Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ปิดช่องโหว่ DM Control! นครเชียงรายยกระดับระบบดูแลผู้ป่วย NCDs ผสานดิจิทัล-ชุมชนเข้มแข็งสู้โรคเรื้อรัง

เทศบาลนครเชียงรายลุกทั้งเมือง คัดกรอง 63 ชุมชน สู้โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ผสาน “ดิจิทัล–ชุมชนเข้มแข็ง” ปูทางสู่เมืองสุขภาพยุคใหม่

เชียงราย, 9 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ยังเป็น “ตัวการเงียบ” ทำให้คนไทยล้มป่วยและเสียชีวิตในสัดส่วนสูงต่อเนื่อง เทศบาลนครเชียงรายประกาศเดินเกมเชิงรุก เปิดปฏิบัติการคัดกรองสุขภาพครั้งใหญ่ครอบคลุมทั้ง 63 ชุมชนในเขตเทศบาล มุ่งลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง พร้อมยกเครื่องระบบดูแลผู้ป่วยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล AIDERY Connect และเครือข่ายอสม.ที่เข้มแข็ง หวังยกระดับเมืองสู่ “Digital Health Chiangrai Wellness City” อย่างเป็นรูปธรรม

การขยับตัวในครั้งนี้ไม่ใช่มาตรการเฉพาะกิจ แต่สะท้อนถึงความพยายามเชื่อม “นโยบายระดับชาติ–ยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด–การลงมือจริงระดับชุมชน” เข้าด้วยกัน เพื่อปิดช่องว่างสำคัญในระบบ คือการควบคุมโรคเบาหวานที่ยังทำได้ต่ำกว่าที่ควร แม้จังหวัดจะโดดเด่นด้านความดันโลหิตและการจัดการภาวะวิกฤตอย่างโรคหลอดเลือดสมองก็ตาม

ภาระโรคระดับชาติ–แรงกดดันระดับพื้นที่ NCDs ปัญหาเรื้อรังที่มองไม่เห็น

รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังชี้ให้เห็นตรงกันว่า โรคในกลุ่ม NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาระโรคสำคัญของประเทศ ทั้งจากจำนวนผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายในการรักษา และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ระดับนโยบาย ประเทศไทยกำหนด “แผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ พ.ศ. 2566–2570” เป็นกรอบยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการเครือข่าย Smart NCD Network การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และการพัฒนาระบบนิเวศ (NCD Ecosystem) ที่เอื้อต่อการลดปัจจัยเสี่ยง ตั้งแต่พฤติกรรมบริโภคเค็ม มัน หวาน การขาดการออกกำลังกาย ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งเขตเมืองและชนบทผสมผสานกัน ภาระโรค NCDs สะท้อนผ่านตัวเลขทางระบาดวิทยาที่น่ากังวล โดยเฉพาะในเขตเมืองที่รูปแบบการใช้ชีวิตเร่งรีบ การเดินทาง การบริโภคอาหารสำเร็จรูป และสภาวะแวดล้อมเอื้อต่อการเกิดโรคเรื้อรังมากขึ้น ขณะเดียวกันจังหวัดก็ต้องรับมือกับปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบต่อผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งซ้อนทับกับ NCDs อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นครเชียงรายไม่รอให้ป่วยก่อนรักษา” – คัดกรองเชิงรุก 63 ชุมชนฟรี

จากสถานการณ์ดังกล่าว เทศบาลนครเชียงรายจึงเลือกเดินหน้าด้วยมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ นำโดยนายวันชัย จงสุทธามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ร่วมกับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กองการแพทย์ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 1.3 เชียงราย และคณะกรรมการกองทุนหลักประกันสุขภาพเทศบาลนครเชียงราย

โครงการคัดกรองลดเสี่ยง NCDs จัดขึ้นครอบคลุมทั้ง 4 เขตบริการ รวม 63 ชุมชน โดยกำหนดพื้นที่จัดกิจกรรมเป็นจุดศูนย์กลาง ได้แก่

  • เขต 1 วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
  • เขต 2 วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่
  • เขต 3 วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล 2 สันหนอง
  • เขต 4 วันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า

ความโดดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดฟรีสำหรับประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตการดูแลไปถึงมิติสุขภาพอื่น ๆ ที่มักถูกละเลยในโครงการคัดกรองทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น

  • การตรวจสุขภาพช่องปากและมวลไขมันในร่างกาย
  • การตรวจสารพิษตกค้างในร่างกาย
  • การประเมินสุขภาพจิตและภาวะเครียด
  • การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

ภายในงาน ประชาชนยังได้รับความรู้จากวิทยากรและทีมสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านโภชนาการ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการเฝ้าระวังอาการเตือนของโรค NCDs ต่าง ๆ จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพียง “รู้ผลตรวจ” แต่คือ “รู้เท่าทันโรคและรู้วิธีดูแลตัวเอง” เพื่อให้ข้อมูลที่ได้รับกลับไปต่อยอดในระดับครอบครัวและชุมชน

ภาพใหญ่ของเชียงราย ความสำเร็จ–ช่องโหว่ในสมรภูมิ NCDs

เมื่อมองลึกลงไปในตัวเลขผลลัพธ์ด้านคลินิกของจังหวัดเชียงราย ภาพที่ปรากฏสะท้อน “ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน”

ในด้านความดันโลหิตสูง (HTN) จังหวัดสามารถควบคุมความดันของผู้ป่วยได้ดีถึง 67.41% แสดงถึงประสิทธิภาพของระบบการรักษา การจัดการยา และการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ในมิติการจัดการภาวะหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของ NCDs จังหวัดเชียงรายมีร้อยละของผู้ป่วยที่มีอาการไม่เกิน 72 ชั่วโมงและได้รับการรักษาใน Stroke Unit สูงถึง 84.15% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ที่ไม่น้อยกว่า 80% สะท้อนศักยภาพระบบบริการตติยภูมิที่เข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่โรคเบาหวาน ภาพกลับไม่สวยเท่าที่ควร อัตราผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีอยู่ที่ประมาณ 45.75% ต่ำกว่าความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเข้าสู่ภาวะสงบของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Remission) อยู่เพียง 0.27% จากผู้ป่วยทั้งหมดราว 76,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดหวังไว้ที่ 1% อย่างมาก แม้จะมีการตั้ง “NCD Remission Clinic” ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์แล้วก็ตาม

รายงานวิเคราะห์ของจังหวัดชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือ “ข้อจำกัดเชิงระบบ” โดยเฉพาะงบประมาณในการตรวจ HbA1c ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินการควบคุมระดับน้ำตาลระยะยาว การตรวจที่ไม่ครอบคลุมทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินภาพรวมและปรับแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังมีปัญหาการบันทึกข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ตัวเลขผลลัพธ์บางส่วนต่ำกว่าความเป็นจริง และกระทบต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย

น่าสังเกตว่า การประเมินองค์ประกอบการพัฒนาคุณภาพคลินิก NCD ภายในโรงพยาบาล (องค์ประกอบ 1–5) พบว่า “ไม่สัมพันธ์โดยตรงกับผลลัพธ์การควบคุม DM/HTN” ขณะที่องค์ประกอบเดียวที่แสดงความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการควบคุมระดับน้ำตาลและความดันกลับเป็น “การจัดบริการเชื่อมโยงชุมชน” หรือการออกแบบบริการให้ไปถึงบ้านและชุมชน ผ่านอสม.และเครือข่ายท้องถิ่น

ดิจิทัลไม่ใช่แค่แอปฯ AIDERY Connect – เมื่อหมอ–คนไข้–อสม. เชื่อมถึงกัน

ในสมรภูมิ NCDs ที่ซับซ้อน จังหวัดเชียงรายเลือกใช้นวัตกรรมดิจิทัลเป็น “ตัวเร่ง” ให้ระบบบริการสุขภาพเข้าถึงประชาชนได้จริง แอปพลิเคชัน AIDERY Connect ซึ่งพัฒนาร่วมกับเครือข่ายสุขภาพในจังหวัด ถูกนำมาใช้เป็นแพลตฟอร์มหลักในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

แอปฯ ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย ทั้งค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ข้อมูลอาการและประวัติการรักษา เข้ากับทีมแพทย์และพยาบาล ผู้ป่วยสามารถวัดค่าที่บ้านแล้วส่งเข้าไปในระบบ ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและแพทย์สามารถติดตามแนวโน้มค่าสุขภาพผ่าน Dashboard กลาง หากพบความผิดปกติ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยัง Caregiver เพื่อเร่งประเมินและสั่งการรักษา

การดำเนินงานนำร่องใน 6 อำเภอแรกของจังหวัดแสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน จนเชียงรายได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศด้านนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล และกำลังมีแผนขยายไปครบทั้ง 18 อำเภอ เพื่อผลักดันให้ภาพ “Digital Health Chiangrai Wellness City” ไม่ใช่เพียงคำขวัญแต่เป็นระบบการดูแลจริงในชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ควบคู่กันนั้น โครงการ NCDs@Home และ Telemedicine ก็ทำให้บทบาทของอสม.มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียง “ผู้ช่วยแจ้งข่าวสาร” อสม.จำนวนมากได้รับการฝึกอบรมให้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถวัดความดัน เจาะเลือดปลายนิ้ว และบันทึกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ส่งต่อให้แพทย์และทีมสาธารณสุขประเมิน หากจำเป็นจึงมีการนัดพบแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine และจัดส่งยาถึงบ้าน ลดภาระการเดินทางของผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้สูงอายุ

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนพลังของฐานชุมชนอย่างชัดเจน แกนนำสุขภาพมีศักยภาพในการคัดกรอง NCDs สูงถึง 93.70% ขณะที่อสม.เกือบ 100% สามารถใช้ระบบนับคาร์โบไฮเดรตและบันทึกข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันได้ การมี “ชุมชนที่อ่านข้อมูลสุขภาพเป็น” ทำให้ยุทธศาสตร์ดิจิทัลไม่หยุดอยู่ที่หน้าจอ แต่ลงรากถึงครัวเรือนจริง ๆ

จากตัวเลขสู่ชีวิตจริง ทำไม “เบาหวาน” ต้องได้รับความสำคัญมากกว่านี้

แม้เชียงรายจะมีตัวอย่างความสำเร็จเชิงระบบหลายด้าน แต่ตัวเลข DM Control Rate ที่ยังอยู่เพียง 45.75% และอัตรา Remission 0.27% ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขที่ร่วมจัดทำรายงานเชิงยุทธศาสตร์เสนอว่า การจัดการเบาหวานต้อง “ขยับแรงกว่าที่เป็นอยู่” ทั้งในมิติการแพทย์และพฤติกรรม โดยมีข้อเสนอสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือ

หนึ่ง การจัดสรรงบประมาณเฉพาะสำหรับการตรวจ HbA1c ให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มเสี่ยงและผู้ป่วยเบาหวานอย่างเพียงพอ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวเป็นเสมือน “ภาพถ่ายระยะยาว” ของการควบคุมโรค การขาดข้อมูลชุดนี้ทำให้แพทย์ตัดสินใจได้ไม่เต็มที่

สอง การขยายศักยภาพของ AIDERY Connect และระบบ Dashboard ให้ใช้ติดตามผลลัพธ์ทางคลินิกแบบรายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงมองจำนวนผู้ป่วย แต่เห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดควบคุมโรคได้ดีหรือมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ

สาม การยกระดับ Health Literacy โดยเฉพาะทักษะ “นับคาร์บ” ของผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งเชียงรายเริ่มนำร่องมาแล้วผ่านการอบรมอสม.และการจัด “Carb Counting Station” ในคลินิก NCDs Remission แนวคิด “โปรตีนอย่าให้ขาด คาร์บอย่าให้เกิน เพิ่มเติมด้วยไขมันดี” หากขยายผลอย่างจริงจัง ควบคู่กับการติดตามผ่านดิจิทัลและการสนับสนุนเชิงจิตสังคม อาจทำให้เป้าหมาย Remission 1% เข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้นในระยะกลาง

เทศบาลนครเชียงราย พื้นที่เมืองแนวหน้าในสมรภูมิ NCDs

บทบาทของเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเจ้าภาพจัดกิจกรรมคัดกรองเชิงพิธีการ หากแต่เป็น “แนวหน้าของระบบสุขภาพระดับจังหวัด” ในการทดสอบรูปแบบการจัดการ NCDs ในบริบทเมือง

การคัดกรองฟรีใน 63 ชุมชน ที่รวมทั้งการตรวจโรคเรื้อรังหลัก การประเมินสุขภาพจิต การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก และการให้ความรู้ด้านโภชนาการและพฤติกรรมสุขภาพ ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบหลังบ้านของจังหวัด ทั้ง AIDERY Connect, NCDs@Home, Telemedicine และ NCD Remission Clinic

ในมุมของประชาชน สิ่งที่ได้รับคือ “โอกาสรู้ทันโรคก่อนป่วยหนัก” และช่องทางในการเข้าสู่ระบบดูแลที่ต่อเนื่องและเป็นมิตร ขณะที่ในมุมของผู้กำหนดนโยบาย โครงการนี้คือฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการออกแบบมาตรการระยะยาว ทั้งด้านงบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และการสร้างระบบนิเวศสุขภาพเมืองที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง

หากจังหวัดสามารถต่อยอดจากความสำเร็จในระดับเทศบาลนครเชียงราย กระจายรูปแบบคัดกรองเชิงรุกและบริการเชื่อมโยงชุมชนไปสู่พื้นที่อื่น ๆ พร้อมอุดช่องว่างสำคัญเรื่องงบประมาณตรวจ HbA1c และคุณภาพข้อมูล เชียงรายอาจกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบของประเทศในการจัดการ NCDs ยุคดิจิทัล ที่ผสาน “เทคโนโลยี–ชุมชน–ท้องถิ่น” เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน

ในขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังยังเดินหน้าอย่างเงียบงันในทุกชุมชน การเลือก “ไม่ยอมจำนนต่อสถิติเดิม” แต่ลุกขึ้นมาคัดกรองทั้งเมือง เชื่อมระบบดิจิทัลเข้ากับกำลังของอสม.และชุมชน อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คำว่า “สุขภาพดีวิถีเชียงราย” ไม่ได้เป็นเพียงคำขวัญบนป้ายโครงการ แต่กลายเป็นความจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์และยุทธศาสตร์การจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จังหวัดเชียงรายและเขตเทศบาลนครเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย)
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI LIFESTYLE

Downtown MC ขนฮาร์เลย์ 300 คันบุกเชียงราย! มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทย

กลุ่มมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์ระดับชาติ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี” จัดทริปใหญ่เชียงราย 700 คน มอบทุนพัฒนาโรงเรียนและชุมชนกว่า 130,000 บาท สะท้อนวัฒนธรรมไบค์เกอร์ไทยที่แบ่งปันสู่สังคม

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 — ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของหน้าหนาวภาคเหนือ ขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันกว่า 300 คันจากทั่วประเทศ ได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงรายอย่างคับคั่ง ภายใต้ชื่อ “ดาวน์ทาวน์ เอ็มซี ไทยแลนด์” (Downtown MC Thailand) หนึ่งในชมรมมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ของประเทศที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วไทยถึง 800 คน เพื่อร่วมทริปท่องเที่ยวสายบุญและคืนกำไรสู่สังคมในช่วงวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยวตามแบบฉบับของกลุ่มไบค์เกอร์ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมมอเตอร์ไซค์ในไทย จากภาพลักษณ์เดิมที่มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่ก้าวร้าว มาสู่การเป็นกลุ่มที่มีจิตสำนึกต่อสังคม พร้อมคืนกำไรและสร้างคุณประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น

ทริปใหญ่แห่งปี เส้นทางสายเหนือที่เปี่ยมความหมาย

สำหรับสมาชิกของ Downtown MC Thailand ที่เดินทางมาครั้งนี้ ประกอบด้วยสมาชิกจาก 8 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ Downtown MC The North (ภาคเหนือ), The South (ภาคใต้), The North East (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), The East (ภาคตะวันออก), The Central Region (ภาคกลาง) และแม้กระทั่งสาขาระหว่างประเทศอย่าง Australia, San Diego และ Lao P.D.R.

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” หนึ่งในตัวแทนของชมรมที่ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมความประทับใจว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ ขอบคุณพี่น้องเชียงรายที่น่ารักมากๆ ยังไงก็ฝากกราบขออภัยเรื่องมลภาวะทางเสียง เพราะเรามีสมาชิกทั่วประเทศ 800 คน 800 คัน และครั้งนี้สมาชิกสายเหนือเป็นผู้ดำเนินการจัดการ”

สำหรับทริปเชียงรายในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมประจำปีที่ชมรมจัดขึ้นสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยปีที่แล้วได้จัดที่จังหวัดน่าน และครั้งนี้ได้เลือกเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทาง มีสมาชิกเดินทางมาร่วมกว่า 700 คน โดยใช้มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันประมาณ 300 คัน รวมถึงมีสมาชิกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและสมาชิกจากภาคใต้สุดอย่างจังหวัดยะลาเดินทางมาร่วมด้วย

การเดินทางที่ท้าทาย กว่า 700 กิโลเมตรบนเส้นทางสองล้อ

“อ้วน ดาวน์ทาวน์” เล่าถึงเส้นทางการเดินทางว่าตนเองขับขี่มอเตอร์ไซค์มาจากกรุงเทพมหานครระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และความรักในกิจกรรมกลุ่ม “เราชื่นชอบในการขี่มอไซค์ จากกรุงเทพฯ 700 กว่ากิโลมาเชียงราย” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

การเดินทางในลักษณะขบวนใหญ่ของกลุ่มมอเตอร์ไซค์นับร้อยคัน ย่อมสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้านในพื้นที่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องเสียงดังจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของชมรมได้แสดงความเข้าใจและขออภัยอย่างจริงใจ “ฝากขอโทษและขอบคุณพี่น้องชาวเชียงรายที่น่ารักมากต้อนรับดี ทักร้านเลยครับ” เขากล่าวทิ้งท้าย

องค์ประกอบของสมาชิกคนมีที่แบ่งปัน

สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือองค์ประกอบของสมาชิกภายในชมรม ซึ่งส่วนใหญ่ถึง 90% เป็นเจ้าของกิจการ ทำให้กลุ่มนี้มีฐานะทางการเงินที่มั่นคงและมีกำลังพอที่จะช่วยเหลือสังคม “คนที่มางานส่วนมาก เจ้าของกิจการ 90% เราแบ่งปัน ช่วยเหลือ ตามโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่” อ้วน ดาวน์ทาวน์ อธิบาย

ความเป็นกลุ่มเจ้าของธุรกิจนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมไบค์เกอร์ในไทย จากอดีตที่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่อาจถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มนอกกฎหมายในบางบริบท มาสู่ยุคปัจจุบันที่ไบค์เกอร์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ มีการศึกษาดี และต้องการใช้งานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงานหนัก

กิจกรรมคืนกำไรสู่สังคม มอบทุนกว่า 130,000 บาท

หัวใจสำคัญของทริปครั้งนี้คือกิจกรรมเพื่อสังคมที่กลุ่มได้เตรียมการมาอย่างดี โดยได้ประสานงานกับวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัดเชียงราย เพื่อใช้พื้นที่ในการจัดกิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ แก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่

รายการบริจาคในครั้งนี้ประกอบด้วย

  1. ทุนสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนบ้านสันกลาง มูลค่า 100,000 บาท — เป็นทุนหลักที่จะช่วยพัฒนาสุขาภิบาลพื้นฐานให้กับนักเรียน ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยเฉพาะในโรงเรียนชนบทที่อาจขาดแคลนงบประมาณในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  2. หมวกกันน็อค มูลค่า 15,000 บาท — การมอบหมวกกันน็อคสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่กลุ่มไบค์เกอร์เองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่จึงเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ
  3. อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา มูลค่า 15,000 บาท — การพัฒนาทักษะด้านกีฬาและสนับสนุนการศึกษาเป็นการลงทุนในอนาคตของเยาวชน โดยอุปกรณ์กีฬาจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนทุนการศึกษาจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 130,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กและชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้ ชมรมยังได้ขอบคุณวัดร่องขุ่นที่ให้ความอนุเคราะห์สถานที่ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

วัดร่องขุ่น แลนด์มาร์กแห่งเชียงรายที่เป็นฉากหลังของกิจกรรม

วัดร่องขุ่น หรือที่ชาวต่างชาติรู้จักในชื่อ “White Temple” เป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในตำบลป่าอ้อดอนชัย อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ออกแบบและก่อสร้างโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

วัดแห่งนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยสีขาวบริสุทธิ์ประดับด้วยกระจกสีเงินแวววาว สะท้อนแสงระยิบระยับในยามที่แสงแดดส่องถึง โดยอาจารย์เฉลิมชัยได้อธิบายไว้ว่า สีขาวหมายถึงพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ส่วนกระจกขาวหมายถึงพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

วัดร่องขุ่นได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยติดอันดับเป็นหนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในโลกหลายครั้งจากการจัดอันดับของสื่อนานาชาติ สถาปัตยกรรมที่งดงามและแนวคิดที่ลึกซึ้งทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดเชียงราย และเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่มาเยือนภาคเหนือ

กิจกรรมในช่วง 3 วัน เที่ยว กิน พัก และทำบุญ

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืน สมาชิกของ Downtown MC Thailand ได้วางแผนกิจกรรมอย่างครบครัน โดยในวันที่ 5-6 ธันวาคม สมาชิกได้พักที่โรงแรมเฮอริเทจ (Heritage Hotel) เชียงราย ซึ่งเป็นโรงแรมระดับมาตรฐานที่รองรับกลุ่มใหญ่ได้

ในวันที่ 6 ธันวาคม กลุ่มได้จัดกิจกรรมสรังสรรค์ร่วมกันที่ร้านอาหารในตัวเมืองเชียงราย โดยมีสมาชิกกว่า 700 คนร่วมทานอาหารและพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกจากแต่ละภูมิภาคได้พบปะและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

นอกจากนี้ กลุ่มยังได้วางแผนเที่ยวชมสถานที่สำคัญต่างๆ ของจังหวัดเชียงราย อาทิ ดอยต่างๆ วัดสวยงาม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างดอยเชียงดาว ผาฮี้ และอื่นๆ โดย “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ระบุว่า “มี ทำบุญตามที่ลง เพจไปครับ จัดท่องเที่ยวต่อไปตามดอยต่างๆ วัดสวยงาม มีไปดอยเชียงดาว ผาฮี้ไปอีก”

สำหรับการเดินทางกลับ สมาชิกส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยกลับในวันที่ 7 ธันวาคม แต่ก็มีสมาชิกบางส่วนที่ต่อเที่ยวยาวกว่านั้น เพื่อสำรวจความงดงามของภาคเหนือเพิ่มเติม

ขบวนรถ 200 กว่าคัน ภาพที่น่าประทับใจบนท้องถนนเชียงราย

หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวคือการเห็นขบวนมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์กว่า 200 คันเดินทางไปยังวัดร่องขุ่น ซึ่ง “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้โพสต์ข้อความว่า “200 กว่าลำ กำลังไป วัดร่องขุ่น ปลอดภัยทุกท่าน ขออภัยในมลภาวะทางเสียงอีกครั้ง เราอยากมาชื่นชมความสวยงามของเชียงรายจริงๆ”

ข้อความนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของกลุ่มที่ต้องการเป็นแขกที่ดี แม้จะสร้างเสียงดังบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะของมอเตอร์ไซค์ประเภทนี้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือทุกคนเดินทางอย่างปลอดภัยและเคารพกฎจราจร

Downtown MC Thailand ประวัติและวัฒนธรรมของชมรม

Downtown MC Thailand หรือที่มักเรียกย่อๆ ว่า DTMC เป็นชมรมมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสันที่ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2565 โดยมีสมาชิกก่อตั้งเริ่มแรก 270 คน และได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีสมาชิกกว่า 800 คนในปัจจุบัน กระจายอยู่ทั่วประเทศและมีสาขาในต่างประเทศด้วย

อัตลักษณ์ของกลุ่มคือ “ความเป็นตัวตนที่ไร้ซึ่งขอบเขตในการใช้ชีวิต” ด้วยการปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่มีสีสัน ทันสมัย และศิวิไลซ์ สีประจำชมรมคือ สีดำและสีทอง (หรือเครื่องยนต์สีทอง) และใช้เลข 19 เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งมาจากวันเกิดของกลุ่ม (วันที่ 9 เดือนที่ 1)

สโลแกนของกลุ่มคือ “ยุครุ่งเรืองของชนชั้นวัยรุ่น” และ “พวกเซียนเค้าไม่เรียนบทเดิม” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในวงการไบค์เกอร์ไทย โดยเน้นความสนุกสนาน ไม่ต้องมีพิธีรีตองที่ซับซ้อน และสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการจัดกิจกรรมที่ทันสมัย

ปรัชญาของกลุ่มคือ “ไม่เน้นยศ ไม่มีตำแหน่ง” แต่เต็มไปด้วยมิตรภาพ เสียงหัวเราะ และความจริงใจ โดยใช้จิตสำนึกพื้นฐานในการทำกิจกรรมกลุ่ม และช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความจริงใจ ซึ่งเป็นค่านิยมที่แตกต่างจากกลุ่มมอเตอร์ไซค์แบบดั้งเดิมที่อาจมีลำดับชั้นและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด

ไบค์เกอร์ไทยยุคใหม่ จากภาพลักษณ์เดิมสู่การสร้างสรรค์สังคม

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย ในอดีต กลุ่มผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฮาร์เลย์-เดวิดสัน มักถูกมองด้วยความหวาดระแวง บางครั้งเชื่อมโยงกับกลุ่มอันธพาลหรือแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ไทยได้เปลี่ยนไปอย่างมาก กลุ่มไบค์เกอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักธุรกิจ แพทย์ ทนายความ และผู้ที่มีการศึกษาสูง ซึ่งใช้การขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน

มอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ซึ่งเป็นยี่ห้อที่มีราคาสูงและมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไม่น้อย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและฐานะทางสังคมในระดับหนึ่ง การเป็นเจ้าของรถฮาร์เลย์จึงแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการเงิน และการเข้าร่วมชมรมฮาร์เลย์ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มไบค์เกอร์ยุคใหม่ยังมีจิตสำนึกในการคืนกำไรสู่สังคม ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมของ Downtown MC Thailand ที่ไม่เพียงแต่จัดทริปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นส่วนสำคัญของการเดินทางทุกครั้ง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น มากกว่าการท่องเที่ยว

การเดินทางของกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่เช่นนี้มิได้สร้างแต่เพียงความสนุกสนานให้กับสมาชิกเท่านั้น แต่ยังส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมีนัยสำคัญ การที่มีนักท่องเที่ยว 700 คนพักค้างคืน 2 คืนในจังหวัดเชียงราย หมายถึงรายได้จากค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

หากคำนวณเบื้องต้นโดยประมาณ สมาชิกแต่ละคนอาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ที่พัก และอาหาร อยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 3 วัน 2 คืน รวมแล้วอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดเชียงรายได้มากกว่า 3.5-7 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงการมอบทุนและอุปกรณ์มูลค่า 130,000 บาท

นอกจากนี้ การที่สมาชิกของชมรมกลับไปแล้วพูดถึงความประทับใจในจังหวัดเชียงราย ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ที่มีคุณค่า อาจกระตุ้นให้คนในเครือข่ายของพวกเขาสนใจมาเที่ยวเชียงรายในอนาคต ซึ่งเป็นการสร้าง soft power ด้านการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิภาพ

ความปลอดภัยและความรับผิดชอบ บทเรียนสำคัญ

การเดินทางเป็นขบวนใหญ่ของมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คัน ย่อมมีความท้าทายด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการขับขี่ในเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยวของภาคเหนือ อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่าการเดินทางครั้งนี้ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย ไม่มีรายงานอุบัติเหตุร้ายแรงใดๆ

ความสำเร็จด้านความปลอดภัยนี้มาจากการเตรียมตัวที่ดี การมีผู้นำกลุ่มที่มีประสบการณ์ และความมีวินัยของสมาชิกในการปฏิบัติตามกฎจราจร นอกจากนี้ การที่กลุ่มมอบหมวกกันน็อคให้กับเยาวชนในพื้นที่ ยังสะท้อนถึงความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยที่พวกเขาต้องการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป

มิติด้านสิ่งแวดล้อม ข้อควรพิจารณาสำหรับอนาคต

แม้ว่ากิจกรรมครั้งนี้จะได้รับการต้อนรับและสร้างประโยชน์มากมาย แต่ก็มีข้อควรพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการให้ความสำคัญ การที่มีมอเตอร์ไซค์กว่า 300 คันเดินทางมาพร้อมกัน หมายถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศจำนวนหนึ่ง รวมถึงมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ชมรมได้รับรู้และขอโทษเรื่องเสียงรบกวน พร้อมทั้งชดเชยด้วยการทำกิจกรรมเพื่อสังคม แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะเป็นแขกที่ดี สำหรับอนาคต อาจมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การจำกัดจำนวนรถในแต่ละขบวน หรือการเลือกใช้เส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด

เชียงราย จุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยว

จังหวัดเชียงรายเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มท่องเที่ยวแบบนี้ ด้วยความมีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งวัดวาอารามที่สวยงาม ธรรมชาติที่สมบูรณ์ วัฒนธรรมชนเผ่าที่น่าสนใจ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว

ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเชียงรายมีชื่อเสียงในเรื่องความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่น ดังที่ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” กล่าวถึงว่า “พี่น้องชาวเชียงรายน่ารักมากต้อนรับดี” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจและต้องการกลับมาเยือนอีก

นอกจากนี้ เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ มายังเชียงราย เป็นเส้นทางที่ท้าทายและน่าสนใจสำหรับไบค์เกอร์ โดยเฉพาะการผ่านภูเขาและทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดเส้นทาง ทำให้การเดินทางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าจดจำ

แนวโน้มในอนาคต ทริปสลับหมุนเวียนทั่วประเทศ

จากข้อมูลที่ได้รับ Downtown MC Thailand มีนโยบายจัดทริปใหญ่ประจำปีโดยสลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละภูมิภาค ปีที่แล้วจัดที่จังหวัดน่าน ปีนี้จัดที่เชียงราย ซึ่งหมายความว่าในอนาคตจะมีการจัดทริปในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

รูปแบบการท่องเที่ยวแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ ทั้งการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ การทำให้สมาชิกได้รู้จักประเทศของตนเองมากขึ้น และการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่

สำหรับจังหวัดต่างๆ การได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมเช่นนี้ถือเป็นโอกาสดีในการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มในรูปแบบของการมอบทุนและอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับโรงเรียนและชุมชน

โมเดลใหม่ของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์

ทริปเชียงรายของ Downtown MC Thailand ครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่แค่การมาเที่ยวและใช้จ่าย แต่ยังคืนกำไรสู่ชุมชนในรูปแบบที่เป็นรูปธรรม

การมอบทุนสร้างห้องน้ำ หมวกกันน็อค และอุปกรณ์กีฬา รวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท อาจดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนักสำหรับกลุ่มที่มีสมาชิก 800 คน แต่สำหรับโรงเรียนบ้านสันกลางและชุมชนท้องถิ่น เงินจำนวนนี้มีความหมายและสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การที่กลุ่มไบค์เกอร์แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ ความมีวินัย และการใส่ใจต่อชุมชน ยังช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของไบค์เกอร์ในสังคมไทย จากภาพเดิมที่อาจเป็นลบ มาสู่ภาพที่เป็นบวกและสร้างแรงบันดาลใจ

สุดท้ายนี้ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ได้ทิ้งข้อความที่ชวนให้คิดไว้ว่า “เราอิจฉาจังหวัดคุณครับ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความประทับใจในความงดงามของเชียงรายอย่างแท้จริง และ “ขอให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดี” ซึ่งเป็นคำอวยพรที่แสดงถึงความหวังดีต่อทุกคนที่เดินทาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การสัมภาษณ์โดยตรง — ข้อมูลจากการสนทนากับ “อ้วน ดาวน์ทาวน์” ตัวแทนของ Downtown MC Thailand โดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568
  • เพจ Facebook: Downtown MC Thailand
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • วัดร่องขุ่น (White Temple) Official
  • ข้อมูลชุมชนและโรงเรียน — โรงเรียนบ้านสันกลาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้รับการสนับสนุนดาวน์ทาวน์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

CLEAR Sky จากดอยตุงโมเดลสู่ลุ่มน้ำโขง ไทยใช้เชียงรายเป็นห้องปฏิบัติการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

กต.–ทส. เลือกเชียงรายเป็นเวที “ฟ้าใส” อาเซียน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ CLEAR Sky แก้หมอกควันข้ามแดน สร้างโมเดลเชิงปฏิบัติการจากพื้นที่จริงสู่ระดับภูมิภาค

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางท้องฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยคลุมด้วยม่านหมอกควันในทุกฤดูแล้ง จังหวัดเชียงรายกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “ห้องปฏิบัติการนโยบาย” ด้านสิ่งแวดล้อมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ร่วมกันจัดโครงการหารือขับเคลื่อนความร่วมมือตามแผนปฏิบัติการร่วมภายใต้ “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ขึ้นที่โรงแรมเดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568

การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีสัมมนาทางวิชาการ หากแต่เป็นการทดลอง “ทูตเชิงปฏิบัติการ” (operational diplomacy) เพื่อแปลงคำมั่นทางการเมืองในแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Plan of Action – JPOA 2024–2030 หรือ 2567–2573) ให้กลายเป็นมาตรการและกลไกที่จับต้องได้ ก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นควันรอบใหม่ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งทุกฝ่ายประเมินตรงกันว่าความเสี่ยงยังคงสูง

เชียงราย ด่านหน้าของปัญหา กลายเป็นด่านหน้าของทางออก

บรรยากาศการประชุมในห้องประชุมริมแม่น้ำกกมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 คน จากทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้แทนจากชุมชนในพื้นที่ โดยมีนายศรัณย์ เจริญสุวรรณ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานในพิธีเปิด ขณะที่นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับและรายงานภาพรวมการดำเนินงานของจังหวัดในการลดการเผาในที่โล่งและไฟป่าในช่วงปีที่ผ่านมา

จุดเด่นของเวทีครั้งนี้อยู่ที่ “สถานที่จัด” ไม่ไช่เพียง “เนื้อหาประชุม” เชียงรายคือหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากพื้นที่ภายในประเทศและไฟป่าจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นจังหวัดที่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาใช้แนวทางบูรณาการ ทั้งด้านการจัดการป่า การใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุข จนสามารถนำเสนอเป็นกรณีศึกษาเชิงปฏิบัติการในการประชุมครั้งนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้รายงานว่า จังหวัดได้แบ่ง “กลุ่มป่าเสี่ยงเผาไหม้” ออกเป็น 14 กลุ่ม โดยเชียงรายอยู่ในกลุ่มป่าศรีลานนา–ขุนตาล เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงและวางแผนควบคุมไฟได้ตรงจุด พร้อมทั้งใช้มาตรการเข้มข้น “เผาจริง จับจริง” ควบคู่กับการ “ตัดสิทธิ์เกษตรกร” ที่ฝ่าฝืนกฎหมายในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนจากรัฐ ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย จังหวัดยังได้จัดเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น (Clean Room)” และ “พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone)” เพื่อรองรับประชาชนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มเปราะบางในช่วงค่าฝุ่น PM2.5 สูง ถือเป็นการบูรณาการมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกับนโยบายด้านสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด

จากแผนบนกระดาษสู่การทูตภาคสนาม CLEAR Sky Strategy คืออะไร

ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy) เป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยเสนอขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนอย่างยั่งยืนในกรอบความร่วมมือระหว่างไทย สปป.ลาว และเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบน และได้ขยายผลเข้าสู่กรอบอาเซียน ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วม JPOA 2024–2030 (2567–2573)

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 5 เสาหลัก ภายใต้คำย่อ C.L.E.A.R. ได้แก่

  • C – Continued Commitment
    ความมุ่งมั่นต่อเนื่องและความรับผิดชอบร่วมกัน ในการลดจุดความร้อนและการเผาในที่โล่งตามเป้าหมายที่เคยรับรองร่วมกันในเวทีระดับภูมิภาค
  • L – Leveraging Mechanisms
    การใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ เช่น กรอบอาเซียน กลไกคณะกรรมการชายแดน และเวทีทวิภาคี เพื่อเพิ่ม “แรงกดดันเชิงบวก” ให้ประเทศคู่ภาคีดำเนินมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม
  • E – Experience Sharing
    การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี ทั้งด้านกฎหมาย การจัดการพื้นที่ และโมเดลการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดแรงจูงใจในการเผา เช่น โมเดลดอยตุง
  • A – Air Quality Network
    การพัฒนาเครือข่ายคุณภาพอากาศ การติดตามและพยากรณ์มลพิษอย่างแม่นยำ เพื่อใช้วางแผนป้องกันและสื่อสารเตือนภัยล่วงหน้าแก่ประชาชน
  • R – Effective Response
    การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองเมื่อเกิดวิกฤตหมอกควันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การดับไฟป่าไปจนถึงการดูแลสุขภาพของประชาชน

ในการประชุมที่เชียงราย เสาหลักทั้ง 5 ถูกถอดออกมาเป็น “วาระการหารือ” ผ่านเวทีเสวนา 2 ช่วงใหญ่ คือ (1) แนวทางการแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส และ (2) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

เสียงสะท้อนจากสามประเทศลุ่มน้ำโขง จากตัวเลขจุดความร้อนสู่ความรับผิดชอบร่วม

หนึ่งในหัวใจของการประชุมครั้งนี้ คือ การเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา นำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมา และแผนเตรียมการรองรับสถานการณ์หมอกควันในช่วงต้นปี 2569

นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานภาพรวมการดำเนินการของไทย ทั้งในระดับนโยบายและในระดับพื้นที่ โดยเชื่อมโยงกับตัวเลขการลด “จุดความร้อนสะสม” ในป่าและพื้นที่เสี่ยงเผา ซึ่งในช่วงปี 2567 ไทยสามารถลดจำนวนจุดความร้อนในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน นายซาน อู อธิบดีกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเมียนมา และนางเตือนจิต อลุนละสี รองอธิบดีสถาบันด้านชีวเทคโนโลยีและระบบนิเวศของ สปป.ลาว ได้นำเสนอความพยายามในการลดการเผาในที่โล่ง การเพิ่มการลาดตระเวนไฟป่า และการร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสร้างกลไกป้องกันก่อนเกิดเหตุ

การรายงานดังกล่าวทำให้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ถ้อยแถลงทางการเมือง” แต่เริ่มมีลักษณะคล้าย “ระบบติดตามและประเมินผลร่วม” ที่ทุกประเทศต้องออกมารายงานความคืบหน้าบนเวทีเดียวกัน เป็นแรงกดดันในเชิงสร้างสรรค์ ให้ทุกภาคีต้องเร่งเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเน้นย้ำในที่ประชุมว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนจะสำเร็จไม่ได้ หากขาด “การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” ตั้งแต่ระดับนโยบาย ภาคเอกชน ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องแปลงยุทธศาสตร์ฟ้าใสให้เป็นเครื่องมือที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน ไม่ใช่เพียงกรอบเอกสารในระดับรัฐบาลกลาง

เชียงรายในฐานะ “ต้นแบบปฏิบัติการ” จากแผนที่กลุ่มป่าถึงห้องปลอดฝุ่น

ในเวทีหารือ ผู้แทนจังหวัดเชียงรายได้นำเสนอรูปแบบการทำงานที่ถูกหยิบยกให้เป็น “โมเดลต้นแบบ” สำหรับการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นในภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่ต้นทางมลพิษในประเทศเพื่อนบ้าน

มาตรการสำคัญของเชียงรายประกอบด้วย

  1. การจัดการพื้นที่เสี่ยงเชิงระบบ
    จังหวัดได้แบ่งกลุ่มป่าเสี่ยงไฟออกเป็น 14 กลุ่ม โดยอยู่ภายใต้กลุ่มป่าศรีลานนา–ขุนตาล เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ต้องจัดการเชื้อเพลิงและลาดตระเวนก่อน และใช้ข้อมูลจุดความร้อน (hotspot) ประกอบการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ
  2. มาตรการทางเศรษฐกิจและกฎหมายควบคู่กัน
    นโยบาย “เผาจริง จับจริง” และ “ตัดสิทธิ์เกษตรกรจากโครงการของรัฐ” ถูกใช้เป็นมาตรการยับยั้งเชิงโครงสร้าง ไม่เพียงแต่ปรับเป็นเงิน แต่กระทบต่อโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์จากภาครัฐในระยะยาว ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด
  3. การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรทดแทนการเผา
    จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เศษซัง ฟาง ใบข้าว หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปผลิตปุ๋ยชีวภาพ วัสดุคลุมดิน หรือเชื้อเพลิงชีวมวล แทนการเผาทิ้งในที่โล่ง
  4. การเตรียมพร้อมด้านสาธารณสุข
    การจัดตั้งห้องปลอดฝุ่นและพื้นที่ปลอดภัยในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลสำคัญ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกในการลดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

มาตรการเหล่านี้ได้รับการยกขึ้นในเวทีเสวนาเป็นตัวอย่างของการ “บูรณาการระดับจังหวัด” ที่ผสานเครื่องมือทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้แทนจากลาวและเมียนมาแสดงความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโมเดลการใช้ “มาตรการตัดสิทธิ์ทางเศรษฐกิจ” แทนการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว

จากดอยตุงสู่ลุ่มน้ำโขง ใช้เศรษฐกิจพืชยืนต้นแก้ปัญหาที่ราก

อีกหนึ่งไฮไลต์ของโครงการครั้งนี้ คือ การนำคณะผู้แทนจากทั้งสามประเทศ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการพัฒนาดอยตุง ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์

ดอยตุงคือกรณีศึกษา “เปลี่ยนภูเขาไฟเป็นภูเขาเขียว” ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ จากอดีตพื้นที่ปลูกฝิ่นและการถางป่าเผาป่า กลายมาเป็นพื้นที่ปลูกพืชยืนต้นและพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้ชุมชน เช่น แมคคาเดเมีย กาแฟ และพืชสวนหลากชนิด

โมเดลดอยตุงถูกเสนอให้เป็น “ตัวอย่างเชิงรูปธรรม” ของเสาหลัก E – Experience Sharing ในยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืนไม่สามารถพึ่งพาเพียงมาตรการปราบปรามได้ แต่ต้อง “เปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของชุมชน” จากระบบที่พึ่งพาไฟและการเผา ไปสู่ระบบที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรที่ได้รับการฟื้นฟู

องค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) แสดงบทบาทสำคัญในฐานะ “พันธมิตรด้านเทคนิคและการเงิน” ที่พร้อมสนับสนุนการขยายผลโมเดลการพัฒนาลักษณะเดียวกับดอยตุงไปยังพื้นที่ในลาวและเมียนมา ซึ่งมีโครงสร้างภูมิประเทศและสภาพเศรษฐกิจคล้ายคลึงกัน

ร่วมมือข้ามพรมแดน จากอาเซียนสู่เครือข่ายพันธมิตรนานาชาติ

ภายในงานยังมีผู้แทนจากกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้อินโดนีเซีย สถาบัน Chinese Research Academy of Environmental Sciences (CRAES – จีน) ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) และสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ประเทศอย่างอินโดนีเซียและสิงคโปร์มีประสบการณ์ยาวนานในการจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่าและพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในภูมิภาคอาเซียน การนำบทเรียนจากกรอบความตกลงหมอกควันข้ามแดนอาเซียน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution – AATHP) มาเปรียบเทียบกับบริบทของลุ่มน้ำโขง ช่วยให้การออกแบบกลไกใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใสมีความเป็นไปได้และสอดคล้องกับมาตรฐานสากรมากขึ้น

ด้าน CRAES จากจีน มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านแบบจำลองการแพร่กระจายมลพิษและการสร้างเครือข่ายติดตามคุณภาพอากาศระดับภูมิภาค ขณะที่ JICA และ GIZ สนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและเทคนิคในการพัฒนาระบบเกษตรยั่งยืน การจัดการเชื้อเพลิง และการสร้างขีดความสามารถให้หน่วยงานท้องถิ่นในสามประเทศ

การเข้ามาของพันธมิตรเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ได้เป็นเพียงกรอบความร่วมมือ “สามประเทศ” แต่กำลังขยายตัวเป็น “แพลตฟอร์มความร่วมมือพหุภาคี” ที่เชื่อมโยงผู้เล่นระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้าด้วยกัน

สื่อสารถึงรากหญ้า คลิป “หยุดเผา ฟ้าใส ไร้มลพิษ” 3 ภาษา

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ถูกเปิดตัวในการประชุมครั้งนี้ คือ คลิปรณรงค์ “หยุดเผา ฟ้าใส ไร้มลพิษ” ซึ่งผลิตขึ้นใน 3 ภาษา คือ ไทย ลาว และเมียนมา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชายแดนได้อย่างแท้จริง

สารหลักของคลิปมุ่งเน้นให้เห็น “ต้นทุนที่แท้จริงของการเผา” ทั้งต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของชุมชน พร้อมทั้งชูตัวอย่างแนวทางปฏิบัติที่ไม่ต้องใช้ไฟในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และทางเลือกด้านพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน การสื่อสารในภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศช่วยลดช่องว่างด้านวัฒนธรรมและทำให้สารรณรงค์เข้าถึงผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความท้าทายข้างหน้า จากเชียงรายสู่ลุ่มน้ำโขง

แม้การประชุมที่เชียงรายจะสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการเชิงบวกทั้งในเชิงนโยบายและปฏิบัติการ แต่ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ยอมรับตรงกันว่า ความท้าทายที่แท้จริงยังอยู่ “ข้างหน้า” ไม่ใช่ “ข้างหลัง”

ความแตกต่างด้านกฎหมาย ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรของหน่วยงานรัฐในสามประเทศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการนำมาตรการที่เข้มข้นแบบเชียงราย เช่น การตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรัฐ ไปประยุกต์ใช้ในลาวและเมียนมาในรูปแบบเดียวกัน

การเปลี่ยนผ่านจากเกษตรที่ใช้การเผา ไปสู่เกษตรพืชยืนต้นและระบบการผลิตที่ยั่งยืน ต้องอาศัย “เงินลงทุนระยะยาว” และ “การประกันความเสี่ยงทางรายได้” ของเกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ในระดับเปราะบางกว่าภาคเหนือของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นพ้องว่า ยุทธศาสตร์ฟ้าใสและแผนปฏิบัติการร่วม JPOA 2024–2030 ได้สร้าง “กรอบโครง” ที่จำเป็นสำหรับการเดินหน้าต่อในอีก 5–7 ปีข้างหน้า สิ่งที่ต้องจับตาคือ

  • การคง “แรงผลักดันทางการเมือง” ให้ต่อเนื่อง ไม่ให้ประเด็นหมอกควันถูกกลบด้วยวิกฤตอื่น
  • การแปลงข้อเสนอในระดับนโยบาย เช่น การตั้งกองทุนตอบสนองวิกฤตร่วม หรือกลไกสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ให้เกิดขึ้นจริงภายในกรอบเวลาแผน
  • การใช้พื้นที่อย่างเชียงรายเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้” ให้ประเทศเพื่อนบ้าน สามารถนำโมเดลไปปรับใช้ตามบริบทตนเอง

สำหรับประชาชนในจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ ตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่จำนวนเวทีประชุมหรือจำนวนข้อตกลงที่ลงนาม หากแต่คือจำนวน “วันที่ฟ้าใส” เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และจำนวน “ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ” ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ
  • กรมควบคุมมลพิษ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์
  • ข้อมูลจากผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบัน Chinese Research Academy of Environmental Sciences (CRAES) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (MI) และศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ที่เข้าร่วมการหารือในครั้งนี้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ นำร่อง ประกันสุขภาพสมัครใจในโรงพยาบาลรัฐ ดึงเงิน 1.6 หมื่นล้าน เข้า สธ.

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์นำร่องโมเดลใหม่ “ประกันสุขภาพสมัครใจในรพ.รัฐ” หลัง สธ.–สมาคมประกันชีวิตไทยเซ็น MOU ดันเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้านเข้าระบบสาธารณสุข

เชียงราย, 5 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสความกังวลเรื่องงบประมาณสาธารณสุขที่ตึงตัว และค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ขยับสูงขึ้นทุกปี การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับสมาคมประกันชีวิตไทย เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 จึงถูกจับตามองว่าเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของระบบสุขภาพไทย

ในดีลครั้งประวัติศาสตร์นี้ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ กลายเป็นหนึ่งใน 28 โรงพยาบาลรัฐนำร่อง ที่จะรองรับ “ประกันสุขภาพภาคสมัครใจ” อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในส่วนของคลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ซึ่งในอดีตผู้เอาประกันจำนวนไม่น้อยไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้เต็มที่จากข้อจำกัดของกติกาและระบบเบิกจ่าย

การขยับครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนภาพจำของ “โรงพยาบาลรัฐที่ใช้ประกันไม่ได้” แต่ยังมีเป้าหมายดึงเม็ดเงินกว่า 16,000 ล้านบาทจากระบบประกันสุขภาพสมัครใจ เข้าสู่โรงพยาบาลของรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดภาระงบประมาณ และยกระดับมาตรฐานบริการสำหรับประชาชนในระยะยาว

MOU ใหญ่ สธ.–สมาคมประกันชีวิตไทย เชื่อม “เงินเอกชน” เข้าระบบ “บริการรัฐ”

พิธีลงนาม MOU จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 10 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้ร่วมลงนามและสักขีพยานจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

ฝั่งกระทรวงสาธารณสุข มี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ลงนาม ขณะที่ฝั่งสมาคมประกันชีวิตไทย นำโดย นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย โดยมี นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคปภ. และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง ร่วมเป็นสักขีพยานในห้องประชุมเดียวกัน

ใจกลางของ MOU ฉบับนี้คือการ “บูรณาการเครือข่ายบริการสาธารณสุขของรัฐ” เข้ากับ “ระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจของเอกชน” อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และได้มาตรฐาน เป้าหมายสำคัญมีสองมิติ

  1. มิติด้านบริการ – ยกระดับศักยภาพของโรงพยาบาลรัฐให้รองรับผู้เอาประกันสุขภาพได้อย่างสะดวก ทันสมัย ผ่านการพัฒนา Service Center คลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ลดเวลารอคอยและความแออัด ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนจำนวนมากคุ้นเคย
  2. มิติด้านการคลังและเศรษฐกิจ – ดึงเม็ดเงินจากประกันสุขภาพสมัครใจ ที่คาดว่าจะสามารถ “Top Up” สิทธิประโยชน์เดิมเข้าสู่โรงพยาบาลรัฐกว่า 16,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อเสริมรายได้ ลดภาระงบประมาณ และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการของระบบสาธารณสุขในระยะยาว

ในแง่นี้ MOU จึงไม่ใช่เพียงเอกสารความร่วมมือเชิงพิธีการ แต่เป็น “กลไกเชื่อม” ระหว่าง เงินเอกชน – ระบบรัฐ – สิทธิประโยชน์ของประชาชน เข้าด้วยกันในครั้งเดียว

รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ จากโรงพยาบาลศูนย์ สู่ต้นแบบ “รพ.รัฐที่ใช้ประกันได้เต็มสิทธิ์”

สำหรับจังหวัดเชียงราย ชื่อของ “โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์” เป็นเหมือนศูนย์กลางด้านสาธารณสุขที่ประชาชนในพื้นที่คุ้นเคยมานาน ในครั้งนี้ โรงพยาบาลถูกผลักดันให้ก้าวอีกขั้นสู่บทบาท “โรงพยาบาลรัฐนำร่อง” ภายใต้โมเดลใหม่ของกระทรวงสาธารณสุข

วันเดียวกับการลงนาม MOU นพ.สมศักดิ์ อุทัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ พร้อมด้วย นพ.เปรมชัย ติรางกูร รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ได้เข้าร่วมประชุมและพิธีลงนามเป็นสักขีพยาน พร้อมขึ้นเวทีเสวนาในหัวข้อ
“Model การบริหารจัดการในโรงพยาบาลรัฐ รองรับระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ (Showcase)”

ในเวทีดังกล่าว โรงพยาบาลเชียงรายฯ ถูกนำเสนอในฐานะ “ต้นแบบการบริหารจัดการ” ที่พร้อมรองรับระบบประกันสุขภาพสมัครใจในโรงพยาบาลรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติ

  • การออกแบบเส้นทางบริการ (Patient Journey) สำหรับผู้เอาประกันสุขภาพ
  • การจัดคลินิกพิเศษและ Premium Clinics ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและความรวดเร็ว
  • การบริหารห้องพิเศษที่สามารถรองรับผู้ป่วยประกันสุขภาพโดยไม่กระทบสิทธิ์ของผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

การขึ้นเวทีระดับชาติในฐานะ Showcase สะท้อนว่า รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ ไม่ได้เป็นเพียง “ผู้ตาม” นโยบายจากส่วนกลาง แต่มีบทบาทเชิงรุกในการนำเสนอโมเดลบริหารจัดการ เพื่อให้เงินประกันสุขภาพสมัครใจไหลเข้าระบบโรงพยาบาลรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงมาตรฐานความเท่าเทียมด้านบริการขั้นพื้นฐานไว้ควบคู่กัน

ทำไมต้องดึง “เงินประกันสุขภาพ” เข้าสู่โรงพยาบาลรัฐ?

เบื้องหลัง MOU ครั้งนี้ เชื่อมโยงกับโจทย์ใหญ่ที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเคยสะท้อนไว้ในเวที “การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569” นั่นคือ ต้นทุนด้านสุขภาพของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากต้องเผชิญภาวะขาดทุนและภาระงบประมาณที่หนักขึ้นทุกปี

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพเองก็เผชิญแรงกดดันจาก ค่าใช้จ่ายด้านการเคลมที่สูงขึ้น ทั้งจากค่ารักษาทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น ทำให้ค่าเบี้ยประกันสุขภาพมีแนวโน้มต้องขยับสูงขึ้นตามต้นทุน

ข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรวมต่อปีในระดับหลายแสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว 2–4% ต่อปี ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของเม็ดเงินจากระบบประกันยังมีอยู่มาก หากสามารถออกแบบให้ไหลเข้าสนับสนุนระบบบริการสาธารณสุขของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ

MOU ครั้งนี้ จึงถูกออกแบบให้ “จับมือกันกลางทาง”

  • ฝั่ง กระทรวงสาธารณสุข ต้องยกระดับคุณภาพและประสบการณ์บริการให้ประชาชนรู้สึกว่า โรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับผู้เอาประกันสุขภาพได้อย่างน่าเชื่อถือ สะดวกสบาย และไม่ต่างจากการไปรักษาในโรงพยาบาลเอกชนในบางบริการ
  • ฝั่ง บริษัทประกันชีวิต จะได้เครือข่ายโรงพยาบาลรัฐที่มีต้นทุนบริการต่ำกว่าเอกชน ช่วยชะลอการขึ้นค่าเบี้ยในระยะยาว และออกผลิตภัณฑ์ที่ “จับต้องได้” มากขึ้นสำหรับคนไทยรายได้ปานกลาง

เมื่อเม็ดเงินจากประกันสุขภาพสมัครใจ กว่า 16,000 ล้านบาท สามารถถูกดึงเข้ามา “Top Up” ระบบเดิมได้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในงบประมาณ แต่คือการเสริมความยั่งยืนให้กับโรงพยาบาลรัฐทั้งระบบ

สามฝ่ายได้อะไรจากโมเดลใหม่ “ประกันสุขภาพภาคสมัครใจในรพ.รัฐ”

ถ้ามองในภาพรวม ความร่วมมือครั้งนี้สร้างผลประโยชน์อย่างน้อย 3 มิติสำคัญ

  1. ประชาชนและผู้เอาประกัน: ทางเลือกที่มากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้

ผู้เอาประกันสุขภาพที่เคยลังเลว่า
“จะไปโรงพยาบาลรัฐที่แออัด หรือไปเอกชนที่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า?”

อาจมีคำตอบใหม่เมื่อโรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับการเบิกจ่ายประกันสุขภาพสมัครใจในคลินิกพิเศษ ห้องพิเศษ และ Premium Clinics ได้อย่างเป็นระบบ

ประชาชนจะได้รับ:

  • บริการที่รวดเร็วขึ้นในบางจุดบริการ
  • การเข้าถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลรัฐ ที่ขึ้นชื่อว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญไม่แพ้เอกชน
  • ค่าใช้จ่ายสุทธิที่ “สมเหตุสมผล” กว่าการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนเต็มรูปแบบ

นางนุสรา นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เคยระบุถึงทิศทางสำคัญว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีแนวโน้มจะนำไปสู่ กรมธรรม์ประกันสุขภาพที่เลือกใช้เฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ” ซึ่งคาดว่าจะมี “ราคาเบี้ยที่ย่อมเยาลง” ทำให้ประชาชนเข้าถึงการทำประกันสุขภาพได้ง่ายขึ้น และมีตัวเลือกมากกว่าที่เป็นอยู่

  1. โรงพยาบาลรัฐ: รายได้เพิ่มขึ้น – งบลงทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

สำหรับโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป การมีรายได้จากระบบประกันสุขภาพสมัครใจเข้ามาเพิ่มเติม นอกจากช่วยบรรเทาปัญหาขาดทุนสะสมแล้ว ยังหมายถึง “งบลงทุน” ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

ในกรณีของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการรับผู้เอาประกันสุขภาพในคลินิกพิเศษและห้องพิเศษ จะกลายเป็นงบประมาณหมุนเวียนกลับไปสู่

  • การพัฒนาระบบบริการพื้นฐานสำหรับประชาชนทุกสิทธิ์
  • การลงทุนในระบบ IT และ Service Center เพื่อให้การบริหารจัดการผู้ป่วยทุกกลุ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การดูแลบุคลากรด่านหน้า ที่ต้องรองรับภาระงานหนักในแต่ละวัน
  1. ภาคธุรกิจประกัน: ต้นทุนการเคลมลดลง – เบี้ยประกันเติบโตอย่างยั่งยืน

ในมุมของบริษัทประกันชีวิต “ต้นทุนจากค่ารักษาพยาบาล” คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันการปรับขึ้นเบี้ยประกันสุขภาพในแต่ละปี การมีเครือข่ายโรงพยาบาลรัฐที่สามารถให้บริการผู้เอาประกันได้จริง จะช่วยให้บริษัทประกันมีต้นทุนเรื่องค่ารักษาที่ต่ำลง เมื่อเทียบกับการพึ่งพาโรงพยาบาลเอกชนเพียงอย่างเดียว

รมว.สาธารณสุขสะท้อนมุมนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การดึงผู้เอาประกันให้เข้ามารักษาในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น จะเป็น “กลไกสำคัญ” ในการชะลอการเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันสุขภาพในระยะยาว ขณะเดียวกัน ธุรกิจประกันชีวิตก็ยังสามารถเติบโตบนฐานเบี้ยประกันที่รับได้ต่อสังคม

รพ.เชียงรายฯ กับโจทย์ใหม่ ยกระดับบริการ โดยไม่ทิ้งความเท่าเทียม

แม้โมเดลใหม่จะถูกมองว่าเป็น “โอกาส” ครั้งใหญ่ แต่ก็มีคำถามสำคัญที่สังคมจับตาเช่นกัน นั่นคือ

เมื่อมีบริการพรีเมียมสำหรับผู้เอาประกันมากขึ้น
ระบบจะรักษาความเท่าเทียมสำหรับผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างไร?

โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในฐานะโรงพยาบาลศูนย์ที่มีภาระรองรับผู้ป่วยจำนวนมากจากทั้งจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียง

การบริหารจัดการจึงต้องวางอยู่บนหลักสองประการคู่กันคือ

  1. ไม่ลดทอนคุณภาพและสิทธิของผู้ป่วยในระบบหลักประกันเดิม – บริการพื้นฐานต้องยังคงเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
  2. ใช้รายได้จากผู้เอาประกันสมัครใจกลับไปเสริมความเข้มแข็งของระบบเดิม – ทั้งในมิติบุคลากร เวชภัณฑ์ และระบบสนับสนุนด้านหลังบ้าน

บทบาทของทีมผู้บริหาร นำโดย นพ.สมศักดิ์ และ นพ.เปรมชัย จึงไม่ใช่เพียงการ “ดีลกับบริษัทประกัน” หรือ “เพิ่มบริการพรีเมียม” เท่านั้น แต่ต้องวางสมดุลระหว่าง ประสิทธิภาพทางการเงิน” และ “ความเป็นธรรมทางสุขภาพ” ให้เดินไปด้วยกัน

ภาคเหนือและโรงพยาบาลนำร่อง เครือข่ายเชื่อมโยงมากกว่าหนึ่งจังหวัด

การนำร่องครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ในภาคเหนือ มีโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่หลายแห่งที่เข้าร่วม เช่น

  • โรงพยาบาลลำปาง
  • โรงพยาบาลนครพิงค์
  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  • โรงพยาบาลพุทธชินราช
  • โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์

การมีเครือข่ายโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ ทำให้อนาคตของ “กรมธรรม์ประกันสุขภาพเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ” มีความเป็นไปได้มากขึ้น เพราะผู้เอาประกันจะสามารถเลือกใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐชั้นนำในภูมิภาคต่าง ๆ ได้ โดยไม่ต้องจำกัดอยู่แค่โรงพยาบาลเอกชนในเมืองใหญ่

สำหรับเชียงรายเอง การที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดก้าวสู่การเป็นหนึ่งในต้นแบบระดับชาติ อาจส่งผลเชิงบวกต่อภาพลักษณ์ของจังหวัดทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) และ ความเชื่อมั่นด้านระบบสาธารณสุข ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและอยู่อาศัยของประชาชนในระยะยาว

ขยับจาก “นโยบายบนกระดาษ” สู่ “สิทธิที่ประชาชนใช้ได้จริง”

อย่างไรก็ดี การลงนาม MOU เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น สิ่งที่จะตอบคำถามได้ชัดเจนที่สุดไม่ใช่ถ้อยคำบนเวที หรือภาพพิธีลงนาม แต่คือประสบการณ์จริงของประชาชนที่เดินเข้าไปในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลนำร่องอื่น ๆ ในวันข้างหน้า

คำถามที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่

  • ระบบการลงทะเบียนและตรวจสอบสิทธิ์ประกันสุขภาพในโรงพยาบาลรัฐ จะรวดเร็วและไม่ซับซ้อนเพียงใด
  • การจัดโซนคลินิกพิเศษและ Premium Clinics จะสามารถช่วยลดความแออัดในระบบปกติ หรือกลับเพิ่มภาระให้บุคลากรด่านหน้า
  • รายได้จากประกันสุขภาพสมัครใจ จะถูกนำกลับไปใช้เสริมบริการพื้นฐานให้ผู้ป่วยสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างโปร่งใสเพียงใด

คำตอบเหล่านี้จะค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อระบบเริ่มเดินจริงในปีงบประมาณถัดไป และเมื่อกรมธรรม์ประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่เลือกใช้เฉพาะโรงพยาบาลรัฐถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

สำหรับประชาชนเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “นโยบายส่วนกลาง” หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะสะท้อนอยู่ในห้องตรวจ ห้องพิเศษ และคลินิกพิเศษของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในอนาคตอันใกล้ หากโมเดลนี้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น และรักษาสมดุลระหว่าง สิทธิพื้นฐาน” และ “บริการพิเศษ” ได้อย่างแท้จริง

สำหรับสถานพยาบาลนำร่อง 28 แห่งทั่วประเทศ 

ที่เข้าร่วมเป็นรพ.นำร่อง ก่อนจะขยายไปทั่วประเทศภายใต้ MOU ดังกล่าว และคาดหวังได้ว่า เมื่อประกันสุขภาพแบบใหม่คลอดออกมา จะสามารถใช้ได้กับรพ. เหล่านี้ ได้แก่

  1. โรงพยาบาลลำปาง
  2. โรงพยาบาลนครพิงค์
  3. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
  4. โรงพยาบาลพุทธชินราช
  5. โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
  6. โรงพยาบาลสระบุรี
  7. โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
  8. โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช
  9. โรงพยาบาลสมุทรสาคร
  10. โรงพยาบาลราชบุรี
  11. โรงพยาบาลนครปฐม
  12. โรงพยาบาลระยอง
  13. โรงพยาบาลพระปกเกล้า
  14. โรงพยาบาลสมุทรปราการ
  15. โรงพยาบาลชลบุรี
  16. โรงพยาบาลร้อยเอ็ด
  17. โรงพยาบาลขอนแก่น
  18. โรงพยาบาลสกลนคร
  19. โรงพยาบาลอุดรธานี
  20. โรงพยาบาลชัยภูมิ
  21. โรงพยาบาลสุรินทร์
  22. โรงพยาบาลบุรีรัมย์
  23. โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
  24. โรงพยาบาลศรีสะเกษ
  25. โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์
  26. โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช
  27. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
  28. โรงพยาบาลหาดใหญ่
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

ชวนเปลี่ยนวิธีคิด! หยุดรอป่วยแล้วรักษา ทำไมงบสุขภาพ 2.3 แสนล้านยังไม่พอ

รพ.กรุงเทพเชียงราย เผยกลยุทธ์ BDMS สู่ Strong Life Smart Health เพื่อชีวิตยืนยาว

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – ภายในห้องประชุมยูโทเปีย 1 ชั้น 3 โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท ช่วงเช้าวันอังคาร บรรยากาศเต็มไปด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ผู้นำองค์กร และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ระยะเวลาระหว่าง 08.00–12.00 น. ถูกใช้ไปกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการแพทย์ ในงานประชุมวิชาการ
สุดยอดสัมมนาสัญจร BDMS ครั้งที่ 6 Strong Life Smart Health – สุขภาพแข็งแรงด้วยการดูแลอย่างเข้าใจ”

งานสัมมนาครั้งนี้จัดโดย โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ร่วมกับ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ และ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้เครือข่าย บีดีเอ็มเอส (BDMS) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการ “ย้ำและขยาย” แนวคิดด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันต่อคนเชียงรายและภาคธุรกิจในพื้นที่

เปลี่ยนจาก “รอป่วยแล้วรักษา” สู่ “ไม่ป่วยให้นานที่สุด”

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย กล่าวถึง “ภาพใหญ่” ของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบัน พร้อมชี้ให้เห็นว่า สุขภาพไม่ใช่เพียงประเด็นส่วนบุคคล แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับทั้งเศรษฐกิจและสังคม

เขาระบุว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการรักษาพยาบาล ราว 230,000 ล้านบาทต่อปี และ “ตัวเลขนี้ยังไม่เพียงพอ” เมื่อเทียบกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะเดียวกันงบประมาณด้าน “การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของงบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเท่านั้น

“เราลงทุนไปมากกับการรักษา เมื่อคนเจ็บป่วยแล้ว แต่กลับใช้งบด้านการส่งเสริมสุขภาพเพียงส่วนเล็ก ๆ ถ้าปล่อยให้แนวโน้มงบประมาณด้านรักษาพุ่งขึ้นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตระบบกองทุนสุขภาพของประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงได้” – นพ.ธนรัชต์กล่าว

มิติทางสังคมก็เป็นอีกด้านที่สะท้อนความท้าทายอย่างชัดเจน แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุยืนขึ้น แต่อายุที่ “มีสุขภาพแข็งแรงจริง” กลับไม่ได้เพิ่มตามไปด้วยทั้งหมด

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ย้ำว่า “วันนี้คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 74 ปี แต่ ‘อายุสุขภาพดี’ หรือ Health Span เฉลี่ยเพียง 64 ปี นั่นหมายความว่า อีกประมาณ 10 ปีสุดท้ายของชีวิต คนจำนวนมากต้องอยู่กับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยเรื้อรัง เราอยากเห็นสังคมที่คนมีทั้งอายุยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน” 

กลยุทธ์ BDMS เทคโนโลยีระดับโมเลกุล–ยีน เพื่อรู้ความเสี่ยงก่อนป่วย

ในฐานะโรงพยาบาลเอกชนภายใต้เครือ BDMS นพ.ธนรัชต์ อธิบายว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่จากทั่วโลกมาปรับใช้กับคนไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อรักษาเมื่อป่วย แต่เพื่อ ตรวจเจอความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดโรค”

เทคโนโลยีดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวิเคราะห์ในระดับโมเลกุลและระดับยีน (Gene Level) การค้นหาความเสี่ยงเชิงลึกของโรคต่าง ๆ ไปจนถึงการออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพและการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

“เมื่อเรารู้ได้ตั้งแต่ต้นว่า แต่ละคนมีปัจจัยเสี่ยงด้านใด เราก็สามารถวางแผนป้องกันได้อย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงการปรับพฤติกรรม การตรวจติดตาม และหากจำเป็น ก็ใช้เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยที่สุดเมื่อเกิดการเจ็บป่วย เพื่อให้คนไข้ได้คุณภาพชีวิตกลับคืนมาเร็วที่สุด”

นายแพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ได้เปรียบเปรยร่างกายมนุษย์ว่าเป็น “ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด” พร้อมฝากข้อคิดที่เข้าใจง่ายแต่ทรงพลัง

“ลองนึกว่าร่างกายของเราเป็น ซูเปอร์คาร์คันเดียวในชีวิต ถ้าเราอยากให้ซูเปอร์คาร์คันนี้วิ่งได้ไกล ไปได้นาน และยังดูดีเสมอ เราก็ต้องดูแล บำรุง และตรวจเช็กตั้งแต่ก่อนจะมีปัญหา ไม่ใช่รอจนเครื่องพังแล้วค่อยเข้าศูนย์ ร่างกายก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะเริ่มหันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจังมากขึ้น”

แพทย์ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

“Stroke” ภัยเงียบที่มองไม่เห็น แต่ทำลายชีวิตได้ในพริบตา

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นของแนวคิด “ป้องกันก่อนเจ็บป่วย” งานสัมมนาได้นำกรณีของ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) มาขยายความในเชิงลึก โดยมี แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ร่วมให้ข้อมูล

ได้อธิบายว่า ภาวะหลอดเลือดสมองมีทั้งแบบ ตีบ และ แตก และมักถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” เพราะความเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือดเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากไขมันที่เกาะสะสม หรือจากโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

“หลายคนไม่รู้เลยว่าหลอดเลือดสมองของตัวเองมีปัญหามาเป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดภาวะอุดตันหรือเส้นเลือดแตก กลายเป็นอาการเฉียบพลันขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน”

เพื่อให้ประชาชนจดจำสัญญาณอันตรายได้ง่าย แพทย์หญิงสุภลักษณ์ย้ำกรอบคิด B-E F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยจำที่สำคัญในการเฝ้าระวังอาการ Stroke ได้แก่

  • B – Balance : เวียนหัว ทรงตัวไม่มั่นคง
  • E – Eyes : การมองเห็นผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว หรือเห็นภาพซ้อน
  • F – Face : ใบหน้าเบี้ยว มุมปากตกทันทีทันใด
  • A – Arm : แขนข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
  • S – Speech : พูดไม่ชัด พูดติดขัด หรือพูดไม่รู้เรื่อง
  • T – Time : เวลามีค่า ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ ห้ามรอดูอาการเองที่บ้าน เมื่อมีอาการเข้าเกณฑ์ B-E F.A.S.T. ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ภายในเวลาประมาณ 4.5 ชั่วโมง จะเป็นช่วงทองของการรักษา หรือโทร 1669 เพื่อขอรถพยาบาลมารับ อย่ารอจนสายเกินไป”

ป้องกันดีกว่ารักษา คุม 4 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ ลดโอกาสเกิด Stroke

ในช่วงต่อมา แพทย์หญิงสุภลักษณ์ได้พูดถึง  “หัวใจของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” โดยเน้นว่า การรักษาแม้จะสำคัญ แต่ท้ายที่สุด การป้องกันไม่ให้เกิดโรคแต่แรก เป็นหนทางที่ดีที่สุด ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสุขภาพโดยรวม

เสนอให้ประชาชน โดยเฉพาะคนวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพประจำปี และควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลักอย่างเคร่งครัด โดยเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. ไขมันในเลือดสูง
    • ควรตรวจระดับ LDL Cholesterol อย่างสม่ำเสมอ
    • จำกัดอาหารไขมันสูง
    • หากแพทย์เห็นสมควรให้ใช้ยาลดไขมัน เช่น ยากลุ่ม Statins ควรรับประทานตามคำสั่ง
    • เธอเน้นว่า หลายกรณีเกิดจากพันธุกรรม แม้ควบคุมอาหารดีแล้วแต่ไขมันยังสูงอยู่ การใช้ยาจึงมีความจำเป็น และ “ประโยชน์มากกว่าผลข้างเคียง”
  2. เบาหวานและภาวะเสี่ยงเบาหวาน
    • ควบคุมการบริโภคคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และเครื่องดื่มหวาน
    • หากค่า HbA1c เกิน 5.8% ถือว่าเริ่มมีภาวะเสี่ยง ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
    • ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมค่า HbA1c ให้ต่ำกว่า 6.5% ตามคำแนะนำแพทย์
  3. ความดันโลหิตสูง
    • ตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
    • ปรับพฤติกรรม ลดเค็ม ออกกำลังกาย และรับประทานยาตามคำแนะนำ
    • การควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกอย่างมีนัยสำคัญ
  4. ความเครียดและโรคหัวใจ
    • คนวัยทำงานจำนวนมากเผชิญความเครียดสะสม การออกกำลังกายจึงเป็น “ทางออกที่ดีที่สุด” เพราะช่วยทั้งลดความเครียดและลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
    • ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การเกิดลิ่มเลือดและ Stroke ได้ จึงต้องติดตามกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง

“การป้องกันไม่ใช่เรื่องไกลตัว เริ่มจากการตรวจสุขภาพประจำปี รู้ตัวเลขของตัวเอง แล้วร่วมมือกับแพทย์ในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง หากดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ โอกาสเกิด Stroke และโรคเรื้อรังอื่น ๆ จะลดลงมาก”

ฟื้นฟูหลัง Stroke เทคโนโลยีใหม่–กายภาพบำบัด–กำลังใจจากครอบครัว

แม้การป้องกันจะสำคัญที่สุด แต่อีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ “การฟื้นฟูผู้ป่วยหลังเกิด Stroke แล้ว” แพทย์หญิงสุภลักษณ์อธิบายว่า แนวคิดใหม่ในการดูแลผู้ป่วย Stroke คือการผสมผสาน การรักษาเฉียบพลัน, การฟื้นฟูทางกายภาพ, และ การดูแลด้านจิตใจและครอบครัว เข้าด้วยกัน

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยบางส่วนอาจได้รับยาละลายลิ่มเลือด และต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยเฉพาะ เช่น Stroke Unit หรือไอซียู เพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ขนานไปกับการเริ่มต้นกายภาพบำบัดอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรก

“ช่วงเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีแรก ถือเป็น ‘โอกาสทอง’ ของการฟื้นฟูทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ หากมีการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ โอกาสที่ผู้ป่วยจะกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติจะสูงขึ้นมาก”

ในด้านนวัตกรรมการฟื้นฟู เธอกล่าวถึงเทคโนโลยีอย่าง Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ซึ่งใช้คลื่นแม่เหล็กช่วยกระตุ้นหรือยับยั้งการทำงานของสมองบางส่วน ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด โดยมองเป็น “ทางเลือกเสริม” ที่ช่วยต่อยอดประสิทธิภาพการฟื้นฟูในผู้ป่วยบางราย นอกจากนี้ยังมีการใช้ “หุ่นยนต์ช่วยฝึกเดิน” เพื่อช่วยให้การฝึกเดินของผู้ป่วยมีความปลอดภัยและเป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ดี แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายย้ำว่า ถึงเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หากขาด “กำลังใจจากครอบครัว” และการดูแลแบบองค์รวม ผลลัพธ์การฟื้นฟูอาจไม่เต็มศักยภาพ

“หลายคนเคยเดินได้ ทำงานได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด แต่หลังจากเกิด Stroke แล้วกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ความรู้สึกท้อแท้ วิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก ญาติและครอบครัวจึงต้องเข้าใจ ให้กำลังใจ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมดูแลผู้ป่วย”

และได้กล่าวเสริมว่า ในหลายครัวเรือน ผู้ดูแลมีเพียงคนเดียว หากไม่มีการวางแผน อาจเกิดภาวะ “หมดไฟของผู้ดูแล” (Caregiver Burnout) ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูแลและผู้ป่วย การวางแผนจัดหาผู้ช่วยดูแล หรือแบ่งหน้าที่กันภายในครอบครัว จึงเป็นอีกมิติที่สำคัญไม่แพ้กัน

พญ.สุภลักษณ์ โทมณีสิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย และอายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท

จากห้องประชุมสู่ชีวิตจริง ความหมายของ “Strong Life Smart Health” สำหรับคนเชียงราย

งานประชุมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีโรงพยาบาลที่ทันสมัย แต่คือการสร้าง “วิถีคิดใหม่” ให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการป้องกัน และเข้าใจบทบาทของตนเองในการดูแลร่างกาย

สำหรับจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีทั้งเมืองใหญ่ ชุมชนเกษตรกรรม และภาคบริการท่องเที่ยว การมีเวทีที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากเครือ BDMS มาสู่พื้นที่ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความตื่นตัวด้านสุขภาพของประชาชนและองค์กรในพื้นที่

คำกล่าวของ นพ.ธนรัชต์ ที่เปรียบร่างกายว่า “ซูเปอร์คาร์คันเดียวในชีวิต” ประกอบกับคำอธิบายเชิงลึกของ พญ.สุภลักษณ์ เกี่ยวกับการป้องกันและฟื้นฟู Stroke ทำให้เห็นภาพชัดว่า สุขภาพไม่ใช่เรื่องของโรงพยาบาลฝ่ายเดียว แต่เป็นสมการที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ

ในช่วงท้ายของงาน วิทยากรได้ย้ำตรงกันว่า การเปลี่ยนจาก “รักษาเมื่อป่วย” ไปสู่ “ป้องกันไม่ให้ป่วยนานที่สุด” ไม่เพียงช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศ แต่ยังช่วยให้คนเชียงราย และคนไทยโดยรวม มีโอกาสใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีศักดิ์ศรีและคุณภาพมากขึ้น

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย, โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ,
    และ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ภายใต้เครือ BDMS
  • นพ.ธนรัชต์ สมุทรเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
  • แพทย์หญิงสุภลักษณ์ โทมณีสิริ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท
    โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

ทอท. ดัน “สนามบินเชียงราย” พิสูจน์ Decoupling! ลดคาร์บอน 7% เคียงคู่การเติบโต

ทอท.ดัน “แม่ฟ้าหลวงเชียงราย–หาดใหญ่” เป็นสนามบินคาร์บอนต่ำ เป้าลดก๊าซเรือนกระจก 7% สอบผ่านมาตรฐานโลก เดินเกมยั่งยืนเคียงคู่การเติบโต

เชียงราย, 2 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินและแรงกดดันจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กำลังก้าวเดินบนเส้นทางที่ยากแต่จำเป็น นั่นคือ “การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลดคาร์บอน” ล่าสุดท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ถูกจับตาในฐานะ “สนามบินระดับภูมิภาค” ที่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า เป้าหมายการลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ลง ร้อยละ 7 ภายในปีเดียวกัน สามารถทำได้จริงท่ามกลางปริมาณผู้โดยสารและรายได้ที่กลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย หาดใหญ่ และภูเก็ต ต่างได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดการคาร์บอนในสนามบินตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ของ Airports Council International (ACI) แล้ว โดย 5 แห่งแรกผ่านระดับ Level 3: Optimisation ซึ่งเป็นระดับที่เน้นการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ส่วนท่าอากาศยานภูเก็ตอยู่ในระดับ Level 2: Reduction

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ย้ำว่า “การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เป็นเพียงโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะกิจ แต่ถือเป็น มาตรฐานการดำเนินธุรกิจ (Standard Business Practice) ขององค์กรชั้นนำทั่วโลก นักลงทุนใช้ข้อมูลด้านคาร์บอนในการตัดสินใจลงทุน เพราะความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว”

จากคำกล่าวดังกล่าว ทำให้เห็นชัดว่า เป้าหมาย 7% ของสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ ไม่ใช่ตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น “บททดสอบจริง” ว่า สนามบินภูมิภาคของไทยพร้อมก้าวสู่มาตรฐานสนามบินคาร์บอนต่ำระดับสากลเพียงใด

สนามบินภูมิภาคในสมรภูมิ ESG จากตัวเลขการรับรองสู่ความคาดหวังของนักลงทุน

การได้รับรองตามโปรแกรม Airport Carbon Accreditation (ACA) ถือเป็น “ใบผ่านด่าน” สำคัญของสนามบินทั่วโลกในการแสดงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม ACA แบ่งออกเป็น 5 ระดับ โดยระดับที่สูงขึ้นสะท้อนถึงความเข้มข้นของมาตรการจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับ ทอท. สนามบินหลัก 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย และหาดใหญ่ ได้รับรองในระดับ Level 3: Optimisation ซึ่งครอบคลุมทั้งการจัดการการปล่อยก๊าซจากการดำเนินงานโดยตรงของสนามบิน (Scope 1 และ 2) และการมีส่วนร่วมจัดการการปล่อยก๊าซที่เกิดจากผู้ใช้บริการและคู่ค้า เช่น สายการบิน ผู้เช่าพื้นที่ และผู้ให้บริการภาคพื้นดิน (Scope 3) ขณะที่สนามบินภูเก็ตได้รับรองในระดับ 2 ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยในขอบเขตที่สนามบินควบคุมได้โดยตรง

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสการลงทุนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้าน ESG (Environment – Social – Governance) โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น ท่าอากาศยานและท่าเรือ ซึ่งต้องพิสูจน์ว่า การเติบโตของรายได้และปริมาณผู้โดยสารไม่ได้แลกมาด้วยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนอย่างไร้ขีดจำกัด

“7% ที่ไม่ธรรมดา” เมื่อเป้าหมายเชิงสัดส่วนสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้าง

จุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ทอท.ไม่ได้ตั้งเป้าลด “ปริมาณก๊าซเรือนกระจกสัมบูรณ์ (Absolute Emissions)” เพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้ตัวชี้วัด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยรายได้ (GHG Emissions Intensity per Unit of Revenue)” สำหรับท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย (CEI) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (HDY)

การตั้งเป้าให้ GHG Intensity ลดลง 7% ในขณะที่รายได้มีแนวโน้มเติบโตตามการฟื้นตัวของการบินและการท่องเที่ยว มีนัยที่สำคัญในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

  • หากสมมติว่า รายได้ของสนามบินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมและการขยายบริการ
  • การทำให้ “ความเข้มข้น” ของการปล่อยลดลง 7% จะหมายความว่า สนามบินต้องพยายามลด ปริมาณคาร์บอนสัมบูรณ์ลงอย่างน้อยราว 16% (โดยประมาณ)

กล่าวคือ สนามบินจะไม่สามารถ “ปล่อยเพิ่มไปพร้อมกับการเติบโต” ได้อีกต่อไป แต่ต้องเดินหน้าในรูปแบบที่เรียกว่า “Decoupling” หรือการแยกตัวระหว่างเส้นกราฟรายได้กับเส้นกราฟการปล่อยคาร์บอน

ในบริบทของเชียงราย ความท้าทายนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายมีจำนวนผู้โดยสารในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – ก.ย. 2568) สูงถึง 1,937,645 คน และยังมีแผนพัฒนาระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจากประมาณ 3 ล้านคนต่อปี เป็น 6 ล้านคนต่อปี ในอนาคต การขยายตัวทางเศรษฐกิจและคมนาคมของเชียงรายจึงต้องเดินคู่กับการลดรอยเท้าคาร์บอนอย่างเลี่ยงไม่ได้

วิสัยทัศน์คาร์บอนต่ำของ ทอท. จากระดับสนามบินสู่ยุทธศาสตร์องค์กร

เป้าหมายลดความเข้มข้น 7% ของเชียงรายและหาดใหญ่ ไม่ได้ลอยตัวอย่างโดดเดี่ยว หากแต่ผูกโยงกับวิสัยทัศน์ระดับองค์กรของ ทอท. ซึ่งวางเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไว้อย่างชัดเจน

จากเอกสารด้านความยั่งยืน ทอท.ได้วางเป้าหมายในระดับองค์กรไว้ว่า

  • มุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2573 (2030)
  • และเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2575 (2032)

การขับเคลื่อนดังกล่าวตั้งอยู่บนการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศทั้งในมิติ

  • ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) เช่น น้ำท่วม พายุ เพลิงไหม้ ซึ่งกระทบต่อการปฏิบัติการของสนามบิน
  • และ ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) อาทิ มาตรการกำกับจากภาคการบินระหว่างประเทศ ราคาคาร์บอน และความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุน

ทอท.จึงพยายามใช้การลงทุนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็น “หลักประกัน” ว่าธุรกิจสนามบินของไทยจะสามารถรับมือความผันผวนเหล่านี้ได้ในระยะยาว

ลงทุน 168% เพื่อลดคาร์บอน เม็ดเงินที่มากขึ้น ผลประหยัดที่ลดลง และความจริงของต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน

เพื่อให้เป้าหมาย 7% ไม่ใช่เพียงคำประกาศ ทอท.ได้เร่งรัดการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะใน 6 ท่าอากาศยานหลัก

ข้อมูลด้านการลงทุนระบุว่า

  • ปี 2566 ทอท.ใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าใน 6 ท่าอากาศยานรวม 27,590,790.50 บาท
  • ปี 2567 งบประมาณด้านเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็น 74,031,200.00 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึงประมาณ ร้อยละ 168

แต่สิ่งที่สะดุดตา คือ ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด “ค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้จากโครงการสิ่งแวดล้อม” กลับลดลง

  • จากเดิมในปี 2566 ประหยัดได้ 16,044,195.49 บาท
  • เหลือเพียง 5,820,188.53 บาท ในปี 2567

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและคาร์บอน กล่าวคือ “ต้นทุนการลดคาร์บอนต่อหน่วย” มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะ

  • ระบบประหยัดพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ยังต้องใช้เวลาปรับตั้ง
  • ผลประหยัดยังไม่ปรากฏเต็มที่ในระยะสั้น
  • แต่ในระยะยาว การลงทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานให้มีความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

สำหรับสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ เม็ดเงินลงทุนนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟฟ้าในงบดำเนินงาน แต่เป็นการสร้าง “รากฐานโครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ” ให้กับสนามบินระดับภูมิภาคของไทย

ระบบ 400 Hz และ PC-Air เทคโนโลยีหลังหลุมจอดที่เชื่อมโยงเส้นกราฟคาร์บอนของสายการบิน

หัวใจสำคัญของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิติ Scope 3 ของสนามบิน คือ การจัดการการปล่อยคาร์บอนจากเครื่องบินขณะจอดที่หลุมจอด ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้หน่วยจ่ายพลังงานเสริม (APU) ของเครื่องบินที่เผาไหม้เชื้อเพลิงเจ็ตเพื่อผลิตไฟฟ้าและปรับอากาศให้ตัวเครื่อง

โครงการสำคัญที่ทอท.นำมาใช้ในท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและหาดใหญ่ คือ

  • ระบบไฟฟ้า 400 Hz – จ่ายไฟฟ้าจากภาคพื้นดินให้เครื่องบินขณะจอด
  • ระบบปรับอากาศ Pre-Conditioned Air (PC-Air) – จ่ายลมเย็นจากอาคารผู้โดยสารไปยังเครื่องบิน

เมื่อเครื่องบินสามารถใช้ไฟจากภาคพื้นและระบบปรับอากาศภายนอกได้เต็มรูปแบบ การใช้ APU จะถูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเท่ากับการลดการเผาไหม้เชื้อเพลิงเจ็ต และการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสายการบินโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนของสนามบินเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ผูกพันอย่างแนบแน่นกับ อัตราการใช้งานจริง (Utilization Rate)” โดยสายการบิน

สนามบินอาจติดตั้งระบบ 400 Hz และ PC-Air ครบทุกหลุมจอด แต่ถ้าสายการบินยังเลือกใช้ APU ด้วยเหตุผลด้านเวลา ความเคยชิน หรือข้อจำกัดทางเทคนิค เป้าหมายลด Scope 3 ก็จะไปไม่ถึง 7% ตามที่ตั้งไว้

ในมุมนี้ เป้าหมาย 7% จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขด้านเทคนิค แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของ การประสานความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานการบิน” ระหว่างสนามบิน สายการบิน และผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้วย

พลังงานแสงอาทิตย์และอนาคตของไฟฟ้าภาคพื้น ป้องกันไม่ให้ Scope 2 กลายเป็น “เงาสะท้อน” ของความสำเร็จ Scope 3

อีกหนึ่งโจทย์ที่สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่ต้องขบคิด คือ เมื่อระบบ 400 Hz และ PC-Air ทำให้การใช้ไฟฟ้าภาคพื้นดินเพิ่มขึ้น การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในมิติ Scope 2 (จากการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้) อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เพื่อไม่ให้ความสำเร็จด้านการลดคาร์บอนจากเครื่องบิน (Scope 3) ถูกหักล้างด้วยการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนจากไฟฟ้า (Scope 2) ทอท.จึงเดินหน้าแนวทางการใช้ พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) ในท่าอากาศยานทั้ง 5 แห่งในภูมิภาค รวมถึงเชียงรายและหาดใหญ่ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นที่อาคารและเขตการบิน

หากโครงการ Solar Energy ในสนามบินภูมิภาคสามารถเดินหน้าสู่การติดตั้งจริงในระยะใกล้ การผสานกันระหว่าง

  • การใช้ไฟฟ้าภาคพื้นดินแทน APU (ลด Scope 3)
  • กับการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานสะอาด (ลด Scope 2)

จะทำให้เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจก 7% มีความเป็นไปได้สูงขึ้นอย่างเป็นระบบ มากกว่าการพึ่งพาเพียงมาตรการใดมาตรการหนึ่ง

เชียงราย – หาดใหญ่ สองสนามบินภูมิภาค สองบริบทความเสี่ยง แต่เป้าหมายเดียวกัน

แม้จะมีตัวเลขเป้าหมาย 7% ที่เหมือนกัน แต่บริบทของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและหาดใหญ่กลับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย (CEI) สนามบินชายแดนที่ต้องพิสูจน์การเติบโตอย่างยั่งยืน

เชียงรายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนและการท่องเที่ยวภาคเหนือตอนบน สนามบินแม่ฟ้าหลวงไม่ได้รองรับเพียงผู้โดยสารในจังหวัด แต่ยังเชื่อมโยงการเดินทางของนักท่องเที่ยวและธุรกิจจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง

การขยายโครงการพัฒนาระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 6 ล้านคนต่อปี ทำให้ CEI กลายเป็น “สนามทดสอบสำคัญ” ว่า สนามบินที่กำลังโตเร็วสามารถควบคุมการปล่อยคาร์บอนสัมบูรณ์ให้ลดลง พร้อมกับลดความเข้มข้นลง 7% ได้จริงหรือไม่

หาก CEI สามารถบูรณาการมาตรการด้านพลังงาน ระบบ 400 Hz/PC-Air และโครงการ Solar Energy เข้าไปในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบได้สำเร็จ สนามบินแห่งนี้จะถูกจับตามองว่าเป็นกรณีศึกษาของ “การขยายตัวอย่างไม่เพิ่มรอยเท้าคาร์บอน”

หาดใหญ่ (HDY) ศูนย์กลางการบินภาคใต้ที่เน้นสนามบินสีเขียวและความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ

ในอีกฟากหนึ่งของประเทศ ท่าอากาศยานหาดใหญ่มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบินและโลจิสติกส์สำคัญของภาคใต้ โดยมุ่งพัฒนาภาพลักษณ์ “สนามบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ผ่านมาตรการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการขยะ และการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

ความท้าทายหลักของ HDY คือ ความเสี่ยงทางกายภาพจากพายุและอุทกภัย ซึ่งอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและรายได้ของสนามบิน ดังนั้น การลด GHG Intensity 7% ของ HDY จึงสัมพันธ์กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มทั้งความยั่งยืนและ “ความยืดหยุ่นในการรับมือภัยพิบัติ (Operational Resilience)” ไปพร้อม ๆ กัน

เชื่อมโยงสู่ระดับโลก จาก DJSI, NDC ถึง CORSIA

การขยับของ ทอท. ไม่ได้สะท้อนเพียงเป้าหมายขององค์กรเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกรอบนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศทั้งระดับประเทศและระดับโลก

  • ทอท.ได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเสมือน “ตราสัญลักษณ์” ว่าองค์กรอยู่ในกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ความสำคัญกับ ESG อย่างจริงจัง
  • เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกของสนามบินเชียงรายและหาดใหญ่สอดคล้องกับ เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ของประเทศไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาพรวม
  • ในมิติการบินระหว่างประเทศ มาตรการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เริ่มกำหนดให้สายการบินต้องรับผิดชอบต่อการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าระดับฐาน โดยต้องซื้อหน่วยชดเชยคาร์บอน (Emission Units) หากสนามบินไทยอย่างเชียงรายและหาดใหญ่ สามารถลดการปล่อยในช่วงเครื่องจอดและสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำได้จริง ก็จะช่วยลดต้นทุนคาร์บอนของสายการบินที่มาใช้บริการ ซึ่งกลายเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน” เพิ่มเติมในยุคที่ต้นทุนคาร์บอนกลายเป็นต้นทุนธุรกิจ

มากกว่า “7%” คือการวางรากฐานสนามบินภูมิภาคสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

ในสายตาคนทั่วไป เป้าหมายลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกเพียง 7% อาจดูเป็นตัวเลขที่ไม่หวือหวา แต่เมื่อพิจารณาในบริบทของ

  • การฟื้นตัวของผู้โดยสารที่ใกล้ระดับก่อนโควิด-19
  • การขยายตัวของสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงรายเพื่อรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี
  • และข้อจำกัดด้านความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศของสนามบินหาดใหญ่และสนามบินภูมิภาคอื่น ๆ

ตัวเลข 7% จึงกลายเป็น “บททดสอบเชิงโครงสร้าง” ว่าระบบสนามบินภูมิภาคของไทยจะสามารถเดินหน้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้จริงหรือไม่

ความสำเร็จของท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงรายและท่าอากาศยานหาดใหญ่ในการบรรลุเป้าหมายนี้ จะไม่ได้สะท้อนเพียงการลดตัวเลขบนรายงานประจำปี แต่จะหมายถึง

  • ประชาชนและชุมชนโดยรอบได้ประโยชน์จากคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
  • ภาคการบินไทยมีจุดขายด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้มากขึ้นในสายตานักลงทุนและผู้โดยสาร
  • และประเทศไทยมี “ต้นแบบสนามบินภูมิภาคคาร์บอนต่ำ” ที่สามารถต่อยอดไปสู่สนามบินอื่น ๆ ในอนาคต

คำถามที่เหลืออยู่ จึงไม่ใช่เพียงว่า “สนามบินเชียงรายและหาดใหญ่จะลดความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกได้ครบ 7% หรือไม่”
แต่คือ “เราจะใช้บทเรียนจาก 7% นี้อย่างไร ในการออกแบบระบบสนามบินไทยทั้งระบบให้พร้อมรับมือโลกที่กำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งสู่ยุคคาร์บอนต่ำ”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.
  • Airports Council International (ACI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
HEALTH

วิกฤตชีวิตใต้น้ำท่วม 6 วัน! แพทย์เตือนเด็กหาดใหญ่เสี่ยงภาวะช็อกสูงจาก “ขาดน้ำ-ขาดอาหาร”

วิกฤตชีวิตใต้น้ำท่วม 6 วัน! แพทย์เตือนเด็กเสี่ยงช็อกสูง “ขาดน้ำ-ขาดอาหาร” หาดใหญ่จมบาดาล

เชียงราย / สงขลา ,30 พฤศจิกายน 2568 – ภาพความทุกข์ยากของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไม่ได้จบลงเพียงแค่การสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 5-6 วัน ท่ามกลางน้ำท่วมสูงทะลุชั้น 2 ของบ้านเรือน โดยผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะ “ขาดน้ำสะอาด-ขาดอาหาร” อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึงตัวเนื่องจากน้ำเชี่ยวและทีมช่วยเหลือไม่เพียงพอ

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ เด็กเล็กและผู้สูงอายุที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเข้าสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้ทุกขณะ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ร่างกายเริ่มสู้กับตัวเอง วันที่ 5 ของความทุกข์ทรมาน

นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ที่น้ำเริ่มท่วมเข้าบ้านเรือนในเขตอำเภอหาดใหญ่อย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากไม่ทันหลบหนี ต้องขึ้นไปอาศัยอยู่บนชั้น 2 ของบ้านหรือบนหลังคา แต่ไม่นานน้ำก็ไล่ตามขึ้นมา จนในที่สุดหลายครอบครัวต้อง “แช่น้ำ” อยู่กับระดับน้ำสูงกว่า 2-3 เมตร โดยไม่มีทางหนีออกไปได้อีก

ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เปิดเผยว่า หลายวันที่ผ่านมามีเคสขอความช่วยเหลือจำนวนมากแจ้งผ่านเข้ามาว่า “ขาดน้ำ ขาดอาหาร” มาตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ ญาติหลายรายที่อยู่ภายนอกพื้นที่พยายามแจ้งข้อมูลแทน เพราะผู้ประสบภัยเองแบตเตอรี่มือถือหมดแล้ว ติดต่อกันไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์

“ถ้านับเวลา วันนี้ (26 พ.ย.2568) เป็นวันที่ 5-6 ของการแช่น้ำที่ท่วมอยู่ในบ้าน และมีบ้านเรือนจำนวนมากที่น้ำเข้าถึงชั้น 2 แล้ว ทำให้แต่ละครอบครัวต้องแช่น้ำกันอย่างไม่มีทางเลือก” ภัทราพร กล่าว

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เมื่อร่างกายต้องอดอาหารและขาดน้ำสะอาดเป็นเวลานาน ร่างกายจะเริ่ม “ต่อสู้กับตัวเอง” โดยใช้พลังงานสำรองที่มีอยู่จนหมด จนกระทั่งอวัยวะสำคัญต่างๆ เริ่มทำงานผิดปกติ และอาจนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตได้

เด็กเล็ก กลุ่มเสี่ยงสูงสุด ทนได้เพียง 2-5 วัน

แพทย์หญิงอรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ซึ่งมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ประสบภัยพิบัติ ให้ข้อมูลสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทราบว่า เด็กเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้

“โดยเฉลี่ยเด็กจะทนต่อการอดอาหารได้น้อยกว่าผู้ใหญ่ คือประมาณ 2-5 วันเท่านั้น เนื่องจากเด็กมีพลังงานสำรองน้อย มีอัตราการเผาผลาญพลังงานที่สูงกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเกิดอันตรายจากภาวะขาดน้ำและอาหาร รวมถึงเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย” แพทย์หญิงอรสุดา อธิบาย

ข้อมูลนี้หมายความว่า เด็กที่ติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมหาดใหญ่มาครบ 5-6 วันแล้ว กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่สุด หากไม่ได้รับอาหารและน้ำสะอาดภายใน 24-48 ชั่วโมงนี้ อาจเข้าสู่ภาวะอันตรายร้ายแรงได้

ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ เด็กบางรายอาจไม่ได้รับอาหารมาตั้งแต่วันที่ 2 ของเหตุการณ์ ซึ่งหมายความว่าได้อดอาหารไปแล้วมากกว่า 5 วัน เกินกว่าขีดจำกัดที่ร่างกายเด็กจะสามารถทนได้

ขาดน้ำอันตรายกว่าขาดอาหาร 24-48 ชั่วโมงตัดสินชีวิต

แพทย์หญิงอรสุดาเน้นย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ “การขาดน้ำ” อันตรายกว่า “การขาดอาหาร” หลายเท่าตัว เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของการทำงานของร่างกายมนุษย์ ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้ในการไหลเวียนของเลือด ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การพาพลังงานและออกซิเจนไปสู่อวัยวะต่างๆ รวมถึงการทำงานของอวัยวะสำคัญอย่างไต

“เมื่อร่างกายไม่มีน้ำเพียงพอ ความดันของเลือดจะลดลง ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ในที่สุดไตจะหยุดทำงาน ยิ่งสำหรับเด็กที่ไตยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ การขาดน้ำเพียง 24-48 ชั่วโมง จะทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ หรือที่เรียกว่า Hypovolemic Shock ได้” แพทย์หญิงอรสุดา เตือน

พญ.อรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

สัญญาณเตือนภัยที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสังเกตในเด็กที่กำลังขาดน้ำ ได้แก่ เด็กร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาไหล ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย เริ่มมีอาการซึมหรือง่วงผิดปกติ ปลายมือปลายเท้าเย็น และในเด็กเล็กอาจพบอาการกระหม่อมบุ๋มได้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเด็กกำลังขาดน้ำอย่างรุนแรง

สัญญาณเหล่านี้หมายความว่า เด็กกำลังอยู่ในภาวะอันตราย ต้องได้รับการช่วยเหลือทันที มิฉะนั้นอาจสูญเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

วิธีการรอดชีวิต เมื่อความช่วยเหลือยังไม่มา

ขณะที่รอการช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย แพทย์หญิงอรสุดาให้คำแนะนำสำคัญแก่ผู้ที่กำลังติดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมว่า ควรทำอย่างไรเพื่อยืดอายุการรอดชีวิตให้นานที่สุด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลดการใช้พลังงาน ให้ได้มากที่สุด โดยควรลดการเคลื่อนไหว อาจนั่งหรือนอนพักให้มากที่สุด รักษาความอบอุ่นของร่างกาย ไม่ให้สูญเสียความร้อนมากเกินไป และที่สำคัญคือ ไม่ควรอยู่ในน้ำเป็นระยะเวลานานๆ เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนและพลังงานเร็วขึ้น

สิ่งที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาดคือ ห้ามดื่มน้ำท่วมโดยตรง เพราะน้ำท่วมมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ มากมาย อาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อทางเดินอาหารหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้ยังห้ามดื่มเครื่องดื่มที่กระตุ้นการขับน้ำ เช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำเร็วยิ่งขึ้น

หากมีอาหารฉุกเฉิน สิ่งที่ควรรับประทานได้แก่ ผงเกลือแร่ ORS ที่ละลายด้วยน้ำต้มสุกที่สะอาด น้ำต้มสุก กล้วย ขนมปังแห้ง หรือนมพาสเจอไรด์ แต่ต้องแน่ใจว่าอาหารเหล่านั้นผ่านความร้อนหรือสะอาดปลอดภัยก่อน

สำหรับเด็กเล็กเป็นพิเศษ ห้ามให้นมชงที่มาจากน้ำไม่สะอาดหรือน้ำที่ไม่ผ่านการต้ม และห้ามกินอาหารที่ไม่ผ่านความร้อนโดยเด็ดขาด เพราะเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ เสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

อันตรายหลังรอดชีวิต ภาวะ Refeeding Syndrome

การรอดชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยไปตลอด แพทย์หญิงอรสุดาเตือนว่า หลังจากผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือแล้ว ยังต้องระวังภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า Refeeding Syndrome หรือภาวะแทรกซ้อนจากการรับอาหารหลังอดอาหารนาน

“หลังจากร่างกายอดอาหารมาหลายวัน ระบบต่างๆ ในร่างกายจะปรับตัวเข้ากับสภาวะขาดอาหาร หากรับอาหารกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วหรือมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้” แพทย์หญิงอรสุดาอธิบาย

การฟื้นฟูที่ถูกต้องต้องเริ่มจากการให้น้ำและเกลือแร่ในปริมาณน้อยๆ ก่อน ด้วยการจิบน้ำหรือให้ ORS ทีละน้อย จากนั้นค่อยให้อาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊กอ่อน หรือนมเจือจาง ในปริมาณน้อยๆ ตลอดช่วง 48-72 ชั่วโมงแรก

ห้ามเริ่มด้วยอาหารมื้อใหญ่หรือหนักๆ ในคราวเดียว เพราะอาจทำให้ร่างกายรับไม่ไหว นอกจากนี้ยังต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว ซึมลง อ่อนแรง หรือเกิดภาวะบวมหลังได้รับความช่วยเหลือ หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ภัยเงียบทางจิตใจ PTSD หลังรอดชีวิต

นอกจากภยันตรายต่อร่างกายแล้ว แพทย์หญิงอรสุดายังเน้นย้ำให้ติดตามดูแลผลกระทบทางจิตใจของเด็กและผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต หรือได้พบกับความสูญเสียอย่างรุนแรง

ภาวะทางจิตใจที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิตกกังวลอย่างรุนแรงอาจส่งผลต่อเนื่องเป็นโรคเครียดภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญ หรือ Post Traumatic Stress Disorder (PTSD) ซึ่งมักจะแสดงอาการผ่านทางการฝันร้าย หวาดกลัว หลีกเลี่ยงสิ่งที่เตือนถึงเหตุการณ์น้ำท่วม มีปัญหาอารมณ์และการนอนหลับ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง แยกตัว อาจแสดงอารมณ์เศร้า หรือก้าวร้าวผิดปกติ

“หากพบอาการเหล่านี้ในเด็กหรือผู้ใหญ่ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยเร็ว เพื่อได้รับการประเมินและรักษาที่เหมาะสม” แพทย์หญิงอรสุดา แนะนำ

เร่งช่วยก่อนสายเกินไป

ภัทราพร ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ที่ติดตามสถานการณ์และได้พูดคุยกับแพทย์หลายท่านที่เคยมีประสบการณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ต่างประเมินและสรุปสอดคล้องกันว่า สถานการณ์ที่ผู้ประสบภัยขาดน้ำและขาดอาหารมาแล้วอย่างน้อย 5 วัน และยังต้องอยู่ในภาวะแช่น้ำท่วมตัวแบบไม่มีที่ให้หนีพ้นน้ำได้อีก เป็นภาวะวิกฤตและอันตรายถึงชีวิตได้สูงมาก ควรได้รับการช่วยเหลือและดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

“ถ้าฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองไม่เห็นประเด็นนี้ ไม่เร่งสั่งการจัดหาทีมเข้าไปถึงจุดที่ผู้คนกลุ่มนี้อยู่ให้เร็วที่สุด แนวโน้มความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิตจะเพิ่มมากขึ้น” ภัทราพร เตือน

ขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.สงขลา) กำลังเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่น้ำท่วมหนักและทีมช่วยเหลือยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำเชี่ยวและความไม่เพียงพอของทีมช่วยเหลือ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงผู้ประสบภัยบางรายล่าช้า สิ่งที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ การเพิ่มจำนวนทีมกู้ภัยและอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัยทุกรายก่อนที่จะสายเกินไป

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทดสอบความพร้อมของระบบช่วยเหลือภัยพิบัติของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นว่า เวลาคือชีวิต สำหรับผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีเวลาในการรอดชีวิตจำกัดกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

การช่วยเหลือที่รวดเร็ว ถูกต้อง และทั่วถึง จะเป็นตัวกำหนดว่าจะมีชีวิตกี่ชีวิตที่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และจะมีครอบครัวกี่ครอบครัวที่ไม่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างน่าเศร้า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • แพทย์หญิงอรสุดา สมประสิทธิ์ กุมารแพทย์เฉพาะทางพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (สสจ.สงขลา)
  • มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายยกระดับเฝ้าระวังโรคหัด หลังพบผู้ป่วยสะสม 28 ราย กระจุกตัวชายแดน

เชียงรายยกระดับเฝ้าระวัง “โรคหัด” หลังตัวเลขผู้ป่วยพุ่ง รัฐย้ำเป้าครอบคลุมวัคซีนเกิน 95% คุมระบาดแนวชายแดน

เชียงราย, 24 พฤศจิกายน 2568 — สถานการณ์โรคหัด (Measles) กำลังกลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของระบบสาธารณสุขในจังหวัดชายแดนภาคเหนือ โดยเฉพาะ “เชียงราย” ที่หน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดรายงานผู้ป่วยสะสม 28 ราย ตลอดปี 2568 (ตั้งแต่สิงหาคมถึงปัจจุบันพบ 27 ราย) และพบการกระจุกตัวของผู้ป่วยใน อำเภอเชียงแสน 10 ราย, เชียงของ 8 ราย และอำเภอเมือง 5 ราย ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลส่งสัญญาณเตือนระดับประเทศ หลังภาพรวมทั้งปีมีรายงานผู้ป่วย “ไข้ออกผื่นสงสัยหัด/หัดเยอรมัน” สะสม 1,928 ราย และพบว่าประมาณ หนึ่งในสี่ (26.5%) มี “ความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา” อย่างชัดเจน พร้อมบันทึกภาวะปอดอักเสน พร้อมบันทึกภาวะปอดอักเสบ 4.5% ของผู้ป่วยทั้งหมด

สาระสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องเร่งคุมเข้ม คือ “ความเชื่อมโยงข้ามแดน” โดยผู้ป่วยบางส่วนสัมพันธ์กับการระบาดในแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว และยังมีผู้ป่วยจากฝั่งลาวเข้ารับการรักษาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) จึงขอความร่วมมือผู้ปกครองและกลุ่มเสี่ยง “เร่งฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์” และสังเกตอาการไข้-ผื่น หากพบให้รีบพบแพทย์เพื่อลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ และ สมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ภาพรวมสถานการณ์  เชียงราย vs ประเทศไทย

  • เชียงราย (ข้อมูล สสจ.)
    • ผู้ป่วยสะสมปี 2568  28 ราย
    • ช่วงการระบาด  ส.ค.–ปัจจุบัน 27 ราย
    • พื้นที่พบมาก  เชียงแสน (10), เชียงของ (8), เมือง (5), เวียงแก่น (3), ขุนตาล (1), ดอยหลวง (1)
    • กลุ่มเสี่ยงเด่น  เด็กก่อนวัยเรียน, รองลงมา วัยทำงานอายุ 20–40 ปี
  • ภาพรวมประเทศ (คำแถลงรองโฆษกรัฐบาล 21 พ.ย. 2568)
    • ผู้ป่วยไข้ออกผื่นสงสัยหัด/หัดเยอรมันสะสม  1,928 ราย
    • ผู้ป่วยมีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา  511 ราย (26.5%)
    • พบภาวะปอดอักเสบ  23 ราย (4.5%)
    • ช่วงก.ย.–ต.ค. 2568 พบผู้ป่วยสงสัยหัด 46 ราย กระจายหลายจังหวัด และ “พบเพิ่มขึ้นในภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงราย”
    • สาเหตุเชิงโครงสร้าง  ความครอบคลุมวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์ 95% ในหลายพื้นที่

สัญญาณเตือน จึงมิได้จำกัดเฉพาะแนวชายแดน แต่สะท้อน “ช่องว่างภูมิคุ้มกัน” ที่หากปล่อยให้การครอบคลุมวัคซีน (coverage) ต่ำกว่า 95% ตามเกณฑ์ที่จำเป็นต่อ “ภูมิคุ้มกันหมู่” (herd immunity) จะเอื้อให้การแพร่เชื้อเกิดขึ้นได้ “ทุกพื้นที่”

ทำไม “โรคหัด” จึงต้องคุมเข้มเป็นพิเศษ

โรคหัดเป็นโรคไวรัสทางเดินหายใจที่ แพร่ทางอากาศ (airborne) จากการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ติดต่อได้สูงมาก ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่เคยป่วยมาก่อนมีโอกาสติดเชื้อแทบทั้งหมดหากสัมผัสเชื้อ จุดที่น่าห่วงคือ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ที่เกิดได้ในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ปอดอักเสบ (เป็นสาเหตุการเสียชีวิตสำคัญ), หูชั้นกลางอักเสบ, และ สมองอักเสบ ซึ่งแม้พบน้อยแต่มีความรุนแรงสูง

ลำดับอาการสำคัญที่ควรรู้

  1. ระยะนำ (ก่อนผื่นขึ้น)  ไข้สูง ไอแห้ง น้ำมูกไหล ตาแดงแพ้แสง และที่เป็น “สัญญาณจำเพาะ” คือ จุดขาวเล็ก ๆ ที่กระพุ้งแก้ม (Koplik’s spots)
  2. ระยะผื่นขึ้น  ผื่นแดงเริ่มที่ใบหน้า ลามลงลำตัว แขน ขา มักมีไข้สูงต่อเนื่อง 3–4 วัน
  3. ระยะฟื้น  ผื่นจางใช้เวลาราว 7–10 วัน แต่ควรเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงชวนคิด  จากข้อมูลระดับประเทศ ผู้ป่วยที่บันทึกภาวะปอดอักเสบอยู่ที่ 4.5% สะท้อนว่าแม้โรคหัดมีภาพจำว่า “เป็นโรคในเด็ก” แต่ก็ไม่ใช่โรคเบา และการปล่อยให้การระบาดลุกลามจะเพิ่มภาระต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามแดนถี่และรวดเร็ว

มาตรการเร่งด่วน  ฉีดวัคซีนให้ครบ ตัดวงจรระบาด

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การควบคุมโรคหัดให้มีประสิทธิภาพ ต้องขับเคลื่อนให้ ครอบคลุมการฉีดวัคซีนมากกว่า 95% ทั่วทั้งประเทศ โดยมีข้อแนะนำหลักดังนี้

  • เด็กเล็ก (วัคซีน MMR/MR)
    • เข็มที่ 1 ช่วงอายุ 9–12 เดือน
    • เข็มที่ 2 ช่วงอายุ 18 เดือน
    • หาก “ยังไม่ครบ 2 เข็ม” ให้ผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้ารับวัคซีน โดยเร็วที่สุด
  • ผู้ใหญ่/ผู้ที่ต้องเดินทาง (โดยเฉพาะไป–กลับประเทศที่มีการระบาด)
    • หาก “ไม่เคยรับวัคซีนหรือไม่แน่ใจประวัติ” ควรรับวัคซีน MR 2 เข็ม (หรืออย่างน้อย 1 เข็ม) และควรฉีด ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนเดินทาง
  • มาตรการลดแพร่เชื้อในชุมชน
    • เลี่ยงพื้นที่คนแออัดในช่วงระบาด
    • สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ และกักตัวเมื่อป่วย
    • หากกลับจากประเทศที่มีการระบาด (เช่น สหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร เนเธอแลนด์ ออสเตรเลีย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว ฯลฯ) แล้วมีอาการไข้/ผื่น/ตาแดง ให้พบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง

สสจ.เชียงราย ยืนยันว่า รพ. และ รพ.สต. ทุกแห่งในจังหวัด มีระบบเฝ้าระวังและบริการวัคซีนรองรับ ประชาชนสามารถติดต่อสอบถามกำหนดการ “คลินิกวัคซีน” ใกล้บ้านได้ทันที

เชียงราย  จุดเสี่ยง–จุดแข็ง และบทเรียนจากแนวชายแดน

1) ด่านหน้า อำเภอชายแดนคือสมรภูมิสำคัญ
การพบผู้ป่วยกระจุกตัวที่ เชียงแสน–เชียงของ สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ของเชียงรายที่เป็น “จุดเชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” มีช่องทางการเคลื่อนย้ายของแรงงาน นักท่องเที่ยว และการค้าชายแดนหนาแน่น ความเชื่อมโยงกับการระบาดใน แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

2) โอกาส ระบบบริการสาธารณสุขไทยเข้มแข็ง
แม้ความเสี่ยงจะสูงจากการเคลื่อนย้ายข้ามแดน แต่เชียงรายมีจุดแข็งคือ เครือข่ายบริการสุขภาพปฐมภูมิ กระจายครอบคลุม การค้นหา–คัดกรอง–รายงานผู้ป่วยทำได้เร็ว หากผนวกรวมกับ “แผนรณรงค์วัคซีนแบบเชิงรุก” ในชุมชน (เช่น การขึ้นทะเบียนเด็กเล็กที่ยัง missed วัคซีน) จะช่วย “ปิดช่องโหว่ภูมิคุ้มกัน” ได้ทันเวลา

3) โฟกัสกลุ่มเสี่ยง เด็กก่อนวัยเรียนและวัยทำงาน 20–40 ปี
รูปแบบผู้ป่วยของเชียงรายชี้ชัดว่าไม่ใช่เฉพาะเด็กเล็ก แต่ยังพบมากใน “วัยทำงาน” ซึ่งเดินทางและมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมสูง เจ้าหน้าที่ควรเชื่อมข้อมูลวัคซีนกับสถานประกอบการ/แรงงานข้ามแดน เพื่อกระตุ้นการเข้ารับวัคซีน MR ในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มทำงานบริการ–ท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ชายแดน

เข้าใจโรคให้ถูก  5 ประเด็นสำคัญที่ประชาชนควรรู้

  1. โรคหัดติดต่อได้ทางอากาศ จึง “หน้ากาก–ล้างมือ–เว้นระยะ” ยังสำคัญมากเมื่อมีอาการระบบหายใจ
  2. วัคซีนปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง การฉีดครบ 2 เข็มปกติจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาวนาน
  3. Koplik’s spots (จุดขาวเล็ก ๆ ที่กระพุ้งแก้ม) คือ “สัญญาณจำเพาะ” หากพบ รีบพบแพทย์
  4. หญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องภูมิคุ้มกัน ไม่ควรรับวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตระหว่างตั้งครรภ์ แต่ควรอาศัย “ภูมิคุ้มกันฝูงชนในครอบครัว”
  5. หายดีแล้วยังแพร่เชื้อได้ชั่วคราว ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์เรื่องการกักตัวจนพ้นระยะติดต่อ

มุมมองเชิงระบบ  ตัวเลขบอกอะไรเรา

ตัวเลข 1,928 ราย ของผู้ป่วยไข้ออกผื่นสงสัยหัด/หัดเยอรมัน “ทั้งประเทศ” ในปี 2568 และสัดส่วน 26.5% ที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา บอกเราว่า “ห่วงโซ่การแพร่เชื้อจำนวนหนึ่งสามารถไล่รอยได้” ดีสำหรับการคุมโรค แต่ก็สะท้อนว่า “ยังมีช่องโหว่ภูมิคุ้มกัน” ในหลายพื้นที่ เพราะรัฐบาลระบุชัดว่า ครึ่งกว่าของจังหวัดยังครอบคลุมวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์ 95%

ในทางปฏิบัติ การยกระดับ coverage ให้แตะ 95%+ ต้องทำ 3 เรื่องคู่ขนาน

  • ทำฐานข้อมูลเชิงรุก รู้ว่าเด็กคนใด “ยังขาดเข็มไหน” และเร่งติดตาม
  • สื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา อธิบายภาวะแทรกซ้อน สร้างแรงจูงใจเชิงสังคม (“ฉีดเพื่อปกป้องลูกหลานและชุมชน”)
  • เพิ่มจุดบริการ–เวลาบริการ ให้เข้าถึงง่ายในชุมชน/โรงเรียน/ที่ทำงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและชุมชนแรงงานเคลื่อนย้ายสูง

สำหรับเชียงราย การเร่ง “วัคซีนเชิงรุกตามรอยผู้สัมผัส” (ring vaccination) รอบผู้ป่วยยืนยัน รวมถึงการประสานงานด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและสถานพยาบาลฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เป็นกุญแจที่จะป้องกัน “คลัสเตอร์ในโรงพยาบาลและชุมชน” ไม่ให้ขยายตัว

คำแนะนำประชาชน  เช็กลิสต์สั้น ๆ แต่สำคัญ

  • ผู้ปกครอง  ตรวจ “สมุดวัคซีน” ลูกว่าครบ MMR 2 เข็ม หรือยัง ถ้ายัง รีบไปฉีดทันที
  • ผู้ใหญ่/ผู้เดินทางต่างประเทศ–ชายแดน  หากไม่แน่ใจว่ารับวัคซีนครบหรือไม่ ให้ปรึกษา รพ./รพ.สต. เพื่อพิจารณา MR เสริม โดยฉีด ล่วงหน้า 2 สัปดาห์ ก่อนเดินทาง
  • เมื่อป่วยคล้ายหวัดแต่มีผื่น–ตาแดง–จุดขาวที่กระพุ้งแก้ม  ใส่หน้ากาก ลดการพบปะผู้อื่น และรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
  • ชุมชน–โรงเรียน–สถานประกอบการ  สนับสนุน “วันนัดฉีดวัคซีน” ร่วมกับ สสอ./รพ.สต. และสร้างวัฒนธรรม “ป่วยให้หยุด–พบแพทย์เร็ว”

เสียงจากภาครัฐ  “วัคซีนครบคือเกราะดีที่สุด”

สาระจากคำแถลงของ รองโฆษกรัฐบาล สอดคล้องกับข้อเตือนจาก สสจ.เชียงราย ทั้งคู่ย้ำ “ข้อความเดียวกัน” คือ เร่งฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ และย้ำมาตรการป้องกันพื้นฐานส่วนบุคคล พร้อมแจ้งว่า ประเทศไทยมีมาตรการวัคซีนพร้อมควบคุมการระบาด แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับ ความร่วมมือของประชาชน หากพื้นที่ใด coverage ต่ำกว่า 95% “การระบาดเกิดได้เสมอ”

ในมุมพื้นที่ชายแดนอย่างเชียงราย การขับเคลื่อนจะต้อง “สองมือสองฝั่ง” ทั้งภายในจังหวัด (ปูพรมวัคซีน–เฝ้าระวัง–สื่อสาร) และการประสานข้ามแดน (ข้อมูลผู้ป่วย–จุดผ่านแดน–แรงงานเคลื่อนย้าย) เพื่อให้การตอบสนองรวดเร็วพอจะ “ดักหน้า” เชื้อที่แพร่กระจายทางอากาศได้ง่ายมาก

จากสถิติสู่การตัดสินใจในชีวิตจริง

  • ข้อเท็จจริง  เชียงรายมีผู้ป่วยสะสม 28 ราย ปีนี้ โดยกระจุกตัวในอำเภอชายแดน ขณะที่ทั้งประเทศมีผู้ป่วยสงสัยหัด/หัดเยอรมันสะสม 1,928 ราย และพบภาวะปอดอักเสบ 4.5%
  • ความเสี่ยง  การเคลื่อนย้ายข้ามแดนและ coverage วัคซีนที่ยังไม่ถึง 95% ในหลายพื้นที่
  • ทางออก: “วัคซีนครบ–เฝ้าระวังเข้ม–สื่อสารตรง” คือสามสูตรสำคัญ หากเชียงรายเร่งปิดช่องโหว่ภูมิคุ้มกันในเด็กเล็กและวัยทำงาน พร้อมจับมือชุมชน–โรงเรียน–สถานประกอบการ เชื้อที่ติดต่อทางอากาศอย่างโรคหัดก็จะถูก “ตัดวงจร” อย่างมีประสิทธิภาพ

ประโยคชวนคิด: หนึ่งเข็มที่หายไป อาจกลายเป็นคลื่นการระบาดทั้งชุมชน แต่หนึ่งวันที่รีบฉีดให้ครบ สามารถหยุดคลื่นนั้นได้”

ประชาชนสามารถติดต่อ โรงพยาบาล/รพ.สต.ใกล้บ้าน เพื่อตรวจสอบสถานะวัคซีนและนัดหมายฉีดได้ทันที หากมีอาการเข้าข่าย ไข้สูง–ผื่น–ตาแดง–จุดขาวในกระพุ้งแก้ม ควร สวมหน้ากากและไปพบแพทย์เร็วที่สุด เพื่อรับการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม

สรุปสัญญาณอาการโรคหัดที่พบได้บ่อย

  • ไข้สูง ไอแห้ง น้ำมูกไหล
  • ตาแดง แพ้แสง
  • Koplik’s spots (จุดขาวเล็ก ๆ ขอบแดงในกระพุ้งแก้ม)
  • ผื่นขึ้นจากหน้า “ลามลง” ลำตัว แขน ขา
  • ไข้สูงต่อเนื่อง 3–4 วัน ก่อนค่อย ๆ ลด และผื่นจางใน 7–10 วัน
  • ภาวะแทรกซ้อน ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ (พบมากในเด็กเล็ก/ผู้ภูมิคุ้มกันต่ำ/หญิงตั้งครรภ์)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำแถลงรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (21 พ.ย. 2568)
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย (สสจ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

รัฐบาลเปิด 4 โซนให้ HEI ต่างชาติ เชียงรายชู MFU และ รพ.ขยายตัวสู่ฐานแพทย์แม่นยำ

เชียงราย–เชียงใหม่ชิงธง “Medical Hub เหนือ”  วิเคราะห์โอกาสตั้ง HEI ต่างชาติ–ขยายศักยภาพบริการสุขภาพ เชื่อม GMS

เชียงราย,23 พฤศจิกายน 2568 – จากความสำเร็จที่ไทยขึ้นแท่นผู้นำ Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน รัฐบาลเดินเกมต่อด้วยการ “เปิดพื้นที่อีก 4 โซน” ให้สถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (High-Potential Foreign HEIs) เข้ามาตั้งหลักสูตร–วิจัยเชิงลึก ยุทธศาสตร์นี้จับตาพิเศษที่ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)” ซึ่งเชียงใหม่ถูกมองเป็นตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ “เชียงราย” มีน้ำหนักเชิงยุทธศาสตร์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งการผลิตแพทย์ MFU–สธ., โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA ส่วนต่อขยาย และบทบาท “ประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)” หากออกแบบแผนพัฒนาให้ถูกจุด เมืองชายแดนแห่งนี้อาจกลายเป็น “ฐานทดสอบนวัตกรรมสุขภาพและการแพทย์แม่นยำ” ของภาคเหนือในไม่ช้า

วิเคราะห์สถานการณ์  ทำไม “เวลานี้” จึงเป็นหน้าต่างโอกาสของภาคเหนือ

  1. แรงส่งจากตลาดจริง – ปี 2566 ไทยรองรับผู้ป่วย–นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ต่างชาติหลายล้านคน และตลาดดังกล่าวถูกประเมินว่ามีมูลค่า “หลักหมื่นล้านบาท” ต่อปี โดยนักวิเคราะห์ธุรกิจ–เศรษฐกิจไทยชี้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักมาจากตะวันออกกลาง เพื่อนบ้าน และสหรัฐฯ ซึ่งล้วนเป็นฐานลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพสูง (High-Acuity, High-Value) และสร้างเม็ดเงินต่อหัวสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ
  2. นโยบายเชิงรุกของรัฐ – คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น” เพิ่มอีก 4 พื้นที่ เพื่อรองรับการจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาต่างชาติศักยภาพสูง ภายใต้แบบจำลองความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทย/เอกชนไทย (Partnership Model) เป้าหมายชัด  ยกระดับคุณภาพคน–มาตรฐานหลักสูตร สร้าง Talent Pipeline เข้าสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตา คือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC) ที่เน้นบริการ–ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นแกน
  3. กรอบพัฒนา NEC ที่ “เอื้อสุขภาพ” มาแต่ต้น – เอกสารแผนพัฒนา NEC ระบุชัดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาคเหนือรวม “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างสรรค์ และ “เทคโนโลยีการสกัด” ซึ่งเชื่อมโยงตรงกับ Bio-Wellness และ MedTech ที่ภาคเอกชนไทยกำลังก้าวรุก การวางบทบาทมหาวิทยาลัย (CMU, MFU) ให้เป็นหัวรถจักร R&D ภายใต้โมเดล Quadruple Helix ถูกกำหนดไว้แล้วในเชิงนโยบาย

ภาพใหญ่–หลักฐานเชิงประจักษ์–โอกาสที่ “จับต้องได้”

1) กำลังคนแพทย์  ดีล “MFU–สธ.–CPCE รพ.น่าน” เพิ่มกำลังผลิตแพทย์เขตสุขภาพที่ 1

  • กระทรวงสาธารณสุขลงนามกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อผลิตแพทย์เพิ่มเข้าระบบ โดยจัดการเรียนชั้นปี 1–3 ที่ MFU และชั้นปี 4–6 ที่ “ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลน่าน” (นับเป็นศูนย์ที่ 7 ในเขตสุขภาพที่ 1 ต่อจาก รพ.นครพิงค์, เชียงรายประชานุเคราะห์, ลำปาง, แพร่, พะเยา, ลำพูน) นโยบายภาพรวมของ สธ. มุ่งให้อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรไปถึง 1:650 ตามยุทธศาสตร์ 10 ปี
  • ความร่วมมือดังกล่าว เริ่มรับนักศึกษาแพทย์ปีการศึกษา 2570 จำนวน 20 คน และ MFU เดินหน้าพัฒนา “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ให้เป็นสถานฝึกทางคลินิกหลัก สะท้อน “โครงคน” ด้านสุขภาพของเชียงรายที่กำลังขยายฐานอย่างมีทิศทาง

มุมผลกระทบเชิงพื้นที่ การมีฐานฝึกคลินิกกระจายรอบเชียงราย–น่าน ทำให้ clinical rotation เชื่อมโยงชุมชนภูเขา–ชายแดน เกิดกรณีศึกษาโรคเฉพาะถิ่น–เวชศาสตร์ชุมชนจำนวนมาก ซึ่งเป็น “ทุนความรู้” ที่มหาวิทยาลัยต่างชาติสายจีโนมิกส์/เวชศาสตร์เขตร้อนสนใจ หาก HEI ต่างชาติถูกเชิญมาตั้ง “โปรแกรมร่วม” ในเชียงราย งานวิจัยเชิงพื้นที่จะเกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ทั้งด้านวิชาการ เศรษฐกิจ และสุขภาพประชาชน

2) ขยายโครงสร้างบริการ  “โรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA – ก้าวสู่ขนาดใหญ่และบริการซับซ้อน

  • เอกสารจากหน่วยงานกำกับชี้ว่า “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)” ของ โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพ-เชียงราย ได้รับ “มติให้ความเห็นชอบรายงาน” แล้ว (เลขอ้างอิงตามหนังสือแจ้งมติ) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญก่อนเข้าสู่เฟสก่อสร้างเต็มรูปแบบ.

หนังสือแจ้งมติ (ฉบับเจ้าของโครง…

  • แผนพัฒนาโครงการระบุการเพิ่มจำนวนเตียงจากโรงพยาบาลขนาดกลาง ไปสู่ขนาดใหญ่ พร้อมอาคารบริการ 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน และอาคารสนับสนุน (ที่พักแพทย์, ห้องผ้า, ระบบจัดการมูลฝอย) เพื่อรองรับเคสความซับซ้อนสูงมากขึ้น สอดคล้องทิศทางตลาดที่เน้น “หัตถการรายได้สูง” และแพทย์เฉพาะทางในภาคเหนือ.

มุมยุทธศาสตร์เชียงราย

เมื่อโครงสร้างเตียง–ศูนย์เฉพาะทางเอกชนขยาย และ “โครงคน” จาก MFU เติบโต เมืองจะมี “ฐานรองรับ” สำหรับ HEI ต่างชาติ ที่ต้องการตั้ง teaching center/clinical research node นอกเมืองหลวง ด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้และ “โจทย์โรค” ที่หลากหลายต่างจากศูนย์กลางอย่างเชียงใหม่

3) เชียงรายในฐานะ “ประตู GMS”  เชื่อมผู้ป่วยข้ามแดน–ทดสอบนวัตกรรมสาธารณสุขพื้นที่สูง

  • เชียงรายเป็นเมืองชายแดนที่เชื่อม เมียนมา–ลาว–จีนตอนใต้ การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยข้ามแดนเพื่อเข้าถึงการรักษาคุณภาพสูงในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างบริการภาคเอกชนที่กำลังขยาย กับเครือข่าย รพ.รัฐ (รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์) ทำให้เชียงรายเป็น “ฐาน hub-and-spoke” ของบริการเฉพาะทางระดับตติยภูมิที่เหมาะกับ HEI ต่างชาติสาย Global/Border Health อย่างยิ่ง
  • ในเชิงนโยบาย NEC เอง ก็วาง “เทคโนโลยีการสกัด–ดิจิทัลสร้างสรรค์–ท่องเที่ยวสุขภาพ” เป็นแกนขับเคลื่อน หากดึง HEI ต่างชาติด้าน Digital Health & MedTech มาตั้งในเชียงราย จะเกิด sandbox งานบริการ–วิจัยกับชุมชนและประชากรข้ามแดนได้เร็ว เพราะโครงสร้างราชการ–มหาวิทยาลัย–เอกชนพร้อมต่อชิ้นส่วน

เปรียบเทียบกับเชียงใหม่  จุดแข็งและ “ความร่วมมือเชิงภูมิภาค”

เป็นจริงที่ เชียงใหม่ มี “น้ำหนักโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ” เหนือกว่า สนามบินนานาชาติ, ฐานผู้พำนักต่างชาติ, เครือโรงพยาบาลเอกชน, และสถานะ Wellness City ที่ถูกผลักดันในระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่อง จึงมักถูกประเมินว่าเป็น “ตัวเต็ง” ของภาคเหนือสำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

อย่างไรก็ดี จุดแข็งของเชียงใหม่ ไม่จำเป็นต้องไปทับซ้อน กับบทบาท “เชียงราย” หากออกแบบเป็น เครือข่ายเหนือบน–เหนือล่าง ดังนี้

  • เชียงใหม่ เป็น “ฐานวิจัยกลาง–หลักสูตรนานาชาติ–การเรียนรู้ขั้นสูง” (เช่น หลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้าน Digital Health/Integrated Wellness Management ร่วมกับเอกชนและโรงแรมสุขภาพระดับนานาชาติ)
  • เชียงราย เป็น “ฐานคลินิก–ภาคสนาม–นวัตกรรมรับใช้พื้นที่สูงและชายแดน” ของหลักสูตรร่วม (clinical electives, community medicine, cross-border health, field trials ด้าน AI/tele-health)

โมเดลนี้จะเปลี่ยนภาคเหนือจาก “แข่งขันอย่างโดดเดี่ยว” เป็น “ร่วมมือ–เสริมบทบาท” เชื่อมพรมแดน GMS และยกระดับประเทศไทยสู่ Regional Education & Health Hub ตามที่ ครม. ตั้งเป้า

สถิติ–เทรนด์ตลาด  โอกาสเชิงพาณิชย์ที่หนุนการศึกษา–วิจัย

  • ภาพรวมอุตสาหกรรมบริการแพทย์เอกชนและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพถูกประเมินว่าขยายตัวต่อเนื่อง โดยวงเสวนาเศรษฐกิจรายใหญ่ของไทยชี้ยอดมูลค่าตลาด ราว 2.9 หมื่นล้านบาทในปี 2566 และแนวโน้มเติบโตต่อจากดีมานด์ผู้สูงอายุ–ต่างชาติ โดยเฉพาะตะวันออกกลางและสหรัฐฯ ที่เน้นคุณภาพบริการระดับสากล
  • วงวิชาการไทยยังประเมินจำนวน “ผู้ป่วยต่างชาติ” ในระบบบริการสุขภาพไทยระดับ “หลายล้านคน/ปี” ต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำว่า supply ด้านบุคลากร–ศูนย์เฉพาะทาง–นวัตกรรม จะเป็นคอขวด หากไม่เร่งเพิ่มกำลังผลิตและยกระดับสมรรถนะในภูมิภาค

ข้อเสนอเชิงนโยบาย “เพื่อเชียงราย” (และเหนือทั้งภูมิภาค)

  1. ดึง HEI ต่างชาติที่ตรง pain point ของพื้นที่Digital Health, AI in Healthcare, Tele-medicine, MedTech, เวชศาสตร์ชุมชน–ชายแดน, Bio-Wellness/Extraction Technology (สอดรับ NEC) เพื่อสร้างคน–งานวิจัย–ธุรกิจใหม่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน
  2. ออกแบบ “Campus คู่แฝด” เชียงใหม่–เชียงราย – หลักสูตรเดียวกันแต่สองบทบาท  เชียงใหม่เป็น Global Classroom & Innovation Core, เชียงรายเป็น Clinical-Community Lab ที่ทำวิจัยภาคสนามกับเครือข่าย รพ.รัฐ–เอกชน–หมู่บ้านบนพื้นที่สูง/ชายแดน
  3. เชื่อมเอกชนเข้ามาตั้ง “ศูนย์เฉพาะทาง–Sandbox” – อาศัยการขยายตัวของกรุงเทพ-เชียงราย (หลังผ่าน EIA) สร้างคลัสเตอร์ Spine/Neuro-Intervention–Imaging–Pain Clinic และแพทย์แม่นยำ ร่วมกับศูนย์/สถาบันของ HEI ต่างชาติ เพื่อลดช่องว่างเคสส่งต่อไปกรุงเทพฯ และเพิ่ม case-mix index ในภูมิภาค.
  4. ทุนวิจัยข้ามแดน & ข้อมูลสุขภาพชายแดน – ตั้งกองทุนวิจัยร่วม “TH-GMS Border Health” รองรับโครงการเชิงพื้นที่ (วัณโรค, ไข้มาลาเรีย, non-communicable diseases ในแรงงานเคลื่อนย้าย) และดาต้าพลatformเพื่อการเรียนรู้ของ AI ด้านระบาดวิทยาแบบเรียลไทม์
  5. โครงสร้างจูงใจ HEI – จัดสรรพื้นที่/สิทธิประโยชน์ในโซนเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ พร้อมมาตรการภาษีอุปกรณ์วิจัย–วีซ่าระยะยาวนักวิจัย–อาจารย์ เพื่อเร่งดึง “พันธมิตรระดับโลก” เข้าเครือข่ายเหนือไทยทั้งแพ็กเกจเดียว (Chiang Mai–Chiang Rai package)

บทสรุปเชิงนโยบาย

“เชียงใหม่” อาจเป็น ตัวเต็งด้านโครงสร้างพื้นฐานนานาชาติ สำหรับการตั้ง HEI ต่างชาติในภาคเหนือ แต่ “เชียงราย” คือ ตัวจริงด้านสนามปฏิบัติการเชิงพื้นที่ ที่พร้อมโอบรับงานวิจัย–บริการสุขภาพดิจิทัล–สุขภาพชายแดน–แพทย์แม่นยำ ด้วยแรงส่ง 3 แกน: (1) ความร่วมมือผลิตแพทย์ MFU–สธ. ที่ขยายกำลังคนตรงพื้นที่ (2) โครงการโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ผ่าน EIA และจะยกระดับความสามารถรับเคสซับซ้อน (3) บทบาทเมืองชายแดนเชื่อม GMS ซึ่งเอื้อต่อการเป็น “Clinical-Community Lab” ระดับภูมิภาค

หากรัฐบาล “ล็อกแพ็กคู่เชียงใหม่–เชียงราย” ให้เป็น เครือข่าย HEI ต่างชาติ ที่บทบาทแตกต่างแต่เสริมกัน ไทยจะไม่เพียงรักษาตำแหน่ง Medical & Wellness Tourism ของอาเซียน แต่ยังยกระดับเป็น Regional Education & Health Innovation Hub ที่เชื่อมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับจีนตอนใต้ได้อย่างมีกลยุทธ์ และผลลัพธ์จะตกกับประชาชนเหนือบนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ (NEC)
  • เชียงใหม่ Wellness City – ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่ (ประกาศ/กิจกรรมผลักดัน).
  • กระทรวงสาธารณสุข–มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” ผลิตแพทย์เขตสุขภาพที่ 1 และศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกโรงพยาบาลน่าน
  •  SCB EIC: Health & Wellness Mega Trend 2023–2024
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS HEALTH

สสส.-มฟล. ผนึกพลัง! ใช้คลิปสั้นขับเคลื่อน “เชียงรายเมืองสุขภาพ” ผ่านระบบอาหาร

วันแห่งการ “ลงมือสื่อสาร” ของคนรุ่นใหม่

เชียงราย, 15 พฤศจิกายน 2568 – ห้องประชุม “ประดู่แดง 2” อาคารพลเอกสำเภาชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง แน่นขนัดไปด้วยนักศึกษา ทีมสร้างสรรค์จากหลายสาขา และเครือข่ายร้านอาหาร-โรงแรม 4 อำเภอนำร่อง เมืองเชียงราย, แม่สาย, เชียงแสน, เชียงของ ต่างตั้งใจมาดูว่าพลังของคลิปวิดีโอสั้นและงานเล่าเรื่อง (storytelling) จะเปลี่ยน “พฤติกรรมการกิน” ของผู้คนได้อย่างไร สภาพแวดล้อมของสถานที่จัดงานซึ่งเป็นหอประชุมหลักของมหาวิทยาลัยช่วยให้การบรรยาย การเสวนา และการสาธิตเกิดขึ้นไหลลื่นตลอดทั้งวัน

งานนี้เกิดขึ้นภายใต้ “โครงการบูรณาการและขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย” ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และดำเนินงานโดยบริษัทประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน ขับเคลื่อน “Chiang Rai Wellness City” ให้เป็นรูปธรรม ผ่านระบบอาหารปลอดภัยที่ตรวจสอบได้และยั่งยืน (ThaiHealth เป็นหน่วยงานรัฐลักษณะกองทุนสาธารณะที่สนับสนุนโครงการสร้างเสริมสุขภาพในมิติต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง)

เวทีเสวนา จาก “อยู่ไม่เป็นสุข” สู่ “สามห่วงโซ่คล้องใจ”

ช่วงสายเปิดวงเสวนาในหัวข้อ “อาหารเพื่อสุขภาวะต่อการพัฒนาเชียงรายเมืองสุขภาพ” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนหน่วยงานหลัก ได้แก่ อาจารย์ ดร.สง่า ดามาพงษ์ (ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.), นายกิตติ ทิศสกุล (ผู้จัดการโครงการฯ และประธาน บ.ประชารัฐรักสามัคคีเชียงราย), นายเสน่ห์ แสงคำ (เกษตรจังหวัดเชียงราย), นายวชิระ หน่อแหวน (นักสาธารณสุขชำนาญการ สสจ.เชียงราย) และอาจารย์ฐานปัทม์ ไชยชมภู (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง)

แกนคิดของวงคือการแก้ “สามปัญหาหลัก” ที่ทำให้สังคม “อยู่ไม่เป็นสุข” ทางอาหาร  (1) ต้นน้ำ เกษตรกรยังใช้สารเคมีสูง, (2) กลางน้ำ ร้านอาหารยังปรุงไม่ชูสุขภาพ, (3) ปลายน้ำ ผู้บริโภคขาดความรอบรู้ ด้วย “สามห่วงโซ่คล้องใจ” ให้เชื่อมกันครบวงจร แหล่งผลิตปลอดภัย ครัว-ร้านปรุงดีต่อสุขภาพ ผู้บริโภคเลือกกินอย่างรู้เท่าทัน

ในวงเสวนา นายกิตติ ทิศสกุล อธิบาย “ยุทธศาสตร์เชิงสื่อสาร” ของโครงการว่า ใช้ “นักศึกษามหาวิทยาลัย” เป็นผู้สื่อสารลำดับแรก ผ่านคลิปสั้นที่เล่า “ที่มาของจานอาหารปลอดภัย” ตั้งแต่วัตถุดิบถึงครัว และขยายผลด้วยแพลตฟอร์ม “Give and Give” ในแนวเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) เพื่อเชื่อมเครือข่ายร้านอาหาร-โรงแรมกับเกษตรกรปลอดภัย ให้เกิดทั้งยอดขาย คะแนนสะสม สิทธิประโยชน์ และกองทุนสีเขียวกลับคืนสู่ชุมชน ผลลัพธ์คือ “วงจรแรงจูงใจ” ใหม่ที่ทำให้คนกิน-ร้าน-ชุมชนได้ประโยชน์พร้อมกัน (อ้างอิงข้อมูลตามถ้อยคำผู้จัดงานที่ให้ไว้)

ฝั่งภาคเกษตร นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย สะท้อนแนวทางลดสารเคมีด้วยการส่งเสริม “ปุ๋ยหมักชีวภาพจากเศษอาหาร/วัสดุเหลือใช้” และการให้ความรู้เรื่องโครงสร้างดิน ใช้ปุ๋ยอะไร เหมาะกับพืชใด ก่อนเชื่อมตลาดสีเขียวและตลาดหลัก เพื่อระบายผลผลิตล้นตลาดด้วยช่องทางที่โปร่งใส มีมาตรฐาน ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามภาครัฐระดับจังหวัดที่ผลักดัน “เมืองอาหารปลอดภัย” ผ่านหลายมาตรการตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

จุดต่างที่เป็น “นวัตกรรม” สื่อ + เมนูพื้นถิ่น + อาหารเป็นยา

“จุดขาย” ของ Hackathon นี้ไม่ได้อยู่ที่เทคนิคภาพหรือการตัดต่อเท่านั้น แต่คือ “การแปลงคุณค่าพื้นถิ่นให้เป็นภาษาคนรุ่นใหม่” เมนูท้องถิ่นล้านนาที่มีสมุนไพรและภูมิปัญญาชุมชนเดิมอยู่แล้ว ถูก “รีดีไซน์การเล่าเรื่อง” ให้ดึงดูดมากขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และสร้าง “แรงบันดาลใจให้ลอง”  โดยไม่ทิ้งอัตลักษณ์ของถิ่น สิ่งนี้สอดคล้องกับคำแนะนำของ WHO ที่เน้น “อาหารที่หลากหลาย สมดุล และปลอดภัย” เป็นฐานสุขภาวะ และสนับสนุนให้เกิดนโยบายและสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ปัญหา “เศษอาหาร/อาหารล้นตลาด” ซึ่งเป็นแรงกดดันเชิงสิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจระดับโลก ก็ถูกยกเป็นโจทย์ท้าทายให้ทีมพัฒนาคอนเซ็ปต์แพลตฟอร์มและบริการเพื่อ “อัพไซเคิล” วัตถุดิบส่วนเกิน สอดรับข้อเท็จจริงจาก FAO ว่าความสูญเสีย/สูญเปล่าของอาหารเกิดกระจายตลอดห่วงโซ่อุปทาน หากปิดรูรั่วตรงนี้ได้ เมืองสุขภาพย่อมเดินได้เร็วขึ้นและยั่งยืนกว่าเดิม

เวทีประกวด รางวัลและไอเดียที่ขับเคลื่อนจริง

ผลรางวัล Hackathon Project (6 รางวัล)

  • ชนะเลิศ (5,000 บาท + โล่) ทีม “หิวมาก” ผลงาน กาสะลอง @ ไร่พีบี วัลเล่ย์ เชียงราย | อาหารปลอดภัยที่ปลูกด้วยใจกลางขุนเขา
  • รองชนะเลิศอันดับ 1 (3,000 บาท + โล่) ทีม “ซวยแล้วหนู คู่หูพี่มาแล้ว” ผลงาน Malongder Healthy Lanna Cuisine
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 (2,000 บาท + โล่) ทีม “Neet more rest time” ผลงาน Safe Food Cuisine Sathanee Nam Nueng
  • Popular Vote (5,000 บาท + โล่) ทีม “ST” ผลงาน Beyond Sky Café at Chiang Kong | Hackathon Healthy Food
  • ชมเชย (1,000 บาท + โล่) จำนวน 2 รางวัล
    • ทีม “Dynamic Duo” ผลงาน เมนูชูสุขภาพ ร้านเอกโอชา เชียงราย ยำตะไคร้กุ้งสด
    • ทีม “ติดบ้านไหม” ผลงาน ข้าวมันไก่ไหหลำ เชียงของ | 60 Years of Flavor in Chiang Khong

รางวัลนักสื่อสารโครงการ (รางวัลละ 1,500 บาท)

  • The Maximum Output Award (ปริมาณคอนเทนต์มากที่สุด) ทีม “ยาลือ”
  • The Public Influence Award (อิทธิพลสื่อสูงสุด ยอด Like/Comment/Share/Save) ทีม “ช่วยด้วย”
  • The Creative Excellence Award (ความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม) ทีม “หิวข้าว”

สาระสำคัญของผลงานชนะเลิศ คือการตีความ “อาหารปลอดภัย” ให้จับต้องได้ ในมุมมองของผู้บริโภครุ่นใหม่ เชื่อมฉากไร่กาแฟและแปลงผักบนภูเขาเข้ากับครัวร้านอาหารเมือง และลงท้ายด้วยคำชวน “ลองเปลี่ยนจานถัดไปของคุณให้ดีต่อสุขภาพและดีต่อชุมชน”  นี่คือพลังของสื่อที่ทำให้ “ทางเลือกที่ดี” กลายเป็น “ดีลที่ใช่” ในชีวิตประจำวัน

สาระจากผู้จัด “จากไอเดีย สู่ระบบนิเวศตลาดจริง”

นายกิตติ ทิศสกุล ผู้จัดการโครงการฯ อธิบายถึงกลไกตลาด “Give and Give” ในเชิงนโยบายว่า ตั้งใจให้เป็น แพลตฟอร์มสร้างแรงจูงใจสองทาง ผู้ประกอบการร้านอาหาร/โรงแรมซื้อวัตถุดิบปลอดภัยก็ได้ “คะแนน-ส่วนลด-สิทธิประโยชน์” กลับไป ขณะเดียวกัน ส่วนหนึ่งของมูลค่าการซื้อ ถูกกันไว้เป็น “กองทุนสีเขียว” เพื่อไปขับเคลื่อนกิจกรรมอาหารปลอดภัยในชุมชนต่อ พลิกโมเดล “ซื้อแล้วจบ” ให้เป็น “ซื้อแล้วหมุนต่อ” สู่การเปลี่ยนพฤติกรรมในวงกว้าง (ข้อความสรุปจากผู้จัดงานตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

เมื่อถามถึงโจทย์ “ผลผลิตล้นตลาด/เศษอาหารเหลือทิ้ง” ผู้จัดโครงการย้ำแนวทาง แปรรูป-หมุนเวียน-กลับเข้าสู่ไร่นา ด้วยความรู้ทางดินและปุ๋ยหมัก รวมถึงการเปิด “พื้นที่ตลาดสีเขียว” ให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าแหล่งปลอดภัยได้จริง ซึ่งทั้งหมดนี้สอดประสานกับคำแนะนำเชิงนโยบายเรื่องอาหารเพื่อสุขภาวะและพฤติกรรมสุขภาพที่ WHO ผลักดันในระดับโลก

ทำไม “เชียงราย” ต้องขับเคลื่อนประเด็นนี้ “ตอนนี้”

  1. ภาระโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และพฤติกรรมการบริโภค
    WHO ระบุชัดว่าพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมและการไม่มีกิจกรรมทางกายคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ NCDs โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง เบาหวาน มะเร็งบางชนิด การลงทุนด้าน “ระบบอาหารที่ดีและสื่อสารพฤติกรรมสุขภาพ” ให้เกิดขึ้นในระดับพื้นที่ จึงเป็น “คุ้มค่าที่สุด” เมื่อมองทั้งมุมสุขภาพและเศรษฐกิจระยะยาวของจังหวัด
  2. โอกาสทางเศรษฐกิจของอาหารปลอดภัยและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
    จังหวัดผลักดันภาพ “เมืองสุขภาพ Chiang Rai Wellness City” และ “เมืองอาหารปลอดภัย” ผ่านหลายความร่วมมือของหน่วยงานรัฐ-เอกชนที่ต่อเนื่อง มิติ “อาหาร” เป็นประตูสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ล้านนา ข้อมูลด้านนโยบายสาธารณะและการรณรงค์เรื่องอาหารปลอดภัยในเชียงรายปรากฏต่อเนื่องในสื่อภาครัฐระดับจังหวัดตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อน “ฉันทามติ” ระดับท้องถิ่นให้เดินไปทิศทางนี้อย่างจริงจัง
  3. ลดสูญเสียอาหาร กำไรทั้งสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และกระเป๋าเงินชุมชน
    FAO ย้ำตัวเลขโลกที่ “ชวนคิด” อาหารราว 14% สูญเสียในซัพพลายเชน และอีกประมาณ 19% สูญเปล่าที่ด่านค้าปลีก-บริการอาหาร-ครัวเรือน การออกแบบแพลตฟอร์ม/บริการที่ “ดูดซับ-ยืดอายุ-แปรรูป-รีเทิร์น” อาหารส่วนเกินให้มีมูลค่า คือคานงัดที่เชื่อม “เป้าหมายสุขภาพ” เข้ากับ “เศรษฐกิจท้องถิ่นสีเขียว” อย่างจับต้องได้

ประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว และการบ้านหลังจบเวที

ระยะสั้น

  • เครือข่ายร้านอาหาร-โรงแรม 50+ แห่งมี “ต้นแบบคอนเทนต์” พร้อมใช้ ทั้งภาพลักษณ์แบรนด์ และข้อมูลที่ชี้ชวนผู้บริโภคเลือกเมนูสุขภาวะ
  • นักศึกษามี “ทักษะสื่อสารสาธารณะ” ฝั่งสุขภาพ-โภชนาการ ผ่านงานจริงกับผู้ประกอบการ
  • เกิด “บทสนทนาสาธารณะ” เรื่องอาหารปลอดภัยที่กว้างขึ้น จากเวทีสู่สื่อออนไลน์ของผู้เข้าแข่งขัน

ระยะกลาง

  • แพลตฟอร์ม “Give and Give” หากเดินหน้าต่อ จะทำให้ พฤติกรรมการจัดซื้อ ของผู้ประกอบการขยับไปหาวัตถุดิบปลอดภัยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะมีแรงจูงใจเป็นแต้ม/ส่วนลด/สิทธิประโยชน์ และมี “กองทุนสีเขียว” เติมเชื้อเพลิงกิจกรรมสาธารณะกลับสู่ชุมชน
  • ตลาดสีเขียวกับช่องทางค้าปลีกหลักในพื้นที่ จะเป็น “วาล์วระบาย” ผลผลิตล้นตลาด พร้อมฐานข้อมูลสม่ำเสมอสำหรับวาง KPI เมืองสุขภาพ

ระยะยาว

  • หาก “การสื่อสาร” ต่อเนื่องควบคู่ “นโยบายเชิงสิ่งแวดล้อมเอื้อสุขภาพ” (health-promoting environments) ตามแนวทาง WHO เชียงรายจะเข้าใกล้เส้นชัย เมืองสุขภาพ มากขึ้น ทั้งในเชิงตัวชี้วัดสุขภาพประชากรและความสามารถในการแข่งขันเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมืองปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย/ภาคปฏิบัติ (จากบทเรียนบนเวที)

  1. ตั้ง “ดัชนีอาหารปลอดภัยระดับอำเภอ”
    ชั่งน้ำหนัก 3 ด้าน (ก) สัดส่วนแหล่งผลิต/เกษตรกรที่ผ่านมาตรฐานลดสาร, (ข) สัดส่วนเมนูชูสุขภาวะในร้านเครือข่าย, (ค) อัตราการรับรู้/การเลือกของผู้บริโภค เผยแพร่รายไตรมาสเพื่อให้เกิดการแข่งขันเชิงบวกในพื้นที่
  2. ย้ำบทบาท “นักสื่อสารสุขภาวะ” เป็นโครงการต่อเนื่อง
    บ่มเพาะ cohort นักศึกษาและครูพี่เลี้ยงใหม่ทุกปี เพิ่ม “ธนาคารสคริปต์/ชุดภาพ” กลางให้ร้าน-โรงแรมใช้ได้ฟรีภายใต้เงื่อนไขอ้างอิงแหล่งวัตถุดิบปลอดภัย
  3. ขยาย “Give and Give” สู่ระบบแต้มร่วม (federated points)
    เชื่อมกับตลาดสีเขียว/ตลาดชุมชน เพื่อให้แต้มใช้ได้หลายที่ เพิ่มแรงจูงใจทั้งฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค พร้อมระบบเก็บข้อมูล (data lake) เพื่อนำไปวิเคราะห์รูปแบบการบริโภคและวางแคมเปญเชิงพฤติกรรม
  4. ยกระดับงาน “ลดเศษอาหาร” เป็นแชมเปี้ยนของเมือง
    ตั้งโจทย์ Hackathon รุ่นต่อไปให้เน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์/บริการอัพไซเคิลวัตถุดิบส่วนเกิน, การคาดการณ์อุปสงค์ด้วยข้อมูล (demand prediction), และการคืนคุณค่าเศษอาหารสู่ไร่เป็นปุ๋ยชีวภาพ โดยตั้งเป้าตัวชี้วัดสาธารณะให้ชัดเจน (เช่น ลดอาหารสูญเปล่าในเครือข่าย x%) ให้เชื่อมโยงตัวเลข FAO เพื่อการติดตามผลที่เทียบได้มาตรฐานสากล

มุม “คนอ่านใช้ประโยชน์ได้ทันที”

  • หากเป็นผู้ประกอบการร้านอาหาร/โรงแรม เริ่มจาก “เมนูนำร่อง” 1–2 รายการที่ชูสุขภาวะและเล่า “ที่มา” ของวัตถุดิบ เชื่อมกับคอนเทนต์ทีมมหาวิทยาลัยที่ผลิตไว้ แล้วโยงเข้าระบบแต้มของแพลตฟอร์ม
  • หากเป็นผู้บริโภค ลอง “1 มื้อเพื่อชุมชน” ต่อสัปดาห์ เลือกเมนูจากร้านเครือข่ายอาหารปลอดภัย/ตลาดสีเขียว และแชร์เรื่องราวจานนั้นบนโซเชียล เพื่อขยายอิทธิพลสาธารณะเชิงบวก
  • หากเป็นภาครัฐท้องถิ่น ประกาศ Roadmap เมืองสุขภาพ ที่ผูกตัวชี้วัดด้านอาหารปลอดภัยกับนโยบายท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรายงานผลทุกไตรมาสอย่างโปร่งใส

จาก “เวทีหนึ่งวัน” สู่ “ระบบนิเวศความร่วมมือ”

Hackathon ครั้งนี้พิสูจน์ว่าการขับเคลื่อนเมืองสุขภาพเริ่มได้จาก “คลิปสั้น ความคิดยาว” เมื่อการเล่าเรื่องอาหารพื้นถิ่นถูกจับคู่กับระบบตลาดแบบมีแรงจูงใจ และเสริมหลังบ้านด้วยองค์ความรู้เกษตรปลอดภัย เมืองก็จะได้ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนในคราวเดียว สิ่งที่เชียงรายกำลังทำ จึงไม่ใช่แค่การประกวดสื่อ หากคือการวางรากฐาน “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ” ที่คนทั้งเมืองมีส่วนร่วม ตั้งแต่ไร่ไปถึงจาน และจากจานกลับสู่ชุมชน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
    เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • องค์การอนามัยโลก (WHO
  • FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations)
  • สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย (กรมประชาสัมพันธ์)
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News