

เชียงรายยกระดับมาตรการสู้ไฟป่าสู่ขั้นสูงสุด เน้นการปิดป่าและควบคุมหมู่บ้านเป้าหมาย
ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายพุ่งระดับสีแดง (121.2-188.7 ไมโครกรัม) มีผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง
GISTDA เผยไทยจุดความร้อนสูงสุดในอาเซียน 5,384 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
สั่งจัดชุดลาดตระเวนคัดกรองบุคคลเข้าออกป่า พร้อมบังคับใช้ พรบ.อุทยานฯ อย่างเคร่งครัด
มาตรการเชียงรายล้อตามเชียงใหม่ที่สั่งตัดสิทธิ์เกษตรกรเผาป่า ย้ำต้องทำจริงเพื่อลดวิกฤตอากาศ
เชียงราย,16 เมษายน 2569 – ในวันที่เสียงดนตรีและสายน้ำของสงกรานต์ยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของเมืองเหนือ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายกลับกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่ไม่มีเวลาสำหรับความผ่อนคลาย เพราะสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ถาโถมต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักให้จังหวัดต้องตัดสินใจเร็วและแรงขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จังหวัดเชียงราย ปี 2568-2569 ครั้งที่ 7/2569 โดยมีหน่วยงานด้านป่าไม้ อุทยาน ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อประเมินสถานการณ์และทบทวนมาตรการรับมือในระดับที่เข้มข้นกว่าเดิม
สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่คำว่า “ยกระดับ” เพราะจังหวัดไม่ได้มองว่าปัญหาฝุ่นเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังมองเป็นปัญหาการจัดการพื้นที่ การควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า ในที่ประชุม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายได้สรุปสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อนสะสมซึ่งยังเกิดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งให้หน่วยงานหลัก ทั้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย และฝ่ายปกครอง ยกระดับความเข้มข้นในการทำงาน โดยหยิบเรื่องการปิดป่าในพื้นที่เสี่ยงและการควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมายที่มีสถิติการเกิดไฟป่าสูงขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้มีจุดคัดกรองและชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม
ค่าฝุ่นสีแดงทั้งเมือง แม่สาย และเชียงของ ทำให้วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว
เหตุผลที่จังหวัดต้องขยับสู่มาตรการขั้นสูงสุด เห็นได้ชัดจากข้อมูลคุณภาพอากาศในวันเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อ 16 เมษายน เวลา 07.00 น. ว่า พื้นที่รับผิดชอบเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยสถานีในจังหวัดเชียงรายทั้ง 3 จุดสำคัญอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ทั้งหมด ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 166.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมาก
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าค่าที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เพราะมันแปลว่าทุกช่วงเวลาที่ประชาชนออกจากบ้าน เด็กต้องไปวิ่งเล่น ผู้สูงอายุต้องเดินทางไปพบแพทย์ หรือแรงงานต้องทำงานกลางแจ้ง พวกเขากำลังอยู่ในสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงจริง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จึงแนะนำให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง จำเป็นต้องออกนอกอาคารควรใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง ส่วนกลุ่มเสี่ยงควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษอากาศและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เมื่อค่าฝุ่นไปไกลถึงระดับนี้ การเผาป่าจึงไม่ใช่แค่ความผิดในพื้นที่ป่า แต่เป็นการส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้คำว่า “ปิดป่า” กับ “คุมหมู่บ้านเสี่ยง” กลายเป็นภาษาทางนโยบายที่ถูกพูดถึงจริงในระดับจังหวัด
ไทยขึ้นอันดับหนึ่งอาเซียนด้านจุดความร้อน กดดันเชียงรายให้ต้องตอบเร็วกว่าเดิม
แรงกดดันต่อเชียงรายในวันนั้นไม่ได้มาจากพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมาจากภาพรวมทั้งประเทศและภูมิภาค GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า จุดความร้อนของไทยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 พุ่งขึ้นเป็น 5,384 จุด สูงสุดในอาเซียน แซงลาวที่ 4,208 จุด และเมียนมาที่ 3,317 จุด โดยในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 3,218 จุด และป่าสงวนแห่งชาติ 1,386 จุด ขณะที่พื้นที่เกษตรมี 299 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ 286 จุด และเขต ส.ป.ก. 183 จุด
ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การเผาเล็ก ๆ กระจัดกระจายในชุมชน แต่แกนหลักยังอยู่ในผืนป่าขนาดใหญ่ และเมื่อประเทศไทยทั้งประเทศขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของภูมิภาค จังหวัดที่อยู่แนวหน้าของภาคเหนืออย่างเชียงรายย่อมหลีกเลี่ยงแรงกดดันไม่ได้ ภาพที่ผู้ใช้แนบยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงมากในวันเดียวกัน โดยขึ้นอยู่ลำดับต้นของประเทศจากข้อมูลที่แนบมา ซึ่งสอดคล้องกับค่าตรวจวัดทางการในพื้นที่ที่อยู่ระดับสีแดงทั้ง 3 สถานีสำคัญ ข้อมูลสองชุดนี้ประกบกันพอดีจนชี้ว่า ปัญหาฝุ่นของเชียงรายในวันนั้นไม่ใช่การรับผลจากลมพัดผ่านอย่างเดียว แต่มีน้ำหนักจากสถานการณ์ไฟในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคร่วมกันอย่างชัดเจน
ปิดป่าอย่างเดียวอาจไม่พอ จังหวัดจึงเริ่มพูดถึงการคัดกรองคนในหมู่บ้านเป้าหมาย
หนึ่งในสาระที่น่าจับตามองที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการขยับจากแนวคิด “ปิดพื้นที่ป่า” ไปสู่การพิจารณา “ควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านกลุ่มเป้าหมาย” ด้วย เพราะจังหวัดมองว่าการแก้ไฟป่าในช่วงวิกฤตคงทำได้ยาก ยังปล่อยให้มีการเคลื่อนตัวของคนเข้าออกพื้นที่เสี่ยงโดยปราศจากการติดตาม ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่า ที่ประชุมหารือเรื่องจุดคัดกรองและชุดลาดตระเวน เพื่อเฝ้าระวังหมู่บ้านที่มีสถิติการเกิดไฟป่าสูง พร้อมเน้นการสื่อสารเชิงรุกกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ในป่า และบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยย้ำข้อบังคับและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เพื่อป้องปรามการกระทำผิดตั้งแต่ต้นทาง
มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังมองไฟป่าในฐานะ “ปัญหาพื้นที่” มากกว่าปัญหาทางเทคนิคอย่างเดียว เพราะเมื่อไฟเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมบ่อยครั้ง การดับไฟอย่างเดียวอาจไม่ทันกับจังหวะการเกิดเหตุใหม่ การต้องรู้ว่าใครเข้าออกหมู่บ้านเสี่ยง ใครมีเหตุจำเป็นต้องเข้าป่า และใครมีพฤติกรรมที่ควรติดตาม จึงกลายเป็นเงื่อนไขของการจัดการเชิงรุกที่เข้มขึ้น นี่เป็นก้าวที่สำคัญมากในเชิงการบริหาร เพราะหมายความว่ารัฐเริ่มมองว่าการป้องกันไฟป่าต้องใช้ทั้งข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลชุมชน และกลไกฝ่ายปกครองในระดับหมู่บ้านควบคู่กัน ไม่เช่นนั้นทุกปีจะยังคงวนกลับมาที่การไล่ดับไฟในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ โดยไม่มีวันตัดวงจรได้จริง
เชียงใหม่ออกมาตรการเข้มตัดสิทธิ์เกษตรกร ยิ่งทำให้เชียงรายต้องตัดสินใจเร็วขึ้น
ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงใหม่ก็ขยับมาตรการแรงขึ้นเช่นกัน โดยออกประกาศห้ามเผาเด็ดขาดในพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตป่า ตั้งแต่ 16 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 ตรวจพบการเผา หรือปล่อยให้เกิดไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่เกษตร จะถูกรวบรวมรายชื่อส่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐเป็นเวลา 2 ปี พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ของเชียงใหม่ยังรายงานว่า เช้าวันเดียวกันพบจุดความร้อน 244 จุด สูงสุดที่อำเภอพร้าวและเชียงดาว และผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับทุกหน่วยให้ลาดตระเวนเข้ม พบผู้ฝ่าฝืนเข้าป่าในช่วงปิดพื้นที่ให้จับกุมทันทีโดยไม่มีการตักเตือน
การที่เชียงใหม่ขยับไปถึงขั้นตัดสิทธิ์โครงการรัฐ ทำให้การประชุมของเชียงรายในวันเดียวกันมีความหมายมากขึ้น เพราะมันสะท้อนแนวโน้มร่วมของจังหวัดภาคเหนือว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่นได้เลยจุดของการขอความร่วมมือเชิงนุ่มนวลไปแล้ว จังหวัดต่าง ๆ กำลังหันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมาย ทางปกครอง และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจผสมกันมากขึ้น เพื่อทำให้ต้นทุนของการเผาสูงพอที่จะป้องปรามได้จริง สำหรับเชียงราย การหารือเรื่องปิดป่า คุมหมู่บ้านเป้าหมาย และจัดจุดคัดกรอง จึงไม่ใช่เรื่องโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่เริ่มมองว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาฤดูกาล เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้มาตรการเชิงรุกและเชิงลงโทษมากขึ้นกว่าที่เคย
การบังคับใช้กฎหมายต้องเดินคู่กับความเข้าใจพื้นที่ ไม่เช่นนั้นความเข้มจะหยุดอยู่แค่บนกระดาษ
อย่างไรก็ตาม ความเข้มของมาตรการไม่อาจสำเร็จได้ด้วยคำสั่งเพียงอย่างเดียว จุดที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นในที่ประชุมคือการประชาสัมพันธ์เชิงรุก และการสร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะพื้นที่เสี่ยงไฟป่าหลายแห่งของเชียงรายเกี่ยวพันกับวิถีเกษตร วิถีหาของป่า การเลี้ยงสัตว์ และการใช้ภูมิประเทศร่วมกันระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า รัฐสื่อสารแต่เรื่องโทษอย่างเดียวโดยไม่สื่อสารเหตุผล ผลกระทบต่อสุขภาพ และทางเลือกในการปรับตัว มาตรการเข้มก็อาจกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างรัฐกับชุมชนมากกว่าการคลี่คลายปัญหาในระยะยาว
ในทางกลับกัน การคัดกรองหมู่บ้านเสี่ยง การจัดชุดลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมาย ถูกทำควบคู่กับการสื่อสารที่ตรงกลุ่มและต่อเนื่อง โอกาสที่มาตรการจะสัมฤทธิ์ผลจริงย่อมสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าฝุ่นแดงต่อเนื่องและประชาชนเริ่มรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพกับตัวเองชัดขึ้น สังคมก็มีแนวโน้มเปิดรับมาตรการเข้มมากขึ้นด้วย จังหวัดเชียงรายจึงอยู่ในจุดที่ต้องทำสองเรื่องพร้อมกันอย่างแม่นยำ คือทำให้คนที่ตั้งใจฝ่าฝืนรู้ว่ารัฐเอาจริง และทำให้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่รู้ว่าการเข้มงวดครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระ แต่เพื่อไม่ให้ทั้งจังหวัดต้องอยู่กับอากาศที่อันตรายต่อปอดของทุกคนไปอีกนานเกินควร
โจทย์ใหญ่หลังประชุม ไม่ใช่แค่ออกมาตรการ แต่ต้องทำให้สถานการณ์ลดลงจริง
ท้ายที่สุด การประชุมวันที่ 16 เมษายนจะมีความหมายมากเพียงใด คงไม่ได้วัดจากความเข้มของถ้อยคำในห้องประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่า จุดความร้อนจะลดลงหรือไม่ ค่าฝุ่นจะค่อย ๆ คลี่คลายลงแค่ไหน และหมู่บ้านเสี่ยงจะถูกบริหารจัดการได้จริงหรือไม่ เพราะในภาวะเช่นนี้ จังหวัดไม่ได้มีพื้นที่ให้ความล้มเหลวมากนัก ค่าฝุ่นที่เมืองเชียงราย 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 166.4 และเชียงของ 188.7 ไม่ใช่ตัวเลขที่สังคมจะรับไว้เฉย ๆ ได้อีกต่อไป
สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในวันนี้จึงเป็นมากกว่าการแก้ไฟป่ารายวัน แต่มันคือความพยายามวางแบบแผนใหม่ให้การจัดการฝุ่นเดินพ้นจากวงจรเดิมที่มีแต่การรายงานค่าอากาศแย่และการระดมดับไฟแบบวันต่อวัน จังหวัดสามารถแปลงการประชุมครั้งนี้เป็นการปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้ ทั้งการปิดป่า การคัดกรองหมู่บ้าน การลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรม เชียงรายอาจไม่เพียงกำลังรับมือวิกฤตตรงหน้า แต่กำลังวางรากฐานให้การจัดการไฟป่าและ PM2.5 ในปีต่อไปมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมาอย่างแท้จริง
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :