ททท. เผยวันหยุดยาว พ.ค. 69 คนไทยเน้นเที่ยวใกล้บ้านและไม่พักค้างคืนเพื่อลดค่าใช้จ่าย

  • รายงาน Consumers Untold 2026 ชี้ความเชื่อมั่นล่มสลาย ผู้บริโภคเลือก “ย่อขนาดความสุข” เพื่อความอยู่รอด

  • เกิดภาวะ “ความหนืดของราคา” สินค้าปรับขึ้นง่ายแต่ลงยาก แม้ต้นทุนพลังงานจะเริ่มคงที่

  • กนง. มีมติคงดอกเบี้ยที่ 1.00% เพื่อประคองเศรษฐกิจที่เปราะบางจากปัจจัยภายนอก

  • เชียงรายติดอันดับ Top 5 เมืองค่าครองชีพต่ำสำหรับ Expat แม้เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อในพื้นที่

คนไทยยุคเข็มขัดรัด เที่ยวใกล้บ้าน-รายได้ไม่พอสู้ราคา สัญญาณเตือนเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2569 — วันหยุดยาวสี่วันต่อเนื่องระหว่างวันแรงงานแห่งชาติและวันฉัตรมงคล กลายเป็นกระจกสะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนที่สุดในรอบปี เมื่อคนไทยกว่า 2.83 ล้านคน-ครั้งออกเดินทาง แต่ส่วนใหญ่เลือกจุดหมายใกล้บ้าน พกกระเป๋าเบา และรัดเข็มขัดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นี่ไม่ใช่เพียงสัญญาณของการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว แต่คือภาพสะท้อนของสังคมที่กำลังปรับสมดุลชีวิตใหม่ท่ามกลางคลื่นค่าครองชีพที่ยังไม่มีทีท่าจะถอยลง

2.83 ล้านคน-ครั้ง และ 1 หมื่นล้านบาทที่บอกเล่าความจริงของตลาด

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ว่า ช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 1-4 พฤษภาคม 2569 คาดว่าจะมีคนไทยเดินทางท่องเที่ยวประมาณ 2.83 ล้านคน-ครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนทางการท่องเที่ยวประมาณ 10,050 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 64

ตัวเลขดังกล่าวฟังดูน่าพอใจในแวบแรก แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียด พบว่าการท่องเที่ยวช่วงนี้มีลักษณะ “หดสั้น” ลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยหันหลังให้ทริประยะไกล แล้วเลือกพาครอบครัวพักผ่อนใกล้บ้านก่อนเปิดเทอม โดยเน้นจุดหมายที่ขับรถได้และไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนาน

ข้อมูลจากอโกด้า ซึ่ง ททท. นำมาอ้างอิงในรายงาน ชี้ให้เห็นว่าการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่ขับรถได้จากกรุงเทพมหานครพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาเดียวกัน ระยองเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 พัทยาร้อยละ 40 และชลบุรีร้อยละ 29 ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบว่าคนไทยร้อยละ 12 ถึง 20 เลือกเที่ยวในจังหวัดตนเองหรือจังหวัดใกล้เคียงแบบไม่พักค้างคืนเลย

ภาคไหนคึกคัก ภาคไหนได้เงิน ภาพที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

นางสาวฐาปนีย์ ระบุว่า ในเชิงพื้นที่ ภูมิภาคที่มีความคึกคักมากที่สุดสามอันดับแรกวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยว ได้แก่ ภาคกลางที่ 843,700 คน-ครั้ง ภาคตะวันออกที่ 619,500 คน-ครั้ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ 558,300 คน-ครั้ง

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการท่องเที่ยวไม่ได้เรียงลำดับตรงกับจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะภาคตะวันออกกลับสร้างรายได้สูงสุดถึง 2,710 ล้านบาท รองลงมาคือภาคกลาง 1,930 ล้านบาท และภาคใต้ 1,690 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่านักท่องเที่ยวในภาคตะวันออกมีกำลังจ่ายต่อหัวสูงกว่าภูมิภาคอื่น

สำหรับจังหวัดยอดนิยมในกลุ่มเมืองหลัก ได้แก่ กาญจนบุรี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา ขณะที่เมืองรองยอดนิยม ได้แก่ สุพรรณบุรี อุดรธานี จันทบุรี ราชบุรี และเชียงราย ซึ่งบ่งบอกว่าคนไทยส่วนหนึ่งเริ่มมองหาทางเลือกที่หลีกหนีฝูงชนและค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

ไม่ใช่แค่ขี้เกียจเที่ยว แต่คือเงินในกระเป๋าที่บาง

สาเหตุที่ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศชะลอตัวลงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องความต้องการ แต่เป็นเรื่องความสามารถในการจ่าย นางสาวฐาปนีย์ ระบุชัดว่าแรงกดดันจากราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคเพิ่งผ่านการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา พฤติกรรมการท่องเที่ยวจึงเปลี่ยนไปเน้นความคุ้มค่าและคำนึงถึงงบประมาณเป็นหลัก

ภาพดังกล่าวสอดรับกับสิ่งที่บริษัท ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ค้นพบจากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค ในรายงาน Consumers Untold 2026 ที่เก็บข้อมูลจาก 20 จังหวัดทั่วประเทศรวมถึงประเทศลาว ณัฐวีร์ มาวิจักขณ์ หุ้นส่วนผู้บริหารแผนกการตลาด ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) กล่าวในงานสัมมนา FOCAL 2026 ว่า “ความเชื่อมั่นล่มสลายไปแล้ว” ซึ่งทำให้คนไทยต้องเซ็ตระบบการใช้ชีวิตใหม่ทั้งหมด หลังจากเผชิญทั้งผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา น้ำท่วมภาคเหนือและหาดใหญ่ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา และล่าสุดคือสงครามในตะวันออกกลาง

“สิ่งที่ผู้บริโภคเจอคือสูญเสียเรื่อง wealth หรือความมั่งคั่งในชีวิต และสูญเสียสิ่งที่ชีวิตตัวเองควบคุมไม่ได้ สูญเสียความเชื่อมั่น” ณัฐวีร์ กล่าว

ย่อขนาดความสุข เมื่อความฝันถูกบีบให้เล็กลง

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในผลสำรวจของ ดับบลิวพีพี มีเดีย คือกระบวนการ “Scale Down” ความต้องการของคนไทยในปี 2569 บ้าน รถ การเที่ยวต่างประเทศทุกเดือน และการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายชีวิตที่คนส่วนใหญ่ตั้งไว้ กลายเป็นสิ่งไกลตัวในทันที

ความสุขในปี 2569 จึงถูกนิยามใหม่ว่า “กินอิ่มท้องนอนหลับ” หรือแค่ “พาครอบครัวไปทานอาหารนอกบ้านอร่อยสักมื้อ” ก็เพียงพอแล้ว แพน จรุงธนาภิบาล ผู้อำนวยการแผนกการตลาด ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) ชี้ว่า “ตอนนี้ผู้บริโภคมีเงินไม่พอจะสู้กับเศรษฐกิจ”

ผลสำรวจยังพบว่าคนไทยสร้าง “เกราะป้องกัน” ทางการเงินสามระดับ ได้แก่ การหมั่นตรวจเช็กเงินในแอปพลิเคชันธนาคาร การบริหารหนี้โดยหันไปพึ่งคนรู้จักในครอบครัวแทนการกู้นอกระบบ และการซื้อประกัน อย่างไรก็ตาม น่าแปลกใจที่เกราะป้องกันอันดับสาม กลับเป็นสิ่งที่ผู้บริโภค “พร้อมทิ้งสุด” เมื่อเงินไม่พอ เพราะการจ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องกลายเป็นภาระที่แบกไม่ไหว

ราคาสินค้าขึ้นง่าย ลงยาก บทเรียนที่คนไทยกำลังจ่ายซ้ำ

ปัญหาค่าครองชีพของไทยไม่ใช่แค่เรื่องสงครามตะวันออกกลางระลอกล่าสุด แต่เป็นการสะสมของแรงกดดันที่เริ่มมาตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ชี้ให้เห็นว่า แม้ราคาสินค้าหลายหมวดจะเริ่มปรับลดลงหลังเหตุการณ์คลี่คลาย แต่การลดลงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และบางหมวดมีลักษณะ “ขึ้นแล้วลงยาก” โดยเฉพาะสินค้าในตะกร้าเงินเฟ้อพื้นฐาน

ภาพรวมจากดัชนีราคาที่ใช้ค่าเฉลี่ยปี 2564 เป็นฐาน พบว่าราคาสินค้าพลังงานและเกษตรเคยเร่งตัวขึ้นแรงในช่วงปี 2565-2567 ก่อนเริ่มชะลอลงในปี 2568 และต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ระดับราคาหลายรายการยังคงอยู่สูงกว่าฐานเดิม

สินค้าที่แสดงการปรับลดลงชัดเจน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง ผักและผลไม้ รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์นม แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มสินค้าอย่างอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ อาหารทะเลแปรรูป ผลิตภัณฑ์น้ำตาล และค่าโดยสารสาธารณะ กลับมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2564 จนถึงต้นปี 2569 โดยไม่ได้ปรับลดลงชัดเจนแม้แต่น้อย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเรียกในทางเศรษฐศาสตร์ว่า “ความหนืดของราคา” ซึ่งเกิดจากต้นทุนสะสมที่ถูกส่งผ่านไปยังราคาขาย และเมื่อราคาถูกปรับขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการมักไม่ลดลงในทันทีแม้ต้นทุนบางส่วนเริ่มคลี่คลาย

กนง. คงดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อครั้งนี้ไม่ใช่ความร้อนแรงของอุปสงค์

ท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาที่ยังไม่บรรเทา คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ในการประชุมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยประเมินว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมายเพียงชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน ไม่ใช่แรงกดดันจากอุปสงค์ที่ร้อนแรง

KResearch คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.00 ตลอดปีนี้ เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย หรือปัจจัยภูมิอากาศ สิ่งนี้หมายความว่านโยบายการคลังจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

เชียงรายในโจทย์ค่าครองชีพ ตัวอย่างที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

เชียงราย หนึ่งในเมืองรองยอดนิยมช่วงวันหยุดยาวนี้ มีบทบาทน่าสนใจในระบบเศรษฐกิจระดับจังหวัด รายงานวิเคราะห์เชิงลึกโครงสร้างค่าครองชีพรายจังหวัดของประเทศไทยช่วงปี 2565-2569 ชี้ให้เห็นว่า เชียงรายอยู่ในกลุ่มค่าใช้จ่ายครัวเรือน “ระดับกลาง-ล่าง” เมื่อเทียบกับทั้งประเทศ ซึ่งสูงกว่าจังหวัดอย่างลำปาง ตาก หรือกาฬสินธุ์ แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศที่ 23,695 บาทต่อเดือน (ข้อมูลปี 2566 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ)

สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจเป็นพิเศษคือโครงสร้างรายได้ที่กำลังเปลี่ยนแปลง แม้ภาคการเกษตรในเชิงปริมาณจะหดตัวร้อยละ 1.1 ในปี 2567 แต่รายได้ของเกษตรกรกลับขยายตัวถึงร้อยละ 24.2 ในปี 2566 และร้อยละ 18.3 ในปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรอินทรีย์ กาแฟคุณภาพสูง และพืชเศรษฐกิจทางเลือก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อถูกควบคุมอยู่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 1.1 ถึง 1.3

ในมุมมองของชาวต่างชาติ เชียงรายถูกจัดให้อยู่ใน Top 5 เมืองที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดในประเทศไทยสำหรับกลุ่ม Expat และผู้ทำงานทางไกล ด้วยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียง 700 ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ต่ำกว่าเชียงใหม่ที่ 870 ถึง 1,100 ดอลลาร์ และกรุงเทพมหานครที่สูงถึง 1,800 ดอลลาร์

มองไปข้างหน้า พายุเศรษฐกิจยังไม่จบ

แนวโน้มที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คือการที่อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยผลักดันหลักได้แก่ การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันขายปลีกหลังมาตรการตรึงราคาสิ้นสุดลง ผลกระทบจากสภาพอากาศร้อนจัดที่กดดันผลผลิตเกษตรโดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาเนื้อสุกรและเนื้อไก่จากต้นทุนอาหารสัตว์ และค่าโดยสารทางอากาศที่พุ่งสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น KResearch ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากการเข้าสู่ภาวะ El Niño ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะซ้ำเติมต้นทุนภาคเกษตรให้หนักยิ่งขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากมาตรการตรึงราคาในประเทศสิ้นสุดลง ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัดจะปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง โดยจังหวัดที่ตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางการผลิตอย่างเชียงรายและยะลา จะแบกรับภาระนี้หนักที่สุด

สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีกำลังซื้อ ผลสำรวจของ ททท. พบว่าคนไทยกลุ่มที่มีกำลังซื้อให้ความสนใจค้นหาข้อมูลการเดินทางไปโฮจิมินห์เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 134 และดานังเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 ในช่วงเวลาเดียวกับวันหยุดยาวนี้ ซึ่งหมายความว่าเงินของกลุ่มที่ยังจ่ายได้กำลังรั่วไหลออกนอกประเทศมากขึ้น

บทสรุป ไทยกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับยุคแห่งความไม่แน่นอน

ภาพของวันหยุดยาวต้นพฤษภาคม 2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยว แต่เป็นหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นสภาพสังคมและเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ คนไทยยังออกเดินทาง แต่ออกด้วยกระเป๋าที่เบากว่า แผนที่สั้นกว่า และความคาดหวังที่ถูกปรับลดลงอย่างสมเหตุสมผล ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจมหภาคยังอยู่ระหว่างการรับมือกับแรงกดดันหลายทาง ทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนอาหาร และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์

การที่ผู้บริโภคชาวไทยพร้อมจ่ายกับ “ราคาถูกกว่าปกติเพียงเล็กน้อย” เพื่อสัมผัสความรู้สึก “ชนะ” ในชีวิตประจำวัน บอกเราว่านี่คือสังคมที่กำลังปรับสมดุลใหม่ทั้งทางจิตใจและการเงิน และหน้าที่ของนโยบายรัฐบาลในช่วงที่เหลือของปี 2569 คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้การ “ชนะเล็กๆ” เหล่านี้สะสมเป็นความเข้มแข็งของครัวเรือนในระยะยาวได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงการณ์ผู้ว่าการ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เรื่องการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว 1-4 พฤษภาคม 2569
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2566 ข้อมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยครัวเรือนรายจังหวัดและรายภูมิภาค
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) รายงานวิเคราะห์แนวโน้มราคาสินค้าและเงินเฟ้อไทยหลังวิกฤตพลังงาน ปี 2569
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย มติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) การประชุมวันที่ 29 เมษายน 2569 คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 00
  • กระทรวงพาณิชย์ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมีนาคม 2569 และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อไตรมาสที่ 2 ปี 2569
  • ดับบลิวพีพี มีเดีย (ประเทศไทย) รายงาน Consumers Untold 2026 นำเสนอในงานสัมมนา FOCAL 2026 ภายใต้แนวคิด FLIP 2026 ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยปี 2569 จากการสำรวจ 20 จังหวัดทั่วประเทศและประเทศลาว
  • อโกด้า (Agoda) ข้อมูลการค้นหาแหล่งท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาววันแรงงานและวันฉัตรมงคล พฤษภาคม 2569 อ้างอิงโดย ททท.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

เปิดโผ 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไทยปี 2026 เชียงใหม่ยังครองแชมป์ แม่ฟ้าหลวงผงาดคว้าอันดับ 2

Summary
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไทยในการจัดอันดับ THE WUR 2026

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพุ่งอันดับ 2 โดดเด่นด้านนวัตกรรมเภสัชกรรมและความงาม

  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์คว้าคะแนนคุณภาพการวิจัยสูงสุด (56.4) ในกลุ่มภูมิภาค

  • มข. ครองแชมป์วิทยการคอมพิวเตอร์ 3 ปีซ้อน และ มทส. นำโด่งด้านรายได้จากอุตสาหกรรม

  • ผลคะแนนสะท้อนว่าคุณภาพงานวิจัยและสิทธิบัตรสำคัญกว่าอายุหรือชื่อเสียงของสถาบัน

เปิดโผ 12 มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างจังหวัดของไทย ปี 2026 เชียงใหม่ยังแกร่ง แม่ฟ้าหลวงผงาด วลัยลักษณ์คว้าคะแนนวิจัยทะลักกลุ่ม

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2569 — ในโลกการศึกษาระดับสูงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตัวเลขจากองค์กรระดับโลกหนึ่งชุดสามารถพลิกโฉมความเชื่อเก่าแก่เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาไทยได้ในพริบตา และนั่นคือสิ่งที่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Times Higher Education World University Rankings 2026 หรือ THE WUR 2026 กำลังทำอยู่ในขณะนี้

เมื่อกรองเฉพาะมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดออกมาจากรายชื่อมหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดที่ปรากฏในการจัดอันดับครั้งนี้ ภาพที่ปรากฏออกมาน่าสนใจอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไม่เคยเป็นที่พูดถึงมากนักกลับพุ่งแซงหน้าสถาบันเก่าแก่ที่คนรู้จักมาหลายทศวรรษ ขณะที่บางแห่งที่เคยโดดเด่นก็ต้องถอยออกมายืนในจุดที่ต่างออกไปจากที่เคยคุ้นชิน

มช. ยังครองบัลลังก์ แต่ “น้องใหม่” คือเรื่องที่ต้องจับตา

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงรักษาตำแหน่งมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอันดับ 1 ของไทยในการจัดอันดับ THE WUR 2026 ได้อย่างสง่างาม ในฐานะสถาบันที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าอายุและชื่อเสียงสะสมมายาวนานสามารถแปรเป็นผลงานจริงในเวทีโลกได้ โดยอยู่ในระดับแถบจัดอันดับที่สูงกว่ามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดส่วนใหญ่ในไทย

แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านั้น กลับเป็นอันดับ 2 ซึ่งตกเป็นของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถาบันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2541 ที่จังหวัดเชียงราย และมีอายุน้อยกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งในรายชื่อนี้อย่างมาก ความสำเร็จของแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การพัฒนางานวิจัยที่นำผลลัพธ์ออกสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเภสัชกรรม สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งสามารถจดสิทธิบัตรและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง

ภาพ : ทีมมช by AutoBot

เข้าใจเกณฑ์วัดก่อน จะเข้าใจผลลัพธ์

ก่อนจะตีความผลอันดับเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า Times Higher Education หรือ THE วัดอะไรและวัดอย่างไร เพราะระบบการจัดอันดับที่ซับซ้อนนี้ใช้ตัวชี้วัดถึง 18 รายการ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลักหลัก

เสาหลักแรกคือด้านการเรียนการสอน (Teaching) มีน้ำหนัก 29.5 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมชื่อเสียงด้านการสอน อัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา สัดส่วนผู้จบปริญญาเอก และรายได้ของสถาบัน เสาหลักที่สองคือสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) น้ำหนัก 29 เปอร์เซ็นต์ วัดจากชื่อเสียงด้านการวิจัย รายได้จากงานวิจัย และผลผลิตทางวิชาการ เสาหลักที่สามคือคุณภาพการวิจัย (Research Quality) น้ำหนัก 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นน้ำหนักสูงสุด วัดจากผลกระทบของการอ้างอิง ความเข้มแข็งของงานวิจัย ความเป็นเลิศทางวิชาการ และอิทธิพลของงานวิจัย

เสาหลักที่สี่คือด้านอุตสาหกรรม (Industry) น้ำหนัก 4 เปอร์เซ็นต์ วัดจากรายได้ที่ได้จากภาคธุรกิจเอกชนและจำนวนสิทธิบัตรที่อ้างอิงงานวิจัยของสถาบัน และเสาหลักที่ห้าคือความเป็นนานาชาติ (International Outlook) น้ำหนัก 7.5 เปอร์เซ็นต์ วัดสัดส่วนนักศึกษานานาชาติ อาจารย์นานาชาติ และงานวิจัยที่มีผู้เขียนร่วมจากต่างประเทศ

ข้อมูลบรรณมิติมาจากฐานข้อมูล Scopus ของ Elsevier ซึ่งในปีนี้รวบรวมการอ้างอิงถึง 174.9 ล้านรายการจากบทความวิจัยกว่า 18.7 ล้านชิ้น ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 รวมถึงข้อมูลจากการสำรวจชื่อเสียงทางวิชาการที่รวบรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568 โดยมีนักวิชาการตอบแบบสำรวจรวมกันมากกว่า 108,000 คนทั่วโลก

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Walailak Green University) โดยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตามแนวทาง Walailak Green University โดยได้ให้ความสำคัญบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580)

วลัยลักษณ์ พลิกโผ คว้าอันดับ 3 ด้วยคะแนนวิจัยที่ทิ้งห่างคู่แข่ง

ในบรรดา 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่ปรากฏในรายชื่อ THE WUR 2026 ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จากจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นกรณีที่น่าศึกษามากที่สุด สถาบันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535 แห่งนี้สามารถทำคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยได้ถึง 56.4 คะแนน ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่มีข้อมูลคะแนนรายเสาหลักปรากฏในการจัดอันดับปีนี้ สูงกว่ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงกว่าหลายแห่งอย่างชัดเจน

ตัวเลขนี้บอกอะไรได้มากกว่าแค่ลำดับในอันดับ มันสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยของวลัยลักษณ์ได้รับการอ้างอิงจากนักวิชาการทั่วโลกในระดับที่สูงมาก ซึ่งหมายความว่านักวิจัยจากสถาบันอื่นเห็นคุณค่าและนำผลงานของวลัยลักษณ์ไปต่อยอด นอกจากนี้ วลัยลักษณ์ยังมีคะแนนความเป็นนานาชาติสูงถึง 47.8 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดึงดูดนักศึกษาและอาจารย์จากต่างประเทศ รวมถึงการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันในต่างแดน

ภาพ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มข. อันดับ 4 กับสถิติที่ไม่ธรรมดา ครองเจ้าวิทยาการคอมพิวเตอร์ 3 ปีซ้อน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันการศึกษาชั้นนำแห่งภาคอีสานที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ปรากฏในอันดับที่ 4 ของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ด้วยคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 41.8 และคะแนนด้านอุตสาหกรรมที่โดดเด่นถึง 49.5 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการนำงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ทำให้มข. โดดเด่นในปีนี้เป็นพิเศษ คือผลงานในการจัดอันดับสาขาวิชาเฉพาะ โดยมข. สามารถรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของประเทศไทยด้านคุณภาพงานวิจัย (Research Quality) ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันจากการจัดอันดับ THE WUR 2026 ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับสถาบันในภูมิภาค

ความสำเร็จของมข. ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนางานวิจัยเชิงลึกในสาขาเทคโนโลยี ซึ่งสร้างผลงานที่นักวิจัยทั่วโลกนำไปอ้างอิงในงานของตน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มอ. และ มทส. สองเสาหลักใต้และอีสาน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ มอ. มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตกระจายอยู่ทั่วภาคใต้ ปรากฏในอันดับ 5 ด้วยคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 39.4 และคะแนนด้านอุตสาหกรรมที่ 51.6 ซึ่งเป็นหนึ่งในคะแนนอุตสาหกรรมที่สูงที่สุดในกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในภูมิภาคใต้ รวมถึงความเข้มแข็งของงานวิจัยที่สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้

ถัดมาที่อันดับ 6 คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. จากจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทำคะแนนด้านอุตสาหกรรมได้สูงถึง 52.4 คะแนน สูงที่สุดในบรรดาทุกมหาวิทยาลัยที่ปรากฏในรายชื่อนี้ ความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมของ มทส. นั้นสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของสถาบันที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น และแสดงให้เห็นว่าการวิจัยของ มทส. ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและก่อให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ Maejo University

แม่โจ้ และ มอบ. น้องใหม่ที่สร้างผลงานน่าจับตา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้จากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจชีวภาพ สามารถรั้งอันดับ 7 ในกลุ่มต่างจังหวัดได้ โดยมีคะแนนคุณภาพการวิจัยที่ 43.4 คะแนน ซึ่งสูงกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีอายุมากกว่าและมีทรัพยากรมากกว่า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแม่โจ้สามารถสร้างงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะงานวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ที่มีผู้นำไปอ้างอิงจากทั่วโลก

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่อันดับ 8 ก็สร้างความประหลาดใจด้วยคะแนนคุณภาพการวิจัยที่ 43.0 คะแนน เกือบทัดเทียมกับแม่โจ้ และสูงกว่ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่กว่าหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก แต่คุณภาพงานวิจัยของสถาบันแห่งนี้อยู่ในระดับที่น่าเคารพ

Key criteria for the World University Rankings

นเรศวร พะเยา มหาสารคาม และบูรพา กับการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง

มหาวิทยาลัยนเรศวรที่อันดับ 9 มีจุดเด่นที่คะแนนด้านอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 47.0 คะแนน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งพอสมควร แม้คะแนนรวมโดยรวมจะยังตามหลังกลุ่มบน ขณะที่มหาวิทยาลัยพะเยาที่อันดับ 10 มีคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 33.5 และยังคงมีพื้นที่ให้พัฒนาต่อได้อีกมาก

มหาวิทยาลัยมหาสารคามในอันดับ 11 และมหาวิทยาลัยบูรพาที่อันดับ 12 ถือเป็นสองสถาบันที่ต้องเดินหน้าพัฒนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งมีคะแนนคุณภาพการวิจัยเพียง 14.1 คะแนน ต่ำที่สุดในกลุ่ม 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองสถาบันยังปรากฏในการจัดอันดับ THE WUR 2026 ได้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีผลงานวิชาการในระดับที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของ THE ซึ่งกำหนดให้สถาบันต้องมีผลงานตีพิมพ์ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และไม่น้อยกว่า 100 ชิ้นต่อปี

เบื้องหลังการจัดอันดับ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในระดับสากล

สิ่งที่ทำให้ THE WUR แตกต่างจากการจัดอันดับทั่วไป คือความโปร่งใสและความเข้มข้นของกระบวนการตรวจสอบข้อมูล ในปีการจัดอันดับ 2026 นี้ THE ได้รวบรวมข้อมูลจากสถาบันต่าง ๆ ผ่านระบบพอร์ทัลออนไลน์ โดยผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากแต่ละสถาบันต้องลงนามรับรองความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งเข้ามา ข้อมูลทางการเงินทั้งหมดถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยใช้อัตราความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity หรือ PPP) จากธนาคารโลก เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจแตกต่างกันได้อย่างเป็นธรรม

ระเบียบวิธีการจัดอันดับ WUR 2026 ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 และได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดย Elizabeth Shepherd ซึ่งดำรงตำแหน่ง Chief Data and Analytics Officer ของ Times Higher Education เป็นผู้ลงนามรับรองกระบวนการ ซึ่งถือเป็นหลักประกันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลการจัดอันดับในระดับสูงสุด

เสียงสะท้อนจากสังคม วิจัยเพื่อตีพิมพ์ หรือวิจัยเพื่อใช้จริง

ผลการจัดอันดับครั้งนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของการจัดอันดับ และสิ่งที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานในการวัดคุณค่าของสถาบันการศึกษา

ความคิดเห็นหนึ่งที่แพร่หลายในโลกออนไลน์สะท้อนมุมมองที่น่าคิดว่า สถาบันเก่าแก่บางแห่งที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจสูญเสียความได้เปรียบในการจัดอันดับแบบนี้ เพราะงานวิจัยจำนวนมากถูกผลิตขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและขอตำแหน่งทางวิชาการ มากกว่าที่จะมุ่งสร้างผลกระทบจริงในสังคมหรืออุตสาหกรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยที่อายุน้อยกว่าอย่างแม่ฟ้าหลวงกลับมีงานวิจัยด้านเภสัชกรรมและเครื่องสำอางที่นำไปจดสิทธิบัตรและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคะแนนด้านอุตสาหกรรมในการจัดอันดับ THE

มุมมองเหล่านี้ตรงกับแนวคิดของ THE เองที่มองว่าความสามารถในการถ่ายทอดความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม (Knowledge Transfer) คือพันธกิจหลักประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตและตีพิมพ์งานวิจัยเท่านั้น

เปรียบเทียบกับเวทีโลก ไทยอยู่ตรงไหน

หากมองในบริบทระดับสากล มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบจัดอันดับ 1201-1500 และ 1501 ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่ายังมีระยะห่างจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอีกมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางการเคลื่อนไหว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และแม่ฟ้าหลวงซึ่งอยู่ในแถบที่ดีกว่ากลุ่มส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างมีทิศทางสามารถเปลี่ยนอันดับของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคให้ก้าวหน้าขึ้นได้จริง

เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน มหาวิทยาลัยในมาเลเซียอย่าง Universiti Malaya สามารถขึ้นถึงแถบอันดับ 201-250 ของโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์อย่าง National University of Singapore ติดอันดับท็อปของโลกอยู่เสมอ ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าการที่ประเทศจะมีมหาวิทยาลัยระดับโลกได้นั้น ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน การลงทุนด้านงานวิจัยอย่างยั่งยืน และการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมต่อวิชาการกับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ความท้าทายและโอกาสที่รออยู่

สำหรับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดของไทย ผลการจัดอันดับ THE WUR 2026 ทั้งเป็นทั้งกระจกสะท้อนและแผนที่นำทาง ตัวเลขที่ปรากฏชี้ให้เห็นจุดแข็งที่ต้องรักษาและจุดอ่อนที่ต้องเสริม

เสาหลักด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) ที่มีน้ำหนักสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ เป็นจุดที่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดหลายแห่งยังทำคะแนนได้ต่ำ เช่น มหาสารคามได้เพียง 9.3 คะแนน แม่โจ้ 9.6 คะแนน และอุบลฯ 10.1 คะแนน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการดึงดูดเงินทุนวิจัยและสร้างชื่อเสียงในแวดวงวิชาการระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความพยายามสะสมมายาวนาน

ในทางกลับกัน คะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่สูงของหลายสถาบัน แม้จะอยู่ในสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยในต่างจังหวัดสามารถผลิตงานวิจัยคุณภาพสูงได้ และหากสามารถเสริมสร้างเงื่อนไขด้านสภาพแวดล้อมการวิจัยให้แข็งแกร่งขึ้น อันดับโดยรวมก็จะพุ่งขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำหรับนักศึกษาและผู้ปกครอง

ผลการจัดอันดับนี้ส่งสัญญาณสำคัญถึงนักศึกษาและผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจเลือกสถาบัน การมองแค่ชื่อเสียงเก่าแก่หรือความดังของมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะตัวเลขจาก THE WUR 2026 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสถาบันบางแห่งที่อายุน้อยกว่า เช่น แม่ฟ้าหลวง วลัยลักษณ์ และแม่โจ้ สามารถสร้างคุณภาพงานวิจัยในระดับที่ทัดเทียมหรือแซงหน้าสถาบันที่เก่าแก่กว่าในบางด้าน

อย่างไรก็ตาม เสียงจากโลกออนไลน์ก็เตือนให้ตระหนักว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณภาพของหลักสูตร โอกาสฝึกงานและทำงาน เครือข่ายศิษย์เก่า และความเหมาะสมกับเป้าหมายชีวิตของนักศึกษาแต่ละคน

ก้าวต่อไปของอุดมศึกษาไทยในต่างจังหวัด

ผลการจัดอันดับ THE WUR 2026 ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาไทย ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดชั้นนำและมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กำลังแคบลง แต่ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยไทยโดยรวมกับสถาบันชั้นนำในระดับภูมิภาคเอเชียและระดับโลกยังคงกว้างอยู่

การที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอย่างวลัยลักษณ์ แม่ฟ้าหลวง หรือมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถสร้างคะแนนวิจัยในระดับนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าศักยภาพมีอยู่ สิ่งที่ขาดอยู่บ้างคือการสนับสนุนเชิงนโยบายและเงินทุนที่สม่ำเสมอ การสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และการเปิดรับความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติมากขึ้น

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยที่จะยืนหยัดได้ในเวทีโลกคือสถาบันที่รู้จักปรับตัว รู้จักสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบจริง และรู้จักสร้างความร่วมมือกับโลกภายนอก ไม่ใช่แค่สถาบันที่มีชื่อเสียงสะสมมายาวนานที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Times Higher Education (THE). “World University Rankings 2026.” เผยแพร่ 22 กันยายน 2568 และปรับปรุงล่าสุด 16 มีนาคม 2569. timeshighereducation.com
  • Times Higher Education (THE). “World University Rankings 2026 Methodology.” เอกสาร PDF อย่างเป็นทางการ ลงนามโดย Elizabeth Shepherd, Chief Data and Analytics Officer, THE World Universities Insights Limited, วันที่ 22 กันยายน 2568.
  • ข้อมูลคะแนนรายมหาวิทยาลัยไทย (Teaching, Research Environment, Research Quality, Industry, International Outlook) จากฐานข้อมูล THE WUR 2026 ณ วันที่เข้าถึง 2 พฤษภาคม 2569.
  • Elsevier. ข้อมูลบรรณมิติ (Bibliometric Data) จากฐานข้อมูล Scopus ที่ใช้ประกอบการจัดอันดับ THE WUR 2026 ครอบคลุมบทความ 18.7 ล้านชิ้น และการอ้างอิง 174.9 ล้านรายการ ช่วงปี 2563-2567.
  • การสำรวจชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation Survey) ของ THE ที่ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 108,000 คนทั่วโลก.
  • Phil Baty และ Danae Banette. “World University Rankings 2026: methodology.” Times Higher Education, 22 กันยายน 2568.
  • The Rankings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โครงการไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วเชียงราย ผู้ว่าฯ นำทีมห้างดังลดราคาสูงสุด 58% ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม

Summary
  • เชียงรายเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” พร้อมกัน 18 อำเภอ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

  • ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าจากห้างชั้นนำจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุด 58%

  • จัดกิจกรรมทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง

  • มีมาตรการ “Back to School” ลดราคาชุดและอุปกรณ์นักเรียนสูงสุดถึง 86%

  • เปิดรับสมัครรถพุ่มพวงออนไลน์เพื่อกระจายสินค้าเข้าถึงชุมชนห่างไกลอย่างทั่วถึง

ไทยช่วยไทย” บุก 18 อำเภอเชียงราย ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงส่งสินค้าถึงบ้าน ลดค่าครองชีพสูงสุด 58%

เชียงราย, 1 พฤษภาคม 2569 — เมื่อราคาสินค้าขยับสูงขึ้นทุกวัน และรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงนิ่ง คำถามที่ประชาชนทั่วประเทศตั้งมานานคือ รัฐบาลจะทำอะไรได้จริงบ้าง คำตอบที่เชียงรายเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในวันนี้คือขบวนรถพุ่มพวงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขับนำหน้า พร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดจากห้างค้าปลีกชั้นนำมากกว่า 5 แห่ง กระจายไปพร้อมกันทั้ง 18 อำเภอในคราวเดียว

จุดเริ่มต้น ก่อนลงมือจริง

ก่อนที่กิจกรรมครั้งนี้จะเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบทที่เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งมือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลก ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงย่อมได้รับแรงกระแทกโดยตรง ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันกำลังซื้อของประชาชนฐานรากทั่วประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและภาคเอกชน ออกแบบโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่ไม่ใช่แค่การลดราคาชั่วคราว แต่คือกลไกที่ทำให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงมือประชาชนในระดับฐานรากได้จริง

โครงการนี้เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการในระยะแรกมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ก่อนที่จะมาถึงช่วง Kick-off พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ สะท้อนสัญลักษณ์ชัดเจนว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ใช้แรงงานและครอบครัวรายได้น้อยเป็นหลัก

เชียงแสนจุดศูนย์กลาง ผู้ว่าฯ นำทีมเปิดงานด้วยตัวเอง

ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เวลา 13.30 น. ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาตั้งแต่เช้า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชนจากหลายพื้นที่

สิ่งที่ทำให้วันนี้แตกต่างจากพิธีเปิดทั่วไปคือ นายชูชีพไม่ได้เพียงตัดริบบิ้น แต่ยังขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าราคาประหยัดออกไปยังชุมชนโดยรอบด้วยตัวเอง ภาพที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในชุดสุภาพนั่งหลังพวงมาลัยรถตลาดเคลื่อนที่ สื่อสารชัดเจนว่าโครงการนี้ต้องการความจริงจัง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งใช้สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาวเป็นสถานที่จัด นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 09.30 น. ส่วนอีก 17 อำเภอที่เหลือก็เปิดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทำให้เชียงรายกลายเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันครบทุกอำเภอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จด้านการประสานงานที่ไม่ใช่เรื่องง่าย

18 อำเภอ ห้างยักษ์ใหญ่ 5 แบรนด์ ส่วนลดสูงสุดถึง 58%

หัวใจของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายอยู่ที่การนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่มาวางจำหน่ายถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนในทุกระดับเข้าถึงได้และรู้สึกเป็นกันเอง

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในเชียงราย ประกอบด้วย Lotus’s ซึ่งครอบคลุมมากที่สุดถึง 14 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ เทิง เวียงเชียงรุ้ง เวียงแก่น เวียงป่าเป้า แม่สรวย พญาเม็งราย พาน แม่จัน แม่ลาว เวียงชาย แม่สาย และขุนตาล นอกจากนั้นยังมี TNP หรือธนพิริยะ ซึ่งให้บริการในอำเภอเชียงแสน ป่าแดด ดอยหลวง และแม่ฟ้าหลวง ส่วน Tops ดูแลพื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายในวันแรก ขณะที่ Big C และ Makro เสริมทัพในอำเภอแม่จัน แม่ลาว เวียงชาย และแม่สาย

ระดับส่วนลดที่ประชาชนได้รับอยู่ที่ 25-58% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาซักผ้า และสินค้าในชีวิตประจำวันอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าฝ้ายกระเหรี่ยง ผ้าปักอาข่า ผักปลอดภัย ตะกร้าสาน กาแฟ และสินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนแทนที่จะไหลออกไปยังห้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

รถพุ่มพวง ตลาดเคลื่อนที่สำหรับชุมชนห่างไกล

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้คือแนวคิดของ “รถพุ่มพวง” หรือตลาดเคลื่อนที่ที่ขนสินค้าราคาประหยัดเข้าถึงชุมชนที่ไม่มีร้านธงฟ้าหรือห้างค้าปลีกในรัศมีใกล้เคียง

ตามที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับไว้ว่า แต่ละอำเภอต้องคัดเลือกสินค้า “ของดีมีแวว” ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นสินค้าติดตลาด โดยส่วนกลางจะสนับสนุนสินค้าเด่น (Top Hits) เพื่อผลักดันเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและขยายตลาดในอนาคต ซึ่งนับเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ mobilemarket.bora.dopa.go.th และยืนยันตัวตนที่อำเภอหรือผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันและสินค้าราคาถูกสำหรับนำออกจำหน่าย

ทั่วประเทศ 710 อำเภอ ตัวเลขที่บอกว่าจริงจัง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการในระดับประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ระบุว่าประเทศไทยมีอำเภอทั้งหมด 878 อำเภอ และในขณะนั้นมีจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” แล้วถึง 710 อำเภอใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ ไม่รวมกรุงเทพมหานคร โดยอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอที่เหลือ

ในส่วนของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้าร่วมระดับประเทศ Lotus’s ครอบคลุมมากที่สุดถึง 601 อำเภอ ตามด้วย Big C จำนวน 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ และ Go Wholesale อีก 5 อำเภอ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่โฆษณาหรือพิธีเปิด แต่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเป็นระบบ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ชี้แจงถึงกรอบการดำเนินงานว่าโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ระยะแรกคือการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่และเปิดจุดจำหน่ายที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ พร้อมกับรุกตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม GrabMart, Lineman, TikTok, Shopee และ Lazada ส่วนระยะที่สองจะผลักดันสินค้า SMEs ที่มีศักยภาพจำนวน 2,000 รายขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ และยกเว้นค่า GP สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมในเดือนพฤษภาคมนี้

ไทยช่วยไทย พลัส ต่อยอดถึงเปิดเทอม ลดสูงสุด 86%

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในเดือนพฤษภาคมยังมีมิติที่ขยายออกไปครอบคลุมกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกลืมในมาตรการช่วยเหลือทั่วไป นั่นคือผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายสูงสุดของปีในช่วงเปิดภาคเรียน

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์จึงจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส Back to School 2026” ขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 49 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ และให้ส่วนลดสูงสุดถึง 86% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าโครงการหลักอย่างชัดเจน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาทตลอดช่วงระยะเวลา 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569

สินค้าที่เข้าร่วมครอบคลุมหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall B2S และ OfficeMate รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจาก F&N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ขณะที่กลุ่มบริการก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และ AIS ที่มอบบริการ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ที่มีความจำเป็นและขาดแคลนเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มคิดถึงการส่งสินค้าไปหาประชาชน แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาหาสินค้า

เปรียบเทียบกับโครงการก่อนหน้า สิ่งที่ต่างออกไปคืออะไร

หากย้อนดูโครงการลดค่าครองชีพที่ผ่านมาในไทย ส่วนใหญ่มักจัดในห้างใหญ่หรือสวนสาธารณะ ซึ่งประชาชนในชุมชนชนบทหรือผู้สูงอายุที่ไม่มีพาหนะยังคงเข้าไม่ถึง แต่โครงการ “ไทยช่วยไทย” เลือกใช้ที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นฐานกระจายสินค้า ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงได้อย่างตรงจุดกว่าที่เคย

การเพิ่มรถพุ่มพวงและช่องทางออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนเสริมก็ช่วยอุดช่องว่างในส่วนที่ที่ว่าการอำเภอยังเข้าถึงไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างดอยหลวง แม่ฟ้าหลวง หรือพื้นที่ชายแดนของเชียงรายที่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรค

กรณีที่ใกล้เคียงในต่างประเทศที่น่านำมาเปรียบเทียบคือโครงการ “Market Basket” ของสหรัฐอเมริกาในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2565-2566 ที่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งจัดรถตลาดเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนรายได้ต่ำ ซึ่งผลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สอดคล้องกับแนวทางที่ไทยกำลังทดลองทำอยู่ขณะนี้

ตลอดพฤษภาคม ทุกวันศุกร์ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากงานจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วไปคือความต่อเนื่อง กิจกรรมในเชียงรายไม่ได้จบในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่จะดำเนินต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ได้แก่ วันที่ 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งทั่วจังหวัด ซึ่งหมายความว่าแม้ประชาชนที่พลาดงานในวันแรกยังมีโอกาสเข้าร่วมอีกถึง 4 ครั้ง

นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิด ณ อำเภอเชียงแสน ยืนยันว่าเทศบาลฯ พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

มุมมองจากฐานราก สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอก

ในวันที่อากาศเชียงรายยังเย็นสบายตามฤดูกาล ผู้คนจากหลายหมู่บ้านต่างพากันเดินทางมาที่ว่าการอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่ บ้างขับรถมาเอง บ้างโดยสารรถสองแถว บ้างนั่งท้ายปิ๊กอัพมากับเพื่อนบ้าน สิ่งที่พวกเขามองหาไม่ใช่ส่วนลดที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่คือสินค้าที่จำเป็นในราคาที่รู้สึกได้ว่าช่วยลดภาระได้จริง

สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึงสองหมื่นบาท การประหยัดจากน้ำมันพืช ข้าวสาร และของใช้ในบ้านได้เพียงหลักร้อยบาทต่อครั้ง คูณด้วย 5 ครั้งตลอดเดือนพฤษภาคม อาจหมายถึงค่าเดินทางที่ประหยัดได้ หรือค่าเทอมที่ไม่ต้องกู้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของโครงการในระดับที่ตัวเลขนโยบายไม่ได้สะท้อนออกมาให้เห็น

ก้าวแรกที่ยังต้องพิสูจน์ต่อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายวันนี้ถือเป็นก้าวแรกที่มีทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในแง่การกระจายตัวครอบคลุมทุกอำเภอ การดึงห้างค้าปลีกชั้นนำเข้าร่วม และการเพิ่มมิติออนไลน์และรถพุ่มพวงเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะวัดได้จากว่าโครงการนี้จะยั่งยืนได้แค่ไหนเมื่อพ้นเดือนพฤษภาคมไป และสินค้า SMEs ที่ถูกผลักดันในระยะที่สองจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในตลาดได้จริงหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในระยะต่อไป

สำหรับประชาชนชาวเชียงรายที่ยังไม่ได้ร่วมงาน ยังมีเวลาอีก 4 วันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งในจังหวัด และสำหรับผู้ที่ต้องการช้อปออนไลน์สามารถหาสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ผ่าน Shopee, Lazada, GrabMart, Lineman และ TikTok ซึ่งรวมสินค้าไว้ภายใต้ไอคอน “ไทยช่วยไทย” โดยเฉพาะ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ข
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงการณ์โครงการ
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

แกร็บเผยอินไซต์คนนอนดึกสั่งส้มตำปูปลาร้า 2 แสนจาน สวนทางเชียงรายเร่งกู้สูตรอาหารที่กำลังหายไป

Summary
  • แกร็บเผยยอดใช้บริการคืนวันหยุดพุ่ง 20% โดยช่วง 21.00-00.00 น. คือเวลาทองของคนเมือง

  • ส้มตำปูปลาร้าครองแชมป์อาหารมื้อดึก 2 แสนจาน ส่วนชาไทยยอดสั่งทะลุ 1.2 แสนแก้วต่อปี

  • สินค้า GrabMart ยอดนิยมยามดึกคือมิกเซอร์เครื่องดื่ม สายชาร์จ และถุงยางอนามัยที่มียอดสั่งกว่า 3 แสนชิ้น

  • สำนักงานวัฒนธรรมเชียงรายปิดรับสมัครโครงการ “รสชาติที่หายไป” เพื่ออนุรักษ์เมนูท้องถิ่นเสี่ยงสูญหาย

  • สะท้อนภาพสองขนานระหว่างความเร็วของโลกดิจิทัลและความพยายามรักษาภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เชื่องช้า

ยิ่งดึกยิ่งคึก! Grab เปิดยอดสั่งถุงยาง 3 แสนชิ้นต่อปี พบคนเมืองเน้นสั่งส้มตำ-ชาไทยเยียวยาความเหนื่อย

ประทเศไทย, 30 เมษายน 2569 – ยิ่งดึกยิ่งคึก ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่เป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมจริงของผู้คนในเมืองใหญ่ที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาในวันเดียวกันกับที่หน่วยงานวัฒนธรรมในภาคเหนือปิดรับเรื่องราวของอาหารที่กำลังจะเลือนหายไปจากความทรงจำ

คืนสุดท้ายของเดือนเมษายนจึงกลายเป็นจุดตัดของสองโลก โลกหนึ่งเคลื่อนที่เร็วด้วยปลายนิ้วบนสมาร์ตโฟน สั่งส้มตำปูปลาร้าได้ในยี่สิบนาที อีกโลกหนึ่งเคลื่อนที่ช้า พยายามเก็บสูตรแกงแคไก่เมืองไว้ก่อนที่คนรุ่นต่อไปจะลืมวิธีตำน้ำพริกถั่วเน่า

คืนวันศุกร์และเสาร์ยอดเรียกรถพุ่งกว่าวันธรรมดา 20 เปอร์เซ็นต์

แกร็บ ประเทศไทย ผู้นำแพลตฟอร์มเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี เปิดเผยอินไซต์ผู้ใช้บริการช่วงกลางคืนระหว่างเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ตลอดปีที่ผ่านมา พบว่าช่วงสุดสัปดาห์คือเวลาทองของการออกไปใช้ชีวิต

อัตราการเรียกรถในคืนวันศุกร์และเสาร์สูงกว่าวันธรรมดาถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการเดินทางทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืน ทั้งการเรียกรถเพื่อกลับบ้านหลังเลิกงานและการไปต่อยังแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า การศึกษาพบว่ากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญไม่ต่างจากกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การสั่งอาหารมื้อดึก หรือการซื้อของจำเป็นฉุกเฉิน ความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมงจึงกลายเป็นปัจจัยหลักของคนเมืองยุคนี้ 

สามทุ่มถึงเที่ยงคืนคือไพรม์ไทม์ของคนนอนดึก

ข้อมูลระบุว่าผู้ใช้บริการกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เลือกสั่งอาหารในช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืน กลุ่มผู้สั่งไม่ได้จำกัดแค่สายปาร์ตี้ แต่ครอบคลุมนักเรียนนักศึกษาที่ทำรายงาน พนักงานออฟฟิศที่ทำงานล่วงเวลา แฟนบอลที่ดูถ่ายทอดสด คอซีรีส์ และเกมเมอร์

มื้อดึกจึงเปลี่ยนสถานะจากการกินแก้หิวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ เป็นช่วงเวลาพักเบรก เป็นรางวัลหลังทำงานเสร็จ หรือเป็นเพื่อนระหว่างดูจอ

ส้มตำปูปลาร้าครองแชมป์สองแสนจานชาไทยตามมาติดๆ

เมนูที่ถูกสั่งมากที่สุดผ่าน GrabFood ในเวลากลางคืนคือส้มตำปูปลาร้า มียอดสั่งมากกว่า 200,000 จานต่อปี รสจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด กลายเป็นตัวช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าของคนนอนดึก

ตามมาด้วยกลุ่มเมนูไก่ที่เป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยม ข้าวมันไก่ เบอร์เกอร์ไก่ และไก่ทอด ซึ่งสั่งง่าย กินง่าย และให้พลังงานเร็ว

ด้านเครื่องดื่ม ชาไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่งด้วยยอดสั่งกว่า 120,000 แก้วต่อปี ตามด้วยโกโก้เย็นและชาเขียว สะท้อนว่าคนไทยยังต้องการความหวานมันแบบคุ้นเคยมากกว่ากาแฟเข้มในช่วงดึก 

GrabDriveYourCar ทางเลือกของคนรับผิดชอบหลังเที่ยงคืน

อีกหนึ่งบริการที่เติบโตชัดเจนคือ GrabDriveYourCar บริการคนขับรถยนต์ส่วนตัวมืออาชีพ ความนิยมพุ่งหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท ทองหล่อเอกมัย และเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา ซึ่งเป็นแหล่งรวมบาร์และร้านอาหาร

บริการนี้ตอบโจทย์ตรงประเด็นดื่มแล้วขับ ผู้ใช้ต้องการสนุกเต็มที่แต่ไม่อยากเสี่ยงอุบัติเหตุหรือเสียค่าปรับ จึงเลือกให้คนขับมืออาชีพพากลับบ้านพร้อมรถของตัวเอง

นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกไนท์ไลฟ์ไทยผ่านแอป

ข้อมูลยังชี้ว่าชาวต่างชาติจากจีน อเมริกา และอังกฤษใช้บริการเรียกรถกลางคืนเพิ่มขึ้น นอกจากการเดินทางไปกลับสนามบิน พวกเขามักเรียกรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนชื่อดังอย่างวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา วอล์กกิ้งสตรีทบางลา และเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ 

พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับภาพรวมการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ท้องถิ่นแบบเข้าถึงง่าย ไม่ต้องต่อรองราคา และมีข้อมูลเส้นทางชัดเจนบนแอป

ตะกร้ายามดึกจากมิกเซอร์ถึงถุงยางอนามัยสามแสนชิ้น

ฝั่ง GrabMart ร้านสะดวกซื้อออนไลน์ พบว่าสินค้าขายดีที่สุดช่วงกลางคืนคือน้ำดื่ม น้ำอัดลม และโซดา ซึ่งถูกใช้เป็นมิกเซอร์สำหรับปาร์ตี้ที่บ้าน ตามมาด้วยไพ่และเกมการ์ดที่ช่วยสร้างบรรยากาศ

แต่ตัวเลขที่ทำให้หลายคนต้องหยุดอ่านคือถุงยางอนามัย มียอดสั่งซื้อในช่วงกลางคืนมากกว่า 300,000 ชิ้นต่อปี สะท้อนทั้งเรื่องสุขภาวะทางเพศและความต้องการความเป็นส่วนตัวที่สั่งได้โดยไม่ต้องเดินเข้าร้าน

นอกจากนี้ยังมีสินค้าฉุกเฉินสำหรับนักเรียนนักศึกษา เช่น ชุดชาร์จอเนกประสงค์ทั้งหัวและสายชาร์จ และกระดาษ A4 สำหรับพิมพ์รายงานด่วนตอนตีสอง ซึ่งเป็นภาพจำของชีวิตมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สินค้าฮิตกลางดึกคือเครื่องดื่มชูกำลัง ใช้ทั้งเพื่อแก้อาการเจ็ตแล็กและเพื่อยืดเวลาท่องราตรีให้ยาวขึ้น

อีกด้านของคืนเดียวกันที่เชียงรายตามหารสชาติที่กำลังจะหายไป

ในวันเดียวกันที่แกร็บเผยตัวเลขสองแสนจานส้มตำ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายกำลังปิดรับข้อเสนอเมนูอาหารถิ่นที่สูญหาย ใกล้สูญหาย หรือกำลังเลือนหายจากความทรงจำ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับประเทศภายใต้ชื่อรสชาติที่หายไป The Lost Taste และแนวคิด 1 จังหวัด 1 เมนู ซึ่งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมผลักดันมาต่อเนื่อง โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมถึง 30 เมษายน 2569

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิซึ่งดำเนินโครงการในแนวทางเดียวกันระบุว่าการรับสมัครครั้งนี้เปิดให้ชุมชน ร้านอาหาร และประชาชนทั่วไปส่งเมนูที่เสี่ยงต่อการสูญหาย เพื่อให้แต่ละสูตรได้รับการบันทึกและยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 

ขณะที่เพจรณรงค์ในนครราชสีมาย้ำเตือนในช่วงโค้งสุดท้ายว่าเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนปิดรับสมัครวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมให้หมายเลขติดต่อสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวก 

เกณฑ์คัดเลือกที่มองไกลกว่าความอร่อย

เชียงรายกำหนดคุณสมบัติชัดเจน เมนูที่เสนอต้องเป็นอาหารไทยพื้นถิ่นของจังหวัด เป็นได้ทั้งอาหารคาว หวาน หรืออาหารว่าง และต้องเป็นเมนูที่หารับประทานได้ยากหรือกำลังจะหายไป

คณะกรรมการจะพิจารณาจากห้าด้านหลักคือ อัตลักษณ์และภูมิปัญญา ความเสี่ยงต่อการสูญหาย การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณสมุนไพร และการต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ผู้สนใจสามารถยื่นแบบฟอร์มได้ที่กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ชั้น 2 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ถนนเลี่ยงเมืองตะวันตก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย หรือส่งแบบฟอร์มออนไลน์ผ่านระบบของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นายอภิชาต กันธิยะเขียว หมายเลข 081 469 4040

จากแกงแคไก่เมืองถึงขนมปาดบทเรียนจากปีก่อน

แม้การคัดเลือกปี 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนรับสมัคร แต่ข้อมูลจากปี 2568 ช่วยทำให้เห็นภาพว่าเชียงรายให้ความสำคัญกับอะไร

ในการประชุมคัดเลือกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ศาลากลางจังหวัด คณะกรรมการได้เลือก 5 เมนูเด่น ได้แก่ แกงแคไก่เมือง น้ำพริกถั่วเน่า ผัดรากชูหมู ข้าวแรมฟืน และขนมปาด โดยทุกเมนูผ่านเกณฑ์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและสะท้อนเอกลักษณ์การใช้สมุนไพรและวัตถุดิบท้องถิ่น 

เมนูเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะหายากเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสามารถเล่าเรื่องวิถีชีวิตคนเหนือได้ ตั้งแต่การเก็บผักริมรั้วมาทำแกงแค ไปจนถึงภูมิปัญญาการถนอมอาหารด้วยถั่วเน่า

เมื่อความเร็วของดิจิทัลสวนทางกับความช้าของภูมิปัญญา

การวางข้อมูลสองชุดไว้ข้างกันทำให้เกิดคำถามที่น่าคิด ตัวเลขจากแกร็บบอกว่าคนไทยสั่งส้มตำปูปลาร้าตอนดึกมากกว่าสองแสนครั้งต่อปี ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมต้องออกประกาศตามหาคนที่ยังจำวิธีทำขนมปาดได้

ส้มตำปูปลาร้าเองก็เป็นอาหารถิ่น แต่เป็นอาหารถิ่นที่ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลได้สำเร็จ มีร้านเปิดถึงตีสาม มีไรเดอร์พร้อมส่ง มีรูปถ่ายสวยบนแอป ในขณะที่แกงแคไก่เมืองหรือผัดรากชูหมูยังต้องพึ่งความทรงจำของผู้สูงอายุในชุมชน

ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องดีหรือร้าย แต่เป็นสัญญาณว่าพฤติกรรมบริโภคกำลังถูกกำหนดด้วยความสะดวกและการมองเห็นบนหน้าจอ เมนูใดที่ไม่อยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลก็เสี่ยงจะถูกลืมเร็วขึ้น แม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าก็ตาม

นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลายคนเคยชี้ว่าโครงการ 1 จังหวัด 1 เมนูพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้อาหารที่หายไปกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในตำราอาหาร แต่ในงานเทศกาล ในตลาดท่องเที่ยว และในแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต

คนรุ่นใหม่คือสะพานเชื่อมสองโลก

ข้อมูลจากแกร็บชี้ว่ากลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นผู้ใช้บริการกลางคืนกลุ่มใหญ่ พวกเขาสั่งกระดาษ A4 ตอนตีหนึ่งและสั่งชาไทยตอนตีสอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาก็คือกลุ่มเป้าหมายที่โครงการรสชาติที่หายไปต้องการดึงเข้ามาเรียนรู้

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิอธิบายในวิดีโอประชาสัมพันธ์ว่าการส่งต่อสูตรอาหารจากผู้สูงอายุสู่คนรุ่นใหม่คือหัวใจของการอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่การได้ถ้วยรางวัลหรือใบประกาศ แต่คือการทำให้ความรู้มีชีวิตต่อไป 

ถ้ามองในเชิงปฏิบัติ นั่นหมายความว่าในอนาคตเราอาจเห็นข้าวแรมฟืนหรือน้ำพริกถั่วเน่าปรากฏบน GrabFood ในหมวดร้านเปิดดึกเช่นเดียวกับส้มตำ หากมีการสนับสนุนด้านการตลาดและการผลิตที่เหมาะสม

เชียงรายในคืนวันที่ 30 เมษายนภาพของเมืองที่ไม่หลับใหล

คืนนี้ในเชียงรายอาจไม่มีวอล์กกิ้งสตรีทที่พลุกพล่านเท่าพัทยา แต่ก็มีนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสั่งไก่ทอดหลังทำโปรเจกต์เสร็จ มีพนักงานโรงแรมในเมืองเรียกรถกลับบ้านหลังเลิกกะดึก และมีคุณยายในตำบลแม่ยาวที่กำลังเขียนสูตรขนมปาดลงในแบบฟอร์มของสำนักงานวัฒนธรรมก่อนหมดเขตเที่ยงคืน

ทั้งสองภาพเกิดขึ้นพร้อมกันบนเวลาเดียวกัน และทั้งสองภาพต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งต้องการไรเดอร์ที่พร้อมส่งของใน 20 นาที อีกฝ่ายต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ภูมิปัญญาได้ถูกบันทึกโดยไม่ถูกเร่งรีบ

บทสรุปที่ไม่ใช่จุดจบ

ตัวเลขจากแกร็บไม่ได้บอกแค่ว่าคนไทยกินอะไรตอนดึก แต่บอกว่าเมืองไทยกำลังใช้ชีวิต 24 ชั่วโมงอย่างเต็มรูปแบบ การเติบโตของบริการกลางคืน 20 เปอร์เซ็นต์ในวันสุดสัปดาห์ การสั่งถุงยางอนามัยสามแสนชิ้นต่อปี และการสั่งชาร์จโทรศัพท์ตอนตีสาม ล้วนเป็นดัชนีชี้วัดพฤติกรรมใหม่ที่ธุรกิจต้องปรับตัว

ในขณะเดียวกัน ขยายเส้นตายวันที่ 30 เมษายน เป็น 5 พฤษภาคม ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายก็เป็นดัชนีอีกแบบหนึ่งที่เตือนว่าบางอย่างกำลังจะหมดเวลา หากไม่มีใครจดบันทึก ไม่มีใครทำต่อ เมนูที่เคยอยู่ในครัวของปู่ย่าตายอาจกลายเป็นเพียงชื่อในเอกสาร

ข่าวทั้งสองชิ้นจึงไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เสริมกัน เมืองที่ตื่นตลอดคืนต้องการความสะดวก และเมืองที่ต้องการรักษารากต้องการความตั้งใจ หากสามารถเชื่อมความเร็วของแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ากับความลึกของภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ เชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ อาจได้เห็นส้มตำปูปลาร้าสองแสนจานอยู่ร่วมโต๊ะกับแกงแคไก่เมืองในแอปเดียวกันในอนาคตอันใกล้

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่ายิ่งดึกยิ่งคึก ไม่ใช่แค่เพราะมีคนสั่งของมากขึ้น แต่เพราะมีเรื่องราวมากขึ้นให้เราเลือกว่าจะจำอะไรไว้ในคืนที่ไม่มีวันหลับใหล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • แกร็บ ประเทศไทย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายและเครือข่ายกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

Summary
  • Dimon warns of oil shocks, sticky inflation, higher rates
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

เชียงราย 30 เมษายน 2569 – เสียงแคนดังก้องเหนือทุ่งนาบ้านสมานมิตร ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย ขณะที่บั้งไฟลูกแรกพุ่งขึ้นฟ้าเพื่อบูชาพญาแถนตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวอีสานที่อพยพมาตั้งรกรากในภาคเหนือหลายชั่วอายุคน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางสาวธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ สมาชิก อบจ. เขตเวียงชัย พร้อมด้วยนายเขื่อนเพชร วงค์เป็ง นายกเทศมนตรีตำบลดอนศิลา ร่วมในพิธี ท่ามกลางชาวบ้านที่มารวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรักษาฮีตสิบสองที่ทำกันในเดือนหกเดือนเจ็ดของทุกปี

ภาพของการรวมหมู่เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลนี้ดูเหมือนจะสวนทางกับอีกภาพหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่า นั่นคือภาพของคนไทยจำนวนมหาศาลที่เลือกหรือจำต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านของตนเอง

จากเสียงบั้งไฟสู่ความเงียบในห้องชุด ภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนประเทศไทย

หากย้อนกลับไปสิบถึงยี่สิบปีก่อน การอยู่คนเดียวในสังคมไทยมักถูกผูกติดกับคำว่าเหงา โดดเดี่ยว หรือเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนแต่งงาน แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 กำลังบอกเราว่าภาพจำเหล่านั้นมัน Out ไปเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Solo Economy อย่างเต็มตัว ด้วยจำนวนครัวเรือนคนเดียวที่พุ่งสูงถึง 5.5 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้าหาโมเดลธุรกิจแบบเดิมๆ จนพังทลาย 

ตัวเลขนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในการวิเคราะห์ของสื่อธุรกิจเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 และได้รับการยืนยันซ้ำในเวที IIEX Asia Pacific ประจำปี 2026 ที่นักวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจากทั่วเอเชียมารวมตัวกัน

สถิติที่เร็วกว่าความเป็นเมืองถึงสามเท่าครึ่ง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ครัวเรือนที่พักอาศัยคนเดียวในไทยเติบโตขึ้นถึง 240 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันสัดส่วนนี้คิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือในสี่บ้านที่เราเดินผ่าน จะมีอย่างน้อยหนึ่งบ้านที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว 

อัตราการเติบโตนี้เร็วกว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองถึง 3.5 เท่า และไทยยังขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาคแซงหน้าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปไกล โดยมีปลายทางความหนาแน่นตามรอยประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ซึ่งสำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คนในช่วงปลายปี 2025 ยังชี้ว่าในปี 2025 สัดส่วนคนอยู่คนเดียวของไทยแตะ 29.5 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 21.9 เปอร์เซ็นต์ และหากโตต่อเนื่องปีละ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2042 ไทยจะมีครัวเรือนคนเดียวสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด 

นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดจากคนไม่อยากแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลื่อนอายุแต่งงาน การหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน และการเลือกใช้ชีวิตแบบยึดถือสินทรัพย์น้อยลง

เงิน 20,200 บาทต่อเดือนที่ไม่ได้ใช้เพื่อครอบครัว

กำลังซื้อเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 20,200 บาทต่อเดือนต่อคน ตัวเลขนี้ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สินค้าลดราคา แต่คือสินค้าที่คิดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ 

พฤติกรรมการใช้จ่ายแตกต่างจากครอบครัวอย่างชัดเจน คนโสดใช้จ่ายเพื่อของตกแต่งบ้านสูงกว่าคนมีครอบครัวถึง 4.5 เท่า ใช้จ่ายด้านความงามและการดูแลผิวสูงกว่า 4 เท่า แฟชั่นสูงกว่า 3 เท่า และประสบการณ์ท่องเที่ยวหรือกิจกรรมยามว่างสูงกว่า 2 เท่า

เหตุผลเบื้องหลังคือเสรีภาพในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อไม่มีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหรือค่าผ่อนบ้านหลังใหญ่ รายได้จึงถูกเปลี่ยนเป็นการลงทุนกับตัวเองที่เรียกว่า Self Splurge

ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่าผู้หญิงคือแกนหลักของเศรษฐกิจนี้ ในกลุ่มตัวอย่างของ Krungsri Research ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ และในภาพรวมประเทศพบว่ากว่าร้อยละ 75 ของคนโสดทั่วประเทศเป็นเพศหญิง โครงสร้างที่เอนเอียงไปทางเพศหญิงนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดความงาม สุขภาพ และที่อยู่อาศัยปลอดภัย 

ถอดรหัส 4 DNA ที่แบรนด์ห้ามเหมารวม

แกรนท์ บาร์โทลี่ จาก Marketbuzzz และเจอโรม เฮอร์วิโอ จาก Stamina Asia ย้ำในงานวิจัยว่า ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่าคนโสดทุกคนเหมือนกัน งานวิจัยแบ่งคนกลุ่มนี้ออกเป็น 4 ขั้วอารมณ์ที่แบรนด์ต้องจดจำให้ขึ้นใจ 

กลุ่มแรกคือ The Hopefuls คิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ ใหญ่ที่สุด พวกเขาอยู่คนเดียวแต่ยังมีความหวังในรักแท้ พฤติกรรมการจ่ายเงินจึงเน้นการดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ ตั้งแต่สกินแคร์ไปจนถึงฟิตเนส

กลุ่มที่สองคือ The Pragmatists 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มกึ่งรับกึ่งสู้ ยอมรับสภาพและพยายามบริหารจัดการชีวิตคนเดียวให้มีประสิทธิภาพที่สุด พวกเขาคือลูกค้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว อาหารพร้อมทานหนึ่งมื้อพอดี และบริการทำความสะอาดแบบเรียกผ่านแอป

กลุ่มที่สามคือ The Reluctant 22 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ต้องอยู่คนเดียวเพราะสถานการณ์บังคับ เช่นย้ายงานมาอยู่เชียงรายคนเดียว หรือเพิ่งหย่าร้าง กลุ่มนี้โหยหาความใส่ใจเป็นพิเศษและมีแนวโน้มจะเลี้ยงสัตว์เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์

กลุ่มสุดท้ายคือ The Empowered 21 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ภูมิใจและเติมเต็มกับการอยู่คนเดียวอย่างแท้จริง พวกเขาพร้อมจ่ายให้กับความพรีเมียมและความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคอนโดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงหรือทริปท่องเที่ยวคนเดียวแบบหรูหรา

ความแตกต่างนี้ทำให้กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมที่ใช้ภาพคนโสดเหงาๆ นั่งกินบะหมี่ถ้วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัวใหม่ของคน 67 เปอร์เซ็นต์

หนึ่งในข้อมูลที่ทำให้หลายแบรนด์ต้องกลับไปคิดใหม่คือ 67 เปอร์เซ็นต์ของคนอยู่คนเดียวมีสัตว์เลี้ยง และพร้อมแบ่งรายได้ 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อดูแลลูกขนปุยของพวกเขา 

นี่ไม่ใช่แค่การซื้ออาหารเม็ด แต่คือการ humanization อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง โรงแรมสัตว์เลี้ยงระดับห้าดาว ไปจนถึงอาหารเสริมและเสื้อผ้า

ในเชียงรายเอง เทรนด์นี้กำลังเห็นได้ชัดในเขตเมืองที่ประชากรหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานด้านบริการและการค้าชายแดน พวกเขาไม่มีเวลาหาคู่แต่มีกำลังพอจะดูแลแมวหรือสุนัขหนึ่งตัว

ทำไมการสื่อสารแบบปกติถึงชนะใจคน 5.5 ล้านคน

ผลสำรวจปี 2026 พบว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการความเท่าเทียมและความใส่ใจมากกว่าการยกย่องความโสดแบบสุดโต่ง โดยแบ่งเป็น 34 เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม 32 เปอร์เซ็นต์ต้องการความใส่ใจ และอีก 29 เปอร์เซ็นต์ต้องการการเสริมพลังบวก 

แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก การทำโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 หรือการคิดค่าห้องพักเดี่ยวเพิ่มจึงกลายเป็นการผลักลูกค้าออกไปโดยไม่รู้ตัว

นายอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ จาก adapter digital group เสนอแนวทาง D.E.A.L สำหรับยุคนี้ คือการสร้างระดับสินค้าที่แตกต่าง การมอบคุณค่าทางอารมณ์ การรับประกันความเข้าถึงง่าย และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งตรงกับสิ่งที่กลุ่ม Pragmatists และ Empowered ต้องการมากที่สุด

เชียงราย 1.29 ล้านคน ห้องทดลองของเศรษฐกิจคนเดียวระดับภูมิภาค

เมื่อหันกลับมามองที่เชียงราย ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลาง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2569 ระบุว่าจังหวัดมีราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน 

หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรหญิงรวม 668,580 คน และชายรวม 627,342 คน หมายความว่าผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 41,238 คน 

ความต่างนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่บอกว่าเชียงรายกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานบริการที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ทั้งการค้าปลีก การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพระดับประเทศที่ผู้หญิงเป็นผู้นำการใช้จ่ายใน Solo Economy

ขณะเดียวกันเชียงรายมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยสูงถึง 134,590 คน คิดเป็นกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งจังหวัด กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรและก่อสร้าง ทำให้เกิดสภาวะทวิเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือคนเมืองวัยทำงานที่มีกำลังซื้อแบบคนโสด อีกด้านคือแรงงานฐานรากที่ต้องการสินค้าจำเป็นราคาประหยัด

เมืองที่โตสวนทางประเทศ

แม้ภาพรวมประชากรไทยจะเริ่มหดตัว แต่การคาดการณ์เขตเมืองเชียงรายกลับโตต่อเนื่อง จาก 565,000 คนในปี 2565 เป็น 572,000 คนในปี 2566 579,000 คนในปี 2567 586,000 คนในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 594,000 คนในปี 2569

การเติบโตนี้มาจากการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหางานในภาคบริการ โลจิสติกส์ชายแดน และการท่องเที่ยว คนหนุ่มสาวเหล่านี้จำนวนมากอาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ ซึ่งงานวิจัยของ Krungsri พบว่าคนที่อยู่คอนโดมีโอกาสอยู่คนเดียวสูงกว่าคนอยู่บ้านเดี่ยวถึง 6.5 เท่า

และที่น่าสนใจคือในกลุ่มคนอยู่คนเดียว 75 เปอร์เซ็นต์เป็นคนโสด ขณะที่อีก 16 เปอร์เซ็นต์อยู่ในความสัมพันธ์แต่ไม่ได้แต่งงานและเลือกแยกกันอยู่ นี่คือหลักฐานว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับการไม่มีความรัก 

ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข 1.3 ล้านล้าน

แม้เศรษฐกิจคนเดียวจะดูสดใส แต่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเตือนว่า สัดส่วนผู้มีปัญหาสุขภาพจิตยังอยู่ที่ 24.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปีก่อนแต่ยังสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้า 5.3 เปอร์เซ็นต์ และเครียดสูง 4.8 เปอร์เซ็นต์

ในเชียงราย ความเปราะบางนี้มีหน้าตาเฉพาะตัวคือเกษตรกรสูงวัยที่ลูกหลานย้ายเข้าเมือง กลายเป็นครัวเรือนคนเดียวแบบจำยอม พวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Empowered ที่พร้อมจ่ายเพื่อความหรูหรา แต่อยู่ในกลุ่ม Reluctant ที่ต้องการระบบดูแลสุขภาพทางไกลและความช่วยเหลือจากชุมชน

นี่คือจุดที่ประเพณีบุญบั้งไฟที่ดอนศิลามีความหมายมากกว่าแค่การขอฝน เพราะมันคือกลไกสร้างความสามัคคีของชุมชนที่เคยเป็นชาวอีสานพลัดถิ่น การได้มารวมตัว ฟ้อนรำ และทำบุญร่วมกัน ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวที่แม้แต่คนเมืองที่มีเงิน 20,200 บาทต่อเดือนก็ยังเผชิญ

จากบั้งไฟสู่ธุรกิจ อย่าขายความเหงา ให้ขายความเข้าใจ

ประเพณีบุญบั้งไฟมีรากจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพระยาคันคากและผาแดงนางไอ่ ซึ่งชาวบ้านจัดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล หัวใจของมันคือการพึ่งพาธรรมชาติและพึ่งพากันเอง 

เศรษฐกิจคนเดียวในวันนี้ก็ต้องการฝนในรูปแบบใหม่เช่นกัน ไม่ใช่ฝนจากฟ้า แต่คือฝนของบริการที่เข้าใจความต้องการเฉพาะตัว ตั้งแต่ห้องชุด 28 ตารางเมตรที่มีครัวพอทำอาหารหนึ่งที่ ไปจนถึงคลินิกสุขภาพจิตที่เปิดถึงดึกสำหรับคนที่ไม่มีใครให้ปรึกษา

แบรนด์ที่เข้าใจ 4 DNA จะไม่ทำโฆษณาที่บอกว่าคุณเก่งอยู่คนเดียวได้ แต่จะทำสินค้าที่ทำให้ชีวิตคนเดียวง่ายขึ้นจริงๆ เช่นเดียวกับที่ อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณเพื่อรักษาประเพณี ไม่ใช่เพราะอยากให้คนกลับไปอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เพราะเข้าใจว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมช่วยให้คนที่อยู่ไกลบ้านรู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ

ประเทศไทยในปี 2026 จึงยืนอยู่บนทางแยกที่น่าสนใจ เรามีคน 5.5 ล้านคนที่เลือกอยู่คนเดียวและสร้างเงิน 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเราก็มีชุมชนอย่างดอนศิลาที่ยังรวมตัวกันจุดบั้งไฟเพื่อขอฝน ทั้งสองภาพไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กำลังบอกเราว่าอนาคตของสังคมไทยคือการทำให้ความปัจเจกและความเป็นชุมชนอยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ

คำถามสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐหลังจากนี้จึงไม่ใช่จะทำอย่างไรให้คนกลับไปแต่งงานมีลูก แต่คือจะออกแบบเมือง ที่อยู่อาศัย บริการสุขภาพ และพื้นที่สาธารณะอย่างไร ให้รองรับทั้งผู้หญิงวัยทำงานในเชียงรายที่อยู่คอนโดคนเดียวและมีแมวหนึ่งตัว และคุณตาคุณยายในเวียงชัยที่อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวรอฝนจากพญาแถน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวด้วยความหวัง ด้วยความจำเป็น หรือด้วยความภูมิใจ ทุกคนต่างต้องการสิ่งเดียวกันคือการถูกมองเห็นอย่างเท่าเทียม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thumbsup in Thailand บทความ Solo Economy เมื่อ ‘คนโสด’ คือกระแสหลักที่แบรนด์ห้ามมองข้าม 
  • Krungsri Research รายงาน The Single Economy Survey Part 2 Exploring Solo Lifestyles 
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าดอยเวียงผาถูกงูเขียวหางไหม้ฉกขณะทำแนวกันไฟ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

Summary
  • นายพิทักษ์ เขียวสุข จนท.ไฟป่าเชียงราย ถูกงูเขียวหางไหม้กัดขณะดับไฟป่าบนดอยเวียงผา เมื่อ 25 เม.ย. 69

  • เจ้าหน้าที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลแม่สรวย พบอาการติดเชื้อและเกล็ดเลือดต่ำจากพิษงู

  • ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. 69 อาการปลอดภัย พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นเฝ้าระวังการติดเชื้อ

  • ผู้บริหาร สบอ.15 เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินช่วยเหลือ และย้ำมาตรการความปลอดภัยหน้างาน

  • เหตุการณ์สะท้อนปัญหา “ภัยซ้อนภัย” เมื่อสัตว์ป่าหนีไฟมาปะทะเจ้าหน้าที่ และความต้องการสวัสดิการที่เหมาะสม

ผอ.สบอ.15 รุดเยี่ยมหัวหน้าจุดสกัดไฟป่าเชียงรายถูกงูพิษกัด ย้ำมาตรการความปลอดภัยและสวัสดิการด่านหน้า

เชียงราย,30 เมษายน 2569 – เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ถูกงูกัดขณะดับไฟป่า อาการปลอดภัยกลางดอยเวียงผาที่เคยเงียบสงบ กลับกลายเป็นแนวรบที่มีทั้งควันไฟและความเจ็บปวดซ่อนอยู่ใต้พงหญ้า เหตุการณ์ที่หัวหน้าจุดสกัดห้วยเฮี้ยถูกงูเขียวหางไหม้กัดขณะเข้าดับไฟป่า ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุของคนทำงานคนหนึ่ง แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้นเกี่ยวกับความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าเชียงรายต้องเผชิญทุกปี

เปลวไฟบนดอยเวียงผา จุดเริ่มต้นของคืนอันตราย

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ศูนย์ควบคุมไฟป่าของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ได้รับแจ้งจุดความร้อนบริเวณบ้านแม่ยางมิ้น ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่ลาว

นายพิทักษ์ เขียวสุข หัวหน้าจุดสกัดห้วยเฮี้ย นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าทำแนวกันไฟ ทัศนวิสัยในพื้นที่เลวร้ายจากควันหนาทึบ อุณหภูมิภาคพื้นสูง และเสียงไม้แตกจากเปลวเพลิงที่ลุกลามตามแนวลาดชัน ในจังหวะที่กำลังใช้เครื่องมือเคลียร์เชื้อเพลิงบนพื้นป่า งูเขียวหางไหม้ตัวหนึ่งซึ่งคาดว่าหนีไฟขึ้นมาจากซอกหิน ได้ฉกเข้าที่น่องซ้ายของนายพิทักษ์อย่างจัง

เพื่อนร่วมทีมเล่าว่าไม่มีใครเห็นตัวงูในตอนแรกเพราะแสงไฟฉายถูกกลบด้วยควัน รู้ตัวอีกทีคือเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและการทรุดตัวลงของหัวหน้าชุด การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้เพียงล้างแผล ห้ามเลือด และรีบนำตัวออกจากแนวไฟโดยเร็วที่สุด ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่สรวยในคืนเดียวกัน

เขี้ยวพิษกลางควันไฟ นาทีที่ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย

ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแม่สรวย ทีมแพทย์ประเมินอาการทันที พบรอยเขี้ยวสองจุดชัดเจนบริเวณน่องซ้าย มีอาการบวมแดงอย่างรวดเร็วและปวดระดับรุนแรง

นพ.ทรรศน์พล ผมธรรม แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อใต้ผิวหนังบริเวณขาซ้ายอย่างเห็นได้ชัด ขาบวมแดงและมีอาการปวดรุนแรงระดับสูงสุด พิษของงูชนิดนี้มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกภายในที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราต้องเจาะเลือดตรวจสอบทุก 6 ชั่วโมง และให้ยาฆ่าเชื้ออย่างใกล้ชิด

ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่างูเขียวหางไหม้มีลำตัวสีเขียวปลายหางสีแดง พิษจะทำให้เกิดอาการปวดบวม อาจเห็นรอยเขี้ยวพิษเป็นจุดสองจุด และในบางรายอาจมีเนื้อเน่าตายได้ อาการเฉพาะที่มักตามมาด้วยเลือดออกบริเวณที่ถูกกัด ปวดบวมแดงร้อน คลื่นไส้อาเจียน และหายใจลำบากในรายที่รุนแรง 

สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568 เพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

ห้องพักฟื้นที่เต็มไปด้วยกำลังใจ

สี่วันหลังเกิดเหตุ วันที่ 29 เมษายน 2569 บรรยากาศที่โรงพยาบาลแม่สรวยเปลี่ยนไปจากความตึงเครียดในคืนแรก คณะผู้บริหารจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย นำโดยนายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักฯ พร้อมด้วยนายนิคม อิ่มเอิบ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการ 

คณะได้มอบสิ่งของจำเป็นและเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพูดคุยกับครอบครัวของนายพิทักษ์อย่างใกล้ชิด นายเจษฎาได้ถ่ายทอดความห่วงใยจากนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยย้ำว่าความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่คือหัวใจหลักขององค์กร และได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มมาตรการระมัดระวังด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานภาคสนาม

แพทย์ระบุว่าอาการของนายพิทักษ์อยู่ในระดับคงที่ พ้นภาวะวิกฤตแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อและติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะต้องพักฟื้นอีกหลายสัปดาห์ก่อนกลับไปทำงานภาคสนามได้

มรณภัยซ้ำซ้อน เมื่อไฟไล่สัตว์ให้ปะทะคน

เหตุการณ์ที่ดอยเวียงผาไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากมองในภาพใหญ่จะพบปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกว่า Human-Wildlife Conflict ในภาวะภัยพิบัติ ไฟป่าเชียงรายและภาคเหนือตอนบนมักเกิดรุนแรงช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามไฟของ GISTDA ยังคงจัดจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มพื้นที่เฝ้าระวังหลักอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อป่าลุกไหม้ สัตว์ป่าที่อาศัยตามพื้นดินเช่นงู ตะขาบ แมงป่อง จะสูญเสียที่หลบซ่อนและหนีตายขึ้นสู่ที่สูงหรือแนวเปิดที่มนุษย์ใช้ทำแนวกันไฟพอดี งูเขียวหางไหม้ซึ่งปกติอาศัยตามพุ่มไม้เตี้ยและซอกหินชื้น จะเครียดและก้าวร้าวกว่าปกติเมื่อถูกความร้อนไล่ต้อน การปะทะจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์ทางนิเวศวิทยาที่คาดการณ์ได้

บทเรียนนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เช่นในออสเตรเลียช่วงไฟป่าปี 2019 ถึง 2020 มีรายงานสัตว์เลื้อยคลานหนีเข้าชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับไฟต้องเพิ่มชุดอุปกรณ์ป้องกันงูเข้าไปในมาตรฐานการทำงาน

สถิติที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของนักรบชุดเขียว

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าประจำการทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นคน ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นพนักงานราชการและลูกจ้างตามภารกิจหรือทีโออาร์ ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะทางครบถ้วน

แม้ไม่มีตัวเลขทางการที่เปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2569 แต่จากการประเมินภายในของส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า พบแนวโน้มการบาดเจ็บจากสาเหตุที่ไม่ใช่ไฟโดยตรง เช่น งูกัด สัตว์มีพิษต่อย พลัดตกเขา และกิ่งไม้หล่นทับ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา อุทยานแห่งชาติขุนแจ และอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15

เจ้าหน้าที่ภาคสนามหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่าชุดดับไฟป่ามาตรฐานประกอบด้วยหมวก เสื้อกันไฟ รองเท้าบูท และถุงมือ แต่ไม่มีสนับแข้งกันงูหรือชุดปฐมพยาบาลพิษงูแบบพกพา การต้องเดินลุยในเวลากลางคืนเพื่อสกัดไฟลุกลามทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ช่องว่างสวัสดิการ เมื่อคนด่านหน้าไม่ใช่ข้าราชการประจำ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหลังเหตุการณ์นี้คือความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการ นายพิทักษ์ในฐานะหัวหน้าจุดสกัดเป็นพนักงานราชการที่ได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากผู้บังคับบัญชา แต่สิทธิการรักษาพยาบาลระยะยาว ค่าชดเชยการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ และประกันชีวิตกลุ่ม ยังมีเพดานต่ำกว่าข้าราชการประจำ

เสียงจากผู้บริหารระดับสำนักยอมรับว่าคำชื่นชมและความห่วงใยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอต่อการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ หลายฝ่ายเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ ผลักดันกองทุนสวัสดิการพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานไฟป่า รวมถึงการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูให้ประจำอยู่ในชุดเคลื่อนที่เร็วทุกชุด ไม่ใช่รอให้ถึงโรงพยาบาลอำเภอซึ่งอาจใช้เวลาเดินทางกว่า 1 ชั่วโมงในพื้นที่ภูเขาสูงชัน

นายนิคม อิ่มเอิบ ในฐานะผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ได้เน้นย้ำในที่ประชุมหลังเยี่ยมไข้ว่าจะทบทวนแผนฝึกอบรมความปลอดภัยให้ครอบคลุมเรื่องการเผชิญสัตว์มีพิษในภาวะไฟป่า และจะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในปีงบประมาณถัดไป

บทเรียนจากแม่สรวย ทางออกที่มากกว่าคำชื่นชม

วันนี้อาการของนายพิทักษ์ เขียวสุข ปลอดภัยแล้วตามการยืนยันของแพทย์ แต่รอยบวมแดงที่ยังหลงเหลืออยู่บนน่องซ้ายจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าความสูญเสียจากไฟป่าไม่ได้วัดแค่จำนวนไร่ที่ถูกเผา

หากมองในมิติการจัดการสาธารณภัย เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นสามทางออกที่ต้องทำพร้อมกัน

หนึ่งคือการลดต้นตอของไฟป่าเชียงรายด้วยการทำงานเชิงรุกกับชุมชนรอบอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เพราะทุกจุดความร้อนที่ลดลงหมายถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปเผชิญลดลงด้วย

สองคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับภัยซ้อนภัย การเพิ่มสนับแข้งกันงู ไฟฉายคาดศีรษะกำลังสูง และชุดปฐมพยาบาลพิษงูในเป้สนาม ไม่ใช่ต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับชีวิตของคนทำงาน

สามคือการปฏิรูปสวัสดิการเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าให้ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ โดยเฉพาะลูกจ้างทีโออาร์ที่เป็นกำลังหลักในแนวหน้า การมีประกันอุบัติเหตุกลุ่มที่ครอบคลุมการถูกสัตว์มีพิษกัด การพลัดตก และการสำลักควัน จะช่วยลดความกังวลและเพิ่มขวัญกำลังใจได้อย่างแท้จริง

คำพูดของอธิบดีที่ถูกถ่ายทอดในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลแม่สรวยจึงไม่ควรจบแค่ในวันเยี่ยม แต่ควรถูกแปลงเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องป่าไม่สามารถทำได้หากเราไม่ปกป้องคนที่ปกป้องป่าเสียก่อน

เรื่องราวของนายพิทักษ์จึงไม่ใช่แค่ข่าวอุบัติเหตุประจำวัน แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบนิเวศที่กำลังบิดเบี้ยวจากไฟป่า และเป็นคำถามถึงสังคมว่าเราพร้อมจะลงทุนกับความปลอดภัยของนักรบชุดเขียวมากพอหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย ข่าวกิจกรรมเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ วันที่ 29 เมษายน 2569
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า
  • โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ข้อมูลการรักษาผู้ป่วยถูกงูเขียวหางไหม้กัด
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568
  • สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ข้อมูลอาการพิษงูเขียวหางไหม้ต่อระบบโลหิต
  • GISTDA Disaster Platform ข้อมูลพื้นที่เฝ้าระวังไฟป่าจังหวัดเชียงราย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้าน เปลี่ยนใช้แม่น้ำลาวแทนน้ำกกดึงน้ำสะอาดจากแม่น้ำลาวป้อน 24 ท้องถิ่น เพิ่มกำลังผลิต 4,000 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง

Summary
  • เชียงรายเตรียมเลิกใช้แม่น้ำกกทำประปาเนื่องจากพบสารหนูปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน 5 เท่า

  • ทุ่มงบ 1,953 ล้านบาท เปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำลาวซึ่งปลอดภัยและอยู่ในอธิปไตยไทย

  • ก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ กำลังผลิต 4,000 ลบ.ม./ชม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่า

  • ครอบคลุมการให้บริการ 24 ท้องถิ่น ใน 4 อำเภอ ดูแลประชาชน 80,000 ครัวเรือน

  • โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570

เชียงรายเดินหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจาก “แม่น้ำลาว” แทนน้ำกก รองรับประปา 24 ท้องถิ่น ผลิตได้ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง


เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ในช่วงเวลาที่แม่น้ำกกกลายเป็นแหล่งน้ำที่ผู้คนเริ่มไม่กล้าวางใจ เทศบาลนครเชียงรายกำลังเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์การจัดการน้ำสะอาดในภาคเหนือ ด้วยแผนยักษ์ที่จะพลิกโฉมระบบประปาของเมืองเชียงรายจากรากฐาน

วันที่ตัดสินใจ ประชุมสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางน้ำสะอาดของเชียงราย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นั่งลงร่วมโต๊ะประชุมกับตัวแทนระดับสูงจากโครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อหารืออย่างเป็นทางการถึงทิศทางครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษของระบบน้ำประปาจังหวัด
การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเดตความคืบหน้าตามปกติ แต่คือการยืนยันมติร่วมกันว่า “แม่น้ำลาว” จะเป็นแหล่งน้ำดิบหลักแห่งใหม่ที่เข้ามาแทนที่แม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบหลักที่ใช้มาเนิ่นนาน แต่ขณะนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่แบกรับภาระของปัญหาสารปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่ควบคุมได้ยาก

รากเหง้าของปัญหา ทำไมแม่น้ำกกจึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

เพื่อเข้าใจว่าทำไมเชียงรายต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ ต้องย้อนกลับไปที่ต้นน้ำซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่นั่น กิจกรรมเหมืองแร่และเหมืองแร่หายาก หรือ Rare Earth Elements ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยขาดการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม สารหนู หรือ Arsenic รั่วไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ไหลตามน้ำข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย
กรมควบคุมมลพิษ ได้บูรณาการแผนการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 โดยกำหนดจุดตรวจวัดทั้งหมด 15 จุดตลอดแนวแม่น้ำกก ผลที่ได้คือตัวเลขที่น่าตกใจ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่าค่าสารหนูเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตรถึง 11 จาก 15 จุดตรวจ โดยจุดวิกฤตที่สุดคือบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบันทึกค่าสารหนูได้สูงถึง 0.030 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยถึงสามเท่า
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 เมื่อกรมควบคุมมลพิษรายงานว่าพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัดตลอดแนวแม่น้ำกก ส่วนแม่น้ำสายที่บริเวณบ้านป่าซางงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บันทึกค่าสารหนูสูงถึง 0.052 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่หมายถึงน้ำที่ประชาชนอาจสัมผัสทุกวัน
ผลกระทบต่อสุขภาพเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเผยแพร่ผลการศึกษาที่พบการสะสมของสารหนูในเส้นผมและเล็บของกลุ่มตัวอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งขยายกลุ่มเป้าหมายการตรวจคัดกรองจาก 300 ราย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,400-1,500 ราย และวางแผนเฝ้าระวังสุขภาพระยะยาว 5 ปี

บาดแผลทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียที่วัดเป็นตัวเลขได้

สารหนูไม่เพียงคุกคามสุขภาพ แต่กัดกร่อนเศรษฐกิจฐานรากของเชียงรายอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ผลกระทบในสามลุ่มน้ำหลักคือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ชี้ให้เห็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งสูงถึง 3,786 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราวร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรของจังหวัด
พื้นที่เกษตรกรรมที่ตกอยู่ในความเสี่ยงครอบคลุมกว่า 403,382 ไร่ โดยพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “ข้าว” ซึ่งระบบนิเวศแบบนาเปียกทำให้รากต้นข้าวแช่อยู่ในน้ำปนเปื้อนตลอดฤดูกาล เฉพาะในห้าตำบลริมแม่น้ำสายและรวก ความเสียหายของผลผลิตข้าวถูกประเมินไว้สูงถึง 364 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกกว่า 284 แห่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในภาคการประมงกว่า 92 ล้านบาทต่อปี

ทางออกที่รอมานาน แม่น้ำลาวคือคำตอบที่ชาวเชียงรายรอ

ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจแก้ที่ต้นทางได้ในระยะสั้น เทศบาลนครเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาคได้ตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่หลายฝ่ายรอคอย นั่นคือการหันไปพึ่งพา “แม่น้ำลาว” ผ่านฝายแม่ลาว ของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แหล่งน้ำแห่งนี้มีต้นกำเนิดอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ ปราศจากความเสี่ยงด้านมลพิษข้ามพรมแดน มีปริมาณน้ำต้นทุนสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และผ่านการศึกษาลงพื้นที่จนได้รับการยืนยันว่ามีศักยภาพเพียงพอ
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงเหตุผลของการผลักดันโครงการนี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว จากการศึกษาและลงพื้นที่พบว่าแม่น้ำลาวมีศักยภาพเพียงพอทั้งด้านปริมาณและความต่อเนื่องของน้ำตลอดปี ทำให้เทศบาลนครเชียงรายพร้อมสนับสนุนการวางระบบท่อส่งน้ำผ่านเขตเทศบาลเพื่อรองรับโครงการในระยะยาว

ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้านบาท

โครงการนี้ไม่ใช่การซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยกรอบวงเงินลงทุนกว่า 1,953.088 ล้านบาทที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
หัวใจของโครงการคือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ บริเวณฝายแม่ลาว ซึ่งจะติดตั้งระบบกรองและสูบจ่ายน้ำที่ทันสมัย โดยมีขีดความสามารถในการผลิตน้ำประปาสะอาดสูงสุดถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เทียบกับกำลังผลิตเดิมจากแม่น้ำกกที่ทำได้เพียง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นั่นคือการเพิ่มกำลังผลิตขึ้นเป็นสองเท่าเต็ม


การเดินระบบท่อเป็นอีกหนึ่งความท้าทายทางวิศวกรรมที่มีขนาดใหญ่โต ข้อมูลจากขอบเขตของงาน หรือ TOR ระบุว่าจะมีการวางท่อส่งน้ำแรงดันสูงระยะทาง 37 กิโลเมตร เพื่อลำเลียงน้ำดิบจากฝายแม่ลาว วางท่อจ่ายน้ำครอบคลุมพื้นที่รับบริการระยะทางมหาศาลถึง 167.40 กิโลเมตร และปรับปรุงท่อเดิมที่เสื่อมสภาพอีก 16.24 กิโลเมตร รวมโครงข่ายท่อทั้งหมดกว่า 220 กิโลเมตรที่จะถักทอเป็นเส้นเลือดน้ำสะอาดของเชียงราย


ครอบคลุมกว้างขวาง 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ เป็นประโยชน์แก่ชาวเชียงรายกว่า 80,000 ครัวเรือน

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมกว้างขวาง โครงข่ายประปาแม่น้ำลาวได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้น้ำสูงสุดถึง 80,000 ครัวเรือน ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 24 แห่ง ใน 4 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงชัย และอำเภอพาน
ในปัจจุบัน มี 11 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับน้ำประปาจากระบบนี้อยู่แล้ว ประกอบด้วย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลท่าสาย เทศบาลตำบลท่าสุด องค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก เทศบาลตำบลเวียงชัย เทศบาลตำบลสิริเวียงชัย และเทศบาลตำบลเวียงเหนือ
เมื่อโครงการขยายตัวเต็มรูปแบบ จะมีอีก 9 แห่งที่เข้ามาอยู่ในโครงข่าย ครอบคลุมเทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย ดอยฮาง แม่ยาว เมืองชุม ดงมะดะ แม่ลาว ป่าก่อดำ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวสลี และธารทอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพื้นที่ขยายเขตเพิ่มเติมนอกเหนือจาก TOR อีก 4 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่กรณ์ จอมหมอกแก้ว แม่ข้าวต้ม และป่าก่อดำ ที่แสดงความต้องการใช้น้ำเข้ามาแล้ว
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเพิ่มเติมว่า หากโครงการสำเร็จจะสามารถผลิตน้ำประปาได้มากถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมการให้บริการมากถึง 24 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 4 อำเภอ และสร้างความยั่งยืนให้กับชาวเชียงรายได้มากกว่า 20 ปี

เส้นทางสู่วันนี้ การหารือที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2568

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว แต่เป็นผลของกระบวนการหารือที่ยาวนานและรอบคอบ
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานด้านชลประทานและการประปา เพื่อวางแนวทางจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ ที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันว่าแม่น้ำลาวเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
จากนั้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ลงพื้นที่ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันการสนับสนุนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำกกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ความคืบหน้าและกรอบเวลา คาดแล้วเสร็จภายในปี 2570

ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดมีเป้าหมายเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปีเดียวกัน
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ โครงการลักษณะใกล้เคียงกันในภาคเหนืออย่างโครงการส่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา มักใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี แต่โครงการแม่น้ำลาวได้รับการผลักดันด้วยความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กดดันอยู่ทุกวัน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอชายแดนตอนเหนือของจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ก็ดำเนินโครงการคู่ขนาน ด้วยการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ในเขตอำเภอเชียงแสน วงเงิน 916.094 ล้านบาท โดยจะเปลี่ยนไปสูบน้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทน ซึ่งมีปริมาณน้ำมหาศาลพอที่จะเจือจางสารปนเปื้อนลงสู่ระดับที่ระบบกรองสามารถจัดการได้ โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 เช่นกัน

การทูตสิ่งแวดล้อม ไทยยกระดับปัญหาน้ำกกสู่เวทีระหว่างประเทศ

การสร้างระบบประปาใหม่ช่วยป้องกันในประเทศ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้องอาศัยการทูต รัฐบาลไทยได้ยกระดับปัญหานี้สู่การเจรจาระดับทวิภาคีกับเมียนมา โดยรองนายกรัฐมนตรีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะเจรจา พร้อมใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมของสถาบัน Stimson Center และรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษเป็นข้อมูลสนับสนุนบนโต๊ะเจรจา
ในมิติทหาร กองทัพภาคที่ 3 ยังได้ผลักดันวาระอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายเมียนมาตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
ในระดับพหุภาคี ประเทศไทยยังทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission ซึ่งได้ยืนยันผลการปนเปื้อนสารหนูในฝั่งลาวด้วยเช่นกัน ช่วยสร้างฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในระดับภูมิภาคที่จะเพิ่มน้ำหนักในการเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลแหล่งน้ำข้ามชาติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทเรียนจากที่อื่นในโลก เชียงรายไม่ใช่เมืองแรกที่เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ

การเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบเพราะปัญหาสารพิษไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก เมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เคยเผชิญกับวิกฤตตะกั่วปนเปื้อนในน้ำประปาจนต้องรื้อระบบทั้งหมดและใช้เงินลงทุนมหาศาล ในเอเชีย เมืองหลายแห่งในอินเดียและบังกลาเทศก็เผชิญกับสารหนูในน้ำบาดาลจนต้องพัฒนาระบบกรองและเปลี่ยนแหล่งน้ำ สิ่งที่แตกต่างกันในกรณีเชียงรายคือมลพิษมาจากนอกพรมแดน ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนกว่าและต้องผสานทั้งวิศวกรรมและการทูตไปพร้อมกัน


จากวิกฤตน้ำกก สู่ความมั่นคงทางน้ำแห่งอนาคต

โครงการแม่น้ำลาวที่กำลังเดินหน้าอยู่นี้คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมที่สุดต่อวิกฤตน้ำปนเปื้อนที่เขย่าความเชื่อมั่นของชาวเชียงรายมาตลอดหลายปี ด้วยกำลังผลิต 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โครงข่ายท่อกว่า 220 กิโลเมตร และการครอบคลุม 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ นี่คือการลงทุนเพื่ออีก 20 ปีข้างหน้าของคนเชียงราย
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 ชาวเชียงรายจะได้น้ำสะอาดที่ผลิตจากแหล่งน้ำที่อยู่ภายในอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อีกฝั่งชายแดนที่ควบคุมไม่ได้ และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชียงรายจะไม่ใช่แค่จังหวัดที่รับมือกับวิกฤต แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการจัดการความมั่นคงทางน้ำในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนกลายเป็นภัยคุกคามของศตวรรษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผลการศึกษาการสะสมสารหนูในประชากรริมแม่น้ำกก เผยแพร่เดือนกุมภาพันธ์ 2569
  • Stimson Center รายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉาน เมียนมา ปี 2568
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย ข้อมูลขอบเขตโครงการ TOR โครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบประปา ฝายแม่ลาว วงเงิน 1,953.088 ล้านบาท
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ข้อมูลคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ปี 2568
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ชุมชนริมน้ำกก จังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านและผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2568-2569
  • กองทัพภาคที่ 3 บันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 จังหวัดเชียงใหม่ กรกฎาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ส่องเศรษฐกิจเชียงรายปี 68 ยอดเงินฝากธนาคารสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท ครองตำแหน่งอันดับ 17 ทั่วไทย

Summary
  • อำเภอเมืองเชียงรายมียอดเงินฝากปี 2568 สูงถึง 50,730 ล้านบาท ติดอันดับ 17 ของไทย

  • ไทย-จีนเห็นชอบเพิ่ม “ด่านแม่สาย” เป็นประตูส่งออกผลไม้ ช่วยลดต้นทุนและระยะทาง

  • เตรียมใช้ระบบ e-Phyto แลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนเป็นประเทศแรกในอาเซียน

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติไหลเข้าไทยทะลุ 11 ล้านคน จีนและไต้หวันแห่เที่ยวเชียงรายคึกคัก

  • เศรษฐกิจเชียงรายโตแกร่งจากฐานการค้าชายแดนและการออมที่มั่นคงในรอบ 10 ปี

เชียงรายตื่น! เงินฝากพุ่ง 5 หมื่นล้าน ด่านแม่สายเปิดประตูส่งผลไม้สู่จีน ขณะนักท่องเที่ยวไหลกลับคึกคัก

เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ตัวเลขเศรษฐกิจรายอำเภอล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณชัดว่า อำเภอเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดนิ่งอีกต่อไป ด้วยยอดเงินฝากรวมกว่า 50,730 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตขึ้นจากปี 2558 ถึง 15,925 ล้านบาท ทำให้จังหวัดเชียงรายก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 17 ของประเทศในกลุ่มอำเภอที่มียอดเงินฝากสูงสุด ไม่นับรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นคือข่าวดีจากโต๊ะเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนแผนที่ส่งออกผลไม้ของภาคเหนือไปตลอดกาล

เชียงรายในแผนที่เศรษฐกิจไทย จุดยืนที่ไม่ใช่แค่ “เมืองรอง”

หลายคนอาจยังภาพเชียงรายในฐานะเมืองเล็กทางภาคเหนือที่ถูกบดบังด้วยแสงของเชียงใหม่ แต่ตัวเลขจากสถิติข้อมูลสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังบอกเรื่องราวที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อำเภอเมืองเชียงราย มียอดเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์สูงถึง 50,730 ล้านบาท ณ ปี 2568 ซึ่งหากนำตัวเลขนี้เทียบกับหัวเมืองที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองนครสวรรค์ที่มียอดเงินฝาก 45,320 ล้านบาท หรืออำเภอปลวกแดง จังหวัดระยองที่อยู่ที่ 43,910 ล้านบาทแล้ว เชียงรายยืนอยู่เหนือทั้งคู่อย่างชัดเจน

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสิบปีก่อนในปี 2558 เงินฝากในอำเภอเมืองเชียงรายเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 15,925 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่ แต่กำลังขยายฐานอย่างมั่นคงผ่านภาคการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรที่เชื่อมต่อกับตลาดจีนโดยตรง

แม่สาย ด่านทองคำที่กำลังจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจที่สุดในรอบเดือนเมษายน 2569 คือผลการประชุมระดับเทคนิคของคณะกรรมการร่วมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ JTC-SPS ไทย–จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ณ กรุงเทพฯ โดยมีนายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนายหยู เซี่ยนเทา รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานศุลกากรจีน หรือ GACC เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายจีน

ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดจากการประชุมครั้งนี้สำหรับจังหวัดเชียงรายคือ ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันให้เพิ่ม “ด่านแม่สาย” เข้าไปในพิธีสารขนส่งผลไม้ทางบกผ่านประเทศที่สามระหว่างไทยกับจีน โดยด่านแม่สายจะทำหน้าที่เป็นประตูนำเข้าและส่งออกผลไม้ไปยังด่านต่าลั่ว มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ซึ่งเดิมเส้นทางนี้ต้องอาศัยด่านอื่นที่อยู่ไกลออกไปเป็นทางผ่านหลัก

นายชัยวัฒน์ให้ความเห็นในการประชุมว่า การเพิ่มด่านแม่สายเข้าไปในพิธีสารครั้งนี้ถือเป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เพราะจะเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ประกอบการในช่วงฤดูส่งออกผลไม้ ลดระยะทาง ลดต้นทุน และช่วยให้ผลไม้สดจากภาคเหนือถึงมือผู้บริโภคชาวจีนได้เร็วและสดกว่าเดิม

ในแต่ละปี เส้นทางการค้าชายแดนที่อำเภอแม่สายถือเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจเชียงราย ทั้งการค้าผลไม้เขตร้อน ลำไย มะม่วง และสินค้าอื่น ๆ ที่ไหลข้ามชายแดนสู่ตลาดจีนรายวัน หากด่านแม่สายสามารถรับการรับรองอย่างเป็นทางการภายใต้พิธีสารนี้ได้เต็มรูปแบบ จะเป็นก้าวกระโดดสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพการค้าของจังหวัดเชียงรายในตลาดโลก

ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ไทยอาจนำหน้าอาเซียน

นอกจากเรื่องด่านแม่สาย ผลการประชุม JTC-SPS ครั้งที่ 9 ยังมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลดีต่อภาคการค้าเกษตรในระยะยาว นั่นคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแผนทดสอบการแลกเปลี่ยนใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สุขอนามัยพืช หรือที่เรียกว่า e-Phyto ร่วมกัน ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีน

ในบริบทของเชียงราย ระบบนี้มีความหมายสูงมากเพราะผู้ส่งออกผลไม้ผ่านด่านแม่สายจะไม่ต้องพึ่งพาเอกสารกระดาษที่ต้องใช้เวลาตรวจสอบและมีความเสี่ยงต่อความล่าช้าในการปล่อยสินค้า ขณะที่จีนยังได้เชิญชวนไทยร่วมพัฒนาระบบ Smart Customs เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายของสินค้าเกษตรที่มีอายุสั้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการผลไม้เชียงรายนี่ไม่ใช่แค่เรื่องสะดวกสบาย แต่คือการประหยัดเงินและลดความเสี่ยงที่จับต้องได้จริง

นักท่องเที่ยวหวนคืน เชียงรายได้อานิสงส์จากกระแสภาคเหนือ

ขณะที่ตัวชี้วัดด้านเงินฝากสะท้อนพลังเศรษฐกิจในระยะยาว ตัวเลขท่องเที่ยวรายสัปดาห์ก็ยืนยันว่าเชียงรายกำลังเก็บเกี่ยวผลจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยโดยรวม รายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ ประจำสัปดาห์ที่ 17 ของปี 2569 ระหว่างวันที่ 20–26 เมษายน 2569 ซึ่งจัดทำโดยกลุ่มสถิติและสารสนเทศการท่องเที่ยวและกีฬา กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นั้นมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสิ้น 536,401 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 71,681 คน หรือร้อยละ 15.42

ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 26 เมษายน 2569 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 11,364,781 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 555,631 ล้านบาท

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติในภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.39 ในสัปดาห์เดียวกัน เชียงรายได้รับอานิสงส์โดยตรงจากกระแสนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันที่กลับมาคึกคัก โดยในสัปดาห์ที่ 17 นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนสูงสุดที่ 102,493 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 37.31 ขณะที่ไต้หวันกระโดดขึ้นมาถึงอันดับ 5 ด้วยจำนวน 18,482 คน เพิ่มขึ้นจากอันดับ 11 ในช่วงก่อนหน้า

กระแสนักท่องเที่ยวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในฤดูร้อนนี้มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจเชียงรายในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปจนถึงการจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดชายแดนซึ่งมีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

เชียงใหม่นำ เชียงรายตาม แต่ช่องว่างกำลังแคบลง

เมื่อพิจารณาภาพรวมของภาคเหนือในแง่ยอดเงินฝาก อำเภอเมืองเชียงใหม่ยังคงครองอันดับหนึ่งของทั้งประเทศ นอกกรุงเทพและปริมณฑล ด้วยยอดเงินฝากสูงถึง 246,478 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ราว 86,155 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 53.74 ซึ่งสะท้อนว่าเชียงใหม่ยังคงเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนืออย่างไม่ต้องสงสัย

แต่หากวิเคราะห์อัตราการเติบโตสัมพัทธ์ในระยะ 10 ปี อำเภอเมืองเชียงรายเติบโตขึ้นคิดเป็นสัดส่วนที่ไม่ด้อยกว่ากัน โดยจากฐานเงินฝากที่ต่ำกว่า เชียงรายมีพื้นที่ขยายตัวอีกมากหากโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และภาคเกษตรแปรรูปสามารถพัฒนาต่อเนื่องได้ตามแนวทางที่กำลังดำเนินอยู่

เมื่อเปรียบเทียบกับหัวเมืองอื่นที่อยู่ในอันดับใกล้เคียงอย่าง อำเภอเมืองอุดรธานี ที่มียอดเงินฝาก 91,250 ล้านบาท หรืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มี 129,710 ล้านบาท เชียงรายยังมีระยะห่างพอสมควร แต่ในแง่ศักยภาพเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ติดพรมแดนทั้งเมียนมาและลาว และมีเส้นทางเชื่อมต่อกับจีนทางบกโดยตรง เชียงรายมีจุดแข็งที่เมืองอื่นในประเทศไม่มี

EEC ยังแกร่ง แต่เหนือก็ไม่ยอมแพ้

ในภาพรวมของประเทศ ข้อมูลยอดเงินฝากระดับอำเภอปี 2568 ยืนยันว่าโซนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงเป็นขั้วเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดนอกกรุงเทพฯ โดยอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โตขึ้นถึงร้อยละ 125.80 จาก 88,557 ล้านบาท เป็น 199,963 ล้านบาท ขณะที่อำเภอเมืองชลบุรีเติบโตร้อยละ 54.82 และอำเภอบางละมุงเติบโตร้อยละ 61.50

แต่ในขณะที่ EEC เติบโตเด่น ภาคเหนือก็ไม่ได้นิ่งเฉย เมืองท่องเที่ยวอย่างอำเภอเมืองภูเก็ตเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเมืองท่องเที่ยวชั้นนำที่ร้อยละ 76.25 ขณะที่เชียงใหม่เติบโตร้อยละ 53.74 และเชียงรายเองก็กำลังขยับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

สัญญาณเตือนจากตะวันออกกลาง ที่เชียงรายต้องเฝ้าระวัง

ท่ามกลางตัวเลขเชิงบวก รายงานการท่องเที่ยวสัปดาห์ที่ 17 ยังระบุถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรปลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 6.32 อยู่ที่ 110,072 คน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางแม้ว่าในสัปดาห์นั้นจะบวกร้อยละ 20.66 แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังติดลบสะสมถึงร้อยละ 31.65 อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้น

สำหรับเชียงราย ตลาดนักท่องเที่ยวหลักยังคงเป็นกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือที่เติบโตแข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบจากตลาดตะวันออกกลางและยุโรปที่อ่อนตัวลงมีผลต่อเชียงรายน้อยกว่าจุดหมายอื่นในประเทศที่พึ่งพาตลาดตะวันตกมากกว่า

มองไปข้างหน้า เชียงรายและโอกาสที่กำลังประกอบร่างขึ้น

ทุกสัญญาณที่ปรากฏอยู่ในข้อมูลช่วงเดือนเมษายน 2569 กำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกัน เชียงรายไม่ใช่แค่จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างแท้จริง ด้วยโครงสร้างที่ประกอบด้วยการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การค้าชายแดนที่กำลังได้รับการสนับสนุนจากกรอบสนธิสัญญาระดับรัฐ และยอดเงินฝากที่เติบโตสะท้อนการสะสมความมั่งคั่งในชุมชน

การเพิ่มด่านแม่สายเข้าสู่พิธีสารผลไม้ไทย–จีน หากดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าที่ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในเชียงรายโดยตรง ลดระยะทาง เพิ่มความเร็ว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ไร่จนถึงตลาดในจีน

ในขณะเดียวกัน ระบบ e-Phyto และ Smart Customs ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาร่วมกันระหว่างไทยกับจีน จะเป็นตัวแปรที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการค้าชายแดนในระยะยาว และหากไทยสามารถเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เชื่อมระบบใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์กับจีนได้สำเร็จ เชียงรายในฐานะด่านหน้าของเส้นทางนี้จะเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ไทย-ลาว ยกระดับความร่วมมือแก้หมอกควันข้ามแดน ดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร

Summary
  • ไทย-ลาว หารือยกระดับแก้หมอกควันข้ามแดน ณ เวียงจันทน์ มุ่งเป้าลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ชายแดน

  • เตรียมลงนาม MOU ใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มดาวเทียมติดตามจุดความร้อนแบบ Real-time

  • ดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อคุมเข้มการเผาป่า

  • ก.เกษตรฯ เสนอแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟและไม้ผลมูลค่าสูงในพื้นที่ต้นลม

  • อบจ.เชียงราย ขยับงานสาธารณสุขท้องถิ่นรองรับผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นควันอย่างบูรณาการ

ไทย–ลาวขยับแผนแก้หมอกควันข้ามแดน เชียงรายจับตา MOU ใหม่ หวังเปลี่ยนไฟป่าเป็นทางออกยั่งยืน

ประเทศไทย, 29 เมษายน 2569 – ในวันที่ปัญหา หมอกควันข้ามแดน ยังไม่คลายจากความทรงจำของคนเหนือ โดยเฉพาะชาวเชียงรายที่ต้องอยู่กับ ฝุ่น PM2.5 เชียงราย แทบทุกฤดูเผา ความเคลื่อนไหวที่นครหลวงเวียงจันทน์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพการเยือนทางการทูต หากเป็นสัญญาณว่าการแก้ปัญหาที่เคยติดอยู่ในกรอบ “ต่างคนต่างรับมือ” กำลังถูกผลักเข้าสู่รูปแบบความร่วมมือที่จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง

ช่วงเช้าวันที่ 29 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารและเอกอัครราชทูตไทยประจำนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อหารือกับดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะเข้าพบนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในช่วงบ่าย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

จากการเจรจาระดับรัฐ สู่โจทย์ที่คนเชียงรายหายใจอยู่ทุกวัน

สำหรับคนในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สาย เชียงของ และเมืองเชียงราย ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสิ่งแวดล้อม หากเป็นเรื่องของสุขภาพ การทำมาหากิน และภาพรวมเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ถูกกดทับเป็นลูกโซ่ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานค่าฝุ่นในหลายจุดของเชียงรายเกินมาตรฐานอย่างหนัก โดยอำเภอเชียงของแตะ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 213.8 และเขตเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ดีว่า เหตุใดคำว่า ไทย ลาว ร่วมแก้หมอกควันข้ามแดน จึงไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูบนเอกสารทางการ เพราะหากไฟป่าหรือการเผาในพื้นที่ต้นลมยังดำเนินต่อไป เมืองชายแดนไทยก็ต้องรับผลโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้จังหวัดเชียงรายพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่สามารถปิดกั้นฝุ่นที่ลอยข้ามพรมแดนตามทิศทางลมได้ทั้งหมด เรื่องนี้ทำให้การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านมีความหมายเทียบได้กับการ “ดับไฟตั้งแต่ต้นลม” มากกว่าการรอฉีดน้ำตอนควันลอยมาถึงปลายทางแล้ว

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่กำลังถูกเร่งให้ลงมือจริง

กรอบ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ไม่ใช่แนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ร่วมกับผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา โดยมีเป้าหมายผลักดันการแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดนในอาเซียน ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายเองก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมของยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยมีผู้แทนไทย ลาว เมียนมา และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รับผลกระทบ แต่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วย

การเยือน สปป.ลาว ครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการต่อยอดจากกรอบที่มีอยู่เดิม ให้ขยับจากเวทีเปิดตัวและการหารือทั่วไป ไปสู่ข้อตกลงที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และระบบติดตามต้นทางของการเผา

สี่เครื่องมือที่ถูกยกขึ้นบนโต๊ะหารือ

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้อยู่ที่การทำให้ความร่วมมือเดินหน้าได้จริงในภาคสนาม ไม่ใช่หยุดอยู่แค่คำประกาศร่วม ทั้งสองฝ่ายหยิบประเด็นสำคัญขึ้นมาหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและฝุ่น PM2.5 ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ไปจนถึงการจัดทำ MOU ฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของ สปป.ลาว ที่เปลี่ยนไป

ในทางปฏิบัติ เครื่องมือเหล่านี้สำคัญมาก เพราะปัญหา ไฟป่าภาคเหนือ และ หมอกควันข้ามแดน ไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งไฟในป่า การเผาเศษวัสดุเกษตร การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน และข้อจำกัดด้านข้อมูลข้ามประเทศ หากไม่มีข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันได้แบบใกล้เวลาจริง เจ้าหน้าที่ปลายทางอย่างเชียงรายก็จะรู้ตัวช้าเสมอว่าฝุ่นก้อนใหม่กำลังมาเมื่อไรและมาจากไหน

การที่ทั้งสองฝ่ายพูดถึงแพลตฟอร์มข้อมูลร่วมและการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จึงนับเป็นจุดสำคัญ เพราะนั่นคือการเปลี่ยนปัญหาจากเรื่องที่เคยถกเถียงกันด้วยความรู้สึก ไปสู่การจัดการบนฐานข้อมูลเดียวกันมากขึ้น

Traceability และ Zero Burning คือคำสำคัญที่ภาคเกษตรต้องจับตา

อีกคำที่น่าจับตาในครั้งนี้คือ Traceability หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงจรฝุ่นภาคเหนือ การผลักดันระบบนี้หมายถึงความพยายามทำให้รัฐและตลาดรู้ได้ว่าสินค้าเกษตรมาจากแปลงใด ผ่านกระบวนการผลิตแบบไหน และเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่ ซึ่งหากทำได้จริง จะกระทบตั้งแต่พฤติกรรมผู้ผลิตไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง

แนวคิดนี้สอดรับกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบ GAP Zero Burning ที่ถูกหยิบขึ้นมาคู่กัน เพราะการห้ามเผาอย่างเดียวโดยไม่สร้างทางเลือกใหม่ ย่อมทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม เหมือนบอกให้หยุดใช้วิธีเก่า แต่ยังไม่บอกชัดว่าจะอยู่รอดด้วยวิธีใหม่อย่างไร ข่าวการเยือนลาวครั้งนี้จึงน่าสนใจตรงที่เริ่มพูดถึงทั้ง “การคุม” และ “การเปลี่ยนผ่าน” ไปพร้อมกัน

เชียงรายกำลังถูกผลักจากพื้นที่รับควัน ไปสู่พื้นที่ทดลองเปลี่ยนพืช

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเปิดเผยแผนการลงนาม MOU ร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน ควบคู่กับการช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่กาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูง

คำพูดของปิยะรัฐชย์มีน้ำหนักตรงที่ไม่ได้พูดเพียงเรื่องปลายทางของโครงการ แต่ย้ำเรื่อง “จังหวะเวลา” ว่า 8 เดือนที่อากาศดีคือช่วงเดียวที่ต้องเร่งเตรียมดิน ถ่ายทอดความรู้ และเปลี่ยนวงจรการผลิต ก่อนที่อีก 4 เดือนของฤดูปัญหาจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แนวคิดนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนความจริงที่เชียงรายรู้ดี คือทุกปีเมื่อฝุ่นลด ผู้คนมักรู้สึกว่าปัญหาจบแล้ว แต่ในเชิงนโยบาย นั่นต่างหากคือช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด

ถ้ามองให้เห็นภาพง่ายขึ้น การแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดน แบบยั่งยืนก็ไม่ต่างจากการซ่อมหลังคาก่อนฝนมา ไม่ใช่รอให้ฝนตกแล้วค่อยหาผ้าใบคลุม การเปลี่ยนพืช การจัดหาตลาดรองรับ การลดต้นทุนให้เกษตรกร และการทำให้รายได้ใหม่มั่นคงพอ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า MOU เหล่านี้จะมีผลจริงหรือกลายเป็นเพียงภาพข่าวอีกหนึ่งวัน

เรื่องของอากาศ สุดท้ายกลับไปจบที่เรื่องรายได้ชาวบ้าน

แก่นแท้ของปัญหาในภาคเหนือไม่ใช่เพียงการเผา แต่เป็นเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ยังผูกกับพืชและวิธีผลิตแบบเดิม หากการปลูกข้าวโพดยังให้รายได้ที่แน่นอนกว่า เกษตรกรจำนวนมากก็ย่อมลังเลที่จะเปลี่ยน แม้รู้ดีว่าการเผาส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การพูดถึงกาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูงจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐเริ่มมองปัญหานี้เกินกว่าการดับไฟเฉพาะหน้า และหันมามองทางเลือกทางเศรษฐกิจของชุมชนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คำถามที่ยังต้องติดตามคือ ทางเลือกใหม่จะมีตลาดจริงหรือไม่ ใครจะรับซื้อ ผลผลิตต้องใช้เวลากี่ปีจึงสร้างรายได้ และช่วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนพืช รัฐจะช่วยชาวบ้านอย่างไร เพราะถ้าขาดคำตอบในจุดนี้ การเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่พืชมูลค่าสูงอาจฟังดีในเอกสาร แต่ยากจะเกิดขึ้นจริงในไร่ของเกษตรกร

อบจ.เชียงรายขยับพร้อมกันด้านสุขภาพ เพราะฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

ในอีกวงหนึ่งของเชียงราย วันเดียวกันนี้ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ประชุมคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นและบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

แม้การประชุมนี้ไม่ได้ว่าด้วยฝุ่นอย่างตรงตัวทุกบรรทัด แต่ในบริบทเชียงราย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าท้องถิ่นเริ่มมองปัญหาสุขภาพชุมชนแบบเชื่อมโยงมากขึ้น ไม่ใช่มอง ฝุ่น PM2.5 เชียงราย เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบสาธารณสุข การเข้าถึงบริการ การป้องกันกลุ่มเปราะบาง และการรับมือผลกระทบสะสมในระยะยาว

เมื่อประกอบเข้ากับการหารือไทย–ลาวในเวียงจันทน์ ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่า การแก้ปัญหาหมอกควันในเชียงรายกำลังขยับสองขาไปพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการปิดช่องโหว่ต้นทางของฝุ่น อีกขาหนึ่งคือการเสริมระบบรองรับผลกระทบปลายทางให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหาได้ปลอดภัยขึ้น

MOU ใหม่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่วันลงนาม

การยกระดับความร่วมมือไทย–ลาวในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ และมีน้ำหนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะมีทั้งการพูดถึงข้อมูล จุดความร้อน ดาวเทียม บุคลากร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปรับ MOU ให้ทันสถานการณ์จริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ก็เตือนให้เห็นความจริงว่า เอกสารไม่เคยดับฝุ่นได้ด้วยตัวเอง

บททดสอบแท้จริงจะอยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อภาคเหนือเข้าสู่รอบใหม่ของฤดูเผา หากปีหน้าเชียงรายยังเผชิญค่าฝุ่นระดับวิกฤตเหมือนเดิม คำถามก็จะย้อนกลับมาทันทีว่า ความร่วมมือที่ลงนามไว้ได้เปลี่ยนอะไรจริงบ้าง แต่ถ้าระบบข้อมูลเร็วขึ้น จุดความร้อนลดลง การเผาในพื้นที่เสี่ยงถูกควบคุมได้ดีขึ้น และเกษตรกรเริ่มมีทางเลือกใหม่ที่ทำกินได้จริง นั่นต่างหากจะเป็นคำตอบที่มีความหมายกว่าถ้อยแถลงทั้งหมด

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของนโยบายหมอกควันภาคเหนือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายมักถูกมองเป็นเมืองปลายทางของผลกระทบ ทั้งจากควันข้ามแดน ไฟป่าในแนวเขา และเศรษฐกิจชายแดนที่ผันผวน แต่ความเคลื่อนไหวในวันที่ 29 เมษายน 2569 ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอาจกำลังขยับจาก “พื้นที่รับผล” ไปเป็น “พื้นที่กำหนดทิศทาง” ของการแก้ปัญหาในภาคเหนือ ทั้งในฐานะจังหวัดชายแดนที่มีเสียงดังพอจะผลักประเด็นนี้ขึ้นสู่ระดับภูมิภาค และในฐานะพื้นที่ทดลองของแนวคิดเปลี่ยนเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อลดไฟและฝุ่นในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าข่าวรายวัน การเยือน สปป.ลาวของรัฐมนตรีไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเรื่องอนาคตของอากาศที่คนเชียงรายจะต้องหายใจในปีหน้า และปีต่อ ๆ ไปด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ENVIRONMENT

อากาศแปรปรวนระดับโลกพ่นพิษพายุแม่สาย เตือนผังเมืองยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่แบ่งสีที่ดินแต่ต้องรับมือภัยพิบัติได้จริง

Summary
  • พายุฤดูร้อนถล่มแม่สายทำเสาไฟล้มและยอดฉัตรพระธาตุดอยเวาหักโค่น สะท้อนอากาศสุดขีดระดับภูมิภาค

  • จีนตอนใต้และเอเชียใต้เผชิญฝนหนักและคลื่นความร้อนรุนแรงในเวลาเดียวกัน ชี้โลกเข้าสู่ยุคแปรปรวนหนัก

  • ผู้เชี่ยวชาญจี้ไทยรื้อระบบผังเมืองเชียงราย ให้เน้นการจัดการภัยพิบัติมากกว่าแค่การแบ่งโซนสีที่ดิน

  • เสนอปรับมาตรฐานวิศวกรรมสิ่งปลูกสร้างสาธารณะและศาสนสถานให้รับแรงลมและพายุที่แรงขึ้นได้จริง

  • ยกระดับระบบเตือนภัยให้เข้าถึงระดับชุมชนและเข้าใจง่าย เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจท่องเที่ยว

วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขีดจากจีนถึงแม่สาย พายุฤดูร้อนเชียงรายเตือนผังเมืองไทยต้องเปลี่ยน

เชียงราย, 29 เมษายน 2569 – ปลายเดือนเมษายนปีนี้ โลกไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนแบบแผ่วเบาอีกต่อไป แต่ส่งมาเป็นภาพของฝนหนักผิดฤดู น้ำหลากฉับพลัน คลื่นความร้อนรุนแรง และพายุที่เข้ามากระแทกพื้นที่เปราะบางแทบพร้อมกันในหลายภูมิภาค จากจีนตอนใต้ เอเชียใต้ ไปจนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจดูเหมือนแยกกันคนละประเทศ คนละภูมิประเทศ แต่เมื่อมองลึกลงไป ทุกจุดกำลังสะท้อนเรื่องเดียวกัน นั่นคือโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ สภาพอากาศสุดขีด ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ทีละน้อย

เอเชียกำลังเผชิญสภาพอากาศที่แกว่งรุนแรงกว่าเดิม

ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน จีนตอนใต้ต้องเร่งตั้งรับฝนหนักในหลายมณฑล รัฐบาลจีนเผยว่าพื้นที่เสี่ยงทางตอนใต้ต้องเพิ่มความพร้อมรับมือฝนหนัก และกำชับให้อ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต้องรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อกันความเสี่ยงจากน้ำเกินความจุและเหตุฉุกเฉินปลายน้ำ ขณะเดียวกัน รายงานติดตามสภาพอากาศระบุว่าหลายพื้นที่ในกว่างซี กวางตุ้ง ฝูเจี้ยน เจ้อเจียง เจียงซี และหูหนาน มีแนวโน้มได้รับฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร และบางจุดอาจสูงถึง 150 ถึง 200 มิลลิเมตรในช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอจะสร้างแรงกดดันต่อเมือง ระบบระบายน้ำ และแหล่งเก็บกักน้ำอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่ากังวลยิ่งกว่าเดิม คือบางพื้นที่ของจีนไม่ได้อยู่ในฤดูฝนเต็มตัวตามปฏิทินมรสุม แต่กลับเผชิญปริมาณฝนระดับรุนแรงเร็วกว่าที่เคย AP รายงานว่าเมืองชินโจวในกว่างซีมีฝนเกิน 270 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของเดือนเมษายนในพื้นที่ดังกล่าว และผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นระบุว่าฝนลักษณะนี้มักเกิดหลังมรสุมฤดูร้อนเริ่มต้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม ไม่ใช่ปลายเมษายนอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “ฤดูกาล” ที่มนุษย์คุ้นเคยกำลังสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ฝนถล่มบางแห่ง แต่บางแห่งกลับร้อนถึงระดับอันตราย

ในเวลาใกล้กัน เอเชียใต้อีกฝั่งหนึ่งกำลังรับมือกับความสุดขีดอีกแบบ คือฝนหนักในบางพื้นที่ และคลื่นความร้อนในบางพื้นที่พร้อมกัน รายงานสภาพอากาศที่แนบมาและการติดตามจากสื่อต่างประเทศระบุว่า บังกลาเทศ เมียนมาตอนเหนือ และพื้นที่อย่างนาคาแลนด์ มณีปุระ และอัสสัมของอินเดีย มีแนวโน้มเผชิญฝนหนักมาก โดยบางจุดอาจเกิน 400 มิลลิเมตร ขณะที่อินเดียตอนกลางและตอนเหนือกลับมีอุณหภูมิแตะ 45 องศาเซลเซียส พร้อมความชื้นและรังสีอัลตราไวโอเลตในระดับอันตราย

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียในช่วงปลายเดือนเมษายนยืนยันว่า มีแนวโน้มเกิดภาวะคลื่นความร้อนในบางส่วนของอินเดียตอนกลางและตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงปลายเดือน ขณะที่รายงานติดตามสภาพอากาศยังพบอุณหภูมิสูงระดับ 45 องศาในหลายพื้นที่ก่อนพายุฝนฟ้าคะนองจะเริ่มช่วยลดความร้อนบางส่วน ความหมายของตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ร้อนจัด แต่คือการที่ร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างรวดเร็วต่อภาวะลมแดด ขาดน้ำ และปัญหาหัวใจ

ความปั่นป่วนไม่ได้หยุดแค่เอเชีย

รายงานที่แนบมายังชี้ให้เห็นตัวอย่างจากไนจีเรียและแคนาดา ซึ่งแม้เป็นคนละภูมิอากาศ แต่ก็เผชิญความผิดปกติในแบบของตัวเอง เมืองจาลิงโกของไนจีเรียได้รับผลกระทบจากฝนหนักและระบบระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะที่แคนาดาตอนกลางและตะวันตกเจออากาศหนาวผิดฤดู มีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปลายเมษายนถึง 15 องศาเซลเซียส และบางเมืองมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในเวลากลางวัน

หากมองแบบผิวเผิน เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูไม่เกี่ยวกัน แต่หากมองในเชิงภูมิอากาศ มันกำลังสะท้อนปรากฏการณ์เดียวกัน คือระบบอากาศโลกกำลังแปรปรวนรุนแรงขึ้น ฝนไม่ได้ตกในรูปแบบเดิม ความร้อนไม่ได้ขึ้นตามฤดูกาลเดิม และความหนาวผิดฤดูก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินคาดอีกต่อไป เมื่อความผันผวนเหล่านี้เกิดถี่ขึ้น เมืองที่ออกแบบบนสมมติฐานอากาศ “แบบเดิม” ย่อมเปราะบางขึ้นโดยอัตโนมัติ

แม่สายไม่ได้เจอเพียงพายุ แต่เจอคำถามเรื่องความพร้อมของเมือง

ภาพที่ทำให้เรื่องนี้ใกล้ตัวคนเชียงรายที่สุด คือเหตุพายุฤดูร้อนในอำเภอแม่สายเมื่อค่ำวันที่ 27 เมษายน 2569 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า พายุฤดูร้อนพัดรุนแรงจนเสาวิทยุสื่อสารล้มทับสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและกีดขวางการจราจรบนถนนพหลโยธินสายหลัก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเร่งเปิดทางสัญจรและประสานการไฟฟ้าเข้าซ่อมแซมทันที

แต่สำหรับคนเชียงราย เหตุการณ์ที่สะเทือนใจมากกว่าภาพเสาไฟหรือทางสัญจร อาจเป็นความเสียหายที่วัดพระธาตุดอยเวา หนึ่งในจุดยึดโยงทางศรัทธาและการท่องเที่ยวของแม่สาย ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา พายุทำให้ยอดฉัตรขององค์พระธาตุหักโค่นลงมา ขณะที่พื้นที่บริเวณวัดได้รับความเสียหาย และ Sky Walk เหนือสุดในสยามต้องปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบโครงสร้างความแข็งแรงก่อนเปิดใช้งานอีกครั้ง

เหตุการณ์นี้มีความหมายมากกว่าความเสียหายต่อสถานที่ เพราะพระธาตุดอยเวาไม่ได้เป็นเพียงจุดชมวิวหรือแลนด์มาร์กท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ทางศรัทธาที่อยู่ในความทรงจำของคนแม่สายและคนเชียงรายจำนวนมาก เมื่อสถานที่เช่นนี้ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนอย่างรุนแรง คำถามจึงไม่ใช่เพียงจะซ่อมเมื่อไร แต่คือเหตุใดแรงลมในยุคนี้จึงสามารถสร้างความเสียหายกับโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์และโครงสร้างท่องเที่ยวได้มากขนาดนี้

วิกฤตพายุแม่สายกำลังเตือนเรื่องมาตรฐานโครงสร้างและการจัดการพื้นที่

หากย้อนดูเฉพาะในพื้นที่แม่สาย จะพบว่าจังหวัดไม่ได้ไม่รู้ความเสี่ยงมาก่อน ก่อนหน้านี้เชียงรายมีการเตรียมความพร้อมเรื่องอุทกภัยแม่สาย โดยเน้นระบบเตือนภัยล่วงหน้า การป้องกันน้ำท่วม การปรับปรุงคันกั้นน้ำ การรื้อสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และการขุดลอกลำน้ำเพื่อรับมือฤดูฝน นั่นแปลว่าในเชิงนโยบาย พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นจุดเสี่ยงอยู่แล้ว เพียงแต่ภัยที่มาในครั้งนี้ไม่ใช่น้ำหลากอย่างเดียว แต่เป็นพายุฤดูร้อนที่กระแทกโครงสร้างเมืองอย่างฉับพลัน

สิ่งที่พายุแม่สายกำลังบอกจึงไม่ใช่แค่เรื่องการซ่อมแซม แต่คือการทบทวนว่าเกณฑ์การออกแบบสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่ท่องเที่ยว ศาสนสถาน จุดชมวิว และโครงสร้างบริการสาธารณะในภาคเหนือ ยังอยู่บนสมมติฐานสภาพอากาศแบบเก่าเกินไปหรือไม่ หากแรงลมและฝนในอนาคตรุนแรงขึ้นอีก การซ่อมแบบเดิมอาจเพียงพอแค่คืนสภาพ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันเหตุซ้ำ

ภาพ : พระอภิชาติ ศรีพุ่ม (ตุ๊ปี่ชาติ)

ผังเมืองเชียงรายจึงไม่ควรเป็นแค่เรื่องสีของที่ดิน

จังหวะที่เกิดพายุแม่สาย มีความเคลื่อนไหวสำคัญในกรุงเทพฯ พอดี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 คณะกรรมการผังเมืองประชุมครั้งที่ 4/2569 โดยมีนายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ที่ประชุมให้ความเห็นชอบผังเมืองรวมเมืองโพธาราม และเร่งพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผังเมืองรวมชุมชนเกาะสีชังและผังเมืองรวมเมืองเชียงราย

ในสายตาคนทั่วไป ข่าวผังเมืองอาจดูเป็นเรื่องเทคนิคและไกลตัว แต่หากเชื่อมกับเหตุการณ์แม่สาย มันกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพราะ ผังเมืองเชียงราย จะเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตของเมืองจะสร้างบ้าน โรงแรม ศูนย์การค้า ถนน ระบบระบายน้ำ และเขตพัฒนาใหม่อย่างไร หากผังเมืองยังคิดแค่เรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย การพาณิชย์ หรือการท่องเที่ยว โดยไม่ผูกกับแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ เมืองก็อาจขยายตัวเร็วขึ้นพร้อมกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มากขึ้นเช่นกัน

ในเอกสารที่ผู้ใช้แนบมา มีการตั้งข้อสังเกตตรงประเด็นว่า ผังเมืองยุคใหม่ต้องไม่เป็นเพียงการแบ่งสีพื้นที่ แต่ควรคำนึงถึงเขตเสี่ยงภัย ระยะถอยร่นจากพื้นที่อ่อนไหว การระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น พื้นที่ซับน้ำหรือแนวคิด Sponge City ที่จีนพยายามใช้เพื่อลดแรงปะทะของน้ำในเมือง เมื่อดูจากสถานการณ์ในแม่สาย ข้อเสนอเช่นนี้จึงไม่ใช่แนวคิดสวยหรู แต่กำลังกลายเป็นความจำเป็นเชิงปฏิบัติ

บทเรียนจากจีนและแม่สายชี้ไปในทิศทางเดียวกัน

สิ่งที่จีนทำในช่วงฝนหนัก คือการเชื่อมข้อมูลอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา และการบริหารอ่างเก็บน้ำเข้าด้วยกัน แล้วออกมาตรการเชิงรุกให้พร่องน้ำในแหล่งเสี่ยงก่อนเกิดเหตุหนัก นี่เป็นตัวอย่างของการจัดการภัยพิบัติที่ไม่ได้รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ แต่เริ่มจากการยอมรับก่อนว่าอากาศสุดขั้วจะเกิดขึ้นได้จริง และเมืองต้องเผื่อพื้นที่ เผื่อเวลา และเผื่อโครงสร้างไว้รองรับ

แม่สายเองก็มีบทเรียนคล้ายกัน หากมองย้อนหลัง พื้นที่นี้ต้องรับมือทั้งน้ำท่วม ความเสี่ยงลำน้ำชายแดน และล่าสุดพายุฤดูร้อนที่ทำลายโครงสร้างสำคัญ คำถามจึงไม่ควรหยุดแค่ใครจะซ่อมวัด ใครจะเปิด Sky Walk เมื่อไร หรือใครจะตัดต้นไม้ที่ล้มขวางทาง แต่ควรถามต่อว่าเมืองชายแดนอย่างแม่สายจะออกแบบตัวเองใหม่อย่างไรให้รับมือทั้งน้ำ ลม ดินถล่ม ไฟฟ้าดับ และการหยุดชะงักของการท่องเที่ยวได้พร้อมกัน

สามเรื่องที่ไทยควรรีบทำก่อนภัยพิบัติครั้งต่อไปจะมาเร็วกว่าที่คิด

เรื่องแรก คือการทบทวนมาตรฐานวิศวกรรมและการออกแบบอาคารในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคเหนือที่เริ่มเผชิญพายุฤดูร้อนถี่และแรงขึ้น สิ่งปลูกสร้างเชิงศรัทธา จุดชมวิว สิ่งอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว และอาคารสาธารณะควรได้รับการประเมินความสามารถรับแรงลมและแรงกระแทกใหม่ ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยซ่อมตามรอบ

เรื่องที่สอง คือการยกระดับ ผังเมืองรับภัยพิบัติ ให้เป็นสาระหลักของการพัฒนาเมือง ไม่ใช่ภาคผนวกท้ายเอกสาร เมืองเชียงรายและเมืองชายแดนควรมีแผนที่เสี่ยงภัยที่อัปเดตจริง ใช้จริง และเชื่อมกับการอนุญาตก่อสร้าง การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการวางระบบสาธารณูปโภคอย่างจริงจัง

เรื่องที่สาม คือการเชื่อมระบบเตือนภัยให้เร็วและเข้าใกล้ชุมชนกว่านี้ ข้อมูลฝนหนัก พายุ ลมแรง หรือความเสี่ยงน้ำหลาก ควรลงถึงระดับตำบล ชุมชน วัด โรงเรียน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้ทันที ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ประกาศระดับจังหวัดหรือข้อความทางราชการที่กว่าจะถึงมือคนหน้างานก็สายเกินไปแล้ว

แม่สายอาจซ่อมได้เร็ว แต่บทเรียนเรื่องเมืองต้องไม่จบเร็วเกินไป

วัดพระธาตุดอยเวาอาจกลับมาสงบงามอีกครั้ง Sky Walk อาจเปิดได้หลังการตรวจสอบ และระบบไฟฟ้าแม่สายก็อาจกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่ไม่ควรกลับไปเป็นเหมือนเดิม คือวิธีคิดของเราเกี่ยวกับภัยพิบัติ ถ้ายังมองว่าพายุรุนแรงเป็นเรื่องผิดปกติแค่ครั้งคราว เมืองไทยก็จะยังตั้งรับแบบเดิม ซ่อมแบบเดิม และเจ็บซ้ำแบบเดิม

ตรงกันข้าม หากยอมรับว่าพายุแม่สายในปลายเมษายนปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่เชื่อมกับฝนหนักในจีน ความร้อนในอินเดีย และความปั่นป่วนของอากาศทั่วโลก เราจะเห็นชัดขึ้นว่า ภัยพิบัติสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นข่าวแยกส่วนอีกต่อไป แต่มันกำลังเป็นโครงเรื่องใหม่ของการพัฒนาเมืองในศตวรรษนี้

เชียงรายจึงไม่ได้กำลังเจอเพียงพายุลูกหนึ่ง แต่กำลังเจอคำถามสำคัญว่า จะสร้างเมืองอย่างไรให้ยืนอยู่ได้ในโลกที่ลมแรงขึ้น ฝนหนักขึ้น ร้อนจัดขึ้น และคาดเดายากขึ้นทุกปี คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้อยู่ที่แม่สายอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะกล้าเปลี่ยนผังเมือง ระบบเตือนภัย และมาตรฐานโครงสร้างของตัวเองเร็วพอหรือไม่ ก่อนที่ความสุดขีดของอากาศจะกลายเป็นความธรรมดาใหม่ที่แพงเกินกว่าจะซ่อมแซม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : พระอภิชาติ ศรีพุ่ม (ตุ๊ปี่ชาติ)
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการผังเมือง (กระทรวงมหาดไทย)
  • AP News
  • The Guardian
  • India Meteorological Department
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME