Categories
NEWS UPDATE

เปิดโผ 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไทยปี 2026 เชียงใหม่ยังครองแชมป์ แม่ฟ้าหลวงผงาดคว้าอันดับ 2

Summary
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไทยในการจัดอันดับ THE WUR 2026

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพุ่งอันดับ 2 โดดเด่นด้านนวัตกรรมเภสัชกรรมและความงาม

  • มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์คว้าคะแนนคุณภาพการวิจัยสูงสุด (56.4) ในกลุ่มภูมิภาค

  • มข. ครองแชมป์วิทยการคอมพิวเตอร์ 3 ปีซ้อน และ มทส. นำโด่งด้านรายได้จากอุตสาหกรรม

  • ผลคะแนนสะท้อนว่าคุณภาพงานวิจัยและสิทธิบัตรสำคัญกว่าอายุหรือชื่อเสียงของสถาบัน

เปิดโผ 12 มหาวิทยาลัยชั้นนำต่างจังหวัดของไทย ปี 2026 เชียงใหม่ยังแกร่ง แม่ฟ้าหลวงผงาด วลัยลักษณ์คว้าคะแนนวิจัยทะลักกลุ่ม

เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2569 — ในโลกการศึกษาระดับสูงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตัวเลขจากองค์กรระดับโลกหนึ่งชุดสามารถพลิกโฉมความเชื่อเก่าแก่เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาไทยได้ในพริบตา และนั่นคือสิ่งที่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Times Higher Education World University Rankings 2026 หรือ THE WUR 2026 กำลังทำอยู่ในขณะนี้

เมื่อกรองเฉพาะมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดออกมาจากรายชื่อมหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดที่ปรากฏในการจัดอันดับครั้งนี้ ภาพที่ปรากฏออกมาน่าสนใจอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไม่เคยเป็นที่พูดถึงมากนักกลับพุ่งแซงหน้าสถาบันเก่าแก่ที่คนรู้จักมาหลายทศวรรษ ขณะที่บางแห่งที่เคยโดดเด่นก็ต้องถอยออกมายืนในจุดที่ต่างออกไปจากที่เคยคุ้นชิน

มช. ยังครองบัลลังก์ แต่ “น้องใหม่” คือเรื่องที่ต้องจับตา

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงรักษาตำแหน่งมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอันดับ 1 ของไทยในการจัดอันดับ THE WUR 2026 ได้อย่างสง่างาม ในฐานะสถาบันที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าอายุและชื่อเสียงสะสมมายาวนานสามารถแปรเป็นผลงานจริงในเวทีโลกได้ โดยอยู่ในระดับแถบจัดอันดับที่สูงกว่ามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดส่วนใหญ่ในไทย

แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านั้น กลับเป็นอันดับ 2 ซึ่งตกเป็นของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถาบันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2541 ที่จังหวัดเชียงราย และมีอายุน้อยกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งในรายชื่อนี้อย่างมาก ความสำเร็จของแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การพัฒนางานวิจัยที่นำผลลัพธ์ออกสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเภสัชกรรม สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งสามารถจดสิทธิบัตรและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง

ภาพ : ทีมมช by AutoBot

เข้าใจเกณฑ์วัดก่อน จะเข้าใจผลลัพธ์

ก่อนจะตีความผลอันดับเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า Times Higher Education หรือ THE วัดอะไรและวัดอย่างไร เพราะระบบการจัดอันดับที่ซับซ้อนนี้ใช้ตัวชี้วัดถึง 18 รายการ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลักหลัก

เสาหลักแรกคือด้านการเรียนการสอน (Teaching) มีน้ำหนัก 29.5 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมชื่อเสียงด้านการสอน อัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา สัดส่วนผู้จบปริญญาเอก และรายได้ของสถาบัน เสาหลักที่สองคือสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) น้ำหนัก 29 เปอร์เซ็นต์ วัดจากชื่อเสียงด้านการวิจัย รายได้จากงานวิจัย และผลผลิตทางวิชาการ เสาหลักที่สามคือคุณภาพการวิจัย (Research Quality) น้ำหนัก 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นน้ำหนักสูงสุด วัดจากผลกระทบของการอ้างอิง ความเข้มแข็งของงานวิจัย ความเป็นเลิศทางวิชาการ และอิทธิพลของงานวิจัย

เสาหลักที่สี่คือด้านอุตสาหกรรม (Industry) น้ำหนัก 4 เปอร์เซ็นต์ วัดจากรายได้ที่ได้จากภาคธุรกิจเอกชนและจำนวนสิทธิบัตรที่อ้างอิงงานวิจัยของสถาบัน และเสาหลักที่ห้าคือความเป็นนานาชาติ (International Outlook) น้ำหนัก 7.5 เปอร์เซ็นต์ วัดสัดส่วนนักศึกษานานาชาติ อาจารย์นานาชาติ และงานวิจัยที่มีผู้เขียนร่วมจากต่างประเทศ

ข้อมูลบรรณมิติมาจากฐานข้อมูล Scopus ของ Elsevier ซึ่งในปีนี้รวบรวมการอ้างอิงถึง 174.9 ล้านรายการจากบทความวิจัยกว่า 18.7 ล้านชิ้น ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 รวมถึงข้อมูลจากการสำรวจชื่อเสียงทางวิชาการที่รวบรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568 โดยมีนักวิชาการตอบแบบสำรวจรวมกันมากกว่า 108,000 คนทั่วโลก

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Walailak Green University) โดยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่องตามแนวทาง Walailak Green University โดยได้ให้ความสำคัญบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580)

วลัยลักษณ์ พลิกโผ คว้าอันดับ 3 ด้วยคะแนนวิจัยที่ทิ้งห่างคู่แข่ง

ในบรรดา 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่ปรากฏในรายชื่อ THE WUR 2026 ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จากจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นกรณีที่น่าศึกษามากที่สุด สถาบันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535 แห่งนี้สามารถทำคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยได้ถึง 56.4 คะแนน ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่มีข้อมูลคะแนนรายเสาหลักปรากฏในการจัดอันดับปีนี้ สูงกว่ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงกว่าหลายแห่งอย่างชัดเจน

ตัวเลขนี้บอกอะไรได้มากกว่าแค่ลำดับในอันดับ มันสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยของวลัยลักษณ์ได้รับการอ้างอิงจากนักวิชาการทั่วโลกในระดับที่สูงมาก ซึ่งหมายความว่านักวิจัยจากสถาบันอื่นเห็นคุณค่าและนำผลงานของวลัยลักษณ์ไปต่อยอด นอกจากนี้ วลัยลักษณ์ยังมีคะแนนความเป็นนานาชาติสูงถึง 47.8 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดึงดูดนักศึกษาและอาจารย์จากต่างประเทศ รวมถึงการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันในต่างแดน

ภาพ : มหาวิทยาลัยขอนแก่น

มข. อันดับ 4 กับสถิติที่ไม่ธรรมดา ครองเจ้าวิทยาการคอมพิวเตอร์ 3 ปีซ้อน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันการศึกษาชั้นนำแห่งภาคอีสานที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ปรากฏในอันดับที่ 4 ของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ด้วยคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 41.8 และคะแนนด้านอุตสาหกรรมที่โดดเด่นถึง 49.5 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการนำงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ทำให้มข. โดดเด่นในปีนี้เป็นพิเศษ คือผลงานในการจัดอันดับสาขาวิชาเฉพาะ โดยมข. สามารถรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของประเทศไทยด้านคุณภาพงานวิจัย (Research Quality) ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันจากการจัดอันดับ THE WUR 2026 ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับสถาบันในภูมิภาค

ความสำเร็จของมข. ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนางานวิจัยเชิงลึกในสาขาเทคโนโลยี ซึ่งสร้างผลงานที่นักวิจัยทั่วโลกนำไปอ้างอิงในงานของตน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มอ. และ มทส. สองเสาหลักใต้และอีสาน

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ มอ. มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตกระจายอยู่ทั่วภาคใต้ ปรากฏในอันดับ 5 ด้วยคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 39.4 และคะแนนด้านอุตสาหกรรมที่ 51.6 ซึ่งเป็นหนึ่งในคะแนนอุตสาหกรรมที่สูงที่สุดในกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในภูมิภาคใต้ รวมถึงความเข้มแข็งของงานวิจัยที่สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้

ถัดมาที่อันดับ 6 คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. จากจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทำคะแนนด้านอุตสาหกรรมได้สูงถึง 52.4 คะแนน สูงที่สุดในบรรดาทุกมหาวิทยาลัยที่ปรากฏในรายชื่อนี้ ความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมของ มทส. นั้นสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของสถาบันที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น และแสดงให้เห็นว่าการวิจัยของ มทส. ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและก่อให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ Maejo University

แม่โจ้ และ มอบ. น้องใหม่ที่สร้างผลงานน่าจับตา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้จากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจชีวภาพ สามารถรั้งอันดับ 7 ในกลุ่มต่างจังหวัดได้ โดยมีคะแนนคุณภาพการวิจัยที่ 43.4 คะแนน ซึ่งสูงกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีอายุมากกว่าและมีทรัพยากรมากกว่า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแม่โจ้สามารถสร้างงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะงานวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ที่มีผู้นำไปอ้างอิงจากทั่วโลก

มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่อันดับ 8 ก็สร้างความประหลาดใจด้วยคะแนนคุณภาพการวิจัยที่ 43.0 คะแนน เกือบทัดเทียมกับแม่โจ้ และสูงกว่ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่กว่าหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก แต่คุณภาพงานวิจัยของสถาบันแห่งนี้อยู่ในระดับที่น่าเคารพ

Key criteria for the World University Rankings

นเรศวร พะเยา มหาสารคาม และบูรพา กับการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง

มหาวิทยาลัยนเรศวรที่อันดับ 9 มีจุดเด่นที่คะแนนด้านอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 47.0 คะแนน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งพอสมควร แม้คะแนนรวมโดยรวมจะยังตามหลังกลุ่มบน ขณะที่มหาวิทยาลัยพะเยาที่อันดับ 10 มีคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 33.5 และยังคงมีพื้นที่ให้พัฒนาต่อได้อีกมาก

มหาวิทยาลัยมหาสารคามในอันดับ 11 และมหาวิทยาลัยบูรพาที่อันดับ 12 ถือเป็นสองสถาบันที่ต้องเดินหน้าพัฒนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งมีคะแนนคุณภาพการวิจัยเพียง 14.1 คะแนน ต่ำที่สุดในกลุ่ม 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองสถาบันยังปรากฏในการจัดอันดับ THE WUR 2026 ได้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีผลงานวิชาการในระดับที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของ THE ซึ่งกำหนดให้สถาบันต้องมีผลงานตีพิมพ์ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และไม่น้อยกว่า 100 ชิ้นต่อปี

เบื้องหลังการจัดอันดับ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในระดับสากล

สิ่งที่ทำให้ THE WUR แตกต่างจากการจัดอันดับทั่วไป คือความโปร่งใสและความเข้มข้นของกระบวนการตรวจสอบข้อมูล ในปีการจัดอันดับ 2026 นี้ THE ได้รวบรวมข้อมูลจากสถาบันต่าง ๆ ผ่านระบบพอร์ทัลออนไลน์ โดยผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากแต่ละสถาบันต้องลงนามรับรองความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งเข้ามา ข้อมูลทางการเงินทั้งหมดถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยใช้อัตราความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity หรือ PPP) จากธนาคารโลก เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจแตกต่างกันได้อย่างเป็นธรรม

ระเบียบวิธีการจัดอันดับ WUR 2026 ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 และได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดย Elizabeth Shepherd ซึ่งดำรงตำแหน่ง Chief Data and Analytics Officer ของ Times Higher Education เป็นผู้ลงนามรับรองกระบวนการ ซึ่งถือเป็นหลักประกันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลการจัดอันดับในระดับสูงสุด

เสียงสะท้อนจากสังคม วิจัยเพื่อตีพิมพ์ หรือวิจัยเพื่อใช้จริง

ผลการจัดอันดับครั้งนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของการจัดอันดับ และสิ่งที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานในการวัดคุณค่าของสถาบันการศึกษา

ความคิดเห็นหนึ่งที่แพร่หลายในโลกออนไลน์สะท้อนมุมมองที่น่าคิดว่า สถาบันเก่าแก่บางแห่งที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจสูญเสียความได้เปรียบในการจัดอันดับแบบนี้ เพราะงานวิจัยจำนวนมากถูกผลิตขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและขอตำแหน่งทางวิชาการ มากกว่าที่จะมุ่งสร้างผลกระทบจริงในสังคมหรืออุตสาหกรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยที่อายุน้อยกว่าอย่างแม่ฟ้าหลวงกลับมีงานวิจัยด้านเภสัชกรรมและเครื่องสำอางที่นำไปจดสิทธิบัตรและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคะแนนด้านอุตสาหกรรมในการจัดอันดับ THE

มุมมองเหล่านี้ตรงกับแนวคิดของ THE เองที่มองว่าความสามารถในการถ่ายทอดความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม (Knowledge Transfer) คือพันธกิจหลักประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตและตีพิมพ์งานวิจัยเท่านั้น

เปรียบเทียบกับเวทีโลก ไทยอยู่ตรงไหน

หากมองในบริบทระดับสากล มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบจัดอันดับ 1201-1500 และ 1501 ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่ายังมีระยะห่างจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอีกมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางการเคลื่อนไหว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และแม่ฟ้าหลวงซึ่งอยู่ในแถบที่ดีกว่ากลุ่มส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างมีทิศทางสามารถเปลี่ยนอันดับของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคให้ก้าวหน้าขึ้นได้จริง

เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน มหาวิทยาลัยในมาเลเซียอย่าง Universiti Malaya สามารถขึ้นถึงแถบอันดับ 201-250 ของโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์อย่าง National University of Singapore ติดอันดับท็อปของโลกอยู่เสมอ ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าการที่ประเทศจะมีมหาวิทยาลัยระดับโลกได้นั้น ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน การลงทุนด้านงานวิจัยอย่างยั่งยืน และการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมต่อวิชาการกับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ความท้าทายและโอกาสที่รออยู่

สำหรับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดของไทย ผลการจัดอันดับ THE WUR 2026 ทั้งเป็นทั้งกระจกสะท้อนและแผนที่นำทาง ตัวเลขที่ปรากฏชี้ให้เห็นจุดแข็งที่ต้องรักษาและจุดอ่อนที่ต้องเสริม

เสาหลักด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) ที่มีน้ำหนักสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ เป็นจุดที่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดหลายแห่งยังทำคะแนนได้ต่ำ เช่น มหาสารคามได้เพียง 9.3 คะแนน แม่โจ้ 9.6 คะแนน และอุบลฯ 10.1 คะแนน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการดึงดูดเงินทุนวิจัยและสร้างชื่อเสียงในแวดวงวิชาการระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความพยายามสะสมมายาวนาน

ในทางกลับกัน คะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่สูงของหลายสถาบัน แม้จะอยู่ในสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยในต่างจังหวัดสามารถผลิตงานวิจัยคุณภาพสูงได้ และหากสามารถเสริมสร้างเงื่อนไขด้านสภาพแวดล้อมการวิจัยให้แข็งแกร่งขึ้น อันดับโดยรวมก็จะพุ่งขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำหรับนักศึกษาและผู้ปกครอง

ผลการจัดอันดับนี้ส่งสัญญาณสำคัญถึงนักศึกษาและผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจเลือกสถาบัน การมองแค่ชื่อเสียงเก่าแก่หรือความดังของมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะตัวเลขจาก THE WUR 2026 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสถาบันบางแห่งที่อายุน้อยกว่า เช่น แม่ฟ้าหลวง วลัยลักษณ์ และแม่โจ้ สามารถสร้างคุณภาพงานวิจัยในระดับที่ทัดเทียมหรือแซงหน้าสถาบันที่เก่าแก่กว่าในบางด้าน

อย่างไรก็ตาม เสียงจากโลกออนไลน์ก็เตือนให้ตระหนักว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณภาพของหลักสูตร โอกาสฝึกงานและทำงาน เครือข่ายศิษย์เก่า และความเหมาะสมกับเป้าหมายชีวิตของนักศึกษาแต่ละคน

ก้าวต่อไปของอุดมศึกษาไทยในต่างจังหวัด

ผลการจัดอันดับ THE WUR 2026 ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาไทย ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดชั้นนำและมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กำลังแคบลง แต่ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยไทยโดยรวมกับสถาบันชั้นนำในระดับภูมิภาคเอเชียและระดับโลกยังคงกว้างอยู่

การที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอย่างวลัยลักษณ์ แม่ฟ้าหลวง หรือมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถสร้างคะแนนวิจัยในระดับนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าศักยภาพมีอยู่ สิ่งที่ขาดอยู่บ้างคือการสนับสนุนเชิงนโยบายและเงินทุนที่สม่ำเสมอ การสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และการเปิดรับความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติมากขึ้น

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยที่จะยืนหยัดได้ในเวทีโลกคือสถาบันที่รู้จักปรับตัว รู้จักสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบจริง และรู้จักสร้างความร่วมมือกับโลกภายนอก ไม่ใช่แค่สถาบันที่มีชื่อเสียงสะสมมายาวนานที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Times Higher Education (THE). “World University Rankings 2026.” เผยแพร่ 22 กันยายน 2568 และปรับปรุงล่าสุด 16 มีนาคม 2569. timeshighereducation.com
  • Times Higher Education (THE). “World University Rankings 2026 Methodology.” เอกสาร PDF อย่างเป็นทางการ ลงนามโดย Elizabeth Shepherd, Chief Data and Analytics Officer, THE World Universities Insights Limited, วันที่ 22 กันยายน 2568.
  • ข้อมูลคะแนนรายมหาวิทยาลัยไทย (Teaching, Research Environment, Research Quality, Industry, International Outlook) จากฐานข้อมูล THE WUR 2026 ณ วันที่เข้าถึง 2 พฤษภาคม 2569.
  • Elsevier. ข้อมูลบรรณมิติ (Bibliometric Data) จากฐานข้อมูล Scopus ที่ใช้ประกอบการจัดอันดับ THE WUR 2026 ครอบคลุมบทความ 18.7 ล้านชิ้น และการอ้างอิง 174.9 ล้านรายการ ช่วงปี 2563-2567.
  • การสำรวจชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation Survey) ของ THE ที่ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568 โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่า 108,000 คนทั่วโลก.
  • Phil Baty และ Danae Banette. “World University Rankings 2026: methodology.” Times Higher Education, 22 กันยายน 2568.
  • The Rankings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ชาวเชียงราย-พะเยารอเก้อ! ถนนสาย 1021 ขยายสี่เลนอืด เพิ่งเริ่มตีตราไม้หลังผ่านสัญญาไปแล้ว 1 ใน 3

Summary
  • โครงการขยายถนน 1021 ดอกคำใต้-เทิง ล่าช้ากว่าแผน 8 เดือน กระทบเศรษฐกิจเชียงราย

  • สาเหตุหลักติดปัญหาการขออนุญาตทำไม้และตีตราต้นทองกวาวในเขตทาง

  • ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเคลียร์บัญชีไม้ให้จบภายในพฤษภาคม 2569

  • มีแผนล้อมย้ายต้นทองกวาวไปปลูกพื้นที่ใหม่เพื่อรักษาธรรมชาติและขยายทาง

  • หากเริ่มงานมิถุนายนนี้ ผู้รับเหมาต้องเร่งทำงานเร็วขึ้น 1.5 เท่าเพื่อให้ทันกำหนดปี 2570

เชียงรายรอเก้อ 8 เดือนถนน 1021 เพิ่งเริ่มตีตราไม้ ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งลุยแก้เกมล่าช้า ชาวเทิงแบกภาระอีก 500 วัน

พะเยา,28 เมษายน 2569 – เสียงบ่นของคนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตรจากอำเภอเทิงที่ต้องวิ่งลัดเลาะบนถนนสองเลนแคบๆ ของทางหลวงหมายเลข 1021 ดังขึ้นอีกครั้งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ พวกเขาหวังว่าถนนสี่ช่องจราจรสายดอกคำใต้ถึงจุนที่รัฐบาลให้สัญญาว่าจะเสร็จในอีกไม่ถึงสองปีข้างหน้าจะช่วยย่นเวลาและลดอุบัติเหตุได้ แต่ความหวังนั้นกลับถูกแช่แข็งไว้กว่าแปดเดือนเต็ม เพราะจนถึงวันนี้ วันที่ 28 เมษายน 2569 ภาพที่เห็นในพื้นที่จริงคือเจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มเอาแท่งสีไปตีตราที่โคนต้นทองกวาวริมทางเท่านั้น

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของจังหวัดพะเยาที่เป็นเจ้าของพื้นที่ก่อสร้าง แต่กลายเป็นเรื่องปากท้องของคนเชียงรายโดยตรง เพราะถนนสายนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมผลผลิตจากทุ่งนาพะเยาเข้าสู่ตลาดและด่านชายแดนของเชียงราย และเมื่อต้นทางล่าช้า ปลายทางอย่างอำเภอเทิงก็ต้องรับผลกระทบไปเต็มๆ

ผ่านไป 240 วัน เพิ่งเริ่มนับหนึ่ง

ข้อมูลจากสัญญาจ้างก่อสร้างที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ระบุชัดเจนว่าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1021 สายอำเภอดอกคำใต้ถึงอำเภอเทิง ตอนบ้านเวียงเทิงถึงบ้านทุ่ง มีระยะเวลาดำเนินการ 750 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2570

หากนับถึงวันนี้ ผ่านไปแล้วประมาณ 276 วัน หรือคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของอายุสัญญา ตัวเลขนี้สะท้อนภาพความล่าช้าที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะตามแผนงานปกติ ช่วง 8 เดือนแรกควรเป็นช่วงของการเคลียร์พื้นที่ ปรับหน้าดิน และลงงานฐานรากไปแล้วไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการสำรวจและตีตราไม้ในเขตทางเพิ่งเริ่มทำเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เท่านั้น

โครงการนี้แบ่งเป็นสองตอนหลักคือตอนที่ 1 ช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 22+500 ระยะทาง 10.500 กิโลเมตร และตอนที่ 2 ช่วงกิโลเมตรที่ 22+500 ถึง 33+300 ระยะทาง 10.800 กิโลเมตร รวมระยะทางที่ต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรทั้งสิ้น 21.300 กิโลเมตร ซึ่งเป็นช่วงคอขวดที่สุดของเส้นทางจากพะเยาเข้าสู่เชียงราย

ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ตั้งคำถามผ่านสื่อออนไลน์อย่างตรงไปตรงมาว่า ผ่านมากว่า 8 เดือนแล้ว การก่อสร้างไปถึงไหน ทำไมถึงยังไม่เห็นเครื่องจักรหนักเข้ามาทำงาน คำถามนี้กลายเป็นแรงกดดันที่ส่งตรงถึงศาลากลางจังหวัดพะเยาในที่สุด

ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งทันที หลังเสียงสะท้อนดังขึ้น

แรงสั่นสะเทือนจากโซเชียลมีเดียทำให้ นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ในช่วงเย็นวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 16.20 น. เธอเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ห้องประชุมศาลากลาง

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายพีรัช จันธิมา ปลัดจังหวัดพะเยา นายปิยะพงษ์ ประพันธ์วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา และนายพูนศักดิ์ เมาะราษี ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพะเยา การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการรับฟังรายงานตามปกติ แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงและหาทางออกเร่งด่วน

ข้อสั่งการที่ออกมามีความชัดเจนและเฉียบขาด ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา แขวงทางหลวงพะเยา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และบริษัทผู้รับจ้าง ต้องลงพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้ทันที เพื่อทำสิ่งที่ควรทำเสร็จไปแล้วตั้งแต่เดือนแรกของสัญญา นั่นคือการสำรวจพิกัด จัดทำบัญชีไม้ และตีตราประทับที่โคนต้นทุกต้นที่อยู่ในเขตทางหลวง เพื่อพิสูจน์ชนิดและขนาดให้ถูกต้องตามระเบียบป่าไม้

ที่สำคัญที่สุดคือการเร่งออกใบอนุญาตทำไม้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อให้แขวงทางหลวงพะเยาสามารถส่งมอบพื้นที่ปลอดภาระผูกพันทางกฎหมายให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานได้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569

ต้นทองกวาว กลายเป็นหัวใจของความล่าช้า

หากมองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าปัญหาคือเรื่องงบประมาณหรือผู้รับเหมาทิ้งงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยในการประชุมชี้ไปที่ประเด็นเดียวคือ ต้นทองกวาว

ต้นทองกวาวหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นดอกจาน เป็นไม้ยืนต้นที่ออกดอกสีส้มแสดสะพรั่งในช่วงฤดูแล้ง กลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนสายนี้มาหลายสิบปี เมื่อมีการสำรวจแนวเขตทางเพื่อขยายถนนเป็นสี่เลน พบว่ามีต้นทองกวาวขนาดใหญ่อยู่ในเขตป่าตามมาตรา 4 วงเล็บ 1 จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 27+750

ตามกฎหมายแล้ว ไม้ในเขตป่าไม่สามารถตัดฟันได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการสำรวจ ขึ้นทะเบียน และขออนุญาตทำไม้อย่างถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่กินเวลายาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนงานเดิม

ล่าสุดในวันที่ 28 เมษายน 2569 นายพูนศักดิ์ เมาะราษี รายงานความคืบหน้าว่า หมวดทางหลวงดอกคำใต้ได้ร่วมกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ลงพื้นที่ตีตราไม้แล้วในตอนแม่ต๋ำถึงบ้านใหม่ ช่วงกิโลเมตรที่ 22+500 ถึง 27+750 ทั้งฝั่งซ้ายและขวา และในวันที่ 29 เมษายน จะดำเนินการต่อในช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 22+500 ให้ครบถ้วน

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้ว่าฯ พะเยาวางไว้ไม่ได้เน้นการตัดทิ้ง แต่เป็นการอนุรักษ์แบบย้ายถิ่น หากต้นทองกวาวต้นใดมีความสมบูรณ์แข็งแรง ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการล้อมโคน ขุดย้าย และนำไปปลูกในพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม โดยขณะนี้มีพื้นที่นำร่องสองแห่งที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้คือ แนวถนนริมกว๊านพะเยาฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นถนนสายใหม่ในอำเภอเมืองพะเยา และพื้นที่หนองเล็งทรายในอำเภอแม่ใจ

แนวคิดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการสร้างถนนแบบเดิมที่เน้นความเร็ว ไปสู่การสร้างถนนที่ต้องสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมทางหลวงในช่วงหลัง

ทำไมคนเชียงรายต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง

คำถามสำคัญที่คนอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ถามมาตลอดคือ ทำไมถนนที่อยู่ในเขตพะเยาถึงกระทบชีวิตพวกเขามากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ภูมิศาสตร์ของทางหลวงหมายเลข 1021

ถนนสายนี้เริ่มต้นจากอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา วิ่งผ่านอำเภอจุน และไปสิ้นสุดที่บ้านทุ่ง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นประตูสู่จังหวัดเชียงรายจากทิศใต้ หากดูจากแผนที่โครงข่ายคมนาคมภาคเหนือตอนบน เส้นทางนี้คือเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่ง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวนาปรัง ลำไย และยางพาราจากพะเยาและเชียงรายตอนล่าง จะใช้ถนนเส้นนี้เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงงานแปรรูปในเชียงรายและต่อไปยังด่านชายแดนเชียงของเพื่อส่งออกไป สป.ลาว และจีนตอนใต้

เมื่อการขยายถนนล่าช้าออกไป หมายความว่าผู้ประกอบการและเกษตรกรในเชียงรายต้องทนใช้ถนนสองเลนเดิมต่อไปอีกอย่างน้อย 500 วันตามอายุสัญญาที่เหลือ ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งสวนกันตลอดทั้งวัน อุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งช่วงบ้านเวียงเทิง

สถิติจากแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 แม้จะไม่ได้อยู่ในเอกสารชุดนี้ แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยอมรับว่าปริมาณการจราจรบนถนนสาย 1021 ช่วงรอยต่อพะเยาเชียงรายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การที่ถนนสี่เลนไม่เกิดขึ้นตามแผนจึงไม่ใช่แค่เรื่องความไม่สะดวก แต่เป็นต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นโดยตรง

นี่คือเหตุผลที่คนเชียงรายต้องจับตาการแก้ปัญหาที่พะเยาอย่างใกล้ชิด เพราะความล่าช้าที่ต้นทาง 1 วัน หมายถึงความเสียหายที่ปลายทางอีกหลายเท่า

ไทม์ไลน์ใหม่ มิถุนายนคือเส้นตายที่ห้ามพลาดอีก

จากการสั่งการของผู้ว่าฯ พะเยา ทำให้เราเห็นไทม์ไลน์ใหม่ที่ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ทุกหน่วยงานต้องปิดจ๊อบเรื่องไม้ให้จบ ทั้งการตีตรา การทำบัญชี และการออกใบอนุญาต จากนั้นแขวงทางหลวงพะเยาจะเร่งส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างภายในปลายเดือนพฤษภาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนมิถุนายน 2569

หากทำได้ตามนี้ ผู้รับจ้างจะมีเวลาทำงานจริงเหลือประมาณ 440 วันจากทั้งหมด 750 วัน เพื่อให้เสร็จทันวันที่ 14 สิงหาคม 2570 นั่นหมายความว่าต้องเร่งเครื่องทำงานเกือบ 1.5 เท่าของแผนเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางหลวงให้ความเห็นว่า การสูญเสียเวลาในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วงพีคของการก่อสร้างไปแล้วกว่า 240 วัน จะส่งผลให้งานฐานรากและงานดินต้องไปทำในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและเสี่ยงต่อคุณภาพงาน หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ

บทเรียนราคาแพงสำหรับถนนสายต่อไปในภาคเหนือ

กรณีของต้นทองกวาวบนถนน 1021 ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคเหนือ ที่ถนนหลายสายต้องตัดผ่านพื้นที่ป่าชุมชนหรือเขตป่าตามกฎหมาย

การที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงรายต้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้มีมิติข้ามจังหวัด และเชียงรายเองก็กำลังเผชิญกับโจทย์เดียวกันในหลายโครงการขยายถนน เช่น เส้นทางเลี่ยงเมืองและถนนเชื่อมดอยต่างๆ ที่มักจะติดปัญหาเรื่องต้นไม้ใหญ่เช่นเดียวกัน

แนวทางการล้อมย้ายต้นทองกวาวไปปลูกที่กว๊านพะเยาและหนองเล็งทราย จึงกลายเป็นเคสศึกษาที่สำคัญ หากทำสำเร็จจะสามารถนำไปเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดเชียงรายในการจัดการต้นไม้ใหญ่ริมทางหลวงหมายเลข 118 หรือ 1020 ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์

นี่คือมูลค่าที่ซ่อนอยู่หลังความล่าช้า 8 เดือน มันคือบทเรียนว่าการสำรวจสิ่งแวดล้อมต้องทำก่อนการเซ็นสัญญา ไม่ใช่ทำหลังจากที่เครื่องจักรจอดรออยู่หน้างานแล้ว

เสียงจากพื้นที่ที่รอความชัดเจน

แม้จะยังไม่มีการให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการจากชาวบ้าน แต่ข้อความที่ส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ของเกษตรกรอำเภอเทิงสะท้อนความรู้สึกได้ดี พวกเขาไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แต่ต้องการไทม์ไลน์ที่จับต้องได้ ต้องการเห็นป้ายโครงการที่อัปเดตความคืบหน้าจริง ไม่ใช่แค่ป้ายเก่าที่บอกวันเริ่มสัญญา 26 กรกฎาคม 2568

พวกเขาต้องการรู้ว่าหากต้องรออีก 500 วัน รัฐจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบอะไรบ้างในช่วงนี้ เช่น การเพิ่มไฟส่องสว่าง การทำไหล่ทางชั่วคราว หรือการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้สร้างจากคำสั่งที่ว่า สั่งทันที ทำทันที แต่สร้างจากการที่พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ลงไปตีตราไม้จริงในวันที่ 28 และ 29 เมษายนตามที่ผู้ว่าฯ ประกาศไว้

ถนนสาย 1021 จึงเป็นมากกว่าถนน มันคือบททดสอบว่าการบริหารราชการแบบบูรณาการข้ามหน่วยงานจะสามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมมา 8 เดือนได้ภายใน 30 วันตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่

สำหรับคนเชียงรายและพะเยา ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีความคืบหน้าคือต้นทุนที่ต้องจ่าย และทุกต้นทองกวาวที่ถูกล้อมย้ายอย่างปลอดภัยคือความหวังว่าถนนเส้นนี้จะเสร็จทันเวลาโดยไม่ต้องแลกด้วยธรรมชาติที่สูญเสียไป

บทสรุปของเรื่องนี้ยังไม่จบในเดือนพฤษภาคม แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงเพิ่งถูกนับหนึ่งเมื่อวานนี้เอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
  • แขวงทางหลวงพะเยา
  • ข้อมูลสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1021 สายอำเภอดอกคำใต้ถึงอำเภอเทิง ตอนบ้านเวียงเทิงถึงบ้านทุ่ง ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ระยะเวลาดำเนินการ 750 วัน เริ่ม 26 กรกฎาคม 2568 สิ้นสุด 14 สิงหาคม 2570
  • องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายนั่งหัวโต๊ะวอร์รูมแม่สาย กำชับไทม์ไลน์ซ่อมแนวป้องกันน้ำท่วมต้องเสร็จก่อนเมฆฝนก่อตัว

Summary
  • เชียงรายเปิดโรดแมป 3 ระยะ งบ 2,950 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงแม่น้ำสายและแก้ปัญหาน้ำท่วมถาวร

  • ระยะเร่งด่วน: เร่งซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำให้เสร็จก่อนฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

  • ระยะสั้น: เตรียมรื้อถอนอาคารกีดขวางทางน้ำและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุชุมชน (CBDRM)

  • ท้องถิ่นลงพื้นที่เสริมคันดินบ้านเหมืองแดงใต้ เพื่อเป็นปราการด่านแรกรับมือน้ำล้นตลิ่ง

  • เฝ้าระวังสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำสายและโขง หลังชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล

เชียงรายเร่งสกัดมหาอุทกภัย โรดแมป 3 ระยะ 2,950 ล้านบาท พลิกโฉมแม่น้ำสายก่อนฝนถล่ม

เชียงราย, 25 เมษายน 2569 – บทเรียนเลือดจากน้ำท่วมใหญ่ที่ยังไม่จาง ยังไม่ทันถึงฤดูฝน แต่แม่สายก็เริ่มเร่งเครื่องป้องกันน้ำท่วมอีกครั้ง ภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนแม่สายคือน้ำป่าที่ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ถนน และตลาดชายแดนโดยไม่ทันตั้งตัว ความสูญเสียซ้ำซากเหล่านั้นทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายต้องนั่งหัวโต๊ะประชุมอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันแผนจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งสามระยะ ตั้งแต่การแก้ไขฉุกเฉินรายวันไปจนถึงโครงการก่อสร้างระดับพันล้านที่จะปรับหน้าตาของแม่น้ำสายให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

อำเภอแม่สายเป็นจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่เชื่อมไทยกับเมียนมา และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดของภาคเหนือ เนื่องจากแม่น้ำสายมีลักษณะโค้งตวัดและมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตลำน้ำมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลบ่าออกมาไม่ทันและท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

โต๊ะประชุมอูหลง กับแผนสามระยะที่รอมานาน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งเป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงการเชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สำหรับหน่วยงานในพื้นที่ห่างไกล

ที่ประชุมรายงานแผนการดำเนินงานซึ่งแบ่งออกเป็นสามระยะชัดเจน แต่ละระยะมีผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และไทม์ไลน์กำกับอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมเพื่อรับทราบปัญหา แต่เป็นการบูรณาการเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง

ระยะเร่งด่วน ซ่อม Big Bag ก่อนฝนมา

ลำดับแรกสุดที่ต้องทำก่อนฤดูฝนจะเริ่มต้นคือการซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งก่อน Big Bag หรือกระสอบทรายขนาดใหญ่เหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกำแพงชั่วคราวที่ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้าสู่ชุมชนในทันที หากปล่อยให้ชำรุดเสียหายโดยไม่ซ่อม เมื่อน้ำมาปุ๊บก็เท่ากับไม่มีแนวป้องกันอะไรเลย

แผนในระยะนี้มีการแบ่งความรับผิดชอบตามพื้นที่ให้แต่ละหน่วยงานดูแลอย่างชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการปฏิบัติงาน เพราะที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในการรับมืออุทกภัยคือความไม่ชัดเจนในเรื่องว่าใครรับผิดชอบจุดไหน ทำให้บางพื้นที่ถูกละเลยจนกลายเป็นจุดอ่อนของแนวป้องกัน

ระยะสั้น เสริมกำลังชุมชน–รื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ

ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมโครงสร้างกายภาพ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย หรือ ปภ. ยังมีแผนเร่งเสริมสร้างศักยภาพชุมชนผ่านกระบวนการ CBDRM ซึ่งย่อมาจาก Community-Based Disaster Risk Management หรือการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอิงชุมชนเป็นฐาน แนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลก แต่ในพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา การสื่อสารความเสี่ยงให้ถึงชาวบ้านทุกกลุ่มยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีแผนฝึกอบรมการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านคุ้นเคยกับขั้นตอนการอพยพและการดูแลตัวเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษในระยะสั้นคือแผนการรื้อถอนอาคารที่กีดขวางลำน้ำสาย ซึ่งนับเป็นมาตรการที่อ่อนไหวทางสังคม เพราะสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นมีผู้อยู่อาศัยและมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้อง ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ และมีกำหนดเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้

ในประวัติศาสตร์ของการจัดการน้ำในเมืองไทย การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำมักล่าช้ากว่าแผนเสมอ เพราะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการเจรจาชดเชยที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามหากดำเนินการได้ตามกำหนด จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและลดระดับน้ำท่วมสูงสุดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระยะยาว 2,950 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนหน้าตาแม่น้ำสาย

แผนระยะยาวของโครงการนี้คือสิ่งที่นักผังเมืองและวิศวกรชลศาสตร์มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการจ้างออกแบบรายละเอียดงานศึกษาแผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ด้วยงบประมาณสูงถึง 2,950 ล้านบาท

เป้าหมายของโครงการนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างถาวร โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสำรวจและออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในระยะต่อไป

ตัวเลข 2,950 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย แต่หากเทียบกับมูลค่าความเสียหายสะสมจากน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ชายแดนแม่สายซึ่งกระทบทั้งภาคธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยวชายแดน ก็อาจถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเทียบเคียงที่ชัดเจนคือโครงการก่อสร้างแก้มลิงและเขื่อนป้องกันตลิ่งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งต้องใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาทแต่ช่วยลดผลกระทบในปีต่อมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

 นายกเทศมนตรีลงพื้นที่ คันดินที่บ้านเหมืองแดงใต้

ไม่ใช่แค่ระดับจังหวัดที่ขยับ ในระดับท้องถิ่นก็มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.30 น. นายพรเจตย์ หาญเจริญกิจวานิช นายกเทศมนตรีตำบลแม่สายมิตรภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาล ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานเสริมดินทำคันกั้นน้ำบริเวณบ้านเหมืองแดงใต้ หมู่ที่ 1

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมถ่ายรูป แต่เป็นการติดตามความคืบหน้าจริงและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กองช่างที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ คันดินที่กำลังเสริมสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันแรกระดับชุมชน เพื่อรับมือน้ำล้นตลิ่งในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ความสำคัญของการกระทำระดับท้องถิ่นแบบนี้อยู่ที่ความเร็ว เทศบาลสามารถสั่งการและดำเนินงานในพื้นที่ได้เร็วกว่าหน่วยงานส่วนกลาง และรู้จุดเสี่ยงของชุมชนตัวเองดีกว่าใคร เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพยืนยันว่าจะติดตามและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับประชาชน

แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน ปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามฝั่ง

ท่ามกลางการเตรียมรับมือน้ำท่วม ยังมีประเด็นที่น่าห่วงใยอีกชั้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับสุขภาพของคนในลุ่มน้ำตลอดแนวชายแดน นั่นคือปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำสายสาขา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายพลากร บุปผาธนากร ผู้จัดการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. เชียงราย มอบหมายให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าร่วมรับฟังผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน ณ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

เวทีดังกล่าวนำเสนอข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยเน้นเรื่องระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงให้แก่ชุมชนที่มีความวิตกกังวลด้านสุขภาพสูง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. จะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้เสนอต่อเวทีสมัชชาสุขภาพระดับชาติในเดือนมิถุนายน 2569

ฝั่งเมียนมากังวลความจริงจะถูกซุกซ่อน

ในฝั่งตรงข้ามแม่น้ำสายที่เมืองท่าชีเลก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เรื่องคุณภาพน้ำกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในชุมชน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 กรมสิ่งแวดล้อมของเมียนมาดำเนินการวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสาขาและแม่น้ำโขงในเขตท่าชีเลก โดยกำหนดจุดวัด 6 จุด ได้แก่ แม่น้ำไหสาย แม่น้ำไหเคาง์ แม่น้ำไหฮุต แม่น้ำไหเฮาค์ และแม่น้ำโขง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณสะพานแม่สายไปจนถึงชายแดนเมียนมา-ลาว

อย่างไรก็ตาม จุดวัดที่ 3 วัดไม่ได้เพราะน้ำแห้งขอด สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำในลำน้ำสาขาที่น่าจับตา

สิ่งที่ชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลมากกว่าตัวเลขที่วัดได้คือความโปร่งใสของผลลัพธ์ ชาวบ้านในท่าชีเลกรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ Mekong News ชี้ให้เห็นว่าฝั่งไทยเพิ่งตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า และแสดงความกังวลว่าผลการตรวจของฝั่งเมียนมาจะออกมาบอกว่า “ทุกอย่างปกติดี” โดยไม่สะท้อนความเป็นจริง

เขาพูดถึงแนวทางที่อยากเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่รับใช้ตัวเลขที่ผู้มีอำนาจต้องการ หากผลออกมาว่าดี ก็บอกว่าดี หากไม่ดี ก็ต้องบอกว่าไม่ดี และข้อมูลต้องสื่อสารให้ชุมชนรับทราบอย่างรวดเร็ว เพราะแม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำและแหล่งอาหารที่คนในชุมชนพึ่งพาในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความกังขาเรื่องความโปร่งใสในการรายงานคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งได้เรียกร้องให้ทุกประเทศในลุ่มน้ำเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบและในเวลาที่เหมาะสม เพราะแม่น้ำไม่รู้จักพรมแดนรัฐชาติ สารพิษที่ปนเปื้อนในจุดหนึ่งย่อมไหลผ่านไปถึงชุมชนอื่นด้านล่างได้เสมอ

ขณะนี้ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำในท่าชีเลกจะประกาศเมื่อใด ซึ่งเป็นที่จับตาของชาวบ้านทั้งสองฝั่งโขงอย่างใจจดใจจ่อ

ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่ยังขาดการเชื่อมต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเร็วในการรับมือของฝ่ายไทยกับปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องการความร่วมมือระดับภูมิภาค ฝั่งไทยมีแผน 3 ระยะ มีงบประมาณ มีโครงสร้างการรับผิดชอบ แต่ต้นน้ำของแม่น้ำสายหลายสายอยู่ในเมียนมา หากไม่มีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดการน้ำร่วมกัน แผนทุกอย่างฝั่งไทยก็อาจถูกล้มโดยน้ำจากฝั่งตรงข้ามที่ควบคุมไม่ได้

กรณีเทียบเคียงที่น่าสนใจคือลุ่มน้ำไรน์ในยุโรป ซึ่งไหลผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านั้นตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษในแม่น้ำไรน์ตั้งแต่ปี 2493 และมีกลไกแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ทำให้แต่ละประเทศสามารถเตรียมรับมือน้ำได้ล่วงหน้า โมเดลนี้แม้ไม่อาจนำมาใช้ได้ทันทีในบริบทอาเซียน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดการน้ำข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่มองข้าม

ก่อนสิ้นสุดการประชุมวันที่ 24 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลาก

คำกำชับนี้บ่งบอกว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยกว่าที่หลายคนคิด ฤดูฝนภาคเหนือโดยปกติเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และปีนี้หลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง

สำหรับชาวแม่สายที่ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมหนักมาแล้ว แผนกระดาษทั้งสามระยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกแปลงเป็นการกระทำจริงในพื้นที่ก่อนที่ฝนจะตก Big Bag ที่ยังชำรุด คันดินที่ยังถมไม่เสร็จ อาคารที่ยังขวางทางน้ำ และสารพิษที่ยังรอการตรวจสอบ ทั้งหมดนี้คือนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่พร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
  • Mekong News
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

วิกฤตเดินทางกลับสงกรานต์ 2569 เชียงรายอุบัติเหตุพุ่ง 10 ครั้งในวันเดียว จี้ขนส่งคุมเข้มพนักงานขับรถต้องแอลกอฮอล์ศูนย์

Summary
  • เชียงรายอุบัติเหตุรายวันสูงสุดในประเทศวันที่ 15 เม.ย. (10 ครั้ง) ตาย 3 เจ็บ 11 ราย

  • ยอดสะสม 6 วันของจังหวัดเชียงรายอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 และเสียชีวิต 5 ราย

  • กลุ่มเสี่ยงหลักคือวัยทำงานอายุ 20-29 ปี และรถจักรยานยนต์ยังเกิดเหตุสูงสุดถึง 67.84%

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและความเหนื่อยล้าสะสมจากการเดินทางไกล

  • สั่งยกระดับด่านชุมชนคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับ และคุมเข้มรถโดยสารสาธารณะต้องพร้อม 100%

เชียงรายขึ้นแถวหน้าความสูญเสียวันเดินทางกลับ สงกรานต์วันที่ 6 สะท้อนโจทย์ใหญ่ ด่านชุมชนต้องเข้ม กฎหมายต้องถึง และความปลอดภัยต้องไม่จบพร้อมเทศกาล

เชียงราย,17 เมษายน 2569 – ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวเริ่มเก็บเสื้อผ้าเปียกน้ำ ปิดประตูบ้านญาติ และหันหน้ากลับเข้าสู่โหมดทำงานตามปกติ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท้องถนนในเชียงรายกลับตึงตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะวันเดินทางกลับหลังสงกรานต์ไม่เคยเป็นเพียงตอนจบของเทศกาล แต่เป็นช่วงที่ความเหนื่อยล้า ความรีบเร่ง และการประมาทมักเดินทางมาพร้อมกัน วันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา ห้องประชุมอูหลง ศาลากลางจังหวัดเชียงราย จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สรุปตัวเลขรายวัน เป็นห้องที่ใช้ชั่งน้ำหนักว่าเหตุใดจังหวัดจึงขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศในวันที่ 6 ของการรณรงค์ และจะต้องทำอย่างไรไม่ให้ความสูญเสียของเทศกาลลากยาวต่อไปถึงวันถัดจากวันหยุด

การประชุมครั้งนี้มีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สาธารณสุข ฝ่ายปกครอง หน่วยงานความมั่นคง สำนักงานประชาสัมพันธ์ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 อำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จุดสำคัญของที่ประชุมไม่ใช่แค่การยืนยันว่าเชียงรายยังต้องคุมเข้ม แต่คือการยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า วันที่ 15 เมษายน จังหวัดเกิดอุบัติเหตุถึง 10 ครั้ง บาดเจ็บ 11 ราย และเสียชีวิต 3 ราย ทำให้ยอดสะสม 6 วันอยู่ที่อุบัติเหตุ 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย และเสียชีวิต 5 ราย ขณะที่ผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ และกลุ่มอายุที่ประสบเหตุสูงสุดยังอยู่ในช่วง 20 ถึง 29 ปี ซึ่งเป็นวัยแรงงานและวัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเองโดยตรง

วันที่เชียงรายสวนทางความคาดหวังของเทศกาล

สงกรานต์ควรเป็นภาพของการกลับบ้าน การรวมญาติ และการเดินทางด้วยความสุข แต่ตัวเลขของวันที่ 15 เมษายนกลับตอกย้ำว่า ท้องถนนไทยยังไม่ยอมปล่อยให้เทศกาลเป็นเพียงช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มง่ายนัก ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า วันนั้นทั้งประเทศเกิดอุบัติเหตุ 156 ครั้ง บาดเจ็บ 161 คน และเสียชีวิต 23 ราย โดยเชียงรายเป็นจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศที่ 10 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสูงสุด 11 คน และมีผู้เสียชีวิตสูงสุดร่วมที่ 3 ราย ภาพนี้ทำให้เชียงรายไม่ใช่เพียงหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือที่ต้องเฝ้าระวัง แต่กลายเป็นจังหวัดที่ต้องตอบคำถามต่อสังคมทันทีว่า เหตุใดวันเดินทางกลับจึงรุนแรงถึงระดับนี้

ในระดับประเทศ สถิติสะสม 6 วันของการรณรงค์อยู่ที่อุบัติเหตุ 1,108 ครั้ง บาดเจ็บ 1,073 คน และเสียชีวิต 216 ราย โดยจังหวัดแพร่มีอุบัติเหตุสะสมสูงสุด 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด 49 คน ส่วนกรุงเทพมหานครมีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด 19 ราย ตัวเลขนี้บอกอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้กระจุกตัวแค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือการพุ่งขึ้นมาเด่นที่สุดใน “รอบวัน” ของวันที่ 15 เมษายน ซึ่งตรงกับจังหวะที่ประชาชนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่ท่องเที่ยวและบ้านเกิด เพื่อกลับเข้าสู่เมืองใหญ่และศูนย์กลางเศรษฐกิจอีกครั้ง

สาเหตุเดิมยังคงครองถนน แต่ผลกระทบใหม่อยู่ที่ความอ่อนล้าหลังความสนุก

เมื่อดูลงไปถึงสาเหตุ รายงานของ ศปถ. ยืนยันว่า ปัจจัยหลักของอุบัติเหตุในวันที่ 15 เมษายนยังวนอยู่ในกรอบเดิม คือขับรถเร็วคิดเป็นร้อยละ 43.59 ดื่มแล้วขับร้อยละ 25.64 และตัดหน้ากระชั้นชิดร้อยละ 17.31 โดยยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ที่ร้อยละ 67.84 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวงและบนเส้นทางตรง ขณะที่ช่วงเวลาเสี่ยงที่สุดอยู่ระหว่าง 18.01 นาฬิกาถึง 21.00 นาฬิกา ซึ่งเป็นช่วงหลังการเดินทางยาวทั้งวันและเป็นเวลาที่ผู้ขับขี่จำนวนมากเริ่มเกิดความล้าโดยไม่รู้ตัว

จุดที่น่าสนใจคือ แม้สาเหตุหลักจะไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา แต่คำอธิบายจากส่วนกลางเริ่มเพิ่มมิติใหม่เข้าไปอย่างชัดขึ้น นั่นคือเรื่อง “สภาพร่างกายของผู้ขับขี่” และ “ความพร้อมของสภาพรถ” นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุในที่แถลงข่าวว่า สิ่งที่น่าชื่นชมในปีนี้คือพลังของด่านชุมชนที่ช่วยคัดกรองคนดื่มไม่ให้ขับได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ปัญหาที่ยังพบคือผู้ขับขี่มีความเหนื่อยล้า และสภาพรถบางส่วนไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องถอดบทเรียนทันที เพราะต่อให้ลดเมาแล้วขับได้บางส่วน แต่ถ้าปล่อยให้คนขับฝืนระยะทางยาวโดยไม่พัก ความเสี่ยงก็ยังไม่หายไปไหน

ด่านชุมชนถูกยกเป็นกำแพงด่านแรกของความปลอดภัย

สำหรับเชียงราย ที่ประชุมจังหวัดเลือกหยิบ “ด่านชุมชน” ขึ้นมาเป็นมาตรการแกนกลางอย่างชัดเจน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการคัดกรอง “คนดื่มไม่ให้ขับ” ตั้งแต่ต้นทางในหมู่บ้าน ไม่รอให้พฤติกรรมเสี่ยงไหลออกมาถึงถนนสายหลักก่อนค่อยหยุดยั้ง หลักคิดเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนวิธีมองความปลอดภัยทางถนนจากเรื่องของตำรวจและด่านตรวจบนทางหลวง ไปสู่การทำให้ชุมชนเป็นตัวกรองชั้นแรกของความเสี่ยง และถ้าทำได้จริง ก็จะช่วยตัดปัญหาตั้งแต่ก่อนผู้ขับขี่จะออกจากบ้านหรือออกจากวงดื่มเสียด้วยซ้ำ

เหตุผลที่ด่านชุมชนมีน้ำหนักมากในระยะนี้ เพราะวันเดินทางกลับไม่ได้มีแต่คนที่ออกจากงานเลี้ยงใหญ่หรือพื้นที่เล่นน้ำ แต่ยังมีคนที่ลาพักต่อ คนที่นั่งวงสังสรรค์ภายในหมู่บ้าน และคนที่ต้องขับรถระยะใกล้แบบประมาทจากความคุ้นเคยกับเส้นทาง การใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวจึงไม่ใช่เพียงการตั้งโต๊ะข้างทาง ถ้าคือความพยายามทำให้คนในชุมชนเองช่วยกันมองเห็นความเสี่ยงก่อนสายเกินไป การที่ส่วนกลางยกให้พลังของด่านชุมชนเป็นหนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมของปีนี้ จึงไม่ใช่ถ้อยคำตามมารยาท แต่เป็นการสะท้อนว่ามาตรการชั้นล่างสุดกำลังมีบทบาทมากขึ้นจริงในช่วงที่ตำรวจและหน่วยงานรัฐไม่สามารถอยู่ได้ทุกซอยทุกหมู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง

รถจักรยานยนต์ยังเป็นจุดเปราะบางที่สุดของสงกรานต์

แม้เทศกาลสงกรานต์ทุกปีจะมีภาพรถกระบะ รถเก๋ง หรือรถโดยสารปรากฏในความรับรู้ของผู้คนมากเป็นพิเศษ แต่ตัวเลขจริงยังคงชี้ซ้ำว่ารถจักรยานยนต์คือยานพาหนะที่เปราะบางที่สุดในสมการอุบัติเหตุไทย ในวันที่ 15 เมษายน รถจักรยานยนต์คิดเป็นร้อยละ 67.84 ของยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุทั้งประเทศ และในเชียงรายเอง ที่ประชุมจังหวัดก็ยืนยันว่ารถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดเช่นกัน ภาพนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความน่ากังวลอยู่ตรงที่มันยังไม่เปลี่ยน แม้จะมีการรณรงค์หมวกนิรภัยอย่างต่อเนื่องทุกปี

ด้วยเหตุนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงเน้นชัดเรื่องการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่เพียงในเชิงรณรงค์ แต่ต้องไปถึงการบังคับใช้จริงในจุดตรวจและด่านชุมชน เพราะเมื่อรถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักของคนในจังหวัด โดยเฉพาะในระยะทางใกล้บ้าน ระหว่างหมู่บ้าน และระหว่างอำเภอ ความเสียหายที่เกิดกับคนวัย 20 ถึง 29 ปีจำนวนมากจึงไม่ใช่ตัวเลขแห้งแล้ง แต่กำลังกระทบกำลังแรงงาน กำลังผลิต และคุณภาพชีวิตของครอบครัวจำนวนมากในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง หมวกนิรภัยยังกลายเป็นสิ่งที่ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง คำว่า “ลดอุบัติเหตุ” ก็ย่อมไปไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐตั้งไว้จริง

เส้นทางกลับต้องปลอดภัยพอ ๆ กับช่วงขาไป

อีกสาระสำคัญของการประชุมทั้งระดับจังหวัดและส่วนกลาง คือการยอมรับว่าภาพความเสี่ยงในช่วงเดินทางกลับแตกต่างจากช่วงขาไป ขาไปมักเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ผู้คนเตรียมตัว เดินทางเป็นแผน และยังไม่อ่อนล้า แต่ขากลับมักมาพร้อมเวลาจำกัด ความกังวลเรื่องงาน และความคิดว่า “เหลืออีกนิดเดียวก็ถึง” ซึ่งเป็นประโยคที่อันตรายที่สุดประโยคหนึ่งบนท้องถนน ที่ประชุมเชียงรายจึงเสนอทั้งการเพิ่มจุดตรวจวัดความเร็ว และการพิจารณาเพิ่มจุดพักรถบนเส้นทางสายหลักเพื่อบรรเทาความอ่อนเพลียของผู้ขับขี่โดยตรง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางก็สั่งให้เพิ่มการสังเกตรถป้ายต่างจังหวัดระยะไกลและสอบถามอาการง่วงซึมอย่างจริงจังมากขึ้น

นี่เป็นสัญญาณว่ารัฐเริ่มมอง “หลับใน” และ “ความล้า” เป็นความเสี่ยงที่ต้องจัดการเชิงระบบมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องความรับผิดชอบส่วนตัวเพียงอย่างเดียว นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ย้ำว่าผู้ขับขี่ที่รู้สึกอ่อนเพลียควรแวะพักนอนหลับที่จุดพักหรือสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ และยังเตือนให้ติดตามสภาพอากาศ เนื่องจากบางภูมิภาคกำลังเผชิญพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรง และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งล้วนทำให้สมรรถนะในการขับขี่ลดลงได้ทั้งสิ้น

ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตาเข้ม เพราะความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของรถส่วนตัวเท่านั้น

ในอีกมิติหนึ่ง ที่ประชุมเชียงรายและส่วนกลางยังให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนจำนวนมากเลือกเดินทางกลับด้วยรถโดยสาร ความปลอดภัยจึงไม่อาจอาศัยเพียงวินัยของผู้โดยสาร แต่ต้องพึ่งความพร้อมของรถและคนขับด้วย รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายมอบหมายให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบสภาพรถและความพร้อมของพนักงานขับรถอย่างเข้มงวด พร้อมเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอเพื่อไม่ให้ผู้โดยสารตกค้าง ขณะที่ ศปถ. ส่วนกลางย้ำว่าแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถต้องเป็นศูนย์ และร่างกายต้องพร้อมสำหรับการเดินทางทุกเที่ยว

มาตรการนี้มีความหมายมากในวันท้าย ๆ ของเทศกาล เพราะเป็นช่วงที่ประชาชนเร่งกลับเข้าทำงานตามกำหนดเวลา การขาดแคลนรถโดยสารหรือการเร่งรอบเดินรถมากเกินไปอาจสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ประกอบการและคนขับ ซึ่งสุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเอง การสั่งให้จัดรถเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องบริการสาธารณะ แต่เกี่ยวข้องกับการลดแรงเร่งเร้าเชิงระบบที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง

นักท่องเที่ยวยังต้องได้รับการคุ้มครอง แม้ตัวเลขจะไม่สูงมาก

แม้แกนหลักของวันนั้นจะอยู่ที่อุบัติเหตุทางถนนของประชาชนทั่วไป แต่ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่ผู้ใช้แนบมาช่วยเติมภาพอีกด้านว่า ภาครัฐยังไม่ลดระดับการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติ ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 79 แห่งทั่วประเทศที่ปรากฏในเอกสารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า วันที่ 15 เมษายน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ส่วนยอดสะสม 6 วันอยู่ที่ 15 ราย เป็นผู้บาดเจ็บ 13 ราย และเสียชีวิต 2 ราย พร้อมกันนั้น ระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยวยังให้บริการรวม 1,742 รายในวันเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นบริการข้อมูลท่องเที่ยว แผนที่ และเส้นทาง 1,647 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 7 ราย และประสานงานช่วยเหลืออื่นอีก 88 ราย

แม้ตัวเลขอุบัติเหตุนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเมื่อเทียบกับภาพรวมของประเทศ แต่ข้อมูลนี้ชี้ว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ ความปลอดภัยไม่ได้หมายถึงถนนอย่างเดียว รวมถึงทะเล การเดินทางภายในเมือง และการเข้าถึงระบบช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉินด้วย การที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลือกย้ำการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวและเครือข่าย TAC จึงสะท้อนแนวคิดว่า ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไม่มีเหตุเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เมื่อเกิดเหตุแล้ว รัฐช่วยได้เร็วและสื่อสารได้ชัดเพียงใดด้วยเช่นกัน

ตัวเลขของเชียงรายไม่ควรถูกอ่านแค่วันนี้ แต่ต้องกลายเป็นบทเรียนหลังปิดศูนย์

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป คือหลังวันปิดศูนย์รณรงค์ ตัวเลขเหล่านี้จะถูกอ่านอย่างไร เพราะทุกปีประเทศไทยมักมีช่วงเวลาสรุปผลที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบตัวเลข ลดลงหรือเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ แต่สำหรับเชียงราย บทเรียนที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่แค่การนับยอดรวม อยู่ที่การอ่านคุณลักษณะของอุบัติเหตุให้ชัดขึ้นว่า ทำไมวันที่ 15 เมษายนจึงหนักที่สุด ทำไมคนวัย 20 ถึง 29 ปีจึงยังเป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก ทำไมรถจักรยานยนต์ยังครองสัดส่วนสูง และทำไมเส้นทางขากลับจึงยังสร้างความสูญเสียได้มากถึงขั้นทำให้จังหวัดขึ้นมาอยู่ลำดับสูงสุดของประเทศในวันเดียว

ถ้าไม่ถอดบทเรียนเหล่านี้อย่างจริงจัง คำขวัญ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ก็อาจยังคงเป็นเพียงกรอบรณรงค์ที่ดังขึ้นทุกเทศกาล แต่ไปไม่ถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนในชีวิตจริง อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ชัดเจนจากวันที่ 6 ของสงกรานต์ 2569 คือ ด่านชุมชนยังจำเป็น การบังคับใช้กฎหมายยังต้องถึง และความปลอดภัยไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องเฉพาะเทศกาล เมื่อเสียงเพลงสงกรานต์เงียบลงแล้ว ถนนทุกสายยังคงมีผู้คนต้องใช้ต่อทุกวัน และสำหรับครอบครัวที่สูญเสียคนรักไปในวันกลับบ้าน คำว่า “หมดเทศกาลแล้ว” ไม่ได้ทำให้ความสูญเสียนั้นเบาลงแม้แต่น้อย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ สั่งยกระดับแก้ไฟป่าภาคเหนือ ตรวจเข้มเขตป่าเชียงรายห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำคุมสถานการณ์

Summary
  • เชียงรายค่าฝุ่น PM2.5 ยังสูงระดับสีแดง เกินมาตรฐานสูงสุดถึง 201.1 ไมโครกรัม

  • GISTDA เผยจุดความร้อนไทยลดลงร้อยละ 17 แต่ร้อยละ 85 ยังอยู่ในพื้นที่ป่า

  • เจ้าหน้าที่เชียงรายเข้าดับไฟป่าในแม่สรวยและพญาเม็งรายต่อเนื่องแม้เป็นวันหยุด

  • นายกฯ สั่งปิดพื้นที่ป่าจุดเสี่ยงและให้อำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจฉุกเฉินได้ทันที

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. อาจช่วยชะล้างฝุ่นแต่เสี่ยงไฟป่าปะทุจากลมแรง

ควันยังไม่จาง แม้จุดความร้อนเริ่มลด แต่เชียงรายและภาคเหนือยังอยู่ในแนวหน้าของวิกฤต

เชียงราย,15 เมษายน 2569 – เช้าวันที่หลายครอบครัวกำลังทยอยเก็บข้าวของหลังวันหยุดสงกรานต์ ภาคเหนือกลับยังไม่อาจเก็บความกังวลเรื่องอากาศไว้ข้างหลังได้ง่ายนัก เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานในวงกว้าง และจังหวัดเชียงรายยังติดอยู่ในรายชื่อพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ภาพรวมทั้งประเทศในเวลา 07.00 น. ของวันเดียวกัน พบว่ามีถึง 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่หนักที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศ ตรวจวัดได้ระหว่าง 54.2 ถึง 201.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือวัดได้ 30.6 ถึง 190.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และภาคกลางรวมทั้งตะวันตกอยู่ที่ 30.5 ถึง 91.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นั่นหมายความว่าในบางพื้นที่ ค่าฝุ่นยังสูงกว่าค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมากกว่า 5 เท่า และสำหรับประชาชนในเชียงราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลทางเทคนิค แต่คืออากาศที่สูดเข้าปอดจริงตลอดทั้งวัน

ความย้อนแย้งของสถานการณ์ในวันเดียวกันอยู่ตรงที่ ขณะที่คุณภาพอากาศยังวิกฤต สัญญาณจากอวกาศกลับเริ่มส่งข่าวดีบางส่วน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน ประเทศไทยพบจุดความร้อนรวม 3,819 จุด ลดลงจากวันก่อน 760 จุด หรือประมาณร้อยละ 17 ขณะเดียวกันลาวพบ 5,448 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 และเมียนมาพบ 5,208 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 เช่นกัน อย่างไรก็ดี รายละเอียดของไทยสะท้อนปัญหาชัดว่า จุดความร้อนราวร้อยละ 85 ยังคงอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งหมายความว่าไฟป่ายังเป็นแกนกลางของวิกฤตหมอกควันในภูมิภาคนี้ แม้สถิติรายวันจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่แหล่งกำเนิดหลักยังไม่หายไปจากภูมิประเทศจริง และนั่นทำให้เชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับของทั้งไฟภายในพื้นที่และควันข้ามแดน ยังไม่อาจผ่อนแรงได้เลยในช่วงเวลานี้

ตัวเลขที่ลดลงยังไม่ใช่คำตอบ หากฝุ่นยังคงกดทับชีวิตผู้คน

ประเด็นสำคัญของวันจึงไม่ใช่เพียงการนับว่าจุดความร้อนลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการยอมรับความจริงว่าฝุ่นไม่ลดลงในอัตราเดียวกับไฟเสมอไป กรมควบคุมมลพิษประเมินแนวโน้มล่าสุดว่า ระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 เมษายน พื้นที่ภาคเหนือยังต้องเฝ้าระวังค่าฝุ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวในระดับน่ากังวล ขณะที่ภาคอีสานยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยในวันที่ 16 เมษายน ส่วนบางพื้นที่อื่นเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ความหมายของการประเมินนี้ชัดมาก คือแม้จำนวนจุดความร้อนในเชิงสถิติกำลังลด แต่การสะสมของฝุ่นในชั้นบรรยากาศยังไม่เปิดทางให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างสบายใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การระบายอากาศยังทำได้จำกัด และยังมีหมอกควันสะสมจากทั้งในประเทศและบริเวณใกล้เคียงอยู่พร้อมกัน

สำหรับเชียงราย ความจริงข้อนี้มีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาการเผาในพื้นที่ตัวเอง แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับผลจากพลวัตของภูมิภาคด้วย นี่ทำให้ภารกิจของจังหวัดในระยะนี้ไม่ใช่เพียงการดับไฟให้เร็วที่สุด แต่ต้องลดระยะเวลาที่ควันค้างอยู่เหนือชุมชนให้ได้มากที่สุดด้วย เมื่อฝุ่นยังไม่ยอมลงทันทีหลังจุดความร้อนลดลง ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐจึงยกระดับขึ้นตามธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ถามแค่ว่ารัฐจับไฟได้กี่จุด แต่ถามว่าลูกหลานจะกลับออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้เมื่อไร คนทำงานกลางแจ้งจะต้องอยู่กับหน้ากากไปอีกนานแค่ไหน และฤดูฝุ่นปีนี้จะจบลงจริงหรือเพียงแค่เปลี่ยนรูปไปเป็นปัญหาใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า

เชียงรายยังดับไฟไม่หยุด แม้เป็นวันหยุดสงกรานต์

ภาคสนามของเชียงรายในช่วงวันหยุดไม่ได้หยุดตามปฏิทิน เมื่อวันที่ 14 เมษายน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง และผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันส่วนหน้า ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานต่อเนื่องในช่วงสงกรานต์ หนึ่งในพื้นที่ที่ลงไปบัญชาการคือบ้านห้วยม่วง หมู่ 10 ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเสือไฟ 14 นาย ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและราษฎรอาสาดับไฟป่าอีก 10 นาย สามารถควบคุมไฟป่าได้ โดยมีพื้นที่เสียหายประมาณ 20 ไร่ หลังจากนั้นคณะยังเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก บริเวณบ้านห้วยส้านพัฒนา หมู่ 6 ตำบลแม่สรวย ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่า และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้รวม 30 นาย สามารถควบคุมไฟได้อีกจุดหนึ่ง พื้นที่เสียหายประมาณ 30 ไร่ พร้อมรับมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจจากผู้แทนกระทรวง

ข้อความที่ถูกย้ำจากส่วนกลางในวันนั้นมีนัยมากกว่าการลงพื้นที่ตรวจราชการ เพราะรองปลัดกระทรวงระบุชัดว่าเป็น “วันหยุด แต่เราไม่หยุด” และถ่ายทอดข้อห่วงใยจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือโดยตรง ประโยคนี้สะท้อนภาพจริงของระบบราชการภาคสนามในช่วงวิกฤตว่า แม้ผู้คนจำนวนมากจะกำลังเฉลิมฉลองเทศกาล แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยาน อาสาดับไฟ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษยังต้องทำงานในเงื่อนไขที่เสี่ยงและเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง และสำหรับเชียงราย การมีทั้งแม่สรวย ลำน้ำกก และจุดเสี่ยงอื่น ๆ อยู่ในภารกิจเดียวกัน ยิ่งสะท้อนว่าจังหวัดนี้ยังเป็นหนึ่งในแนวหน้าของการรับมือไฟป่าในภาคเหนืออย่างแท้จริง

พญาเม็งรายสะท้อนภาพการทำงานระดับอำเภอ ที่ต้องเร็วและแม่นกว่าเดิม

นอกเหนือจากแม่สรวย ข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมยังสะท้อนชัดว่า อำเภอพญาเม็งรายกำลังทำงานในระดับจุดต่อจุดแบบใกล้ชิดอย่างมาก ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอำเภอพญาเม็งราย รายงานการรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ในช่วงเช้ามืดวันที่ 15 เมษายน ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหมู่ 7 ตำบลเม็งราย และหมู่ 7 ตำบลแม่เปา โดยนายอำเภอพญาเม็งรายมอบหมายให้ปลัดอำเภอ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดปฏิบัติการประจำตำบลเข้าทำแนวกันไฟและควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อย ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้แม้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับประเทศ แต่คือกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้จุดความร้อนเล็ก ๆ ลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

สิ่งที่เห็นจากพญาเม็งรายจึงเป็นบทเรียนอีกแบบหนึ่งของการจัดการวิกฤตฝุ่น เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นกับคำสั่งส่วนกลางอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความเร็วของระดับอำเภอ ระดับตำบล และกำลังของคนในพื้นที่ด้วย เมื่อดาวเทียมส่งสัญญาณมา เจ้าหน้าที่ต้องแปลงข้อมูลนั้นเป็นการเข้าพื้นที่จริงให้เร็วพอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมปัญหาฝุ่นในภาคเหนือจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาอากาศ แต่ต้องมองเป็นปัญหาการจัดการภาคสนามอย่างแท้จริง ยิ่งจุดความร้อนกระจายตัวมากเท่าใด ความสามารถในการตอบสนองระดับพื้นที่ก็ยิ่งเป็นตัวตัดสินว่าเมืองจะหายใจได้เร็วขึ้นหรือไม่

รัฐบาลยกระดับเป็นปฏิบัติการหลายกระทรวง พร้อมให้อำนาจจังหวัดตัดสินใจทันที

ในระดับนโยบาย ส่วนกลางเริ่มส่งสัญญาณเข้มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายนระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยให้ปิดพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ในจุดเสี่ยง ห้ามเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก ขณะเดียวกันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาฝุ่น PM2.5 ผ่านการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศและปฏิบัติการช่วยลดการสะสมของฝุ่นในหลายพื้นที่ด้วย

นัยสำคัญอีกประการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเปิดทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน และระบุรายชื่อจังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงรวมถึงเชียงรายด้วย การให้อำนาจเชิงปฏิบัติการเช่นนี้สะท้อนว่ารัฐส่วนกลางยอมรับแล้วว่า ปัญหาฝุ่นและไฟป่าไม่สามารถรอคำสั่งเป็นลำดับชั้นแบบปกติได้อีกต่อไป จังหวัดต้องมีอำนาจพอจะขยับมาตรการให้เร็วตามสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และช่องทางสื่อท้องถิ่นก็ถูกกำชับให้เร่งประชาสัมพันธ์การปิดป่า การห้ามเผา และแนวทางป้องกันสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้การรับมือปีนี้เริ่มมีลักษณะเป็น “การบัญชาการพื้นที่” มากขึ้นกว่าการรณรงค์ทั่วไปในอดีต

พายุฤดูร้อนกำลังมา และอาจเป็นทั้งโอกาสคลายฝุ่นและความเสี่ยงชุดใหม่

ขณะเดียวกันกับที่ทุกฝ่ายยังสู้กับฝุ่น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 ลงวันที่ 15 เมษายน 2569 เตือนว่า ช่วงวันที่ 16 ถึง 20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกบางแห่ง และอาจมีฟ้าผ่า เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ก่อนจะขยับมาสู่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือในระยะต่อมา สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ขณะประเทศไทยตอนบนยังมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้เกิดความต่างของมวลอากาศอย่างชัดเจน

สำหรับพื้นที่อย่างเชียงราย พายุฤดูร้อนจึงเป็นทั้งความหวังและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ความหวังอยู่ที่ฝนและลมอาจช่วยลดการสะสมของฝุ่นลงได้บ้างในบางช่วง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ลมแรงสามารถทำให้ไฟป่าบางจุดปะทุหรือเปลี่ยนทิศได้เร็วขึ้น และเมื่อเข้าสู่เขตชุมชนก็อาจกระทบต่อบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า และพื้นที่เกษตรอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง ให้เตรียมปฏิบัติการแผนเผชิญเหตุรับมือพายุช่วง 16 ถึง 20 เมษายน ควบคู่ไปกับการแก้ฝุ่นและการดูแลประชาชนที่กำลังเดินทางกลับหลังหยุดสงกรานต์ โดยเน้นตรวจสอบอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น และเตรียมชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตให้พร้อมออกช่วยเหลือทันที

กรณีไฟไหม้โรงงาน BWG สระบุรี เตือนว่ามลพิษอากาศปีนี้ไม่ได้มาจากไฟป่าอย่างเดียว

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามในวันเดียวกัน คือเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน หรือ BWG ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 14 เมษายนและเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้ช่วงเช้าวันที่ 15 เมษายน ก่อนจะยังต้องเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ กรมควบคุมมลพิษรายงานการตรวจวัดอากาศช่วงท้ายลม 5 จุด เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 15 เมษายน โดยใช้เครื่อง Gasmet ตรวจหาก๊าซสำคัญหลายชนิด ผลเบื้องต้นระบุว่าโดยรวมคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ตรวจพบค่าก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์บางจุดใกล้เคียงระดับขีดจำกัดการรับสัมผัส อยู่ในช่วง 1.42 ถึง 1.89 ppm ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือไม่สบายได้หากสัมผัสต่อเนื่องนานพอ

แม้เหตุนี้จะเกิดไกลจากเชียงราย แต่มีความหมายในเชิงนโยบายอย่างมาก เพราะมันเตือนว่าปัญหามลพิษทางอากาศในปีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไฟป่าและจุดความร้อนในป่าเท่านั้น หากยังรวมถึงความเสี่ยงจากสถานประกอบการจัดการของเสียและอุบัติภัยอุตสาหกรรมในสภาพอากาศร้อนจัดด้วย เมื่อประเทศต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน พายุฤดูร้อน และไฟไหม้โรงงานในช่วงเวลาใกล้กัน ระบบติดตามคุณภาพอากาศจึงจำเป็นต้องมีทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความสามารถสื่อสารผลกระทบต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพราะคำว่า “อากาศปกติ” ในภาพรวม อาจยังซ่อนความเสี่ยงเฉพาะจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างละเอียดอยู่ภายในได้เสมอ

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างการควบคุมไฟกับการประคองชีวิตประจำวันของประชาชน

ภาพรวมของวันที่ 15 เมษายนจึงไม่ใช่วันหนึ่งของการรายงานค่าฝุ่นตามปกติ แต่เป็นวันที่ทุกชั้นของการบริหารภัยเริ่มมาบรรจบกันอย่างชัดเจน ระดับภูมิภาคมีจุดความร้อนลดลงบ้าง ระดับประเทศมี 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายยังต้องส่งคนเข้าดับไฟจริงในแม่สรวยและรับสัญญาณจุดความร้อนจากดาวเทียมในพญาเม็งราย ขณะที่ระดับนโยบายต้องเตรียมพร้อมรับพายุฤดูร้อนที่จะเข้ามาทับซ้อนอีกระลอกหนึ่ง นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะหากบริหารได้ดี ฝน ลม และการควบคุมไฟอาจช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่หากประมาท ภัยใหม่ก็อาจเข้ามาซ้อนทับบนระบบที่ยังเปราะบางอยู่แล้วได้ในเวลาอันสั้น

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขจุดความร้อนลดลง หรือรอให้พายุเข้ามาช่วยชะล้างฝุ่นเท่านั้น แต่คือการทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจอีกครั้ง สำหรับเชียงราย คำถามใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ว่าไฟจะดับหมดเมื่อไร แต่อยู่ที่ว่าจังหวัดจะสร้างระบบเฝ้าระวังและตอบสนองที่เร็วพอ แม่นพอ และใกล้ประชาชนพอหรือไม่ในวันที่ภัยไม่ได้มาเดี่ยวอีกแล้ว ปีนี้บทเรียนชัดขึ้นมากว่า การจัดการฝุ่นต้องมองทั้งภูมิประเทศ ดาวเทียม กำลังคน พยากรณ์อากาศ สุขภาพ และการสื่อสารสาธารณะเป็นเรื่องเดียวกัน หากทำได้ เมืองอย่างเชียงรายอาจไม่เพียงรอดจากวิกฤตปีนี้ แต่จะได้ต้นแบบใหม่ของการอยู่กับภัยที่ซับซ้อนขึ้นในทุกปีด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • GISTDA
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันไฟป่าอำเภอพญาเม็งราย
  • กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายสะสม 4 วัน (10-13 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุ 22 ครั้ง บาดเจ็บ 21 เสียชีวิต 2 ราย

  • เหตุชน 4 คันที่นางแลช่วงเย็นวันที่ 13 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมเด็กหญิง 5 ขวบ

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีเกิดเหตุสูงสุด

  • สถิติทั่วประเทศลดลงจากปีก่อน แต่ตำรวจยังจับกุม 10 ข้อหาหลักเกือบ 3 แสนราย

  • เน้นเพิ่มโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท และคุมเข้มจุดเล่นน้ำเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

นายกฯ อนุทินสั่งเข้ม WFH ประหยัดพลังงานรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ผลโพลชี้คนไทยอ่วมค่าครองชีพพุ่งสูง

Summary
  • นายกฯ เตือนสงครามตะวันออกกลางทำวิกฤตพลังงานโลก สั่งรัฐ WFH และประหยัดไฟเข้มงวด

  • สวนดุสิตโพลระบุคน 84% เดือดร้อนจากน้ำมันแพง และ 61% แบกค่าครองชีพไม่ไหว

  • ประชาชนปรับแผนสงกรานต์ 69 โดยการเที่ยวใกล้บ้านหรืองดเดินทางเพื่อประหยัดเงิน

  • เกือบครึ่งหนึ่งต้องนำ “เงินออม” ออกมาใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935 บาทต่อคนในช่วงเทศกาล

  • ประชาชนจี้รัฐคุมราคาสินค้าและออกนโยบายช่วยค่าน้ำมันแบบตรงจุดโดยเร็ว

สงกรานต์ปีนี้ไม่เหมือนเดิม เมื่อวิกฤตพลังงานกดทับค่าครองชีพ และเสียงเตือนจากส่วนกลางเริ่มสะเทือนถึงชีวิตประจำวัน

ประเทศไทย, 6 เมษายน 2569 – คำเตือนจากส่วนกลางกำลังกลายเป็นความจริงของทุกครัวเรือน ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะเริ่มขึ้นเต็มรูปแบบ ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ที่ละเอียดอ่อนกว่าการเตรียมรับวันหยุดยาวในทุกปี เพราะครั้งนี้แรงกดดันไม่ได้มาจากการเดินทางหนาแน่นเพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากเงาของวิกฤตพลังงานโลกที่เริ่มเคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างชัดเจนแล้ว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุผ่านโซเชียลว่าการสู้รบในตะวันออกกลางได้ขยายวงไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งทำให้โลกเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงาน และประเทศไทยในฐานะประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในปริมาณสูงย่อมไม่อาจนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป

“พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ขยายวงและยกระดับขึ้นสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากขึ้นตามที่ท่านทราบจากท่าทีของผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งและจากรายงานข่าวของสื่อต่างๆ

สภาวะเช่นนี้ทำให้โลกต้องเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแตกต่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันที่ต้องขนส่งจากตะวันออกกลางไปยังทั่วโลก เชื่อได้เลยว่าความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงขึ้นและอาจจะกินเวลายาวนานกว่าจะถึงบทยุติ

ปัญหาที่หลายประเทศจะต้องเผชิญต่อไปคงไม่ใช่เพียงแต่น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้นมาก แต่การจัดหาน้ำมันที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น โดยประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากทุกแหล่งที่มีในโลกนี้

ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการสำรองน้ำมันอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่เราก็ยังมีความเปราะบางในฐานะที่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณที่สูงจากประเทศผู้ค้าน้ำมันต่างๆ เราจึงมิอาจนิ่งนอนใจและบริหารจัดการเรื่องน้ำมันในรูปแบบเดิมที่เคยทำอยู่ได้ ต้องเพิ่มความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเหตุการณ์และหาหนทางในการบริหารสภาวะน้ำมันภายในประเทศให้มีผลกระทบที่น้อยที่สุดต่อพี่น้องประชาชน

ในภาคส่วนราชการ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในส่วนอื่นๆไปก่อนหน้านี้แล้ว ถึงวันนี้เป็นเวลาที่ผมจำเป็นต้องกำชับให้ทุกหน่วยงานราชการดำเนินการอย่างเข้มงวดในทางปฏิบัติ และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและภาคเอกชน ให้ร่วมกันประหยัดพลังงานในรูปแบบเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น WFH (Work From Home – ทำงานจากบ้าน) หรือ WFA (Work From Anywhere – ทำงานจากทุกที่ที่มีความสะดวก) ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะร่วมกันในลักษณะ Carpool รวมไปถึงการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้ด้วย

ในอนาคตอันใกล้อาจมีมาตรการอื่น ๆ ที่ผมจะมานำเรียนต่อพี่น้องประชาชนพร้อมเหตุผลเพื่อความเข้าใจและความร่วมมือกันต่อไปนะครับ ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนอย่างเต็มความสามารถและไม่มีวันท้อหรือเหน็ดเหนื่อย ผมยังเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าในทุกวิกฤตมักมีโอกาสควบคู่กันเสมอ และผมก็สามารถสร้างโอกาสมาชดเชยและทดแทนสิ่งที่เราต้องสูุญเสียไปในห้วงวิกฤตได้ทุกครั้ง ครั้งนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้นครับ ด้วยพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของคนไทย พวกเราก็จะสามารถฟันฝ่าและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากในครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเหมือนทุกครั้ง

ในวันนี้ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะดำเนินการได้เต็มรูปแบบ ผมขอให้คำยืนยันว่ารัฐบาลชุดใหม่ของท่านจะเร่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคต่างๆเพื่อนำคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกลับคืนมายังพี่น้องประชาชนทุกท่านโดยเร็วที่สุดครับ ขอบพระคุณทุกท่านด้วยความเคารพอย่างสูง” –  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งทาย

สารที่ส่งออกมาจากส่วนกลางในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการย้ำให้ประชาชนอดทนกับของแพง แต่เป็นการเริ่มปรับโหมดความคิดของสังคมทั้งระบบให้เข้าสู่การใช้พลังงานอย่างระมัดระวังมากขึ้น นายกรัฐมนตรีขอให้ภาครัฐและเอกชนใช้แนวทางทำงานจากบ้านหรือทำงานจากที่ใดก็ได้ ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ใช้ขนส่งสาธารณะ และใช้รถร่วมกันในลักษณะ carpool รวมถึงใช้ไฟฟ้าอย่างตระหนักรู้มากขึ้น ท่าทีนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า รัฐบาลยืนยันน้ำมันยังมีเพียงพอสำหรับการเดินทางช่วงสงกรานต์ แต่ก็ขอให้ประชาชนใช้รถสาธารณะและ carpool มากขึ้น เพื่อช่วยประหยัดพลังงานในภาวะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงโลกยังผันผวนสูง

ความกังวลเรื่องของแพงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้คำเตือนจากภาครัฐครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือผลสำรวจของสวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” ซึ่งสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,272 คน ทั้งแบบออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 ผลสำรวจสะท้อนภาพชัดเจนว่าความกังวลเรื่องของแพงได้ลามจากระดับอารมณ์ความรู้สึกไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายจริงแล้ว โดย 61.32 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก สินค้าจำเป็นแพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ขณะที่ 43.87 เปอร์เซ็นต์เริ่มกังวลว่าสินค้าอาจขาดแคลนหรือส่งของล่าช้า และอีก 41.27 เปอร์เซ็นต์ยังพอรับมือได้ แต่ต้องเปรียบเทียบราคาและเลือกซื้อมากขึ้นกว่าเดิม

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการบอกว่าคนไทยกังวล เพราะมันกำลังบอกว่าครัวเรือนจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะ “คุมรายจ่ายทุกบาท” แล้ว เมื่อสินค้าแพงขึ้นพร้อมกันหลายหมวด พื้นที่ของรายได้ที่เหลือสำหรับการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายในเทศกาลก็ย่อมแคบลงโดยอัตโนมัติ สำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายซึ่งเศรษฐกิจผูกกับทั้งการบริโภคในท้องถิ่นและรายได้จากการเดินทางของผู้คน บรรยากาศเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแรงสะเทือนที่กำลังส่งตรงมาถึงผู้ประกอบการ ร้านค้า และครัวเรือนในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

น้ำมันแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้ใช้รถ แต่กำลังกระทบทั้งระบบชีวิต

ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลยังชี้ชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันในเวลานี้ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ โดย 46.70 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนมาก และ 37.74 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเดือดร้อนพอสมควร หากรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน หมายความว่าประชาชนมากกว่า 84 เปอร์เซ็นต์รู้สึกถึงผลกระทบของน้ำมันแพงในระดับหนึ่งขึ้นไป

นี่คือจุดที่ควรอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะในภาวะเช่นนี้ น้ำมันไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของคนที่ขับรถส่วนตัว แต่เป็นต้นทุนพื้นฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจ เมื่อค่าขนส่งสูงขึ้น ต้นทุนร้านค้าเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจำเป็นก็มีโอกาสขยับตามไปด้วย เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น คนทำงานรายวัน คนค้าขาย และผู้ที่ต้องเดินทางไกลเพื่อกลับภูมิลำเนาก็ได้รับผลกระทบทันที สำหรับเชียงรายซึ่งมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่เกษตร และพื้นที่เชื่อมโยงการเดินทางหลายทิศทาง ผลกระทบเช่นนี้ย่อมกว้างกว่าภาพหน้าปั๊มอย่างแน่นอน

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานยังย้ำว่าโครงสร้างราคาน้ำมันที่เผยแพร่ให้สาธารณะรับทราบนั้น เป็นข้อมูลเพื่อการอ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงหมายความว่าความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงในช่วงนี้ไม่ได้มีคำตอบง่ายแบบสั่งลดราคาได้ทันทีทุกจุด แต่ต้องอาศัยทั้งมาตรการเชิงโครงสร้าง การบริหารกองทุน การกำกับตลาด และการช่วยลดแรงกระแทกต่อประชาชนในรูปแบบอื่นควบคู่กัน

สงกรานต์ปีนี้ถูกคำนวณด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก

ในช่วงที่ควรเป็นเทศกาลแห่งการเดินทางและการใช้จ่าย ผลสำรวจกลับสะท้อนว่า ประชาชนกำลังคำนวณสงกรานต์ด้วยต้นทุนมากกว่าความคึกคัก ปัจจัยอันดับหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์หรือไม่ คือราคาน้ำมันและค่าน้ำมันแพง 55.66 เปอร์เซ็นต์ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงสงกรานต์ที่เพิ่มสูงขึ้น 49.53 เปอร์เซ็นต์ และสภาพอากาศ ทั้งร้อนจัด พายุ และฝุ่น PM2.5 อีก 42.22 เปอร์เซ็นต์

เมื่อมองจากมุมของภาคเหนือและจังหวัดเชียงราย ตัวเลขเรื่องสภาพอากาศยิ่งมีความหมายมากขึ้น เพราะการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้งในภูมิภาคนี้ไม่ได้ขึ้นกับราคาเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับความมั่นใจด้านคุณภาพอากาศด้วย แม้ผู้ใช้ในรอบก่อนหน้าจะส่งข้อมูลฝุ่นในเชียงรายที่บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านอากาศมาแล้ว แต่แม้ไม่นำตัวเลขนั้นมาซ้ำในชิ้นนี้ ผลโพลเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะบอกว่า ประชาชนทั่วประเทศเริ่มมองเรื่องอากาศเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจใช้ชีวิตช่วงเทศกาลแล้ว และนี่คือสัญญาณที่จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายควรรับฟังอย่างจริงจัง

การประหยัดเริ่มเปลี่ยนรูปแบบของเทศกาล

ผลสำรวจในหัวข้อการปรับแผนการใช้ชีวิตช่วงสงกรานต์ แสดงภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก ร้อยละ 51.42 จะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 39.62 จะงดเดินทางไกลหรือไม่กลับภูมิลำเนาอยู่บ้านแทน และอีกร้อยละ 37.50 จะเลือกเที่ยวใกล้บ้านหรือในจังหวัดเพื่อลดค่าเดินทาง

ในทางหนึ่ง ตัวเลขนี้อาจสะท้อนการระมัดระวังทางการเงินของครัวเรือนซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ในภาวะของแพง แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็กำลังเตือนว่าเทศกาลซึ่งเคยเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจสำคัญ อาจมีบรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดในปีนี้ หากผู้คนจำนวนมากลดการเดินทางไกล ลดการใช้จ่ายด้านบันเทิง และเลือกอยู่บ้านมากขึ้น เศรษฐกิจที่เคยหมุนเวียนจากร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการเดินทางก็อาจไม่คึกคักเหมือนเดิม

สำหรับเชียงราย ผลลัพธ์เช่นนี้มีได้สองทางพร้อมกัน ทางแรกคือการเดินทางจากจังหวัดไกลอาจชะลอลงหากผู้คนกังวลต้นทุนมากเกินไป แต่อีกทางหนึ่ง คนในจังหวัดอาจหันมาใช้เวลาท่องเที่ยวใกล้บ้านหรือจับจ่ายในพื้นที่ตัวเองมากขึ้น หากมีความมั่นใจว่าการเดินทางระยะใกล้ยังคุ้มค่าและปลอดภัย นี่จึงเป็นจังหวะที่ภาคท้องถิ่นต้องอ่านพฤติกรรมผู้บริโภคให้ขาด เพราะสงกรานต์ปีนี้อาจไม่ใช่ตลาดของการใช้จ่ายใหญ่ แต่เป็นตลาดของการใช้จ่ายอย่างระวังและเลือกสรรมากขึ้น

เงินออมกำลังถูกดึงออกมาใช้เพื่อประคองวันหยุด

ตัวเลขอีกชุดที่สะท้อนความกดดันทางเศรษฐกิจได้ชัด คือแหล่งเงินที่ประชาชนเตรียมนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์ ร้อยละ 47.41 ระบุว่าจะนำเงินออมออกมาใช้ ร้อยละ 22.17 ยังไม่แน่ใจว่าจะนำเงินมาจากแหล่งใด และร้อยละ 21.93 ระบุว่าไม่มีงบสำหรับช่วงนี้ ขณะที่บางส่วนต้องใช้บัตรเครดิต 13.92 เปอร์เซ็นต์ และยืมญาติหรือคนรู้จักอีก 9.67 เปอร์เซ็นต์

นี่คือสัญญาณที่ควรถูกอ่านอย่างรอบคอบที่สุดในข่าวชิ้นนี้ เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงความกังวลต่อเทศกาล แต่สะท้อนความเปราะบางของฐานะการเงินครัวเรือน เงินออมที่ควรเป็นกันชนยามฉุกเฉินกำลังถูกนำมาใช้กับค่าใช้จ่ายระยะสั้นมากขึ้น หากภาวะของแพงยังยืดเยื้อ หรือหากหลังสงกรานต์ยังมีแรงกดดันด้านราคาพลังงานต่อเนื่อง ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยอาจเผชิญภาวะทางเลือกที่แคบลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งเมื่อผลโพลระบุว่า ผู้ที่เตรียมใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 8,935.74 บาทต่อคน ตัวเลขนี้ก็ยิ่งไม่เล็กสำหรับครัวเรือนที่ต้องแบกรับทั้งน้ำมันแพงและสินค้าแพงพร้อมกัน แม้เม็ดเงินระดับนี้อาจยังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางส่วน แต่ในระดับบ้านเรือน มันคือภาระที่ต้องคิดก่อนใช้ทุกบาทอย่างชัดเจนแล้ว

เสียงเรียกร้องของประชาชนชี้ไปที่มาตรการที่จับต้องได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรเร่งดำเนินมาตรการใดมากที่สุดเพื่อช่วยลดภาระในช่วงสงกรานต์ คำตอบอันดับหนึ่งของประชาชนคือควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง 75.94 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือช่วยค่าน้ำมันให้ประชาชนในลักษณะคล้าย “น้ำมันคนละครึ่ง” 69.34 เปอร์เซ็นต์ และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม 58.49 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาตรการลดภาษีหรืออุดหนุนราคาน้ำมัน และช่วยลดค่าการเดินทาง ก็ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการในสัดส่วนสูงเช่นกัน

จุดสำคัญของผลสำรวจนี้อยู่ตรงที่ ประชาชนไม่ได้เรียกร้องนโยบายที่ซับซ้อนเกินเอื้อม แต่ต้องการมาตรการที่สัมผัสได้เร็วและตรงจุดที่สุด นั่นคือการคุมราคาสินค้าจำเป็น ลดภาระเชื้อเพลิง และเพิ่มรายได้หรือกำลังซื้อในระดับพื้นที่ ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจสะท้อนว่าประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว และจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ให้ความเห็นว่า หากพฤติกรรมของประชาชนเป็นไปตามผลโพลจริง การงดกิจกรรมรื่นเริงและการชะลอการเดินทางก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เพราะปกติสงกรานต์เป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยกันมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว

ภาครัฐเริ่มขยับหลายด้าน แต่โจทย์ยังไม่คลี่คลาย

ในภาพของนโยบายภาครัฐ เวลานี้มีการขยับหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งการขอให้หน่วยงานรัฐทำงานจากบ้านและประหยัดพลังงาน การขอให้ประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น และการยืนยันว่าช่วงสงกรานต์ยังไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมันจนกระทบการเดินทางกลับบ้านของประชาชน

ในมิติของการเดินทางทางอากาศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ระบุว่าเที่ยวบินภายในประเทศยังคงให้บริการได้ตามปกติ และไม่พบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม โดยหน่วยงานยังประสานสายการบินดูแลเรื่องราคาและความเหมาะสมของเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด ภาพนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้รัฐจะยังประคองด้านอุปทานและการเดินทางได้ แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่จบคือการทำอย่างไรให้แรงกดดันเรื่องต้นทุนไม่ไหลลงไปทับประชาชนมากเกินไป

สำหรับเชียงราย บททดสอบใหญ่คือการรักษาสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการประคองเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการรับฟังคำเตือนจากส่วนกลาง แต่คือการอ่านสัญญาณล่วงหน้าว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ปีนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงรายอาจไม่ได้เผชิญสถานการณ์ที่ผู้คนหยุดเดินทางทั้งหมด แต่กำลังเผชิญนักเดินทางที่คิดมากขึ้น ใช้เงินน้อยลง และตัดสินใจช้าลง เพราะต้องชั่งน้ำหนักทั้งราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายรวม และปัจจัยด้านอากาศไปพร้อมกัน

ในเวลาเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่น ร้านค้า ตลาด งานประเพณี และภาคบริการในเชียงราย ก็ต้องพยายามประคองตัวเองให้เดินหน้าต่อไปภายใต้โจทย์ใหม่ คือทำอย่างไรให้การใช้จ่ายในเทศกาลยังเกิดขึ้นโดยไม่เพิ่มภาระจนเกินไป ทำอย่างไรให้ประชาชนยังกล้าออกมาใช้ชีวิต และทำอย่างไรให้เศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนต่อได้ แม้จะไม่คึกคักแบบเดิมก็ตาม นี่คือโจทย์ที่ลึกกว่าคำว่า “ของแพง” เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของผู้คนทั้งเมือง

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่มาตรการที่ประชาชนรู้สึกได้จริง

ท้ายที่สุด สงกรานต์ 2569 กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐและของสังคมไทยพร้อมกัน ฝ่ายรัฐต้องพิสูจน์ว่ามาตรการประหยัดพลังงานและการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำมันจะไปไกลเกินกว่าการสื่อสารได้หรือไม่ ส่วนประชาชนกำลังพิสูจน์ความสามารถในการประคองรายจ่ายของตัวเองท่ามกลางราคาพลังงานและราคาสินค้าที่กดดันมากขึ้นทุกวัน

สำหรับเชียงราย บทเรียนของช่วงเวลานี้ชัดเจนมากว่า วิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลจากชุมชนอีกแล้ว มันอยู่ในค่าน้ำมัน อยู่ในค่าเดินทาง อยู่ในแผนกลับบ้าน อยู่ในงบเที่ยวสงกรานต์ และอยู่ในคำถามง่าย ๆ ของทุกครอบครัวว่า ปีนี้จะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ต้นทุนหนักเกินไป หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการที่ประชาชนสัมผัสได้เร็ว คุมราคาสินค้าจำเป็นได้จริง และช่วยลดแรงกระแทกด้านพลังงานได้ตรงจุด เสียงกังวลจากผลโพลอาจกลายเป็นสัญญาณเตือนที่ช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้ทันเวลา แต่ถ้ามาตรการยังไม่ทันกับความเดือดร้อน เสียงสะท้อนจากประชาชนในวันนี้ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่หนักกว่าเดิมหลังเทศกาลผ่านพ้นไป

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Anutin Charnvirakul
  • สวนดุสิตโพล เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” เผยแพร่วันที่ 5 เมษายน 2569
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อบจ.เชียงรายเปิดวงถกปั๊มน้ำมันดันข้อเสนองดเก็บภาษีชั่วคราว หวังคืนส่วนลดหน้าหัวจ่ายประคองค่าครองชีพประชาชน

อบจ.เชียงรายเปิดวงหารือวิกฤตราคาน้ำมัน ดันข้อเสนอลดภาระหน้าปั๊ม ประคองคนเชียงรายท่ามกลางต้นทุนที่ตึงตัวทั้งจังหวัด

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตราคาน้ำมันมาถึงระดับจังหวัดอย่างเต็มตัว ที่ห้องประชุมธรรมปัญญา ชั้น 2 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องของตลาดโลกและนโยบายส่วนกลาง ได้เคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของคนเชียงรายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว อบจ.เชียงรายเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือกับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน โดยให้เข้าร่วมได้ทั้งในสถานที่จริงและผ่านระบบออนไลน์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือจากสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังกดทับค่าครองชีพ การเดินทาง และความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์

สำหรับเชียงราย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะจังหวัดเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เมืองท่องเที่ยว และศูนย์กลางการเดินทางของภาคเหนือตอนบน เมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าปั๊ม แต่ไหลต่อไปยังต้นทุนรถโดยสาร การขนส่งสินค้า ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และรายจ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่จังหวัดกำลังเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวช่วงมหาสงกรานต์หลายพื้นที่ ซึ่งทำให้การมีน้ำมันเพียงพอและการรักษาเสถียรภาพราคากลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของท้องถิ่น

เชียงรายเริ่มคุมสถานการณ์ก่อนวันประชุม

ก่อนถึงเวทีหารือในวันนี้ จังหวัดเชียงรายได้เริ่มขยับมาตรการเชิงรุกไปแล้วหลายวัน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำทีมพลังงานจังหวัด ชั่งตวงวัดจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการในจังหวัด เพื่อตรวจสอบสต็อก ป้องกันการกักตุน และเฝ้าระวังการปฏิเสธจำหน่าย พร้อมย้ำว่าทุกปั๊มต้องมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับรถกู้ชีพ กู้ภัย รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ และรถแก้ไขระบบไฟฟ้าขัดข้อง ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงตามมาตรการ Dead Stock for Life

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ยังไม่พบพฤติการณ์กักตุนหรือการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย แต่จังหวัดจะส่งทีมบูรณาการลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจแก่ประชาชนว่าสถานการณ์น้ำมันในจังหวัดยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด จุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะในภาวะวิกฤต ข่าวลือเรื่องน้ำมันหมด น้ำมันถูกกัก หรือมีโควตาพิเศษให้บางหน่วยงาน สามารถขยายตัวเร็วพอ ๆ กับแรงกดดันในตลาดจริงได้เสมอ

วงประชุมที่พูดกันด้วยภาษาต้นทุนจริง

จากข้อมูลสรุปการประชุมที่ผู้ใช้จัดเตรียม เวทีหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย กับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในวันนี้ เน้นการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงในระดับปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการสั่งการจากฝ่ายเดียว ประเด็นแรกที่ถูกยกขึ้นมาอย่างจริงจังคือเรื่องส่วนต่างราคาและกำไรที่เหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า กำไรในระดับประมาณ 1 ถึง 2 บาทต่อลิตรยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่หากมีส่วนต่างสูงเกินควรจนไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ก็อาจเข้าข่ายถูกตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการก็สะท้อนว่าต้นทุนที่ประชาชนไม่เห็นจากป้ายราคาอาจมีหลายชั้น ทั้งต้นทุนจาก Jobber หรือพ่อค้าคนกลาง ค่าขนส่ง และภาระบริหารจัดการอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับ หากถูกตรวจสอบในภายหลัง ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลทางการของรัฐบาลที่ระบุว่า ในช่วงวิกฤตมีการกำชับให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 จ่ายน้ำมันไปยัง Jobber อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ห่วงโซ่การกระจายสินค้าสะดุด และลดปัญหาการตึงตัวของน้ำมันในพื้นที่ต่างจังหวัด

Dead Stock กลายเป็นคำที่ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งที่มีน้ำหนักมากในเวทีประชุมวันนี้ คือ เรื่องน้ำมันค้างถัง หรือ Dead Stock ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า ในช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับขึ้น การมีน้ำมันเหลือค้างอยู่ในถังตามข้อกำหนดทางเทคนิค อาจทำให้ถูกสังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการกักตุนเพื่อรอขายในราคาที่สูงกว่า แต่เจ้าหน้าที่ในการประชุมยืนยันว่าเข้าใจข้อจำกัดดังกล่าว และยอมรับว่าการต้องเหลือน้ำมันบางส่วนในถังเป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายของระบบหัวจ่าย หากเป็นปริมาณที่สอดคล้องกับมาตรฐานจริง ก็ไม่ควรถูกตีความเท่ากับการกักตุนในความหมายของการฉวยโอกาส

ข้ออธิบายนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นและจังหวัดกำลังสื่อสารกับประชาชนอย่างหนักว่า อย่าตื่นตระหนกและอย่าซื้อน้ำมันเกินจำเป็น ขณะที่รัฐบาลส่วนกลางเองก็ระบุว่า การใช้น้ำมันในช่วงวิกฤตเพิ่มจากระดับปกติราว 64 ถึง 67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปมากกว่า 80 ถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมการสำรองน้ำมันในตลาด รวมถึงความผิดปกติจากการกักตุนและการไหลออกนอกระบบที่รัฐกำลังเร่งตรวจสอบ

ปมต่างของปั๊มอิสระและปั๊มแบรนด์ที่ไม่ควรถูกมองแบบเหมารวม

ในรายละเอียดของการประชุมวันนี้ ยังมีเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจากผู้ประกอบการเกี่ยวกับความต่างระหว่างปั๊มอิสระและปั๊มแบรนด์ ปั๊มอิสระระบุว่าต้นทุนของตนสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายหรือกลไกสนับสนุนแบบเดียวกับแบรนด์ใหญ่ ทำให้ต้องจำหน่ายแพงกว่า และมักตกเป็นเป้าความเข้าใจผิดจากผู้บริโภค ขณะที่ปั๊มแบรนด์ชี้แจงว่าการปรับราคาตามมติหรือคำสั่งจากส่วนกลางต้องผ่านขั้นตอนภายใน ทั้งการส่งเรื่องเข้าสำนักงานใหญ่ การปรับระบบหลังบ้าน และการเปลี่ยนป้ายราคา จึงอาจไม่สามารถขยับได้ในทันทีทุกครั้ง

เมื่อประกบกับคำอธิบายของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน จะเห็นว่าไทยใช้แนวทางสนับสนุนการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในธุรกิจพลังงาน โดยโครงสร้างราคาที่เผยแพร่สู่สาธารณะมีไว้เพื่อการอ้างอิง ไม่ใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงทำให้ความต่างของต้นทุนในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละเครือข่ายสถานีบริการเป็นประเด็นที่ภาครัฐท้องถิ่นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น หากไม่ทำเช่นนั้น ราคาที่ต่างกันเพียงไม่กี่สตางค์หรือไม่กี่สิบสตางค์อาจกลายเป็นความไม่ไว้วางใจที่ขยายตัวได้ง่ายในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอลดภาษีหัวจ่ายกลายเป็นจุดเปลี่ยนของข่าวนี้

สิ่งที่ทำให้การประชุมของเชียงรายวันนี้มีน้ำหนักมากกว่าการรับฟังปัญหาทั่วไป คือ การที่ฝ่ายบริหาร อบจ.เชียงรายหยิบข้อเสนอเชิงนโยบายออกมาวางบนโต๊ะอย่างเป็นรูปธรรม ตามข้อมูลการประชุมและคำกล่าวที่ผู้ใช้จัดเตรียม ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเสนอแนวทางงดจัดเก็บภาษีบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน โดยยึดอัตราที่ อบจ. เรียกเก็บอยู่เดิม เพื่อส่งกลับเป็นส่วนลดหน้าหัวจ่ายให้ประชาชนโดยตรง หากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบของสภา อบจ. ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ก็จะเป็นการใช้กลไกท้องถิ่นเข้าประคองค่าครองชีพในระดับที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

โพสต์ทางการของ อบจ.เชียงรายในวันเดียวกันยังยืนยันว่ามีการหารือร่วมกับจังหวัดเพื่อหาแนวทางงดเก็บภาษีปั๊มน้ำมันชั่วคราวและนำส่วนดังกล่าวไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในช่วงนำร่อง 3 เดือน ซึ่งช่วยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงในห้องประชุม แต่เป็นข้อเสนอที่ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามผลักดันให้กลายเป็นมาตรการจริงในระดับจังหวัด

จากภาษีท้องถิ่นสู่ความหวังเล็ก ๆ ของคนเชียงราย

แม้มูลค่าส่วนลดต่อลิตรที่เสนออาจไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ แต่ในทางการเมืองท้องถิ่นและในทางความรู้สึกของประชาชน มาตรการนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า อบจ.เชียงรายพร้อมสละรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อแบ่งเบาภาระของคนในจังหวัดในยามที่ต้นทุนการเดินทางและค่าครองชีพกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ตามถ้อยคำที่นายก อบจ.เชียงรายกล่าวในข้อมูลการประชุมที่ผู้ใช้จัดเตรียม จุดยืนของฝ่ายบริหารไม่ใช่การอ้างว่ามาตรการนี้จะพลิกสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่เป็นความพยายามส่งกำลังใจและแบ่งเบาภาระตามขอบเขตกฎหมายที่ท้องถิ่นทำได้จริง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้นำส่วนภาษีที่ได้รับการยกเว้นไปสะท้อนเป็นส่วนลดหน้าปั๊มคืนให้ประชาชนโดยตรง หากเขียนให้ง่ายที่สุด นี่คือการพยายามทำให้เงินที่เดิมจะไหลเข้าสู่ท้องถิ่นบางส่วน หมุนกลับไปอยู่ในกระเป๋าของคนเชียงรายแทนในช่วงเวลาที่ตึงตัวที่สุด

เชียงรายคิดเรื่องพลังงานควบคู่กับฤดูท่องเที่ยว

อีกเหตุผลที่ทำให้เชียงรายต้องรีบตัดสินใจ คือ จังหวัดกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์และกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญหลายพื้นที่ จังหวัดเองระบุชัดในการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานว่า ต้องเตรียมน้ำมันไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และประเมินแผนการใช้น้ำมันตามจุดท่องเที่ยวหลักทั่วจังหวัด เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจว่าเชียงรายจะไม่เกิดภาวะน้ำมันสะดุดในช่วงเทศกาล

ในมุมนี้ ข่าวของเชียงรายจึงไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจปากท้อง แต่โยงถึงความเชื่อมั่นของเมืองด้วย เมืองท่องเที่ยวที่คนกังวลว่าจะเติมน้ำมันได้ยาก ย่อมเสียเปรียบในเชิงจิตวิทยา และอาจกระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวทันที ดังนั้น การที่จังหวัดเร่งประชุม เร่งตรวจสอบ และเร่งหามาตรการเชิงสัญลักษณ์ควบคู่กับเชิงปฏิบัติจริง จึงสะท้อนว่าท้องถิ่นเข้าใจดีว่าเรื่องพลังงานในช่วงนี้ผูกกับเศรษฐกิจทั้งเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราคาน้ำมันวันนี้ยังเป็นแรงกดดันที่เห็นได้ชัด

ในระดับข้อมูลอ้างอิง ราคาน้ำมันที่มีการเผยแพร่ในวันที่ 6 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ประชาชนกำลังเผชิญ ปั๊ม ปตท. บางจาก PT และคาลเท็กซ์ จำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 43.95 บาทต่อลิตร ขณะที่เชลล์อยู่ที่ 44.45 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลทั่วไปของ 5 แบรนด์หลักยืนอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตรพร้อมกัน แม้จะเป็นราคามาตรฐานในเขตอ้างอิง แต่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานย้ำว่า ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และโครงสร้างราคาที่เผยแพร่มีไว้เพื่ออ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมของรัฐโดยตรง

เมื่อวางตัวเลขเหล่านี้ลงบนชีวิตจริง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเผชิญโจทย์ยาก เพราะหากราคาดีเซลยังยืนระดับนี้ต่อไป ผลกระทบย่อมทยอยลามไปถึงรถโดยสาร รถบรรทุก และต้นทุนสินค้าจำเป็นในจังหวัดทีละส่วน แม้มาตรการของ อบจ.เชียงรายจะช่วยได้เพียงบางช่วงและบางระดับ แต่ก็เป็นความพยายามของท้องถิ่นที่จะชะลอแรงกระแทกก่อนที่ต้นทุนเหล่านี้จะไหลไปถึงทุกครัวเรือนมากกว่านี้

บริบทประเทศที่ทำให้เชียงรายต้องรีบขยับ

ในระดับประเทศ รัฐบาลได้ประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อปลายเดือนมีนาคม และเห็นชอบ 7 มาตรการเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตตามความเหมาะสม การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการ การช่วยภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคประมง และการจัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐบาลยอมรับด้วยว่าการปรับราคาน้ำมันขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นผลจากภาวะตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระสูงขึ้นมาก

ข้อมูลจากรัฐบาลยังระบุว่า ก่อนการปรับกลไกราคา กองทุนน้ำมันมีภาระไหลออกสูงถึง 1,700 ล้านบาทต่อวันในบางช่วง และสถานะกองทุนติดลบประมาณ 38,000 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 67 ล้านลิตรต่อวัน ไปแตะ 85 ถึง 86 ล้านลิตรต่อวันในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าแรงกดดันในตลาดไม่ใช่เรื่องเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่จังหวัดอย่างเชียงรายเลือกไม่รอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มหามาตรการเฉพาะพื้นที่ของตัวเองควบคู่กันไป

การคุมลักลอบส่งออกและการทบทวนโครงสร้างราคายังเป็นโจทย์ใหญ่

อีกประเด็นที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าคือ การตรวจสอบการกักตุนและการลักลอบส่งออกน้ำมัน พร้อมเร่งศึกษาการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอผลการหารือเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 6 เมษายน เพื่อหาทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ได้มากกว่าการใช้กลไกอุดหนุนเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่า ค่าการตลาดเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงต้นเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ถือว่าสูงเกินไปตามเกณฑ์ที่ศึกษาไว้ นั่นทำให้ข้อถกเถียงเรื่องการลดราคาน้ำมันในระดับประเทศยังต้องต่อสู้กันทั้งเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้างอีกมาก

ตรงจุดนี้เองที่ข้อเสนอของเชียงรายมีความน่าสนใจ เพราะแม้ท้องถิ่นจะไม่อาจแตะค่าการกลั่นหรือภาษีสรรพสามิตได้ แต่ยังสามารถใช้เครื่องมือที่อยู่ในมือ เช่น ภาษีบำรุง อบจ. หรือการบริหารข้อมูลสถานีบริการ เข้ามาช่วยผ่อนแรงให้ประชาชนในช่วงรอยต่อของนโยบายระดับประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ภาคเหนือเริ่มเห็นผลสะเทือนจริงแล้ว

ภาพผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะในเชียงราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 มีรายงานว่าบริษัทเปรมประชาขนส่ง จำกัด ปรับขึ้นค่าโดยสารเส้นทางเชียงใหม่ถึงแม่ฮ่องสอน หลังราคาน้ำมันในพื้นที่แม่ฮ่องสอนขยับสูงต่อเนื่อง โดยดีเซลธรรมดาบางจุดอยู่ที่ 51.94 บาทต่อลิตร และดีเซลซูเปอร์เพาเวอร์สูงถึง 71.84 บาทต่อลิตร การปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเริ่มถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนในภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวจากแม่ฮ่องสอนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพราะหากต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่หยุดอยู่ที่รถโดยสาร แต่จะขยับไปถึงราคาสินค้า ค่าขนส่ง และต้นทุนของผู้ประกอบการรายเล็กในอำเภอต่าง ๆ ของเชียงรายด้วยเช่นกัน การรีบตั้งวงคุยและทดลองมาตรการท้องถิ่นในวันนี้ จึงเป็นการพยายามกันไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่จุดที่แก้ยากกว่าเดิม

เชียงรายกำลังทดสอบบทบาทใหม่ของท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของข่าวนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันว่าจะลดได้กี่สตางค์ หากคือคำถามว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีบทบาทได้มากแค่ไหนในยามที่วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกไหลลงมากระทบชีวิตของประชาชนในจังหวัดโดยตรง เชียงรายกำลังลองตอบคำถามนี้ด้วยการใช้เครื่องมือที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การประชุมเชิงปฏิบัติการ การตรวจสอบสต็อก การจัดลำดับความสำคัญของน้ำมันสำหรับภารกิจฉุกเฉิน การผลักดันข้อมูล Fuel Now และการเสนอใช้นโยบายภาษีของ อบจ. เข้ามาแบ่งเบาภาระหน้าปั๊ม

มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และอาจยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ทั้งสภา อบจ. ความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด แต่ในด้านการเมืองการปกครองท้องถิ่น นี่คือสัญญาณว่าเชียงรายไม่ได้ยืนรอให้คำสั่งจากส่วนกลางแก้ปัญหาเพียงลำพัง หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบของตัวเองตามข้อจำกัดของกฎหมายและศักยภาพที่มีอยู่

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่นของคนเชียงราย

ท้ายที่สุด วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สอนให้เห็นว่า พลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวของส่วนกลางอีกต่อไป สำหรับเชียงราย มันเชื่อมถึงรถกู้ชีพ รถโดยสาร เกษตรกร ร้านค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และครัวเรือนที่ต้องคิดทุกบาททุกวัน การประชุมที่ อบจ.เชียงรายเปิดขึ้นในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการรับฟังความคิดเห็น เพราะเป็นจุดที่ท้องถิ่นกำลังพยายามเชื่อมภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนให้มองปัญหาเดียวกัน และหาคำตอบร่วมกันให้เร็วที่สุด

หากข้อเสนอเรื่องงดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราวเดินหน้าได้จริง และหากระบบกำกับดูแลกับข้อมูลสาธารณะทำงานควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ เชียงรายอาจไม่ได้เพียงลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนบางส่วนเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างต้นแบบใหม่ว่า ในภาวะที่วิกฤตเศรษฐกิจเคลื่อนเร็วกว่าเดิม ท้องถิ่นที่กล้าขยับก่อน อาจเป็นกำแพงชั้นแรกที่ช่วยพยุงชีวิตของคนในพื้นที่ได้จริงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งนายอำเภอ 18 แห่งคุมเข้มสุขภาพประชาชน สู้ศึกฝุ่นพิษสะสมหลังระบายอากาศอ่อนกำลัง

เชียงรายยกระดับดูแลสุขภาพประชาชน หลังคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่หมอกควันข้ามแดนยังตรึงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 4 เมษายน 2569 ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือพยายามฝ่าฤดูฝุ่นด้วยมาตรการคุมไฟป่าและลดการเผาในพื้นที่ของตนเอง จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ตัวเลขจุดความร้อนภายในจังหวัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คุณภาพอากาศกลับยังไม่คลี่คลายตามไปด้วย ช่วงเย็นของวันที่ 3 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมด่วนที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมเชื่อมระบบออนไลน์กับนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับมาตรการดูแลสุขภาพประชาชน หลังค่าฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหลายพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ และอำเภอเมืองเชียงราย การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ยกระดับเป็นภารกิจเร่งด่วนด้านสาธารณสุขและการบริหารความเสี่ยงของทั้งจังหวัดแล้ว

ไฟในบ้านลดลง แต่ควันเหนือเมืองยังไม่เบาบาง

ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดพบจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็นร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ และอยู่ในกลุ่มที่มีจุดความร้อนน้อยที่สุดของภาคเหนือตอนบน เฉพาะวันที่ 1 เมษายน พบเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม หรือลดลงร้อยละ 76 ภายในวันเดียว อีกทั้งช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ จังหวัดไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามาตรการห้ามเผา การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือของประชาชนเริ่มเห็นผลในภาคสนามจริง ภาพนี้จึงควรได้รับการมองอย่างเป็นธรรมว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามยถากรรม แต่กำลังคุมไฟในบ้านของตัวเองอย่างหนักและมีผลลัพธ์ปรากฏแล้วในเชิงตัวเลข

แต่ในเวลาเดียวกัน ค่าฝุ่นในจังหวัดกลับยังสูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ว่า ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 203.1 และ ต.เวียง อ.เชียงของ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้การคุมไฟภายในจังหวัดจะดีขึ้น แต่ประชาชนในเชียงรายยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับรุนแรง และนั่นคือจุดที่วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการมองปัญหาแบบเดิมที่ผูกทุกอย่างไว้กับการเผาในพื้นที่อย่างเดียว

หมอกควันข้ามแดนกลายเป็นตัวแปรหลักของเชียงราย

คำอธิบายสำคัญที่สุดจากจังหวัดในรอบนี้ คือ ฝุ่นที่คนเชียงรายกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากไฟในจังหวัดเป็นหลักอีกต่อไป แต่เกิดจากหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้ามาสะสมเหนือพื้นที่ชายแดนและตอนในของจังหวัด ข้อมูลวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR ซึ่งจังหวัดเชียงรายนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 ประเทศเมียนมามีจุดความร้อนสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุดเท่านั้น ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอธิบายต้นทางของปัญหา แต่กำลังเปลี่ยนวิธีมองวิกฤตของคนทั้งจังหวัดจาก “ไฟในบ้าน” ไปสู่ “ควันจากนอกบ้าน” ซึ่งควบคุมได้ยากกว่าและต้องใช้กลไกมากกว่าการสั่งห้ามเผาในพื้นที่ตนเอง

เมื่อประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งระบุว่าในวันที่ 3 เมษายน การระบายอากาศของภาคเหนือส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์อ่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนถึงเช้า จึงยิ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดฝุ่นจึงค้างตัวนานและลงสู่พื้นที่ชุมชนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เชียงรายจึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่มีไฟป่าหรือมีฝุ่นในพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่หน้าด่านที่รับทั้งผลกระทบจากไฟภายนอก การระบายอากาศที่ไม่ดี และภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นเคลื่อนตัวออกได้ช้า ปัญหาจึงมีลักษณะเป็นวิกฤตร่วมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มากกว่าจะเป็นปัญหาจังหวัดเดียว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงเริ่มขยับไปสู่กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างจริงจังมากขึ้นในปีนี้

มาตรการด่วนถูกย้ายจากการดับไฟ ไปสู่การคุ้มครองลมหายใจ

เมื่อเผชิญข้อเท็จจริงว่าจังหวัดควบคุมไฟในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง แต่ฝุ่นยังไม่ลดลง สิ่งที่เชียงรายต้องทำทันทีคือเปลี่ยนสมรภูมิจากการคุมต้นเหตุเพียงด้านเดียว ไปสู่การปกป้องสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลที่จังหวัดสื่อสารผ่านเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ที่ประชุมได้เร่งกระจายหน้ากากอนามัยในระดับหลายแสนชิ้น พร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่นอุ่นใจทั่วจังหวัดรวม 457 แห่ง แบ่งเป็นภาครัฐ 155 แห่ง และเอกชน 302 แห่ง ขณะเดียวกัน ข่าวประชาสัมพันธ์อีกชุดของกรมประชาสัมพันธ์ยังสรุปว่า จังหวัดดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 150,000 คน โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาพนี้สะท้อนว่ามาตรการของเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่คำขอความร่วมมือให้สวมหน้ากาก แต่กำลังพยายามวาง “โครงสร้างรองรับการหายใจ” ให้กับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กลางฝุ่นพิษจริง ๆ

นัยสำคัญของห้องปลอดฝุ่นไม่ได้อยู่แค่จำนวน 457 แห่ง แต่อยู่ที่ความจริงอีกข้อหนึ่งว่า รัฐยอมรับแล้วว่ามีประชาชนจำนวนมากซึ่งไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเองทั้งหมด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด รวมถึงแรงงานกลางแจ้ง ไม่ได้มีต้นทุนในการป้องกันตนเองเท่ากัน การกระจายห้องปลอดฝุ่นไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ จึงเป็นการแปลงมาตรการสาธารณสุขจากนโยบายบนโต๊ะประชุมให้กลายเป็นพื้นที่คุ้มครองจริงในชีวิตประจำวัน และในช่วงที่ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่อง การมีพื้นที่เช่นนี้ย่อมสำคัญกว่าการรอให้ฝนตกหรือรอให้ทิศลมเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

ภาพใหญ่ของภาคเหนือยังสะท้อนภาระที่หนักกว่าพื้นที่อื่น

หากมองออกจากเชียงรายไปทั้งภูมิภาค ภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่ต้องแบกรับภาระฝุ่นอย่างต่อเนื่อง เอกสารมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ขณะที่จุดความร้อนมี 59,700 จุด เอกสารชุดเดียวกันยังระบุว่า เป้าหมายปี 2569 สำหรับพื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ คือควบคุมพื้นที่เผาไหม้ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากฐานปี 2568 ซึ่งหมายความว่า ภาคเหนือยังถูกวางให้เป็นแนวรบหลักของประเทศในเรื่องฝุ่นอย่างชัดเจน และจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายย่อมต้องรับแรงกดดันมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ซึ่งผู้ใช้แนบข้อมูลมาและตรวจสอบได้จากบทความเผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2569 ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ค่าเฉลี่ยฝุ่นของ 17 จังหวัดภาคเหนือจะลดจาก 46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2567 เหลือ 33 ในปี 2568 แต่จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานกลับเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน พร้อมชี้ด้วยว่า KPI ของภาครัฐในช่วงปี 2567 ถึง 2569 มีแนวโน้มผ่อนลงในหลายตัวชี้วัด เช่น เป้าหมายลดค่าเฉลี่ยฝุ่นใน 17 จังหวัดภาคเหนือจากร้อยละ 40 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 และเหลือร้อยละ 10 ในปี 2569 ขณะที่เป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจากร้อยละ 30 ลดลงเหลือร้อยละ 10 และร้อยละ 5 ตามลำดับ ข้อสังเกตนี้ทำให้คำถามเรื่อง “บรรลุเป้าหมายหรือไม่” กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่าตัวเลข เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ในสนามจริงคือจำนวนวันที่ต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ ไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ดูดีขึ้นในรายงานปลายปี

เชียงรายจึงกำลังขยับจากการดับไฟ สู่การต่อรองเชิงนโยบาย

อีกชั้นหนึ่งที่น่าจับตาคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดเพียงมาตรการคุมไฟและแจกหน้ากาก แต่เริ่มเชื่อมวิกฤตฝุ่นเข้ากับการสร้างเครือข่ายข้ามแดนและกลไกนโยบายใหม่มากขึ้น ความเคลื่อนไหวของ “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ซึ่งเปิดตัวในเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีจังหวัดร่วมกับ สสส. และภาคประชาสังคม เป็นเจ้าภาพร่วม สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นข้ามแดนกำลังถูกยกขึ้นมาอยู่ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเรื่องประสานงานเฉพาะหน้าเท่านั้น หากมองจากการประชุมวันที่ 3 เมษายน เส้นทางนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การประสานงานเชิงพื้นที่และการจัดการข้อมูลร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์จริงของเชียงรายที่ต้องรับควันจากเมียนมาและลาวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากในช่วงวิกฤตประจำปี

การขยับเช่นนี้มีความหมายมาก เพราะในอดีต ภาคเหนือมักถูกผลักให้รับมือฝุ่นด้วยเครื่องมือเดิม ๆ คือประกาศห้ามเผา บังคับใช้กฎหมาย และรอฝน แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์ในปี 2568 ชี้ว่า แม้มาตรการเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากต้นเหตุจำนวนมากอยู่ข้ามแดนหรือเชื่อมกับเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระบบ ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในปี 2569 จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นความพยายามขยับจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในจังหวัด” ไปสู่ “การต่อรองเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของภูมิภาค” แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลา แต่การยอมรับโจทย์ให้ตรงกับความจริงก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการพูดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากไฟในพื้นที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดีขึ้น

ในที่สุดแล้ว แก่นของสถานการณ์วันที่ 3 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดจะสรุปผลประชุมออกมาอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนเชียงรายกำลังใช้ชีวิตอยู่ในจังหวะที่เจ็บปวดที่สุดของวิกฤต คือช่วงที่พยายามควบคุมไฟในบ้านได้แล้ว แต่ยังต้องหายใจรับควันจากนอกบ้านต่อไป ความสำเร็จของจังหวัดในเรื่องจุดความร้อนที่ลดลงจึงควรถูกยอมรับ ขณะเดียวกัน ความจริงเรื่องค่าฝุ่นที่ยังสูงในแม่สาย เชียงของ และตัวเมือง ก็บอกชัดว่างานของรัฐยังไม่จบ และไม่อาจชี้วัดจาก KPI ตัวเดียวได้ การเร่งตั้งห้องปลอดฝุ่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกระจายหน้ากากจึงเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความจริงมากที่สุดในระยะสั้น เพราะอย่างน้อยมันทำให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครื่องมือปกป้องตัวเองระหว่างที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังแก้ไม่จบ

ถ้อยคำของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ย้ำว่า “จังหวัดเชียงรายจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นจังหวัดที่ดินดี น้ำดี อากาศดี เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในระยะยาว” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงปลอบขวัญในวันวิกฤต แต่เป็นโจทย์ที่จังหวัดต้องพิสูจน์ในโลกจริงต่อจากนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การคุมไฟในบ้านเชื่อมกับการลดควันนอกบ้าน และทำอย่างไรให้ “สุขภาพต้องมาก่อน” ไม่เป็นเพียงคำขวัญในห้องประชุม แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกฤดูฝุ่น เพราะสำหรับเชียงรายวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หากคือวันที่ประชาชนจะได้กลับมาหายใจโดยไม่ต้องหวาดระแวงอีกครั้ง

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เขต 3
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • Rocket Media Lab
  • NBT CONNEXT
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า คาดเปิดใช้งานพฤษภาคม 2569

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้ แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า ชุมชนริมกกยังรอวันกลับมาของเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมสามตำบล

เชียงราย,25 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของข่าวที่ชาวบ้านรอฟังมากที่สุด สำหรับคนในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู คำถามสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงว่าสะพานแขวนฮาแหล่จะสร้างไปถึงไหนแล้ว แต่คือเมื่อใดสะพานที่เคยเป็นเส้นทางหลักของชีวิตจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง หลังจากอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 พัดทำลายโครงสร้างเดิมจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมให้ใช้งานได้

คำตอบที่ใกล้ความจริงมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “จิ๊บ” ในฐานะคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ให้สัมภาษณ์ว่า สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในขณะนี้ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างตัวสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการถนนบางส่วนที่ต้องตัดเข้ามายังจุดสะพานได้ครบถ้วนตามแผนได้ในเร็ววัน ซึ่งกำลังพยายามมีกำหนดเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569

แม้คำตอบนี้อาจสร้างความผิดหวังให้คนที่เฝ้ารอ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสะพานอย่างเดียว หากอยู่ที่องค์ประกอบโดยรอบซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานจริงด้วย และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา จะพบว่านี่คือโครงการที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อมสมบูรณ์ของงบประมาณรัฐ หากเกิดจากการระดมพลังของหลายฝ่ายเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ชุมชนขาดไม่ได้

สะพานที่ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือทางลัดของชีวิตผู้คน

สิ่งที่ทำให้สะพานฮาแหล่จะมีความหมายมากกว่าสิ่งปลูกสร้างทั่วไป คือบทบาทของมันในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน สะพานแห่งนี้เชื่อมระหว่าง บ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว กับ บ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง และถูกใช้งานร่วมกันโดยคนจากอย่างน้อย 3 ตำบล ได้แก่ แม่ยาว ดอยฮาง และห้วยชมภู

ในทางกายภาพ สะพานช่วยร่นระยะทางการเดินทางจากเดิมราว 10 กิโลเมตร เหลือเพียงประมาณ 120 เมตร แต่ในทางสังคม ผลของมันใหญ่กว่าตัวเลขนั้นมาก เพราะระยะทางที่หายไปไม่ใช่เพียงถนนที่สั้นลง หากหมายถึงเวลาในการไปโรงเรียนของเด็ก เวลาขนผักและผลผลิตของเกษตรกร เวลาที่คนป่วยจะเข้าถึงการรักษา และเวลาที่ญาติพี่น้องจากคนละฝั่งน้ำกกจะเดินทางไปมาหาสู่กัน

ในวันที่สะพานยังสมบูรณ์ มีข้อมูลว่ามีประชาชนจาก 300 ถึง 500 หลังคาเรือนในพื้นที่พึ่งพาสะพานนี้ และมีผู้สัญจรต่อวันในระดับหลักพัน ทั้งคนเดินเท้า รถจักรยานยนต์ และรถเข็นที่ใช้ขนของในชีวิตประจำวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชุมชนริมกกอย่างแท้จริง

ก่อนมีสะพาน ชุมชนเคยอยู่กับความเสี่ยงและความห่างไกล

เรื่องราวของสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เริ่มจากโครงการท่องเที่ยว หรือแนวคิดสร้างแลนด์มาร์ก แต่เริ่มจากปัญหาธรรมดาที่หนักหนาสำหรับคนชนบทริมแม่น้ำ นั่นคือการเดินทางไปมาในพื้นที่ที่แม่น้ำกกกั้นกลาง

ข้อมูลที่แนบระบุว่า ในอดีตชาวบ้านต้องใช้เรือพายข้ามฝั่งหรือเดินทางอ้อมไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะในฤดูฝนที่น้ำแรงและอันตรายสูง เคยเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตหลายครั้ง และเมื่อน้ำหลาก การข้ามฝั่งยิ่งกลายเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุ

สะพานฮาแหล่จะจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีการช่วยสร้างโรงเรียนแคววัวดำให้เด็กในพื้นที่ แต่แม้จะมีโรงเรียน หากไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัย เด็กจำนวนมากก็ยังไม่สามารถไปถึงห้องเรียนได้อย่างสะดวก สะพานแห่งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้การเดินทางไปโรงเรียนจากเดิมที่ต้องอ้อมไกลกว่า 10 กิโลเมตร เหลือเพียงการข้ามน้ำกกในระยะสั้น

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานฮาแหล่จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับส่งเด็กไปโรงเรียน แต่ยังกลายเป็นทางผ่านของวิถีชีวิตทั้งชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ชื่อที่มีความหมาย และบทบาทที่เชื่อมผู้คนมากกว่าฝั่งน้ำ

คำว่า ฮาแหล่จะ ถูกอธิบายไว้ในข้อมูลว่า หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ซึ่งเป็นชื่อที่นายโมโตยุกิ ซาไกและชาวบ้านร่วมกันตั้งไว้ในวันเปิดใช้งานสะพานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ชื่อดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสะพานได้อย่างชัดเจน เพราะมันไม่เพียงเชื่อมฝั่งแม่น้ำ แต่เชื่อมคน เชื่อมชาติพันธุ์ และเชื่อมวัฒนธรรมเข้าหากัน

พื้นที่รอบสะพานเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย โดยเฉพาะ ลาหู่ และ กะเหรี่ยง ซึ่งมีประเพณีสำคัญของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีกินวอของชาวลาหู่ เทศกาลกินข้าวใหม่ หรือเทศกาลคริสต์มาสของชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางที่ทำให้คนต่างหมู่บ้านไปมาหาสู่กัน ร่วมงานประเพณี และสานสัมพันธ์กันเหมือนเครือญาติ

ในความหมายเช่นนี้ การพังของสะพานจากอุทกภัยจึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการตัดขาดเส้นเลือดของความสัมพันธ์ในระดับชุมชนด้วย

อุทกภัยปี 2567 เปลี่ยนสะพานจากสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อให้กลายเป็นบาดแผลของพื้นที่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่ออุทกภัยครั้งใหญ่ซัดผ่านจังหวัดเชียงรายและพัดสะพานฮาแหล่จะเสียหายอย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการระบุว่าสะพานเดิมเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จนไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติอีกต่อไป

เมื่อสะพานหายไป ชาวบ้านต้องกลับไปอยู่กับปัญหาเดิมอีกครั้ง คือการเดินทางอ้อมไกล การขนส่งยากขึ้น เด็กไปโรงเรียนลำบากขึ้น และการเข้าถึงถนนหลักเพื่อเข้าเมืองหรือไปพบแพทย์ต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้าง แต่เป็นผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งยังชี้ให้เห็นว่า แม้สะพานจะอยู่ในสภาพชำรุดมาระยะหนึ่งก่อนน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านก็ยังพยายามซ่อมใช้งานกันเองเป็นจุด ๆ ด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุพื้นบ้านตามกำลัง เพราะไม่มีทางเลือกอื่น นั่นสะท้อนว่าสะพานแห่งนี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากเพียงใด

เส้นทางฟื้นฟูเริ่มจากความร่วมมือ ไม่ได้เริ่มจากงบประมาณรัฐล้วน

หลังสะพานพัง ความหวังของชุมชนค่อย ๆ กลับมาเมื่อเกิดการผลักดันโครงการซ่อมสร้างอย่างจริงจัง จนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 และมีการรายงานข่าวต่อเนื่องในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และคณะกรรมการโครงการ

หน่วยงานและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 6,170,000 บาท โดยแหล่งเงินหลักมาจากภาคเอกชนสองส่วน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการช่อง 8 ปันน้ำใจ จำนวน 6,000,000 บาท และ โรงแรมโฆษะขอนแก่นและกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า การสร้างสะพานขึ้นใหม่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกงบประมาณราชการแบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นโมเดลผสมระหว่างภาคสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐในระดับพื้นที่

จากกำหนดเสร็จกรกฎาคม 2568 สู่ความจริงที่เลื่อนมาถึงพฤษภาคม 2569

เอกสารโครงการเดิมระบุว่า หากไม่มีอุปสรรค การก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่เมื่อมาถึงสถานะล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้จริง และคณะกรรมการจึงใช้เป้าหมายใหม่เป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

ความแตกต่างของสองช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิม และข้อมูลล่าสุดก็อธิบายสาเหตุบางส่วนไว้แล้วว่า งบประมาณที่มีจำกัดถูกใช้ไปกับงานโครงสร้างสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้งานประกอบอื่น โดยเฉพาะการทำถนนหรือทางเข้าบางส่วน ยังไม่สามารถปิดงานได้ครบถ้วน

นอกจากนี้ ในคำอธิบายของณัฐธายาน์ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันยังต้องเข้าไปดู รายละเอียดงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตด้านน้ำมันในช่วงนี้ก็อาจทำให้บางอย่างไม่เป็นไปตามแผนเดิมทั้งหมด แม้เช่นนั้น คณะกรรมการยังยืนยันว่ามุ่งหมายจะส่งมอบสะพานให้สมบูรณ์และใช้การได้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค

โครงสร้างใหม่ถูกยกระดับให้แข็งแรงกว่าเดิม แต่ความพร้อมใช้งานไม่ได้วัดแค่ตัวสะพาน

จากข้อมูลที่แนบมา งานซ่อมสร้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมจุดชำรุด แต่เป็นการสร้างใหม่ในระดับโครงสร้าง โดยใช้ลวดสลิงเดิมในส่วนที่ยังใช้ได้ พร้อมปรับพื้นและองค์ประกอบรับน้ำหนักให้มั่นคงกว่าเดิม มีการใช้โครงสร้างลวดและตะแกรงเหล็กแทนพื้นไม้เดิมในหลายส่วน รวมทั้งมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะคอสะพาน และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เหมาะต่อการใช้งานและการท่องเที่ยวในอนาคต

อย่างไรก็ตามล่าสุดสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า สะพานที่โครงสร้างเกือบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าพร้อมใช้งานทันที หากระบบทางเข้า ทางเชื่อม และพื้นที่โดยรอบยังไม่เรียบร้อย การเปิดใช้ก็ยังเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยหรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า ใกล้เสร็จ กับคำว่า พร้อมเปิดใช้งาน ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน

รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอลงพื้นที่ ตรวจหน้างานและข้อกังวลเรื่องสิ่งปลูกสร้างใกล้โครงการ

อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยยืนยันว่าพื้นที่สะพานยังอยู่ในช่วงติดตามใกล้ชิด คือการลงพื้นที่ของ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการดำเนินการสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้กับโครงการปรับปรุงสะพานแขวนฮาแหล่จะ บริเวณบ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่

การลงพื้นที่ดังกล่าวมีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ปล่อยให้โครงการเดินไปตามยถากรรม แต่ยังติดตามความเสี่ยงรอบพื้นที่ ทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงการ และเพื่อให้การเปิดใช้งานในอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงจริง

ชาวบ้านรอสะพานด้วยเหตุผลที่ลึกกว่าการเดินทาง

หากมองจากภายนอก หลายคนอาจเห็นสะพานฮาแหล่จะเป็นเพียงจุดชมวิวสวยกลางธรรมชาติ แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง เด็กจำนวนมากเคยใช้สะพานข้ามไปโรงเรียน ชาวบ้านใช้ขนส่งผลผลิตการเกษตร ทั้งผัก พืชไร่ หรือของใช้จำเป็น คนต่างฝั่งใช้สะพานเพื่อไปมาหาสู่กันในงานประเพณี งานคริสต์มาส งานกินวอ หรือเทศกาลกินข้าวใหม่

เมื่อสะพานหายไป ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เงียบเพราะวิวสวยถูกปิด แต่เงียบเพราะวิถีชีวิตบางส่วนถูกตัดขาดไปชั่วคราว และเมื่อสะพานใกล้กลับมา ชุมชนจึงไม่ได้รอแค่การเปิดโครงสร้าง แต่รอการกลับมาของจังหวะชีวิตที่เคยคุ้นเคยด้วย

จากโครงสร้างสัญจรสู่ความหวังใหม่เรื่องท่องเที่ยวและรายได้

นอกจากบทบาทด้านชุมชนแล้ว คณะกรรมการและหน่วยงานในพื้นที่ยังมีความหวังว่าสะพานฮาแหล่จะจะกลายเป็น แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและจากต่างพื้นที่

ข้อความประชาสัมพันธ์ของพื้นที่หลายชิ้นชี้ไปในทางเดียวกันว่า สะพานแขวนแห่งนี้มีศักยภาพเป็นจุดเช็กอินกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าเขียว และแม่น้ำกก พร้อมเชื่อมกับเสน่ห์วิถีชุมชนชาติพันธุ์ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาต่อยอด ทั้งด้านภูมิทัศน์ ร้านค้า สินค้า OTOP และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พื้นที่นี้ก็อาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสู่ชุมชนได้จริง

อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ควรถูกมองเป็น เป้าหมายและความคาดหวัง มากกว่าข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจนถึงขณะนี้ สะพานยังอยู่ในช่วงรอเปิดใช้งาน และผลทางเศรษฐกิจในอนาคตยังต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลังเปิดใช้ด้วย

บทบาทของภาคประชาชนและเอกชน คือหัวใจของโครงการนี้

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่เพียงตัวสะพาน แต่คือรูปแบบการทำงานของคนที่เกี่ยวข้อง โครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการซึ่งหลายฝ่ายระบุว่าเป็นการทำงานแบบจิตอาสา 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันประคับประคองโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ณัฐธายาน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมา บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด และ คุณประสงค์ จันทร์วงษ์ ในลักษณะที่สะท้อนความร่วมมือระยะยาวเกือบสองปี พร้อมใช้คำว่าเป็น สะพานแห่งความสามัคคี ระหว่างคณะกรรมการและผู้รับเหมา คำอธิบายนี้แม้เป็นถ้อยคำจากฝ่ายโครงการ แต่ก็สะท้อนบรรยากาศที่ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงงานก่อสร้างธรรมดา หากเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเอาใจลงไปด้วย

ประเด็นที่ยังต้องจับตา คือการปิดงานให้ครบและเปิดใช้ได้อย่างปลอดภัย

แม้บรรยากาศโดยรวมจะขยับไปในทิศทางบวก และมีการระบุหลายครั้งว่าสะพานใกล้เสร็จ แต่ในมุมที่ต้องยึดข้อเท็จจริง ประเด็นที่ยังต้องติดตามมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ งานถนนหรือทางเข้าบางส่วน ที่ยังเป็นข้อจำกัดจากงบประมาณ
เรื่องที่สอง คือ ความสมบูรณ์ของงานเก็บรายละเอียด ซึ่งคณะกรรมการยังต้องลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง
เรื่องที่สาม คือ การบริหารพื้นที่โดยรอบหลังเปิดใช้ เพราะหากจะต่อยอดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวจริง จะต้องมีการจัดการเรื่องความปลอดภัย การจอดรถ ความสะอาด การดูแลภูมิทัศน์ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ

จึงกล่าวได้ว่ายังไม่ใช่ตอนจบของโครงการ แต่เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง ระหว่างคำว่า “เกือบเสร็จ” กับคำว่า “เปิดใช้ได้จริง”

บทสรุปของสะพานที่มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง

สะพานฮาแหล่จะในวันนี้ยังไม่เปิดใช้งาน แม้งานก่อสร้างจะคืบหน้าไปมากแล้ว และชุมชนต่างเฝ้ารอการกลับมาของมันอย่างใกล้ชิด แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและงานประกอบที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือข้อเท็จจริงที่ทำให้สะพานยังต้องรออีกระยะ

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปสะพานที่ยังไม่เสร็จ แต่ชุมชนที่พยายามพาตัวเองกลับมายืนได้อีกครั้งหลังภัยพิบัติ การที่โครงสร้างพื้นฐานชิ้นหนึ่งสะท้อนความสำคัญของการศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในพื้นที่ชนบทได้อย่างครบถ้วน และเป็นภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐร่วมกันพยายามซ่อมแซมมากกว่าสะพาน แต่กำลังซ่อมคืนเส้นทางชีวิตให้ผู้คนจำนวนมากด้วย

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คณะกรรมการยืนยัน เดือนพฤษภาคม 2569 อาจเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำกกได้กลับมาเดินข้ามสะพานแห่งนี้อีกครั้ง และวันนั้น สะพานฮาแหล่จะอาจไม่ได้เป็นเพียงสะพานแขวนหนึ่งเดียวของเชียงราย แต่จะเป็นหลักฐานชัดเจนอีกครั้งว่า ความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนสามารถพยุงชุมชนผ่านวิกฤตได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำให้สัมภาษณ์ของ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล คณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ต่อสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 25 มีนาคม 2569
  • ที่ทำการปกครอง อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการโครงการ เทศบาลตำบลแม่ยาว และเทศบาลตำบลดอยฮาง เมื่อวันที่ 26 และ 28 กุมภาพันธ์ 2568
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME