Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิกฤตไฟป่าเชียงรายพุ่งสูงตามสถิติอาเซียน รองผู้ว่าฯ สั่งยกระดับลาดตระเวนเข้มข้นและคัดกรองบุคคลเข้าพื้นที่เสี่ยง

Summary
  • เชียงรายยกระดับมาตรการสู้ไฟป่าสู่ขั้นสูงสุด เน้นการปิดป่าและควบคุมหมู่บ้านเป้าหมาย

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายพุ่งระดับสีแดง (121.2-188.7 ไมโครกรัม) มีผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรง

  • GISTDA เผยไทยจุดความร้อนสูงสุดในอาเซียน 5,384 จุด ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

  • สั่งจัดชุดลาดตระเวนคัดกรองบุคคลเข้าออกป่า พร้อมบังคับใช้ พรบ.อุทยานฯ อย่างเคร่งครัด

  • มาตรการเชียงรายล้อตามเชียงใหม่ที่สั่งตัดสิทธิ์เกษตรกรเผาป่า ย้ำต้องทำจริงเพื่อลดวิกฤตอากาศ

เชียงรายขยับสู่มาตรการสูงสุด หลังไฟป่าและฝุ่นควันดันจังหวัดขึ้นแนวหน้าของวิกฤตภาคเหนือ

เชียงราย,16 เมษายน 2569 – ในวันที่เสียงดนตรีและสายน้ำของสงกรานต์ยังไม่จางหายไปจากหลายพื้นที่ของเมืองเหนือ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงรายกลับกลายเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่ไม่มีเวลาสำหรับความผ่อนคลาย เพราะสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันที่ถาโถมต่อเนื่องหลายวัน ได้ผลักให้จังหวัดต้องตัดสินใจเร็วและแรงขึ้นกว่าที่ผ่านมา ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน จังหวัดเชียงราย ปี 2568-2569 ครั้งที่ 7/2569 โดยมีหน่วยงานด้านป่าไม้ อุทยาน ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อประเมินสถานการณ์และทบทวนมาตรการรับมือในระดับที่เข้มข้นกว่าเดิม

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่คำว่า “ยกระดับ” เพราะจังหวัดไม่ได้มองว่าปัญหาฝุ่นเป็นเรื่องของธรรมชาติอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังมองเป็นปัญหาการจัดการพื้นที่ การควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง ข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า ในที่ประชุม สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายได้สรุปสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อนสะสมซึ่งยังเกิดต่อเนื่องในหลายพื้นที่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งให้หน่วยงานหลัก ทั้งสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย และฝ่ายปกครอง ยกระดับความเข้มข้นในการทำงาน โดยหยิบเรื่องการปิดป่าในพื้นที่เสี่ยงและการควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมายที่มีสถิติการเกิดไฟป่าสูงขึ้นมาหารืออย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้มีจุดคัดกรองและชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม

ค่าฝุ่นสีแดงทั้งเมือง แม่สาย และเชียงของ ทำให้วิกฤตนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

เหตุผลที่จังหวัดต้องขยับสู่มาตรการขั้นสูงสุด เห็นได้ชัดจากข้อมูลคุณภาพอากาศในวันเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อ 16 เมษายน เวลา 07.00 น. ว่า พื้นที่รับผิดชอบเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน มีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยสถานีในจังหวัดเชียงรายทั้ง 3 จุดสำคัญอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ทั้งหมด ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 166.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอย่างมาก

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าค่าที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เพราะมันแปลว่าทุกช่วงเวลาที่ประชาชนออกจากบ้าน เด็กต้องไปวิ่งเล่น ผู้สูงอายุต้องเดินทางไปพบแพทย์ หรือแรงงานต้องทำงานกลางแจ้ง พวกเขากำลังอยู่ในสภาพอากาศที่มีความเสี่ยงจริง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จึงแนะนำให้งดกิจกรรมกลางแจ้ง จำเป็นต้องออกนอกอาคารควรใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง ส่วนกลุ่มเสี่ยงควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษอากาศและปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด เมื่อค่าฝุ่นไปไกลถึงระดับนี้ การเผาป่าจึงไม่ใช่แค่ความผิดในพื้นที่ป่า แต่เป็นการส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนทั้งจังหวัด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้คำว่า “ปิดป่า” กับ “คุมหมู่บ้านเสี่ยง” กลายเป็นภาษาทางนโยบายที่ถูกพูดถึงจริงในระดับจังหวัด

ไทยขึ้นอันดับหนึ่งอาเซียนด้านจุดความร้อน กดดันเชียงรายให้ต้องตอบเร็วกว่าเดิม

แรงกดดันต่อเชียงรายในวันนั้นไม่ได้มาจากพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมาจากภาพรวมทั้งประเทศและภูมิภาค GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า จุดความร้อนของไทยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 พุ่งขึ้นเป็น 5,384 จุด สูงสุดในอาเซียน แซงลาวที่ 4,208 จุด และเมียนมาที่ 3,317 จุด โดยในประเทศไทย จุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 3,218 จุด และป่าสงวนแห่งชาติ 1,386 จุด ขณะที่พื้นที่เกษตรมี 299 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่น ๆ 286 จุด และเขต ส.ป.ก. 183 จุด

ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การเผาเล็ก ๆ กระจัดกระจายในชุมชน แต่แกนหลักยังอยู่ในผืนป่าขนาดใหญ่ และเมื่อประเทศไทยทั้งประเทศขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของภูมิภาค จังหวัดที่อยู่แนวหน้าของภาคเหนืออย่างเชียงรายย่อมหลีกเลี่ยงแรงกดดันไม่ได้ ภาพที่ผู้ใช้แนบยังสะท้อนอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงมากในวันเดียวกัน โดยขึ้นอยู่ลำดับต้นของประเทศจากข้อมูลที่แนบมา ซึ่งสอดคล้องกับค่าตรวจวัดทางการในพื้นที่ที่อยู่ระดับสีแดงทั้ง 3 สถานีสำคัญ ข้อมูลสองชุดนี้ประกบกันพอดีจนชี้ว่า ปัญหาฝุ่นของเชียงรายในวันนั้นไม่ใช่การรับผลจากลมพัดผ่านอย่างเดียว แต่มีน้ำหนักจากสถานการณ์ไฟในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคร่วมกันอย่างชัดเจน

ปิดป่าอย่างเดียวอาจไม่พอ จังหวัดจึงเริ่มพูดถึงการคัดกรองคนในหมู่บ้านเป้าหมาย

หนึ่งในสาระที่น่าจับตามองที่สุดของการประชุมครั้งนี้ คือการขยับจากแนวคิด “ปิดพื้นที่ป่า” ไปสู่การพิจารณา “ควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านกลุ่มเป้าหมาย” ด้วย เพราะจังหวัดมองว่าการแก้ไฟป่าในช่วงวิกฤตคงทำได้ยาก ยังปล่อยให้มีการเคลื่อนตัวของคนเข้าออกพื้นที่เสี่ยงโดยปราศจากการติดตาม ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียมระบุชัดว่า ที่ประชุมหารือเรื่องจุดคัดกรองและชุดลาดตระเวน เพื่อเฝ้าระวังหมู่บ้านที่มีสถิติการเกิดไฟป่าสูง พร้อมเน้นการสื่อสารเชิงรุกกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ในป่า และบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยย้ำข้อบังคับและบทลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ เพื่อป้องปรามการกระทำผิดตั้งแต่ต้นทาง

มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายกำลังมองไฟป่าในฐานะ “ปัญหาพื้นที่” มากกว่าปัญหาทางเทคนิคอย่างเดียว เพราะเมื่อไฟเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมบ่อยครั้ง การดับไฟอย่างเดียวอาจไม่ทันกับจังหวะการเกิดเหตุใหม่ การต้องรู้ว่าใครเข้าออกหมู่บ้านเสี่ยง ใครมีเหตุจำเป็นต้องเข้าป่า และใครมีพฤติกรรมที่ควรติดตาม จึงกลายเป็นเงื่อนไขของการจัดการเชิงรุกที่เข้มขึ้น นี่เป็นก้าวที่สำคัญมากในเชิงการบริหาร เพราะหมายความว่ารัฐเริ่มมองว่าการป้องกันไฟป่าต้องใช้ทั้งข้อมูลพื้นที่ ข้อมูลชุมชน และกลไกฝ่ายปกครองในระดับหมู่บ้านควบคู่กัน ไม่เช่นนั้นทุกปีจะยังคงวนกลับมาที่การไล่ดับไฟในพื้นที่เดิมซ้ำ ๆ โดยไม่มีวันตัดวงจรได้จริง

เชียงใหม่ออกมาตรการเข้มตัดสิทธิ์เกษตรกร ยิ่งทำให้เชียงรายต้องตัดสินใจเร็วขึ้น

ในวันเดียวกัน จังหวัดเชียงใหม่ก็ขยับมาตรการแรงขึ้นเช่นกัน โดยออกประกาศห้ามเผาเด็ดขาดในพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตป่า ตั้งแต่ 16 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569 ตรวจพบการเผา หรือปล่อยให้เกิดไฟลุกลามเข้าสู่พื้นที่เกษตร จะถูกรวบรวมรายชื่อส่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนของรัฐเป็นเวลา 2 ปี พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ของเชียงใหม่ยังรายงานว่า เช้าวันเดียวกันพบจุดความร้อน 244 จุด สูงสุดที่อำเภอพร้าวและเชียงดาว และผู้ว่าราชการจังหวัดกำชับทุกหน่วยให้ลาดตระเวนเข้ม พบผู้ฝ่าฝืนเข้าป่าในช่วงปิดพื้นที่ให้จับกุมทันทีโดยไม่มีการตักเตือน

การที่เชียงใหม่ขยับไปถึงขั้นตัดสิทธิ์โครงการรัฐ ทำให้การประชุมของเชียงรายในวันเดียวกันมีความหมายมากขึ้น เพราะมันสะท้อนแนวโน้มร่วมของจังหวัดภาคเหนือว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่นได้เลยจุดของการขอความร่วมมือเชิงนุ่มนวลไปแล้ว จังหวัดต่าง ๆ กำลังหันมาใช้เครื่องมือทางกฎหมาย ทางปกครอง และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจผสมกันมากขึ้น เพื่อทำให้ต้นทุนของการเผาสูงพอที่จะป้องปรามได้จริง สำหรับเชียงราย การหารือเรื่องปิดป่า คุมหมู่บ้านเป้าหมาย และจัดจุดคัดกรอง จึงไม่ใช่เรื่องโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่เริ่มมองว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาฤดูกาล เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้มาตรการเชิงรุกและเชิงลงโทษมากขึ้นกว่าที่เคย

การบังคับใช้กฎหมายต้องเดินคู่กับความเข้าใจพื้นที่ ไม่เช่นนั้นความเข้มจะหยุดอยู่แค่บนกระดาษ

อย่างไรก็ตาม ความเข้มของมาตรการไม่อาจสำเร็จได้ด้วยคำสั่งเพียงอย่างเดียว จุดที่รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเน้นในที่ประชุมคือการประชาสัมพันธ์เชิงรุก และการสร้างความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะพื้นที่เสี่ยงไฟป่าหลายแห่งของเชียงรายเกี่ยวพันกับวิถีเกษตร วิถีหาของป่า การเลี้ยงสัตว์ และการใช้ภูมิประเทศร่วมกันระหว่างชุมชนกับพื้นที่ป่า รัฐสื่อสารแต่เรื่องโทษอย่างเดียวโดยไม่สื่อสารเหตุผล ผลกระทบต่อสุขภาพ และทางเลือกในการปรับตัว มาตรการเข้มก็อาจกลายเป็นความตึงเครียดระหว่างรัฐกับชุมชนมากกว่าการคลี่คลายปัญหาในระยะยาว

ในทางกลับกัน การคัดกรองหมู่บ้านเสี่ยง การจัดชุดลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมาย ถูกทำควบคู่กับการสื่อสารที่ตรงกลุ่มและต่อเนื่อง โอกาสที่มาตรการจะสัมฤทธิ์ผลจริงย่อมสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าฝุ่นแดงต่อเนื่องและประชาชนเริ่มรับรู้ผลกระทบทางสุขภาพกับตัวเองชัดขึ้น สังคมก็มีแนวโน้มเปิดรับมาตรการเข้มมากขึ้นด้วย จังหวัดเชียงรายจึงอยู่ในจุดที่ต้องทำสองเรื่องพร้อมกันอย่างแม่นยำ คือทำให้คนที่ตั้งใจฝ่าฝืนรู้ว่ารัฐเอาจริง และทำให้คนส่วนใหญ่ในพื้นที่รู้ว่าการเข้มงวดครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระ แต่เพื่อไม่ให้ทั้งจังหวัดต้องอยู่กับอากาศที่อันตรายต่อปอดของทุกคนไปอีกนานเกินควร

โจทย์ใหญ่หลังประชุม ไม่ใช่แค่ออกมาตรการ แต่ต้องทำให้สถานการณ์ลดลงจริง

ท้ายที่สุด การประชุมวันที่ 16 เมษายนจะมีความหมายมากเพียงใด คงไม่ได้วัดจากความเข้มของถ้อยคำในห้องประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากผลที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นว่า จุดความร้อนจะลดลงหรือไม่ ค่าฝุ่นจะค่อย ๆ คลี่คลายลงแค่ไหน และหมู่บ้านเสี่ยงจะถูกบริหารจัดการได้จริงหรือไม่ เพราะในภาวะเช่นนี้ จังหวัดไม่ได้มีพื้นที่ให้ความล้มเหลวมากนัก ค่าฝุ่นที่เมืองเชียงราย 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 166.4 และเชียงของ 188.7 ไม่ใช่ตัวเลขที่สังคมจะรับไว้เฉย ๆ ได้อีกต่อไป

สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในวันนี้จึงเป็นมากกว่าการแก้ไฟป่ารายวัน แต่มันคือความพยายามวางแบบแผนใหม่ให้การจัดการฝุ่นเดินพ้นจากวงจรเดิมที่มีแต่การรายงานค่าอากาศแย่และการระดมดับไฟแบบวันต่อวัน จังหวัดสามารถแปลงการประชุมครั้งนี้เป็นการปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้ ทั้งการปิดป่า การคัดกรองหมู่บ้าน การลาดตระเวน และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเป็นรูปธรรม เชียงรายอาจไม่เพียงกำลังรับมือวิกฤตตรงหน้า แต่กำลังวางรากฐานให้การจัดการไฟป่าและ PM2.5 ในปีต่อไปมีประสิทธิภาพกว่าที่ผ่านมาอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย (ปภ.)
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • GISTDA
  • กรมควบคุมมลพิษ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งเข้มคดีลักลอบเผาป่าแม่กรณ์ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีอาญาและแพ่งให้ถึงที่สุด

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิดวอร์รูมด่วน หลังพบจุดความร้อนพุ่งสูงและเกิดเหตุลักลอบเผาป่าแม่กรณ์

  • ใช้หลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอจากโดรนมูลนิธิกระจกเงา แกะรอยผู้ต้องสงสัย 2 ราย

  • ยกระดับจากการดับไฟสู่การดำเนินคดีอาญา แพ่ง และเรียกค่าเสียหายทางทรัพยากร

  • สั่งมาตรการ “ปิดหมู่บ้าน” และทำบัญชีบุคคลเข้าออกพื้นที่ป่าเสี่ยงแบบรายวัน

  • ย้ำบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดแต่ต้องเป็นธรรม ไม่เหมารวม และเคารพสิทธิมนุษยชน

เชียงรายเปิดวอร์รูมด่วน หลังไฟป่าแม่กรณ์ลามจากแนววิกฤตสู่คดีที่ต้องหาตัวผู้ก่อเหตุ

เชียงราย,16 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่ภาคเหนือยังไม่อาจถอนหายใจได้เต็มปอด จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโต้สถานการณ์ไฟป่ารอบล่าสุดด้วยท่าทีที่ต่างออกไปจากหลายเหตุการณ์ก่อนหน้า เพราะครั้งนี้โจทย์ไม่ได้จบอยู่ที่การเร่งควบคุมไฟในป่า ขยับไปสู่การรวบรวมหลักฐานเพื่อตามหาตัวผู้ต้องสงสัยมาดำเนินคดีอย่างจริงจังด้วย วันที่ 16 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมศูนย์วอร์รูมไฟป่าที่ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามวิกฤต PM2.5 และสถานการณ์ไฟป่าที่กำลังกดทับชีวิตประจำวันของประชาชนในหลายอำเภอ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การย้ำให้ทุกหน่วยเร่งรัดการรวบรวมพยานหลักฐาน ติดตามผู้ลักลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ให้พบ และใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

ความเข้มของการประชุมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดหลังเหตุไฟป่าเมื่อวันที่ 15 เมษายนในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ลาวฝั่งซ้ายและป่าแม่กกฝั่งขวา บริเวณบ้านหนองเขียว หมู่ 12 ตำบลแม่กรณ์ อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าตรวจสอบร่วมกับข้อมูลจากภาคประชาสังคม และพบว่ามีหลักฐานจากโดรนของมูลนิธิกระจกเงาที่บันทึกภาพผู้ต้องสงสัย 2 รายใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ก่อนจะพบรถจักรยานยนต์ถูกจอดทิ้งไว้ใกล้บ้านผู้ใหญ่บ้าน แต่ยังไม่พบตัวบุคคลในขณะนั้น จังหวัดจึงเปลี่ยนภารกิจจากการควบคุมเพลิงอย่างเดียว ไปสู่การทำคดีอย่างเป็นระบบทันที โดยให้ความสำคัญกับทั้งพยานวัตถุ ภาพถ่ายทางอากาศ และข้อเท็จจริงแวดล้อมในจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

หลักฐานจากโดรน เปลี่ยนเกมของการปราบมือเผาป่า

จุดที่ทำให้เหตุการณ์นี้แตกต่างจากไฟป่าหลายครั้งก่อน คือการมีภาพจากอากาศยานไร้คนขับเข้ามาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ จังหวัดเชียงรายระบุอย่างเป็นทางการว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการข้อมูลกับภาคประชาสังคม โดยเฉพาะมูลนิธิกระจกเงาที่ใช้โดรนบินตรวจตราจนได้ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอความละเอียดสูง ซึ่งแสดงพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัย 2 รายขณะอยู่ในพื้นที่ที่ต่อมามีไฟลุกไหม้ ความหมายของหลักฐานแบบนี้มีน้ำหนักมาก เพราะในคดีไฟป่าจำนวนไม่น้อยที่ผ่านมา ภาครัฐมักเผชิญปัญหาหลักฐานไม่พอจะโยงตัวบุคคลสู่การกระทำผิดโดยตรง ทำให้คดีจำนวนหนึ่งจบลงที่การสันนิษฐาน หรือไปไม่ถึงขั้นลงโทษจริงอย่างที่สังคมคาดหวัง

เมื่อภาพจากโดรนเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว การทำงานของจังหวัดจึงขยับไปอีกระดับหนึ่งทันที ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าเจ้าหน้าที่กำลังเร่งแกะรอยติดตามผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย โดยจะใช้ทั้งมาตรการทางอาญา ทางแพ่ง และการเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติที่สูญเสียไป พิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบวางเพลิงจริง ท่าทีนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองการเผาป่าเป็นความผิดเล็กน้อยหรือเป็นเรื่องฤดูกาลอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับให้เป็นการทำลายผลประโยชน์สาธารณะในมิติสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของจังหวัดโดยตรง ซึ่งต้องตอบโต้ด้วยต้นทุนทางกฎหมายที่สูงพอจะทำให้คนลังเลก่อนลงมือซ้ำ

ผู้ว่าฯ ขีดเส้นชัด จับจริง แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของใคร

แม้ท่าทีของจังหวัดจะเข้มข้นและแข็งกร้าว แต่สารสำคัญอีกด้านที่ถูกย้ำในข่าวทางการก็คือ การดำเนินคดีครั้งนี้ต้องไม่กลายเป็นการเหมารวมหรือเพ่งเล็งชาวบ้านกลุ่มใดโดยเฉพาะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกล่าวชัดว่า การทำงานของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อระบุตัวผู้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริง และผู้ที่ถูกสงสัยทุกคนยังต้องได้รับการปฏิบัติภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส มีสิทธิชี้แจงและพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม ข้อความนี้มีความสำคัญมากในบริบทเชียงราย เพราะพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุมชนจำนวนไม่น้อยอยู่ติดกัน และความขัดแย้งเรื่องไฟป่ามักพาไปสู่ความเข้าใจผิดระหว่างรัฐกับชุมชนได้ง่าย การสื่อสารถูกทำแบบเหมารวมเกินไป

จุดนี้ทำให้ภาพของจังหวัดเชียงรายในคดีแม่กรณ์มีลักษณะสองด้านที่ต้องเดินคู่กัน ด้านแรกคือความเด็ดขาดต่อผู้ลักลอบเผาป่า ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศชัดด้วยประโยคที่หนักแน่นว่า “ใครเผาต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างไม่มีข้อยกเว้น” อีกด้านคือความระวังไม่ให้การเอาผิดล้ำเส้นไปสู่การตัดสินบุคคลก่อนศาลหรือก่อนหลักฐานครบถ้วน นี่ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย แต่เป็นเส้นแบ่งที่สำคัญมากสำหรับการทำงานของรัฐในวิกฤตสิ่งแวดล้อม เพราะยิ่งสถานการณ์กดดันมากเพียงใด ความเสี่ยงที่จะใช้ความเข้มข้นแทนความรอบคอบก็ยิ่งสูงขึ้น และจังหวัดเองดูจะพยายามส่งสัญญาณชัดว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ต้องทั้งจริงจังและเป็นธรรมในเวลาเดียวกัน

ถอดเสียงวอร์รูมสะท้อนเชียงรายกำลังเผชิญช่วงหนักที่สุดของปี

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบเพิ่มเติมในรูปแบบถอดเสียงการประชุม ทำให้เห็นมิติที่ลึกกว่าข่าวประชาสัมพันธ์ทางการ เพราะในห้องประชุมมีการประเมินสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า แม้ช่วงมกราคมถึงมีนาคม จังหวัดเชียงรายจะควบคุมจุดความร้อนได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับ 3 ปีย้อนหลัง แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วในช่วงสงกรานต์ โดยมีการรายงานว่าระหว่างวันที่ 12 ถึง 16 เมษายน จุดความร้อนพุ่งสูงมากจนเชียงรายขึ้นเป็นอันดับต้นของภาคเหนือหลายวัน และวันที่ 15 เมษายนมีจุดความร้อนสูงถึง 408 จุด ขณะที่เช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด โดยอำเภอแม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด และมีการกระจายเพิ่มไปยังพาน พญาเม็งราย รวมถึงเชียงของด้วย

แม้ข้อมูลส่วนนี้เป็นถ้อยคำรายงานในที่ประชุมซึ่งยังต้องตีความร่วมกับข้อมูลหน่วยงานภาคสนาม แต่ก็ช่วยอธิบายได้ดีว่าเหตุใดผู้ว่าราชการจังหวัดจึงต้องเรียกวอร์รูมด่วนในจังหวะนี้ เพราะสำหรับจังหวัด การเผชิญจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุดต่อวันในช่วงเทศกาล เป็นสัญญาณว่ากลไกปกติอาจไม่พออีกต่อไป และจำเป็นต้องเข้าสู่โหมดเผชิญเหตุเต็มรูปแบบ ถอดเสียงยังสะท้อนด้วยว่าผู้ว่าราชการจังหวัดคาดว่าเชียงรายอาจกลายเป็นจังหวัดสำคัญที่ต้องตอบคำถามโดยตรงต่อรัฐบาลกลางในสัปดาห์ถัดไป สถานการณ์ยังไม่ลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม่สรวย เมืองเชียงราย และแนวป่าเชื่อมต่อ กลายเป็นโซนกดดันหลัก

จากถอดเสียงและการรายงานในที่ประชุม แนวไฟป่าของเชียงรายช่วงนี้ไม่ได้กระจายแบบไร้ทิศทาง มีลักษณะเป็นแนวป่าผืนใหญ่ที่เชื่อมจากเวียงป่าเป้าเข้าสู่แม่สรวย ก่อนลามแรงขึ้นมาทางอำเภอเมืองเชียงราย โดยเฉพาะพื้นที่แม่กรณ์ ห้วยชมภู ดอยฮาง แม่ยาว และแนวคาบเกี่ยวระหว่างหลายอำเภอ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศสูงมาก บางจุดต้องใช้เวลาเดินเท้า 2 ถึง 3 ชั่วโมงจึงเข้าถึง บางจุดลุกไหม้ต่อเนื่อง 5 ถึง 6 วันกว่าจะควบคุมได้ ข้อมูลเช่นนี้ทำให้เห็นว่าปัญหาของเชียงรายไม่ใช่เพียงมีไฟเกิดถี่ แต่เกิดในพื้นที่ที่ต้นทุนการเข้าถึงสูง ทำให้การดับไฟหนึ่งจุดใช้ทั้งเวลา กำลังคน และงบประมาณมากกว่าที่คนนอกพื้นที่มองเห็นจากตัวเลขรายวันเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่น่าคิดกว่านั้นคือ หน่วยงานในที่ประชุมบางส่วนประเมินว่า ความหนักของสถานการณ์ปีนี้อาจเกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงสะสมในพื้นที่ป่าที่หนาแน่นขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เชียงรายควบคุมจุดความร้อนได้ดีต่อเนื่อง ทำให้เมื่อไฟกลับมาในปีนี้ ไฟจึงลุกลามยากต่อการควบคุมมากขึ้น ข้อสังเกตนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปทางวิชาการสมบูรณ์ แต่เป็นมุมมองเชิงภาคสนามที่มีนัยสำคัญ เพราะมันเตือนว่าความสำเร็จในการกดจุดความร้อนในช่วงก่อนหน้า อาจไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงในผืนป่าถูกตัดทิ้ง เพียงถูกสะสมพลังรอวันปะทุในเงื่อนไขอากาศที่เหมาะสมเท่านั้น

จากปิดป่า สู่ปิดหมู่บ้าน จังหวัดกำลังทดลองมาตรการเข้มที่สุด

หนึ่งในข้อสั่งการที่โดดเด่นจากถอดเสียงการประชุม คือการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้นายอำเภอทุกแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง ใช้มาตรการ “ปิดหมู่บ้าน” ควบคู่กับมาตรการปิดป่า เพื่อให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครองรู้ให้ชัดว่าใครเข้าออกพื้นที่ป่าในช่วงนี้ ต้องมีการทำบัญชีบุคคลเป้าหมายและรายงานข้อมูลขึ้นจังหวัดทุกวัน มาตรการลักษณะนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังมองไฟป่าไม่ใช่แค่ปัญหาการดับไฟ แต่เป็นปัญหาการควบคุมคนและข้อมูลในพื้นที่เสี่ยงด้วย เพราะไม่รู้ว่าใครเข้าไปในป่า การจะตามตัวผู้ก่อเหตุหลังไฟไหม้ก็มักสายเกินไปเสมอ

ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ก็มีความละเอียดอ่อนสูงเช่นกัน เพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนรอบป่าโดยตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดเองจึงกล่าวในที่ประชุมว่ารัฐต้องเข้าใจวิถีของประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ ผู้ใดยังลักลอบเผาก็ต้องถูกจับและดำเนินคดีให้ได้ ข้อความนี้สะท้อนแนวคิดของรัฐที่กำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่าง “ความเข้าใจชุมชน” กับ “ความเด็ดขาดทางกฎหมาย” ซึ่งเป็นสมดุลที่ยากที่สุดในการจัดการไฟป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด และกรณีแม่กรณ์กำลังเป็นบททดสอบสำคัญว่าเชียงรายจะรักษาเส้นสมดุลดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด

ค่าฝุ่นสีแดงทำให้การเผาป่าไม่ใช่เพียงความผิดในป่า แต่คือความเสียหายต่อทั้งเมือง

น้ำหนักของคดีแม่กรณ์ยิ่งมากขึ้น เมื่อวางทับบนข้อมูลคุณภาพอากาศของเชียงรายในวันเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อ 16 เมษายน เวลา 07.00 น. ว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เชียงรายยังอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” ทั้ง 3 สถานีสำคัญ คือ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 121.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 166.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหลายเท่า และหน่วยงานยังขอให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากาก และให้กลุ่มเสี่ยงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศให้มากที่สุด

เมื่อฝุ่นอยู่ในระดับนี้ การลักลอบเผาป่าจึงไม่อาจถูกมองเป็นเพียงการฝ่าฝืนกฎหมายป่าไม้เท่านั้น แต่เชื่อมตรงสู่สุขภาพของเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และคนทำงานกลางแจ้งในจังหวัดทั้งหมด คำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ย้ำว่าไม่ยอมให้คนเพียงไม่กี่คนทำลายอากาศสะอาดของคนเชียงราย จึงมีความหมายทางสาธารณะมากกว่าการขู่ปราม เพราะมันชี้ว่าไฟแต่ละจุดในป่าไม่ได้จบอยู่ที่ขอบแนวกันไฟ แต่เดินทางต่อมายังบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และชีวิตประจำวันของทั้งเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คดีนี้จึงเป็นมากกว่าการล่าคนผิด แต่เป็นบททดสอบศักยภาพของจังหวัดทั้งระบบ

คดีลักลอบเผาป่าแม่กรณ์เป็นบททดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือศักยภาพของจังหวัดในการใช้เทคโนโลยีร่วมกับภาคประชาสังคมให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงใช้โดรนเพื่อดูภาพ แต่ต้องเปลี่ยนภาพนั้นให้เป็นคดีที่ไปถึงตัวผู้กระทำผิดได้ เรื่องที่สองคือความสามารถของฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยป่าไม้ในการประสานข้อมูลข้ามหน่วยอย่างรวดเร็วพอที่จะไม่ปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยหายไปในช่องว่างของระบบ และเรื่องที่สามคือการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างระมัดระวัง ว่ารัฐเอาจริงกับการเผาป่า แต่จะไม่ใช้ความโกรธของสังคมไปแทนหลักนิติธรรม

เชียงรายจึงกำลังยืนอยู่ในจุดที่สำคัญมากของฤดูฝุ่นปีนี้ คดีแม่กรณ์สามารถรวบรวมหลักฐานจนขยายผลไปสู่การดำเนินคดีอย่างชัดเจนได้ จะเป็นสัญญาณสำคัญว่าจังหวัดสามารถเปลี่ยนวิกฤตฝุ่นจากวงจรเดิมที่มีแต่การดับไฟซ้ำ ไปสู่การสร้างต้นทุนทางกฎหมายให้คนคิดจะเผาป่าต้องลังเลมากขึ้น แต่คดีนี้จบลงโดยไม่มีผู้รับผิด แม้มีทั้งภาพจากโดรน ทั้งรถจักรยานยนต์ และทั้งการประชุมวอร์รูมระดับจังหวัด ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมายก็อาจถูกตั้งคำถามหนักขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการประชุมด่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 16 เมษายน จึงไม่ใช่เพียงการติดตามสถานการณ์รายวัน แต่เป็นการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนวิธีสู้กับไฟป่าในระดับรากของปัญหาแล้วจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • มูลนิธิกระจกเงา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

นายกฯ สั่งยกระดับแก้ไฟป่าภาคเหนือ ตรวจเข้มเขตป่าเชียงรายห้ามเข้าเด็ดขาด พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำคุมสถานการณ์

Summary
  • เชียงรายค่าฝุ่น PM2.5 ยังสูงระดับสีแดง เกินมาตรฐานสูงสุดถึง 201.1 ไมโครกรัม

  • GISTDA เผยจุดความร้อนไทยลดลงร้อยละ 17 แต่ร้อยละ 85 ยังอยู่ในพื้นที่ป่า

  • เจ้าหน้าที่เชียงรายเข้าดับไฟป่าในแม่สรวยและพญาเม็งรายต่อเนื่องแม้เป็นวันหยุด

  • นายกฯ สั่งปิดพื้นที่ป่าจุดเสี่ยงและให้อำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจฉุกเฉินได้ทันที

  • กรมอุตุฯ เตือนพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย. อาจช่วยชะล้างฝุ่นแต่เสี่ยงไฟป่าปะทุจากลมแรง

ควันยังไม่จาง แม้จุดความร้อนเริ่มลด แต่เชียงรายและภาคเหนือยังอยู่ในแนวหน้าของวิกฤต

เชียงราย,15 เมษายน 2569 – เช้าวันที่หลายครอบครัวกำลังทยอยเก็บข้าวของหลังวันหยุดสงกรานต์ ภาคเหนือกลับยังไม่อาจเก็บความกังวลเรื่องอากาศไว้ข้างหลังได้ง่ายนัก เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ยังคงเกินค่ามาตรฐานในวงกว้าง และจังหวัดเชียงรายยังติดอยู่ในรายชื่อพื้นที่สีแดงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ภาพรวมทั้งประเทศในเวลา 07.00 น. ของวันเดียวกัน พบว่ามีถึง 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยทางสุขภาพ โดยภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่หนักที่สุดช่วงหนึ่งของประเทศ ตรวจวัดได้ระหว่าง 54.2 ถึง 201.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือวัดได้ 30.6 ถึง 190.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และภาคกลางรวมทั้งตะวันตกอยู่ที่ 30.5 ถึง 91.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นั่นหมายความว่าในบางพื้นที่ ค่าฝุ่นยังสูงกว่าค่ามาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมากกว่า 5 เท่า และสำหรับประชาชนในเชียงราย ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูลทางเทคนิค แต่คืออากาศที่สูดเข้าปอดจริงตลอดทั้งวัน

ความย้อนแย้งของสถานการณ์ในวันเดียวกันอยู่ตรงที่ ขณะที่คุณภาพอากาศยังวิกฤต สัญญาณจากอวกาศกลับเริ่มส่งข่าวดีบางส่วน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี ระบบ VIIRS ว่า เมื่อวันที่ 14 เมษายน ประเทศไทยพบจุดความร้อนรวม 3,819 จุด ลดลงจากวันก่อน 760 จุด หรือประมาณร้อยละ 17 ขณะเดียวกันลาวพบ 5,448 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 และเมียนมาพบ 5,208 จุด ลดลงประมาณร้อยละ 14 เช่นกัน อย่างไรก็ดี รายละเอียดของไทยสะท้อนปัญหาชัดว่า จุดความร้อนราวร้อยละ 85 ยังคงอยู่ในพื้นที่ป่า ซึ่งหมายความว่าไฟป่ายังเป็นแกนกลางของวิกฤตหมอกควันในภูมิภาคนี้ แม้สถิติรายวันจะอ่อนตัวลงบ้าง แต่แหล่งกำเนิดหลักยังไม่หายไปจากภูมิประเทศจริง และนั่นทำให้เชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับของทั้งไฟภายในพื้นที่และควันข้ามแดน ยังไม่อาจผ่อนแรงได้เลยในช่วงเวลานี้

ตัวเลขที่ลดลงยังไม่ใช่คำตอบ หากฝุ่นยังคงกดทับชีวิตผู้คน

ประเด็นสำคัญของวันจึงไม่ใช่เพียงการนับว่าจุดความร้อนลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการยอมรับความจริงว่าฝุ่นไม่ลดลงในอัตราเดียวกับไฟเสมอไป กรมควบคุมมลพิษประเมินแนวโน้มล่าสุดว่า ระหว่างวันที่ 16 ถึง 22 เมษายน พื้นที่ภาคเหนือยังต้องเฝ้าระวังค่าฝุ่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือทรงตัวในระดับน่ากังวล ขณะที่ภาคอีสานยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยในวันที่ 16 เมษายน ส่วนบางพื้นที่อื่นเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ความหมายของการประเมินนี้ชัดมาก คือแม้จำนวนจุดความร้อนในเชิงสถิติกำลังลด แต่การสะสมของฝุ่นในชั้นบรรยากาศยังไม่เปิดทางให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างสบายใจ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การระบายอากาศยังทำได้จำกัด และยังมีหมอกควันสะสมจากทั้งในประเทศและบริเวณใกล้เคียงอยู่พร้อมกัน

สำหรับเชียงราย ความจริงข้อนี้มีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาการเผาในพื้นที่ตัวเอง แต่ยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้รับผลจากพลวัตของภูมิภาคด้วย นี่ทำให้ภารกิจของจังหวัดในระยะนี้ไม่ใช่เพียงการดับไฟให้เร็วที่สุด แต่ต้องลดระยะเวลาที่ควันค้างอยู่เหนือชุมชนให้ได้มากที่สุดด้วย เมื่อฝุ่นยังไม่ยอมลงทันทีหลังจุดความร้อนลดลง ความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐจึงยกระดับขึ้นตามธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้ถามแค่ว่ารัฐจับไฟได้กี่จุด แต่ถามว่าลูกหลานจะกลับออกไปใช้ชีวิตข้างนอกได้เมื่อไร คนทำงานกลางแจ้งจะต้องอยู่กับหน้ากากไปอีกนานแค่ไหน และฤดูฝุ่นปีนี้จะจบลงจริงหรือเพียงแค่เปลี่ยนรูปไปเป็นปัญหาใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า

เชียงรายยังดับไฟไม่หยุด แม้เป็นวันหยุดสงกรานต์

ภาคสนามของเชียงรายในช่วงวันหยุดไม่ได้หยุดตามปฏิทิน เมื่อวันที่ 14 เมษายน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมอบหมายให้นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวง และผู้อำนวยการศูนย์แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันส่วนหน้า ภาคเหนือ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดภาคเหนือ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ยังปฏิบัติงานต่อเนื่องในช่วงสงกรานต์ หนึ่งในพื้นที่ที่ลงไปบัญชาการคือบ้านห้วยม่วง หมู่ 10 ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งชุดปฏิบัติการพิเศษหน่วยเสือไฟ 14 นาย ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านและราษฎรอาสาดับไฟป่าอีก 10 นาย สามารถควบคุมไฟป่าได้ โดยมีพื้นที่เสียหายประมาณ 20 ไร่ หลังจากนั้นคณะยังเดินทางต่อไปยังอุทยานแห่งชาติลำน้ำกก บริเวณบ้านห้วยส้านพัฒนา หมู่ 6 ตำบลแม่สรวย ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยาน เจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่า และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้รวม 30 นาย สามารถควบคุมไฟได้อีกจุดหนึ่ง พื้นที่เสียหายประมาณ 30 ไร่ พร้อมรับมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจจากผู้แทนกระทรวง

ข้อความที่ถูกย้ำจากส่วนกลางในวันนั้นมีนัยมากกว่าการลงพื้นที่ตรวจราชการ เพราะรองปลัดกระทรวงระบุชัดว่าเป็น “วันหยุด แต่เราไม่หยุด” และถ่ายทอดข้อห่วงใยจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปยังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าใน 17 จังหวัดภาคเหนือโดยตรง ประโยคนี้สะท้อนภาพจริงของระบบราชการภาคสนามในช่วงวิกฤตว่า แม้ผู้คนจำนวนมากจะกำลังเฉลิมฉลองเทศกาล แต่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยาน อาสาดับไฟ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษยังต้องทำงานในเงื่อนไขที่เสี่ยงและเหน็ดเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง และสำหรับเชียงราย การมีทั้งแม่สรวย ลำน้ำกก และจุดเสี่ยงอื่น ๆ อยู่ในภารกิจเดียวกัน ยิ่งสะท้อนว่าจังหวัดนี้ยังเป็นหนึ่งในแนวหน้าของการรับมือไฟป่าในภาคเหนืออย่างแท้จริง

พญาเม็งรายสะท้อนภาพการทำงานระดับอำเภอ ที่ต้องเร็วและแม่นกว่าเดิม

นอกเหนือจากแม่สรวย ข้อมูลภาคสนามที่ผู้ใช้จัดเตรียมยังสะท้อนชัดว่า อำเภอพญาเม็งรายกำลังทำงานในระดับจุดต่อจุดแบบใกล้ชิดอย่างมาก ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอำเภอพญาเม็งราย รายงานการรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ในช่วงเช้ามืดวันที่ 15 เมษายน ทั้งในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหมู่ 7 ตำบลเม็งราย และหมู่ 7 ตำบลแม่เปา โดยนายอำเภอพญาเม็งรายมอบหมายให้ปลัดอำเภอ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และชุดปฏิบัติการประจำตำบลเข้าทำแนวกันไฟและควบคุมสถานการณ์ได้เรียบร้อย ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้แม้ไม่ใช่ข่าวใหญ่ระดับประเทศ แต่คือกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้จุดความร้อนเล็ก ๆ ลุกลามเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

สิ่งที่เห็นจากพญาเม็งรายจึงเป็นบทเรียนอีกแบบหนึ่งของการจัดการวิกฤตฝุ่น เพราะการแก้ปัญหาไม่ได้ขึ้นกับคำสั่งส่วนกลางอย่างเดียว แต่ขึ้นกับความเร็วของระดับอำเภอ ระดับตำบล และกำลังของคนในพื้นที่ด้วย เมื่อดาวเทียมส่งสัญญาณมา เจ้าหน้าที่ต้องแปลงข้อมูลนั้นเป็นการเข้าพื้นที่จริงให้เร็วพอ นี่คือเหตุผลว่าทำไมปัญหาฝุ่นในภาคเหนือจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาอากาศ แต่ต้องมองเป็นปัญหาการจัดการภาคสนามอย่างแท้จริง ยิ่งจุดความร้อนกระจายตัวมากเท่าใด ความสามารถในการตอบสนองระดับพื้นที่ก็ยิ่งเป็นตัวตัดสินว่าเมืองจะหายใจได้เร็วขึ้นหรือไม่

รัฐบาลยกระดับเป็นปฏิบัติการหลายกระทรวง พร้อมให้อำนาจจังหวัดตัดสินใจทันที

ในระดับนโยบาย ส่วนกลางเริ่มส่งสัญญาณเข้มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 15 เมษายนระบุว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยกระดับการแก้ปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยให้ปิดพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ในจุดเสี่ยง ห้ามเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำในพื้นที่เข้าถึงยาก ขณะเดียวกันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาฝุ่น PM2.5 ผ่านการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศและปฏิบัติการช่วยลดการสะสมของฝุ่นในหลายพื้นที่ด้วย

นัยสำคัญอีกประการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยเปิดทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจได้ทันทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน และระบุรายชื่อจังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงรวมถึงเชียงรายด้วย การให้อำนาจเชิงปฏิบัติการเช่นนี้สะท้อนว่ารัฐส่วนกลางยอมรับแล้วว่า ปัญหาฝุ่นและไฟป่าไม่สามารถรอคำสั่งเป็นลำดับชั้นแบบปกติได้อีกต่อไป จังหวัดต้องมีอำนาจพอจะขยับมาตรการให้เร็วตามสถานการณ์จริง ขณะเดียวกันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และช่องทางสื่อท้องถิ่นก็ถูกกำชับให้เร่งประชาสัมพันธ์การปิดป่า การห้ามเผา และแนวทางป้องกันสุขภาพของประชาชนไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้การรับมือปีนี้เริ่มมีลักษณะเป็น “การบัญชาการพื้นที่” มากขึ้นกว่าการรณรงค์ทั่วไปในอดีต

พายุฤดูร้อนกำลังมา และอาจเป็นทั้งโอกาสคลายฝุ่นและความเสี่ยงชุดใหม่

ขณะเดียวกันกับที่ทุกฝ่ายยังสู้กับฝุ่น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 3 ลงวันที่ 15 เมษายน 2569 เตือนว่า ช่วงวันที่ 16 ถึง 20 เมษายน ประเทศไทยตอนบนจะเกิดพายุฤดูร้อน โดยมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตกบางแห่ง และอาจมีฟ้าผ่า เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก ก่อนจะขยับมาสู่ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือในระยะต่อมา สาเหตุหลักมาจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ขณะประเทศไทยตอนบนยังมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ทำให้เกิดความต่างของมวลอากาศอย่างชัดเจน

สำหรับพื้นที่อย่างเชียงราย พายุฤดูร้อนจึงเป็นทั้งความหวังและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ความหวังอยู่ที่ฝนและลมอาจช่วยลดการสะสมของฝุ่นลงได้บ้างในบางช่วง แต่ความเสี่ยงอยู่ที่ลมแรงสามารถทำให้ไฟป่าบางจุดปะทุหรือเปลี่ยนทิศได้เร็วขึ้น และเมื่อเข้าสู่เขตชุมชนก็อาจกระทบต่อบ้านเรือน ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า และพื้นที่เกษตรอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงออกคำสั่งกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ อีสาน และภาคกลาง ให้เตรียมปฏิบัติการแผนเผชิญเหตุรับมือพายุช่วง 16 ถึง 20 เมษายน ควบคู่ไปกับการแก้ฝุ่นและการดูแลประชาชนที่กำลังเดินทางกลับหลังหยุดสงกรานต์ โดยเน้นตรวจสอบอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น และเตรียมชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤตให้พร้อมออกช่วยเหลือทันที

กรณีไฟไหม้โรงงาน BWG สระบุรี เตือนว่ามลพิษอากาศปีนี้ไม่ได้มาจากไฟป่าอย่างเดียว

อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามในวันเดียวกัน คือเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน หรือ BWG ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ 14 เมษายนและเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงได้ช่วงเช้าวันที่ 15 เมษายน ก่อนจะยังต้องเฝ้าระวังการปะทุซ้ำ กรมควบคุมมลพิษรายงานการตรวจวัดอากาศช่วงท้ายลม 5 จุด เมื่อเวลา 01.30 น. ของวันที่ 15 เมษายน โดยใช้เครื่อง Gasmet ตรวจหาก๊าซสำคัญหลายชนิด ผลเบื้องต้นระบุว่าโดยรวมคุณภาพอากาศยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ตรวจพบค่าก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์บางจุดใกล้เคียงระดับขีดจำกัดการรับสัมผัส อยู่ในช่วง 1.42 ถึง 1.89 ppm ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือไม่สบายได้หากสัมผัสต่อเนื่องนานพอ

แม้เหตุนี้จะเกิดไกลจากเชียงราย แต่มีความหมายในเชิงนโยบายอย่างมาก เพราะมันเตือนว่าปัญหามลพิษทางอากาศในปีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไฟป่าและจุดความร้อนในป่าเท่านั้น หากยังรวมถึงความเสี่ยงจากสถานประกอบการจัดการของเสียและอุบัติภัยอุตสาหกรรมในสภาพอากาศร้อนจัดด้วย เมื่อประเทศต้องเผชิญทั้งไฟป่า หมอกควัน พายุฤดูร้อน และไฟไหม้โรงงานในช่วงเวลาใกล้กัน ระบบติดตามคุณภาพอากาศจึงจำเป็นต้องมีทั้งความเร็ว ความแม่นยำ และความสามารถสื่อสารผลกระทบต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพราะคำว่า “อากาศปกติ” ในภาพรวม อาจยังซ่อนความเสี่ยงเฉพาะจุดที่ต้องเฝ้าระวังอย่างละเอียดอยู่ภายในได้เสมอ

เชียงรายกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างการควบคุมไฟกับการประคองชีวิตประจำวันของประชาชน

ภาพรวมของวันที่ 15 เมษายนจึงไม่ใช่วันหนึ่งของการรายงานค่าฝุ่นตามปกติ แต่เป็นวันที่ทุกชั้นของการบริหารภัยเริ่มมาบรรจบกันอย่างชัดเจน ระดับภูมิภาคมีจุดความร้อนลดลงบ้าง ระดับประเทศมี 42 จังหวัดที่ค่าฝุ่นยังเกินมาตรฐาน ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายยังต้องส่งคนเข้าดับไฟจริงในแม่สรวยและรับสัญญาณจุดความร้อนจากดาวเทียมในพญาเม็งราย ขณะที่ระดับนโยบายต้องเตรียมพร้อมรับพายุฤดูร้อนที่จะเข้ามาทับซ้อนอีกระลอกหนึ่ง นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะหากบริหารได้ดี ฝน ลม และการควบคุมไฟอาจช่วยให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่หากประมาท ภัยใหม่ก็อาจเข้ามาซ้อนทับบนระบบที่ยังเปราะบางอยู่แล้วได้ในเวลาอันสั้น

ปลายทางของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ตัวเลขจุดความร้อนลดลง หรือรอให้พายุเข้ามาช่วยชะล้างฝุ่นเท่านั้น แต่คือการทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจอีกครั้ง สำหรับเชียงราย คำถามใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ว่าไฟจะดับหมดเมื่อไร แต่อยู่ที่ว่าจังหวัดจะสร้างระบบเฝ้าระวังและตอบสนองที่เร็วพอ แม่นพอ และใกล้ประชาชนพอหรือไม่ในวันที่ภัยไม่ได้มาเดี่ยวอีกแล้ว ปีนี้บทเรียนชัดขึ้นมากว่า การจัดการฝุ่นต้องมองทั้งภูมิประเทศ ดาวเทียม กำลังคน พยากรณ์อากาศ สุขภาพ และการสื่อสารสาธารณะเป็นเรื่องเดียวกัน หากทำได้ เมืองอย่างเชียงรายอาจไม่เพียงรอดจากวิกฤตปีนี้ แต่จะได้ต้นแบบใหม่ของการอยู่กับภัยที่ซับซ้อนขึ้นในทุกปีด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ
  • GISTDA
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันไฟป่าอำเภอพญาเม็งราย
  • กระทรวงมหาดไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

บทเรียนจากเหตุชน 4 คันที่นางแล เตือนกลุ่มเสี่ยงอายุ 20-29 ปี ระวังอุบัติเหตุช่วงเย็นวันสงกรานต์

Summary
  • เชียงรายสะสม 4 วัน (10-13 เม.ย. 69) เกิดอุบัติเหตุ 22 ครั้ง บาดเจ็บ 21 เสียชีวิต 2 ราย

  • เหตุชน 4 คันที่นางแลช่วงเย็นวันที่ 13 เม.ย. มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมเด็กหญิง 5 ขวบ

  • สาเหตุหลักคือขับรถเร็วและดื่มแล้วขับ โดยกลุ่มอายุ 20-29 ปีเกิดเหตุสูงสุด

  • สถิติทั่วประเทศลดลงจากปีก่อน แต่ตำรวจยังจับกุม 10 ข้อหาหลักเกือบ 3 แสนราย

  • เน้นเพิ่มโทษปรับสูงสุด 4,000 บาท และคุมเข้มจุดเล่นน้ำเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ขับขี่

เชียงรายกับบทเรียนสงกรานต์ 2569 เมื่อสถิติอุบัติเหตุลดลง แต่ถนนยังไม่เปิดพื้นที่ให้ความประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

เชียงราย, 13 เมษายน 2569 – เวลา 17.39 น. ช่วงเวลาที่หลายครอบครัวกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากเล่นน้ำหรือมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669 รับแจ้งเหตุรถกระบะ 2 คันชนกับรถยนต์เก๋ง 2 คัน บริเวณจุดกลับรถหน้าบริษัทเสริมสุข จำกัด มหาชน ในตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสยามรวมใจเชียงราย ฐานเอราวัณ เข้าตรวจสอบและพบผู้บาดเจ็บทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 1 คนและหญิง 4 คน ในจำนวนนี้มีเด็กหญิงอายุ 5 ปีที่มีแผลถลอกตามร่างกาย เด็กหญิงอายุ 14 ปีมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หญิงอายุ 18 ปีมีแขนขวาผิดรูป หญิงอายุ 40 ปีมีอาการปวดขาซ้าย และชายอายุ 40 ปีมีแผลฉีกขาดบริเวณปาก ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และโรงพยาบาลกรุงเทพเชียงรายตามระดับอาการ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุใหญ่ที่สุดของวันในเชิงจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเหตุที่ทำให้เห็นภาพจริงของสิ่งที่คำว่า “อุบัติเหตุช่วงเทศกาล” หมายถึงอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะในรถหนึ่งคันไม่ได้มีแค่คนขับ แต่มีทั้งเด็ก ครอบครัว และคนที่ไม่รู้เลยว่าช่วงเวลาปกติของวันหยุดจะเปลี่ยนเป็นเหตุฉุกเฉินในเสี้ยววินาทีได้อย่างไร

ความสำคัญของเหตุที่นางแลจึงไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดเชิงคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นในวันที่จังหวัดเชียงรายเองมีตัวเลขอุบัติเหตุสูงที่สุดของช่วง 4 วันแรกของการรณรงค์ และถูกบันทึกเข้าสู่สถิติภาพรวมทันที ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานผ่านไทยพีบีเอสว่า วันที่ 13 เมษายนวันเดียว ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุ 237 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 224 คน และเสียชีวิต 51 คน โดยเชียงรายกับชุมพรเป็น 2 จังหวัดที่มีอุบัติเหตุรายวันสูงสุด จังหวัดละ 12 ครั้ง ขณะที่ช่วงเวลาเกิดเหตุสูงสุดทั่วประเทศอยู่ในช่วง 15.01 น. ถึง 18.00 น. ซึ่งตรงกับจังหวะเวลาที่อุบัติเหตุในนางแลเกิดขึ้นพอดี สะท้อนว่าความเสี่ยงของวันสงกรานต์ไม่ได้กระจุกตัวเฉพาะช่วงดึกหรือหลังงานเลี้ยง แต่เกิดได้รุนแรงมากในช่วงบ่ายถึงเย็นที่ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าเป็นช่วงเดินทางปกติ

เมื่อเชื่อมเหตุเฉพาะจุดเข้ากับข้อมูลระดับจังหวัด ภาพของเชียงรายก็ชัดขึ้นอีกระดับ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 14 เมษายนว่า ผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 13 เมษายน พบอุบัติเหตุรวม 12 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 10 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน ทั้งหมดเป็นชาย หากนับสะสม 4 วันตั้งแต่ 10 ถึง 13 เมษายน จังหวัดเชียงรายเกิดอุบัติเหตุรวม 22 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 21 คน และผู้เสียชีวิต 2 คน โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นดื่มแล้วขับ ขับรถเร็ว และทัศนวิสัยไม่ดี ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดยังเป็นรถจักรยานยนต์ และกลุ่มอายุที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ 20 ถึง 29 ปี ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้เหตุชนหลายคันในนางแลจะดึงความสนใจของสังคม แต่ในภาพรวมของจังหวัด ความเสี่ยงยังคงกระจายอยู่หลายประเภท ทั้งรถจักรยานยนต์ เส้นทางชุมชน และพฤติกรรมเดิมที่ถูกเตือนซ้ำทุกปีแต่ยังไม่หายไปจากถนนจริง ๆ

ตัวเลขที่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าถึงเวลาคลายการ์ด

สิ่งที่จังหวัดเชียงรายพยายามสื่อสารในวันเดียวกันคือ แม้จะยังมีความสูญเสีย แต่ภาพรวมปีนี้ถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ประชุมสรุปผลการดำเนินงานซึ่งมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ได้ย้ำว่าตัวเลขอุบัติเหตุลดลงต่อเนื่อง และเป็นผลจากการบูรณาการของหลายหน่วยงานทั้งสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจภูธรจังหวัด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แขวงทางหลวง แขวงทางหลวงชนบท สำนักงานขนส่ง กอ.รมน. และหน่วยงานอื่นในทุกอำเภอผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การสรุปเช่นนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะชี้ว่ารัฐไม่ได้มองเพียงการนับศพหรือผู้บาดเจ็บ แต่พยายามอ่านแนวโน้มเชิงระบบว่ามาตรการที่ทำไปเริ่มส่งผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากอ่านตัวเลขอย่างไม่ระมัดระวัง คำว่า “ดีขึ้น” อาจกลายเป็นกับดักทางความรู้สึกได้ง่าย เพราะการลดลงจากปีก่อนเป็นเพียงการเปรียบเทียบ ไม่ใช่ใบรับรองว่าถนนปลอดภัยแล้ว เหตุที่นางแลเป็นตัวอย่างตรงที่สุดว่าถึงแม้จังหวัดจะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งครอบครัวยังคงหนักหนาเหมือนเดิม คนขับหนึ่งคนที่เร่งเพียงไม่กี่วินาที หรือผู้โดยสารหนึ่งคนที่ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะมีรถตัดหน้า อาจทำให้ทั้งรถต้องจบลงที่ห้องฉุกเฉิน ความจริงข้อนี้ทำให้สถิติภาพรวมกับความรู้สึกของผู้คนมักเดินไม่พร้อมกันเสมอ และเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมระดับจังหวัดจึงยังคงย้ำเรื่องบังคับใช้กฎหมาย หมวกกันน็อก เมาไม่ขับ และลดความเร็วซ้ำอีก แม้ตัวเลขปีนี้จะดูดีขึ้นก็ตาม

หากขยายมองออกไปในระดับประเทศ ภาพก็เป็นแบบเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนสรุปว่า 4 วันแรกของการรณรงค์ 10 ถึง 13 เมษายน 2569 ประเทศไทยเกิดอุบัติเหตุรวม 755 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 705 คน และเสียชีวิต 154 คน แม้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จำนวนดังกล่าวยังสูงเกินกว่าที่สังคมจะยอมรับได้อย่างสบายใจ โดยสาเหตุหลักยังเป็นขับรถเร็วร้อยละ 41.77 รองลงมาคือดื่มแล้วขับร้อยละ 27.43 ยานพาหนะที่เกิดเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ร้อยละ 70.93 และส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรงกับถนนใน อบต. และหมู่บ้าน ข้อมูลนี้สะท้อนชัดว่า แม้รัฐจะเพิ่มด่าน เพิ่มจุดบริการ และเพิ่มการสื่อสารทุกปี แต่ปัญหาหลักยังวนอยู่กับพฤติกรรมเสี่ยงเดิมและสภาพแวดล้อมการใช้ถนนแบบเดิมที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนอย่างเด็ดขาด

เมื่อนโยบายลงมาถึงถนนจริง สิ่งที่ยังชนะยากที่สุดคือพฤติกรรมเสี่ยง

การประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อ 14 เมษายนจึงไม่ได้จบลงที่การอ่านรายงานตัวเลข แต่มีการหารือเชิงวิเคราะห์ต่อว่า ทำไมอุบัติเหตุยังเกิดในแต่ละวัน และควรบังคับใช้มาตรการอย่างไรให้ตรงจุดขึ้น หน่วยงานในที่ประชุมเน้นว่า ต้องตรวจเข้มในจุดเล่นน้ำสำคัญและเส้นทางสายรอง เพิ่มการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และคงมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมาไม่ขับ สวมหมวกนิรภัย และลดความเร็ว สิ่งนี้ฟังดูเหมือนมาตรฐานที่ได้ยินทุกปี แต่ความต่างในปีนี้อยู่ที่จังหวัดพยายามเชื่อมข้อมูลจากทุกวันของการรณรงค์เข้าด้วยกัน เพื่อดูว่าจุดใดคือช่วงเวลาวิกฤตและกลุ่มอายุใดที่ยังต้องสื่อสารให้หนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเมื่อข้อมูลบอกชัดว่ากลุ่มอายุ 20 ถึง 29 ปีคือกลุ่มเสี่ยงสูงสุด การสื่อสารสาธารณะก็ควรต้องแม่นยำกว่าการรณรงค์แบบหว่านแหที่ใช้ข้อความเดียวกับทุกคนทั้งจังหวัด

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลระดับประเทศที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแถลงในวันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้สถิติอุบัติเหตุสะสม 4 วันแรกจะลดลงจากปี 2568 อย่างมีนัยสำคัญ โดยอุบัติเหตุลดลงร้อยละ 25.76 ผู้บาดเจ็บลดลงร้อยละ 28.72 และผู้เสียชีวิตลดลงร้อยละ 10.47 แต่ตำรวจยังต้องคงความเข้มข้นของการบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูง การจับกุมคดีจราจร 10 ข้อหาหลักทั่วประเทศรวม 291,809 ราย ในเวลาเพียง 4 วัน เป็นตัวสะท้อนตรง ๆ ว่าความร่วมมือของประชาชนดีขึ้นส่วนหนึ่งจริง แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ละเมิดกติกาจราจรในระดับที่อาจนำไปสู่ความสูญเสียได้ทุกเวลา

ในรายละเอียด สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ข้อหาที่พบมากที่สุดยังเป็นไม่สวมหมวกนิรภัย 67,636 ราย และขับรถเร็วเกินกำหนด 59,076 ราย ตามด้วยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,565 ราย ขับรถขณะเมาสุรา 11,166 ราย และขับรถย้อนศร 8,906 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกำชับให้เป็นแบบอย่างเองด้วย ทั้งเรื่องการสวมหมวกนิรภัยและการไม่เรียกรับผลประโยชน์โดยเด็ดขาด ภาพนี้น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่ประชาชน แต่รวมถึงวินัยของรัฐและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายด้วย หากเจ้าหน้าที่ไม่เป็นตัวอย่าง ความชอบธรรมของการกวดขันก็จะอ่อนลงทันที และนั่นทำให้แนวทางของเชียงรายที่กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เข้มงวดกับตัวเองก่อน มีความสอดคล้องกับแนวทางส่วนกลางอย่างมีนัยสำคัญ

ถนนสายรอง จุดกลับรถ และพื้นที่เล่นน้ำ ยังเป็นสมรภูมิจริงของสงกรานต์

หากพิจารณาจากลักษณะจุดเกิดเหตุในเชียงราย จะเห็นว่าสงกรานต์ไม่ได้อันตรายเฉพาะทางหลวงสายใหญ่เท่านั้น จุดกลับรถหน้าสถานประกอบการในตำบลนางแลที่เกิดเหตุชน 4 คัน เป็นตัวอย่างว่าพื้นที่ที่ดูเหมือนคุ้นชินในชีวิตประจำวันก็กลายเป็นจุดเสี่ยงได้สูงมากเมื่อปริมาณรถหนาแน่นและจังหวะการตัดสินใจของผู้ขับขี่เร็วขึ้น ความเสี่ยงประเภทนี้ต่างจากภาพอุบัติเหตุบนทางตรงยาว ๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเลน การชะลอความเร็วไม่ทัน การประเมินระยะคลาดเคลื่อน และความเคยชินกับเส้นทางจนเผลอละเลยความระมัดระวัง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยในวันเทศกาลที่คนทั้งพื้นที่รู้สึกว่า “ขับเส้นนี้อยู่ทุกวัน ไม่น่ามีอะไร” จนความไม่ประมาทค่อย ๆ หายไปทีละน้อย

ขณะเดียวกัน ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศก็ย้ำตรงกับข้อสังเกตนี้ว่า วันที่ 14 เมษายนซึ่งเป็นวันครอบครัว ต้องเพิ่มความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยวให้มากขึ้น ใช้มาตรการ 10 ข้อหาหลักอย่างเคร่งครัด คุมพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การนั่งหรือยืนท้ายกระบะ การใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน รวมถึงใช้ด่านชุมชนและด่านครอบครัวในการตักเตือนและป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐเริ่มยอมรับความจริงมากขึ้นว่า จุดอันตรายในเทศกาลไม่ได้มีแค่ถนนทางผ่าน แต่รวมถึง “พื้นที่ความสนุก” ที่เมื่อรวมการเฉลิมฉลองเข้ากับการจราจร ความเสี่ยงจะยิ่งซับซ้อนและคาดเดายากกว่าเดิมมาก

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งละเอียดอ่อน เพราะจังหวัดมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชุมชน พื้นที่ท่องเที่ยว และเส้นทางเชื่อมอำเภอจำนวนมากในเวลาเดียวกัน การคุมเข้มจุดเล่นน้ำสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการดูแลนักท่องเที่ยว แต่เป็นการคุมไม่ให้ความคึกคักลุกลามออกไปเป็นอุบัติเหตุในวงกว้าง หากด่านและจุดบริการทำหน้าที่เพียงอำนวยการจราจรโดยไม่ก้าวไปถึงการป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงอย่างจริงจัง ความสูญเสียก็อาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่ลดลงตามสถิติรวมที่จังหวัดพยายามรักษาไว้ และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ประชุมเชียงรายจึงยังเน้น “ตรวจเข้ม” มากกว่าคำว่า “ผ่อนคลาย” แม้ภาพรวมของปีนี้จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

ค่าปรับใหม่และการจับจริง กำลังเปลี่ยนบรรยากาศบนถนนทีละน้อย

อีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามในปีนี้คือ บรรยากาศของการบังคับใช้กฎหมายที่ดูเข้มขึ้นและชัดเจนขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำผ่านการแถลงเมื่อ 14 เมษายนว่า การกระทำผิดบางข้อหาจะเผชิญอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 4,000 บาท เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าไฟแดง และไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย ขณะที่ขับรถย้อนศร ไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ปรับสูงสุด 2,000 บาท ส่วนขับรถขณะเมาสุรามีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท และหากทำผิดซ้ำภายใน 2 ปีจะมีโทษหนักขึ้น ทั้งจำคุกและปรับ การสื่อสารเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ได้อยู่แค่คำขอความร่วมมือ แต่มีต้นทุนของการฝ่าฝืนที่จับต้องได้มากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน

แน่นอนว่า ค่าปรับที่สูงขึ้นไม่ได้รับประกันว่าพฤติกรรมเสี่ยงจะหายไปทันที เพราะปัญหาของถนนไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่รู้กฎหมายอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการใช้รถ ความเคยชิน และการประเมินต่ำว่าความเสี่ยงจะเกิดกับตัวเองได้จริงหรือไม่ ทว่าตัวเลขจับกุมเกือบ 3 แสนรายใน 4 วันแรกก็สะท้อนว่าการบังคับใช้กฎหมายในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญประชาสัมพันธ์ หากกำลังส่งผลในทางปฏิบัติจริง และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุลดลงระดับหนึ่ง คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่จับได้มากเพียงใด แต่คือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนถูกจับ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการออกแบบสภาพแวดล้อมถนน การสื่อสารที่ตรงกลุ่ม และตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่รัฐไปพร้อมกัน

เชียงรายต้องอ่านสงกรานต์ปีนี้ให้ลึกกว่าตัวเลขรายวัน

หากดูเฉพาะสถิติ 4 วันแรก หลายคนอาจรู้สึกว่าเชียงรายกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้นจริง และควรพอใจกับภาพรวมดังกล่าว แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น สงกรานต์ 2569 กำลังส่งบทเรียนสำคัญอย่างน้อย 3 เรื่องกลับมาหาจังหวัด เรื่องแรกคือ อุบัติเหตุร้ายแรงยังเกิดได้ในพื้นที่ธรรมดาที่ผู้คนคุ้นชินที่สุด ไม่ใช่แค่จุดเสี่ยงที่ถูกขึ้นป้ายเตือนอยู่แล้ว เรื่องที่สองคือ ถึงแม้ตัวเลขรวมลดลง แต่กลุ่มเสี่ยงหลักและพฤติกรรมเสี่ยงหลักยังแทบไม่เปลี่ยนจากหลายปีที่ผ่านมา และเรื่องที่สามคือ การบูรณาการหลายหน่วยงานเริ่มส่งผลดีจริงในระดับสถิติ แต่ถ้าต้องการให้ความสูญเสียลดลงมากกว่านี้ จังหวัดจำเป็นต้องขยับจากการจัดการรายวัน ไปสู่การถอดบทเรียนเชิงโครงสร้างหลังเทศกาลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นคำว่า “แนวโน้มดีขึ้น” จะกลายเป็นเพียงประโยคที่ได้ยินซ้ำทุกปี โดยที่ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตยังคงต้องเผชิญความจริงเดิมเหมือนเดิมทุกครั้ง

สำหรับประชาชน สิ่งที่บทเรียนนี้บอกอย่างชัดที่สุดคือ อุบัติเหตุไม่ใช่เหตุการณ์ไกลตัว และไม่เคยเลือกเวลาให้พร้อม เด็กหญิงอายุ 5 ปีในเหตุที่นางแลไม่ได้ตัดสินใจขับรถเอง วัยรุ่นหญิงอายุ 18 ปีไม่ได้เป็นคนสร้างพฤติกรรมเสี่ยงบนถนน แต่ทุกคนกลับต้องรับผลของเสี้ยววินาทีที่ผิดพลาดร่วมกัน สถิติระดับจังหวัดและระดับประเทศจึงไม่ควรถูกอ่านอย่างห่างเหิน เพราะแต่ละตัวเลขล้วนแปลว่ามีครอบครัวหนึ่ง บ้านหนึ่ง หรือชีวิตหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเสมอ หากสังคมยังมองอุบัติเหตุเป็นเพียงตัวเลขรายวัน ความระมัดระวังก็จะจบลงพร้อมข่าวรอบเย็น แต่ถ้ามองมันเป็นเรื่องของชีวิตจริง มาตรการที่เข้มขึ้น การขับช้าลง และการไม่ดื่มแล้วขับจะไม่ใช่ภาระของรัฐ หากเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่มีความหมายโดยตรงต่อการกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยของทุกคนบนถนนสายเดียวกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

  • ศูนย์นเรนทรเชียงราย 1669

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

Summary
  • เชียงแสนจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” 13-18 เม.ย. 69 ปลุกเมืองเก่าให้มีชีวิต

  • อบจ.เชียงราย ชูแนวคิด “เมืองเดินได้” เชื่อมวัฒนธรรมไทย-ลาว-เมียนมา

  • กิจกรรมไฮไลต์คืออุโมงค์น้ำริมโขง ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน และสินค้า OTOP 18 อำเภอ

  • ททท. ปรับกลยุทธ์เน้น Value over Volume ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

  • งานนี้ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและพิสูจน์ศักยภาพท่องเที่ยวเมืองชายแดน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวเชียงรายในปีที่ความเชื่อมั่นมีค่ากว่าจำนวนนักเดินทาง

เชียงราย,14 เมษายน 2569 – เมืองเล็กริมโขงที่เคยคุ้นกับความสงบของกำแพงเมืองเก่า กำลังเปลี่ยนจังหวะของตัวเองอีกครั้งในห้วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง เมื่ออำเภอเชียงแสนถูกแต่งแต้มด้วยน้ำ แสง เสียง และผู้คนจากหลายทิศทางผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน และมีกำหนดจัดต่อเนื่องถึง 18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักตั้งแต่วันแรก โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวสวัสดีปี๋ใหม่เมือง พร้อมอวยพรให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและใช้เวลาช่วงเทศกาลร่วมกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในพื้นที่มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี แต่เป็นวาระสำคัญของจังหวัดในการใช้เทศกาลวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนปีนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำริมแม่น้ำโขง ต้องอ่านควบคู่กับบริบทใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถานการณ์รายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 9.60 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเรื่องพลังงานและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ แม้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 5 เมษายนจะยังอยู่ที่ 9,744,179 คน และสร้างรายได้แล้วราว 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเดินทางในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อรักษาคนที่กำลังลังเลให้อยากออกเดินทางจริง

เชียงแสนไม่ได้จัดแค่งานรื่นเริง แต่กำลังทดลองบทบาทใหม่ของเมืองชายแดน

เมื่อมองจากรายละเอียดของงาน จะเห็นว่าผู้จัดพยายามวาง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ให้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำทั่วไป เพราะแก่นของงานอยู่ที่การยกระดับเชียงแสนจากเมืองเก่าริมโขงให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระบุว่า งานจัดบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนและถนนริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง ภายใต้แนวคิดใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นจุดขายด้าน Soft Power ของเชียงราย และทำให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ร่วมของสามแผ่นดิน ทั้งในมิติประเพณี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวร่วมสมัย

ในเชิงภาพงาน ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันแรกคืออุโมงค์น้ำริมโขงขนาดยาวหลายร้อยเมตร หอคอยน้ำขนาดใหญ่ มาสคอต “น้องน้ำโขง” เวทีริมโขง และพื้นที่ตกแต่งเมืองเก่าที่ทำให้เชียงแสนมีบรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของข่าวสดระบุว่าบรรยากาศตลอดแนวริมโขงในวันแรกเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นน้ำคลายร้อน ขณะเดียวกันผู้จัดเองก็สื่อสารผ่านช่องทางของ อบจ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมจะมีต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเล่นน้ำและคอนเสิร์ตในวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ไปจนถึงช่วงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวันที่ 16 ถึง 18 เมษายน เช่น ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน พิธีตักบาตร การประกวดนางสงกรานต์ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ภาพนี้ทำให้งานไม่ได้จบเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้ดึงคนให้อยู่กับเมืองหลายวันมากขึ้น

วันแรกของงานสะท้อนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังตอบสนองต่อกิจกรรมคุณภาพ

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า บรรยากาศวันแรกบริเวณถนนริมแม่น้ำโขงคึกคักตลอดแนว นักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำและร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยอย่างหนาแน่น ร้านค้า โรงแรม และผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานภาคสนามของสื่อซึ่งบันทึกบรรยากาศการจับจ่ายสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 18 อำเภอ รวมถึงการใช้พื้นที่เมืองเก่าเชียงแสนเป็นโซนเดินเที่ยวและพักผ่อนสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นพร้อมกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า เทศกาลได้รับการออกแบบดีพอ เมืองรองหรือเมืองชายแดนสามารถเปลี่ยนผู้มาเยือนจาก “แค่ผ่านมา” เป็น “ใช้เวลาและใช้จ่าย” ได้จริง

อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวเต็มรูปแบบหรือไม่ ยังต้องใช้เวลาติดตามตัวเลขการเข้าพัก รายได้ร้านค้า และการใช้จ่ายหลังจบเทศกาลอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นแล้วอย่างน้อยคือ เมืองอย่างเชียงแสนยังมีศักยภาพสูงมากในการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่ชายแดนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมกับอัตลักษณ์แม่น้ำโขง ความเป็นเมืองเก่า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ไม่มีเมืองอื่นในเชียงรายสามารถเล่าเรื่องได้แบบเดียวกัน เมื่อมีพื้นที่ขายของชุมชน การแสดงพื้นถิ่น และกิจกรรมร่วมสมัยในงานเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าจังหวัดจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดอย่างเดียว แต่มีโอกาสกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานรากที่หลายหน่วยงานพูดถึงมาตลอด แต่จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีเวทีให้ผู้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่และใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นนี้

งาน 3 แผ่นดินกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume โดยตรง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศชัดตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องขยับสู่แนวคิด “Value over Volume” หรือเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เนื่องจากปีนี้เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ททท.จึงปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 30 ถึง 34 ล้านคน และประเมินว่าคนไทยอาจเดินทางในประเทศราว 206 ล้านคนต่อครั้ง ลดลงจากเป้าหมายเดิม แต่ยังคงพยายามรักษารายได้รวมของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาทผ่านกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพประสบการณ์และการใช้จ่ายต่อทริป

มองผ่านกรอบนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างตรง เพราะไม่ได้มุ่งแค่ดึงคนให้เข้ามาจำนวนมากในวันเดียว แต่พยายามสร้างเหตุผลให้คนอยู่กับเมืองนานขึ้น ผ่านโครงสร้างกิจกรรมที่แบ่งเป็นหลายช่วง มีทั้งโซนเล่นน้ำ โซนบันเทิง โซนวัฒนธรรม และโซนเศรษฐกิจชุมชน การมีขบวนแห่ 3 ประเทศ การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ทำให้เทศกาลนี้มีความต่างจากงานสงกรานต์ที่อาศัยเพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมสาดน้ำอย่างเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เชียงแสนกำลังทดลองโมเดลท่องเที่ยวที่ขาย “เรื่องราวของสถานที่” มากกว่าขาย “ความคึกคักชั่วคราว” ซึ่งสอดรับกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ชายแดนไม่ใช่ข้อจำกัดของเชียงแสนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ

คำว่า “3 แผ่นดิน” ในชื่อเทศกาล ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประชาสัมพันธ์ แต่สะท้อนภูมิศาสตร์และบทบาทเฉพาะของเชียงแสนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง พื้นที่ริมโขงแห่งนี้เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาในทางกายภาพและทางวัฒนธรรมมานาน การนำสถานะชายแดนมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์งานเทศกาล จึงเป็นการพลิกมุมมองจาก “พื้นที่ปลายทางไกล” ให้กลายเป็น “เวทีเชื่อมอัตลักษณ์” ที่มีเรื่องเล่าไม่ซ้ำใคร ยิ่งในช่วงที่ไทยต้องแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวกับหลายประเทศอาเซียน เมืองที่มีความชัดเจนเชิงอัตลักษณ์และมีประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเมืองที่จัดงานคล้ายกันทุกจังหวัด

จุดนี้ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ระยะยาวของเชียงรายทั้งจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพยายามสื่อสารมาโดยตลอดภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ว่า การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ยอดนิยมเดิมเป็นเรื่องจำเป็น เมืองอย่างเชียงแสนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจัดงานใหญ่แล้วดึงคนเข้าพื้นที่ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้ให้ชุมชนและขยายเวลาพำนักได้มากขึ้น โมเดลเช่นนี้ก็อาจถูกต่อยอดไปสู่อำเภออื่นในอนาคต ไม่ว่าจะผ่านวัฒนธรรมชายแดน ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิทัศน์ท้องถิ่นรูปแบบอื่น นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะเชียงแสน แต่มีความหมายต่อยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย

ความคึกคักของเชียงแสนเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้เดินง่าย

สิ่งที่ทำให้งานสงกรานต์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือมันเกิดขึ้นในปีที่บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สดใสแบบไร้เงื่อนไข แม้รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะระบุว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์และมาตรการ Ease of traveling ของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเดินทางในสัปดาห์ถัดไป แต่รายงานฉบับเดียวกันก็เตือนชัดว่าตลาดระยะใกล้ชะลอตัวจากประเด็นความเชื่อมั่นเรื่องพลังงาน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนักแต่มีความอ่อนไหวสูง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายงานรายภูมิภาคของกระทรวงยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ 14 ของปีลดลงถึงร้อยละ 10.68 จากสัปดาห์ก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในช่วง 1 ถึง 5 เมษายน ลดลงแรงถึงร้อยละ 74.09 ตามการคำนวณแบบรายภูมิภาคของกระทรวงเอง

การเติบโตของเชียงแสนท่ามกลางภาพรวมเช่นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีจุดขายเฉพาะตัวและผูกกับเทศกาลจริงในพื้นที่ ยังสามารถฝ่ากระแสชะลอตัวของภาพรวมประเทศได้ระดับหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เตือนว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับตลาดต่างชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อปัจจัยระดับโลกผันผวน ความไม่แน่นอนจะส่งมาถึงจำนวนนักเดินทางเร็วมากกว่าที่หลายพื้นที่เตรียมรับมือทัน สงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นตัวอย่างของการพึ่งพาพลังการเดินทางภายในประเทศและตลาดใกล้บ้านอย่างมีชั้นเชิงในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังไม่นิ่ง

จากการกล่าวอวยพรของนายก อบจ. ถึงคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืนของเทศกาล

คำอวยพรของนางอทิตาธรที่ระบุว่า “ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมีความสุข ความเจริญ เดินทางปลอดภัย และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอย่างอบอุ่น” นั้น อาจฟังดูเป็นถ้อยคำตามธรรมเนียม แต่เมื่อวางอยู่ในบริบทของงานนี้ มันสะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น เพราะความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้ขึ้นกับความสนุกเพียงอย่างเดียว ขึ้นกับว่าผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะเข้าร่วม ใช้เวลา และกลับออกไปพร้อมความทรงจำที่ดีหรือไม่ การที่ผู้นำท้องถิ่นเลือกเน้นเรื่องการเดินทางปลอดภัย จึงเท่ากับยืนยันว่าเทศกาลระดับจังหวัดในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์และการบริหารจัดการด้วย

ในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า งานนี้คนเยอะหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ความคึกคักแบบนี้ไม่จบลงพร้อมปฏิทินเทศกาล การจะพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีน้ำหนักจริง จำเป็นต้องต่อยอดจาก 6 วันของสงกรานต์ไปสู่กิจกรรมตลอดปี ทั้งการเชื่อมกับแหล่งโบราณคดี เมืองเก่า วัดวา สายน้ำ วิถีริมโขง และการค้าชายแดน การจัดงานครั้งนี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าคนพร้อมมาเชียงแสนเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ จังหวัดก็อาจมีฐานข้อมูลและความมั่นใจมากพอที่จะลงทุนกับการสร้างปฏิทินกิจกรรมทั้งปีในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้งานสงกรานต์ปีนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จเฉพาะกิจอย่างเห็นได้ชัด

เมืองเก่าที่คืนชีวิตได้ ต้องไม่หยุดแค่แสงสีเสียง

หนึ่งในถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบ คือการใช้คำว่า “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” เพราะมันชวนให้มองเกินกว่ากิจกรรมบนเวทีไปสู่คำถามเรื่องอนาคตของเชียงแสนเอง เมืองประวัติศาสตร์จำนวนมากในไทยมีทุนวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถแปลงทุนเหล่านั้นให้กลับมามีชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง สิ่งที่เชียงแสนกำลังทดลองอยู่ คือการทำให้โบราณสถาน เมืองเก่า แม่น้ำโขง และวัฒนธรรมชายแดน กลับมาเป็นองค์ประกอบร่วมของชีวิตเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูปเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เมืองเก่าจะไม่ใช่พื้นที่สงบที่ผู้คนแค่เดินผ่าน แต่จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลา ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง

แต่การคืนชีวิตให้เมืองเก่าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียด ระหว่างความคึกคักกับคุณค่าดั้งเดิม ระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวกับการไม่ทำให้ชุมชนเสียจังหวะชีวิตเดิม และระหว่างการค้าขายกับความหมายทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เทศกาลจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย ผู้จัดและจังหวัดสามารถเก็บข้อมูลหลังงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มาเยือน และต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนบทบาทเชียงแสนในระบบท่องเที่ยวเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ปลายทางของเทศกาลนี้อาจอยู่ไกลกว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้

เมื่ออ่านทุกชั้นของข้อมูลร่วมกัน จะเห็นว่างานที่เชียงแสนกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำฤดูกาล เพราะมันอยู่บนจุดตัดของหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นคืนชีวิตเมืองเก่า การสร้างแบรนด์จังหวัด การกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลัก และการรักษาความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก การที่วันแรกของงานสามารถดึงผู้คนออกมาริมโขงได้อย่างหนาแน่น จึงไม่ใช่เพียงภาพสวยของเทศกาล แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนยังมีพลังดึงดูดสูง รู้จักออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของตัวเองอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเชียงแสนจัดงานสงกรานต์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือหลังจากน้ำแห้ง ผู้คนกลับบ้าน และเวทีปิดลง เมืองจะเก็บพลังของช่วงเวลานี้ไปต่อยอดอย่างไร คำตอบคือการสร้างเทศกาลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก สร้างรายได้ให้ชุมชนจริง และยกระดับภาพจำของเชียงแสนจากเมืองผ่านทางเป็นเมืองปลายทางได้สำเร็จ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินปี 2569 ก็อาจถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเทศกาลสนุกริมโขง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้กลับมามีบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจและแผนที่การท่องเที่ยวของเชียงรายอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดแผนเชียงรายรับศึกสงกรานต์ 69 ตั้งศูนย์ลดอุบัติเหตุเข้มข้นพร้อมกิจกรรมห่มสไบใส่ยีนส์กระตุ้นยอดเดินทาง

Summary
  • ผู้ว่าฯ เชียงราย กำชับข้าราชการรักษาวินัยจราจรและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วงสงกรานต์

  • ตั้งศูนย์ปฏิบัติการลดอุบัติเหตุทางถนน 10-16 เม.ย. 69 ตั้งเป้าลดการสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5

  • ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวร้อยละ 9.60 จากความกังวลวิกฤตพลังงานโลกและข่าวลือเรื่องน้ำมัน

  • ททท.เชียงราย จัดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เช็กอิน 3 แลนด์มาร์กศิลปะ กระตุ้นการเดินทาง

  • จังหวัดเร่งสร้างภาพลักษณ์ Trusted Thailand เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมามั่นใจในช่วงวันหยุดยาว

พ่อเมืองเชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 ชูวินัยรัฐเป็นด่านแรก ประคองความเชื่อมั่นท่องเที่ยวท่ามกลางแรงกดดันจากพลังงานโลก

เชียงราย 9 เมษายน 2569 ก่อนที่ถนนทุกสายจะเริ่มแน่นด้วยรถที่มุ่งหน้ากลับบ้านและนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้าสู่เมืองเหนือ บรรยากาศที่เชียงรายในปีนี้ไม่ได้มีเพียงความคึกคักของเทศกาล แต่ยังมีเงาของความกังวลซ้อนอยู่ข้างหลัง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว และแรงสั่นสะเทือนจากวิกฤตพลังงานโลกที่ไหลมาถึงการตัดสินใจเดินทางของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในจังหวะเช่นนี้ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จึงเลือกส่งสัญญาณชัดเจนออกไปถึงทุกหน่วยงานว่า สงกรานต์ปีนี้ภาครัฐต้องเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประชาชนเห็นก่อน ทั้งเรื่องวินัยจราจร ความพร้อมในการบริการ และมาตรฐานความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจและจุดบริการทุกแห่ง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เมษายนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้แจ้งเวียนคำสั่งของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงรายให้ทุกหน่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรักษาวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด และย้ำชัดว่าแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจตลอดช่วงเทศกาล

คำสั่งนี้มีความหมายมากกว่าเพียงมาตรการประจำเทศกาล เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มสะท้อนสัญญาณเปราะบางจากปัจจัยภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานสถานการณ์การท่องเที่ยวรายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยทั้งสัปดาห์เหลือ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 60,509 คน หรือร้อยละ 9.60 โดยมีสาเหตุสำคัญจากความกังวลเรื่องสถานการณ์ตะวันออกกลางและข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในภาพรวมตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 5 เมษายน ประเทศไทยยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 9,744,179 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายแล้วประมาณ 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขที่ชะลอในสัปดาห์ล่าสุดกำลังเตือนว่า บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

จุดเริ่มต้นของมาตรการ อยู่ที่การทำให้รัฐน่าเชื่อถือก่อน

จังหวัดเชียงรายกำหนดช่วงควบคุมเข้มข้น 7 วัน ระหว่างวันที่ 10 ถึง 16 เมษายน พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย บนชั้น 3 ศาลากลางจังหวัด เพื่อทำหน้าที่อำนวยการ สั่งการ กำกับติดตาม และเป็นศูนย์กลางรับแจ้งเหตุจากประชาชน โดยก่อนหน้านั้น จังหวัดได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนแล้วเมื่อวันที่ 25 มีนาคม และประกาศหัวข้อรณรงค์ปีนี้ว่า “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พร้อมตั้งเป้าลดการสูญเสียให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เทียบกับช่วงเทศกาลที่ผ่านมา นี่คือการส่งสัญญาณว่าจังหวัดไม่ต้องการให้สงกรานต์เป็นเพียงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ต้องเป็นพื้นที่พิสูจน์ประสิทธิภาพการบริหารราชการด้วย

สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำเรื่องการเป็นแบบอย่างของข้าราชการ จึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ เป็นแกนกลางของการบริหารความเชื่อมั่น เพราะในเทศกาลที่มีทั้งการเดินทางหนาแน่น การเล่นน้ำ การดื่มสังสรรค์ และความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง ประชาชนจะเชื่อมั่นมาตรการของรัฐได้มากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับภาพที่เขาเห็นตรงหน้า เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย มีความพร้อม และไม่มีพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่รัฐรณรงค์ ความร่วมมือจากประชาชนก็ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ตรงกันข้ามภาครัฐเรียกร้องวินัยแต่ไม่สามารถรักษาวินัยของตัวเองได้ มาตรการทั้งหมดก็อาจกลายเป็นเพียงคำประกาศบนกระดาษ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงจริงบนถนนช่วงสงกรานต์

สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องถนน แต่คือเรื่องภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย สงกรานต์ไม่ใช่เพียงเทศกาลของคนในพื้นที่ แต่เป็นจังหวะสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการ โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ การเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวด้วย นี่คือเหตุผลที่ในเวลาเดียวกันกับการคุมเข้มเรื่องอุบัติเหตุ หน่วยงานท่องเที่ยวก็เร่งเดินหน้ากิจกรรมสร้างสีสันและกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ททท. สำนักงานเชียงราย เปิดกิจกรรม ChiangraiCityChallenge เชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแต่งผ้าเมืองเหนือ ผ้าไทย หรือห่มสไบใส่ยีนส์ไปเช็กอินที่ 3 แลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ วัดร่องเสือเต้น และวัดร่องขุ่น พร้อมโพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กแบบเปิดสาธารณะติดแฮชแท็กที่กำหนด โดยเริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 6 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม และมอบของที่ระลึกให้ผู้ร่วมกิจกรรม 100 คนแรก นี่คือความพยายามใช้ซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่นและบรรยากาศเทศกาลมาช่วยตอกย้ำว่าจังหวัดยังพร้อมต้อนรับนักเดินทางในฐานะเมืองสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่เพียงเมืองผ่านทาง

มิติของกิจกรรมนี้จึงใหญ่กว่าการแจกของรางวัลหรือชวนถ่ายรูป เพราะมันเป็นการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์มาช่วยยืนยันภาพจำของเชียงรายในช่วงเวลาที่ปัจจัยลบจากภายนอกกำลังกระทบภาคท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าในสัปดาห์ล่าสุด ตลาดมาเลเซียยังคงเป็นตลาดอันดับสองของไทยในเชิงสะสม แต่นักท่องเที่ยวรายสัปดาห์จากมาเลเซียลดลงแรงจากผลกระทบของความเชื่อมั่นและข่าวสารเรื่องพลังงาน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภาพนี้บอกว่าตลาดไม่ได้หยุดทั้งหมด แต่กำลังเลือกเดินทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น จังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงรายจึงต้องทำมากกว่าการรอให้คนมาเอง ต้องออกแรงส่งสัญญาณเชิงบวกกลับไปว่าที่นี่มีทั้งความปลอดภัย สีสัน และการจัดการที่น่าเชื่อถือพอให้ตัดสินใจเดินทางได้

ตัวเลขนักท่องเที่ยวล่าสุด กำลังส่งสัญญาณเตือนมากกว่าตัวเลขธรรมดา

เมื่อมองลึกลงไปในรายงานรายสัปดาห์ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะเห็นว่าการชะลอตัวในช่วงปลายมีนาคมต่อถึงต้นเมษายนไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล รายงานระบุชัดว่าในสัปดาห์ดังกล่าว นักท่องเที่ยวตลาดมาเลเซียเดินทางเข้ามาสะสมแตะระดับ 1 ล้านคนแล้ว แต่จำนวนรายสัปดาห์กลับลดลงหนักจากผลของข่าวสารเรื่องน้ำมันไม่มีจำหน่ายและผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางระยะใกล้ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของยุคที่การท่องเที่ยวไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่เที่ยวบินหรือวันหยุด แต่ขึ้นอยู่กับข้อมูล ความรู้สึกปลอดภัย และต้นทุนเดินทางที่รับรู้ได้ทันทีผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ เมื่อข่าวลบเคลื่อนตัวเร็ว ความลังเลในการเดินทางก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่หน่วยงานท่องเที่ยวจะอธิบายเสียอีก

ยิ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งปี ความท้าทายนี้ยิ่งชัดขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 3 เมษายนว่า สถานการณ์ปี 2569 ยังฟื้นตัวต่อได้ แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของนักท่องเที่ยว ททท.จึงปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ในกรอบ 30 ถึง 34 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมราวร้อยละ 18 ภายใต้สมมติฐานว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะคลี่คลายใน 1 ถึง 3 เดือน ขณะเดียวกันยังประเมินว่าการเดินทางของคนไทยทั้งปีอาจอยู่ที่ประมาณ 206 ล้านคนต่อครั้ง ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมเช่นกัน และรายได้รวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาท ภาพนี้ทำให้ชัดเจนว่าสงกรานต์ 2569 ไม่ใช่เทศกาลในปีธรรมดา แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งจังหวัดและประเทศต้องรักษาโมเมนตัมการท่องเที่ยวไว้ท่ามกลางลมต้านหลายทิศทาง

พลังงานโลกกลายเป็นตัวแปรของสงกรานต์ในเชียงรายอย่างหลีกไม่พ้น

แม้เชียงรายจะอยู่ไกลจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงกระแทกจากความขัดแย้งได้ส่งผลมาถึงภาคท่องเที่ยวไทยแล้วโดยตรง ททท. ระบุว่าหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือความผันผวนของราคาน้ำมันและข้อจำกัดด้านเส้นทางบิน โดยเฉพาะตลาดระยะไกลที่พึ่งพาเส้นทางการบินผ่านตะวันออกกลาง ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจของภาคเอกชนอย่าง SCB EIC ประเมินว่าวิกฤตยืดเยื้อ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอาจได้รับแรงกดดันหนักขึ้นจากต้นทุนการบินและการปรับพฤติกรรมเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เพียงกระทบตลาดตะวันออกกลาง แต่ลามไปถึงยุโรปและอเมริกาบางส่วนด้วย

ในทางกลับกัน ททท. ยังพยายามใช้มาตรการด้านอุปทานเข้ามาช่วยประคองตลาด ผ่านโครงการ Thailand Summer Blast และความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มเที่ยวบินเข้าสู่เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยวอย่างต่อเนื่อง สัญญาณนี้สำคัญต่อจังหวัดอย่างเชียงราย เพราะหมายความว่าฝั่งการตลาดระดับประเทศยังไม่ยอมปล่อยให้ภาคท่องเที่ยวชะลอตัวตามแรงลบของต้นทุนพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามใช้การอัดกิจกรรม การประสานสายการบิน และการสร้างความเชื่อมั่นเชิงแบรนด์อย่าง Trusted Thailand เป็นแนวรับอีกชั้นหนึ่ง อย่างไรก็ดี มาตรการระดับชาติจะเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด ในท้ายที่สุดก็ขึ้นกับว่าจังหวัดปลายทางสามารถจัดการบรรยากาศการเดินทางและภาพลักษณ์ในพื้นที่ได้ดีเพียงพอหรือไม่ ซึ่งนี่เองคือจุดที่เชียงรายต้องพิสูจน์ตัวเองในช่วงสงกรานต์ปีนี้

เชียงรายจึงต้องเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ทั้งคุมความเสี่ยงและสร้างเหตุผลให้คนอยากมา

มองเฉพาะมาตรการด้านความปลอดภัยของจังหวัด อาจเห็นเพียงภาพการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและการกำชับเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมองร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการเดินทาง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินเกมสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือคุมความเสี่ยงให้เข้มที่สุด เพื่อไม่ให้เทศกาลกลายเป็นข่าวอุบัติเหตุหรือภาพความไร้ระเบียบที่ทำลายความเชื่อมั่น ด้านที่สองคือทำให้คนยังรู้สึกว่าการมาเชียงรายมีเหตุผลที่คุ้มค่า ทั้งในเชิงประสบการณ์ วัฒนธรรม และความสนุกของการเดินทาง ชุดคิดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่ ททท. ประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปีว่า ต้องขยับจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างคุณค่า หรือ Value over Volume มากขึ้น โดยใช้แนวคิด Amazing 5 Economy เป็นกรอบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ

สำหรับเชียงราย แนวคิดดังกล่าวมีความหมายในระดับปฏิบัติอย่างมาก เพราะจังหวัดนี้ไม่อาจแข่งขันด้วยปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว แต่ต้องแข่งขันด้วยเรื่องราวและประสบการณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผ้าเมือง ศิลปะ วัดร่วมสมัย อาหาร วัฒนธรรมล้านนา และภูมิทัศน์เมืองศิลป์ การใช้กิจกรรมเช็กอินสามแลนด์มาร์กมาผูกกับการแต่งกายพื้นถิ่น จึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นเครื่องมือเศรษฐกิจในช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำให้เจ้าหน้าที่ต้อง “ใสสะอาดพร้อมบริการ” ก็สะท้อนอีกด้านว่า เมืองท่องเที่ยวจะขายเพียงสถานที่ไม่ได้ แต่ต้องขายความรู้สึกเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีตั้งแต่นาทีแรกที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเจอรัฐด้วย

สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นบททดสอบของรัฐระดับจังหวัดมากกว่าที่เคย

ในหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายต้องเผชิญโจทย์ซ้อนอยู่เสมอ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม หมอกควัน พลังงาน และการท่องเที่ยว ปี 2569 ก็เช่นกัน เพียงแต่โจทย์ทั้งหมดมาชนกันในช่วงสงกรานต์อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าการจราจรไม่ปลอดภัย ความรู้สึกเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจะถอย ถ้าภาพบริการภาครัฐไม่ดี การใช้จ่ายก็อาจไม่กระจาย ถ้าข่าวลือเรื่องน้ำมันหรือความไม่พร้อมในพื้นที่ขยายตัว การตัดสินใจเดินทางก็จะยิ่งชะลอ และถ้ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่มากพอ เมืองก็จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหยุดยาวให้เป็นรายได้จริงได้เต็มศักยภาพ ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ให้ข้าราชการต้องเป็นแบบอย่างที่ดี จึงไม่ใช่เพียงเรื่องคุณธรรมของเจ้าหน้าที่ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกลไกเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในระดับจังหวัดด้วย

ยิ่งเมื่อนำตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามามองร่วมกัน จะยิ่งเห็นว่าความเสี่ยงเรื่องความเชื่อมั่นในตลาดระยะใกล้สามารถส่งผลต่อยอดเดินทางได้เร็วมาก การลดลงของนักท่องเที่ยวมาเลเซียในสัปดาห์ล่าสุดเป็นบทเรียนที่ชัดว่า ข่าวสารด้านพลังงานและความปลอดภัยสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเดินทางได้ทันที แม้ตลาดดังกล่าวจะยังเป็นกำลังหลักของไทยในเชิงสะสม ฉะนั้น จังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย ซึ่งพึ่งพาทั้งนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติระยะใกล้ ย่อมต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการจัดการภาคสนามสูงกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาตลาดระยะไกลเพียงอย่างเดียว ความพร้อมจึงไม่ใช่เรื่องเบื้องหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสินค้าและภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไปแล้วโดยตรง

ถ้าสงกรานต์เชียงรายจะผ่านไปได้ดี ต้องให้คนรู้สึกทั้งปลอดภัยและอยากอยู่ต่อ

ข้อท้าทายสำคัญของเชียงรายในเทศกาลนี้จึงไม่ใช่แค่ทำให้คนเดินทางมาถึง แต่ต้องทำให้คนที่มาถึงแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะใช้เวลาอยู่ต่อ ใช้จ่ายต่อ และบอกต่อ ภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 กำลังเผชิญกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ระมัดระวังมากขึ้น ดังที่ ททท. ประเมินว่ารายได้โตช้ากว่าปริมาณนักท่องเที่ยว ซึ่งแปลตรงไปตรงมาว่า ต่อให้คนยังมา แต่การตัดสินใจใช้จ่ายไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติอีกแล้ว เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักขึ้นทั้งเรื่องความปลอดภัย คุณภาพประสบการณ์ และเรื่องเล่าที่ทำให้คนรู้สึกว่า “มาแล้วได้มากกว่าเที่ยว” เชียงรายมีต้นทุนในมือครบ ทั้งศิลปะ ศาสนา วัฒนธรรม และความเป็นเมืองชายแดนที่มีสีสัน เพียงแต่ต้องบริหารให้ทุกองค์ประกอบทำงานไปในทิศทางเดียวกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ของเทศกาลนี้ให้ได้

ในมุมนี้ กิจกรรมแบบ ChiangraiCityChallenge แม้ดูเป็นแคมเปญเล็ก แต่กลับมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ เพราะมันช่วยเชื่อม “ความอยากถ่ายรูป” เข้ากับ “การเดินทางจริง” และเชื่อม “แลนด์มาร์ก” เข้ากับ “การใช้เวลาในเมือง” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านถนนก็ทำหน้าที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสเกิดรายได้อย่างไม่สะดุด อุบัติเหตุรุนแรง ภาพรวมบวกทั้งหมดจะถูกกลบในเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสงกรานต์ 2569 ของเชียงรายจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเทศกาลประจำปี แต่ควรถูกมองเป็นบททดสอบแบบเรียลไทม์ของการบริหารจังหวัดภายใต้แรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์

ปลายทางของคำสั่งผู้ว่าฯ ไม่ได้อยู่ที่กระดาษเวียน แต่อยู่ที่ถนนและความทรงจำของผู้คน

เมื่ออ่านทั้งหมดประกอบกันแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายส่งออกไปในวันที่ 9 เมษายน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำอวยพรให้ประชาชนเที่ยวสงกรานต์อย่างมีความสุขปลอดภัย แต่คือคำสั่งเชิงบริหารที่พยายามทำให้ “รัฐ” กลับมาเป็นหลักยึดของความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังลังเลกับหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ราคาเชื้อเพลิง ความปลอดภัยบนถนน และบรรยากาศทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยว ในสภาวะเช่นนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวก แต่ทำหน้าที่เป็นภาพแทนของทั้งจังหวัดด้วย ว่าที่นี่พร้อมรับแขกจริงหรือไม่ พร้อมดูแลคนในพื้นที่จริงหรือไม่ และพร้อมเปลี่ยนเทศกาลให้เป็นทั้งความสุขและรายได้โดยไม่แลกกับความสูญเสียมากเกินไปหรือไม่

สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของสงกรานต์เชียงรายปีนี้อาจไม่ได้วัดจากจำนวนโพสต์บนโซเชียลหรือจำนวนคนเช็กอินเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากสิ่งง่ายที่สุดและสำคัญที่สุดเช่นกัน คือคนกลับถึงบ้านปลอดภัย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือ นักท่องเที่ยวรู้สึกมั่นใจพอจะใช้เวลาและใช้จ่ายในเมือง และจังหวัดสามารถรักษาบรรยากาศการเดินทางไว้ได้ท่ามกลางกระแสลบจากภายนอกทำได้เช่นนั้น คำสั่งให้ข้าราชการเป็นตัวอย่างที่ดีจะไม่ใช่แค่ข้อความในวันหนึ่งของเดือนเมษายน แต่จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของความไว้วางใจที่มีค่ากว่าสิ่งใดสำหรับจังหวัดท่องเที่ยวในปีที่ความเชื่อมั่นกลายเป็นทรัพยากรหายากที่สุดอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

บทเรียนเชียงรายสู้ฝุ่น 3 ปี พื้นที่เผาลดลงแต่คุณภาพอากาศยังวิกฤต จี้อาเซียนยกระดับความร่วมมือจริงจัง

Summary
  • เชียงรายพบจุดความร้อน 88 จุด (9 เม.ย. 69) ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า อ.เชียงของค่าฝุ่นยังพุ่งระดับสีแดง

  • จังหวัดเร่งขยายโครงการ “ห้องปลอดฝุ่น” ร่วมกับร้านค้าและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว

  • สถิติ 3 ปีชี้เชียงรายลดพื้นที่เผาได้ดีที่สุดในภาคเหนือ แต่ยังเผชิญฝุ่นจากปัจจัยภายนอกและหมอกควันข้ามแดน

  • สธ. ยกระดับส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่คัดกรองสุขภาพเชิงรุกในกลุ่มเสี่ยง หลังค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง

เช้านี้ของเชียงราย 88 จุดความร้อน กับคำถามเดิมที่ยังไม่มีคำตอบง่าย

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – ไม่ได้เริ่มต้นวันด้วยความโล่งใจ แม้ค่าฝุ่น PM2.5 ในบางจุดจะลดลงจากวันก่อนหน้า แต่ภาพรวมยังอยู่ในภาวะที่วางใจไม่ได้ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า วันเดียวกันพบจุดความร้อนรวม 88 จุด โดยพื้นที่ที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็นเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ซึ่งรวมกันมากถึง 84 จุด ขณะเดียวกันค่าฝุ่นในตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ลดลงมาอยู่ในระดับสีส้ม แต่ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ยังอยู่ในระดับสีแดง โดยมีค่าฝุ่น 82.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน ข้อมูลชุดนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เชียงรายอาจมีวันดีขึ้นเป็นช่วง ๆ แต่ยังไม่พ้นจากวงจรไฟป่า ฝุ่นพิษ และหมอกควันข้ามแดนอย่างแท้จริง

ความน่ากังวลไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 88 จุดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันเกิดขึ้นหลังจากจังหวัดและหน่วยงานส่วนกลางได้ประชุม วางแผน และระดมกำลังอย่างต่อเนื่องหลายรอบแล้ว ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อ 7 เมษายน ระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และในวันนั้นรายงานว่าจุดความร้อนจาก 112 จุดเมื่อวันที่ 4 เมษายน ลดลงเหลือ 15 จุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน แสดงให้เห็นว่ากลไกปฏิบัติการภาคสนามยังทำงานและมีผลจริงในระยะสั้น แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ตัวเลขก็เด้งกลับขึ้นมาอีกอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามเดิมกลับมาดังก้องอีกครั้งว่า เชียงรายจะถอดบทเรียนจากฤดูไฟป่าแต่ละปีอย่างไร เพื่อไม่ให้การลดลงเป็นเพียงความสำเร็จชั่วคราวก่อนที่ปัญหาจะย้อนกลับมาใหม่เสมอ

เมื่อไฟป่าลดลงบางวัน แต่ฝุ่นยังไม่หายไปไหน

ตัวเลขรายวันอย่างเผิน ๆ หลายคนอาจสรุปว่าปัญหาของเชียงรายคือไฟป่าในพื้นที่ตัวเองเป็นหลัก แต่ข้อมูลจากภาครัฐชี้ว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก จังหวัดเชียงรายยอมรับอย่างเป็นทางการว่าค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานทุกสถานีในช่วงต้นเดือนเมษายนมีปัจจัยจากหมอกควันข้ามพรมแดนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพราะจังหวัดมีแนวเขตติดประเทศเพื่อนบ้านและรับอิทธิพลของลมและการเผาจากภายนอกด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงให้ความสำคัญกับทั้งการควบคุมไฟในพื้นที่ การดูแลสุขภาพประชาชน และการใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่นเพื่อหารือกับจังหวัดท่าขี้เหล็กในวันที่ 9 เมษายน นี่หมายความว่า ต่อให้เชียงรายคุมไฟในจังหวัดได้ดีขึ้น ปัญหาฝุ่นก็ยังอาจไม่ลดลงในอัตราเดียวกัน เพราะมีแหล่งกำเนิดที่อยู่นอกอำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัดรวมอยู่ด้วย

ความทับซ้อนของปัจจัยภายในและภายนอกนี่เองที่ทำให้การแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายยากกว่าการดับไฟรายจุด ถ้าเจ้าหน้าที่มองเฉพาะตัวเลขจุดความร้อนในจังหวัด ก็อาจประเมินต่ำไปว่าทำไมคุณภาพอากาศยังไม่กลับสู่ภาวะปลอดภัย แต่ถ้ามองเฉพาะหมอกควันข้ามแดน ก็อาจละเลยการเผาในพื้นที่ป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ของตัวเองซึ่งยังเกิดซ้ำอยู่จริง ดังนั้น ปัญหาของเชียงรายจึงไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องรับผิดชอบทั้งหมด ถ้าเป็นปัญหาที่ต้องมองพร้อมกันทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ตั้งแต่หมู่บ้าน จุดเผา พื้นที่ป่า ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงเวทีความร่วมมือชายแดนและอาเซียน และนั่นเองคือเหตุผลที่ทำให้ทุกครั้งที่ฝุ่นกลับมาหนัก คำถามเรื่อง “ใครเป็นต้นตอ” มักไม่ช่วยพาประชาชนออกจากวิกฤตได้เท่ากับคำถามว่า “เราจะสร้างระบบที่ตอบสนองเร็วกว่านี้ได้อย่างไร”

จิตอาสาและเจ้าหน้าที่แนวหน้า ยังเป็นกำแพงด่านสุดท้ายของจังหวัด

ท่ามกลางตัวเลขและแผนงานที่ถกเถียงกันในห้องประชุม สิ่งที่จังหวัดยังคงพึ่งพามากที่สุดในภาคสนามคือกำลังของเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่ขึ้นเขา ฝ่าควัน และเสี่ยงอันตรายอยู่ทุกวัน ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายเมื่อ 6 เมษายนระบุว่า รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงพื้นที่มอบเสบียงและน้ำดื่มให้เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า พร้อมรับฟังการรายงานสถานการณ์โดยตรง และผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าการควบคุมไฟป่าในขณะนั้นยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ภายใต้การบัญชาการแบบผู้บัญชาการเหตุการณ์คนเดียว หรือ Single command การยืนยันเช่นนี้สะท้อนว่าเชียงรายยังใช้รูปแบบการรวมศูนย์บัญชาการเพื่อให้คำสั่งและทรัพยากรไปถึงแนวหน้าเร็วที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในพื้นที่ภูเขาที่ไฟลามเร็วและเข้าถึงยาก

แต่การพึ่งพากำลังภาคสนามอย่างหนักก็สะท้อนข้อจำกัดอีกด้านหนึ่งเช่นกัน เพราะยิ่งต้องใช้จิตอาสาและชุดปฏิบัติการพิเศษเป็นกำแพงสุดท้ายมากเท่าไร ยิ่งหมายความว่าระบบป้องกันต้นทางยังไม่แข็งแรงพอที่จะลดภาระคนทำงานแนวหน้าได้มากเท่านั้น ความเสียสละของเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกมองเป็นคำตอบถาวรของปัญหา ควรถูกมองเป็นสัญญาณเตือนว่าจังหวัดยังจำเป็นต้องขยับจากการดับไฟซ้ำ ไปสู่การป้องกันการเกิดไฟซ้ำให้มากขึ้น เพราะไม่มีระบบใดจะยั่งยืนได้ถ้าต้องอาศัยการวิ่งไล่ตามเปลวไฟทุกปีโดยไม่มีการตัดวงจรต้นเหตุอย่างจริงจัง การชื่นชมคนแนวหน้าจึงสำคัญ แต่ยิ่งสำคัญกว่าคือการไม่ปล่อยให้ความกล้าหาญของพวกเขาถูกใช้แทนการปฏิรูประบบที่ควรเกิดขึ้น

ห้องปลอดฝุ่น จากมาตรการช่วยหายใจ สู่การออกแบบเมืองรับมือวิกฤต

ท่ามกลางฝุ่นที่ยังเกินมาตรฐานหลายพื้นที่ เชียงรายเริ่มขยับจากแนวทาง “เตือนภัย” ไปสู่แนวทาง “จัดพื้นที่ปลอดภัย” อย่างชัดเจนมากขึ้น วันที่ 7 เมษายน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายร่วมกับภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการหารือกันที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อผลักดันโครงการห้องปลอดฝุ่นให้เกิดขึ้นทั่วเมือง โดยเชิญชวนผู้ประกอบการคาเฟ่ ร้านอาหาร และสถานประกอบการในจังหวัดเข้าร่วมเปลี่ยนพื้นที่ของตนให้เป็นเซฟโซนสำหรับพักผ่อน รับประทานอาหาร หรือทำงานใกล้บ้านในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง แนวคิดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะคนเชียงรายเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวด้วยว่า แม้จังหวัดจะเผชิญหมอกควัน แต่ยังมีพื้นที่ที่สามารถหายใจได้ปลอดภัยมากขึ้นในระดับหนึ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ จังหวัดไม่ได้มองห้องปลอดฝุ่นเป็นเพียงพื้นที่หลบภัยเฉพาะหน้า ถ้าพยายามเชื่อมมันเข้ากับแนวคิด Work from Anywhere ใกล้บ้าน และการประหยัดพลังงานของรัฐบาลด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุชัดว่านี่คือ “มิติใหม่ของความร่วมมือ” เพื่อ “ลมหายใจของลูกหลานเรา” และเป็นบริการสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวไปพร้อมกัน ขณะเดียวกันยังมีแผนเปิดแอปพลิเคชันเฉพาะของเชียงราย ทำหน้าที่เป็นเรดาร์อัจฉริยะรายงานค่าฝุ่นและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ พร้อมบอกพิกัดห้องปลอดฝุ่นที่ใกล้ที่สุด แนวทางนี้สะท้อนว่า ถ้าไม่สามารถหยุดไฟและฝุ่นได้ทั้งหมดในทันที จังหวัดอย่างน้อยก็พยายามสร้างโครงสร้างคุ้มครองชีวิตประจำวันให้ประชาชนอยู่ร่วมกับความเสี่ยงได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา

ฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องสาธารณสุขเต็มรูปแบบ

อีกความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในปีนี้คือ กระทรวงสาธารณสุขเริ่มขยับมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 จากระดับเตือนประชาชนทั่วไป ไปสู่การคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นระบบ วันที่ 8 เมษายน 2569 กระทรวงสาธารณสุขเปิดตัวคลินิกบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ Me & U นำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุขและอธิบดีกรมควบคุมโรคร่วมลงพื้นที่เอง กระทรวงระบุว่าเมื่อค่าฝุ่นเกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 3 วัน จะต้องจัดบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ออกคัดกรองสุขภาพเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ได้รับผลกระทบและดูแลอย่างรวดเร็ว และเพราะภาคเหนือมีค่าฝุ่นสูงต่อเนื่องเกินหนึ่งสัปดาห์ จึงต้องยกระดับมาเป็นหน่วยเคลื่อนที่ที่ตรวจได้ทั้งสมรรถภาพปอด ภาพถ่ายรังสีทรวงอก ภาวะตาแห้ง รวมถึงการเยี่ยมบ้านและแจกอุปกรณ์ป้องกันที่จำเป็น

สารสำคัญจากแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขคือการยอมรับว่าฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนหน้าจอ แต่เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพที่ต้องตรวจติดตามเหมือนภัยคุกคามอื่น ๆ ในระบบสาธารณสุข เมื่อหน่วยงานระดับชาติเริ่มใช้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เป็นกลไกตอบโต้ นั่นย่อมสะท้อนว่า PM2.5 ได้ข้ามพ้นสถานะ “ปัญหาฤดูกาล” ไปสู่การเป็น “ภัยสุขภาพซ้ำซาก” แล้วอย่างชัดเจน สำหรับเชียงราย บทเรียนจากเชียงใหม่จึงมีน้ำหนักมาก เพราะจังหวัดกำลังเผชิญฝุ่นที่ยืดเยื้อเช่นกัน และกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ รวมถึงคนทำงานกลางแจ้ง ล้วนต้องการระบบคัดกรองเชิงรุกที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม หากคลินิก Me & U คือคำตอบในเชียงใหม่ คำถามถัดไปย่อมเกิดขึ้นทันทีว่า เชียงรายควรมีรูปแบบดูแลสุขภาพเชิงรุกในระดับเดียวกันเมื่อใด และเร็วพอหรือยังสำหรับฤดูฝุ่นปีนี้

ตัวเลขสามปีบอกอะไร เชียงรายดีขึ้นจริง แต่ภาคเหนือยังไม่พ้นวงจรเดิม

ถ้ามองเฉพาะรายวัน เชียงรายดูเหมือนยังติดอยู่ในกับดักเดิม แต่ถ้าขยับไปอ่านข้อมูลระยะ 3 ปี ภาพจะมีทั้งข่าวดีและข่าวเตือนพร้อมกัน Rocket Media Lab ซึ่งสรุปข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA ระบุว่า พื้นที่เผาไหม้รวมของ 17 จังหวัดภาคเหนืออยู่ที่ 9,686,956 ไร่ในปี 2566 ขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 9,696,686 ไร่ในปี 2567 ก่อนลดลงเหลือ 8,492,308 ไร่ในปี 2568 ขณะที่เชียงรายเป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดที่พื้นที่เผาไหม้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 357,889 ไร่ในปี 2566 เหลือ 96,842 ไร่ในปี 2568 ตัวเลขนี้ชี้ว่า ความพยายามของเชียงรายในเชิงพื้นที่มีผลจริงในระดับหนึ่ง และจังหวัดไม่ได้ยืนอยู่จุดเดิมเสียทั้งหมดเหมือนที่หลายคนอาจรู้สึกเมื่อเผชิญฝุ่นรายวัน

อย่างไรก็ตาม ข่าวดีของเชียงรายไม่ได้แปลว่าภาคเหนือโดยรวมดีขึ้นในทุกมิติ ข้อมูลชุดเดียวกันชี้ว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของภาคเหนือกลับดีดขึ้นเป็น 5,777,474 ไร่ จาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เพิ่มขึ้นมากถึง 3,485,362 ไร่ ขณะที่พื้นที่เผาในภาคเกษตรลดลงอย่างชัดเจนจาก 7,404,574 ไร่ในปี 2567 เหลือ 2,714,834 ไร่ในปี 2568 ภาพนี้ทำให้เห็นแนวโน้มที่น่าคิดอย่างยิ่ง คือเมื่อรัฐเข้มงวดกับการเผาเกษตรมากขึ้น ตัวเลขในภาคเกษตรก็ลดลง แต่ป่ากลับเผาเพิ่มขึ้นอย่างมากในหลายจังหวัด เหมือนปัญหาไม่ได้หายไป เพียงขยับตำแหน่งของมันจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่งเท่านั้น

เชียงรายเป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจ แต่ข้อยกเว้นยังไม่พอจะทำให้ประชาชนหายใจโล่ง

ในรายละเอียดที่สำคัญมาก Rocket Media Lab ระบุว่า เชียงรายเป็นจังหวัดเดียวในภาคเหนือที่การเผาในพื้นที่ป่าลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปี จาก 93,738 ไร่ในปี 2566 เหลือ 17,808 ไร่ในปี 2567 และลดลงต่อเหลือ 13,302 ไร่ในปี 2568 ขณะที่การเผาในพื้นที่เกษตรของเชียงรายก็ลดลงเช่นกัน จาก 264,151 ไร่ในปี 2566 เหลือ 184,912 ไร่ในปี 2567 และลดลงเหลือ 83,540 ไร่ในปี 2568 นี่คือข้อมูลที่สำคัญมาก เพราะถ้าดูเฉพาะ Burnt Scar เชียงรายถือว่ามีความคืบหน้าดีกว่าหลายจังหวัดอย่างชัดเจน และอาจเป็นตัวอย่างที่ควรศึกษาว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พื้นที่เผาลดลงได้จริงในเชิงโครงสร้าง

แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านก็คือ ต่อให้พื้นที่เผาลดลงต่อเนื่อง ฝุ่นรายวันที่ประชาชนสูดเข้าไปยังอาจสูงเกินมาตรฐานอยู่ดี โดยเฉพาะเมื่อมีหมอกควันข้ามแดนเข้ามาซ้ำเติม นี่คือความย้อนแย้งที่ทำให้คนในพื้นที่รู้สึกว่า “ทำไมลดการเผาแล้วแต่ยังแย่” และนี่คือจุดที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ชัดกว่าเดิมว่า ตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่กับคุณภาพอากาศรายวันมีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสียทั้งหมด จังหวัดอาจทำการบ้านในบ้านตัวเองดีขึ้น แต่ถ้าบ้านข้าง ๆ ยังมีไฟ และทิศทางลมยังพัดควันเข้ามา คนในเชียงรายก็ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ดี บทเรียนที่ควรถอดจากตัวเลขจึงไม่ใช่เพียงการชื่นชมความสำเร็จของเชียงราย แต่ต้องยอมรับด้วยว่าความสำเร็จในระดับจังหวัดจะไปไม่สุด ถ้าไม่มีกลไกข้ามแดนที่ทำงานจริงในเวลาเดียวกัน

สามสิบปีของความร่วมมืออาเซียน ทำไมอากาศสะอาดยังไปไม่ถึงปลายทาง

เมื่อมองจากระดับเชียงรายขึ้นไปสู่ระดับภูมิภาค จะพบว่าปัญหาหมอกควันข้ามแดนไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้หรือปีที่แล้ว อาเซียนพยายามสร้างความร่วมมือเรื่องนี้มานานตั้งแต่ปี 2538 ผ่านแผน Regional Haze Action Plan ก่อนจะพัฒนาเป็นข้อตกลงอาเซียนเรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน หรือ AATHP ที่ลงนามในปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิกป้องกันและติดตามหมอกควันข้ามแดนจากไฟป่าและการเผา ผ่านความร่วมมือระดับภูมิภาคและมาตรการภายในประเทศ ต่อมาอาเซียนยังวางเป้าหมายใหม่ใน Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 โดยประกาศวิสัยทัศน์ที่จะทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์สามทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดว่าการมีโรดแมปเพียงอย่างเดียว ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะคลี่คลายเองตามเวลา

กรณีของเชียงรายยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น เพราะจังหวัดนี้เคยเป็นชื่อของแผนปฏิบัติการระดับอนุภูมิภาคแม่โขงด้วย ในปี 2560 มีการออก Chiang Rai 2017 Plan of Action เพื่อผลักดันความร่วมมือของ 5 ประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง ตั้งเป้าลดจุดความร้อนรวมให้เหลือไม่เกิน 50,000 จุดภายในปี 2563 แต่สุดท้ายเป้าหมายดังกล่าวไม่สำเร็จ และแผนโรดแมปอาเซียนฉบับแรกก็หมดอายุลงโดยไม่สามารถทำให้ภูมิภาคปลอดหมอกควันได้ ข้อมูลของ Rocket Media Lab สะท้อนว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลไกอาเซียนจำนวนมากยังทำหน้าที่เป็นกรอบหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทบทวนแผน มากกว่าจะเป็นเครื่องมือบังคับใช้ที่ทำให้แต่ละประเทศต้องแบกรับต้นทุนของการปล่อยควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง

แผนใหม่เกิดขึ้นแล้ว แต่คำถามเดิมยังค้างอยู่เรื่องการบังคับใช้

ในปี 2567 ไทย สปป.ลาว และเมียนมา ได้เปิดตัวยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy อย่างเป็นทางการ กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่าแผนปฏิบัติการร่วมนี้เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือระดับ PM2.5 ที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค และมุ่งพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงไฟ การเสริมศักยภาพ และการประสานงานระหว่างสามประเทศให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยังกล่าวในพิธีเปิดเมื่อ 29 ตุลาคม 2567 ว่า ปัญหา PM2.5 ในภูมิภาคมีหลายแหล่งกำเนิด ทั้งอุตสาหกรรม คมนาคม ไฟป่า และการเผาเกษตร และต้องอาศัยการลงมือร่วมกันแบบจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงการย้ำเจตนารมณ์ร่วมกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนใหม่เพิ่มขึ้น แต่คำถามสำคัญยังไม่เปลี่ยน คือใครจะรับผิดชอบเมื่อการเผาในประเทศหนึ่งกระทบคุณภาพอากาศของอีกประเทศหนึ่ง และกลไกใดจะทำให้คำมั่นร่วมกลายเป็นผลลัพธ์จริงได้ในภาคสนาม ประเด็นนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ซึ่งแม้อยู่ภายใต้ AATHP เช่นกัน แต่ยังออกกฎหมาย Transboundary Haze Pollution Act ของตัวเอง โดยเปิดทางให้ลงโทษบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกับหมอกควันข้ามแดนได้ แม้การกระทำนั้นจะเกิดนอกประเทศสิงคโปร์ บทลงโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สูงสุดคือปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมแล้วไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พร้อมให้ใช้ข้อมูลดาวเทียม ลม และอุตุนิยมวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐาน นี่ทำให้เห็นความต่างชัดเจนระหว่างกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคกับเครื่องมือบังคับใช้ระดับชาติที่มีเขี้ยวเล็บจริงกว่า

ไทยยกระดับเรื่องฝุ่นเป็นวาระอาเซียนแล้ว แต่การบ้านในภูมิภาคยังหนัก

รัฐบาลไทยได้ส่งสัญญาณชัดตั้งแต่ต้นปี 2568 ว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เพียงวาระแห่งชาติ แต่เป็นวาระอาเซียนด้วย สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลรายงานเมื่อ 26 มกราคม 2568 ว่านายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ระบุให้เรื่องฝุ่นเป็นทั้งวาระของไทยและอาเซียน พร้อมย้ำว่าประเทศเดียวไม่สามารถรับมือปัญหานี้ได้ลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือกับประเทศที่มีการเผาสูงและการบังคับใช้มาตรการในหลายระดับควบคู่กัน การประกาศเช่นนี้มีนัยสำคัญ เพราะยอมรับตรง ๆ ว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายไม่อาจแก้ได้ครบด้วยอำนาจของจังหวัดหรือแม้แต่รัฐบาลไทยฝ่ายเดียว

ถึงกระนั้น การยกเรื่องขึ้นเป็นวาระทางการเมืองยังไม่เท่ากับการทำให้ประชาชนเห็นผลเร็วพอในชีวิตประจำวัน คนเชียงรายไม่ได้วัดความคืบหน้าจากจำนวนบันทึกความเข้าใจหรือจำนวนเวทีเจรจา วัดจากคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้ลูกหลานจะออกไปโรงเรียนได้หรือไม่ ผู้สูงอายุจะหายใจไหวหรือเปล่า ร้านอาหารจะยังมีลูกค้านั่งได้หรือไม่ และสงกรานต์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเชื่อหรือไม่ว่าเชียงรายยังเป็นเมืองที่ใช้ชีวิตได้ นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายที่สุดของทั้งรัฐไทยและอาเซียน เพราะในที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายหมอกควันไม่ได้ถูกตัดสินในห้องประชุม แต่ถูกตัดสินที่ปอดของประชาชนและเศรษฐกิจของเมืองชายแดนอย่างเชียงรายทุกปี

บทเรียนที่เชียงรายควรถอด ไม่ใช่แค่ดับไฟให้ไว แต่ต้องลดการย้อนกลับของปัญหา

เมื่อประกอบข้อมูลรายวัน ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลเชิงโครงสร้างเข้าด้วยกัน บทเรียนแรกที่เชียงรายควรถอดคือ จังหวัดอาจทำได้ดีขึ้นในเรื่องการลดพื้นที่เผา แต่ยังต้องลงทุนมากกว่านี้กับระบบเตือนภัยและระบบคุ้มครองประชาชนในวันที่ฝุ่นยังมาแม้ไฟในพื้นที่จะลดลงแล้ว โครงการห้องปลอดฝุ่นและแอปแจ้งเตือนเรียลไทม์จึงควรถูกผลักให้เป็นระบบสาธารณะถาวร ไม่ใช่มาตรการทดลองเฉพาะฤดูฝุ่นปีนี้ เพราะในโลกที่ความเสี่ยงข้ามแดนยังอยู่ การมีสถานที่ปลอดภัย ข้อมูลแบบทันเวลา และช่องทางสาธารณสุขเชิงรุก คือเกราะที่ประชาชนต้องใช้จริงทุกปี

บทเรียนที่สองคือ ตัวชี้วัดต้องไม่ผลักปัญหาจากป่าไปเกษตร หรือจากเกษตรกลับไปป่า ข้อมูล Burnt Scar ภาคเหนือช่วงปี 2566 ถึง 2568 แสดงชัดว่า เมื่อความเข้มงวดเปลี่ยนจุดเน้น ตัวเลขการเผาในอีกภาคส่วนหนึ่งก็อาจเด้งขึ้นแทนได้ ถ้ารัฐประเมินความสำเร็จจาก KPI เฉพาะบางประเภทของพื้นที่โดยไม่มองภาพรวม ปัญหาจะไม่หายไปไหน แต่เพียงย้ายตำแหน่งเท่านั้น เชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่การเผาในป่าลดลงต่อเนื่อง ควรถูกใช้เป็นห้องทดลองเชิงนโยบายว่ากลไกใดทำงานได้จริง แล้วนำบทเรียนไปขยายผล พร้อมกันนั้นก็ต้องระวังไม่ให้ความสำเร็จในระดับจังหวัดกลบข้อเท็จจริงว่าฝุ่นรายวันยังขึ้นกับปัจจัยนอกพื้นที่อย่างมาก

บทเรียนที่สามคือ การเจรจาข้ามแดนต้องมีน้ำหนักเชิงปฏิบัติมากกว่าที่ผ่านมา ความร่วมมือระดับอาเซียนและอนุภูมิภาคมีประโยชน์ในแง่การวางกรอบและแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ถ้าไม่มีเครื่องมือบังคับใช้ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ หรือกลไกรับผิดที่ชัดเจน ปัญหาจะยังวนกลับมาในทุกฤดูแล้ง ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายต้องการไม่ใช่เพียงจำนวนการประชุมที่มากขึ้น แต่ต้องการผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เช่น แผนที่เสี่ยงไฟร่วมกัน ระบบสายด่วนที่ใช้งานได้จริง การแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนข้ามแดนแบบทันที และมาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำให้การเผามีต้นทุนสูงขึ้นกว่าปัจจุบัน ไม่เช่นนั้น 30 ปีของความร่วมมือก็จะยังคงเป็น 30 ปีของความคุ้นชินกับอากาศที่ไม่เคยปลอดภัยจริงเสียที

ปลายทางของเรื่องนี้ คือคืนลมหายใจให้ประชาชน ไม่ใช่เพียงลดตัวเลขบนรายงาน

สุดท้ายแล้ว เรื่องของฝุ่นที่เชียงรายไม่ควรถูกทำให้เป็นแค่การรายงานจุดความร้อนรายวัน หรือการแข่งขันว่าใครลดตัวเลขได้มากกว่ากันในแต่ละปี เพราะปลายทางที่แท้จริงคือการคืนสิทธิพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งให้ประชาชน นั่นคือสิทธิในการหายใจอากาศที่ปลอดภัย วันที่ 9 เมษายน 2569 จังหวัดยังพบจุดความร้อน 88 จุด เชียงของยังแดงเข้ม และภาคเหนือยังต้องพึ่งมาตรการห้องปลอดฝุ่น หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และการเจรจาข้ามแดนไปพร้อมกัน ภาพนี้บอกเราว่าปัญหายังไม่จบ แต่ก็ไม่ใช่ภาพที่สิ้นหวังเสียทีเดียว เพราะข้อมูลสามปีชี้ว่าเชียงรายลดพื้นที่เผาได้จริง ระบบสาธารณสุขเริ่มตอบโต้เชิงรุกมากขึ้น และภาครัฐท้องถิ่นก็เริ่มคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและข้อมูลเรียลไทม์ในแบบที่ใกล้ชีวิตประชาชนมากขึ้น

โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่แค่จะดับไฟวันนี้ให้หมดหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้เชียงรายไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกปี เมื่อถึงฤดูฝุ่น ประชาชนไม่ควรต้องหวังพึ่งเพียงลมเปลี่ยนทิศ ฝนตก หรือความเสียสละของจิตอาสาเพียงอย่างเดียว ควรมีระบบที่ทำให้การป้องกัน การเตือน การรักษา และการเจรจาทำงานต่อเนื่องเป็นโครงสร้างเดียวกัน เมื่อถึงวันนั้น คำถามที่ว่าเชียงรายต้องนั่งประชุมอีกกี่ครั้งจึงจะรับมือฝุ่นได้สำเร็จ อาจไม่จำเป็นต้องถูกถามซ้ำอีกต่อไป เพราะคำตอบจะไม่ได้อยู่บนโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงรายที่เริ่มหายใจได้เต็มปอดขึ้นจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่เชียงราย
  • กระทรวงสาธารณสุข
  • ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution
  • เอกสาร The Second Haze-Free Roadmap 2023-2030 ของอาเซียน ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้อาเซียนปลอดหมอกควันข้ามแดนภายในปี 2030
  • กระทรวงการต่างประเทศ
  • Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล Burnt Scar จาก GISTDA
  • เอกสารของสิงคโปร์เกี่ยวกับ Transboundary Haze Pollution Act ซึ่งระบุบทลงโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อวัน และรวมไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รวมถึงการใช้ข้อมูลดาวเทียมและอุตุนิยมวิทยาเป็นหลักฐานประกอบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รับมือวิกฤตพลังงานโลก! กอ.รมน.เชียงรายตรวจสถานีบริการน้ำมัน ยันราคาตรงปก สต็อกมีพอใช้ตลอดสงกรานต์

Summary
  • กอ.รมน.เชียงรายร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นตรวจปั๊มน้ำมัน คุมเข้มราคาสต็อก และคุณภาพเชื้อเพลิง

  • ผลตรวจยันราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังปกติ สต็อกเพียงพอรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์

  • จังหวัดตั้งจุดตรวจ 11 จุดในพื้นที่ชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบ

  • เรือน้ำมันดิบล็อตใหญ่ 7 แสนบาร์เรลถึงโรงกลั่นไทยแล้ว ช่วยประคองความเชื่อมั่นในห่วงโซ่การผลิต

  • รัฐยันน้ำมันดิบสำรองมีพอใช้ 2 เดือน และจะเริ่มมาตรการประหยัดหลังวันที่ 20 เมษายนนี้

กอ.รมน.เชียงรายลงพื้นที่คุมเข้มสต็อกน้ำมัน รับมือแรงสั่นสะเทือนตะวันออกกลาง ขณะภาครัฐและเอกชนเร่งประคองความเชื่อมั่นก่อนสงกรานต์

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – เช้าวันที่ผู้คนจำนวนมากเริ่มจับตาป้ายราคาน้ำมันมากกว่าที่เคย จังหวัดเชียงรายเลือกตอบคำถามของสังคมด้วยการลงพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการชี้แจงผ่านเอกสาร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย หรือ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย บูรณาการกำลังร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 37 สรรพสามิตจังหวัดเชียงราย ตำรวจ พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อติดตามทั้งระดับราคาขายปลีก ปริมาณน้ำมันสำรอง คุณภาพน้ำมัน และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจกระทบต่อประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเปราะบาง แม้จุดเริ่มต้นของแรงกดดันจะอยู่ไกลจากภาคเหนือของไทยหลายพันกิโลเมตร แต่ผลสะเทือนทางเศรษฐกิจกลับเดินทางมาถึงหน้าปั๊มในเชียงรายอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้ภารกิจครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการตรวจสถานีบริการตามรอบปกติ เพราะมันคือการรักษาความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และชุมชนในจังหวัดที่กำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลเดินทางใหญ่ของปี

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่จังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางภารกิจสองด้านที่ต้องเดินควบคู่กัน ด้านแรกคือทำให้ประชาชนมั่นใจว่าเชื้อเพลิงยังเพียงพอสำหรับการเดินทางในช่วงสงกรานต์ ด้านที่สองคือทำให้ตลาดเชื่อว่ารัฐยังควบคุมสถานการณ์ได้และจะไม่ปล่อยให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันควร ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้ติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างใกล้ชิดก่อนหน้านี้แล้ว โดยประเมินว่าปริมาณน้ำมันในพื้นที่ยังมีเสถียรภาพเพียงพอรองรับการใช้ในช่วงเทศกาล แต่ก็ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการใช้น้ำมันของภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคก่อสร้าง และภาคส่วนอื่นเพิ่มเติม เพื่อประสานส่วนกลางทันทีหากจำเป็น การตรวจเข้มของ กอ.รมน.ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การทำงานแยกส่วน เป็นส่วนหนึ่งของแผนประคองสถานการณ์พลังงานทั้งจังหวัดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ประชาชนจับตาอย่างใกล้ชิด

ภาพจากการตรวจจริงสะท้อนว่าเชียงรายยังคุมสถานการณ์หน้าปั๊มได้

จากข้อมูลเผยแพร่ของจังหวัดเชียงราย จุดตรวจสอบครั้งนี้อยู่ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงคอสโม บริษัท ยอดเหนือปิโตรเลียม จำกัด ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งการแสดงราคาน้ำมันบริเวณป้ายหน้าสถานีและที่หัวจ่าย พบว่าราคาแสดงตรงกันชัดเจน และยังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังตรวจสอบระดับน้ำมันสำรองภายในสถานี พบว่ามีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไม่พบการกักตุนสินค้า การปฏิเสธการจำหน่าย หรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค ผู้ประกอบการยังให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลสต็อกน้ำมันอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญว่าอย่างน้อยในระดับปลายทางของจังหวัด สถานการณ์ยังไม่ลุกลามไปสู่ภาวะตื่นตระหนกหรือความตึงตัวแบบที่ประชาชนจำนวนหนึ่งกังวลกันในช่วงก่อนหน้า

ข้อค้นพบลักษณะนี้มีน้ำหนักมาก เพราะในภาวะที่ข่าวสารเรื่องวิกฤตพลังงานกระจายตัวเร็ว ความกลัวมักเดินเร็วกว่าข้อเท็จจริง ถ้าประชาชนเชื่อว่าน้ำมันกำลังขาดแคลน ก็อาจเกิดการเติมเกินจำเป็นหรือกักตุนโดยสมัครใจ ซึ่งจะยิ่งเร่งให้สถานการณ์ตึงตัวขึ้นกว่าความเป็นจริง การที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แล้วพบว่าราคาไม่ถูกปรับขึ้น สต็อกยังเพียงพอ และสถานีบริการยังจำหน่ายตามปกติ จึงช่วยหักล้างความกังวลบางส่วนได้ในระดับภาคสนาม ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ยังได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และห้ามฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่ นี่คือสารที่รัฐต้องการส่งออกไปให้ชัดว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องของตลาดอย่างเดียว แต่ยังมีระบบกำกับดูแลรองรับอยู่ตลอดเวลา

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่น้ำมัน แต่กระทบจิตวิทยาตลาดด้วย

มองให้ลึกกว่าป้ายราคาหน้าปั๊ม จะเห็นว่าวิกฤตพลังงานรอบนี้มีผลมากในเชิงจิตวิทยา เพราะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้คำถามเรื่องการจัดหาน้ำมันกลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้ง ในระดับระหว่างประเทศ มีรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่าไทยแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน โดยหวังว่าจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและลดแรงกดดันด้านพลังงานที่กระทบหลายประเทศรวมถึงไทยด้วย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการทูตไทยเองก็ยอมรับว่าสถานการณ์ยังไม่มั่นคงเต็มที่ และยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะแม้จะมีช่วงพักการสู้รบ ความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงานโลกก็ยังไม่หายไปทั้งหมด

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่จังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่เพียงรอให้ส่วนกลางประกาศมาตรการ แต่ต้องแปลงความไม่แน่นอนระดับโลกให้กลายเป็นการบริหารความเสี่ยงระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรวจสต็อกน้ำมัน การจัดชุดสายตรวจ การติดตามเส้นทางลักลอบขนส่งชายแดน และการสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่าจังหวัดกำลังทำอะไรอยู่ เพราะในโลกของพลังงาน ความมั่นใจคือส่วนหนึ่งของเสถียรภาพ ประชาชนเชื่อว่าระบบยังทำงาน น้ำมันยังมีจำหน่าย และราคายังถูกกำกับดูแล โอกาสที่จะเกิดภาวะตื่นตระหนกก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบางจากที่ถึงศรีราชา ช่วยเติมน้ำหนักให้ความเชื่อมั่นตลาดไทย

หนึ่งในข่าวที่ช่วยประคองบรรยากาศพลังงานของประเทศในช่วงเดียวกัน คือการที่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้เดินทางถึงท่าเรือโรงกลั่นบางจาก ศรีราชาอย่างปลอดภัย หลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาได้ โดยบริษัทระบุว่าเรือลำดังกล่าวบรรทุกน้ำมันดิบประมาณ 700,000 บาร์เรล และการขนส่งครั้งนี้เป็นไปตามแผนจัดหาน้ำมันดิบของบริษัทเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการกลั่นและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งตลาดและสังคม เพราะเป็นหลักฐานรูปธรรมว่าสายส่งพลังงานจากตะวันออกกลางมายังไทยยังไม่สะดุดจนถึงขั้นกระทบการผลิตในประเทศทันที

บางจากยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันบริษัทมีน้ำมันดิบสำรองรองรับการผลิตได้ประมาณสองเดือน และการส่งมอบน้ำมันดิบให้โรงกลั่นทั้งที่พระโขนงและศรีราชายังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ บริษัทจึงยังสามารถเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐและจัดหาผลิตภัณฑ์พลังงานให้ผู้บริโภคได้ตามปกติในระยะนี้ ข้อเท็จจริงชุดนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมระดับจังหวัดอย่างเชียงรายจึงยังประเมินว่าสถานการณ์น้ำมันช่วงสงกรานต์อยู่ในภาวะมีเสถียรภาพ เพราะเมื่อห่วงโซ่ต้นน้ำระดับประเทศยังไม่สะดุดทันที จังหวัดปลายทางก็ยังมีพื้นที่บริหารจัดการสต็อกและการกระจายได้ดีขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ย้ำว่าความมั่นใจครั้งนี้ตั้งอยู่บนการติดตามใกล้ชิดต่อเนื่อง ไม่ใช่การปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปเองโดยอัตโนมัติ

เชียงรายกำลังทำงานมากกว่าการตรวจปั๊ม เพราะชายแดนคืออีกสมการหนึ่งของพลังงาน

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย เรื่องพลังงานไม่ได้จบที่ปั๊มน้ำมันในตัวเมือง เพราะยังมีมิติของการลักลอบขนส่งและการเคลื่อนย้ายสินค้าเชื้อเพลิงข้ามพื้นที่ที่ต้องจับตา สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานก่อนหน้านี้ว่า จังหวัดได้ตั้งจุดตรวจรวม 11 จุด เพื่อควบคุมการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด โดยบูรณาการการทำงานของสรรพสามิต ตำรวจ และศุลกากร ยกเว้นเฉพาะกรณีการส่งออกหรือผ่านแดนที่มีเอกสารกำกับชัดเจน มาตรการลักษณะนี้อาจดูเป็นงานเชิงป้องกันที่ไม่หวือหวา แต่ในภาวะวิกฤตมันคือกลไกสำคัญที่จะไม่ปล่อยให้น้ำมันในระบบภายในจังหวัดรั่วไหลไปยังช่องทางผิดกฎหมายจนกระทบต่อความเพียงพอของประชาชนในพื้นที่เอง

เมื่อประกอบกับการตรวจสอบสถานีบริการโดยตรงของ กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย ภาพจึงชัดขึ้นว่า จังหวัดกำลังบริหารพลังงานด้วยสองมือพร้อมกัน มือหนึ่งดูแลตลาดค้าปลีกไม่ให้เกิดการขึ้นราคาเกินเหตุหรือกักตุน อีกมือหนึ่งคุมเส้นทางและปริมาณการเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงไม่ให้ออกจากระบบโดยมิชอบ วิธีคิดแบบนี้สำคัญมากสำหรับพื้นที่ชายแดนที่มีทั้งการสัญจรหนาแน่นและโอกาสเกิดการลักลอบสูงกว่าหลายจังหวัดภายในประเทศ ถ้าละเลยมิติชายแดน แม้ปั๊มในเมืองจะยังดูปกติ แต่ความตึงตัวของสต็อกก็อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ได้ในเวลาสั้น ๆ

ช่วงก่อนสงกรานต์คือบททดสอบจริงของการบริหารพลังงานท้องถิ่น

สิ่งที่ทำให้การตรวจคลังและปั๊มน้ำมันครั้งนี้มีความหมายมากขึ้น คือจังหวะเวลา เพราะเกิดขึ้นก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติจากการเดินทางกลับภูมิลำเนา การท่องเที่ยว และกิจกรรมเศรษฐกิจในชนบท ข้อมูลของจังหวัดเชียงรายระบุว่ามีการเตรียมพร้อมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงรอบด้าน รวมทั้งการสำรองน้ำมันในภาวะฉุกเฉิน โดยเฉพาะสำหรับรถฉุกเฉินและภารกิจจำเป็นอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานการณ์ตามเส้นทางหลักอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่กำลังจะเดินทาง นี่ทำให้การตรวจของ กอ.รมน.ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของแผนรับมือเทศกาลที่ใหญ่กว่านั้นมาก

นอกจากประเด็นปริมาณน้ำมันแล้ว จังหวัดยังผลักดันการสื่อสารข้อมูลผ่านหลายช่องทาง รวมถึงการแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อช่วยลดความไม่แน่นอนในการเดินทาง วิธีการเช่นนี้สะท้อนการปรับตัวของภาครัฐในยุคที่การบริหารวิกฤตไม่ได้อาศัยเพียงคำสั่งจากบนลงล่างอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้วยตัวเองได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อข้อมูลเดินทางถึงมือผู้ใช้ได้ทันเวลา ความกังวลก็จะลดลง และการตัดสินใจของประชาชนจะอยู่บนฐานข้อเท็จจริงมากกว่าข่าวลือ

ระดับชาติยังส่งสัญญาณประหยัดพลังงาน ทำให้จังหวัดต้องเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น

ในภาพใหญ่กว่านั้น รัฐบาลกลางยังคงส่งสัญญาณชัดว่าประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนด้านพลังงานอย่างจริงจัง สำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายนว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า หากมีการใช้มาตรการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วงกลางคืน จะเริ่มหลังวันที่ 20 เมษายน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ พร้อมย้ำความจำเป็นของมาตรการประหยัดพลังงานในช่วงที่โลกยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นั่นหมายความว่า ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำงานเชิงรุกในห้วงเวลานี้ เพื่อซื้อเวลาให้ประชาชนผ่านช่วงการเดินทางสำคัญไปก่อน และลดโอกาสเกิดภาวะตึงตัวทางสังคมมาตรการส่วนกลางเข้มขึ้นในระยะถัดไป

เมื่อเทียบกับข่าวการถึงท่าเรือของน้ำมันดิบบางจาก จะเห็นว่าสถานการณ์พลังงานไทยในเวลานี้มีทั้งสัญญาณบวกและสัญญาณเตือนอยู่พร้อมกัน ด้านหนึ่งยังมีน้ำมันดิบเข้าสู่ระบบและโรงกลั่นยังเดินเครื่องตามแผน อีกด้านหนึ่งภาครัฐยังไม่ประมาทและเตรียมมาตรการประหยัดการใช้น้ำมันไว้รองรับ นี่คือเหตุผลว่าทำไมภารกิจของ กอ.รมน.เชียงรายในการตรวจราคาและสต็อกจึงไม่ใช่งานตรวจทั่วไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการทำงานแบบเฝ้าหน้าด่านในห้วงที่ตลาดพลังงานทั้งระบบยังไม่กลับสู่ภาวะนิ่งสนิท

เชียงรายยังไม่อยู่ในภาวะขาดแคลน แต่กำลังบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

เชียงรายยังไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันในเชิงปริมาณ สถานีบริการที่ถูกตรวจยังมีสต็อกเพียงพอ ราคายังไม่ถูกปรับขึ้นผิดปกติ จังหวัดยังประเมินว่าน้ำมันในพื้นที่มีเสถียรภาพรองรับสงกรานต์ได้ และห่วงโซ่ต้นน้ำระดับประเทศยังมีสัญญาณบวกจากการที่น้ำมันดิบล็อตสำคัญเดินทางถึงโรงกลั่นศรีราชาอย่างปลอดภัย แต่ขณะเดียวกัน ทุกระดับของรัฐก็ยังปฏิบัติต่อสถานการณ์นี้ในฐานะความเสี่ยงที่ต้องติดตามวันต่อวัน ไม่ใช่เรื่องที่ปล่อยผ่านได้ด้วยความสบายใจ นี่คือจุดที่ควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพราะการสื่อสารว่าของยังพอ ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเปราะบาง และการลงพื้นที่ตรวจเข้ม ก็ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์กำลังวิกฤตจนควบคุมไม่ได้ เป็นการรักษาระยะห่างระหว่างความเสี่ยงกับความเสียหายจริงไม่ให้เข้ามาใกล้เกินไป

สำหรับประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้จึงอาจไม่ใช่การเร่งเติมน้ำมันเกินจำเป็น แต่คือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้เชื้อเพลิงอย่างรู้คุณค่า และไม่ขยายความวิตกจากข่าวลือที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ ส่วนสำหรับภาครัฐ บททดสอบต่อจากนี้คือการทำให้มาตรการเฝ้าระวังทั้งด้านราคา สต็อก การขนส่ง และการสื่อสาร เดินไปพร้อมกันโดยไม่สะดุด เพราะในโลกที่ปัญหาระดับภูมิรัฐศาสตร์สามารถไหลมาถึงชีวิตคนริมถนนในเชียงรายได้ภายในไม่กี่วัน ความพร้อมที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำมันอย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีระบบรับมือที่ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่ารัฐยังอยู่กับสถานการณ์ตลอดเวลา และยังพยายามกันไม่ให้แรงกระแทกจากโลกภายนอกกลายเป็นภาระหนักเกินไปสำหรับชีวิตประจำวันของคนในจังหวัดนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กอ.รมน.จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด มหาชน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้มสต๊อกน้ำมันพร้อมงดภาษีหัวจ่าย 3 เดือน มุ่งพยุงเศรษฐกิจฐานล่างก่อนมาตรการคุมเวลาเปิดปั๊ม

Summary
  • สภา อบจ.เชียงราย มีมติเห็นชอบยกเลิกการจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน เริ่ม 9 เม.ย. 69

  • มาตรการนี้มุ่งลดราคาขายปลีกหน้าปั๊ม เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนขนส่งสินค้าให้ประชาชน

  • จังหวัดสั่งตั้งจุดตรวจ 11 จุดชายแดน ป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบในช่วงวิกฤต

  • นโยบายท้องถิ่นสอดคล้องกับ มติ กบง. ที่ลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลลง 2 บาทต่อลิตรในวันเดียวกัน

  • เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนรัฐบาลเริ่มมาตรการคุมเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันหลังวันที่ 20 เม.ย. นี้

อบจ.เชียงรายขยับลดภาระน้ำมัน 3 เดือน ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กดค่าครองชีพทั้งจังหวัด

เชียงราย,9 เมษายน 2569 – ในช่วงที่ราคาพลังงานกลายเป็นตัวเร่งให้ค่าครองชีพขยับขึ้นแทบทุกวัน จังหวัดเชียงรายเลือกตอบโจทย์นี้ด้วยมาตรการเชิงท้องถิ่นที่จับต้องได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง คือการเดินหน้ายกเลิกการจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้เม็ดเงินส่วนนี้กลับไปอยู่ในกระเป๋าประชาชนมากขึ้นในจังหวะที่ต้นทุนเดินทาง ต้นทุนขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกำลังถูกกดจากวิกฤตพลังงานระดับโลก โดยข้อมูลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเผยแพร่ระบุว่า ที่ประชุมสภา อบจ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ได้เห็นชอบในหลักการดังกล่าว และกำหนดกรอบดำเนินงานให้เข้าสู่กระบวนการออกข้อบัญญัติในวันเดียวกัน ก่อนตั้งเป้าให้มาตรการมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนทั่วจังหวัดโดยเร็วที่สุด

มาตรการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ปัญหาพลังงานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังไหลผ่านจากระดับโลกสู่ระดับชุมชนอย่างชัดเจน รัฐบาลกลางกำลังเร่งใช้นโยบายหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การขอความร่วมมือประหยัดการใช้น้ำมัน และการเตรียมมาตรการควบคุมเวลาเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ระดับจังหวัดอย่างเชียงรายต้องทำงานคู่ขนาน คือรักษาเสถียรภาพน้ำมันในพื้นที่ให้เพียงพอ และหามาตรการเฉพาะหน้าเพื่อลดแรงกดดันต่อประชาชนให้เร็วที่สุด การยกเลิกภาษีหัวจ่ายน้ำมันจึงเป็นทั้งมาตรการด้านรายได้ท้องถิ่นและเครื่องมือด้านสังคมที่สะท้อนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังถูกคาดหวังให้ช่วยรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยเป็นมา

แรงกดดันจากวิกฤตโลกเดินทางมาถึงปั๊มน้ำมันในเชียงราย

แกนสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ความจริงข้อหนึ่งซึ่งปฏิเสธได้ยาก นั่นคือ เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน จังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายย่อมหลีกไม่พ้นผลกระทบ เพราะน้ำมันไม่ใช่เพียงเชื้อเพลิงของรถยนต์ แต่เป็นต้นทุนซ่อนอยู่ในแทบทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่รถรับส่งแรงงาน รถเกษตร รถขนผักผลไม้ รถโดยสาร ไปจนถึงราคาสินค้าในร้านโชห่วยและตลาดสด ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้ประชุมติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 และประเมินว่าการใช้พลังงานในพื้นที่ช่วงสงกรานต์ยังอยู่ในภาวะมีเสถียรภาพ สามารถรองรับความต้องการได้อย่างเพียงพอ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีการสำรวจความต้องการใช้น้ำมันของภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรม ภาคก่อสร้าง และภาคส่วนอื่นอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานขอรับการสนับสนุนจากส่วนกลางทันทีจำเป็น

สิ่งที่น่าสนใจคือ เชียงรายไม่ได้มองปัญหาเฉพาะในเชิงปริมาณน้ำมัน แต่ขยับไปถึงการบริหารความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย จังหวัดจึงเร่งสำรวจสต๊อกน้ำมันในสถานีบริการ ประเมินความเพียงพอของเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาล จัดชุดสายตรวจติดตามสถานการณ์ตามเส้นทางหลัก และกำหนดแนวทางควบคุมการจำหน่ายน้ำมันในบางกลุ่มให้ชัด เช่น เกษตรกรที่เติมแบบบรรจุถังต้องแสดงหลักฐานทะเบียนเกษตรกร ส่วนภาคงานก่อสร้างต้องแสดงเอกสารสัญญาจ้างและรายละเอียดการใช้งาน ขณะเดียวกันยังตั้งจุดตรวจในพื้นที่ชายแดนรวม 11 จุด เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกระบบ มาตรการเหล่านี้สะท้อนว่า แม้จังหวัดจะยังยืนยันว่าเชื้อเพลิงเพียงพอ แต่การบริหารความเสี่ยงได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างจริงจัง

สภา อบจ.เชียงรายเลือกใช้เครื่องมือทางท้องถิ่นเข้าช่วยประชาชน

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้หยิบเครื่องมือที่อยู่ในมือของตัวเองขึ้นมาใช้ นั่นคือกลไกภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากการค้าน้ำมัน ซึ่งตามข้อมูลที่ อบจ.เชียงรายเผยแพร่ ที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ซึ่งมีนายประเสริฐ ชุ่มเมืองเย็น ประธานสภา อบจ. เป็นผู้ดำเนินการประชุม ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ภายหลังนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ชี้แจงถึงผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และเสนอให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อนำภาษีส่วนนี้กลับไปลดราคาน้ำมันและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการทั้งหมด และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้มีผลโดยเร็ว

นัยสำคัญของมติครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนสตางค์ต่อหนึ่งลิตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การส่งสัญญาณเชิงนโยบายว่า ท้องถิ่นพร้อมใช้รายได้ของตนเป็นกันชนระยะสั้นให้ประชาชน ในสถานการณ์ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียกร้องมาตรการซับซ้อน แต่ต้องการความช่วยเหลือที่รู้สึกได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับหลายครอบครัวในเชียงราย ภาระน้ำมันไม่ได้กระทบเฉพาะการขับรถไปทำงาน ยังกระทบค่าโดยสาร ค่าขนส่งผลผลิต และราคาสินค้าที่ต้องซื้อทุกวัน เมื่อราคาพลังงานกลายเป็นต้นทุนกลางของทุกภาคส่วน การคืนพื้นที่ให้ราคาน้ำมันขยับลงแม้เพียงบางส่วน ย่อมมีความหมายทางสังคมมากกว่าตัวเลขที่เห็นบนป้ายหน้าปั๊ม

มาตรการ 3 เดือนช่วยอะไรได้บ้าง และมีขอบเขตแค่ไหน

หลายคนอาจคิดว่าการยกเลิกภาษีหัวจ่ายน้ำมันเป็นเพียงการลดราคาที่ปลายทาง แต่ในเชิงผลกระทบจริง มาตรการนี้มีความหมายมากกว่านั้น เพราะมันเป็นมาตรการเร่งด่วนที่มุ่งพยุงกำลังซื้อในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องรับแรงกระแทกพร้อมกันหลายทาง ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และต้นทุนประกอบอาชีพ ข้อมูลที่ อบจ.เชียงรายเผยแพร่ระบุว่า จังหวัดกำหนดกรอบเวลาให้มาตรการนี้ใช้ต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งหมายความว่า จังหวัดตั้งใจให้เป็นเครื่องมือประคองสถานการณ์ในช่วงวิกฤต ไม่ใช่นโยบายถาวร การวางระยะเวลาเช่นนี้ยังสะท้อนอีกด้านว่า ท้องถิ่นตระหนักถึงข้อจำกัดด้านรายได้ของตัวเอง และพยายามออกแบบนโยบายให้สมดุลระหว่างการช่วยประชาชนกับการรักษาฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้ด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาพลังงานทั้งระบบได้ด้วยตัวเอง เพราะต้นตอของวิกฤตอยู่ไกลกว่าระดับจังหวัดมาก และยังโยงกับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศด้วย มีรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า กบง.มีมติลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตร และการลดลงดังกล่าวส่งผ่านถึงราคาขายปลีกเต็มจำนวน ราคาหน้าปั๊มอาจลดได้ราว 2.14 บาทต่อลิตรหลังรวมผลของภาษีที่ลดลงตามไปด้วย ข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพชัดว่า มาตรการของเชียงรายเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับการขยับของนโยบายส่วนกลาง จึงอาจทำให้ผลบรรเทาภาระของประชาชนมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าการลดภาษีท้องถิ่นเพียงลำพัง

กฎหมายเปิดทางให้ท้องถิ่นใช้ภาษีน้ำมันเป็นเครื่องมือได้

หัวใจทางกฎหมายของมาตรการนี้อยู่ที่อำนาจขององค์การบริหารส่วนจังหวัดในการออกข้อบัญญัติเกี่ยวกับภาษีจากการค้าน้ำมันในเขตจังหวัด โดยข้อมูลจากแหล่งกฎหมายและเอกสารอธิบายขั้นตอนการจัดเก็บภาษีน้ำมันของ อบจ.ในหลายจังหวัดระบุสอดคล้องกันว่า กฎหมายให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดออกข้อบัญญัติจัดเก็บภาษีบำรุงองค์การบริหารส่วนจังหวัดจากสถานค้าปลีกน้ำมันในเขตจังหวัดได้ และกำหนดเพดานอัตราไว้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ การที่เชียงรายเลือกเสนอแก้ไขข้อบัญญัติเพื่อ “งดเก็บชั่วคราว” จึงไม่ใช่การใช้อำนาจนอกกรอบ เป็นการใช้กลไกกฎหมายท้องถิ่นที่มีอยู่เพื่อเปลี่ยนภาษีจากเครื่องมือหารายได้ไปเป็นเครื่องมือบรรเทาความเดือดร้อนในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนทางกฎหมายเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เส้นชัย เพราะเมื่อมาตรการเข้าสู่การบังคับใช้จริง คำถามถัดไปคือจะส่งผ่านส่วนลดไปถึงผู้บริโภคได้ครบถ้วนเพียงใด และจะมีระบบกำกับติดตามอย่างไรไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อนในทางปฏิบัติ นี่คือโจทย์ที่ท้องถิ่นต้องตอบให้ได้อย่างโปร่งใส เพราะยิ่งนโยบายเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันซึ่งประชาชนเห็นอยู่ทุกวัน ความคาดหวังก็ยิ่งสูง และการสื่อสารไม่ชัดพอ ก็อาจเกิดช่องว่างระหว่างมติของสภากับความรู้สึกจริงของผู้ใช้รถและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ง่ายกว่านโยบายประเภทอื่น

เชียงรายพยายามพยุงสถานการณ์ก่อนสงกรานต์ ไม่ใช่แค่ลดราคาแต่ต้องคุมการไหลของน้ำมันด้วย

อีกชั้นหนึ่งของภาพรวมพลังงานเชียงรายในเวลานี้ คือการเตรียมพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมักเป็นช่วงที่ความต้องการใช้น้ำมันขยับสูงขึ้นทั้งจากการเดินทางกลับภูมิลำเนา การท่องเที่ยว และกิจกรรมเศรษฐกิจในท้องถิ่น ข้อมูลจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดได้เตรียมความพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างรอบด้าน ทั้งการสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน การติดตามสต๊อกในสถานีบริการ และการประสานส่วนกลางเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของหลายภาคส่วน ขณะเดียวกันยังเร่งสื่อสารข้อมูลผ่านหลายช่องทาง รวมถึงการแนะนำให้ประชาชนใช้แอปพลิเคชัน Fuel Now เพื่อตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ เพิ่มความสะดวกและลดความกังวลเรื่องการเข้าถึงเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาล

มิติที่สำคัญไม่แพ้กันคือพื้นที่ชายแดนของเชียงราย ซึ่งเชื่อมโยงทั้งการค้า การขนส่ง และความเสี่ยงจากการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบ จังหวัดจึงตั้งจุดตรวจรวม 11 จุดและบูรณาการการทำงานของสรรพสามิต ตำรวจ และศุลกากรเพื่อควบคุมการลำเลียงน้ำมันอย่างเข้มงวด สิ่งนี้สะท้อนว่าการบริหารพลังงานของเชียงรายไม่ได้มองแค่ “มีน้ำมันพอไหม” แต่รวมถึง “น้ำมันจะอยู่ในระบบที่ควรอยู่หรือไม่” ด้วย เพราะเกิดภาวะรั่วไหลหรือการกักตุนในช่วงวิกฤต ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่ที่บางอำเภอ แต่จะลามไปทั้งจังหวัดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเดินทางหนาแน่นอย่างสงกรานต์

เมื่อรัฐบาลกลางเตรียมคุมเวลาเปิดปิดปั๊ม ท้องถิ่นจึงต้องเร่งหายใจให้ประชาชน

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลกลางก็ส่งสัญญาณมาตรการที่เข้มขึ้นต่อการใช้น้ำมัน โดยสำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐรายงานเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่า นายกรัฐมนตรีระบุว่า จะใช้มาตรการเปิดปิดสถานีบริการน้ำมันในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 05.00 น. จะเริ่มดำเนินการหลังวันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ได้ก่อน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลกำลังเร่งวางมาตรการประหยัดพลังงานและปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่ได้กระทบเฉพาะราคาน้ำมัน แต่ยังกระทบวัตถุดิบอุตสาหกรรมและต้นทุนสินค้าหลายประเภทอย่างต่อเนื่อง

เมื่อประกบกับมติของ อบจ.เชียงราย ภาพที่ชัดขึ้นคือ ระดับจังหวัดกำลังทำหน้าที่คล้ายเบาะรองแรงกระแทกในช่วงรอยต่อก่อนมาตรการส่วนกลางจะเดินหน้าเต็มรูปแบบ เชียงรายจึงไม่ได้เพียงลดราคาน้ำมันในเชิงสัญลักษณ์ แต่กำลังพยายามซื้อเวลาให้ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ได้ปรับตัวก่อนมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันในวงกว้างจะเริ่มเข้มขึ้น นี่คือความสำคัญของนโยบายท้องถิ่นในยามวิกฤต เพราะหลายครั้งสิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ขนาดใหญ่ แต่คือมาตรการที่ช่วยลดภาระตรงหน้าให้ผ่านสัปดาห์หรือเดือนที่ยากที่สุดไปก่อน

นโยบายนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของท้องถิ่นในยุคต้นทุนผันผวน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายจึงน่าสนใจมากกว่าการงดเก็บภาษีน้ำมัน 3 เดือน เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากหน่วยบริการพื้นฐาน ไปสู่หน่วยนโยบายเชิงรุกที่ต้องตัดสินใจเร็วภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ส่งตรงถึงประชาชน วันหนึ่งท้องถิ่นอาจต้องดูแลถนน น้ำประปา และขยะ แต่ในอีกวันก็ต้องคิดเรื่องพลังงาน ค่าครองชีพ และการประคองเศรษฐกิจในระดับจังหวัดไปพร้อมกัน มาตรการของ อบจ.เชียงรายจึงเป็นตัวอย่างของการใช้ “เครื่องมือรายได้” มาเปลี่ยนเป็น “เครื่องมือเยียวยา” ในช่วงเวลาที่ประชาชนสัมผัสปัญหาได้ทุกวันจากป้ายราคาน้ำมันหน้าปั๊มและราคาสินค้าตามตลาด

แน่นอนว่ามาตรการนี้ยังต้องถูกติดตามผลอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ว่าราคาน้ำมันที่ประชาชนจ่ายจริงลดลงเพียงใด การจัดเก็บรายได้ของ อบจ.จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน และเมื่อครบ 3 เดือน จังหวัดจะมีนโยบายต่อเนื่องอย่างไร วิกฤตพลังงานโลกยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ในเชิงการเมืองสาธารณะและการบริหารท้องถิ่น มติครั้งนี้ได้ฝากข้อความสำคัญไว้ชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ปัญหาระดับโลกไหลลงมาถึงชีวิตคนในชุมชน หน่วยงานที่อยู่ใกล้ประชาชนที่สุดไม่อาจยืนดูอยู่เฉย ๆ ได้อีกต่อไป

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่ตัวเลขหน้าปั๊ม

ในระยะสั้น คนเชียงรายอาจมองผลของมาตรการนี้ผ่านตัวเลขที่จ่ายจริงหน้าปั๊ม แต่ในระยะยาว สิ่งที่มีค่ามากไม่แพ้กันคือความเชื่อมั่นว่าจังหวัดยังมีคนคอยบริหารสถานการณ์อยู่ ความเชื่อมั่นนั้นเกิดจากหลายชั้น ทั้งการที่จังหวัดยืนยันว่าน้ำมันยังเพียงพอในช่วงสงกรานต์ การที่ท้องถิ่นยอมลดรายได้บางส่วนเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชน และการที่ส่วนกลางเริ่มขยับลดราคาหน้าโรงกลั่นควบคู่กันไป ทั้งสามระดับทำงานเชื่อมกันได้จริง เชียงรายก็อาจผ่านช่วงตึงตัวของพลังงานรอบนี้ไปได้ด้วยความเสียหายน้อยกว่าที่กังวลกันในตอนแรก

แต่ถ้าลึกกว่านั้น เรื่องนี้ยังเตือนอีกอย่างว่า เศรษฐกิจท้องถิ่นในยุคปัจจุบันเปราะบางต่อแรงสั่นสะเทือนของโลกมากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นสงคราม เส้นทางพลังงาน หรือราคาวัตถุดิบ สิ่งที่เกิดห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรสามารถย้อนกลับมาหาคนขับรถส่งผัก คนทำไร่ คนขับรถรับจ้าง และครอบครัวธรรมดาในเชียงรายได้ภายในเวลาไม่กี่วัน การตัดสินใจของ อบจ.เชียงรายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงมาตรการลดภาษีชั่วคราว เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่การเมืองท้องถิ่นต้องรับมือปัญหาระดับโลกด้วยเครื่องมือที่มีจำกัด แต่ต้องตัดสินใจให้ไวพอและใกล้ชีวิตประชาชนมากพอจะสร้างผลได้จริงในเวลาที่จำเป็นที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • พลังงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยืนยันน้ำประปา กปภ. และผักผลไม้ปลอดภัยจากสารหนู แต่ยังคุมเข้มตรวจซ้ำและเฝ้าระวังเครื่องในปลา

Summary
  • ผลตรวจล่าสุดยันน้ำประปา กปภ. เชียงราย-แม่สาย-เชียงแสน ปลอดภัย สารหนูต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

  • สินค้าเกษตร พืช ผัก ผลไม้ และข้าว ที่สุ่มตรวจในจังหวัดยังไม่พบการปนเปื้อนเกินกำหนด

  • พบจุดเสี่ยงสารหนูในดิน 18 จุด พื้นที่ตำบลห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง เร่งวางแผนบำบัด

  • กรมประมงแนะงดบริโภค “เครื่องในปลา” จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แม้เนื้อปลาส่วนใหญ่ยังผ่านเกณฑ์

  • จังหวัดรุกตั้งแล็บกลางที่ มทร.ล้านนา และ มฟล. เพื่อยกระดับการตรวจโลหะหนักในพื้นที่เอง

เชียงรายเร่งตรึงความเชื่อมั่นลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง หลังผลตรวจรอบใหม่ชี้น้ำประปาและสินค้าเกษตรยังอยู่ในเกณฑ์ แต่ปลาและพื้นที่ดินเสี่ยงยังต้องติดตามต่อ

เชียงราย,8 เมษายน 2569 – ในห้วงเวลาที่คำว่า “สารหนู” ไม่ได้เป็นเพียงศัพท์ทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นคำที่ผูกอยู่กับชีวิตประจำวันของคนริมกก สาย รวก และโขง การประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำของจังหวัดเชียงรายครั้งที่ 3 ประจำปี 2569 จึงไม่ใช่แค่เวทีรายงานผลตรวจเชิงเทคนิค หากเป็นเวทีที่ทุกหน่วยงานต้องตอบคำถามเดียวกันให้ได้ว่า ประชาชนยังใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจเพียงใด และจังหวัดจะเดินต่ออย่างไรโดยไม่ปล่อยให้ความกังวลวิ่งนำหน้าข้อเท็จจริง ในการประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน พร้อมหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เกษตร ประมง การประปา มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ขณะที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุชัดว่าได้เสนอผลตรวจน้ำผิวดินครั้งที่ 17 เพื่อใช้ประกอบการสื่อสารกับสาธารณะ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผนงานโครงการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเพื่อส่งต่อให้มีการพิจารณาในระดับลุ่มน้ำต่อไป

สิ่งที่ทำให้การประชุมวันนั้นมีน้ำหนักมากกว่ารอบก่อน ๆ คือ ภูมิทัศน์ของปัญหาได้เปลี่ยนจากการเฝ้าระวังน้ำอย่างเดียว ไปสู่การเฝ้าระวังทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่น้ำประปา ดิน พืชอาหาร สัตว์น้ำ สุขภาพคน ไปจนถึงผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น จังหวัดเชียงรายกำลังเรียนรู้ว่า การตรวจพบสารเกินมาตรฐานในแม่น้ำธรรมชาติแม้เพียงบางจุด ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ใช้น้ำริมฝั่ง แต่สามารถลามไปถึงความรู้สึกของผู้บริโภค ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เกษตรกร และชาวประมงได้ในเวลาเดียวกัน ข่าวดีจากห้องประชุมคือ ระบบน้ำประปาที่เข้าสู่ครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐาน ขณะเดียวกันข่าวที่ยังต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ แม่น้ำธรรมชาติบางช่วงยังมีจุดเสี่ยง และคำแนะนำเรื่องการบริโภคปลายังไม่ปิดจบในเชิงนโยบาย โดยเฉพาะประเด็นเครื่องในปลา ซึ่งผู้แทนกรมประมงเสนอให้หลีกเลี่ยงแต่ยังต้องรอการพิจารณาอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งถัดไป ตามข้อมูลประกอบการประชุม

น้ำธรรมชาติยังมีจุดที่ต้องเฝ้าระวัง แต่น้ำประปายังยืนอยู่บนฐานมาตรฐาน

ผลตรวจน้ำผิวดินที่ถูกรายงานเข้าสู่การประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน ระบุว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขงบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อย นี่คือข้อเท็จจริงที่จังหวัดไม่ได้ปิดบัง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการติดตามจึงต้องทำต่อแบบถี่และต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การมีจุดตรวจบางแห่งเกินเกณฑ์ในน้ำผิวดิน ไม่ได้แปลตรงตัวว่าน้ำทุกประเภทที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวันไม่ปลอดภัย เพราะระบบน้ำประปามีกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพแยกต่างหาก การประชุมครั้งนี้จึงย้ำชัดในอีกด้านว่า น้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคในพื้นที่เชียงราย แม่สาย เชียงแสน และเวียงเชียงของ ยังผ่านมาตรฐาน และยังเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างความเสี่ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติกับความปลอดภัยในระบบสาธารณูปโภคที่ผ่านการบำบัดแล้ว

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับอินโฟกราฟิกผลตรวจคุณภาพน้ำประปาที่คุณแนบมา ซึ่งระบุผลเฝ้าระวังสารโลหะหนักในช่วงกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 ของ กปภ. พื้นที่เสี่ยง โดยค่าสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในน้ำประปาทั้ง 4 ระบบยังต่ำกว่ามาตรฐานน้ำประปาอย่างมีนัยสำคัญ อินโฟกราฟิกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หน่วยบริการเชียงแสนและเวียงเชียงของซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำโขงพบค่าสารหนูสูงสุด 0.0050 และ 0.0073 มิลลิกรัมต่อลิตรตามลำดับ ยังต่ำกว่าค่ามาตรฐานน้ำประปาที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนพื้นที่แม่สายและเกาะช้างพบค่าสารหนูสูงสุดเพียง 0.0023 มิลลิกรัมต่อลิตร และสาขาเชียงรายที่ใช้น้ำดิบจากแม่น้ำกกก็รายงานค่าสารหนูสูงสุดในรอบดังกล่าวเพียง 0.0026 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ตะกั่วและแคดเมียมอยู่ในระดับต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจวัดได้ตามเกณฑ์ที่รายงานในภาพประกอบของ กปภ. ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากหน้าสาธารณะของศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงรายที่ย้ำว่า น้ำประปา กปภ. ยังสะอาดและปลอดภัยตามผลตรวจรอบล่าสุด

ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ แม้น้ำประปาจะยังผ่านเกณฑ์ แต่ภาครัฐไม่ได้หยุดเพียงการยืนยันผลตรวจ กปภ. เชียงรายยังมีแผนปรับเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำกกไปใช้แหล่งอื่นในอนาคตเพื่อลดความเปราะบางของระบบระยะยาว แปลความในเชิงนโยบายได้ว่า จังหวัดไม่ได้เลือกสื่อสารแบบสร้างความอุ่นใจอย่างเดียว แต่กำลังพยายามลดความเสี่ยงต้นทางควบคู่กันไป นี่เป็นสัญญาณที่สำคัญ เพราะในสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็ว ความเชื่อมั่นของประชาชนจะเกิดจากสองอย่างพร้อมกัน คือ การบอกความจริงว่ามีจุดเสี่ยง และการแสดงให้เห็นว่าระบบรัฐยังขยับรับมืออยู่จริง ไม่ใช่แค่ขอให้ประชาชนเชื่อใจโดยไม่มีแผนรองรับ

ดินริมแม่น้ำกกไม่ใช่ประเด็นรองอีกต่อไป หลังแผนที่เสี่ยงเริ่มชัดขึ้น

หากน้ำเป็นภาพที่สังคมจับตาทุกวัน ดินคือความเสี่ยงที่มักเคลื่อนตัวช้ากว่า แต่ฝังลึกกว่า เอกสารการตรวจดินในพื้นที่เกษตรกรรมบริเวณลุ่มแม่น้ำกกจากสถานีพัฒนาที่ดินเชียงราย สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 7 ระบุว่า กรมพัฒนาที่ดินได้เก็บตัวอย่างดินในเดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวน 172 ตัวอย่าง โดยวางแนวเก็บตัวอย่างตามระยะห่างจากแม่น้ำกกที่ 100 เมตร 200 เมตร 500 เมตร 1,000 เมตร และ 2,000 เมตร เพื่อประเมินการกระจายตัวของสารในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ ข้อมูลชุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้การพูดเรื่อง “ดินเสี่ยง” เลื่อนจากระดับความรู้สึกไปสู่ระดับแผนที่และตำแหน่งที่อ้างอิงได้จริง

ผลจากเอกสารดังกล่าวชี้ว่า จังหวัดเริ่มเห็นพื้นที่เสี่ยงชัดขึ้น โดยแบ่งเกณฑ์ปฏิบัติการเป็น 3 ระดับ ได้แก่ พื้นที่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 0 ถึง 14.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม พื้นที่เฝ้าระวังที่ 15 ถึง 24.99 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพื้นที่เสี่ยงที่มากกว่า 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่สำคัญ เอกสารยังระบุพื้นที่เสี่ยงใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองเชียงราย ได้แก่ ห้วยชมภู แม่ยาว และดอยฮาง รวม 18 จุด แบ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วม 11 จุด และพื้นที่น้ำไม่ท่วม 7 จุด พร้อมข้อสังเกตสำคัญว่า พื้นที่เสี่ยงที่พบสารหนูมีการกระจายตัวในระยะ 0 ถึง 1,000 เมตรจากแม่น้ำกก ข้อมูลนี้ตรงกับสิ่งที่กรมพัฒนาที่ดินเสนอให้ที่ประชุมรับทราบตามข้อมูลพบว่า พื้นที่ทั้งสามตำบลต้องมีมาตรการด้านการปลูกพืชและการบำบัดสารหนูในดินอย่างเหมาะสมต่อไป ไม่ใช่รอให้ปัญหากลายเป็นภาวะเรื้อรังของพื้นที่เกษตรกรรมเสียก่อน

ความหมายของผลตรวจดินจึงไปไกลกว่าคำว่า “พบหรือไม่พบ” เพราะมันกระทบต่อคำถามพื้นฐานของชุมชนว่า จะปลูกอะไรต่อได้บ้าง พื้นที่ใดควรเฝ้าระวัง พื้นที่ใดต้องจำกัดการใช้ประโยชน์ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู หากวันนี้ดินในบางจุดเริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น พรุ่งนี้โจทย์จะย้ายไปสู่การออกมาตรการเฉพาะพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านการเกษตร ความปลอดภัยอาหาร และการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนในแต่ละตำบล ซึ่งต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ในระดับละเอียดกว่าการสรุปภาพรวมทั้งจังหวัด

ปลาในแม่น้ำยังเป็นคำถามใหญ่ของสังคม และเครื่องในปลาคือจุดอ่อนไหวที่สุด

ประเด็นที่สังคมจับตามากที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่น้ำดื่ม แต่คือปลา เพราะปลาไม่ใช่แค่อาหาร หากเป็นทั้งรายได้ วัฒนธรรม และตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ กรมประมงเคยประกาศแผนตรวจติดตามและเฝ้าระวังสารปนเปื้อนสัตว์น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกกอย่างเข้มข้น ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงในเชียงใหม่และเชียงราย โดยเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พร้อมรายงานว่า ผลตรวจในช่วงหนึ่งยังไม่เกินค่ามาตรฐาน อย่างไรก็ตาม รองอธิบดีกรมประมงในเวลานั้นก็แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคสัตว์น้ำที่จับได้จากแม่น้ำสายและแม่น้ำกกไปก่อน แม้จะย้ำว่าสัตว์น้ำจากระบบเพาะเลี้ยงส่วนใหญ่ยังบริโภคได้อย่างปลอดภัย นี่สะท้อนว่า ต่อให้ผลตรวจ “ยังไม่เกิน” หน่วยงานก็ยังเลือกใช้หลักระมัดระวังไว้ก่อนในเรื่องการบริโภคจากแหล่งธรรมชาติ

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 แนวทางสื่อสารสาธารณะก็เริ่มละเอียดขึ้นมากกว่าเดิม โดยข้อมูลเผยแพร่สาธารณะในช่วงกุมภาพันธ์และมีนาคมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า หากประชาชนจะบริโภคปลาจากแม่น้ำ ควรระวังอวัยวะภายในมากกว่าเนื้อปลา สอดคล้องกับข่าวรายงานภาคสนามที่อ้างผลตรวจและคำแนะนำจากหน่วยงานซึ่งให้เลี่ยงหัวและตับปลา ขณะที่ข้อมูลประกอบการประชุมวันที่ 8 เมษายนที่คุณแนบระบุว่า ผู้แทนกรมประมงเสนอให้ “งดกินเครื่องในปลา” ในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง แม้ผลตรวจในตัวปลาโดยรวมยังไม่เกินค่ามาตรฐาน เนื่องจากอวัยวะภายในเป็นส่วนที่สะสมโลหะหนักได้มากที่สุด แต่ประเด็นนี้ยังไม่ได้เข้าสู่มติที่ประชุมเพราะหมดเวลาประชุมเสียก่อน นั่นทำให้คำแนะนำล่าสุดอยู่ในสภาพ “กำลังขยับไปสู่ความเข้มขึ้น” แต่ยังต้องรอการรับรองเป็นทางการอีกครั้ง

เอกสารประกอบการหารือจากกรมประมงที่คุณแนบยังช่วยอธิบายเหตุผลเชิงวิชาการของข้อเสนอเช่นนี้ได้ดี โดยเนื้อหาในเอกสารชี้ว่า การสะสมสารพิษในปลาไม่ได้เกิดสม่ำเสมอทุกส่วนของร่างกาย และอวัยวะภายในโดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ตับ และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมและกำจัดสาร เป็นจุดที่มีโอกาสพบการสะสมสารมากกว่ากล้ามเนื้อปลา ข้อมูลลักษณะนี้ทำให้ข้อเสนอ “หลีกเลี่ยงเครื่องในปลา” ไม่ใช่แค่คำเตือนแบบกว้าง ๆ แต่เป็นข้อเสนอที่วางอยู่บนตรรกะทางพิษวิทยาและการสะสมสารในสิ่งมีชีวิตอย่างมีหลักฐานรองรับระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ความท้าทายใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่การออกคำเตือน แต่อยู่ที่การสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจความต่างระหว่างปลาเลี้ยงกับปลาธรรมชาติ ความต่างระหว่างเนื้อปลากับเครื่องในปลา และความต่างระหว่าง “ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน” กับ “ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว” เพราะสองประโยคหลังนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ในพื้นที่ที่ความเชื่อมั่นเปราะบาง หากหน่วยงานรัฐสื่อสารแบบสั้นเกินไป คนจะตีความเป็นสองขั้วทันที คือไม่เชื่ออะไรเลย หรือเชื่อจนหยุดระวัง ทั้งสองด้านล้วนเสี่ยงต่อสังคมเท่ากัน

สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินเกณฑ์ แต่ยังเท่ากับต้องตรวจต่อ ไม่ใช่จบเรื่อง

อีกประเด็นที่ประชาชนต้องการคำตอบมากไม่แพ้กันคือ พืชผัก ข้าว ผลไม้ และสัตว์น้ำที่วางขายหรือผลิตในจังหวัดยังปลอดภัยหรือไม่ คำตอบล่าสุดจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน คือ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย ร่วมกับหน่วยงานเกษตรและประมงสุ่มตรวจพืช ผัก ผลไม้ ข้าว และสัตว์น้ำ แล้วพบว่าตัวอย่างที่ตรวจทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย ข้อเท็จจริงข้อนี้สำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพของตลาดและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างมาก เพราะหากไม่มีผลตรวจยืนยันในระดับห่วงโซ่อาหาร ผลกระทบจะลุกลามจากประเด็นสิ่งแวดล้อมไปสู่การตีตราสินค้าท้องถิ่นทั้งจังหวัดได้ทันที

แต่คำว่า “อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” ต้องอ่านให้ครบความหมาย มันหมายถึง ตัวอย่างที่สุ่มตรวจในรอบนั้นยังไม่เกินเกณฑ์ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ ทุกชนิด และทุกช่วงเวลาจะไม่มีความเสี่ยงอีกต่อไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคสาธารณสุขยังต้องเดินหน้าแผนเฝ้าระวังระยะยาว ข้อมูลสาธารณะปลายเดือนกุมภาพันธ์ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขขยายวงตรวจคนเพิ่มกว่า 1,400 คน และวางแผนเฝ้าระวังต่อเนื่อง 5 ปี โดยย้ำว่ายังไม่พบสารหนูในระดับที่เป็นอันตรายต่อประชาชนในรอบรายงานดังกล่าว ภาพนี้บอกเราว่า ภาครัฐกำลังพยายามแยกสองเรื่องออกจากกันอย่างชัดเจน เรื่องหนึ่งคือผลตรวจปัจจุบันที่ยังไม่ชี้ถึงอันตรายเฉียบพลัน อีกเรื่องหนึ่งคือความจำเป็นต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ความเสี่ยงเชิงสะสมหลุดจากระบบตรวจสอบ

ในทางปฏิบัติ ประโยคที่ประชาชนควรจำจึงอาจไม่ใช่ “ปลอดภัยแล้ว” แต่เป็น “ผลตรวจรอบนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ และต้องตรวจซ้ำอย่างสม่ำเสมอ” วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้สังคมไม่ตื่นตระหนกเกินจริง และไม่ลดการเฝ้าระวังเร็วเกินไป โดยเฉพาะกับจังหวัดที่กำลังเผชิญปัญหาเกี่ยวเนื่องทั้งน้ำ ดิน อาหาร และการรับรู้ของสาธารณะไปพร้อมกัน ความน่าเชื่อถือของรัฐในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้มาจากการยืนยันว่าทุกอย่างปกติ แต่มาจากการอัปเดตข้อมูลให้ทันและพูดให้ครบว่าข้อมูลชุดใดตอบคำถามอะไรได้บ้าง และตอบอะไรไม่ได้บ้าง

แล็บกลางเชียงรายคือหัวใจใหม่ของการรับมือระยะยาว

หนึ่งในผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญที่สุดจากการประชุม 8 เมษายน คือ การผลักดันให้เชียงรายมีศักยภาพตรวจวิเคราะห์ในพื้นที่ของตนเองมากขึ้น ข้อมูลระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ทำหน้าที่เป็นแล็บกลางแห่งที่ 2 ต่อจากโครงการจัดตั้งแล็บกลางของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยจะรับภารกิจตรวจดิน ผลผลิตเกษตร และสัตว์น้ำในกรณีปัญหาปนเปื้อนสารโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง พร้อมมีการประสานให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ มทร.ล้านนา เชียงราย วางแผนด้านงบประมาณร่วมกันเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่อไป ขณะที่ข้อมูลสาธารณะจากสื่อและเพจหน่วยงานในวันเดียวกันก็ยืนยันตรงกันว่า จังหวัดกำลังเดินหน้าแนวคิดจัดตั้งห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบโลหะหนัก ณ มทร.ล้านนา เชียงราย เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกระยะยาว

ความสำคัญของแล็บกลางไม่ได้อยู่ที่การมีอาคารหรือเครื่องมือเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การลดระยะเวลารอผล ลดต้นทุนการส่งตรวจ และทำให้จังหวัดสามารถเชื่อมข้อมูลน้ำ ดิน อาหาร และสุขภาพคนเข้าด้วยกันได้เร็วขึ้น ปัญหาสารปนเปื้อนเป็นปัญหาที่เวลาเท่ากับความเชื่อมั่น ยิ่งผลตรวจออกช้า ความกังวลยิ่งเดินเร็วกว่าเอกสาร และเมื่อความกังวลเดินนำหน้า ตลาด ชุมชน และชื่อเสียงของจังหวัดก็เสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะมาถึง การสร้างขีดความสามารถด้านห้องปฏิบัติการในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะทางอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนในความเชื่อมั่นของสังคม และเป็นเส้นเลือดสำคัญของการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อจากนี้ด้วย

เสียงจากชาวประมงและงานวิจัยชาวบ้านกำลังเติมช่องว่างที่ข้อมูลรัฐยังตอบไม่ครบ

ท่ามกลางข้อมูลทางการที่ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้คือเสียงจากชุมชนที่ใช้แม่น้ำเลี้ยงชีวิตจริง สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตร่วมกับกลุ่มชาวประมงแม่น้ำกกในพื้นที่บ้านเชียงแสนน้อยและบ้านท่ากอบง ลงสำรวจพันธุ์ปลาในช่วงวันที่ 29 ถึง 30 มีนาคม 2569 ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “งานวิจัยชาวบ้าน” เพื่อรวบรวมข้อมูลพันธุ์ปลา องค์ความรู้ท้องถิ่น สถานการณ์ภัยคุกคาม และข้อเสนอเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรประมง ผลเบื้องต้นพบพันธุ์ปลาน้ำกก 94 ชนิด รวมถึงปลาหายากที่มีความสำคัญหลายชนิด สะท้อนให้เห็นว่าแม่น้ำกกตอนปลายไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำทั่วไป แต่เป็นพื้นที่นิเวศที่มีความซับซ้อนสูงและมีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง

ข้อมูลจากชุมชนชุดนี้มีคุณค่าในอีกมิติหนึ่ง เพราะมันทำให้ประเด็นสารปนเปื้อนไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบแล็บและเอกสารราชการเท่านั้น แต่โยงกลับมาสู่ปากท้องและความทรงจำร่วมของผู้คนที่อยู่กับแม่น้ำมานาน ชาวประมงไม่ได้ถามแค่ว่าปลายังกินได้หรือไม่ แต่ถามต่อด้วยว่า ปลาอพยพยังกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ ปลาที่เคยเป็นรายได้หลักลดลงเพราะสารปนเปื้อน ความขุ่นของน้ำ หรือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศด้านอื่นกันแน่ และใครจะรับผิดชอบหากอาชีพที่สืบทอดกันมานานสูญเสียฐานทรัพยากรไปทีละน้อย งานวิจัยชาวบ้านจึงไม่ใช่งานเสริมจากภาคประชาชน หากเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รัฐเห็น “ต้นทุนทางสังคม” ของปัญหานี้ชัดขึ้นกว่าตัวเลขทางเคมีเพียงอย่างเดียว

โจทย์ต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ตรวจให้พบ แต่ต้องขยายจุดตรวจและทำข้อมูลให้พูดภาษาเดียวกัน

ในข้อมูลยังมีอีกประเด็นที่สะท้อนว่าระบบเฝ้าระวังของเชียงรายยังอยู่ระหว่างการขยายตัว นั่นคือข้อเสนอให้เพิ่มจุดตรวจน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขงให้ครอบคลุมอำเภอเชียงของและเวียงแก่น ซึ่งเป็นสองอำเภอสุดท้ายที่แม่น้ำโขงไหลผ่านในจังหวัด โดยผู้แทนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 จะกลับไปหารือต้นสังกัดก่อนนำผลมารายงานที่ประชุมในเดือนพฤษภาคม ความเคลื่อนไหวนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่มีฐานข้อมูลครบทุกช่วงแม่น้ำ การประเมินความเสี่ยงของทั้งจังหวัดจะยังมีช่องว่าง และช่องว่างในทางวิทยาศาสตร์มักกลายเป็นช่องว่างของความเชื่อมั่นในทางสังคมเสมอ

พร้อมกันนั้น ยังมีความคืบหน้าอีกด้านในระดับนโยบายที่ต้องจับตา คือการทบทวนโครงการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย หลังมีการรับทราบข้อเสนอในระดับคณะรัฐมนตรีและให้หน่วยงานเกี่ยวข้องกลับไปปรับรายละเอียดให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน ข้อมูลสาธารณะรายงานวงเงินโครงการเร่งด่วนไว้ที่ 188.36 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่ารัฐเริ่มขยับจากการตรวจและเฝ้าระวัง ไปสู่การจัดชุดโครงการแก้ปัญหาในเชิงระบบมากขึ้น แต่ประสิทธิผลของงบประมาณเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเชื่อมกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างตรวจ ต่างคนต่างสื่อสาร แล้วปล่อยให้ประชาชนต่อจิ๊กซอว์เองจากข่าวหลายชิ้นที่ใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน

เชียงรายยังไม่ถึงจุดสรุป แต่ถึงจุดที่ต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลแล้ว

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดให้ครบ จะเห็นว่าจังหวัดเชียงรายในวันที่ 8 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ในภาวะที่ทุกอย่างเลวร้ายจนควบคุมไม่ได้ และก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถประกาศว่าปัญหาผ่านพ้นไปแล้ว ความจริงอยู่ตรงกลางและซับซ้อนกว่านั้นมาก แม่น้ำธรรมชาติบางจุดยังมีค่าสารหนูเกินเกณฑ์เล็กน้อย น้ำประปาในระบบผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย สินค้าเกษตรและอาหารที่สุ่มตรวจยังไม่เกินมาตรฐาน ดินบางพื้นที่เริ่มมีแผนที่เสี่ยงชัดขึ้น ปลาในแหล่งธรรมชาติยังต้องใช้หลักระมัดระวัง โดยเฉพาะอวัยวะภายใน และภาครัฐกำลังเร่งสร้างแล็บกลางเพื่อให้จังหวัดมีอำนาจตรวจสอบและตอบคำถามได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ทุกประโยคนี้จริงพร้อมกัน และการมองเพียงบางมุมย่อมทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนทันที

สิ่งที่เชียงรายต้องทำต่อจากนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “สร้างความมั่นใจ” กับ “พูดความจริง” เพราะสองอย่างนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน จังหวัดต้องยืนยันข้อมูลที่ตรวจได้จริงอย่างตรงไปตรงมา ต้องแยกให้ออกว่าน้ำผิวดิน น้ำประปา ดิน สินค้าเกษตร และปลา เป็นคนละชั้นของความเสี่ยง ต้องยอมรับว่าบางประเด็นยังไม่มีคำตอบสุดท้าย และต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอัปเดตได้โดยไม่ต้องอาศัยข่าวลือหรือโพสต์ตัดตอน ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐ ชุมชน และภาควิชาการพูดด้วยภาษาชุดเดียวกัน และแสดงให้เห็นว่าการเฝ้าระวังครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อผ่านวิกฤตข่าวระยะสั้น แต่ทำเพื่อปกป้องแม่น้ำ ชุมชน และอนาคตของจังหวัดในระยะยาวจริง ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • การประปาส่วนภูมิภาค
  • กรมประมง
  • อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME