Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่โป่งผา เร่งปั้นหนองน้ำพุเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวรับสงกรานต์ ชูยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่แม่สายและเสริมสร้างสุขภาพชุมชน

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่โป่งผา เร่งปั้นหนองน้ำพุเป็นแลนด์มาร์กรับสงกรานต์ ควบคู่เปิดกีฬาชุมชนย้ำยุทธศาสตร์เมืองน่าอยู่แม่สาย

เชียงราย,28 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของอำเภอแม่สายที่หลายคนคุ้นตาในฐานะประตูหน้าด่านการค้าและการเดินทางชายแดน กำลังถูกเล่าใหม่ด้วย “พื้นที่” ที่ตั้งใจให้คนอยู่ได้ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอยากแวะมานานขึ้น ไม่ใช่เพียงผ่านทาง ล่าสุดการลงพื้นที่ของผู้บริหารท้องถิ่นระดับจังหวัดและตำบลในตำบลโป่งผา สะท้อนความพยายามยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่ทุกพื้นที่เผชิญร่วมกัน คือทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ลงพื้นที่หนองน้ำพุ วางหมากรับสงกรานต์

ช่วงเวลา 10.45 น. ของวันเดียวกัน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ร่วมกับนางมลธิชา ไชยบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย เขต 6 และ ดร.ณัชชา กันทะดง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา เพื่อวางแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว ณ “หนองน้ำพุ” สวนสาธารณะและแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลโป่งผา โดยเป้าหมายระยะใกล้ชัดเจน คือเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

“หนองน้ำพุ” ถูกวางบทบาทให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่บนเนื้อที่กว่า 82 ไร่ มีองค์ประกอบตั้งแต่พื้นที่ออกกำลังกาย เส้นทางเดินวิ่ง พื้นที่พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ไปจนถึงจุดถ่ายภาพและลานกิจกรรมที่รองรับงานเทศกาลของชุมชนในอนาคต ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

ในมุมการพัฒนาเชิงนโยบาย ภาพของหนองน้ำพุไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดดเดี่ยว เพราะโครงการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกนำเสนอในกรอบงานภาครัฐด้านการพัฒนาเมืองและพื้นที่สาธารณะ โดยสื่อกระแสหลักรายงานว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองมีบทบาทส่งมอบความสำเร็จโครงการพัฒนา “หนองน้ำพุ” ตำบลโป่งผาในฐานะพื้นที่เพื่อสุขภาพและการใช้ประโยชน์สาธารณะ พร้อมคาดหวังให้ท้องถิ่นดูแลต่ออย่างยั่งยืน

เมื่ออ่านสัญญาณนี้ร่วมกับการลงพื้นที่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จึงเห็นทิศทางที่ชัดขึ้นว่า เป้าหมายไม่ได้หยุดแค่การทำให้มีสวนสวยขึ้นอีกแห่ง แต่กำลังพยายามทำให้พื้นที่สาธารณะกลายเป็นกลไกเศรษฐกิจชุมชนและกลไกดูแลผู้คนในระยะยาว

สงกรานต์ไม่ใช่แค่เทศกาล แต่เป็นสนามแข่งขันของเมืองท่องเที่ยว

การเตรียมรับสงกรานต์ในระดับพื้นที่ มีนัยมากกว่าการจัดงานให้คึกคัก เพราะสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่เม็ดเงินและการเดินทางกระจายตัวสูง เมืองที่มีพื้นที่กิจกรรมพร้อม มีจุดเช็กอินใหม่ และมีระบบรองรับที่ดี ย่อมได้เปรียบในการดึงนักท่องเที่ยวให้ “แวะและใช้เวลา” มากขึ้น

ภาครัฐเองตั้งเป้าการท่องเที่ยวในประเทศปี 2569 ที่ 180 ล้านคนครั้ง และมูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศกำลังขยับเกมเพื่อแย่งส่วนแบ่งการเดินทางของคนไทย ในบริบทนี้ หนองน้ำพุจึงถูกวางให้เป็นทั้งปอดของชุมชนและเป็นหน้าต่างต้อนรับผู้มาเยือน โดยเฉพาะพื้นที่แม่สายที่มีศักยภาพเชิงทำเลและเรื่องราวชายแดนเป็นทุนเดิม

อย่างไรก็ตาม การทำให้แลนด์มาร์กใหม่ “ยืนระยะ” ไม่ได้ขึ้นกับทิวทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการออกแบบการใช้ประโยชน์ให้คนทุกวัยเข้าถึงได้จริง ตั้งแต่ผู้สูงอายุที่ต้องการพื้นที่เดินออกกำลังแบบปลอดภัย เด็กและเยาวชนที่ต้องการพื้นที่กิจกรรม ไปจนถึงผู้ค้ารายย่อยที่ต้องการโอกาสทางรายได้ในวันที่คนมาเยือนหนาแน่น

กีฬาเป็นอีกด้านของสมการเมืองน่าอยู่

ก่อนลงพื้นที่หนองน้ำพุ ในเวลา 08.30 น. นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดโครงการจัดการแข่งขันกีฬาตำบลโป่งผา ประจำปีงบประมาณ 2569 ณ สนามกีฬากลางตำบลโป่งผา โดยมี ดร.ณัชชา กันทะดง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งผา คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมกิจกรรม ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

สาระของโครงการกีฬาในครั้งนี้ถูกระบุชัดในกรอบสังคมและสุขภาพ คือสร้างความสามัคคีปรองดอง ส่งเสริมให้เยาวชน ประชาชน และผู้สูงอายุออกกำลังกาย ลดโรค ลดการใช้เวลาว่างไปกับอบายมุข และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชน ตามข้อมูลที่หน่วยงานในพื้นที่จัดทำและแนบมา

หากมองในภาพใหญ่ นี่คือการขยับ “นโยบายสุขภาวะ” ให้จับต้องได้ ด้วยกิจกรรมที่คนเข้าร่วมได้ทันที และเป็นเครื่องมือรวมผู้คนได้จริง มากกว่าการรณรงค์เชิงคำพูด

ด้านมาตรฐานสากล องค์การอนามัยโลกให้ข้อแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 ถึง 300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือกิจกรรมระดับหนัก 75 ถึง 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพ เมื่อวางมาตรฐานนี้ขนานกับกิจกรรมกีฬาในตำบล จึงเห็นความหมายที่ลึกกว่าแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการขยับร่างกายและพื้นที่ทางสังคมที่เกื้อหนุนกัน

เมื่อพื้นที่สีเขียวเจอกีฬา เมืองได้ทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ

ภาพที่เกิดขึ้นในตำบลโป่งผาในวันเดียวกัน คือการเดิน 2 ขาพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการยกระดับพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ให้เป็นแลนด์มาร์กและพื้นที่กิจกรรมเพื่อรองรับเทศกาลท่องเที่ยว อีกขาหนึ่งคือการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ลดปัญหาสังคม และส่งเสริมสุขภาวะ

สองขานี้เชื่อมกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะแลนด์มาร์กจะมีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อมีคนใช้พื้นที่จริง มีชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ และมีปฏิทินกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ไม่ให้พื้นที่สวยแต่เงียบ ขณะเดียวกัน กีฬาและกิจกรรมชุมชนจะยั่งยืนขึ้นเมื่อมีสถานที่รองรับที่เหมาะสม ปลอดภัย และเข้าถึงได้

ในเชิงยุทธศาสตร์ท้องถิ่น การเตรียมรับสงกรานต์ด้วยแลนด์มาร์กใหม่คือการเพิ่ม “เหตุผลในการเดินทาง” ของนักท่องเที่ยว ส่วนการจัดกีฬาชุมชนคือการเพิ่ม “คุณภาพการอยู่ร่วมกัน” ของคนในพื้นที่ หากทำให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ เมืองชายแดนอย่างแม่สายจะไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงจุดผ่าน แต่เป็นพื้นที่ที่คนอยากอยู่และอยากกลับมา

ประเด็นที่ชุมชนและผู้มาเยือนควรจับตาหลังจากนี้

แม้การลงพื้นที่และการเปิดกิจกรรมจะเป็นสัญญาณบวก แต่ความท้าทายที่จะทำให้ผลลัพธ์เกิดจริงยังอยู่ในรายละเอียด เช่น การบริหารจัดการความสะอาด ความปลอดภัย การจัดระเบียบการใช้พื้นที่ในช่วงเทศกาล การคุมความหนาแน่นของกิจกรรมให้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมของชาวบ้านให้รู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่มากกว่าผู้มาใช้ชั่วคราว

อีกด้านหนึ่ง การทำให้กีฬาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคมต้องอาศัยความต่อเนื่อง และการออกแบบให้คนทุกวัยเข้าร่วมได้จริง ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดงาน เมื่อกิจกรรมจบแล้วควรมีระบบสนับสนุนต่อ เช่น ชมรมกีฬา การใช้พื้นที่ฝึกซ้อมประจำ หรือกิจกรรมสุขภาพที่สอดรับกับชีวิตประจำวันของคนทำงานและผู้สูงอายุ

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที

ประชาชนในพื้นที่สามารถเริ่มต้นจากเรื่องง่ายแต่มีพลัง คือชวนกันใช้พื้นที่สาธารณะอย่างรับผิดชอบ รักษาความสะอาด เคารพกติกาพื้นที่ และร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในช่วงเทศกาล ขณะที่ผู้ปกครองและโรงเรียนสามารถต่อยอดจากกิจกรรมกีฬาไปสู่การสร้างวินัยการออกกำลังกายของเด็กและเยาวชนให้สม่ำเสมอ ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเตรียมสินค้าหรือบริการที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนอยู่ในชุมชนมากขึ้น

ท้ายที่สุด ภาพของหนองน้ำพุที่กำลังถูกปั้นขึ้น และภาพของสนามกีฬาที่คนหลายวัยลงมาเคลื่อนไหวพร้อมกันในเช้าวันเดียวกัน กำลังบอกเล่าแนวคิดเดียวกันอย่างชัดเจน เมืองที่น่าอยู่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นของทุกคน และทำให้กิจกรรมของชุมชนเป็นเครื่องมือดูแลกันได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thailand.go.th
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เตรียมเปิดรันเวย์ต้อนรับ K-Mile Air พฤษภาคม 2569 นี้ มุ่งสร้างฐานโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคเชื่อมต่อสามทวีป

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์การบินโลก เปิดทาง K-Mile Air เชื่อมจีน-อินเดีย-ตะวันออกกลาง เริ่มพฤษภาคม 2569

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2569 – จุดเปลี่ยนของสนามบินภูมิภาค สู่โครงข่ายเศรษฐกิจระดับโลก ท่ามกลางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่อาจเปลี่ยนบทบาทของจังหวัดชายแดนภาคเหนือแห่งนี้ จากสนามบินที่เคยเน้นภารกิจรองรับนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินภายในประเทศ สู่การเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางอากาศระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นาวาอากาศเอกสกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญระดับ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากบริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ผู้ประกอบการสายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ พร้อมด้วยคณะจากบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้านการบิน เพื่อหารือเตรียมความพร้อมด้านปฏิบัติการบินและสำรวจพื้นที่เช่า รองรับการเปิดปฏิบัติการบินขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยความถี่ 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่เท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ภาคเหนือ และประเทศไทยในภาพรวม

เปิดเครือข่ายเส้นทางบิน เชื่อมสามภูมิภาคเศรษฐกิจหลักของโลก

แผนปฏิบัติการของ K-Mile Air ที่เตรียมเปิดในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้กำหนดเส้นทางบินสำคัญ 3 เส้นทาง ซึ่งเชื่อมโยงเชียงรายเข้ากับศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของโลก ได้แก่

  • เส้นทางเชียงราย – เซินเจิ้น – เชียงราย
  • เส้นทางเชียงราย – นิวเดลี – เชียงราย
  • เส้นทางเซินเจิ้น – เชียงราย – อาบูดาบี

เส้นทางดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การวางตำแหน่งเชียงรายให้เป็นจุดแวะพักและจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าในเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเส้นทางเซินเจิ้น – เชียงราย – อาบูดาบี ซึ่งเชื่อมต่อจีนตอนใต้ ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

นครเซินเจิ้นของจีนเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการผลิตระดับโลก โดยมีมูลค่าการค้าต่างประเทศสูงถึง 4.12 ล้านล้านหยวนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ขณะที่นครอาบูดาบีเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและการบินที่เชื่อมโยงยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ส่วนกรุงนิวเดลีของอินเดียเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียใต้

การเชื่อมต่อทั้งสามภูมิภาคผ่านเชียงรายจึงทำให้สนามบินแห่งนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเครือข่ายการค้าโลก

Lay Over และ Self-Line Maintenance จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการบินเชิงเทคนิค

ในระยะเริ่มต้น ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จะรองรับการปฏิบัติการในลักษณะการแวะพักอากาศยาน และการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับเบื้องต้นโดยสายการบินเอง

การแวะพักอากาศยานมีบทบาทสำคัญในระบบโลจิสติกส์ทางอากาศ เนื่องจากช่วยให้เครื่องบินสามารถเติมเชื้อเพลิง ตรวจสอบระบบ และเตรียมพร้อมสำหรับการบินระยะไกลได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เช่น Boeing 767-300BCF ซึ่งมีความสามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดประมาณ 54 ตัน และมีพิสัยการบินสูงสุดประมาณ 6,105 กิโลเมตร

การซ่อมบำรุงระดับ Self-Line Maintenance ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องส่งเครื่องบินกลับไปยังฐานซ่อมบำรุงหลักที่สนามบินอื่น และยังช่วยเพิ่มความพร้อมของอากาศยานในการปฏิบัติการบินต่อเนื่อง

K-Mile Air สายการบินขนส่งสินค้าแห่งแรกของไทย กับเครือข่ายระดับโลก

บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 และเริ่มดำเนินการบินในปี 2549 โดยเป็นสายการบินขนส่งสินค้าด่วนพิเศษแห่งแรกของประเทศไทย

บริษัทมีฝูงบินประกอบด้วยเครื่องบิน Boeing 737-400SF, Boeing 737-800BCF และ Boeing 767-300BCF ซึ่งสามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่ 19 ตัน ถึง 54 ตันต่อเที่ยวบิน

ในปี 2557 บริษัทได้รับการลงทุนจากกลุ่ม ASL Aviation Holdings ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการบินระดับโลกที่มีฝูงบินมากกว่า 160 ลำ และมีเครือข่ายครอบคลุมยุโรป แอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย

การสนับสนุนจากเครือข่ายระดับโลกดังกล่าว ทำให้ K-Mile Air สามารถขยายเครือข่ายการบินและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์ทางอากาศได้อย่างต่อเนื่อง

บทบาทของบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด ในการสนับสนุนการบิน

บริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้านการบินที่มีประสบการณ์ในประเทศไทย โดยให้บริการแก่สายการบินมากกว่า 90 แห่ง และรองรับเที่ยวบินมากกว่า 70 เที่ยวบินต่อวัน

บริษัทมีบุคลากรมากกว่า 700 คน และให้บริการในสนามบินหลักหลายแห่ง เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และเชียงราย

บริการของบริษัทครอบคลุมการขนถ่ายสินค้า การควบคุมการปฏิบัติการบิน และการดูแลอุปกรณ์ภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรองรับการบินขนส่งสินค้า

สถิติสนามบินเชียงราย สะท้อนศักยภาพการเติบโต

ข้อมูลจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รองรับผู้โดยสารจำนวน 1.93 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.97 จากปีก่อนหน้า

จำนวนเที่ยวบินอยู่ที่ 12,855 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.83

แม้ว่าปริมาณสินค้าทางอากาศจะอยู่ที่ 896,002 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 5.44 แต่การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ในปี 2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในระดับประเทศ สนามบินทั้ง 6 แห่งของ AOT รองรับผู้โดยสารรวม 125.99 ล้านคน และมีปริมาณสินค้าทางอากาศกว่า 1.64 ล้านตัน

โครงการพัฒนา 5.7 พันล้านบาท เตรียมรองรับอนาคต

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ได้อนุมัติโครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 มูลค่า 5.7 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนต่อปี

โครงการประกอบด้วย

  • การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่
  • การขยายทางวิ่งและหลุมจอดเครื่องบิน
  • การจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการบินขนส่งสินค้าและการบินระหว่างประเทศ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์

การเปิดเส้นทางบินขนส่งสินค้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าเทคโนโลยี

การขนส่งทางอากาศมีความสำคัญสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและต้องการความรวดเร็ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์ และสินค้าเกษตรสด

ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ระบุว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 71.6 ล้านตันในปี 2569

เชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในเศรษฐกิจโลก

การเปิดปฏิบัติการบินของ K-Mile Air ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของประเทศไทย

การเชื่อมต่อเชียงรายกับศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การพัฒนานี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อศักยภาพของเชียงราย และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้จังหวัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์การบินระดับภูมิภาคในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานสถิติการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ข้อกำหนดการซ่อมบำรุงอากาศยาน TCAR Part 145
  • สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ รายงานแนวโน้มการขนส่งสินค้าทางอากาศปี 2569
  • ข้อมูลจากการหารือระหว่างท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กับบริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด และบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ยกระดับการสื่อสารภาครัฐเชียงราย สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบปี 2569 ผนึก 5 มิติสำคัญ เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่การปฏิบัติถึงประชาชน

ยกระดับการสื่อสารภาครัฐเชียงราย สู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม


เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจฐานราก ภาระค่าครองชีพ และโจทย์ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่รุกคืบทุกปี จังหวัดเชียงรายกำลัง “ขยับหมาก” สำคัญในสมรภูมิที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือการสื่อสารภาครัฐให้ทันโลก ทันประชาชน และทันสถานการณ์ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเดินทางถึงบ้านเรือนอย่างมีความหมาย ไม่ใช่แค่ผ่านไปตามรอบข่าว

แกนกลางของการขับเคลื่อนครั้งนี้อยู่ที่การประชุมคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัดของเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องพวงแสด ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเป็นเจ้าภาพ และนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายรุจติศักดิ์ รังสี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยนายอธิชัย ต้นกันยา ประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย คณะอนุกรรมการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภาพรวมยุทธศาสตร์สื่อสารจังหวัด เชื่อมยุทธศาสตร์ชาติ สู่เรื่องใกล้ตัวประชาชน

สาระสำคัญที่ที่ประชุมหยิบขึ้นมาวางเป็น “กรอบสื่อสาร” คือการทำให้ประเด็นระดับประเทศลงสู่ระดับจังหวัดอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ รวม 17 เรื่องหลัก และ 34 เรื่องย่อย เพื่อให้ทุกหน่วยงานสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน ลดความสับสน และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน

กรอบ 5 มิติดังกล่าวประกอบด้วย

  1. มิติที่หนึ่ง เศรษฐกิจ มุ่งกระตุ้นการใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
  2. มิติที่สอง สังคมและวัฒนธรรม เน้นสวัสดิการสังคม ระบบสาธารณสุข และความเท่าเทียม
  3. มิติที่สาม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็มสองจุดห้า และการรับมือภัยพิบัติ
  4. มิติที่สี่ ความมั่นคงและการเมืองการปกครอง ผลักดันการป้องกันยาเสพติด ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และต่อต้านคอร์รัปชัน
  5. มิติที่ห้า การบริหารภาครัฐ มุ่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเพื่อยกระดับบริการประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหยิบประเด็นสื่อสารด้านต่างประเทศ 4 เรื่องสำคัญ ครอบคลุมเสถียรภาพและความมั่นคง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ทุนทางศิลปวัฒนธรรม และสิทธิความเท่าเทียม เพื่อให้การสื่อสารจังหวัดเชื่อมโยงภาพใหญ่ในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น

จากกรอบสื่อสารสู่แผนปฏิบัติการ ย้ำโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและช่องว่างการรับรู้

อีกหนึ่งหัวใจของการประชุมคือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์แห่งชาติระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2569 พร้อมทั้งการวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และปัญหาการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ และเสนอให้ “เพิ่มแผนสื่อสารด้านการสร้างการรับรู้ภัยพิบัติในพื้นที่” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที

ข้อเสนอให้เติมมิติภัยพิบัติ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากสะท้อนประสบการณ์จริงของภาคเหนือที่ต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน น้ำหลาก และความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว การสื่อสารที่เร็วแต่ไม่ชัด อาจทำให้ความตื่นตระหนกวิ่งนำหน้าความจริง ขณะเดียวกันการสื่อสารที่ช้าเกินไปก็ทำให้ต้นทุนความเสียหายสูงขึ้น นี่คือ “ช่องว่าง” ที่การประชาสัมพันธ์ยุคใหม่ต้องแก้ให้ได้

เชียงรายเสนอทำโบรชัวร์มรดกธรรมชาติและวัฒนธรรม ย้ำภาพลักษณ์จังหวัดเชิงบวก

ที่ประชุมยังเสนอแนวคิดจัดทำโบรชัวร์ประชาสัมพันธ์มรดกทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ ความภาคภูมิใจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของเชียงรายสู่สาธารณชน

ในเชิงนัยยะ นี่ไม่ใช่แค่งานสื่อสิ่งพิมพ์ แต่เป็นการยกระดับ “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้กลายเป็นภาษากลางที่สื่อสารได้ทั้งกับคนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และคนทำงานภาคบริการ การทำให้เรื่องดี ๆ ของเชียงรายเล่าได้ง่าย ชัด และน่าเชื่อถือ คืออีกหนึ่งกลไกที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจชุมชนได้ในระยะยาว

เมื่อสื่อสารจังหวัดต้องเดินคู่การสื่อสารประเทศ นโยบายสุขภาพดิจิทัลกลายเป็นโจทย์ร่วม

ท่ามกลางการวางกรอบสื่อสารระดับจังหวัด กระแสข่าวระดับประเทศในช่วงเวลาใกล้กันสะท้อนว่า “สุขภาพ” กำลังกลายเป็นวาระสื่อสารหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายด้านบริการสุขภาพและดิจิทัล ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างชัดเจนในข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐเรื่องการเดินหน้านโยบายฟอกไตฟรีทุกแห่ง และการพัฒนาระบบสุขภาพดิจิทัล

สาระที่ถูกสื่อสารในระดับประเทศระบุความคืบหน้าสำคัญ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกลที่พร้อมให้บริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลครบ 10,910 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐานการรักษามะเร็ง โดยประเทศไทยมีเครื่องฉายรังสี 138 เครื่อง และมีอัตราส่วนเครื่องต่อประชากรหนึ่งเครื่องต่อประชากร 471,068 คน พร้อมแผนเพิ่มเครื่องในช่วงปี 2570 ถึง 2573 อีก 21 เครื่อง และระยะยาวเพิ่มอีก 61 เครื่อง

ในมุมของเชียงราย นโยบายลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะภูมิประเทศที่มีพื้นที่ห่างไกลและชุมชนบนดอย ทำให้ความสามารถในการเข้าถึงบริการคือ “ตัวแปรสำคัญ” ของคุณภาพชีวิต การสื่อสารให้ประชาชนรู้สิทธิ รู้ช่องทาง และรู้วิธีใช้บริการ จึงมีผลจริงต่อชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากการสร้างถนนหรือเพิ่มรถพยาบาล

แกนสื่อสารสำคัญในปี 2569 ทำไมต้องเน้นข้อมูลที่ตรวจสอบได้และเข้าใจง่าย

ประเด็นที่หลายจังหวัดเผชิญเหมือนกันคือ ประชาชนมีทักษะรับข่าวสารสูงขึ้นและตั้งคำถามมากขึ้น การสื่อสารแบบบอกให้เชื่อจึงได้ผลน้อยลง ขณะที่การสื่อสารที่ยอมรับข้อจำกัด เปิดเผยข้อมูลที่มาที่ไป และอธิบายอย่างเป็นระบบ มักสร้างความไว้วางใจได้มากกว่า

กรอบ 5 มิติของเชียงรายจึงถูกมองได้ว่าเป็น “แผนที่” ที่จะช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่หลงทางในการสื่อสาร และช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และบริการรัฐ เชื่อมถึงกันอย่างไรในชีวิตจริง

โจทย์ใหญ่ที่ซ่อนอยู่หลังข่าว เด็กเกิดลดต่ำและสังคมสูงวัยเร่งให้รัฐต้องสื่อสารแบบใหม่

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้การสื่อสารรัฐต้องยกระดับ คือโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ถูกเผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนว่าในปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ราว 4.1 แสนคน ต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี

เมื่อเด็กเกิดน้อยลง วัยแรงงานหดตัว ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความต้องการบริการสุขภาพและสวัสดิการจะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว นั่นทำให้ “การสื่อสารบริการ” มีความสำคัญพอ ๆ กับ “การมีบริการ” เพราะต่อให้รัฐมีนโยบายดีเพียงใด หากประชาชนไม่รู้ ไม่เข้าใจ หรือเข้าถึงไม่ได้ ผลลัพธ์ก็ไม่เกิด

บทบาทคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ระดับจังหวัด กลไกเชื่อมจากนโยบายสู่การปฏิบัติ

การประชุมคณะอนุกรรมการฯ จึงมีน้ำหนักในฐานะกลไกบูรณาการ ไม่ใช่เวทีแลกข่าว แต่คือการจัดระบบให้หน่วยงานในจังหวัดเดินไปด้วยกัน ตั้งแต่การคัดเลือกประเด็น วิธีเล่า วิธีเผยแพร่ ไปจนถึงการวัดผลว่าประชาชน “รับรู้และทำได้จริง” หรือไม่

ในทางปฏิบัติ ความท้าทายของเชียงรายคือการสื่อสารกับประชาชนหลายกลุ่มในพื้นที่เดียว ทั้งคนเมือง ชุมชนชนบท ชุมชนชาติพันธุ์ ผู้สูงอายุ แรงงานภาคเกษตร และผู้ประกอบการท่องเที่ยว การทำให้สารเดียวกัน “เข้าใจได้หลายแบบ” คือโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ การออกแบบสื่อ และความร่วมมือกับเครือข่ายในพื้นที่

เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และเอสเอ็มอี เมื่อข้อมูลคือเครื่องมือประคองรายได้

ในมิติเศรษฐกิจ การสื่อสารเรื่องลดค่าครองชีพ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนเอสเอ็มอี มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง ตั้งแต่การเลือกเดินทาง การจับจ่าย ไปจนถึงการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ

หากสื่อสารชัด ประชาชนจะรู้ว่าต้องไปติดต่อที่ไหน ใช้เอกสารอะไร และอยู่ในเงื่อนไขแบบใด ลดการเสียเวลาเดินเรื่อง ลดต้นทุนที่มองไม่เห็น และลดความรู้สึกว่าเข้าถึงรัฐยาก ซึ่งทั้งหมดคือ “คุณภาพชีวิต” ในอีกความหมายหนึ่ง

สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ เพิ่มหัวข้อสื่อสารให้ทันเหตุการณ์ ลดความเสี่ยงก่อนความเสียหาย

มติให้เพิ่มแผนสื่อสารด้านการรับรู้ภัยพิบัติ สะท้อนบทเรียนของพื้นที่ที่ต้องรับมือเหตุฉุกเฉินซ้ำ ๆ การสื่อสารที่ดีควรทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ต้องเตรียมอะไร และเมื่อเกิดเหตุจริงต้องเชื่อข้อมูลจากช่องทางใด

การสื่อสารเชิงป้องกันมักไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความสูญเสียได้มากที่สุด และยังลดภาระงานของหน่วยกู้ภัยและบุคลากรภาครัฐในช่วงวิกฤต

รัฐบาลดิจิทัลจากคำสู่การใช้งานจริง เมื่อประชาชนต้องรู้วิธีใช้ ไม่ใช่แค่รู้ว่ามี

ในมิติการบริหารภาครัฐ การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัลจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประชาชนใช้เป็น ใช้ได้ และใช้แล้วดีขึ้นจริง นโยบายด้านสุขภาพดิจิทัลที่ถูกสื่อสารในระดับประเทศจึงเป็นตัวอย่างชัดว่า “ระบบพร้อม” ยังไม่พอ ต้องมีการสื่อสารให้ประชาชนเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตและทักษะดิจิทัล

เชียงรายวางแผนสื่อสารใหม่เพื่อให้รัฐเข้าใกล้ประชาชนมากขึ้น

การประชุมเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จบลงที่เอกสารแผน แต่เปิดภาพให้เห็นทิศทางว่าเชียงรายกำลังพยายามทำให้การสื่อสารภาครัฐ “เป็นบริการสาธารณะ” ที่จับต้องได้ ตั้งแต่เศรษฐกิจ สวัสดิการ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย ไปจนถึงภาพลักษณ์ของจังหวัด

ในปีที่โจทย์ประชากรสูงวัยชัดขึ้น เด็กเกิดลดต่ำ และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมกดดันมากขึ้น การสื่อสารที่ถูกต้อง ทันเวลา และตรวจสอบได้ จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้น ลดความสับสน ลดต้นทุนชีวิต และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐในระดับพื้นที่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Hfocus รายงานประเด็นเด็กเกิดต่ำสุดในรอบเกือบ 75 ปี อ้างข้อมูลปี 2568 เผยแพร่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
  • Bangkok Business News
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

รัฐเร่งคลี่คลายความกังวลสารหนูแม่น้ำกก ยืนยันน้ำประปายังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าตรวจซ้ำเชิงรุกเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

สารหนูแม่น้ำกก: ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานรัฐ และคำแนะนำการปฏิบัติตนที่ถูกต้องสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2569 – กระแสกังวลเรื่องสารหนูในลุ่มน้ำกกที่ปะทุขึ้นจากผลตรวจในเล็บและเส้นผมของประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของการสื่อสารสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด เมื่อประชาชนจำนวนมากต้องการ “คำตอบที่ตรวจสอบได้” มากกว่าถ้อยแถลงเชิงยืนยันแบบสั่งให้เชื่อ ขณะที่หน่วยงานรัฐยืนยันผลตรวจคุณภาพน้ำและน้ำประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเดินหน้าเฝ้าระวังต่อเนื่องและตรวจซ้ำเพื่อคลี่คลายความไม่แน่นอนของข้อมูล

ท่ามกลางวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำที่ผูกพันกับการใช้น้ำ การประมง และการท่องเที่ยว ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ลามไปถึงเศรษฐกิจฐานราก ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และภาพลักษณ์จังหวัด หน่วยงานรัฐจึงต้องเดินบนเส้นทางที่แคบระหว่าง “ไม่ทำให้ตื่นตระหนก” กับ “ไม่ทำให้ชะล่าใจ” และต้องทำให้สังคมเห็นกระบวนการกำกับความเสี่ยงที่โปร่งใส

จุดเริ่มต้นของความกังวล เมื่อผลตรวจคนดังขึ้นก่อนผลตรวจน้ำ

ประเด็นเริ่มจากข้อมูลการศึกษาของทีมนักวิชาการในพื้นที่ ซึ่งนำเสนอผลตรวจพบสารหนูสะสมในตัวอย่างเล็บและเส้นผมของประชาชนบางกลุ่มริมแม่น้ำกก จนเกิดคำถามใหญ่สองชั้นในสังคม

ชั้นแรก คือ สารหนูที่พบสะท้อนการรับสัมผัสจริงในร่างกายมากน้อยแค่ไหน
ชั้นที่สอง คือ หากมีการรับสัมผัสจริง สารหนูนั้นเป็นชนิดใด และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับไหน

ความกังวลยิ่งชัด เมื่อข่าวแพร่กระจายในวงกว้างผ่านสื่อและโซเชียล ทำให้หน่วยงานด้านปกครอง สิ่งแวดล้อม และสาธารณสุขต้องเร่งตั้งวงตรวจสอบและสื่อสารข้อมูลเชิงวิชาการให้ประชาชนเข้าใจบนฐานข้อเท็จจริง

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งตั้งกรอบตรวจซ้ำ และกำชับสื่อสารให้เข้าใจง่าย

ในระดับจังหวัด นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พร้อมให้ข้อสังเกตต่อข้อมูลวิจัยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยรบกวน โดยเฉพาะประเด็นการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชก่อนเก็บตัวอย่าง ซึ่งอาจกระทบต่อความแม่นยำของผลตรวจ และได้มอบหมายให้ตรวจสอบซ้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลารายงานผลเพื่อสร้างความชัดเจนในสังคม

ทิศทางนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การยืนยันความปลอดภัยในยุคที่ประชาชนมีทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลสูง ต้องมาพร้อมการเปิดเผยกระบวนการตรวจสอบ ไม่ใช่จบที่ประโยคสั้น ๆ ว่า “ปลอดภัยแล้ว”

กระทรวงสาธารณสุขย้ำ น้ำและประปาหมู่บ้านยังอยู่ในเกณฑ์ พร้อมขยายการเฝ้าระวังคนกลุ่มเสี่ยง

ด้านกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าหน่วยงานในพื้นที่รายงานผลการตรวจเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกกและน้ำประปาหมู่บ้าน พบว่าระดับสารหนูยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จึงประเมินว่าโดยรวมประชาชนยังสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่มการตรวจเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่ยงผ่านตัวอย่างปัสสาวะ รวมถึงตรวจการปนเปื้อนในอาหาร และติดตามคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของท่าที สธ. คือ “เฝ้าระวังเข้มขึ้น” ไม่ใช่ “ปิดประเด็น” เพราะแม้ผลตรวจที่มีอยู่จะยังไม่ชี้ความเสี่ยงเฉียบพลัน แต่ความตื่นตัวของสังคมคือสัญญาณว่าระบบเฝ้าระวังต้องละเอียดขึ้นและสื่อสารให้รอบด้าน

กรมควบคุมมลพิษสรุปตรวจน้ำต่อเนื่อง 15 ครั้ง และชี้จุดเฝ้าระวังพิเศษ

ฝั่งสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษรายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องรวม 15 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยผลการตรวจครั้งล่าสุดช่วง 13 ถึง 16 มกราคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ถึงอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่าค่าสารหนูส่วนใหญ่ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ยกเว้นบางจุดบริเวณสะพานท่าตอนและบ้านแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่เกินมาตรฐานเล็กน้อยอยู่ราว 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่โลหะหนักอื่น ๆ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นภาพแบบแผนสองเรื่องพร้อมกัน
เรื่องแรก คือ ภาพรวมยังไม่ใช่วิกฤตทั่วลำน้ำ
เรื่องที่สอง คือ มีจุดเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องและสื่อสารให้ชุมชนปลายน้ำรับรู้

สสจ.เชียงรายชี้แจงในรายการผู้ว่าฯ พบประชาชน ทำความเข้าใจสารหนูแบบไม่ตื่นตระหนก

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายณรงค์ ลือชา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ชี้แจงผ่านช่องทางของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลที่บ่งชี้ถึงอันตรายต่อสุขภาพประชาชน และอธิบายว่า “สารหนู” พบได้ตามธรรมชาติในดินและแหล่งน้ำ การพบสารหนูจึงไม่ได้หมายถึงอันตรายเสมอไป พร้อมให้ความรู้ว่า สารหนูมีทั้งชนิดอินทรีย์ที่มีพิษต่ำและขับออกได้ กับชนิดอนินทรีย์ที่มีความเป็นพิษสูงและเป็นชนิดที่ต้องเฝ้าระวัง

ในอีกมุมหนึ่ง สสจ.ได้พยายามวางโทนการสื่อสารให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างการยืนยันเชิงสาธารณสุขกับการไม่ปฏิเสธข้อกังวล โดยแนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่งเชื่อถือได้ ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม และเข้ารับการคัดกรองหากมีความกังวล

ผู้เชี่ยวชาญสะท้อนข้อจำกัดของผลตรวจเล็บและผม และเสนอใช้มาตรฐานสากล

ท่ามกลางเสียงหน่วยงานรัฐ นักวิชาการบางส่วนเสนอให้สังคม “เช็กให้ชัวร์ก่อนตระหนก” โดยชี้ว่า การตรวจเล็บและเส้นผมมีประโยชน์ในการสะท้อนการรับสัมผัสย้อนหลัง แต่มีข้อจำกัดสำคัญเรื่องการปนเปื้อนจากภายนอก เช่น น้ำที่ใช้อาบ ดิน ฝุ่น ทำให้ค่าที่วัดได้อาจสูงเกินจริง และที่สำคัญคือ หากไม่ตรวจแบบแยกชนิด จะไม่สามารถบอกได้ว่าสารหนูที่พบเป็นชนิดอนินทรีย์ที่เสี่ยงสูง หรือเป็นชนิดอินทรีย์ที่มักเกี่ยวกับอาหารบางประเภท

แนวคิดนี้สอดคล้องกับเอกสารอ้างอิงสากลหลายฉบับที่ระบุว่า ตัวชี้วัดจากปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจแบบจำแนกชนิด เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินการรับสัมผัสสารหนูระยะใกล้ ขณะที่การใช้เส้นผมและเล็บมีข้อควรระวังเรื่องการปนเปื้อนจากภายนอกและข้อจำกัดด้านการตีความ

เมื่อสังคมฟัง “สองภาษา” พร้อมกัน คือภาษาการบริหารความเสี่ยงของรัฐกับภาษาความไม่แน่นอนของวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ทำให้ทั้งสองภาษาอยู่ร่วมกันได้คือ “ความโปร่งใสของข้อมูล” และ “ความสม่ำเสมอของการสื่อสาร”

กับดักการสื่อสารภาครัฐ สั่งให้เชื่อ กับ พิสูจน์ให้เห็น

บทเรียนชัดของเหตุการณ์นี้คือ ประชาชนจำนวนมากไม่ปฏิเสธข้อมูลรัฐ แต่ต้องการเห็นโครงสร้างข้อมูลและเหตุผลประกอบ เช่น จุดตรวจอยู่ตรงไหน ตรวจเมื่อไร วิธีตรวจอะไร มีค่าความคลาดเคลื่อนอย่างไร และหากมีข้อจำกัดก็ต้องยอมรับตรงไปตรงมา

ในทางปฏิบัติ การสื่อสารว่า “ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ควรเดินคู่กับคำอธิบายว่า มาตรฐานนั้นคืออะไร และอ้างอิงจากอะไร

ตัวอย่างสำคัญคือ การยืนยันว่าประเทศไทยยังยึดค่ามาตรฐานสารหนูในแหล่งน้ำผิวดินที่ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงในช่วงก่อนหน้า และมีการสื่อสารจากหลายสำนักข่าวและหน่วยงานรัฐย้ำว่ามิได้ปรับขึ้นเป็น 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร

เมื่อรัฐสื่อสาร “มาตรฐาน” ควบคู่กับ “ข้อมูลตรวจจริง” และ “แผนตรวจซ้ำ” ความไว้ใจจึงมีโอกาสกลับมา เพราะสังคมเห็นว่าการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักฐาน ไม่ใช่บนความรู้สึก

มาตรการที่เดินหน้าแล้ว เฝ้าระวังคน น้ำ อาหาร และการท่องเที่ยว

จากข้อมูลที่หน่วยงานต่าง ๆ แถลงร่วมกัน ภาพรวมมาตรการถูกวางไว้หลายชั้น ได้แก่

ชั้นเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม
กรมควบคุมมลพิษตรวจคุณภาพน้ำต่อเนื่องและระบุจุดเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่

ชั้นเฝ้าระวังสุขภาพ
กระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้ตรวจปัสสาวะในกลุ่มเสี่ยง ตรวจอาหาร และติดตามระบบน้ำประปาหมู่บ้าน

ชั้นสื่อสารความเสี่ยง
สสจ.เชียงรายให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ลดความตื่นตระหนก และเปิดช่องให้ประชาชนเข้ารับการคัดกรอง

สิ่งที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเฝ้ารอ คือ การรายงานผลตรวจซ้ำที่กำหนดกรอบเวลาให้ชัด และการเปิดเผยข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ชุมชนรู้ว่าจุดไหนควรระวังเป็นพิเศษ และควรปรับพฤติกรรมการใช้น้ำหรือการบริโภคอย่างไรในระยะสั้น

ประเด็นเด่นที่ต้องจับตา ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือความเชื่อมั่นของชุมชน

ตัวเลข 0.011 ถึง 0.012 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่เกินมาตรฐานเล็กน้อยในบางจุด อาจดูเป็นส่วนต่างเพียงเสี้ยว แต่ในโลกความจริง ส่วนต่างเล็ก ๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่ได้ หากการสื่อสารคลุมเครือหรือสังคมรู้สึกว่าข้อมูลไม่ครบ

เชียงรายเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและมีชุมชนริมน้ำจำนวนมาก การทำให้ประชาชน “รู้สึกปลอดภัย” ต้องตั้งอยู่บน “การทำให้ปลอดภัยจริง” และ “การพิสูจน์ให้เห็น” ด้วยข้อมูลตรวจสอบได้

ในเชิงสาธารณสุข การย้ำว่าพบสารหนูได้ตามธรรมชาติเป็นข้อมูลสำคัญ แต่ต้องเดินคู่กับการอธิบายชนิดของสารหนู เส้นทางการรับสัมผัส และเหตุผลที่เลือกใช้ตัวชี้วัดทางชีวภาพแบบใดเป็นหลัก ซึ่งองค์ความรู้สากลสนับสนุนว่าการตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะการตรวจแบบจำแนกชนิด เป็นหัวใจของการตีความความเสี่ยงในระยะใกล้

บทคลี่คลายที่สังคมต้องการ คือการตรวจซ้ำที่ชัด และข้อมูลที่เปิดให้ตรวจสอบได้

เมื่อทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่า “งานวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” แต่ “ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเติมเต็ม” บทคลี่คลายจึงไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าใครถูกใครผิด หากอยู่ที่การทำให้ข้อมูลชุดต่อไปตอบคำถามสองข้อที่ค้างคาในสังคม

ข้อหนึ่ง ค่าที่พบในเล็บและผมเป็นการรับสัมผัสจริงหรือการปนเปื้อนภายนอก
ข้อสอง หากเป็นการรับสัมผัสจริง สารหนูเป็นชนิดใด และสัมพันธ์กับแหล่งรับสัมผัสจากน้ำ อาหาร หรือปัจจัยอื่นอย่างไร

เมื่อคำตอบมาจากการตรวจซ้ำที่ออกแบบวิธีตรวจให้เหมาะกับคำถาม เช่น เพิ่มการตรวจปัสสาวะแบบจำแนกชนิด และรายงานผลเชิงพื้นที่อย่างโปร่งใส ความขัดแย้งทางการรับรู้จะค่อย ๆ ลดลง และเหลือพื้นที่ให้สังคมร่วมกันกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

ข้อปฏิบัติที่ประชาชนทำได้ทันที แบบตื่นตัวแต่ไม่ตระหนก

ภายใต้ข้อมูลที่หน่วยงานรัฐสื่อสารต่อสาธารณะ แนวทางที่ประชาชนทำได้ทันทีในช่วงที่ยังเฝ้าระวัง ได้แก่

เลือกใช้น้ำดื่มและน้ำประกอบอาหารจากแหล่งที่ผ่านระบบมาตรฐาน เช่น น้ำประปาที่ได้รับการตรวจเฝ้าระวังตามระบบของพื้นที่
บริโภคอาหารอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการเลือกบริโภคให้ถูกสุขลักษณะ และติดตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข
หากกังวลเรื่องสุขภาพ เข้ารับคำปรึกษาและคัดกรองที่หน่วยบริการใกล้บ้าน
ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและสื่อที่อ้างอิงแหล่งข้อมูลตรวจสอบได้ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ระบุที่มา

สาระสำคัญคือ “อย่าด่วนสรุปจากข่าวเพียงชิ้นเดียว” แต่ก็ “อย่าปล่อยให้ความกังวลไร้คำตอบ” เพราะสุขภาพของชุมชนต้องการทั้งความสงบใจและความจริงที่ตรวจสอบได้

เชียงรายกำลังวัดความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใส

กรณีสารหนูในลุ่มน้ำกกไม่ใช่แค่เรื่องค่าตัวเลขในรายงานตรวจวัด หากเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของผู้คนต่อระบบเฝ้าระวังของรัฐ และความสามารถในการแปลภาษาวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนเข้าใจได้

วันนี้ หน่วยงานรัฐยืนยันผลตรวจน้ำและประปาหมู่บ้านโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ พร้อมชี้จุดที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษ และขยับมาตรการไปสู่การตรวจซ้ำและติดตามสุขภาพกลุ่มเสี่ยง

สิ่งที่สังคมรอคอยต่อจากนี้ คือชุดข้อมูลที่ “พิสูจน์ให้เห็น” มากขึ้น เปิดเผยมากขึ้น และตอบคำถามยาก ๆ ให้ได้มากขึ้น เพราะในยุคที่ประชาชนต้องตัดสินใจด้วยข้อมูล ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากคำยืนยันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกระบวนการที่ตรวจสอบได้และสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข ข่าวและรายงานการประชุมเฝ้าระวังสารหนูในแม่น้ำกกและน้ำประปาหมู่บ้าน เผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ วันที่ 26 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ รายงานการตรวจติดตามคุณภาพน้ำแม่น้ำกกต่อเนื่อง 15 ครั้ง และผลตรวจช่วง 13 ถึง 16 มกราคม 2569 เผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ข้อมูลชี้แจงประเด็นสารหนูในแม่น้ำกก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
  • Agency for Toxic Substances and Disease Registry Toxicological Profile for Arsenic อ้างอิงแนวทางตัวชี้วัดการรับสัมผัสและข้อจำกัดของตัวอย่างชีวภาพ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สุสานดอยวง 5,000 ปี เชียงรายดันเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand สัมผัสประวัติศาสตร์โบราณคดีสุดล้ำค่ากับชุมชน

เชียงรายเร่งยกระดับ สุสานดอยวง แหล่งฝังศพยุคหินใหม่อายุ 3,000 ถึง 5,000 ปี สู่ท่องเที่ยวเรียนรู้ Unseen Thailand ชูพลังชุมชนคุมสมดุลอนุรักษ์

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางภูมิประเทศภูเขาลูกเตี้ย ๆ ในตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียงแนวเนินเขาธรรมดากลับซ่อนร่องรอยความเป็นมนุษย์ที่ย้อนไปไกลกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดคิด หลักฐานทางโบราณคดีซึ่งประเมินอายุราว 3,000 ถึง 5,000 ปี กำลังทำให้ชื่อของ สุสานดอยวง และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างดอยเวียง กลับมาอยู่ในสายตาทั้งด้านวิชาการและการท่องเที่ยวอีกครั้ง หลังหน่วยงานด้านท่องเที่ยวระดับกระทรวงลงพื้นที่สำรวจเพื่อผลักดันสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand ที่เน้นทั้งการเรียนรู้และการอนุรักษ์ควบคู่กัน

ในภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่การเปิดจุดท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นโจทย์ร่วมของจังหวัดที่ต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้มรดกที่เปราะบางที่สุดประเภทหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งฝังศพมนุษย์โบราณและโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายตามหน้าดิน กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน โดยไม่แลกกับการสูญเสียหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้

จากไร่นาในหมู่บ้าน สู่จิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ที่ชุมชนเป็นคนต่อชิ้นแรก

เรื่องเล่าของดอยวงเริ่มต้นอย่างเรียบง่ายกว่าที่หลายคนคิด ไม่ได้เริ่มจากห้องแล็บหรือคณะสำรวจที่มีเครื่องมือไฮเทค หากเริ่มจากผู้คนที่ลงมือทำไร่ไถนาตามปกติในบ้านเหล่าพัฒนา หมู่ 22 ตำบลป่าแดด ช่วงราวปี 2553 ชาวบ้านจำนวนหนึ่งพบเศษภาชนะดินเผาอยู่บ่อยครั้ง จนเริ่มตั้งข้อสันนิษฐานกันในชุมชนว่า บริเวณดอยเวียงและดอยวงอาจเป็นพื้นที่โบราณคดี ก่อนติดต่อให้นักโบราณคดีเข้ามาสำรวจและขุดค้น

ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุว่า ชุมชนได้ติดต่ออาจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์ นักโบราณคดี เข้าสำรวจพื้นที่ และด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของหลักฐาน ชาวบ้านร่วมกันก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่พบระหว่างทำเกษตรกรรมและจากการสำรวจบนดอยเวียงดอยวง โดยใช้อาคารศูนย์การเรียนรู้ตำบลป่าแดดเป็นสถานที่จัดแสดง

การเริ่มต้นจากชุมชนทำให้รูปแบบการอนุรักษ์ของดอยวงมีความหมายพิเศษ เพราะเป็นภาพสะท้อนว่าการปกป้องมรดกไม่ได้เกิดจากคำสั่งบนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่เกิดจากความรู้สึกร่วมว่า สิ่งที่อยู่ใต้เท้าของคนในพื้นที่มีคุณค่าเกินกว่าจะปล่อยให้หายไปอย่างเงียบ ๆ

สุสานยุคหินใหม่และพิธีกรรมฝังศพที่สะท้อนความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรายงานข่าวท้องถิ่นที่อ้างอิงการลงพื้นที่ ระบุสอดคล้องกันว่า ดอยวงเป็นพื้นที่ที่พบหลักฐานทางโบราณคดีอายุราว 3,000 ถึง 5,000 ปี ทั้งในมิติประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน

ภาพที่ปรากฏในพื้นที่ คือเนินเขาที่พบหลุมฝังศพมนุษย์โบราณจำนวนมาก พร้อมเครื่องปั้นดินเผาและสิ่งของเครื่องใช้ ซึ่งสะท้อนพิธีกรรมและความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ขณะเดียวกันมีการอนุรักษ์หลุมสำคัญไว้พร้อมหลังคาคุ้มครอง และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนเพื่อรวบรวมโบราณวัตถุ เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว นักศึกษา และผู้สนใจ

ความน่าสนใจอยู่ที่คำถามเชิงสังคมศาสตร์ว่า คนเมื่อหลายพันปีก่อนคิดเรื่องความตายอย่างไร การจัดวางสิ่งของร่วมกับผู้ตายสะท้อนอะไรเกี่ยวกับโครงสร้างสังคม และเหตุใดจึงเลือกพื้นที่บนสันดอยเป็นพื้นที่ฝังศพ นี่คือชนิดของคำถามที่ทำให้แหล่งโบราณคดีมีพลังมากกว่าแค่ภาพถ่ายสวย ๆ บนโซเชียล

กงจักรหิน โบราณวัตถุที่ทำให้ดอยวงถูกพูดถึงในวงกว้าง พร้อมคำถามเรื่องความปลอดภัย

ในบรรดาโบราณวัตถุที่พบ ชื่อของกงจักรหินมักถูกหยิบขึ้นมาเป็นของเด่นของพื้นที่ ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวงระบุว่า ของเด่นของพิพิธภัณฑ์คือกงจักรหิน และโบราณวัตถุที่ขุดพบจากดอยเวียงและดอยวง เช่น ขวานหิน เศษภาชนะดินเผา

รายละเอียดที่สะท้อนความเปราะบางของการจัดการมรดกคือ กงจักรหินไม่ได้เก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์โดยถาวร เนื่องจากเกรงว่าจะสูญหาย และจะนำมาให้ชมได้หากติดต่อล่วงหน้า นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดเสี่ยงในเวลาเดียวกัน จุดแข็งคือชุมชนตื่นตัวเรื่องการปกป้องของมีค่า จุดเสี่ยงคือถ้าไม่มีระบบความปลอดภัยและมาตรการมาตรฐานรองรับเพียงพอ ความสนใจที่เพิ่มขึ้นอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อการอนุรักษ์

หลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ว่าชุมชนผูกพันกับพื้นที่นี้มานาน ไม่ได้เพิ่งเกิดกระแสในวันนี้

หากย้อนกลับไปก่อนหน้ากระแส Unseen Thailand หลายปี สื่อท้องถิ่นเคยรายงานว่า วันที่ 7 เมษายน 2554 ชาวบ้านร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษในโบราณสถานสุสานดอยวง โดยมีชาวบ้านประมาณ 100 คน และพระสงฆ์บวชภาคฤดูร้อน 45 รูปประกอบพิธี พร้อมกล่าวถึงการสำรวจพื้นที่ช่วงเดือนธันวาคม 2553 โดยทีมนักสำรวจและนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยศิลปากร นำโดยศาสตราจารย์สายันต์ ไพรชาญจิตร์

แม้รายละเอียดบางส่วนในรายงานเก่าเป็นข้อมูลเชิงข่าวยุคนั้น แต่สาระสำคัญสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ของคนในพื้นที่กับสุสานดอยวงเป็นเรื่องที่ฝังรากในชีวิตชุมชน ไม่ใช่เพียงโครงการประชาสัมพันธ์ระยะสั้น การผูกพันลักษณะนี้เองที่กลายเป็นฐานทุนทางสังคมซึ่งมีค่ายิ่งในการทำท่องเที่ยวโดยชุมชน

รัฐขยับหมาก วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ลงพื้นที่สำรวจเพื่อดันสู่ Unseen Thailand

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องราวดอยวงถูกยกขึ้นสู่ระดับนโยบายมากขึ้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมคณะจากกรมการท่องเที่ยว ลงพื้นที่ดอยวง อำเภอแม่สรวย ร่วมกับชมรมแม่สรวยเมืองแห่งความสุข นำโดย พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย เพื่อสำรวจศักยภาพและหารือแนวทางพัฒนา

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ว่าเป็นการสำรวจศักยภาพอย่างรอบด้าน ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ไปสู่แนวทางพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำแนวทางบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนควบคู่การอนุรักษ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและกระจายประโยชน์สู่ชุมชน

สารที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำของหน่วยงานรัฐคือ การพยายามกำหนดกรอบพัฒนาไม่ให้หลุดไปสู่การท่องเที่ยวแบบเร่งคนเข้าพื้นที่โดยไม่ได้คิดผลกระทบ เพราะสำหรับแหล่งฝังศพโบราณ การเหยียบย่างผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวอาจทำให้หลักฐานเสียหายถาวร

พิพิธภัณฑ์ชุมชนเป็นด่านหน้า เปิดให้เรียนรู้ แต่ไม่เก็บค่าเข้าชม

โมเดลที่ดอยวงใช้อยู่แล้วสอดรับกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่ยั่งยืน ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวงระบุเวลาทำการ 9.00 ถึง 16.00 น. โดยขอให้ติดต่อล่วงหน้า และไม่เก็บค่าเข้าชม

การไม่เก็บค่าเข้าชมไม่ใช่เรื่องเล็กในเชิงนโยบายสาธารณะ เพราะช่วยให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และคนในชุมชนเข้าถึงความรู้ได้ง่าย ขณะเดียวกันก็หมายความว่าระบบสนับสนุนด้านงบประมาณ การดูแลรักษา และความปลอดภัยจำเป็นต้องถูกออกแบบให้ยั่งยืนกว่าเดิม หากการท่องเที่ยวขยายตัวจริงตามแนวทาง Unseen Thailand

เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเป็นแรงหนุน แต่ตัวเลขก็เป็นคำเตือนให้บริหารอย่างมีวินัย

การผลักดันดอยวงเกิดขึ้นในบริบทที่เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ข้อมูลในหนังสือ Statistical Yearbook Thailand 2025 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ปี 2567 เชียงรายอยู่ใน 10 อันดับจังหวัดที่มีรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุด โดยแสดงตัวเลขรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนของเชียงราย 49,420 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายแรงผลักเชิงเศรษฐกิจว่าทำไมจังหวัดและหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจึงมองหาแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขเดียวกันก็เป็นคำเตือนเช่นกันว่า หากการพัฒนาแหล่งใหม่ถูกเร่งด้วยแรงตลาดโดยขาดมาตรฐานการอนุรักษ์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งระบบ

จุดทดสอบสำคัญ ทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้หลักฐานหายไป

จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดอยวงกำลังยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างโอกาสและความเสี่ยง โอกาสคือการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจว่าพื้นที่เล็ก ๆ ในแม่สรวยเคยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ยาวนานหลายพันปี ความเสี่ยงคือความเสียหายต่อหลุมฝังศพและโบราณวัตถุ รวมถึงความเสี่ยงจากการสูญหายของของเด่น ซึ่งแม้ชุมชนจะระวังแล้ว แต่ยิ่งคนรู้จักมากก็ยิ่งต้องมีระบบรองรับมากขึ้น

แนวทางที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุไว้ชัด คือการบูรณาการทุกภาคส่วนควบคู่การอนุรักษ์ ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงการกำหนดขอบเขตพื้นที่เข้าชม เส้นทางเดินที่ปลอดภัยต่อหลักฐาน การสื่อความหมายแบบไม่แตะต้องวัตถุ และมาตรการดูแลความปลอดภัยของโบราณวัตถุ โดยต้องทำให้ชุมชนยังคงเป็นเจ้าของเรื่องเล่าและเจ้าของการจัดการ ไม่ถูกกลืนเป็นเพียงฉากประกอบการท่องเที่ยว

เชียงรายชวนเปิดประสบการณ์ย้อนเวลา แต่ความรับผิดชอบต้องเดินมาพร้อมกัน

รายงานข่าวท้องถิ่นระบุว่าจังหวัดเชียงรายเชิญชวนนักท่องเที่ยวเดินทางย้อนเวลา เรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ณ สุสานดอยวง สารชวนคิดสำหรับผู้มาเยือนคือ การท่องเที่ยวลักษณะนี้ไม่ใช่การมาเพื่อถ่ายรูปแล้วกลับ แต่คือการมาเพื่อเรียนรู้และเคารพกติกาของพื้นที่ เพราะทุกก้าวย่างบนดินที่มีหลักฐานอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่างการอนุรักษ์กับการทำลาย

ในท้ายที่สุด สุสานดอยวงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายใหม่ของแผนที่ท่องเที่ยว แต่เป็นกระจกสะท้อนว่า สังคมไทยจะจัดการกับมรดกที่เปราะบางอย่างไร เมื่อความสนใจของผู้คนเพิ่มขึ้น หากทำได้ดี ดอยวงจะเป็นตัวอย่างของการพัฒนาแบบมองไกลที่ทำให้ชุมชนมีรายได้พร้อมกับรักษาหลักฐานให้คนรุ่นหลัง หากทำพลาด มรดกอายุหลายพันปีอาจหายไปอย่างไม่อาจย้อนคืน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • การลงพื้นที่เพื่อสำรวจและกำหนดแนวทางพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดอยวงสู่ Unseen Thailand เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • อายุหลักฐานทางโบราณคดีในพื้นที่ดอยวงประมาณ 3,000 ถึง 5,000 ปี ตามข้อมูลการสำรวจเบื้องต้นของกระทรวง และรายงานข่าวที่อ้างอิงการลงพื้นที่
  • พิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวง ไม่เก็บค่าเข้าชม เปิดเวลา 9.00 ถึง 16.00 น. และขอให้ติดต่อล่วงหน้า ข้อมูลจากฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
  • ปี 2567 เชียงรายติด 10 อันดับจังหวัดรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนสูงสุดของประเทศ โดยระบุรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนของเชียงราย 49,420 ล้านบาท ใน Statistical Yearbook Thailand 2025 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย รายการพิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียงดอยวง ข้อมูลภูมิหลังการค้นพบ ปี 2553 ข้อมูลการเข้าชม ของเด่น และการจัดการโดยชุมชน
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ Statistical Yearbook Thailand 2025 ข้อมูล 10 อันดับจังหวัดรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ปี 2567 อ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรวมพลังศรัทธาจัดงาน “มาฆบูชารำลึก 2569” ยิ่งใหญ่ สืบสานโอวาทปาติโมกข์เสริมความมั่นคงทางจิตใจ

เชียงรายรวมพลังศรัทธา จัดงาน “มาฆบูชารำลึก 2569” ยิ่งใหญ่ ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี สืบสานโอวาทปาติโมกข์ เสริมความมั่นคงทางจิตใจและวัฒนธรรมของสังคม

เชียงราย, 27 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางบรรยากาศของฤดูแล้งที่ปกคลุมผืนแผ่นดินภาคเหนือ เสียงสวดมนต์และแสงเทียนจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหลายพันคนได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ณ พุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย บ้านต้นง้าว ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมกันรำลึกถึงวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนาในงาน “มาฆบูชารำลึก จังหวัดเชียงราย ประจำปี 2569” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการธำรงรักษาหลักธรรมคำสอนและเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจแก่ประชาชน

วันมาฆบูชาเป็นหนึ่งในวันสำคัญสูงสุดของพระพุทธศาสนา โดยมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญในสมัยพุทธกาล เมื่อพระอรหันต์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา อันประกอบด้วยหลักการสำคัญสามประการ ได้แก่ การละเว้นความชั่ว การทำความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลักธรรมดังกล่าวไม่เพียงเป็นแนวทางของการดำเนินชีวิต แต่ยังเป็นรากฐานของสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน

พิธีสำคัญระดับจังหวัด สะท้อนพลังศรัทธาของประชาชนทั้ง 18 อำเภอ

พิธีเปิดงานในปีนี้ได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระเดชพระคุณ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมีพุทธศาสนิกชนจากทั้ง 18 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การรวมตัวของประชาชนจำนวนมากในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศูนย์กลางทางจิตใจของสังคมเชียงราย ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุว่าประชากรกว่า 93 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนา ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของศาสนาในการหล่อหลอมค่านิยมและวิถีชีวิตของประชาชน

ภายในพิธีมีผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย สมาพันธ์ส่งเสริมและพิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างกว้างขวางในการสืบสานประเพณีทางศาสนา

กิจกรรมหลากหลาย สะท้อนการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของงานคือพิธีแห่ผ้าผืนใหญ่เพื่อห่มพระสิงห์หนึ่ง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญภายในพุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย พิธีดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ของความเคารพศรัทธาและความสามัคคีของชุมชน

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบโล่และเกียรติบัตรแก่บุคคลและองค์กรที่มีผลงานดีเด่นในการส่งเสริมและพิทักษ์พระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการยกย่องผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการธำรงรักษาศาสนาและวัฒนธรรม

กิจกรรมด้านการศึกษายังมีบทบาทสำคัญ โดยมีการจัดประกวดผลงานด้านพระพุทธศาสนาของนักเรียนและเยาวชน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในคนรุ่นใหม่ การลงทุนในด้านการศึกษาทางศาสนาเช่นนี้ถือเป็นการสร้างรากฐานของสังคมในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา การแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา และพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาในอนาคต

บทบาทของหน่วยงานรัฐและภาคประชาชนในการธำรงศาสนา

นายอนันต์ บุญวาส ประธานคณะกรรมการจัดงาน เปิดเผยว่าการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการและสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีนายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยบุคลากรเข้าร่วม

บทบาทของหน่วยงานรัฐในการสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาสะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

มิติทางสังคมและวัฒนธรรมของวันมาฆบูชา

วันมาฆบูชาไม่ได้เป็นเพียงวันสำคัญทางศาสนา แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความสามัคคีในสังคม การรวมตัวของประชาชนในกิจกรรมทางศาสนาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนและสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกิจกรรมต่าง ๆ ยังช่วยให้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ

เชียงรายกับบทบาทเมืองแห่งพุทธศิลป์และวัฒนธรรม

จังหวัดเชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีมรดกทางวัฒนธรรมและศาสนาที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีวัดและสถานที่สำคัญทางศาสนาจำนวนมาก เช่น วัดพระแก้ว วัดร่องขุ่น และพุทธมณฑลสมโภช 750 ปี เมืองเชียงราย

การจัดงานมาฆบูชารำลึกในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการประกอบพิธีทางศาสนา แต่ยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของเชียงรายในฐานะเมืองแห่งวัฒนธรรมและศาสนา

ศรัทธาที่หล่อหลอมสังคมและอนาคต

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา มีการเปิดโรงทานให้บริการอาหารและน้ำดื่มแก่ผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งวัน สะท้อนถึงวัฒนธรรมการแบ่งปันและความเอื้ออาทร ซึ่งเป็นคุณค่าที่สำคัญของสังคมไทย

การรวมตัวของประชาชนในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต แต่ยังเป็นการยืนยันถึงบทบาทของพระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานของสังคมไทย

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ศาสนายังคงเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจที่สำคัญ การสืบสานประเพณีเช่นนี้จึงมีความสำคัญต่อการรักษาความสมดุลของสังคม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย รายงานกิจกรรมมาฆบูชารำลึก จังหวัดเชียงราย ประจำปี 2569 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

  • สมาพันธ์ส่งเสริมและพิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย รายงานการจัดงานมาฆบูชารำลึก

  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ข้อมูลวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลศาสนาในประเทศไทย

  • กระทรวงวัฒนธรรม นโยบายส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

Kick off แนวกันไฟสัมพันธ์ไทย–ลาว! เชียงรายผนึก 2 แขวงเพื่อนบ้าน ชูยุทธศาสตร์ฟ้าใสสกัดหมอกควันข้ามแดน

ไทย–ลาว เปิดยุทธศาสตร์แนวกันไฟ “3 เมืองคู่ขนาน” เชียงราย–บ่อแก้ว–ไซยะบูลี ผนึกกำลังรับมือ PM2.5 ข้ามพรมแดน สร้างความมั่นคงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชายแดนอย่างยั่งยืน

เชียงราย, 26 กุมภาพันธ์ 2569 – เมื่อฤดูแล้งเริ่มปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ภาพของภูเขาที่เคยเขียวชอุ่มกลับถูกแทนที่ด้วยหมอกควันสีเทาที่ค่อย ๆ หนาขึ้นในบางช่วงเวลา ภายใต้ความงดงามของภูมิประเทศเชียงราย ความท้าทายที่ซ่อนอยู่คือภัยจากไฟป่าและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่ในขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เคลื่อนตัวไปตามกระแสลมและภูมิประเทศอย่างไร้พรมแดน

ในบริบทเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการทูต แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องชีวิต สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้เกิดภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการหารือสู่การลงมือทำจริง เมื่อ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ นายพุดทะจอน ปิ่นทิบ หัวหน้าห้องว่าการแขวงไซยะบูลี และ นายสมนึก อินทะพม รองหัวหน้าห้องว่าการแขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร่วมเป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick off การจัดทำแนวกันไฟ ภายใต้แนวคิด “3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว”

กิจกรรมดังกล่าวไม่ใช่เพียงพิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติการร่วมกันเพื่อป้องกันไฟป่าและลดหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน

ความร่วมมือระดับพื้นที่ กลไกสำคัญในการแก้ปัญหาที่ไม่มีพรมแดน

การเปิดกิจกรรมในครั้งนี้มีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายภาคประชาชน และนักวิชาการ โดยมี ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง หัวหน้าโครงการกลไกความร่วมมือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เข้าร่วมสนับสนุนด้านวิชาการ

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสเป็นกลไกสำคัญที่มุ่งเน้นการลดมลพิษทางอากาศผ่านความร่วมมือเชิงระบบ โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศในระดับพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาแบบแยกส่วน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวในโอกาสนี้ว่า ความร่วมมือระดับพื้นที่กับแขวงเพื่อนบ้านเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาหมอกควันอย่างยั่งยืน และการ Kick off ครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของการทำงานแบบบูรณาการ ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความเข้าใจว่าปัญหา PM2.5 ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างแท้จริง

แนวกันไฟ เครื่องมือสำคัญในการหยุดการลุกลามของไฟป่า

หนึ่งในมาตรการสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการป้องกันไฟป่าลุกลาม

แนวกันไฟเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดการให้ปราศจากเชื้อเพลิง เช่น หญ้า ใบไม้ หรือเศษไม้ ซึ่งช่วยหยุดหรือชะลอการลุกลามของไฟป่า เมื่อเกิดไฟไหม้ แนวกันไฟจะทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งที่ช่วยจำกัดพื้นที่การเผาไหม้

นอกจากการจัดทำแนวกันไฟแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงมาตรการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่

การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อไฟป่าได้อย่างรวดเร็ว

การรณรงค์ลดการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของหมอกควัน

การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังไฟป่าที่รวมหน่วยงานรัฐและประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมไฟป่า

มาตรการเหล่านี้สะท้อนถึงแนวทางที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

ภาคประชาชนร่วมขับเคลื่อน สะท้อนการแก้ปัญหาที่เริ่มจากฐานราก

นอกจากความร่วมมือระดับรัฐบาลและหน่วยงานรัฐแล้ว กิจกรรมภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักและการมีส่วนร่วม

หนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นคือ “วิ่ง 4 ภู ดูดาว 2 แผ่นดิน แนวกันไฟสัมพันธ์ไทย–ลาว” ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีนายเอนก ปันทะยม นายอำเภอเทิง และผู้แทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วม

กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน

การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะไฟป่าจำนวนมากเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

PM2.5 ภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ

ฝุ่นละออง PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด

องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่าการสัมผัส PM2.5 ในระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพที่สำคัญในหลายประเทศ

ในด้านเศรษฐกิจ หมอกควันส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ความร่วมมือไทย–ลาวในครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน แต่ยังช่วยปกป้องเศรษฐกิจในระดับพื้นที่

เชียงรายกับบทบาทต้นแบบความร่วมมือสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาค

การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “3 เมืองคู่ขนาน” แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระดับพื้นที่สามารถเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค

ความสำเร็จของความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และอาจนำไปสู่การขยายความร่วมมือไปยังพื้นที่อื่นในอนาคต

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คำกล่าวนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มองไปไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมุ่งสร้างระบบที่สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต

สรุปสถานการณ์และความหมายต่ออนาคต

การ Kick off แนวกันไฟ “3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว” เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน

ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน ทั้งรัฐบาล หน่วยงานท้องถิ่น นักวิชาการ และประชาชน

ในขณะที่ภัยจาก PM2.5 ยังคงเป็นความท้าทาย ความร่วมมือเช่นนี้เป็นสัญญาณว่าประเทศในภูมิภาคกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การปกป้องสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงการปกป้องธรรมชาติ แต่คือการปกป้องชีวิต สุขภาพ และอนาคตของประชาชน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • จังหวัดเชียงราย รายงานกิจกรรม Kick off แนวกันไฟ 3 เมืองคู่ขนานสัมพันธ์ไทย–ลาว วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

  • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย CLEAR Sky Strategy โครงการความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม

  • ข้อมูลจากหน่วยงานราชการจังหวัดเชียงรายและแขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบูลี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

  • ข้อมูลผลกระทบ PM2.5 จากองค์การอนามัยโลก WHO Air Quality Guidelines

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เมื่อวิทยาศาสตร์ปะทะความเชื่อมั่น! เชียงรายเร่งจัดการข้อมูลสารหนู สกัดแรงกระแทกท่องเที่ยวสงกรานต์

วิกฤตสารหนูในลุ่มน้ำเชียงราย เมื่อความจริงทางวิทยาศาสตร์ปะทะความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ รัฐตั้งศูนย์ข้อมูล สั่งตรวจซ้ำใน 2 สัปดาห์ สธ.เร่งเฝ้าระวังถึงบ้าน

เชียงราย, 25 กุมภาพันธ์ 2569 – คำถามพื้นฐานที่สุดของคนที่ต้องใช้น้ำทุกวันน้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้านยังปลอดภัยหรือไม่ ความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำในจังหวัดเชียงรายยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังเริ่มมีข้อมูลชุดหนึ่งเผยแพร่ออกไปว่าพบการสะสมของสารหนูในเล็บและเส้นผมของประชาชนริมแม่น้ำกกบางส่วน จนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนต่อความมั่นใจของคนในพื้นที่ ขณะเดียวกันหน่วยงานรัฐอีกส่วนยืนยันว่าค่าตรวจน้ำผิวดินหลายจุดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและยังสามารถทำกิจกรรมบางประเภทได้ตามปกติ

ความต่างของข้อมูลไม่เพียงทำให้ประชาชนสับสน แต่ยังพาเรื่องนี้ไปไกลกว่าสุขภาพส่วนบุคคล เพราะลุ่มน้ำกกและลำน้ำสำคัญอื่น ๆ เป็นทั้งเส้นเลือดเศรษฐกิจและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด โดยเฉพาะช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ที่กิจกรรมล่องแพ ร้านอาหารริมน้ำ และงานประเพณีท้องถิ่นถูกคาดหวังว่าจะช่วยพยุงรายได้หลังภาคธุรกิจเผชิญภาวะซบเซามาต่อเนื่อง ท่ามกลางความตึงเครียดนี้ จังหวัดเชียงรายจึงต้องเดินบนเส้นทางที่แคบมาก เส้นทางที่ต้องยืนอยู่บนวิทยาศาสตร์และความโปร่งใส แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้การสื่อสารกลายเป็นเชื้อเพลิงของความตื่นตระหนก

ประชุมใหญ่ที่ศาลากลาง จังหวัดย้ำพูดความจริงบนฐานวิทยาศาสตร์ แต่ข้อมูลที่ยังไม่ชัดต้องรอแล็บอ้างอิง

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 ปี 2569 มีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วม พร้อมด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หน่วยงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ประมง ตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการจากหลายสถาบัน ตัวแทนภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ทั้งในห้องประชุมและระบบออนไลน์

ในที่ประชุมได้หยิบยกข้อมูลที่กำลังเป็นชนวนความกังวลของสังคม คือผลตรวจที่ระบุว่าพบสารหนูสะสมในเล็บและเส้นผมของประชาชนริมแม่น้ำกก 16 ราย จากกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย โดยตัวเลขที่รายงานในเอกสารแนบสะท้อนว่ามีค่าเกินเกณฑ์ที่รายงานไว้ และบางรายมีอาการทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

การปรากฏของตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะกลายเป็นแรงกระแทกต่อบรรยากาศท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ โดยเฉพาะกิจกรรมแพเปียกและร้านอาหารริมน้ำ ขณะเดียวกันก็มีประชาชนจำนวนมากโทรสอบถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขอคำตอบที่ชัดเจน

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวในที่ประชุมว่า จังหวัดจำเป็นต้องพูดความจริงบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์ แต่ข้อมูลส่วนที่ยังไม่ชัดเจนต้องรอผลยืนยันจากห้องปฏิบัติการอ้างอิงก่อน เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินไปจนกระทบภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของจังหวัด

ประโยคนี้สะท้อนแกนกลางของวิกฤตครั้งนี้อย่างชัดเจน ความจริงต้องไม่ถูกเลื่อนออกไปเพราะความกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ความจริงก็ต้องเป็นความจริงที่ผ่านการยืนยันตามมาตรฐาน ไม่ใช่ความจริงที่รีบพูดจนขาดบริบทและทำให้คนเข้าใจผิด

เมื่อชีวภาพให้สัญญาณ แต่สิ่งแวดล้อมบางชุดยังบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ ความไม่แน่นอนจึงต้องถูกจัดการด้วยการตรวจซ้ำ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากคือความสัมพันธ์ระหว่าง “ผลตรวจในร่างกาย” กับ “ผลตรวจในสิ่งแวดล้อม” เพราะแม้การตรวจพบสารหนูในเล็บและเส้นผมจะถูกมองว่าเป็นสัญญาณการสะสม แต่ผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุมชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์ชัดเจนว่า สารหนูในเล็บและเส้นผมควรอยู่ที่ระดับใดจึงจะถือว่าปลอดภัย ทำให้การตีความต้องระมัดระวัง

ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงตอบข้อซักถามว่า ข้อมูลยังมีความไม่แน่นอนจากขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่ใหญ่ และมีปัจจัยรบกวนสำคัญ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชหรือสารเคมีจากแหล่งอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของค่าที่ตรวจพบ

ด้านผู้แทนภาคประชาสังคมและสื่อมวลชนสะท้อนว่า การสื่อสารความเสี่ยงและการตอบโต้สถานการณ์ยังขาดความพร้อม ทั้งด้านเครื่องมือ งบประมาณ และกระบวนการเฝ้าระวังแบบรอบด้านที่ยังทำงานแยกส่วนกัน โดยเฉพาะคำถามเรื่องศูนย์ตรวจโลหะหนักในพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะจัดตั้งได้เมื่อใด

ความไม่แน่นอนจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคนิคในห้องแล็บ แต่กลายเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของสังคม หากรัฐไม่สามารถทำให้ประชาชนเห็น “ระบบ” ว่ากำลังจัดการความไม่แน่นอนอย่างไร ความกลัวจะทำงานแทนข้อมูล

คำถามใหญ่ช่วงสงกรานต์ ลงเล่นน้ำได้หรือไม่ และความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในตะกอน

อีกประเด็นที่ร้อนแรงในที่ประชุมคือคำถามที่เกี่ยวกับการสัมผัสน้ำหรือการลงเล่นน้ำ โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่หลายพื้นที่เตรียมกิจกรรมริมน้ำ

นายอาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 กรมควบคุมมลพิษ ให้ความเห็นในที่ประชุมตามข้อมูลแนบว่า แม้การปนเปื้อนในแม่น้ำสายไม่เหมาะต่อการสัมผัสน้ำ ส่วนแม่น้ำกกแม้บางช่วงไม่เกินมาตรฐานในพื้นที่จังหวัดเชียงราย แต่ยังเห็นว่าไม่ควรลงน้ำ หากลงดำผุดดำว่ายอาจทำให้น้ำเข้าสู่ร่างกาย และตะกอนที่ฟุ้งขึ้นอาจเป็นช่องทางเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผล แต่การพักผ่อนนั่งรับประทานอาหารริมน้ำยังสามารถทำได้

แก่นของคำเตือนนี้ไม่ใช่การห้ามเที่ยว แต่คือการย้ำว่า “ตะกอน” อาจเป็นตัวแปรที่คนทั่วไปมองไม่เห็น การสัมผัสน้ำในรูปแบบที่กระตุ้นให้ตะกอนฟุ้งกระจายอาจทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แม้ตัวเลขน้ำผิวดินในบางช่วงจะไม่สูงเกินเกณฑ์ก็ตาม

ผู้ว่าฯ สั่งการ 4 ประเด็น ตั้งกรอบ 2 สัปดาห์เพื่อยืนยันผล ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และยกระดับแล็บในพื้นที่

เพื่อจัดการความกังวลและความไม่แน่นอน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายสั่งการในที่ประชุม 4 ประเด็นสำคัญตามข้อมูลแนบ

  1. ประเด็นแรก เร่งยืนยันผล โดยให้ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงร่วมกับกรมควบคุมมลพิษเก็บตัวอย่างซ้ำ ทั้งตัวอย่างสิ่งแวดล้อมและชีวภาพ เช่น ปัสสาวะและเส้นผม ตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติ และรายงานผลภายใน 2 สัปดาห์
  2. ประเด็นที่สอง ตั้งศูนย์ประสานงาน ให้สำนักงานจังหวัดเป็นศูนย์กลางข้อมูล เชื่อมโยงแล็บและหน่วยงานปกครองเพื่อลดความซ้ำซ้อน ซึ่งหมายความว่าต่อไปข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะควรผ่านกลไกเดียวกันมากขึ้น ลดปัญหาหน่วยงานคนละชุดแถลงคนละมุม
  3. ประเด็นที่สาม ยกระดับห้องปฏิบัติการ ผลักดันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ให้เป็นแล็บอ้างอิงในพื้นที่ เพื่อความรวดเร็วในการวิเคราะห์โลหะหนัก ลดเวลารอคอยที่มักทำให้ข่าวลือวิ่งเร็วกว่าผลตรวจ
  4. ประเด็นที่สี่ เฝ้าระวังเชิงรุก ให้เครือข่ายโรงพยาบาลเก็บตัวอย่างจากกลุ่มเสี่ยงและนักเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อประเมินผลกระทบสุขภาพ

คำสั่งการทั้งสี่ข้อสะท้อนความพยายามเปลี่ยนวิกฤตข้อมูลให้กลายเป็นระบบการทำงานร่วมกัน และวางเวลา 2 สัปดาห์เป็นเส้นตายทางสังคม เพราะในภาวะข่าวสารไหลเร็ว หากรัฐไม่กำหนดกรอบเวลา ความเชื่อมั่นจะรั่วไหลต่อเนื่อง

ฝั่งสาธารณสุขยกระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุด สั่งทีมลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้าน

ในวันเดียวกัน สายสาธารณสุขเคลื่อนตัวเชิงรุกตามข้อมูลแนบ โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า เมื่อเวลา 11.30 น. นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุมทางไกลกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารจากกรมอนามัย เพื่อติดตามสถานการณ์เฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กรณีตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีข้อสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เร่งลงพื้นที่เชิงรุก ดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง เฝ้าระวังและติดตามอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสสารปนเปื้อน พร้อมจัดทีมให้คำแนะนำเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องและปลอดภัย รวมทั้งสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใส ทันท่วงที เพื่อลดความตื่นตระหนก

การทำงานถูกวางให้เป็นเครือข่าย ตั้งแต่โรงพยาบาลระดับจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และอาสาสมัครสาธารณสุข โดยแนวทางที่ถูกเรียกขานในเอกสารแนบว่าเป็นการลงพื้นที่แบบเคาะประตูบ้าน เพื่อให้คำแนะนำและคัดกรองอาการผิดปกติ

นี่คือภาพที่ต่างจากการรอคนป่วยเดินเข้ามาในโรงพยาบาล เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่โรคเฉพาะบุคคล แต่มักกระจายเป็นวงกว้าง และต้องอาศัย “การป้องกัน” ที่ทำงานก่อน “การรักษา”

ตัวเลขที่ทำให้สังคมสะดุ้ง 90 ตัวอย่าง 16 ราย และอาการทางคลินิกที่ถูกยกมาเป็นสัญญาณเตือน

ข้อมูลที่ถูกอ้างถึงในเอกสารแนบจากเวทีวิชาการระบุว่า การสุ่มตรวจกลุ่มตัวอย่าง 90 ราย พบผู้มีสารหนูสะสมในเล็บเกินเกณฑ์ที่รายงานไว้จำนวน 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.78 และในกลุ่มดังกล่าวมีการรายงานอาการทางคลินิกหลายระบบ โดยมีตัวเลขประกอบ เช่น อาการชาปลายมือปลายเท้าและกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการระคายเคืองผิวหนัง ความผิดปกติของสีผิวหรือผิวหนาคล้ายตาปลา อาการในระบบทางเดินหายใจ และอาการอื่น ๆ เช่น ปวดบวมเท้าและปัสสาวะออกน้อย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในที่ประชุมชี้ด้วยว่า ประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับสารหนูในเล็บและเส้นผมที่ใช้เป็นเส้นแบ่งความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ทำให้ข้อมูลชุดนี้มีสถานะเป็น “สัญญาณเฝ้าระวัง” ที่ต้องต่อยอดด้วยการสอบสวนโรคและการทำแผนที่ความเสี่ยง มากกว่าจะถูกใช้เป็นข้อสรุปว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรเพียงอย่างเดียว

จุดนี้ทำให้ภาพรวมของเรื่องซับซ้อนขึ้น เพราะสังคมต้องรับมือกับข้อมูลที่ชวนให้กังวล แต่ยังไม่ใช่คำพิพากษาทางวิทยาศาสตร์

เมื่อคำว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานถูกใช้ในพื้นที่ที่ประชาชนยังไม่มั่นใจ ความหมายของมาตรฐานจึงต้องถูกอธิบายให้ชัด

อีกชุดข้อมูลที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารแนบมาจากการแถลงของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งระบุการตรวจวัดค่าสารหนูในน้ำผิวดินได้ค่าประมาณ 0.005 มิลลิกรัมต่อลิตร และยืนยันว่าไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้ข้อแนะนำว่าอาจทำกิจกรรมบางประเภทได้ แต่ยังไม่แนะนำให้ลงว่ายน้ำ และการบริโภคปลาให้เน้นเฉพาะเนื้อปลาและหลีกเลี่ยงส่วนหัวหรือตับเพื่อความปลอดภัย

ความท้าทายคือคำว่า “มาตรฐาน” ในการสื่อสารสาธารณะมักถูกเข้าใจว่า “ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์” ทั้งที่ในทางสิ่งแวดล้อม มาตรฐานจำนวนมากเป็นเพียงค่าเกณฑ์เพื่อการจัดการความเสี่ยง ไม่ใช่ใบรับรองว่าความเสี่ยงเป็นศูนย์

ในระดับสากล องค์การอนามัยโลกเคยระบุค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่มที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าที่ถูกใช้อ้างอิงในหลายประเทศ ขณะที่เอกสารอ้างอิงด้านน้ำดื่มในประเทศไทยก็สะท้อนค่าที่สอดคล้องกับระดับดังกล่าวในเชิงมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่ม

อย่างไรก็ดี ประเด็นในเชียงรายไม่ได้มีเพียงน้ำดื่มสำเร็จรูปหรือระบบประปาใหญ่เท่านั้น แต่รวมถึงน้ำผิวดิน การใช้น้ำเพื่อเกษตร การสัมผัสตะกอน และห่วงโซ่อาหาร ซึ่งต้องประเมินเป็นชุดความเสี่ยงมากกว่าตัวเลขเดียว

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ความกลัวที่ไม่ใช่แค่เรื่องขายของ แต่คือการอยู่รอดหลังปีแห่งความเปราะบาง

ในเอกสารแนบมีการสะท้อนเสียงของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการริมน้ำที่ต้องการให้รัฐชี้แจงอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวน้อยลงต่อเนื่องจากสถานการณ์ก่อนหน้า และเมื่อเกิดกระแสสารปนเปื้อน ความกลัวของนักท่องเที่ยวสามารถแปรเป็นรายได้ที่หายไปทันที

ความจริงที่ต้องยอมรับคือ เศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายพึ่งพาความรู้สึกปลอดภัยของผู้มาเยือนในระดับสูง และความรู้สึกนั้นอ่อนไหวต่อข่าวสารอย่างยิ่ง หากรัฐสื่อสารเร็วเกินไปโดยขาดการยืนยัน ความเชื่อมั่นจะเสียหายเมื่อข้อมูลถูกโต้แย้งภายหลัง แต่หากรัฐสื่อสารช้าเกินไป ช่องว่างข้อมูลจะถูกเติมด้วยข่าวลือ

นี่จึงไม่ใช่แค่โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือโจทย์การบริหารความเชื่อมั่นของสังคม

ข้อถกเถียงเรื่องวิธีตรวจ วงจรความเชื่อมั่นเริ่มจากความน่าเชื่อถือของกระบวนการ

ข้อมูลแนบสะท้อนข้อวิพากษ์จากนักวิชาการบางส่วนต่อการสื่อสารผลตรวจเบื้องต้นด้วยชุดทดสอบภาคสนาม โดยตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจโลหะหนักควรทำควบคู่กับผลตรวจจากห้องปฏิบัติการอ้างอิง และการตรวจเพียงบางจุดอาจยังไม่ครอบคลุมภาพรวม

ข้อถกเถียงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชี้ว่าหน่วยงานใดผิดหรือถูก แต่เป็นสัญญาณว่าประชาชนเริ่มจับตามอง “คุณภาพของกระบวนการ” มากพอ ๆ กับ “ตัวเลขผลตรวจ” และเมื่อกระบวนการถูกตั้งคำถาม การสื่อสารทุกประโยคจะถูกตีความผ่านแว่นสงสัย

ในสถานการณ์เช่นนี้ คำสั่งการให้ตรวจซ้ำตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติ และการยกระดับแล็บในพื้นที่ จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงจุด เพราะเป็นการย้ายการถกเถียงจากเวทีความรู้สึกกลับไปสู่เวทีวิธีวิทยา

ต้นตอที่ถูกพูดถึงในพื้นที่ มลพิษข้ามพรมแดนและแรงกดดันจากกิจกรรมเหมือง

ในเอกสารแนบมีการเชื่อมโยงความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำกับประเด็นมลพิษข้ามพรมแดน โดยตั้งข้อสังเกตถึงกิจกรรมเหมืองในพื้นที่รอยต่อชายแดน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจจากความต้องการแร่และราคาทองคำที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การแก้ปัญหาต้นทางทำได้ยากและยืดเยื้อ

อย่างไรก็ดี ในเชิงข่าวที่ยึดหลักไม่แต่งเรื่อง การกล่าวถึงต้นตอจำเป็นต้องวางอย่างระมัดระวัง โดยย้ำว่าเป็น “ข้อกังวลและสมมติฐาน” ที่ต้องอาศัยการตรวจเชิงเปรียบเทียบในต้นน้ำและปลายน้ำ การทำแผนที่ความเสี่ยง และการสอบสวนโรคสิ่งแวดล้อม เพื่อยืนยันความเชื่อมโยงของแหล่งกำเนิดกับการรับสัมผัสของประชาชน

การหาต้นตอจึงไม่ใช่เรื่องกล่าวหา แต่เป็นเรื่องสร้างหลักฐาน

บทบาทของจังหวัดที่ถูกจับตา ศูนย์ข้อมูลเดียวคือทางออกของความสับสน

ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดจัดทำสื่อ 2 รูปแบบ ตามข้อมูลแนบ คือข้อมูลวิชาการสำหรับผู้เชี่ยวชาญ และอินโฟกราฟิกที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

นี่เป็นรายละเอียดที่สำคัญ เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่สามารถใช้ภาษาชุดเดียวพูดกับทุกคนได้ ผู้เชี่ยวชาญต้องการรายละเอียดวิธีตรวจ ชนิดตัวอย่าง ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขอบเขตความไม่แน่นอน ขณะที่ประชาชนต้องการคำตอบที่ใช้ได้จริง เช่น วันนี้ควรใช้น้ำอย่างไร กินปลาได้หรือไม่ เด็กควรเลี่ยงอะไร ผู้สูงอายุควรสังเกตอาการแบบไหน

การมีศูนย์ข้อมูลเดียวจึงไม่ใช่เรื่องประชาสัมพันธ์ แต่คือเครื่องมือจัดการความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงที่แย่ที่สุดในช่วงแรกของวิกฤตคือความสับสนที่ทำให้คนตัดสินใจผิด

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ลดการรับสัมผัสโดยไม่ต้องรอผลตรวจรอบใหม่

แม้ผลตรวจซ้ำและการยืนยันจากแล็บอ้างอิงจะต้องใช้เวลา แต่มีหลักปฏิบัติที่ประชาชนสามารถทำได้ทันทีตามแนวทางที่หน่วยงานในเอกสารแนบย้ำไว้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำโดยตรงในจุดที่มีตะกอนมาก โดยเฉพาะหากมีบาดแผล

หากจำเป็นต้องใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ควรใช้น้ำที่ผ่านระบบกรองและการปรับปรุงคุณภาพที่เหมาะสมตามคำแนะนำของหน่วยงานท้องถิ่น และติดตามประกาศทางการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย

สังเกตอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือบริโภคอาหารจากแหล่งเสี่ยง หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร ผื่นคัน ระคายเคือง หรืออาการผิดปกติอื่น ให้รีบพบแพทย์หรือสถานบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

ในด้านอาหาร ควรเพิ่มความระมัดระวังกับสัตว์น้ำจากพื้นที่เสี่ยง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำล่าสุดจากหน่วยงานรัฐในพื้นที่ เพราะคำแนะนำอาจเปลี่ยนตามผลตรวจรอบใหม่

บทสรุปที่เชียงรายต้องการ ไม่ใช่คำปลอบใจ แต่คือแผนที่ชัดเจนของความจริง

วิกฤตครั้งนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่าเชียงรายไม่ได้ขาดคนเก่งหรือหน่วยงานที่ทำงาน แต่กำลังขาดระบบประสานข้อมูลที่ทำให้สังคมเห็นภาพเดียวกัน

เมื่อมีผลตรวจชีวภาพที่ชวนกังวล สังคมต้องการความจริงที่มีความหมาย ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ลอยอยู่กลางอากาศ ความจริงที่มีความหมายต้องบอกให้ได้ว่า ความเสี่ยงอยู่ที่ไหน ใครเสี่ยงที่สุด เส้นทางรับสัมผัสคืออะไร และจะลดความเสี่ยงได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน เมื่อหน่วยงานรัฐยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สังคมก็ต้องการคำอธิบายที่ตรงไปตรงมาว่า มาตรฐานนี้หมายถึงอะไร ครอบคลุมความเสี่ยงแบบใด และไม่ครอบคลุมอะไรบ้าง

คำสั่งตรวจซ้ำภายใน 2 สัปดาห์ การตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง และการยกระดับแล็บอ้างอิงในพื้นที่ จึงเป็นจังหวะสำคัญที่สังคมจะใช้ประเมินความพร้อมของรัฐว่า สามารถเปลี่ยนความกังวลให้เป็นการจัดการเชิงระบบได้จริงหรือไม่

เพราะสุดท้าย คนเชียงรายไม่ได้ต้องการดราม่าระหว่างหน่วยงานกับนักวิชาการ คนเชียงรายต้องการน้ำที่ปลอดภัย และต้องการความจริงที่จับต้องได้ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่ออย่างไม่ต้องอยู่กับความกลัว

สถิติและตัวเลขสำคัญจากข้อมูลแนบ

ผลสุ่มตรวจสารหนูในเล็บและเส้นผม กลุ่มตัวอย่าง 90 ราย พบเกินเกณฑ์ที่รายงานไว้ 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 17.78
กรอบเวลาที่จังหวัดกำหนดให้รายงานผลตรวจซ้ำ ภายใน 2 สัปดาห์
ค่ามาตรฐานสารหนูในน้ำดื่มที่ถูกใช้อ้างอิงในระดับสากล 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ตามแนวทางองค์การอนามัยโลก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กรีติ ชุติชัย
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 ปี 2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

สธ. ยกระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสารปนเปื้อนลุ่มน้ำกก ระดมทีมแพทย์เยี่ยมบ้านประชาชนเมืองเชียงราย

สธ. ยกระดับเฝ้าระวังขั้นสูงสุด หลังพบสารปนเปื้อนลุ่มน้ำกก ระดมทีมแพทย์เยี่ยมบ้านประชาชนริมน้ำเมืองเชียงรายและเชียงแสน

เชียงราย,25 กุมภาพันธ์ 2569 – สัญญาณเตือนจากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คน กลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของระบบสาธารณสุขไทย เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศยกระดับการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนในจังหวัดเชียงราย หลังมีรายงานการตรวจพบสารปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำกก แหล่งน้ำสำคัญที่เชื่อมวิถีชีวิตตั้งแต่ครัวเรือนริมน้ำ พื้นที่เกษตร ไปจนถึงชุมชนเมืองที่พึ่งพาน้ำในกิจวัตรประจำวัน

แม้รายละเอียดชนิดสารและระดับความเข้มข้นยังต้องรอการสรุปอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง แต่สัญญาณความเสี่ยงครั้งนี้ทำให้กระทรวงสาธารณสุขเลือกเดินเกมเชิงรุกทันที ด้วยแนวคิดป้องกันก่อนรักษา เพื่อคุ้มครองกลุ่มเสี่ยงและลดช่องว่างความเข้าใจของสังคมในช่วงที่ข้อมูลกำลังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ประชุมด่วนผ่านระบบทางไกล ตั้งศูนย์บัญชาการข้อมูลสุขภาพ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นพ.เอกชัย คำลือ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เข้าร่วมประชุมทางไกลร่วมกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหารระดับสูงจากกรมอนามัย รวมถึงหน่วยงานสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ในพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์และกำหนดมาตรการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจากกรณีตรวจพบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำพื้นที่จังหวัดเชียงราย

สาระสำคัญของการประชุมคือการทำให้ระบบข้อมูลเดินพร้อมกันสองทาง ทางหนึ่งคือการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง อีกทางหนึ่งคือการคุ้มครองประชาชนทันทีในฐานะความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่ไม่ควรรอให้เหตุลุกลาม เพราะในโลกของสุขภาพชุมชน ความล่าช้าเพียงไม่กี่วันอาจหมายถึงการสัมผัสซ้ำในกลุ่มคนจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนที่ยังจำเป็นต้องใช้น้ำใกล้แหล่งเดิม

คำสั่งการ 3 มาตรการหลัก เน้นเคาะประตูบ้าน ไม่ปล่อยให้ประชาชนรับความเสี่ยงลำพัง

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีข้อสั่งการให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่เร่งดำเนินการทันทีใน 3 แนวทาง

  1. แนวทางแรก เฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก จัดทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่เยี่ยมบ้านประชาชนริมน้ำ เพื่อคัดกรองอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับการสัมผัสหรือบริโภคน้ำจากพื้นที่เสี่ยง พร้อมประเมินกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคประจำตัว
  2. แนวทางที่สอง ให้คำแนะนำการใช้น้ำดื่มและน้ำใช้ที่ปลอดภัย มุ่งให้ประชาชนมีแนวปฏิบัติที่ทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ลดความสับสนในช่วงที่สังคมรับข้อมูลหลายทาง โดยย้ำการรับข่าวจากช่องทางทางการเป็นหลัก
  3. แนวทางที่สาม ติดตามอาการต่อเนื่องและจัดระบบรายงาน ตั้งระบบรายงานอาการผิดปกติอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้สถานบริการสาธารณสุขประเมินแนวโน้มได้เร็ว หากพบสัญญาณผิดปกติในบางกลุ่มหรือบางพื้นที่จะได้ยกระดับมาตรการได้ทันก่อนเกิดผลกระทบวงกว้าง

หัวใจของมาตรการทั้งหมดคือการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่กับความเสี่ยงตามลำพัง และทำให้ข่าวสารด้านสุขภาพเดินไปพร้อมการบริการจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงบนหน้าจอ

ผนึกกำลังโรงพยาบาล สสอ. รพ.สต. และ อสม. ให้การเฝ้าระวังลงถึงระดับครัวเรือน

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า ได้ประสานเครือข่ายบริการในพื้นที่ทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอ เพื่อให้ทีมลงพื้นที่ทำงานได้จริง โดยมีหน่วยหลัก ได้แก่ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โรงพยาบาลเชียงแสน สาธารณสุขอำเภอเมืองเชียงราย สาธารณสุขอำเภอเชียงแสน ตลอดจนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน

รูปแบบทำงานของเครือข่ายนี้มีนัยสำคัญ เพราะการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำไม่ใช่โจทย์ของโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่เป็นงานสุขภาพชุมชนที่ต้องอาศัยคนพื้นที่ที่เข้าใจครัวเรือน เข้าใจพฤติกรรมการใช้น้ำ และเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงได้เร็ว อสม. จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนมาตรการจากเอกสารให้กลายเป็นการดูแลจริง

แนวทางสำหรับประชาชน สังเกตอาการ รับข่าวจากทางการ และเข้าถึงบริการได้ทันที

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำการสังเกตอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือใช้น้ำในชีวิตประจำวัน หากมีผื่นคัน ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาการอื่นที่น่ากังวล ให้รีบพบแพทย์หรือแจ้งหน่วยบริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

การสื่อสารสาธารณะในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของการรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม คือให้ข้อมูลที่พอเพียงต่อการปฏิบัติ ลดความตื่นตระหนก และสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐกำลังทำงานบนข้อมูล ไม่ใช่ทำงานบนกระแส

ทำไมรัฐต้องรีบยกระดับ แม้ข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างตรวจยืนยัน

ในมุมสาธารณสุข การยกระดับเฝ้าระวังไม่ใช่คำประกาศว่ามีผู้ป่วยแล้วจำนวนมาก แต่เป็นมาตรการป้องกันเพื่อปิดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต และอาจมีการสัมผัสซ้ำทุกวัน

มาตรฐานสากลสะท้อนว่าความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนบางชนิด โดยเฉพาะโลหะหนักอย่างสารหนู มักเป็นความเสี่ยงสะสมระยะยาวมากกว่าการป่วยฉับพลัน องค์การอนามัยโลกกำหนดค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่มไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร เพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ขณะเดียวกันเอกสารอ้างอิงด้านมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มในประเทศไทยระบุเกณฑ์สารหนูไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับ 10 ไมโครกรัมต่อลิตรในหน่วยสากล

การอธิบายเกณฑ์มาตรฐานด้วยตัวเลขที่ชัด ทำให้สังคมมองเห็นเส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับความกังวล และช่วยให้ประชาชนเข้าใจว่าหน่วยงานรัฐกำลังไล่ตรวจอะไร เพื่อให้กลับไปสู่ความปลอดภัยตามเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้

บริบทลุ่มน้ำกก ความท้าทายของมลพิษทางน้ำที่อาจข้ามพรมแดน

ข้อเท็จจริงที่ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกจับตา คือพื้นที่ภาคเหนือมีความซับซ้อนของลุ่มน้ำที่เชื่อมต่อหลายพื้นที่ และมีการถกเถียงในสังคมต่อเนื่องเกี่ยวกับความเสี่ยงมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะกิจกรรมเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่อาจส่งผลต่อคุณภาพน้ำในฝั่งไทย ประเด็นนี้ทำให้การสื่อสารต้องระมัดระวัง เน้นข้อมูลตรวจวัดและมาตรการคุ้มครองสุขภาพเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ข่าวกลายเป็นการชี้นำทางการเมืองหรือสร้างความตึงเครียดเกินหลักฐาน

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานสิ่งแวดล้อมระดับภูมิภาคเคยรายงานการตรวจพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก และได้ออกหน่วยเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย พร้อมสื่อสารแนวทางปฏิบัติตนให้ประชาชน โดยรายงานช่วงหนึ่งระบุว่าได้ตรวจตัวอย่างน้ำอุปโภคบริโภคที่ประชาชนนำมาตรวจ 89 ตัวอย่างและอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด ในขณะที่สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน

ข้อมูลลักษณะนี้ชี้ว่า โจทย์ลุ่มน้ำกกไม่ใช่เรื่องวันเดียวจบ แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารต่อเนื่อง และการตอบสนองของกระทรวงสาธารณสุขในวันนี้จึงเป็นการเพิ่มชั้นป้องกันทางสุขภาพให้เข้มขึ้นในช่วงที่สังคมกำลังต้องการคำตอบที่ชัด

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที ลดความเสี่ยงโดยไม่ตื่นตระหนก

ในช่วงที่หน่วยงานรัฐกำลังตรวจสอบเชิงวิทยาศาสตร์และลงพื้นที่เฝ้าระวังสุขภาพ สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีคือปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เลือกใช้น้ำดื่มที่ปลอดภัยตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแหล่งเสี่ยงในกิจกรรมที่เพิ่มโอกาสสัมผัสโดยไม่จำเป็น และติดตามประกาศจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

หากเกิดอาการผิดปกติหลังสัมผัสน้ำหรือใช้น้ำในชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจที่สถานบริการใกล้บ้านทันที เพราะการพบแพทย์เร็วจะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำกว่าการตีความจากข่าวลือในโลกออนไลน์

จุดชี้ขาดของเรื่องนี้ อยู่ที่ความโปร่งใสของข้อมูลและความต่อเนื่องของการดูแล

วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมมักไม่ทำให้คนหวาดกลัวเพราะสารปนเปื้อนเพียงอย่างเดียว แต่หวาดกลัวเพราะไม่รู้ข้อมูลจริง และไม่แน่ใจว่ารัฐกำลังทำอะไรอยู่ การประกาศยกระดับเฝ้าระวังและการลงพื้นที่เคาะประตูบ้านจึงเป็นสัญญาณสำคัญว่า กลไกรัฐเลือกตอบโจทย์ด้วยการบริการสุขภาพจริงในพื้นที่ ไม่ใช่ปล่อยให้ความไม่แน่ชัดกัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

สำหรับเชียงราย แม่น้ำกกไม่ใช่เพียงทางน้ำ แต่เป็นเส้นเลือดของเศรษฐกิจชุมชนและวิถีชีวิต เมื่อสายน้ำถูกตั้งคำถาม การคุ้มครองสุขภาพจึงต้องเดินคู่กับการสื่อสารที่รอบคอบ วัดได้ และตรวจสอบได้ เพื่อให้สังคมก้าวผ่านความเสี่ยงด้วยสติ มากกว่าความกลัว

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  1. การออกหน่วยเฝ้าระวังเชิงรุกของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย ระบุว่า สถานการณ์คุณภาพน้ำในแม่น้ำกกยังพบสารหนูเกินค่ามาตรฐาน และมีการตรวจตัวอย่างน้ำอุปโภคบริโภคที่ประชาชนนำมาตรวจ 89 ตัวอย่าง ผลอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกตัวอย่าง
  2. ค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่มขององค์การอนามัยโลกอยู่ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลิตร เพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
  3. เอกสารอ้างอิงมาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มของไทยระบุเกณฑ์สารหนู 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ข้อมูลมาตรการเฝ้าระวังและการลงพื้นที่ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ตามข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวแนบ
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข บทบาทด้านการคุ้มครองสุขภาพและมาตรฐานน้ำดื่มอ้างอิงจากเอกสารมาตรฐาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานกิจกรรมเฝ้าระวังเชิงรุกและข้อมูลตัวอย่างน้ำ 89 ตัวอย่าง
  • องค์การอนามัยโลก ค่าคำแนะนำสารหนูในน้ำดื่ม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

มฟล. เปิดหลักสูตรระยะสั้น 4 เดือน ยกระดับสุราชุมชนเชียงราย เน้นความปลอดภัยและดื่มอย่างรับผิดชอบ

มฟล เปิดหลักสูตรระยะสั้น 4 เดือน ยกระดับสุราชุมชนเชียงราย เน้นมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคม

เชียงราย,24 กุมภาพันธ์ 2569 – ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชื่อของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง จากกระแสข่าวการเปิดหลักสูตรเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จนเกิดคำถามตามมาหลายทิศทาง บางส่วนตั้งข้อกังวลด้านศีลธรรมและสุขภาพ บางส่วนมองเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจฐานราก และอีกไม่น้อยเข้าใจคลาดเคลื่อนไปไกลกว่าข้อเท็จจริงว่าเป็น “หลักสูตรปริญญา” หรือมหาวิทยาลัยกำลังจะ “ทำโรงกลั่นเพื่อการค้า”

ท่ามกลางเสียงถกเถียง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีประกาศรับสมัครหลักสูตรระยะสั้นชื่อ “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน” ภายใต้โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ รับผู้เข้าอบรม 40 คน เรียนช่วงพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 และเปิดรับสมัครในเดือนเมษายน 2569 โดยระบุว่าไม่เสียค่าใช้จ่าย ข้อเท็จจริงชุดนี้เป็นจุดตั้งต้นที่ทำให้สังคมควรถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อมองภาพให้ครบ ว่าหลักสูตรดังกล่าวกำลังพยายามทำอะไร และควรวาง “เส้นแบ่ง” ระหว่างการยกระดับภูมิปัญญาให้ปลอดภัยกับการส่งเสริมการดื่มอย่างไร

กระแสสังคมต่อคำว่า “สุรา” เมื่อมหาวิทยาลัยต้องตอบคำถามที่หนักกว่าวิชาการ

คำว่า “สุรา” ในสังคมไทยไม่ใช่เพียงสินค้าในตลาด หากเป็นภาพจำที่ทับซ้อนทั้งพิธีกรรม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และผลกระทบต่อสุขภาพ ในอีกด้าน ตัวเลขเชิงพฤติกรรมก็ย้ำให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ประเด็นเล็ก ปี 2564 ไทยมีปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อประชากรเฉลี่ย 7.12 ลิตรต่อคนต่อปี และประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่ดื่มใน 12 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 28 ภาคเหนือมีสัดส่วนผู้ดื่มสูงสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น ร้อยละ 33.09

เมื่อนำตัวเลขเหล่านี้มาวางคู่กับความจริงอีกด้านที่ว่า “การผลิตสุราพื้นบ้านและสุราชุมชน” มีอยู่ในหลายพื้นที่มานาน ข้อถกเถียงจึงไม่ใช่การมีหรือไม่มี แต่เป็นคำถามว่า จะทำให้สิ่งที่มีอยู่แล้ว “ปลอดภัย มีมาตรฐาน และรับผิดชอบ” ได้อย่างไร โดยไม่ผลักให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่หรือขยายความเสี่ยงต่อสังคม

จุดเริ่มต้นของหลักสูตร เมื่อการหมักไม่หยุดแค่เรื่องอาหาร แต่ไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ต้องคุมความเสี่ยง

ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและผู้มีบทบาทสำคัญต่อการอธิบายหลักสูตรนี้ ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ว่า แนวคิดของหลักสูตรอยู่ในกรอบการยกระดับสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง เดิมทีมองเรื่องอาหารสุขภาพ สินค้าหมัก และแนวทางเกี่ยวกับพรีไบโอติก ก่อนจะเห็นช่องทางอีกด้านของ “ศาสตร์การหมัก” ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง

สาระสำคัญของคำอธิบายคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้ตั้งต้นจากการชวนให้คนดื่ม แต่ตั้งต้นจากข้อเท็จจริงว่ามีผู้ประกอบการที่ผลิตอยู่แล้วในระบบกฎหมาย และการขยับของรัฐในช่วงหลังเริ่มเปิดพื้นที่ให้สุราชุมชนมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้น การปล่อยให้ความรู้กระจายแบบต่างคนต่างทำ ย่อมมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพ ความสม่ำเสมอ และความปลอดภัยของผู้บริโภค

นี่คือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยเลือกวางกรอบหลักสูตรให้จับ “มาตรฐานและการควบคุมความเสี่ยง” เป็นแกนกลาง มากกว่าการเล่าเรื่องความหอมหวานของตลาดหรือยอดขาย

โครงสร้างหลักสูตร 4 เดือน ความเข้มข้น 285 ชั่วโมง และโจทย์ใหญ่คือทำให้ความรู้ไปถึงโรงผลิตจริง

ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ระบุว่า หลักสูตรถูกออกแบบให้มีชั่วโมงรวม 285 ชั่วโมง แบ่งการเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ โดยการปฏิบัติคิดเป็นสัดส่วนมาก และต้องเชื่อมกับสถานประกอบการจริงของผู้เข้าเรียนหรือเครือข่ายโรงผลิตที่ถูกกฎหมาย หลักคิดสำคัญคือ ถ้าจะพูดถึงการควบคุมมาตรฐาน จะทำได้จริงก็ต่อเมื่อผู้เรียนต้องกลับไปแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตของตนเอง ไม่ใช่ทำได้เพียงในห้องบรรยาย

ประเด็นนี้สัมพันธ์โดยตรงกับเงื่อนไขการคัดเลือกผู้เข้าอบรมที่เน้น “ผู้มีใบอนุญาตผลิตและจำหน่าย” และมีสถานที่ผลิตอยู่ในพื้นที่กำกับดูแลของสรรพสามิตในจังหวัดเชียงราย ตลอดจนกำหนดว่า 1 สถานประกอบการสมัครได้ 1 คน และต้องเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดหลักสูตร โดยมีเงื่อนไขการจบ เช่น ต้องมีการเข้าร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และผ่านการทดสอบในหัวข้อที่กำหนด

เมื่อวางเงื่อนไขเช่นนี้ แก่นของหลักสูตรจึงเริ่มชัดขึ้นว่าไม่ได้มุ่งเปิดให้คนทั่วไป “เริ่มหมักที่บ้าน” หากมุ่งทำงานกับผู้ที่อยู่ในระบบกำกับดูแล เพื่อดึงความรู้สมัยใหม่เข้าไปเสริมภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วให้ปลอดภัยขึ้น

ความปลอดภัยไม่ใช่คำขวัญ แต่เป็นเหตุผลที่มหาวิทยาลัยหยิบเรื่องสุราขึ้นมาพูดในเชิงวิชาการ

ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ย้ำหัวข้อเรื่องการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย โดยอธิบายถึงความเสี่ยงของสารปนเปื้อนและการกลั่นที่ไม่ถูกหลัก ซึ่งเป็นหัวใจที่ทำให้เรื่องสุราไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นเพียง “เคล็ดลับครัวเรือน” หรือ “สูตรลับรายร้าน” หากตั้งใจจะวางจำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย

การพูดถึงความปลอดภัยเช่นนี้สอดรับกับโจทย์เชิงนโยบายกว้างกว่ามหาวิทยาลัย เพราะการเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตรายย่อยเดินหน้าได้ในกฎหมาย ย่อมต้องแลกกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ทั้งด้านสถานที่ผลิต การควบคุม กระบวนการ และการติดตาม

ในภาพใหญ่ กฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการผลิตสุราซึ่งมีผลใช้บังคับช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าแม้รัฐจะเปิดช่องให้ผู้ผลิตรายย่อยและสุราชุมชนมากขึ้น แต่ยังคงวางกรอบการอนุญาตและข้อกำหนดเข้มงวด เพื่อคุมความเสี่ยงด้านภาษี คุณภาพ และความปลอดภัย

เศรษฐกิจฐานรากกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เมื่อสุราถูกมองเป็น “ศาสตร์และศิลป์” ไม่ใช่การค้าเป็นหลัก

จุดที่ทำให้หลักสูตรนี้แตกต่างจากภาพจำของคำว่า “สอนทำเหล้า” อยู่ที่กรอบความคิดเรื่องอัตลักษณ์ วัตถุดิบ และการยกระดับเชิงคุณค่า ผู้ให้ข้อมูลเสนอภาพว่าเชียงรายมีความหลากหลายของวัตถุดิบ ทั้งข้าว ข้าวโพด และผลไม้บนพื้นที่สูง เช่น บ๊วยหรือเชอร์รี่ดอย ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ได้ หากทำในกรอบมาตรฐาน

แนวคิดนี้ถูกเชื่อมโยงกับคำอธิบายเชิงวัฒนธรรมว่า การบริโภคในบางสังคมถูกยกระดับเป็นการ “เสพศิลป์” มีการจับคู่รสชาติและบริบทการบริโภคอย่างรับผิดชอบ ในหลักสูตรจึงมีการกล่าวถึงการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ เช่น การทำค็อกเทลและการจับคู่รสชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยความรับผิดชอบมากขึ้น ไม่ผลักให้การดื่มกลายเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ไร้การกำกับ

อย่างไรก็ดี การใช้คำว่าอัตลักษณ์และซอฟต์พาวเวอร์ในประเด็นแอลกอฮอล์ย่อมเป็นดาบสองคม เพราะหากสื่อสารไม่ระมัดระวัง อาจถูกตีความว่าเป็นการ “ทำให้การดื่มดูดี” มากกว่าการคุมความเสี่ยง นี่คือความท้าทายของมหาวิทยาลัยและสื่อมวลชนที่จะต้องวางน้ำหนักให้ถูกด้าน

ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สา สนทาญาติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์, สาขาวิชา เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว

อีกด้านของเหรียญ เมื่อข้อมูลสุขภาพชี้ว่าความเสี่ยงมีจริง และสังคมมีสิทธิ์ถามว่าหลักสูตรจะกันปัญหาอย่างไร

ในรายงานสถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย ปี 2564 มีข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกจับตา ผู้ดื่มใน 12 เดือนมีร้อยละ 28 และในกลุ่มผู้ที่ดื่ม มีการดื่มหนักในครั้งเดียวเกินร้อยละ 30 ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มอายุ 25 ถึง 44 ปีมีสัดส่วนดื่มหนักสูงสุดเมื่อคิดในกลุ่มผู้ดื่ม นี่คือภาพสะท้อนว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ “ผลิตภัณฑ์ปลอดภัยหรือไม่” แต่อยู่ที่พฤติกรรมการบริโภคด้วย

ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว อธิบายว่าหลักสูตรต้องเน้นการสื่อสารเรื่องการดื่มอย่างรับผิดชอบ ไม่ดื่มแล้วขับ และไม่ทำให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่ พร้อมสะท้อนว่าการนำหลักสูตรผ่านกระบวนการพิจารณาภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงมุมมองจากสายสุขภาพที่ตั้งข้อสังเกต เป็นส่วนหนึ่งของการถ่วงดุลในระบบ

ในแง่นี้ บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงผู้สอนเทคนิคการผลิต แต่ต้องเป็นผู้วางกรอบจริยธรรมเชิงสังคมในทางปฏิบัติ เป็นความรับผิดชอบต่อสาธารณะในฐานะสถาบันการศึกษา

เงื่อนไขการรับสมัครและการคัดกรอง จุดคุมความเสี่ยงที่ถูกออกแบบให้ผูกกับระบบสรรพสามิต

หนึ่งในแกนที่หลักสูตรพยายามใช้คุมความเสี่ยงคือการคัดกรองผู้เข้าอบรมร่วมกับสรรพสามิต โดยผู้ให้ข้อมูลระบุว่ามีฐานรายชื่อผู้ประกอบการจำนวนมาก และสรรพสามิตมีข้อมูลพฤติกรรมการผลิตจากการซื้ออากรแสตมป์หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้สามารถคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพและอยู่ในระบบได้ก่อนในรุ่นแรก

แนวทางนี้สอดคล้องกับภาพรวมเชิงกฎหมาย เพราะการผลิตสุราต้องอยู่ภายใต้การอนุญาต การกำหนดสถานที่ผลิต และข้อกำกับต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนอยู่ในกรอบกฎกระทรวงและการกำกับของหน่วยงานรัฐ เมื่อผูกหลักสูตรเข้ากับระบบนี้ จึงเท่ากับพยายามเลี่ยงไม่ให้ “ความรู้” กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย

มหาวิทยาลัยย้ำจุดยืน ไม่ใช่ปริญญา ไม่ได้ผลิตเพื่อขาย และไม่สนับสนุนให้ดื่ม

ประเด็นที่ต้องชี้แจงให้ชัดที่สุดตามคำขอของผู้ให้ข้อมูล คือความเข้าใจผิด 3 เรื่องที่เกิดซ้ำบนโซเชียล

  • เรื่องแรก หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรระยะสั้น 4 เดือน ไม่ใช่หลักสูตรปริญญา
  • เรื่องที่สอง มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำแบรนด์หรือโรงกลั่นเพื่อการค้า แต่เป็นสถานศึกษาที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงทางวิชาการ
  • เรื่องที่สาม เนื้อหามุ่งมาตรฐาน ความปลอดภัย และการดื่มอย่างรับผิดชอบ มากกว่าการทำให้คนดื่มเพิ่ม

ในประกาศรับสมัครของมหาวิทยาลัยเอง ก็สะท้อนภาพหลักสูตรระยะสั้น ช่วงเวลาเรียน และจำนวนรับอย่างชัดเจน ส่วนข้อเท็จจริงรายละเอียดเชิงลึกถูกเติมเต็มจากบทสัมภาษณ์ที่อธิบายเหตุผลและกรอบคิดของผู้พัฒนาหลักสูตร

หากมองไปข้างหน้า เชียงรายจะได้อะไร และสังคมควรถามอะไรต่อ

คำถามสำคัญที่เหลืออยู่ไม่ใช่เพียงจะมีผู้สมัครเต็ม 40 คนหรือไม่ แต่คือ “ผลลัพธ์” ที่หลักสูตรประกาศว่าจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง ผู้ให้ข้อมูลเล่าว่าเป้าหมายหนึ่งคือการมีผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากผู้ประกอบการที่ผ่านการบ่มเพาะ และเชื่อมกับกิจกรรมการประกวดหรือเวทีทดสอบคุณภาพในอนาคต รวมถึงความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดเพื่อผลักดันต่อ

อย่างไรก็ดี เพื่อให้สังคมเชื่อมั่น ความโปร่งใสที่ควรเกิดขึ้นในระยะต่อไป ได้แก่

  • การประกาศคุณสมบัติผู้สมัครและเกณฑ์คัดเลือกอย่างเป็นทางการให้ชัดและเข้าถึงได้
  • การอธิบายเนื้อหาหลักสูตรในมิติความปลอดภัยและการคุมความเสี่ยงต่อสาธารณะให้มากพอ
  • แนวทางติดตามผลหลังจบหลักสูตร ว่าคุณภาพผลิตภัณฑ์ดีขึ้นอย่างไร ลดความเสี่ยงต่อผู้บริโภคอย่างไร
  • การสื่อสารที่ไม่ทำให้การดื่มถูกโรแมนติไซส์ แต่ชี้ให้เห็นกรอบความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหลัก

เพราะในสังคมที่มีผู้ดื่มจำนวนมาก และมีรูปแบบการดื่มหนักปรากฏในทุกช่วงวัยของกลุ่มผู้ดื่ม การพูดถึงสุราในฐานะอัตลักษณ์หรือซอฟต์พาวเวอร์จะมีน้ำหนักได้ ก็ต่อเมื่อ “มาตรฐานและความปลอดภัย” ถูกทำให้เป็นจริง ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยหรูในเอกสาร

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เมื่อเห็นข่าวหลักสูตรสุราแล้วรู้สึกกังวลหรือสนใจ

สำหรับประชาชนทั่วไปที่กังวลว่าเรื่องนี้จะทำให้การดื่มแพร่หลายขึ้น ข้อเท็จจริงเบื้องต้นคือหลักสูตรถูกออกแบบให้มุ่งผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตและอยู่ในระบบกำกับ เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัย ไม่ใช่การชวนคนทั่วไปไปผลิตเองที่บ้าน และมีกรอบรับเพียง 40 คนต่อรุ่นตามประกาศรับสมัคร

สำหรับผู้ที่สนใจในฐานะผู้ประกอบการ ควรติดตามประกาศทางการของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตรตามที่ระบุไว้ในข่าวประกาศรับสมัคร รวมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติเรื่องใบอนุญาตและเงื่อนไขสถานที่ผลิตให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจสมัคร

และสำหรับผู้ที่ทำงานด้านชุมชนหรือสาธารณสุข ประเด็นนี้เป็นโอกาสในการย้ำแนวคิดดื่มอย่างรับผิดชอบ ไม่ดื่มแล้วขับ และร่วมกันจับตาว่าโครงการยกระดับการผลิตจะเดินคู่กับมาตรการลดอันตรายจากการบริโภคได้จริงเพียงใด

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  1. ปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ต่อประชากรไทย ปี 2564 ประมาณ 7.12 ลิตรต่อคนต่อปี และสัดส่วนผู้ดื่มใน 12 เดือน ร้อยละ 28 อีกทั้งภาคเหนือมีสัดส่วนผู้ดื่มสูงสุด ร้อยละ 33.09
  2. ประกาศรับสมัครหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ระบุรับ 40 คน เรียนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 รับสมัครเมษายน 2569 และไม่เสียค่าใช้จ่าย
  3. กรอบกฎหมายและเงื่อนไขการผลิตสุราที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตรายย่อย สะท้อนว่าการเปิดพื้นที่ต้องเดินคู่กับข้อกำกับด้านสถานที่และการควบคุม
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร ข่าวประกาศรับสมัครหลักสูตรการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน
  • รายงาน สถานการณ์การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของคนไทย อ้างอิงข้อมูลสำรวจและข้อมูลหน่วยงานรัฐ รวมถึงสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมสรรพสามิต และหน่วยงานสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อมูลสรุปกรอบกฎกระทรวงการผลิตสุราที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยกรมประชาสัมพันธ์
  • ข้อมูลบทสัมภาษณ์ ผศ. ดร.รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ จากไฟล์ถอดเสียงที่ผู้ใช้แนบในคำสั่งงานครั้งนี้
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME