Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

แกร็บเผยอินไซต์คนนอนดึกสั่งส้มตำปูปลาร้า 2 แสนจาน สวนทางเชียงรายเร่งกู้สูตรอาหารที่กำลังหายไป

Summary
  • แกร็บเผยยอดใช้บริการคืนวันหยุดพุ่ง 20% โดยช่วง 21.00-00.00 น. คือเวลาทองของคนเมือง

  • ส้มตำปูปลาร้าครองแชมป์อาหารมื้อดึก 2 แสนจาน ส่วนชาไทยยอดสั่งทะลุ 1.2 แสนแก้วต่อปี

  • สินค้า GrabMart ยอดนิยมยามดึกคือมิกเซอร์เครื่องดื่ม สายชาร์จ และถุงยางอนามัยที่มียอดสั่งกว่า 3 แสนชิ้น

  • สำนักงานวัฒนธรรมเชียงรายปิดรับสมัครโครงการ “รสชาติที่หายไป” เพื่ออนุรักษ์เมนูท้องถิ่นเสี่ยงสูญหาย

  • สะท้อนภาพสองขนานระหว่างความเร็วของโลกดิจิทัลและความพยายามรักษาภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เชื่องช้า

ยิ่งดึกยิ่งคึก! Grab เปิดยอดสั่งถุงยาง 3 แสนชิ้นต่อปี พบคนเมืองเน้นสั่งส้มตำ-ชาไทยเยียวยาความเหนื่อย

ประทเศไทย, 30 เมษายน 2569 – ยิ่งดึกยิ่งคึก ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่เป็นภาพสะท้อนพฤติกรรมจริงของผู้คนในเมืองใหญ่ที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาในวันเดียวกันกับที่หน่วยงานวัฒนธรรมในภาคเหนือปิดรับเรื่องราวของอาหารที่กำลังจะเลือนหายไปจากความทรงจำ

คืนสุดท้ายของเดือนเมษายนจึงกลายเป็นจุดตัดของสองโลก โลกหนึ่งเคลื่อนที่เร็วด้วยปลายนิ้วบนสมาร์ตโฟน สั่งส้มตำปูปลาร้าได้ในยี่สิบนาที อีกโลกหนึ่งเคลื่อนที่ช้า พยายามเก็บสูตรแกงแคไก่เมืองไว้ก่อนที่คนรุ่นต่อไปจะลืมวิธีตำน้ำพริกถั่วเน่า

คืนวันศุกร์และเสาร์ยอดเรียกรถพุ่งกว่าวันธรรมดา 20 เปอร์เซ็นต์

แกร็บ ประเทศไทย ผู้นำแพลตฟอร์มเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี เปิดเผยอินไซต์ผู้ใช้บริการช่วงกลางคืนระหว่างเวลา 21.00 น. ถึง 05.00 น. ตลอดปีที่ผ่านมา พบว่าช่วงสุดสัปดาห์คือเวลาทองของการออกไปใช้ชีวิต

อัตราการเรียกรถในคืนวันศุกร์และเสาร์สูงกว่าวันธรรมดาถึง 20 เปอร์เซ็นต์ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของการเดินทางทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืน ทั้งการเรียกรถเพื่อกลับบ้านหลังเลิกงานและการไปต่อยังแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน

นายพนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า การศึกษาพบว่ากลางคืนเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญไม่ต่างจากกลางวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การสั่งอาหารมื้อดึก หรือการซื้อของจำเป็นฉุกเฉิน ความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมงจึงกลายเป็นปัจจัยหลักของคนเมืองยุคนี้ 

สามทุ่มถึงเที่ยงคืนคือไพรม์ไทม์ของคนนอนดึก

ข้อมูลระบุว่าผู้ใช้บริการกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เลือกสั่งอาหารในช่วงสามทุ่มถึงเที่ยงคืน กลุ่มผู้สั่งไม่ได้จำกัดแค่สายปาร์ตี้ แต่ครอบคลุมนักเรียนนักศึกษาที่ทำรายงาน พนักงานออฟฟิศที่ทำงานล่วงเวลา แฟนบอลที่ดูถ่ายทอดสด คอซีรีส์ และเกมเมอร์

มื้อดึกจึงเปลี่ยนสถานะจากการกินแก้หิวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ เป็นช่วงเวลาพักเบรก เป็นรางวัลหลังทำงานเสร็จ หรือเป็นเพื่อนระหว่างดูจอ

ส้มตำปูปลาร้าครองแชมป์สองแสนจานชาไทยตามมาติดๆ

เมนูที่ถูกสั่งมากที่สุดผ่าน GrabFood ในเวลากลางคืนคือส้มตำปูปลาร้า มียอดสั่งมากกว่า 200,000 จานต่อปี รสจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด กลายเป็นตัวช่วยเยียวยาความเหนื่อยล้าของคนนอนดึก

ตามมาด้วยกลุ่มเมนูไก่ที่เป็นสตรีทฟู้ดยอดนิยม ข้าวมันไก่ เบอร์เกอร์ไก่ และไก่ทอด ซึ่งสั่งง่าย กินง่าย และให้พลังงานเร็ว

ด้านเครื่องดื่ม ชาไทยขึ้นแท่นอันดับหนึ่งด้วยยอดสั่งกว่า 120,000 แก้วต่อปี ตามด้วยโกโก้เย็นและชาเขียว สะท้อนว่าคนไทยยังต้องการความหวานมันแบบคุ้นเคยมากกว่ากาแฟเข้มในช่วงดึก 

GrabDriveYourCar ทางเลือกของคนรับผิดชอบหลังเที่ยงคืน

อีกหนึ่งบริการที่เติบโตชัดเจนคือ GrabDriveYourCar บริการคนขับรถยนต์ส่วนตัวมืออาชีพ ความนิยมพุ่งหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท ทองหล่อเอกมัย และเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา ซึ่งเป็นแหล่งรวมบาร์และร้านอาหาร

บริการนี้ตอบโจทย์ตรงประเด็นดื่มแล้วขับ ผู้ใช้ต้องการสนุกเต็มที่แต่ไม่อยากเสี่ยงอุบัติเหตุหรือเสียค่าปรับ จึงเลือกให้คนขับมืออาชีพพากลับบ้านพร้อมรถของตัวเอง

นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกไนท์ไลฟ์ไทยผ่านแอป

ข้อมูลยังชี้ว่าชาวต่างชาติจากจีน อเมริกา และอังกฤษใช้บริการเรียกรถกลางคืนเพิ่มขึ้น นอกจากการเดินทางไปกลับสนามบิน พวกเขามักเรียกรถไปยังแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนชื่อดังอย่างวอล์กกิ้งสตรีทพัทยา วอล์กกิ้งสตรีทบางลา และเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ 

พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับภาพรวมการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ท้องถิ่นแบบเข้าถึงง่าย ไม่ต้องต่อรองราคา และมีข้อมูลเส้นทางชัดเจนบนแอป

ตะกร้ายามดึกจากมิกเซอร์ถึงถุงยางอนามัยสามแสนชิ้น

ฝั่ง GrabMart ร้านสะดวกซื้อออนไลน์ พบว่าสินค้าขายดีที่สุดช่วงกลางคืนคือน้ำดื่ม น้ำอัดลม และโซดา ซึ่งถูกใช้เป็นมิกเซอร์สำหรับปาร์ตี้ที่บ้าน ตามมาด้วยไพ่และเกมการ์ดที่ช่วยสร้างบรรยากาศ

แต่ตัวเลขที่ทำให้หลายคนต้องหยุดอ่านคือถุงยางอนามัย มียอดสั่งซื้อในช่วงกลางคืนมากกว่า 300,000 ชิ้นต่อปี สะท้อนทั้งเรื่องสุขภาวะทางเพศและความต้องการความเป็นส่วนตัวที่สั่งได้โดยไม่ต้องเดินเข้าร้าน

นอกจากนี้ยังมีสินค้าฉุกเฉินสำหรับนักเรียนนักศึกษา เช่น ชุดชาร์จอเนกประสงค์ทั้งหัวและสายชาร์จ และกระดาษ A4 สำหรับพิมพ์รายงานด่วนตอนตีสอง ซึ่งเป็นภาพจำของชีวิตมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สินค้าฮิตกลางดึกคือเครื่องดื่มชูกำลัง ใช้ทั้งเพื่อแก้อาการเจ็ตแล็กและเพื่อยืดเวลาท่องราตรีให้ยาวขึ้น

อีกด้านของคืนเดียวกันที่เชียงรายตามหารสชาติที่กำลังจะหายไป

ในวันเดียวกันที่แกร็บเผยตัวเลขสองแสนจานส้มตำ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายกำลังปิดรับข้อเสนอเมนูอาหารถิ่นที่สูญหาย ใกล้สูญหาย หรือกำลังเลือนหายจากความทรงจำ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับประเทศภายใต้ชื่อรสชาติที่หายไป The Lost Taste และแนวคิด 1 จังหวัด 1 เมนู ซึ่งกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมผลักดันมาต่อเนื่อง โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคมถึง 30 เมษายน 2569

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิซึ่งดำเนินโครงการในแนวทางเดียวกันระบุว่าการรับสมัครครั้งนี้เปิดให้ชุมชน ร้านอาหาร และประชาชนทั่วไปส่งเมนูที่เสี่ยงต่อการสูญหาย เพื่อให้แต่ละสูตรได้รับการบันทึกและยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 

ขณะที่เพจรณรงค์ในนครราชสีมาย้ำเตือนในช่วงโค้งสุดท้ายว่าเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนปิดรับสมัครวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมให้หมายเลขติดต่อสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวก 

เกณฑ์คัดเลือกที่มองไกลกว่าความอร่อย

เชียงรายกำหนดคุณสมบัติชัดเจน เมนูที่เสนอต้องเป็นอาหารไทยพื้นถิ่นของจังหวัด เป็นได้ทั้งอาหารคาว หวาน หรืออาหารว่าง และต้องเป็นเมนูที่หารับประทานได้ยากหรือกำลังจะหายไป

คณะกรรมการจะพิจารณาจากห้าด้านหลักคือ อัตลักษณ์และภูมิปัญญา ความเสี่ยงต่อการสูญหาย การใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณสมุนไพร และการต่อยอดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ผู้สนใจสามารถยื่นแบบฟอร์มได้ที่กลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ชั้น 2 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ถนนเลี่ยงเมืองตะวันตก ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย หรือส่งแบบฟอร์มออนไลน์ผ่านระบบของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่นายอภิชาต กันธิยะเขียว หมายเลข 081 469 4040

จากแกงแคไก่เมืองถึงขนมปาดบทเรียนจากปีก่อน

แม้การคัดเลือกปี 2569 ยังอยู่ในขั้นตอนรับสมัคร แต่ข้อมูลจากปี 2568 ช่วยทำให้เห็นภาพว่าเชียงรายให้ความสำคัญกับอะไร

ในการประชุมคัดเลือกเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่ศาลากลางจังหวัด คณะกรรมการได้เลือก 5 เมนูเด่น ได้แก่ แกงแคไก่เมือง น้ำพริกถั่วเน่า ผัดรากชูหมู ข้าวแรมฟืน และขนมปาด โดยทุกเมนูผ่านเกณฑ์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและสะท้อนเอกลักษณ์การใช้สมุนไพรและวัตถุดิบท้องถิ่น 

เมนูเหล่านี้ไม่ได้ถูกเลือกเพราะหายากเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสามารถเล่าเรื่องวิถีชีวิตคนเหนือได้ ตั้งแต่การเก็บผักริมรั้วมาทำแกงแค ไปจนถึงภูมิปัญญาการถนอมอาหารด้วยถั่วเน่า

เมื่อความเร็วของดิจิทัลสวนทางกับความช้าของภูมิปัญญา

การวางข้อมูลสองชุดไว้ข้างกันทำให้เกิดคำถามที่น่าคิด ตัวเลขจากแกร็บบอกว่าคนไทยสั่งส้มตำปูปลาร้าตอนดึกมากกว่าสองแสนครั้งต่อปี ขณะที่สำนักงานวัฒนธรรมต้องออกประกาศตามหาคนที่ยังจำวิธีทำขนมปาดได้

ส้มตำปูปลาร้าเองก็เป็นอาหารถิ่น แต่เป็นอาหารถิ่นที่ปรับตัวเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลได้สำเร็จ มีร้านเปิดถึงตีสาม มีไรเดอร์พร้อมส่ง มีรูปถ่ายสวยบนแอป ในขณะที่แกงแคไก่เมืองหรือผัดรากชูหมูยังต้องพึ่งความทรงจำของผู้สูงอายุในชุมชน

ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องดีหรือร้าย แต่เป็นสัญญาณว่าพฤติกรรมบริโภคกำลังถูกกำหนดด้วยความสะดวกและการมองเห็นบนหน้าจอ เมนูใดที่ไม่อยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลก็เสี่ยงจะถูกลืมเร็วขึ้น แม้จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าก็ตาม

นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลายคนเคยชี้ว่าโครงการ 1 จังหวัด 1 เมนูพยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการทำให้อาหารที่หายไปกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ไม่ใช่แค่ในตำราอาหาร แต่ในงานเทศกาล ในตลาดท่องเที่ยว และในแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต

คนรุ่นใหม่คือสะพานเชื่อมสองโลก

ข้อมูลจากแกร็บชี้ว่ากลุ่มนักเรียนนักศึกษาเป็นผู้ใช้บริการกลางคืนกลุ่มใหญ่ พวกเขาสั่งกระดาษ A4 ตอนตีหนึ่งและสั่งชาไทยตอนตีสอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาก็คือกลุ่มเป้าหมายที่โครงการรสชาติที่หายไปต้องการดึงเข้ามาเรียนรู้

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิอธิบายในวิดีโอประชาสัมพันธ์ว่าการส่งต่อสูตรอาหารจากผู้สูงอายุสู่คนรุ่นใหม่คือหัวใจของการอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่การได้ถ้วยรางวัลหรือใบประกาศ แต่คือการทำให้ความรู้มีชีวิตต่อไป 

ถ้ามองในเชิงปฏิบัติ นั่นหมายความว่าในอนาคตเราอาจเห็นข้าวแรมฟืนหรือน้ำพริกถั่วเน่าปรากฏบน GrabFood ในหมวดร้านเปิดดึกเช่นเดียวกับส้มตำ หากมีการสนับสนุนด้านการตลาดและการผลิตที่เหมาะสม

เชียงรายในคืนวันที่ 30 เมษายนภาพของเมืองที่ไม่หลับใหล

คืนนี้ในเชียงรายอาจไม่มีวอล์กกิ้งสตรีทที่พลุกพล่านเท่าพัทยา แต่ก็มีนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงสั่งไก่ทอดหลังทำโปรเจกต์เสร็จ มีพนักงานโรงแรมในเมืองเรียกรถกลับบ้านหลังเลิกกะดึก และมีคุณยายในตำบลแม่ยาวที่กำลังเขียนสูตรขนมปาดลงในแบบฟอร์มของสำนักงานวัฒนธรรมก่อนหมดเขตเที่ยงคืน

ทั้งสองภาพเกิดขึ้นพร้อมกันบนเวลาเดียวกัน และทั้งสองภาพต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งต้องการไรเดอร์ที่พร้อมส่งของใน 20 นาที อีกฝ่ายต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ภูมิปัญญาได้ถูกบันทึกโดยไม่ถูกเร่งรีบ

บทสรุปที่ไม่ใช่จุดจบ

ตัวเลขจากแกร็บไม่ได้บอกแค่ว่าคนไทยกินอะไรตอนดึก แต่บอกว่าเมืองไทยกำลังใช้ชีวิต 24 ชั่วโมงอย่างเต็มรูปแบบ การเติบโตของบริการกลางคืน 20 เปอร์เซ็นต์ในวันสุดสัปดาห์ การสั่งถุงยางอนามัยสามแสนชิ้นต่อปี และการสั่งชาร์จโทรศัพท์ตอนตีสาม ล้วนเป็นดัชนีชี้วัดพฤติกรรมใหม่ที่ธุรกิจต้องปรับตัว

ในขณะเดียวกัน ขยายเส้นตายวันที่ 30 เมษายน เป็น 5 พฤษภาคม ของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายก็เป็นดัชนีอีกแบบหนึ่งที่เตือนว่าบางอย่างกำลังจะหมดเวลา หากไม่มีใครจดบันทึก ไม่มีใครทำต่อ เมนูที่เคยอยู่ในครัวของปู่ย่าตายอาจกลายเป็นเพียงชื่อในเอกสาร

ข่าวทั้งสองชิ้นจึงไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เสริมกัน เมืองที่ตื่นตลอดคืนต้องการความสะดวก และเมืองที่ต้องการรักษารากต้องการความตั้งใจ หากสามารถเชื่อมความเร็วของแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ากับความลึกของภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ เชียงรายและจังหวัดอื่น ๆ อาจได้เห็นส้มตำปูปลาร้าสองแสนจานอยู่ร่วมโต๊ะกับแกงแคไก่เมืองในแอปเดียวกันในอนาคตอันใกล้

และนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่ายิ่งดึกยิ่งคึก ไม่ใช่แค่เพราะมีคนสั่งของมากขึ้น แต่เพราะมีเรื่องราวมากขึ้นให้เราเลือกว่าจะจำอะไรไว้ในคืนที่ไม่มีวันหลับใหล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • แกร็บ ประเทศไทย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายและเครือข่ายกรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อัตลักษณ์ชาติพันธุ์คือสินทรัพย์! มฟล. แนะรัฐออกแบบนโยบายยืดหยุ่น หนุนชาติพันธุ์เชียงรายสู้ศึกเศรษฐกิจโลก

Summary
  • มฟล. จัดเสวนา “Living Identities” แก้ปัญหาประชากรไร้สัญชาติ 134,590 คนในเชียงราย

  • ชูแนวคิดเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ให้เป็น “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • เน้นหลักการ “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” เพื่อการปรับตัวในโลกสมัยใหม่

  • เรียกร้องรัฐใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน

  • เชื่อมโยงสิทธิสถานะทางกฎหมายกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามเป้าหมาย SDG

เมื่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไม่ใช่แค่มรดก แต่คือ “ทุน” ที่รอการปลดล็อก มฟล. จุดประกายเสวนา “Living Identities” ชี้ทางรอดประชากร 1.3 แสนคนนอกระบบในเชียงราย

เชียงราย ,27 เมษายน 2569 – ท่ามกลางยอดดอยและสายหมอกที่ปกคลุมเชียงรายในยามเช้า เสียงของนักวิชาการ ตัวแทนชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่าหลายสิบชีวิตได้ดังขึ้นในห้องเสวนาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อถกประเด็นที่ไม่เพียงแต่สะท้อนวิถีชีวิต แต่กำลังกำหนดอนาคตของประชากรกว่า 134,590 คนที่ยังรอการรับรองสถานะทางกฎหมายในจังหวัดแห่งนี้

รากเหง้าที่ถูกมองข้าม กับตัวเลขที่บอกความจริง

ตัวเลขจากประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยรวมทั้งสิ้น 134,590 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด ตามข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สังคมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และในจำนวนนี้ ประมาณ 65% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ใน 18 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด

นี่ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่คือชีวิตของผู้คนที่ตื่นขึ้นมาทุกวันโดยปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนที่รัฐรับรอง ไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขเต็มรูปแบบ ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และยังถูกกีดกันออกจากโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจอีกหลายด้าน

เสียงจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สู่โต๊ะเสวนาที่เกินกว่าแค่วิชาการ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เปิดฉากกิจกรรมเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัติ ประพัฒทอง กล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้บันทึกไว้ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งอาข่า ลาหู่ ลีซู ม้ง เย้า และอีกหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงถูกมองในฐานะ “ผู้อยู่ชายขอบ” ของสังคม

ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” บทเรียนที่ง่ายกว่าการปฏิบัติ

หัวใจสำคัญของการเสวนาวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ควรถูกรักษาไว้หรือปล่อยให้เปลี่ยนแปลง แต่กลับชี้ให้เห็นภาพที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะวิทยากรและผู้เข้าร่วมต่างยืนยันตรงกันว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังผสมผสานอย่างกลมกลืนกับโลกสมัยใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการตั้งคำถามว่า “ความยั่งยืน” ควรหมายความว่าอะไรกันแน่ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมายถึงการ “คงสภาพเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญในเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงหมายถึงการ “ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม” หากชุมชนสามารถปรับตัวได้อย่างมีทิศทาง นั่นคือเส้นทางสู่การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์อย่างมั่นคงและมีพลัง

แนวคิด “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาที่สมดุล นั่นคือการก้าวทันโลกสมัยใหม่ในเวลาเดียวกับที่รักษารากเหง้าทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดสวยงาม แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่บางชุมชนในเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นผลแล้ว

คนรุ่นใหม่กับมรดกที่ไม่ควรกลายเป็นภาระ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจังในวงเสวนาคือทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตนเอง ในอดีต เยาวชนหลายคนรู้สึกว่าการเป็น “ชาวเขา” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” คือสิ่งที่ต้องซ่อนเร้น เพราะสังคมกระแสหลักมักตีตราว่าเป็นความด้อยพัฒนา

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป เมื่อเยาวชนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเองในฐานะ “ทุนสร้างสรรค์” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร งานฝีมือ หรือแม้แต่ดนตรีและศิลปะการแสดงที่มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วงเสวนาเน้นย้ำว่าการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขา “ภูมิใจ” ในรากเหง้าของตนเอง ก่อนที่จะพัฒนาทักษะในการนำทุนนั้นมาสร้างรายได้

พื้นที่ต่างกัน ความต้องการต่างกัน นโยบายเดียวไม่พอ

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการหนึ่งจากการเสวนาครั้งนี้คือการยืนยันว่าไม่มีสูตรสำเร็จรูปสำหรับการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เนื่องจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีมุมมองและบริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างชุมชนอาข่าในพื้นที่ภูเขาสูงของอำเภอแม่ฟ้าหลวง กับชุมชนม้งในพื้นที่กึ่งเมืองของอำเภอเชียงแสน แม้ทั้งสองกลุ่มจะเผชิญกับความท้าทายด้านสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงโอกาสเหมือนกัน แต่ความต้องการในด้านการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการอนุรักษ์วัฒนธรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วงเสวนาจึงเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบนโยบายที่ “ยืดหยุ่นและเหมาะสมเฉพาะพื้นที่” แทนที่จะใช้มาตรการแบบเหมาโหลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะนั่นคือการสร้าง “ความเป็นเจ้าของ” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สิทธิ ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ประเด็นที่ทรงพลังที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการเชื่อมโยงระหว่าง “อัตลักษณ์” กับ “สิทธิ” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแยกกัน แต่ในความเป็นจริงกลับผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 16 ที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง การที่ประชากร 134,590 คนในเชียงรายยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนนั้น ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการรับรองตัวตนของบุคคล

เมื่อคนไม่มีเอกสาร เขาไม่มีตัวตนในสายตาของระบบ และเมื่อไม่มีตัวตน เขาก็ไม่มีสิทธิ และเมื่อไม่มีสิทธิ ศักยภาพของเขาจะถูกจำกัดไว้เพียงการเอาตัวรอดในระบบนอกกฎหมาย นี่คือวังวนที่การเสวนา Living Identities พยายามจะทำลายด้วยกระบวนการทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

บทบาทของวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีที่ขาดไม่ได้

ในการเสวนาครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เข้าร่วมเสวนาในฐานะตัวแทนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อนำเสนอบทบาทของหน่วยงานในด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวปวิชญา รัฐปัญญาภู ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

การมีส่วนร่วมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ภาครัฐพยายามบูรณาการงานชาติพันธุ์เข้ากับนโยบายทางวัฒนธรรมของจังหวัด แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว

นอกจากการเสวนา กิจกรรมในวันนี้ยังประกอบด้วยนิทรรศการแผนที่กระจายตัวกลุ่มชาติพันธุ์ใน 18 อำเภอ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าสำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต เพราะทำให้เห็นภาพรวมของความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของจังหวัด ไม่ใช่เพียงในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อัตลักษณ์คือทุน เมื่อโลกหมุนไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภาพใหญ่ที่การเสวนา Living Identities พยายามสร้างคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ “ชาติพันธุ์” จากการเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ที่ดูล้าสมัย ไปสู่การเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีมูลค่าสูงในยุคของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เชียงรายมีมากกว่า 30 กลุ่มชาติพันธุ์นั้น ไม่ใช่ภาระทางนโยบาย แต่คือสินทรัพย์ที่หายากและไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ใหม่ ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังค้นหาประสบการณ์ที่ “แท้จริง” และ “แตกต่าง” เชียงรายมีสิ่งที่หลายจังหวัดไม่มีคือความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่และพัฒนาต่อเนื่อง

ในบริบทของ SDG 8 ที่ว่าด้วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การดึงประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจะเป็นการปลดล็อกศักยภาพมหาศาลที่ยังถูกกักเก็บไว้ด้วยกำแพงของข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคม

เปรียบเทียบกรณีศึกษา เมื่อโลกนำทางก่อนเรา

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการรับรองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงในแวดวงวิชาการคือนิวซีแลนด์ที่ผนวกวัฒนธรรมเมารีเข้าไปในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ จนสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือแคนาดาที่ให้การรับรองสิทธิชนพื้นเมืองอย่างครอบคลุม จนนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน

ในระดับประเทศไทย กรณีของชุมชนไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีที่ประสบความสำเร็จในการแปลงทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวชุมชน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าเมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรองและส่งเสริมอย่างถูกต้อง มันสามารถกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

ก้าวต่อไป จากห้องเสวนาสู่นโยบายจริง

สิ่งที่ทุกฝ่ายในวงเสวนาวันนี้ต้องการเห็นคือการเดินหน้าจากบทสนทนาในห้องประชุมสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์เชียงราย

หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มฟล. ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงวิชาการเข้ากับความเป็นจริงของชุมชน และการที่งานนี้ดึงนักวิชาการ ภาครัฐ และตัวแทนชาติพันธุ์มาร่วมโต๊ะเดียวกันได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดเสวนายังคงรออยู่ข้างหน้า นั่นคือการแปลงมติและข้อเสนอแนะจากเวทีวิชาการสู่กลไกนโยบายที่มีผลผูกพัน การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และการสร้างระบบติดตามผลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

เมื่ออัตลักษณ์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

134,590 คนในเชียงราย ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าหลังทุกตัวเลขมีชีวิต ความฝัน และศักยภาพที่รอการปลดล็อก

การเสวนา Living Identities ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำตอบสำหรับคำถามที่ซับซ้อนเรื่องชาติพันธุ์ สิทธิ และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่ไหนสักแห่ง แต่อยู่ในชุมชน ในวิถีชีวิต และในเสียงของคนที่ดำรงอัตลักษณ์นั้นมาตลอดชั่วอายุคน

เมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรอง ได้รับการส่งเสริม และได้รับการเปลี่ยนให้กลายเป็นทุน สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในความหมายที่ครอบคลุมที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่าด้วยจำนวนประชากรที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยในจังหวัดเชียงราย รวม 134,590 คน
  • รายงานสถานการณ์สังคม (Social Situation Report) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าด้วยสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ประมาณ 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อมูลว่าด้วยความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 30 กลุ่ม
  • หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารประกอบการเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” วันที่ 27 เมษายน 2569
  • เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 8 (การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม) และ SDG 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เชียงรายต้องเป็นมากกว่าเมืองสวย! ชูแกน “อาหาร-กาแฟ-การเชื่อมต่อ” มัดใจครัวเรือนเดี่ยวและคนทำงานพักใจ

Summary
  • เชียงรายเสียเปรียบด้านท่องเที่ยวจากวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำให้ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นใหม่ทดแทนเสน่ห์อากาศเย็นเดิม

  • ผลสำรวจ Agoda พบ Gen Z ไทย 62% เน้นทริปสั้น 1-3 วัน เพื่อพักผ่อนและควบคุมงบประมาณเป็นหลัก

  • เชียงใหม่ขึ้นแท่นอันดับ 1 เอเชียด้านกิจกรรมอาหาร กดดันเชียงรายต้องชูเอกลักษณ์รสชาติท้องถิ่นที่แตกต่าง

  • พฤติกรรมเดินทางเปลี่ยนสู่ระบบขนส่งสาธารณะ เชียงรายจำเป็นต้องปรับปรุงการเชื่อมต่อสนามบินและย่านท่องเที่ยว

  • โครงสร้างประชากรเกิดต่ำลง ทำให้เชียงรายต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากครอบครัวใหญ่สู่กลุ่มคนโสดและคู่รักที่เที่ยวบ่อย

เชียงรายกำลังเสียแต้มจากสิ่งที่เคยเป็นจุดแข็ง

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ครั้งหนึ่งเชียงรายขายตัวเองได้ด้วยภาพจำที่ชัดมาก เมืองเหนือสุดที่มีอากาศเย็นกว่าเมืองใหญ่ ผู้คนไม่แน่น วิวภูเขาและวัฒนธรรมมีเอกลักษณ์ และการเดินทางมาถึงเหมือนเป็นรางวัลของคนที่อยากหนีความเร่งรีบ แต่ภาพจำนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากฝุ่นควัน เพราะเมื่อ “อากาศ” ซึ่งเคยเป็นต้นทุนสำคัญที่สุดกลับกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง เมืองก็ย่อมเสียเปรียบในเกมการท่องเที่ยวทันที โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางที่มีทางเลือกมากขึ้นและตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรมอีกต่อไป หากสะท้อนผ่านตัวเลขเข้าพักที่ผู้ใช้แนบมาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเชียงราย เชียงใหม่ และน่านอ่อนตัวลงพร้อมกันในเดือนมีนาคม ภาพที่เกิดขึ้นคือ “ความเสียหายเชิงภูมิภาค” ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง และยิ่งเมื่อข้อมูลทางการยังชี้ว่าช่วงกลางเดือนเมษายนค่าฝุ่นในภาคเหนือตอนบนยังสูงเกินมาตรฐานในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความลังเลของนักท่องเที่ยวก็ยิ่งมีเหตุผลรองรับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนมีโรคประจำตัว หรือคนทำงานที่อยากพักสั้น ๆ แล้วกลับไปใช้ชีวิตต่อโดยไม่ต้องเสี่ยงกับสุขภาพ

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้เชียงรายไม่สามารถใช้ตรรกะเดิมว่า “เดี๋ยวถึงฤดูหนาวคนก็กลับมาเอง” ได้อีกต่อไป เมืองที่หวังพึ่งฤดูกาลอย่างเดียวจะเปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ ในโลกที่สภาพอากาศผันผวนและนักท่องเที่ยวมีข้อมูลอยู่ในมือแบบเรียลไทม์ เมื่อภาพฟ้าหม่น ค่าฝุ่นสูง และรีวิวการเดินทางแพร่กระจายเร็วมากบนโซเชียล เมืองท่องเที่ยวจึงต้องแข่งขันกันด้วย “ความเชื่อมั่น” พอ ๆ กับความสวยงาม และเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นแบบใหม่แทนการพึ่งเสน่ห์เดิมเพียงอย่างเดียว

นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ยังอยากเที่ยว แต่เที่ยวด้วยเหตุผลใหม่

ถ้ามองจากมุมของอุปสงค์ สิ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวไม่ได้ถดถอยเสมอไป แต่กำลังปรับรูปแบบ Agoda รายงานว่า 62 เปอร์เซ็นต์ของ Gen Z ไทยวางแผนเดินทางอย่างน้อย 1 ถึง 3 ทริปในปี 2026 และมากกว่า 65 เปอร์เซ็นต์เลือกทริปสั้นเพียง 1 ถึง 3 วัน ขณะที่ 77 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อน 72 เปอร์เซ็นต์ให้ความสำคัญกับงบประมาณ และ 57 เปอร์เซ็นต์ใช้ราคาเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่พัก นอกจากนี้ Agoda ยังระบุในรายงานตลาดไทยว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางไทยมีแนวโน้มเที่ยวในประเทศมากกว่าต่างประเทศ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลายทางรองน่าสนใจขึ้นคือราคา ความปลอดภัย และแรงบันดาลใจจากโซเชียลมีเดีย

ความหมายของข้อมูลชุดนี้สำหรับเชียงรายชัดมาก เมืองไม่จำเป็นต้องรอแต่นักท่องเที่ยวแบบพักยาว 4 คืน 5 คืน หรือรอเฉพาะเทศกาลใหญ่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ตรงกันข้าม เมืองควรออกแบบตัวเองให้รองรับ “ทริปสั้นแต่กลับมาบ่อย” เพราะนี่คือรูปแบบการเดินทางที่กำลังโต โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากรีชาร์จเร็ว ใช้งบคุมได้ และไม่ต้องจัดแผนซับซ้อน จุดขายใหม่ของเชียงรายจึงไม่ควรอยู่ที่การเป็นปลายทางไกลที่ต้องตั้งใจมาครั้งใหญ่เท่านั้น แต่ควรขยับไปเป็นเมืองที่มา 2 คืนได้ มาเสาร์อาทิตย์ได้ มาเพื่อพักใจได้ และมาแล้วรู้สึกคุ้มกับเวลาและเงินที่จ่ายไป

เมื่อมองในกรอบนี้ เชียงรายยังมีโอกาส เพราะเมืองมีต้นทุนที่เหมาะกับทริประยะสั้นอยู่มาก ทั้งกาแฟ ชา งานคราฟต์ วัดร่วมสมัย เมืองเก่า เส้นทางริมโขง ชุมชนบนดอย และอำเภอชายแดนที่ให้อารมณ์ต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ ปัญหาจึงไม่ใช่เชียงราย “ไม่มีอะไรขาย” แต่คือสิ่งที่เชียงรายมี ยังไม่ได้ถูกจัดแพ็กให้ตอบพฤติกรรมการเดินทางแบบใหม่อย่างเฉียบพอ เมืองยังเล่าเรื่องตัวเองแบบกว้างและกระจายเกินไป ในขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังอยากได้คำตอบที่ง่ายขึ้นว่า มาแล้วพักตรงไหน กินอะไร ทำอะไรได้บ้างใน 48 ชั่วโมง

เมื่อเชียงใหม่ชนะด้วยอาหาร เชียงรายยิ่งต้องหาตำแหน่งของตัวเองให้ชัด

อีกสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม คือเชียงใหม่ขึ้นเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของเอเชียด้านกิจกรรมอาหารจากข้อมูลการจองกิจกรรมบน Agoda ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2026 โดยมีกรุงเทพฯ ฮอยอัน โฮจิมินห์ซิตี้ และฮานอยตามมา ขณะเดียวกัน Agoda ยังระบุว่า “ประสบการณ์ด้านอาหาร” ขยับขึ้นมาอยู่ใน 3 แรงจูงใจหลักของนักเดินทางเอเชีย จากเดิมที่อยู่อันดับ 6 ในปีก่อนหน้า นี่คือสัญญาณว่าตลาดไม่ได้มองอาหารเป็นแค่ของประกอบการเดินทางอีกแล้ว แต่อาหารกำลังกลายเป็นเหตุผลหลักของการออกเดินทางเอง

สำหรับเชียงราย นี่คือทั้งแรงกดดันและโอกาสพร้อมกัน แรงกดดันคือเมืองข้างเคียงอย่างเชียงใหม่กำลังยึดตำแหน่ง “เมืองอาหาร” ในระดับภูมิภาคได้แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเชียงรายยังขายภาพกว้าง ๆ เรื่องธรรมชาติ วัด และอากาศดีเพียงอย่างเดียว เมืองก็จะถูกเปรียบเทียบในเกมที่ตัวเองเสียเปรียบ แต่โอกาสคือเชียงรายยังมีทรัพยากรทางรสชาติและวัฒนธรรมอาหารที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน ทั้งกาแฟอาราบิก้าบนพื้นที่สูง ชาจากแม่ฟ้าหลวง อาหารล้านนาเชิงชายแดน วัตถุดิบชาติพันธุ์ และเรื่องเล่าของดอย ชายแดน และแม่น้ำโขง ซึ่งเชียงใหม่ไม่มีเหมือนกัน

ดังนั้น คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเชียงรายจะสู้เชียงใหม่ด้วย “อาหาร” ได้ไหม แต่คือเชียงรายจะทำให้อาหารของตัวเองมี “ประสบการณ์” มากพอจนคนอยากเดินทางมาไหม ถ้าเชียงใหม่ขายคลาสทำอาหารและอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายอาจต้องไปไกลกว่านั้น คือขายการกินในฐานะการเชื่อมผู้คนกับแหล่งปลูก แหล่งคั่ว แหล่งหมัก และชุมชนต้นทาง ยิ่งในวันที่นักท่องเที่ยวอยากได้ของแท้มากขึ้น เมืองที่เชื่อมอาหารกับภูมิประเทศและวิถีชีวิตได้ลึกกว่า ย่อมมีโอกาสยืนอยู่ในตลาดเดียวกันโดยไม่ต้องลอกกัน

การเดินทางกำลังบอกว่า เชียงรายต้องคิดแบบเมืองที่เชื่อมต่อสะดวก ไม่ใช่เมืองที่สวยอย่างเดียว

อีกด้านหนึ่งของโจทย์ คือเรื่องการเข้าถึง กระทรวงคมนาคมสรุปการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 7 วันว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะรวม 17,436,582 คน เพิ่มขึ้น 0.29 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รถเข้าออกกรุงเทพฯ บนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทางลดลง 9.54 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าพฤติกรรมการเดินทางกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งรถส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ระบบขนส่งที่คาดการณ์ได้และเชื่อมต่อได้ง่ายขึ้น

สำหรับภาคเหนือ ตัวเลขผู้ใช้บริการสูงสุดยังอยู่ที่ทางถนน 131,194 คนในช่วงสงกรานต์ 7 วัน ซึ่งชี้ว่า “การเข้าถึงปลายทาง” ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก หากเมืองอยากได้ประโยชน์จากเทรนด์เที่ยวสั้นและเที่ยวบ่อย เมืองต้องไม่ใช่แค่มีสิ่งน่าสนใจ แต่ต้องเข้าถึงง่าย วางแผนง่าย และต่อเชื่อมง่ายด้วย เชียงรายจึงควรคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่การเชื่อมสนามบินกับย่านท่องเที่ยว การเชื่อมสถานีขนส่งกับเมืองสร้างสรรค์ คาเฟ่ ชุมชน และจุดหมายรอง ไปจนถึงแพ็กเกจที่ทำให้คนไม่ต้องใช้รถส่วนตัวก็เที่ยวได้ครบในเวลาจำกัด

หากยังปล่อยให้เชียงรายเป็นเมืองที่ “ต้องมีรถถึงจะเที่ยวสนุก” เมืองก็จะเสียแต้มในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ทันที เพราะคนกลุ่มนี้ให้ค่ากับความง่ายและความยืดหยุ่นพอ ๆ กับความสวยงาม เมืองที่ตอบโจทย์ในอนาคตจึงไม่ใช่แค่เมืองที่มีแลนด์สเคปดี แต่ต้องเป็นเมืองที่จัดการประสบการณ์เดินทางตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางให้ลื่นไหลได้ด้วย และนี่คือจุดที่เชียงรายยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก

คำถามเรื่องประชากรยิ่งทำให้ตลาดท่องเที่ยวต้องเปลี่ยน

ในข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา มีการอ้างตัวเลขจาก World of Statistics ว่าไทยมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลกที่ 0.78 คนต่อผู้หญิง 1 คน ประเด็นนี้ควรระบุอย่างระมัดระวัง เพราะเมื่อตรวจสอบกับฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้กว่าอย่างธนาคารโลกและ Thailand Economic Monitor ยังพบว่าค่าที่ยืนยันได้ล่าสุดของไทยอยู่ราว 1.2 ถึง 1.3 ในปี 2023 ไม่ใช่ 0.78 อย่างไรก็ดี แม้ตัวเลข 0.78 ยังไม่ควรถูกใช้เป็นข้อเท็จจริงตายตัวในตอนนี้ แต่แนวโน้ม “เกิดต่ำมากและสังคมสูงวัยเร็ว” เป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และมีความหมายต่อการท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

ผลกระทบของเรื่องนี้ต่อเชียงรายคือ เมืองไม่ควรคิดตลาดแบบเดิมที่ตั้งอยู่บนภาพครอบครัวใหญ่ พาลูกหลานหลายคนขึ้นเหนือปีละครั้งเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะในโลกของครัวเรือนเล็กลง คู่รักมากขึ้น คนโสดมากขึ้น และคนวัยทำงานเหนื่อยล้าทางอารมณ์มากขึ้น ความต้องการท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตามไปด้วย เมืองที่ยังออกแบบประสบการณ์สำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น จะพลาดตลาดจริงที่กำลังโต คือกลุ่ม 2 คน กลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ และคนที่เดินทางเพื่อพักใจ ไม่ใช่เพื่อทำเช็กลิสต์สถานที่ให้ครบที่สุด

ด้วยเหตุนี้ หากเชียงรายจะปรับจุดขายให้ตรงเวลา เมืองควรขยับภาพลักษณ์จาก “เมืองทริปครอบครัวใหญ่ในหน้าหนาว” ไปสู่ “เมืองพักใจของคนสองคนหรือคนกลุ่มเล็กที่กลับมาได้หลายครั้งในหนึ่งปี” มากขึ้น นี่ไม่ใช่การลดขนาดความฝัน แต่คือการปรับให้สอดรับกับโครงสร้างประชากรและรูปแบบการใช้ชีวิตจริงของตลาดในวันนี้

จุดขายใหม่ของเชียงรายควรอยู่บน 4 แกนที่จับต้องได้

แกนแรกคือ “อากาศและความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้” เพราะในวันที่ฝุ่นเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่น การตลาดแบบสวยงามอย่างเดียวไม่พออีกแล้ว เชียงรายควรคิดเรื่องการสื่อสารข้อมูลอากาศ พื้นที่ปลอดภัย กิจกรรมในร่ม และช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสมอย่างเป็นระบบ เมืองที่กล้ายอมรับปัญหาและจัดการข้อมูลอย่างโปร่งใส จะน่าเชื่อถือกว่าการพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แกนที่สองคือ “ทริปสั้นที่มีความหมายชัด” เช่น 2 วัน 1 คืนสายกาแฟ 3 วัน 2 คืนสายพักใจ ทริปคู่รักริมโขง หรือทริปอาหารและศิลปะร่วมสมัยในเมือง เพราะข้อมูล Agoda ชี้ชัดแล้วว่าคนไทยจำนวนมากอยากเที่ยวแบบสั้น ง่าย และบ่อยขึ้น เมืองที่ทำแพ็กเกจให้เข้าใจง่ายจะได้เปรียบกว่าเมืองที่ปล่อยให้นักท่องเที่ยวต้องไปต่อจิ๊กซอว์เองทีละชิ้น

แกนที่สามคือ “อาหาร กาแฟ และประสบการณ์ลงมือทำ” เพราะเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงอาหารกำลังแรงขึ้นในระดับเอเชีย หากเชียงใหม่ชนะด้วยอาหารเหนือแบบเมืองใหญ่ เชียงรายควรชนะด้วยเสน่ห์ของกาแฟพื้นที่สูง อาหารชายแดน อาหารชาติพันธุ์ เวิร์กช็อปคั่วกาแฟ ชงกาแฟ เก็บชา หรือทำอาหารท้องถิ่นที่ผูกกับเรื่องเล่าของชุมชนและภูมิประเทศ เมืองจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากเมื่อขาย “ประสบการณ์กิน” ไม่ใช่ขายแค่ “ร้านอร่อย”

แกนสุดท้ายคือ “การเชื่อมต่อที่ง่ายและคุ้มค่า” เพราะต่อให้เมืองมีของดีเพียงใด ถ้าเดินทางลำบาก นักท่องเที่ยวทริประยะสั้นก็จะเลือกเมืองอื่นทันที การทำให้เชียงรายเที่ยวได้โดยไม่ต้องใช้รถส่วนตัวมากนัก เชื่อมสนามบิน สถานีขนส่ง เมืองหลัก และเมืองรองเข้าหากันได้ดี จะเป็นการเปลี่ยนเมืองจากปลายทางเฉพาะคนตั้งใจ ไปเป็นปลายทางที่คนตัดสินใจได้เร็วขึ้นและกลับมาได้บ่อยขึ้น

เชียงรายต้องเลิกขายคำว่าเหนือสุดอย่างเดียว แล้วเริ่มขายเหตุผลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก

ในท้ายที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เชียงราย “หมดมนต์ขลัง” เสียทีเดียว แต่อยู่ที่มนต์ขลังแบบเดิมไม่พอสำหรับโลกใหม่แล้ว คำว่าเหนือสุดแดนสยามยังมีพลังในเชิงอารมณ์ แต่ไม่เพียงพอจะต้านคำถามเรื่องฝุ่น ความคุ้มค่า การเข้าถึง และความคาดหวังใหม่ของนักเดินทาง ถ้าเชียงรายยังขายเพียงระยะทาง ความโรแมนติกของภูเขา และภาพวิวกว้าง ๆ เมืองก็จะเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ ในการแข่งขันกับปลายทางที่ปรับตัวเร็วกว่า

แต่ถ้าเชียงรายยอมปรับบทบาทตัวเอง เมืองยังมีต้นทุนมหาศาล ทั้งกาแฟ ชา อาหาร ชายแดน ศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัย เมืองเก่า และชุมชนที่เล่าเรื่องได้ลึกกว่าอีกหลายแห่ง เพียงแต่ต้องเล่าใหม่ให้ชัดขึ้นว่า เมืองนี้เหมาะกับใคร มาแล้วได้อะไร ใช้เวลากี่วัน และกลับมาซ้ำได้อย่างไร

ในเกมท่องเที่ยวยุคต่อไป เมืองที่ชนะอาจไม่ใช่เมืองที่ใหญ่ที่สุดหรือดังที่สุด แต่คือเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของนักเดินทางได้ดีที่สุด และสำหรับเชียงราย คำตอบอาจไม่ใช่การทำตัวให้เหมือนใคร หากคือการเปลี่ยนจากเมืองที่คน “อยากมาสักครั้ง” ไปสู่เมืองที่คน “อยากกลับมาอีกหลายครั้ง” มากกว่า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • CAMP Phuchifa แคมป์ภูชี้ฟ้า
  • Agoda Travel Outlook 2026
  • กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • Thailand Economic Monitor (World Bank)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TRAVEL

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ปี 2569

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2569

กรุงเพทฯ,25 มีนาคม 2569 – ภาพเปิดงานที่มากกว่างานแฟร์ท่องเที่ยว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนนักเดินทาง แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์ รายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และความสามารถในการทำให้คนไทยอยากออกเดินทางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่างานแสดงสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะงานนี้กำลังทำหน้าที่เป็นเวทีใหญ่ของนโยบายท่องเที่ยวไทยในภาคปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่ฮอลล์ 1 ถึง 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีเปิดด้วย

ความสำคัญของภาพเปิดงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พิธีการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สารซึ่งภาครัฐต้องการส่งต่อไปยังผู้คนทั้งประเทศว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 จะไม่หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่สวยงามหรือแคมเปญชวนเที่ยวเท่านั้น แต่จะขยับไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า การยกระดับสินค้าท้องถิ่น และการทำให้เมืองรองมีพื้นที่มากขึ้นในจินตนาการของนักท่องเที่ยวไทย

แกนของงานคือการผลักไทยเที่ยวไทยให้มีความหมายมากขึ้น

ข้อมูลจากการจัดงานระบุชัดว่า วัตถุประสงค์ของเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปีนี้ คือการประชาสัมพันธ์และสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับตลาดในประเทศ อีกทั้งยังเน้นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากเมืองท่องเที่ยวหลักสู่เมืองท่องเที่ยวรอง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ และพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ในปี 2569

หัวใจของการสื่อสารทั้งหมดถูกร้อยเข้ากับแนวคิด สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ผ่านกรอบ 5 Must Do in Thailand ซึ่งประกอบด้วย Must Taste อิ่มใจ, Must Try วัดใจ, Must Buy ฮีลใจ, Must Seek เพลินใจ และ Must See ชื่นใจ แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่ารัฐกำลังมองการท่องเที่ยวในฐานะประสบการณ์รอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปถึงจุดหมาย แต่ต้องมีรสชาติ มีกิจกรรม มีการซื้อของที่มีความหมาย มีการค้นพบ และมีภาพความประทับใจที่ทำให้คนอยากกลับไปอีก

เมื่อพิจารณาจากทิศทางนี้ จะเห็นได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รวมบูธจังหวัดต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว แต่กำลังพยายามยกเอา “ประเทศไทยฉบับเข้มข้น” มาวางตรงหน้าให้ผู้บริโภคได้สัมผัส และในกระบวนการนั้น เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็ได้รับพื้นที่สำคัญอย่างชัดเจน

เชียงรายและพะเยาในงานใหญ่ระดับประเทศ

หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของงานปีนี้ คือบูธ เชียงรายและพะเยา ในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่รวมของดี ของอร่อย และงานคราฟต์สร้างสรรค์จากสองจังหวัด ภายใต้การสื่อสารจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่เชิญชวนผู้ร่วมงานให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของบูธอย่างใกล้ชิด

สาระสำคัญของบูธนี้อยู่ที่การรวบรวมผู้ประกอบการจากเชียงรายและพะเยารวม 11 ราย มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนอาหาร โซนเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ และ โซน OTOP CRAFT การจัดวางเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการเล่าตัวตนของพื้นที่ผ่านสามภาษาในเวลาเดียวกัน ภาษาแรกคือรสชาติ ภาษาาที่สองคือไลฟ์สไตล์ และภาษาที่สามคือภูมิปัญญากับงานออกแบบ

เมื่อมองในมุมข่าว บูธเชียงรายและพะเยาจึงไม่ใช่แค่ร้านค้ามาตั้งขายของในงาน แต่คือภาพแทนของเศรษฐกิจชุมชนที่กำลังพยายามเชื่อมตัวเองเข้ากับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

11 ผู้ประกอบการกับการเล่าเรื่องสองจังหวัดผ่านของกิน ของใช้ และงานสร้างสรรค์

ใน โซนอาหาร ผู้ร่วมงานได้พบกับ ร้านข้าวซอยน้ำคั่ว จังหวัดเชียงราย หมูฝอยสมุนไพรแม่พิม จังหวัดเชียงราย และ ร้านสุขแต๊ จังหวัดพะเยา รายชื่อเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายและพะเยาไม่ได้ขายอาหารเพียงในฐานะของกิน แต่กำลังนำอาหารขึ้นมาเป็นตัวแทนเรื่องเล่าของพื้นที่ ทั้งรสชาติพื้นเมือง ความเป็นครัวเหนือ และการปรับอาหารท้องถิ่นให้สอดรับกับผู้บริโภคร่วมสมัย

ใน โซนเครื่องดื่มและเบเกอรี่ มีทั้ง วันทีแอทอะไทม์ จังหวัดเชียงราย สเตลล่า คาเฟ่ แอนด์ บาร์ จังหวัดเชียงราย และ โรงคั่วกาแฟพะเยา จังหวัดพะเยา การมีร้านลักษณะนี้อยู่ในบูธเดียวกันบอกให้เห็นว่าภาคเหนือไม่ได้มีเพียงอาหารพื้นเมืองดั้งเดิม แต่กำลังเติบโตในด้านวัฒนธรรมชา กาแฟ และธุรกิจคาเฟ่ที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างชัดเจน

ส่วน โซน OTOP CRAFT มีผู้ประกอบการอย่าง ผ้าปักบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย NineShop99 Chiang Rai วรากรไหมฝ้าย จังหวัดเชียงราย ญาดาผักตบชวา จังหวัดพะเยา และ คราฟท์ สตูดิโอ แบรนด์จินจ๋า จังหวัดพะเยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเมืองรองในวันนี้ไม่ได้แยกขาดจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกต่อไป งานผ้า งานแฟชั่น งานจักสาน และงานคราฟต์ท้องถิ่นกำลังถูกยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านไปสู่สินค้าที่มีดีไซน์ มีเรื่องราว และมีศักยภาพในตลาดจริง

บูธเล็กที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของเมืองรอง

เหตุผลที่บูธเชียงรายและพะเยามีน้ำหนักในทางข่าว ไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้า แต่อยู่ที่มันสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน ทุกสินค้าที่ถูกนำมาแสดงในงานล้วนเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบอาหาร งานฝีมือ ภูมิปัญญาผ้า หรือวัฒนธรรมกาแฟและเครื่องดื่ม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสินค้าที่ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของชุมชนได้

ในอดีต เมืองรองจำนวนมากมักถูกโฆษณาผ่านภาพธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันกำลังบอกเราว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางจากอาหาร จากคาเฟ่ จากของฝาก จากงานคราฟต์ และจากเรื่องราวของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น การนำผู้ประกอบการทั้ง 11 รายมาสู่เวทีระดับประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเฉพาะกิจ หากเป็นการวางตำแหน่งของเชียงรายและพะเยาให้เป็นจุดหมายที่มีทั้งรสชาติและบุคลิกชัดเจน

นโยบายระดับกระทรวงเดินมาถึงระดับผู้ประกอบการจริง

คำกล่าวของ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ มีน้ำหนักอย่างมากในการอธิบายภาพใหญ่ของงาน เธอระบุว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับ ททท. จัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 44 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน

ประโยคสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่คำว่า มูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือสิ่งที่บูธเชียงรายและพะเยากำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือ พื้นที่ไม่ได้ถูกส่งเสริมเพียงให้ขายของ แต่ถูกผลักให้เปลี่ยนความเป็นตัวเองให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องละทิ้งรากเดิม

ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่า งานนี้เป็นกิจกรรมการตลาดที่ยกความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว และจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีจากการสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม นี่คือคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า เวทีนี้ไม่ใช่งานขายบูธเพียงห้าวัน แต่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณยาวตลอดปีไปยังตลาดท่องเที่ยวทั้งประเทศ

โซนภาคเหนือกับการเปลี่ยนภาพจำจากฤดูหนาวสู่จุดหมายทั้งปี

ภายใต้ 9 โซนกิจกรรมหลักของงาน โซนภาคเหนือ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” โดยมุ่งผลักภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้ตลอดทั้งปีในลักษณะ Year Round Destination พร้อมนำเสนอภาคเหนือในรูปแบบ “Contemporary Lanna”

แนวคิดนี้สำคัญมากต่อเชียงรายและพะเยา เพราะที่ผ่านมา ภาพจำของภาคเหนือมักผูกอยู่กับฤดูหนาวเป็นหลัก แต่การนำเสนอผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ในงานครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังถูกเล่าใหม่ในฐานะพื้นที่ที่มีแรงดึงดูดตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเมื่อก่อนคนเลือกไปเชียงรายเพราะอากาศหนาวหรือไปพะเยาเพราะบรรยากาศเงียบสงบ วันนี้รัฐกำลังพยายามทำให้คนอยากเดินทางไปเพราะมีของกินน่าสนใจ มีร้านกาแฟคุณภาพ มีงานผ้าสวย มีงานคราฟต์ร่วมสมัย และมีประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ไม่มีที่อื่น

กรมการท่องเที่ยวใช้พื้นที่เดียวกันย้ำมาตรฐานและเทคโนโลยี

ในอีกมิติหนึ่ง งานนี้ยังเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภารกิจของ กรมการท่องเที่ยว ผ่านบูธที่กองพัฒนาบริการท่องเที่ยวจัดแสดง โดยเนื้อหาครอบคลุมมาตรฐานและบริการท่องเที่ยว ข้อมูลที่พัก กิจกรรมจาก 5 ภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน สถานประกอบการ ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อการท่องเที่ยว

ประเด็นนี้ทำให้ภาพของงานมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น เพราะบอกว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเชื่อมเรื่องมาตรฐาน เทคโนโลยี และระบบบริการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักท่องเที่ยวด้วย เมื่อผนวกเข้ากับผู้ประกอบการจริงในพื้นที่อย่างเชียงรายและพะเยา ก็ยิ่งเห็นโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาถึงระดับร้านค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

9 โซนกิจกรรมสะท้อนการยกทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว

หนึ่งในเหตุผลที่เทศกาลเที่ยวเมืองไทยยังคงมีน้ำหนักในฐานะเครื่องมือการตลาดระดับชาติ คือการที่งานไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การแบ่งภาคตามภูมิศาสตร์ แต่พยายามสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่ากำลังเดินทางผ่านทั้งประเทศในพื้นที่เดียว

ปีนี้มีการจัด 9 โซนกิจกรรม ครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ โซน Amazing Thailand โซน Road to Sustainability โซนพันธมิตรและผู้ประกอบการ รวมถึงเวทีกลางซึ่งจัดกิจกรรมบันเทิงและการแสดงตลอด 5 วัน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างบรรยากาศการอยากเดินทางอย่างเป็นระบบ

สำหรับเชียงรายและพะเยา การอยู่ในงานลักษณะนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าการขายของหน้าบูธ เพราะได้อยู่ในบริบทที่ผู้คนเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่อยู่แล้ว และพร้อมเชื่อมโยงสิ่งที่ชิม สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ซื้อ เข้ากับแผนการเดินทางในอนาคต

ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ถูกทำให้เห็นผ่านการจัดงาน

อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือการที่ ททท. เดินหน้าต่อเป้าหมาย Zero Waste to Landfills ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีจุดคัดแยกขยะ 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน และขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการจัดการขยะอย่างครบวงจรเพื่อลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อน

แม้รายละเอียดนี้จะดูเป็นเรื่องเบื้องหลังงาน แต่ในมุมข่าวเชิงลึก มันคือสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพยายามทำให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกำลังผลักแนวคิดความยั่งยืนให้หลุดจากการเป็นเพียงถ้อยคำในงานสัมมนา ไปสู่การปฏิบัติจริงแม้ในอีเวนต์ขนาดใหญ่

บูธเชียงรายและพะเยาในเวทีใหญ่ของประเทศ

เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าบูธเชียงรายและพะเยาในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 มีความหมายมากกว่าพื้นที่ออกบูธขายสินค้า เพราะเป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ระดับพร้อมกัน

ระดับแรก คือการเปลี่ยนผ่านของ เมืองรอง ที่ไม่ได้รอให้คนแวะผ่านอีกต่อไป แต่เริ่มแสดงตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจนผ่านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง

ระดับที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านของ นโยบายท่องเที่ยวไทย ที่พยายามขยับจากการตลาดเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า ยกระดับมาตรฐาน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

ระดับที่สาม คือการเปลี่ยนผ่านของ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนผู้ประกอบการ ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่ แต่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจจริงในท้องถิ่นออกมาเป็นผู้เล่าเรื่องจังหวัดของตัวเองต่อหน้าผู้บริโภคโดยตรง

ในความหมายนี้ บูธเชียงรายและพะเยาจึงเป็นมากกว่าจุดชิม จุดช้อป หรือจุดเช็กอินในงาน หากเป็นภาพย่อส่วนของทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่พยายามทำให้การเดินทางมีทั้งความสุข คุณค่า รายได้ และความยั่งยืนอยู่ในเรื่องเดียวกัน และถ้าการผลักดันนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็อาจไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกของนักเดินทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจุดหมายที่ถูกตั้งใจเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย
  •  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
  •  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ตำนานบทเพลงแห่งเชียงราย จุดเชื่อมบทใหม่ราชการและเอกชน เมื่อเมืองเหนือสุดเริ่มใช้เสียงเพลงเขียนอนาคต

ตำนานบทเพลงแห่งเชียงราย จุดเชื่อมบทใหม่ของราชการและเอกชน เมื่อเมืองเหนือสุดเริ่มใช้เสียงเพลงเขียนอนาคตร่วมกัน

เชียงราย, 20 มีนาคม 2569 – คืนหนึ่งที่จวนผู้ว่าฯ เก่าไม่ได้มีแค่เสียงเพลง แต่มีนัยของการเริ่มต้น เวลา 18.00 น. จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายหลังเก่ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะอาคารราชการเก่าที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ในฐานะเวทีที่ชวนคนเชียงรายมองอดีตของตนเองใหม่ผ่านบทเพลง ศิลปะ และการจัดวางประสบการณ์ร่วมสมัย งาน The Legend Music of Chiang Rai หรือ ตำนานบทเพลงแห่งเชียงราย เปิดขึ้นโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเข้าร่วมในบรรยากาศแต่งกายย้อนยุคที่ผสมกับปัจจุบันอย่างตั้งใจ

ความน่าสนใจของภาพนี้ไม่ได้อยู่แค่ความสวยงามของงาน แต่คือการใช้ “สถานที่” ให้ทำหน้าที่เป็นผู้เล่าเรื่องร่วมกับ “เสียงเพลง” จวนผู้ว่าฯ หลังเก่าจึงไม่ใช่เพียงฉากหลัง หากเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา เป็นพื้นที่ที่ช่วยยกระดับการฟังเพลงจากความบันเทิงไปสู่ประสบการณ์รับรู้ความทรงจำของเมือง เอกสารโครงการเองระบุชัดว่า การแสดงสด 1 วันในพื้นที่กลางแจ้งถูกมองเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฐานราก ซึ่งแปลว่างานนี้ไม่ได้ถูกคิดในฐานะกิจกรรมเฉพาะหน้า แต่ถูกวางให้เป็นต้นแบบของการต่อยอดในระยะยาว

เชียงรายไม่ได้ขาดของดี แต่ขาดการจับของเดิมมาทำให้คนเห็นใหม่

ในสายตาของคนนอก เมื่อพูดถึงเชียงราย ภาพแรกที่ลอยขึ้นมามักเป็นภูเขา อากาศหนาว ดอย วัด ศิลปะ ชา กาแฟ หรือวิถีล้านนาแบบที่คุ้นชิน ภาพเหล่านี้ไม่ผิด แต่ปัญหาคือเมื่อภาพจำถูกใช้ซ้ำมานาน เมืองก็เสี่ยงจะถูกมองแบบแบนลงเรื่อย ๆ เหลือเพียงชุดคำโฆษณาที่ปลอดภัยแต่ไม่ชวนตื่นเต้น การจะพัฒนาเมืองให้ก้าวต่อไปได้จึงไม่ใช่การปฏิเสธทุนเดิม แต่คือการขุดทุนเดิมขึ้นมาเล่าใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น ลึกขึ้น และเข้าถึงคนได้หลายวัยมากขึ้น

The Legend Music of Chiang Rai กำลังทำสิ่งนั้นอย่างชัดเจน เพราะแทนที่จะเริ่มจากการสร้างแลนด์มาร์กใหม่ที่ต้องใช้งบประมาณก้อนใหญ่ โครงการนี้เลือกเริ่มจากสิ่งที่เชียงรายมีอยู่แล้ว คือบทเพลงที่ผูกกับพื้นที่ ประวัติศาสตร์ และความทรงจำของผู้คน เอกสารหลักการและเหตุผลของโครงการอธิบายว่าบทเพลงเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเรื่องราว วิถีชีวิต ความเชื่อ ความผูกพัน และความภาคภูมิใจของชาวเชียงรายผ่านหลายชั่วอายุคน แต่กำลังเสี่ยงถูกเลือนหายไปเพราะสังคมยุคใหม่หันไปสนใจความบันเทิงรูปแบบอื่นมากขึ้น นี่จึงไม่ใช่แค่การจัดคอนเสิร์ต แต่เป็นการยืนยันว่า “ของเดิม” ยังมีพลัง ถ้าเมืองกล้าหยิบมาจัดวางใหม่อย่างจริงจัง

 

นโยบายระดับประเทศที่หนุนอยู่ข้างหลัง เมื่อไทยกำลังขายประสบการณ์ที่มีความหมาย เชียงรายจึงมีจังหวะของตัวเอง

หากมองในระดับประเทศ จะเห็นว่าการเคลื่อนไหวของเชียงรายไม่ได้เดินสวนทางกับทิศทางใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ตรงกันข้าม มันกลับสอดรับอย่างน่าสนใจ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 ภายใต้แนวคิด The New Thailand และ Value over Volume โดยมุ่งให้การท่องเที่ยวขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ประสบการณ์ ความสมดุล และความยั่งยืน พร้อมชูการเล่าเรื่องเชิงอารมณ์และซอฟต์พาวเวอร์มากขึ้น

ในเดือนมีนาคม 2026 ททท. ยังขยายกรอบคิดนี้ไปสู่การสื่อสารเรื่อง Healing is the New Luxury และ Healing Journey Thailand โดยอธิบายชัดว่า การเดินทางยุคใหม่ควรถูกนิยามด้วยคุณภาพ สมดุล และประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่ใช่เพียงการเดินทางเพื่อเช็กอินหรือสะสมจำนวนวันท่องเที่ยวเท่านั้น เมื่อวางกรอบนี้ทาบลงบนกรณีของเชียงราย จะเห็นทันทีว่า งานตำนานบทเพลงแห่งเชียงรายกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบที่ผู้คนต้องการ “เรื่องราว” และ “ความรู้สึก” มากกว่าการมองเห็นสถานที่เพียงผิวเผิน

ความหมายของการเลือกเพลงเป็นพระเอก ดนตรีคือซอฟต์พาวเวอร์ที่ไม่ต้องสร้างใหม่ แต่ต้องกล้าหยิบมาใช้

จุดแหลมคมของโครงการนี้อยู่ที่การตัดสินใจใช้ “เพลง” เป็นแกนหลัก เพราะดนตรีต่างจากโครงสร้างพื้นฐานตรงที่มันเดินทางเข้าหาผู้คนได้เร็วกว่า นุ่มกว่า และลึกกว่า เพลงหนึ่งเพลงสามารถทำหน้าที่เป็นทั้งแผนที่อารมณ์ ประวัติศาสตร์ย่อ และคำอธิบายอัตลักษณ์ของเมืองได้พร้อมกัน เมื่อคนฟังอิน เมืองก็ไม่ใช่แค่สถานที่อีกต่อไป แต่กลายเป็นความทรงจำที่อยากกลับมาแตะอีกครั้ง

เอกสารโครงการระบุว่าผลงานที่จะเกิดขึ้นจากงานนี้ต้องไม่น้อยกว่า 5 เพลงในรูปแบบร่วมสมัย โดยผสมการตีความจากศิลปิน 3 รุ่นคือ นักดนตรีอาชีพ วงดนตรีนักศึกษา และวงดนตรีเยาวชน พร้อมมีวิดีโอเผยแพร่ทางออนไลน์เพื่อขยายผลสู่สาธารณะ นี่คือการออกแบบที่ฉลาด เพราะมันไม่ได้มองดนตรีเป็นเพียงการแสดงสดหนึ่งคืน แต่เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดได้ ทั้งในรูปแบบสื่อออนไลน์ เพลย์ลิสต์ คอนเทนต์ท่องเที่ยว งานแสดงในอนาคต หรือแม้แต่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรื่องเล่า

รายชื่อบทเพลงคือแผนที่อีกแบบของจังหวัด เจ็ดเพลง เจ็ดหน้าต่างที่พาผู้คนมองเชียงรายลึกกว่าเดิม

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของงานคือการคัดเลือก 7 เพลงที่ไม่ใช่เพียงเพลงดัง แต่เป็นเพลงที่ทำหน้าที่แทนมิติของเชียงรายได้หลายด้าน ทั้งความภาคภูมิใจ ความศรัทธา ชายแดน ความรัก โศกนาฏกรรม เมืองโบราณ และความทรงจำ รายการการแสดงประกอบด้วย ฉันเกิดที่เมืองเชียงราย งามเจียงฮาย แม่สาย นางนอน พิลาสเชียงแสน สาวเจียงฮาย และเชียงรายรำลึก โดยมีนักร้องและศิลปินวาดภาพประกบกันในแต่ละช่วงอย่างชัดเจน

ความน่าสนใจอยู่ที่ทีมงานไม่ได้ปล่อยให้เพลงทำงานลำพัง แต่ใช้ศิลปะการวาดสดเข้าไปสอดประสาน จึงทำให้ผู้ชมไม่ได้ฟังอย่างเดียว หาก “เห็น” เพลงไปพร้อมกัน การผสมกันของเสียง ภาพ สถาปัตยกรรมเก่า เครื่องแต่งกาย และอากาศยามค่ำ ทำให้แต่ละบทเพลงถูกยกระดับจากการขับร้องบนเวทีไปสู่การเป็นประสบการณ์ร่วมทางประสาทสัมผัส เป็นวิธีเล่าเรื่องเมืองที่ชาญฉลาดและมีศักยภาพต่อยอดสูง

เพลงแรกที่เป็นรากฐาน ฉันเกิดที่เมืองเชียงราย กับคำประกาศตัวตนของคนเมือง

หากต้องเลือกเพลงหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเสมือนประโยคแนะนำตัวของเชียงราย เพลง ฉันเกิดที่เมืองเชียงราย คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เอกสารข้อมูลเพลงระบุว่า ครูธนู โภคภิบาล แต่งเพลงนี้ขึ้นในปี 2505 เพื่อสมโภชเมืองเชียงรายครบ 700 ปี และมีการบันทึกเสียงครั้งแรกในปี 2510 บทเพลงนี้ถูกอธิบายว่าเป็นทั้งบันทึกทางประวัติศาสตร์และคำประกาศอัตลักษณ์ของชาวเชียงราย โดยเฉพาะการเชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมกับจิตวิญญาณของคนในพื้นที่

จุดสำคัญของเพลงนี้คือ มันไม่ได้พูดถึงเชียงรายแบบนักท่องเที่ยวมองผ่าน หากพูดในฐานะ “คนของเมือง” จึงทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างทรงพลัง เอกสารยังชี้ว่า เพลงนี้ช่วยปลูกฝังความรักบ้านเกิด และเคยมีบทบาทผ่านสถานีวิทยุท้องถิ่นอย่างมากในช่วงทศวรรษ 2510 ถึง 2520 รวมถึงยังถูกใช้ในพิธีสำคัญของเมืองอยู่เสมอ นี่ทำให้เพลงไม่ใช่ของเก่าในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นเสียงที่ยังมีหน้าที่ทางสังคมอยู่จริง

 

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดงาน "The Legend Music of Chiang Rai" หรือ "ตำนานบทเพลงแห่งเชียงราย" ซึ่งจัดขึ้นด้วยที่แลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า)

เพลงที่ทำหน้าที่เป็นของขวัญให้เมืองงามเจียงฮาย กับบทเรียนว่าภาคธุรกิจสร้างมรดกทางความรู้สึกได้

อีกเพลงที่มีนัยสำคัญต่อประเด็นภาครัฐและเอกชนมาก คือ งามเจียงฮาย เพราะเอกสารข้อมูลเพลงระบุว่า บทเพลงนี้จัดทำขึ้นในปี 2555 ภายใต้การสร้างสรรค์ของบริษัท กรีนวิง จำกัด เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 750 ปีเมืองเชียงราย โดยได้ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว เป็นผู้ประพันธ์และขับร้อง

สาระลึกของเพลงนี้จึงไม่ใช่เพียงความไพเราะ แต่คือบทเรียนว่าภาคเอกชนสามารถสร้าง “มรดกทางความรู้สึก” ให้สังคมได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่แค่การสนับสนุนแบบติดโลโก้หรือกิจกรรมประชาสัมพันธ์ระยะสั้น เอกสารยังอธิบายชัดว่าแรงขับของการทำเพลงนี้มาจากความตั้งใจตอบแทนคุณแผ่นดินเชียงรายผ่านสิ่งที่จะคงอยู่ข้ามเวลา และเลือกใช้เพลงเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งจรรโลงใจและก่อให้เกิดความสุขได้ ในแง่นี้ งามเจียงฮาย จึงเป็นตัวอย่างเก่าที่กลับมาหนุนความหมายของงานใหม่ในปี 2569 ได้อย่างน่าสนใจมาก

เพลงที่แปลงภูมิศาสตร์เป็นอารมณ์นางนอน และพิลาสเชียงแสน ชี้ว่าเมืองไม่ได้มีแค่สถานที่ แต่มีเรื่องเล่าที่เดินทางได้ไกล

บทเพลง นางนอน เป็นผลงานที่เชื่อมภูมิประเทศของเชียงรายเข้ากับโศกนาฏกรรมรักอย่างทรงพลัง เอกสารข้อมูลเพลงชี้ว่าเพลงนี้บันทึกเสียงครั้งแรกในปี 2518 โดยเป็นผลงานของครูเอื้อ สุนทรสนาน และครูพรพิรุณ และไม่ใช่เพียงการบรรยายทิวทัศน์ แต่เป็นการจารึกโศกนาฏกรรมแห่งรักที่แฝงอยู่ใต้เทือกเขาขุนน้ำนางนอน สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าเชียงรายสามารถขายประสบการณ์เชิงเรื่องเล่าได้ ไม่ใช่แค่ขายภาพวิวหรือสถานที่ท่องเที่ยว

ส่วน พิลาสเชียงแสน ก็ทำหน้าที่คล้ายกันแต่ต่างน้ำเสียง เอกสารระบุว่าเพลงนี้มีรากจากทำนองเดิมชื่อ นิราศเชียงแสน ก่อนถูกปรับความหมายและอารมณ์ใหม่เป็น พิลาสเชียงแสน เพื่อย้ายภาพเมืองจากความเศร้าอาวรณ์ไปสู่ความงามรุ่งเรือง ขณะเดียวกันยังโยงเข้ากับมรดกดนตรีล้านนา การบันทึกเสียงแบบแผ่นสปีด 45 และอิทธิพลต่อระบำเชียงแสนในเวลาต่อมา เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมันพิสูจน์ว่าเพลงเก่าของเชียงรายไม่ใช่แค่เพลงประกอบความทรงจำ แต่เป็นฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมที่พร้อมแตกแขนงไปสู่การท่องเที่ยว การแสดง และการศึกษาได้อีกหลายชั้น

เพลงที่เป็นทูตวัฒนธรรมโดยธรรมชาติสาวเจียงฮาย กับเชียงรายรำลึก ทำหน้าที่รับแขกแทนเมืองมานานแล้ว

สาวเจียงฮาย คือเพลงที่คนจำนวนมากอาจร้องตามได้แม้ไม่เคยคิดจะวิเคราะห์ แต่เอกสารข้อมูลกลับเผยให้เห็นว่าภายใต้ความสดใสของเพลงนี้มีชั้นเชิงทางวัฒนธรรมสูงมาก เพราะ ว.วัชญาน์ ใช้ลิ้นจี่ ลำไยสีชมพู และพ่อขุนเม็งรายมาเป็นสัญลักษณ์ของบ้านเกิด ทำให้เพลงกลายเป็นเหมือนแผนที่ทางจิตวิญญาณของเชียงราย และเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดในรูปแบบเสียงเพลง

ขณะที่ เชียงรายรำลึก เกิดจากความเหงาและแรงกดดันจากการจากลา ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากเพลงรักส่วนบุคคลไปเป็นเพลงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของจังหวัดในเวลาต่อมา เอกสารชี้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของเพลงนี้อยู่ในปี 2507 และกว่าจะบันทึกเสียงครั้งแรกก็ล่วงไปถึงปี 2520 การเดินทางของเพลงจึงเป็นเรื่องของการบ่มเพาะความทรงจำมากพอ ๆ กับการบันทึกดนตรี เมื่อมองเช่นนี้จะเห็นว่า เชียงรายมี “ทูตวัฒนธรรม” อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่ได้ยกบทเพลงเหล่านี้ขึ้นมาเป็นแกนการท่องเที่ยวอย่างจริงจังเท่านั้น

หัวใจของงานนี้ไม่ใช่เวที แต่คือเครือข่ายราชการเริ่มต้น แต่เอกชน มหาวิทยาลัย ศิลปิน และสื่อ คือพลังที่ทำให้ภาพใหญ่เกิดขึ้น

สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจในเชิงพัฒนาเมืองมากกว่ากิจกรรมวัฒนธรรมทั่วไป คือรายชื่อผู้ร่วมสนับสนุนและผู้เกี่ยวข้องที่กว้างกว่าที่คาด เอกสารผู้ร่วมสนับสนุนระบุชื่อหน่วยงานและองค์กรจำนวนมาก เช่น โปรแกรมวิชาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย บริษัท ฟ้อน โปรดักชั่น กรุ๊ป สมาคมขัวศิลปะเชียงราย นครเชียงรายนิวส์ บริษัท กรีนวิง จำกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย บริษัท ซีพี ออล เซเว่น อีเลฟเว่น บริษัท ซีพีแรม บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด โรงพยาบาลกรุงเทพ เชียงราย บ้านตอดแกลลอรี่ รวมถึงภาคชุมชนและร้านอาหารท้องถิ่น

รายชื่อเหล่านี้สำคัญมาก เพราะทำให้เห็นว่างานหนึ่งงานกำลังทำหน้าที่เป็น “จุดเชื่อม” ระหว่างระบบราชการกับโลกเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม ราชการวางโจทย์และเปิดพื้นที่ เอกชนเข้ามาเติมทรัพยากร ความคล่องตัว และวัฒนธรรมการสนับสนุน มหาวิทยาลัยเข้ามาเติมคนรุ่นใหม่และองค์ความรู้ ศิลปินเติมจินตนาการ สื่อช่วยขยายการรับรู้ และภาคชุมชนช่วยยึดงานไม่ให้ลอยจากพื้นที่จริง โมเดลแบบนี้ต่างหากที่มีคุณค่าต่ออนาคต เพราะมันทำให้วัฒนธรรมไม่ถูกแช่แข็งอยู่ในระบบใดระบบหนึ่ง แต่ถูกแบ่งกันถือ แบ่งกันทำ และแบ่งกันรับผลลัพธ์

ขอขอบคุณ : บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
ขอขอบคุณ : บริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นบริษัทหนึ่งในกลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
ขอขอบคุณ : สิงห์เลมอนโซดา บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด
ขอขอบคุณ : โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
ขอขอบคุณ : ของรางวัลจาก ศูนย์การค้าเซนทรัลเชียงราย

คนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกเชิญมาเป็นฉากประกอบนักดนตรีราชภัฏเชียงรายทำให้งานนี้เป็นสะพาน ไม่ใช่อนุสรณ์สถาน

อีกจุดที่ไม่ควรมองข้ามคือการมีนักดนตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเข้ามาร่วมเป็นแกนสำคัญของการแสดง พร้อมทีมมิวสิคไดเร็คเตอร์ ผู้ควบคุมวง ผู้ออกแบบการแสดง และผู้ประสานงานจากหลายฝ่าย เอกสารโครงการก็ย้ำชัดว่า หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างเครือข่ายระหว่างนักดนตรีมืออาชีพ วงดนตรีนักศึกษา และวงดนตรีเยาวชน เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรมดนตรีจากรุ่นสู่รุ่น

ความหมายของเรื่องนี้ลึกกว่าการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ขึ้นเวที เพราะมันทำให้งานวัฒนธรรมครั้งนี้ไม่กลายเป็นเพียงพิธีรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการสร้างสะพานสู่อีกยุคหนึ่ง เพลงเก่าอยู่ได้เพราะมีคนรุ่นใหม่เล่นต่อ ไม่ใช่เพราะมีคนรุ่นเดิมเล่าอย่างเดียว และถ้าจะให้เชียงรายใช้ดนตรีเป็นโมเดลท่องเที่ยวใหม่จริง คนรุ่นใหม่ก็ต้องไม่ถูกวางไว้แค่บทบาทผู้รับมรดก แต่ต้องเป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของมรดกนั้นด้วย

มุมเศรษฐกิจที่ต้องพูดตรง ๆ งานแบบนี้อาจยังดูไกลตัวในวันแรก แต่มีคุณค่าต่อเศรษฐกิจเมืองมากกว่าที่เห็น

ในช่วงเริ่มต้น คนจำนวนหนึ่งอาจมองว่างานตำนานบทเพลงเป็นกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมที่สวยงามแต่ไกลตัวประชาชน เพราะไม่ได้ตอบโจทย์รายได้ปากท้องทันทีเหมือนตลาดนัด งานแฟร์ หรือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่มุมมองเช่นนั้นอาจมองสั้นเกินไป เพราะเอกสารโครงการเองระบุชัดว่าเป้าหมายปลายทางของงานคือการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้บทเพลงในอดีต ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้หมุนเวียนจากที่พัก อาหาร สินค้าหัตถกรรม และโอกาสอาชีพให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

หากอ่านร่วมกับยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2026 ที่เน้นคุณค่า ประสบการณ์ และประโยชน์ต่อชุมชน จะยิ่งเห็นว่างานแบบนี้อยู่ในทิศทางที่โลกกำลังให้ราคา เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงที่สวย แต่ต้องการเรื่องราวที่บอกได้ว่าทำไมเมืองนี้จึงต่างจากเมืองอื่น และเพราะเหตุใดการใช้เวลาที่นี่จึงมีความหมายมากกว่าการเดินผ่าน ฉะนั้น สิ่งที่เชียงรายกำลังทดลองจึงไม่ใช่ความฟุ้งฝันเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นการวาง “สินค้าท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์” ที่อาจมีน้ำหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

จุดแข็งที่เชียงรายควรมองให้ไกลจากคอนเสิร์ตหนึ่งคืนสู่เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่เล่าเมืองผ่านเพลง

ถ้าจะมองให้ไกลกว่างานครั้งนี้ เชียงรายมีศักยภาพมากพอที่จะขยาย The Legend Music of Chiang Rai ไปสู่รูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ได้จริง เมืองนี้มีเพลงที่ผูกกับสถานที่จริง มีศิลปิน มีเครือข่ายมหาวิทยาลัย มีพื้นที่ประวัติศาสตร์ มีทุนทางศิลปะ และมีภาคเอกชนที่เริ่มแสดงบทบาทสนับสนุนแล้ว หากนำองค์ประกอบเหล่านี้มาร้อยกันอย่างเป็นระบบ เชียงรายอาจพัฒนาได้ตั้งแต่เส้นทางท่องเที่ยวตามรอยบทเพลง การแสดงประจำฤดูกาล เวิร์กช็อปเพลงและศิลปะ นิทรรศการเสียงกับภาพ ไปจนถึงสินค้าวัฒนธรรมที่ต่อยอดจากเพลงแต่ละบท

สิ่งสำคัญคือ เมืองต้องกล้าคิดต่อว่า การท่องเที่ยวเชียงรายไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ที่การชมธรรมชาติหรือแหล่งวัฒนธรรมแบบเดิม ๆ เท่านั้น เมืองสามารถเป็นจุดหมายของคนที่อยาก “ฟัง” เชียงราย “เห็น” เชียงราย และ “เข้าใจ” เชียงรายผ่านเรื่องเล่าที่ซับซ้อนขึ้นได้ หากทำสำเร็จ ผลประโยชน์จะไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดงานเพียงฝ่ายเดียว แต่จะค่อย ๆ ไหลไปยังที่พัก ร้านอาหาร คาเฟ่ นักดนตรี ศิลปิน ผู้ผลิตของที่ระลึก คนทำสื่อ และผู้ประกอบการรายย่อยอื่น ๆ ในระบบเมืองด้วย

บททดสอบที่ยังต้องเผชิญความต่อเนื่องสำคัญกว่าความประทับใจ และความจริงสำคัญกว่าภาพจัดฉาก

แน่นอนว่า งานครั้งแรกหรือกิจกรรมระยะต้นย่อมมีข้อจำกัด และความท้าทายใหญ่ที่สุดของโครงการประเภทนี้ไม่ใช่การเปิดงานให้สวย แต่คือการรักษาความต่อเนื่องให้คนรู้สึกว่านี่ไม่ใช่กิจกรรมทดลองเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากเชียงรายต้องการให้บทเพลงกลายเป็นทุนการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่จริง จำเป็นต้องมีแผนต่อเนื่องทั้งการจัดเก็บองค์ความรู้ การผลิตสื่อเผยแพร่ การขยายฐานผู้ชม การออกแบบประสบการณ์ซ้ำได้ และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง งานลักษณะนี้ต้องระวังไม่ให้วัฒนธรรมถูกทำให้กลายเป็นเพียง “ฉาก” หรือ “พร็อพ” ของกิจกรรม หากเพลงถูกใช้เพียงตกแต่งบรรยากาศโดยไม่มีการทำงานเชิงเนื้อหา ความขลังจะอยู่ได้ไม่นาน แต่จากเอกสารโครงการที่ระบุถึงวัตถุประสงค์เรื่องการสืบสาน การสร้างผลงานใหม่ การเผยแพร่ออนไลน์ และการสร้างเครือข่ายข้ามรุ่น ก็พอเห็นได้ว่าทีมงานตั้งต้นด้วยความเข้าใจที่ลึกกว่าแค่การจัดโชว์ระดับหนึ่งแล้ว

สิ่งที่ดูเหมือนไกลตัว อาจเป็นจุดเริ่มของผลประโยชน์ที่คนเชียงรายจะเห็นชัดในวันหน้า

คำถามที่ผู้คนมักถามกับโครงการใหม่ ๆ คือ ประชาชนจะได้อะไร และในระยะสั้นอาจตอบได้ไม่เต็มเสียงนักว่า งานเพลงหนึ่งคืนจะเปลี่ยนชีวิตคนเชียงรายได้ทันทีอย่างไร แต่ถ้ามองในระยะกลางและระยะยาว คำตอบเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสิ่งที่โครงการนี้กำลังสร้าง ไม่ใช่แค่งาน แต่คือความเชื่อมั่นว่าเชียงรายยังสามารถสร้างของใหม่จากของเดิมได้ ความเชื่อมั่นว่าเมืองไม่ได้ต้องรอให้คนนอกมานิยามตลอดไป และความเชื่อมั่นว่าราชการกับเอกชนสามารถทำงานร่วมกันบนเป้าหมายเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจได้จริง

ในโลกที่เมืองรองหลายแห่งกำลังแข่งกันหาจุดยืนใหม่ ใครเริ่มก่อน ย่อมมีโอกาสนิยามตัวเองก่อน เชียงรายจึงไม่ควรกลัวความรู้สึกว่าเรื่องแบบนี้อาจดูไกลตัวในวันแรก เพราะงานเชิงวัฒนธรรมที่มีวิสัยทัศน์หลายงานในโลกก็เริ่มจากความสงสัยเช่นเดียวกัน แต่ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นเอกลักษณ์ทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมืองในเวลาต่อมา

ตำนานบทเพลงแห่งเชียงรายอาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นคำถามใหม่ที่เมืองควรกล้าถามต่อ

สิ่งที่เกิดขึ้นที่จวนผู้ว่าฯ หลังเก่าในค่ำวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงไม่ควรถูกจดจำเพียงว่าเป็นงานดนตรีและศิลปะที่น่าประทับใจ แต่ควรถูกมองว่าเป็นหมุดหมายแรกของการทดลองครั้งสำคัญว่า เชียงรายจะใช้ต้นทุนวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วมาสร้างอนาคตใหม่ให้ตัวเองได้หรือไม่ ที่สำคัญกว่านั้น มันคือการพิสูจน์ว่า “มิตรภาพราชการเอกชน” ไม่จำเป็นต้องแปลเป็นเอกสารความร่วมมือสวยหรูเท่านั้น แต่สามารถแปลเป็นงานจริง พื้นที่จริง คนจริง และประสบการณ์จริงที่ผู้คนเข้าถึงได้

ตำนานบทเพลงแห่งเชียงรายอาจยังไม่ใช่โมเดลสมบูรณ์แบบ และอาจยังต้องเติบโตอีกหลายขั้นกว่าจะกลายเป็นเครื่องยนต์การท่องเที่ยวอีกรูปแบบของจังหวัด แต่การเริ่มต้นครั้งนี้มีคุณค่าในตัวเอง เพราะมันกำลังเปิดทางให้เชียงรายมองตัวเองใหม่ ไม่ใช่แค่เมืองของภาพเดิม ๆ แต่เป็นเมืองที่ใช้เสียงเพลง ศิลปะ และความร่วมมือของหลายภาคส่วนมาช่วยเขียนบทใหม่ให้อนาคต หากไม่กล้าลอง เมืองก็จะไม่รู้ว่าความแตกต่างที่แท้จริงของตนซ่อนอยู่ตรงไหน และหากไม่เริ่มวันนี้ ตำนานที่มีอยู่ก็อาจเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แทนที่จะกลายเป็นพลังสร้างอนาคตของคนเชียงรายทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลโครงการ The Legend Music of Chiang Rai
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมโยธาฯ รุกรับฟังความเห็น 7 โครงการยักษ์เชียงราย มุ่งสร้างวงแหวนคุณภาพชีวิตและเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

กรมโยธาฯ ขยับเชียงรายสู่เมืองสร้างสรรค์ด้วย 7 โครงการใหญ่

เชียงราย,วันที่ 13 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง เตรียมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ชุดใหม่ในจังหวัด แต่เพราะรูปแบบของโครงการครั้งนี้ชี้ชัดว่ารัฐกำลังมองเชียงรายมากกว่าเมืองท่องเที่ยวชายแดนหรือจังหวัดปลายทางทางวัฒนธรรม หากกำลังมองให้เป็นเมืองที่ต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมืองสุขภาวะ เมืองสิ่งแวดล้อม และฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนือตอนบน ในเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ภาครัฐได้สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า มีการคัดเลือก 7 โครงการหลัก เพื่อผลักการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่จัน โดยวงเงินที่ประกาศต่อสาธารณะอยู่ในระดับ มากกว่า 1,000 ล้านบาท และยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด ไม่ใช่การเริ่มก่อสร้างทันที ความต่างจึงอยู่ตรงนี้ โครงการชุดนี้ยังเป็น “แบบร่างอนาคต” ที่ประชาชนมีสิทธิเข้าไปกำหนดทิศทางได้จริง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ใช่แค่อาคาร ถนน หรือภูมิทัศน์ใหม่ แต่คือคำถามว่าเชียงรายจะโตแบบไหน โตเพื่อใคร และโตโดยไม่ทิ้งต้นทุนธรรมชาติและชุมชนดั้งเดิมไว้ข้างหลังได้หรือไม่

ภาพรวมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 12 มีนาคม 2569

เวทีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 มีความสำคัญเพราะเป็น การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบรายละเอียดของโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ระยะที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน และมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบรายละเอียดก่อนเดินไปสู่ขั้นก่อสร้างในอนาคต ข้อเท็จจริงนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการยังไม่ได้ถูกปิดล็อกในทางเทคนิคเสียทั้งหมด แต่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากเสียงของพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่อง “รัฐทุ่มงบ” เพียงด้านเดียว หากเป็นเรื่องของ การจัดสมดุลระหว่างวิศวกรรม เมือง และสังคม ด้วย ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูเวทีประชาสัมพันธ์โครงการเมื่อ 26 มีนาคม 2568 จะเห็นว่ารัฐได้วางฐานเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยประกาศเป้าหมายให้โครงการเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 และรองรับความเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เวทีล่าสุดจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นจุดที่ภาพใหญ่เริ่มถูกแปลงเป็นรายละเอียดเชิงพื้นที่อย่างจับต้องได้มากขึ้น

ใครอยู่ในห้องประชุม และเหตุใดเวทีนี้จึงสำคัญ

รายละเอียดที่หน่วยงานภาครัฐเผยแพร่ทำให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโยธาเท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้แทนชุมชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพื้นที่เป้าหมาย วิธีคิดลักษณะนี้สะท้อนแนวทางพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ไม่พอใจกับการออกแบบจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว เพราะโครงการจำนวนมากในอดีตสะดุดตรงที่สร้างเสร็จแล้วใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของคนในพื้นที่ การเปิดเวทีรับฟังตั้งแต่ขั้นออกแบบจึงเป็นเสมือนด่านแรกของความชอบธรรม หากชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ ป่าตึง หรือจันจว้ารู้สึกว่าโครงการเป็นของเขาเอง โอกาสที่โครงการจะถูกใช้งาน ดูแลต่อ และต่อยอดรายได้ในระยะยาวย่อมสูงขึ้นกว่าโครงการที่ถูกมองว่าเป็นเพียงงานก่อสร้างของรัฐ ข้อนี้ยังสอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐในปี 2568 ที่ระบุชัดว่าโครงการเปิดรับความคิดเห็นเพื่อชี้แจงพื้นที่ดำเนินการ ระยะเร่งด่วน และระยะกลาง พร้อมรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบ นัยสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เวที” ไม่ใช่พิธีกรรมประกอบโครงการ แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเกิดการมีส่วนร่วมจริงหรือไม่

กรอบยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบน 2 ที่เชียงรายต้องแบกรับ

พบว่าเชียงรายไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกวางไว้ในกรอบ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยมีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค ทั้งยังเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาษานโยบายอาจฟังดูเป็นทางการ แต่เมื่อแปลให้ง่ายลง ความหมายก็คือ รัฐกำลังมองเชียงรายเป็น “โหนด” ที่ต้องรับทั้งการเติบโตจากการท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ายคน การบริการสุขภาพเชิงพักผ่อน และแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองพร้อมกัน ขณะที่แผนพัฒนาจังหวัดเชียงรายและเอกสารกรอบพัฒนาภาคเหนือระบุแนวคิดสำคัญเรื่อง ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” และการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน จึงไม่แปลกที่โครงการชุดนี้ไม่ได้เลือกลงทุนแบบกระจายบาง ๆ ไปทั่วจังหวัด แต่เลือกวางหมุดในพื้นที่ที่มีศักยภาพจะเชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ชุมชน และระบบนิเวศเข้าด้วยกันได้มากที่สุด ความหมายอีกชั้นคือ เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าจะเปลี่ยนทรัพยากรเดิม เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมน้ำกก และพื้นที่สาธารณะชุมชน ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงคุณภาพได้จริงเพียงใด

 

บทบาทเชียงรายในพื้นที่เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ความได้เปรียบของเชียงรายอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเชื่อมทั้งมิติชายแดน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว แต่ความได้เปรียบจะไม่เกิดมูลค่าเองหากเมืองไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอจะรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจสมัยใหม่ ข่าวประชาสัมพันธ์ของภาครัฐในปี 2568 ใช้ถ้อยคำชัดเจนว่าโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ต้องการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป และรองรับความเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออ่านควบคู่กับแผนพัฒนาภาคเหนือ จะเห็นว่าเชียงรายถูกคาดหวังให้เป็นมากกว่า “เมืองผ่าน” ของนักท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดน แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างประสบการณ์และมูลค่าเพิ่มในตัวเองได้ด้วย นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมโครงการที่ถูกหยิบขึ้นมาจึงไม่ได้อยู่ในเขตศูนย์ราชการเพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปยังพื้นที่ที่สามารถต่อยอดกิจกรรมสุขภาพ การพักผ่อน พื้นที่สีเขียว และทุนวัฒนธรรมได้พร้อมกัน หากทำสำเร็จ เชียงรายจะมีฐานรับรายได้ที่หลากหลายขึ้น แต่หากทำไม่สำเร็จ เมืองก็อาจได้เพียงสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่ไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริงของคนในพื้นที่

แนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

คำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มักถูกใช้จนดูเลื่อนลอย แต่ในบริบทของเชียงราย คำนี้มีน้ำหนักเชิงพื้นที่ชัดเจนมาก เพราะสิ่งที่จังหวัดมีอยู่แล้วคือทุนวัฒนธรรมล้านนา ทุนธรรมชาติ ทุนภูมิประเทศ และภาพจำของเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดน เมื่อรัฐประกาศว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสร้างอะไรเพิ่ม แต่คือจะสร้างอย่างไรไม่ให้พื้นที่สูญเสียความเป็นเชียงรายไปเอง ประเด็นนี้ทำให้การออกแบบโครงการในย่านรอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้า มีความหมายทางนโยบายมากกว่าโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะแต่ละพื้นที่เป็นต้นทุนคนละแบบ รอบเวียงสะท้อนการขยายเมือง บ้านดู่สะท้อนศักยภาพบริการและสุขภาวะ แม่จันและจันจว้าสะท้อนการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ น้ำ และวัฒนธรรมท้องถิ่น หากออกแบบดี โครงการจะเป็นตัวแปลทุนเดิมของเชียงรายให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ แต่หากออกแบบผิด โครงการก็อาจทำให้เมืองเหมือนเมืองอื่นและสูญเสียความต่างซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เสียเอง

จากเวทีประชาสัมพันธ์ปี 2568 สู่เวทีรับฟังปี 2569

เมื่อเทียบเวทีประชาสัมพันธ์ในปี 2568 กับเวทีรับฟังความคิดเห็นในปี 2569 จะเห็นพัฒนาการของโครงการอย่างน่าสนใจ ปี 2568 เป็นจังหวะของการประกาศกรอบพื้นที่เป้าหมาย โครงสร้างการดำเนินงาน และรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปี 2569 เป็นจังหวะที่รัฐนำ “แบบร่าง” ที่ผ่านการศึกษาแล้วกลับมาวางบนโต๊ะให้สังคมช่วยอ่านอีกครั้ง นี่เป็นความต่างที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะในเชิงคำว่า “เดินหน้า” มักทำให้คนเข้าใจว่าโครงการพร้อมก่อสร้างทันที แต่ในข้อเท็จจริง โครงการชุดนี้ยังอยู่ในขั้น รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับแบบและตรวจสอบความเหมาะสม ซึ่งหมายความว่าชุมชนยังมีพื้นที่ต่อรองในประเด็นการใช้ที่ดิน การเชื่อมทางสัญจร ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบอาคาร และลำดับความสำคัญของการลงทุน นอกจากนั้น ภาครัฐยังระบุชัดว่าการดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ จำกัด และ ฟูลสเกล โซลูชั่น จำกัด ทำให้เห็นว่าโครงการกำลังถูกขับเคลื่อนผ่านกระบวนการเทคนิคจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบายแบบกว้าง ๆ เท่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้การรายงานต้องระวังอย่างยิ่งในการแยก “สิ่งที่ยืนยันแล้ว” ออกจาก “สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น”

สองกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย

ภาพรวมของพื้นที่เป้าหมายถูกจัดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ อย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือ ชุมชนเมืองเชียงราย ครอบคลุม 7 อปท. ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลท่าสาย องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก และองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง ส่วนกลุ่มที่สองคือ ชุมชนแม่จัน ครอบคลุม 8 อปท. ได้แก่ เทศบาลตำบลจันจว้า เทศบาลตำบลแม่จัน เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลป่าซาง เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่จัน และองค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย การแบ่งแบบนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองเชียงรายด้วยเส้นเขตปกครองอย่างเดียว แต่กำลังอ่านเมืองผ่าน “กลุ่มพื้นที่การทำงานจริง” ที่เชื่อมกันด้วยการใช้ชีวิต การเดินทาง การท่องเที่ยว และทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้พื้นที่รอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้าไม่ได้เป็นจุดแยกขาดจากกัน หากเป็นเครือข่ายพื้นที่ที่ต้องออกแบบให้เสริมกัน หากเมืองชั้นในดีแต่พื้นที่รอบนอกไม่พร้อม เมืองก็ไปต่อยาก แต่หากพื้นที่รอบนอกมีแหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่พักผ่อนคุณภาพดี เมืองชั้นในก็จะเบาความหนาแน่นลงและกระจายรายได้ออกจากศูนย์กลางได้มากขึ้น

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงราย

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนโจทย์คลาสสิกของเมืองกำลังโต นั่นคือจะทำอย่างไรให้การขยายตัวไม่กินคุณภาพชีวิตของผู้คนจนหมด พื้นที่อย่างรอบเวียง บ้านดู่ และริมกกจึงไม่ใช่เพียงชื่อในแผน แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องรับภาระทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การเดินทาง การพักผ่อน และการท่องเที่ยวพร้อมกัน เมื่อมีการหยิบพื้นที่ชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ และย่านบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้นขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการเดียวกัน ภาพที่เห็นชัดคือรัฐกำลังพยายามสร้าง “วงแหวนคุณภาพชีวิต” รอบเมืองหลัก มากกว่าจะอัดงบไว้ตรงแกนกลางเมืองเพียงจุดเดียว วิธีคิดนี้มีโอกาสสร้างประโยชน์จริง หากการออกแบบเชื่อมกันได้ทั้งพื้นที่สาธารณะ สุขภาวะ ระบบระบายน้ำ และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะความน่าอยู่ของเมืองไม่เคยเกิดจากสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียว แต่เกิดจากการที่แต่ละย่านมีบทบาทและคุณภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มชุมชนแม่จัน

ด้านกลุ่มชุมชนแม่จัน โครงสร้างโจทย์แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เริ่มจากแรงกดดันของเมืองขยายตัวเท่ากับเริ่มจาก ทรัพยากรท้องถิ่น ที่ยังมีช่องให้ต่อยอดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนป่าตึงหรือหนองมโนราห์ การเลือกพื้นที่ฝั่งแม่จันเข้ามาในชุดโครงการระยะนี้จึงน่าสนใจ เพราะแปลว่าโครงการไม่ได้มุ่งทำให้เมืองเชียงรายสวยขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังทดลองสร้างจุดเติบโตใหม่ในระดับอำเภอ โดยอาศัยแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นฐาน ข้อดีของแนวทางนี้คือช่วยกระจายผลประโยชน์ออกจากเมืองหลัก แต่ข้อท้าทายก็ชัดไม่แพ้กัน เพราะพื้นที่ประเภทนี้เปราะบางกว่าพื้นที่เมือง ทั้งในมิติระบบนิเวศ ความเป็นเจ้าของร่วมของชุมชน และความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งเร็วกว่าความพร้อมในการจัดการ หากโครงการพัฒนาแม่จันทำได้สมดุล เมืองจะไม่ได้เพียงจุดเช็กอินใหม่ แต่จะได้โมเดลพัฒนาชนบทเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องเลียนแบบเมืองใหญ่

งบกว่าพันล้านกับ 7 โครงการที่ถูกวางเป็นแกนหลัก

ภาพรวมของโครงการที่รัฐสื่อสารต่อสาธารณะ สามารถสรุปให้เห็นชัดได้ดังตารางต่อไปนี้

ประเด็น

ข้อมูลที่ยืนยันได้

เวทีล่าสุด

ประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 วันที่ 12 มีนาคม 2569

สถานะโครงการ

อยู่ในขั้นศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด

ขนาดการลงทุน

มากกว่า 1,000 ล้านบาท

จำนวนโครงการ

7 โครงการ

โครงสร้างพื้นที่

2 กลุ่มพื้นที่เป้าหมาย รวม 15 อปท.

หน่วยงานหลัก

กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับจังหวัดเชียงราย

ที่ปรึกษา

ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ และ ฟูลสเกล โซลูชั่น

 

ตารางนี้ทำให้เห็น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระจายงบประมาณ หากเป็นการวางระบบโครงการที่มีทั้ง ระยะเร่งด่วน และ ระยะกลาง ภายใต้พื้นที่สองกลุ่มใหญ่ และแม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังต้องรอแบบสุดท้าย แต่รายชื่อพื้นที่ที่ถูกหยิบขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการก็พอจะบอกทิศทางได้แล้วว่า รัฐต้องการจับทั้งเรื่องพื้นที่สาธารณะ เมืองสุขภาวะ น้ำพุร้อน สนามกีฬา ริมน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ในชุดยุทธศาสตร์เดียวกัน ซึ่งเป็นการมอง “เมือง” แบบกว้างกว่างานก่อสร้างรายจุดอย่างชัดเจน

โครงการระยะเร่งด่วน

โครงการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ระยะเร่งด่วน คือการพัฒนาบริเวณ ชุมชนฮ่องลี่ ชุมชนป่างิ้ว และบ้านป่างิ้ว ในตำบลรอบเวียง ซึ่งในภาครัฐและข้อมูลการประชุมก่อนหน้าเชื่อมโยงกับพื้นที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ การที่พื้นที่นี้ถูกจัดเป็นโครงการเร่งด่วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรอบเวียงเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างชุมชนเดิมกับการขยายตัวของเมืองเชียงราย การลงมือที่จุดนี้ก่อน เท่ากับรัฐกำลังเลือกเริ่มจาก “พื้นที่ที่คนใช้จริง” และมีศักยภาพจะมองเห็นผลเชิงคุณภาพชีวิตได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ครอบครัว หรือการจัดระเบียบภูมิทัศน์ชุมชน หากทำดี โครงการลักษณะนี้มักให้ผลเชิงความรู้สึกกับเมืองเร็วกว่าโครงการคอนกรีตขนาดใหญ่ เพราะประชาชนสัมผัสได้ทันทีว่าเมืองมีพื้นที่หายใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ เดินทางสะดวกขึ้นหรือไม่ และการเติบโตของเมืองยังเหลือที่ว่างให้คนธรรมดาได้ใช้ชีวิตหรือไม่

โครงการระยะกลาง

ในส่วนของ โครงการระยะกลาง ภาพรวมจากการประชาสัมพันธ์ชี้ว่ามีการกระจายเป้าหมายไปยังหลายจุดสำคัญ ได้แก่ บ้านดู่บริเวณน้ำพุร้อนโป่งพระบาท พื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ ชุมชนบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้น บริเวณน้ำพุร้อนป่าตึง และชุมชนจันจว้าบริเวณหนองมโนราห์ การกระจายแบบนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้หวังผลเพียงการปรับภูมิทัศน์ แต่กำลังวางองค์ประกอบของเมืองคุณภาพหลายแบบให้ทำงานร่วมกัน บ้านดู่ถูกอ่านในฐานะพื้นที่สุขภาพและกิจกรรมเมือง ริมกกถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุมชนและการพักผ่อน แม่จันถูกอ่านในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่จัดการน้ำ ส่วนหนองมโนราห์ถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพทางวัฒนธรรมและนันทนาการ นี่ทำให้โครงการทั้งชุดดูคล้ายการต่อจิ๊กซอว์เมืองมากกว่าการกระจายงบแบบแยกส่วน ซึ่งหากต่อกันติด ผลที่ได้อาจไม่ใช่เพียงแลนด์สเคปใหม่ แต่คือเครือข่ายพื้นที่คุณภาพที่ดันภาพรวมของเชียงรายขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

วิเคราะห์พื้นที่รอบเวียงในฐานะจุดเริ่มต้นของการขยายเมืองอย่างมีคุณภาพ

รอบเวียงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจที่สุดของโครงการชุดนี้ เพราะมันอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “เมืองเดิม” กับ “เมืองที่กำลังจะขยาย” พื้นที่ประเภทนี้มักเป็นแนวหน้าแห่งความเปลี่ยนแปลงเสมอ หากจัดการดีจะกลายเป็นพื้นที่คุณภาพที่ช่วยลดแรงกดดันจากศูนย์กลางเมือง แต่หากจัดการไม่ดีจะกลายเป็นพื้นที่กระจัดกระจาย ไร้เอกลักษณ์ และรับภาระน้ำเสีย น้ำท่วม หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดสมดุล การที่ภาครัฐหยิบชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว และบ้านป่างิ้วขึ้นมาเป็นแกนของโครงการเร่งด่วน จึงตีความได้ว่าเมืองเชียงรายกำลังพยายามสร้าง “พื้นที่สาธารณะคุณภาพ” ให้เป็นตัวตั้งของการพัฒนา มากกว่าปล่อยให้โครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการใช้ที่ดินเฉพาะกิจนำเมืองไปก่อน จุดนี้สอดคล้องกับทิศทางสิ่งแวดล้อมของจังหวัดที่เพิ่งประกาศเดินหน้าสู่ เมืองคาร์บอนต่ำ และเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับพื้นที่ หากมองให้ลึกกว่างานภูมิทัศน์ โครงการรอบเวียงจึงเป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะใช้พื้นที่สาธารณะเป็นเครื่องมือจัดระเบียบการเติบโตของเมืองได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงสร้างสวนให้สวยขึ้นชั่วคราว แต่ต้องทำให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงคุณภาพชีวิตที่ทำงานทุกวันกับคนเชียงรายจริง ๆ

วิเคราะห์บ้านดู่กับการยกระดับน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและพื้นที่กิจกรรมเมือง

บ้านดู่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะในมุมหนึ่งมันเป็นพื้นที่เมืองที่เข้าถึงง่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็มีทรัพยากรธรรมชาติที่ต่อยอดเป็นบริการสุขภาวะได้จริง ข้อมูลจาก เทศบาลตำบลบ้านดู่ ระบุว่า น้ำพุร้อนโป่งพระบาท มีห้องแช่น้ำแร่ขนาดเล็ก 15 ห้อง แยกเป็นอาคารหลังเล็ก 6 ห้อง และอาคารหลังใหญ่ 9 ห้อง รวมทั้งห้องขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 2 ห้อง มีสระว่ายน้ำน้ำแร่ 1 สระ สระแช่เท้า 3 สระ และอาคารนวดแผนไทยเปิดบริการทุกวัน โครงสร้างพื้นฐานเดิมแบบนี้มีความหมายมากในเชิงนโยบาย เพราะแปลว่าพื้นที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มี “ฐานบริการ” อยู่แล้ว การพัฒนาในระยะต่อไปจึงไม่จำเป็นต้องคิดแบบสร้างใหม่ทั้งหมด หากควรคิดเรื่องมาตรฐาน ประสบการณ์ผู้ใช้ การเชื่อมโยงกับการเดินทาง และการจัดภาพลักษณ์พื้นที่ให้สอดคล้องกับทิศทาง wellness มากขึ้น ขณะเดียวกัน การมีโครงการพัฒนาพื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ควบคู่กัน ยังส่งสัญญาณว่ารัฐกำลังอ่านบ้านดู่เป็น “ย่านสุขภาวะ” มากกว่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวเฉพาะกิจ หากสองส่วนนี้เชื่อมกันดี บ้านดู่มีโอกาสพัฒนาเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งนักท่องเที่ยวฤดูกาลเดียวอย่างชัดเจน

วิเคราะห์แม่จัน ป่าตึง และหนองมโนราห์ในมิติท่องเที่ยวควบคู่ทรัพยากรน้ำ

หากบ้านดู่สะท้อนโมเดลการยกระดับพื้นที่ที่มีฐานบริการพร้อมอยู่แล้ว ฝั่งแม่จันสะท้อนโมเดลอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ชุมชนเป็นฐาน แล้วค่อยต่อยอดด้วยโครงสร้างพื้นฐานอย่างระมัดระวัง น้ำพุร้อนป่าตึง ตามข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังพัฒนาและมีทั้งลานน้ำพุร้อนธรรมชาติ อาคารอาบน้ำแร่ ห้องวีไอพี บ่อแช่เท้า และบริการนวดแผนไทย โดยตั้งอยู่ห่างจากอำเภอแม่จันประมาณ 8 กิโลเมตร ขณะที่ฝั่ง หนองมโนราห์ มีสัญญาณการพัฒนาต่อเนื่องจากระดับท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ทั้งการอนุรักษ์การประมงพื้นบ้าน การปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะ และการผลักดันให้เป็นต้นแบบการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อสองพื้นที่นี้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในโครงการระดับจังหวัดพร้อมกัน ภาพของแม่จันจึงเปลี่ยนจากพื้นที่ชานเมืองหรืออำเภอรอง ไปสู่พื้นที่ที่อาจมีบทบาททั้งด้าน ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การจัดการน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการสร้างรายได้ชุมชน ในเวลาเดียวกัน โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนมาเที่ยวมากขึ้น แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากรที่ทำให้คนอยากมาเที่ยวตั้งแต่แรกด้วย

ความหมายของโครงการต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

เหตุผลที่โครงการชุดนี้น่าจับตา ไม่ได้อยู่เพียงขนาดงบประมาณ แต่อยู่ตรงที่มันพยายามเชื่อม สามเรื่องใหญ่ เข้าด้วยกันในครั้งเดียว เรื่องแรกคือเศรษฐกิจ เพราะทั้งน้ำพุร้อน พื้นที่สาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่ริมน้ำ ล้วนเป็นต้นทุนที่ต่อยอดเป็นการใช้จ่าย การจ้างงาน และกิจกรรมบริการได้ เรื่องที่สองคือสิ่งแวดล้อม เพราะเชียงรายเพิ่งเดินหน้ากลไกจังหวัดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประกาศว่าเป็น 1 ใน 17 จังหวัด ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมทั้งมีทิศทางเพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดการขยะ และลดผลกระทบจากภาคขนส่ง เรื่องที่สามคือคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนวัดได้โดยตรงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการมีสวนสาธารณะใกล้บ้าน การมีแหล่งพักผ่อนที่ได้มาตรฐาน การมีพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการมีภูมิทัศน์ชุมชนที่เป็นระเบียบขึ้น นอกจากนั้น เชียงรายยังมีแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วง พ.ศ. 2569–2571 อยู่แล้ว โครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองแยกขาดจากวาระสิ่งแวดล้อมของจังหวัด หากต้องอ่านคู่กันในฐานะความพยายามจัดระเบียบการเติบโตของเมืองให้รับมือทั้งเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและท้องถิ่นควรถามต่อจากนี้

แม้ภาพรวมของโครงการจะดูมีทิศทาง แต่คำถามสำคัญยังเหลืออีกมาก และนั่นคือหน้าที่ของสาธารณะในการติดตามต่อจากนี้ คำถามแรกคือ แบบรายละเอียดสุดท้ายจะรักษาอัตลักษณ์พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะน้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ และชุมชนเก่า ไม่ควรถูกทำให้เหมือนพื้นที่ท่องเที่ยวสำเร็จรูปทั่วไป คำถามที่สองคือ การเชื่อมต่อระหว่างโครงการจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะโครงการที่ดีรายจุดอาจไม่ให้ผลมากนัก หากไม่เชื่อมเป็นเครือข่ายการเดินทาง การใช้งาน และการตลาดเมือง คำถามที่สามคือ ใครจะเป็นผู้ดูแลหลังสร้างเสร็จ เนื่องจากพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อมีงบดูแล การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง อีกคำถามที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างป่าตึงกับหนองมโนราห์ เพราะโครงการที่ดีต้องเพิ่มคุณค่าพื้นที่ ไม่ใช่ลดทอนความเปราะบางทางนิเวศในระยะยาว หากสังคมเชียงรายถามคำถามเหล่านี้ให้หนักพอ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะไม่จบลงแค่ในห้องประชุม แต่จะกลายเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้โครงการเดินหน้าอย่างรับผิดชอบมากขึ้น

บทสรุป

การขับเคลื่อน 7 โครงการพัฒนาพื้นที่ในเชียงรายและแม่จัน จึงควรถูกอ่านอย่างระมัดระวังและครบด้านที่สุด ด้านหนึ่ง มันคือสัญญาณเชิงบวกว่ารัฐยังเห็นศักยภาพของเชียงรายในระดับภูมิภาค และพร้อมลงทุนกับเมืองผ่านกรอบที่กว้างกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นเพียง จุดตั้งต้นของการออกแบบอนาคต ที่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองอีกมาก ทั้งด้านความเหมาะสม ผลกระทบ และรูปแบบการใช้ประโยชน์จริง เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ยืนยันได้ในปัจจุบัน สิ่งที่ชัดที่สุดคือโครงการยังอยู่ในขั้นศึกษาและออกแบบ แต่กำลังขยับเข้าสู่จุดที่ประชาชนอ่านทิศทางได้ชัดขึ้นแล้วว่า เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทเป็นเมืองสร้างสรรค์ เมืองสุขภาวะ และเมืองที่ต้องอยู่กับโจทย์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในเวลาเดียวกัน ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทุ่มงบ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายกำลังเลือกเส้นทางพัฒนาแบบไหน ระหว่างการเติบโตที่เร่งตัวแต่เปราะบาง กับการเติบโตที่ค่อย ๆ วางฐานคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบนิเวศไปพร้อมกัน หากเวทีรับฟังเสียงของพื้นที่ทำงานได้จริง โครงการชุดนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของเชียงรายในทศวรรษหน้า

คำถามที่พบบ่อย

โครงการนี้เริ่มก่อสร้างแล้วหรือยัง

จากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะล่าสุด โครงการยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ จึงยังไม่ควรตีความว่าเข้าสู่การก่อสร้างเต็มรูปแบบแล้ว การแยกระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ข้อเสนอจากประชาชนยังสามารถมีผลต่อรูปแบบโครงการได้อยู่

เหตุใดบ้านดู่และน้ำพุร้อนโป่งพระบาทจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ

เพราะพื้นที่นี้มีฐานบริการอยู่ก่อนแล้วจากข้อมูลเทศบาลตำบลบ้านดู่ ทั้งห้องแช่น้ำแร่ สระน้ำแร่ สระแช่เท้า และอาคารนวดแผนไทย จึงมีต้นทุนพร้อมต่อยอดในเชิง wellness มากกว่าพื้นที่ที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด การลงทุนที่บ้านดู่จึงมีโอกาสแปลงเป็นประโยชน์เชิงใช้งานได้เร็วกว่าหลายพื้นที่ หากการออกแบบสุดท้ายเชื่อมกับการเดินทางและภาพลักษณ์เมืองได้ดีพอ

แม่จันจะได้ประโยชน์จากโครงการชุดนี้อย่างไร

แม่จันถูกวางให้เป็นอีกกลุ่มพื้นที่หลักของโครงการ ผ่านการพัฒนาบริเวณ น้ำพุร้อนป่าตึง และ หนองมโนราห์ ซึ่งเชื่อมทั้งมิติท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และกิจกรรมชุมชน หากดำเนินการอย่างสมดุล พื้นที่แม่จันอาจได้ทั้งแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ พื้นที่สาธารณะที่ใช้ได้จริง และโอกาสสร้างรายได้โดยไม่ต้องรอพึ่งเมืองเชียงรายเพียงศูนย์กลางเดียว

ความเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะจังหวัดเชียงรายเพิ่งขยับกลไกลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และมีแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วงปี 2569–2571 อยู่แล้ว ดังนั้นโครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จะถูกประเมินความคุ้มค่าไม่ใช่แค่จากความสวยงามหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงผลต่อพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การใช้พลังงาน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ประเด็นที่ควรติดตามต่อจากนี้คืออะไร

ประเด็นสำคัญมีอย่างน้อยสามเรื่อง ได้แก่ แบบรายละเอียดสุดท้ายของแต่ละพื้นที่ กลไกการดูแลหลังโครงการเสร็จ และความชัดเจนว่าการลงทุนจะเชื่อมเป็นระบบเดียวกันอย่างไร หากสังคมติดตามได้ต่อเนื่องจึงไม่หยุดแค่ตัวเลขงบประมาณ แต่จะไปถึงคำตอบที่สำคัญกว่า คือโครงการเหล่านี้ช่วยให้คนเชียงรายมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย และกรอบพัฒนาภาคเหนือที่ระบุแนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน
  • เทศบาลตำบลบ้านดู่ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและสิ่งอำนวยความสะดวกปัจจุบัน
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง ข้อมูลน้ำพุร้อนป่าตึงในอำเภอแม่จัน
  • เทศบาลตำบลจันจว้า และ อบจ.เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาหนองมโนราห์ในมิติพื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิทัศน์สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ครั้งแรกของเชียงของ! เทศกาลว่าวริมโขงดึงผู้เชี่ยวชาญจากเวยฟางร่วมแลกเปลี่ยน ยกระดับท่องเที่ยวด้วยศิลปะพื้นถิ่นไทย-จีน

เชียงของเปิดเทศกาลว่าวริมโขงครั้งแรก ดึงเวยฟางร่วมยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ริมแม่น้ำโขง

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ลมปลายฤดูหนาวพัดข้ามสายน้ำโขงในอำเภอเชียงของ กลายเป็นฉากหลังของภาพที่ชวนให้หยุดมอง ว่าวหลากรูปทรงลอยเหนือสวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง ในวันที่ผู้คนหลายวัยมารวมตัวกันเพื่อเปิด “เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1” กิจกรรมใหม่ที่จังหวัดเชียงรายหวังใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ และวางหมุดหมายให้เชียงของเป็นอีกพื้นที่ที่เล่าเรื่องชายแดนด้วยภาษาที่อ่อนโยนกว่าเดิม ภาษาที่ชื่อว่า “ว่าว”

ว่าวบนลานผ้าทอ จุดเริ่มต้นของเทศกาลใหม่ริมโขง

พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ รายละเอียดการจัดงานในรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่าเทศกาลครั้งแรกนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รื้อฟื้นการเล่นว่าวของชุมชน และทำให้กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยอยู่ในความทรงจำกลับมามีบทบาทในมิติการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ความคึกคักของพื้นที่ไม่ใช่เพียงการชมว่าวขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวาง “ฉากใหม่” ให้เชียงของในสายตาคนนอก เมืองชายแดนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผ่านภาพการเดินทางและการค้าข้ามแดน กำลังทดลองเล่าเรื่องตัวเองผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรต่อครอบครัว ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่าอยากเห็นเทศกาลนี้เติบโตเป็นงานประจำปี และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เวยฟางเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เติมมิติไทยจีนบนท้องฟ้าเดียวกัน

จุดเด่นสำคัญของเทศกาลครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของคณะจากเมืองเวยฟาง มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งสื่อไทยรายงานว่าถูกเชิญมาเพื่อร่วมสาธิต ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการทำว่าวกับผู้สนใจในพื้นที่ การนำ “ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองว่าว” มาปักหมุดร่วมกิจกรรมในเชียงของ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมเป็นการทูตระดับประชาชน สร้างวงสนทนาที่ไม่เริ่มต้นด้วยถ้อยคำการเมืองหรือความมั่นคง แต่เริ่มจากงานฝีมือ สีสัน และทักษะช่าง

ในเชิงภาพรวม เมืองเวยฟางเป็นที่รู้จักในสื่อระหว่างประเทศในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมว่าวที่เติบโตจากงานหัตถกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่าวเอเชียระบุว่า เมืองนี้มีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างการจ้างงานราว 80,000 คน มียอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวยฟางไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแห่งเทศกาล” แต่เป็นตัวอย่างของเมืองที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นห่วงโซ่มูลค่าได้จริง

จากงานเทศกาลสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากเมืองเวยฟาง

แนวทางของเวยฟางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานสื่อจีนอีกประเด็นหนึ่งคือการยกระดับทักษะทำว่าวให้เป็นมรดกภูมิปัญญา โดยทักษะการทำว่าวของเวยฟางถูกบรรจุในบัญชีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ปี 2006 สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อพื้นที่อย่างเชียงของ เพราะสะท้อนว่าการทำให้ศิลปะพื้นบ้านยืนระยะ ไม่ได้พึ่งเพียงความนิยมชั่วคราว แต่ต้องมีทั้งระบบการถ่ายทอด การรับรองคุณค่า และการสร้างตลาดที่สมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ

อีกด้านหนึ่ง สื่อไทยบางสำนักรายงานถึงการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติของเวยฟางที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และมีการเชิญชวนให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่จีนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เมื่อยึดกรอบนี้กลับมามองเชียงของ เทศกาลว่าวริมโขงจึงไม่ใช่เพียงงานเปิดตัวครั้งแรก แต่เป็นการทดลอง “โมเดลความร่วมมือ” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นประตูหน้า และค่อยต่อยอดไปสู่ประตูบานอื่นในอนาคต

เชียงของกับโจทย์การทำเทศกาลให้เป็นของจริง ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราว

การประกาศสนับสนุนให้เทศกาลเป็นงานประจำปีเป็นเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ต้องจัดวางให้ลงตัว ข้อมูลจากสื่อพื้นที่สะท้อนว่า ผู้จัดงานมองการปรับช่วงเวลาจัดงานให้เหมาะกับฤดูลมเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ชมและผู้เล่นว่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หากเทศกาลต้องเติบโตเป็นกิจกรรมประจำปี โจทย์ที่ตามมาคือการจัดการความต่อเนื่องของคอนเทนต์และกิจกรรม ปีแรกอาจตื่นตาเพราะความใหม่ แต่ปีถัดไปผู้คนจะถามหาสิ่งที่ “มากกว่าเดิม” เช่น เวิร์กช็อปที่เจาะลึกขึ้น การประกวดที่มีมาตรฐานชัด การเชื่อมกับสินค้าชุมชน หรือการจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน การเติบโตแบบนี้ต้องใช้ทั้งงบประมาณ การจัดการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของเทศกาลในเมืองชายแดนย่อมผูกกับการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน งานว่าวอาจเริ่มจากลานผ้าทอ แต่ผลกระทบจะขยายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานบริการ หากกลไกเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับไปพร้อมกัน งานเทศกาลก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงภาพสวยในวันเปิดงาน

ว่าวเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่สร้างความไว้ใจ

ความน่าสนใจของเทศกาลว่าวริมโขงอยู่ที่การเลือกใช้ “กิจกรรมที่ไม่ขัดแย้ง” เป็นพื้นที่กลางของผู้คน ว่าวไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว และไม่ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชมต้องมีต้นทุนความรู้มาก่อน นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในยุคที่ผู้คนต้องการประสบการณ์ร่วม และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพักใจ

ในมิติความสัมพันธ์ไทยจีน การที่เชียงของดึงเมืองเวยฟางเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่เพียงในระดับพิธีการ แต่ขยับไปสู่ระดับช่างฝีมือ ครูผู้สอน และเยาวชนที่เรียนรู้ร่วมกัน ผลลัพธ์ระยะสั้นคือความคึกคักของงาน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายคนทำงานวัฒนธรรมที่รู้จักกันจริง และอาจต่อยอดเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในอนาคต

ประชาชนทำอะไรได้ทันที เพื่อให้เทศกาลเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีมีอย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรกคือการร่วมใช้พื้นที่อย่างรับผิดชอบ งานกลางแจ้งริมโขงต้องพึ่งพาความร่วมมือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพพื้นที่สาธารณะ

ด้านที่สองคือการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการในพื้นที่ หรือการบอกต่อข้อมูลการเดินทางอย่างสร้างสรรค์ การกระจายรายได้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนอยากเป็นเจ้าของเทศกาลร่วมกัน

ด้านที่สามคือการช่วยกันรักษา “เรื่องเล่า” ของงาน เทศกาลจะกลายเป็นประจำปีได้ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำร่วม ผู้คนจดจำว่าเคยมาที่นี่เพื่ออะไร และอยากกลับมาเพราะอะไร เรื่องเล่าเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผู้จัดงานและชุมชนต้องสร้างร่วมกัน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เมืองเวยฟางมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างงานราว 80,000 ตำแหน่ง ยอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค
  • เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 จัดที่สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ และเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข่าวการเปิดงานเทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 และรายละเอียดกิจกรรมในพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากสำนักข่าว NationTV และสื่อท้องถิ่น
  • ข้อมูลอุตสาหกรรมว่าวเมืองเวยฟาง อ้างอิงรายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่าน Asia News Network โดยอ้าง China Daily
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ปลุกพลังวิจัยให้ไทยอัพ! สกสว. เชื่อมโจทย์เชียงรายสู่ทุน ววน. 2 หมื่นล้าน เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

สกสว. ปักหมุดแม่ฟ้าหลวง เปิดเวที Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ชู ช่องทางเข้าถึงทุนวิจัย ขับเคลื่อนเหนือสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ณ ห้องประดู่แดง 1 ชั้น 5 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยวางเป้าหมายชัดเจนในการสื่อสารบทบาทใหม่ของกองทุน ววน. ให้เป็น “ศูนย์กลางระบบนิเวศวิจัย” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเครือข่ายภูมิภาค ตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่น

ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มรายได้ เวทีครั้งนี้ถูกวางให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “โจทย์พื้นที่” กับ “เครื่องมือทุน” เพื่อพางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยเฉพาะสาขายุทธศาสตร์ของภาคเหนือ เช่น เกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส กาแฟ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง

จากผู้ให้ทุนสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศ 25 ช่องทางที่คนพื้นที่ต้องรู้

สารหลักที่ถูกส่งจากเวทีภาคเหนือครั้งนี้ คือการยืนยันว่ากองทุน ววน. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ แต่กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และจะทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. กล่าวในงานว่า สกสว. ต้องการทลายภาพจำที่งานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง พร้อมชี้ว่าในระดับประเทศมีช่องทางหรือกลไกการเข้าถึงทุนหลายประตู ซึ่งคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปร่วมได้ โดยสาระที่ถูกย้ำคือ การสนับสนุนครอบคลุมทั้งงบประมาณ เครือข่ายองค์ความรู้ และความร่วมมือที่ช่วยเปิดตลาดหรือโอกาสระดับต่างประเทศ

แก่นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเห็น “เส้นทางเดิน” ที่ชัดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโจทย์ ไปจนถึงการจับคู่กับหน่วยบริหารจัดการทุน การออกแบบโครงการ การยกระดับมาตรฐาน และการต่อยอดสู่การตลาด เพราะหากประตูมีอยู่จริง แต่คนไม่รู้ทางเข้า เม็ดเงินก็ยังวนอยู่ในกลุ่มเดิม และนวัตกรรมก็ไม่ถึงมือคนที่ต้องใช้จริง

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสาร กองทุน ววน.
ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว.

งบกองทุน ววน. กับคำถามเรื่องผลลัพธ์ เมื่อเงินต้องเปลี่ยนชีวิตคน

การสื่อสารครั้งนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่กองทุน ววน. ถูกกล่าวถึงในสังคมในฐานะกลไกงบประมาณขนาดใหญ่ โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกคาดหวังให้ “กระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม” ผ่านงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเม็ดเงินระดับนี้ถูกวางเป็นเครื่องมือชาติ คำถามใหญ่ย่อมไม่ใช่เพียงให้ทุนไปเท่าไร แต่คือให้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่หรือไม่ เกิดรายได้เพิ่มหรือไม่ เกิดการจ้างงานหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเกิดความสามารถแข่งขันระยะยาวหรือไม่

ภาพที่ สกสว. พยายามตอบผ่านเวทีภาคเหนือ คือการย้ำว่า “งานวิจัยกินได้” มีอยู่จริงในชุมชน และหลายครั้งคนในพื้นที่อาจใช้ประโยชน์อยู่แล้วโดยไม่รู้ว่าเชื่อมกับระบบทุนวิจัยของประเทศ

งานวิจัยกินได้ จากขมิ้นชันถึงกาแฟ เมื่อชุมชนต้องการรายได้ที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในงานถึงตัวอย่างงานวิจัยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน เช่น การพัฒนาขมิ้นชัน การทอผ้าไหม การพัฒนากาแฟหลากหลายรสชาติ และชาเลือดมังกร พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า เมื่อความรู้ใหม่เข้าไปเสริมในพื้นที่ สิ่งที่ต้องเกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น

ในมุมของคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ของทุน” อาจไม่ใช่ภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรมทันที แต่คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้าที่คนทำอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น สื่อสารเรื่องราวได้ดีขึ้น และสุดท้ายเชื่อมตลาดได้ไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัด คือการผลักดันงานคราฟต์ฝีมือชุมชนให้เป็นของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในระบบ อววน. และการนำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายในเวทีประชุมนานาชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การ “โชว์ของ” ของประเทศ กลายเป็น “โอกาสทางการค้า” ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์

ถ้ากลไกนี้เดินได้จริง ผลสะเทือนต่อเชียงรายย่อมมีน้ำหนัก เพราะเชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรม งานคราฟต์ กาแฟ ชา สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเติมนวัตกรรมและการตลาดจะทำให้สินค้ามีราคาใหม่ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ต้องแข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณค่า

แม่ฟ้าหลวงกับบทบาทแพลตฟอร์มลุ่มน้ำโขง เชื่อมสุขภาพ เวลเนส เกษตร และสร้างสรรค์

อีกแกนหนึ่งของงานอยู่ที่บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะแพลตฟอร์มกลางของภาคเหนือ

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเปิดพื้นที่กลางให้กองทุน ววน. เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนและผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

หากมองแบบยุทธศาสตร์ เชียงรายมีจุดแข็งที่สามารถยืนอยู่บนสี่ขาได้พร้อมกัน

  • ขาแรก เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงอาหารปลอดภัย
  • ขาที่สอง สุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมการแพทย์บูรณาการกับการท่องเที่ยว
  • ขาที่สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าและบริการ
  • ขาที่สี่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการลงทุนยุค ESG

เวทีนี้จึงเหมือนการจัดวาง “โครงร่างการลงทุนความรู้” ให้กับภูมิภาค ว่าทิศทางต่อไปไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องทำให้โจทย์พื้นที่ถูกยกเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบได้จริง และเมื่อคำตอบเกิด ก็ต้องพาไปถึงตลาด

Thailand RISE Fund กับโจทย์วัดผล เมื่อความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล

อีกด้านหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำของเวทีสื่อสาร คือเรื่อง “การวัดผล” และ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมต่อระบบวิจัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยเผยแพร่ข่าวความร่วมมือที่ สกสว. ทำงานกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของระบบ ววน. ผ่านการวัดผลที่แม่นยำ และสื่อสารให้สังคมเห็นผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเชื่อมกับเวทีภาคเหนือ ภาพที่ชัดขึ้นคือ สกสว. ไม่เพียงต้องการ “เล่าเรื่อง” ให้คนเชื่อ แต่วางหมากให้สามารถ “ชี้ตัวเลข” ให้คนเห็นด้วย เพราะในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของเงินสาธารณะไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

จุดเปลี่ยนที่เชียงราย เมื่อภูมิปัญญาต้องเดินทางให้ไกลกว่าตลาดท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย คำว่าเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่สโลแกนใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการมีเครื่องมือระดับชาติพยายามทำให้ช่องทางเข้าถึงทุนและเครือข่ายง่ายขึ้น พร้อมชี้ว่ามีหลายหน่วยบริหารจัดการทุนที่สามารถรองรับโครงการได้

ถ้ามองจากประสบการณ์พื้นที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมักติดขัดมีไม่กี่ข้อ

  1. ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากประตูไหน
  2. โจทย์ดีแต่เขียนโครงการไม่เป็น
  3. ทำของเก่งแต่ยังไม่ถึงมาตรฐานหรือยังไม่รู้ตลาด
  4. มีเรื่องราว แต่สื่อสารไม่เป็นระบบ
  5. ขาดพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปไกล

เวที Thailand RISE Fund Forum จึงพยายามตอบด้วยการประกาศบทบาทเชิงบริการมากขึ้น ให้คนพื้นที่สามารถเข้ามาปรึกษาได้ง่ายขึ้น และให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือแพลตฟอร์มร่วมกับภาคีอื่น

ประเด็นรองที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของการเปิดประตูจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูจำนวนมากก็มีความเสี่ยงในตัวเอง หากไม่มีระบบนำทางที่ดี คนพื้นที่อาจสับสนกว่าเดิมว่าโจทย์แบบไหนควรเข้าประตูไหน และเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน

อีกความเสี่ยงคือ “ความคาดหวัง” หากสื่อสารว่าเข้าถึงง่าย แต่กระบวนการยังซับซ้อนเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องทำมาหากินทุกวัน และไม่สามารถเสียเวลาหลายเดือนกับเอกสารที่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นหลังเวทีนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ กลไกสนับสนุนเชิงปฏิบัติการ เช่น คลินิกที่ปรึกษา การจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ การช่วยออกแบบโครงการ การสนับสนุนมาตรฐาน การทดสอบตลาด และการช่วยทำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน

เชียงรายในบทบาทประตูเหนือของระบบวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง

Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ากองทุน ววน. กำลังเร่งสื่อสารบทบาทใหม่ เพื่อให้คนในพื้นที่เข้าถึงทุนวิจัยและนวัตกรรมได้จริง พร้อมย้ำว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในแล็บเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในกาแฟหนึ่งแก้ว ในผ้าทอหนึ่งผืน หรือในของที่ระลึกหนึ่งชิ้นที่มีเรื่องราวและมาตรฐานรองรับ

และเมื่อกองทุน ววน. ถูกวางอยู่บนความคาดหวังระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจถัดไปย่อมไม่ใช่เพียงการจัดเวทีให้คน “รับรู้” แต่ต้องทำให้คน “เข้าถึง” และ “ใช้ได้จริง” พร้อมกับวัดผลให้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เงินวิจัยขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นการยกระดับชีวิตคนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • กองทุน ววน. มีรายงานข่าวระบุว่าได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • สกสว. มีความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม
  • งาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 จัดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดการจัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข่าว สกสว. ร่วมธนาคารโลกยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบ ววน.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

มฟล. จับมือ บพท. พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

พลิกฟื้นรากเหง้าเชียงแสนสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มฟล. จับมือ บพท. เปิดตลาด Appropriate Technology ปั้นรายได้ชุมชนทะลุเป้าในครึ่งวัน

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานรากในเมืองชายแดน การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนกำลังถูกตั้งคำถามว่า ต้องเริ่มจากการอัดเม็ดเงิน หรือเริ่มจากการยกระดับศักยภาพคนและชุมชนให้ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการจริง คำตอบหนึ่งปรากฏชัดขึ้นที่อำเภอเชียงแสน เมื่อมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Appropriate Technology Business Matching Event ครั้งที่ 1 เพื่อเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยีที่เหมาะสม และทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้จับต้องได้ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ด้วยยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท จากผลงานสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน

ภาพที่เห็นไม่ใช่เพียงงานขายของชุมชนตามฤดูกาล แต่เป็นสัญญาณของรูปแบบตลาดใหม่ที่ให้คุณค่าแก่เรื่องเล่า วัสดุ การใช้งาน และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ถูกยกระดับด้วยการออกแบบสมัยใหม่ บนพื้นที่ที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้โบราณคดีและมรดกวัฒนธรรมของพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำที่มีความสำคัญต่อภาพจำของเชียงรายในระดับประเทศ

ประเด็นเด่นที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงแสน จากเมืองเก่าสู่ตลาดใหม่ที่ขายได้จริง

แกนหลักของกิจกรรมครั้งนี้อยู่ที่แนวคิด Appropriate Technology หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งมุ่งให้นวัตกรรมสอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้จริง และไม่สร้างภาระเกินกำลังชุมชน แนวคิดนี้สอดคล้องกับรากความคิดเรื่องเทคโนโลยีขนาดพอดีและเหมาะกับสังคม โดยเน้นความเรียบง่าย ความคุ้มค่า และการใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าความล้ำสมัยที่ชุมชนดูแลต่อไม่ได้

ยกระดับขีดความสามารถชุมชนให้ซึมซับเทคโนโลยีได้

อีกคำสำคัญที่ถูกย้ำตลอดโครงการคือ Absorptive Capacity หรือขีดความสามารถในการมองเห็นคุณค่าความรู้ใหม่จากภายนอก นำมาปรับใช้ และต่อยอดให้เกิดผลเชิงพาณิชย์ งานวิชาการคลาสสิกของ Cohen และ Levinthal ชี้ว่า ความสามารถนี้เป็นหัวใจของการเรียนรู้และนวัตกรรม เพราะไม่ใช่ทุกองค์กรหรือทุกชุมชนจะนำความรู้ใหม่ไปใช้ได้ทันที หากไม่มีฐานความรู้เดิมและกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม

ในบริบทเชียงแสน แนวคิดดังกล่าวถูกแปลให้เป็นรูปธรรมผ่านการทำงานกับนวัตกรชุมชน 50 คน และเป้าหมายการเพิ่มรายได้ครัวเรือน 112 ครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามที่ระบุในกรอบงานและเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ของโครงการ

เวทีในเมืองเก่า เมื่อของที่ระลึกต้องก้าวข้ามคำว่าแบบเดิม

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน บรรยากาศการค้าแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทดลองตลาดที่มีผู้ซื้อเป้าหมายอยู่ในพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรม กลุ่มจัดประชุมสัมมนา และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เข้ามาให้ข้อเสนอแนะเชิงลึกต่อผลิตภัณฑ์ การตั้งเวทีลักษณะนี้ทำให้ชุมชนได้เห็นทันทีว่า สิ่งที่ตลาดต้องการไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความพร้อมใช้งาน คุณภาพวัสดุ การกำหนดราคาที่สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้า และเรื่องเล่าที่จับใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สินค้าชุมชนในเมืองท่องเที่ยวจำนวนมากถูกจำกัดอยู่ในภาพจำของของฝากราคาย่อมเยา ซื้อครั้งเดียวจบ เมื่อผู้ซื้อเป็นนักท่องเที่ยวผ่านทาง แต่พอเศรษฐกิจเริ่มให้ค่ากับประสบการณ์และตัวตน การแข่งขันจึงย้ายจากการขายถูกไปสู่การขายความหมาย และนั่นทำให้เชียงแสนมีแต้มต่อ เพราะเมืองนี้มีเรื่องเล่าจากประวัติศาสตร์ ศิลปะ ลุ่มน้ำโขง และวิถีชายแดนอยู่แล้ว

เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่ใช่คำสวย แต่คือกลไกสร้างรายได้

หัวใจของ Appropriate Technology ในกิจกรรมนี้ คือการหยิบเอาทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่มาทำให้ขายได้จริง โดยไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งจนชุมชนรับไม่ไหว การทำงานไม่ได้เริ่มจากการสั่งให้ผลิตสินค้า แต่เริ่มจากโจทย์ตลาด แล้วค่อยย้อนกลับมาถามว่า ชุมชนมีอะไรอยู่ในมือบ้าง และจะเพิ่มมูลค่าด้วยการออกแบบและกระบวนการผลิตแบบใด

ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิด Appropriate Technology ยังทำหน้าที่เป็นกรอบคุ้มครองชุมชนจากความเสี่ยงของเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินจำเป็น เพราะในหลายพื้นที่ที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ชุมชนไม่อยากพัฒนา แต่เป็นการนำเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงิน ใช้ทักษะ และใช้การบำรุงรักษาเกินกำลังมาวางไว้ แล้วปล่อยให้ชุมชนรับภาระต่อเอง สุดท้ายจึงกลายเป็นของที่ใช้ไม่ได้จริง

บทบาท มฟล. กับการเชื่อมวิจัยลงสู่ดิน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างงานวิชาการกับตลาด โดยพาแนวคิด AI และการสร้างต้นแบบมาช่วยให้ชุมชนเห็นภาพสินค้าใหม่เร็วขึ้น ลดการลองผิดลองถูกที่กินต้นทุนเวลาและเงิน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การทำสินค้าตามความชอบของผู้ผลิต แต่เป็นการทำสินค้าที่มีเหตุผลเชิงตลาดรองรับตั้งแต่ต้น

กระบวนการนี้สะท้อนหลักการสำคัญของการพัฒนาระดับพื้นที่ที่เน้นให้เกิดผลลัพธ์จริงต่อครัวเรือน โดยบพท. ในฐานะหน่วยงานบริหารทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ มีภารกิจขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเชิงพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านกลไกทุนวิจัย

เสียงจากภาคธุรกิจ เมื่อผู้ซื้อบอกโจทย์ตรงหน้า

หนึ่งในช่วงที่สะท้อนภาพการเรียนรู้ร่วมกันคือการให้ข้อเสนอแนะจาก บริษัท ไก่ตัวดี ซึ่งเข้ามาในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจสร้างสรรค์ โดยให้มุมมองว่า สินค้าของนวัตกรเชียงแสนมีพัฒนาการก้าวกระโดด เข้าใจวัสดุและการใช้งานมากขึ้น แต่ยังต้องปรับจูนให้เข้ากับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้การเข้าสู่ตลาดพรีเมียมทำได้ต่อเนื่อง

ในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือสารที่ชัดเจนว่า สินค้าชุมชนไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยราคาต่ำสุดเสมอไป หากสามารถกำหนดตำแหน่งในตลาดแบบ Niche ได้ถูกต้อง โดยเฉพาะตลาดโรงแรมและไมซ์ที่ต้องการของที่มีเรื่องเล่า ใช้ได้จริง และสื่อสารภาพลักษณ์สถานที่จัดงานหรือแบรนด์ขององค์กรได้

ตัวเลข 96,719 บาท กับความหมายที่มากกว่ายอดขาย

ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน เป็นภาพสะท้อนว่าตลาดพร้อมจ่ายให้สินค้าที่ผ่านการคิดมาแล้ว ทั้งในด้านดีไซน์ วัสดุ การใช้งาน และการเล่าเรื่อง จุดนี้ต่างจากงานออกร้านทั่วไปที่ยอดขายขึ้นอยู่กับจำนวนคนเดิน เพราะในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ผู้ซื้อจำนวนไม่มากก็สามารถสร้างผลลัพธ์สูงได้ หากเป็นผู้ซื้อที่มีอำนาจตัดสินใจและมีการใช้งานต่อในระบบธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดคือการเพิ่มรายได้สุทธิให้ครัวเรือนเป้าหมายอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพชีวิต ไม่ใช่รายได้ครั้งคราว

มาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ

เมื่อเริ่มมีคำสั่งซื้อจากภาคธุรกิจ สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังเรื่องมาตรฐาน การผลิตให้สม่ำเสมอ และการส่งมอบตรงเวลา นี่คือด่านที่หลายชุมชนสะดุด เพราะการผลิตแบบครัวเรือนอาจยังไม่พร้อมสำหรับคำสั่งซื้อที่ต้องการคุณภาพเท่ากันทุกชิ้น

การสร้างแบรนด์ที่ไม่ทิ้งรากเหง้า

สินค้าพรีเมียมต้องมีแบรนด์ แต่การสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงโดยไม่ทำให้เรื่องเล่าถูกทำให้บางลง คือโจทย์สำคัญ หากเชียงแสนจะเดินไปสู่ภาพเมืองมรดกที่ทันสมัย ชุมชนต้องรักษาสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความจริงแท้ของท้องถิ่น

ช่องทางตลาดหลังจบงาน

งานจับคู่ธุรกิจเป็นตัวเร่ง แต่ตลาดยั่งยืนต้องมีช่องทางหลังงาน ทั้งการเชื่อมกับโรงแรม ร้านของที่ระลึกคุณภาพสูง ช่องทางออนไลน์ และเครือข่ายท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้รายได้กระจายตลอดปี ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะอีเวนต์

ก้าวต่อไปของเชียงแสนในภาพใหญ่ของยุทธศาสตร์ ววน.

ในภาพนโยบายระดับประเทศ แนวทางยกระดับรายได้ครัวเรือนผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นหนึ่งในเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่อง โดยกรอบเป้าหมายที่เผยแพร่ผ่านระบบข้อมูลภาครัฐด้านวิจัย ระบุการมุ่งยกระดับรายได้ครัวเรือนด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในระดับพื้นที่

เมื่อเชียงแสนถูกยกเป็นพื้นที่ทดลองที่เชื่อมวิจัย นวัตกรรมชุมชน และตลาดเข้าด้วยกัน เมืองเก่าจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวแบบถ่ายรูปแล้วผ่านไป แต่กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่มีรายได้หมุนเวียนจริง และถ้ากลไกนี้ทำงานได้ต่อเนื่อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการยกระดับทักษะคนรุ่นใหม่ให้มองเห็นคุณค่าท้องถิ่นในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงความทรงจำ แต่เป็นอาชีพ เป็นรายได้ และเป็นความภาคภูมิใจ

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที

หนึ่ง เลือกพัฒนาสินค้าที่เริ่มจากโจทย์การใช้งานจริง ไม่เริ่มจากของที่ทำถนัดอย่างเดียว
สอง สร้างเรื่องเล่าของสินค้าให้ชัด ตั้งแต่ที่มา วัสดุ ความหมาย และวิธีใช้ เพื่อให้ผู้ซื้อในตลาดพรีเมียมกล้าจ่าย
สาม รวมกลุ่มกันเพื่อคุมมาตรฐานการผลิตและการส่งมอบ เพราะคำสั่งซื้อจากธุรกิจต้องการความสม่ำเสมอ
สี่ ใช้เวทีจับคู่ธุรกิจเป็นพื้นที่รับคำวิจารณ์ ไม่ใช่พื้นที่ขายอย่างเดียว เพราะข้อมูลจากผู้ซื้อคือทางลัดในการพัฒนาสินค้า
ห้า วางแผนช่องทางขายต่อเนื่องหลังงาน ทั้งร้านพันธมิตร โรงแรม และออนไลน์ เพื่อให้รายได้ไม่สะดุด

สถิติและข้อมูลสำคัญจากกิจกรรมและกรอบโครงการ

  • วันที่จัดกิจกรรม 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • ยอดจำหน่ายและคำสั่งซื้อล่วงหน้ารวม 96,719 บาท ภายในครึ่งวัน จากสินค้าต้นแบบของนวัตกรชุมชน
  • นวัตกรชุมชนเข้าร่วมกระบวนการพัฒนา 50 คน
  • เป้าหมายครัวเรือน 112 ครัวเรือน รายได้เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างน้อย 5,000 บาทต่อเดือน ตามกรอบผลลัพธ์ที่ระบุในเอกสารโครงการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลกิจกรรมและเป้าหมายโครงการ MFU GAIl จากข้อความรายละเอียดที่ผู้ใช้แนบ
  • พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ข้อมูลภาพรวมสถานที่และบทบาทแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม
  • หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ บพท ข้อมูลภารกิจและบทบาทหน่วยงาน
  • แนวคิด Absorptive Capacity อ้างอิงจากบทคัดย่อผลงาน Cohen และ Levinthal ปี 1990 เรื่อง Absorptive Capacity A New Perspective on Learning and Innovation
  • แนวคิด Appropriate Technology ภาพรวมแนวคิดและนิยามเชิงสาธารณะจากแหล่งอ้างอิงสากล
  • เพจ เชื่อม รัด มัด ร้อย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

Illus Illy ปลุกกระแสสัตว์วิเศษล้านนา! จากตำนานโบราณสู่ตัวการ์ตูนร่วมสมัยที่ทุกคนตามหาในสิงห์ปาร์ค

เมื่อสัตว์วิเศษล้านนากลับมามีชีวิตในรูปแบบร่วมสมัย กลุ่มศิลปินเชียงรายสร้างสรรค์ตัวการ์ตูนจากตำนานโบราณสู่ปรากฏการณ์ที่ทุกคนตามหา

เชียงราย,16 กุมภาพันธ์ 2569 – ควันหลงจากการจัดงาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ยังคงทิ้งเรื่องราวที่น่าสนใจไว้มากมาย โดยเฉพาะตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษที่กลายเป็นจุดเช็คอินยอดนิยมและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้เข้าร่วมงาน สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ ผลงานชุดนี้เกิดจากฝีมือของกลุ่มนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวเชียงราย ที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อ Illus Illy ซึ่งได้นำสัตว์ในตำนานต่างๆ ของล้านนามาตีความหมายใหม่ จนกลายเป็นตัวละครที่ทั้งน่ารักและยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างลงตัว

สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวที่ปรากฏในงานครั้งนี้ ประกอบด้วยแมงสี่หูห้าตา พญานาคี ช้างงู โต และสิงห์มอม ซึ่งแต่ละตัวล้วนมีรากฐานมาจากตำนานและความเชื่อของชาวล้านนาที่สั่งสมกันมายาวนาน แต่ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ทำให้ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นผ่านรูปแบบที่สนุกสนานและน่าติดตาม

การเดินทางจากตำนานสู่ความร่วมสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสัตว์วิเศษเหล่านี้ในต้นแบบดั้งเดิมมักมีรูปลักษณ์ที่ดุดันและเปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ศศนันท์ บุตรขุนทอง หนึ่งในสมาชิกหลักของทีม Illus Illy อธิบายถึงความท้าทายในการออกแบบว่า การลดทอนโดยไม่ลดคุณค่าคือหัวใจสำคัญของงานชิ้นนี้ โดยทีมงานได้เลือกปรับภาษาทางสายตาให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับเด็ก แต่ยังคงรักษาโครงสร้างและเอกลักษณ์สำคัญไว้ เช่น รูปทรง เขา เกล็ด และท่วงท่า จากนั้นจึงปรับสัดส่วนและเส้นสายให้โค้งมนนุ่มนวลขึ้น ลดรายละเอียดที่ซับซ้อน และเลือกใช้โทนสีที่ให้ความรู้สึกเป็นมิตร สดใส และอบอุ่น

ทีมงานเล่าว่ากระบวนการออกแบบเริ่มต้นจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับสัตว์แต่ละชนิดในตำนาน รวมถึงบริบททางวัฒนธรรมและความเชื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการตีความใหม่นั้นจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสูญเสียคุณค่าทางวัฒนธรรม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ตัวละครใดตัวหนึ่ง แต่คือการทำให้ทุกตัวมีบุคลิกที่ชัดเจนในขณะที่ยังคงยึดโยงกับต้นแบบทางวัฒนธรรมอย่างมั่นคง

ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ อีกหนึ่งสมาชิกของทีม กล่าวถึงรายละเอียดที่ถูกใส่เข้าไปในการออกแบบว่า ทีมได้ใส่รายละเอียดเล็กๆ ที่ผู้คนในเชียงรายสามารถจดจำได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเฉพาะ ลวดลายที่อ้างอิงจากงานหัตถศิลป์พื้นถิ่น หรือโทนสีที่สัมพันธ์กับภูมิทัศน์ของพื้นที่ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ตัวละครมีรากทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแฟนตาซีที่ลอยตัว แต่เป็นตัวแทนเรื่องเล่าและอัตลักษณ์ของท้องถิ่นในรูปแบบร่วมสมัยที่ทุกคนเข้าถึงได้

การผสมผสานความหลากหลายทางชาติพันธุ์ผ่านลายผ้า

สิ่งที่ทำให้ผลงานชุดนี้โดดเด่นไม่ใช่แค่การออกแบบตัวละครที่น่ารัก แต่ยังรวมถึงการนำลายผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในเชียงรายมาผสมผสานอย่างมีความหมาย โดยเฉพาะลายผ้าของชาวลาหู่และชาวไทใหญ่ กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ หนึ่งในทีมออกแบบ อธิบายว่าทีมไม่ได้เลือกลายผ้าจากความสวยงามเท่านั้น แต่เลือกจากเรื่องราวที่จะถูกผสานเข้าไปในโครงสร้างของตัวละคร

ยกตัวอย่างเช่น ตัวละคร โต ที่มีแรงบันดาลใจมาจากตำนานความเชื่อของชาวไทใหญ่ ทีมงานจึงใส่ลายผ้าลักษณะพิเศษของชาวไทใหญ่เข้าไปเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าของสัตว์วิเศษนั้น การผสมผสานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการสะท้อนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของจังหวัดเชียงรายที่มีประชากรจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกัน และแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของตนเอง

การตัดสินใจเลือกใช้ลายผ้าจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์อย่างถ่องแท้ เพื่อให้การนำมาใช้นั้นมีความเหมาะสมและแสดงความเคารพต่อเจ้าของวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สามารถสื่อสารเรื่องราวของความหลากหลายนี้ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าใจและชื่นชมได้อย่างเป็นธรรมชาติ

การวางตัวละครตามบริบทสถานที่

สัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้ถูกวางอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าในสิงห์ปาร์ค แต่มีการออกแบบตำแหน่งอย่างพิถีพิถันให้สอดคล้องกับบริบทของสถานที่นั้นๆ ชยพล ทุนอินทร์ สมาชิกทีมอีกคนหนึ่ง อธิบายว่าทีมมองว่าสัตว์วิเศษแต่ละตัวไม่ได้แค่ตั้งอยู่ แต่มีบทบาทของตัวเองในพื้นที่นั้น บางตัวมีหน้าที่ต้อนรับ บางตัวเป็นผู้เฝ้ามอง บางตัวสอดคล้องกับธรรมชาติและพื้นที่ หน้าตาและท่าทางของแต่ละตัวถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าพวกมันอยู่ตรงนั้นอย่างมีเหตุผล

ตัวอย่างเช่น พญานาคีที่ถูกวางไว้บริเวณใกล้น้ำ สะท้อนถึงความเชื่อเดิมที่ว่าพญานาคเป็นผู้ปกป้องแหล่งน้ำและเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ หรือช้างงูที่ถูกวางไว้ในทุ่งดอกไม้ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสัตว์ผสมที่มีทั้งความอ่อนโยนของช้างและความคล่องแคล่วของงู การวางตำแหน่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความสมจริงทางเรื่องเล่า แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการและเข้าใจบริบทของแต่ละตัวละครได้ดีขึ้น

ประสบการณ์การผจญภัยผ่านกิจกรรมสะสมแสตมป์

นอกจากรูปปั้นของสัตว์วิเศษที่ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ แล้ว ทางสิงห์ปาร์คยังได้จัดกิจกรรมสะสมแสตมป์ที่จุดประสงค์คือการกระตุ้นให้ครอบครัวได้สำรวจพื้นที่ทั้งหมดและเรียนรู้เรื่องราวของสัตว์แต่ละตัว รัชรินทร์ อินธุระ สมาชิกทีม เล่าถึงกระบวนการเตรียมงานว่า ก่อนเปิดงานทีมได้มีการลองเดินเส้นทางและสวมบทบาทเป็นนักผจญภัยเอง พบว่าความสนุกและตื่นเต้นเกิดขึ้นในหลายจังหวะ เช่น เวลาใกล้ถึงแต่ละจุดจะมีความลุ้น มีคำถามกันว่าใช่ตรงนี้หรือเปล่า มีการชะเง้อมองตั้งแต่รถยังไม่จอด หรือความรู้สึกตื่นเต้นที่มองเห็นตัวโมเดลจากระยะไกล

สิ่งที่ทีมคาดหวังมากที่สุดคือการเห็นบทสนทนาระหว่างพ่อแม่และลูกที่ยืนอยู่หน้าสัตว์แต่ละตัว คุณพ่อคุณแม่อาจจะเสริมเรื่องราวว่า พญานาคีตัวนี้โผล่ขึ้นมาจากน้ำมารอต้อนรับพวกเราตรงนี้ หรือช้างงูที่รอจนง่วงอยู่ในทุ่งดอกไม้แต่ก็ยังแอบลืมตามาทักทาย นอกจากนี้ระหว่างทางยังมีบ่อหงส์ ทุ่งดอกไม้ และสวนสัตว์ให้เด็กได้สำรวจ หลังจากสะสมแสตมป์ครบจึงไม่ใช่แค่การมาแลกของรางวัล แต่เป็นการปิดไดอารี่วันนั้นด้วยประสบการณ์ที่เต็มอิ่มไปด้วยเรื่องราวของสัตว์ในตำนาน การได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว และการได้เปิดประสบการณ์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในเส้นทางฟาร์มทัวร์อีกด้วย

สินค้าที่ระลึกในฐานะทูตวัฒนธรรม

ผลงานของ Illus Illy ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปปั้นขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าต่างๆ เช่น แผนที่ พัด สติกเกอร์ และลวดลายของรถโดยสาร ธัญวีร์ เพ็งรัตน์ สมาชิกทีมอธิบายว่า ด้วยความตั้งใจออกแบบตัวละครให้มีความแปลกใหม่จากภาพเดิม เข้าถึงง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และด้วยสีสันที่น่ารัก ทีมเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะสร้างความสะดุดตาให้กับผู้ที่พบเห็น

จุดประสงค์ในการทำพัดคือเพื่อให้มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อในชีวิตประจำวัน พกพาได้ และทีมยังแอบใส่เรื่องเล่าสนุกๆ ลงไปในด้านหลังพัด รวมถึงตัวแผ่นพับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์และยังสามารถเล่าต่อให้กับผู้คนต่อไปได้ ส่วนสติกเกอร์ลายสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวก็สามารถนำไปติดเคสโทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ก หรือขวดน้ำ ด้วยดีไซน์ที่น่ารักเข้าถึงได้ ทีมคาดหวังให้มีการมองเห็นและการเล่าต่อถึงประสบการณ์และเรื่องราวที่ได้พบเจอในเส้นทางการผจญภัยครั้งนี้

การออกแบบสินค้าเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่เป็นการขยายการเข้าถึงของตัวละครและเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้คนนำพัดหรือสติกเกอร์กลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน พวกเขาก็กลายเป็นทูตวัฒนธรรมที่ช่วยเผยแพร่เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาไปยังคนรอบข้าง สร้างการรับรู้และความสนใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบอินทรีย์

เชียงรายในฐานะแหล่งวัตถุดิบทางวัฒนธรรม

เมื่อถูกถามว่าเชียงรายมีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมอะไรอีกบ้างที่รอให้คนรุ่นใหม่หยิบมาพัฒนา ทีม Illus Illy ตอบอย่างมั่นใจว่าจังหวัดเชียงรายมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจและมีเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาวล้านนา หรือวัฒนธรรมของเมืองเชียงแสนในอดีต มีเรื่องราว ตำนาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย รวมไปถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่รอให้เหล่านักสร้างสรรค์ ศิลปิน หรือคนรุ่นใหม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาถ่ายทอดในวิธีที่หลากหลายและร่วมสมัยมากขึ้น ความมั่งคั่งทางวัฒนธรรมนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องรักษาไว้ในรูปแบบเดิมเท่านั้น แต่สามารถนำมาตีความใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัยและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลกระทบต่อวงการศิลปะท้องถิ่น

ความร่วมมือกับสิงห์ปาร์คในครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การสร้างสรรค์ผลงานชุดหนึ่ง ทีมงานคาดหวังว่าจะได้เห็นความมั่นใจของศิลปินในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น โปรเจกต์นี้คือการพิสูจน์ว่างานที่มีรากฐานจากท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องถูกมองว่าเป็นงานดั้งเดิมที่หยุดนิ่งเสมอไป แต่สามารถพัฒนาและตีความใหม่ให้ร่วมสมัยได้ ขณะเดียวกันก็ยังคงเคารพรากเหง้าและเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างครบถ้วน

ทีมอยากให้คนในพื้นที่เห็นว่าของบ้านเราสามารถเติบโตและต่อยอดจนมีมาตรฐานในระดับสากลได้ โดยไม่ต้องทิ้งตัวตนที่แท้จริงของมัน การได้รับโอกาสจากองค์กรขนาดใหญ่อย่างสิงห์ปาร์คยังเป็นการเปิดประตูให้ศิลปินท้องถิ่นคนอื่นๆ เห็นว่ามีโอกาสที่จะได้แสดงผลงานและสร้างอาชีพจากความสามารถของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่

ความร่วมมือครั้งนี้จะไม่เพียงเป็นการยกระดับศักยภาพของนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มของศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ตลอดจนกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

การรับมือกับความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์

การนำสัตว์ในตำนานมาตีความใหม่ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าผิดเพี้ยนหรือไม่เคารพต้นฉบับ ทีมงานยอมรับว่ามีความกังวลในเรื่องนี้ แต่พวกเขาเชื่อว่าการตีความหมายใหม่ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นการทำให้ตำนานกลับมามีชีวิต วิธีการสื่อสารของทีมคือการให้เกียรติที่มา ศึกษาข้อมูล และอธิบายเจตนาอย่างชัดเจน

ทีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อคนรุ่นเก่าเห็นถึงความตั้งใจ และคนรุ่นใหม่สามารถสนุกร่วมไปกับงานได้ จุดตรงกลางก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน การสื่อสารที่โปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสรรค์และเจตนาที่อยู่เบื้องหลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่างานนี้ไม่ได้มุ่งหมายที่จะแทนที่หรือลบล้างภาพลักษณ์ดั้งเดิม แต่เป็นการสร้างช่องทางใหม่ในการเข้าถึงและเรียนรู้เกี่ยวกับตำนานเหล่านี้

ในความเป็นจริง การที่เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักสัตว์วิเศษเหล่านี้ผ่านตัวละครที่น่ารักอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความสนใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานดั้งเดิมในภายหลัง มากกว่าที่พวกเขาจะไม่เคยรู้จักสัตว์เหล่านี้เลย

วิสัยทัศน์สู่อนาคต

เมื่อถูกถามถึงแผนการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ทีม Illus Illy มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและทะเยอทะยาน พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะต่อยอดกลุ่มวาดภาพประกอบสู่การสร้าง IP (Intellectual Property) สัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวให้กลายเป็น Art Toy ที่สะท้อนอัตลักษณ์จังหวัดเชียงราย

เป้าหมายหลักคือการสร้าง Character Brand ประจำจังหวัด โดยอิงแนวคิดในการสร้างสัตว์วิเศษแห่งเชียงรายให้กลายเป็น Soft Power ด้านศิลปะร่วมสมัย พัฒนาเป็นของที่ระลึกเชิงสร้างสรรค์ และขยายสู่ตลาดนักสะสม Art Toy รวมถึงตลาดท่องเที่ยว ทีมคาดหวังว่าจะสามารถนำเสนออัตลักษณ์เรื่องเล่าผ่าน Storytelling สร้าง Emotional Value ที่สามารถต่อยอดสู่ Franchise IP ได้ และถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

หากสำเร็จในระยะ 2 ถึง 3 ปี ทีมคาดหวังว่าสัตว์วิเศษเหล่านี้จะสามารถต่อยอดเป็น Mascot ประจำเมืองเชียงราย ภาพยนตร์ Animation สั้นที่อาจนำไปปรับใช้เป็นสื่อโปรโมทการท่องเที่ยว หรือปรับใช้กับหลักสูตรส่งเสริมการเรียนการสอนสำหรับเด็กในโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย หรือพัฒนาไปเป็นสื่อการเรียนรู้เรื่องสัตว์ในตำนาน พงศาวดาร และประวัติศาสตร์ของเชียงรายให้มีความน่าสนใจมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะสร้าง Art Installation กลางเมือง และอาจพัฒนาไปสู่เทศกาลสัตว์วิเศษเชียงราย เป็นเทศกาลประจำปีของจังหวัด คล้ายกับเทศกาลดอกไม้งามหรืองานพ่อขุน ซึ่งจะเป็นการสร้างเอกลักษณ์และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ความหมายในระดับที่กว้างขึ้น

โปรเจกต์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในวงการสร้างสรรค์ของไทย ที่ศิลปินและนักออกแบบรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมามองหาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทร่วมสมัย แทนที่จะเลียนแบบเทรนด์จากต่างประเทศ การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การมีกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับในวงกว้างนั้นมีความหมายอย่างยิ่ง มันแสดงให้เห็นว่าความสามารถและโอกาสไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งในการแข่งขันได้

ผลงานของ Illus Illy ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Soft Power ผ่านศิลปะและการออกแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลและหลายองค์กรกำลังพยายามส่งเสริม การที่ตัวละครเหล่านี้สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนทุกวัยและสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมล้านนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่วัฒนธรรมและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

บทเรียนสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้ให้บทเรียนที่สำคัญหลายประการ ประการแรกคือความสำคัญของการทำการบ้าน การศึกษาข้อมูลและเข้าใจบริบททางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผลงานมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับ ประการที่สองคือการหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาเอกลักษณ์และการปรับให้ร่วมสมัย ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียดอ่อน และความคิดสร้างสรรค์

ประการที่สามคือความสำคัญของการทำงานเป็นทีม โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้จากการรวมตัวของศิลปินหลายคนที่มีความสามารถและมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน การแลกเปลี่ยนความคิดและทำงานร่วมกันทำให้ผลงานมีความสมบูรณ์และหลากหลายมากขึ้น

สุดท้ายคือความกล้าที่จะเสนอแนวคิดใหม่และความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ทีม Illus Illy ไม่ได้กลัวที่จะทำสิ่งที่แตกต่างหรือท้าทาย แต่ก็เปิดใจรับฟังและพร้อมอธิบายเจตนาของพวกเขา ซึ่งเป็นทัศนคติที่สำคัญสำหรับนักสร้างสรรค์ที่ต้องการสร้างผลงานที่มีนัยสำคัญ

รายชื่อทีมงานหลักโดยกลุ่มศิลปิน illus illy CEI 1.ศศนันท์ บุตรขุนทอง 2.ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์ 3.กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ 4.ชยพล ทุนอินทร์ 5.รัชรินทร์ อินธุระ 6.ธัญวีร์ เพ็งรัตน์

มองไปข้างหน้า

ในขณะที่งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ได้จบลงแล้ว แต่เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การที่ผลงานได้รับการตอบรับที่ดีและสร้างปรากฏการณ์ในหมู่ผู้เข้าร่วมงานนั้นเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับแผนการพัฒนาต่อในอนาคต

สำหรับจังหวัดเชียงราย โปรเจกต์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในรูปแบบใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล การมีตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจะช่วยสร้างจุดขายที่แตกต่างและน่าจดจำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว

สำหรับวงการศิลปะและการออกแบบของไทย โปรเจกต์นี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นแหล่งแรงบันดาลใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดและสร้างผลงานที่มีคุณภาพระดับสากลได้ อาจจะกระตุ้นให้ศิลปินและนักออกแบบคนอื่นๆ หันกลับมามองหาเรื่องราวและภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเองและนำมาพัฒนาต่อยอดในทำนองเดียวกัน

ความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนอย่างสิงห์ปาร์คกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นยังเป็นแบบอย่างที่ดีของการสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม การให้โอกาสและเวทีแก่ศิลปินท้องถิ่นไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของพวกเขา แต่ยังสร้างประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายและสังคมโดยรวม

บทสรุป

เรื่องราวของสัตว์วิเศษล้านนาที่กลับมามีชีวิตผ่านฝีมือของกลุ่ม Illus Illy เป็นมากกว่าแค่เรื่องของการออกแบบที่สวยงาม มันเป็นเรื่องของการสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ใหม่ที่ยังคงรากเหง้า และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ

ความสำเร็จของโปรเจกต์นี้แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเดิมเพื่อคงคุณค่า แต่สามารถปรับเปลี่ยนและตีความใหม่ให้เหมาะสมกับบริบทของยุคสมัยได้ โดยยังคงความเคารพและความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรม

สำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ โปรเจกต์นี้เป็นแรงบันดาลใจที่แสดงให้เห็นว่าโอกาสและความสำเร็จไม่จำกัดอยู่แค่ในเมืองใหญ่ และวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถเป็นจุดแข็งที่ทรงพลังในการสร้างสรรค์ผลงานที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ สำหรับผู้ที่สนใจในการอนุรักษ์และเผยแพร่วัฒนธรรม มันเป็นตัวอย่างของการทำงานที่สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพในการทำให้คนรุ่นใหม่สนใจและให้คุณค่ากับมรดกทางวัฒนธรรม

ในที่สุด เรื่องราวของสัตว์วิเศษทั้ง 5 ตัวนี้ไม่ได้จบลงที่งาน Balloon Fiesta แต่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ด้วยวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของทีม Illus Illy ร่วมกับการสนับสนุนจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นไปได้สูงที่สัตว์วิเศษเหล่านี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเชียงรายและเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ทางวัฒนธรรมของประเทศไทยในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข้อมูลในข่าวฉบับนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับทีมงาน Illus Illy ประกอบด้วย ศศนันท์ บุตรขุนทอง, ภัทรา เสรีวิชยสวัสดิ์, กิตติ์สินี ธันวรักษ์กิจ, ชยพล ทุนอินทร์, รัชรินทร์ อินธุระ และธัญวีร์ เพ็งรัตน์ ที่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับโปรเจกต์การออกแบบตัวการ์ตูนสัตว์วิเศษล้านนา
  • งาน Singha Park Chiang Rai International Balloon Fiesta 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงรา
  • ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน Balloon Fiesta และกิจกรรมต่างๆ ในสิงห์ปาร์คสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของสิงห์ปาร์ค เชียงราย

     

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME