
เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2569
กรุงเพทฯ,25 มีนาคม 2569 – ภาพเปิดงานที่มากกว่างานแฟร์ท่องเที่ยว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนนักเดินทาง แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์ รายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และความสามารถในการทำให้คนไทยอยากออกเดินทางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่างานแสดงสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะงานนี้กำลังทำหน้าที่เป็นเวทีใหญ่ของนโยบายท่องเที่ยวไทยในภาคปฏิบัติ
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่ฮอลล์ 1 ถึง 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีเปิดด้วย
ความสำคัญของภาพเปิดงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พิธีการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สารซึ่งภาครัฐต้องการส่งต่อไปยังผู้คนทั้งประเทศว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 จะไม่หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่สวยงามหรือแคมเปญชวนเที่ยวเท่านั้น แต่จะขยับไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า การยกระดับสินค้าท้องถิ่น และการทำให้เมืองรองมีพื้นที่มากขึ้นในจินตนาการของนักท่องเที่ยวไทย
แกนของงานคือการผลักไทยเที่ยวไทยให้มีความหมายมากขึ้น
ข้อมูลจากการจัดงานระบุชัดว่า วัตถุประสงค์ของเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปีนี้ คือการประชาสัมพันธ์และสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับตลาดในประเทศ อีกทั้งยังเน้นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากเมืองท่องเที่ยวหลักสู่เมืองท่องเที่ยวรอง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ และพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ในปี 2569
หัวใจของการสื่อสารทั้งหมดถูกร้อยเข้ากับแนวคิด “สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ผ่านกรอบ 5 Must Do in Thailand ซึ่งประกอบด้วย Must Taste อิ่มใจ, Must Try วัดใจ, Must Buy ฮีลใจ, Must Seek เพลินใจ และ Must See ชื่นใจ แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่ารัฐกำลังมองการท่องเที่ยวในฐานะประสบการณ์รอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปถึงจุดหมาย แต่ต้องมีรสชาติ มีกิจกรรม มีการซื้อของที่มีความหมาย มีการค้นพบ และมีภาพความประทับใจที่ทำให้คนอยากกลับไปอีก
เมื่อพิจารณาจากทิศทางนี้ จะเห็นได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รวมบูธจังหวัดต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว แต่กำลังพยายามยกเอา “ประเทศไทยฉบับเข้มข้น” มาวางตรงหน้าให้ผู้บริโภคได้สัมผัส และในกระบวนการนั้น เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็ได้รับพื้นที่สำคัญอย่างชัดเจน
เชียงรายและพะเยาในงานใหญ่ระดับประเทศ
หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของงานปีนี้ คือบูธ เชียงรายและพะเยา ในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่รวมของดี ของอร่อย และงานคราฟต์สร้างสรรค์จากสองจังหวัด ภายใต้การสื่อสารจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่เชิญชวนผู้ร่วมงานให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของบูธอย่างใกล้ชิด
สาระสำคัญของบูธนี้อยู่ที่การรวบรวมผู้ประกอบการจากเชียงรายและพะเยารวม 11 ราย มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนอาหาร โซนเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ และ โซน OTOP CRAFT การจัดวางเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการเล่าตัวตนของพื้นที่ผ่านสามภาษาในเวลาเดียวกัน ภาษาแรกคือรสชาติ ภาษาาที่สองคือไลฟ์สไตล์ และภาษาที่สามคือภูมิปัญญากับงานออกแบบ
เมื่อมองในมุมข่าว บูธเชียงรายและพะเยาจึงไม่ใช่แค่ร้านค้ามาตั้งขายของในงาน แต่คือภาพแทนของเศรษฐกิจชุมชนที่กำลังพยายามเชื่อมตัวเองเข้ากับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม
11 ผู้ประกอบการกับการเล่าเรื่องสองจังหวัดผ่านของกิน ของใช้ และงานสร้างสรรค์
ใน โซนอาหาร ผู้ร่วมงานได้พบกับ ร้านข้าวซอยน้ำคั่ว จังหวัดเชียงราย หมูฝอยสมุนไพรแม่พิม จังหวัดเชียงราย และ ร้านสุขแต๊ จังหวัดพะเยา รายชื่อเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายและพะเยาไม่ได้ขายอาหารเพียงในฐานะของกิน แต่กำลังนำอาหารขึ้นมาเป็นตัวแทนเรื่องเล่าของพื้นที่ ทั้งรสชาติพื้นเมือง ความเป็นครัวเหนือ และการปรับอาหารท้องถิ่นให้สอดรับกับผู้บริโภคร่วมสมัย
ใน โซนเครื่องดื่มและเบเกอรี่ มีทั้ง วันทีแอทอะไทม์ จังหวัดเชียงราย สเตลล่า คาเฟ่ แอนด์ บาร์ จังหวัดเชียงราย และ โรงคั่วกาแฟพะเยา จังหวัดพะเยา การมีร้านลักษณะนี้อยู่ในบูธเดียวกันบอกให้เห็นว่าภาคเหนือไม่ได้มีเพียงอาหารพื้นเมืองดั้งเดิม แต่กำลังเติบโตในด้านวัฒนธรรมชา กาแฟ และธุรกิจคาเฟ่ที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างชัดเจน
ส่วน โซน OTOP CRAFT มีผู้ประกอบการอย่าง ผ้าปักบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย NineShop99 Chiang Rai วรากรไหมฝ้าย จังหวัดเชียงราย ญาดาผักตบชวา จังหวัดพะเยา และ คราฟท์ สตูดิโอ แบรนด์จินจ๋า จังหวัดพะเยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเมืองรองในวันนี้ไม่ได้แยกขาดจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกต่อไป งานผ้า งานแฟชั่น งานจักสาน และงานคราฟต์ท้องถิ่นกำลังถูกยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านไปสู่สินค้าที่มีดีไซน์ มีเรื่องราว และมีศักยภาพในตลาดจริง
บูธเล็กที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของเมืองรอง
เหตุผลที่บูธเชียงรายและพะเยามีน้ำหนักในทางข่าว ไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้า แต่อยู่ที่มันสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน ทุกสินค้าที่ถูกนำมาแสดงในงานล้วนเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบอาหาร งานฝีมือ ภูมิปัญญาผ้า หรือวัฒนธรรมกาแฟและเครื่องดื่ม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสินค้าที่ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของชุมชนได้
ในอดีต เมืองรองจำนวนมากมักถูกโฆษณาผ่านภาพธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันกำลังบอกเราว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางจากอาหาร จากคาเฟ่ จากของฝาก จากงานคราฟต์ และจากเรื่องราวของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น การนำผู้ประกอบการทั้ง 11 รายมาสู่เวทีระดับประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเฉพาะกิจ หากเป็นการวางตำแหน่งของเชียงรายและพะเยาให้เป็นจุดหมายที่มีทั้งรสชาติและบุคลิกชัดเจน
นโยบายระดับกระทรวงเดินมาถึงระดับผู้ประกอบการจริง
คำกล่าวของ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ มีน้ำหนักอย่างมากในการอธิบายภาพใหญ่ของงาน เธอระบุว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับ ททท. จัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 44 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน
ประโยคสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่คำว่า มูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือสิ่งที่บูธเชียงรายและพะเยากำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือ พื้นที่ไม่ได้ถูกส่งเสริมเพียงให้ขายของ แต่ถูกผลักให้เปลี่ยนความเป็นตัวเองให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องละทิ้งรากเดิม
ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่า งานนี้เป็นกิจกรรมการตลาดที่ยกความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว และจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีจากการสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม นี่คือคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า เวทีนี้ไม่ใช่งานขายบูธเพียงห้าวัน แต่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณยาวตลอดปีไปยังตลาดท่องเที่ยวทั้งประเทศ

โซนภาคเหนือกับการเปลี่ยนภาพจำจากฤดูหนาวสู่จุดหมายทั้งปี
ภายใต้ 9 โซนกิจกรรมหลักของงาน โซนภาคเหนือ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” โดยมุ่งผลักภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้ตลอดทั้งปีในลักษณะ Year Round Destination พร้อมนำเสนอภาคเหนือในรูปแบบ “Contemporary Lanna”
แนวคิดนี้สำคัญมากต่อเชียงรายและพะเยา เพราะที่ผ่านมา ภาพจำของภาคเหนือมักผูกอยู่กับฤดูหนาวเป็นหลัก แต่การนำเสนอผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ในงานครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังถูกเล่าใหม่ในฐานะพื้นที่ที่มีแรงดึงดูดตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเมื่อก่อนคนเลือกไปเชียงรายเพราะอากาศหนาวหรือไปพะเยาเพราะบรรยากาศเงียบสงบ วันนี้รัฐกำลังพยายามทำให้คนอยากเดินทางไปเพราะมีของกินน่าสนใจ มีร้านกาแฟคุณภาพ มีงานผ้าสวย มีงานคราฟต์ร่วมสมัย และมีประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ไม่มีที่อื่น
กรมการท่องเที่ยวใช้พื้นที่เดียวกันย้ำมาตรฐานและเทคโนโลยี
ในอีกมิติหนึ่ง งานนี้ยังเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภารกิจของ กรมการท่องเที่ยว ผ่านบูธที่กองพัฒนาบริการท่องเที่ยวจัดแสดง โดยเนื้อหาครอบคลุมมาตรฐานและบริการท่องเที่ยว ข้อมูลที่พัก กิจกรรมจาก 5 ภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน สถานประกอบการ ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อการท่องเที่ยว
ประเด็นนี้ทำให้ภาพของงานมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น เพราะบอกว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเชื่อมเรื่องมาตรฐาน เทคโนโลยี และระบบบริการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักท่องเที่ยวด้วย เมื่อผนวกเข้ากับผู้ประกอบการจริงในพื้นที่อย่างเชียงรายและพะเยา ก็ยิ่งเห็นโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาถึงระดับร้านค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
9 โซนกิจกรรมสะท้อนการยกทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว
หนึ่งในเหตุผลที่เทศกาลเที่ยวเมืองไทยยังคงมีน้ำหนักในฐานะเครื่องมือการตลาดระดับชาติ คือการที่งานไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การแบ่งภาคตามภูมิศาสตร์ แต่พยายามสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่ากำลังเดินทางผ่านทั้งประเทศในพื้นที่เดียว
ปีนี้มีการจัด 9 โซนกิจกรรม ครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ โซน Amazing Thailand โซน Road to Sustainability โซนพันธมิตรและผู้ประกอบการ รวมถึงเวทีกลางซึ่งจัดกิจกรรมบันเทิงและการแสดงตลอด 5 วัน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างบรรยากาศการอยากเดินทางอย่างเป็นระบบ
สำหรับเชียงรายและพะเยา การอยู่ในงานลักษณะนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าการขายของหน้าบูธ เพราะได้อยู่ในบริบทที่ผู้คนเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่อยู่แล้ว และพร้อมเชื่อมโยงสิ่งที่ชิม สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ซื้อ เข้ากับแผนการเดินทางในอนาคต
ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ถูกทำให้เห็นผ่านการจัดงาน
อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือการที่ ททท. เดินหน้าต่อเป้าหมาย Zero Waste to Landfills ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีจุดคัดแยกขยะ 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน และขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการจัดการขยะอย่างครบวงจรเพื่อลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อน
แม้รายละเอียดนี้จะดูเป็นเรื่องเบื้องหลังงาน แต่ในมุมข่าวเชิงลึก มันคือสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพยายามทำให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกำลังผลักแนวคิดความยั่งยืนให้หลุดจากการเป็นเพียงถ้อยคำในงานสัมมนา ไปสู่การปฏิบัติจริงแม้ในอีเวนต์ขนาดใหญ่
บูธเชียงรายและพะเยาในเวทีใหญ่ของประเทศ
เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าบูธเชียงรายและพะเยาในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 มีความหมายมากกว่าพื้นที่ออกบูธขายสินค้า เพราะเป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ระดับพร้อมกัน
ระดับแรก คือการเปลี่ยนผ่านของ เมืองรอง ที่ไม่ได้รอให้คนแวะผ่านอีกต่อไป แต่เริ่มแสดงตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจนผ่านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง
ระดับที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านของ นโยบายท่องเที่ยวไทย ที่พยายามขยับจากการตลาดเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า ยกระดับมาตรฐาน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
ระดับที่สาม คือการเปลี่ยนผ่านของ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนผู้ประกอบการ ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่ แต่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจจริงในท้องถิ่นออกมาเป็นผู้เล่าเรื่องจังหวัดของตัวเองต่อหน้าผู้บริโภคโดยตรง
ในความหมายนี้ บูธเชียงรายและพะเยาจึงเป็นมากกว่าจุดชิม จุดช้อป หรือจุดเช็กอินในงาน หากเป็นภาพย่อส่วนของทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่พยายามทำให้การเดินทางมีทั้งความสุข คุณค่า รายได้ และความยั่งยืนอยู่ในเรื่องเดียวกัน และถ้าการผลักดันนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็อาจไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกของนักเดินทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจุดหมายที่ถูกตั้งใจเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- ข้อมูลจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย เ
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา















































































