Categories
NEWS UPDATE

ไม่คุมคอนเทนต์แต่คุมผู้ว่าจ้าง! ก.ล.ต. ปรับเกณฑ์คุม Finfluencer หวังคุ้มครองนักลงทุนมากกว่าจำกัดเสรีภาพ

ก.ล.ต.เดินหน้า “Responsible Voice” จัดระเบียบ ยุคตลาดอินอินฟลูเอนเซอร์ 16 ล้านราย ภายใต้โจทย์คุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าควบคุมคอนเทนต์

เชียงราย, 6 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางภูมิทัศน์สื่อสังคมออนไลน์ที่คนไทยใช้เป็น “กระแสหลักของชีวิตประจำวัน” ไม่ว่าจะเสพข่าว หาความบันเทิง หรือเลือกซื้อสินค้า เสียงของ “อินฟลูเอนเซอร์” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงสำคัญที่กำหนดความคิด การตัดสินใจ และแม้กระทั่งความเสี่ยงทางการเงินและสุขภาพของผู้คนโดยตรง

แม้ประเทศไทยจะมีอินฟลูเอนเซอร์ทุกระดับรวมกันมากกว่า 16 ล้านราย ตั้งแต่มืออาชีพกว่า 3 แสนราย ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์และผู้ทำ Affiliate อีกหลายล้านราย ส่งผลให้สัดส่วนงบโฆษณาที่เทไปสู่ Influencer Marketing พุ่งจากราว 15.5% และมีแนวโน้มแตะระดับ 21% ของงบโฆษณาดิจิทัลทั้งหมดในปีหน้า แต่คำถามที่ท้าทายไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตคือ “เราปล่อยให้ความไว้ใจทำงานเกินขอบเขตความปลอดภัยไปแล้วหรือยัง?”

เมื่อคอนเทนต์ที่ดูเหมือนเพื่อนสนิทชวนคุยบนหน้าฟีด แท้จริงเป็นคำแนะนำด้าน “การลงทุน” หรือ “สุขภาพ” ที่อาจไม่มีใบอนุญาต ไม่มีมาตรฐาน และไม่มีการเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน ความเสียหายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ยอดไลก์ที่หายไป แต่คือ ชีวิต ออมทรัพย์ และโอกาสทางการเงินของครัวเรือนไทยนับไม่ถ้วน

ภายใต้ภาพใหญ่นี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำลังขยับตัวครั้งสำคัญ ผ่านโครงการ “Responsible Voice” และชุดเกณฑ์ใหม่ที่เล็งเป้าไปที่ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ แทนการพุ่งตรงไปที่การออกใบอนุญาตให้ครีเอเตอร์ – แนวทางที่สะท้อนความพยายาม “จัดระเบียบความไว้ใจ” โดยไม่ฆ่าพื้นที่สร้างสรรค์บนออนไลน์ให้ตายไปพร้อมกัน

อินฟลูเอนเซอร์ จากเพื่อนในฟีด สู่ผู้ชี้ชะตาการเงินและสุขภาพ

หากมองย้อนกลับไปในระยะไม่กี่ปี “อินฟลูเอนเซอร์” เคยถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยเล่าเรื่องสินค้าให้สนุกและเข้าถึงง่ายกว่าโฆษณาแบบเดิม แต่ในวันนี้ น้ำหนักของ “คำพูด” บนหน้าจอมือถือกลับกลายเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจในเรื่องที่มีเดิมพันสูงกว่าเดิมมาก

ในโลกที่ผู้บริโภคจำนวนมากเชื่อว่า “คำแนะนำจากคนที่เราติดตาม” น่าเชื่อถือกว่าป้ายโฆษณาหรือสื่อหลัก ความผูกพันในระดับเพื่อนสนิทจึงกลายเป็นดาบสองคม – ยิ่งเชื่อมาก ยิ่งเปราะบาง หากข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือมีผลประโยชน์แอบแฝง

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อคอนเทนต์ด้าน การเงิน” และ “สุขภาพ” ถูกผลิตและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยผู้ที่อาจไม่มีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตวิชาชีพ ทำให้คำถามเรื่อง “เส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการสื่อสารกับความปลอดภัยของผู้บริโภค” ชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในขณะที่ จีน เลือกขีดเส้นให้คมชัด โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการแพทย์ กฎหมาย การลงทุน หรือเรื่องจริงจังอื่นๆ ต้องแสดงใบอนุญาตวิชาชีพหรือปริญญาที่เกี่ยวข้อง ก่อนสื่อสารในหัวข้อดังกล่าว และหากฝ่าฝืนอาจเผชิญโทษปรับสูงถึงราว 4.5 แสนบาท อีกทั้งยังห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพในลักษณะโฆษณาแฝง พร้อมบังคับให้แพลตฟอร์มอย่าง Douyin, Weibo และ Bilibili ต้องร่วมตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์ด้วย

คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนกว่านี้?”

ก.ล.ต. ใช้ AI สแกนโลกโซเชียล ก่อนออกเกณฑ์ใหม่คุมฟินฟลูเอนเซอร์

ฝั่งตลาดทุนไทยไม่ได้ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่าง ๆ ก.ล.ต. เริ่มต้นด้วยการทำงานเชิงวิจัยและเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กวาดเนื้อหาจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เพื่อดูพฤติกรรมของกลุ่ม Finfluencer หรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านการเงินที่มีบทบาทสูงขึ้นในหมู่นักลงทุนรายย่อย

ผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารทั่วไป แต่มีบางส่วนที่ให้คำแนะนำการลงทุนอย่างเฉพาะเจาะจง และบางส่วนเข้าข่ายมี ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest: COI) เช่น มีสปอนเซอร์หรือรับค่าตอบแทนจากผู้ประกอบธุรกิจ แต่ไม่ได้เปิดเผยให้ผู้ติดตามทราบอย่างชัดเจน

ช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่า กฎเกณฑ์เดิมไม่ทันรูปแบบการสื่อสารใหม่ ก.ล.ต. จึงเริ่มต้นจากการทำ Gap Analysis แล้วนำไปสู่การปรับปรุงหลักเกณฑ์โฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจในสินทรัพย์ดิจิทัล (DA)

แก่นของการปรับปรุงครั้งนี้คือ ย้ายภาระความรับผิดชอบกลับไปที่ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่เป็นผู้ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ใช่โยนภาระทั้งหมดให้ผู้สร้างคอนเทนต์เพียงฝ่ายเดียว

“Responsible Voice” – จากแนวคิดคุมใบอนุญาต สู่โมเดล “ดูแลเสียงที่ทรงอิทธิพล”

ในเวทีสัมภาษณ์กับสื่อด้านเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลได้นำ “งานวิจัย” มาใช้เป็นฐานในการทบทวนนโยบายมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5–6 ปี และได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคจากการใช้ผลงานวิจัยพัฒนามาตรการที่นำไปใช้ได้จริง

สำหรับการกำกับดูแล Finfluencers นั้น ก.ล.ต. เลือกไม่เดินตามแนวทาง “บังคับออกใบอนุญาต” แบบเข้มที่สุด แต่ก็ไม่ปล่อยให้ตลาดเติบโตอย่างไร้กรอบ กลับกันจึงออกแบบแนวทางสายกลางผ่านโครงการ “Responsible Voice” ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่

  • ใช้ “อิทธิพลของ Finfluencers” ไปในทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ผู้ลงทุนมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
  • เชิญกลุ่ม Finfluencers ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเข้าร่วมโครงการ ทำงานเชื่อมโยงกับผู้กำกับดูแลอื่น เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน คปภ.
  • จัดอบรมมาแล้ว 2 รุ่น ครอบคลุมเพจและกลุ่มรวม 75 ราย ที่มีผู้ติดตามรวมราว 14 ล้านราย
  • บางรายเมื่อเห็นความเสี่ยงของคอนเทนต์ตัวเอง ก็เลือกปิดเพจหรือยุติเนื้อหาที่อาจสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายเอง

แม้ ก.ล.ต. จะไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนต้องเลือกใช้เฉพาะ Finfluencers ที่อยู่ในโครงการนี้ แต่ก็เชื่อว่าการมี ตรารับรองเชิงคุณค่า” จะช่วยสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าร่วมในระยะยาว

แนวคิดนี้สะท้อนว่า หน่วยงานกำกับเลือกใช้ การดูแลด้วยความร่วมมือ” (co-regulation) มากกว่าการควบคุมแบบสั่งการจากบนลงล่างอย่างเดียว

เกณฑ์ใหม่เล็งเป้าผู้ประกอบธุรกิจ คัด เลือก คุม เปิดเผย

อีกด้านหนึ่ง ก.ล.ต. ได้ออกหลักเกณฑ์ใหม่ที่เจาะจงไปยัง “ผู้ประกอบธุรกิจ” ในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลที่ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวจริง

หลักเกณฑ์สำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

  1. คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาอย่างรอบคอบ
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องมีเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา (รวมถึง Finfluencer) ที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เลือกจากยอดผู้ติดตามหรือกระแสเพียงอย่างเดียว
  2. ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร
    ต้องมีสัญญาที่ระบุชัดเจนว่า ผู้จัดทำโฆษณาต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาของ ก.ล.ต. ทั้งเรื่องความถูกต้อง การไม่ชวนเชื่อเกินจริง และการเปิดเผยความเสี่ยง
  3. ควบคุมดูแลเนื้อหาก่อนเผยแพร่
    ผู้ประกอบธุรกิจต้องตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาก่อนเผยแพร่ และดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามกฎ ไม่ปล่อยให้คอนเทนต์ออกไปโดยไม่มีการกลั่นกรอง เช่น กรณีโฆษณาคริปโทในวงกว้างที่อาจผิดหลักเกณฑ์
  4. เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสบนโซเชียลมีเดีย
    เมื่อเป็นคอนเทนต์ที่ถูกว่าจ้าง ต้องระบุให้ชัดเจนในคำอธิบายโพสต์ (description) หรือ caption ว่าเป็นโฆษณาโดยผู้ประกอบธุรกิจรายใด เพื่อให้ผู้ลงทุนรู้ว่าเนื้อหานี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความคิดเห็นส่วนตัว”

หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์เหล่านี้ จะถือว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบงาน ซึ่งอาจนำไปสู่คำสั่งให้แก้ไข ปรับปรุง หรือแม้แต่บทลงโทษทางการเงินตามความเหมาะสม

เกณฑ์ดังกล่าวผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ช่วงปลายปี ก่อนมีผลบังคับจริงในไตรมาสแรกของปีหน้า พร้อมกับการย้ำเตือนว่า หาก Finfluencer ให้คำแนะนำการลงทุนโดยไม่มีผู้ว่าจ้าง แต่มีพฤติกรรมเข้าข่ายให้ข้อมูลบิดเบือนหรือให้คำปรึกษาโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ได้อยู่เช่นเดิม

นักวิชาการเสนอ “ดูแลไม่ใช่ควบคุม” ยืนยันตัวตน – ยกระดับจริยธรรมวิชาชีพอินฟลูเอนเซอร์

ในอีกฟากหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่าการออกกติกาเพื่อกำกับอินฟลูเอนเซอร์ควรตั้งต้นจาก “หลักการคุ้มครองผู้บริโภค” เป็นสำคัญ

เขามองว่า หากมองผ่านกรอบดังกล่าว การกำกับดิจิทัลครีเอเตอร์ไม่ใช่แค่การออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า ผู้บริโภคจะเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส และราคายุติธรรม โดยไม่ถูกเอาเปรียบจากข้อความที่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้น

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

  • ให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้จากผู้บริโภคหรือจากการโฆษณา ต้องผ่านกระบวนการ “ยืนยันตัวตน” (KYC) คล้ายผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งในยุคดิจิทัลทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ
  • กำกับเฉพาะเนื้อหาที่กระทบชีวิตผู้คน เช่น สุขภาพ การเงิน หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ให้ต้องผ่านมาตรฐานความถูกต้อง ความโปร่งใส และความรับผิดชอบที่เข้มข้นกว่าเนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป
  • ใช้คำว่า ดูแล” แทน “ควบคุม” เพื่อให้เกิดความร่วมมือมากกว่าความต้านทาน โดยเป้าหมายหลักคือ
    • คัดคนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์ม
    • ส่งเสริมให้ผู้ผลิตเนื้อหาคุณภาพมีมาตรฐานสูงขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านที่ดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้บทบาทของพวกเขาจะอยู่ระหว่าง “สื่อ” และ “ผู้ประกอบการ” ที่แสวงหาผลกำไรจากการโปรโมตสินค้า กฎหมายที่ใช้อยู่ในตอนนี้ส่วนใหญ่คือกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งยังไม่ครอบคลุมรูปแบบการทำงานแบบอัลกอริทึม หรือโครงสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ของครีเอเตอร์

เขาจึงเสนอให้ภาครัฐหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาฯ เพื่อช่วยกันพัฒนาจรรยาบรรณให้อุตสาหกรรมกำกับดูแลกันเองในระดับหนึ่ง ซึ่งจะยืดหยุ่นกว่าและไม่สร้างภาระเกินจำเป็น พร้อมทั้งใช้ “แรงจูงใจเชิงบวก” เช่น ระบบรับรองหรือรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีจริยธรรมควบคู่กับบทลงโทษสำหรับผู้ที่ชี้นำสังคมในทางที่ผิด

มุมมองจากเอเจนซีสื่อ ต้องมีกฎ แต่ห้ามดึงจนขาด

ด้าน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและซีอีโอ มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป (MI GROUP) และนายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย มองว่า ประเทศไทย “ขยับตัวช้ากว่าสถานการณ์จริง” ในการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ แม้หน่วยงานบางแห่ง เช่น ก.ล.ต. หรือแพทยสภา จะเริ่มเข้มงวดมากขึ้นก็ตาม

เขาชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นยังมองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต คนไทยกลับใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็น โครงสร้างหลักของ Social Commerce และการกำหนดค่านิยมทางสังคม เมื่อรวมกับระดับ Media Literacy ของผู้บริโภคที่ยังไม่แข็งแรง ความเสี่ยงจากข้อมูลผิดพลาดหรือการแนะนำที่ละเมิดจริยธรรมจึงสูงเป็นพิเศษ

ภวัตสนับสนุนแนวคิดการจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ โดยเสนอว่าควรมี “เจ้าภาพหลัก” เช่น กสทช. ซึ่งดูแลโครงสร้างการสื่อสารของประเทศ ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ การเงิน และสื่อ เพื่อออกแบบ “แผนแม่บทการกำกับดูแล” ที่ไม่ตึงจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่หลวมจนปล่อยให้สังคมเผชิญความเสี่ยง

เขาแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองกลุ่มใหญ่

  • เนื้อหาไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่น ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความบันเทิง – ให้เสรีภาพสูง
  • เนื้อหากลุ่มเสี่ยง เช่น สุขภาพ ความงาม การเงิน – ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกควรมีใบรับรองวิชาชีพ หรืออย่างน้อยต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็น “ความคิดเห็นส่วนบุคคล”

สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การร่างกฎ แต่อยู่ที่การบังคับใช้ให้จริงจัง และ กติกาที่ชัดเจนจะยกระดับคุณค่าของอินฟลูเอนเซอร์ตัวจริง ที่รู้จริงและรับผิดชอบต่อสังคม ในขณะที่ผู้เล่นที่หวังแต่ยอดวิวระยะสั้นจะต้องระมัดระวังมากขึ้น

บทเรียนจากจีน เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ โลกกำลังทดลองกรอบใหม่ของ “อิทธิพล”

ในระดับสากล การจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นโจทย์ของไทยประเทศเดียว

  • จีน เลือกใช้แนวทางที่เข้มงวดและชัดเจน ผ่านกฎหมายและแนวปฏิบัติของหน่วยงานไซเบอร์สเปซ (CAC) บังคับให้ผู้สร้างคอนเทนต์ด้านการเงิน สุขภาพ กฎหมาย และการศึกษา ต้องมีคุณวุฒิหรือใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง และบังคับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ช่วยตรวจสอบ
  • เกาหลีใต้ พิจารณากฎหมายจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่สร้างเนื้อหาสร้างความเกลียดชังหรือกล่าวหาในเชิงลบต่อประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลมองว่า “เนื้อหาออนไลน์” สามารถกระทบความมั่นคงทางสังคมได้จริง
  • สหรัฐฯ กลับเดินเข้าอีกทิศหนึ่ง เมื่อแพลตฟอร์มบางแห่งผ่อนคลายมาตรการตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง ผลคือ พ็อดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายรายกลับมีน้ำหนักทางความคิดสูงขึ้น ในขณะที่สื่อดั้งเดิมถูกโจมตีเรื่องความน่าเชื่อถือ

ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนคำถามร่วมกันของทั้งโลกว่า เราจะรักษาเสรีภาพในการพูด โดยไม่ปล่อยให้ความไม่รู้และข้อมูลบิดเบือนทำร้ายสังคมได้อย่างไร?”

จาก “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” สู่ยุคครีเอเตอร์มืออาชีพ 200,000 ราย

คำกล่าวของ คมสันต์ แซ่ลี ซีอีโอ Flash Express ที่ว่า “ในอนาคตอินฟลูเอนเซอร์จะหายไป” อาจฟังดูสุดโต่งในครั้งแรก แต่เมื่อแยกชั้นความหมาย จะพบว่าเขากำลังพูดถึงการเปลี่ยนผ่าน “สามยุค” ของอีคอมเมิร์ซ

  1. ยุคโรงงานส่งตรง – สินค้าจากโรงงานถึงผู้บริโภคในราคาต่ำสุด
  2. ยุคอินฟลูเอนเซอร์ / KOL – ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจากคนที่ติดตาม
  3. ยุคอัลกอริทึมและ AI – แพลตฟอร์มใช้ข้อมูลและระบบแนะนำช่วยให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ทำให้บทบาท “คนกลาง” บางประเภทลดลง

ในมุมนี้ “อวสานอินฟลูเอนเซอร์” จึงไม่ใช่การหายไปของผู้มีอิทธิพล แต่เป็นการ เปลี่ยนบทบาทจาก “ใครก็ตามที่พูดเก่ง” ไปสู่ “คนที่สร้างแบรนด์ สร้างคุณค่า และมีฐานแฟนจริง”

รายงานคาดการณ์เชิงกลยุทธ์เรื่องจำนวน KOLs และ Influencers ในไทยปี 2568 ชี้ว่า

  • ปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Creator) รวมราว 9 ล้านคน
  • แต่บัญชี KOL/Influencer ระดับมืออาชีพที่ถูกบริหารในระบบ Martech มีเพียงประมาณ 20,000 บัญชี
  • ภายในปี 2568 คาดว่าจำนวนดังกล่าวจะขยายเป็น มากกว่า 200,000 บัญชี – ไม่ใช่เพราะจู่ ๆ มีอินฟลูเอนเซอร์เพิ่ม 900% แต่เพราะตลาดเริ่ม จัดระบบและทำให้หางยาว (Nano/Micro) เป็นมืออาชีพ” โดยใช้ AI และ Big Data ช่วยคัดเลือกและบริหารแคมเปญ

พร้อมกันนั้น มูลค่าตลาด Influencer Marketing ในปี 2567 ประเมินอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อราว 25% ในปี 2568 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจครีเอเตอร์โดยรวมแตะระดับหลายหมื่นล้านบาทและเติบโตเร็วกว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้จะ “สิ้นสุด” แต่กำลังถูกยกชั้นสู่การเป็น “วิชาชีพ” ที่ต้องแข่งขันด้วยความรู้ ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรม มากกว่าการสร้างกระแสชั่วคราว

ผลกระทบต่อผู้บริโภค ตลาดทุน และอนาคตเศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทย

การเดินหน้าของ ก.ล.ต. ผ่านโครงการ Responsible Voice และหลักเกณฑ์ใหม่ที่มุ่งไปยังผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ไม่ได้มีผลเฉพาะกับ Finfluencer แต่เป็น “สัญญาณนำ” ของการตั้งมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้ “อิทธิพลบนโลกออนไลน์” เพื่อขายสินค้าหรือชี้นำการตัดสินใจในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง

สำหรับผู้บริโภค
กรอบกติกาที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หมายถึงโอกาสในการได้รับข้อมูลที่โปร่งใสขึ้น เห็นได้ว่าคอนเทนต์ใดเป็นโฆษณา คอนเทนต์ใดเป็นความเห็นส่วนบุคคล และใครคือผู้มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็ยังต้องพัฒนาทักษะ Media Literacy ของตนเอง เพื่อไม่ให้ “ความไว้วางใจ” กลายเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและแบรนด์
ยุคที่แบรนด์เลือกใช้เพียง Mega Influencer ไม่กี่รายกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคที่ต้องบริหาร พอร์ตอินฟลูเอนเซอร์” ทั้ง Nano, Micro, Macro อย่างเป็นระบบ การมีเกณฑ์กำกับชัดเจน แม้จะเพิ่มต้นทุนการตรวจสอบและการทำสัญญา แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายและชื่อเสียงในระยะยาว

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์เอง
ผู้ที่สามารถรักษา “ความจริงใจ” ควบคู่กับความโปร่งใสในการเปิดเผยสปอนเซอร์ รักษามาตรฐานข้อมูล และยอมรับการถูกตรวจสอบ จะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่ ในขณะที่ผู้ที่อาศัยเพียงดราม่าและการชี้นำโดยขาดความรับผิดชอบจะถูกคัดออกจากระบบโดยกลไกทั้งภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้บริโภคเอง

ในระยะยาว การยกระดับมาตรฐานด้านจริยธรรมและการกำกับดูแลอินฟลูเอนเซอร์ จะมีส่วนช่วยให้ Creator Economy ไทยมีฐานที่มั่นคงขึ้น ใช้ Soft Power ด้านคอนเทนต์ ผลักดันธุรกิจไทยไปสู่ตลาดภูมิภาคได้โดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในประเทศตัวเอง

จัดระเบียบความไว้ใจ ก่อนตลาดโตเร็วกว่ากติกา

เรื่องราวของฟินฟลูเอนเซอร์และโครงการ Responsible Voice ที่เริ่มขยับจากเวทีเชียงรายในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเรื่อง “กฎใหม่ของ ก.ล.ต.” แต่เป็นจุดเริ่มของการตั้งคำถามต่อทั้งระบบว่า

“ในโลกที่ใครก็พูดได้ ใครก็ขายได้ เราจะรักษาเสรีภาพไว้ โดยไม่ทิ้งผู้บริโภคให้เดินลำพังในดงคอนเทนต์ที่เราไม่รู้ว่าใครได้ประโยชน์กันแน่?”

ท่ามกลางตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านราย งบการตลาดที่กำลังไหลบ่า และเศรษฐกิจครีเอเตอร์ที่เติบโตเร็วเกินกว่ากฎหมายจะไล่ทัน การเลือกเดินบนทางสายกลางของ ก.ล.ต. ที่ผสานการใช้เทคโนโลยี AI การออกเกณฑ์คุมผู้ประกอบธุรกิจ และการสร้างเครือข่าย “เสียงที่รับผิดชอบ” อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการจัดระเบียบ “ความไว้ใจ” ให้เติบโตคู่ไปกับ “ความปลอดภัย” ของสังคม

ความท้าทายต่อจากนี้ จึงไม่ใช่แค่การเขียนกฎให้ครบทุกบรรทัด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกภาคส่วน – หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์ม แบรนด์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้บริโภค – เข้ามาเป็น “หุ้นส่วน” ในการดูแลพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์ร่วมกัน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงเร็วแค่ไหน “อิทธิพล” ก็ยังคงอยู่ตราบใดที่มนุษย์ต้องการฟังเสียงจากคนที่ไว้ใจได้ และคำถามสำคัญของยุคนี้คือ เราจะทำให้เสียงเหล่านั้น “รับผิดชอบ” มากพอที่จะอยู่กับเราไปได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
  • นายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
  • THE STANDARD WEALTH เกี่ยวกับ Finfluencers, ก.ล.ต. และ Responsible Voice
  • The Economic Times
  • The Korea Times
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

สงขลาโฟกัสส่งจดหมายเปิดผนึก ถึงผู้ว่าฯ จี้ 5 มาตรการเยียวยาหลังน้ำท่วม

วิกฤตอุทกภัยใต้ สงขลาสั่งอพยพด่วนทั่วหาดใหญ่ ตัวเลขชี้กระทบกว่า 7 แสนครัวเรือน ขณะที่ “เชียงราย” เปิดภารกิจ HUG หาดใหญ่ ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

เชียงราย/สงขลา, 24 พฤศจิกายน 2568 – มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่ปกคลุมอ่าวไทยตอนล่างต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักคลื่นฝนหนักซ้ำเติมลุ่มน้ำภาคใต้ จนเช้าวันนี้เวลา 06.00 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์ว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบ 719,858 ครัวเรือน รวม 1,917,521 คน ใน 10 จังหวัด 92 อำเภอ 581 ตำบล 4,146 หมู่บ้าน ขณะที่เมื่อมองในกรอบ 12 จังหวัดภาคใต้ มีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเป็น 740,405 ครัวเรือน 1,966,843 คน หลายพื้นที่ยังต้องเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าไหลหลากอย่างใกล้ชิด

จุดวิกฤต  สงขลายกระดับเป็น “ภาวะฉุกเฉิน” หาดใหญ่ประกาศอพยพทั้งเมือง

ในบรรดาจังหวัดที่ถูกกระทบ สงขลา ถูกระบุเป็น “จุดร้อน” ที่สุด ทั้งเชิงปริมาณและความเร่งด่วน โดยมีผู้ได้รับผลกระทบ 243,568 ครัวเรือน ครอบคลุม 16 อำเภอ 115 ตำบล 821 หมู่บ้าน ระดับน้ำในหลายชุมชนสูงกว่าหนึ่งเมตร และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จังหวัดจึงออกประกาศ “อพยพด่วน” ให้ประชาชนใน เทศบาลนครหาดใหญ่ เคลื่อนย้ายไปยังจุดพักพิงผ่านเส้นทางปลอดภัย ใช้รถสูงหรือเรือหลีกเลี่ยงน้ำเชี่ยว โดยเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงและชุมชนที่ระดับน้ำเพิ่มเร็ว

ย่านเศรษฐกิจสำคัญของเมือง ตั้งแต่ถนนเศรษฐกิจ สถานีขนส่ง ศูนย์การค้า ไปจนถึงชุมชนริมคลอง ทยอยถูกตัดขาดเป็นช่วง ๆ น้ำกัดเซาะฟุตปาธและโครงสร้างเบา ขณะที่หน่วยกู้ภัยและ อปท. ต้องทำงานแข่งกับเวลาในการอพยพผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยติดเตียงออกจากบ้านเรือนที่ถูกล้อมด้วยน้ำ

ตัวเลขที่ต้องรู้  ภาคใต้ตอนล่างรับแรงปะทะหนัก

  • ปัตตานี  กระทบ 58,009 ครัวเรือน (12 อำเภอ 101 ตำบล 485 หมู่บ้าน)
  • ยะลา  กระทบ 13,753 ครัวเรือน (4 อำเภอ 28 ตำบล 104 หมู่บ้าน)
  • นราธิวาส  กระทบ 34,036 ครัวเรือน (7 อำเภอ 29 ตำบล 134 หมู่บ้าน)
    พื้นที่อื่น ๆ อย่าง สุราษฎร์ธานี ตรัง พัทลุง สตูล อยู่ในโหมดเฝ้าระวังสูง หลังมีรายงานน้ำล้นตลิ่งและคลื่นน้ำป่าหลากเข้าเขตชุมชนและเกษตรซ้ำ ๆ

แม้ ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ในชั่วโมงรายงาน แต่ความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สินยังอยู่ในระดับสูงจากปัจจัย 3 ประการ  (1) ฝนต่อเนื่องยาว (2) ระบบระบายน้ำอิ่มตัว และ (3) เส้นทางสัญจรถูกตัดขาดเป็นระยะ ทำให้การลำเลียงเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม และพลังงานเข้า–ออกพื้นที่ประสบภัยต้องบริหารอย่างรอบคอบ

เสียงจากพื้นที่  จดหมายเปิดผนึก “สงขลาโฟกัส” ถึงผู้ว่าฯ เรียกร้อง 5 มาตรการเร่งด่วน

ท่ามกลางเหตุฉุกเฉิน สื่อท้องถิ่น สงขลาโฟกัส” ได้ออก จดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา สะท้อนบทเรียนอุทกภัยใหญ่ในอดีต พ.ศ. 2531, 2543, 2553 และชี้ว่าความเสียหายครั้งนี้ “ยังไม่สายนัก” หากทุกฝ่ายขยับพร้อมกันตาม 5 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่

  1. เปิดจุดโรงครัวอย่างน้อย 10 จุดในเทศบาลนครหาดใหญ่ พร้อมจุดรับบริจาคน้ำดื่ม/ของจำเป็น เพื่อกระจายความช่วยเหลือให้ทั่วถึง
  2. ระดมเทศบาล/อบต. ใกล้เคียงร่วมเปิดพื้นที่สนับสนุนทุกเขต
  3. สำรวจเชิงรุก ผู้ป่วยติดเตียง/ผู้ที่ออกจากบ้านไม่ได้ เพื่อจัดสรรทีมเข้าช่วยเหลือเฉพาะหน้า
  4. ตั้ง ศูนย์บัญชาการกลาง รวบรวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย และสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา กักตุนสินค้า
  5. เตรียม มาตรการเยียวยาหลังน้ำลดแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ ขนย้ายโคลนตะกอน ล้างบ้าน สถานศึกษา สะพาน ถนน สาธารณูปโภค จัดการเงินเยียวยา/เคลมประกัน สินเชื่อฟื้นฟู เพื่อพาคนสงขลากลับสู่ชีวิตปกติ “เร็วที่สุด”

สาระในจดหมายสะท้อนความคาดหวังสองด้าน การบริหารวิกฤตระยะสั้นที่ต้องเร็วและเข้ม และการฟื้นฟูระยะกลาง ยาวที่ต้องโปร่งใส ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่น การท่องเที่ยวให้กลับมาโดยเร็ว

น้ำใจเหนือ–ใต้  เชียงรายเปิด “HUG หาดใหญ่” ส่งกองหนุนฟื้นฟูหลังน้ำลด

ขณะชั่วโมงวิกฤตกำลังเดินหน้า เชียงราย” ทางภาคเหนือได้ขยับเป็น “กองหนุน” สำคัญ ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม โดยมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) นำโดย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นแกนประสานงานร่วมกับ

  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (เชื่อมชุมชน ศิลปวัฒนธรรมช่วยระดมสิ่งของ)
  • ภาคเอกชน เช่น CPALL (โลจิสติกส์ สิ่งของจำเป็น)
  • สื่อท้องถิ่น ทั้ง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส (ประสานข้อมูลพื้นที่จริง)
  • ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย (สนับสนุนการคัดแยก ขนส่งไปยังพื้นที่พักพิงและจุดฟื้นฟู)

โครงการตั้งเป้าชัดเจน  ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยกู้ภัยด่านหน้า แต่จะเติม “ด้านหลังบ้าน” เมื่อระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย ช่วงที่ครัวเรือนต้องการ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญ ผ้าอนามัย/ผ้าอ้อม และอุปกรณ์ล้าง ฟื้นฟูบ้านเรือน เพื่อให้ประชาชน “กลับยืนได้ด้วยตัวเอง” เร็วที่สุด ลดเวลาหยุดชะงักของเศรษฐกิจครัวเรือน

“เราตั้งใจเป็นกองหนุนระยะฟื้นตัว จุดที่มักขาดมากที่สุด แต่สำคัญต่อการพาคนกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี”   แนวทางปฏิบัติการของเครือข่ายผู้ประสานงานโครงการ HUG หาดใหญ่ (อ้างอิงตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

แผนบนโต๊ะ  จากอพยพ พักพิง สู่ฟื้นฟูเมืองและความเชื่อมั่น

เพื่อคลี่คลายปมและลดต้นทุนทางสังคม เศรษฐกิจที่พอกพูน “ชั่วโมงทอง” หลังฝนซา น้ำลด คือช่วงเวลาที่ต้องขับเคลื่อน 4 โหนดหลักอย่างพร้อมเพรียง

  1. ข้อมูล สื่อสารกลาง  ใช้ศูนย์บัญชาการรวมของจังหวัด (EOC) ทำงานร่วมกับ ปภ. อปท. สื่อท้องถิ่น จัดแผนที่น้ำท่วม จุดอพยพ จุดแจกจ่าย เส้นทางปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ลดข่าวลือและความตื่นตระหนก จัดสายด่วนเชื่อมผู้ป่วยติดเตียง
  2. ลอจิสติกส์ช่วยเหลือ  บูรณาการคลังสิ่งของ (น้ำดื่ม อาหาร ยา ของใช้จำเป็น) เข้ากับเครือข่ายไปรษณีย์ เอกชน ใช้ระบบคิวอาร์/บาร์โค้ดติดตามการกระจายเพื่อลดซ้ำซ้อนและตกหล่น
  3. ฟื้นฟูสาธารณูปโภค  สำรวจสะพาน ถนน ท่อระบายน้ำ ระบบไฟฟ้า สื่อสาร และระดมทีมล้างโคลน ฉีดล้างฆ่าเชื้อในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด สถานที่ราชการ เพื่อให้บริการสาธารณะคืนสภาพก่อนเปิดเมือง
  4. เยียวยา ปลุกเศรษฐกิจ  ตั้งเคาน์เตอร์เดียว (one stop) รับคำร้อง ประเมินความเสียหาย เชื่อม เงินเยียวยารัฐ ประกันภัย สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับครัวเรือน SMEs พร้อมแผน อีเวนต์ปลุกเมือง เมื่อพร้อม เช่น ถนนคนเดิน เทศกาลชุมชน สร้างทราฟฟิกการค้า ท่องเที่ยวกลับคืน

ทำไม “จุดหลังน้ำลด” จึงชี้ชะตาความเร็วการฟื้นตัว

บทเรียนจากอุทกภัยใหญ่ในอดีต ที่สื่อท้องถิ่นยกปี 2531, 2543, 2553 มาเทียบเคียง ชี้ตรงกันว่า การ “อพยพได้ปลอดภัย” เป็นเพียงครึ่งแรกของเกม อีกครึ่งคือ “การทำให้เมืองกลับมาทำงาน” ให้เร็วที่สุด หากรอนาน ความเสียหายทางเศรษฐกิจฐานรากจะยืดเยื้อ ธุรกิจขนาดเล็ก รายวันขาดสภาพคล่อง หนี้ครัวเรือนพุ่ง และคนย้ายถิ่นชั่วคราวเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่แน่นอนทางสังคม

ในมุมนี้ การที่เชียงรายประกาศตนเป็นกองหนุนด้าน สิ่งของจำเป็น ชุดฟื้นฟูบ้าน จึงเติมช่องโหว่สำคัญ เพราะบ้านนับหมื่นหลังต้อง “เริ่มใหม่พร้อมกัน” จากกวาดโคลน ตากเฟอร์นิเจอร์ ล้างเครื่องใช้ ฆ่าเชื้อโรคในครัว ห้องน้ำ ไปจนถึงซ่อมสายไฟ ปลั๊กที่เปียกน้ำ การมี “ชุดฟื้นฟูมาตรฐาน” ที่คัดสรรแล้ว ช่วยลดต้นทุนเวลาและการเดินทางของครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากจดหมายเปิดผนึก  ทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือ “ไปถึงคนตัวเล็ก”

ข้อเรียกร้อง 5 ประการของ สงขลาโฟกัส ไม่ได้เป็นเพียงแคตตาล็อกความต้องการ แต่สะท้อน “สถาปัตยกรรมการบริหารวิกฤต” ที่ควรจัดวางในสถานการณ์เช่นนี้

  • โรงครัว 10 จุดในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่  กระจายอาหารร้อนสม่ำเสมอ ลดการเดินทางของผู้ประสบภัย
  • เปิดพื้นที่โดยรอบ  เทศบาล/อบต. ข้างเคียงช่วยเสริมคลัง สถานที่พักพิง ลดความแออัด
  • สำรวจผู้ป่วยติดเตียง  ใช้ อสม. ทุนชุมชน เป็นตา หู มือ เข้าประตูบ้านที่ไปไม่ถึง
  • ศูนย์ข้อมูลกลาง  รวมข้อร้องเรียน ความเสียหาย ป้องกันการ ขึ้นราคาสินค้า/กักตุน ซึ่งเป็นความเปราะบางซ้ำเติม
  • แพ็กเกจฟื้นฟู  ทำให้คน “กลับบ้านได้จริง” ตั้งแต่ ล้าง ย้าย ซ่อม เยียวยา สินเชื่อ จนกลับสู่กิจกรรมปกติ

ข้อเสนอนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ ปภ. และจังหวัดต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางอยู่แล้ว แต่การเน้น “ความเร็ว ความโปร่งใส การเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง” คือรายละเอียดที่ทำให้มาตรการเห็นผลบนดิน

เชื่อมเหนือ ใต้ด้วยข้อมูล ความไว้ใจ  บทบาทสื่อท้องถิ่นสองเมือง

ความร่วมมือระหว่าง นครเชียงรายนิวส์ และ สงขลาโฟกัส ทำให้การสื่อสาร “ปลายทาง ต้นทาง” เชื่อมติดกัน ปลายทางบอกความต้องการจริง ต้นทางจัดหาตรงจุด ลดของล้นประเภทหนึ่ง ขาดประเภทหนึ่ง อีกทั้งยังเพิ่ม ความไว้ใจ ให้ผู้บริจาคเห็นเส้นทางสิ่งของจากคลังภาคเหนือสู่ครัว บ้าน โรงเรียนภาคใต้แบบตรวจสอบได้

ทางสองแพร่งของสงขลา  ระหว่าง “น้ำยังไม่ลด” กับ “ชีวิตต้องเดินต่อ”

ขณะที่ฝนยังไม่หมดภาค ใต้ สงขลาจึงต้องบริหารสองสมการพร้อมกัน

  1. ความปลอดภัยวันนี้  เร่งอพยพ คัดแยกกลุ่มเสี่ยง รักษาโครงข่ายสื่อสาร ไฟฟ้าในพื้นที่สำคัญ
  2. ความหวังพรุ่งนี้  เตรียมแผนฟื้นฟูให้ “พร้อมทำงานทันทีที่น้ำลด” ไม่ต้องเสียเวลาเถียงกันเรื่องข้อมูลหรือขั้นตอน

การที่ภาคเหนือยืนมือมาพร้อม โลจิสติกส์ คลังสิ่งของ เครือข่ายสื่อ ทำให้สมการข้อสองมีทรัพยากรตั้งต้น และนี่คือความงามของ “ความร่วมมือข้ามภูมิภาค” ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงข่าวใหญ่ แต่สานต่อสู่การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนได้ หากถูกจัดวางเป็นระบบ

อุทกภัยภาคใต้ครั้งนี้เป็นบททดสอบสำคัญของสมรรถนะการบริหารวิกฤตไทย ทั้งในระดับจังหวัดและความร่วมมือข้ามภูมิภาค ตัวเลข กว่า 7 แสนครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบ (และแตะ เกือบ 7.5 แสนครัวเรือน เมื่อมองทั้ง 12 จังหวัด) ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือชีวิตจริงที่ต้องการอาหาร น้ำ ยา ความปลอดภัย และความหวังว่าจะกลับบ้านได้ในเร็ววัน

สงขลา เลือก “ตั้งหลักด้วยการอพยพด่วน” และส่งเสียงผ่าน จดหมายเปิดผนึก เพื่อขอ 5 มาตรการเร่งด่วน ขณะที่ เชียงราย ตอบรับด้วยการเป็น “กองหนุนฟื้นฟู” ภายใต้โครงการ HUG หาดใหญ่ เชื่อมข้อมูล สื่อ โลจิสติกส์ ให้ความช่วยเหลือไปถึง “คนตัวเล็ก” อย่างทันเวลา

เมื่อคลื่นฝนผ่านไป สิ่งที่จะนิยามความทรงจำของวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงระดับน้ำที่สูงเพียงใด แต่คือ เราลดเวลาคนกลับบ้านได้เร็วแค่ไหน และ เราสร้างระบบที่เข้มแข็งกว่าเดิมได้หรือไม่ คำตอบของสองประโยคนี้ จะสะท้อนว่าเรายืนอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่เมืองปลอดภัย ยืดหยุ่น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สิ่งของจำเป็นที่โครงการ HUG หาดใหญ่เชิญชวนร่วมบริจาค (ตามกรอบข้อมูลที่ได้รับ)

  • ข้าวสาร
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป / อาหารกระป๋อง
  • น้ำดื่ม
  • ยาสามัญประจำบ้าน (เช่น ยาลดไข้แก้ปวด)
  • ผ้าอนามัย / ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

หมายเหตุ  การจัดส่ง คัดแยกประสานผ่าน อบจ.เชียงราย, ไปรษณีย์จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายสื่อพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย (ปภ.)
  • สำนักข่าวสงขลาโฟกัส
  • สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ และ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย  ข้อมูลความร่วมมือโครงการ “HUG หาดใหญ่  น้ำใจชาวเชียงรายช่วยน้ำท่วม” โครงข่ายประสานงานและรายการสิ่งของจำเป็น
  • หน่วยงานท้องถิ่นจังหวัดสงขลา (เทศบาลนครหาดใหญ่/อปท.พื้นที่)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่าน EIA ขยายสู่ 237 เตียง พร้อมยกระดับบริการเฉพาะทาง

เชียงรายเดินหน้าศูนย์แพทย์มาตรฐานสากล “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” ผ่าน EIA ยกระดับบริการ-คุมผลกระทบสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

เชียงราย, 21 พฤศจิกายน 2568 – โครงการ “โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)” เดินหน้าสู่หมุดหมายสำคัญของจังหวัด หลังมีหนังสือจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แจ้งผลการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีมติ “ให้ความเห็นชอบรายงาน” พร้อมกำชับให้ผู้พัฒนาโครงการถือปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบพื้นที่โครงการ (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)

หนังสือแจ้งมติ 

การขยายศักยภาพครั้งนี้มีเป้าหมายชัดเจน จากโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางบนถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย ที่ให้บริการผู้ป่วยในได้ 57 เตียง สู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่รองรับผู้ป่วยได้ 237 เตียง เพิ่มขีดความสามารถด้านบริการเฉพาะทาง พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการจัดการสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกฎหมายสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

บริบทโครงการ จาก “ความต้องการรักษา” สู่ “สาธารณูปโภคสุขภาพของเมือง”

เชียงรายเป็นประตูเศรษฐกิจภาคเหนือตอนบน เชื่อมต่อประเทศเพื่อนบ้าน การเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และโครงสร้างประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัย ล้วนกดดัน “อุปทานบริการแพทย์คุณภาพ” ให้ต้องขยายตัว โครงการส่วนต่อขยายของโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายจึงถูกออกแบบเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากคนในจังหวัด นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ป่วยชายแดน โดยยังคงหลักคิดสำคัญ “ขยายบริการไปพร้อมมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตชุมชน”

สาระสำคัญของโครงการตามเอกสารประชาสัมพันธ์ EIA และรายละเอียดจากผู้พัฒนา

  • ที่ตั้ง  เลขที่ 369 หมู่ที่ 13 ถนนพหลโยธิน ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย
  • ขอบเขตการก่อสร้าง
    • ปรับปรุงอาคารเดิม คสล. สูง 7 ชั้น เพิ่มเตียงผู้ป่วยในรวม 28 เตียง (ชั้น 4 และ 6)
    • ก่อสร้างอาคารใหม่ คสล. สูง 8 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น เพิ่มเตียงอีก 152 เตียง
    • องค์ประกอบสนับสนุน อาคารพักแพทย์ 3 ชั้น, อาคารห้องพักมูลฝอยรวม 1 ชั้น, อาคารห้องผ้า 1 ชั้น, พื้นที่ให้เช่า
    • พื้นที่ใช้สอยรวม  33,860.37 ตร.ม.
    • ที่จอดรถ  รถยนต์ 144 คัน รถจักรยานยนต์ 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ  24 เดือน (เริ่มจากงานรื้อถอนอาคารเดิมจนแล้วเสร็จ)

สาระดังกล่าวสะท้อนทิศทาง “ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพ” ของเมือง ผ่านการเสริมเตียงผู้ป่วย การเพิ่มบริการเฉพาะทาง และการสร้างระบบสนับสนุนบุคลากรแพทย์ (เช่น อาคารพักแพทย์) เพื่อลดข้อจำกัดการดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้อยู่ปฏิบัติงานในภูมิภาค

เส้นทาง EIA  ผ่านด่านสำคัญ พร้อมเงื่อนไขคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

หนังสือ สผ. ที่ส่งถึงผู้พัฒนาและที่ปรึกษาโครงการ ระบุชัดเจนว่าคณะผู้ชำนาญการได้ “พิจารณาและให้ความเห็นชอบรายงาน EIA” ของโครงการ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ผลรายงานเป็นฐานประกอบการอนุญาตต่าง ๆ และให้ผู้พัฒนาปฏิบัติตาม มาตรการป้องกัน-แก้ไข-ติดตามตรวจสอบผลกระทบ ตามที่ระบุไว้ในรายงานอย่างเข้มงวด (หนังสือ สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568, หน้า 1–2)

เหตุผลเชิงนโยบายของกระบวนการ EIA

ในทางปฏิบัติ โครงการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องพิสูจน์ว่า “ประโยชน์สาธารณะ” (การเข้าถึงบริการรักษาคุณภาพสูง) จะเกิดขึ้นควบคู่กับ “การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม” (ฝุ่น เสียง น้ำเสีย มูลฝอยติดเชื้อ จราจร และความปลอดภัยชุมชน) เอกสาร EIA จึงทำหน้าที่เป็น “สัญญาทางสังคม” กำหนดมาตรการคุ้มครองที่ตรวจสอบได้ ทั้งในระยะก่อสร้างและระยะดำเนินการ

สาระสำคัญที่ สผ. เน้นย้ำในหนังสือ

  • โครงการต้องปฏิบัติตามมาตรการและเงื่อนไขตามรายงาน EIA ที่ได้รับความเห็นชอบ
  • ให้ถือเป็นฐานประกอบการขออนุญาตจากหน่วยงานอื่น (เช่น ผังเมือง สิ่งปลูกสร้าง ระบบบำบัด ฯลฯ)
  • เมื่อได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง ต้องแจ้งกลับเพื่อให้ สผ. ติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (หน้า 2)

เสียงสะท้อนจากรั้วชุมชน กังวลอะไร และโครงการจะตอบอย่างไร

โรงพยาบาลขยาย…ชุมชนต้องอยู่สบายกว่าเดิม” คือประโยคสั้น ๆ ที่สะท้อนความคาดหวังของคนรอบพื้นที่ เมื่อโครงการประกาศแผนเพิ่มเตียงและก่อสร้างอาคาร 8 ชั้น ทุกสายตาจึงจับจ้อง “มาตรการดูแลสิ่งแวดล้อม” ที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น

ระยะก่อสร้าง  ฝุ่น-เสียง-จราจร ต้อง “ชัด-เช็ค-โชว์”

  • ฝุ่น PM และดินโคลน  ควบคุมด้วยผ้าใบคลุมกองวัสดุ ฉีดพ่นน้ำเป็นรอบเวลา กำหนดจุดล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกถนนสาธารณะ และทำความสะอาดผิวทางอย่างสม่ำเสมอ
  • เสียงและแรงสั่นสะเทือน  กำหนดเวลาใช้เครื่องจักรเสียงดังในช่วงกลางวัน ติดตั้งแผงกั้นเสียงชั่วคราวตามแนวเขตก่อสร้าง ตรวจวัดระดับเสียง/สั่นสะเทือนเป็นระยะ และแจ้งชุมชนหากมีงานที่ต้องใช้วิธีการก่อสร้างพิเศษ
  • ความปลอดภัยไซต์งาน  กำหนดทางเข้า-ออกเฉพาะรถงานก่อสร้าง ติดตั้งป้ายเตือน ไฟส่องสว่าง กล้องวงจรปิด และผู้ควบคุมการจราจรช่วงเวลาเร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้ถนนพหลโยธินและซอยเชื่อม
  • สื่อสารเชิงรุก  เปิดช่องทางร้องเรียน-แจ้งเหตุ 24 ชั่วโมง พร้อมกลไกตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด และรายงานผลการดำเนินมาตรการบนบอร์ดข้อมูลหน้าไซต์/สื่อออนไลน์ของโครงการ

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง  การก่อสร้างเดินหน้าตามเวลา ขณะที่ผู้พักอาศัยและสถานประกอบการรอบข้างสามารถประกอบกิจวัตรได้โดยไม่ถูกรบกวนเกินมาตรฐาน

ระยะดำเนินการ น้ำเสีย-มูลฝอยติดเชื้อ-จราจรผู้มาใช้บริการ ต้อง “ออกแบบไว้ก่อน”

  • น้ำเสียโรงพยาบาล  แยกเส้นทางน้ำเสียหอผู้ป่วย ห้องผ่าตัด ห้องแลบ ไปบำบัดในระบบเฉพาะของโรงพยาบาล ก่อนระบายต้องผ่านค่ามาตรฐานตามกฎหมาย และติดตั้ง “ระบบเฝ้าระวัง” (Monitoring) รายงานผลต่อหน่วยงานกำกับเป็นระยะ
  • มูลฝอยทั่วไป-ติดเชื้อ  จัดห้องพักมูลฝอยรวมแบบควบคุมอุณหภูมิ/การปนเปื้อน แยกถังสีตามประเภท (ทั่วไป/อันตราย/ติดเชื้อ) และทำสัญญา “ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาต” ขนส่งตามเส้นทาง-รอบเวลาเฉพาะ ลดการรบกวนพื้นที่ชุมชน
  • คุณภาพอากาศ-กลิ่น  ห้องเก็บสารเคมี/ยา และระบบกรองอากาศในพื้นที่เสี่ยงใช้ HEPA/ถ่านกัมมันต์ตามหลักวิศวกรรม มีแผนบำรุงรักษาระบบอย่างเคร่งครัด และตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยรอบเป็นระยะ
  • พลังงานและคาร์บอน  ใช้แนวคิดอาคารเขียว (ความหนาผนัง ฉนวน กันความร้อน/รั่วอากาศ) จัดสรรแสงสว่างธรรมชาติ ผสานระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง และบริหารพลังงานสำรอง (เครื่องปั่นไฟ) ให้เหมาะสมเพื่อลดมลพิษทางเสียง/ไอเสีย
  • การจราจรผู้รับบริการ  วางผังทางเข้า-ออกแยกประเภทผู้มาใช้บริการ รถฉุกเฉิน รถส่งของ-ขยะติดเชื้อ และบุคลากร พร้อมที่จอดรถเพียงพอ (รถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน) และแผนจัดระเบียบจราจรช่วงพีก เช่น คลินิกยอดนิยม/วันตรวจสุขภาพองค์กร

เป้าหมายสูงสุด  โรงพยาบาลที่ “รักษาได้มากขึ้น” แต่ “รบกวนน้อยลง” กับผู้คนรอบข้าง

โครงสร้างกายภาพรองรับบริการเฉพาะทาง และเหตุผลที่ต้องมี “อาคารพักแพทย์”

องค์ประกอบสำคัญของโครงการคือ อาคารพักแพทย์สูง 3 ชั้น โครงสร้างนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่มีนัยสำคัญเชิงคุณภาพ โรงพยาบาลภูมิภาคที่ต้องการยกระดับสู่การรักษา “หัตถการซับซ้อน” จำเป็นต้องมี แพทย์เฉพาะทาง ประจำการอย่างเพียงพอ การมีที่อยู่อาศัยคุณภาพในรั้วโรงพยาบาลช่วยดึงดูดและรักษาบุคลากรฝีมือให้อยู่กับระบบบริการนอกเมืองใหญ่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ “ความต่อเนื่องของบริการ” และ “ความเร็วของการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน”

เหตุผลเชิงสังคม-เศรษฐกิจ  โรงพยาบาลที่ดี “ประหยัดต้นทุนสังคม” ได้อย่างไร

แม้โครงการมุ่งยกระดับบริการเชิงพาณิชย์ แต่ในเชิงสังคม โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีระบบส่งต่อผู้ป่วยและการแพทย์เฉพาะทางครบวงจร เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานของเมือง” ที่ช่วย ลดต้นทุนการเดินทางรักษา ของผู้ป่วย/ญาติ และ ลดภาระโรงพยาบาลรัฐ ในบางกลุ่มโรคที่สามารถร่วมบริการได้ นอกจากนี้ ความพร้อมของบริการแพทย์คุณภาพยังเป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดการลงทุน/การท่องเที่ยว และยกระดับความเชื่อมั่นของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางอยู่อาศัย-ทำงาน-ท่องเที่ยว

ประเด็นที่ชุมชน-หน่วยงานควร “ติดตามต่อ” หลัง EIA ผ่าน

การ “ให้ความเห็นชอบ EIA” เป็นเพียง จุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบ โครงการยังต้องเดินหน้าปฏิบัติตามมาตรการและเปิดเผยข้อมูลให้ตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

  1. แผนจัดการฝุ่น-เสียง ระยะก่อสร้าง – รายงานผลการตรวจวัดถี่แค่ไหน? วิธีตอบสนองเมื่อเกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างไร?
  2. การเดินรถบรรทุกวัสดุ – กำหนดช่วงเวลา/เส้นทางหลีกเลี่ยงชุมชนหรือโรงเรียนแล้วหรือไม่?
  3. ระบบจัดการมูลฝอยติดเชื้อ – ห้องพักมูลฝอยรวมมีการควบคุมการปนเปื้อน/กลิ่นและบันทึกการขนส่งด้วยระบบติดตาม (tracking) หรือไม่?
  4. น้ำเสียสถานพยาบาล – ผลตรวจ BOD, COD, ค่ามาตรฐานอื่น ๆ หลังบำบัดเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?
  5. ความปลอดภัยชุมชน – การซ้อมแผนอัคคีภัย/สารเคมีรั่วไหล และช่องทางแจ้งเหตุฉุกเฉินของโรงพยาบาลกับชุมชนรอบข้างเชื่อมกันแล้วหรือยัง?
  6. การสื่อสารสาธารณะ – ช่องทางร้องเรียน 24 ชม. ผู้รับผิดชอบ และ SLA ในการแก้ไขข้อร้องเรียน ถูกนำมาใช้จริงและรายงานผลแบบโปร่งใสหรือไม่?

หากคำตอบของทั้ง 6 ข้อ “ชัด-มีหลักฐาน-ตรวจสอบได้” ความเชื่อมั่นของชุมชนย่อมสูงขึ้นตามลำดับ

ไทม์ไลน์และขั้นตอนอนุญาต  จาก EIA สู่ใบอนุญาตปลายทาง

หลังได้รับความเห็นชอบ EIA โครงการต้องเดินหน้าขอใบอนุญาตเฉพาะจากหน่วยงานเกี่ยวข้อง (เช่น ใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามกฎหมายควบคุมอาคาร ระบบบำบัดน้ำเสีย มาตรฐานห้องเก็บมูลฝอยติดเชื้อ และการเชื่อมต่อสาธารณูปโภค) เมื่อเอกสารอนุญาตครบถ้วนจึงเข้าสู่การก่อสร้างระยะเวลา ประมาณ 24 เดือน ก่อนทดสอบระบบและเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ สผ. ระบุในหนังสือให้โครงการแจ้งกลับเมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานปลายทาง เพื่อประสานการติดตามในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

มุมมองบรรณาธิการ  “อาสาสมัครข้อมูล” คือหัวใจของการอยู่ร่วมกัน

โครงการโรงพยาบาลไม่ใช่อาคารคอนกรีต แต่คือ “ระบบนิเวศของความไว้วางใจ” ระหว่างผู้พัฒนา แพทย์ บุคลากร คนไข้ และชุมชน การทำให้ข้อมูลมาตรการสิ่งแวดล้อม “อยู่ในที่เดียวกัน อ่านง่าย อัปเดตได้” จะลดความกังวลใจและทำให้การรับฟังข้อเสนอจากชุมชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอเชิงรูปธรรมที่โครงการสามารถทำได้ทันที ได้แก่

  • Dashboard สิ่งแวดล้อมสาธารณะ  สรุปค่าฝุ่น-เสียง-น้ำทิ้ง-ข้อร้องเรียนแบบเรียลไทม์/รายเดือน พร้อมคำอธิบายมาตรการแก้ไข
  • Community Walk & Talk  นัดหมายเดินดูไซต์ก่อสร้างร่วมกับตัวแทนชุมชนทุกไตรมาส รับข้อเสนอแนะและสรุป “สิ่งที่แก้แล้ว/กำลังดำเนินการ/กำหนดเสร็จ”
  • Hotline & SLA  ระบุเวลาตอบสนองและเวลาปิดงานร้องเรียนอย่างชัดเจน พร้อมเผยแพร่สถิติการให้บริการประชาชน

หากทำได้ครบ วงจร “รับฟัง-ปรับปรุง-รายงานผล” จะช่วยให้โครงการกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“ขยายบริการสุขภาพ” กับ “คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” ต้องเดินไปพร้อมกัน

การที่โครงการส่วนต่อขยายโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย ผ่านความเห็นชอบรายงาน EIA คือสัญญาณเชิงสถาบันว่า การขยายบริการสุขภาพของเมืองสามารถทำได้โดย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของผู้คนรอบพื้นที่

ก้าวถัดไปจึงอยู่ที่ วินัยของการปฏิบัติตามมาตรการ, ความโปร่งใสของข้อมูล, และ ความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากสามเสาหลักนี้ยืนมั่นคง เชียงรายจะได้ทั้งโรงพยาบาลคุณภาพระดับภูมิภาค และแบบอย่างการพัฒนาเมืองที่เคารพสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน

ข้อมูลโครงการโดยสรุป

  • ชื่อโครงการ  โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย)
  • ที่ตั้ง  369 หมู่ 13 ถ.พหลโยธิน ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย
  • สถานะ EIA  ให้ความเห็นชอบรายงาน (เลขที่รายงาน 256806-49; หนังสือแจ้งผลจาก สผ. ลงวันที่ 25 กันยายน 2568)
  • ขนาดโครงการ  เพิ่มจำนวนเตียงจาก 57 เป็น 237 เตียง; อาคารใหม่สูง 8 ชั้น + ชั้นใต้ดิน 1; ปรับปรุงอาคารเดิม 7 ชั้น; พื้นที่ใช้สอยรวม 33,860.37 ตร.ม.; จอดรถยนต์ 144 คัน จยย. 23 คัน
  • ระยะเวลาก่อสร้าง  ประมาณ 24 เดือ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • หนังสือ สผ. แจ้งผลการพิจารณารายงาน EIA โครงการโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย (ส่วนต่อขยาย) ลงวันที่ 25 กันยายน 2568  
  • ภาพสถานะระบบฐานข้อมูลโครงการ EIA
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายชี้เป้า UNSEEN THAI THAI สู้ศึก Tourism War วธ.ดัน บ้านห้วยน้ำกืน สู่แบรนด์ ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงรายชี้เป้า “UNSEEN THAI THAI” รับศึก Tourism War: วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนยกระดับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่แบรนด์ประสบการณ์ไทยคุณภาพ

เชียงราย,19 พฤศจิกายน 2568 –  ท่ามกลางแรงกดดันของ “สงครามท่องเที่ยวเอเชีย” ซึ่งคู่แข่งเร่งสร้างแลนด์มาร์ก ผ่อนคลายวีซ่า หนุนการบินอย่างเป็นระบบ เชียงรายเลือก “อัตลักษณ์ชุมชน” เป็นหัวหอก วธ.เชียงรายลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืนเจาะลึกทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้นโยบาย “ไท ไทย” ของกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อแปรความเป็นไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัยและสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ พร้อมตั้งโจทย์การตลาดท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ที่ต้อง “แตกต่าง มีคุณค่า วัดผลได้” ขณะเดียวกัน ภาพรวมระดับประเทศยังต้องเร่งอุดจุดอ่อนด้านภาพลักษณ์ ความปลอดภัย มาตรฐานประสบการณ์ และโครงสร้างข้อมูล ให้ทันเกมรุกของภูมิภาคตามดัชนี TTDI 2024 กับความเป็น “ฮับการบิน” ที่กำลังก้าวหน้าแต่ยังต้องต่อยอดอย่างเป็นระบบ (เช่น SAT-1 และรันเวย์ที่ 3 ของสุวรรณภูมิ) เพื่อดึงตลาดคุณภาพกลับมาอย่างยั่งยืน

ฉากตั้งต้น เมื่อ “เรื่องเล่า” ต้องชนะ “ส่วนลด”

ในตลาดท่องเที่ยวเอเชียปี 2567–2568 หลายประเทศเดินเกมเข้มข้น ทั้งสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ขนาดใหญ่ (เช่น Zootopia ที่ Shanghai Disney) และยกระดับแหล่งเดิมให้เป็น “ประสบการณ์” มากกว่าการเที่ยวเชิงเช็คอิน (สิงคโปร์พัฒนา Rainforest Wild Asia และโครงการรีแบรนด์ปลายทางอย่างต่อเนื่อง) ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้า “นโยบายด้านการเดินทาง” ที่กระตุ้นดีมานด์ เช่น ยกเว้นวีซ่า ขยายเวลาพำนัก e-Visa วีซ่ากลุ่มพิเศษ ตลอดจนการเพิ่มความถี่และความเชื่อมต่อของเครือข่ายการบิน ซึ่งทำให้การตัดสินใจเดินทางของผู้คน “เร็ว ง่าย คุ้ม” กว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ไทยเองมีชุดมาตรการปรับตัว ทั้งการขยายยกเว้นวีซ่า 60 วันให้กับหลายประเทศ และเปิด “Destination Thailand Visa (DTV)” เพื่อดึงดูดดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ รวมถึงการแพทย์เชิงคุณภาพและพำนักระยะยาว (LTR/Thailand Privilege) เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง แต่ในโลกที่ทุกประเทศต่าง “จัดเต็ม” เชิงยุทธศาสตร์ การชนะด้วย “ราคา ส่วนลด” เพียงอย่างเดียวเริ่มเพดานต่ำลง—เมืองปลายทางต้อง “ขายคุณค่า” ผ่านเรื่องเล่า วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประสบการณ์ที่ลึกซึ้งจับต้องได้.

เหตุการณ์หลักในพื้นที่  วธ.เชียงราย “ลงมือ ลงพื้นที่” บ้านห้วยน้ำกืน

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย (วธ.ชร.) นำโดย นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ตำบลแม่เจดีย์ อำเภอเวียงป่าเป้า เพื่อตรวจสำรวจ “ทุนทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น” ภายใต้แนวคิด “UNSEEN THAI THAI   อันซีน ไท ไทย เสน่ห์วัฒนธรรม จังหวัดเชียงราย” โดยเน้นความร่วมมือกับผู้นำชุมชน ภาคประชาชน เพื่อคัดเลือก “เรื่องเล่าที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่สามารถสืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ กิจกรรม ประสบการณ์เชิงท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืนในมิติ เศรษฐกิจ–สังคม–จิตใจ สอดคล้องนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่ง “ยกระดับไทยดั้งเดิมให้ร่วมสมัย” ของกระทรวงวัฒนธรรม. (ข้อมูลจากประกาศ/รายงานของหน่วยงานท้องถิ่น)

การลงพื้นที่ครั้งนี้ มีเป้าหมายเชิงปฏิบัติการ 3 ส่วน คือ

  1. การทำแผนที่ทุนวัฒนธรรม (Cultural Mapping)  ชี้จุดอัตลักษณ์ วิถี คติความเชื่อ ภูมิปัญญา ศิลปะพื้นถิ่น ที่ “เล่าได้ ขายได้ ยืนระยะได้”
  2. การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)  แปลง “องค์ความรู้ท้องถิ่น” เป็นกิจกรรมเวิร์กช็อป/พิธีกรรม/งานหัตถกรรม/อาหารพื้นถิ่น ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวรอบพื้นที่
  3. การสร้างความพร้อมชุมชน (Capacity Building)  ยกระดับมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก พิธีการต้อนรับหลายภาษา และการสื่อสารดิจิทัล เพื่อรองรับตลาดคุณภาพ/พักยาว

 หากประเทศคู่แข่ง “เร่งสร้างที่เที่ยวใหม่” ไทยต้อง “เล่าและจัดการของเดิมให้เป็นใหม่” จนเกิดคุณค่าที่เหนือราคา—และเชียงรายกำลังพิสูจน์สมมติฐานนี้ผ่าน UNSEEN THAI THAI บนฐานชุมชนจริง

ไทม์ไลน์  จากนโยบาย “ไท ไทย” สู่ปฏิบัติการในหมู่บ้าน

  • ก่อนหน้า 2568  กระทรวงวัฒนธรรมวางวิสัยทัศน์ “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” และชูแนวคิด “ไท ไทย” เพื่อยกระดับความเป็นไทยดั้งเดิม (Traditional Thai) ให้สอดรับกับความร่วมสมัย (Contemporary Thai) ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์/ซอฟต์พาวเวอร์
  • 2567–2568 (ระดับภูมิภาค)  ประเทศคู่แข่งในเอเชียเปิดแลนด์มาร์ก/ธีมแลนด์ ยกเครื่องวีซ่า หนุนเครือข่ายการบิน เร่งทำคอนเทนต์/อินฟลูเอนเซอร์อย่างเป็นระบบ ทำให้การแข่งขันดุเดือด (เช่น จีนเปิด Zootopia แห่งแรกของโลกที่เซี่ยงไฮ้ดิสนีย์รีสอร์ต; สิงคโปร์เดินหน้ากลุ่มโครงการ Mandai และแหล่งเรียนรู้ทางทะเลขนาดใหญ่)
  • 18 พ.ย. 2568 (ระดับพื้นที่)  วธ.เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping จุดประกายเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน วางแผนกิจกรรมร่วมกับผู้นำหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือก “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่เปิดขายได้จริง (เช่น เวิร์กช็อปหัตถกรรม, พิธีกรรมท้องถิ่นที่เคารบวิถี, อาหารพื้นถิ่นเล่าเรื่อง)
  • หลังการลงพื้นที่ (ก้าวถัดไป)  บูรณาการกับ อปท./ททท./เอกชนทัวร์/OTA เพื่อจัดทำ “สินค้า เส้นทาง ปฏิทินกิจกรรม” แบบ ทดลองขาย (pilot) พร้อมสร้างตัวชี้วัด (KPI) ด้านรายได้ชุมชน การจ้างงาน การยืดระยะพำนัก คะแนนประสบการณ์ (CSAT/NPS) และอัตราการกลับมาเยือนซ้ำ

ภาพใหญ่ประเทศ  ทำไมไทย “ต้องเร่ง” วางยุทธศาสตร์ยาว

  1. ความสามารถในการแข่งขันเชิงระบบ
    ดัชนี Travel & Tourism Development Index 2024 โดย World Economic Forum จัดอันดับภาพรวม “ความพร้อมและสภาพแวดล้อม” ด้านท่องเที่ยวของประเทศ—ไทยยังอยู่หลังคู่แข่งหลายด้าน โดยเฉพาะ ความยั่งยืน ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานเชิงระบบ ซึ่งสะท้อนว่าต่อให้ทรัพยากรท่องเที่ยวโดดเด่น หากระบบบริหารจัดการยัง “ไม่เข้มแข็งพอ” ไทยจะเสียเปรียบในศึกยืดเยื้อ
  2. เครือข่ายการบินและศักยภาพฮับ
    รายงาน OAG Megahubs สะท้อนความเข้มแข็งของจุดเชื่อมต่อการบินระดับโลก โดย กัวลาลัมเปอร์ (KUL) และ อินชอน (ICN) ทำผลงานโดดเด่นขึ้นติดท็อป ขณะที่ สุวรรณภูมิ (BKK) ขยับอันดับดีขึ้นตามการเปิดอาคารเทียบเครื่องบินรอง SAT-1 และ “รันเวย์ที่ 3” ช่วยเพิ่มขีดความสามารถรับ กระจายผู้โดยสารระหว่างประเทศ แต่เพื่อให้กลายเป็น “แม่เหล็กจริง” ไทยต้องเชื่อมจิ๊กซอว์ การตลาด วีซ่า ตารางบิน การกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง อย่างมีแผนเดียวทั้งระบบ
  3. นโยบายวีซ่า ผลิตภัณฑ์วีซ่าพิเศษ
    ไทยประกาศผ่อนคลายกฎวีซ่าหลายระลอก และเปิด DTV เจาะกลุ่มดิจิทัลโนแมด/ครีเอทีฟ พร้อมวีซ่าระยะยาว/การแพทย์ เพื่อดึงกำลังซื้อคุณภาพ—ทิศทางนี้ “ถูกทาง” แต่ต้อง บูรณาการสื่อสาร จัดเส้นทาง ยกระดับประสบการณ์ ให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจริง มิฉะนั้นจะ “เปิดประตูติดป้ายต้อนรับ” แต่คนยังไม่เข้า เพราะเรื่องเล่ายังไม่ชัด สินค้ายังไม่พร้อม.

เชื่อมโยงเชียงรายกับสงครามท่องเที่ยว  How to Win

เชียงราย มีจุดแข็งชัดเจนด้าน ความปลอดภัย ธรรมชาติ วัฒนธรรม ความเป็นเมืองพำนัก (long-stay) และกำลังสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ที่ตอบโจทย์เส้นทางภาคเหนือและสามเหลี่ยมทองคำ การที่ วธ.เชียงรายนำ UNSEEN THAI THAI ลงชุมชนจริง—คือการกำหนด ประสบการณ์หลัก” ที่ขายได้ยาว และไม่ชนตรงกับจุดขายส่วนลดของคู่แข่ง โดยโฟกัส 4 ยุทธศาสตร์ต่อไปนี้

  1. Differentiation by Culture
    ลงทุนกับ “เรื่องเล่าอัตลักษณ์” เช่น พิธี อาหาร งานช่าง ดนตรี ผ้าทอ ความเชื่อ—เลือกเฉพาะที่ “เล่าได้ ถ่ายทอดได้ เป็นธรรมชาติของชุมชน” แล้วออกแบบเป็นประสบการณ์ Must Try/Must See ที่ไม่ซ้ำเมืองไหน (เช่น “เช้า สัมผัสวิถี/สาย ลงมือทำ/บ่าย แลกเปลี่ยนภูมิปัญญา/เย็น ร่วมพิธีท้องถิ่น/ค่ำ ดูฟ้าและเรื่องเล่า/นอนโฮมสเตย์มาตรฐาน”)
  2. Quality First, Then Quantity
    ตั้ง KPI เป็น รายได้ต่อหัว ระยะพำนัก สัดส่วนกิจกรรมคุณค่า” แทนการไล่ตัวเลขคนเข้าเมือง ยกระดับมาตรฐานไมโครบีดดิ้ง (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/ข้อมูลโภชนาการ/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) เพื่อให้ตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ ยุโรป “รู้สึกคุ้มที่จะจ่ายเพิ่ม”
  3. Route Design & Distribution
    เชื่อมเชียงรายกับ แพ็กเกจข้ามจังหวัด และ เส้นทาง thematic (เช่น “ชา กาแฟ ผ้าพื้นเมือง”, “เวียง วัด วิถี”, “สุขภาพ สมาธิ สมุนไพร”) แล้วกระจายผ่าน OTA/เอเยนต์ สื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะกลุ่ม (คราฟต์/ถ่ายภาพ/กาแฟ/สายครอบครัว/ผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง)
  4. Data-Driven & Continuous Improvement
    วัดผลแบบเรียลไทม์  รายได้ชุมชน, การจ้างงาน, CSAT/NPS, Net Benefit ต่อสิ่งแวดล้อม สังคม, และปริมาณเนื้อหาที่ถูกบอกต่อ (UGC) เพื่อ “ปรับสูตร เพิ่มคุณค่า ลดรอยรั่ว” อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่าง “แพ็กเกจประสบการณ์” ที่ทำได้จริง (Draft)

  • Craft & Spirit  เวิร์กช็อปงานช่าง/ผ้าทอ/เครื่องเงิน + เรื่องเล่าคติความเชื่อ + พิธีขอบคุณป่า/น้ำ ตามมารยาทชุมชน
  • Food & Faith  ทำอาหารพื้นถิ่น “กับข้าวเล่าประวัติ” + ลองปลูก เก็บ ปรุง + เส้นทางวัด เวียง ชุมชน
  • Quiet Wellness  สมาธิยามเช้า เดินป่าเบา ๆ อาบไอหมอก สมุนไพรพื้นบ้าน สปาไทยร่วมสมัย
  • Photo & Story  จุดชมวิว แสงเช้า/เย็น คลาสเล่าเรื่องถ่ายภาพ งานเล็ก ๆ ในชุมชน

ทุกโปรแกรมต้องมี มาตรฐานความปลอดภัย การแยกขยะ การใช้น้ำ การจัดการฝุ่น/ควัน และ แนวปฏิบัติสำหรับแขก (do & don’t) ที่เข้าใจง่ายหลายภาษา พร้อม ป้ายอักษรเบรลล์/สัญลักษณ์สากล และ เส้นทางสำหรับผู้ใช้วีลแชร์ เพื่อรองรับ Friendly Design ให้เป็นปลายทางที่ “ทุกคนเข้าถึงได้”.

บทเรียนจากคู่แข่ง  โครงสร้างและการสื่อสารสำคัญพอ ๆ กับแหล่งท่องเที่ยว

  • สิงคโปร์ เดินหน้าสร้าง “คาแรกเตอร์เมือง” ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวระดับประเทศและการลงทุนในแลนด์มาร์ก/พิพิธภัณฑ์/สวนเชิงเรียนรู้ พร้อมทำงานแบบ รัฐ เอกชนร่วม ยกระดับประสบการณ์ทุกจุดสัมผัส (จากสนามบินสู่ย่านสร้างสรรค์)
  • จีน ใช้ “ธีมแลนด์ เมืองหิมะ เมืองโบราณรีโนเวต” เป็นแม่เหล็กเพื่อยืดฤดูกาลและเพิ่มกิจกรรมเชิงประสบการณ์ พร้อมผ่อนคลายวีซ่าบางส่วน—เป็นสัญญาณว่าประเทศที่เคยพึ่งทรัพยากรธรรมชาติ ก็กำลัง “สร้างของใหม่” แข่งเช่นกัน
  • ไทย เองกำลังก้าวหน้าในฝั่งโครงสร้างสนามบิน (SAT-1/รันเวย์ที่ 3) ซึ่งช่วยเรื่องการเชื่อมต่อ แต่อีกฟากคือ “การจัดการปลายทาง” ตั้งแต่ ความปลอดภัย การสื่อสารหลายภาษา มาตรฐานบริการ การจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบข้อมูล ที่ยังต้องเร่ง “ทำให้แน่น” ให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด TTDI ที่ยังเป็นจุดอ่อน

มุมข้อมูล ตัวเลข “ชวนคิด” (สำหรับผู้กำหนดยุทธศาสตร์)

  • TTDI 2024 ชี้ไทยยังมีช่องว่างสำคัญด้าน Enabling Environment/ความยั่งยืน/โครงสร้างพื้นฐาน เมื่อเทียบคู่แข่ง—สะท้อนว่าการพึ่ง “ชื่อเสียงปลายทาง” อย่างเดียวไม่พอ ต้องยกระดับระบบและมาตรฐานพร้อมกัน
  • เครือข่ายการบิน  การขยับอันดับ Megahubs ของสุวรรณภูมิเป็นสัญญาณบวก—แต่ “การเชื่อมต่อเที่ยวบิน” ควรไปพร้อมกับ “สินค้าที่พร้อมขาย” ของเมืองรอง เช่น เชียงราย เพื่อแปลงผู้โดยสารต่อเครื่องเป็น “ผู้มาเยือนคุณภาพ”
  • วีซ่า/ผลิตภัณฑ์วีซ่า  มาตรการ 60 วัน และ DTV จะเกิดผลสูงสุดต่อเมื่อมี แพ็กเกจ ประสบการณ์ ระบบรับรองมาตรฐาน ให้กลุ่มดิจิทัลโนแมด/ระยะยาวตัดสินใจได้ทันที—ไม่ใช่เพียง “ขอมาแล้วค่อยหา”.

ข้อเสนอเชิงนโยบายและการจัดการ (สำหรับจังหวัดและหน่วยงานร่วม)

  1. DMO เชียงรายแบบเบา-คล่อง (Light-DMO)
    จัดตั้งคณะทำงานข้ามหน่วย (วธ.–ททท.–อปท.–เอกชน–ชุมชน–สถาบันการศึกษา) ทำหน้าที่ ออกแบบเส้นทาง บ่มเพาะผู้ประกอบการชุมชน ทำการตลาดร่วม วัดผล รายงานสาธารณะ รายไตรมาส
  2. มาตรฐานประสบการณ์ & Friendly Design
    กำหนดมาตรฐานบริการ (ภาษา/ความปลอดภัย/สุขอนามัย/อาหารแพ้อาหาร/แคชเลส/การเข้าถึงสำหรับผู้พิการ) พร้อมอบรมชุมชนและผู้ประกอบการ และทำ “ตรารับรอง” จังหวัด
  3. Data Lake ท่องเที่ยวเชียงราย
    รวมข้อมูลการจอง/เส้นทางยอดนิยม/การใช้จ่าย/รีวิว/CSAT/NPS/ปัญหาระหว่างเดินทาง สู่แดชบอร์ดสาธารณะจังหวัด เพื่อให้ทุกภาคส่วน วางแผน ปรับทัพ บูรณาการงบ ได้บนข้อเท็จจริงเดียวกัน
  4. Prototype → Scale
    เริ่มจาก บ้านห้วยน้ำกืน เป็นพื้นที่ต้นแบบ “UNSEEN THAI THAI” แล้วขยายสู่หมู่บ้านรอบข้าง แบบ “วงแหวน” (Ring Strategy) เพื่อให้ ทรัพยากร รายได้ คน กิจกรรม กระจายตัว ไม่กระจุกจุดเดียว
  5. การสื่อสารเชิงแบรนด์ร่วม
    จัดทำ “Brand Book เชียงราย UNSEEN THAI THAI” ระบุโทนภาษา ภาพ จริยธรรมการท่องเที่ยว do & don’t แนวถ่ายภาพที่เคารพชุมชน และ Content Calendar ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์เชิงคุณภาพ (ไม่เน้นไวรัลที่ผิดบริบทวัฒนธรรม)

ชนะด้วย “คุณค่าที่วัดผลได้”

การที่ วธ.เชียงราย ลงพื้นที่บ้านห้วยน้ำกืน มิใช่เพียง “กิจกรรมเชิงพิธีการ” แต่เป็นการ พลิกโจทย์ ศึกท่องเที่ยวจากการแข่ง “จำนวน ส่วนลด” ไปสู่การแข่ง “คุณค่า ประสบการณ์ ความยั่งยืน” หากทำต่อเนื่องและวัดผลได้จริง เชียงรายจะกลายเป็น ต้นแบบเส้นทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ช่วยให้ไทย ยืดระยะพำนัก เพิ่มรายได้ต่อหัว สร้างงานท้องถิ่น รักษาทรัพยากร และ “เล่าเรื่องไทย” ให้คนทั้งโลกเข้าใจในแบบที่สัมผัสได้

และในภาพใหญ่ระดับประเทศ ไทยจำเป็นต้อง เดินสองขา ไปพร้อมกัน

  • ขาโครงสร้าง นโยบาย  วีซ่า เครือข่ายบิน มาตรฐาน ข้อมูล ความปลอดภัย DMO
  • ขาประสบการณ์ แบรนด์  UNSEEN THAI THAI/Soft Power/เรื่องเล่า/เส้นทางใหม่/กิจกรรมเชิงเรียนรู้

เมื่อ “โครงสร้าง” หนุน “เรื่องเล่า” และ “เรื่องเล่า” กลับไปขับ “โครงสร้าง” อย่างต่อเนื่อง ประเทศจะไม่ต้องเผชิญ Tourism War ด้วย “ราคา” อีกต่อไป แต่จะชนะด้วย “ความหมายและคุณค่า” ที่ผู้มาเยือนยินดีจ่าย—และอยากกลับมาอีก

ภาคผนวก  ไทม์ไลน์ย่อ   ปฏิบัติการเชื่อมโยงพื้นที่ นโยบาย

  • ก่อน 2568: กระทรวงวัฒนธรรมวางกรอบ “ไท ไทย” ขับเคลื่อน Soft Power ไทย
  • ต้น–กลาง 2568: ประเทศคู่แข่งเร่งเปิดแลนด์มาร์ก/เพิ่มเครือข่ายบิน/เดินหน้าวีซ่า อีเวนต์ยักษ์
  • ต.ค.–พ.ย. 2568: เชียงรายเร่งสำรวจทุนวัฒนธรรม แปลงสู่แผนเส้นทาง กิจกรรมชุมชน
  • 18 พ.ย. 2568: วธ. เชียงรายลงพื้นที่ บ้านห้วยน้ำกืน ทำ Cultural Mapping ดีไซน์ประสบการณ์
  • ปลาย 2568–ต้น 2569: ทดลองแพ็กเกจ/ตั้งตัวชี้วัด/ฟังเสียงผู้มาเยือน ผู้ประกอบการ ชุมชน
  • ตลอด 2569: ขยายวงต้นแบบ ยกระดับมาตรฐาน ต่อยอดสู่ปฏิทินกิจกรรมเมืองรอง

ข้อมูลเหตุการณ์ภาคสนามใน จ.เชียงราย รวมถึงรายชื่อผู้ปฏิบัติงาน/วันเวลา/สถานที่ ลงพื้นที่ ฯลฯ อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ส่งข่าวจัดเตรียมให้โดยตรง (แหล่งข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม) ซึ่งผู้เขียนใช้เป็น “แกนหลัก” ในการเรียบเรียงไทม์ไลน์ และเชื่อมโยงกับแหล่งอ้างอิงสาธารณะระดับประเทศ/ภูมิภาคด้านนโยบายท่องเที่ยวและโครงสร้างเชิงระบบตามที่ระบุข้างต้น

บทความนี้ยึดหลัก ความเป็นกลาง ตรวจสอบได้ เคารพชุมชน เนื้อหาเชื่อมโยง “ข้อเท็จจริงพื้นที่” กับ “บริบทเชิงนโยบาย” เพื่อให้ผู้อ่านเชิงลึกสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงงาน/เชิงนโยบาย โดยหลีกเลี่ยงการคาดเดาตัวเลขนอกเหนือแหล่งอ้างอิงสาธารณะ และเสนอแนวปฏิบัติที่ จับต้องได้ วัดผลได้ ยืดหยุ่น ต่อสถานการณ์.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • World Economic Forum. Travel & Tourism Development Index 2024
  • OAG. Megahubs Index
  • Shanghai Disney Resort. Zootopia Land
  • Mandai Wildlife Group / National Geographic
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

ข้าวหอมมะลิจ่อแตะ 1.5 หมื่น/ตัน! ธรรมนัส–นเรศ เร่งพลิกเข็มทิศข้าวไทยสู่คุณภาพ คาร์บอนต่ำ

ราคาข้าวขยับ–เชียงรายขยับตัว” ธรรมนัสดันหอมมะลิแตะ 1.5 หมื่นบาท/ตัน–นเรศจ่อเข้านบข. เสนอปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่–เร่ง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ชูคุณภาพและรายได้ยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 18 พฤศจิกายน 2568 — สายลมต้นฤดูหนาวที่พัดผ่านทุ่งนาทางตอนล่างของเชียงรายพาเอาความคาดหวังกลับคืนมาสู่ชาวนาอีกครั้ง เมื่อสัญญาณสำคัญจากส่วนกลางระบุชัดว่า “ราคาข้าวกำลังปรับตัวดีขึ้น” โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่ขยับแตะ 13,500 บาทต่อตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาทต่อตัน จากอานิสงส์มาตรการ “ชะลอการขายข้าว” ซึ่งทำหน้าที่ “ตัดยอด” ปริมาณออกจากตลาดในห้วงเวลาสำคัญ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ราคาฟื้นตัวตามกลไกอุปสงค์–อุปทาน

เสียงยืนยันจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นเชิงนโยบาย ขณะเดียวกัน นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เตรียมนำ “ชุดข้อเสนอเชิงโครงสร้าง” เข้าสู่ที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เพื่อ “พลิกเข็มทิศ” การผลิตข้าวไทยจาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” ไปพร้อมกับการปรับพื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม นำร่อง 1 ล้านไร่ และยกระดับโครงสร้างรองรับ อาทิ การสนับสนุนเครื่องบรรจุ ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และการใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นกลไกหลัก

ราคาดีเพราะ “ชะลอขาย” แต่ต้องชะลออย่าง “มีวินัย”

หัวใจของสัญญาณราคาครั้งนี้คือ “การชะลอขาย” ที่ช่วยผ่อนแรงกดอุปทานในตลาดช่วงสำคัญ หากมองจากมุมพื้นที่อย่างเชียงราย จังหวัดที่เกษตรกรส่วนใหญ่ “จับจังหวะตลาด” ผ่านพ่อค้าคนกลาง/โรงสีและสหกรณ์ มาตรการดังกล่าวจะได้ “ราคา” ก็ต่อเมื่อมีวินัยในสามจุดพร้อมกัน ได้แก่

  1. การเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว ให้คุณภาพเมล็ดไม่เสื่อมจากความชื้น/เชื้อรา เพราะข้าวคุณภาพดีคือเงื่อนไขต่อรองราคา
  2. การเข้าถึงสินเชื่อ/สภาพคล่อง ระหว่างรอขาย เพื่อไม่ให้ต้อง “ขายขาดทุนเพราะเงินถึงมือช้า”
  3. ข้อมูลราคาและสัญญาณตลาด เพื่อกำหนด “จังหวะปล่อยของ” ให้สอดคล้องความต้องการ

ในบริบทนี้ เชียงรายถือว่ามี “ทุนสถาบัน” รองรับสำคัญ ทั้งเครือข่ายสหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน และสาขา ธ.ก.ส. 29 สาขา ซึ่งติดอันดับ 8 ของประเทศ (เท่ากับสุราษฎร์ธานี) ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนระยะสั้นและบริการทางการเงินเฉพาะด้านได้รวดเร็วขึ้น เมื่อประกอบกับมาตรการระดับชาติ จึงเพิ่มโอกาส “รอให้ถึงราคา” โดยไม่เสียคุณภาพหรือสภาพคล่อง

จาก “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ” เข็มทิศใหม่ที่ชี้ตรงเชียงราย

ข้อเสนอของ นายนเรศ ที่จะเสนอต่อนบข. วาง “คุณภาพ คาร์บอนต่ำ โภชนาการสูง” เป็นแกนกลาง และใช้เครื่องมือสองขาเดินคู่กัน ได้แก่

  • ขาแรก โซนนิ่งการผลิต + โซนนิ่งการตลาด
    ปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ “ไม่เหมาะสมต่อการทำนา” ไปสู่ พืชทางเลือก ที่ตลาดต้องการ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ บริหารความเสี่ยงด้านน้ำ/ดิน พร้อมเดินโซนนิ่งการตลาดคู่ขนาน เพื่อไม่ให้เกิด “ปลูกแล้วตันที่หน้าประตูตลาด”
  • ขาที่สอง  ยกระดับโครงสร้างคุณภาพ
    สนับสนุน เครื่องบรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ให้โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง และใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน เป็น “ฐานผลิต ฐานความรู้ ฐานตรวจรับรองเบื้องต้น” เชื่อมสู่ตลาดคุณภาพ รวมถึงการขับเคลื่อน ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ใส่ใจการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้投入ที่ไม่จำเป็น และเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับเชียงราย แนวทางนี้ “เข้าทาง” โครงสร้างพื้นที่ที่หลากหลาย มีทั้งที่ราบเหมาะทำนา และโซนที่อาจเหมาะกับพืชทางเลือก การเดินนโยบายบนฐานข้อมูลความเหมาะสมของดิน น้ำ ภูมิอากาศ จะช่วยให้เกษตรกร “วางพอร์ตพืช” ได้สมดุลกว่าเดิม ลดการเสี่ยงผันผวนด้านราคา และจูนให้เข้ากับตลาดจริง

คลายความสับสน “พันธุ์ข้าว”  หอมมะลิมาตรฐานไม่เท่ากับ “หอมสยาม”

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว อธิบายชัดในสองชั้นสำคัญ

  • ชั้นมาตรฐาน  ข้าวหอมมะลิมาตรฐาน คือ กข15 และ หอมดอกมะลิ 105 ซึ่ง “มีราคาอ้างอิงตามเกณฑ์ตลาด” และเป็นฐานการซื้อขายที่วงการยอมรับ
  • ชั้นพันธุ์เอกชน  “หอมสยาม” เป็นพันธุ์ที่ เอกชนจดทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว จึงจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ตามปกติ แต่ ยังอยู่ระหว่างการขอรับรองพันธุ์กับกรมการข้าว ทำให้ ราคาแตกต่างจากหอมมะลิมาตรฐานแน่นอน

สาระสำคัญสำหรับเกษตรกรเชียงราย คือ “แยกแยะให้ชัดเจน” ระหว่างพันธุ์มาตรฐานกับพันธุ์ที่ยังอยู่ระหว่างการรับรอง เพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังราคาที่คลาดเคลื่อน ระดับพื้นที่ควรใช้ ศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ โรงสี เป็น “จุดเช็คข้อมูลพันธุ์และราคา” ก่อนตัดสินใจซื้อเมล็ดพันธุ์หรือทำสัญญาขาย เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ในระบบ

เชียงรายในฐานะ “สนามจริง”  ทำอย่างไรให้ได้ทั้ง “ราคา คุณภาพ ความยั่งยืน”

เมื่อข้อเท็จจริงจากส่วนกลางชัดเจน สิ่งที่จังหวัดต้องทำคือ “แปลงสัญญาณนโยบาย” ให้เป็น เวิร์กโฟลว์ระดับชุมชน เพื่อให้ชาวนาได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยเฉพาะหกประเด็นต่อไปนี้

  1. แผนชะลอขายระดับสหกรณ์
    สหกรณ์/กลุ่มชาวนาควรร่วมกำหนด แผนรับ เก็บ ปล่อยของ ตามสัญญาณตลาด สื่อสาร “จังหวะขาย” แบบรายสัปดาห์ พร้อม แนวปฏิบัติการเก็บรักษา (ความชื้น การรม การถ่ายเทอากาศ) เพื่อคงคุณภาพเมล็ด
  2. สินเชื่อหมุนเวียน คลังเก็บ การประกันคุณภาพ
    ใช้ความพร้อมของ ธ.ก.ส. 29 สาขา เชื่อมสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นกับ ระบบคลังกลาง/ไซโลชุมชน และจัดทำ มาตรฐานประกันคุณภาพ ก่อนปล่อยขาย ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองราคาอย่างเป็นรูปธรรม
  3. การคัดเลือกพื้นที่ปรับพืช (Pilot 1 ล้านไร่)
    บูรณาการข้อมูล กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว เพื่อคัด “จุดนำร่อง” ในเชียงราย ที่ควรเปลี่ยนไปปลูก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือ พืชตระกูลถั่ว พร้อมจับคู่ ผู้รับซื้อ โรงงานอาหารสัตว์ ตลาดถั่ว ให้แน่ชัด (โซนนิ่งการตลาด)
  4. สายพานข้าวคาร์บอนต่ำ
    สร้างคู่มือปฏิบัติการลดคาร์บอนในแปลงนา (จัดการฟาง น้ำ เคมี) และ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้น ที่ศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมกับโรงสีขนาดเล็กที่ได้รับเครื่องจักรสนับสนุน เพื่อยกระดับความสม่ำเสมอและการติดฉลากคุณภาพ
  5. ลดความสับสนเรื่องพันธุ์ที่หน้าทุ่ง
    จัด คลินิกพันธุ์ข้าว ฤดูละหนึ่งครั้ง รวบรวมเจ้าหน้าที่กรมการข้าว นักปรับปรุงพันธุ์ โรงสี พ่อค้าพันธุ์ มาชี้แจง หอมมะลิมาตรฐาน vs พันธุ์การค้าอื่น พร้อมตารางราคาอ้างอิง ช่วยให้เกษตรกรตัดสินใจบนข้อมูลที่ถูกต้อง
  6. สื่อสารสาธารณะเชิงข้อมูล
    ทำ “แดชบอร์ดราคาข้าวรายสัปดาห์” ของจังหวัด (ผ่านสหกรณ์/ศูนย์ข้าวชุมชน) เพื่อให้ชาวนารับรู้ราคากลาง/แนวโน้ม/คำแนะนำจังหวะปล่อยของ ลดความเหลื่อมล้ำข้อมูลระหว่างเกษตรกรรายย่อยกับผู้ซื้อรายใหญ่

ข้อเท็จจริงที่ “เปิดโอกาส” ให้เชียงราย

  • ราคาข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน มีโอกาสถึง 15,000 บาท/ตัน  เป็น “หน้าต่างเวลา” ที่เกษตรกรสามารถใช้กลยุทธ์ชะลอขาย (อย่างมีวินัย) เพื่อปิดจุดคุ้มทุนและทำกำไร
  • นโยบายปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่  สำหรับโซนที่ทำนา “ไม่คุ้มต้นทุน” การเปลี่ยนพืชลดเสี่ยงราคาและน้ำ อาจให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ที่มั่นคงกว่า แต่ต้องมีตลาดรองรับคู่ขนาน
  • โรงสีขนาดเล็ก 200 แห่ง  เปิดโอกาสโรงสีชุมชนในเชียงรายที่พร้อมยกระดับอุปกรณ์ บรรจุ–ผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้ขึ้นสู่ห่วงโซ่เมล็ดพันธุ์คุณภาพ เชื่อมตลาดพรีเมียม
  • ธ.ก.ส. 29 สาขาในเชียงราย  เป็น “โครงสร้างทางการเงิน” ที่เอื้อการหมุนสภาพคล่องระหว่างรอขาย และรองรับการลงทุนย่อยเพื่อเพิ่มคุณภาพหลังเก็บเกี่ยว (เครื่องวัดความชื้น โรงเรือนอบแห้งขนาดเล็ก ฯลฯ)

ข้อควรระวัง  ราคาที่ดีต้องไม่แลกด้วยคุณภาพที่ตก

มาตรการชะลอขายจะได้ผลสูงสุด เมื่อ “เมล็ดข้าวยังคงคุณภาพ” เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญกับ

  • การลดความชื้นตามมาตรฐาน ก่อนเข้าคลัง เพราะความชื้นสูงทำให้เกิดเชื้อราและสูญเสียบทต่อรอง
  • การคัดแยกสิ่งเจือปน และรักษาความสะอาด ช่วยลด “ค่าหัก” จากโรงสี/ผู้ซื้อ
  • เอกสารการซื้อขาย/มาตรฐานพันธุ์ ทำให้การรับซื้อโปร่งใส ตรงตามประเภทพันธุ์ และเคลียร์ราคาง่าย

คำถามใหญ่ที่ตอบด้วยนโยบาย

  1. จะไม่ให้เกษตรกรต้อง “ขายแบบจำยอม” ได้อย่างไร?
    คำตอบคือ “สภาพคล่องระยะสั้น + คลังเก็บคุณภาพ + ข้อมูลราคา” ต้องมาพร้อมกัน จังหวัดซึ่งมี ธ.ก.ส. ครอบคลุมสาขาใหญ่ ยิ่งควรเร่งการเข้าถึงสินเชื่อหมุนเวียนเฉพาะกิจสำหรับการชะลอขาย
  2. จะเปลี่ยน 1 ล้านไร่ให้เป็น “โอกาส” ไม่ใช่ “ภาระ”?
    คำตอบคือ “โซนนิ่งการตลาดคู่ขนานโซนนิ่งการผลิต” ต้องชัดตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสัญญารับซื้อ/โมเดลเชื่อมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และผู้แปรรูปถั่ว
  3. จะทำให้ “ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็น “รายได้เพิ่ม” ไม่ใช่ภาระเอกสาร?
    คำตอบคือ ตั้งจุดรับรองเบื้องต้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน โรงสีชุมชน ลดต้นทุนการตรวจ เอกสาร และเชื่อมฉลากคุณภาพกับราคารับซื้อที่ให้ “พรีเมียมจริง”

สรุปภาพใหญ่มุมเชียงราย  จาก “สัญญาณราคา” สู่ “เข็มทิศใหม่ของทุ่งนา”

สัญญาณว่าข้าวหอมมะลิแตะ 13,500 บาท/ตัน และมีโอกาสไต่ระดับถึง 15,000 บาท/ตัน ไม่ได้เป็นเพียง “ข่าวดีชั่วคราว” หากสะท้อนว่าการบริหารอุปทานด้วยมาตรการชะลอขาย เมื่อประกอบกับการปรับโครงสร้างไปสู่ คุณภาพ–คาร์บอนต่ำ–โภชนาการสูง และการปรับพื้นที่ 1 ล้านไร่ ที่ทำแบบบูรณาการ สามารถ “ยกทั้งระบบ” ให้ชาวนาอยู่ได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

สำหรับเชียงราย เมืองเกษตรกรรมที่มีทั้งโครงสร้างสหกรณ์เข้มแข็ง ศูนย์ข้าวชุมชน และ ธ.ก.ส. 29 สาขา เป็นทุนตั้งต้น ผลลัพธ์ของนโยบายขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ทำให้เป็นงาน” ระดับตำบล–หมู่บ้าน ตั้งแต่แผนชะลอขายที่มีวินัย คลังเก็บที่รักษาคุณภาพ การเลือกรูปแบบการผลิตตามโซนนิ่ง ไปจนถึงการสื่อสารเรื่องพันธุ์และราคาอย่างโปร่งใส หากทุกฟันเฟืองหมุนไปทางเดียวกัน “ราคาที่ดี” จะไม่ใช่แค่จังหวะได้เปรียบชั่วคราว แต่จะกลายเป็น “โครงรายได้ใหม่” ที่ยืนระยะ พร้อมพาชาวนาเชียงรายเดินหน้าในตลาดที่ยากขึ้นและพิถีพิถันขึ้น

ประโยคชวนคิด  เมื่อชาวนารู้ “จังหวะปล่อยของ” โรงสีชุมชนรู้ “มาตรฐานคุณภาพ” ศูนย์ข้าวชุมชนรู้ “เส้นทางพันธุ์–คาร์บอนต่ำ” และเงินทุนระยะสั้นเข้าถึงทันเวลา “ราคาดี” จะไม่ใช่โชค หากเป็น “ระบบงานที่ออกแบบได้”

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กรมการข้าว
  • ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ทวนสอบรายชื่อ 5,071 ครัวเรือน ปมพายุ “วิภา” เร่งจ่ายเงินช่วยเหลืออุทกภัย “9,000 บาท/ครัวเรือน” ภายใน 90 วัน

เชียงรายเร่งเครื่อง “เงินถึงมือใน 90 วัน” ประชุมคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ ครั้งที่ 9/2568 ขยับมาตรการจ่ายครัวเรือนละ 9,000 บาท ผ่านออมสิน–พร้อมเพย์ พร้อมเคลียร์คำขอท่วมหนักจาก “วิภา”

เชียงราย, 8 พฤศจิกายน 2568 — จังหวัดเชียงรายเดินหน้ากลไกบรรเทาทุกข์หลัง “ฤดูฝน 2568” ที่ทิ้งร่องรอยความเสียหายในหลายอำเภอ ด้วยการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (ก.ช.ภจ.ชร.) ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน วางกรอบการช่วยเหลือ “ตรงสิทธิ–โปร่งใส–ทันเวลา” ภายใต้ มติคณะรัฐมนตรี 21 ตุลาคม 2568 ที่กำหนดให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายผ่าน ธนาคารออมสิน ด้วยระบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) และให้จังหวัด ตรวจสอบ–อนุมัติ–จ่าย ให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ

จากเจอคลื่นน้ำ สู่คลื่นเงินช่วยเหลือ เมื่อ “เวลาคือความเป็นอยู่”

หัวใจของการประชุมอยู่ที่การ “เร่งเครื่อง” ให้เงินช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนตามกรอบเวลา เพราะในภาวะหลังน้ำลด ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ร่องรอยตะกอน แต่ลามไปถึงรายได้ที่หายไป ต้นทุนเริ่มต้นเพาะปลูกใหม่ ค่าใช้จ่ายจำเป็นของสมาชิกครัวเรือน และหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระ ความล่าช้าเพียงสัปดาห์สามารถสะเทือน “สภาพคล่องครัวเรือน” ได้โดยตรง การกำหนดเส้นตาย 90 วัน จึงเป็นเสมือน “สัญญาประชาคม” ที่รัฐตั้งไว้กับประชาชนว่า ความช่วยเหลือจะเกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นทันเวลา

แผนจ่าย “9,000 บาท/ครัวเรือน” ผ่านออมสิน–พร้อมเพย์ 3 ชั้นป้องกันความผิดพลาด

ที่ประชุมรับทราบ สถานะวงเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน และย้ำขั้นตอนการจ่ายเงินที่ต้อง ถูกต้อง–โปร่งใส–ตรวจสอบได้

  1. ตรวจสิทธิและคุณสมบัติ อำเภอ–ท้องถิ่นตรวจสอบทะเบียนราษฎร หลักฐานความเสียหาย และไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น
  2. เชื่อมฐานข้อมูลการเงิน ใช้ พร้อมเพย์ ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อโอนตรงถึงเจ้าของสิทธิ ลดความเสี่ยงโอนผิดบัญชี/บุคคลแอบอ้าง
  3. กลไกธนาคารออมสิน เป็น “ท่อจ่าย” ที่มีระบบควบคุมตรวจสอบธุรกรรมและสามารถรายงานความคืบหน้าการโอนให้จังหวัดติดตามเป็นระยะ

ความถูกต้อง” จึงสำคัญพอ ๆ กับ “ความเร็ว” เพราะหากข้อมูลต้นทางคลาดเคลื่อน ระบบที่ตามมาจะรวนทั้งแถว ที่ประชุมจึงสั่งเน้น การทวนสอบรายชื่อ ณ ระดับพื้นที่ และ ประชาสัมพันธ์เชิงรุก ให้ครัวเรือนผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชนเพื่อรับเงินได้ทันทีเมื่ออนุมัติ

ไทม์ไลน์ความเสียหาย “วิภา” กับตัวเลขที่ต้องชดเชย

เชียงรายเผชิญเหตุอุทกภัยหลายระลอกในฤดูฝน 2568 โดยเฉพาะจาก พายุ “วิภา” ระหว่าง 20–26 กรกฎาคม 2568 ซึ่งสร้างความเสียหายใน 3 อำเภอ 11 ตำบล 67 หมู่บ้าน กระทบเกษตรกร 932 ราย มีวงเงินขอรับช่วยเหลือด้านพืช 9,917,987.79 บาท และเหตุอุทกภัยวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ใน 2 อำเภอ 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน เกษตรกร 819 ราย วงเงิน 7,480,627.18 บาท นอกจากนี้ยังมีเหตุวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ใน อำเภอเมืองเชียงราย ครอบคลุม 1 ตำบล 3 หมู่บ้าน เกษตรกร 13 ราย วงเงิน 88,775 บาท
เฉพาะด้าน “การดำรงชีพ” อำเภอแม่สาย เสนอคำขอวงเงินรวม 2,584,071 บาท เพื่อจ่ายครัวเรือนตามเกณฑ์ และเมื่อรวมทั้งฤดูฝน 2568 จังหวัดได้พิจารณาจ่ายช่วยเหลือ 11 อำเภอ 5,071 ครัวเรือน รวม 45,639,000 บาท สะท้อน สเกลการเยียวยา ที่กว้างและลึกยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับเหตุปีปกติ

ห้องประชุม ปภ. ชั้น 3 เมื่อ “ตัวเลข” ต้องแปลงเป็น “คุณภาพชีวิต”

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการรับทราบตัวเลข หากแต่คือการ “แปลงตัวเลขเป็นการกระทำ” ผ่านการสรุป เช็กลิสต์ภารกิจ ที่ทุกหน่วยต้องเดินพร้อมกัน ได้แก่

  • ทวนสอบฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิ ให้ครบถ้วน (ชื่อ–ที่อยู่–เลขบัตรประชาชน–ผูกพร้อมเพย์)
  • เร่งจัดทำคำของบ และ รับจัดสรรงบประมาณ ให้ทันตามกรอบเวลา
  • สื่อสารสาธารณะ ถึงสิทธิ เงื่อนไข และช่องทางตรวจสอบสถานะการจ่ายเงิน
  • วางระบบติดตามผล ทั้งเชิงการเงิน (เงินถึง/ไม่ถึง) และเชิงผลลัพธ์ (ครัวเรือนกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วเพียงใด)

เมื่อขั้นตอนเหล่านี้ชัด เงินช่วยเหลือ 9,000 บาทจึงเป็นมากกว่า “ตัวเลขเดียวกันทั้งประเทศ” หากแต่ เข้าถึงผู้เดือดร้อนจริงในเชียงราย โดยลดการรั่วไหล การซ้ำซ้อน และความล่าช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ชุดเหตุ–ชุดภารกิจ รายพื้นที่ รายมาตรการ

แม่สาย นอกจากคำขอด้านการดำรงชีพ 2,584,071 บาท ยังต้องเฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานหมู่บ้านที่ถูกน้ำกัดเซาะ และวางแผนป้องกันน้ำจากฝนสะสมในช่วงปลายฤดูฝน–ต้นฤดูหนาว
เชียงแสน–เชียงของ–เมืองเชียงราย (ผลกระทบจาก “วิภา”) โจทย์หลักคือ พืชผลเสียหาย ซึ่งกระทบ “กระแสเงินสด” ของครัวเรือนเกษตรโดยตรง ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับการเร่งตรวจสอบเอกสารหลักฐาน (แบบสำรวจความเสียหาย แผนผังพื้นที่เพาะปลูก หลักฐานครัวเรือน) เพื่อเดินกระบวนการช่วยเหลือพืชผลให้ทันรอบเพาะปลูกใหม่
ดอยหลวง–เชียงของ (27 ก.ค.) เน้น การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ที่ขาดช่องทางหารายได้สำรอง และ การเชื่อมโยงมาตรการซ่อมบ้านเรือน/สาธารณูปโภค ของท้องถิ่นเข้ากับการช่วยเหลือการดำรงชีพเพื่อลดช่วงว่างของคุณภาพชีวิต
เมืองเชียงราย (23 ส.ค.) แม้ตัวเลขเกษตรกรได้รับผลกระทบ (13 ราย วงเงิน 88,775 บาท) จะไม่สูงเท่าพื้นที่อื่น แต่ความหนาแน่นของชุมชนเมืองทำให้การสื่อสารสิทธิและการตรวจเอกสารต้องลงละเอียด เพื่อให้เงินถึงมือเร็วและลดปัญหาคอขวด

90 วัน—เส้นตายที่ “ต้องทำได้จริง”

การกำหนดเส้นตาย 90 วัน นับจากได้รับการจัดสรรงบประมาณ เป็นกลไกสร้างวินัยเชิงระบบ—จากจังหวัดสู่อำเภอ จากอำเภอสู่ท้องถิ่น และจากท้องถิ่นสู่ บัญชีพร้อมเพย์ของผู้ประสบภัย การ “ทำได้จริง” หมายถึง

  • ฐานข้อมูลสะอาด (Clean Data) ลดชื่อซ้ำ พื้นที่ซ้ำ โครงการซ้ำ
  • บัญชีพร้อมเพย์พร้อม ผูกด้วยเลขบัตรประชาชน เพื่อโอนตรง–ลดปัญหาชื่อบัญชี–ชื่อผู้รับไม่ตรง
  • เส้นทางร้องเรียนเปิดเผย มีช่องทางให้ประชาชนสอบถาม/ติดตาม/ร้องเรียนได้ และมี SLA การตอบกลับ

โปร่งใส–ตรวจสอบได้ ศรัทธาที่มาพร้อมข้อมูล

ความช่วยเหลือภายใต้งบฉุกเฉินต้อง “ตรงวัตถุประสงค์” และ “ตรวจสอบย้อนหลังได้” ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับ การบันทึกข้อมูลดิจิทัล ครบวงจร ตั้งแต่คำขอ–อนุมัติ–เบิกจ่าย–ถึงมือผู้รับ พร้อม เปิดเผยตัวเลขสรุป เป็นระยะ เพื่อให้ภาคประชาชน สื่อ และสภาท้องถิ่นช่วยกันเป็น “ดวงตา” ตรวจสอบ ลดข้อครหา และเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคมต่อระบบงบประมาณภัยพิบัติ

เงิน 9,000” กับ “ต้นทุนเริ่มใหม่” มุมเศรษฐศาสตร์ครัวเรือน

เงินช่วยเหลือ 9,000 บาท/ครัวเรือน แม้ไม่ใช่การทดแทนความเสียหายทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็น “เมล็ดทุนสภาพคล่อง” ให้ครัวเรือน เริ่มใหม่ ได้โดยไม่ต้องใช้หนี้ดอกสูงหรือขายทรัพย์สินระยะสั้น เช่น

  • ซื้อเมล็ดพันธุ์/ปัจจัยการผลิตชุดแรก
  • ซ่อมแซมเครื่องมือจำเป็น (ปั๊มน้ำ/เครื่องฉีดพ่น/อุปกรณ์ประจำครัวเรือน)
  • ดูแลค่าใช้จ่ายจำเป็นของสมาชิกครอบครัวช่วงฟื้นตัว (อาหาร ยา ค่าเดินทาง)
    เมื่อจับคู่กับ การช่วยเหลือด้านพืชผลตามเกณฑ์กระทรวง จะยิ่งทำให้ครัวเรือน “ยืนขึ้นได้เร็ว” ลดความเสี่ยงหล่นสู่ความยากจนถาวร

บทเรียน–ข้อเสนอ จาก “แจกเงิน” สู่ “จัดการความเสี่ยง”

ในขณะที่การเยียวยาเป็นหน้าที่เร่งด่วน บทเรียนจากฤดูฝน 2568 สะท้อนว่า การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า สำคัญไม่แพ้กัน จังหวัดสามารถต่อยอดได้ 3 ด้านหลัก

  1. ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก–ดินถล่มรายหมู่บ้าน (ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อัปเดต) เพื่อสั่งการอพยพ–เตรียมจุดพัก–วางแผนเฉพาะพื้นที่
  2. ระบบประกันภัยพืชผล/สหกรณ์การเงินชุมชน เชื่อมกับฐานข้อมูลภัยพิบัติ เพื่อลดภาระงบฉุกเฉินของรัฐ และเพิ่มเครื่องมือการเงินให้ครัวเรือน
  3. ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น (Resilient Infrastructure) เช่น คูระบายน้ำขยายหน้าตัด, สะพานยกระดับ, ทางระบายน้ำฉุกเฉินในชุมชนเมือง ซึ่งช่วยลด “ต้นตอความเสียหาย” ในเหตุซ้ำรอย

จากห้องประชุม…ถึงบัญชีครัวเรือน

การประชุม ก.ช.ภจ.ชร. 7 พ.ย. 2568 คือกลไก “เชื่อมปลายทาง” ระหว่างมติ ครม. กับชีวิตครัวเรือนในเชียงราย สิ่งที่ประชาชนจับต้องได้คือ เงินช่วยเหลือที่เข้าบัญชีตรงเวลา และ คำอธิบายสิทธิที่ชัดเจน ส่วนสิ่งที่รัฐต้องทำให้เห็นคือ ข้อมูลเปิดเผย–กระบวนการโปร่งใส–ช่องทางร้องเรียนที่ใช้งานจริง เพราะในวันที่น้ำลด ความไว้วางใจต่างหากคือทุนสาธารณะที่ประเมินค่าไม่ได้

กล่องข้อมูล (Key Figures & Cases)

  • มติ ครม. 21 ต.ค. 2568 เงินช่วยเหลือด้านการดำรงชีพ ครัวเรือนละ 9,000 บาท จ่ายผ่าน ธนาคารออมสิน–พร้อมเพย์ ดำเนินการ ภายใน 90 วัน หลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ
  • ฤดูฝน 2568 (สรุปการจ่าย) 11 อำเภอ 5,071 ครัวเรือน รวม 45,639,000 บาท
  • ชุดเหตุ “วิภา” (20–26 ก.ค. 2568) 3 อำเภอ 11 ตำบล 67 หมู่บ้าน เกษตรกร 932 ราย ขอรับช่วยเหลือด้านพืช 9,917,987.79 บาท
  • เหตุ 27 ก.ค. 2568 2 อำเภอ 7 ตำบล 40 หมู่บ้าน เกษตรกร 819 ราย วงเงิน 7,480,627.18 บาท
  • เหตุ 23 ส.ค. 2568 (อ.เมืองเชียงราย) เกษตรกร 13 ราย วงเงิน 88,775 บาท
  • อ.แม่สาย (ดำรงชีพ) คำขอรวม 2,584,071 บาท

ขั้นตอน–คำแนะนำสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิ

  1. ตรวจสอบการผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประชาชน กับธนาคารพาณิชย์/ออมสิน เพื่อพร้อมรับโอน
  2. เตรียมเอกสารหลักฐานความเสียหาย ตามแบบฟอร์มท้องถิ่น/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  3. ติดตามประกาศรายชื่อ–สถานะสิทธิ–กำหนดการจ่าย ผ่านที่ว่าการอำเภอ/เทศบาล/อบต. และช่องทางสื่อสารของจังหวัด
  4. หากพบความผิดพลาด (ตกหล่น/ซ้ำซ้อน/ชื่อไม่ตรง) แจ้งหน่วยงานพื้นที่ทันทีเพื่อแก้ไขก่อนรอบโอน

 “เร็ว–ถูกต้อง–ตรวจสอบได้” คือสามเสาหลัก

ประสิทธิผลของมาตรการเยียวยาวัดได้จาก เวลาที่เงินถึงมือ, ความแม่นยำของผู้รับสิทธิ, และ ระดับความโปร่งใสที่เปิดให้สังคมร่วมตรวจสอบ เชียงรายมีโอกาส “ยกระดับมาตรฐาน” งานเยียวยาให้เป็นต้นแบบ หากทำให้ทั้งสามเสาหลักนี้ “ยืนได้พร้อมกัน” ในทุกอำเภอ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.เชียงราย)
  • ธนาคารออมสิน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยืนยัน 1 ม.ค. 69 วัดร่องขุ่นปรับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี”

วัดร่องขุ่น” ขยับค่าเข้าชมชาวต่างชาติเป็น 200 บาท มีผล 1 ม.ค. 2569 ตอกย้ำคุณค่าศิลปะระดับโลก เดินหน้าแผนบริหารจัดการพื้นที่-ยกระดับประสบการณ์ผู้เยือน

เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 – อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติและผู้สร้าง “วัดร่องขุ่น” ยืนยันปรับค่าเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจาก 100 บาทเป็น 200 บาทต่อคน เริ่ม 1 มกราคม 2569 โดยคนไทยยังเข้าชมฟรีเหมือนเดิม พร้อมเพิ่มสิทธิ “เข้าชมถ้ำฟรี” และ “ยืมผ้าถุงฟรี” เพื่อรักษามาตรฐานความเหมาะสมในการแต่งกาย ขณะที่ฝ่ายท่องเที่ยวมองเป็นโอกาสยกระดับคุณภาพ สอดรับแนวโน้มท่องเที่ยวคุณภาพสูงของเชียงราย

เช้าวันหนึ่งที่ “ขาวจัด—คมชัด—และงอกงาม”

ยามแสงเช้ากระทบปลีเสาศิลาปูนปั้นสีขาว เจิมประกายกระจกนับพันบนสิมวัด ภาพจำของ “วัดร่องขุ่น” หรือ “วัดขาว” ในอำเภอเมืองเชียงราย ยังทำให้ผู้มาเยือนหยุดหายใจสั้น ๆ ด้วยความตื่นตา วัดร่วมสมัยที่ออกแบบโดยอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เพียงเป็นหมุดหมายด้านศิลปวัฒนธรรม หากยังแปลงร่างเป็น “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ที่ต้องดูแล บำรุงรักษา และจัดการผู้เยือนนับล้านอย่างเป็นระบบ

ในฉากหลังอันงดงามนั้น ความเปลี่ยนแปลงสำคัญกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การปรับ “ค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ” จาก 100 บาทเป็น 200 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยอาจารย์เฉลิมชัยยืนยันผ่านสื่อสังคมว่า การปรับราคาสะท้อน “ศักดิ์ศรีงานศิลปะระดับโลก” และช่วยรองรับต้นทุนการบริหาร ดูแล และรักษามาตรฐานพื้นที่อันซับซ้อนของวัดร่วมสมัยที่ยังคงสร้าง-ซ่อม-เสริมรายละเอียดไม่สิ้นสุด  

ทำไม “200 บาท” จึงสมเหตุสมผล เมื่อศิลปะต้องคู่มาตรฐานการจัดการ

มิติคุณค่าและความสากลของผลงาน วัดร่องขุ่นมิใช่วัดโบราณที่หยุดนิ่ง หากเป็น “โครงการศิลปกรรมขนาดใหญ่” ที่ค่อย ๆ เติบโตมาตลอดกว่าสองทศวรรษ การเพิ่มค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติเป็น 200 บาทจึงเป็นการ “ราคาให้สมคุณค่า” เมื่อเทียบกับแลนด์มาร์กทางศิลปะและพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยในเมืองท่องเที่ยวชั้นนำทั่วโลกซึ่งประเมินค่าเข้าชมสูงกว่านี้หลายเท่า อาจารย์เฉลิมชัยชี้ว่า ราคาดังกล่าวยังต่ำเมื่อเทียบกับค่าเข้าชมสถานที่ศิลปะขนาดย่อมในต่างประเทศ และตน “รอจังหวะเหมาะสม” มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 จนถึงวันนี้จึงแจ้งกำหนดใช้จริง

มิติมาตรฐานประสบการณ์ สิทธิพิเศษใหม่สองรายการ

มาตรการใหม่ไม่ใช่เพียง “ขึ้นราคา” แต่เป็น “ยกระดับแพ็กเกจประสบการณ์” ชัดเจนผ่าน 2 สิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าชมชาวต่างชาติ ได้แก่

  • เข้าชม “ถ้ำ” ฟรี ส่วนจัดแสดงงานศิลปะเฉพาะพื้นที่ของวัด ซึ่งเคยจำกัดหรือมีค่าใช้จ่ายตามโอกาส จะเปิดโอกาสให้สัมผัสมากขึ้นในบัตรเดียว
  • ยืมผ้าถุงฟรี เพื่อสนับสนุนความเหมาะสมตามธรรมเนียมการแต่งกายเข้าพื้นที่ศาสนา ลดภาระการเช่าจากร้านรอบวัด และทำให้การควบคุมมาตรฐานการแต่งกายละเอียดขึ้น (แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายเข้าเขตพุทธาวาสและความยาวท่อนล่างมีการสื่อสารในช่องทางชุมชน ตัวอย่างข้อแนะนำสาธารณะเรื่องครอบไหล่/ยาวคลุมเข่า

มิติความเป็นธรรมคนไทยเข้าฟรีเหมือนเดิม

แม้จะขึ้นค่าเข้าชมสำหรับชาวต่างชาติ แต่ คนไทยยังคงเข้าฟรี แนวทางที่วัดร่องขุ่นยึดถือมายาวนานเพื่อให้ชุมชนไทยเข้าถึงศิลปะร่วมสมัยได้ไม่เป็นภาระ (สอดคล้องกับข้อมูลปัจจุบันที่สะท้อนว่า “ชาวต่างชาติ 100 บาท/คน ก่อนปรับเป็น 200 บาท”

ผลกระทบ “บวก” ที่คาดหมาย จากหน้าประตูวัดสู่เศรษฐกิจเมือง

การบริหารพื้นที่และความปลอดภัย วัดร่วมสมัยที่มีองค์ประกอบละเอียดอ่อน จากงานปูนปั้น กระจกโมเสก ไปจนถึงภูมิทัศน์และระบบทางเดิน ย่อมต้องมีต้นทุนดูแลสูง ทั้งงานทำความสะอาดเชิงเทคนิค การบำรุงซ่อมแซมเฉพาะทาง และการควบคุมฝูงชนช่วงพีก ค่าเข้าชมที่เพิ่มขึ้นถูกอธิบายว่า “คืนกลับ” ในรูปมาตรฐานการจัดการพื้นที่ที่เข้มขึ้น ตั้งแต่วัสดุ อุปกรณ์บุคลากร ไปจนถึงระบบอำนวยความสะดวก

การคัดกรองและยกระดับ “คุณภาพการเยือน” ประสบการณ์ของแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกชี้ว่า ราคาบัตรที่สะท้อนคุณค่าช่วย “คัดกรองความตั้งใจ” ของผู้เยือน ทำให้สัดส่วนผู้เข้าชมที่มุ่งหมายทางศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น กระตุ้นพฤติกรรมท่องเที่ยวรับผิดชอบ (responsible tourism) และลดแรงกดดันต่อทรัพยากร

เศรษฐกิจท้องถิ่นและคลัสเตอร์บริการเม็ดเงินจากผู้เยือนต่างชาติที่ “ไม่มากเกินไป” แต่ “เพียงพอ” ต่อการดูแลสถานที่ สามารถหมุนกลับสู่ห่วงโซ่บริการรอบวัดไกด์พื้นที่ ผู้ให้บริการขนส่ง ร้านอาหาร ของที่ระลึก และโฮมสเตย์ ในภาพใหญ่ระดับจังหวัด แนวโน้มนี้สอดคล้องกับนโยบายท่องเที่ยวคุณภาพและการใช้ soft power ของเชียงราย ซึ่งในช่วงหลังโควิดกลับมาฟื้นตัวดีแม้ตัวเลขเชิงลึกแบบรายจังหวัดต้องติดตามจากฐานข้อมูลรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางมหภาคสะท้อนผ่านดัชนีท่องเที่ยวและรายได้ท่องเที่ยวของประเทศที่ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง

ไทม์ไลน์และข้อเท็จจริงเชิงบริบท จาก “100 บาท” สู่ “200 บาท”

  • ก่อนหน้า หลายปีที่ผ่านมา วัดร่องขุ่นสื่อสารนโยบาย “คนไทยเข้าฟรีชาวต่างชาติ 100 บาท” ต่อเนื่อง
  • ประกาศใหม่ อาจารย์เฉลิมชัยยืนยัน ปรับเป็น 200 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 2569 โดยให้เหตุผลด้านคุณค่าและต้นทุนการบริหารจัดการ พร้อมสื่อสารสิทธิพิเศษเพิ่มเติม
  • ระหว่างนี้ แนวปฏิบัติเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสมยังคงเข้มงวดคลุมไหล่/ยาวคลุมเข่าและมี “บริการผ้าถุง” เพื่อช่วยให้ผู้เยือนแต่งกายได้ตามธรรมเนียม

วิเคราะห์เชิงนโยบาย “ราคาบัตร” กับ “ธรรมาภิบาลแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม”

1) ราคาบัตรคือเครื่องมือกำกับคุณภาพ (price as a governance tool)
ในแหล่งมรดกหรือพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ราคารองรับบทบาทสำคัญ เป็นทั้ง “สัญญาณคุณค่า” และ “ทรัพยากรเพื่อบำรุงรักษา” ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถวางแผนซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (preventive conservation) ซึ่งเหมาะกับงานศิลปะที่เสี่ยงต่อการผุกร่อนจากฝุ่นละอองและความชื้น รวมถึงความเสียหายจากการสัมผัส

2) Differentiated pricing ความเป็นธรรมระหว่าง “เจ้าของวัฒนธรรม” กับ “ผู้มาเยือน”
การคงสิทธิคนไทยเข้าฟรี สะท้อนแนวคิด “ทำให้ศิลปะกลับสู่สังคมไทย” และยืนยันว่าชาวเชียงราย/ไทยยังเข้าถึงได้โดยไม่ถูกต้นทุนกีดกัน ขณะที่ “ผู้มาเยือนต่างชาติ” มีส่วนร่วมสมทบค่าดูแลที่สอดคล้องกับความสามารถในการจับจ่ายเป็นแนวทางที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหลายแห่งใช้

3) มาตรฐานประสบการณ์และความเหมาะสม (dress code)
การประกาศ “ยืมผ้าถุงฟรี” ลดแรงเสียดทานหน้างานแทนที่จะผลักภาระไปยังร้านค้าเอกชนเพียงด้านเดียว วัดเลือก “อำนวยความสะดวก” ภายใต้กรอบความเหมาะสมของพื้นที่ศาสนา ซึ่งท้ายที่สุดช่วยยกระดับภาพรวมประสบการณ์และความเคารพสถานที่

มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความท้าทายที่ต้องสื่อสารให้ตรงจุด

แม้สังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งอาจตั้งคำถามเรื่อง “ผลกระทบต่อจำนวนผู้เยือน” แต่ในมุมปฏิบัติ ค่าเข้าชม 200 บาทสำหรับผู้เดินทางข้ามพรมแดนซึ่งมักใช้จ่ายทริปละหลายพันถึงหลายหมื่นบาท แทบไม่ใช่ตัวแปรหลักในการตัดสินใจเดินทางเทียบกับ ความคุ้มค่าของประสบการณ์ และ เวลาเข้าชมที่ราบรื่น มากกว่า นอกจากนี้ การประกาศล่วงหน้าพร้อมเหตุผลชัดเจนและสิทธิพิเศษที่เพิ่มเป็นสิ่งสะท้อน “ธรรมาภิบาลการสื่อสาร” ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทัวร์ ไกด์ และแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตร ปรับข้อมูลบริการได้ทันกำหนด

ในทางกลับกัน ผู้ดูแลวัดจำเป็นต้อง ติดตามผลเชิงข้อมูล อย่างใกล้ชิดทั้งจำนวนผู้เยือนต่อวัน ช่วงพีก การร้องเรียนเรื่องแออัด/รอคิว ตลอดจนผลสะเทือนต่อร้านค้ารอบวัด เพื่อโยง “รายได้จากบัตร” กลับไปสู่งานพัฒนาพื้นที่และบริการเชิงประจักษ์ เช่น ป้ายทางเดินหลายภาษา ระบบเข้าคิวอัจฉริยะ ห้องน้ำสะอาด-เพียงพอ จุดพักร่ม ระบบอธิบายงานศิลป์ (interpretation) ที่เข้าถึงคนทั่วไปและผู้มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหว

เชียงรายในระยะยาว เมืองศิลปะ-วัฒนธรรม-ธรรมชาติ ที่ต้องบริหาร “สมดุล”

จังหวัดเชียงรายสะสมทุนทางวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย ธรรมชาติ และอีเวนต์คุณภาพไว้แน่นจากวัดร่องขุ่น สิงห์ปาร์ค พิพิธภัณฑ์บ้านดำ ไปจนถึงเทศกาลเชิงวัฒนธรรมหลากหลายล้วนวางเชียงรายไว้ในแผนที่ “ท่องเที่ยวคุณภาพ” ของไทย ในบริบทเช่นนี้ การปรับค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวหลักให้สมเหตุสมผลกับคุณค่าและต้นทุนดูแล ถือเป็น “องค์ประกอบหนึ่ง” ของยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กับการกระจายผู้เยือนไปยังอำเภอรอบนอก เส้นทางกาแฟ-ชา-ชุมชนสร้างสรรค์ และการพัฒนาการเดินทางสาธารณะภายในจังหวัด

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เยือนต่างชาติ (สรุปเร็ว)

  • เตรียมงบค่าเข้าชม 200 บาท/คน เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
  • คนไทยเข้าฟรี พกบัตรประชาชนเพื่อยืนยันตน
  • แต่งกายสุภาพ คลุมไหล่ กางเกง/กระโปรงคลุมเข่า หากไม่พร้อม มีบริการยืมผ้าถุงฟรี ณ จุดเข้าชมตามประกาศล่าสุด
  • วางแผนเวลา ช่วงเช้าและบ่ายแก่ ๆ แสงสวย หลีกเลี่ยงช่วงพีกทัวร์รวม หากมากับครอบครัวหรือผู้สูงอายุให้เผื่อเวลาเดินชมมากขึ้น

 “ราคาบัตร” คือสัญญาและภารกิจดูแลมรดกศิลป์ร่วมสมัยของไทย

การขยับ “200 บาท” ของวัดร่องขุ่นจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหน้าประตู หากเป็น “สัญญา” ระหว่างผู้สร้าง ผู้ดูแล และผู้มาเยือน ว่าศิลปะร่วมสมัยอันงอกงามของไทยจะได้รับการดูแลด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม ทั้งในมิติความงาม ความรู้ และความสงบในวิถีวัฒนธรรมล้านนา ขณะเดียวกัน ก็เป็นบททดสอบธรรมาภิบาล รายได้จากบัตรต้อง “ไหลกลับ” สู่คุณภาพหน้างานอย่างสัมผัสได้ เพื่อให้สังคมไทยและผู้มาเยือนทั่วโลกมั่นใจว่า ทุกบาทที่จ่าย คือการร่วมกันรักษา “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” ชิ้นเอกของเชียงรายให้คงอยู่อย่างสง่างาม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วัดร่องขุ่น – Wat Rong Khun – White Temple , Chiang Rai , Thailand 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
NEWS UPDATE

วิกฤตนโยบาย ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทยเพิ่ม 11 เท่า! รัฐถูกกดดันให้ “ควบคุม” แทน “แบนอย่างเดียว”

แบนไม่ช่วยลด? ปะทะคารม “บุหรี่ไฟฟ้า” กลางนโยบายสาธารณะไทย ผู้ใช้พุ่ง 11 เท่า–ตลาดมืดเฟื่อง รัฐถูกจี้ทบทวนทางเลือกควบคุมรูปแบบใหม่

เชียงราย, 5 พฤศจิกายน 2568—ท่ามกลางการยืนยันของรัฐไทยต่อหลักการ “ห้ามนำเข้า–ห้ามขาย–ห้ามครอบครอง” บุหรี่ไฟฟ้ามากว่าทศวรรษ เสียงวิจารณ์จากเครือข่ายผู้ใช้และผู้สนับสนุนแนวทาง “ลดอันตรายจากยาสูบ” (tobacco harm reduction) ดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อข้อมูลด้านสถิติชี้ว่าจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไม่ได้ลดลงตามเจตนารมณ์การแบน ตรงกันข้าม กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมผลข้างเคียงอย่าง “ตลาดมืด” การทุจริต และการเข้าถึงของเยาวชนผ่านออนไลน์ โดยแกนนำกลุ่ม “ลาขาดควันยาสูบ” (ECST) เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดพื้นที่นโยบายใหม่ที่ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” แทนการแบนแบบเบ็ดเสร็จ

 “นโยบายถูก–ผลลัพธ์ผิด?”

ค่ำคืนหนึ่งในชุมชนเมืองภาคเหนือ ผู้ปกครองจับได้ว่าเด็กมัธยมซ่อน พอตใช้แล้วทิ้ง ไว้ในกระเป๋าเสื้อนักเรียน ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว “ผิดกฎหมาย” ตามระเบียบไทยมาเป็นเวลากว่าสิบปี เหตุการณ์คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และสะท้อนความจริงเชิงนโยบายว่า การแบน เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการหยุดยั้งการใช้ได้ในโลกที่การซื้อขายเคลื่อนไปบนแพลตฟอร์มข้ามพรมแดน

ในทางข้อเท็จจริง รัฐไทยยังยืนบนฐานกฎหมายเดิม—การนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานรัฐทบทวน–ย้ำเตือนต่อเนื่อง เช่น กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต รวมถึงฝ่ายความมั่นคงและท้องถิ่นที่บังคับใช้ร่วมกัน เพื่อ “ปกป้องสุขภาพสาธารณะและเยาวชน” อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงเชิงสังคมชี้ให้เห็นช่องโหว่สำคัญของ อีโคซิสเต็มตลาดมืด ที่เติบโตเร็วกว่าเครื่องมือกำกับดูแลของรัฐหลายก้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกว่าผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “มีจำนวนมากและกระจุกตัวในบางภูมิภาค/ช่วงวัย” ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประเมินผู้ใช้ทั่วโลกระดับ กว่า 100 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในประเทศรายได้สูง และมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินชนิดใหม่นี้ด้วยเหตุผลด้านรสชาติ การตลาด และการรับรู้ว่า “อันตรายน้อยกว่า” บุหรี่เผาไหม้ดั้งเดิม (cigarette) ซึ่ง WHO ย้ำว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพของเยาวชนยังเป็นปัญหาหลักที่ทุกประเทศต้องกังวลและเฝ้าระวังอย่างจริงจัง

ภาพรวมสถานการณ์ไทย “ผู้ใช้เพิ่ม 11.44 เท่า”—สัญญาณเตือนจากตัวเลข

ข้อมูลเชิงสถิติที่ถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางในปี 2567 ระบุว่า จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่า ภายในไม่กี่ปี จากราว 78,742 คน (ปี 2564) เป็น ประมาณ 900,459 คน (ปี 2567) ตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาขยายผลในพื้นที่สาธารณะโดยเครือข่ายผู้ใช้และสื่อหลายสำนัก เพื่อชี้ถึง “ความล้มเหลว” ของแนวทาง “แบนอย่างเดียว” ในมิติผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม (พฤติกรรมการใช้จริงไม่ได้ลดลง) และเชิงตลาด (สินค้าไหลเข้าสู่ ตลาดมืด)

ในเชิงกฎหมาย ไทยยังคงห้ามนำเข้า–จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ภายใต้ระเบียบและมาตรการที่หน่วยงานรัฐ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ได้สื่อสารย้ำต่อสาธารณะ โดยระบุชัดว่าการขายบุหรี่ไฟฟ้าในไทยนั้นผิดกฎหมาย และผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายศุลกากร/สรรพสามิต/ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ) ซึ่งเป็นฐานอำนาจหลักในการบังคับใช้ร่วมกันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ภาพรวมดังกล่าวสร้างคำถาม 3 ประการต่อสังคมและผู้กำหนดนโยบายไทย

  1. เมื่อ “แบน” แล้วเหตุใดผู้ใช้ยังเพิ่ม?
  2. จะลดการเข้าถึงของเยาวชนอย่างไรในโลกดิจิทัลที่ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง?
  3. ประเทศไทยควรเดินหน้าด้วย “แบนต่อ” หรือ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” แบบมีเครื่องมือกำกับ (อายุ–ฉลาก–ภาษี–มาตรฐาน–การตลาด) เหมือนหลายประเทศ?

เสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนผู้ใช้ “แบน = ทางตัน” ผลักคนเข้าสู่ตลาดมืด

นายอาสา ศาลิคุปต แกนนำกลุ่ม ลาขาดควันยาสูบ (ECST) ระบุว่า “แม้ไทยจะแบนบุหรี่ไฟฟ้ามากว่า 10 ปี แต่จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด” พร้อมชี้ว่า การแบนทำให้เกิดตลาดมืด การคอร์รัปชัน และการเข้าถึงของเยาวชนที่รัฐควบคุมคุณภาพไม่ได้ ตลอดจนการผสมสารเสพติดแอบแฝงในบางกรณี ย้ำข้อเสนอให้ ทบทวนแนวทางนโยบาย จาก “แบน” ไปสู่ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” โดยอ้างอิงว่าทั่วโลกมี หลายสิบประเทศ ที่ออกกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์นิโคตินชนิดใหม่เหล่านี้แล้ว และใช้มาตรการเฉพาะเพื่อป้องกันเยาวชนและลดความเสี่ยงสาธารณสุข

ข้อเสนอของ ECST ตั้งอยู่บนตรรกะ “ทางเลือกที่อันตรายน้อยกว่า” สำหรับผู้สูบที่ “ยังเลิกไม่ได้/ไม่อยากเลิก” ซึ่งควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและช่องทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย (เช่น มาตรฐานสารเคมี/ปริมาณนิโคติน/การติดฉลากคำเตือน/ระบบติดตามย้อนกลับสินค้า) ภายใต้กรอบควบคุมของรัฐอย่างเข้มงวด เทียบเคียงกับกฎเกณฑ์ด้านการตลาด การโฆษณา และการจัดเก็บภาษีแบบบุหรี่เผาไหม้

มุมมองสาธารณสุขและกรอบ WHO FCTC “เยาวชนมาก่อน” และหลักระวังไว้ก่อน

ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนนักวิชาการการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้กำหนดนโยบายไทยจำนวนมากยังยึดแนวคิด “ระวังไว้ก่อน” (precautionary principle) บนฐานวิชาการที่ระบุถึง อันตรายของนิโคตินต่อสมองวัยรุ่น และความเสี่ยงต่อปอด–หัวใจจากไอระเหยเคมีของบุหรี่ไฟฟ้าบางชนิด โดยเฉพาะความหลากหลายของผลิตภัณฑ์/สารแต่งกลิ่น/ความเข้มข้นนิโคติน และพฤติกรรมการใช้ที่แตกต่างกัน ซึ่ง WHO ก็เตือนอย่างต่อเนื่องให้ “ควบคุมอย่างเข้มงวด” และ “กำจัดการเข้าถึงของเยาวชน” เป็นอันดับแรก

สาระสำคัญของ WHO FCTC ที่ประเทศไทยเป็นภาคี (กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ) คือการลดความชุกของการใช้ยาสูบทุกรูปแบบและป้องกันเยาวชนเริ่มใช้ โดยทิศทางการประชุมระดับโลกในช่วงหลังตอกย้ำมาตรการควบคุมการตลาด กลิ่น–รส–บรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดเยาวชน รวมทั้งการกำกับการขายออนไลน์ข้ามแดน ซึ่งประเทศต่างๆ นำไปปรับใช้แตกต่างกัน—บางประเทศ อนุญาตแบบควบคุมเข้ม (อายุขั้นต่ำ ภาษีสูง มาตรฐานผลิตภัณฑ์ โควตา/ใบอนุญาต) ขณะที่บางประเทศ แบน ทั้งระบบ

โลกภายนอก ผู้ใช้กว่า “100 ล้านคน”—โจทย์นโยบายที่ไม่มีสูตรสำเร็จเดียว

ภาพใหญ่ระดับโลกที่ WHO และสื่อเศรษฐกิจนานาชาติสรุปไว้ คือจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า มากกว่า 100 ล้านคน และกระจุกตัวสูงในประเทศรายได้สูง (ผู้ใหญ่กว่า 86 ล้านคน) ขณะเดียวกันกลุ่มเยาวชนวัย 13–15 ปีก็ยังอยู่ในเรดาร์ความเสี่ยง ทั้งการเริ่มทดลองใช้และการใช้ประจำในบางประเทศ—บริบทนี้ทำให้แต่ละรัฐต้อง “ออกแบบนโยบายตามโจทย์จริงของตัวเอง” โดยชั่งน้ำหนักระหว่าง การคุ้มครองเยาวชน และ เครื่องมือกำกับพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ซึ่งไม่ยอมเลิกง่าย ๆ

ไทยในทางแพ่งและอาญา กฎหมายยัง “ห้าม” แต่การบังคับใช้ต้องปรับให้ทันยุค

แม้กฎหมายไทยยังคง “แบน” แต่ ความท้าทายของการบังคับใช้ คือธรรมชาติสินค้าที่เล็ก พกพาง่าย ซ่อนง่าย ซื้อผ่านออนไลน์–ข้ามแดนได้ และมีช่องทางลำเลียงที่สลับซับซ้อน ทำให้ “อุปสงค์” ที่ยังมีอยู่ผลักดันให้ อุปทาน จากต่างประเทศเล็ดลอดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนจากการจับกุม–ยึดของกลางเป็นระยะ และการรณรงค์เตือนภัยจากหน่วยงานรัฐซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในเชิงออกแบบนโยบาย หลายฝ่ายชี้ว่าหากไทยยังคงแนวทาง “แบน” จำเป็นต้องเร่งสร้าง กลไกปิดประตูตลาดมืด ให้แน่นหนากว่าเดิม ได้แก่

  • ความร่วมมือ ปิดช่องทางออนไลน์ กับแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ/โซเชียล,
  • การติดตาม เส้นทางการเงิน และผู้ค้ารายใหญ่,
  • การบังคับใช้กับ ตัวกลางโลจิสติกส์ และจุดผ่านแดน,
  • การเสริม ทักษะสืบสวนดิจิทัล ของตำรวจและพนักงานสอบสวน,
  • การสื่อสารสาธารณะกับผู้ปกครอง–สถานศึกษาในการสังเกตและป้องกันการใช้ในเยาวชน

 “แบนต่อ–คุมเข้ม” หรือ “ปลดล็อกบางส่วน–คุมเข้มกว่าเดิม”

ฉากทัศน์นโยบาย ที่เป็นไปได้สำหรับไทยมีอย่างน้อย 2 แนว

1) แบนต่อไป แต่ยกระดับการบังคับใช้แบบ “ทั้งระบบ”

  • พัฒนา ระบบสืบสวนการค้าออนไลน์ ร่วมกับแพลตฟอร์ม
  • ไล่ปิดเครือข่าย เส้นทางเงิน–โกดัง–ขนส่ง ด้วยกฎหมายฟอกเงิน/ศุลกากร
  • เพิ่ม โทษปรับสูง–ริบทรัพย์ สำหรับผู้ค้ารายใหญ่
  • ทำ แคมเปญเลิกบุหรี่เชิงพฤติกรรม เจาะกลุ่มเสี่ยงเฉพาะ
  • เฝ้าระวัง โรงเรียน/สถานบันเทิง/ชุมชนเมือง ด้วยทีมพหุหน่วยงาน

2) ปลดล็อกบางส่วนภายใต้ “ระเบียบเข้มกว่าบุหรี่ปกติ” (ตัวอย่างจากหลายประเทศ)

  • จำกัด อายุขั้นต่ำ และ KYC ทุกจุดขาย (ออฟไลน์–ออนไลน์)
  • บังคับมาตรฐาน ปริมาณนิโคติน–ส่วนผสม–ฉลากเตือน–บรรจุภัณฑ์เรียบ
  • เกณฑ์ ใบอนุญาตร้านค้า (โควตา) และ ระบบติดตามย้อนกลับสินค้า
  • เก็บ ภาษีสรรพสามิตแบบขั้นบันได และปิดช่องว่างราคากับบุหรี่เผาไหม้
  • ห้ามรส–กลิ่น ที่ดึงดูดเยาวชน/ห้ามโฆษณา/จำกัดการจัดวาง
  • สร้าง ฐานข้อมูลไม่ระบุตัวตน เพื่อติดตามพฤติกรรมและผลกระทบจริง

แนวทางที่สองเป็น “การยอมรับความจริงเชิงพฤติกรรม” ว่ามีผู้ใหญ่จำนวนมากที่ยังไม่เลิก และหากต้องอยู่กับปัญหาในโลกจริง การควบคุมคุณภาพ–เส้นทางจำหน่าย–การตลาด อาจช่วยลดอันตรายโดยรวมได้ ขณะเดียวกันต้อง “ปิดประตูเยาวชน” ให้แน่นกว่าเดิมอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นข้อเสนอใจกลางของกลุ่มผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสาธารณสุขย้ำว่าความเสี่ยงระยะยาวของสารบางชนิดในบุหรี่ไฟฟ้ายังต้องการหลักฐานเพิ่ม การตัดสินใจจึงควรอยู่บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ดีและการติดตามผลหลังนโยบายอย่างใกล้ชิด

มิติ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ทำไมต้องฟัง “ทุกฝ่าย”

การกำหนดนโยบายที่ แตะทั้งสุขภาพ–เศรษฐกิจ–สิทธิเสรีภาพ–กฎหมาย ต้องฟังและชั่งน้ำหนักหลายเสียง

  • ฝ่ายสาธารณสุข/การแพทย์ เน้น “เยาวชนมาก่อน” ลดการเริ่มใช้ใหม่ และ หลักระวังไว้ก่อน ต่อความเสี่ยงระยะยาว
  • ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย ต้องการเครื่องมือ ปิดตลาดมืด และปราบ “รายใหญ่–ข้ามชาติ”
  • ผู้ใช้/ผู้ไม่เลิก ต้องการข้อมูลที่ถูกต้องและ ทางเลือกที่เสี่ยงน้อยลง
  • สถานศึกษา/ผู้ปกครอง ห่วงการเข้าถึงของเยาวชน กลิ่น–รส–บรรจุภัณฑ์ที่ “เป็นมิตรกับเด็ก”
  • ผู้กำหนดนโยบายการคลัง พิจารณา ภาษี–รายได้รัฐ–ต้นทุนสาธารณสุข
  • ประชาชนทั่วไป ต้องการ ความชัดเจน ไม่สับสนระหว่าง “ผิดกฎหมาย” กับ “เห็นขายทั่วไป”

การเปิดเวที “พูดคุยบนฐานข้อมูล” ระหว่างทุกฝ่ายคือเงื่อนไขสำคัญ—ไม่ว่าทางเลือกสุดท้ายจะเป็น “แบนต่อ” หรือ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย”

ประเด็นย่อยที่สังคมควรถาม–รัฐควรตอบ

  1. เยาวชนอยู่ตรงไหนของสมการ?
    ต้องกำหนดเป้าหมาย–มาตรการ–ตัวชี้วัดเฉพาะเยาวชน (ห้ามรส–กลิ่น, geo-fencing การขายออนไลน์, ตรวจอายุ KYC 100%, ปรับหนักร้านที่ฝ่าฝืน)
  2. จะปิดตลาดมืดอย่างไร?
    แม้จะแบนหรือจะควบคุม ก็ต้องปิด ห่วงโซ่อุปทานผิดกฎหมาย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยเครื่องมือทางการเงิน–ศุลกากร–ดิจิทัลฟอเรนสิก
  3. ถ้าจะ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” ต้องเข้มกว่าบุหรี่ปกติ
    เพราะผลิตภัณฑ์นี้ “มาไว–ไปไว–แปลงรูปแบบได้เร็ว” จำเป็นต้องมี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และ ระบบติดตามย้อนกลับ ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
  4. ระบบข้อมูลประเทศ (national registry) อยู่ที่ไหน?
    ไม่ว่าทางไหน ไทยต้องมี ฐานข้อมูลพฤติกรรมการใช้จริง ที่ไม่ระบุตัวตน เพื่อประเมินผลกระทบหลังนโยบายอย่างต่อเนื่อง ไม่ยึดติดเพียงภาพรวม/ข่าวเชิงกระแส

คำกล่าว–มุมเสียง

นายอาสา ศาลิคุปต (ECST) “แบนมากว่า 10 ปี แต่ผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แสดงว่านโยบายแบนไม่ได้ลดการใช้ กลับผลักให้เกิดตลาดมืด และทำให้เด็กเข้าถึงผ่านออนไลน์ง่ายขึ้น รัฐควรเปิดทางเลือกใหม่ที่ควบคุมได้จริง”

นักระบาดวิทยาโรคไม่ติดต่อ (มุมสาธารณสุข—สรุปสาระจาก WHO) “ประเด็นเยาวชนต้องมาก่อน นิโคตินกระทบการพัฒนาสมองวัยรุ่น แม้ผู้ใหญ่บางส่วนอาจมองว่าเสี่ยงน้อยกว่า แต่สำหรับเด็กและวัยรุ่น เราต้องปิดประตูให้แน่นที่สุด”

ทางแยกของนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าไทย

ข้อถกเถียง “แบน” หรือ “ควบคุมภายใต้กฎหมาย” สะท้อน ความจริงเชิงพฤติกรรม และ แรงเสียดทานเชิงนโยบาย ที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวเลขผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปี (มากกว่า 11 เท่า) ชี้ว่าการแบนเพียงอย่างเดียวอาจไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพเยาวชน และ ความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์ ทำให้การ “ปลดล็อก” โดยไม่มีระบบคุมเข้มยิ่งเสี่ยง

ดังนั้น ทางที่ยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่ “เลือกขาวหรือดำ” หากแต่อยู่ที่ “ออกแบบระบบ” ให้ตอบโจทย์ การคุ้มครองเยาวชนเต็มรูปแบบ, การปิดตลาดมืดเชิงโครงสร้าง, และ การจัดการพฤติกรรมผู้ใหญ่ที่ยังไม่เลิก ด้วยเครื่องมือรัฐสมัยใหม่ ทั้งภาษี มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ การตลาด และการบังคับใช้ดิจิทัล—พร้อมฐานข้อมูลชาติที่ติดตามผลหลังนโยบายอย่างโปร่งใส

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่ “จะเอา/ไม่เอา บุหรี่ไฟฟ้า” แต่คือ “จะออกแบบนโยบายที่ปกป้องเด็ก–ลดอันตราย–และหยุดตลาดมืดได้จริง” ในโลกที่สินค้า–การตลาด–พฤติกรรม เคลื่อนที่เร็วกว่ากฎหมายเสมอ

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทย: ประมาณ 900,459 คน (ปี 2567) เพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จากปี 2564 (อ้างอิงสื่อเศรษฐกิจไทยที่อ้างข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ)
  • ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลก: มากกว่า 100 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ในประเทศรายได้สูง และมีเยาวชนจำนวนมากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามรายงาน–บทวิเคราะห์ของ WHO/สื่อเศรษฐกิจนานาชาติ
  • สถานะกฎหมายไทย: ห้ามนำเข้า–จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มีโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรัฐย้ำเตือนต่อเนื่อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Bangkok Biz News
  • สยามรัฐ (Siamrath)
  • Public Relations Department (กรมประชาสัมพันธ์)
  • Financial Times
  • Reuters
  • Matichon
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

“พันดวงประทีป ธ ประดับสวรรคาลัย” ร่วมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

แสงศรัทธาประดับสวรรคาลัย เชียงรายร่วมรำลึก “สมเด็จพระพันปีหลวง” ด้วยพันดวงประทีปและพิธีบำเพ็ญกุศล สองเวที–หนึ่งความหมาย บึงทัพฟ้าสว่างไสว และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายก้องสะท้อนกตัญญู–สามัคคี–จงรักภักดี

เชียงราย, 4 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นริม “บึงทัพฟ้า” ลมหนาวต้นเดือนพฤศจิกายนพัดผ่านเหนือผืนน้ำที่สงบนิ่งก่อนเปลวไฟนับพันดวงจะถูกจุดขึ้นพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ตะเกียงแต่ละใบค่อย ๆ ส่องสว่างรอบคุ้งน้ำ ดั่งริ้วคลื่นแห่งความกตัญญูที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตา ณ ชั่วขณะนั้น เมืองเชียงรายทั้งเมืองเหมือนหยุดหายใจเพื่อร่วม “วาระเดียวกัน”—รำลึกพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจและร่มพระบารมีของประชาชนไทยมายาวนาน

บนพื้นที่เดียวกัน เทศบาลนครเชียงราย นำโดย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ผนึกกำลังกับ กองทัพอากาศ จัดพิธี “พันดวงประทีป ธ ประดับสวรรคาลัย” อย่างสมพระเกียรติ โดยมี พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานพิธี และมีผู้แทนหน่วยราชการ ทหาร ข้าราชการท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนจำนวนมากเข้าร่วม ท่ามกลางบรรยากาศเรียบสง่า แต่เข้มขลังด้วย “แสงศรัทธา” ที่ทุกคนร่วมกันจุดถวายเพื่อแสดงความจงรักภักดีและขอบคุณในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น

ขณะเดียวกัน ในเขตตัวเมืองอีกฟากหนึ่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย) จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ หอประชุมใหญ่ โดยมี พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย/เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ภาพของพุทธศาสนิกชนที่สงบนิ่งในหอประชุมตัดสลับกับแสงประทีปรอบบึงทัพฟ้าในยามค่ำ กลายเป็น “สองเวที–หนึ่งความหมาย” ที่สะท้อนพลังร่วมของเมืองทั้งเมือง

บึงทัพฟ้า—เมื่อ “หนึ่งเปลวไฟ” สานเป็น “พันดวงประทีป”

พิธีเริ่มขึ้นโดยขั้นตอนระเบียบเรียบร้อยตามแบบแผนราชพิธีร่วมสมัย เสียงเพลงเบา ๆ ผสานกับเสียงลมเหนือผืนน้ำ ผู้คนหลากวัยสวมชุดสุภาพร่วมจุดตะเกียงทีละดวง ลำดับแถวเรียงรายรอบบึงก่อเกิดเป็น “วงแหวนแห่งแสง” ซึ่งบันทึกความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณผ่านภาพที่เรียบง่ายแต่ตราตรึง การจัดวางพื้นที่และการกำกับดูแลความปลอดภัยดำเนินไปอย่างรัดกุม สะท้อนความร่วมมือของเทศบาล หน่วยงานความมั่นคง และจิตอาสาในพื้นที่

สาระของพิธี เน้นย้ำสามมิติสำคัญคือ “กตัญญู–จงรักภักดี–เสียสละ” ประชาชนที่เข้าร่วมต่างตั้งใจให้ “แสงแห่งความดีงาม” นี้เป็นสัญลักษณ์นำทางการดำรงตนในชีวิตประจำวัน ตามรอย พระราชปณิธาน ของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะด้านงานหัตถศิลป์และการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งทรงวางรากฐานไว้ให้สังคมไทยยึดถือและสืบสานต่อมาอย่างยาวนาน

หอประชุมใหญ่ มรภ.เชียงราย—ความศรัทธาที่กลั่นเป็น “บุญกุศล”

ขณะบึงทัพฟ้าสุขุมด้วยแสงไฟ หอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความสงบงามของพิธีสงฆ์ พระราชวชิรคณี นำประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย โดยมี รศ.ดร.ไพโรจน์ ด้วงนคร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ภายในพิธีประกอบด้วยบทสวดมนต์ อนุโมทนา และการร่วมใจภาวนาของผู้เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ความพร้อมหน้าของ คณาจารย์–บุคลากร–นักศึกษา–หัวหน้าส่วนราชการ–ผู้นำท้องถิ่น–ประชาชน บอกเล่า “พลวัตการมีส่วนร่วม” ที่บ่มเพาะในสถาบันการศึกษา เพื่อส่งต่อ “จิตสำนึกพลเมือง” เข้าสู่สังคมวงกว้าง

สาระสำคัญ ของพิธีที่มหาวิทยาลัย คือการให้พื้นที่กับ “ความทรงจำร่วม” ผ่านรูปแบบที่แสดงออกได้อย่างเหมาะสม—ทั้งด้านพุทธศาสนา (พิธีบำเพ็ญกุศล) และด้านพลเมือง (การรวมพลังทำความดี) นี่ไม่ใช่เพียง “พิธีกรรม” หากเป็น “บทเรียนสาธารณะ” ที่ทำให้นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้คุณค่าของความกตัญญูและการเสียสละ ผ่านการลงมือปฏิบัติและสัมผัสบรรยากาศจริง

ทำไม “พันดวงประทีป” จึงทรงพลัง อ่านสัญลักษณ์ในสามระดับ

  1. ระดับปัจเจก — เปลวไฟหนึ่งดวงคือคำมั่น ผู้จุดตะเกียง “ประกาศภายใน” ว่าจะเดินตามรอยความดีงาม ความอ่อนน้อม และความเสียสละของพระองค์
  2. ระดับชุมชน — เมื่อไฟนับพันดวงรวมเป็นวงแหวนรอบบึงทัพฟ้า เมืองทั้งเมืองได้ “เห็นกันและกัน” ว่าสังคมยังมีแก่นค่านิยมร่วมที่จับต้องได้—ความกตัญญูและความสามัคคี
  3. ระดับประเทศ — รูปธรรมของพิธีที่เชียงรายสอดรับจารีตการรำลึกในหลากพื้นที่ของไทย เชื่อม “ความทรงจำทางสังคม” เข้ากับ “อัตลักษณ์ร่วม” ที่ยืนยาวกว่าความต่างในรายละเอียด

เชียงรายในมุมความทรงจำ เมือง–ศรัทธา–งานหัตถศิลป์

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อ “เชียงราย” เด่นชัดในบทสนทนาเรื่องวัฒนธรรมและหัตถศิลป์ล้านนา ตั้งแต่งานทอผ้า งานจักสาน งานแกะสลัก ไปจนถึงงานศิลป์ร่วมสมัย แก่นค่านิยมหนึ่งที่สะท้อนชัดจากพิธีในวันนี้คือ การสืบสานอย่างมีชีวิต” ไม่ใช่เพียงการเก็บรักษา แต่คือการทำให้มี “ผู้สืบทอด” อยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชปณิธานของพระบรมราชชนนีพันปีหลวงในการทรงทำนุบำรุงงานหัตถศิลป์และศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น

เมื่อ เทศบาลนครเชียงราย ผนึกกำลังกับ กองทัพอากาศ และหน่วยงานท้องถิ่น การจัดพิธีที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายจึงไม่ใช่ “งานครั้งคราว” หากเป็น “กลไก” ในการก่อรูปความทรงจำและบ่มเพาะความเป็นพลเมืองร่วมสมัยให้แข็งแรงขึ้น

มหาวิทยาลัยคือสะพาน เชื่อมความทรงจำสู่อนาคตของคนรุ่นใหม่

บทบาทของ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในค่ำคืนนี้ ไม่เพียงแสดงความพร้อมทางวิชาการและพิธีการ แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ “สถาบันอุดมศึกษา” ในฐานะ “พื้นที่กลางของชุมชน” ที่เปิดรับคนทุกวัย ทุกสาขาอาชีพเข้าสู่พิธีกรรมทางสังคมที่มีความหมาย การได้เห็นนักศึกษา “เรียนบทเรียนพลเมือง” ผ่านการมีส่วนร่วมจริง—ตั้งแต่เตรียมงาน อำนวยความสะดวก ไปจนถึงร่วมภาวนา—คือการส่งต่อทุนสังคมชุดสำคัญ ความรับผิดชอบ–ความอ่อนน้อม–ความเคารพในสถาบันหลักของชาติ

สถิติ–สัญญะ–ส่วนร่วม (Reading the Impact)

แม้พิธีเชิงสัญลักษณ์จะวัดค่าเชิงปริมาณได้ยาก แต่สามองค์ประกอบต่อไปนี้ช่วย “อ่านผลลัพธ์” ได้ชัดเจนขึ้น

  • สถิติในเชิงโครงสร้าง มี “สองเวทีพิธีหลัก” ในวันเดียวกัน—บึงทัพฟ้า (พิธีประทีป) และ มรภ.เชียงราย (พิธีบำเพ็ญกุศล) ดึงผู้มีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน ทั้งทหาร ส่วนท้องถิ่น ส่วนกลาง ชุมชน นักศึกษา และประชาชน
  • สัญญะของแสง “พันดวงประทีป” ไม่ใช่เพียงจำนวน แต่คือ “การรวมพลัง” ที่มองเห็นได้ด้วยตา—การที่ไฟแต่ละดวงต้อง “ถูกจุดด้วยมือ” ทำให้ทุกคนเป็น “เจ้าของพิธี” เท่า ๆ กัน
  • ส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ พิธีทั้งสองไม่ใช่กิจกรรมแบบผู้จัด–ผู้ชม หากเป็นกิจกรรมที่ “ทุกฝ่ายมีบทบาท” ตั้งแต่เตรียมงาน ดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงร่วมภาวนา—มิตินี้คือหัวใจของ “ความเข้มแข็งทางสังคม”

เชื่อมโยงพระราชปณิธาน จากงานศิลป์–หัตถกรรม สู่ความดีงามในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในรากฐานที่ทำให้พิธีค่ำคืนนี้ทรงความหมายคือการได้ “น้อมระลึก” ถึงพระราชปณิธานด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาพื้นถิ่น—สิ่งที่ส่งผลจริงต่อวิถีชีวิตประชาชน ทั้งการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน เมื่อประชาชนและนิสิตนักศึกษาลุกขึ้นมาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง สิ่งที่ซึมลึกกว่าความงามของเปลวไฟ คือ “แรงบันดาลใจจะทำความดีต่อเนื่อง” ในหน่วยเล็ก ๆ ของสังคม ครอบครัว โรงเรียน วัด ชุมชน

บทเรียนสำหรับเมือง ทำอย่างไรให้ “ความทรงจำร่วม” ดำรงอยู่ยาวนาน

  1. ปฏิทินพิธีกรรมประจำปี – เมืองสามารถกำหนด “จังหวะเวลา” ให้ประชาชนคุ้นเคยและรอคอย เหมือนฤดูกาลของความดีงามที่กลับมาเสมอ
  2. การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง – เปิดพื้นที่ให้ภาคีหลากหลายได้ “ทำ” ไม่ใช่แค่ “มาดู” เช่น กลุ่มเยาวชน องค์กรชุมชน โรงเรียน อาสาสมัคร
  3. สื่อสารสาระอย่างเข้าใจง่าย – อธิบายความหมายของพิธีและสัญลักษณ์ เช่น ทำไมต้อง “ตะเกียงนับพันดวง” ทำไมต้อง “บำเพ็ญกุศล”—ยิ่งเข้าใจ ยิ่งมีพลัง
  4. เชื่อมงานบุญกับงานชุมชน – ต่อท่อกิจกรรมจาก “พิธี” ไปสู่ “โครงการย่อย” เช่น เวิร์กช็อปงานหัตถกรรม อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรอบบึงทัพฟ้า ทุนการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ

สองพื้นที่—หนึ่งใจเดียว

ค่ำคืนที่ “บึงทัพฟ้า” เมืองได้เห็นแสงประทีปนับพันดวงโอบกอดผืนน้ำ ขณะที่ “หอประชุมใหญ่ มรภ.เชียงราย” เปล่งเสียงสวดกังวานด้วยความสงบเยือกเย็น—สองภาพนี้คือ บทกวีร่วมสมัยของเชียงราย ที่ร้อยเรียงด้วยเส้นด้ายเดียวกันคือ ความกตัญญูและความจงรักภักดี ต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเมื่อเปลวไฟสุดท้ายค่อย ๆ มอดดับ ผู้คนแยกย้ายกลับบ้านพร้อม “แสงเล็ก ๆ ในใจ” ที่ยังอุ่นอยู่—แสงที่เตือนว่า ในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน ยังมีค่าหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน: การระลึกคุณและการทำความดีร่วมกัน

KEY TAKEAWAYS (สำหรับผู้อ่านเชิงนโยบาย/การจัดการเมือง)

  • สองเวทีหลัก: พิธีประทีป ณ บึงทัพฟ้า (เทศบาลฯ–กองทัพอากาศ) และพิธีบำเพ็ญกุศล ณ มรภ.เชียงราย (ฝ่ายสงฆ์–ฝ่ายฆราวาส–สาธารณะ)
  • สาระกลาง: ความกตัญญู–ความจงรักภักดี–การสืบสานพระราชปณิธานด้านวัฒนธรรมและหัตถศิลป์
  • ผลลัพธ์ทางสังคม: เกิดพื้นที่ส่วนร่วมของพลเมืองอย่างกว้างขวาง สร้างความเชื่อมโยงระหว่างรัฐ–สถาบันการศึกษา–ศาสนา–ชุมชน
  • ข้อเสนอเชิงระบบ: ทำปฏิทินพิธีประจำปี—เปิดโอกาสให้ “ทำ” มากกว่า “ดู”—สื่อสารความหมายให้เข้าใจง่าย—เชื่อมพิชญ์กรรมกับกิจกรรมชุมชนเชิงยั่งยืน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กองทัพอากาศ
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มรภ.เชียงราย)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ขัวศิลปะร่วมถวายความเคารพ: รศ.ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซถึงแก่มรณกรรม

ขัวศิลปะ” ร่วมส่งครูใหญ่แห่งล้านนา ศิลปะไทยอำลา “รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ” ผู้ก่อตั้งศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ปิดฉากครึ่งศตวรรษแห่งการให้และการสร้าง

เชียงราย/กรุงเทพฯ, 1 พฤศจิกายน 2568 — ยามเย็นที่วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ แสงไฟจากเมรุมาศสะท้อนเงาร่มไม้กรังกราว เหนือเสียงสวดพระอภิธรรมที่ทอดยาวอย่างสงบ คณะศิลปินไทยจากหลากสำนัก—โดยเฉพาะ “ศิลปินเชียงราย”—ร่วมยืนเคียงข้างกันเพื่อไว้อาลัยในพิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ ศิลปินอาวุโส ครูผู้ก่อร่าง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” และที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง ผู้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2568 สิริอายุ 71 ปี การส่งท่านครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากชีวิตของศิลปินผู้ทุ่มเทกว่าครึ่งศตวรรษ หากยังเป็นจังหวะให้ทั้งวงการหันกลับมาทบทวน “สมการการสร้างสรรค์” ที่ท่านฝากไว้ ศิลปะ = ความสุข + ความหมาย + การให้โอกาส

ภายในพิธี มีผู้แทนจากวงการศิลปะทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่เดินทางมาร่วมคับคั่ง นำโดย อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินระดับตำนานของเชียงราย อาจารย์สมลักษณ์ ปันติบุญ ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2567 (สาขาเครื่องปั้นดินเผา) อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง อดีตนายกสมาคมขัวศิลปะ อาจารย์สมพงษ์ สารทรัพย์ อาจารย์ชาตะ ใหม่วงค์ และ นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ รวมถึงเครือข่ายศิลปินแม่ญิงและศิษย์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฝ่ายภาครัฐมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี—ภาพทั้งหมดสะท้อน “ทุนทางสังคม” ที่ศรีวรรณสั่งสมไว้ตลอดชีวิตการทำงาน

จากพีระศรีสู่ดอยแม่สาย เส้นทางที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับล้านนา

ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ เดินบนถนนศิลปะมาตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเริ่มต้นที่ โรงเรียนเพาะช่าง (พ.ศ. 2513) ก่อนก้าวสู่ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาภาพพิมพ์ สถาบันซึ่งส่งต่อมรดกของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สู่ศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า ในเส้นทางนั้น เธอได้รับทั้ง ทุน SPAFA (เพื่ออบรมครูศิลปะที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2539) และรางวัลจากเวทีสำคัญอย่าง การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 23–24 (เหรียญทองแดง–เหรียญเงิน ประเภทภาพพิมพ์) ตลอดเวลากว่า 30 ปี ที่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เธอไม่เคยหยุดทดลองสื่อใหม่ๆ—ทั้งภาพพิมพ์ จิตรกรรม วัตถุจัดวาง—และยังเป็นครูที่ส่งนักศึกษาสู่เส้นทางศิลปินจำนวนมาก

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อเกษียณราชการ เธอเลือก “ย้ายชีวิต” จากกรุงเทพฯ ไปยัง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย บนที่ดินจัดสรรใน ตำบลศรีดอนมูล ที่ครั้งหนึ่งเป็นเกสต์เฮาส์เล็กๆ ก่อนปรับปรุงเป็น บ้าน–สตูดิโอ และต่อยอดเป็น ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยแรงสนับสนุนด้านทุนจากน้องชาย (คุณจงชัย เจนหัตถการกิจ) และเงินเก็บที่เจ้าตัวยอม “ควัก” เพื่อผลักฝัน ในที่สุด เงินร่วมประมาณ สองล้านกว่าบาท แปรสภาพเป็นพื้นที่ที่หลอมรวม “งาน–คน–ชุมชน” เข้าด้วยกัน

“อยากให้หอศิลป์เสร็จเร็วๆ จะได้ชวนเพื่อน ชวนเด็กๆ มาแสดงงาน มาเล่นสนุกกับศิลปะ” — เป็นทัศนคติที่ลูกศิษย์เล่าถึงเธอเสมอ ศิลปะในสายตาศรีวรรณ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องสูงส่งเกินเอื้อม หากแต่ เฮฮาปาร์ตี้” ให้คนเข้าถึง—คำนี้กลายเป็นทั้งบุคลิกและอัตลักษณ์งานของเธอ

ศิลปิน–ครู–ผู้ก่อตั้ง “พื้นที่สร้างโอกาส”

เมื่อเปิดศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ประตูบานหนึ่งของวงการศิลปะเชียงรายก็เปิดกว้างขึ้นสำหรับ ศิลปินหญิง–ศิลปินรุ่นใหม่–ศิลปินท้องถิ่น ที่มองหาพื้นที่โชว์งานด้วยเงื่อนไขเป็นธรรม การคัดเลือก เป็น 1 ใน 60 ศิลปิน ร่วมเวที Thailand Biennale Chiang Rai 2023 ยิ่งยืนยันมาตรฐานการทำงานของเธอ ขณะเดียวกัน รางวัล “สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” ปี 2567 (วันสตรีสากล) สะท้อนบทบาทเชิงสาธารณะที่มากกว่า “ใครโด่งดังคนเดียว”—แต่คือการทำให้ ทั้งชุมชนศิลป์ “ดังไปด้วยกัน”

บนเส้นทางนี้ “ขัวศิลปะ”—สมาคมศิลปินเชียงราย—รับศรีวรรณเป็นเสมือน “ครูใหญ่ใจดี” ที่ทั้งให้คำปรึกษาและเปิดพื้นที่ร่วมทำกิจกรรม เครือข่ายศิลปินแม่ญิงได้รับแรงบันดาลใจจากวิธีคิดแบบ สนุก–จริงใจ–ใส่ใจมืออาชีพ” ทำให้สถานที่ในอำเภอชายแดนเล็กๆ ค่อยๆ กลายเป็นจุดหมายบนแผนที่ศิลปะของภาคเหนือ

เชียงรายกับบทบาท “เมืองศิลปะ” ที่ขยายวง

การสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ เชียงราย เดินเกมส์วัฒนธรรมเชิงรุก—ต่อยอดจากฐาน วัดร่องขุ่น–บ้านดำ–ขัวศิลปะ ไปสู่เครือข่ายอาร์ตสเปซและเทศกาลศิลป์ร่วมสมัยในชุมชนชายแดน การมีนักสร้างสรรค์รุ่นอาวุโสที่ “ย้ายไปอยู่จริง ทำงานจริง” เช่นศรีวรรณ จึงช่วย เติมสมดุลระหว่าง “เมืองท่องเที่ยวศิลปะ” กับ “เมืองที่ศิลปินอยากใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เมืองที่แวะมาจัดแสดงแล้วกลับ การเกิดและเติบโตของศรีดอนมูลอาร์ตสเปซจึงมีความหมายเชิงโครงสร้าง—เป็น พื้นที่กลาง ที่ชักเชื่อม ชาวบ้าน–นักเรียน–ศิลปิน–นักท่องเที่ยว–ผู้ซื้อผลงาน เข้าด้วยกัน

ในระดับประเทศ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานเครือข่ายพยายามขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power และ Creative Economy ให้ลงสู่ภูมิภาค การมี “ต้นแบบพื้นที่ที่ขับเคลื่อนด้วยคนจริง” อย่างศรีดอนมูลอาร์ตสเปซทำให้ นโยบายจับต้องได้ ไม่ติดอยู่บนกระดาษ

เรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมวงการ “ศิลปะเป็นเรื่องของการมีชีวิต”

เพื่อนร่วมรุ่นและศิษย์จำนวนมากกล่าวตรงกันว่า “พลังงาน” ของศรีวรรณคือ ความเป็นกันเองแบบคนอารมณ์ดี ที่พร้อมเล่าเรื่องชีวิต—ตั้งแต่วาระขำขันอย่าง “น้ำท่วมบ้านที่กรุงเทพฯ ตุ่มเด้งลอย” จนถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจ “แพ็กชิวิต” ขึ้นเหนือ เธอไม่ลืมเพื่อน ไม่ลืมลูกศิษย์ ส่ง “ใส้อั่วเชียงราย” ลงมากรุงเทพฯ เป็นระยะ เหมือนบอกกลายๆ ว่า ศิลปะต้องกินได้ นอนหลับ และหัวเราะได้ จึงจะเดินทางไกล

การยืนอยู่ท่ามกลาง “สายลมที่พัดผ่านร่องน้ำโขง” ในเชียงแสน ทำให้ผลงานของเธอในบั้นปลาย เบาสบายขึ้นแต่คมขึ้น—เบาในเชิงสัมผัส คมในเชิงความหมาย จากภาพพิมพ์และพื้นผิวที่ชวนลูบไล้ สู่การจัดวางที่ยุให้คนดู “ขยับตัวและความคิด” ไปพร้อมกัน

บทกวีโดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2559, นักแต่งเพลง, นักเขียนผู้ได้รับรางวัลซีไรต์ ปี 2535

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ (ไทม์ไลน์ย่อ)

  • พ.ศ. 2513 : จบการศึกษาโรงเรียนเพาะช่าง
  • ปริญญาตรี–โท : สาขาภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (รับทุนศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี/รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น)
  • พ.ศ. 2539 : ได้รับ SPAFA Scholarship อบรมครูศิลปะ ที่มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
  • ตลอดกว่า 30 ปี : อาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง
  • ปลายทศวรรษ 2560 : ย้ายพำนักที่ตำบลศรีดอนมูล อ.เชียงแสน เชียงราย
  • ก่อตั้ง “ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ” ด้วยทุนสนับสนุนจากครอบครัว (งบรวมกว่า 2 ล้านบาท)
  • พ.ศ. 2566 : คัดเลือก 1 ใน 60 ศิลปิน จัดแสดงใน Thailand Biennale Chiang Rai 2023
  • พ.ศ. 2567 : รับรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม” วันสตรีสากล
  • 23 ตุลาคม 2568 : ถึงแก่มรณกรรมที่โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย สิริอายุ 71 ปี
  • 1 พฤศจิกายน 2568 : พิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดนิมมานรดี กรุงเทพฯ

ไทม์ไลน์นี้ไม่ได้เป็นเพียง “บันทึกเหตุการณ์” แต่ชี้ให้เห็นการเคลื่อนตัวของศิลปินจาก ศูนย์กลาง (กรุงเทพฯ) ไปสู่ ชายแดน (เชียงราย) และทำให้ชายแดนกลายเป็น ศูนย์กลางใหม่ของโอกาส” สำหรับผู้คนจำนวนมาก

วิเคราะห์ผลกระทบ มรดกเชิงระบบที่ท่านทิ้งไว้

  1. ด้านการศึกษา — เครือข่ายศิษย์–ลูกศิษย์ที่กระจายอยู่ในสถาบันต่างๆ คือทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพการสอนศิลปะในระยะยาว วิธีสอนของท่าน—ที่ให้ “ทดลองและสนุก”—ทำให้ศิลปะไม่กลายเป็นวิชาแห้งแล้ง แต่เป็น “เครื่องมือคิด” ในชีวิตประจำวัน
  2. ด้านสถาบันศิลปะท้องถิ่น — ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซพิสูจน์ว่า อาร์ตสเปซขนาดเล็ก ที่บริหารด้วยความรักและวินัยสามารถยืนระยะได้ หากเชื่อมกับเครือข่ายท้องถิ่น–จังหวัด–ประเทศ มีบทเรียนสำคัญอย่าง การตั้งมาตรฐานงานแสดง/ระบบไฟ/ความปลอดภัย/การสื่อสาร และ การจัดโปรแกรมการเรียนรู้ ที่ดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วน
  3. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ — การเป็นศิลปินในเมืองท่องเที่ยวชายแดนเปิดทางให้เกิด บริการเชิงประสบการณ์ (experience-based) เช่น เวิร์กช็อปภาพพิมพ์–การเยี่ยมสตูดิโอ–การท่องเที่ยวเชิงศิลป์ ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ ร้านอาหาร–ที่พัก–ของที่ระลึก และเชื่อมโยงแรงงานสร้างสรรค์รุ่นใหม่ในพื้นที่
  4. ด้านอัตลักษณ์สตรี–ความเท่าเทียม — บทบาทของศรีวรรณในฐานะ ที่ปรึกษากลุ่มศิลปินแม่ญิง และการได้รับยกย่องเป็น สตรีดีเด่น สร้าง “แรงเห็น” ให้สังคมตระหนักว่า ผู้นำทางศิลปะหญิง ขับเคลื่อนระบบนิเวศได้อย่างแข็งแรงไม่แพ้ใคร

ความท้าทายหลังคำอำลา จะรักษา “จิตวิญญาณของพื้นที่” อย่างไร

หลังพิธี ส่งต่อมาสู่คำถามสำคัญว่า ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ จะเดินต่ออย่างไรให้คง “จิตวิญญาณ” ตามที่ผู้ก่อตั้งวางไว้ ประเด็นที่ควรจับตา ได้แก่

  • การสืบทอดการบริหาร: ตั้งคณะทำงาน/มูลนิธิ/กติกาโปร่งใส เพื่อให้การคัดเลือกนิทรรศการ/การใช้พื้นที่ยังคงมาตรฐาน
  • ฐานทุนและรายได้: พัฒนารูปแบบ membership–friends of art space–crowdfunding นิทรรศการ เพื่อไม่พึ่งพิงงบประมาณแหล่งเดียว
  • เครือข่ายกับสถาบันการศึกษา: ทำ MOU กับมหาวิทยาลัย/โรงเรียนในภาคเหนือเพื่อแลกเปลี่ยนศิลปิน–นักศึกษา–อาจารย์
  • ทุนทรัพย์สินทางปัญญา: เก็บข้อมูลผลงาน–จดหมายเหตุ–บทสัมภาษณ์ของศรีวรรณให้เป็น คลังความรู้ (archive) สำหรับนักวิจัย–นักเรียน
  • ความปลอดภัยและมาตรฐาน: ยกระดับระบบไฟ แสง เสียง พื้นที่คนพิการ ให้รองรับนิทรรศการร่วมสมัยอย่างมืออาชีพ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากยึดหลักที่ท่านสอนไว้—ให้พื้นที่เป็น “ของทุกคน” ที่เชื่อในพลังของศิลปะ

เสียงสะท้อนจาก “ขัวศิลปะ” พลังของความร่วมมือจังหวัด–ประเทศ

การที่คณะศิลปินเชียงรายนำโดย อาจารย์เฉลิมชัย และเครือข่าย “ขัวศิลปะ” เดินทางมาร่วมพิธีพร้อมผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม สะท้อนความเป็น พหุศูนย์” ของวงการศิลปะไทย วันนี้ “กรุงเทพฯ” ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียวอีกต่อไป เมืองศิลป์อย่างเชียงรายกำลังเป็น รากฐาน ที่ปั้นคน–ปั้นงาน–ปั้นพื้นที่ และส่ง “พลังกลับ” เข้าสู่ประเทศ ผ่านเทศกาลนานาชาติ การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และตลาดศิลปะที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ในเชิงสัญลักษณ์ พิธีพระราชทานเพลิงศพครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “การอำลา” แต่คือ “พิธีส่งต่อธง” ให้รุ่นต่อไป—ธงที่เขียนด้วยลายมือของศรีวรรณว่า ศิลปะคือความสุขร่วมกัน”

ความทรงจำที่มีชีวิต

เมื่อเปลวเพลิงดับลง เถ้าถ่านค่อยๆ เย็นตัว แต่ “ความทรงจำ” ของผู้คนที่ได้สัมผัสศรีวรรณยังอุ่นอยู่ เธออาจไม่ใช่ศิลปินที่วิ่งตามแสงแฟลช หากแต่เป็นคนที่ เปิดไฟสตูดิโอเป็นคนแรกและปิดเป็นคนสุดท้าย คอยถามไถ่ลูกศิษย์ว่า “วันนี้สนุกไหม” มากกว่าถามว่า “ขายได้กี่ชิ้น” ความช่างคุย ช่างหัวเราะ และความรักในความเป็น “เฮฮาปาร์ตี้” ทำให้หลายคนกล้าคลี่ “ผ้าขาว” ชีวิตออกมาแต้มสี

มรณกรรมของเธอจึงไม่ใช่วงเล็บปิด หากเป็น “จุดเว้นวรรค” ให้ทุกคนได้หายใจ และเดินหน้าต่อในจังหวะที่มั่นคงกว่าเดิม—เดินบนถนนที่เธอช่วยลาดปูไว้ จาก เพาะช่าง–พีระศรี สู่ แม่สาย–ศรีดอนมูล ถนนสายนี้ยังยาวไกล และคนเดินยังมากขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลสำคัญ

  • พิธีพระราชทานเพลิงศพ รองศาสตราจารย์ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ จัดขึ้นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น.วัดนิมมานรดี พระอารามหลวง กรุงเทพฯ
  • ผู้ร่วมพิธีจากเชียงราย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อ.สมลักษณ์ ปันติบุญ (ศิลปินแห่งชาติ 2567), อ.ทรงเดช ทิพย์ทอง, อ.สมพงษ์ สารทรัพย์, อ.ชาตะ ใหม่วงค์, นายนิพนธ์ ใจนนท์ถี นายกสมาคมขัวศิลปะ และคณะศิลปินเชียงราย
  • ผู้แทนภาครัฐ: นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ทำหน้าที่ประธานในพิธี (ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม)
  • ประวัติการศึกษา–ผลงาน: จบ เพาะช่าง (พ.ศ. 2513), ปริญญาตรี–โท ภาพพิมพ์ ศิลปากร, ทุน SPAFA (พ.ศ. 2539), เหรียญรางวัล ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 23–24, สอนมหาวิทยาลัย กว่า 30 ปี
  • ก่อตั้ง ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ ต.ศรีดอนมูล อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ด้วยทุนร่วม กว่า 2 ล้านบาท ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 60 ศิลปิน Thailand Biennale Chiang Rai 2023 และรางวัล สตรีดีเด่นด้านศิลปะและวัฒนธรรม 2567
  • ถึงแก่มรณกรรมวันที่ 23 ตุลาคม 2568โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย สิริอายุ 71 ปี

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ขัวศิลปะ (สมาคมศิลปินเชียงราย)
  • สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
  • มหาวิทยาลัยศิลปากร/โรงเรียนเพาะช่าง
  • ศรีดอนมูลอาร์ตสเปซ, อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
  • Thailand Biennale Chiang Rai 2023
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News