Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้าน เปลี่ยนใช้แม่น้ำลาวแทนน้ำกกดึงน้ำสะอาดจากแม่น้ำลาวป้อน 24 ท้องถิ่น เพิ่มกำลังผลิต 4,000 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง

Summary
  • เชียงรายเตรียมเลิกใช้แม่น้ำกกทำประปาเนื่องจากพบสารหนูปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน 5 เท่า

  • ทุ่มงบ 1,953 ล้านบาท เปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำลาวซึ่งปลอดภัยและอยู่ในอธิปไตยไทย

  • ก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ กำลังผลิต 4,000 ลบ.ม./ชม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่า

  • ครอบคลุมการให้บริการ 24 ท้องถิ่น ใน 4 อำเภอ ดูแลประชาชน 80,000 ครัวเรือน

  • โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570

เชียงรายเดินหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจาก “แม่น้ำลาว” แทนน้ำกก รองรับประปา 24 ท้องถิ่น ผลิตได้ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง


เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ในช่วงเวลาที่แม่น้ำกกกลายเป็นแหล่งน้ำที่ผู้คนเริ่มไม่กล้าวางใจ เทศบาลนครเชียงรายกำลังเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์การจัดการน้ำสะอาดในภาคเหนือ ด้วยแผนยักษ์ที่จะพลิกโฉมระบบประปาของเมืองเชียงรายจากรากฐาน

วันที่ตัดสินใจ ประชุมสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางน้ำสะอาดของเชียงราย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นั่งลงร่วมโต๊ะประชุมกับตัวแทนระดับสูงจากโครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อหารืออย่างเป็นทางการถึงทิศทางครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษของระบบน้ำประปาจังหวัด
การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเดตความคืบหน้าตามปกติ แต่คือการยืนยันมติร่วมกันว่า “แม่น้ำลาว” จะเป็นแหล่งน้ำดิบหลักแห่งใหม่ที่เข้ามาแทนที่แม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบหลักที่ใช้มาเนิ่นนาน แต่ขณะนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่แบกรับภาระของปัญหาสารปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่ควบคุมได้ยาก

รากเหง้าของปัญหา ทำไมแม่น้ำกกจึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

เพื่อเข้าใจว่าทำไมเชียงรายต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ ต้องย้อนกลับไปที่ต้นน้ำซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่นั่น กิจกรรมเหมืองแร่และเหมืองแร่หายาก หรือ Rare Earth Elements ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยขาดการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม สารหนู หรือ Arsenic รั่วไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ไหลตามน้ำข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย
กรมควบคุมมลพิษ ได้บูรณาการแผนการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 โดยกำหนดจุดตรวจวัดทั้งหมด 15 จุดตลอดแนวแม่น้ำกก ผลที่ได้คือตัวเลขที่น่าตกใจ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่าค่าสารหนูเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตรถึง 11 จาก 15 จุดตรวจ โดยจุดวิกฤตที่สุดคือบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบันทึกค่าสารหนูได้สูงถึง 0.030 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยถึงสามเท่า
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 เมื่อกรมควบคุมมลพิษรายงานว่าพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัดตลอดแนวแม่น้ำกก ส่วนแม่น้ำสายที่บริเวณบ้านป่าซางงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บันทึกค่าสารหนูสูงถึง 0.052 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่หมายถึงน้ำที่ประชาชนอาจสัมผัสทุกวัน
ผลกระทบต่อสุขภาพเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเผยแพร่ผลการศึกษาที่พบการสะสมของสารหนูในเส้นผมและเล็บของกลุ่มตัวอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งขยายกลุ่มเป้าหมายการตรวจคัดกรองจาก 300 ราย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,400-1,500 ราย และวางแผนเฝ้าระวังสุขภาพระยะยาว 5 ปี

บาดแผลทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียที่วัดเป็นตัวเลขได้

สารหนูไม่เพียงคุกคามสุขภาพ แต่กัดกร่อนเศรษฐกิจฐานรากของเชียงรายอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ผลกระทบในสามลุ่มน้ำหลักคือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ชี้ให้เห็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งสูงถึง 3,786 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราวร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรของจังหวัด
พื้นที่เกษตรกรรมที่ตกอยู่ในความเสี่ยงครอบคลุมกว่า 403,382 ไร่ โดยพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “ข้าว” ซึ่งระบบนิเวศแบบนาเปียกทำให้รากต้นข้าวแช่อยู่ในน้ำปนเปื้อนตลอดฤดูกาล เฉพาะในห้าตำบลริมแม่น้ำสายและรวก ความเสียหายของผลผลิตข้าวถูกประเมินไว้สูงถึง 364 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกกว่า 284 แห่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในภาคการประมงกว่า 92 ล้านบาทต่อปี

ทางออกที่รอมานาน แม่น้ำลาวคือคำตอบที่ชาวเชียงรายรอ

ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจแก้ที่ต้นทางได้ในระยะสั้น เทศบาลนครเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาคได้ตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่หลายฝ่ายรอคอย นั่นคือการหันไปพึ่งพา “แม่น้ำลาว” ผ่านฝายแม่ลาว ของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แหล่งน้ำแห่งนี้มีต้นกำเนิดอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ ปราศจากความเสี่ยงด้านมลพิษข้ามพรมแดน มีปริมาณน้ำต้นทุนสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และผ่านการศึกษาลงพื้นที่จนได้รับการยืนยันว่ามีศักยภาพเพียงพอ
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงเหตุผลของการผลักดันโครงการนี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว จากการศึกษาและลงพื้นที่พบว่าแม่น้ำลาวมีศักยภาพเพียงพอทั้งด้านปริมาณและความต่อเนื่องของน้ำตลอดปี ทำให้เทศบาลนครเชียงรายพร้อมสนับสนุนการวางระบบท่อส่งน้ำผ่านเขตเทศบาลเพื่อรองรับโครงการในระยะยาว

ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้านบาท

โครงการนี้ไม่ใช่การซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยกรอบวงเงินลงทุนกว่า 1,953.088 ล้านบาทที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
หัวใจของโครงการคือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ บริเวณฝายแม่ลาว ซึ่งจะติดตั้งระบบกรองและสูบจ่ายน้ำที่ทันสมัย โดยมีขีดความสามารถในการผลิตน้ำประปาสะอาดสูงสุดถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เทียบกับกำลังผลิตเดิมจากแม่น้ำกกที่ทำได้เพียง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นั่นคือการเพิ่มกำลังผลิตขึ้นเป็นสองเท่าเต็ม


การเดินระบบท่อเป็นอีกหนึ่งความท้าทายทางวิศวกรรมที่มีขนาดใหญ่โต ข้อมูลจากขอบเขตของงาน หรือ TOR ระบุว่าจะมีการวางท่อส่งน้ำแรงดันสูงระยะทาง 37 กิโลเมตร เพื่อลำเลียงน้ำดิบจากฝายแม่ลาว วางท่อจ่ายน้ำครอบคลุมพื้นที่รับบริการระยะทางมหาศาลถึง 167.40 กิโลเมตร และปรับปรุงท่อเดิมที่เสื่อมสภาพอีก 16.24 กิโลเมตร รวมโครงข่ายท่อทั้งหมดกว่า 220 กิโลเมตรที่จะถักทอเป็นเส้นเลือดน้ำสะอาดของเชียงราย


ครอบคลุมกว้างขวาง 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ เป็นประโยชน์แก่ชาวเชียงรายกว่า 80,000 ครัวเรือน

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมกว้างขวาง โครงข่ายประปาแม่น้ำลาวได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้น้ำสูงสุดถึง 80,000 ครัวเรือน ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 24 แห่ง ใน 4 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงชัย และอำเภอพาน
ในปัจจุบัน มี 11 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับน้ำประปาจากระบบนี้อยู่แล้ว ประกอบด้วย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลท่าสาย เทศบาลตำบลท่าสุด องค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก เทศบาลตำบลเวียงชัย เทศบาลตำบลสิริเวียงชัย และเทศบาลตำบลเวียงเหนือ
เมื่อโครงการขยายตัวเต็มรูปแบบ จะมีอีก 9 แห่งที่เข้ามาอยู่ในโครงข่าย ครอบคลุมเทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย ดอยฮาง แม่ยาว เมืองชุม ดงมะดะ แม่ลาว ป่าก่อดำ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวสลี และธารทอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพื้นที่ขยายเขตเพิ่มเติมนอกเหนือจาก TOR อีก 4 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่กรณ์ จอมหมอกแก้ว แม่ข้าวต้ม และป่าก่อดำ ที่แสดงความต้องการใช้น้ำเข้ามาแล้ว
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเพิ่มเติมว่า หากโครงการสำเร็จจะสามารถผลิตน้ำประปาได้มากถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมการให้บริการมากถึง 24 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 4 อำเภอ และสร้างความยั่งยืนให้กับชาวเชียงรายได้มากกว่า 20 ปี

เส้นทางสู่วันนี้ การหารือที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2568

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว แต่เป็นผลของกระบวนการหารือที่ยาวนานและรอบคอบ
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานด้านชลประทานและการประปา เพื่อวางแนวทางจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ ที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันว่าแม่น้ำลาวเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
จากนั้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ลงพื้นที่ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันการสนับสนุนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำกกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ความคืบหน้าและกรอบเวลา คาดแล้วเสร็จภายในปี 2570

ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดมีเป้าหมายเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปีเดียวกัน
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ โครงการลักษณะใกล้เคียงกันในภาคเหนืออย่างโครงการส่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา มักใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี แต่โครงการแม่น้ำลาวได้รับการผลักดันด้วยความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กดดันอยู่ทุกวัน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอชายแดนตอนเหนือของจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ก็ดำเนินโครงการคู่ขนาน ด้วยการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ในเขตอำเภอเชียงแสน วงเงิน 916.094 ล้านบาท โดยจะเปลี่ยนไปสูบน้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทน ซึ่งมีปริมาณน้ำมหาศาลพอที่จะเจือจางสารปนเปื้อนลงสู่ระดับที่ระบบกรองสามารถจัดการได้ โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 เช่นกัน

การทูตสิ่งแวดล้อม ไทยยกระดับปัญหาน้ำกกสู่เวทีระหว่างประเทศ

การสร้างระบบประปาใหม่ช่วยป้องกันในประเทศ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้องอาศัยการทูต รัฐบาลไทยได้ยกระดับปัญหานี้สู่การเจรจาระดับทวิภาคีกับเมียนมา โดยรองนายกรัฐมนตรีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะเจรจา พร้อมใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมของสถาบัน Stimson Center และรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษเป็นข้อมูลสนับสนุนบนโต๊ะเจรจา
ในมิติทหาร กองทัพภาคที่ 3 ยังได้ผลักดันวาระอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายเมียนมาตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
ในระดับพหุภาคี ประเทศไทยยังทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission ซึ่งได้ยืนยันผลการปนเปื้อนสารหนูในฝั่งลาวด้วยเช่นกัน ช่วยสร้างฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในระดับภูมิภาคที่จะเพิ่มน้ำหนักในการเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลแหล่งน้ำข้ามชาติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทเรียนจากที่อื่นในโลก เชียงรายไม่ใช่เมืองแรกที่เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ

การเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบเพราะปัญหาสารพิษไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก เมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เคยเผชิญกับวิกฤตตะกั่วปนเปื้อนในน้ำประปาจนต้องรื้อระบบทั้งหมดและใช้เงินลงทุนมหาศาล ในเอเชีย เมืองหลายแห่งในอินเดียและบังกลาเทศก็เผชิญกับสารหนูในน้ำบาดาลจนต้องพัฒนาระบบกรองและเปลี่ยนแหล่งน้ำ สิ่งที่แตกต่างกันในกรณีเชียงรายคือมลพิษมาจากนอกพรมแดน ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนกว่าและต้องผสานทั้งวิศวกรรมและการทูตไปพร้อมกัน


จากวิกฤตน้ำกก สู่ความมั่นคงทางน้ำแห่งอนาคต

โครงการแม่น้ำลาวที่กำลังเดินหน้าอยู่นี้คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมที่สุดต่อวิกฤตน้ำปนเปื้อนที่เขย่าความเชื่อมั่นของชาวเชียงรายมาตลอดหลายปี ด้วยกำลังผลิต 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โครงข่ายท่อกว่า 220 กิโลเมตร และการครอบคลุม 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ นี่คือการลงทุนเพื่ออีก 20 ปีข้างหน้าของคนเชียงราย
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 ชาวเชียงรายจะได้น้ำสะอาดที่ผลิตจากแหล่งน้ำที่อยู่ภายในอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อีกฝั่งชายแดนที่ควบคุมไม่ได้ และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชียงรายจะไม่ใช่แค่จังหวัดที่รับมือกับวิกฤต แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการจัดการความมั่นคงทางน้ำในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนกลายเป็นภัยคุกคามของศตวรรษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผลการศึกษาการสะสมสารหนูในประชากรริมแม่น้ำกก เผยแพร่เดือนกุมภาพันธ์ 2569
  • Stimson Center รายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉาน เมียนมา ปี 2568
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย ข้อมูลขอบเขตโครงการ TOR โครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบประปา ฝายแม่ลาว วงเงิน 1,953.088 ล้านบาท
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ข้อมูลคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ปี 2568
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ชุมชนริมน้ำกก จังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านและผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2568-2569
  • กองทัพภาคที่ 3 บันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 จังหวัดเชียงใหม่ กรกฎาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

รองผู้ว่าฯ เชียงรายคุมเข้มปมสารหนูปนเปื้อน 4 ลุ่มน้ำ ย้ำยังกินเนื้อปลาได้แต่ให้เลี่ยงเครื่องในและสัตว์หน้าดิน

Summary
  • เชียงรายเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกก รวก สาย และโขง หลังพบตะกอนดินปากแม่น้ำรวกพุ่งสูง 296 มก./กก.

  • ย้ำเนื้อปลายังปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่แนะนำให้เลี่ยงบริโภคเครื่องในปลา กุ้ง และหอย

  • พบพื้นที่เกษตรเสี่ยงสารหนูเกินมาตรฐาน 18 จุด โดยเฉพาะใน 3 ตำบลริมน้ำกก (ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว)

  • เปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ปลากินได้” และ “พืชกินได้” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความเสี่ยงรายพื้นที่

  • สว. จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาจริงจัง ขณะที่จังหวัดเตรียมแผนจัดการลุ่มน้ำโขงเหนือระยะยาวปี 2570

รองผู้ว่าฯ เชียงรายประชุมเข้ม ติดตามสารหนูปนเปื้อนลุ่มน้ำ 4 สาย ย้ำยังกินปลาได้ แต่เลี่ยงเครื่องในปลา

เชียงราย,18 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของจังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝุ่นควันหรือไฟป่าบนดอย แต่เริ่มไหลลงมาตามลำน้ำและเข้าใกล้วงจรอาหารของผู้คนมากขึ้น การประชุมที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายน จึงมีความหมายมากกว่าการรับทราบผลตรวจทางวิชาการ เพราะมันคือจุดที่ข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมต้องแปลออกมาเป็นคำแนะนำที่ประชาชนใช้ตัดสินใจในชีวิตประจำวันได้จริง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ เป็นประธานการประชุมหารือผลการตรวจวัดสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง โดยมีหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลายสถาบันเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

แกนหลักของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่ “ตะกอนดิน” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นแหล่งสะสมสารปนเปื้อนสำคัญ เพราะสามารถดูดซับโลหะหนักและสารเคมีต่าง ๆ ไว้ได้ เมื่อสภาพน้ำเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นกระแสน้ำแรง น้ำหลาก หรือการรบกวนหน้าดิน สารเหล่านี้ก็อาจฟุ้งกระจายกลับเข้าสู่ระบบนิเวศและเชื่อมต่อไปสู่พืช สัตว์น้ำ และห่วงโซ่อาหารของคนในพื้นที่ได้อีกทอดหนึ่ง ความสำคัญของประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคแล็บเพียงอย่างเดียว แต่กระทบถึงคำถามพื้นฐานว่า ประชาชนยังใช้น้ำ ยังจับปลา และยังทำกินในพื้นที่ลุ่มน้ำเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

ตัวเลข 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้การประชุมครั้งนี้ตึงกว่าครั้งก่อน

จุดที่ทำให้บรรยากาศการประชุมตึงขึ้นอย่างชัดเจน คือข้อมูลที่ว่าผลตรวจของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 พบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวก อำเภอเชียงแสน สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงหลายเท่าตัว ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานคุณภาพตะกอนดินครั้งที่ 10 ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุว่าจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำในแม่น้ำโขงที่เชียงแสนมีค่าสารหนู 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และจุดอื่นในแม่น้ำโขงก็ยังเกินระดับอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความสูงของค่าที่ตรวจพบ แต่อยู่ที่ความหมายของมาตรฐานตะกอนดินเอง ตามเอกสารของกรมควบคุมมลพิษ ระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรงเริ่มตั้งแต่ 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมขึ้นไป เมื่อค่าในบางจุดขยับไปถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่จะสื่อสารแบบปลอบใจประชาชนโดยไม่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้อีกแล้ว

ในที่ประชุมมีการอธิบายผลกระทบเชิงระบบนิเวศค่อนข้างชัด โดยผู้เข้าร่วมประชุมบางส่วนประเมินว่า ความเสี่ยงต่อสัตว์หน้าดินอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 68 โดยเฉพาะกลุ่มหอยซึ่งเปลี่ยนรูปสารหนูได้ยากกว่า ส่วนปลามีโอกาสตายเฉียบพลันเพียงร้อยละ 15 แต่ได้รับผลกระทบด้านการแพร่พันธุ์มากกว่า โดยมีการประเมินว่าลูกปลาอาจมีโอกาสรอดลดลงร้อยละ 65 และอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตได้มากถึงร้อยละ 50 หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือไม่มีมาตรการป้องกันระยะยาวที่จริงจังพอ

รัฐเลือกใช้คำว่าเฝ้าระวัง ไม่ใช้คำว่าปิดพื้นที่

จุดที่น่าสนใจมากของการประชุมครั้งนี้ คือแม้ผลตรวจบางจุดจะรุนแรงจนสร้างความกังวลสูง แต่ที่ประชุมยังไม่เลือกใช้มาตรการปิดพื้นที่หรือประกาศงดบริโภคปลาในทันที กลับใช้แนวทาง “เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น” แทน เพราะเหตุผลสำคัญคือผลตรวจโลหะหนักในสัตว์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และสารหนูในตะกอนดินซึมผ่านผิวหนังได้ต่ำมาก ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่การกินเข้าไป ไม่ใช่การสัมผัสตะกอนโดยตรงในระดับทั่วไป

นี่ทำให้คำแนะนำหลักที่ออกจากวงประชุมในครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากกว่าคำสั่งกว้าง ๆ กล่าวคือ ประชาชนยังสามารถบริโภคเนื้อปลาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลา ซึ่งเป็นส่วนที่มีแนวโน้มสะสมโลหะหนักมากกว่า นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงสัตว์หน้าดิน เช่น กุ้งและหอย ไม่ควรรับประทานสัตว์น้ำชนิดเดิมซ้ำทุกวัน และควรปรุงสุกทุกครั้งเพื่อลดความกังวลใจด้านความปลอดภัยอาหาร แนวทางนี้สอดคล้องกับคำชี้แจงของอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่า หน่วยงานรัฐกำลังสื่อสารข้อมูลตามข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความระมัดระวังทางสุขภาพกับการไม่สร้างความปั่นป่วนต่อวิถีชีวิตเกินความจำเป็น

เมื่อปลายังไม่แดงทั้งระบบ คำถามจึงย้ายไปอยู่ที่ดินและตะกอน

แม้ปลาจะยังไม่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอันตรายต่อผู้บริโภค แต่พื้นที่เสี่ยงทางเกษตรกลับเริ่มชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในที่ประชุม กรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จำนวน 18 จุด โดยมี 11 จุดเป็นพื้นที่น้ำท่วมถึงตามลำน้ำกกใน 3 ตำบลหลักของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมพู ดอยฮาง และแม่ยาว ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วงหารือไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องปลา แต่ลามต่อไปถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน พืชผัก และความปลอดภัยของภาคเกษตรในพื้นที่น้ำท่วมถึงด้วย

แนวทางที่ถูกเสนอในที่ประชุมจึงเริ่มมีลักษณะเป็นการจัดการเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกชนิดของสารหนูว่าเป็นอินทรีย์หรืออนินทรีย์เพื่อวางแผนรับมือที่แม่นยำ การปรับปรุงคุณภาพดิน การส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก หรือแม้แต่การพิจารณาปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่หากจำเป็น สิ่งนี้สะท้อนว่าเชียงรายกำลังพยายามเลี่ยงการใช้มาตรการตัดขาดแบบกว้าง ๆ แต่หันไปหาวิธีจำแนกความเสี่ยงรายพื้นที่ให้ชัดขึ้น เพื่อให้การตอบสนองไม่ทำร้ายเศรษฐกิจฐานรากมากเกินไปโดยไม่จำเป็น

เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวช่วย เมื่อความเสี่ยงซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ความรู้สึกตัดสิน

อีกด้านหนึ่งของการประชุมที่น่าสนใจมาก คือการนำเสนอเครื่องมืออย่างแอปพลิเคชัน “พืชกินได้” ซึ่งมีการอ้างว่าสามารถทำนายความสัมพันธ์ของโลหะหนักในดินและน้ำสู่พืชได้แม่นยำถึงร้อยละ 95 ขณะเดียวกัน แอป “ปลากินได้” ที่เริ่มใช้งานแล้ว ยังไม่พบปลาที่ปนเปื้อนเกินมาตรฐานในระดับสีแดง แต่พบพื้นที่เฝ้าระวังสีเหลืองบริเวณบ้านท่าตอน และมีแผนขยายฐานข้อมูลไปยังเชียงแสนและจุดเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมในระยะต่อไป

สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ หน่วยงานในพื้นที่เริ่มยอมรับแล้วว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนไม่อาจบริหารด้วยความรู้สึกหรือคำบอกเล่าปากต่อปากเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป การมีเครื่องมือดิจิทัลช่วยตัดสินใจจึงไม่ใช่ของแถมทางเทคนิค แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสื่อสารความเสี่ยงในระดับชุมชน หากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลจำแนกพื้นที่และชนิดของอาหารที่ควรระวังได้ละเอียดขึ้น การตัดสินใจของครัวเรือนก็จะมีฐานข้อมูลมากกว่าความกลัวหรือข่าวลือเพียงอย่างเดียว

เสียงของภาครัฐกับเสียงของการเมือง เริ่มห่างกันในจังหวะอันตราย

แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าการสื่อสารในเวลานี้ต้องยึดตามผลตรวจและหลีกเลี่ยงการตื่นตระหนกเกินจำเป็น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงจากภาคการเมืองเริ่มกดดันมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยเกินไป และเตรียมใช้เวทีสภาติดตามเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าชาวบ้านกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากน้ำ สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรอย่างจริงจัง

น้ำหนักของเสียงวิจารณ์นี้อยู่ตรงที่ มันสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสองแนวทางการสื่อสาร แนวทางแรกคือรัฐที่พยายามสื่อสารแบบระวังไม่ให้มาตรการหรือคำเตือนเกินข้อเท็จจริงจนกระทบวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกแนวทางหนึ่งคือฝ่ายที่เห็นว่าหากไม่พูดให้หนักพอ สังคมจะประเมินอันตรายต่ำเกินจริงและปล่อยให้ความเสี่ยงเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีแรงกดดันเชิงนโยบายเพียงพอ ความต่างของสองจังหวะนี้ทำให้เชียงรายกำลังอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการป้องกันความตื่นตระหนกกับการไม่ทำให้ปัญหาดูเล็กเกินจริง

หน่วยงานส่วนกลางเริ่มเชื่อมเรื่องน้ำ ตะกอน และความมั่นคงระยะยาวเข้าด้วยกัน

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงรายยังมีการประชุมคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นาย นรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ เป็นประธาน เพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำประจำปี 2570 และผลักดันโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างในอำเภอแม่สรวย ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่า จังหวัดไม่ได้มองปัญหาสารปนเปื้อนเป็นเรื่องแยกขาดจากการบริหารจัดการน้ำอีกแล้ว แต่เริ่มวางเรื่องคุณภาพน้ำ ปริมาณตะกอนดิน และความมั่นคงทางน้ำไว้ในสมการเดียวกันมากขึ้น

การเชื่อมเรื่องเหล่านี้เข้าด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าปัญหาตะกอนดินและสารหนูยังดำรงอยู่ในลำน้ำหลักของเชียงราย การวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวย่อมต้องคิดทั้งมิติแหล่งน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตร คุณภาพน้ำ และผลกระทบต่อชุมชนริมลุ่มน้ำไปพร้อมกัน การประชุมลุ่มน้ำโขงเหนือในวันเดียวกับการถกเรื่องสารปนเปื้อน จึงเหมือนกำลังบอกว่าเชียงรายเริ่มมองปัญหานี้เป็น “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องจุดใดจุดหนึ่งของแม่น้ำเท่านั้น

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ในวันนี้ คือยังใช้ชีวิตได้ แต่ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเคยชิน

เมื่อรวบทุกชั้นของข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาพรวมของสถานการณ์ในวันที่ 18 เมษายน 2569 จึงออกมาชัดในสามประเด็น ประเด็นแรก ผลตรวจตะกอนดินในบางจุด โดยเฉพาะแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำรวก มีค่าสารหนูสูงในระดับน่ากังวลจริง ประเด็นที่สอง ผลตรวจสัตว์น้ำยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศห้ามบริโภคเนื้อปลาในภาพรวม แต่เครื่องในปลา กุ้ง หอย และสัตว์หน้าดินยังเป็นจุดที่ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ประเด็นที่สาม พื้นที่เกษตรในบางตำบลของอำเภอเมืองเชียงรายเริ่มมีข้อมูลความเสี่ยงชัดขึ้น และจำเป็นต้องวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดินด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าเดิม

ในทางปฏิบัติ นี่แปลว่าประชาชนยังไม่จำเป็นต้องหยุดชีวิตหรือหยุดกินปลาทั้งหมดในทันที แต่ก็ไม่ควรใช้ชีวิตตามความเคยชินโดยไม่ติดตามข้อมูลอีกต่อไป เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ “ไม่มีความเสี่ยง” อีกแล้ว หากอยู่ในพื้นที่ที่ “มีความเสี่ยงและต้องบริหารมันด้วยข้อมูล” การที่รัฐเลือกใช้คำว่าหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา จึงอาจฟังดูเป็นมาตรการเฉพาะจุด แต่ในความเป็นจริงมันคือสัญญาณเตือนสำคัญว่า ห่วงโซ่อาหารของลุ่มน้ำเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกคำแนะนำด้านการบริโภคต้องอิงวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุปของเชียงรายในจังหวะนี้ คือระวังให้พอ และสื่อสารให้ตรง

สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ปัญหาสารหนูในแม่น้ำ แต่เป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะสื่อสารความเสี่ยงอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจพอดี ไม่ตื่นตระหนกเกินไป และไม่ประมาทเกินจริง หากพูดเบาไป ประชาชนอาจเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากพูดแรงไปโดยยังไม่มีข้อมูลครบ ก็อาจกระทบวิถีชีวิตประมง พื้นที่เกษตร และความเชื่อมั่นของชุมชนโดยไม่จำเป็น

การประชุมของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 17 เมษายนจึงเป็นจุดสำคัญ เพราะอย่างน้อยมันทำให้ข้อสรุปเบื้องต้นของรัฐออกมาชัดขึ้นว่า วันนี้ยังบริโภคเนื้อปลาได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในปลา ต้องเร่งเก็บข้อมูลปลาย้ำซ้ำในฤดูฝนและฤดูแล้ง ต้องจำแนกพื้นที่เกษตรเสี่ยงให้ชัด และต้องสื่อสารประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เสียงวิจารณ์จากภาคการเมืองก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งให้รัฐอย่าปล่อยให้การเฝ้าระวังกลายเป็นข้ออ้างของความล่าช้า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดไม่ใช่คำยืนยันสั้น ๆ ว่าปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัย หากคือข้อมูลที่ชัดพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องชีวิตประจำวันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

“สารพิษแม่น้ำกก ไทย-เมียนมาผนึกกำลัง รัฐบาลย้ำความปลอดภัยประชาชน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีสั่งเร่งแก้ปัญหาน้ำกกปนเปื้อนสารพิษ เตรียมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมถกเมียนมา-จีนและหน่วยงานระหว่างประเทศ ดันแนวทางจัดการต้นเหตุเหมืองทองฝั่งเมียนมา ยกระดับความร่วมมือข้ามพรมแดนสู่ความยั่งยืน

การขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วนจากรัฐบาลกลาง


เชียงราย, 29 มิถุนายน 2568 – นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า พล.อ.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายด้วยตนเองและติดตามปัญหาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำกกอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานการปนเปื้อนสารพิษจากกิจกรรมเหมืองในประเทศเมียนมา โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

“นายกรัฐมนตรีได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง รวมถึงประสานขอความร่วมมือจากจีนและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำอย่างเร่งด่วนและยั่งยืน” นายมาริษกล่าว

เร่งเดินหน้าเจรจาเชิงเทคนิคกับเมียนมา-จีน

ในสัปดาห์หน้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะผู้เชี่ยวชาญไทยเข้าหารือกับผู้เชี่ยวชาญเมียนมาที่กรุงเนปิดอว์ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบแนวทางแก้ไขเชิงระบบ ตั้งแต่การป้องกันต้นทาง การพัฒนาเครื่องมือเฝ้าระวัง การควบคุมไม่ให้สารพิษไหลลงสู่แม่น้ำกก โดยมีเป้าหมายในการยุติผลกระทบระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดทางขอรับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNEP, UNDP และ GEF

ศูนย์อำนวยการคุณภาพน้ำส่วนหน้า สื่อสารใกล้ชิดประชาชน

น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ (ส่วนหน้า) เปิดเผยถึงการเร่งขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จริง โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำทุกมิติทั้งประปา สัตว์น้ำ พืชผล เกษตรกรรม ตลอดจนสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ พร้อมจัดเวทีสาธารณะรับฟังข้อเสนอแนะ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมกำหนดแนวทางแก้ไข และสื่อสารความคืบหน้าผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เพจ “ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงราย (AIM)”, วิทยุชุมชน, เสียงตามสาย และหอกระจายข่าว

ความร่วมมือข้ามพรมแดน สู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เนื่องจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นทรัพยากรร่วมระหว่างไทย-เมียนมา การแก้ไขจึงต้องเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ล่าสุดกรมกิจการชายแดนทหารได้หารือกับกองทัพเมียนมาเกี่ยวกับปัญหาสารหนู โดยเมียนมามอบหมายให้กรมทรัพยากรสิ่งแวดล้อมส่งทีมลงพื้นที่สำรวจเพื่อเตรียมพร้อมร่วมประชุม Regional Border Committee (RBC) 2–3 กรกฎาคมนี้ ซึ่งฝ่ายไทยจะเสนอแนวทางความร่วมมืออย่างยั่งยืน และเตรียมการเจรจาระดับรัฐบาลในอนาคต

วิเคราะห์และแนวโน้มผลลัพธ์

การเดินหน้าเชิงรุกของรัฐบาล ทั้งในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมของประชาชน การตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการขอความร่วมมือจากนานาชาติ สะท้อนความตั้งใจที่จะปกป้องสุขภาพประชาชนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำกกอย่างยั่งยืน หากสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมจากทุกฝ่าย จะช่วยสร้างความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาและสร้างแบบอย่างความร่วมมือชายแดนเพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำของภูมิภาค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการต่างประเทศ
  • กระทรวงมหาดไทย
  • ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงราย (AIM)
  • กรมกิจการชายแดนทหาร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
TOP STORIES

เปิดแผน 5 ข้อรัฐบาลไทย เร่งแก้ฝุ่น PM2.5 ปี 2568

รัฐบาลเร่งจัดการมลพิษทางอากาศ เปิดแผน 5 ข้อ รับมือฝุ่น PM2.5 ปี 2568

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารัฐบาลไทยได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 การประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศครั้งที่ 1/2567 ได้มีมติ 5 ข้อ เพื่อให้ทุกหน่วยงานดำเนินการอย่างเข้มงวดในการรับมือสถานการณ์มลพิษอากาศ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม

5 มติสำคัญในการรับมือฝุ่น PM2.5 ปี 2568

  1. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุม
    รัฐบาลมีมติให้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง เพื่อเฝ้าระวัง คาดการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์นี้จะทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศในการป้องกันและรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง

  2. เน้นลดจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและป่า
    รัฐบาลกำหนดเป้าหมายในการลดจุดความร้อนในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า และพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะพืชสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และอ้อย พร้อมทั้งมีมาตรการไม่รับซื้อผลผลิตที่ใช้การเผาเพื่อป้องกันการเกิดหมอกควันข้ามแดน

  3. ควบคุมยานพาหนะและโรงงานอย่างเข้มงวด
    ให้ความสำคัญกับการตรวจจับยานพาหนะที่ปล่อยควันดำเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มงวด เพื่อลดการปล่อยฝุ่นละอองในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร

  4. เพิ่มการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้
    จัดตั้ง ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและสื่อมวลชน ทั้งในช่วงภาวะปกติและในช่วงวิกฤต

  5. เร่งพัฒนาเทคโนโลยีและการบูรณาการ
    ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการคาดการณ์และแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดศูนย์สื่อสารการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมเปิด ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเฝ้าระวัง คาดการณ์ และส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเพื่อลดความตื่นตระหนก

มาตรการด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อดูแลกลุ่มเสี่ยง

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียม 4 มาตรการรับมือสถานการณ์ฝุ่นละออง โดยเน้นการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุก ได้แก่

  1. สร้างความรู้และส่งเสริมองค์กรลดมลพิษ
  2. ป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ
  3. จัดบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข
  4. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

มาตรการเหล่านี้จะถูกยกระดับตามระดับความรุนแรงของฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ระดับปกติจนถึงระดับวิกฤต เช่น การประกาศ Work from Home และการใช้กฎหมายควบคุมพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน

ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ การเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. รัฐบาลมีมาตรการอย่างไรในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5?
    รัฐบาลได้ตั้งศูนย์เฝ้าระวังและควบคุม พร้อมเพิ่มการตรวจจับยานพาหนะและโรงงานที่ปล่อยฝุ่นละออง

  2. ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศทำหน้าที่อะไร?
    ทำหน้าที่เฝ้าระวัง คาดการณ์ และแจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5

  3. กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 คือกลุ่มใด?
    เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

  4. มาตรการลดจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรคืออะไร?
    รัฐบาลเน้นลดจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและป่า และห้ามรับซื้อผลผลิตที่ใช้การเผาเพื่อป้องกันหมอกควัน

  5. กระทรวงสาธารณสุขมีมาตรการอย่างไรในการดูแลสุขภาพประชาชน?
    เตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยใช้เทคโนโลยีแจ้งเตือนและให้บริการทางการแพทย์อย่างเข้มงวด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
ENVIRONMENT

‘ซานตาครูซ’ แบนบุหรี่ไส้กรอง หวังลดมลพิษสิ่งแวดล้อม

‘ซานตาครูซ’ ประกาศห้ามขายบุหรี่แบบมีไส้กรองครั้งแรกในสหรัฐฯ มุ่งลดมลพิษเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567 มีรายงานจาก Environment+Energy Leader ว่าซานตาครูซ (Santa Cruz County) ในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศแบนการขายบุหรี่ที่มีไส้กรอง โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในสหรัฐฯ เพื่อลดมลพิษที่เกิดจากบุหรี่ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน การแบนนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับดูแลของเทศมณฑลซานตาครูซ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2567 ทำให้เทศมณฑลซานตาครูซกลายเป็นเขตอำนาจศาลแรกในประเทศที่ใช้กฎหมายห้ามนี้อย่างเป็นทางการ

การเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

การแบนบุหรี่แบบมีไส้กรองที่ซานตาครูซ เมืองในแคลิฟอร์เนีย รัฐในประเทศสหรัฐฯ
นี้มุ่งหวังที่จะลดมลพิษทางทะเลและขยะสาธารณะที่เกิดจากก้นบุหรี่ ซึ่งส่วนประกอบของไส้กรองบุหรี่นั้นมักประกอบด้วยไมโครพลาสติกที่มีสารเคมีอันตราย ก้นบุหรี่ถือเป็นขยะที่พบบ่อยที่สุดบนชายหาดและในทางน้ำทั่วโลก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหามลพิษมากมาย

ข้อมูลจากองค์กร Ocean Conservancy เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 โครงการ International Coastal Cleanup สามารถเก็บก้นบุหรี่ได้มากถึง 63 ล้านชิ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียเพียงแห่งเดียวพบว่ามีก้นบุหรี่ที่เก็บได้ถึง 8.5 ล้านชิ้น กลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่น Save Our Shores ยังได้เก็บข้อมูลที่น่ากังวลโดยพบว่ามีก้นบุหรี่กว่า 400,000 ชิ้นที่ถูกเก็บขึ้นมาจากชายหาดและพื้นที่สาธารณะในซานตาครูซภายในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้สื่อถึงความมุ่งมั่นของเทศมณฑลในการปกป้องสิ่งแวดล้อมทางทะเลและลดมลพิษในระดับท้องถิ่นอย่างจริงจัง

การทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค

การดำเนินการห้ามขายบุหรี่ที่มีไส้กรองในซานตาครูซนี้ได้ใช้วิธีการร่วมมือ โดยกำหนดให้เมืองที่อยู่ในเขตเทศมณฑลซานตาครูซอย่างน้อย 2 ใน 4 เมืองต้องดำเนินกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน เพื่อให้เกิดการสนับสนุนอย่างเข้มแข็งและบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การใช้แนวทางนี้ยังช่วยให้เกิดความสอดคล้องกับนโยบายระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายมีความครอบคลุมและเพิ่มประสิทธิภาพในการลดมลพิษจากบุหรี่อย่างแท้จริง

นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการปกป้องสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นทั่วสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่นในรัฐฟลอริดาซึ่งได้ออกกฎหมายในปี พ.ศ. 2565 อนุญาตให้แต่ละเมืองบังคับใช้การห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่ชายหาดและสวนสาธารณะ ซึ่งผลักดันให้มณฑลและเทศบาลมากกว่า 50 แห่งนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหามลพิษในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

กฎหมายซานตาครูซต้นแบบการลดมลพิษเพื่อสิ่งแวดล้อม

การแบนบุหรี่แบบมีไส้กรองในเทศมณฑลซานตาครูซมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นต้นแบบสำหรับการออกนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากบุหรี่ที่แหล่งกำเนิด ขณะที่ยังคงให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน กฎหมายนี้ชี้ให้เห็นถึงการจัดการมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน

ด้วยแนวทางและการดำเนินการเชิงบวกนี้ การห้ามขายบุหรี่แบบมีไส้กรองของซานตาครูซอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายพื้นที่ในสหรัฐฯ หันมาใช้มาตรการที่คล้ายคลึงกันเพื่อส่งเสริมสุขภาพและปกป้องสิ่งแวดล้อม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : environment energy leader

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE