Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

เปิดฤดูกาลล่องแพแม่สรวย 2569 ชูแนวคิด ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน ดันเศรษฐกิจฐานรากเชียงรายให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เปิดฤดูกาลล่องแพแม่สรวย 2569 ชูแนวคิดยิ่งเปียก ยิ่งม่วน ผนึกอำเภอ ท้องถิ่น และชุมชน ดันท่องเที่ยวฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย 1 มีนาคม 2569 – เสียงหัวเราะของนักท่องเที่ยวดังแข่งกับสายน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนแม่สรวย ในวันที่กิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชน “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย” เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวปี 2569 อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศหน้าร้อนที่เริ่มชัดเจนขึ้นทุกวัน และความคาดหวังของชาวบ้านที่อยากเห็น “สายน้ำ” กลับมาสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ชุมชนอีกครั้ง

กิจกรรมปีนี้ใช้แนวคิด “ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน” เป็นคำชวนของคนพื้นที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์การเล่นน้ำแบบเหนืออย่างเป็นกันเอง ไม่เน้นความหวือหวา แต่เน้นความสุขเรียบง่ายบนแพไม้ไผ่ที่ลอยไปตามลำน้ำ ท่ามกลางภูเขาและผืนป่าที่โอบล้อม สร้างจังหวะท่องเที่ยวหน้าร้อนที่ต่างจากเมืองใหญ่ และเป็นอีกหนึ่งภาพจำของเชียงรายที่ขยับจากการท่องเที่ยวเชิงชม ไปสู่การท่องเที่ยวเชิงมีส่วนร่วม

จากข้อมูลประชาสัมพันธ์กิจกรรม ฤดูกาลล่องแพเปียกเขื่อนแม่สรวยถูกระบุช่วงจัดงานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2569 หรือกินช่วงเวลายาวต่อเนื่องราว 3 เดือน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการคลายร้อนในธรรมชาติ และช่วยกระจายรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

พิธีเปิดฤดูกาลปี 2569 เมื่อภาครัฐและชุมชนยืนอยู่ข้างเดียวกัน

พิธีเปิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 จัดขึ้นบริเวณจุดลงแพเปียกเขื่อนแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวและเป็นสักขีพยานการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว

ภาพของพิธีเปิดไม่ใช่เพียงพิธีการตามปฏิทินงานเทศกาล แต่สะท้อน “กลไกการทำงานร่วมกัน” ที่กิจกรรมท่องเที่ยวโดยชุมชนพยายามยึดถือมาโดยตลอด เพราะล่องแพเปียกไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยพลังของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว หากขาดการกำกับดูแลเรื่องความปลอดภัย กติกาการใช้ลำน้ำ การจัดระเบียบพื้นที่ริมฝั่ง และการอำนวยความสะดวกด้านจราจรและสาธารณูปโภค

เครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนในปีนี้ประกอบด้วย อำเภอแม่สรวย กลุ่มผู้ประกอบการแพเปียก เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานด้านเจ้าท่าในพื้นที่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ซึ่งทำหน้าที่ต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือทำให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้นได้จริงและเกิดประโยชน์กลับสู่ชุมชน

ทำไมแม่สรวยถึงกลายเป็นจุดหมายหน้าร้อนของเชียงราย

เสน่ห์ของล่องแพเปียกแม่สรวยอยู่ที่ “ธรรมชาติที่จับต้องได้” นักท่องเที่ยวไม่ได้เพียงมองวิว แต่ได้ลงไปอยู่ในวิว ได้สัมผัสความเย็นของสายน้ำ ได้ยินเสียงลมและเสียงนก ได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัวหรือเพื่อนแบบไม่ต้องเร่งรีบ

พื้นที่เทศบาลตำบลเวียงสรวยมีทรัพยากรธรรมชาติหลายจุดที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเขื่อนแม่สรวย ลำน้ำแม่สรวย และลำน้ำแม่ลาว รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงอย่างถ้ำแม่สรวย ซึ่งทำให้การมาเที่ยวหนึ่งวันสามารถต่อยอดเป็นทริปได้มากกว่ากิจกรรมเดียว นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกมาเช้า ล่องแพช่วงสายถึงบ่าย แล้วต่อด้วยอาหารท้องถิ่น ซื้อของชุมชน หรือแวะจุดท่องเที่ยวธรรมชาติใกล้เคียง เป็นการยืดเวลาพำนักในพื้นที่ให้ยาวขึ้น และเพิ่มโอกาสให้เงินหมุนเวียนไปถึงร้านค้าเล็ก ๆ ริมทาง

ข้อมูลประชาสัมพันธ์กิจกรรมยังแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการล่องแพในฤดูกาลนี้ว่าเป็นช่วงสายถึงบ่าย เพื่อให้อากาศกำลังดีและสอดคล้องกับการวางแผนเดินทางของนักท่องเที่ยว พร้อมเน้นให้ตรวจสอบสภาพอากาศและจองล่วงหน้าในช่วงวันหยุด

รายได้ที่ไม่ได้จบแค่ค่าแพ แต่คือระบบเศรษฐกิจเล็ก ๆ ที่พึ่งพากัน

สิ่งที่ทำให้ล่องแพเปียกแม่สรวยมีความหมายต่อชุมชน ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนลงแพในวันใดวันหนึ่ง แต่อยู่ที่ “ห่วงโซ่รายได้” ที่แผ่ออกไปทั้งสองฝั่งน้ำ

ในวันท่องเที่ยวคึกคัก คนได้รายได้ไม่ใช่แค่เจ้าของแพ แต่รวมถึงร้านอาหารพื้นถิ่น ร้านเครื่องดื่ม แผงขายผลไม้ ร้านเช่าห่วงยาง เสื้อชูชีพ ซุ้มพักริมน้ำ ไปจนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนที่นำของมาวางจำหน่าย การท่องเที่ยวแบบนี้มีคุณลักษณะสำคัญคือ รายได้กระจายตัว และช่วยพยุงครัวเรือนรายย่อยในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวหรือช่วงรายได้เกษตรผันผวน

ผู้จัดงานในพื้นที่มักชี้ให้เห็นตรงกันว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกและร้านค้าริมน้ำช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้ “แพเปียกแม่สรวย” กลายเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดในช่วงหน้าร้อน ขณะเดียวกันก็เป็นแรงจูงใจให้ชุมชนช่วยกันดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเมื่อสายน้ำสะอาดและพื้นที่เป็นระเบียบ ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวก็จะอยู่กับพื้นที่ได้นานกว่าเทศกาลหนึ่งฤดูกาล

ประเด็นความปลอดภัยและกติกา เมื่อความสนุกต้องมากับความรับผิดชอบ

การเล่นน้ำในลำน้ำธรรมชาติย่อมมีความเสี่ยง หากขาดการจัดการที่ดี ผู้จัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและการสื่อสารข้อปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

หัวใจของความปลอดภัยมักอยู่ที่ 4 เรื่องหลัก

  • การกำหนดเส้นทางและช่วงเวลาลงแพให้เหมาะสมกับระดับน้ำ
  • การจัดระบบดูแลความปลอดภัยในจุดลงแพ จุดขึ้นแพ และจุดพักริมฝั่ง
  • การดูแลอุปกรณ์และมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบการ
  • การสื่อสารให้นักท่องเที่ยวเข้าใจข้อห้ามและข้อควรระวังแบบอ่านแล้วทำตามได้ทันที

อีกมิติหนึ่งที่ชุมชนให้ความสำคัญคือการรักษาความเป็นระเบียบและความสะอาดของพื้นที่ เพราะหากปล่อยให้พื้นที่รกและขยะสะสม ภาพจำของการท่องเที่ยวจะถูกกระทบทันที และจะย้อนกลับมาทำให้รายได้ของชุมชนหายไปในระยะยาว

โครงสร้างพื้นฐานและการรองรับนักท่องเที่ยว เมื่อการเดินทางต้องไม่เป็นอุปสรรค

ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดีไม่ได้จบแค่กิจกรรมในน้ำ แต่เริ่มตั้งแต่การเดินทางเข้าไปถึงพื้นที่ การจัดการทางเข้าออก การจอดรถ ความปลอดภัยบนถนน และป้ายสื่อสารต่าง ๆ

การขับเคลื่อนกิจกรรมในปีนี้จึงสะท้อนบทบาทของท้องถิ่นที่ต้องทำงานคู่ขนานกัน ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการให้ทำงานได้สะดวก และการดูแลนักท่องเที่ยวให้เดินทางได้ปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่คนเดินทางหนาแน่น หากการจราจรติดขัดหรือพื้นผิวถนนเป็นอุปสรรค ความรู้สึกของนักท่องเที่ยวอาจสะดุดตั้งแต่ยังไม่ลงแพ

ในภาพรวม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตระดับเมกะโปรเจกต์ แต่เป็นเรื่อง “ยิบย่อยที่จำเป็น” ตั้งแต่การจัดพื้นที่บริการให้เป็นระเบียบ การปรับจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ไปจนถึงการจัดระบบดูแลความปลอดภัยบนบกและในน้ำให้สอดคล้องกัน

สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้ก่อนมา เพื่อให้สนุกและไม่กระทบชุมชน

ข้อมูลประชาสัมพันธ์กิจกรรมระบุช่วงจัดงาน 14 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2569 นักท่องเที่ยวที่วางแผนมาเที่ยวควรเตรียมตัวในเชิงปฏิบัติ ดังนี้

  • สวมเสื้อผ้าที่แห้งง่ายและเตรียมชุดสำรอง
  • งดพกของมีค่าแบบไม่จำเป็น หรือเตรียมถุงกันน้ำ
  • ติดตามสภาพอากาศล่วงหน้า โดยเฉพาะวันที่ฝนตกหรือมีประกาศเตือน
  • หากมาในวันหยุด ควรจองล่วงหน้าหรือเผื่อเวลาเดินทาง
  • เคารพกติกาพื้นที่ ลดเสียงดังในช่วงที่ชุมชนกำลังพักผ่อน และช่วยกันรักษาความสะอาด

ในเชิงระบบ ผู้จัดและแหล่งข้อมูลประชาสัมพันธ์ยังระบุช่องทางติดต่อหน่วยงานในพื้นที่และหน่วยงานท่องเที่ยวของรัฐสำหรับการสอบถามข้อมูล ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมพยายามทำให้การสื่อสารเป็นทางการมากขึ้น และลดปัญหาข้อมูลคลาดเคลื่อนในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว

เมื่อความชุ่มฉ่ำกลายเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก

ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวยปี 2569 เป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวที่เริ่มจากสิ่งที่ชุมชนมีอยู่จริง คือสายน้ำและธรรมชาติ แล้วต่อยอดด้วยการจัดการร่วมกันของอำเภอ ท้องถิ่น หน่วยงานกำกับ และผู้ประกอบการในพื้นที่

ความสำเร็จของกิจกรรมไม่ได้วัดจากภาพเปิดงานเพียงวันเดียว แต่ต้องวัดจากทั้งฤดูกาลว่า ชุมชนรักษาคุณภาพบริการได้หรือไม่ นักท่องเที่ยวกลับไปพร้อมความประทับใจหรือไม่ และรายได้กระจายสู่คนในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน

สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ เลือกท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เคารพกติกาความปลอดภัย ช่วยกันดูแลความสะอาด และสนับสนุนสินค้าและบริการของชุมชน เพราะทุกการใช้จ่ายเล็ก ๆ ในพื้นที่ คือแรงส่งให้เทศกาลเล็ก ๆ อย่าง “ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน” อยู่ต่อได้ทุกปี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ประชาสัมพันธ์ไว้ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2569 รวมระยะเวลาราว 3 เดือน หรือมากกว่า 90 วัน
  • สถานที่จัดกิจกรรม เขื่อนแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

แนวคิดกิจกรรม ยิ่งเปียก ยิ่งม่วน ใช้สื่อสารภาพลักษณ์ท่องเที่ยวชุมชนหน้าร้อน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

ครั้งแรกของเชียงของ! เทศกาลว่าวริมโขงดึงผู้เชี่ยวชาญจากเวยฟางร่วมแลกเปลี่ยน ยกระดับท่องเที่ยวด้วยศิลปะพื้นถิ่นไทย-จีน

เชียงของเปิดเทศกาลว่าวริมโขงครั้งแรก ดึงเวยฟางร่วมยกระดับท่องเที่ยวสร้างสรรค์ริมแม่น้ำโขง

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ลมปลายฤดูหนาวพัดข้ามสายน้ำโขงในอำเภอเชียงของ กลายเป็นฉากหลังของภาพที่ชวนให้หยุดมอง ว่าวหลากรูปทรงลอยเหนือสวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง ในวันที่ผู้คนหลายวัยมารวมตัวกันเพื่อเปิด “เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1” กิจกรรมใหม่ที่จังหวัดเชียงรายหวังใช้วัฒนธรรมพื้นถิ่นเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ และวางหมุดหมายให้เชียงของเป็นอีกพื้นที่ที่เล่าเรื่องชายแดนด้วยภาษาที่อ่อนโยนกว่าเดิม ภาษาที่ชื่อว่า “ว่าว”

ว่าวบนลานผ้าทอ จุดเริ่มต้นของเทศกาลใหม่ริมโขง

พิธีเปิดงานจัดขึ้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ณ สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ รายละเอียดการจัดงานในรายงานสื่อท้องถิ่นระบุว่าเทศกาลครั้งแรกนี้ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่รื้อฟื้นการเล่นว่าวของชุมชน และทำให้กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยอยู่ในความทรงจำกลับมามีบทบาทในมิติการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ความคึกคักของพื้นที่ไม่ใช่เพียงการชมว่าวขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวาง “ฉากใหม่” ให้เชียงของในสายตาคนนอก เมืองชายแดนที่คนจำนวนไม่น้อยรู้จักผ่านภาพการเดินทางและการค้าข้ามแดน กำลังทดลองเล่าเรื่องตัวเองผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรต่อครอบครัว ผู้จัดงานสื่อสารชัดว่าอยากเห็นเทศกาลนี้เติบโตเป็นงานประจำปี และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เวยฟางเข้าร่วมแลกเปลี่ยน เติมมิติไทยจีนบนท้องฟ้าเดียวกัน

จุดเด่นสำคัญของเทศกาลครั้งนี้คือการมีส่วนร่วมของคณะจากเมืองเวยฟาง มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งสื่อไทยรายงานว่าถูกเชิญมาเพื่อร่วมสาธิต ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการทำว่าวกับผู้สนใจในพื้นที่ การนำ “ผู้เชี่ยวชาญจากเมืองว่าว” มาปักหมุดร่วมกิจกรรมในเชียงของ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมเป็นการทูตระดับประชาชน สร้างวงสนทนาที่ไม่เริ่มต้นด้วยถ้อยคำการเมืองหรือความมั่นคง แต่เริ่มจากงานฝีมือ สีสัน และทักษะช่าง

ในเชิงภาพรวม เมืองเวยฟางเป็นที่รู้จักในสื่อระหว่างประเทศในฐานะแหล่งอุตสาหกรรมว่าวที่เติบโตจากงานหัตถกรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ รายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่านเครือข่ายข่าวเอเชียระบุว่า เมืองนี้มีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างการจ้างงานราว 80,000 คน มียอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวยฟางไม่ได้เป็นเพียง “เมืองแห่งเทศกาล” แต่เป็นตัวอย่างของเมืองที่แปลงทุนวัฒนธรรมให้เป็นห่วงโซ่มูลค่าได้จริง

จากงานเทศกาลสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ บทเรียนจากเมืองเวยฟาง

แนวทางของเวยฟางที่ถูกกล่าวถึงในรายงานสื่อจีนอีกประเด็นหนึ่งคือการยกระดับทักษะทำว่าวให้เป็นมรดกภูมิปัญญา โดยทักษะการทำว่าวของเวยฟางถูกบรรจุในบัญชีโครงการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจีนตั้งแต่ปี 2006 สิ่งนี้มีนัยสำคัญต่อพื้นที่อย่างเชียงของ เพราะสะท้อนว่าการทำให้ศิลปะพื้นบ้านยืนระยะ ไม่ได้พึ่งเพียงความนิยมชั่วคราว แต่ต้องมีทั้งระบบการถ่ายทอด การรับรองคุณค่า และการสร้างตลาดที่สมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจ

อีกด้านหนึ่ง สื่อไทยบางสำนักรายงานถึงการจัดเทศกาลว่าวนานาชาติของเวยฟางที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนาน และมีการเชิญชวนให้คนไทยเข้าร่วมกิจกรรมที่จีนในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม เมื่อยึดกรอบนี้กลับมามองเชียงของ เทศกาลว่าวริมโขงจึงไม่ใช่เพียงงานเปิดตัวครั้งแรก แต่เป็นการทดลอง “โมเดลความร่วมมือ” ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นประตูหน้า และค่อยต่อยอดไปสู่ประตูบานอื่นในอนาคต

เชียงของกับโจทย์การทำเทศกาลให้เป็นของจริง ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราว

การประกาศสนับสนุนให้เทศกาลเป็นงานประจำปีเป็นเป้าหมายที่ฟังดูเรียบง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับมีองค์ประกอบจำนวนมากที่ต้องจัดวางให้ลงตัว ข้อมูลจากสื่อพื้นที่สะท้อนว่า ผู้จัดงานมองการปรับช่วงเวลาจัดงานให้เหมาะกับฤดูลมเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ชมและผู้เล่นว่าวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หากเทศกาลต้องเติบโตเป็นกิจกรรมประจำปี โจทย์ที่ตามมาคือการจัดการความต่อเนื่องของคอนเทนต์และกิจกรรม ปีแรกอาจตื่นตาเพราะความใหม่ แต่ปีถัดไปผู้คนจะถามหาสิ่งที่ “มากกว่าเดิม” เช่น เวิร์กช็อปที่เจาะลึกขึ้น การประกวดที่มีมาตรฐานชัด การเชื่อมกับสินค้าชุมชน หรือการจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและเยาวชน การเติบโตแบบนี้ต้องใช้ทั้งงบประมาณ การจัดการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง

ในเวลาเดียวกัน ความสำเร็จของเทศกาลในเมืองชายแดนย่อมผูกกับการเดินทาง ที่พัก ความปลอดภัย และการบริการที่เป็นมิตรต่อผู้มาเยือน งานว่าวอาจเริ่มจากลานผ้าทอ แต่ผลกระทบจะขยายไปถึงร้านอาหาร ที่พัก ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแรงงานบริการ หากกลไกเหล่านี้ไม่ถูกยกระดับไปพร้อมกัน งานเทศกาลก็เสี่ยงจะกลายเป็นเพียงภาพสวยในวันเปิดงาน

ว่าวเป็นสื่อกลางความสัมพันธ์ และเป็นพื้นที่สร้างความไว้ใจ

ความน่าสนใจของเทศกาลว่าวริมโขงอยู่ที่การเลือกใช้ “กิจกรรมที่ไม่ขัดแย้ง” เป็นพื้นที่กลางของผู้คน ว่าวไม่มีฝ่าย ไม่มีขั้ว และไม่ตั้งเงื่อนไขว่าผู้ชมต้องมีต้นทุนความรู้มาก่อน นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในยุคที่ผู้คนต้องการประสบการณ์ร่วม และต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการพักใจ

ในมิติความสัมพันธ์ไทยจีน การที่เชียงของดึงเมืองเวยฟางเข้ามาร่วมกิจกรรม ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ได้อยู่เพียงในระดับพิธีการ แต่ขยับไปสู่ระดับช่างฝีมือ ครูผู้สอน และเยาวชนที่เรียนรู้ร่วมกัน ผลลัพธ์ระยะสั้นคือความคึกคักของงาน แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญกว่าคือเครือข่ายคนทำงานวัฒนธรรมที่รู้จักกันจริง และอาจต่อยอดเป็นโครงการแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ในอนาคต

ประชาชนทำอะไรได้ทันที เพื่อให้เทศกาลเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว สิ่งที่ทำได้ทันทีมีอย่างน้อยสามด้าน

ด้านแรกคือการร่วมใช้พื้นที่อย่างรับผิดชอบ งานกลางแจ้งริมโขงต้องพึ่งพาความร่วมมือเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพพื้นที่สาธารณะ

ด้านที่สองคือการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้า การใช้บริการในพื้นที่ หรือการบอกต่อข้อมูลการเดินทางอย่างสร้างสรรค์ การกระจายรายได้คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนในชุมชนอยากเป็นเจ้าของเทศกาลร่วมกัน

ด้านที่สามคือการช่วยกันรักษา “เรื่องเล่า” ของงาน เทศกาลจะกลายเป็นประจำปีได้ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำร่วม ผู้คนจดจำว่าเคยมาที่นี่เพื่ออะไร และอยากกลับมาเพราะอะไร เรื่องเล่าเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์จริงที่ผู้จัดงานและชุมชนต้องสร้างร่วมกัน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เมืองเวยฟางมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับว่าวมากกว่า 600 แห่ง สร้างงานราว 80,000 ตำแหน่ง ยอดขายรวมต่อปีเกิน 2,000 ล้านหยวน และส่งออกไปมากกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค
  • เทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 จัดที่สวนสาธารณะลานผ้าทอ บ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ และเปิดงานวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข่าวการเปิดงานเทศกาลว่าวริมโขง ครั้งที่ 1 และรายละเอียดกิจกรรมในพื้นที่ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากสำนักข่าว NationTV และสื่อท้องถิ่น
  • ข้อมูลอุตสาหกรรมว่าวเมืองเวยฟาง อ้างอิงรายงานสื่อจีนที่เผยแพร่ผ่าน Asia News Network โดยอ้าง China Daily
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

บริหารน้ำแม่ลาวด้วยระบบอัจฉริยะ หนุนเกษตรกร 2,000 ไร่แม่สรวย

กรมทรัพยากรน้ำรุกแก้ภัยแล้งแม่สรวย สำรวจน้ำแม่ลาวดันระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ หนุนเกษตรกว่า 2,000 ไร่ เน้นกลไกชุมชนและถ่ายโอนดูแลสู่ท้องถิ่น

เชียงราย, 1 มีนาคม 2569 – ภาพของภัยแล้งในภาคเหนือมักเริ่มต้นด้วยสัญญาณเดียวกันเสมอ คือระดับน้ำในลำห้วยลดลงเร็ว แปลงเกษตรนอกเขตชลประทานต้องรอฝนอย่างไม่แน่นอน และต้นทุนการสูบน้ำด้วยเครื่องยนต์ยิ่งบั่นทอนรายได้ของเกษตรกรในวันที่ราคาผลผลิตผันผวน เมื่อเงื่อนไขเดิมวนกลับมาอีกครั้ง กลไกแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์จึงไม่ใช่เพียงการ “หาน้ำเพิ่ม” แต่ต้องทำให้น้ำ “ถึงไร่นา” อย่างมีระบบ และต้องทำให้ระบบนั้นยืนระยะได้จริงหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ

ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ได้เดินหน้าสำรวจและผลักดันโครงการระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ในตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยตั้งเป้าสนับสนุนพื้นที่การเกษตรมากกว่า 2,000 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านแม่พริก หมู่ 2 บ้านหัวทุ่ง และหมู่ 13 บ้านป่าซางพัฒนา ตามข้อมูลโครงการที่หน่วยงานจัดทำและแนบมา

ลงพื้นที่ตามข้อสั่งการ เร่งประเมินจุดตั้งสถานีสูบน้ำบนพื้นที่สาธารณประโยชน์

ข้อมูลจากหน่วยงานระบุว่า โครงการนี้ใช้น้ำแม่ลาวเป็นแหล่งน้ำต้นทุน โดยเลือกพื้นที่สาธารณประโยชน์ติดลำน้ำประมาณ 4 ไร่ สำหรับเป็นที่ตั้งสถานีสูบน้ำและระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งการใช้พื้นที่สาธารณะจำเป็นต้องดำเนินการบนฐานความยินยอมของชุมชนและการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นไปอย่างโปร่งใสและลดข้อพิพาทในอนาคต

ด้านความเคลื่อนไหวของหน่วยงานในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 มีการสื่อสารภารกิจเชิงรุกด้านภัยแล้งและโครงการระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ในหลายพื้นที่ พร้อมย้ำการทำงานตามข้อสั่งการของผู้บริหารกรมทรัพยากรน้ำ ขณะที่ข้อมูลการลงพื้นที่แก้ภัยแล้งแม่สรวยเกี่ยวกับ “สำรวจน้ำแม่ลาว” และ “ช่วยเกษตร 2,000 ไร่” ถูกเผยแพร่ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพรวมน้ำเหนืออยู่ระดับดี แต่พื้นที่นอกชลประทานยังเปราะบาง

แม้รายงานสถานภาพน้ำเขื่อนของภาคเหนือ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ระบุว่าปริมาตรน้ำในอ่างรวมภาคเหนืออยู่ที่ร้อยละ 78 ของระดับน้ำเก็บกัก หรือ 19,393 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุ 24,825 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ตัวเลขภาพรวมไม่ได้แปลว่าทุกตำบลจะมีน้ำใช้เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานที่ยังต้องพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ และต้องเผชิญความเสี่ยงจากความแปรปรวนของอากาศซึ่งทำให้ฝนมาไม่ตรงฤดูกาล

โครงการที่แม่พริกจึงถูกวางให้เป็นการเชื่อม “น้ำต้นทุน” เข้ากับ “ระบบกระจายน้ำ” ที่คุมต้นทุนพลังงานได้ เพราะในสมการของเกษตรกรรายย่อย ต้นทุนสูบน้ำมักเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถผลักไปที่ราคาขายได้เต็มที่ การลดต้นทุนจึงเท่ากับเพิ่มโอกาสอยู่รอด

เทคนิคของระบบ โซลาร์เซลล์ไม่น้อยกว่า 310 วัตต์ต่อแผง และปั๊มแบบไฮบริด

รายละเอียดทางวิศวกรรมตามข้อมูลที่แนบ ระบุว่า ระบบออกแบบให้เหมาะกับภูมิประเทศลอนคลื่นและพื้นที่ลาดชันของอำเภอแม่สรวย โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบ Crystalline Silicon กำลังไม่น้อยกว่า 310 วัตต์ต่อแผง เครื่องสูบน้ำแบบ Hybrid Submersible Pump และระบบท่อส่งน้ำขนาดใหญ่ชนิด PVC หรือ HDPE เพื่อลดการสูญเสียแรงดัน

สาระสำคัญที่ทำให้โครงการลักษณะนี้ถูกเลือกใช้มากขึ้น คือการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาทดแทนการใช้เครื่องยนต์หรือไฟฟ้าตลอดเวลา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และลดข้อจำกัดของพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้าอาจไม่เสถียร นอกจากนี้ เอกสารจัดซื้อจัดจ้างของกรมทรัพยากรน้ำในอดีตสะท้อนสเปกแผง Crystalline Silicon ไม่น้อยกว่า 310 วัตต์ที่ถูกใช้เป็นมาตรฐานในโครงการระบบกระจายน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสอดคล้องกับรายละเอียดทางเทคนิคของโครงการแม่พริกที่หน่วยงานระบุ

หอถังสูง 20 เมตรกับความจุ 100 ลูกบาศก์เมตร จุดชี้ชะตาว่าน้ำจะไปถึงปลายทางได้จริง

อีกองค์ประกอบที่ข้อมูลระบุไว้อย่างชัดเจน คือความจำเป็นต้องมีหอถังเก็บน้ำสูง 20 เมตร ความจุ 100 ลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างแรงดันน้ำสำหรับกระจายไปยังพื้นที่ปลายทางในระบบท่อ

ในงานระบบส่งน้ำจริง แรงดันคือคำตอบสุดท้ายของคำถามที่เกษตรกรถามกันทุกปี น้ำจะมาถึงแปลงหรือไม่ หากปลายทางอยู่สูงกว่า หรืออยู่ไกลกว่า ระบบที่ไม่มีแรงดันเพียงพอมักจบลงด้วยการต้องสูบซ้ำและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม การออกแบบให้มีหอถังสูงจึงไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นแกนกลางของประสิทธิภาพทั้งระบบ

ออกแบบรับแรงสั่นสะเทือน เมื่อแผ่นดินไหวกลายเป็นบริบทใหม่ของงานโครงสร้าง

ข้อมูลโครงการระบุว่ามีการคำนึงถึงความทนทานต่อภัยพิบัติทางธรณีวิทยา โดยเฉพาะแผ่นดินไหว ในการออกแบบฐานรากของหอถังและแผงโซลาร์เซลล์

ประเด็นนี้ยิ่งถูกจับตา หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 3.1 ที่ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ความลึก 1 กิโลเมตร ซึ่งกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยาบันทึกเหตุการณ์ไว้ และสื่อภูมิภาครายงานว่าเกี่ยวข้องกับการเลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนพะเยา แม้เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่มีรายงานความเสียหายสำคัญ แต่ส่งสัญญาณชัดว่าโครงสร้างสาธารณูปโภคใหม่ ๆ ในภาคเหนือควรยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยมากขึ้น

กลุ่มผู้ใช้น้ำ กติกาเวรน้ำ และกองทุนน้ำ เงื่อนไขที่ทำให้โครงการไม่ตายหลังส่งมอบ

หากด้านวิศวกรรมคือหัวใจ ด้านการบริหารจัดการคือระบบไหลเวียนโลหิต เพราะต่อให้สร้างระบบดีเพียงใด หากไม่มีคนดูแล ไม่มีอะไหล่ ไม่มีเงินซ่อม และไม่มีข้อตกลงร่วมกัน ระบบจะเสื่อมสภาพเร็วเกินกว่าจะคืนทุนทางสังคม

กรมทรัพยากรน้ำให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยแนวทางตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำของหน่วยงานมักกำหนดองค์ประกอบหลัก ได้แก่ การตั้งกลุ่ม การมีคณะกรรมการ การมีกิจกรรมต่อเนื่อง การมีกฎระเบียบโดยเฉพาะรอบเวรการใช้น้ำ และการมีกองทุนเพื่อบำรุงรักษาระบบ โครงสร้างดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาเดิมที่เกิดซ้ำในหลายพื้นที่ คือช่วงแรกมีน้ำใช้ แต่ผ่านไปไม่นานปั๊มเสีย แผงชำรุด ท่อรั่ว และไม่มีงบซ่อม

สำหรับพื้นที่แม่พริก การตั้งกติกาเวรใช้น้ำมีนัยทางสังคมสูง เพราะพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุม 3 หมู่บ้าน เกษตรกรจำนวนมากอาจมีพืชคนละชนิด ระยะให้น้ำคนละแบบ การตกลงร่วมกันจึงต้องทำบนฐานข้อมูลและความเป็นธรรม เพื่อให้ความขัดแย้งเรื่องน้ำไม่บานปลายเป็นปัญหาชุมชน

ถ่ายโอนภารกิจให้ท้องถิ่นตามมติคณะรัฐมนตรี หนุนความยั่งยืนในงบประจำปี

ข้อมูลที่แนบระบุว่า โครงการเตรียมถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นบรรจุแผนบำรุงรักษาไว้ในงบประมาณประจำปี โดยอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565

ในเชิงนโยบาย มติคณะรัฐมนตรีวันดังกล่าวมีสาระเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการถ่ายโอนภารกิจด้านแหล่งน้ำให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการสนับสนุนให้มีการสำรวจ ซ่อมแซม และส่งต่อให้ท้องถิ่นดูแลร่วมกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมื่อวางกรอบนี้ร่วมกับโครงการแม่พริก จะเห็นภาพการกระจายอำนาจด้านน้ำที่ชัดขึ้น กล่าวคือ ส่วนกลางทำหน้าที่ออกแบบและลงทุนระบบหลัก ขณะที่ท้องถิ่นมีบทบาทดูแลบำรุงรักษาและจัดการในชีวิตประจำวัน

ศูนย์เมขลา จากการคาดเดา สู่การจัดการน้ำด้วยข้อมูล

อีกประเด็นที่ข้อมูลแนบระบุ คือการใช้นวัตกรรมข้อมูลจากศูนย์เมขลาเพื่อวิเคราะห์ความชื้นในดินและคาดการณ์ปริมาณน้ำ ช่วยให้การบริหารจัดการน้ำแม่ลาวแม่นยำขึ้น

ศูนย์เมขลาเป็นแพลตฟอร์มภายใต้กองวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ กรมทรัพยากรน้ำ โดยมีบทบาทเป็นศูนย์ติดตามและสนับสนุนการคาดการณ์สถานการณ์น้ำด้วยเทคโนโลยี เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้จริงในระดับพื้นที่ จะช่วยลดการจัดสรรน้ำแบบอาศัยความรู้สึกหรือประสบการณ์เพียงอย่างเดียว และเปิดทางให้กติกาเวรน้ำของชุมชนอิงหลักฐานมากขึ้น

มิติผลกระทบที่คาดหวัง น้ำถึงไร่นาเท่ากับลดความเสี่ยงรายได้ทั้งอำเภอ

หากระบบกระจายน้ำสามารถสนับสนุนพื้นที่เกษตรมากกว่า 2,000 ไร่ได้จริง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่จะสะท้อนผ่านรายได้ครัวเรือน การจ้างงานตามฤดูกาล การลดต้นทุนสูบน้ำ และความสามารถในการวางแผนเพาะปลูกของเกษตรกร

ในอีกด้านหนึ่ง โครงการลักษณะนี้ยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านอาหารของจังหวัด เพราะพื้นที่เกษตรนอกชลประทานจำนวนมากคือฐานผลิตพืชอาหารและพืชเศรษฐกิจ หากพื้นที่เหล่านี้สูญเสียผลผลิตจากภัยแล้งซ้ำซาก ต้นทุนจะย้อนกลับมาที่ผู้บริโภคผ่านราคาอาหารที่สูงขึ้น

อยู่ที่การดูแลหลังติดตั้ง มากกว่าวันเปิดโครงการ

โครงการโครงสร้างพื้นฐานมักถูกวัดความสำเร็จในวันก่อสร้างเสร็จ แต่สำหรับระบบน้ำ ความสำเร็จจริงเริ่มนับจากวันถัดไปที่เกษตรกรเปิดวาล์วแล้วน้ำไหลถึงปลายท่อ และเริ่มนับอีกครั้งเมื่อผ่านฤดูแล้งไปหนึ่งรอบแล้วระบบยังทำงานได้

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้เป็นรูปธรรม การทำกติกาเวรน้ำที่ทุกหมู่บ้านยอมรับร่วมกัน การตั้งกองทุนน้ำที่มีวินัยทางการเงิน และการทำแผนซ่อมบำรุงที่เชื่อมกับงบของ อปท. หาก 4 องค์ประกอบนี้ทำได้ โครงการจะไม่กลายเป็นสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็ว แต่จะเป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงของชุมชนในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ระหว่างรอการผลักดันโครงการ

ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่สามารถเริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเครื่องจักรลงพื้นที่ ได้แก่

  • เข้าร่วมกระบวนการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ และช่วยกันกำหนดกติกาเวรน้ำที่เป็นธรรม
  • สนับสนุนการตั้งกองทุนน้ำเพื่อซ่อมบำรุง โดยกำหนดรูปแบบการสมทบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
  • ช่วยกันสำรวจแนวท่อ จุดเสี่ยงรั่ว และพื้นที่เสี่ยงดินถล่ม เพื่อให้ข้อมูลภาคสนามสนับสนุนการออกแบบ
  • ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากช่องทางทางการ โดยเฉพาะข้อมูลจากศูนย์เมขลา
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ องค์การมหาชน
  • ข้อมูลศูนย์เมขลา กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะแพลตฟอร์มติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำด้วยเทคโนโลยี
  • บันทึกเหตุแผ่นดินไหว 28 กุมภาพันธ์ 2569 ขนาด 3.1 ความลึก 1 กิโลเมตร ตำบลทรายขาว อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย จากกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา และรายงานสื่อภูมิภาค
  • สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่โป่งผา เร่งปั้นหนองน้ำพุเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวรับสงกรานต์ ชูยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่แม่สายและเสริมสร้างสุขภาพชุมชน

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่โป่งผา เร่งปั้นหนองน้ำพุเป็นแลนด์มาร์กรับสงกรานต์ ควบคู่เปิดกีฬาชุมชนย้ำยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่แม่สาย

เชียงราย,28 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของอำเภอแม่สายที่หลายคนคุ้นตาในฐานะประตูหน้าด่านการค้าและการเดินทางชายแดน กำลังถูกเล่าใหม่ด้วย “พื้นที่” ที่ตั้งใจให้คนอยู่ได้ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอยากแวะมานานขึ้น ไม่ใช่เพียงผ่านทาง ล่าสุดการลงพื้นที่ของผู้บริหารท้องถิ่นระดับจังหวัดและตำบลในตำบลโป่งผา สะท้อนความพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่ทุกพื้นที่เผชิญร่วมกัน คือทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ลงพื้นที่หนองน้ำพุ วางหมากรับสงกรานต์

ช่วงเวลา 10.45 น. ของวันเดียวกัน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ร่วมกับนางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 6 และ ดร.ณัชชา กันทะดง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา เพื่อวางแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว ณ “หนองน้ำพุ” สวนสาธารณะและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลโป่งผา โดยเป้าหมายระยะใกล้ชัดเจน คือเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

“หนองน้ำพุ” ถูกวางบทบาทให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 82 ไร่ มีองค์ประกอบตั้งแต่พื้นที่ออกกำลังกาย เส้นทางเดินวิ่ง พื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ไปจนถึงจุดถ่ายภาพและลานกิจกรรมที่รองรับงานเทศกาลของชุมชนในอนาคต ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

ในมุมการพัฒนาเชิงนโยบาย ภาพของหนองน้ำพุไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว เพราะโครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกนำเสนอในกรอบงานภาครัฐด้านการพัฒนาเมืองและพื้นที่สาธารณะ โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองมีบทบาทส่งมอบความสำเร็จโครงการพัฒนา “หนองน้ำพุ” ตำบลโป่งผาในฐานะพื้นที่เพื่อสุขภาพและการใช้ประโยชน์สาธารณะ พร้อมคาดหวังให้ท้องถิ่นดูแลต่ออย่างยั่งยืน

เมื่ออ่านสัญญาณนี้ร่วมกับการลงพื้นที่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จึงเห็นทิศทางที่ชัดขึ้นว่า เป้าหมายไม่ได้หยุดแค่การทำให้มีสวนสวยขึ้นอีกแห่ง แต่กำลังพยายามทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจชุมชนและกลไกดูแลผู้คนในระยะยาว

สงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นสนามแข่งขันของเมืองท่องเที่ยว

การเตรียมรับสงกรานต์ในระดับพื้นที่ มีนัยมากกว่าการจัดงานให้คึกคัก เพราะสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่เม็ดเงินและการเดินทางกระจายตัวสูง เมืองที่มีพื้นที่กิจกรรมพร้อม มีจุดเช็กอินใหม่ และมีระบบรองรับที่ดี ย่อมได้เปรียบในการดึงนักท่องเที่ยวให้ “แวะและใช้เวลา” มากขึ้น

ภาครัฐเองตั้งเป้าการท่องเที่ยวในประเทศปี 2569 ที่ 180 ล้านคนครั้ง และมูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศกำลังขยับเกมเพื่อแย่งส่วนแบ่งการเดินทางของคนไทย ในบริบทนี้ หนองน้ำพุจึงถูกวางให้เป็นทั้งปอดของชุมชนและเป็นหน้าต่างต้อนรับผู้มาเยือน โดยเฉพาะพื้นที่แม่สายที่มีศักยภาพเชิงทำเลและเรื่องราวชายแดนเป็นทุนเดิม

อย่างไรก็ตาม การทำให้แลนด์มาร์กใหม่ “ยืนระยะ” ไม่ได้ขึ้นกับทิวทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการออกแบบการใช้ประโยชน์ให้คนทุกวัยเข้าถึงได้จริง ตั้งแต่ผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่เดินออกกำลังแบบปลอดภัย เด็กและเยาวชนที่ต้องการพื้นที่กิจกรรม ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อยที่ต้องการโอกาสทางรายได้ในวันที่คนมาเยือนหนาแน่น

กีฬาเป็นอีกด้านของสมการเมืองน่าอยู่

ก่อนลงพื้นที่หนองน้ำพุ ในเวลา 08.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการจัดการแข่งขันกีฬาตำบลโป่งผา ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ สนามกีฬากลางตำบลโป่งผา โดยมี ดร.ณัชชา กันทะดง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมกิจกรรม ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

สาระของโครงการกีฬาในครั้งนี้ถูกระบุชัดในกรอบสังคมและสุขภาพ คือสร้างความสามัคคีปรองดอง ส่งเสริมให้เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุออกกำลังกาย ลดโรค ลดการใช้เวลาว่างไปกับอบายมุข และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

หากมองในภาพใหญ่ นี่คือการขยับ “นโยบายสุขภาวะ” ให้จับต้องได้ ด้วยกิจกรรมที่คนเข้าร่วมได้ทันที และเป็นเครื่องมือรวมผู้คนได้จริง มากกว่าการรณรงค์เชิงคำพูด

ด้านมาตรฐานสากล องค์การอนามัยโลกให้ข้อแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมระดับหนัก 75 ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ เมื่อวางมาตรฐานนี้ขนานกับกิจกรรมกีฬาในตำบล จึงเห็นความหมายที่ลึกกว่าแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการขยับร่างกายและพื้นที่ทางสังคมที่เกื้อหนุนกัน

เมื่อพื้นที่สีเขียวเจอกีฬา เมืองได้ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ

ภาพที่เกิดขึ้นในตำบลโป่งผาในวันเดียวกัน คือการเดิน 2 ขาพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการยกระดับพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ให้เป็นแลนด์มาร์กและพื้นที่กิจกรรมเพื่อรองรับเทศกาลท่องเที่ยว อีกขาหนึ่งคือการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ลดปัญหาสังคม และส่งเสริมสุขภาวะ

สองขานี้เชื่อมกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะแลนด์มาร์กจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้พื้นที่จริง มีชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีปฏิทินกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ไม่ให้พื้นที่สวยแต่เงียบ ขณะเดียวกัน กีฬาและกิจกรรมชุมชนจะยั่งยืนขึ้นเมื่อมีสถานที่รองรับที่เหมาะสม ปลอดภัย และเข้าถึงได้

ในเชิงยุทธศาสตร์ท้องถิ่น การเตรียมรับสงกรานต์ด้วยแลนด์มาร์กใหม่คือการเพิ่ม “เหตุผลในการเดินทาง” ของนักท่องเที่ยว ส่วนการจัดกีฬาชุมชนคือการเพิ่ม “คุณภาพการอยู่ร่วมกัน” ของคนในพื้นที่ หากทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ เมืองชายแดนอย่างแม่สายจะไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่าน แต่เป็นพื้นที่ที่คนอยากอยู่และอยากกลับมา

ประเด็นที่ชุมชนและผู้มาเยือนควรจับตาหลังจากนี้

แม้การลงพื้นที่และการเปิดกิจกรรมจะเป็นสัญญาณบวก แต่ความท้าทายที่จะทำให้ผลลัพธ์เกิดจริงยังอยู่ในรายละเอียด เช่น การบริหารจัดการความสะอาด ความปลอดภัย การจัดระเบียบการใช้พื้นที่ในช่วงเทศกาล การคุมความหนาแน่นของกิจกรรมให้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้รู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่มากกว่าผู้มาใช้ชั่วคราว

อีกด้านหนึ่ง การทำให้กีฬาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมต้องอาศัยความต่อเนื่อง และการออกแบบให้คนทุกวัยเข้าร่วมได้จริง ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดงาน เมื่อกิจกรรมจบแล้วควรมีระบบสนับสนุนต่อ เช่น ชมรมกีฬา การใช้พื้นที่ฝึกซ้อมประจำ หรือกิจกรรมสุขภาพที่สอดรับกับชีวิตประจำวันของคนทำงานและผู้สูงอายุ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่สามารถเริ่มต้นจากเรื่องง่ายแต่มีพลัง คือชวนกันใช้พื้นที่สาธารณะอย่างรับผิดชอบ รักษาความสะอาด เคารพกติกาพื้นที่ และร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในช่วงเทศกาล ขณะที่ผู้ปกครองและโรงเรียนสามารถต่อยอดจากกิจกรรมกีฬาไปสู่การสร้างวินัยการออกกำลังกายของเด็กและเยาวชนให้สม่ำเสมอ ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเตรียมสินค้าหรือบริการที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนอยู่ในชุมชนมากขึ้น

ท้ายที่สุด ภาพของหนองน้ำพุที่กำลังถูกปั้นขึ้น และภาพของสนามกีฬาที่คนหลายวัยลงมาเคลื่อนไหวพร้อมกันในเช้าวันเดียวกัน กำลังบอกเล่าแนวคิดเดียวกันอย่างชัดเจน เมืองที่น่าอยู่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นของทุกคน และทำให้กิจกรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือดูแลกันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thailand.go.th
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

สธ. ยกระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสารปนเปื้อนลุ่มน้ำกก ระดมทีมแพทย์เยี่ยมบ้านประชาชนเมืองเชียงราย

สธ. ยกระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสารปนเปื้อนลุ่มน้ำกก ระดมทีมแพทย์เยี่ยมบ้านประชาชนริมน้ำเมืองเชียงรายและเชียงแสน

เชียงราย,25 กุมภาพันธ์ 2569 – สัญญาณเตือนจากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คน กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของระบบสาธารณสุขไทย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศยกระดับการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนในจังหวัดเชียงราย หลังมีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำกก แหล่งน้ำสำคัญที่เชื่อมวิถีชีวิตตั้งแต่ครัวเรือนริมน้ำ พื้นที่เกษตร ไปจนถึงชุมชนเมืองที่พึ่งพาน้ำในกิจวัตรประจำวัน

แม้รายละเอียดชนิดสารและระดับความเข้มข้นยังต้องรอการสรุปอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง แต่สัญญาณความเสี่ยงครั้งนี้ทำให้กระทรวงสาธารณสุขเลือกเดินเกมเชิงรุกทันที ด้วยแนวคิดป้องกันก่อนรักษา เพื่อคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงและลดช่องว่างความเข้าใจของสังคมในช่วงที่ข้อมูลกำลังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ประชุมด่วนผ่านระบบทางไกล ตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลสุขภาพ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุมทางไกลร่วมกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารระดับสูงจากกรมอนามัย รวมถึงหน่วยงานสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากกรณีตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำพื้นที่จังหวัดเชียงราย

สาระสำคัญของการประชุมคือการทำให้ระบบข้อมูลเดินพร้อมกันสองทาง ทางหนึ่งคือการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง อีกทางหนึ่งคือการคุ้มครองประชาชนทันทีในฐานะความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่ไม่ควรรอให้เหตุลุกลาม เพราะในโลกของสุขภาพชุมชน ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันอาจหมายถึงการสัมผัสซ้ำในกลุ่มคนจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนที่ยังจำเป็นต้องใช้น้ำใกล้แหล่งเดิม

คำสั่งการ 3 มาตรการหลัก เน้นเคาะประตูบ้าน ไม่ปล่อยให้ประชาชนรับความเสี่ยงลำพัง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีข้อสั่งการให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เร่งดำเนินการทันทีใน 3 แนวทาง

  1. แนวทางแรก เฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก จัดทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่เยี่ยมบ้านประชาชนริมน้ำ เพื่อคัดกรองอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสหรือบริโภคน้ำจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมประเมินกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว
  2. แนวทางที่สอง ให้คำแนะนำการใช้น้ำดื่มและน้ำใช้ที่ปลอดภัย มุ่งให้ประชาชนมีแนวปฏิบัติที่ทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ลดความสับสนในช่วงที่สังคมรับข้อมูลหลายทาง โดยย้ำการรับข่าวจากช่องทางทางการเป็นหลัก
  3. แนวทางที่สาม ติดตามอาการต่อเนื่องและจัดระบบรายงาน ตั้งระบบรายงานอาการผิดปกติอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้สถานบริการสาธารณสุขประเมินแนวโน้มได้เร็ว หากพบสัญญาณผิดปกติในบางกลุ่มหรือบางพื้นที่จะได้ยกระดับมาตรการได้ทันก่อนเกิดผลกระทบวงกว้าง

หัวใจของมาตรการทั้งหมดคือการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่กับความเสี่ยงตามลำพัง และทำให้ข่าวสารด้านสุขภาพเดินไปพร้อมการบริการจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงบนหน้าจอ

ผนึกกำลังโรงพยาบาล สสอ. รพ.สต. และ อสม. ให้การเฝ้าระวังลงถึงระดับครัวเรือน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า ได้ประสานเครือข่ายบริการในพื้นที่ทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อให้ทีมลงพื้นที่ทำงานได้จริง โดยมีหน่วยหลัก ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลเชียงแสน สาธารณสุขอำเภอเมืองเชียงราย สาธารณสุขอำเภอเชียงแสน ตลอดจนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน

รูปแบบทำงานของเครือข่ายนี้มีนัยสำคัญ เพราะการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำไม่ใช่โจทย์ของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นงานสุขภาพชุมชนที่ต้องอาศัยคนพื้นที่ที่เข้าใจครัวเรือน เข้าใจพฤติกรรมการใช้น้ำ และเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงได้เร็ว อสม. จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนมาตรการจากเอกสารให้กลายเป็นการดูแลจริง

แนวทางสำหรับประชาชน สังเกตอาการ รับข่าวจากทางการ และเข้าถึงบริการได้ทันที

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำการสังเกตอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือใช้น้ำในชีวิตประจำวัน หากมีผื่นคัน ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาการอื่นที่น่ากังวล ให้รีบพบแพทย์หรือแจ้งหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

การสื่อสารสาธารณะในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของการรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม คือให้ข้อมูลที่พอเพียงต่อการปฏิบัติ ลดความตื่นตระหนก และสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐกำลังทำงานบนข้อมูล ไม่ใช่ทำงานบนกระแส

ทำไมรัฐต้องรีบยกระดับ แม้ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจยืนยัน

ในมุมสาธารณสุข การยกระดับเฝ้าระวังไม่ใช่คำประกาศว่ามีผู้ป่วยแล้วจำนวนมาก แต่เป็นมาตรการป้องกันเพื่อปิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต และอาจมีการสัมผัสซ้ำทุกวัน

มาตรฐานสากลสะท้อนว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนบางชนิด โดยเฉพาะโลหะหนักอย่างสารหนู มักเป็นความเสี่ยงสะสมระยะยาวมากกว่าการป่วยฉับพลัน องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่มไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร เพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ขณะเดียวกันเอกสารอ้างอิงด้านมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มในประเทศไทยระบุเกณฑ์สารหนูไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับ 10 ไมโครกรัมต่อลิตรในหน่วยสากล

การอธิบายเกณฑ์มาตรฐานด้วยตัวเลขที่ชัด ทำให้สังคมมองเห็นเส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับความกังวล และช่วยให้ประชาชนเข้าใจว่าหน่วยงานรัฐกำลังไล่ตรวจอะไร เพื่อให้กลับไปสู่ความปลอดภัยตามเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้

บริบทลุ่มน้ำกก ความท้าทายของมลพิษทางน้ำที่อาจข้ามพรมแดน

ข้อเท็จจริงที่ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกจับตา คือพื้นที่ภาคเหนือมีความซับซ้อนของลุ่มน้ำที่เชื่อมต่อหลายพื้นที่ และมีการถกเถียงในสังคมต่อเนื่องเกี่ยวกับความเสี่ยงมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่อาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำในฝั่งไทย ประเด็นนี้ทำให้การสื่อสารต้องระมัดระวัง เน้นข้อมูลตรวจวัดและมาตรการคุ้มครองสุขภาพเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ข่าวกลายเป็นการชี้นำทางการเมืองหรือสร้างความตึงเครียดเกินหลักฐาน

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคเคยรายงานการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก และได้ออกหน่วยเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย พร้อมสื่อสารแนวทางปฏิบัติตนให้ประชาชน โดยรายงานช่วงหนึ่งระบุว่าได้ตรวจตัวอย่างน้ำอุปโภคบริโภคที่ประชาชนนำมาตรวจ 89 ตัวอย่างและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด ในขณะที่สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

ข้อมูลลักษณะนี้ชี้ว่า โจทย์ลุ่มน้ำกกไม่ใช่เรื่องวันเดียวจบ แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารต่อเนื่อง และการตอบสนองของกระทรวงสาธารณสุขในวันนี้จึงเป็นการเพิ่มชั้นป้องกันทางสุขภาพให้เข้มขึ้นในช่วงที่สังคมกำลังต้องการคำตอบที่ชัด

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ลดความเสี่ยงโดยไม่ตื่นตระหนก

ในช่วงที่หน่วยงานรัฐกำลังตรวจสอบเชิงวิทยาศาสตร์และลงพื้นที่เฝ้าระวังสุขภาพ สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เลือกใช้น้ำดื่มที่ปลอดภัยตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแหล่งเสี่ยงในกิจกรรมที่เพิ่มโอกาสสัมผัสโดยไม่จำเป็น และติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

หากเกิดอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจที่สถานบริการใกล้บ้านทันที เพราะการพบแพทย์เร็วจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่าการตีความจากข่าวลือในโลกออนไลน์

จุดชี้ขาดของเรื่องนี้ อยู่ที่ความโปร่งใสของข้อมูลและความต่อเนื่องของการดูแล

วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมมักไม่ทำให้คนหวาดกลัวเพราะสารปนเปื้อนเพียงอย่างเดียว แต่หวาดกลัวเพราะไม่รู้ข้อมูลจริง และไม่แน่ใจว่ารัฐกำลังทำอะไรอยู่ การประกาศยกระดับเฝ้าระวังและการลงพื้นที่เคาะประตูบ้านจึงเป็นสัญญาณสำคัญว่า กลไกรัฐเลือกตอบโจทย์ด้วยการบริการสุขภาพจริงในพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้ความไม่แน่ชัดกัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

สำหรับเชียงราย แม่น้ำกกไม่ใช่เพียงทางน้ำ แต่เป็นเส้นเลือดของเศรษฐกิจชุมชนและวิถีชีวิต เมื่อสายน้ำถูกตั้งคำถาม การคุ้มครองสุขภาพจึงต้องเดินคู่กับการสื่อสารที่รอบคอบ วัดได้ และตรวจสอบได้ เพื่อให้สังคมก้าวผ่านความเสี่ยงด้วยสติ มากกว่าความกลัว

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  1. การออกหน่วยเฝ้าระวังเชิงรุกของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย ระบุว่า สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน และมีการตรวจตัวอย่างน้ำอุปโภคบริโภคที่ประชาชนนำมาตรวจ 89 ตัวอย่าง ผลอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวอย่าง
  2. ค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร เพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
  3. เอกสารอ้างอิงมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของไทยระบุเกณฑ์สารหนู 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ข้อมูลมาตรการเฝ้าระวังและการลงพื้นที่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตามข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวแนบ
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข บทบาทด้านการคุ้มครองสุขภาพและมาตรฐานน้ำดื่มอ้างอิงจากเอกสารมาตรฐาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานกิจกรรมเฝ้าระวังเชิงรุกและข้อมูลตัวอย่างน้ำ 89 ตัวอย่าง
  • องค์การอนามัยโลก ค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่ม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เชียงรายรุกสู้ฝุ่น PM 2.5 ประกาศงดเผา 86 วัน พร้อมเปิดตัว “Dust Patrol” อาสาจิ๋วเฝ้าระวังภัย

เชียงรายเดินเกมสู้ฝุ่น PM2.5 ระดับเข้มข้น งดเผา 86 วัน ผนึกมหาดไทยคุมไฟป่า ดันเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพท้องฟ้าเหนือแอ่งเชียงรายในช่วงปลายฤดูหนาวกำลังส่งสัญญาณเตือนซ้ำอีกครั้งว่า วิกฤตฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมรายฤดูกาล แต่เป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของชุมชน ที่ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับประเทศ การบังคับใช้ในพื้นที่ และความร่วมมือของประชาชนแบบยืดหยุ่นต่อสถานการณ์

ในรอบ 3 วัน ตั้งแต่ 16 ถึง 18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายขยับมาตรการต่อเนื่อง ตั้งแต่การประชุมติดตามสถานการณ์กับกระทรวงมหาดไทย การประกาศงดเผาในที่โล่งทุกชนิด 86 วัน ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น ที่ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงผ่านโรงเรียนและชุมชนใน 9 อำเภอ

สิ่งที่น่าจับตาคือ การจัดวางยุทธศาสตร์ครั้งนี้ไม่ได้หยุดแค่การดับไฟหรือกวดขันการเผา แต่พยายามเปลี่ยนโครงสร้างการรับมือของจังหวัด ให้มีระบบเตือนภัย การเฝ้าระวัง และพฤติกรรมร่วมของคนในพื้นที่เป็นแกนหลัก เพื่อให้เชียงรายผ่านเดือนวิกฤตที่กำลังจะมาถึงได้ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมที่หลายหน่วยงานประเมินว่ามีความเสี่ยงไฟป่าสูง และเข้าถึงพื้นที่ยากหากเกิดเหตุในป่าลึก

มหาดไทยส่งสัญญาณยกระดับ เน้นคุมเข้มพื้นที่เปราะบางและป่าภาคเหนือ

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และไฟป่า โดยกำชับการทำงานเชิงรุก และให้ความสำคัญกับการป้องกันการเผา การจัดการฝุ่นเมือง และการเฝ้าระวังหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมเน้นการทำงานของหน่วยงานป่าไม้และพื้นที่อนุรักษ์ในช่วงเดือนมีนาคม เพราะหากเกิดไฟป่าในพื้นที่เข้าถึงยาก การควบคุมเพลิงจะยิ่งซับซ้อนและกินทรัพยากรมากขึ้น

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐมองฝุ่น PM2.5 เป็นสมการหลายตัวแปร ทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง ฝุ่นจากเมือง การเคลื่อนตัวของมวลอากาศ และหมอกควันข้ามแดน เมื่อโจทย์เป็นแบบนี้ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจพึ่งมาตรการใดมาตรการหนึ่ง แต่ต้องใช้ชุดคำสั่งเดียวกันทั้งจังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อทำให้การบังคับใช้เกิดผลจริง

เชียงรายประกาศงดเผา 86 วัน ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ปิดประตูความเสี่ยงช่วงฤดูแล้ง

ก่อนที่กิจกรรมภาคสนามจะเริ่มเต็มรูปแบบ เชียงรายส่งสัญญาณชัดผ่านการเตรียมประกาศห้ามการเผาในที่โล่งทุกชนิด ครอบคลุมช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งรวมระยะเวลา 86 วัน โดยเหตุผลหลักคือการลดความเสี่ยงฝุ่นสะสมในฤดูแล้ง และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและผู้มาเยือน

การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะเชียงรายมีลักษณะภูมิประเทศหลายพื้นที่เป็นแอ่งล้อมด้วยภูเขา ทำให้เกิดภาวะกักฝุ่นได้ง่ายในช่วงอากาศปิด หากมีการเผาเพิ่มแม้เพียงบางจุด ก็อาจทำให้ค่าฝุ่นสะสมสูงต่อเนื่องหลายวัน และกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่คาด

ในเชิงการบริหารความเสี่ยง การงดเผาแบบต่อเนื่องยาว 86 วัน ยังช่วยให้หน่วยงานสามารถจัดกำลังเฝ้าระวังและวางตารางลาดตระเวนได้ชัด ลดช่องว่างการบังคับใช้ และเพิ่มแรงกดดันเชิงสังคมต่อการเผาแบบลักลอบ ซึ่งมักเกิดในช่วงที่การตรวจตราไม่ต่อเนื่อง

จุดความร้อนเพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณอันตราย เมื่อไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งจังหวัด

ข้อมูลระดับพื้นที่ระบุว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 จนถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตรวจพบจุดความร้อนในเชียงรายสะสมราว 193 จุด ซึ่งถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินความเสี่ยงไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงการวางกำลังปฏิบัติการของหน่วยงานในพื้นที่

แม้ตัวเลขจุดความร้อนจะไม่เท่ากับจำนวนไฟป่าที่ลุกลามเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติ มันเป็นสัญญาณเตือนให้จังหวัดต้องเร่งจัดการต้นตอ ก่อนที่ไฟในจุดเล็กจะขยายเป็นแนวไหม้ และก่อนที่ควันจากป่าและพื้นที่เกษตรจะรวมตัวกับฝุ่นจากเมืองจนกลายเป็นหมอกพิษหนาแน่น

เกณฑ์คุณภาพอากาศยิ่งตอกย้ำแรงกดดัน เมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้นและโลกตั้งเป้าสูงกว่าเดิม

การสู้ฝุ่นไม่ใช่เพียงการทำให้ค่าฝุ่นลดลงชั่วคราว แต่ต้องทำให้ “อยู่ในระดับปลอดภัย” ตามเกณฑ์อ้างอิงที่ยอมรับได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่เข้มขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 13 กรกฎาคม 2566 กำหนดค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในอีกด้านหนึ่ง แนวโน้มสากลกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องยกระดับมาตรการต่อเนื่อง เพราะองค์การอนามัยโลกปรับแนวทางแนะนำคุณภาพอากาศให้เข้มงวดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ชัดเจนขึ้นจากหลักฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อเกณฑ์ถูกยกระดับขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการขอความร่วมมือรายวัน เพราะหากยังปล่อยให้การเผาและไฟป่าเกิดซ้ำทุกปี เมืองจะถูกดึงกลับเข้าสู่วงจรปิดของฝุ่นพิษโดยไม่รู้จบ

จากห้องประชุมสู่ห้องเรียน เชียงรายเปิดตัวเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol

18 กุมภาพันธ์ 2569 เชียงรายเดินหน้าอีกขั้นด้วยการเปิดโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรม Dust Patrol อาสาจิ๋วสู้ฝุ่น โดยใช้แนวคิดป้องกันเชิงรุกและการสื่อสารความเสี่ยงเป็นแกนกลาง เป้าหมายคือไม่ปล่อยให้การรับมือฝุ่นเป็นภาระของหน่วยงานรัฐฝ่ายเดียว แต่ให้โรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชนร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกัน

ข้อมูลจากพื้นที่ระบุว่า โครงการนี้บูรณาการเครือข่ายจาก 9 อำเภอ รวม 360 คน จากโรงเรียนนำร่อง ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมเฝ้าระวัง ลดปัจจัยเสี่ยง และสื่อสารการดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูง

การดึงเด็กและเยาวชนเข้ามาอยู่ในสมการ แทนที่จะมองเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องปกป้องอย่างเดียว เป็นการเปลี่ยนมุมคิดที่สำคัญ เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ส่งสารในบ้าน เขาสามารถแปลคำเตือนให้พ่อแม่เข้าใจ ทำให้การลดการเผาและการป้องกันตนเองไม่ใช่คำสั่งจากรัฐ แต่เป็นพฤติกรรมที่ครอบครัวตัดสินใจร่วมกัน

เสียงจากผู้บริหารและหน่วยปฏิบัติการ สารเดียวกันคือสุขภาพต้องมาก่อน

ภาพรวมการสื่อสารของจังหวัดและส่วนกลางในรอบนี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือเน้นสุขภาพประชาชนเป็นเป้าหมายอันดับแรก และย้ำการทำงานเชิงรุก หากพบไฟป่าหรือฝุ่นพิษให้แจ้งสายด่วนนิรภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเพื่อให้เข้าควบคุมสถานการณ์เร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน การรายงานจุดความร้อนและการเชื่อมข้อมูลดาวเทียมเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการภาคสนาม ถูกใช้มากขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะการรายงาน hotspot จากหน่วยงานด้านอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้การจัดกำลังลาดตระเวนมีความแม่นยำกว่าเดิม

ที่ต้องจับตา หลังมาตรการเริ่มเดินเต็มระบบ

ประเด็นเด่นคือการบังคับใช้งดเผาต่อเนื่อง 86 วัน หากทำได้จริง จะลดโอกาสที่ฝุ่นจะพุ่งสูงจากการเผาในที่โล่ง ซึ่งเป็นตัวเร่งปัญหาสำคัญในช่วงฤดูแล้งของภาคเหนือ

ประเด็นรองที่สำคัญคือการยกระดับเครือข่ายภาคการศึกษาและชุมชนผ่าน Dust Patrol เพราะเป็นการสร้างระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงที่ยืนระยะได้ยาวกว่าแคมเปญระยะสั้น และอาจเป็นต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ได้

อีกประเด็นรองที่มีผลต่อชีวิตผู้คน คือการทำให้ประชาชนเข้าใจมาตรฐานคุณภาพอากาศและความหมายของตัวเลข เพราะเมื่อมาตรฐานไทยเข้มขึ้น การใช้ชีวิตในวันที่ค่าฝุ่นสูงต้องอาศัยการตัดสินใจบนข้อมูล เช่น ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ปรับรูปแบบการทำงาน ใช้หน้ากากที่เหมาะสม และเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ในช่วง 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569

หนึ่ง งดเผาในที่โล่งทุกชนิด และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการลักลอบเผา เพราะไฟหนึ่งจุดอาจกลายเป็นฝุ่นทั้งอำเภอในไม่กี่ชั่วโมง
สอง ติดตามข้อมูลค่าฝุ่นและคำแนะนำจากหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะวันที่สภาพอากาศปิดหรือมีลมสงบ
สาม ดูแลกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นสูง และเตรียมแผนสำรองในการเดินทางและทำกิจกรรม
สี่ หากพบไฟป่าหรือเหตุที่เสี่ยงต่อการลุกลาม รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าควบคุมได้เร็ว ลดความเสียหายและลดควันสะสม

เมื่อเชียงรายเลือกเดินเกมยาว เปลี่ยนการสู้ฝุ่นจากฤดูกาลสู่ระบบ

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายปี 2569 กำลังถูกจัดวางใหม่ให้เป็น “ภารกิจร่วม” มากกว่าปฏิบัติการเฉพาะกิจ การประชุมกำกับจากส่วนกลาง การงดเผายาว 86 วัน การติดตาม hotspot และการสร้างเครือข่ายเยาวชน Dust Patrol คือชิ้นส่วนของภาพเดียวกัน

หากชิ้นส่วนเหล่านี้เดินพร้อมกัน ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ไม่ใช่เพียงค่าฝุ่นที่ลดลงในบางวัน แต่คือการลดความถี่ของวิกฤต ลดความสูญเสียต่อสุขภาพ และยกระดับความสามารถของจังหวัดในการอยู่กับความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศแบบไม่ถอยหลังทุกปี

ท้ายที่สุด เมืองที่ผ่านวิกฤตได้ไม่ใช่เมืองที่ไม่เจอปัญหา แต่คือเมืองที่มีระบบรับมือเร็ว มีข้อมูลชัด และมีคนในพื้นที่เชื่อว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ

สถิติสำคัญในข่าว

  • ช่วงงดเผาในที่โล่งทุกชนิดของจังหวัดเชียงราย 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 รวม 86 วัน
  • จุดความร้อนสะสมในเชียงรายตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึงช่วงกลางกุมภาพันธ์ ราว 193 จุด ตามรายงานในพื้นที่
  • เครือข่ายโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์ และ Dust Patrol ครอบคลุม 9 อำเภอ รวม 360 คน
  • มาตรฐานฝุ่น PM2.5 ของไทย ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา 13 กรกฎาคม 2566
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • องค์การอนามัยโลก
  • ตัวอย่างการรายงาน hotspot จากข้อมูล GISTDA ที่เผยแพร่สาธารณะในพื้นที่ภาคเหนือ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เทศบาลนครเชียงรายผนึก วว. ใช้ไม้ดอกประดับดักจับฝุ่น ยกระดับสวนสาธารณะสู่พื้นที่ธรรมชาติบำบัดทุกวัย

เทศบาลนครเชียงรายจับมือ วว. และเครือข่ายวิชาการ ยกระดับสวนตุงและโคม สู่ต้นแบบสวนสาธารณะลดฝุ่น PM 2.5 แห่งแรกของจังหวัด มุ่งสร้างปอดกลางเมืองและพื้นที่เรียนรู้ทุกวัย

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – จากพื้นที่ใจกลางเมืองที่ผู้คนเดินผ่านทุกวัน สู่บทบาทใหม่ที่หนักแน่นกว่าเดิม สวนตุงและโคมนครเชียงรายกำลังถูกยกระดับให้เป็นต้นแบบพื้นที่สีเขียวที่ออกแบบเพื่อรับมือฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงรายกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. รวมถึงหน่วยงานด้านวิจัยและเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อให้สวนสาธารณะไม่ใช่เพียงพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ สุขภาพ และการเรียนรู้ของคนเมือง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกขับเน้นผ่านการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาและขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา ซึ่งมีการระบุชัดถึงการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับและการจัดการภูมิทัศน์มาใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 และวางทิศทางให้เป็นแลนด์มาร์กที่เปรียบเสมือนปอดกลางเมืองเชียงราย

เมืองที่คนอยู่จริงต้องหายใจได้จริง เมื่อฝุ่นเล็กกลายเป็นโจทย์ใหญ่

ฝุ่น PM 2.5 ถูกเรียกว่าเล็ก เพราะมีขนาดเล็กมาก แต่ผลกระทบกลับใหญ่จนเมืองไม่อาจมองข้าม ในทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกเคยประเมินว่าอากาศเสียจากมลพิษภายนอกอาคารสัมพันธ์กับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจำนวนมากในแต่ละปี นั่นทำให้คำว่าเมืองน่าอยู่ในยุคนี้ไม่จบแค่ถนนดีหรือสวนสวย แต่ต้องรวมถึงอากาศที่ปลอดภัยพอให้เด็กวิ่ง ผู้สูงอายุออกกำลังกาย และคนทำงานใช้ชีวิตกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องเสี่ยงสุขภาพ

ประเทศไทยเองมีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM 2.5 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์คุ้มครองสุขภาพประชาชน โดยกรมควบคุมมลพิษระบุค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงและรายปีของ PM 2.5 สำหรับการติดตามคุณภาพอากาศ ขณะเดียวกัน แนวทางอ้างอิงสากลอย่างคำแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลกได้เสนอระดับที่เข้มงวดขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนมากกว่าเดิม

ภาพใหญ่ของปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนสุขภาพของคนเมือง และต้นทุนเศรษฐกิจของชุมชนในระยะยาว เพราะวันที่อากาศแย่ เมืองก็ทำงานยากขึ้น ตั้งแต่โรงเรียนไปจนถึงธุรกิจบริการ

สวนตุงและโคม จุดยุทธศาสตร์กลางเมืองที่ถูกยกระดับให้มากกว่าสวน

สวนตุงและโคมนครเชียงรายตั้งอยู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยสถานศึกษา ชุมชน และย่านการค้า มีประชาชน เด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าใช้พื้นที่จำนวนมากในแต่ละวัน จึงเป็นพื้นที่สีเขียวที่กระทบต่อวิถีชีวิตคนเมืองโดยตรง แนวคิดการพัฒนาใหม่จึงมุ่งให้สวนตอบโจทย์ทั้งด้านการพักผ่อน การเรียนรู้ และการดูแลสุขภาพ โดยมีเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

แนวทางนี้ยิ่งชัด เมื่อเทศบาลนครเชียงรายและ วว. ขับเคลื่อนการพัฒนาให้สวนกลายเป็นต้นแบบสวนสาธารณะธรรมชาติบำบัดปลอดฝุ่น PM 2.5 ใจกลางเมือง ด้วยการออกแบบเชิงวิชาการและการจัดการภูมิทัศน์ที่อิงองค์ความรู้ด้านพืชพรรณและสิ่งแวดล้อม

แกนความร่วมมือ วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย และหน่วยงานพื้นที่ เดินเกมด้วยวิทยาศาสตร์และการบริหารเมือง

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีการประชุมหารือในพื้นที่สวนตุงและโคมเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา เพื่อกำหนดแนวทางการขยายกิจกรรมสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานเข้าร่วม

ฝั่ง วว. นำโดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. พร้อมทีมวิจัยและบุคลากร ขณะที่ฝั่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. เข้าร่วมผ่านผู้บริหารและผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย และมี นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมประชุม

สาระสำคัญของความร่วมมือ คือการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างทิศทางพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแลนด์มาร์กใหม่ของเมือง โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเขตเมืองอย่างยั่งยืน

ประเด็นนี้มีนัยสำคัญในเชิงบริหารเมือง เพราะการแก้ปัญหาฝุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องการควบคุมแหล่งกำเนิด แต่การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ช่วยลดผลกระทบ เป็นอีกกลไกที่ทำได้จริงในระดับเมือง และเป็นการลงทุนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

ต้นแบบลดฝุ่นด้วยไม้ดอกไม้ประดับ จากงานวิจัยสู่สวนของคนทั้งเมือง

แกนเทคนิคของโครงการถูกอธิบายผ่านแนวทางการใช้พืชพรรณและการจัดการภูมิทัศน์เพื่อช่วยดักจับฝุ่นและลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่เมือง โดยสื่อท้องถิ่นระบุว่า การออกแบบจะเน้นเพิ่มพื้นที่ต้นไม้และความร่มรื่น ควบคู่กับความสวยงามของภูมิทัศน์ และการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ธรรมชาติบำบัดใจกลางเมือง

ในเชิงการขยายผล กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุว่า ความร่วมมือมุ่งหวังให้เกิดการขยายไปสู่พื้นที่สาธารณประโยชน์อื่นในชุมชนเมือง เพื่อสร้างต้นแบบสวนลดฝุ่น PM 2.5 และสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในพื้นที่อื่นต่อไป

นัยของคำว่า ขยายผล คือเมืองไม่ได้ต้องการสวนต้นแบบเพียงจุดเดียว แต่ต้องการโมเดลที่ทำซ้ำได้ในชุมชนอื่น เมื่อเมืองมีเครื่องมือที่พิสูจน์ผลแล้ว การตัดสินใจลงทุนและออกแบบพื้นที่สีเขียวในอนาคตก็จะมีทิศทางที่ชัดและคุ้มค่ามากขึ้น

 

สวนที่เปิดกวางขึ้น เวลาเมืองเปิดพื้นที่ให้ชีวิต

อีกหนึ่งรายละเอียดที่สะท้อนการคิดเชิงบริการสาธารณะ คือแนวคิดการเพิ่มช่วงเวลาเปิดให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ เพื่อรองรับการออกกำลังกาย การพักผ่อน และกิจกรรมของชุมชนให้เต็มศักยภาพ โดยสื่อรายงานว่ามีแนวคิดให้สวนตอบโจทย์ประชาชนทุกช่วงวัย และรองรับการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างสมดุล ภายใต้ทิศทางเมืองที่มุ่งเป็น Sport City และ Garden City

การออกแบบพื้นที่ในลักษณะนี้ยังสะท้อนความจริงอีกด้านของเมืองไทยในปัจจุบัน คือโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยน ผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เมืองจึงต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้เดิน ออกกำลังกาย และฟื้นฟูสุขภาพได้ โดยไม่ต้องพึ่งการเดินทางไกลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีค่าใช้จ่ายสูง

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่ต้องจับตา

ประเด็นเด่น
เชียงรายกำลังยกระดับสวนสาธารณะจากพื้นที่พักผ่อนสู่เครื่องมือเชิงนโยบายด้านคุณภาพอากาศ ด้วยความร่วมมือระหว่างเทศบาลนครเชียงราย วว. วช. และเครือข่ายในพื้นที่ โดยใช้ฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านพืชพรรณและภูมิทัศน์เพื่อมุ่งลดผลกระทบฝุ่น PM 2.5 และสร้างความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมเมือง

ประเด็นรอง
หนึ่ง การทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้จริงไปยังพื้นที่สาธารณะอื่น ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระบุเป็นเป้าหมายสำคัญ
สอง การบริหารการใช้งานสวนให้รองรับทุกวัยและเพิ่มการเข้าถึงของประชาชน ซึ่งเป็นหัวใจของเมืองคุณภาพชีวิต
สาม การยึดมาตรฐานและข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นฐาน เพราะประเทศไทยมีเกณฑ์มาตรฐาน PM 2.5 สำหรับการติดตามและคุ้มครองสุขภาพ และมีแนวทางอ้างอิงสากลจากองค์การอนามัยโลกที่ให้ภาพความเสี่ยงสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนและชุมชนทำได้ทันที ในวันที่สวนกำลังถูกยกระดับ

สำหรับประชาชน
ใช้สวนเป็นพื้นที่สุขภาพอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงวันที่คุณภาพอากาศดีกว่า เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศจากช่องทางภาครัฐเพื่อปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัย อ้างอิงมาตรฐานและคำแนะนำด้านคุณภาพอากาศจากหน่วยงานรัฐและองค์การอนามัยโลก

สำหรับสถานศึกษาและชุมชนใกล้สวน
ใช้สวนเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สร้างกิจกรรมที่เชื่อมเด็กและผู้สูงอายุเข้ากับธรรมชาติในเมือง เพื่อให้สวนเป็นพื้นที่ร่วมของชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่ผ่านทาง

สำหรับหน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายเมือง
สร้างระบบติดตามผลที่ตรวจสอบได้ ทั้งด้านการดูแลพืชพรรณ การใช้ประโยชน์พื้นที่ และแนวโน้มคุณภาพอากาศ เพื่อทำให้ต้นแบบนี้กลายเป็นหลักฐานเชิงนโยบายที่ขยายต่อได้อย่างมั่นใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ข่าวสารหน่วยงาน วว. วช. เทศบาลนครเชียงราย ร่วมหารือกำหนดแนวทางพัฒนาแลนด์มาร์กสวนตุง มุ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวสร้างสวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5 เผยแพร่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐานคุณภาพอากาศและค่าอ้างอิง PM 2.5
  • องค์การอนามัยโลก Global Air Quality Guidelines ปี 2021 และข้อมูลผลกระทบสุขภาพจากมลพิษอากาศภายนอกอาคาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
  • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำสรุปและเผยแพร่ข้อมูลสถิติที่ใช้ประกอบรายงาน
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ยกระดับเชียงรายเมืองสุขภาวะ! ผนึกท้องถิ่น-โรงพยาบาลศูนย์ รับลูกนโยบายสาธารณสุขลดการบริโภคน้ำตาล

เชียงรายย้ำบทบาทเมืองสุขภาวะ เทศบาลร่วมยินดี 89 ปี รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เดินหน้าพันธมิตรสุขภาพชุมชน รับกระแสนโยบายลดหวานระดับประเทศ

เชียงราย, 12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบ่ายของเมืองเชียงรายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงพิธีแสดงความยินดีตามวาระสำคัญของหน่วยงานสาธารณสุข หากยังสะท้อนทิศทางใหม่ของการดูแลคนทั้งเมือง เมื่อเทศบาลนครเชียงรายนำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 89 ปี การก่อตั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ภายใต้แนวคิด “89 ปี โฮงยาไทย ดูแลด้วยหัวใจ เราให้มากกว่าการรักษา” พร้อมส่งสัญญาณการทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาลศูนย์ของจังหวัด เพื่อยกระดับบริการสุขภาพให้เข้าถึงได้ง่าย เท่าเทียม และยั่งยืน

การขยับตัวของเชียงรายในเวทีท้องถิ่น เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการผลักดันนโยบายโภชนาการเชิงป้องกันในระดับประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้เดินหน้าความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อปรับพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” ซึ่งเป็นการใช้กลไกค่าเริ่มต้นของการสั่งเครื่องดื่มให้หวานน้อยลง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว

สองเหตุการณ์ในวันเดียวกัน จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญในเชิงความหมาย เพราะกำลังบอกเล่าภาพใหญ่ที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า สุขภาพไม่ใช่ภาระของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นภารกิจร่วมของเมือง ของชุมชน และของระบบนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉินไปจนถึงแก้วเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

วาระ 89 ปี โรงพยาบาลศูนย์ของเมือง กับความคาดหวังใหม่ของคนเชียงราย

ตามข้อมูลที่ระบุในกิจกรรม วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เทศบาลนครเชียงราย โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายวินัย โซนี่ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการพัฒนาเมือง นางพรทิพย์ จันทร์ตระกูล รักษาการผู้อำนวยการกองการแพทย์ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เทศบาลนครเชียงราย เข้าร่วมแสดงความยินดีต่อโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 89 ปี โดยมีนายแพทย์สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และจัดกิจกรรม ณ ห้องประชุมเสม พริ้งพวงแก้ว ชั้น 4 อาคารโภชนาการ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

สาระสำคัญของงานไม่ได้หยุดอยู่ที่พิธีการ หากถูกต่อยอดผ่านเวทีเสวนาหัวข้อ “เสียงสะท้อนของประชา ที่ชาวโฮงยาอยากใส่ใจ” ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และแนวทางความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข

ในช่วงหนึ่งของเวที นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้กล่าวถ้อยแถลงที่สะท้อนเป้าหมายร่วมเชิงระบบว่า หากเทศบาลนครเชียงรายและโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์จับมือกัน จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความแออัดหรือเพิ่มความรวดเร็วในการรักษาเท่านั้น แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของเมือง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจว่า การรักษาพยาบาลและสวัสดิการด้านสุขภาพเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้อย่างง่ายและเท่าเทียม พร้อมย้ำแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมุ่งหวังให้ “เชียงรายโมเดล” เป็นตัวอย่างความร่วมมือที่ยึดความสุขของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตามข้อความที่แนบมา

ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายมากกว่าคำอวยพร เพราะสะท้อนโจทย์จริงของระบบบริการสุขภาพเมืองรองที่ต้องรับแรงกดดันทั้งจากจำนวนผู้รับบริการ โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น และความคาดหวังของประชาชนต่อคุณภาพบริการ โดยเฉพาะเมื่อสุขภาพกลายเป็นตัวแปรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การทำงาน และคุณภาพชีวิตรายวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สุขภาพไทยในภาพใหญ่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังคือแรงกดดันที่อยู่รอบตัว

หากมองภาพรวม ประเทศไทยเผชิญภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบทั้งระบบบริการและงบประมาณสาธารณสุขในระยะยาว ข้อมูลภาพรวมระดับประเทศจากเอกสารสรุปด้านโรคไม่ติดต่อขององค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ระบุว่า สัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นวาระสำคัญของนโยบายสุขภาพ

ในบริบทเช่นนี้ เมืองหนึ่งเมืองจะดูแลคนทั้งเมืองให้แข็งแรงได้อย่างไร คำตอบจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มเตียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนป่วยน้อยลงในระยะยาว ผ่านการป้องกันเชิงรุก การคัดกรอง การปรับพฤติกรรม และการออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นแกนเดียวกับที่เทศบาลและโรงพยาบาลกำลังส่งสัญญาณในวันครบรอบ 89 ปี

จากโรงพยาบาลสู่แก้วเครื่องดื่ม ประเทศเริ่มขยับมาตรฐานใหม่ ลดหวานด้วยการปรับค่าเริ่มต้น

ในวันเดียวกันกับกิจกรรมที่เชียงราย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้สื่อสารแนวทางเชิงนโยบายด้านโภชนาการ โดยเน้นการลดการบริโภคน้ำตาลในเครื่องดื่มชง ผ่านแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และเชิญชวนความร่วมมือจากภาคเอกชนในธุรกิจเครื่องดื่ม รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตามข้อมูลการสื่อสารของหน่วยงานสาธารณสุขที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หัวใจของมาตรการลักษณะนี้ คือการใช้กลไกเชิงพฤติกรรมที่เรียกว่า การปรับค่าเริ่มต้นให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น โดยผู้บริโภคยังคงมีสิทธิเลือกความหวานตามต้องการ แต่ค่าเริ่มต้นที่เรียกว่า “หวานปกติ” จะถูกปรับให้หวานน้อยลง เพื่อค่อย ๆ ลดความคุ้นชินต่อความหวานในชีวิตประจำวัน

เหตุผลเชิงสาธารณสุขของมาตรการลดหวาน ถูกเสริมด้วยแนวทางสากลด้านการบริโภคน้ำตาลขององค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลอิสระลง โดยมีเป้าหมายเชิงนโยบายด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

เมื่อประเทศเริ่มปรับนิยามความหวาน และเมืองเริ่มปรับนิยามการดูแลสุขภาพ จึงเกิดภาพต่อเนื่องจากระดับนโยบายสู่ระดับพื้นที่ นั่นคือการทำให้การป้องกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนธรรมดา ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องตรวจ

เชียงรายโมเดลในทางปฏิบัติ ทำงานร่วม ลดความแออัด เพิ่มการเข้าถึง และทำให้สุขภาพเป็นสิทธิที่จับต้องได้

สิ่งที่น่าจับตาในกิจกรรมครบรอบ 89 ปี คือถ้อยแถลงของฝ่ายท้องถิ่นที่มองความร่วมมือไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงบประมาณหรือจัดกิจกรรมร่วมกัน แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานเมือง โดยเชื่อมบริการใกล้บ้านเข้ากับโรงพยาบาลศูนย์

ในเชิงปฏิบัติ ความร่วมมือรูปแบบนี้มักสะท้อนผ่านการทำงานหลายชั้น เช่น การสร้างระบบคัดกรองและติดตามในชุมชนผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขท้องถิ่น การส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็น การดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางในชุมชน การทำงานเชิงรุกด้านสุขศึกษา และการปรับสภาพแวดล้อมเมืองให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี

ประเด็นนี้สอดคล้องกับหลักการของการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายประเทศพยายามขับเคลื่อน นั่นคือทำให้สุขภาพเกิดขึ้นก่อนคนจะต้องนอนโรงพยาบาล และทำให้ความรู้ด้านสุขภาพเข้าถึงง่ายพอ ๆ กับบริการรักษาพยาบาล

สุขภาพชุมชนคือทุนทางเศรษฐกิจของเมือง

เมื่อพูดถึงสุขภาพ มักถูกมองเป็นต้นทุน แต่ในมุมเศรษฐกิจเมือง สุขภาพที่ดีคือทุนตัวจริง เพราะหมายถึงแรงงานที่ทำงานได้ต่อเนื่อง เด็กที่เรียนได้เต็มศักยภาพ ผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และครอบครัวที่ไม่ถูกดึงรายได้ไปกับค่าใช้จ่ายสุขภาพที่ป้องกันได้

การประกาศแนวคิด “เราให้มากกว่าการรักษา” ในงานครบรอบ 89 ปี จึงเป็นถ้อยคำที่ตีความได้ในเชิงระบบว่า โรงพยาบาลไม่ได้ทำหน้าที่รักษาอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่ประคองคุณภาพชีวิตคนทั้งเมือง ขณะที่เทศบาลไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนาเมืองอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่พัฒนาสุขภาวะของเมืองด้วย

เมื่อจับคู่กับนโยบายลดหวานระดับประเทศ ภาพจึงชัดขึ้นว่า การลดภาระโรคเรื้อรังต้องเดินสองทางพร้อมกัน ทางแรกคือเพิ่มคุณภาพและความร่วมมือในการรักษา ทางที่สองคือทำให้การป้องกันเกิดขึ้นในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่พบได้ทั่วไปอย่างการบริโภคน้ำตาลสูง

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้เมืองแข็งแรงไปพร้อมกัน

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของการดูแลสุขภาพยุคใหม่ คือความรับผิดชอบร่วมกัน โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงและต่อเนื่อง

ข้อแรก เลือกความหวานให้น้อยลงจากเดิมในการสั่งเครื่องดื่ม โดยเริ่มจากระดับที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้วค่อยปรับตามความเหมาะสม

ข้อที่สอง ใช้บริการสุขภาพใกล้บ้านและเข้ารับการคัดกรองตามสิทธิ เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน

ข้อที่สาม สนับสนุนกิจกรรมและนโยบายสุขภาพของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายในชุมชน การลดหวาน ลดเค็ม การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดิน การใช้พื้นที่สาธารณะ และการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้แนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในพิธีการ

89 ปีที่ไม่ได้หยุดแค่การยินดี แต่เป็นการย้ำทิศทางใหม่ของเมือง

ครบรอบ 89 ปี โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในปี 2569 จึงเป็นมากกว่าวาระเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นจังหวะที่เมืองเชียงรายประกาศความพร้อมจะยกระดับการดูแลสุขภาพคนทั้งเมือง ผ่านความร่วมมือระหว่างท้องถิ่นกับโรงพยาบาล และสอดรับกับนโยบายระดับชาติที่เริ่มขยับมาตรฐานพฤติกรรมการบริโภคเพื่อสกัดภาระโรคเรื้อรัง

เมื่อโรงพยาบาลย้ำว่าดูแลด้วยหัวใจ และท้องถิ่นย้ำว่าสุขภาพคือสิทธิที่เข้าถึงได้ง่าย ภาพของเมืองสุขภาวะจึงไม่ใช่คำหรู หากเป็นเป้าหมายที่กำลังถูกสร้างขึ้นจริงทีละขั้น และอาจกลายเป็นต้นแบบที่คนทั้งจังหวัดและพื้นที่อื่น ๆ นำไปต่อยอดได้ในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลการสื่อสารแนวคิด “หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%” และแนวทางรณรงค์ลดหวานผ่านความร่วมมือภาคี
  • องค์การอนามัยโลก เอกสารแนวทางการบริโภคน้ำตาลสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก และสาระสรุปเชิงนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงสุขภาพจากน้ำตาลอิสระ
  • องค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ข้อมูลภาพรวมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

นายก อบจ.เชียงราย เตรียมพร้อมล่องแพแม่สรวย 2569 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

อบจ.เชียงรายเดินหน้า “ล่องแพเปียกแม่สรวย” ปี 2569 เปิดฤดูกาล 1 มีนาคมนี้ วางระบบความปลอดภัยครบวงจร ชูท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากรับหน้าร้อน

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมเข้าสู่ฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียนที่ถือเป็นจังหวะสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้เร่งเครื่องเดินหน้ากิจกรรม “ล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยกำหนดเปิดฤดูกาลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมหารือเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ณ ห้องรับรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยนายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ร่วมหารือกับชมรมผู้ประกอบการ เทศบาลตำบลเวียงสรวย และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนในปีนี้

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการวางรากฐานเชิงระบบ ทั้งในมิติการบริหารจัดการพื้นที่ ความปลอดภัย การดูแลระดับน้ำ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

จากเวทีหารือสู่การปฏิบัติ วางแผนรอบด้านก่อนเปิดฤดูกาล

ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาว ในอำเภอแม่สรวย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมในช่วงฤดูร้อนมาหลายปี กิจกรรมล่องแพเปียกได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารในพื้นที่ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เกี่ยวข้อง

ในการประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้มอบแนวทางเตรียมความพร้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัย ซึ่งถูกยกเป็นหัวใจสำคัญของการจัดกิจกรรมในปี 2569

หนึ่งในมาตรการหลักคือการประสานงานกับกรมชลประทาน เพื่อบริหารจัดการระดับน้ำให้เหมาะสมต่อการล่องแพตลอดช่วงกิจกรรม การควบคุมระดับน้ำมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากลำน้ำในพื้นที่มีความแปรปรวนตามปริมาณฝนและการระบายน้ำจากต้นน้ำ การกำหนดระดับน้ำที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสน้ำแรงหรือระดับน้ำตื้นเกินไป

นอกจากนั้น ได้มีการสั่งการให้สำนักช่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายนำเครื่องจักรกลเข้าปรับปรุงพื้นที่ในจุดที่ยังไม่พร้อมให้บริการ ทั้งบริเวณจุดลงแพ จุดขึ้นแพ พื้นที่จอดรถ และเส้นทางสัญจร เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

ความปลอดภัยเป็นอันดับแรก จัดตั้งจุดปฐมพยาบาลและเตรียมรับเหตุฉุกเฉิน

ด้านการดูแลความปลอดภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้กำชับให้มีการจัดตั้งจุดปฐมพยาบาลตลอดเส้นทางล่องแพ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต การจัดเวรเฝ้าระวัง และการประสานงานกับหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบตอบสนองเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ

การเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยสะท้อนถึงบทเรียนจากหลายพื้นที่ท่องเที่ยวทางน้ำในประเทศที่เคยประสบอุบัติเหตุในอดีต การบริหารจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในระยะยาว

ท่องเที่ยวโดยชุมชน กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสันทนาการคลายร้อน แต่เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สองของปี ซึ่งเป็นฤดูร้อนและช่วงปิดภาคเรียน

จากข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฤดูร้อนเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเยาวชน กิจกรรมทางน้ำจึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน

การเตรียมเปิดฤดูกาลล่วงหน้าในวันที่ 1 มีนาคม 2569 ช่วยให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า ร้านอาหาร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถวางแผนสต๊อกสินค้า เตรียมบุคลากร และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ” ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายผลักดันอย่างต่อเนื่อง มุ่งหมายให้แต่ละอำเภอมีจุดขายเฉพาะตัว ล่องแพเปียกแม่สรวยจึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวฤดูร้อนของจังหวัด

ความร่วมมือหลายภาคส่วน หัวใจของความสำเร็จ

การประชุมเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 มีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลเวียงสรวย ชมรมผู้ประกอบการ และชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลแม่สรวย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงการบริหารจัดการแบบบูรณาการ

การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่นและผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยให้การตัดสินใจสอดคล้องกับบริบทจริงของชุมชน ทั้งในด้านเส้นทางล่องแพ จุดเสี่ยง และความต้องการของนักท่องเที่ยว

ขณะเดียวกัน การประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางอย่างกรมชลประทาน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายระดับจังหวัดกับหน่วยงานเทคนิคที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

แม้จะไม่มีตัวเลขคาดการณ์รายได้อย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้ แต่จากประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา กิจกรรมล่องแพเปียกสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนจำนวนมาก ทั้งจากค่าบริการล่องแพ ค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าท้องถิ่น

สำหรับปี 2569 การกำหนดระยะเวลาจัดกิจกรรมยาวกว่า 2 เดือน ตั้งแต่ต้นมีนาคมถึงกลางพฤษภาคม ช่วยครอบคลุมช่วงวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางท่องเที่ยวสูง

การวางระบบความปลอดภัยและการปรับปรุงพื้นที่อย่างเป็นทางการ ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่เป็นระบบ

กิจกรรมฤดูร้อนที่มากกว่าความสนุก

การเร่งเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยประจำปี 2569 สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงรุกขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ตั้งแต่การประสานกรมชลประทานเพื่อบริหารระดับน้ำ การสั่งการสำนักช่างปรับปรุงพื้นที่ การจัดตั้งจุดปฐมพยาบาล ไปจนถึงการเตรียมระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่มุ่งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว

เมื่อฤดูร้อนกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ลำน้ำแม่สรวยและลำน้ำแม่ลาวจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หากการบริหารจัดการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กิจกรรมนี้จะไม่เพียงสร้างความเย็นฉ่ำในวันที่อากาศร้อนจัด แต่ยังช่วยเติมความหวังทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนแม่สรวยในปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลการประชุมเตรียมความพร้อมกิจกรรมล่องแพเปียกลำน้ำแม่สรวย – ลำน้ำแม่ลาว ประจำปี 2569 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรา

  • ข้อมูลสถานที่และช่วงเวลาการจัดกิจกรรมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

  • ข้อมูลการประสานงานด้านการบริหารจัดการระดับน้ำจากการหารือกับกรมชลประทาน ตามรายงานการประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME