Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

พลังศรัทธาล้านนา! อบจ.เชียงราย ร่วมพิธีบวชป่า-สืบชะตาแม่น้ำ ปั้นเยาวชนรักษ์ธรรมชาติปี 2569

อบจ.เชียงราย ร่วมสืบสานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ปลุกพลังศรัทธาชุมชนคุ้มครองป่าต้นน้ำ สร้างแนวร่วมเยาวชนรักษ์ธรรมชาติ

เชียงราย, 6 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความท้าทายด้านทรัพยากรธรรมชาติที่หลายชุมชนต้องเผชิญ ทั้งแรงกดดันจากการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และความเสี่ยงต่อแหล่งน้ำต้นทุนของเกษตรกรรม พื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เลือกใช้วิธีที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังผ่านวัฒนธรรมและศรัทธา ด้วยพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณี หากเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของชุมชนในการปกป้องผืนป่าและสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เป็นประธานเปิดงานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำของกลุ่มผู้ใช้น้ำแม่น้ำเฮียว ณ ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย โดยกิจกรรมตั้งใจผสานพิธีกรรมทางศาสนาเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามวิถีล้านนา เพื่อสร้างความร่วมมือ ลดการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และย้ำความสำคัญของป่าต้นน้ำในฐานะหัวใจของความมั่นคงด้านน้ำในระดับชุมชน

พิธีกรรมที่ทำหน้าที่เป็นกติกาสังคมของชุมชน

สาระสำคัญของงานอยู่ที่พิธีบวชป่าและพิธีสืบชะตาแม่น้ำ ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่สังคมล้านนาใช้มายาวนานเพื่อยกระดับธรรมชาติให้เป็นสิ่งที่ต้องเคารพและระมัดระวัง ในพิธีบวชป่า ชุมชนใช้การนำผ้าเหลืองห่มต้นไม้ใหญ่เป็นสัญลักษณ์ทางใจให้ผืนป่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรถูกแตะต้องง่าย ๆ คล้ายการสร้างเขตอภัยทานทางสังคมที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานศึกษาด้านพิธีกรรมและการอนุรักษ์ที่ชี้ว่า การห่มผ้าเหลืองต้นไม้และการทำพิธีเชิงพุทธถูกใช้เป็นเครื่องมือทางสังคมเพื่อยับยั้งการตัดไม้และทำให้ชุมชนเกิดบรรทัดฐานร่วมในการคุ้มครองป่า

ขณะที่พิธีสืบชะตาแม่น้ำเป็นการขอขมาและแสดงความกตัญญูต่อสายน้ำ รวมถึงการบูชาผู้คุ้มครองตามความเชื่อ เพื่อให้คนในพื้นที่ตระหนักว่าแม่น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรที่หยิบใช้ได้ไม่จำกัด แต่เป็นสิ่งมีคุณค่าและมีความหมายต่อชีวิตในทุกมิติ เอกสารท้องถิ่นเกี่ยวกับพิธีสืบชะตาในบริบทล้านนาอธิบายบทบาทพิธีกรรมในฐานะการเชื่อมความสัมพันธ์คนกับสายน้ำและสร้างความตระหนักเรื่องการดูแลแหล่งน้ำร่วมกัน

นัยสำคัญของพิธีกรรมทั้งสองจึงไม่ใช่เพียงความศักดิ์สิทธิ์ หากคือการสร้างกติกาทางสังคมแบบนุ่มนวลที่ชุมชนยอมรับด้วยความเชื่อและความผูกพัน เป็นการลดแรงปะทะระหว่างมาตรการบังคับใช้กับชีวิตจริง และทำให้การอนุรักษ์มีเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง

แม่น้ำเฮียวกับป่าต้นน้ำ เมื่อธรรมชาติคือความมั่นคงของปากท้อง

ในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ป่าต้นน้ำและแม่น้ำไม่ได้หมายถึงความงามเชิงทิวทัศน์เท่านั้น แต่เป็นระบบสนับสนุนชีวิต ตั้งแต่การเกษตร น้ำอุปโภคบริโภค ไปจนถึงการรักษาสมดุลระบบนิเวศ เมื่อป่าถูกทำลาย น้ำย่อมแปรปรวน ทั้งปริมาณและคุณภาพ และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ต้นทุนครัวเรือน

การจัดพิธีบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า ชุมชนกำลังลงทุนกับความมั่นคงระยะยาวของตนเอง ผ่านวิธีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจร่วมกัน การวางเรื่องนี้ในบริบทสถิติป่าไม้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น โดยข้อมูลกรมป่าไม้ระบุว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ขณะที่จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเชียงรายเป็นจังหวัดที่ยังมีฐานทรัพยากรป่าไม้ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ แต่การมีฐานทรัพยากรไม่เท่ากับความปลอดภัย หากไม่มีกลไกชุมชนช่วยดูแลและกำกับพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การอนุรักษ์จึงต้องไม่หยุดอยู่แค่โครงการของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องกลายเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกับป่าและน้ำ

เยาวชนร่วมพิธี ไม่ใช่ผู้ชม แต่เป็นผู้สืบทอดการเฝ้าระวัง

อีกมิติที่ถูกเน้นจากข้อมูลแนบคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการเข้าร่วมพิธี การรับฟังเรื่องเล่าภูมิปัญญาท้องถิ่น และการถ่ายทอดความรู้จากผู้นำชุมชนและผู้เฒ่าผู้แก่ จุดนี้ทำให้กิจกรรมไม่เป็นเพียงงานประเพณีรายปี แต่เป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจคุณค่าของทรัพยากรในพื้นที่จริงของตนเอง

ในทางปฏิบัติ การสร้างเยาวชนให้เห็นความหมายของป่าต้นน้ำและแม่น้ำตั้งแต่วัยเด็ก ช่วยเพิ่มโอกาสให้ชุมชนมีเครือข่ายเฝ้าระวังระยะยาว และทำให้การอนุรักษ์ไม่ขาดตอนเมื่อคนรุ่นผู้รู้ลดลงตามเวลา ที่สำคัญคือเยาวชนไม่ได้ถูกวางบทบาทเป็นเพียงผู้รับฟัง หากถูกชวนให้เป็นแนวร่วม ช่วยสืบต่อการดูแลทรัพยากรซึ่งเป็นสมบัติร่วมของชุมชน

บทบาทของ อบจ. กับการสนับสนุนการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม

ในภาพรวม บทบาทของ อบจ.เชียงรายจากข้อมูลแนบคือการเข้ามาหนุนเสริมกิจกรรมชุมชนในพื้นที่จริง โดยการมอบหมายผู้บริหารเข้าร่วมและเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีนัยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ที่ใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง และมองพิธีกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์หรือพิธีการที่แยกจากการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสนับสนุนมีผลจริงในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรและการพัฒนาชุมชนมักชี้ว่า พิธีกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ หากไม่ต่อยอดด้วยมาตรการทางสังคมและการจัดการพื้นที่ เช่น กติกาชุมชนเรื่องการใช้ป่า การดูแลต้นน้ำ การลดขยะและของเสียลงลำน้ำ รวมถึงการประสานกับหน่วยงานรัฐด้านป่าไม้และน้ำให้มีระบบติดตามผล สิ่งนี้ไม่ใช่ข้อด้อยของพิธีกรรม แต่เป็นเงื่อนไขของความยั่งยืนในโลกจริงที่ต้องพึ่งทั้งศรัทธาและการบริหารจัดการร่วมกัน

เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ไกลตัว พิธีกรรมจึงทำหน้าที่เป็นสะพาน

สารที่งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวส่งถึงสังคมในวงกว้างคือ ปัญหาทรัพยากรไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการใหญ่เสมอไป บางครั้งการเริ่มจากความเชื่อร่วมที่คนยอมรับ สามารถเปิดประตูให้เกิดความร่วมมือที่แข็งแรงกว่าเครื่องมือทางกฎหมายในบางสถานการณ์ เพราะศรัทธาเป็นพลังที่ทำให้คนยอมเสียสละเพื่อสิ่งที่มองไม่เห็นทันที

เมื่อมองให้ลึกลงไป พิธีกรรมคือภาษาเดียวกันของชุมชน เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคก็เข้าใจได้ และทำให้คนธรรมดารู้สึกว่าเขามีส่วนรับผิดชอบต่อทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน นี่คือการอนุรักษ์แบบที่ไม่แยกคนออกจากธรรมชาติ แต่เชื่อมให้กลับมาเห็นว่า ทุกหยดน้ำและทุกต้นไม้มีผลต่อความมั่นคงของครอบครัว

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันทีเพื่อรักษาป่าต้นน้ำและสายน้ำของชุมชน

หนึ่ง หลีกเลี่ยงการทิ้งขยะและของเสียลงแหล่งน้ำ และร่วมกันจัดจุดทิ้งขยะที่ไม่ไหลลงลำน้ำ
สอง ร่วมทำกติกาชุมชนเรื่องการใช้พื้นที่ป่า เช่น งดตัดไม้ใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำ และช่วยกันแจ้งเหตุเมื่อพบการบุกรุก
สาม สนับสนุนกิจกรรมเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ให้มีพื้นที่ทำงานอาสาและกิจกรรมเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
สี่ ประสานหน่วยงานท้องถิ่นเมื่อพบปัญหาน้ำขุ่น น้ำเสีย หรือการทำกิจกรรมเสี่ยงต่อป่าต้นน้ำ เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขทันเวลา

บทสรุป

งานบวชป่าและสืบชะตาแม่น้ำเฮียวในอำเภอเวียงป่าเป้าเป็นภาพสะท้อนว่า การอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความขัดแย้ง แต่เริ่มจากความเชื่อร่วมและความรักในถิ่นฐานได้ เมื่อ อบจ.เชียงรายเข้ามาหนุนเสริมบทบาทของชุมชน พิธีกรรมจึงกลายเป็นเวทีรวมพลังของคนทุกวัย โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกชวนให้เป็นผู้สืบทอดการดูแลป่าต้นน้ำและสายน้ำ

ในวันที่โลกเผชิญความผันผวนด้านทรัพยากร ความมั่นคงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องชายแดนหรือเศรษฐกิจ แต่คือความมั่นคงของน้ำและป่าที่อยู่หน้าบ้าน เมื่อชุมชนลุกขึ้นมาห่มผ้าเหลืองให้ต้นไม้และขอขมาต่อสายน้ำ ความหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่พิธีการ หากคือคำมั่นว่าทรัพยากรธรรมชาติจะถูกส่งต่ออย่างสมศักดิ์ศรีให้คนรุ่นถัดไป

 

สถิติ

  • ประเทศไทยมีพื้นที่ป่ารวม 102,212,434.37 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 31.59 ของพื้นที่ประเทศ ข้อมูลปี 2564
  • จังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ป่า 2,845,312.24 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 39.58 ของพื้นที่จังหวัด ข้อมูลปี 2564
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมป่าไม้ ตารางพื้นที่ป่าของประเทศไทย ปี 2516 ถึง 2564 และตารางพื้นที่ป่าแยกรายจังหวัด ปี 2564 ซึ่งระบุพื้นที่ป่ารวมของประเทศ ร้อยละของพื้นที่ประเทศ และพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายเตรียมพื้นที่ฝูงบิน 416 ตั้งพระเมรุมาศจำลอง รับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาคอย่างสมพระเกียรติ

เชียงรายปักหมุดสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 เตรียมตั้งพระเมรุมาศจำลอง รับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาค น้อมรำลึกสมเด็จแม่แห่งแผ่นดิน

เชียงราย, 5 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางห้วงอารมณ์โศกอาลัยที่ปกคลุมไปทั่วประเทศ เสียงระฆังแห่งความทรงจำดังขึ้นอีกครั้งในเมืองเหนือ เมื่อจังหวัดเชียงรายเร่งขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคอย่างสมพระเกียรติ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยที่ประชุมระดับจังหวัดมีแนวโน้มเลือกพื้นที่สนามบินเก่า ฝูงบิน 416 กองทัพอากาศ เป็นจุดตั้งพระเมรุมาศจำลองของจังหวัดและของอำเภอเมือง ด้วยเหตุผลด้านศักยภาพพื้นที่ การบริหารจราจร และความปลอดภัย ตลอดจนความเป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์ที่ผูกโยงกับประวัติศาสตร์ของเชียงราย

ภาพรวมของการขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แนวทางส่วนกลางของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมกำชับให้ทุกจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และแบ่งงานเป็นคณะทำงานด้านพิธีการ ด้านสถานที่ ด้านความปลอดภัยและจราจร รวมถึงด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ที่ระบุถึงแนวทางการคัดเลือกสถานที่สำคัญของจังหวัดและอำเภอ เช่น วัดประจำจังหวัดหรือสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ และสามารถรองรับประชาชนได้เพียงพอสำหรับการตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในพื้นที่ต่าง ๆ

เริ่มจากห้องประชุมศาลากลาง สู่การตัดสินใจที่ต้องคิดถึงคนทั้งจังหวัด

ตามข้อมูลที่จังหวัดเชียงรายสรุปจากการประชุมเตรียมงานเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมจอมกิตติ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาสถานที่ตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของอำเภอเมือง พร้อมมอบหมายให้อำเภออื่น ๆ เร่งคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในระดับอำเภอ และรวบรวมข้อมูลส่งส่วนกลางภายในกรอบเวลาที่กำหนด

สำหรับเชียงราย การเลือกสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 ถูกมองว่าเป็นคำตอบที่เชื่อมได้ทั้งเหตุผลเชิงบริหารและความหมายทางสังคม เพราะเป็นพื้นที่โล่งกว้างใจกลางเมือง มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อได้หลายทิศทาง และมีเงื่อนไขด้านความปลอดภัยที่สามารถวางมาตรการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับพื้นที่แคบหรือแออัด

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของการเลือกสถานที่ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความสะดวก หากยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดปลายแดนและเมืองพหุวัฒนธรรม การจัดพื้นที่ต้องรองรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สูง นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนจาก 18 อำเภอที่อาจต้องเดินทางเข้ามาร่วมพิธีในช่วงเวลาเดียวกัน การจัดการจึงต้องละเอียดรอบคอบทั้งการจราจร การจัดแถว การบริการสาธารณสุข และการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนอย่างถูกต้องและไม่สับสน

เมื่อกระทรวงมหาดไทยย้ำมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ งานพื้นที่จึงต้องเดินคู่กับราชประเพณี

แนวทางส่วนกลางที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเผยแพร่วันที่ 31 มกราคม 2569 ได้สะท้อนสารสำคัญ 2 ชั้น ชั้นแรกคือการยืนยันบทบาทของมหาดไทยในการเป็นแกนกลางจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาค ชั้นที่สองคือการกำหนดกรอบปฏิบัติให้จังหวัดคัดเลือกสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์และรองรับประชาชนได้เพียงพอ พร้อมตั้งคณะทำงานหลายฝ่ายตามภารกิจ

กรอบดังกล่าวทำให้การเตรียมงานของเชียงรายต้องเดินบนเส้นบาง ๆ ระหว่างความยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ กับความเคร่งครัดของพิธีการที่ยึดตามราชประเพณี การจัดสถานที่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้านทัศนียภาพ ความสงบเรียบร้อย ความเป็นระเบียบ การแต่งกายและกิริยามารยาท ตลอดจนการอธิบายขั้นตอนให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง

รอยต่อของความทรงจำ เมื่อสนามบินเก่าเคยเป็นพื้นที่พิธีการสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

การเลือกสนามบินเก่า ฝูงบิน 416 ยังชวนให้ย้อนมองบทเรียนจากอดีต ในเหตุการณ์พระราชพิธีสำคัญของชาติที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2560 สื่อหลายสำนักรายงานว่าหลายจังหวัดเลือกพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นจุดศูนย์กลางเมืองเพื่อรองรับประชาชนจำนวนมาก โดยเชียงรายมีการกล่าวถึงพื้นที่สนามบินเก่าเป็นหนึ่งในจุดตั้งพระเมรุมาศจำลองในช่วงเวลานั้นด้วย

บทเรียนสำคัญจากอดีตจึงไม่ใช่เพียงการเลือกพื้นที่ แต่รวมถึงการออกแบบการไหลของคนตั้งแต่ทางเข้า จุดคัดกรอง จุดพักคอย จุดถวายดอกไม้จันทน์ ไปจนถึงทางออก การจัดน้ำดื่ม ห้องสุขา จุดปฐมพยาบาล และการจัดรถรับส่งสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ดูเล็ก แต่เป็นตัวชี้คุณภาพของการจัดงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง

ปมท้าทายของเชียงราย ความหลากหลายของผู้ร่วมพิธี และการสื่อสารที่ต้องเข้าถึงทุกคน

เชียงรายมีโครงสร้างประชากรที่มีความหลากหลาย ทั้งชุมชนเมือง ชุมชนชนบท กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง และชาวต่างชาติที่พำนักหรือท่องเที่ยวในจังหวัด การเตรียมงานจึงต้องตอบโจทย์มากกว่าการประกาศกำหนดการทั่วไป

ในเชิงปฏิบัติ การประชาสัมพันธ์ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจตรงกันในประเด็นสำคัญ เช่น การแต่งกายสุภาพ การปฏิบัติตนในพิธี การเดินตามลำดับขั้น การป้องกันความแออัด และการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ หากการสื่อสารไม่ดีพอ ความตั้งใจที่จะให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความอาลัยอย่างพร้อมเพรียง อาจกลายเป็นความสับสนที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยได้

โจทย์นี้ยิ่งชัดเมื่อพิจารณาการเดินทางของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่สูงที่อาจต้องใช้เวลานานในการเข้ามายังจุดจัดพิธี และบางส่วนอาจไม่ถนัดภาษาไทยกลางหรือไม่คุ้นเคยขั้นตอนพิธีการระดับชาติ การจัดจุดให้ข้อมูลหลายภาษา หรือการมีอาสาสมัครช่วยแนะนำ จึงเป็นองค์ประกอบที่สอดคล้องกับสภาพจริงของเชียงรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อยู่ที่การทำงานร่วมกันของทุกหน่วย และการเตรียมพร้อมเชิงระบบ

ทิศทางของกระทรวงมหาดไทยที่ให้จังหวัดตั้งคณะทำงานหลายฝ่าย เป็นภาพสะท้อนว่า พิธีถวายดอกไม้จันทน์ในส่วนภูมิภาคไม่ใช่งานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นงานระบบที่ต้องประสานกันตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ ทหาร หน่วยงานจราจร หน่วยงานการศึกษา ไปจนถึงภาคประชาสังคม

สำหรับเชียงราย การทำงานร่วมกันมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะพื้นที่สนามบินเก่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานด้านความมั่นคงโดยตรง การวางมาตรการรักษาความปลอดภัยจึงต้องสมดุลกับการอำนวยความสะดวกประชาชน ให้เข้าถึงพิธีได้อย่างสงบและไม่เกิดความกังวล อีกด้านหนึ่ง การเตรียมฝ่ายสถานที่ต้องคำนึงถึงงานศิลปกรรมประกอบพิธีให้ถูกต้องตามแบบแผน และกลมกลืนกับอัตลักษณ์ล้านนา เพื่อให้พื้นที่พิธีการสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่นภายใต้กรอบราชประเพณีเดียวกัน

ความหมายที่มากกว่าพิธีการ เมื่อพื้นที่กลางเมืองกลายเป็นพื้นที่ของความกตัญญู

สำหรับประชาชนทั่วไป คำว่า พระเมรุมาศจำลอง อาจถูกมองเป็นเพียงโครงสร้างพิธีการ แต่ในมุมของสังคม พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็น “ที่ยึดเหนี่ยวร่วม” ให้คนที่แตกต่างกันได้มาพบกันภายใต้ความรู้สึกเดียวกัน ความอาลัย และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความหลากหลายสูงอย่างเชียงราย การเปิดพื้นที่กลางเมืองให้ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ว่า “ความโศกอาลัยครั้งนี้เป็นของทุกคน” ไม่ว่าผู้อยู่พื้นราบหรือบนดอย ไม่ว่าคนเกิดในจังหวัดหรือคนที่มาทำงานและตั้งรกรากใหม่ในเมืองแห่งนี้

งานใหญ่ที่วัดจากความสงบเรียบร้อย และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การเตรียมตั้งพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ในจังหวัดเชียงราย กำลังเดินหน้าอยู่บนหลักคิดสองประการที่ต้องไปด้วยกัน คือความสมพระเกียรติ และการเข้าถึงของประชาชน หากเชียงรายทำให้พิธีการเป็นระเบียบ สงบ ปลอดภัย และไม่ทิ้งกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง งานครั้งนี้จะไม่เป็นเพียงเหตุการณ์ในปฏิทินราชการ แต่จะเป็นบทบันทึกทางสังคมว่า เมืองชายแดนที่มีความหลากหลายสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งได้ในวันที่หัวใจทั้งจังหวัดก้มลงพร้อมกัน

ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังประคองความรู้สึกของผู้คนให้ผ่านความสูญเสียไปอย่างสง่างาม รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ป้ายแนะนำที่ชัดเจน ทางลาดสำหรับรถเข็น จุดพักคอยผู้สูงอายุ การจัดรถรับส่ง และการสื่อสารหลายภาษา อาจกลายเป็นตัวแทนของคำว่า “สมพระเกียรติ” ในความหมายที่ประชาชนสัมผัสได้จริงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงมหาดไทย ข้อมูลแนวทางการเตรียมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ส่วนภูมิภาค เผยแพร่วันที่ 31 มกราคม 2569 โดยปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์
  • ข้อมูลเชิงบริบทจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับบทเรียนการจัดพระเมรุมาศจำลองในพื้นที่สนามบินเก่าเชียงรายในพระราชพิธีสำคัญของชาติปี 2560
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ยกระดับสงกรานต์เชียงราย 2569 อัดฉีดนวัตกรรม Water Tower และอุโมงค์น้ำยักษ์ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เชียงราย” ปั้น “เชียงแสน” สู่ศูนย์กลางวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง ดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” พลิกโฉมเมืองเก่า 700 ปี ด้วย Soft Power และนวัตกรรม

เชียงราย, 30 มกราคม 2569 – ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดุเดือดในภูมิภาคอาเซียน จังหวัดเชียงรายได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการยกระดับประเพณีท้องถิ่นสู่สากล โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ม่วนอก ม่วนใจ๋ สงกรานต์ Soft Power เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ภายใต้กิจกรรมเรือธง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การประกาศความพร้อมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวิสัยทัศน์ใหม่ของจังหวัดเชียงราย ที่มุ่งเน้นการผสาน “รากเหง้าทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “นวัตกรรมความบันเทิงสมัยใหม่” เพื่อแก้ไขปัญหา Pain Point ของการท่องเที่ยว และวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

เปิดม่านวิสัยทัศน์ จากเมืองทางผ่านสู่ “หมุดหมาย” ระดับโลก

บรรยากาศภายในงานแถลงข่าวเมื่อเวลา 17.00 น. ณ จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยความคึกคักและพลังของความร่วมมือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดเผยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายหลักที่ต้องการขับเคลื่อนให้ “เชียงราย เที่ยวได้ทั้งปี มีดีทุกเดือน และทุกอำเภอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกพื้นที่ “อำเภอเชียงแสน” เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการวิเคราะห์ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิศาสตร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

นางอทิตาธร ให้ข้อมูลเชิงลึกว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยสภาพภูมิประเทศที่รายล้อมด้วยขุนเขาและสายน้ำ รวมถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการทำงานของ อบจ.เชียงราย คือการทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจ “ปักหมุด” มาที่เชียงรายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แทนที่จะเลือกเดินทางไปยังจังหวัดใหญ่อื่น ๆ ดังนั้น แนวคิดในการนำ “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” มาผสมผสานกับความงดงามของศิลปวัฒนธรรม จึงถูกนำมาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการไขโจทย์นี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและหาไม่ได้จากที่อื่น

ยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย

แก้ Pain Point การท่องเที่ยว เมื่อ “คำถาม” นำมาสู่ “คำตอบ”

ในเวทีเสวนา นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย ได้สะท้อนมุมมองทางการตลาดที่น่าสนใจ โดยหยิบยกประเด็นปัญหา หรือ Pain Point ของการท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงสงกรานต์ขึ้นมาวิเคราะห์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ระบุว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศมักจะมีคำถามเสมอว่า “สงกรานต์ที่เชียงราย มีอะไรที่เป็นเอกลักษณ์?” หรือมีกิจกรรมใดที่เป็นไฮไลต์สำคัญที่แตกต่างจากที่อื่น การขาด Signature Event ที่ชัดเจนทำให้เชียงรายเสียโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่

นางสาวยุรีพรรณ กล่าวเสริมว่า การจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ในปีนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะการสร้างสรรค์กิจกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การมาชมสถานที่สวยงามแล้วถ่ายรูปกลับไป หรือที่เรียกว่า “See Sand Sun” อีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “Experience-based Tourism” หรือการท่องเที่ยวเน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง นักท่องเที่ยวต้องการมีส่วนร่วม สัมผัส และซึมซับบรรยากาศด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นทิวทัศน์ริมโขง การได้ยินเสียงธรรมชาติ การสูดอากาศบริสุทธิ์ การลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น และการสัมผัสความอบอุ่นทางใจจากการต้อนรับของเจ้าบ้าน

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจเชียงราย

โมเดล “Walkable City” เนรมิตเมืองเก่าให้มีชีวิตและเดินได้จริง

หนึ่งในไฮไลต์ที่ถูกจับตามองที่สุดของการจัดงานครั้งนี้ คือแนวคิดการปรับเปลี่ยนพื้นที่อำเภอเชียงแสนให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” (Walkable City) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ขยายความถึงแนวคิดนี้ว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่นิยมการเดินท่องเที่ยวในเมืองที่มีบรรยากาศดีและปลอดภัย อบจ.เชียงราย จึงได้วางแผนเนรมิตพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและเขตเมืองเก่า ให้กลายเป็นถนนคนเดินที่มีกิจกรรมรายล้อมตลอดเส้นทาง

องค์ประกอบสำคัญที่จะเปลี่ยนเชียงแสนให้เป็น Walkable City ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยการแบ่งโซนกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิม ได้แก่

  1. อุโมงค์น้ำยักษ์ (Giant Water Tunnel) เพื่อสร้างความชุ่มฉ่ำและสนุกสนานให้กับผู้มาร่วมงานตลอดเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำโขง จะมีการติดตั้งอุโมงค์น้ำที่มีความยาวกว่า 250 ถึง 300 เมตร ซึ่งถือเป็นอุโมงค์น้ำที่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุดแห่งหนึ่ง สร้างบรรยากาศความรื่นเริงที่ไม่ขาดตอน
  2. หอคอยน้ำ (Water Tower) นวัตกรรมไฮไลต์ของงาน คือหอคอยน้ำความสูง 5 ชั้น ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ หอคอยนี้ไม่ได้ตั้งตระหง่านเพียงเพื่อความสวยงาม แต่สามารถสเปรย์น้ำออกมาสร้างความสนุกสนานให้กับประชาชนโดยรอบ และในยามค่ำคืน หอคอยนี้จะถูกประดับตกแต่งด้วยแสงสีเสียง (Light & Sound) สร้างความตื่นตาตื่นใจและเป็นจุดดึงดูดสายตาจากทั้งสองฝั่งโขง
  3. Landmark “น้องน้ำโขง” เพื่อสร้างการจดจำและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว อบจ.เชียงราย ได้สร้างสรรค์มาสคอต “น้องน้ำโขง” ให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสายน้ำและความสุขของเชียงราย คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือนและเป็นจุดเช็กอินสำหรับถ่ายภาพที่ระลึก

เปิดหน้าประวัติศาสตร์ เชียงแสน ศูนย์กลางอารยธรรมนับล้านปี

นอกเหนือจากความสนุกสนานในรูปแบบสมัยใหม่แล้ว มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมถือเป็น “Soft Power” ที่แท้จริงของงานนี้ นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในระหว่างการเสวนา โดยฉายภาพให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเชียงแสนในอดีต ท่านรองผู้ว่าฯ ระบุว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำนานาชาติที่มีความยาวกว่า 4,909 กิโลเมตร ไหลผ่าน 7 ประเทศ แต่จุดที่เป็น “หัวใจ” หรือศูนย์รวมของวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงนั้น อยู่ที่ “เชียงแสน” แห่งนี้

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งซึ่งนายรุจติศักดิ์ได้นำเสนอ คือการที่เชียงแสนเคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงอาณาจักรโบราณถึง 3 อาณาจักร ได้แก่

  • อาณาจักรสุวรรณโคมคำ ตามตำนานระบุว่ามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยาวนาน มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 83,503 พระองค์ ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานนับล้านปี
  • อาณาจักรโยนกนาคพันธุ์ มีกษัตริย์ปกครอง 46 พระองค์ กินระยะเวลากว่า 1,300 ปี
  • อาณาจักรหิรัญนครเงินยาง มีกษัตริย์ 25 พระองค์ โดยพระองค์ที่ 25 คือ “พญาเม็งรายมหาราช” ผู้ทรงสร้างเมืองเชียงรายและอาณาจักรล้านนาในเวลาต่อมา

ประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นรากฐานที่หล่อหลอมให้เชียงรายมีกลุ่มชาติพันธุ์มากถึง 30 กลุ่ม ซึ่งถือว่ามากที่สุดในลุ่มน้ำโขง การที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างทางความเชื่อและศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม และการนับถือผี ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยาก และเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จังหวัดเชียงรายนำมาต่อยอดเป็น Soft Power ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก

กำหนดการแห่งความสุข จากความมันส์สู่ความศรัทธา

เพื่อให้การจัดงานตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบความสนุกสนาน และกลุ่มครอบครัวที่เน้นวัฒนธรรม คณะผู้จัดงานได้วางกำหนดการกิจกรรมไว้อย่างลงตัวตลอด 6 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยแบ่งช่วงเวลาไฮไลต์ดังนี้

ช่วงที่ 1 พลังความสนุกและแสงสี (13 – 15 เมษายน) ในช่วง 3 วันแรก พื้นที่จัดงานจะเน้นกิจกรรมรื่นเริงและการแสดงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่ในทุกค่ำคืน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศความสนุกสนานริมแม่น้ำโขง ควบคู่ไปกับการเล่นน้ำผ่านอุโมงค์น้ำและหอคอยน้ำที่เป็นนวัตกรรมใหม่

ช่วงที่ 2 รากเหง้าแห่งศรัทธาและวัฒนธรรม (16 – 18 เมษายน) หลังจากผ่านช่วงความสนุกสุดเหวี่ยง กิจกรรมจะปรับเข้าสู่โหมดประเพณีล้านนาอันงดงาม เพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันปีใหม่เมือง ได้แก่

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขบวนแห่ที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมจาก ไทย ลาว และเมียนมา มาแสดงร่วมกัน สะท้อนมิตรภาพไร้พรมแดน
  • การแห่พระแวดเมือง พิธีอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ไปรอบเมืองเชียงแสน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมสรงน้ำพระ
  • การตักบาตร 3 แผ่นดิน กิจกรรมทำบุญตักบาตรเช้าตรู่ ที่เชื่อมโยงพุทธศาสนิกชนจากทั้งสามประเทศ
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีประชันความงามที่ไม่ได้วัดกันแค่รูปลักษณ์ แต่เน้นการนำเสนออัตลักษณ์การแต่งกายและวัฒนธรรมของสาวงามจากลุ่มน้ำโขง
  • การแข่งขันเรือพาย กิจกรรมดั้งเดิมที่ขาดไม่ได้สำหรับเมืองริมน้ำ สะท้อนวิถีชีวิตความผูกพันกับสายน้ำโขง
ชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน

พลังท้องถิ่น เมื่อชุมชนคือเจ้าของงานตัวจริง

ความสำเร็จของงานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ “คนในพื้นที่” นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ได้กล่าวถึงความพร้อมของภาคประชาชนและชุมชน โดยยืนยันว่าชาวเชียงแสนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอศิลปวัฒนธรรมผ่านขบวนแห่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น ม้ง เมี่ยน เย้า และไทยวน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ด้านการบริหารจัดการเมือง นายอำเภอเชียงแสนระบุว่า เชียงแสนมีความได้เปรียบด้านผังเมืองที่บรรพบุรุษวางไว้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การจัดการจราจรในช่วงเทศกาลที่มีคนหนาแน่นสามารถทำได้คล่องตัว โดยสามารถระบายรถออกสู่ถนนบายพาส (Bypass) ด้านนอกได้ เพื่อลดความแออัดในพื้นที่จัดงาน นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือด้านความปลอดภัย โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง สร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพและทรัพย์สินของผู้มาเยือน

เกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน

างเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีเวียงเชียงแสน ในฐานะเจ้าของพื้นที่จัดงานหลัก ได้กล่าวเสริมด้วยความภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันเมืองเชียงแสนได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จากเมืองโบราณสถาน (Ancient Ruins) มาเป็น “เมืองที่มีชีวิต” (Living City) ประชาชนในพื้นที่ยังคงสืบทอดวิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่น การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวเชียงแสนจะได้เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้เข้ามาสัมผัสความงดงามของการตกแต่งเมืองทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งเป็นการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” ให้กลับมาสว่างไสวอีกครั้ง

กระจายรายได้สู่ฐานราก เที่ยวหนึ่งงาน เชื่อมโยงทุกตำบล

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ อบจ.เชียงราย ไม่ใช่เพียงแค่การจัดอีเวนต์ที่จบแล้วผ่านไป แต่คือการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง นางอทิตาธร นายก อบจ.เชียงราย เปิดเผยถึงแผนการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Tourism Connectivity) ว่า งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน จะทำหน้าที่เป็น “ฮับ” (Hub) ที่กระจายนักท่องเที่ยวออกไปยังตำบลต่าง ๆ ในอำเภอเชียงแสนและพื้นที่ใกล้เคียง

อบจ.เชียงราย ได้จัดทำแผนที่และแผนผังการท่องเที่ยว (Tourist Map) เพื่อแจกจ่ายและประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รับทราบถึงแหล่งท่องเที่ยว Unseen ที่น่าสนใจ โดยมีการจัดเตรียมจุดจอดรถและระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถราง และรถสกายแลป (Sky Lab) ซึ่งเป็นพาหนะเอกลักษณ์ของเชียงแสน ไว้คอยบริการรับ-ส่งนักท่องเที่ยวไปยังจุดต่าง ๆ อาทิ

  • ตำบลโยนก เป็นที่ตั้งของ “ทะเลสาบเชียงแสน” และ “เกาะนก” ซึ่งในช่วงฤดูกาลดังกล่าวจะมีนกนานาพันธุ์นับหมื่นตัวอพยพมาอาศัย เหมาะแก่การดูนกและชมธรรมชาติ
  • ตำบลแม่เงิน เป็นที่ประดิษฐานของ “พญาอนันตนาคราช” ณ วัดป่าศพยาบ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวสายมูเตลู ที่เดินทางมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล
  • ตำบลเวียง นอกจากกิจกรรมหลักแล้ว ยังมี “วัดพระธาตุผาเงา” ที่มีสกายวอล์ก (Sky Walk) ให้ขึ้นไปชมทัศนียภาพ 3 แผ่นดินในมุมสูงได้อย่างงดงาม
  • ดอยสะโง้ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวเขา ที่นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และวิถีชุมชน

การวางแผนเชื่อมโยงเช่นนี้ จะทำให้สินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และบริการที่พัก โฮมสเตย์ ของชาวบ้านในตำบลรอบนอก ได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว เกิดการกระจายรายได้ที่แท้จริง ไม่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมือง

รุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญสู่อนาคต

นอกเหนือจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว ปัจจัยพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะรองรับการเติบโตในระยะยาว นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของเชียงรายไว้อย่างเป็นระบบ

จังหวัดเชียงรายและรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ประกอบด้วย

  • ทางราง โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ เส้นทาง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ด้วยงบประมาณกว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2571 โครงการนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง ทำให้การเดินทางมาเชียงรายสะดวก ปลอดภัย และประหยัดเวลามากยิ่งขึ้น
  • ทางอากาศ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ได้รับงบประมาณขยายและปรับปรุงกว่า 5,700 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการออกแบบและจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
  • ทางบก มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 6,800 ล้านบาท ในการปรับปรุงและขยายเส้นทางถนนต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2570
  • ทางน้ำ การพัฒนาศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าเชียงของ งบประมาณ 2,800 ล้านบาท และการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เพื่อรองรับการค้าและการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้แล้วเสร็จสมบูรณ์ จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเชียงรายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากปัจจุบันเฉลี่ยปีละ 3-4 ล้านคน (และเพิ่มเป็น 7 ล้านคนในปีล่าสุด) อาจทะลุเป้าไปถึง 10 ล้านคนในอนาคต ซึ่งหากคำนวณตัวเลขทางเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ เพียงแค่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายคนละ 100 บาท ก็จะเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนนับ 1,000 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การใช้จ่ายต่อหัวย่อมสูงกว่านั้นมาก ซึ่งหมายถึงรายได้มหาศาลที่จะตกถึงมือพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย

บทพิสูจน์ความสำเร็จ จาก “อาข่า” สู่ “สิงคโปร์”

เพื่อยืนยันว่า “Soft Power” และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม คือสินค้าที่มีมูลค่าสูงในตลาดโลก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง เมื่อครั้งที่มีการเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทาง สิงคโปร์-เชียงราย โดยสายการบิน Scoot ทาง ททท. ได้นำการแสดง “อาข่ากระทุ้งไม้ไผ่” จากอำเภอแม่จัน ไปต้อนรับนักท่องเที่ยวถึงสนามบินแม่ฟ้าหลวง

ผลปรากฏว่าการแสดงชุดดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสิงคโปร์ได้ติดต่อกลับมาชื่นชม แม้กระทั่งกัปตันของสายการบินยังยอมดีเลย์เที่ยวบินเพื่อลงมาชมการแสดงด้วยตาตนเอง เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นของแท้ (Authenticity) และรากเหง้าทางวัฒนธรรม คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติโหยหาและให้คุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้น การนำวัฒนธรรม 3 แผ่นดิน มาเป็นจุดขายหลักของงานมหาสงกรานต์เชียงแสน จึงเป็นกลยุทธ์ที่เดินมาถูกทางและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

คำเชื้อเชิญจากหัวใจชาวเชียงราย

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2569 นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่งานเทศกาลรื่นเริงประจำปี แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจครั้งสำคัญของจังหวัดเชียงราย ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่าง “ภาครัฐ” ที่มีวิสัยทัศน์ “ภาคเอกชน” ที่พร้อมขับเคลื่อน และ “ภาคประชาชน” ที่เข้มแข็ง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและมิตรไมตรีว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ม่วนอก ม่วนใจ๋” ที่เชียงแสน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” และสัมผัสพลังแห่งศรัทธาและความสนุกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ชาวเชียงรายทุกคนพร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น เพื่อให้งานมหาสงกรานต์ครั้งนี้ เป็นความทรงจำที่ประทับใจและเป็นหมุดหมายแห่งความสุขที่ทุกคนต้องกลับมาเยือนอีกครั้ง

เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันที่งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ระหว่างวันที่ 13 – 18 เมษายน 2569 ณ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จุดหมายปลายทางใหม่ของสงกรานต์ระดับโลกที่คุณไม่ควรพลาด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย
  • อำเภอเชียงแสน
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5 หมื่นล้านครั้งแรก! ปักหมุดเชียงแสนจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปี 2569

เชียงราย “ทะลุ 5 หมื่นล้าน” ครั้งแรก ปลายปีโกยรายได้ 1.56 หมื่นล้านในไตรมาสเดียว ก่อนเดินเกมใหญ่ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ปักหมุดเชียงแสน รับศึกเศรษฐกิจปี 2569

เชียงราย, 22 มกราคม 2569 — หากย้อนมองภาพการท่องเที่ยวไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “จังหวัดเมืองท่องเที่ยวหลัก” มักถูกจองที่นั่งบนหัวตารางด้วยชื่อคุ้นหูอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี หรือกลุ่มทะเลอันดามัน แต่ตัวเลขปี 2568 ที่เพิ่งถูกสรุปอย่างเป็นทางการ ทำให้ “เชียงราย” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่ในฐานะเมืองรองที่น่าแวะ แต่ในฐานะจังหวัดที่เริ่มยืนบนฐานรายได้ระดับประเทศอย่างชัดเจน ด้วยรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ทะลุ “50,000 ล้านบาท” เป็นครั้งแรก และขึ้นมาอยู่ อันดับ 9 ของไทย.

ท่ามกลางแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภาพของเชียงรายสะท้อน “การเติบโตที่พึ่งพาฐานคนไทย” ได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างรายได้ทั้งปีชี้ชัดว่า รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 44,460.27 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายเดินเกมได้ดีในสนาม “ไทยเที่ยวไทย” และยังมีช่องว่างอีกมากในสนาม “ต่างชาติคุณภาพ” หากวางยุทธศาสตร์ถูกจังหวะ.

เชียงรายขึ้นชั้น “จังหวัดรายได้ท่องเที่ยว Top 10” และปลายปีคือฤดูกาลทำเงินจริง

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีเชิงสถิติ คือ “แรงส่งของไตรมาส 4” ที่เหมือนบทพิสูจน์ซ้ำว่า เมื่อเชียงรายเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จังหวัดสามารถแปลง “กระแสเดินทาง” ให้กลายเป็น “รายได้ที่จับต้องได้” อย่างเป็นระบบ

สถิติไตรมาส 4 ปี 2568 (ตุลาคม–ธันวาคม) ของเชียงรายระบุว่า มีนักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน สร้างรายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท โดยฐานหลักยังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,661,553 คน (สัดส่วน 89.4%) สร้างรายได้ 13,304.06 ล้านบาท (สัดส่วน 85.2%). ขณะที่ชาวต่างชาติ 196,523 คน (สัดส่วน 10.6%) สร้างรายได้ 2,309.10 ล้านบาท (สัดส่วน 14.8%).

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญสองประการพร้อมกัน
(1) เชียงรายมี “ความแข็งแรงของตลาดในประเทศ” สูงมาก และ
(2) แม้ต่างชาติจะมีสัดส่วนคนไม่มาก แต่สร้างรายได้ต่อหัวสูงกว่า (เพราะสัดส่วนรายได้สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนอย่างชัดเจน) ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ว่าหากเชียงรายยกระดับสินค้าและประสบการณ์เพื่อเพิ่มสัดส่วนต่างชาติคุณภาพได้ รายได้รวมมีโอกาสขยายโดยไม่ต้องไล่ปริมาณคนจนเกินขีดรองรับของเมือง

โครงสร้างตลาดท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยน อีเวนต์ต้องทำหน้าที่มากกว่าความสนุก

ในยุคที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงขึ้น “เทศกาล” และ “อีเวนต์” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเวทีบันเทิงหรือพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่ถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่เชิงเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ไปถึงชุมชน การสร้างแรงจูงใจให้พักค้างคืน การขยายฤดูกาลท่องเที่ยว การเพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และการสร้างภาพจำให้ปลายทาง

ภายใต้บริบทดังกล่าว การที่เชียงรายเตรียมปักหมุด “อำเภอเชียงแสน” ด้วยงาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั่วเมืองเชียงแสน” จึงควรถูกมองว่าเป็น “กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยว” มากกว่าข่าวกิจกรรมหนึ่งงาน เพราะพื้นที่เชียงแสนเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของจังหวัดในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจชายแดน การค้าการลงทุน การเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และการจัดการเมืองท่องเที่ยวในพื้นที่อ่อนไหวด้านความปลอดภัยและระบบสาธารณูปโภค.

เจาะลึกไตรมาส 4 ธันวาคม “พีค” ทั้งจำนวนคนและรายได้ สัญญาณชัดของการท่องเที่ยวแบบฤดูกาล

เมื่อแยกดูรายเดือนในไตรมาส 4 จะเห็นลำดับการไต่ระดับที่คมชัด

  • ตุลาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 535,291 คน รายได้รวม 4,440.06 ล้านบาท
  • พฤศจิกายน 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 615,416 คน รายได้รวม 5,081.56 ล้านบาท
  • ธันวาคม 2568 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 707,369 คน รายได้รวม 6,091.54 ล้านบาท

พร้อมข้อสังเกตว่าเดือนธันวาคมไม่ได้ “มากกว่าเล็กน้อย” แต่เป็นการกระโดดที่ชัดเจนในมิติรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากต่างชาติในเดือนธันวาคมที่ขยับสูงกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัย (สะท้อนฤดูกาลเดินทางและพฤติกรรมท่องเที่ยวปลายปี).

คำถามเชิงนโยบายจึงไม่ใช่ “เชียงรายทำได้ไหม” แต่เป็น “เชียงรายจะทำให้รายได้กระจายตัวดีขึ้นทั้งปีได้อย่างไร” เพราะการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป ย่อมทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับต้นทุนช่วงโลว์ซีซัน ขณะที่ระบบเมืองถูกทดสอบหนักในช่วงพีค หากไม่มีการกระจายดีมานด์อย่างเหมาะสม

ปี 2568 เชียงรายแตะ 51,540 ล้านบาท แรงส่งจาก “ไทยเที่ยวไทย” และโอกาสขยาย “ต่างชาติคุณภาพ”

สถิติทั้งปีระบุว่าเชียงรายมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้เยี่ยมเยือนรวม (คน-ครั้ง) ระดับหลายล้านครั้งตลอดปี โดยรายได้จากชาวไทยเป็นฐานหลัก 44,460.27 ล้านบาท.

อย่างไรก็ตาม หากอ่านลึกลงไปใน “สัดส่วนรายได้ต่างชาติ” จะเห็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะต่างชาติแม้สร้างรายได้รวมเพียง 7,079.82 ล้านบาท แต่โดยโครงสร้างการใช้จ่ายมักมี “ค่าใช้จ่ายต่อทริป” สูงกว่า นี่คือพื้นที่ที่เชียงรายสามารถขยายได้ด้วยยุทธศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น

  • ยกระดับท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และประสบการณ์วัฒนธรรมเชิงลึก
  • ทำแพ็กเกจเชื่อมโยงสามเหลี่ยมทองคำ–ลุ่มน้ำโขงอย่างรับผิดชอบ
  • เพิ่มความสะดวกด้านการเดินทางและบริการหลายภาษา
  • เสริมมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นใจของนักท่องเที่ยว

ภาพใหญ่ทั้งประเทศ ต่างชาติ “ชะลอ” แต่แรงพยุงภายในประเทศยังสำคัญ

ในภาพรวมปี 2568 มีรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32,974,321 คน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยที่ต้องบริหารความเสี่ยงจากตลาดภายนอกประเทศ.

ในอีกด้าน สื่อเศรษฐกิจรายงานตัวเลขรายได้รวมจากการท่องเที่ยว และโครงสร้างรายได้ที่ชี้ว่าตลาดภายในประเทศยังเป็น “กันชน” สำคัญต่อความผันผวนของต่างชาติ.

นัยต่อเชียงรายคือ การรักษาความแข็งแรงของไทยเที่ยวไทยต้องเดินคู่กับการ “ยกระดับคุณภาพและความหลากหลายของดีมานด์” เพราะหากต่างชาติยังผันผวน การหวังรายได้ให้เติบโตแบบยั่งยืนย่อมต้องพึ่งการเพิ่มมูลค่าต่อทริป และการทำให้คนไทยเดินทางซ้ำ (revisit) ได้มากขึ้น

คนไทย 3 เจน” เที่ยวไม่เหมือนกัน ข้อมูลพฤติกรรมคืออาวุธของเมืองท่องเที่ยว

อีกมิติหนึ่งที่เริ่มเข้ามากำหนดเกมท่องเที่ยวคือ “พฤติกรรมผู้บริโภคที่แยกย่อย” ตามช่วงวัยและแรงจูงใจในการเดินทาง ซึ่งสำคัญต่อการออกแบบอีเวนต์และแพ็กเกจการตลาด

รายงานของ AirAsia MOVE สะท้อนภาพนักเดินทางไทยหลายเจเนอเรชัน เช่น แนวโน้มการวางแผนล่วงหน้า ความต้องการความสบาย ความคุ้มค่า หรือแรงขับจากคอนเทนต์และโซเชียล.

สำหรับเชียงราย จังหวัดที่ได้เปรียบด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เชิงพื้นที่ การใช้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมสามารถแปลงเป็นยุทธศาสตร์ได้จริง เช่น

  • กลุ่มที่ชอบวางแผน ทำแพ็กเกจชัดเจน จองล่วงหน้าได้ มีความมั่นใจเรื่องบริการ
  • กลุ่มครอบครัว เน้นการเดินทางสะดวก ปลอดภัย กิจกรรมทุกวัย
  • กลุ่มประสบการณ์/โซเชียล ทำโปรโมชันสั้นแต่แรง จุดถ่ายภาพ กิจกรรมที่เล่าเรื่องได้

หากอีเวนต์ “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์หลายกลุ่มพร้อมกัน เมืองจะไม่ได้แค่คนมาเที่ยว แต่ได้ “รูปแบบรายได้” ที่หลากหลายและกระจายตัวมากขึ้น

เดินเกมปี 2569 ทำไม “เชียงแสน” จึงถูกยกเป็นหมุดหมายยุทธศาสตร์

การเลือก “เชียงแสน” เป็นเวทีบิ๊กอีเวนต์ ไม่ได้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 เศรษฐกิจชายแดนและการเชื่อมโยงภูมิภาค
เชียงแสนเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การจัดงานขนาดใหญ่จึงมีโอกาสดึง “ดีมานด์ข้ามพื้นที่” ได้มากกว่างานที่จัดในเมืองชั้นใน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการประสบการณ์ชายแดน วัฒนธรรม และเรื่องเล่าของ “สามแผ่นดิน”

ชั้นที่ 2 การกระจายรายได้สู่ฐานราก
เมื่ออีเวนต์ถูกออกแบบให้มีพื้นที่ตลาดชุมชน สินค้าท้องถิ่น และกิจกรรมกลางวัน–กลางคืน รายได้มีแนวโน้มกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น ลดการกระจุกตัว

ชั้นที่ 3 การบริหารเมืองท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ
พื้นที่ชายแดนต้องการมาตรการความปลอดภัย การจราจร การบริการสาธารณะ และการบริหารสิ่งแวดล้อมที่เข้มกว่าเมืองทั่วไป “งานใหญ่” จึงเป็นทั้งโอกาสและบททดสอบว่าจังหวัดจะยกระดับระบบเมืองได้แค่ไหน

ความเคลื่อนไหวภาคสนาม ผนึกเครือข่ายเตรียมจัด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน”

จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม ระบุว่าเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 10.00 น. มีการประชุมหารือเชิงรุกที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสนเป็นประธาน และมีคณะผู้บริหารจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเข้าร่วม รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในพื้นที่ เพื่อวางกรอบการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” และกำหนดการแถลงข่าววันที่ 30 มกราคม 2569

ด้านกระแสสาธารณะ มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการผลักดันงานสงกรานต์ในเชียงแสนในฐานะกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่.

โดยรายละเอียดแนวคิดกิจกรรมที่ถูกสื่อสารในข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม ได้แก่ การยกระดับ “สงกรานต์ล้านนา” ผสานการสร้างประสบการณ์ใหม่ และการจัดองค์ประกอบงานให้ครอบคลุมทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานเพื่อเล่นน้ำ ไปจนถึงการแสดงแสงสีเสียง ตลาดท้องถิ่น และกิจกรรมเชิงกีฬา/วัฒนธรรม

จาก “ประเพณี” สู่ “อุตสาหกรรมประสบการณ์”

หากอ่านตามแผนที่ผู้ใช้จัดเตรียม ไฮไลต์ที่ถูกยกขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงคน ได้แก่

  • โครงสร้างการเล่นน้ำขนาดใหญ่ เช่น “หอคอยน้ำ” และ “อุโมงค์น้ำ” ระยะยาว
  • เวทีและการแสดงแสงสีเสียงที่สะท้อนเรื่องเล่า “สามแผ่นดิน”
  • กิจกรรมเชิงกีฬา/ชุมชน เช่น การแข่งขันเรือ และการคืนชีวิตให้พื้นที่เมืองเก่าด้วย Light & Sound
  • โซนตลาดท้องถิ่น (Local Market) เพื่อดึงผู้ประกอบการรายย่อยเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่รายได้

ในมุมเศรษฐศาสตร์การท่องเที่ยว การออกแบบแบบนี้มีข้อดีคือ “เพิ่มเหตุผลให้คนอยู่ต่อ” และ “เพิ่มจุดใช้จ่าย” มากกว่ามาแล้วกลับในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มรายได้ต่อทริปและการกระจายรายได้

มุมสนับสนุน vs มุมกังวล งานใหญ่ช่วยได้จริงหรือเป็นภาระเมือง?

เพื่อความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องมองสองด้าน

ฝ่ายสนับสนุน มักให้เหตุผลว่า อีเวนต์คือเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนช่วงเวลาสั้น ๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ร้านอาหาร ที่พัก รถรับจ้าง แผงลอย ร้านค้าชุมชน และยังเป็นการ “สร้างแบรนด์ปลายทาง” ให้เกิดภาพจำใหม่ของเชียงแสน ไม่ใช่แค่ทางผ่าน แต่เป็นจุดหมาย

อีกมุมหนึ่ง ตั้งคำถามเรื่อง “ต้นทุนและผลกระทบ” เช่น การบริหารความหนาแน่นคน การจราจร ความปลอดภัย การใช้น้ำและขยะ รวมถึงความเสี่ยงที่รายได้อาจกระจุกในบางกลุ่ม หากการออกแบบพื้นที่ขายและกิจกรรมไม่เอื้อรายย่อยจริง

บทสรุปในเชิงนโยบายจึงไม่ควรจบที่ “จัดหรือไม่จัด” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “จัดอย่างไรให้คุ้มค่า โปร่งใส ปลอดภัย และยั่งยืน” โดยมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้หลังจบงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วม อัตราเข้าพัก รายได้ชุมชน ความพึงพอใจ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

เชื่อมสถิติไตรมาส 4 กับยุทธศาสตร์สงกรานต์ เป้าหมายคือ “ยืดฤดูกาล” และ “เพิ่มมูลค่าต่อหัว”

สถิติไตรมาส 4 บอกว่าเชียงรายทำเงินได้มากในช่วงปลายปี แต่สงกรานต์อยู่ในช่วงอีกฤดูกาลหนึ่งของปี หากเชียงรายทำให้งานสงกรานต์ “กลายเป็นเหตุผลในการเดินทาง” ที่ยืนได้ด้วยตัวเอง เท่ากับเมืองกำลังสร้าง “พีคซีซันใหม่” หรืออย่างน้อยก็สร้างแรงกระเพื่อมที่ช่วยลดความเหลื่อมของรายได้ระหว่างเดือน

นอกจากนี้ สัดส่วนรายได้ต่างชาติที่สูงกว่าสัดส่วนจำนวนคนในไตรมาส 4 คือบทเรียนว่า หากออกแบบประสบการณ์ให้ “ยอมจ่าย” ได้มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณคนอย่างเดียว เมืองจะรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตของคนพื้นที่ได้ดีกว่า.

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ 6 เรื่องที่ควรทำให้ชัดก่อน “แถลงข่าว” และก่อน “วันจริง”

เพื่อให้การขับเคลื่อนอีเวนต์สอดคล้องกับมาตรฐานเมืองท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงที่มักเกิดกับงานขนาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารอีเวนต์ท่องเที่ยวมักย้ำ “6 เรื่องต้องชัด” ดังนี้

  1. แผนความปลอดภัยและการแพทย์ฉุกเฉิน (จุดปฐมพยาบาล/เส้นทางรถพยาบาล/การสื่อสารเหตุฉุกเฉิน)
  2. แผนจราจร–ขนส่ง–ที่จอดรถ (การแยกคนเดิน/รถ/รถสาธารณะ)
  3. มาตรการสิ่งแวดล้อม (ขยะ น้ำเสีย จุดคัดแยก)
  4. การคุมมาตรฐานผู้ค้าและราคาสินค้า (ลดข้อร้องเรียน-เพิ่มความเชื่อมั่น)
  5. KPI เศรษฐกิจชุมชน (สัดส่วนพื้นที่ให้รายย่อย ยอดขายชุมชน)
  6. แผนการสื่อสารตามพฤติกรรมผู้บริโภค (แบ่งกลุ่มเป้าหมายตามเจน/แรงจูงใจ) ซึ่งสอดรับแนวทาง Data-driven ที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวหลายรายนำเสนอ.

เชียงรายในปี 2569 โจทย์ไม่ใช่ “ทำรายได้ให้มากขึ้นอย่างเดียว” แต่คือ “ทำให้รายได้มีคุณภาพ”

เมื่อเชียงรายขยับขึ้นมาแตะ 5 หมื่นล้านบาทได้แล้ว ความคาดหวังของสังคมย่อมขยับตาม สิ่งที่คนพื้นที่ต้องการเห็นไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงขึ้น แต่คือ

  • รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยจริง
  • เมืองไม่แออัดจนคุณภาพชีวิตถดถอย
  • วัฒนธรรมท้องถิ่นไม่ถูกทำให้เหลือเพียงฉากถ่ายรูป
  • ระบบบริการสาธารณะรองรับได้
  • ความปลอดภัยและภาพลักษณ์พื้นที่ชายแดนแข็งแรง

ตัวเลขไตรมาส 4 ที่ยืนยันว่าเชียงรายทำรายได้สูงสุดในเดือนธันวาคม เป็นทั้ง “ความสำเร็จ” และ “สัญญาณเตือน” ว่าเมืองต้องเร่งสร้างกลไกกระจายดีมานด์ไปยังช่วงเวลาอื่น รวมถึงทำให้อีเวนต์ใหญ่เป็น “เครื่องมือพัฒนาเมือง” ไม่ใช่ “ภาระเมือง” ในระยะยาว.

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกของโอกาส จากเมืองท่องเที่ยวเด่นสู่เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

ปี 2568 เชียงรายทำรายได้ท่องเที่ยว 51,540.09 ล้านบาท ติดอันดับ Top 10 ของประเทศ และไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสร้างรายได้ 15,613.16 ล้านบาท ตัวเลขที่บอกว่าเชียงราย “มีของ” และ “มีแรงส่ง” ชัดเจน.

แต่ปี 2569 จะเป็นบทพิสูจน์ขั้นถัดไป ว่าเชียงรายจะใช้แรงส่งนั้นไปสู่การยกระดับเมืองและเศรษฐกิจฐานรากได้จริงหรือไม่ โดย “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสนกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สุดของคำตอบ ทั้งในมิติรายได้ ภาพลักษณ์ ความปลอดภัย และความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชายแดน

หากทำสำเร็จ เชียงรายจะไม่ได้ชนะเฉพาะ “ตัวเลขรายได้” แต่จะชนะ “ความเชื่อมั่น” ของนักท่องเที่ยวและคนพื้นที่ไปพร้อมกัน และนี่คือชัยชนะที่ยากกว่า แต่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

สถิติสำคัญ (ยกจากแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงได้)

  • รายได้ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568: 51,540.09 ล้านบาท (ไทย 44,460.27 / ต่างชาติ 7,079.82)
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายไตรมาส 4 ปี 2568: นักท่องเที่ยวรวม 1,858,076 คน, รายได้รวม 15,613.16 ล้านบาท (ไทย 1,661,553 คน รายได้ 13,304.06 / ต่างชาติ 196,523 คน รายได้ 2,309.10)
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยปี 2568: 32,974,321 คน
  • แนวโน้มพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย (รายงาน AirAsia MOVE): ภาพรวมเชิง Data-driven เพื่อใช้วางแผนการตลาดแบ่งกลุ่มเจเนอเรชัน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร 
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หน้ารวม “สถิติด้านการท่องเที่ยว ปี 2568 (Tourism Statistics 2025)” และหมวดสถิติท่องเที่ยวภายในประเทศรายเดือน/รายจังหวัด
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา   หมวดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติ (Tourism Statistics 2025)
  • AirAsia MOVE (AirAsia Newsroom)
  • Bangkok Biz News / CH3Plus
  • Dailynews
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

Highland Roots แม่จัน จากรอยพระบาทสู่รอยทางอาชีพ ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

Highland Roots ที่แม่จัน จาก “รอยพระบาทบนดอยสูง” สู่ “รอยทางอาชีพ” ภายใต้กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทย

เชียงราย, 19 มกราคม 2569 — เช้าวันหนึ่งที่ลมหนาวยังไม่คลายตัวเหนือแนวเขาแม่จัน ผู้คนหลากวัยทยอยเดินเข้าสู่ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย (ศพส.เชียงราย) ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน ด้วยบรรยากาศที่ต่างจากงานราชการทั่วไปอย่างน่าประหลาด บนลานกิจกรรมมีทั้งเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ กลิ่นอาหารพื้นถิ่นจากครัวชุมชน สีสันของผืนผ้าทอ ผ้าปัก เครื่องเงิน และจังหวะการแสดงชาติพันธุ์ที่ทำให้ “พื้นที่สูง” ไม่ได้เป็นเพียงภูมิประเทศ หากเป็น “ภูมิใจ” ที่กำลังถูกนำมาเล่าใหม่ในภาษาของเศรษฐกิจและสิทธิ

ในวันเดียวกันนั้น นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ “Highland Roots  วิถีชนเผ่า สร้างอาชีพสู่อนาคต” ซึ่งหน่วยงานในสังกัด พม. ระบุว่าเป็นการขับเคลื่อน “เศรษฐกิจบนพื้นที่สูงตามวิถีอัตลักษณ์” เพื่อสร้างรายได้และโอกาสอย่างยั่งยืน โดยยก ทุนวัฒนธรรม” ให้กลายเป็น ทุนเศรษฐกิจ” ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การต่อยอดการตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ (ตามข้อมูลรายงานที่ผู้ใช้จัดเตรียม และรายงานข่าวที่เผยแพร่โดยสื่อภาครัฐ)

แต่ความหมายของงานนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การขายของ” หรือ “การจัดอีเวนต์” หากกำลังเชื่อมต่อกับบริบทใหญ่กว่านั้น คือปีแรก ๆ ของการเดินหน้ากฎหมายฉบับประวัติศาสตร์อย่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่ถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 18 กันยายน 2568 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 เป็นต้นมา นัยสำคัญคือรัฐไทยเริ่ม “รับรองสิทธิทางวัฒนธรรม” และการคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รอยพระบาทที่แม่จัน ทำไมสถานที่จัดงาน “ไม่ธรรมดา”

ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงราย ถูกเล่าในพื้นที่ข่าวและคำปราศรัยว่าเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ” ด้วยเคยเป็นหนึ่งในจุดที่มีการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรบนพื้นที่สูงในอดีต (รายละเอียดตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) และเมื่อวางภาพใหญ่ของงาน Highland Roots ลงบนฉากหลังเช่นนี้ งานจึงไม่ใช่เพียงพิธีเปิดโครงการ แต่คือการ “ผูกความหมาย” ระหว่างสามชั้นสำคัญ

  1. ชั้นประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูง   จากยุคที่รัฐทำงานพัฒนาเชิงสวัสดิการและความมั่นคง
  2. ชั้นเศรษฐกิจร่วมสมัย   ที่ตลาดต้องการเรื่องราว อัตลักษณ์ ความแตกต่าง และมาตรฐาน
  3. ชั้นสิทธิและศักดิ์ศรี   ที่กฎหมายชาติพันธุ์เริ่มสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางนโยบาย” ให้การแสดงตัวตนมีฐานทางกฎหมายมากขึ้น

การจัดงานในพื้นที่ที่มีความหมายทางสังคมเช่นนี้ ทำให้ “Soft Power” ไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นกลไกที่รัฐพยายามทำให้จับต้องได้ ทั้งในเชิงรายได้และในเชิงการยอมรับตัวตนของผู้คนที่เคยอยู่ชายขอบของการพัฒนา

Highland Roots เมื่อรัฐประกาศ “เปลี่ยนวิธีช่วย” จากสงเคราะห์ สร้างอาชีพ

แกนคิดของ Highland Roots ตามข้อมูลที่เผยแพร่ คือการทำให้การช่วยเหลือคนบนพื้นที่สูง “ออกจากกรอบเดิม” ที่เน้นการสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างอาชีพที่ใช้ทุนทางสังคมและทุนวัฒนธรรมเป็นฐาน โดยสอดคล้องกับกรอบนโยบายที่ถูกอ้างถึงในงานว่าเป็นแนวทาง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รีสตาร์ทชีวิต ขยายโอกาสทางสังคม” (ตามข้อมูลในข่าวและเอกสารที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

หากแปลเป็นภาษานโยบายที่ชัดขึ้น Highland Roots กำลังบอกว่า

  • รายได้จะไม่ยั่งยืน หากไม่ยกระดับทักษะ + มาตรฐาน
  • ตลาดจะไม่มั่นใจ หากไม่มีระบบคุณภาพ + เรื่องราวที่น่าเชื่อถือ
  • อัตลักษณ์จะไม่ปลอดภัย หากไม่มีหลักประกันเชิงสิทธิ (ซึ่งเชื่อมกับ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์)

นี่คือการเปลี่ยน “หน่วยคิด” ของการพัฒนา จากการมองชุมชนเป็นผู้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การมองชุมชนเป็นผู้สร้างมูลค่า แต่การเปลี่ยนหน่วยคิดนี้เอง ที่เปิดทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ซึ่งต้องถูกพูดอย่างตรงไปตรงมาในข่าวเชิงลึก

4 เส้นทางอาชีพ งานฝีมือ–จักสาน–อาหารชาติพันธุ์–ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์

ข้อมูลจากการนำเสนอระบุแนวทางพัฒนาอาชีพที่ต่อยอดจากอัตลักษณ์ ได้แก่

  1. งานฝีมือประณีต   ผ้าปักชนเผ่า การออกแบบเครื่องประดับเงินให้เข้ากับตลาดร่วมสมัย
  2. งานจักสานสร้างสรรค์   ยกระดับเครื่องจักสานสู่ของตกแต่งบ้าน/สินค้าไลฟ์สไตล์
  3. อาหารชาติพันธุ์ (Ethnic Cuisine)   เมนูเฉพาะถิ่นเป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว/นักชิม
  4. ท่องเที่ยววิถีอัตลักษณ์   เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนที่เน้น “ประสบการณ์จริง” และไม่ทำลายวัฒนธรรม (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม)

ในเชิงการสื่อสาร นี่คือการทำให้ “สิ่งที่เคยเป็นเรื่องในบ้าน” กลายเป็น “สินค้าในตลาด” ผ่านการออกแบบใหม่ โดยรัฐเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนแพลตฟอร์ม โครงสร้างความรู้ และช่องทาง

อย่างไรก็ตาม ในเชิงจริยธรรมการพัฒนา จุดเปราะบางอยู่ที่คำว่า “ไม่ทำลายวัฒนธรรม” เพราะตลาดมีแรงดึงดูดสูง และเมื่อของเริ่มขายดี การผลิตอาจถูกเร่ง การเล่าเรื่องอาจถูกทำให้ตื้น เพื่อเอาใจผู้ซื้อ และพิธีกรรม/อัตลักษณ์บางส่วนอาจถูก “ทำเป็นโชว์” จนความหมายเดิมค่อย ๆ ถูกกลืนหาย

นี่คือโจทย์สำคัญที่ Highland Roots ต้องตอบให้ได้ด้วย “ระบบ” ไม่ใช่เพียง “เจตนา”

สีสันวัฒนธรรมกับความหมายทางสังคม การแสดงไม่ใช่แค่โชว์ แต่คือการประกาศตัวตน

การจัดงานที่มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมชาติพันธุ์ อาทิการเต้นและการบรรเลงตามวิถีของชุมชนต่าง ๆ รวมถึงนิทรรศการประวัติศาสตร์เส้นทางการพัฒนาพื้นที่สูง (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม) สะท้อนการใช้ “วัฒนธรรมเป็นภาษา” เพื่อบอกสังคมว่า

  • กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียง “แรงงานชายขอบ” หรือ “ชุมชนห่างไกล”
  • แต่เป็น “ผู้มีทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจได้ หากระบบเอื้อ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับสาระของการประกาศใช้กฎหมายชาติพันธุ์ที่ถูกอธิบายว่าเป็นก้าวสำคัญต่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมและความเสมอภาคบนความหลากหลาย

กฎหมายชาติพันธุ์ จาก “การมองเห็น” ไปสู่ “การคุ้มครอง” (และข้อท้าทายที่ตามมา)

การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่ 19 กันยายน 2568 ถูกมองว่าเป็น “หมุดหมาย” ที่รัฐเริ่มวางหลักประกันทางนโยบายให้กลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น

แต่กฎหมายฉบับนี้ ในเชิงนโยบายสาธารณะ ทำให้เกิดคำถามเชิงปฏิบัติทันที เช่น

  • พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจะถูกกำหนดอย่างไร ให้ชัด โปร่งใส และมีส่วนร่วม
  • การใช้วัฒนธรรมเชิงพาณิชย์ จะมีมาตรการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบหรือไม่
  • รายได้จาก Soft Power จะกลับคืนสู่ชุมชนอย่างเป็นธรรมเพียงใด
  • ความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร/ที่ดิน/การจัดการพื้นที่ จะถูกคลี่คลายด้วยกลไกใด

กล่าวให้ชัด งาน Highland Roots คือ “ภาพสวย” ของปลายน้ำที่สังคมอยากเห็น แต่ความสำเร็จจริงอยู่ที่ “ต้นน้ำของระบบ” ตั้งแต่สิทธิ การกำกับมาตรฐาน ไปจนถึงการจัดสรรผลประโยชน์

เชียงรายในฐานะ “Hub พื้นที่สูง” โอกาสทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังต่อรัฐ

เชียงรายถูกวางภาพให้เป็นหนึ่งในจังหวัดยุทธศาสตร์ด้านพื้นที่สูง ทั้งในมิติชาติพันธุ์ ภูมิประเทศ และการท่องเที่ยว เมื่อรัฐประกาศจะปั้น “โมเดลเศรษฐกิจชาติพันธุ์” คำถามคือ โมเดลนี้จะพาคนไปไกลแค่ไหน

โอกาส ที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • สร้างรายได้จากสินค้าหัตถกรรม/อาหาร/บริการท่องเที่ยวที่มีเรื่องเล่าและความแตกต่าง
  • เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน ทำงานที่บ้านได้ ไม่ต้องย้ายแรงงานไปเมืองใหญ่
  • เกิดการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการตลาด ทำให้รายได้เสถียรขึ้นในระยะยาว

ความเสี่ยง ที่ต้องบริหาร ได้แก่

  • “ความดัง” ที่เร็วเกินไป อาจทำให้การผลิตล้นมาตรฐาน และความน่าเชื่อถือพังเร็ว
  • “การทำให้เป็นสินค้า” อาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของบางพิธีกรรมถูกบิด
  • “การกระจายรายได้” อาจไม่เท่ากัน เกิดผู้ได้ประโยชน์กระจุกตัวในผู้ประกอบการไม่กี่ราย
  • “การแข่งขันในตลาดออนไลน์” อาจทำให้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ หากไม่วางระบบทรัพย์สินทางปัญญาชุมชนควบคู่

กล่าวอีกแบบคือ Highland Roots จะสำเร็จได้ ต้องเป็นมากกว่างานเปิดตัว ต้องเป็น “ระบบพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม” ที่มีเครื่องมือครบชุด

ระบบที่ต้องมี หากหวังผลจริง 6 เงื่อนไขความยั่งยืนของ “เศรษฐกิจชาติพันธุ์”

เพื่อให้ข่าวนี้ไม่เป็นเพียงรายงานกิจกรรม แต่เป็นข่าวเชิงลึกที่ใช้ประกอบการทำงานได้ จำเป็นต้องชี้เงื่อนไขเชิงระบบอย่างน้อย 6 ข้อ (อ้างอิงจากหลักปฏิบัติของงานพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยทั่วไป และกรอบสิทธิทางวัฒนธรรมที่ถูกเน้นย้ำในบริบทกฎหมายชาติพันธุ์)

  1. มาตรฐานคุณภาพ + มาตรฐานเรื่องเล่า
    สินค้าพรีเมียมไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง “พิสูจน์ได้” ว่ามาจากชุมชนจริง วัสดุจริง กระบวนการจริง
  2. ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่ทำได้จริง
    หากไม่มี Traceability ตลาดสมัยใหม่จะไม่เชื่อมั่น และการปลอมปนจะทำลายแบรนด์ชุมชน
  3. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเชิงชุมชน
    ไม่ใช่แค่โลโก้ แต่รวมถึงลวดลาย แพตเทิร์น เรื่องเล่า และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น
  4. การออกแบบผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยแบบไม่ลบตัวตน
    จุดยากคือ “ปรับให้ขายได้” โดยไม่ “ลดทอนความหมาย” จนเหลือแค่ของตกแต่ง
  5. การแบ่งปันผลประโยชน์ที่โปร่งใส
    รายได้จากงานอีเวนต์/ท่องเที่ยว/คำสั่งซื้อ ต้องมีระบบกองทุนชุมชนหรือกลไกคืนประโยชน์
  6. การมีส่วนร่วมและความยินยอม (Consent) ของชุมชน
    โดยเฉพาะการนำพิธีกรรม/อัตลักษณ์ไปเผยแพร่ ต้องเคารพขอบเขตของชุมชน ไม่ใช่ “ใครเห็นว่าสวยก็เอาไปใช้ได้”

 “อาชีพแห่งอนาคต” จะเกิดจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่

วลี “สร้างอาชีพสู่อนาคต” จะเป็นจริงได้ ต้องตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่างน้อย 3 เรื่อง

  • รายได้ต้องพอเลี้ยงชีพและคาดการณ์ได้ ไม่ใช่ขายดีเฉพาะเทศกาล
  • งานต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ถูกมองเป็นของฝากราคาถูก
  • ทักษะต้องต่อยอดได้ เช่น ดีไซน์ การตลาดดิจิทัล การถ่ายภาพ การเล่าเรื่องแบรนด์ การบริหารบัญชี

หาก Highland Roots ทำให้คนรุ่นใหม่เห็น “เส้นทางอาชีพ” ที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ โครงการจะไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้ชั่วคราว แต่จะเป็นการ “เปลี่ยนโครงสร้างโอกาส” ในพื้นที่สูง

Highland Roots คือบททดสอบของรัฐไทยในยุค “Soft Power + Rights”

ภาพที่แม่จันในวันที่ 19 มกราคม 2569 จึงไม่ใช่แค่ภาพงานวัฒนธรรม แต่เป็นภาพ “การทดลองทางนโยบาย” ที่สำคัญของรัฐไทย การใช้ Soft Power เพื่อเศรษฐกิจ พร้อมเดินคู่กับการยกระดับสิทธิและศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ภายใต้บริบทที่กฎหมายชาติพันธุ์ฉบับแรกของไทยเพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน

คำถามสุดท้ายที่สังคมควรจับตา ไม่ใช่เพียง “งานจัดดีไหม” แต่คือ

  • รายได้เพิ่มขึ้นจริงกี่ครัวเรือน และเพิ่มอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
  • การคุ้มครองอัตลักษณ์ทำได้จริงหรือเป็นเพียงคำประกาศ
  • ผลประโยชน์กระจายเป็นธรรมหรือกระจุกตัว
  • ชุมชนมีอำนาจกำหนดขอบเขตของการใช้วัฒนธรรมหรือไม่

เพราะท้ายที่สุด “รากเหง้า” จะไม่ฟื้นด้วยเวทีและไฟส่องงานเพียงวันเดียว แต่จะฟื้นได้ด้วยระบบที่ให้เกียรติผู้คนเท่ากับที่ให้มูลค่าแก่สินค้า และนี่คือเดิมพันที่แท้จริงของ Highland Roots

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (SAC)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

“กินวอ” ปีใหม่ลาหู่ 2569 ที่เชียงราย จากพิธีกรรมชุมชนสู่สนามการทูตวัฒนธรรมระดับนานาชาติ

เชียงรายเปิดเวที “ปีใหม่ลาหู่นานาชาติ” ครั้งที่ 3 จากพิธีกรรมชุมชนสู่การทูตวัฒนธรรม—โอกาส Soft Power ที่ต้องเดินคู่สิทธิชุมชนและจริยธรรมท่องเที่ยว

เชียงราย, 18 มกราคม 2569 — ลมหนาวกลางเดือนมกราคมทำให้เชียงรายกลับมาเป็นภาพจำของ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” อีกครั้ง แต่ในปี 2569 เมืองเหนือสุดของประเทศกำลังสะท้อนบทบาทที่ลึกกว่าแค่ปลายทางพักผ่อน เมื่อมีการจัดงาน สืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 3” ซึ่งประชาสัมพันธ์ว่าเปิดงานเมื่อ 17 มกราคม 2569 ณ ศูนย์ประชุมนครเชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย เป็นประธานในพิธีเปิด

งานดังกล่าว—หากมองเพียงผิวเผิน—อาจถูกจัดวางเป็น “กิจกรรมวัฒนธรรมประจำปี” ทว่าหากมองให้ลึก จะเห็นว่านี่คือภาพสะท้อนของความพยายามในระดับพื้นที่ ที่กำลังทดลองตอบคำถามใหญ่ของสังคมไทยร่วมสมัย ทำอย่างไรให้ความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นพลังร่วมของประเทศ โดยไม่ทำให้ชุมชนกลายเป็นเพียง ‘สินค้า’ ในตลาดท่องเที่ยว

ปีใหม่ลาหู่/กินวอ” คืออะไร และเหตุใดจึงมีนัยทางสังคมมากกว่างานรื่นเริง

ข้อมูลด้านชาติพันธุ์จาก ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อธิบายว่า “ปีใหม่ลาหู่” หรือที่หลายพื้นที่เรียกว่า “กินวอ” เป็นพิธี/เทศกาลสำคัญที่สัมพันธ์กับวงจรชีวิต ความเชื่อ และโครงสร้างชุมชน—ตั้งแต่พิธีกรรม การรวมญาติ การเคารพผู้สูงอายุ ไปจนถึงการแสดงทางวัฒนธรรม

สาระสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า “วัฒนธรรม” ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ “การแสดงบนเวที” เท่านั้น แต่เป็น ระบบคุณค่า (value system) ที่กำกับความสัมพันธ์ในชุมชน เช่น การให้ความสำคัญกับผู้อาวุโส ความเป็นเครือญาติ การยึดโยงต่อพิธีกรรม และการรักษากติกาที่ชุมชนยอมรับร่วมกัน เมื่อเทศกาลถูกยกระดับสู่พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ในเมือง ความท้าทายจึงเกิดขึ้นทันทีว่า จะรักษาแก่นของพิธีกรรมอย่างไร ในขณะที่ต้องสื่อสารให้คนภายนอกเข้าใจและเข้าถึงได้

ตัวเลขประชากร” ที่สะท้อนความเป็นจริงหลายมิติ เมื่อชาติพันธุ์ไม่ใช่คนส่วนน้อยที่มองไม่เห็น

ในเชิงโครงสร้าง ประเด็นชาติพันธุ์ไม่ใช่เรื่องเล็กของคนกลุ่มเล็ก หากแต่เป็น “ประชากรจริง” ที่มีการกระจายตัวในหลายจังหวัดภาคเหนือและพื้นที่ชายแดน ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุชุดข้อมูลหนึ่งว่า ประชากรลาหู่ในประเทศไทย 116,126 คน (ชาย 57,941 หญิง 58,185) กระจายตัวใน 452 กลุ่มบ้าน ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กำแพงเพชร ลำปาง น่าน และเพชรบูรณ์ โดยอ้างแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานด้านสังคมและการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์ในปี 2568 (งานครั้งที่ 2) ใช้ตัวเลขอีกชุดหนึ่ง โดยระบุว่าในประเทศไทยมีชาติพันธุ์ลาหู่ประมาณ 150,000 คน และกระจายตามหมู่บ้านแนวชายแดนไทย–เมียนมากว่า 800 หมู่บ้าน ในหลายจังหวัด

ความแตกต่างของตัวเลขไม่ใช่ “ความผิดพลาด” เสมอไป แต่สะท้อนข้อเท็จจริงที่สำคัญในงานข่าวเชิงลึก ข้อมูลประชากรชาติพันธุ์อาจมาจากคนละฐานข้อมูล คนละช่วงเวลา หรือคนละนิยามการนับ (เช่น นับตามการสำรวจชุมชน/การลงทะเบียน/การประเมินเชิงนโยบาย) ดังนั้น การรายงานอย่างรับผิดชอบควรทำ 2 อย่างพร้อมกัน คือ

  • ยืนยันแหล่งที่มาของตัวเลขทุกครั้ง และ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขเพื่อสร้างอารมณ์เกินจริง แต่ใช้เพื่อชี้ให้เห็น “ขนาดของประเด็น” และ “ความจำเป็นของนโยบายที่รอบด้าน”

จากงานวัฒนธรรมสู่ “Soft Power” โอกาสที่เห็นได้—แต่ต้องไม่ข้ามเส้นความเป็นเจ้าของของชุมชน

กระแส Soft Power ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “เทศกาลชาติพันธุ์” ถูกจับตาในฐานะสินทรัพย์วัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดการท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และภาพลักษณ์ประเทศได้ งานปีใหม่ลาหู่นานาชาติในเชียงรายจึงมีความหมายในเชิง “เวทีการทูตวัฒนธรรม” โดยอัตโนมัติ เพราะคำว่า “นานาชาติ” บ่งชี้การเชื่อมโยงเครือข่ายของผู้คนข้ามพรมแดน แม้ในข่าวครั้งที่ 3 ปี 2569 ยังไม่พบเอกสารทางการที่ระบุรายชื่อประเทศผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในชุดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ณ ตอนเขียน แต่ในปี 2568 กรมประชาสัมพันธ์เคยรายงานว่า งานครั้งที่ 2 มีความร่วมมือจากพี่น้องลาหู่จากหลายประเทศ และย้ำเป้าหมายการฟื้นฟู–อนุรักษ์–เผยแพร่วัฒนธรรม พร้อมเชื่อมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย

ในมิติ “โอกาส” งานลักษณะนี้สร้างผลเชิงบวกได้อย่างน้อย 3 ชั้น

  1. ชั้นการรับรู้ (Recognition) ทำให้สังคมวงกว้าง “มองเห็น” กลุ่มชาติพันธุ์ในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่กลุ่มชายขอบที่ถูกพูดถึงเฉพาะเวลามีปัญหา
  2. ชั้นเศรษฐกิจชุมชน (Community-based Economy) หากออกแบบดี งานสามารถเชื่อมตลาดงานฝีมือ อาหาร การแสดง และการท่องเที่ยวชุมชนแบบเคารพเจ้าบ้าน
  3. ชั้นความภาคภูมิใจ (Identity & Pride) เวทีสาธารณะช่วยให้คนรุ่นใหม่มีแรงจูงใจเรียนรู้ภาษา การแต่งกาย งานฝีมือ และพิธีกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการสืบทอด

แต่ในอีกด้าน “Soft Power” มีความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเช่นกัน หากวัฒนธรรมถูกทำให้เป็นเพียง “แพ็กเกจ” เพื่อขาย โดยไม่ยอมรับสิทธิและอำนาจการตัดสินใจของชุมชน ความเสี่ยงหลักคือ

  • การทำให้พิธีกรรมกลายเป็นการแสดง (Ritual-to-Show) เมื่อเวลาบนเวทีบีบให้พิธีกรรมต้องสั้นลงหรือเปลี่ยนรูป ชุมชนอาจรู้สึกว่าสาระถูกลดทอน
  • การครอบครองทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation) หากมีการใช้ลวดลาย ชุด เครื่องหมาย หรือเสียงเพลง โดยไม่ให้เครดิตหรือผลประโยชน์กลับชุมชนอย่างเป็นธรรม
  • ความเหลื่อมล้ำของผลประโยชน์ รายได้อาจไปกระจุกที่ผู้จัด/ผู้ประกอบการภายนอก มากกว่ากลุ่มผู้ผลิตงานฝีมือหรือศิลปินชุมชน

สิทธิชุมชน” และ “ไม่เลือกปฏิบัติ” บทเรียนจากปี 2568 ที่ควรเป็นกรอบของปี 2569

ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2568 บันทึกถ้อยแถลงของ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในพิธีเปิดงานครั้งที่ 2 โดยระบุสาระสำคัญว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสืบสานและอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีที่เชื่อมความสัมพันธ์ของพี่น้องชาติพันธุ์ และย้ำหลักการเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และไม่เลือกปฏิบัติ

เมื่ออ่านถ้อยแถลงดังกล่าวในบริบทปี 2569 จะเห็น “แกนคิดเชิงนโยบาย” ที่งานวัฒนธรรมควรยึดถือ ได้แก่

  • วัฒนธรรมเป็นสิทธิ ไม่ใช่ของประดับประเทศ
  • การยกระดับงานชาติพันธุ์ต้องไม่ทำให้คนชาติพันธุ์ถูกทำให้เป็นเพียง ‘ผู้แสดง’ โดยไร้อำนาจต่อรอง
  • ความหลากหลายต้องอยู่บนความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของผู้คน

นี่คือจุดที่ทำให้ข่าวปีใหม่ลาหู่นานาชาติในเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงข่าวกิจกรรม แต่เชื่อมโดยตรงกับ “คุณภาพประชาธิปไตยทางวัฒนธรรม” ของสังคมไทย—สังคมที่ยอมรับความแตกต่างได้จริงแค่ไหน ไม่ใช่ยอมรับเฉพาะวันที่มีงานเทศกาล

มิติท่องเที่ยว “เทศกาลในเมือง” จะต่อยอด “ประสบการณ์ในชุมชน” อย่างไรให้ยั่งยืน

เชียงรายมีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะเป็นจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอยู่แล้ว การจัดงานในศูนย์ประชุมกลางเมืองช่วยให้เข้าถึงคนจำนวนมากและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ แต่คำถามเชิงยุทธศาสตร์คือ เทศกาลจะเชื่อมประสบการณ์ไปถึงชุมชนอย่างไร โดยไม่สร้างผลกระทบด้านลบ

แนวทางที่มักใช้ในต่างประเทศ (และเริ่มถูกพูดถึงในไทยมากขึ้น) คือกรอบ Ethical/Responsible Tourism ซึ่งในกรณีชาติพันธุ์ควรมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 ประการ

  1. Consent & Protocol การถ่ายภาพ/บันทึกวิดีโอ/ใช้ลวดลาย ต้องมีการขออนุญาตและมีแนวปฏิบัติชัดเจน
  2. Fair Benefit Sharing รายได้ต้องกระจายกลับสู่ผู้ผลิตและศิลปินชุมชนอย่างเป็นธรรม
  3. Community-led Narrative ชุมชนต้องเป็นผู้เล่าเรื่องตัวเอง ไม่ใช่ถูกเล่าแทน
  4. Safeguarding ป้องกันการเหมารวม การล้อเลียน และการทำให้วัฒนธรรมเป็นวัตถุแปลกใหม่ (exoticization)

ข่าวประชาสัมพันธ์ของปี 2569 ระบุเป้าหมายคล้ายกันในเชิง “พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้” และ “การเผยแพร่อัตลักษณ์ให้สังคมเข้าใจและเคารพการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับกรอบท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ หากการดำเนินงานในทางปฏิบัติสามารถทำให้ “สิ่งที่พูด” กลายเป็น “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” ได้

งานนานาชาติจะเข้มแข็งได้จริง ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ

เพื่อให้ “ปีใหม่ลาหู่นานาชาติ” เป็น Soft Power ที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงกระแสตามฤดูกาล งานในอนาคตจำเป็นต้องตอบคำถามเชิงระบบอย่างน้อย 3 ข้อ1.ใครเป็นเจ้าของเรื่องเล่า? หากเวทีนานาชาติถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเล่าจากภายนอกเป็นหลัก ชุมชนจะถูกลดบทบาทเป็น “ผู้แสดง” แต่หากเรื่องเล่ามาจากชุมชน ความหมายของพิธีกรรมจะยังคงอยู่และต่อยอดได้ 2. ใครได้ประโยชน์ และได้มาก–น้อยแค่ไหน? งานที่ดีต้องแสดงความโปร่งใสในห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ค่าจ้างการแสดง พื้นที่ขายสินค้า ไปจนถึงโอกาสทางอาชีพของคนรุ่นใหม่ในชุมชน 3.รัฐและท้องถิ่นจะทำให้ “ความเสมอภาค” เป็นรูปธรรมอย่างไร? ถ้อยแถลงเรื่องไม่เลือกปฏิบัติเป็นจุดเริ่มต้น แต่ในทางปฏิบัติต้องเชื่อมกับบริการสาธารณะ การเข้าถึงสิทธิ และการคุ้มครองศักดิ์ศรีของกลุ่มชาติพันธุ์ ตามหลักที่รัฐเคยสื่อสารในเวทีปี 2568

 “นานาชาติ” ไม่ใช่ปลายทาง—แต่เป็นบททดสอบว่าประเทศไทยอยู่ร่วมกับความต่างได้จริงหรือไม่

การจัดงานปีใหม่ลาหู่นานาชาติ ครั้งที่ 3 ในเชียงราย (ตามการประชาสัมพันธ์ว่าเริ่ม 17 มกราคม 2569) เป็นทั้ง “โอกาส” และ “บททดสอบ” ในเวลาเดียวกัน โอกาสคือการต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างมีศักดิ์ศรี บททดสอบคือการพิสูจน์ว่าการยกระดับสู่เวทีสาธารณะจะไม่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดรูป และไม่ทำให้เจ้าของวัฒนธรรมต้องเสียอำนาจในการกำหนดความหมายของตนเอง

ในโลกที่ Soft Power กลายเป็นคำยอดนิยม สิ่งที่แยก “งานที่ยั่งยืน” ออกจาก “งานที่ดังชั่วคราว” คือความสามารถในการยืนบน 3 เสาหลักพร้อมกัน ความจริงของพิธีกรรม, สิทธิและศักดิ์ศรีของชุมชน, และการจัดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ หากเชียงรายทำได้ งานปีใหม่ลาหู่นานาชาติจะไม่ใช่เพียงเทศกาลบนปฏิทิน แต่จะเป็น “ต้นแบบการอยู่ร่วมกัน” ที่ส่งผลต่อชีวิตและความเชื่อมั่นของผู้คนในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
  • กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงราย จัดพิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน 2569 หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำโลก

ลมหายใจแห่งโยนกสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน มรดกโลกที่ยังมีชีวิต พิธีกรรมล้านนาบนเส้นทางฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ หนุนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง อบจ.เชียงราย

เชียงราย, 15 มกราคม 2569 – ยามเช้าเหนือผืนน้ำกว้างของ “ทะเลสาบเชียงแสน” หรือที่คนท้องถิ่นเรียกขานว่า “หนองบงคาย” หมอกบางลอยคลอเหนือยอดหญ้า นกน้ำฝูงเล็กโผบินข้ามผืนน้ำเงียบสงบ ก่อนจะถูกปลุกให้มีชีวิตชีวาด้วยเสียงสวดชยันโตของพระสงฆ์และเสียงฆ้องกลองล้านนาที่ดังกังวานไปทั่วตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ภาพพิธี “สืบชะตาทะเลสาบเชียงแสน ประจำปี 2569” ที่จัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 15 มกราคม ไม่ได้เป็นเพียงงานประเพณีที่จัดสืบเนื่องกันมา หากแต่กลายเป็นเวทีประกาศเจตนารมณ์ร่วมของคนเชียงแสน ที่ต้องการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ให้คงอยู่ ทั้งในฐานะแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งประวัติศาสตร์ และบ้านของนกน้ำอพยพนานาชนิด

พิธีในปีนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เมื่อ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) หรือที่ชาวบ้านคุ้นชื่อว่า “นายกนก” เดินทางมาเป็นประธานด้วยตนเอง พร้อมคณะผู้บริหาร อบจ.เชียงราย ตัวแทนนายอำเภอเชียงแสน เทศบาลตำบลโยนก เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ผู้นำชุมชน และเยาวชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ทะเลสาบเชียงแสน จากตำนานโยนกนาคนครสู่พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลก

ทะเลสาบเชียงแสนตั้งอยู่ในเขตตำบลโยนก อำเภอเชียงแสน เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีระบบนิเวศหลากหลายและมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งในด้านการกักเก็บน้ำ การเป็นแหล่งทำกินของชาวประมงพื้นบ้าน และการเป็น “บ้านชั่วคราว” ของนกน้ำอพยพที่บินหนีหนาวจากดินแดนไกลโพ้น

พื้นที่แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Site) ลำดับที่ 1,101 ของโลก ทำให้ทะเลสาบเชียงแสนไม่ใช่เพียงทรัพยากรของเชียงราย หากแต่เป็นสมบัติร่วมของประชาคมโลกที่ต้องการการดูแลอย่างรอบด้าน

สำหรับชาวบ้านในตำบลโยนก ทะเลสาบแห่งนี้ยังผูกพันกับตำนานเมือง “โยนกนาคนคร” เมืองโบราณที่เชื่อกันว่าเคยรุ่งเรืองในอดีตก่อนจะล่มสลายลงสู่ผืนน้ำ เรื่องเล่าและความเชื่อเหล่านี้ถูกส่งต่อผ่านพิธีกรรมและประเพณีหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการ “สืบชะตา” แหล่งน้ำที่ถือเป็นหัวใจของชุมชน

สืบชะตาทะเลสาบเมื่อพิธีกรรมกลายเป็นพันธสัญญารักษ์สายน้ำ

พิธีสืบชะตาหรือ “สืบชาตา” เป็นพิธีกรรมสำคัญของชาวล้านนา ใช้เพื่อเสริมสิริมงคลและต่ออายุขวัญให้แก่บุคคล สถานที่ หรือชุมชน การนำพิธีดังกล่าวมาปฏิบัติกับทะเลสาบเชียงแสน จึงเปรียบเสมือนการขอขมาและให้คำมั่นว่าจะรักษาแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนและสัตว์มาทุกยุคสมัย

ในช่วงพิธีสงฆ์ พระสงฆ์จากวัดในตำบลโยนกประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมใส่บาตรและผูกสายสิญจน์สืบชะตารอบบริเวณริมทะเลสาบ ภาพเด็กนักเรียนแต่งกายชุดพื้นเมือง นั่งฟังคำสวดเคียงข้างผู้เฒ่าผู้แก่ สะท้อนการส่งต่อความเชื่อดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน

นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในช่วงหนึ่งของพิธีว่า การสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนไม่ควรถูกมองเพียงเป็นพิธีกรรมตามปฏิทิน หากแต่ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปกป้องและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำร่วมกัน โดยเฉพาะการดึงเยาวชนให้เข้ามามีบทบาทในการรักษาฐานทรัพยากรที่เป็นของชุมชนเอง

“เราไม่ได้เพียงแค่ทำพิธีแล้วจบไป แต่เราต้องการให้เยาวชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมและการประกวดทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเขาเกิดความภาคภูมิใจในบ้านเกิด และหวงแหนทรัพยากรที่มีค่าระดับโลกชิ้นนี้” นางอทิตาธรกล่าวในเวทีพบปะผู้นำชุมชน

นโยบาย 7 เรือธงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ “กินได้”

การจัดงานสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนในปีนี้อยู่ภายใต้กรอบ “นโยบาย 7 เรือธง” ของ อบจ.เชียงราย ซึ่งมุ่งผลักดันศักยภาพท้องถิ่นทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าไปพร้อมกัน

อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมภายในงาน เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นเมือง การประกวดทักษะของเยาวชน และการจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกแห่งนี้ วัตถุประสงค์ไม่ใช่เพียงสร้างสีสันให้กับงานประเพณี แต่เพื่อให้ชุมชนเห็นว่า “วัฒนธรรม” สามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

ในมิติการท่องเที่ยว พื้นที่ตำบลโยนกและอำเภอเชียงแสนได้รับความสนใจจากนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ การนำอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น พิธีสืบชะตา การแต่งกายแบบล้านนา อาหารพื้นเมือง และเรื่องเล่าตำนานโยนกนาคนคร มาผสมผสานกับการชมธรรมชาติและดูนกน้ำ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างรายได้หมุนเวียนภายในชุมชน

ปัญหาผักตบชวา–สาหร่ายหางกระรอกเงื่อนไขใหม่ของการอนุรักษ์

แม้ทะเลสาบเชียงแสนจะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แต่ในระยะหลังกลับประสบปัญหาการแพร่กระจายของผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกอย่างหนาแน่น พืชน้ำเหล่านี้ลอยปกคลุมผิวน้ำเป็นบริเวณกว้าง บดบังแสงแดดไม่ให้ลงไปถึงชั้นน้ำด้านล่าง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อการหากินของปลาน้ำจืดและนกน้ำอพยพ

ชาวบ้านและนักดูนกในพื้นที่สะท้อนร่วมกันว่า ปริมาณผักตบชวาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ทัศนียภาพของทะเลสาบไม่สวยงามเหมือนเดิม บางจุดไม่สามารถใช้เรือสัญจรหรือนำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมฝูงนกได้อย่างสะดวก ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นแทน

ปัญหาดังกล่าวจึงกลายเป็น “โจทย์ใหญ่” ของหน่วยงานท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย ที่ต้องเร่งหาวิธีจัดการวัชพืชน้ำโดยไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ

จากริมพิธีสู่กลางทะเลสาบนายก อบจ.ลงเรือสำรวจเอง

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีสงฆ์และพิธีผูกสายสิญจน์สืบชะตาทะเลสาบ นายก อบจ.เชียงราย ไม่ได้ยุติบทบาทไว้เพียงการเป็นประธานในพิธี แต่ได้ลงเรือร่วมกับเจ้าหน้าที่กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย เพื่อลงสำรวจสภาพพื้นที่ทางน้ำอย่างใกล้ชิด

การสำรวจครั้งนี้นำโดย พันจ่าอากาศเอก ทวีป เชียวสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยผู้นำท้องที่และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ จุดหมายคือบริเวณที่มีผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอกหนาแน่น เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำแผนกำจัดอย่างเป็นระบบ

แนวทางเบื้องต้นคือการแบ่งพื้นที่จัดการวัชพืชน้ำออกเป็นโซน พร้อมบูรณาการเครื่องจักรกลของ อบจ.เชียงราย กับภูมิปัญญาชุมชน เช่น การนำผักตบชวามาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจชุมชน ทั้งการทำปุ๋ยหมักหรือผลิตภัณฑ์หัตถกรรม เพื่อลดต้นทุนในการกำจัดและไม่สร้างภาระด้านของเสียเพิ่ม

จากการคืนบ้านให้นกน้ำ สู่การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

การฟื้นฟูทะเลสาบเชียงแสนผ่านการกำจัดผักตบชวาและสาหร่ายหางกระรอก ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบนิเวศกลับมาสมดุลเท่านั้น หากยังมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในหลายมิติ

  1. ด้านระบบนิเวศ (Ecological Impact)
    การลดปริมาณผักตบชวาเปิดโอกาสให้แสงแดดส่องลงสู่ชั้นน้ำได้มากขึ้น ส่งผลให้สาหร่ายและพืชน้ำพื้นถิ่นสามารถสังเคราะห์แสงตามปกติ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ เมื่อห่วงโซ่อาหารในทะเลสาบกลับมาแข็งแรง นกน้ำอพยพจำนวนมากก็จะกลับมาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งหากินและพักพิงในฤดูหนาว
  2. ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco–Tourism)
    ทะเลสาบเชียงแสนถูกบรรจุอยู่ในเส้นทางของนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างชาติ การที่ผืนน้ำสะอาด ปราศจากวัชพืชหนาแน่น จะช่วยให้การล่องเรือชมทิวทัศน์และดูนกทำได้สะดวกขึ้น เพิ่มความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว และสร้างรายได้จากการบริการนำเที่ยว ร้านอาหาร และที่พักในพื้นที่โดยรอบ
  3. ด้านเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy)
    หากการจัดการวัชพืชน้ำสามารถเชื่อมโยงกับการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน เช่น งานจักสานจากผักตบชวา หรือการใช้เป็นวัตถุดิบทำปุ๋ยอินทรีย์ จะช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือนในตำบลโยนก ควบคู่กับการทำประมงพื้นบ้านและการบริการนักท่องเที่ยว
  4. ด้านสังคมและการมีส่วนร่วม (Social Cohesion)
    กระบวนการสำรวจและกำจัดผักตบชวา ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้าน เยาวชน และหน่วยงานรัฐร่วมมือกัน ทำให้การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็น “ภารกิจร่วม” ของทั้งชุมชน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และพร้อมปกป้องทะเลสาบแห่งนี้ไปพร้อมกัน

เชียงแสนบนทางแยกระหว่างอนุรักษ์กับการพัฒนา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนรอบทะเลสาบเชียงแสนเผชิญทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความท้าทาย’ จากกระแสการท่องเที่ยวและการขยายตัวของเมืองชายแดน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงรายได้ที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบในปี 2569 จึงสะท้อนความพยายามของท้องถิ่นในการหาจุดสมดุลระหว่าง “การรักษ์” กับ “การใช้ประโยชน์” ทะเลสาบเชียงแสนถูกวางให้เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านระบบนิเวศและวัฒนธรรมล้านนา” มากกว่าจะเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวระยะสั้น

การสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาทของ อบจ.เชียงราย แม้ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเมื่อเทียบกับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ถือเป็น “เมล็ดพันธุ์” สำคัญที่ช่วยต่อยอดกิจกรรมระดับชุมชนให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 7 เรือธง โดยเฉพาะการสร้าง Soft Power ด้านศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ลมหายใจแห่งโยนกที่ยังไม่สิ้นสุด

เมื่อเสียงสวดมนต์จบลงและผู้คนเริ่มทยอยกลับบ้าน ทะเลสาบเชียงแสนยามสายยังคงสะท้อนภาพเรือเครื่องเล็กของเจ้าหน้าที่ที่ออกสำรวจผืนน้ำต่อไป ภาพดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนว่า การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกไม่อาจยุติลงพร้อมกับพิธีกรรม หากแต่ต้องดำเนินต่อด้วยการลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีสืบชะตาทะเลสาบเชียงแสนปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการขอพรให้สายน้ำอยู่เย็นเป็นสุขเท่านั้น แต่คือการประกาศว่า ชาวเชียงแสนพร้อมจะเป็นเจ้าบ้านที่รับผิดชอบต่อมรดกโลกชิ้นนี้ ทั้งในฐานะ “ลูกหลานโยนก” ผู้สืบทอดตำนาน และในฐานะพลเมืองโลกที่ตระหนักถึงคุณค่าของระบบนิเวศที่เปราะบาง

หากแผนกำจัดวัชพืชน้ำเดินหน้าได้ตามที่สำรวจ หากเยาวชนตำบลโยนกยังคงเติบโตมาพร้อมความภาคภูมิใจในถิ่นเกิด และหากนกน้ำอพยพยังคงกลับมาแต่งแต้มผืนฟ้าทะเลสาบเชียงแสนทุกฤดูหนาวได้อย่างปลอดภัย ก็อาจกล่าวได้ว่า “ลมหายใจแห่งโยนก” ยังไม่สิ้นสุด และทะเลสาบเชียงแสนจะยังคงเป็นมรดกโลกที่มีชีวิตให้คนรุ่นต่อไปได้เรียนรู้และภาคภูมิใจ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย)

  • เทศบาลตำบลโยนก และ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
CULTURE

ประวัติศาสตร์พุทธศิลป์! ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” ของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนแผ่นดินแม่ในรอบครึ่งศตวรรษที่ BACC

นกฮูก…กลับบ้าน” มหาอุมมังคชาดกของถวัลย์ ดัชนี หวนคืนไทยในรอบ 50 ปี รื้อรากเหง้าพุทธศิลป์ไทยสู่สายตาโลกยุค Soft Power

กรุงเทพฯ, 11 มกราคม 2569 – แสงไฟในห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในช่วงบ่ายถึงค่ำของวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงแสงจากหลอดไฟในอาคารสมัยใหม่ หากกลายเป็นฉากสำคัญของ “การกลับบ้าน” ทางประวัติศาสตร์ของหนึ่งในผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของไทย – ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” หรือที่เป็นที่จดจำในนาม “the Owl” ผลงานเทคนิคปากกาลูกลื่นของถวัลย์ ดัชนี ที่จากบ้านเกิดไปอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์นานราวครึ่งศตวรรษ

ภายใต้นิทรรศการและเสวนาพิเศษ “นกฮูก…กลับบ้าน” (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee) ซึ่งจัดโดยความร่วมมือระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ (BACC) พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center ภาพพุทธศิลป์ชิ้นเอกที่เคยอยู่แต่ในหน้าหนังสือศิลปะระดับตำนานและคอลเลกชันส่วนตัวในยุโรป ได้หวนคืนสู่สายตาสาธารณชนไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี

ห้องอเนกประสงค์ที่กลายเป็น “ห้องประวัติศาสตร์”

บรรยากาศภายใน BACC ในวันดังกล่าวเต็มไปด้วยนักสะสม ผู้สนใจศิลปะร่วมสมัย นักวิชาการศิลปะ ตลอดจนผู้ศรัทธาในผลงานของถวัลย์ ดัชนี ที่เดินทางมาร่วมงานตั้งแต่ช่วงบ่าย เพื่อชมผลงานต้นฉบับของ “มหาอุมมังคชาดก” อย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังเสวนาที่ถ่ายทอดเบื้องหลังความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ในยุโรป ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้พุทธศิลป์ไทยก้าวพ้นกรอบภูมิภาคสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้จัดแสดงเพียงภาพ “the Owl” เท่านั้น แต่ยังรวบรวมผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมอื่น ๆ ของถวัลย์ที่สะท้อน “พลังดิบ” ของเส้น สี และรูปทรงซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างศิลปะร่วมสมัยตะวันตก ความเชื่อทางพุทธศาสนา และจิตวิญญาณล้านนาอย่างแนบแน่น

ในมุมหนึ่งของนิทรรศการ ผู้ชมจะพบข้อความอธิบายแนวคิดหลักว่า “นกฮูก” สำหรับถวัลย์ ไม่ใช่เพียงสัตว์กลางคืน หากคือสัญลักษณ์ของปัญญา ความลุ่มลึก ความมืด และสัจธรรมตามคติพุทธศาสนา การตั้งชื่อนิทรรศการว่า “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงมีความหมายซ้อนหลายชั้น ทั้งในเชิงศิลปะ จิตวิญญาณ และตัวตนของศิลปิน

มหาอุมมังคชาดก จากชาดกในพระไตรปิฎกสู่ภาพอสูรครึ่งนกเค้าแมว

“มหาอุมมังคชาดก” เป็นชาดกเรื่องที่ 5 ในชุดทศชาติชาดก ว่าด้วยการบำเพ็ญปัญญาบารมีของมโหสถกุมาร พระโพธิสัตว์ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม สามารถไขปริศนา ช่วยพระเจ้าวิเทหะราชพ้นจากภยันตราย และพลิกสถานการณ์ทางการเมืองเหนือพระเจ้าจุลนีพรหมทัตผู้มีกองทัพเหนือกว่าหลายเท่า

หากพิจารณาในกรอบจารีต พุทธศิลป์ไทยในอดีตมักเน้นภาพพระพุทธเจ้า เทวดา นางฟ้า และตัวละครที่งดงามวิจิตร แต่ถวัลย์ ดัชนีซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง และต่อยอดด้วยอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์จากราชวิทยาลัยศิลปะ Rijks Akademie van Beeldende Kunsten กรุงอัมสเตอร์ดัม กลับเลือก “เดินคนละทิศ”

เขาไม่ได้วาดมโหสถกุมารให้เป็นชายหนุ่มรูปงาม หากสร้าง “อสูรครึ่งคนครึ่งนกเค้าแมว” ที่นั่งชันเข่า แผ่แขน ดวงตาเบิกโพลง ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยโหนกกล้ามเนื้อ ประดับด้วยรอยสักรูปสิงสาราสัตว์ที่พันเกี่ยวกันแน่นหนา รายล้อมด้วยองค์ประกอบที่หลายคนอาจมองว่า “ประหลาด” หรือ “น่ากลัว” เช่น หัวกบ หัวคางคก หอยงวงช้าง หอยสังข์ขนาดใหญ่ และลูกนกที่ยังไม่ลืมตา

หากแต่ละองค์ประกอบล้วนทำหน้าที่เป็น “ภาษาสัญลักษณ์” ในการตีความชาดกอย่างลึกซึ้ง

  • ลูกนกอ้าปากกว้าง ถูกอ่านได้ว่าเป็นภาพแทน “ปากอุโมงค์” ที่มโหสถใช้พาพระเจ้าวิเทหะราชหนีออกจากเมืองที่ถูกล้อม
  • หัวกบขนาดใหญ่ สะท้อนภาวะ “ความเขลา” ของผู้ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางโคลนตมโดยไม่รู้เท่าทันคุณค่าที่อยู่ตรงหน้า
  • ใบหูขนาดใหญ่ที่ยึดติดกับเสียงจากหอย สื่อว่าการได้ยินเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดปัญญา หากขาดสติและการไตร่ตรอง
  • คนตัวเล็กในมุมซ้ายล่างคือ “เกวัฏพราหมณ์” ซึ่งพ่ายแพ้ให้แก่ปัญญาและกลยุทธ์ของมโหสถในเหตุการณ์ประลองไหวพริบ

ด้วยเหตุนี้ ภาพมหาอุมมังคชาดกของถวัลย์จึงไม่ใช่การ “เล่าเรื่องชาดก” ตามตัวอักษร แต่เป็นการกลั่นกรองแก่นเรื่องเรื่องปัญญาบารมีออกมาในภาษาทัศนศิลป์ที่ทรงพลังและมีความหมายในระดับสากล

ปากกาลูกลื่นธรรมดา กับความเพียรที่ไม่ธรรมดา

จุดที่ทำให้ “มหาอุมมังคชาดก” ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงการศิลปะ คือเทคนิคที่ถวัลย์เลือกใช้ – ปากกาลูกลื่นสีดำบนกระดาษ

เยาวณี นิรันดร ผู้แทนพิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และกรรมการบริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร อธิบายว่า ผลงานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2517 ด้วยวิธีการ “ฝนปากกาลูกลื่น” ที่ต้องอาศัยสมาธิ ความแม่นยำ และความอดทนระดับสูง ศิลปินจะนอนคว่ำกับพื้น ใช้อกหนุนหมอน แล้วค่อย ๆ ขีดเส้นหมึกบางเบาหลายล้านเส้นลงบนกระดาษ สลับกับการเช็ดหมึกส่วนเกินที่ปลายปากกา เพื่อไม่ให้เกิดเส้นหนาเกินหรือคราบหมึกที่ทำลายภาพ

เทคนิคนี้ “ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด” ต่างจากสีน้ำมันที่ยังสามารถทาทับแก้ไขได้ หากพลาดเพียงนิดเดียว ภาพทั้งหมดอาจเสียหายทันที ผลลัพธ์คือผลงานจิตรกรรมที่มีรายละเอียดแน่นหนาในระดับที่ต้องส่องด้วยแว่นขยาย และทำให้นักสะสมจำนวนมากยกย่องว่าเป็นหนึ่งในงานดรออิ้งที่ดีที่สุดของถวัลย์

ไม่เพียงแค่ในเชิงทักษะ หากเมื่อรวมเข้ากับน้ำหนักเนื้อหาเชิงปรัชญา ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องจากผู้คร่ำหวอดในวงการว่าเป็น “ผลงานอันดับหนึ่งในดวงใจ” ของทั้งนักวิชาการศิลปะและผู้จัดทำหนังสือที่เคยใกล้ชิดกับศิลปิน

หนังสือปกแดงจากซูริค “ศีลเสมอกัน” ระหว่างศิลปินไทยกับสำนักพิมพ์ยุโรป

ความสำคัญของมหาอุมมังคชาดกไม่ได้อยู่เพียงบนผืนกระดาษ หากยังฝังตัวอยู่ในหน้าหนังสือศิลปะที่ถูกจัดว่าเป็น “ตำนาน” ของวงการ

ในปี พ.ศ. 2524 สำนักพิมพ์ Iñigo von Oppersdorff Verlag เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จัดพิมพ์หนังสือปกแข็งสีแดงเล่มใหญ่ชื่อ The Buddhist Art of Thawan Datchani (รวมทั้งฉบับภาษาเยอรมันในชื่อ Die buddhistische Kunst Thawan Datchanis) รวบรวมภาพชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ด้วยมาตรฐานการพิมพ์ที่ได้รับการกล่าวถึงว่า “ล้ำหน้าหนังสือศิลปะร่วมยุคเดียวกัน” และผลิตในจำนวนจำกัดจนกลายเป็นหนังสือหายาก มูลค่าตามตลาดนักสะสมปัจจุบันอยู่ในระดับราว 200,000 บาทต่อเล่ม

เคลาส์ เวงค์ (Klaus Wenk) ผู้เขียนเนื้อหา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านศิลปะตะวันออก ได้พิจารณาผลงานจำนวนมากจากชุดทศชาติชาดก ก่อนจะเขียนวิเคราะห์ลงในหนังสือ โดยระบุใจความว่า ไม่มีภาพใดในชุดนี้ที่ “สรุปความหมายของคำว่าความสมบูรณ์แบบ” ในเชิงปัญญาบารมีได้ทรงพลัง และแปรเป็นภาพที่มีความหมายในระดับสากลเทียบเท่าภาพมหาอุมมังคชาดก

ในอีกด้านหนึ่ง ฟรานซ์ ฮอริสเบอร์เกอร์ (Franz Horisberger) บรรณาธิการและผู้ออกแบบรูปเล่ม ซึ่งเดินทางมาถ่ายภาพผลงานของถวัลย์ด้วยตนเองในประเทศไทย ก็หลงใหลผลงานชิ้นเดียวกันจนตัดสินใจเลือกภาพนี้ขึ้นเป็นปกหนังสือ และภายหลังได้ขอซื้อภาพต้นฉบับไปเก็บรักษาในคอลเลกชันส่วนตัวที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ผู้จัดงานนิยามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นภาวะ “ศีลเสมอกัน” ในความหมายร่วมสมัย คือการที่ความศรัทธา ความรู้ ทัศนคติ และรสนิยมของผู้คร่ำหวอดจากสองซีกโลกมาบรรจบกันที่ผลงานชิ้นเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย แสดงให้เห็นว่าพลังของงานศิลปะสามารถเชื่อมโยงผู้คนข้ามภาษา ศาสนา และภูมิศาสตร์ได้จริง

เสวนาว่าด้วยการเดินทางของ “นกฮูก” จากเชียงราย–กรุงเทพฯ–ซูริค–กลับสู่ไทย

หัวใจอีกประการของงาน “นกฮูก…กลับบ้าน” คือเวทีเสวนาพิเศษที่ถ่ายทอด “การเดินทาง” ของผลงานชิ้นนี้จากมุมมองของผู้ที่ได้ร่วมงานกับถวัลย์อย่างใกล้ชิด

การเสวนานำโดย ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมด้วย Count Emmanuel von Oppersdorff อดีตประธาน Iñigo von Oppersdorff Publishing House และ Mr. Thomas Imboden อดีตกรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์เดียวกัน ตลอดจน อาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) พุทธศักราช 2557

เยาวณี นิรันดร เปิดเผยในเวทีเสวนาว่า บิดาของเคานต์ Emmanuel เจ้าของโรงพิมพ์ในยุคนั้น มองเห็นศักยภาพของถวัลย์ตั้งแต่ยังไม่ได้มีชื่อเสียงในระดับที่เป็นที่รู้จักเช่นทุกวันนี้ จึงตัดสินใจลงทุนจัดพิมพ์หนังสือ รวมถึงจัดทำภาพถ่ายความละเอียดสูงของทศชาติชาดกทั้งหมด ซึ่งในเวลาต่อมา กลายเป็นหนังสือที่ถูกนักสะสมยอมรับว่า “แพงที่สุดและพิมพ์ดีที่สุด” ในหมวดหนังสือศิลปะไทยยุคเดียวกัน

หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความสนใจให้ผู้ร่วมงาน คือการที่เคานต์ Emmanuel เดินทางมาร่วมงานด้วยตนเอง พร้อมอนุญาตให้นำภาพที่ถวัลย์วาดให้ตระกูลของตนมาแสดงเป็นกรณีพิเศษในประเทศไทยเพียงหนึ่งวัน ก่อนจะถูกส่งกลับสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ภาพ “the Owl” หรือมหาอุมมังคชาดกจะยังคงอยู่ในประเทศไทยเพื่อหมุนเวียนจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ต่อไป

เมื่อ Soft Power เริ่มจาก “การหันกลับมามองรากเหง้าของตัวเอง”

งานเสวนาช่วงท้ายได้พาผู้ฟังขยับออกจากกรอบประวัติศาสตร์เฉพาะเรื่อง ไปสู่คำถามใหญ่ในระดับนโยบายวัฒนธรรม

การกลับมาของมหาอุมมังคชาดกในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าขับเคลื่อน Soft Power ถูกตีความว่าเป็น “บทเตือน” ให้สังคมหันกลับมาสำรวจรากของศิลปะไทยร่วมสมัยที่เคยได้รับการยอมรับในระดับโลกมาแล้วนานหลายทศวรรษ ก่อนหน้ากระแสคำว่า Soft Power จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

สำหรับอาจารย์ปัญญา วิจินธนสาร ผู้อยู่ในแวดวงศิลปะร่วมสมัยมายาวนาน ผลงานของถวัลย์คือการ “ทำลายกรอบเพื่อสร้างความเชื่อใหม่” ทั้งในเชิงรูปแบบและเนื้อหา เขาชี้ให้เห็นว่า การเลือกใช้สัตว์เดียรัจฉาน โครงกระดูก อสูรกาย และองค์ประกอบที่ถูกมองว่าอัปลักษณ์ในสายตาสาธารณชน แท้จริงคือการยืนยันสัจธรรมทางพุทธศาสนาว่าความจริงอยู่ในทุกสิ่ง ไม่จำกัดเฉพาะสิ่งงดงาม

ในมุมของผู้จัดงาน นิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการนำผลงานระดับมาสเตอร์พีซกลับมาจัดแสดง หากยังเป็นการ “คืนพื้นที่” ให้ศิลปะไทยได้ถูกอ่านใหม่ด้วยสายตาของคนรุ่นปัจจุบัน ทั้งในมิติของประวัติศาสตร์ศิลป์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และนโยบายวัฒนธรรม

ความหมายของ “การกลับบ้าน” ที่มากกว่าการกลับถึงสนามบิน

แม้ชื่อกิจกรรมจะใช้คำว่า “กลับบ้าน” แต่ในความเป็นจริง การเดินทางของมหาอุมมังคชาดกจากสวิตเซอร์แลนด์สู่หอศิลปกรุงเทพฯ คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางระยะใหม่ในความทรงจำสาธารณะของสังคมไทย

ผู้ชมที่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าภาพต้นฉบับ ต่างตระหนักพร้อมกันว่า ตลอดราว 50 ปีที่ผ่านมา พวกเขารู้จักผลงานชิ้นนี้ผ่าน “ภาพถ่ายบนปกหนังสือปกแดง” มากกว่าผ่านของจริง การได้เห็นร่องรอยเส้นปากกาลูกลื่น ความละเอียดของพื้นผิว และน้ำหนักของหมึกที่ไม่สามารถสัมผัสได้จากการพิมพ์ ทำให้คำบอกเล่าจากนักวิชาการศิลปะที่ว่า “ต้องมาดูด้วยตาจึงจะเข้าใจ” มีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ในแง่นี้ “นกฮูก…กลับบ้าน” จึงไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางของภาพหนึ่งภาพ แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยได้ตั้งคำถามร่วมกันว่า

  • เรามองพุทธศิลป์ไทยร่วมสมัยอย่างไร
  • เราเข้าใจบทบาทของศิลปินไทยในเวทีโลกมากน้อยเพียงใด
  • และเราพร้อมหรือยังที่จะใช้ Soft Power อย่างมีรากฐานจากผลงานที่เคยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ

นิทรรศการครั้งนี้อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในกรอบเวลา 14.00 – 18.00 น. แต่บทสนทนาเรื่องคุณค่าของศิลปะไทยร่วมสมัยที่ถูกจุดขึ้นใน “วันที่นกฮูกกลับบ้าน” มีแนวโน้มจะอยู่กับผู้ชม นักสะสม และผู้กำหนดนโยบายด้านวัฒนธรรมไปอีกนาน

ข้อมูลกิจกรรมโดยสรุป

  • ชื่องานนิทรรศการและเสวนา: นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)”
  • สถานที่จัด: ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
  • วัน–เวลา: วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 14.00–18.00 น.
  • ผู้จัดและผู้สนับสนุนหลัก: หอศิลปกรุงเทพฯ (BACC), พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129, The Art Auction Center
  • ผลงานไฮไลต์: ภาพ “มหาอุมมังคชาดก” (The Maha-Ummagga Jataka) หรือ “the Owl” เทคนิคปากกาลูกลื่นบนกระดาษ หนึ่งในชุดทศชาติชาดกของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งเคยถูกใช้เป็นภาพปกหนังสือ The Buddhist Art of Thawan Datchani พิมพ์ที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2524 และกลับมาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบประมาณ 50 ปี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เอกสารประชาสัมพันธ์นิทรรศการและเสวนา “นกฮูก…กลับบ้าน (Homecoming of the Owl by Thawan Duchanee)” โดย หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ 129 และ The Art Auction Center
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

สถิติชี้เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวพุ่งอันดับ 2 ภาคเหนือ อัดงบปั้นมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินเชียงแสน กระตุ้นเศรษฐกิจ

เชียงรายเร่งเครื่อง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน–ถนนธนาลัย” จากงานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาล Soft Power ระดับประเทศ

เชียงราย, 7 มกราคม 2569 – ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นต้นปีบนผืนแผ่นดินล้านนาตะวันออก เสียงคลื่นแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสนยังคงซัดกระทบตลิ่งอย่างเนิบช้า แต่บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ว่าการอำเภอกลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่เร่งรัดกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อผู้นำท้องถิ่นระดับอำเภอ จังหวัด และเทศบาล นั่งประชุมร่วมกันบนวาระเดียวคือ “จะทำอย่างไรให้สงกรานต์เชียงรายก้าวพ้นจากงานประเพณีธรรมดา ไปสู่เทศกาลระดับสากลที่สร้างรายได้และภาพจำใหม่ให้ทั้งจังหวัด”

การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากผูกโยงโดยตรงกับตัวเลขเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่ชี้ชัดว่าเชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะ “พร้อมรุก” มากกว่าที่เคย

สัญญาณจากตัวเลข เชียงรายใช้จ่ายต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ

ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ช่วงเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ในกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 7,896 บาทต่อทริป เป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ที่ 9,346 บาท และสูงกว่าแม่ฮ่องสอนที่ 5,169 บาทอย่างมีนัยสำคัญ

หากมองในภาพรวมทั้งประเทศ ข้อมูลสถานการณ์ท่องเที่ยวภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางหดตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ -0.39 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่รายได้กลับขยายตัวร้อยละ 1.18 สู่ระดับ 9.90 หมื่นล้านบาท โดยเชียงรายติดหนึ่งในห้าอันดับจังหวัดที่สร้างรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และประจวบคีรีขันธ์

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางมาเชียงรายมี “กำลังใช้จ่าย” และมองจังหวัดปลายสุดแดนเหนือแห่งนี้เป็นจุดหมายที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง ทั้งในมิติของธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมเชิงเทศกาล หากจังหวัดสามารถออกแบบ “เวทีใหญ่” ที่ดึงดูดได้ต่อเนื่อง ย่อมมีโอกาสยกระดับเม็ดเงินให้หมุนเวียนในท้องถิ่นมากขึ้น

สงกรานต์ ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีที่คนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักดี จึงถูกมองเป็น “หมากตัวสำคัญ” ของยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงหลังโควิด-19

เชียงแสนเปิดเกมรุก “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” เชื่อมไทย–ลาว–เมียนมา

วันที่ 5 มกราคม 2569 ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงแสนกลายเป็นสมรภูมิไอเดียของผู้บริหารท้องถิ่นหลายระดับ นำโดยนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน ในฐานะประธานการประชุม ร่วมด้วยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นายพลภพ มานะมนตรีกุล นายกเทศมนตรีตำบลเวียง คณะผู้บริหารเทศบาล เจ้าหน้าที่ อบจ.เชียงราย และผู้นำชุมชนในพื้นที่

วาระสำคัญของการประชุมคือการเตรียมพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ประจำปี 2569” ที่ตั้งเป้าให้เชียงแสน—เมืองเก่าริมโขงที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน—กลายเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมสงกรานต์ของสามประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว และเมียนมา

“เราจะไม่ทำแค่การรดน้ำดำหัวหรือขบวนแห่แบบเดิม ๆ อีกต่อไป เชียงแสนมีทั้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ชายแดนที่ไม่เหมือนใคร เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็น Soft Power ที่แท้จริง เชื่อมใจผู้คนสามแผ่นดินผ่านวัฒนธรรมสงกรานต์”
นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวในที่ประชุม สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นหัวรถจักรทางเศรษฐกิจ

ในมิติของพื้นที่ เชียงแสนถือเป็น “ประตูหน้า” ของเชียงรายที่หันออกสู่ลุ่มน้ำโขงตอนบน ทั้งด้านการค้าชายแดน การท่องเที่ยวทางน้ำ และประวัติศาสตร์อาณาจักรล้านนา การออกแบบงานสงกรานต์ในอำเภอแห่งนี้จึงไม่ได้มองเพียงผู้ร่วมงานในจังหวัด หากคำนึงถึงศักยภาพของนักท่องเที่ยวข้ามแดนจากลาวและเมียนมาด้วย

แผนงานเบื้องต้นระบุการจัดกิจกรรมที่ผสมผสานทั้งพิธีกรรมดั้งเดิม เช่น พิธีสรงน้ำพระ การทำบุญตักบาตร และการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ กับกิจกรรมร่วมสมัยอย่างการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา เวทีดนตรีริมโขง และโซนเล่นน้ำอย่างเป็นระเบียบ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครอบครัว นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรม และกลุ่มวัยรุ่นที่มองสงกรานต์เป็นเทศกาลแห่งความสนุก

เศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย สามแกนหลักในสมการสงกรานต์เชียงราย

การผลักดัน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ไม่ได้เป็นเพียงงานรื่นเริง แต่ถูกวางให้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของเชียงแสนและจังหวัดเชียงรายโดยรวม ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับความปลอดภัยและการจราจร ซึ่งเป็นโจทย์ที่เชียงรายเคยเผชิญมาแล้วในเขตอำเภอเมือง

เสียงสะท้อนจากหลายภาคส่วนสะท้อนตรงกันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ “ถนนคนม่วน” หรือถนนสันโค้งน้อย ซึ่งเคยใช้เป็นโซนหลักในการเล่นน้ำสงกรานต์ มีข้อจำกัดด้านกายภาพอย่างชัดเจน ทั้งความคับแคบของผิวจราจรและการตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ทำให้การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินและการบริการสาธารณสุขได้รับผลกระทบ

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อเสนอจากคนเชียงรายและกลุ่มผู้ผลักดันศิลปวัฒนธรรม ให้พิจารณา “ย้ายเวทีหลักของสงกรานต์เมืองเชียงราย” ไปยังถนนธนาลัย ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญใจกลางเมืองที่แวดล้อมด้วยสวนสาธารณะ วัดสำคัญ และพื้นที่โล่งที่สามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ถนนธนาลัย สมรภูมิใหม่ของ “ถนนคนเล่นน้ำ” เมืองเชียงราย

ข้อเสนอให้ถนนธนาลัยกลายเป็น “ถนนคนเล่นน้ำ” ประจำจังหวัด ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความกว้างขวางของพื้นที่ แต่เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เมืองเชียงรายในฐานะจังหวัดท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย

ถนนสายนี้เป็นที่ตั้งของ “สวนตุงและโคมนครเชียงราย” พื้นที่แลนด์มาร์กที่ใช้จัดงานเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญหลายครั้งในรอบปี เช่น งานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม งานลอยกระทงยี่เป็ง รวมถึงงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ของจังหวัด การนำถนนธนาลัยมาใช้เป็นเวทีสงกรานต์หลักจึงช่วยให้จังหวัดสามารถ “ต่อยอด” โครงสร้างพื้นฐานเดิม อาทิ ระบบไฟส่องสว่าง ลานกิจกรรม และพื้นที่จัดนิทรรศการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แนวคิดการออกแบบพื้นที่ถนนธนาลัยสำหรับสงกรานต์ 2569 มีองค์ประกอบหลัก ได้แก่

  1. จุดเติมน้ำตลอดสาย
    การติดตั้งจุดเติมน้ำในระยะห่างที่เหมาะสมเพื่อลดปัญหาผู้ร่วมงานต่อแถวยาวและกระจายน้ำอย่างทั่วถึง ช่วยลดการใช้รถบรรทุกน้ำจำนวนมากซึ่งมักกีดขวางการจราจร
  2. บูธกิจกรรมภาคเอกชนและชุมชน
    เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และผู้ผลิตสินค้า OTOP ตั้งบูธจำหน่ายสินค้าและจัดกิจกรรมสร้างสีสัน เช่น เกมพื้นบ้าน การสาธิตงานหัตถศิลป์ล้านนา ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
  3. เวทีกลางขนาดใหญ่
    ใช้จัดประกวดนางสงกรานต์ การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย การประกวดก่อเจดีย์ทราย ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีและคอนเสิร์ตจากศิลปินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น หลังจบพิธีการ สามารถต่อเนื่องสู่ช่วงเวลาแห่งความบันเทิงยามค่ำคืนด้วยดีเจเปิดเพลง สร้างบรรยากาศ “เมืองไม่หลับ” ช่วงเทศกาล
  4. ขบวนแห่พระพุทธรูปและศิลปวัฒนธรรมล้านนา
    ใช้โมเดลการจัดงานของเทศบาลนครเชียงใหม่บนถนนราชดำเนินเป็นต้นแบบ โดยให้มีขบวนแห่พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของเชียงราย นำหน้าด้วยพระสำคัญจากวัดต่าง ๆ ในจังหวัด การตกแต่งขบวนเน้นลวดลายล้านนา เช่น ขบวนขันดอก ขบวนสลุงทราย ขบวนตุง ขบวนน้ำขมิ้นส้มป่อย และขบวนไม้ค้ำโพธิ์ พร้อมการแต่งกายพื้นเมืองและการแสดงฟ้อนรำ ตีกลองสะบัดชัย เพื่อสะท้อนภาพ “สงกรานต์เมืองเชียงรายแบบที่โลกรอคอยเห็น”

เสียงสะท้อนจากประชาชนคนเชียงรายกลุ่มหนึ่งที่เสนอแนวคิดนี้ระบุว่า ที่ผ่านมาแม้เชียงรายจะมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง แต่กิจกรรมช่วงสงกรานต์ในเขตเมืองยังขาด “จุดขายที่ชัดเจน” เมื่อเทียบกับจังหวัดรอบข้าง หากสามารถออกแบบถนนธนาลัยให้เป็นถนนคนเล่นน้ำที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ “อยู่ยาว” มากกว่าการเดินทางแบบไป–กลับเพียงหนึ่งวัน

เชื่อมภาพใหญ่ จากตัวเลขทั้งประเทศสู่ยุทธศาสตร์เมืองชายแดน

ในระดับประเทศ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยรวม 16.81 ล้านคน-ครั้ง แม้จำนวนการเดินทางรวมจะหดตัวเล็กน้อย แต่รายได้จากการท่องเที่ยวกลับเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้เดินทางพร้อมใช้จ่ายมากขึ้นต่อทริป ขณะที่รายได้ 9.90 หมื่นล้านบาทส่วนใหญ่กระจุกตัวใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ เชียงราย และประจวบคีรีขันธ์

เมื่อแยกตามภูมิภาค จะพบว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเชียงรายโดยตรง

การที่เชียงรายมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวสูงอันดับ 2 ของภาคเหนือ แปลว่าผู้มาเยือนยินดีจ่ายเพื่อกิจกรรมและประสบการณ์ที่มีคุณค่า การลงทุนยกระดับสงกรานต์ให้เป็นเทศกาลเชิงเศรษฐกิจจึงสอดคล้องกับทิศทางตลาด สร้างโอกาสขยายระยะเวลาการพักค้างคืน เพิ่มการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และธุรกิจโลจิสติกส์ในจังหวัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ การมี “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน ผนวกกับ “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” ในเขตเมืองเชียงราย จะทำให้จังหวัดมี “คลัสเตอร์สงกรานต์” ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ชายแดนริมโขงจนถึงตัวเมือง เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถออกแบบแพ็กเกจได้หลากหลาย ตั้งแต่ทัวร์ครอบครัวเชิงวัฒนธรรม ไปจนถึงทัวร์วัยรุ่นสายเทศกาล

เสียงจากผู้นำท้องถิ่น นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี”

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ย้ำในที่ประชุมว่า การจัดงานมหาสงกรานต์ในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียง “อีเวนต์ประจำปี” แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายใหญ่ที่วางไว้คือ “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ”

“เราต้องการให้ทุกอำเภอมีงานวัฒนธรรมหรือกิจกรรมเด่นที่บอกตัวตนของพื้นที่ เชียงแสนมีมหาสงกรานต์สามแผ่นดิน เชียงรายเมืองเก่ามีถนนธนาลัยเป็นถนนคนเล่นน้ำ เชียงของ–แม่สายเชื่อมต่อการท่องเที่ยวชายแดน ทั้งหมดนี้คือภาพใหญ่ของเชียงรายในฐานะจังหวัดที่สามารถต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในฤดูกาลใดฤดูกาลหนึ่ง”
นางอทิตาธรกล่าว

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนการมองสงกรานต์เป็นจุดตั้งต้นของการจัดวางปฏิทินท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับกิจกรรมอื่น ๆ เช่น งานดอกไม้ เมืองกาแฟเมืองชา การท่องเที่ยวเชิงกีฬาหรือ MICE เพื่อให้เม็ดเงินไม่กระจุกตัวเพียงช่วงฤดูกาลสั้น ๆ

จากเวทีจังหวัดสู่ Soft Power ระดับชาติ ความท้าทายที่ต้องเดินไปให้ถึง

แม้เชียงรายจะมีจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนา ประวัติศาสตร์เมืองโบราณ และภูมิประเทศริมโขงที่เอื้อต่อการจัดงานเทศกาล แต่การก้าวสู่การเป็น “เทศกาลระดับโลก” ยังต้องอาศัยการทำการบ้านอีกหลายด้าน

ประการแรก คือการวางระบบบริหารจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ไม่ให้การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวกลายเป็นภาระต่อชุมชน ทั้งในเรื่องขยะมูลฝอย น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรน้ำในช่วงสงกรานต์ การออกแบบอุโมงค์น้ำและจุดเติมน้ำตลอดสายถนนธนาลัย จึงต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมอย่างใกล้ชิด

ประการที่สอง คือการสื่อสารเรื่องราวของพื้นที่อย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติประวัติศาสตร์เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย และความเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำโขง นักท่องเที่ยวในยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ต้องการมากกว่าพื้นที่เล่นน้ำ พวกเขาต้องการ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้การเดินทางมีความหมาย ทั้งต่อผู้คนและต่อชุมชนที่ตนเองไปเยือน

ประการสุดท้าย คือการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบแนวคิดงาน การบริหารจัดการพื้นที่ การจัดขบวนแห่ ไปจนถึงการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอย การทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกว่าเป็น “เจ้าของงาน” ร่วมกัน จะช่วยให้งานสงกรานต์เชียงรายเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่กลายเป็นเพียงเทศกาลที่จัดเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในระยะสั้น

สงกรานต์เชียงรายในฐานะเวทีทดสอบศักยภาพเมืองท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยวล่าสุด ผนวกกับการขยับตัวของหน่วยงานท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย จะเห็นได้ชัดว่า ปี 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการใช้สงกรานต์เป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัด

อำเภอเชียงแสนจะทำหน้าที่เป็นเวทีหน้า ด้วยงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่ตั้งใจเชื่อมโยงไทย–ลาว–เมียนมา ผ่านพิธีกรรมและกิจกรรมร่วมสมัยริมฝั่งโขง ขณะเดียวกัน เขตเมืองเชียงรายก็เตรียมต่อยอดแนวคิด “ถนนคนเล่นน้ำถนนธนาลัย” เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เดิมที่คับแคบและกระทบต่อโรงพยาบาล พร้อมยกระดับบรรยากาศสงกรานต์ให้มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และอัตลักษณ์ล้านนาอย่างครบถ้วน

หากแผนงานเหล่านี้สามารถผลักดันและดำเนินการได้ตามที่วางไว้ เชียงรายมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะขยับจากภาพลักษณ์ “เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาว” ไปสู่ “เมืองเทศกาลตลอดทั้งปี” ที่ใช้สงกรานต์เป็นหัวใจของการสร้าง Soft Power เชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในทุกอำเภอ

ในสายตาของนักท่องเที่ยว สงกรานต์เชียงรายอาจเริ่มต้นจากการมองหาเพียงเวทีเล่นน้ำแห่งใหม่ แต่สำหรับคนเชียงราย การประชุมในห้องเล็ก ๆ ที่อำเภอเชียงแสนเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 คือจุดเริ่มต้นของการเขียน “บทใหม่” ให้กับประวัติศาสตร์เทศกาลน้ำของเมืองเหนือปลายสุดของสยาม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : ภาพถ่ายนายนริศ

  • กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และเทศบาลตำบลเวียง
  • ข้อมูลนโยบายและทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ภายใต้แนวคิด “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดภาพประทับใจ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ชูชีพ พงษ์ไชย สวมบทเด็กวัดเดินเท้าตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายรับปีใหม่ 2569

ผู้ว่าฯ ขะโยม” แสงแรกแห่งรอยยิ้มเจียงฮาย ผู้นำจังหวัดสวมบทเด็กวัดเดินเท้าประกบพระรัตนมุนี ตักบาตรแวดเวียงรับปีใหม่ 2569 เคียงขบวนราชรถบุษบก 9 คันกลางถนนธนาลัย

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – เช้าวันปีใหม่ที่ถนนธนาลัยใจกลางเมืองเชียงรายไม่ได้มีเพียงแสงแรกของปี 2569 ที่ทอดตัวลงบนย่านเมืองเก่า หากยังปรากฏภาพ “ผู้นำจังหวัด” ที่เลือกจะวางบทบาททางการบริหารไว้ชั่วคราว แล้วหันมาสวมบท “ขะโยม” หรือเด็กวัด เดินเท้าประกบข้างองค์พระรัตนมุนี คอยรับสิ่งของจากบาตรพระตลอดเส้นทางตักบาตรแวดเวียงเจียงฮาย สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมพิธีจำนวนมาก

ภาพของนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในชุดลำลองเรียบง่าย เดินเคียงข้างพระสงฆ์กลางขบวนราชรถบุษบก 9 คัน และพระสงฆ์รวม 94 รูป ท่ามกลางประชาชนที่แต่งกายสุภาพถือข้าวปลาอาหารดอกไม้ธูปเทียนรอใส่บาตรตลอดแนวถนนธนาลัย กลายเป็น “ภาพจำ” แรกของปีใหม่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ–ศรัทธา–ชุมชน ในแบบฉบับเชียงรายได้อย่างชัดเจน

แวดเวียงเจียงฮาย พิธีบุญรับศักราชใหม่กลางเมืองเก่า

บรรยากาศยามเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 ณ บริเวณถนนธนาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของเทศบาลนครเชียงราย เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนที่ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่สองฝั่งถนนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อเตรียมร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ภายใต้การจัดงานของเทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

พิธี “อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แวดเวียงเจียงฮาย” และทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ประจำปี 2569 ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงมิติศรัทธาทางพุทธศาสนากับอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา โดยเทศบาลนครเชียงรายได้อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จาก 9 วัดสำคัญในพื้นที่ มาประดิษฐานบนราชรถบุษบกศิลปะล้านนา 9 คันที่รังสรรค์อย่างวิจิตรงดงาม ก่อนเคลื่อนขบวนบนถนนธนาลัย

เส้นทางแวดเวียงเริ่มตั้งแต่แยกสุริวงศ์ไปจนถึงสี่แยกศาลจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) กลายเป็น “สายบุญกลางเมือง” ที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสร่วมใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 94 รูป ที่นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอดแนวถนน การจัดวางราชรถบุษบกสลับกับแถวพระสงฆ์ ทำให้ทั้งถนนกลายเป็นเวทีศิลปะศรัทธาในบรรยากาศที่สงบ งดงาม และสมเกียรติวันขึ้นปีใหม่

ราชรถบุษบก 9 คัน ศิลปะ–ศรัทธาที่เคลื่อนที่ไปกับเมือง

แม้พิธีตักบาตรวันปีใหม่จะเป็นที่คุ้นเคยในหลายจังหวัด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่น คือการนำ “ราชรถบุษบก” ศิลปะล้านนาที่เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับช่างท้องถิ่นสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานหลายปี มาประกอบในพิธีกรรมเชิงพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ

ราชรถทั้ง 9 คัน แต่ละคันประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในสายศรัทธาของชาวเชียงรายและชุมชนรอบข้าง การเคลื่อนขบวนไปตามถนนธนาลัยจึงไม่ใช่เพียงการแห่องค์พระ แต่เป็นการ “พาพระออกมาพบประชาชน” ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองเก่า เสมือนการนำรากเหง้าทางจิตวิญญาณของชุมชนออกมาเชื่อมกับวิถีชีวิตสมัยใหม่

การที่ประชาชนสามารถกราบ สรงน้ำ หรือถวายดอกไม้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังวัดแต่ละแห่ง ถือเป็นการลดระยะห่างระหว่างชุมชน–วัด–เมือง ในขณะที่ตัวราชรถบุษบกเองก็ทำหน้าที่เป็น “ห้องแสดงศิลปะเคลื่อนที่” ให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความวิจิตรของลวดลายล้านนาอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องเข้าชมในพิพิธภัณฑ์หรือพิธีเฉพาะกิจเท่านั้น

ผู้ว่าฯ ขะโยม” ผู้นำจังหวัดในบทบาทเด็กวัด

ท่ามกลางขบวนราชรถบุษบกและพระสงฆ์ 94 รูป สิ่งที่สะดุดตาผู้ร่วมงานจำนวนมากในปีนี้ คือภาพของ “เด็กวัด” ที่เดินประกบข้างพระสงฆ์ผู้ใหญ่ คอยรับสิ่งของจากบาตรเพื่อแบ่งเบาภาระ ด้วยท่าทีคล่องแคล่วและไม่ถือตัว

เมื่อมองใกล้ๆ จึงพบว่า “เด็กวัด” คนดังกล่าว คือ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพไม่ได้เพียงมาร่วมพิธีในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หากแต่เลือกลงมา “ทำหน้าที่” ในระบบวัดฐานะ “ขะโยม” หรือเด็กวัด ตามสำนวนภาษาถิ่นล้านนา

คำว่า “ขะโยม” ในบริบทล้านนา หมายถึงเด็กวัดหรือศิษย์วัดผู้คอยช่วยเหลือพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการถือสัมภาระ เดินประกบขณะบิณฑบาต จัดเตรียมของใช้ในพิธี หรือช่วยอุปถัมภ์ดูแลกิจการเบื้องต้นของวัด การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกสวมบท “ขะโยม” จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจนว่า “ผู้นำพร้อมจะเริ่มจากจุดที่ต่ำที่สุดในโครงสร้างของพิธีกรรม เพื่อทำงานร่วมกับพระและประชาชน”

ไม่เพียงเท่านั้น เกร็ดที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ร่วมงาน คือก่อนหน้าที่จะมาปรากฏตัวบนถนนธนาลัยในบทบาท “ขะโยม” ช่วงเช้าเวลาไล่เลี่ยกัน นายชูชีพยังได้ไปร่วมกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปี 2026” ที่อำเภอเวียงชัย ตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบ “ผู้นำสายสปอร์ต” ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพควบคู่กับงานสาธารณะ

เมื่องานวิ่งสิ้นสุดลง ผู้ว่าฯ ก็เปลี่ยนบทบาทจากนักกีฬา มาเป็น “ศิษย์วัด” เดินเท้าประกบข้างพระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่คอยรับของจากบาตรพระที่ประชาชนใส่ขึ้นมามอบต่อให้พระสงฆ์ ด้วยความตั้งใจตลอดเส้นทาง โดยไม่ถือตัวหรือเว้นระยะห่างจากประชาชน

ผู้นำ–ประชาชน–พระสงฆ์ สามมิติที่เชื่อมกันบนถนนธนาลัย

ในมุมวิเคราะห์เชิงสังคม การที่ผู้นำฝ่ายปกครองระดับจังหวัดลงมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเด็กวัดระหว่างพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้ “ระยะห่างเชิงอำนาจ” ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนจำนวนมากที่มารอตักบาตรเล่าว่า รู้สึก “เอ็นดู” และ “อบอุ่นใจ” เมื่อเห็นผู้ว่าฯ ถือถุงของ ปรับบาตร ดูแลพระสงฆ์ในแบบเดียวกับเด็กวัดหรือศิษย์วัดที่คุ้นเคยในวิถีชีวิตชนบทล้านนา

มิติแรก จึงเป็นมิติของ “ความใกล้ชิด” – ผู้ว่าฯ ไม่ได้ยืนห่างอยู่บนเวทีหรือแถวหน้าพิธีเท่านั้น หากแต่เดินปะปนอยู่ในแถวพระและประชาชนอย่างเท่าเทียม ทำให้ภาพจำของผู้นำไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบ แต่เป็น “คนในชุมชน” ที่ลงมาช่วยงานวัดด้วยตัวเอง

มิติที่สอง คือมิติของ “การสืบสานอัตลักษณ์ล้านนา” – การเรียกผู้ว่าฯ ในบทบาทนี้ว่า “ผู้ว่าฯ ขะโยม” กลายเป็นคำเรียกที่สื่อถึงความผูกพันของผู้นำกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง การใช้คำพื้นถิ่นในบริบทพิธีกรรม ยังทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าภาษา–วัฒนธรรมล้านนาสามารถอยู่ร่วมกับการบริหารสมัยใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

มิติที่สาม คือมิติของ “การเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” – สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ภาพผู้ว่าฯ เดินรับของจากบาตรข้างพระรัตนมุนีท่ามกลางราชรถบุษบก 9 คันและแถวพระสงฆ์ 94 รูป คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายจากจังหวัดอื่น และมีศักยภาพจะถูกต่อยอดเป็นเรื่องเล่า–ภาพถ่าย–สื่อออนไลน์ ที่ช่วยสร้าง “ซอฟต์พาวเวอร์เชียงราย” ให้เข้าถึงคนกลุ่มกว้าง

พิธีตักบาตรปีใหม่ พิธีกรรมที่สะท้อนทุนทางสังคมเชียงราย

แม้ในปี 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในบางภูมิภาค แต่พิธีตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ที่ถนนธนาลัยสะท้อนให้เห็นว่า “ทุนทางสังคม” ของเชียงรายยังคงแข็งแรง

การมีทั้งภาคราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดเชียงราย) และส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครเชียงราย) ร่วมกันจัดงานอย่างเป็นระบบ ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ที่นำโดยพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ รวมถึงการตอบรับของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอร่วมพิธีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและการประสานงานเชิงเครือข่ายที่สืบเนื่องมาหลายปี

แม้จะไม่มีการระบุตัวเลขจำนวนผู้ร่วมงานอย่างเป็นทางการ แต่จากภาพรวมของสองฝั่งถนนธนาลัยที่เต็มไปด้วยแถวประชาชนตลอดเส้นทาง ก็เพียงพอจะทำให้เห็นว่า “พิธีบุญปีใหม่” ยังเป็นกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้คนในเมืองเชียงราย ทั้งในมิติศาสนา ความเชื่อ และความหวังต่ออนาคต

พิธีบุญเชิงสัญลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

หากมองผ่านเลนส์ของข่าวเชิงลึก เหตุการณ์ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ในพิธีตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายสามารถถอดบทเรียนได้หลายประการ

หนึ่ง เชียงรายกำลังใช้ “งานประเพณี–พิธีกรรมทางศาสนา” เป็นกลไกเสริมสร้างเอกลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่คนจำนวนมากมองหาประสบการณ์แท้จริงในพื้นที่ มากกว่ากิจกรรมบันเทิงเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว

สอง บทบาทของผู้นำจังหวัดในฐานะ “ขะโยม” เป็นการสื่อสารทางสังคมที่ทรงพลัง โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำมาก การลงมือทำหน้าที่เล็กๆ ในระบบวัดของผู้ว่าฯ ทำให้แนวคิด “ผู้นำที่เข้าถึงง่ายและทำงานร่วมกับชุมชน” ถูกมองเห็นและจับต้องได้จริง

สาม ความร่วมมือระหว่างจังหวัด–เทศบาล–คณะสงฆ์ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในเมือง เช่น ถนนธนาลัย วัดสำคัญ ราชรถบุษบก แปรเปลี่ยนเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่สร้างทั้งความศรัทธา ความภาคภูมิใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

ในบริบทที่ผู้คนจำนวนมากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความแออัด–ความปลอดภัย–ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว การจัดรูปแบบงานที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี ใช้ทรัพยากรของเมืองที่มีอยู่เดิม และไม่เน้นความฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น จึงเป็นตัวอย่างของ “กิจกรรมสาธารณะต้นทุนต่ำแต่คุณค่าสูง” ที่ตอบโจทย์ทั้งจิตใจและเศรษฐกิจในระดับชุมชน

แสงแรกของปีใหม่ จากภาพหนึ่งวันสู่ความหมายทั้งปี

เมื่อพิธีตักบาตรสิ้นสุดลง รถราชรถบุษบก 9 คันค่อยๆ เคลื่อนกลับฐาน วงแห่พระแวดเวียงเจียงฮายปิดฉากลงพร้อมกับแสงแดดสายที่เริ่มร้อนขึ้น แต่สำหรับหลายคน ภาพของเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 บนถนนธนาลัยจะยังคงอยู่ในความทรงจำอีกนาน

สำหรับชาวเชียงราย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่เมืองของตนเริ่มต้นด้วย “ความพร้อมเพรียง” ของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำระดับจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น คณะสงฆ์ ไปจนถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมสร้างบุญร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะ

สำหรับผู้มาเยือน เชียงรายไม่ได้มีเพียงภูเขา หมอก หรือวัดดังเท่านั้น หากยังมี “พิธีกรรมรายทาง” ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่ผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ใช้ศรัทธาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันและกัน

และสำหรับ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ภาพที่เดินเคียงข้างพระรัตนมุนี คอยรับของจากบาตรท่ามกลางเสียงสาธุและรอยยิ้มของผู้คน อาจกลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่สะท้อนว่า การเป็นผู้นำในยุคนี้ ไม่ได้วัดกันที่ระยะห่างจากประชาชน แต่บางครั้งวัดกันที่ “ก้าวเล็กๆ ในฐานะคนตัวเล็กที่สุดในระบบ” ที่กล้าก้าวลงมาทำจริง

ในท้ายที่สุด เชียงรายจึงไม่ได้เพียงเปิดศักราชใหม่ด้วยพิธีตักบาตร หากแต่เปิดด้วย “แสงแรกแห่งรอยยิ้มและความไว้วางใจ” ที่ส่งต่อจากถนนธนาลัยไปยังหัวใจของผู้คนทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME