Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

CHIANG RAI VALUE UP ชูงานวิจัยยกระดับข้าวท้องถิ่นและอาหารฟังก์ชันนัลมูลค่าสูง

ARDA ร่วมขับเคลื่อน CHIANG RAI VALUE UP ยกระดับข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของเชียงราย

เชียงราย,3 เมษายน 2569 – ที่ลานกาดจริงใจ ชั้น G ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมแสดงสินค้าเกษตรอีกงานหนึ่งของจังหวัด หากแต่เป็นภาพของความพยายามจะ “เปลี่ยนวิธีคิด” ต่ออนาคตเกษตรเชียงรายอย่างจริงจัง งาน CHIANG RAI VALUE UP ถูกจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายร่วมกับจังหวัดเชียงรายและภาคีที่เกี่ยวข้อง พร้อมการมีส่วนร่วมของ ARDA หรือสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ซึ่งเข้ามาในฐานะหน่วยงานที่ผลักดันให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่บนหิ้ง แต่เคลื่อนลงสู่พื้นที่ ลงสู่มือเกษตรกร และลงสู่ตลาดที่มีการซื้อขายจริง ความสำคัญของงานจึงไม่ได้อยู่ที่ความคึกคักของบรรยากาศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประกาศอย่างเป็นรูปธรรมว่า เชียงรายกำลังพยายามยกระดับสินค้าเกษตรจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การขาย “คุณค่า” ที่ตรวจสอบได้ มีเรื่องเล่า มีมาตรฐาน และมีราคาที่สูงขึ้นตามคุณภาพนั้นเอง

หากมองลึกลงไปอีกชั้น เวทีนี้ยังเป็นภาพสะท้อนของการรวมตัวระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งไม่เกิดขึ้นง่ายนักหากไม่มีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน ข้อมูลจากหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องยืนยันตรงกันว่า ภายในงานมีทั้งการมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การยกย่องและมอบตราสัญลักษณ์ GI การจัดนิทรรศการข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตลอดจนการนำเสนอเมนูอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฐานวัตถุดิบของเชียงราย สิ่งเหล่านี้ทำให้งานดังกล่าวมีความหมายมากกว่างานเปิดตัว เพราะมันคือการเชื่อม “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” เข้าหากันในพื้นที่เดียว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ งานวิจัย มาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่จังหวัดเกษตรส่วนใหญ่พยายามทำมานานแต่สำเร็จได้ยากหากขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ทำไมเชียงรายต้องเดินเกมมูลค่าสูง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ต้องถูกจับตาอย่างจริงจัง อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายเอง ข้อมูลพื้นฐานล่าสุดของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดมี GPP มูลค่า 116,580 ล้านบาท โดยภาคเกษตรคิดเป็น 29,466 ล้านบาท มีครัวเรือนภาคเกษตร 162,922 ครัวเรือน และแรงงานภาคเกษตรกว่า 402,033 คน ตัวเลขนี้บอกเราตรง ๆ ว่า เมื่อใดที่สินค้าเกษตรของเชียงรายขยับขึ้น เมื่อนั้นรายได้ของคนจำนวนมากก็มีโอกาสขยับขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากสินค้าเกษตรยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ผลกระทบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่แปลงนา แต่ลามไปถึงกำลังซื้อในท้องถิ่น การจ้างงาน ร้านค้า และความมั่นคงของชุมชนด้วย ฉะนั้น แนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ที่ถูกใช้ในงานนี้จึงไม่ใช่เพียงคำขวัญ หากเป็นสมการที่ตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงรายโดยตรง

ยิ่งพิจารณาเฉพาะ “ข้าว” ภาพยิ่งชัดขึ้นอีกมาก ข้อมูลปีการผลิต 2567/68 ระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีกว่า 1,183,095.89 ไร่ ให้ผลผลิต 818,770 ตัน และยังมีข้าวนาปรังอีก 344,597 ตัน ตัวเลขระดับนี้ทำให้ข้าวไม่ใช่สินค้าเกษตรธรรมดา แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเกษตรเชียงราย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญเหมือนกันคือ เมื่อทุกคนขายผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวแบบใกล้เคียงกัน ตลาดก็จะตัดสินกันที่ราคา และเมื่อเกมตัดกันที่ราคา ผู้ได้เปรียบมักไม่ใช่เกษตรกรรายย่อย ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวบนเวทีของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ชี้ว่า วันนี้ต้องแข่งขันกันที่ “ความพรีเมียม” มากกว่าปริมาณ จึงถือเป็นแกนคิดที่สำคัญ เพราะมันชี้ทิศชัดว่า จังหวัดไม่ได้ต้องการปลูกให้มากขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผลผลิตเดิมมีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านคุณภาพ มาตรฐาน เรื่องราว และการแปรรูปที่เหมาะสม

ข้าวพรีเมียมไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจจริง

หัวใจของงานนี้อยู่ที่การพยายามทำให้คำว่า ข้าวพรีเมียม กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่เพียงฉลากสวยงามบนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างชัดที่สุดคือ ข้าวหอมแม่จัน ซึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดเด่นของงาน ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2567 ของศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายระบุว่า ข้าวหอมแม่จันเป็นข้าวพื้นเมืองที่ปลูกในเชียงรายมานานกว่า 30 ถึง 40 ปี ได้รับความนิยมในรูปแบบอาหารตามสั่ง เพราะเมื่อหุงสุกแล้วมีความนุ่มเหนียวและไม่เกาะตัวมากเกินไป ที่สำคัญ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้ดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์และศึกษาคุณภาพต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2567 จนพบว่ามีผลผลิตเฉลี่ย 744 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์กข15 และขาวดอกมะลิ 105 ร้อยละ 29 และ 11 ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้ข้าวท้องถิ่นไม่ได้มีดีแค่ความทรงจำหรือรสชาติ แต่มีฐานข้อมูลวิจัยรองรับพอที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีเหตุผล

ในอีกด้านหนึ่ง ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย คือบทพิสูจน์ว่าความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ทะเบียนเลขที่ สช 62100126 เมื่อปี 2562 โดยนิยามของสินค้าชิ้นนี้ผูกกับพื้นที่ปลูกและคุณลักษณะเฉพาะด้านการหุงต้มและการบริโภคอย่างชัดเจน นี่คือจุดต่างสำคัญระหว่างการขายสินค้าเกษตรทั่วไปกับการขายสินค้าเกษตรที่มี “ที่มา” และ “การรับรอง” เมื่อสินค้ามี GI ผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเงินให้แค่ตัวเมล็ดข้าว แต่จ่ายให้กับภูมิศาสตร์ คุณภาพ และชื่อเสียงของพื้นที่ด้วย ดังนั้น การที่งาน CHIANG RAI VALUE UP มีพิธีมอบตราสัญลักษณ์ GI ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าจังหวัดกำลังเร่งเปลี่ยนเกษตรจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่ตลาดที่ให้ค่ากับความแตกต่างเฉพาะถิ่นมากขึ้น

งานวิจัยจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเดินออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายทั่วไป คือ การมี ARDA อยู่ในสมการอย่างชัดเจน เว็บไซต์ทางการของ ARDA ระบุบทบาทองค์กรไว้ว่าเป็นหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการวิจัยการเกษตร พร้อมเชื่อมโยงผลงานให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ขณะที่ข้อมูลจากกิจกรรมของ ARDA ในช่วงต้นปี 2569 ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันว่าองค์กรกำลังย้ำบทบาทในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเกษตรของระบบวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมุ่งเชื่อม นโยบาย ทุนวิจัย นักวิจัย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และพื้นที่ เข้าหากัน ภาพนี้สอดคล้องกับสาระในถ้อยแถลงที่ผู้ใช้แนบมาอย่างชัดเจนว่า การสนับสนุนของ ARDA ต่อเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การให้ทุนเพียงรอบเดียว แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต มาตรฐานสินค้า การแปรรูป และการเชื่อมตลาดในระดับพื้นที่จริง ๆ

ในเชิงปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในงาน เช่น การส่งมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมแม่จันให้เกษตรกร หรือการนำเสนอนิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ไม่ใช่กิจกรรมแยกส่วน หากเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “วัตถุดิบตั้งต้นที่ดี” และ “องค์ความรู้ที่ใช้ได้จริง” เพราะต่อให้สินค้าใดมีเรื่องเล่าดีเพียงใด แต่หากเมล็ดพันธุ์ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพผลผลิตไม่นิ่ง หรือมาตรฐานการผลิตยังไม่พอ ก็ยากที่จะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้อย่างมั่นคง นี่เองที่ทำให้คำอธิบายจากฝั่งผู้จัดงานเรื่องการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง มีน้ำหนักมากกว่าคำโปรโมต เพราะมันแตะถึงโครงสร้างสำคัญของการพัฒนาเกษตรเชิงมูลค่าสูง นั่นคือ การเริ่มจากฐานการผลิตที่ถูกต้องก่อน แล้วจึงค่อยต่อยอดไปสู่การแปรรูปและการสร้างแบรนด์ในลำดับถัดไป

เมล็ดพันธุ์และมาตรฐานคือจุดเริ่ม ไม่ใช่ปลายทาง

ถ้ามองให้ลึกกว่างานพิธี เมล็ดพันธุ์คุณภาพกับมาตรฐานรับรองคือเสมือน “ประตูบานแรก” ของเกมมูลค่าสูง ตัวอย่างของข้าวหอมแม่จันแสดงให้เห็นชัดว่า งานวิจัยที่ดีไม่ได้จบลงที่การค้นพบพันธุ์เด่น แต่ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ ทดสอบผลผลิต วิเคราะห์คุณภาพเมล็ด และประเมินความชอบของผู้บริโภคก่อน จึงจะเกิดความมั่นใจเพียงพอสำหรับการขยายผลสู่ภาคผลิตจริง ในมุมนี้ การมอบเมล็ดพันธุ์ภายในงานจึงเป็นมากกว่าการส่งมอบของให้เกษตรกร แต่มันคือการส่งมอบ “จุดเริ่มต้นของมาตรฐาน” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ GAP การสร้างเอกลักษณ์สินค้า และการเจรจาตลาดได้ในระยะต่อไป หากไม่มีฐานแบบนี้ คำว่าเกษตรพรีเมียมก็มีโอกาสกลายเป็นเพียงป้ายสวยที่ไม่มีแรงหนุนจากคุณภาพจริงอยู่เบื้องหลัง

การมีส่วนร่วมของเกษตรกรคือหัวใจ ไม่ใช่เพียงผู้รับผล

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ สาระจากถ้อยแถลงบนเวทีของฝั่งผู้จัดงานและผู้สนับสนุน ล้วนเน้นตรงกันว่า การยกระดับครั้งนี้ต้องมีกระบวนการทำงานร่วมกับเกษตรกร ไม่ใช่ทำแทนเกษตรกร ความหมายของประโยคนี้สำคัญมาก เพราะในอดีตหลายโครงการพัฒนามักหยุดอยู่ที่การนำองค์ความรู้จากภายนอกลงไปในชุมชน แต่ไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมในระดับที่เกษตรกรเป็นเจ้าของกระบวนการจริง หากโครงการใดจะอยู่ได้ยาว ต้องทำให้เกษตรกรเห็นว่า การปรับมาตรฐาน การคัดเมล็ดพันธุ์ การแปรรูป หรือการขอใช้ตรา GI ไม่ได้เพิ่มภาระอย่างเดียว แต่เพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มโอกาสรายได้ในอนาคตด้วย ตรงนี้เองที่ทำให้การเชื่อมกลไกวิจัยกับชุมชนมีความสำคัญพอ ๆ กับการเชื่อมกลไกวิจัยกับตลาด เพราะสินค้าพรีเมียมจะไปไม่ไกล หากคนต้นน้ำยังไม่ได้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จากข้าวสู่ Eastern Lanna Food Valley เมื่อเชียงรายต่อยอดวัตถุดิบเป็นสินค้ามูลค่าสูง

แม้ “ข้าว” จะเป็นแกนกลางของงาน แต่ภาพใหญ่ของ CHIANG RAI VALUE UP กว้างกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ผู้จัดงานพยายามชี้ให้เห็นคือ เชียงรายมีศักยภาพจะเป็นแหล่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงหลากหลายชนิด ไม่ใช่มีเพียงข้าวเท่านั้น ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีสินค้าสำคัญอย่างชา กาแฟ สับปะรด ลำไย และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีทั้งขนาดการผลิตและเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะ สับปะรดภูแล ซึ่งมีพื้นที่ปลูกในอำเภอเมืองเชียงราย 27,730 ไร่ ผลผลิต 43,359 ตัน และเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มายาวนาน ขณะเดียวกัน กาแฟเชียงรายก็มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 55,395 ไร่ ผลผลิต 4,849 ตัน และเป็นแหล่งปลูกอาราบิก้าสำคัญของประเทศ เมื่อนำฐานวัตถุดิบเหล่านี้มาผูกกับแนวคิด Eastern Lanna Food Valley ที่ถูกนำเสนอในงาน ภาพที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนสินค้าเกษตรจากการขายผลสด ไปสู่การขายผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม อาหารฟังก์ชันนัล โปรตีนทางเลือก และของแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมหลายเท่า

ตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในงานอย่างเยลลี่พร้อมดื่มจากสับปะรดภูแล เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลจากเชอร์รีกาแฟ หรือเครื่องดื่มสุขภาพจากแตงกวาลัวะ สะท้อนวิธีคิดแบบใหม่ของการพัฒนาเกษตรท้องถิ่นอย่างชัดเจน นั่นคือ ไม่พยายามขายสินค้าโดยใช้ปริมาณเป็นตัวตั้ง แต่ขายผ่าน การแปรรูป เรื่องเล่าของแหล่งกำเนิด และการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มองหาอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าที่มีอัตลักษณ์มากขึ้น ในเชิงนโยบาย นี่คือการขยับจากเกษตรแบบผลผลิตนำ ไปสู่เกษตรแบบคุณค่าขับเคลื่อน ซึ่งสอดรับกับทิศทางตลาดพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับ GI และความโปร่งใสของแหล่งที่มาอย่างมาก เช่น ญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันให้การรับรองสินค้า GI ไทยแล้วอย่างน้อย 3 รายการ รวมถึงกาแฟดอยช้างจากเชียงรายด้วย สิ่งนี้ชี้ว่า หากเชียงรายเดินเกมมาตรฐานและการแปรรูปอย่างต่อเนื่อง โอกาสขยับสู่ตลาดระดับสูงก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

สับปะรดภูแลและกาแฟดอยช้างคือบทเรียนที่มองเห็นได้แล้ว

หากต้องหาตัวอย่างว่าทำไมการลงทุนกับอัตลักษณ์พื้นที่จึงสำคัญ สับปะรดภูแลและกาแฟดอยช้างคือคำตอบที่ชัดมาก สับปะรดภูแลเชียงรายได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2548 โดยระบุคุณลักษณะชัดเจนเรื่องผลขนาดเล็ก เนื้อเหลืองกรอบ กลิ่นหอม และความเหมาะสมต่อการขนส่งระยะไกล ขณะที่กาแฟดอยช้างก็ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เช่นกัน โดยชื่อเสียงของสินค้าผูกกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและกรรมวิธีการผลิตที่ทำให้เกิดคุณภาพเฉพาะตัว ที่สำคัญ กรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงรายยังชี้ให้เห็นว่า สินค้า GI ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ลอย ๆ แต่สามารถต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมระหว่างประเทศได้จริง ดังที่กาแฟดอยช้างเคยถูกยกเป็นตัวอย่างในบริบทความร่วมมือด้าน GI กับญี่ปุ่น ดังนั้น การที่เวที CHIANG RAI VALUE UP ให้พื้นที่กับสินค้าเหล่านี้ จึงเป็นการส่งสารอย่างเงียบ ๆ ว่า เชียงรายมี “แบบอย่างความสำเร็จ” อยู่แล้ว และกำลังพยายามขยายสูตรนี้ไปยังสินค้าอื่นในจังหวัด

ประเด็นที่ต้องจับตาหลังจบงาน

ถึงแม้งานครั้งนี้จะสร้างภาพบวกอย่างมาก แต่โจทย์จริงเพิ่งเริ่มต้นหลังไฟบนเวทีดับลง เพราะการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงไม่เคยสำเร็จด้วยงานเปิดตัวเพียงครั้งเดียว สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะตลาดพรีเมียมยอมจ่ายสูงกว่าก็ต่อเมื่อสินค้ามีมาตรฐานคงที่ เรื่องที่สองคือ การขยายผลเชิงพาณิชย์ ว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบและเมล็ดพันธุ์ที่มอบให้ จะถูกต่อยอดสู่ช่องทางจำหน่ายจริงได้มากน้อยเพียงใด และเรื่องที่สามคือ การแบ่งปันมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นธรรม ว่าเมื่อสินค้าแพงขึ้นแล้ว เกษตรกรต้นน้ำจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีครัวเรือนภาคเกษตรมากกว่าแสนหกหมื่นครัวเรือน เพราะหากมูลค่าเพิ่มไปค้างอยู่เพียงปลายน้ำ ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจฐานรากก็จะไม่เต็มศักยภาพตามที่ทุกฝ่ายตั้งใจไว้

อีกมิติที่ควรจับตาคือการทำให้แนวคิดนี้ไม่เป็นเพียง “โครงการเฉพาะกิจ” แต่กลายเป็นระบบงานประจำของจังหวัด ความได้เปรียบของเชียงรายคือมีฐานสินค้าอัตลักษณ์จำนวนมาก มีสถาบันการศึกษาที่ทำงานเชิงพื้นที่ มีหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานเกษตรสนับสนุน และมีตัวอย่าง GI ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือการทำให้ทุกองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิจัย การผลิตเมล็ดพันธุ์ การรับรองมาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาด หากทำได้ จังหวัดจะไม่ได้เพียงมีสินค้าเด่นรายตัว แต่จะมี “ระบบนิเวศเศรษฐกิจเกษตรมูลค่าสูง” ที่ทำให้การพัฒนาขยายผลได้เองโดยไม่ต้องรอแรงกระตุ้นเฉพาะช่วงกิจกรรม นี่คือจุดชี้ขาดว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นเพียงกระแสระยะสั้น หรือกลายเป็นการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

บทสรุป

สาระสำคัญของ CHIANG RAI VALUE UP จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนบูธหรือความคึกคักของงาน แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้างเส้นทางใหม่ให้สินค้าเกษตรของตัวเองอย่างเป็นระบบ เส้นทางนั้นเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า จังหวัดไม่อาจแข่งด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียวในโลกที่ตลาดให้ค่ากับคุณภาพ แหล่งกำเนิด มาตรฐาน และเรื่องเล่าของสินค้า จากนั้นจึงต่อยอดด้วยทุนวิจัย เมล็ดพันธุ์คุณภาพ มาตรฐาน GI งานแปรรูป และความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เมื่อมองรวมกันทั้งหมด งานครั้งนี้จึงเหมือนการวางชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์หลายชิ้นลงบนโต๊ะให้เห็นพร้อมกัน ว่าเกษตรเชียงรายจะขยับจากรายได้เดิมไปสู่รายได้ใหม่ได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ทิศทางได้ถูกประกาศชัดแล้วว่า จังหวัดกำลังเดินไปทาง การเพิ่มมูลค่าจากอัตลักษณ์และนวัตกรรม มากกว่าการวิ่งไล่ปริมาณอย่างเดียว และหากกลไกนี้เดินต่อได้จริง คนที่ควรได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเชียงรายทั้งจังหวัด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการข้าว
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

อบจ. เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันหน้าปั๊ม 4.5 สตางค์ต่อลิตร บรรเทาภาระประชาชนและกระตุ้นท่องเที่ยวรับสงกรานต์ปี 2569

อบจ.เชียงราย เสนองดเก็บภาษีน้ำมันชั่วคราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร หวังลดภาระค่าครองชีพและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์

เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เมื่อปัญหาน้ำมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่ประชาชนเชียงรายต้องเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ยังคุกคามชีวิตประจำวัน และความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานจากผลสะเทือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คำถามที่ดังขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงว่า “น้ำมันจะขึ้นอีกเท่าไร” แต่กลายเป็นคำถามที่ใกล้ตัวกว่านั้นมาก นั่นคือ “ถ้าราคายังขยับขึ้นต่อ คนท้องถิ่นจะพยุงชีวิตอย่างไร” และ “ก่อนถึงสงกรานต์ นักท่องเที่ยวจะยังกล้าเดินทางมาเชียงรายหรือไม่”

คำตอบเบื้องต้นจากฝั่งท้องถิ่นในเวลานี้ คือการขยับตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่อำนาจหน้าที่จะเอื้ออำนวย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ในฐานะประธานสมาพันธ์ อบจ. ภาคเหนือ เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบด้านพลังงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 พร้อมโยนแนวคิดที่กำลังเป็นประเด็นสาธารณะอย่างมากออกมา นั่นคือการพิจารณางดจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราว แล้วผลักเงินส่วนนี้กลับไปเป็นส่วนลดที่หน้าปั๊ม เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อน้ำมันถูกลงในภาวะวิกฤต

แม้ข้อเสนอนี้ยังไม่ใช่มาตรการที่ประกาศใช้แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกจับตาอย่างมาก คือมันเป็นข้อเสนอที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงทันที ไม่ต้องรอแผนระดับชาติที่อาจใช้เวลา เพราะหากทำได้จริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายน้ำมันโดยตรง ขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเชิงการเมืองและเชิงบริหารว่า ท้องถิ่นไม่ได้รอรับผลกระทบอย่างเดียว แต่พยายามใช้เครื่องมือที่ตัวเองมีอยู่เข้ามาประคองสถานการณ์

ท้องถิ่นกำลังเดินในพื้นที่ที่ทำได้ แต่ยังต้องรอกฎหมายรองรับ

ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สะท้อนชัดว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกโยนขึ้นมาแบบลอยๆ หากแต่มีการคำนวณเบื้องต้นไว้แล้วว่า ภาษีหรือค่าธรรมเนียมจากหัวจ่ายน้ำมันที่ อบจ.เชียงราย จัดเก็บอยู่ มีอัตราราว 4.5 สตางค์ต่อลิตร และหากงดจัดเก็บชั่วคราวในช่วง 3 เดือนแรก อาจทำให้รายได้ที่ อบจ. จะได้รับลดลงราว 4 ล้านบาทเศษ ซึ่งฝ่ายการเมืองท้องถิ่นประเมินว่าเป็นวงเงินที่ยอมรับได้ หากแลกกับการบรรเทาภาระของประชาชนทั้งจังหวัดในช่วงที่สถานการณ์ตึงตัว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องย้ำให้ชัด คือการงดจัดเก็บดังกล่าวไม่สามารถทำได้ด้วยคำประกาศทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะต้องผ่านขั้นตอนหลายชั้น ตั้งแต่การเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชิญผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันมาหารือเพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน การนำเรื่องเข้าสภา อบจ. และเมื่อสภาเห็นชอบแล้ว ยังต้องเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนามก่อนประกาศใช้จริงได้ ดังนั้น ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 สิ่งที่เชียงรายมีอยู่จึงยังเป็น “ข้อเสนอที่กำลังเร่งผลักดัน” ไม่ใช่ “สิทธิส่วนลดที่มีผลแล้วทั่วจังหวัด”

ตรงนี้คือจุดที่ทำให้ชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่ปักธงมาเที่ยวเชียงรายมีทั้งความหวังและข้อจำกัดอยู่ในเวลาเดียวกัน เพราะหากมองจากมุมประชาชน ข้อเสนอแบบนี้ดูเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่หากมองจากมุมกฎหมายท้องถิ่นและการคลังสาธารณะ ทุกขั้นตอนต้องทำให้รัดกุม มิฉะนั้นมาตรการที่ตั้งใจช่วยเหลืออาจกลายเป็นประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจได้

  • กลไกการช่วยเหลือ: ปกติ อบจ. เชียงราย จะจัดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันที่ 4.45 สตางค์ต่อลิตร (สร้างรายได้ประมาณ 19 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา)
  • นโยบายใหม่: อบจ. เตรียมงดเก็บภาษีส่วนนี้เป็นเวลา 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขว่า ปั๊มน้ำมันต้องนำส่วนที่ อบจ. ไม่เก็บ ไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในสัดส่วนที่เท่ากัน”
  • Timeline: * ภายใน 3 วัน: ออกประกาศรับฟังความคิดเห็นประชาชนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
    • หารือผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันกว่า 200-300 รายทั่วจังหวัด
    • 8 เมษายน: เสนอเข้าสภา อบจ. เพื่อขอมติเห็นชอบ
    • 9 เมษายน: หากผู้ว่าฯ ลงนาม สามารถประกาศใช้ได้ทันที

รายได้ภาษีที่หายไปประมาณ 4 ล้านเศษในช่วง 3 เดือนนี้ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับการได้ช่วยลดค่าครองชีพให้คนเชียงราย เพราะน้ำมันขึ้นราคาหนึ่งอย่าง สินค้าอื่นก็ขึ้นตามหมด” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าว

ตัวเลขจากกราฟที่แนบมาบอกอะไรกับสังคมเชียงราย

กราฟประกอบที่แนบมาให้ภาพหนึ่งที่น่าสนใจมาก และควรถูกอ่านอย่างจริงจังก่อนจะตัดสินว่าข้อเสนอคืนภาษีน้ำมัน “เล็กเกินไป” หรือ “ช่วยได้จริงแค่ไหน”

กราฟแรกแสดงจำนวนสถานประกอบการน้ำมันในจังหวัดเชียงรายตามปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 โดยจัดเก็บในอัตราลิตรละ 4.54 สตางค์ พบว่าจำนวนสถานประกอบการในฐานการจัดเก็บลดลงต่อเนื่องจาก 667 แห่ง ในปี 2566 เหลือ 641 แห่ง ในปี 2567 ลดลงอีกเป็น 609 แห่ง ในปี 2568 และเหลือ 529 แห่ง ในปี 2569 ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้เชียงรายยังมีฐานภาษีด้านน้ำมันอยู่มาก แต่ฐานดังกล่าวไม่ได้ขยายตัว หากกลับหดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ขณะที่กราฟที่สองแสดงรายรับภาษีบำรุง อบจ. จากการค้าน้ำมัน เปรียบเทียบงบประมาณรับจริงในปีงบประมาณ 2566 ถึง 2569 พบว่า ปี 2566 ตั้งงบไว้ 14 ล้านบาท แต่รับจริง 15,893,678.73 บาท ปี 2567 ตั้งงบ 14 ล้านบาท รับจริง 17,771,428.58 บาท ปี 2568 ตั้งงบ 18 ล้านบาท รับจริง 19,611,032.40 บาท และปี 2569 ตั้งงบ 18.6 ล้านบาท แต่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 รับจริงอยู่ที่ 9,679,758.95 บาท

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราหลายอย่างพร้อมกัน ข้อแรก เชียงรายมีรายได้จากภาษีส่วนนี้ในระดับหลายสิบล้านบาทต่อปีจริง จึงไม่ใช่ข้อเสนอที่ไร้ฐานทางการเงิน ข้อสอง หากงดจัดเก็บบางช่วง รายได้ที่หายไปอาจอยู่ในระดับที่ท้องถิ่นยังพอรับได้เมื่อเทียบกับขนาดงบประมาณทั้งองค์กร ข้อสาม มาตรการนี้แม้จะไม่สามารถชดเชยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด แต่ก็อาจทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบรรเทาเฉพาะหน้าและเป็นการ “คืนเงินจากฐานภาษีเดิมกลับสู่ผู้ใช้น้ำมัน” ในช่วงที่ประชาชนแบกรับต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น

กล่าวอีกแบบหนึ่ง มาตรการนี้ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นการใช้พื้นที่ทางนโยบายขนาดเล็กที่ท้องถิ่นพอจะขยับได้จริง

พลังงานระดับชาติกำลังแก้เกมใหญ่ ส่วนเชียงรายกำลังรับมือเกมหน้าเคาน์เตอร์

หากมองในระดับประเทศ กระทรวงพลังงานเริ่มขยับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม กระทรวงพลังงานระบุว่าสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่กระทบปริมาณสำรองในประเทศในทันที และขณะนั้นไทยมีน้ำมันคงเหลือรวมกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งเพียงพอต่อการใช้ราว 61 วัน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 15 วัน พร้อมลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินบางส่วนเพื่อลดแรงกระแทกต่อราคาขายปลีก

จากนั้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศมาตรการเพิ่มเติม โดยให้ผู้ค้าน้ำมันปรับสัดส่วนสำรองตามกฎหมายจาก 1 เปอร์เซ็นต์เป็น 3 เปอร์เซ็นต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 พร้อมเดินหน้าปรับส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเตรียมจูงใจการใช้ E20 ให้มากขึ้นเพื่อช่วยพยุงอุปทานในประเทศ

ต่อเนื่องถึงวันที่ 17 มีนาคม กระทรวงพลังงานประกาศว่าจะทยอยปรับดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยกำหนดเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร พร้อมเตรียมทางเลือก B10 และ B20 ราคาต่ำกว่า และเร่งแก้ปัญหาปั๊มขาดแคลนน้ำมัน ส่วนวันที่ 19 มีนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันในจังหวัดปทุมธานีและระบุว่าไม่มีการกักตุน แต่ยอมรับว่าช่วงแรกมีความต้องการพุ่งสูงจนเที่ยวขนส่งน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และสั่งให้ติดตามการกระจายเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิดต่อไป

ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าโจทย์ของรัฐบาลส่วนกลางคือการคุมเสถียรภาพทั้งระบบ ส่วนโจทย์ของเชียงรายคือการทำอย่างไรให้ผลกระทบที่ไปถึงหน้าปั๊ม หน้าร้าน และกระเป๋าเงินประชาชนเบาลงที่สุดในช่วงรอผลของมาตรการใหญ่จากส่วนกลาง

ทำไมข้อเสนอของเชียงรายจึงถูกจับตาแม้ส่วนลดจะไม่มาก

หากดูตัวเลขแบบตรงไปตรงมา การลดภาระราว 4.5 สตางค์ต่อลิตรย่อมไม่สามารถลบแรงกระแทกจากราคาน้ำมันที่ประชาชนรู้สึกว่าขยับขึ้นเป็นบาทต่อลิตรได้ทั้งหมด นี่คือข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายรู้ดี

แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญ ไม่ใช่ขนาดของส่วนลดเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่ความหมายของมันในทางนโยบาย

ประการแรก มันคือมาตรการที่อาศัยรายได้ท้องถิ่นกลับมาช่วยคนในพื้นที่โดยตรง ไม่ต้องรอโครงการกลางแบบเดียวทั้งประเทศ

ประการที่สอง มันเป็นข้อเสนอที่สื่อสารได้ง่ายและตรวจสอบได้ง่าย หากมีการทำข้อตกลงกับปั๊มจริง ประชาชนจะเห็นผลที่หัวจ่ายทันที ไม่ใช่มาตรการเชิงเทคนิคที่จับต้องยาก

ประการที่สาม มันอาจเป็นการซื้อเวลาให้กับเศรษฐกิจครัวเรือนในช่วงเทศกาลที่ความต้องการใช้น้ำมันและการเดินทางจะเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

ประการสุดท้าย มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของท้องถิ่นว่า ในภาวะวิกฤต อบจ. ไม่ได้มีบทบาทแค่ทำถนนหรือจัดบริการสาธารณะตามฤดูกาล แต่ต้องกล้าหยิบเครื่องมือทางรายได้และการคลังที่มีอยู่มาทบทวนเพื่อช่วยประชาชน

เพราะฉะนั้น แม้ตัวเลขส่วนลดจะไม่มาก แต่ในทางสัญญะ มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายาม “จัดการสิ่งที่ทำได้เองก่อน” แล้วค่อยรอแผนใหญ่จากรัฐบาลส่วนกลางในเรื่องอุปทานและโครงสร้างราคา

สงกรานต์กำลังมาถึง และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวคืออีกสมรภูมิหนึ่ง

หนึ่งในประเด็นที่บทสัมภาษณ์สะท้อนออกมาชัดที่สุด คือความกังวลของฝ่ายท้องถิ่นต่อช่วงสงกรานต์ ไม่ใช่เพียงเพราะประชาชนจะใช้น้ำมันมากขึ้น แต่เพราะเชียงรายกำลังเตรียมรับนักท่องเที่ยวจากหลายกิจกรรม ทั้งงานในอำเภอเมือง งานตามชุมชน และโดยเฉพาะงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ที่เชียงแสน

สิ่งที่ท้องถิ่นพยายามทำจึงไม่ใช่เพียงลดภาษี แต่รวมถึงการสำรวจว่าในพื้นที่จัดงานจะมีปั๊มน้ำมันใดพร้อมเปิดถึงเที่ยงคืน เพื่อให้คนที่เดินทางมาจากต่างอำเภอหรือจังหวัดใกล้เคียงมั่นใจว่าเมื่อเที่ยวงานเสร็จแล้วจะยังมีน้ำมันเติมขากลับ และสามารถจัดโควตาน้ำมันให้เพียงพอในจุดท่องเที่ยวหลักได้

นี่เป็นรายละเอียดที่เล็ก แต่สำคัญมากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวไม่ได้วัดกันเฉพาะจำนวนคนมาเยือน แต่ยังวัดกันที่ความรู้สึก “เดินทางได้อย่างมั่นใจ” ด้วย หากนักท่องเที่ยวเชื่อว่ามาเชียงรายแล้วเติมน้ำมันยาก ต่อคิวนาน หรือไม่แน่ใจว่าขากลับจะมีปั๊มเปิดหรือไม่ ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่ยอดขายน้ำมัน แต่จะลามไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร ตลาดชุมชน และกิจกรรมสงกรานต์ทั้งจังหวัด

ในมุมนี้ ข้อเสนอของเชียงรายจึงเป็นมากกว่ามาตรการด้านราคา แต่เป็นความพยายามรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจของจังหวัดในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของปี

ความมั่นใจช่วงสงกรานต์: “น้ำมันไม่ขาด ปั๊มเปิดถึงเที่ยงคืน”

อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เน้นย้ำกับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่าสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมางาน มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เชียงแสน” (13-18 เม.ย.) และจุดท่องเที่ยวอื่นๆ อบจ. ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับนายอำเภอและปั๊มน้ำมันในพื้นที่:

  1. ขยายเวลาเปิด: ขอความร่วมมือปั๊มน้ำมันใน อ.เชียงแสน ให้เปิดถึง 24.00 น. เพื่อรองรับคนกลับจากคอนเสิร์ต
  2. โควต้าน้ำมัน: ประสานพลังงานจังหวัด ขอจัดสรรโควต้าน้ำมันพิเศษให้ปั๊มที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักท่องเที่ยวจะมีน้ำมันเติมกลับบ้านแน่นอน

เฟสต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่คือการเปลี่ยนวิธีเดินทางทั้งจังหวัด

สิ่งที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ คือฝ่ายท้องถิ่นไม่ได้มองมาตรการนี้เป็นเพียงการดับไฟเฉพาะหน้า แต่เริ่มโยงไปถึงคำถามระยะยาวว่า จะลดการพึ่งพาน้ำมันอย่างไรในจังหวัดที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานสูงและปัญหามลพิษอากาศ

แนวคิดที่ถูกพูดถึงมีอย่างน้อยสองทาง

ทางแรก คือการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถบริการไฟฟ้าหรือรถ EV สำหรับประชาชนในเส้นทางที่ยังไม่ทับซ้อนกับสัมปทานเดิมของขนส่ง โดยอาจเริ่มจากจุดที่มีความจำเป็นจริง เช่น เส้นทางรับส่งคนทำงาน คนเรียน และคนที่ต้องเข้าศูนย์ราชการในช่วงเวลาเร่งด่วน แนวคิดนี้ยังอยู่ในระยะศึกษาความเป็นไปได้ แต่สะท้อนว่าท้องถิ่นกำลังมองเรื่องการเดินทางเป็นเครื่องมือแก้ทั้งค่าครองชีพและฝุ่นควันไปพร้อมกัน

ทางที่สอง คือการหารือเรื่องพลังงานทดแทน โดยเฉพาะไบโอดีเซลสำหรับเครื่องจักรกลเกษตร ซึ่งหากทำได้จริงจะเป็นการลดต้นทุนของภาคเกษตร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และอาจเชื่อมโยงไปถึงการลดการเผาในภาคการเกษตรได้ด้วย

มาตรการระยะกลาง: รถเมล์ไฟฟ้า (EV) และเส้นทาง “นอกสัมปทาน”

นอกจากเรื่องภาษี อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ายังเล็งเห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเดินทาง โดยวางแผนเฟส 2 ในการนำรถไฟฟ้า (EV) มาให้บริการประชาชน

  • เน้นพื้นที่สีขาว: มอบหมายเจ้าหน้าที่ประสานขนส่งจังหวัด ดูเส้นทางที่ไม่มีรถสัมปทานเดิม (เช่น โซนริมกก หรือพื้นที่รอบนอก) เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับผู้ประกอบการเดิม
  • Feeder System: วางแผนรับคนจากนอกเมืองหรือศูนย์ราชการ เข้ามาส่งตามจุดเชื่อมต่อในตัวเมืองเพื่อลดปริมาณการใช้รถส่วนตัว
  • ความคุ้มค่า: เน้นวิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน (เช้า-เย็น) ที่คนไปเรียนหรือไปทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

เมื่อมองให้ลึก ทั้งสองแนวคิดนี้ชี้ไปยังทิศทางเดียวกัน คือเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการ “แก้วิกฤตน้ำมัน” ไปสู่การ “ลดความเปราะบางทางพลังงาน” ของตัวเองในระยะยาว

สิ่งที่สังคมต้องจับตา ไม่ใช่แค่จะลดได้หรือไม่ได้ แต่ลดแล้วถึงมือประชาชนจริงหรือไม่

ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคำตอบชัดเจนต่อคำถามสำคัญสามข้อ

ข้อแรก หาก อบจ. งดจัดเก็บจริง ผู้ประกอบการสถานีบริการจะส่งผ่านส่วนลดให้ประชาชนเต็มจำนวนหรือไม่ และจะมีวิธีตรวจสอบอย่างไร

ข้อสอง หากงดจัดเก็บ 3 เดือน รายได้ของ อบจ. ที่หายไปราว 4 ล้านบาทเศษจะกระทบโครงการบริการสาธารณะส่วนใดบ้าง และจะชดเชยอย่างไร

ข้อสาม หลังหมดช่วงมาตรการชั่วคราวแล้ว จังหวัดจะมีเครื่องมือใดต่อ หากราคาพลังงานยังทรงตัวสูงหรือสถานการณ์ระหว่างประเทศยืดเยื้อเกินคาด

คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นการคัดค้านมาตรการ แต่เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้มาตรการมีความน่าเชื่อถือและยืนอยู่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะประสบการณ์จากหลายพื้นที่ชี้ให้เห็นเสมอว่า มาตรการลดภาระที่ดูดีบนกระดาษ อาจไม่ถึงมือประชาชนเต็มเม็ดเต็มหน่วย หากไม่มีระบบติดตามและข้อตกลงที่ชัดเจนกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ระหว่างรอคำตอบจากรัฐบาลกลาง เชียงรายกำลังส่งสัญญาณว่าท้องถิ่นไม่ได้นิ่งเฉย

ในท้ายที่สุด ข่าวนี้อาจไม่ใช่เรื่องน้ำมันอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของบทบาทรัฐท้องถิ่นในภาวะวิกฤตด้วย

รัฐบาลส่วนกลางมีหน้าที่รับมือปัญหาในระดับมหภาค ทั้งการตรึงราคา การบริหารน้ำมันสำรอง การเพิ่มสัดส่วนสำรอง การเร่งกระจายเชื้อเพลิง และการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะที่ท้องถิ่นอย่างเชียงรายกำลังทำอีกหน้าที่หนึ่ง คือพยายามหาวิธีลดแรงกระแทกที่ประชาชนรู้สึกทันทีในชีวิตประจำวัน

ข้อเสนอคืนภาษีน้ำมันจึงควรถูกอ่านอย่างเป็นธรรม ไม่ควรถูกคาดหวังว่าจะพลิกวิกฤตราคาพลังงานทั้งระบบได้เพียงลำพัง แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามว่าเป็นมาตรการเล็กน้อยไร้ความหมาย เพราะในภาวะที่ผู้คนกำลังนับทุกบาททุกสตางค์ การลดภาระที่ตรวจสอบได้จริง แม้ไม่มาก ก็อาจเป็นสิ่งที่ช่วยต่ออายุความสามารถในการใช้ชีวิตของครัวเรือนจำนวนมาก

และสำหรับเชียงราย เมืองที่กำลังรับศึกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งพลังงาน ฝุ่นควัน ค่าครองชีพ และโจทย์การท่องเที่ยว การที่ท้องถิ่นลุกขึ้นมาบอกว่า “ส่วนที่ทำได้ เราจะทำก่อน” อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตเดียวกัน ไม่ใช่ทุกพื้นที่จะเลือกนั่งรอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

จากนี้ สิ่งที่ประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด คือผลการรับฟังความคิดเห็น การประชุมกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน การเสนอเข้าสภา อบจ. และท่าทีของจังหวัดกับพลังงานจังหวัดว่า จะสามารถผลักแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ภายในกรอบเวลาที่ตั้งไว้หรือไม่ หากทำได้ทันก่อนสงกรานต์ มาตรการนี้ย่อมมีนัยสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงจิตวิทยาต่อคนเชียงรายอย่างยิ่ง

แต่หากทำไม่ได้ ข่าวนี้ก็ยังมีคุณค่าในอีกแบบหนึ่ง เพราะอย่างน้อยมันได้เปิดพื้นที่ให้สังคมถามอย่างจริงจังแล้วว่า ในยามที่พลังงานโลกปั่นป่วน ท้องถิ่นไทยควรมีอำนาจและเครื่องมือมากกว่านี้หรือไม่ในการช่วยประชาชนของตนเอง

ในระยะยาว นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวปิดท้ายว่าได้มีแนวคิดดึง “พลังงานจังหวัด” และ “เกษตรจังหวัด” มาร่วมกันศึกษาการผลิต พลังงานทดแทน (เช่น น้ำมันปาล์ม/ไบโอดีเซลจากพืช) เพื่อให้เชียงรายซึ่งเป็นเมืองเกษตรกรรมสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น โดย อบจ. พร้อมเป็นตัวกลางในการสนับสนุนงบประมาณครุภัณฑ์และการจัดอบรมให้ความรู้ 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงพลังงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายวิกฤตฝุ่น PM2.5 พุ่งระดับสีม่วง 272 AQI จังหวัดเร่งประสานเมียนมาและเตรียมแผนฝนหลวงด่วน

เชียงรายจมหมอกควันหนัก ค่าฝุ่นพุ่งระดับกระทบทุกคนรุนแรง จังหวัดเร่งคุมไฟป่า ประสานเพื่อนบ้าน และเตรียมแผนฝนหลวง

เชียงราย, 2 เมษายน 2569 – เช้าของเชียงรายในวันที่ฟ้าหายไป เช้าวันที่ 2 เมษายน 2569 เชียงรายตื่นขึ้นมาพร้อมท้องฟ้าที่ไม่เหมือนเดิม อีกครั้งที่ภูมิทัศน์ซึ่งเคยเปิดกว้างกลับถูกม่านหมอกควันบดบังจนมองเห็นได้เพียงระยะใกล้ ภาพของเมืองที่ควรจะเห็นแนวทิวเขา ทุ่งนา และเส้นขอบฟ้า กลับเหลือเพียงอากาศขมุกขมัวที่ปกคลุมเหนือชุมชน ถนน และพื้นที่ทำกินของผู้คนตลอดทั้งเช้า ข้อมูลจาก IQAir ณ เวลา 09.00 น. ระบุว่าเมืองเชียงรายมีค่า US AQI อยู่ที่ 272 ซึ่งอยู่ในช่วง Very Unhealthy หรือระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง โดยมี PM2.5 อยู่ที่ 197 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงค่าทางเทคนิคบนหน้าจอ แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าคนทั้งเมืองกำลังหายใจเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายพร้อมกัน IQAir ยังระบุด้วยว่า ความเข้มข้นของ PM2.5 ในช่วงเวลานั้นสูงกว่าค่าแนวทาง PM2.5 รายปีขององค์การอนามัยโลก 39.4 เท่า โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่เกณฑ์ AQI ของสหรัฐกำหนดช่วง 201 ถึง 300 เป็นระดับ Very Unhealthy ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น

เมื่อค่าเฉลี่ยของเมืองยังไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุด

ความน่ากังวลของสถานการณ์ครั้งนี้อยู่ตรงที่ ค่าเฉลี่ยของเมืองยังไม่ใช่ตัวเลขสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เชียงราย เพราะเมื่อดูในระดับจุดตรวจใกล้เคียง ข้อมูลของ IQAir พบว่าสถานีบางแห่งพุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบอันตรายขั้นสูงสุด โดย Chiang Rai International School อยู่ที่ 497, Hyundai Chiang Rai อยู่ที่ 476 และ Honda M.R.M.Cars Chiangrai อยู่ที่ 440 ส่วน 4D Supply Por Khun Intersection และ Dennis & Marisa land อยู่ที่ 272 เท่ากับค่าเฉลี่ยเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี

ภาพนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ฝุ่นไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั้งจังหวัด แต่มีความแตกต่างตามจุดตรวจ กระแสลม ลักษณะภูมิประเทศ และการสะสมของมลพิษในแต่ละพื้นที่ การใช้เพียงตัวเลขเดียวอาจทำให้สาธารณชนมองไม่เห็นว่าบางชุมชนกำลังเผชิญความเสี่ยงหนักกว่าเมืองโดยรวมอย่างมาก ขณะเดียวกัน ในการจัดอันดับเมืองใกล้เคียง เชียงรายขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบนของภาคเหนือที่มีมลพิษรุนแรง โดยมีค่าเท่ากับ 272 ขณะที่บางพื้นที่ในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่สูงยิ่งกว่า นั่นทำให้วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นวิกฤตภูมิภาคร่วมที่ลากยาวข้ามจังหวัดและข้ามพรมแดน

ฝุ่นที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตประจำวันของคนทำงานกลางแจ้ง

รายงานภาคสนามในเชียงรายวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของมีค่า PM2.5 สูงกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ตัวเมืองเชียงรายอยู่ที่ 171 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สภาพอากาศโดยรวมเต็มไปด้วยหมอกควันหนาทึบจนทัศนวิสัยลดลงชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งที่แต่เดิมสามารถมองเห็นภูมิทัศน์ได้ไกล กลับมองเห็นได้เพียงระยะใกล้เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพอากาศในรายงานประจำวัน แต่คือความยากลำบากของคนที่ยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร คนขับรถรับจ้าง คนขายของริมทาง ช่างซ่อมเครื่องยนต์ หรือแรงงานกลางแจ้งจำนวนมาก หลายคนไม่มีทางเลือกมากพอที่จะหยุดงานเพียงเพราะค่าฝุ่นขึ้นสีม่วง ชีวิตในพื้นที่วิกฤตจึงกลายเป็นสมการยากระหว่างรายได้กับสุขภาพ และในบางครัวเรือน คำถามไม่ใช่ว่าฝุ่นอันตรายหรือไม่ แต่คือจะประคองชีวิตประจำวันอย่างไรในวันที่อากาศแทบไม่เปิดโอกาสให้หายใจได้อย่างสบายอีกต่อไป

ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง สะท้อนภาวะกดทับตลอดวัน

ความรุนแรงของเหตุการณ์ในวันที่ 2 เมษายนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเช้า เพราะข้อมูลพยากรณ์รายชั่วโมงของ IQAir แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงอย่างน้อยช่วงเย็น ค่าดัชนีของเชียงรายยังทรงตัวอยู่ในระดับรุนแรง โดยเวลา 10.00 น. อยู่ที่ 263, เวลา 12.00 น. อยู่ที่ 242, เวลา 16.00 น. ยังอยู่ที่ 200 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ 189 ในเวลา 17.00 น. และยังมากกว่า 150 ไปจนถึงช่วงค่ำของวันเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้ตัวเลขจะลดลงจากจุดสูงสุด แต่ตลอดทั้งวันประชาชนยังต้องเผชิญสภาพอากาศที่เกินระดับปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ปัญหาฝุ่นรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าการพุ่งขึ้นแบบชั่วคราว เพราะมันสร้างภาวะกดทับต่อเนื่องต่อการทำงาน การเดินทาง การเรียน และสุขภาพของคนในพื้นที่ การออกจากบ้านช่วงสายไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะหมดลง และการรอถึงเย็นก็ไม่ได้แปลว่าอากาศกลับมาดีในทันที สิ่งที่เชียงรายเผชิญจึงเป็นภาวะมลพิษสะสมตลอดวันมากกว่าคลื่นสั้น ๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จังหวัดยกระดับวอร์รูม สั่งเจ้าภาพทุกพื้นที่ดับไฟทันที

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันขึ้น จังหวัดเชียงรายได้ยกระดับการทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 1 เมษายน 2569 ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ประชุมด่วนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก พร้อมสั่งหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเน้นการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น รวมถึงการงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน รายงานข่าววันที่ 2 เมษายนระบุว่า จังหวัดได้ประกาศยกระดับควบคุมเข้มทุกมิติ หากตรวจพบจุดความร้อนหรือการเผาไหม้ ให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และอาสาดับไฟป่า เข้าดับไฟทันทีแบบไร้รอยต่อ และหากเกินกำลังให้ขอกำลังทหารสนับสนุนทันที แนวทางนี้สอดคล้องกับคำสั่งระดับประเทศเมื่อ 31 มีนาคม 2569 ที่ให้ 17 จังหวัดภาคเหนือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ระดมทรัพยากรทุกชนิด และเร่งลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

ปมฝุ่นข้ามพรมแดนยังเป็นเงื่อนไขที่เชียงรายควบคุมไม่ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ต่อให้จังหวัดคุมไฟในพื้นที่ตนเองได้เข้มขึ้นเพียงใด ปัญหาหลักอีกด้านหนึ่งยังคงเป็นหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นตัวแปรที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัด รายงานข่าวภาคสนามระบุชัดว่า ที่ประชุมจังหวัดมองว่าฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง และนั่นทำให้การจัดการในปีนี้ต้องขยับจากมาตรการภายใน ไปสู่การประสานความร่วมมือข้ามแดนอย่างจริงจังมากขึ้น

ในความเป็นจริง เชียงรายมีฐานความร่วมมือด้านนี้มาก่อนแล้ว เพราะเมื่อ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา ได้ร่วมทำแนวกันไฟบริเวณชายแดนบ้านผาหมี อำเภอแม่สาย เพื่อแสดงความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์และสร้างแนวปฏิบัติร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ดังนั้น การที่จังหวัดเชียงรายมีแผนหารือกับท่าขี้เหล็กอีกครั้งในช่วงวิกฤตล่าสุด จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นความพยายามต่อยอดความร่วมมือเดิมให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นในปัจจุบัน

ฝนหลวงถูกวางเป็นมาตรการเสริม หากสภาพอากาศเปิดทาง

อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือ คือการขอสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสมและความชื้นเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนระดับประเทศที่ระบุว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เพิ่มเครื่องบินประจำการในภาคเหนือตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยแก้ปัญหา PM2.5 และลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

แม้มาตรการฝนหลวงจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาไฟป่าและหมอกควัน แต่ในสถานการณ์ที่ฝุ่นสะสมหนาแน่นและอากาศปิดยาว การเพิ่มความชื้นในชั้นบรรยากาศและช่วยชะล้างฝุ่นอาจเป็นมาตรการบรรเทาระยะสั้นที่ประชาชนรอคอยมากที่สุดในเวลานี้ อย่างไรก็ดี ผลสำเร็จของแนวทางดังกล่าวยังขึ้นกับเงื่อนไขธรรมชาติเป็นสำคัญ และนั่นทำให้การควบคุมต้นตอไฟและควันยังคงเป็นภารกิจหลักที่ละเลยไม่ได้

ทำไมเชียงรายยังไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือข้อถกเถียงเรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งในทางปฏิบัติจะเปิดทางให้การช่วยเหลือบางรูปแบบทำได้เร็วขึ้น รายงานข่าววันที่ 2 เมษายนระบุว่า ในที่ประชุมมีการหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ยังติดข้อจำกัดสำคัญตรงที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงการคลัง แม้จังหวัดต้องการเร่งช่วยประชาชนก็ตาม

จุดนี้สะท้อนภาพปัญหาอีกชั้นหนึ่งของวิกฤตฝุ่นในภาคเหนือ นั่นคือ แม้ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประชาชนจะเกิดขึ้นจริงและกินเวลายาวนาน แต่เครื่องมือทางกฎหมายและการคลังบางอย่างยังไม่ได้ออกแบบมาให้ตอบสนองต่อภัยที่ค่อย ๆ สะสมแบบนี้ได้คล่องตัวเท่ากับภัยฉับพลัน เช่น น้ำท่วมหรือพายุ จังหวัดเชียงรายจึงอยู่ในสถานะที่ต้องเดินหน้าบรรเทาทุกข์เต็มกำลัง ภายใต้กรอบกฎหมายที่ยังจำกัดอยู่ และพยายามมองหาช่องทางอื่นเพื่อช่วยประชาชนให้เร็วที่สุด

ด้านสุขภาพคือแนวรบที่ต้องทำไปพร้อมกับการดับไฟ

เมื่อค่าฝุ่นขึ้นสู่ช่วง 201 ถึง 300 ตามเกณฑ์ US AQI นั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเดิมหรือกลุ่มเปราะบางเท่านั้น กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนเช็กค่าฝุ่นจากแอป Air4Thai หรือ Life Dee ก่อนออกจากบ้าน ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น เช่น N95 เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ลดกิจกรรมก่อฝุ่น และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยง่าย ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ในมิติของเชียงราย มาตรการด้านสุขภาพที่จังหวัดขยับอยู่แล้ว ได้แก่ การจัดห้องปลอดฝุ่น การแจกหน้ากากให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านระบบ Cell Broadcast ตามรายงานภาคสนามล่าสุด นี่คือการยืนยันว่าแนวรบเรื่องสุขภาพไม่ได้แยกขาดจากแนวรบเรื่องไฟป่า แต่ต้องดำเนินควบคู่กันไปตลอดเวลา เพราะต่อให้ดับไฟได้เร็วขึ้น ประชาชนก็ยังต้องอยู่กับอากาศที่สะสมมลพิษอยู่แล้วในช่วงหนึ่ง

วิกฤตครั้งนี้ชี้ชัดว่าเชียงรายต้องการทั้งการดับไฟเฉพาะหน้าและคำตอบระยะยาว

วิกฤตฝุ่นวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเป็นมากกว่าวันที่ตัวเลข AQI พุ่งสูงผิดปกติ มันคือภาพรวมของปัญหาที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งไฟป่าในพื้นที่ตนเอง หมอกควันข้ามพรมแดน ภาวะอากาศปิด ความล่าช้าของฝน ความเปราะบางของแรงงานกลางแจ้ง และข้อจำกัดทางกฎหมายในการประกาศเขตภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน มาตรการของจังหวัดก็สะท้อนว่ารัฐไม่ได้หยุดอยู่กับการเฝ้าดูตัวเลข แต่พยายามเดินหน้าในทุกด้านที่ทำได้ ตั้งแต่วอร์รูมดับไฟ การประสานทหาร การเตรียมฝนหลวง การจัดห้องปลอดฝุ่น ไปจนถึงการเจรจากับเพื่อนบ้าน

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าค่าฝุ่นจะลดลงเมื่อไร แต่คือเชียงรายและภาคเหนือจะเปลี่ยนวิกฤตประจำปีให้กลายเป็นระบบจัดการระยะยาวได้หรือไม่ เพราะทุกวันที่ท้องฟ้าหายไป ไม่ได้มีเพียงภูเขาที่มองไม่เห็น แต่ยังมีต้นทุนทางสุขภาพ รายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิตที่ค่อย ๆ ถูกหมอกควันกลืนหายไปพร้อมกันด้วย และนั่นทำให้ตัวเลข 272 ในเช้าวันนี้ ไม่ใช่แค่ค่าดัชนีของอากาศ แต่เป็นตัวชี้วัดความเร่งด่วนที่ทั้งรัฐและสังคมต้องรับมืออย่างจริงจังที่สุดในเวลานี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • IQAir
  • AirNow
  • องค์การอนามัยโลก
  • กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอนามัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

เชียงรายใช้ AI และวิทยาศาสตร์พลเมือง เปิดตัวแอป “ปลาปลอดภัย” รับมือมลพิษข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำสำคัญ

เชียงรายเร่งวางระบบเฝ้าระวังปลาน้ำจืด ใช้ AI และวิทยาศาสตร์พลเมืองรับมือมลพิษข้ามพรมแดน

เชียงราย, 1 เมษายน 2569 – เมื่อความกังวลของชุมชนลุ่มน้ำ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งจังหวัด แม่น้ำกกไม่ใช่เพียงสายน้ำที่ไหลผ่านภูมิประเทศของเชียงราย หากเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งอาชีพ และความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่ชาวประมงพื้นบ้าน คนขายปลาตลาดท้องถิ่น ไปจนถึงครัวเรือนที่ยังผูกพันกับปลาน้ำจืดในฐานะอาหารประจำวัน แต่ตลอดช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าได้ค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสายน้ำให้เต็มไปด้วยคำถามว่า ปลาที่จับได้ยังกินได้หรือไม่ น้ำที่เห็นใสยังปลอดภัยจริงหรือเปล่า และหน่วยงานรัฐจะให้คำตอบกับประชาชนได้เร็วพอหรือไม่

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว เพราะรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 17 ของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ซึ่งใช้รอบเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 10 ถึง 13 มีนาคม 2569 และเผยแพร่เมื่อ 27 มีนาคม 2569 ระบุชัดว่า แม้ภาพรวมคุณภาพน้ำหลายจุดยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ยังพบค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐาน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตรในบางพื้นที่ของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยเฉพาะจุดในจังหวัดเชียงรายที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำและการดำรงชีวิตของชุมชนริมน้ำโดยตรง

ผลตรวจน้ำล่าสุดย้ำว่า ปัญหายังไม่จบ และยังต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา

ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในลุ่มน้ำกก จุดสะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และสะพานมิตรภาพแม่ยาวดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย มีค่าสารหนูอยู่ที่ 0.011 มิลลิกรัมต่อลิตร สูงกว่าค่ามาตรฐานเล็กน้อย ส่วนในแม่น้ำโขง บริเวณจุดผ่านแดนถาวรสามเหลี่ยมทองคำ บ้านสบรวก และจุดสูบน้ำประปาส่วนภูมิภาคเขตบริการเชียงแสน มีค่า 0.013 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่จุดอื่นบางแห่งยังมีค่าที่ต้องติดตามต่อเนื่อง แม้จะไม่ใช่ทุกจุดที่เกินมาตรฐานในรอบล่าสุด แต่ข้อเท็จจริงสำคัญคือปัญหานี้ยังไม่หายไปจากลุ่มน้ำ และยังมีความผันผวนเป็นช่วงพื้นที่และช่วงเวลา

ในแง่นี้ การสื่อสารกับประชาชนจึงต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการไม่สร้างความตื่นตระหนกเกินจริง กับการไม่ลดทอนความเสี่ยงจนชุมชนเข้าใจผิดว่าเรื่องทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เพราะแม้หน่วยงานรัฐจะระบุว่าคุณภาพน้ำส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่การพบสารหนูเกินเกณฑ์ในบางจุดก็เพียงพอที่จะทำให้คำถามเรื่องปลอดภัยของปลา การใช้น้ำ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร กลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างมีระบบ ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนคาดเดากันเอง

แอปปลาปลอดภัย จึงเกิดขึ้นในฐานะคำตอบต่อความเสี่ยงที่มองไม่เห็น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ จังหวัดเชียงรายได้เปิดตัวแอปพลิเคชันปลาปลอดภัยในกิจกรรมวันน้ำโลกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 โดยประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุว่าแอปดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยของปลาในแม่น้ำได้แบบเรียลไทม์ ขณะที่ไทยพีบีเอสรายงานก่อนหน้านั้นว่า ระบบนี้พัฒนาขึ้นภายใต้ชื่อ ปลาปลอดภัย by Open Science เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบความปลอดภัยของปลาได้จากฐานข้อมูลตัวอย่างมากกว่า 200 ตัวอย่าง และมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของแอปนี้จึงไม่ได้อยู่แค่การเป็นนวัตกรรมใหม่หรือการมีคำว่า AI อยู่ในระบบ แต่คือการพยายามเปลี่ยนความเสี่ยงที่เคยอยู่ในรูปของข่าวลือ ความกลัว และประสบการณ์บอกต่อ ให้กลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้และนำไปใช้ตัดสินใจได้จริงในตลาดปลาและในครัวเรือน ชาวบ้านที่เคยต้องอาศัยคำถามปลายเปิดว่า ปลาในวันนี้ปลอดภัยหรือไม่ กำลังได้เครื่องมือที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องแล็บกับชีวิตจริงของคนริมแม่น้ำ

AI ไม่ได้ทำงานลำพัง หากยืนอยู่บนไหล่ของคนในชุมชน

หัวใจของระบบนี้ตามข้อมูลโครงการที่ผู้ใช้แนบมา คือการให้ AI วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภาคสนามจากนักวิทยาศาสตร์พลเมือง นั่นหมายความว่า แอปไม่ได้ใช้เพียงแบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อตัดสินความปลอดภัยของปลาแบบลอยตัว แต่ต้องอาศัยข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา พื้นที่จับ และการรายงานหน้างานจากผู้ที่อยู่กับแม่น้ำจริง ๆ ทั้งชาวประมง ร้านค้าปลา และเครือข่ายชุมชน โมเดลเช่นนี้ทำให้เทคโนโลยีไม่แยกขาดจากพื้นที่ แต่กลับยิ่งต้องพึ่งพาพื้นที่มากขึ้นในการสร้างความแม่นยำ

การวางบทบาทให้ชุมชนเป็นนักวิทยาศาสตร์พลเมืองยังมีความหมายทางสังคมมากกว่ามิติเทคนิค เพราะในภาวะที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าเรื่องมลพิษข้ามพรมแดนเป็นปัญหาใหญ่เกินกว่าจะควบคุมได้ การมีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล ตรวจสอบ และคัดกรอง กลับทำให้ชุมชนกลับมามีอำนาจบางส่วนเหนืออนาคตของตนเองอีกครั้ง ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะกับนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง แต่ค่อย ๆ ถูกถ่ายทอดลงสู่มือของคนที่ต้องใช้ชีวิตกับความเสี่ยงทุกวัน

ระบบสีของปลา คือภาษากลางใหม่ระหว่างห้องวิจัยกับตลาดสด

ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของโครงการระบุว่าระบบแบ่งปลาออกเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยใช้สีเขียว สีเหลือง และสีแดง เพื่อทำให้ประชาชนอ่านสถานะความเสี่ยงได้ง่ายที่สุด แหล่งข่าวสาธารณะของจังหวัดเชียงรายยังระบุด้วยว่า หากพบค่าผิดปกติ ระบบจะสามารถส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทันที และในระยะนำร่องมีการทดลองใช้งานแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการซื้อขายปลาในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนบน

ภาษาของสีเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในงานสื่อสารความเสี่ยง เพราะต่อให้ข้อมูลวิทยาศาสตร์แม่นยำเพียงใด หากประชาชนตีความไม่ออก ระบบก็จะไม่ก่อผลในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนข้อมูลซับซ้อนให้เหลือสัญญาณที่เข้าใจง่าย ทำให้คนจับปลา คนขายปลา คนซื้อปลา และผู้บริหารจังหวัด สามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ แม้จะยืนอยู่คนละจุดของห่วงโซ่อาหารก็ตาม

เชียงรายไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เพราะมีงานวิจัยและนวัตกรรมรองรับมาก่อนแล้ว

ก่อนหน้าการเปิดตัวแอปปลาปลอดภัย สวทช. ได้ขับเคลื่อนโครงการคลินิกน้ำเพื่อชุมชนในเชียงราย โดยระบุว่าหลายพื้นที่ของจังหวัดยังเผชิญปัญหาน้ำปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก จึงพัฒนาเทคโนโลยีตรวจวัดสารปนเปื้อนและต้นแบบระบบประปาหมู่บ้านที่สามารถลดความเสี่ยงได้จริง ในพื้นที่บ้านเมืองงิมและบ้านริมกก อำเภอเมืองเชียงราย มีการติดตั้งระบบต้นแบบและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เจ้าหน้าที่ชุมชน พร้อมรายงานว่าประชาชนมากกว่า 900 ครัวเรือนเริ่มเข้าถึงน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

นั่นหมายความว่าแอปปลาปลอดภัยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่กว้างกว่า ซึ่งรวมทั้งการตรวจคุณภาพน้ำ การพัฒนาระบบประปาชุมชน การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง และการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้คนในพื้นที่มองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น การจัดการมลพิษจึงไม่ได้อยู่แค่การเก็บตัวอย่างแล้วประกาศผล แต่กำลังขยับไปสู่โครงสร้างข้อมูลที่เชื่อมโยงน้ำ ปลา คน และหน่วยงานตัดสินใจเข้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากปลาปลอดภัยสู่ SRI Alert โครงสร้างข้อมูลกำลังถูกยกระดับให้กว้างกว่าเรื่องปลา

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 สกสว. และ สวทช. เปิดตัว SRI Alert หรือศรีเตือนภัย ที่กรุงเทพฯ โดยประกาศชัดว่าระบบนี้ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะสำหรับบูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อช่วยหน่วยงานรัฐตัดสินใจรับมือภัยพิบัติและภาวะวิกฤตได้รวดเร็วขึ้น สวทช. ยังระบุด้วยว่าระบบมีการเชื่อมการทำงานกับ Traffy Fondue เพื่อรับข้อมูลจากภาคประชาชนแบบเรียลไทม์

แม้ SRI Alert จะถูกเปิดตัวในบริบทการจัดการภัยพิบัติภาพใหญ่ของประเทศ แต่ในมิติของเชียงราย การมีเครื่องมืออย่างปลาปลอดภัย by Open Science ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือการเอางานวิจัยออกจากชั้นวางเอกสาร แล้วแปลงให้เป็นระบบเตือนภัยที่ประชาชนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้มาในรูปน้ำท่วมหรือแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาในรูปปลาที่ปนเปื้อน โลหะหนักที่ไม่มีกลิ่น และผลกระทบต่ออาหารของคนทั้งชุมชน การมีแพลตฟอร์มที่เชื่อมข้อมูลเช่นนี้จึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความปลอดภัยสาธารณะ

การตอบสนองของท้องถิ่นเริ่มขยับจากการรับรู้ ไปสู่การฝึกปฏิบัติจริง

ในวันเดียวกับที่จังหวัดเชียงรายขยับเครื่องมือด้านข้อมูล องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายก็เดินหน้าจัดโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบแก่ห่วงโซ่อาหารจากปัญหาคุณภาพน้ำ ครั้งที่ 2 ที่เทศบาลตำบลบุญเรือง อำเภอเชียงของ โดยมีผู้แทนท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข และเครือข่ายประปาหมู่บ้านจากหลายอำเภอเข้าร่วม ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของ อบจ.เชียงราย กิจกรรมนี้มุ่งยกระดับการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำและลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในระดับพื้นที่

ความสำคัญของเวทีลักษณะนี้อยู่ที่การทำให้การเฝ้าระวังไม่เป็นภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่กระจายตัวไปสู่เครือข่ายที่ใกล้ชุมชนมากที่สุด ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผู้ดูแลประปาหมู่บ้าน และผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อาหาร เมื่อคนกลุ่มนี้เข้าใจข้อมูลและวิธีจัดการเบื้องต้นได้ดีขึ้น การป้องกันความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง มากกว่ารอให้ปัญหาลุกลามแล้วค่อยเข้ามาแก้ที่ปลายทาง

วิทยาศาสตร์พลเมืองกำลังกลายเป็นกลไกเฝ้าระวังจริงของชายแดน

สัญญาณเดียวกันนี้ยังปรากฏในพื้นที่เชียงของก่อนหน้านี้ เมื่อไทยพีบีเอส โลคอล รายงานเมื่อ 25 มีนาคม 2569 ว่ามีการอบรมคณะกรรมการประปาหมู่บ้านและตัวแทนชาวบ้านให้ใช้ชุดตรวจภาคสนามเพื่อตรวจสารหนูและเชื้อแบคทีเรียในน้ำประปา พร้อมนำผลไปจัดทำแผนที่ความเสี่ยงในระดับอำเภอ การฝึกเช่นนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะทำให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รอผลตรวจจากส่วนกลาง แต่สามารถทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวังและส่งสัญญาณเตือนได้เอง

หากมองในมุมกว้าง วิทยาศาสตร์พลเมืองจึงกำลังเป็นคำตอบต่อโจทย์ใหญ่ของพื้นที่ชายแดนที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมักเดินทางเร็วกว่าระบบราชการ เมื่อมลพิษเกิดนอกพรมแดน แต่ผลกระทบตกอยู่กับคนไทยในพื้นที่ลุ่มน้ำ การทำให้ประชาชนมีเครื่องมือ มีข้อมูล และมีช่องทางเชื่อมต่อกับหน่วยงานรัฐแบบใกล้ตัว จึงอาจเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการลดความเสียหายระหว่างที่กระบวนการเชิงนโยบายข้ามพรมแดนยังต้องใช้เวลาอีกมาก

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่มีแอปหรือไม่ แต่อยู่ที่แอปนั้นเปลี่ยนการตัดสินใจของคนได้จริงหรือเปล่า

แม้การเปิดตัวแอปปลาปลอดภัยจะเป็นสัญญาณบวก แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ ระบบจะเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อขายปลา การบริโภค และการสื่อสารความเสี่ยงได้จริงเพียงใด เพราะในสถานการณ์มลพิษสิ่งแวดล้อม ความน่าเชื่อถือไม่ได้สร้างจากเทคโนโลยีอย่างเดียว หากต้องสร้างจากความสม่ำเสมอของข้อมูล ความโปร่งใสของวิธีตรวจ ความรวดเร็วในการอัปเดต และการยอมรับร่วมกันของชุมชน ผู้ค้า นักวิจัย และหน่วยงานรัฐ

หากระบบทำได้จริง แอปนี้จะไม่ใช่แค่เครื่องมือเช็กปลา แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการสื่อสารความเสี่ยงแบบใหม่ของเชียงราย เป็นแบบอย่างว่าการจัดการปัญหามลพิษที่ซับซ้อนสามารถทำให้ประชาชนเข้าใจและใช้ประโยชน์ได้ผ่านข้อมูลเปิด วิทยาศาสตร์เปิด และการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ แต่หากข้อมูลขาดช่วง อัปเดตไม่ทัน หรือแปลผลไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ชุมชน ความเชื่อมั่นก็อาจสั่นคลอนอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากกระแสน้ำที่เปลี่ยนทิศได้ในฤดูฝน

บทสรุปของวันนี้คือ เชียงรายกำลังเปลี่ยนจากพื้นที่รับผลกระทบ ไปสู่พื้นที่ที่พยายามควบคุมความเสี่ยงด้วยข้อมูล

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงราย ณ ต้นเดือนเมษายน 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการเปิดตัวแอปหนึ่งตัว เพราะมันสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของการจัดการสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ จากเดิมที่ประชาชนต้องรอฟังผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ มาเป็นการสร้างโครงข่ายเฝ้าระวังที่มีทั้งห้องแล็บ นักวิจัย ชุมชน ตลาดปลา ระบบประปาหมู่บ้าน และแพลตฟอร์มเตือนภัยเชื่อมถึงกันมากขึ้น ทุกชิ้นส่วนยังไม่สมบูรณ์ แต่เริ่มมองเห็นทิศทางเดียวกันชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในวันที่สารปนเปื้อนไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และข้ามพรมแดนมาเงียบกว่าสายน้ำ การมีข้อมูลที่เร็วพอ เชื่อถือได้พอ และใกล้มือประชาชนพอ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการปกป้องทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และความเชื่อมั่นของคนริมแม่น้ำ และนั่นทำให้โครงการปลาปลอดภัย by Open Science ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมด้านปลา หากเป็นภาพย่อของคำถามใหญ่ว่า ในโลกที่ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมซับซ้อนขึ้นทุกปี ประเทศไทยจะทำให้วิทยาศาสตร์ลงไปอยู่ข้างประชาชนได้เร็วเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สวทช.
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เจาะลึกรถโดยสาร EV อบจ.เชียงราย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวพลังงานสะอาด

เชียงรายเร่งปูทางรถโดยสาร EV รับสงกรานต์ เชื่อมพลังงานสะอาดกับความมั่นใจการเดินทาง

เชียงราย, 1 เมษายน 2569 – จากห้องประชุมพลังงานสู่โจทย์ใหญ่ของการเดินทางทั้งจังหวัด ในห้วงเวลาที่เชียงรายกำลังเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกและแรงกดดันจากปัญหาฝุ่นควัน จังหวัดไม่ได้มองเรื่องน้ำมันเป็นเพียงปัญหาการเติมเชื้อเพลิงระยะสั้นอีกต่อไป หากเริ่มขยับไปสู่การวางรากฐานใหม่ของระบบเดินทางทั้งจังหวัด โดยการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน สะท้อนชัดว่าภาครัฐกำลังใช้สถานการณ์พลังงานเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดระเบียบทั้งการกระจายเชื้อเพลิง การประเมินความต้องการใช้พลังงานในแหล่งท่องเที่ยว และการมองหาโครงสร้างขนส่งทางเลือกที่ลดการพึ่งพาน้ำมันลงในระยะยาว

จุดที่น่าสนใจคือ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่แค่การเฝ้าระวังสถานการณ์ แต่ลงมือกำกับตรวจสอบคลังน้ำมันและสถานีบริการจริง โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 30 มีนาคม 2569 ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนำทีมพลังงานจังหวัด ชั่งตวงวัดจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการ เพื่อตรวจสต๊อก ป้องกันการกักตุน และย้ำไม่ให้มีการปฏิเสธการจำหน่ายแก่ประชาชน นั่นสะท้อนว่ารัฐต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้รถ ภาคเกษตร ภาคขนส่ง และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ว่าเชียงรายจะไม่ปล่อยให้ปัญหาพลังงานลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจสงกรานต์แบบไร้ทิศทาง

Fuel Now กับการบริหารความเชื่อมั่นในภาวะตึงตัว

ในภาพระดับประเทศ รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้เปิดใช้ระบบ Fuel Now เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบสถานะสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูลเปิดปิดของปั๊มและปริมาณน้ำมันคงเหลือ โดยกรมธุรกิจพลังงานระบุว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 103 วัน แยกเป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร น้ำมันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร น้ำมันระหว่างขนส่งอีกประมาณ 4,200 ล้านลิตร และมีสัญญาจัดหาน้ำมันเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,700 ล้านลิตร แต่ปัญหาจริงอยู่ที่ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติจนระบบขนส่งเชื้อเพลิงปรับตัวไม่ทัน รัฐจึงต้องผ่อนผันให้รถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเร่งอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบเพื่อลดปัญหาคอขวดในบางพื้นที่

สำหรับเชียงราย ความสำคัญของ Fuel Now ไม่ได้อยู่แค่การบอกว่าปั๊มไหนเปิดหรือปิด แต่อยู่ที่การลดความไม่แน่นอนในชีวิตประจำวันของคนเดินทาง จังหวัดอยู่ในฐานะพื้นที่ปลายทางของเชื้อเพลิงและเป็นจังหวัดท่องเที่ยวชายแดน เมื่อเกิดความตื่นตระหนก ผู้คนมักออกไปต่อคิวเติมน้ำมันพร้อมกันจนยิ่งเร่งปัญหาให้หนักขึ้น การมีระบบตรวจสอบสถานะน้ำมันทั้งจากแพลตฟอร์มระดับประเทศและระบบเช็กสถานะน้ำมันในจังหวัดที่สำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงรายผลักดันผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ จึงมีบทบาทเหมือนเครื่องมือคุมความตื่นตระหนกทางสังคมไปพร้อมกัน ช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้น และช่วยให้จังหวัดบริหารจุดเสี่ยงด้านพลังงานได้แม่นขึ้นในช่วงเทศกาลที่การใช้รถหนาแน่นกว่าปกติ

วิกฤตราคาน้ำมัน กลายเป็นแรงผลักให้เชียงรายคิดเรื่องรถสาธารณะใหม่ทั้งระบบ

ภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและปัญหาฝุ่น PM 2.5 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จึงเริ่มขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การคิดเรื่องระบบรับส่งสาธารณะใหม่ในระดับจังหวัด โดยข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดและสื่อท้องถิ่นเมื่อ 30 มีนาคม 2569 ระบุว่า มีการหารือความเป็นไปได้ในการจัดหารถรับส่งสาธารณะหรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าเดินทางในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองและลดควันพิษในระยะยาว ประเด็นสำคัญของการขยับครั้งนี้คือการมองรถสาธารณะในฐานะบริการสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่เพียงเรื่องยานพาหนะ แต่เป็นเครื่องมือพยุงค่าครองชีพและคุณภาพอากาศของคนทั้งจังหวัด

แม้แนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นหารือเชิงนโยบาย แต่เมื่อวางทับกับแผนแม่บทระบบขนส่งสาธารณะของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร จะพบว่าจังหวัดเชียงรายมีฐานทางวิชาการและแผนลงทุนรองรับอยู่แล้ว รายงานแผนแม่บทซึ่งเผยแพร่เมื่อ 13 มีนาคม 2569 กำหนดเป้าหมายให้สัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ชุมชนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2580 และกำหนดโครงการพัฒนาเส้นทางรถโดยสารประจำทางไฟฟ้า 6 สายทาง รวมระยะทาง 253.4 กิโลเมตร ครอบคลุมเส้นทางยุทธศาสตร์ตั้งแต่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วัดร่องขุ่น เซ็นทรัลเชียงราย สิงห์ปาร์ค เวียงชัย วัดห้วยปลากั้ง ไปจนถึงพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษาในเขตเมืองและเมืองต่อเนื่อง

ในเชิงตัวเลข แผนแม่บทระบุงบจัดซื้อรถ EV ระยะแรก 62 คัน ประมาณ 465 ล้านบาท ก่อสร้างป้ายรถโดยสารสาธารณะ 314 ป้าย ประมาณ 314 ล้านบาท และก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าอีก 1 แห่ง วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท ชุดตัวเลขนี้ทำให้เห็นชัดว่าเชียงรายไม่ได้กำลังคิดเรื่องรถไฟฟ้าในระดับทดลองเล็ก ๆ แต่กำลังพูดถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานขนส่งใหม่ทั้งระบบ ซึ่งหากเดินตามแผนได้จริง จะเปลี่ยนวิธีเดินทางของคนเมืองเชียงรายในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงเพิ่มรถไม่กี่คันบนถนนเท่านั้น

ฐานประชากรและทิศทางเมือง บอกชัดว่าระบบขนส่งใหม่จำเป็นมากขึ้นทุกปี

เหตุผลที่เชียงรายไม่อาจเลื่อนโจทย์นี้ออกไปได้เรื่อย ๆ อยู่ที่โครงสร้างเมืองเอง รายงานของ สนข. อ้างข้อมูลกรมการปกครองพบว่า ช่วงปี 2555 ถึง 2566 จังหวัดเชียงรายมีประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.72 ต่อปี โดยอำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย และพาน เป็น 3 อำเภอที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด การเติบโตของเมือง ศูนย์การศึกษา การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว ทำให้ความต้องการเดินทางในแต่ละวันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และหากปล่อยให้การเดินทางพึ่งรถส่วนบุคคลเป็นหลัก เมืองย่อมเผชิญต้นทุนซ้ำซ้อน ทั้งรถติด มลพิษ และค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงที่ถ่ายลงสู่ครัวเรือนมากขึ้นทุกปี

เมื่อเมืองมีประชากรหนาแน่นขึ้นและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น การวางระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมระหว่างสนามบิน ศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย สถานที่ราชการ วัด และแหล่งท่องเที่ยว จึงไม่ใช่เรื่องหรูหรา แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะต่อให้เชียงรายมีงานใหญ่ มีวัดระดับโลก มีเมืองชายแดน และมีเทศกาลสงกรานต์ระดับสามแผ่นดิน หากนักท่องเที่ยวและประชาชนต้องแบกรับความไม่แน่นอนเรื่องน้ำมัน ค่าเดินทาง และเวลารอรถ เมืองก็ย่อมสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างเงียบ ๆ ในทุกฤดูกาลท่องเที่ยว

ภาคเอกชนเริ่มทดสอบแล้ว และผลลัพธ์ชี้ว่ารถ EV ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

สัญญาณที่สำคัญอีกด้านคือ ภาคเอกชนในภาคเหนือได้เริ่มพิสูจน์แล้วว่ารถโดยสารไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงภาพจำในงานแสดงเทคโนโลยี แต่ใช้งานจริงได้ในเชิงพาณิชย์ สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์เคยได้รายงานเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2568 ว่า กรีนบัสเปิดตัวรถโดยสารไฟฟ้า 12 คันแรกของภาคเหนือ พร้อมสถานีชาร์จ โดยให้บริการในเส้นทางเชียงใหม่–เชียงราย และเชียงใหม่–พะเยา ด้วยเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท บริษัทประเมินว่ารถชุดแรกจะให้บริการรวม 3,066,864 กิโลเมตรต่อปี ลดการใช้น้ำมันดีเซลได้กว่า 1,076,093 ลิตรต่อปี ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึงร้อยละ 50 และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 960 ตันต่อปี

ที่สำคัญกว่านั้นคือ รถโดยสารไฟฟ้าชุดดังกล่าวมีระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร ซึ่งในบริบทของภาคเหนือที่เผชิญปัญหาฝุ่นควันทุกปี เรื่องนี้มีน้ำหนักเชิงสาธารณสุขอย่างมาก เพราะเท่ากับว่ารถสาธารณะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขนคนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่กลายเป็นพื้นที่เดินทางที่ปลอดภัยกว่าเดิมสำหรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะผู้สูงอายุ นักเรียน ผู้ป่วย และแรงงานที่ต้องเดินทางประจำ หากภาครัฐเชียงรายสามารถต่อยอดแนวคิดนี้เข้ากับแผนแม่บทของตนเองได้ การมีระบบขนส่ง EV จะไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์สีเขียว แต่จะเป็นนโยบายคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

เมื่อข้อมูลเมืองอัจฉริยะถูกดึงมาเชื่อมกับระบบเดินทาง

อีกฐานรากที่กำลังทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นไปได้มากขึ้น คือการวางระบบข้อมูลเมือง จังหวัดเชียงรายและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้หารือเรื่องการผลักดันเชียงรายสู่เมืองอัจฉริยะมาตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลเมืองผ่าน City Data Platform และให้สำนักงานสถิติจังหวัดเข้ามามีบทบาทหลักในการจัดการข้อมูลเมือง ข้อได้เปรียบของแนวทางนี้คือทำให้ข้อมูลการเดินทาง พลังงาน คุณภาพอากาศ การท่องเที่ยว และบริการสาธารณะ สามารถถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ แทนที่จะกระจัดกระจายอยู่คนละหน่วยงานเหมือนที่ผ่านมา

ในทางปฏิบัติ หากนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย สามารถเชื่อมระบบรถโดยสาร EV เข้ากับข้อมูลพลังงานและข้อมูลการเดินทางได้จริง เมืองจะสามารถมองภาพรวมได้ชัดขึ้นว่าจุดใดใช้พลังงานมาก จุดใดมีนักท่องเที่ยวหนาแน่น ช่วงเวลาใดควรเพิ่มรถ จุดใดควรบริหารปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง และพื้นที่ใดควรให้ความสำคัญกับรถสาธารณะเพื่อลดฝุ่นควันหรือรถติดเป็นพิเศษ นั่นทำให้รถ EV ไม่ใช่เพียงยานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารเมืองสมัยใหม่ที่ใช้ข้อมูลตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เพียงการคาดเดาเหมือนอดีต

สงกรานต์เชียงแสนคือบททดสอบแรกของความพร้อมด้านพลังงานและการเดินทาง

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย ให้เหตุผลที่เรื่องนี้เร่งด่วนขึ้นทันที อยู่ที่ปฏิทินการท่องเที่ยวของเชียงรายเอง งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน มีกำหนดจัดระหว่าง 13 ถึง 18 เมษายน 2569 โดยมีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ การแสดงแสงสีเสียง และการแข่งขันเรือพาย 22 ฝีพายในวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน นี่ไม่ใช่งานย่อยระดับอำเภอ แต่เป็นงานที่จังหวัดใช้เป็นกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพจำใหม่ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมริมโขงอย่างชัดเจน

เมื่อจังหวัดคาดหวังให้มีคลื่นนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าสู่เชียงแสนและพื้นที่เชื่อมต่อ การบริหารพลังงานจึงกลายเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวโดยตรง ที่ประชุมพลังงานจังหวัดจึงให้น้ำหนักกับการประเมินแผนการใช้น้ำมันตามจุดท่องเที่ยวหลักทั่วจังหวัด และเร่งสำรวจความต้องการใช้พลังงานเพื่อรองรับเทศกาล การมาถึงของนักท่องเที่ยวจำนวนมากย่อมหมายถึงการเดินทางที่หนาแน่นขึ้น การเติมน้ำมันที่ถี่ขึ้น และแรงกดดันต่อระบบขนส่งในช่วงเวลาจำกัด หากจังหวัดไม่วางระบบข้อมูลและทางเลือกสาธารณะไว้ล่วงหน้า ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์จะเกิดขึ้นทันที เพราะนักท่องเที่ยวจดจำความสะดวกหรือความติดขัดได้เร็วกว่าที่รายงานใดจะอธิบายทัน

ประเด็นชวนคิดที่เชียงรายต้องตอบให้ได้

ถึงแม้แนวโน้มการพัฒนาจะชัดขึ้น แต่โจทย์ที่เชียงรายต้องตอบยังมีอีกหลายข้อ ข้อแรกคือความแตกต่างระหว่าง แนวคิด กับ บริการจริง เพราะแผนแม่บทและการหารือเชิงนโยบายเป็นคนละเรื่องกับการเปิดเดินรถจริง จังหวัดจึงต้องแปลงแผนให้กลายเป็นบริการที่ตรงเวลา เข้าถึงง่าย และมีโครงสร้างค่าโดยสารที่ประชาชนยอมรับได้ ข้อสองคือความพร้อมด้านสถานีชาร์จ ศูนย์ซ่อมบำรุง ช่างเทคนิค และการบริหารรอบวิ่ง ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสำคัญที่หากไม่เตรียมพร้อมจะทำให้ระบบสะดุดตั้งแต่ระยะแรก

ข้อที่สามคือการทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่กลายเป็นภาระใหม่ของประชาชน หากรถ EV ดีขึ้นแต่แพงขึ้นเกินไป ระบบก็จะไม่สามารถดึงคนออกจากรถส่วนบุคคลได้จริง ข้อที่สี่คือการรักษาความโปร่งใสในการลงทุน เพราะโครงการขนาดหลายร้อยล้านบาทต้องมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งพอจะทำให้คนเชียงรายมั่นใจว่าเงินภาษีถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง และข้อสุดท้ายคือการเชื่อมระบบขนส่งเข้ากับปฏิทินท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นรถสาธารณะจะยังถูกมองเป็นแค่เรื่องประจำวันของคนเมือง แทนที่จะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งจังหวัดตลอดปี

เมืองที่อุ่นใจเรื่องพลังงาน จะได้เปรียบมากกว่าเมืองที่มีแค่สถานที่ท่องเที่ยว

ในภาพใหญ่ที่สุด เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในฐานะนายก อบจ.เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการประชุมเรื่องน้ำมันหรือการศึกษาความเป็นไปได้ของรถ EV เท่านั้น แต่คือการตั้งคำถามใหม่กับการพัฒนาเมืองทั้งระบบว่า เมืองท่องเที่ยวในยุคใหม่ควรแข่งขันกันที่อะไร หากมองให้ลึกลงไป การมีวัดสวย ธรรมชาติเด่น หรือเทศกาลใหญ่ อาจไม่เพียงพออีกแล้ว เมืองที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าเดินทางสะดวก เติมพลังงานได้ วางแผนได้ และหายใจได้สะอาดกว่า ย่อมได้เปรียบในระยะยาวมากกว่าเมืองที่มีเพียงจุดถ่ายรูปสวยแต่ไร้ระบบรองรับอยู่เบื้องหลัง

เชียงรายกำลังเดินเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อแบบนั้นพอดี วิกฤตราคาน้ำมันบีบให้จังหวัดต้องเร่งคิดเรื่องพลังงาน ขณะที่ปัญหาฝุ่นควันบังคับให้จังหวัดมองเรื่องขนส่งในมุมสาธารณสุขมากขึ้น ส่วนเทศกาลสงกรานต์และการแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวก็กดดันให้จังหวัดต้องทำให้ระบบเดินทางมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเดิม หากภาครัฐท้องถิ่น ภาคจังหวัด และภาคเอกชน สามารถเชื่อมแนวคิดเหล่านี้เข้าหากันได้จริง เชียงรายอาจไม่ได้เพียงมีรถโดยสาร EV เพิ่มขึ้น แต่กำลังก่อร่างเมืองต้นแบบที่ใช้พลังงานสะอาด ข้อมูลอัจฉริยะ และการบริหารความเชื่อมั่น เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการพัฒนาในภาคเหนือ

บทสรุป

ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 สิ่งที่พอมองเห็นได้ชัดคือ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กำลังเร่งเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การออกแบบโครงสร้างใหม่ของการเดินทางและพลังงานในจังหวัด การมี Fuel Now และระบบตรวจสถานะน้ำมันในพื้นที่ช่วยพยุงความมั่นใจของประชาชนในระยะสั้น ขณะที่การหารือเรื่องรถโดยสาร EV ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและแผนแม่บทของ สนข. กำลังปูพื้นฐานสำหรับการลดภาระน้ำมัน ลดฝุ่นพิษ และสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว ส่วนงานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่กำลังจะมาถึง คือบททดสอบสำคัญว่าระบบข้อมูล การบริหารพลังงาน และการเตรียมพร้อมด้านการเดินทางของจังหวัด จะทำให้คำว่า เที่ยวเชียงรายอย่างอุ่นใจ เป็นจริงได้แค่ไหนในสายตาของทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์สำนักนายกรัฐมนตรี
  • สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร รายงานแผนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและแผนการพัฒนาระบบการจราจรในเมือง จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

จากบทเรียนแผ่นดินไหว 2 หมื่นล้าน สู่ระบบ SRI Alert และเครือข่ายวิทยุเชียงราย มุ่งสยบความโกลาหลด้วยข้อมูลจริง

จากบทเรียนแผ่นดินไหวสู่ระบบเตือนภัยใหม่ของประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 มีนาคม 2569 – หนึ่งปีหลังเหตุแผ่นดินไหวที่กระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างรุนแรงจนสังคมไทยต้องกลับมาตั้งคำถามกับความพร้อมของเมือง ระบบโครงสร้าง และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ภาครัฐและเครือข่ายวิชาการได้ขยับอีกก้าวสำคัญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม SRI Alert หรือ ศรีเตือนภัย ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยวางเป้าหมายให้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติของประเทศอย่างเป็นระบบ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันครบรอบเหตุแผ่นดินไหวเท่านั้น หากเป็นการยกระดับวิธีคิดของประเทศจากการรับมือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเครือข่ายการสื่อสารเพื่อคาดการณ์ เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียล่วงหน้า โดยในวันถัดมา วันที่ 31 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้สะท้อนการต่อยอดแนวคิดเดียวกันในระดับพื้นที่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุในจังหวัดเชียงราย 10 สถานี เพื่อจัดวางระบบสื่อสารภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นเอกภาพ โดยกำหนดให้ สวท.เชียงราย เป็นศูนย์กลางแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเครือข่ายในพื้นที่

เมื่อพิจารณาร่วมกัน เหตุการณ์สองวันติดกันนี้กำลังบอกภาพใหญ่บางอย่างต่อสังคมไทยอย่างชัดเจนว่า บทเรียนจากภัยพิบัติไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในรายงานสรุปหรือวงเสวนาทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลงเป็นระบบทำงานจริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ ไปจนถึงช่องทางสื่อสารระดับจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนตัวจริงในเวลาวิกฤต

SRI Alert ไม่ใช่แค่แอปเตือนภัย แต่คือโครงสร้างกลางของการตัดสินใจ

ข้อมูลจากหน่วยงานผู้จัดงานระบุว่า SRI Alert ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมา การขยายผลเชิงนโยบาย และการสร้างพลังเครือข่ายระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชน จุดนี้ทำให้ SRI Alert ต่างจากระบบเตือนภัยทั่วไปที่มักทำหน้าที่เพียงส่งสัญญาณแจ้งเตือน แต่ยังไม่เชื่อมข้อมูลเชิงลึกกับการบริหารจัดการในระดับปฏิบัติการจริง

สาระสำคัญของแพลตฟอร์มนี้จึงอยู่ที่การทำให้องค์ความรู้จำนวนมากซึ่งกระจายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐ สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบที่นำไปใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตประจำวัน โดย สวทช. ระบุชัดว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเป็นแกนหลักในการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในทางปฏิบัติ SRI Alert ยังถูกออกแบบให้รองรับการสื่อสารหลายช่องทางที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น LINE Official Account, Telegram, Google Chat, Traffy Fondue และ API Callback สำหรับเชื่อมเข้ากับระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ออกแบบไม่ได้มองเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามวางระบบบนฐานพฤติกรรมการใช้งานจริงของหน่วยงานและผู้ใช้ปลายทางด้วย

จากมหาวิทยาลัยสู่สนามจริง งานวิจัยที่ถูกดันออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการที่ SRI Alert ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยที่ทำงานกับปัญหาภัยพิบัติจริงอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สวทช. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ระบบ ววน. ทำงานเชิงระบบด้านภัยพิบัติมากขึ้นกว่าเดิม

ในฝั่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้อมูลจากแถลงข่าวระบุว่า SRI Alert วางเป้าหมายให้หน่วยงานที่ดูแลคนจำนวนมากเป็นผู้ใช้ระบบหลักก่อน เช่น เทศบาล จังหวัด หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน หรือบริษัทที่มีช่องทางสื่อสารกับคนของตนเองอยู่แล้ว ผ่านไลน์ เทเลแกรม หรือระบบอื่นขององค์กร เพื่อรับข้อมูลเตือนภัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนของตนแบบเรียลไทม์ แนวคิดนี้สะท้อนการออกแบบที่เน้นใช้โครงสร้างการบริหารที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่ได้เริ่มจากการสร้างช่องทางใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนต้องเรียนรู้ใหม่พร้อมกันในภาวะฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยนเรศวรได้นำเสนองานวิจัยด้านแบบจำลองสารสนเทศเมือง หรือ Urban Information Modeling ซึ่งพัฒนาเมืองฝาแฝดดิจิทัลเพื่อใช้รับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโมเดลอาคารสามมิติ แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกรรม การจำลองสถานการณ์ การทำแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน และแบบจำลองการอพยพ ซึ่งได้เริ่มนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลกแล้ว

สาระของงานวิจัยนี้มีนัยสำคัญในเชิงนโยบาย เพราะเมืองไทยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลอาคาร พฤติกรรมการอพยพ และการประเมินความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงกัน หากเมืองฝาแฝดดิจิทัลถูกพัฒนาจนใช้ได้จริง ก็จะช่วยให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร โรงพยาบาล และชุมชน มีข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตัดสินใจ ลดความสับสนในภาวะฉุกเฉิน และลดการสื่อสารคลาดเคลื่อนที่มักเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ

เชียงรายไม่ได้อยู่เพียงในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นพื้นที่ทดลองของงานวิจัยจริง

สำหรับจังหวัดเชียงราย จุดที่โดดเด่นในเวที SRI Alert คือการที่จังหวัดไม่ได้ปรากฏเพียงในฐานะผู้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ แต่เป็นพื้นที่นำร่องของงานวิจัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรกคือระบบติดตามความปลอดภัยโครงสร้างอาคารจากงานวิจัยแผ่นดินไหว ซึ่งมีการระบุว่าได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์แล้วในอาคารโรงพยาบาลของจังหวัดเชียงราย นับเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนและรับผลสะเทือนจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน กำลังถูกยกระดับด้านการเฝ้าระวังโครงสร้างอย่างจริงจังมากขึ้น

ด้านที่สองคือแอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรและทีมวิจัยได้พัฒนาระบบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยอัปเดตข้อมูลทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองในการรายงานข้อมูลภาคสนาม โครงการนี้ถูกนำร่องใช้งานจริงที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน เพื่อทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกกแบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา และส่งข้อมูลตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

รายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า SRI Alert ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภัยพิบัติแบบเฉียบพลัน เช่น แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเท่านั้น แต่กำลังขยายความหมายของคำว่า เตือนภัย ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารด้วย และในกรณีของเชียงราย ซึ่งกำลังเผชิญความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อแม่น้ำกก การมีระบบที่แปลข้อมูลซับซ้อนให้เป็นสัญญาณเตือนที่ใช้ได้จริง ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งชุมชน ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐโดยตรง

บทเรียนจากแผ่นดินไหวปี 2568 ยังผลักดันการเปลี่ยนแปลงอยู่

หนึ่งในช่วงสำคัญของการเปิดตัว SRI Alert คือการย้อนมองผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ซึ่งแม้จุดศูนย์กลางจะอยู่นอกประเทศไทย แต่ผลสะเทือนกลับกระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีมวิจัยแผ่นดินไหวชี้ว่า พื้นที่ชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ เกิดปรากฏการณ์ขยายแรงสั่นสะเทือนจากการสั่นพ้องของชั้นดิน ส่งผลให้อาคารจำนวนหนึ่งโยกตัวรุนแรงกว่าพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิดคลื่นในภาคเหนือและตะวันตก นี่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าเมืองใหญ่ของไทยยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ความทันสมัย

ข้อมูลในงานยังระบุถึงระบบการประเมินอาคารตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมืองที่แบ่งเป็นป้ายสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยมีอาคารมากกว่า 15 แห่งถูกจัดในกลุ่มสีแดงซึ่งหมายถึงได้รับความเสียหายหนักและห้ามใช้งาน ขณะที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยสะท้อนว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่แค่แรงสั่นสะเทือน แต่เกิดจากความไม่รู้ที่นำไปสู่ความโกลาหล และความโกลาหลนั้นเองที่ขยายความสูญเสียทางเศรษฐกิจออกไปอีก โดยมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนของอาคารที่แตกร้าวหรือซ่อมแซม แต่ยังรวมถึงต้นทุนของความไม่พร้อมในระบบข้อมูล การอพยพที่ไร้แบบแผน การปิดถนน การหยุดชะงักของธุรกิจ และความตื่นตระหนกของประชาชนในเมืองใหญ่ นี่เองที่ทำให้ SRI Alert ถูกมองไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางความเชื่อมั่นของสังคม

Traffy Fondue และบทบาทของประชาชนในฐานะเซนเซอร์มีชีวิต

อีกมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อม SRI Alert เข้ากับ Traffy Fondue ซึ่ง สวทช. มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับข้อมูล มาเป็นผู้ร่วมสร้างข้อมูลภาคสนามอย่างเป็นระบบ โดยเปิดทางให้ประชาชนรายงานเหตุการณ์หรือความผิดปกติจากพื้นที่จริง เพื่อเชื่อมต่อไปยังนักวิจัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รวดเร็วขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการภัยพิบัติที่ให้คุณค่ากับข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์ ไม่แพ้ข้อมูลจากเซนเซอร์หรือภาพถ่ายดาวเทียม

เมื่อประชาชนรายงานข้อมูล พิกัด พื้นที่เสี่ยง หรือสภาพความเสียหายได้ตรงเวลา ระบบกลางก็จะมีโอกาสวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐสามารถเลือกส่งสัญญาณเตือนหรือคำแนะนำกลับไปยังพื้นที่เฉพาะจุดได้รวดเร็วกว่าเดิม หากระบบนี้ถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมเตือนภัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากระบบราชการแบบเดิมที่ข้อมูลมักวิ่งทางเดียวจากบนลงล่าง

เชียงรายต่อยอดทันทีด้วยเครือข่ายวิทยุ 10 สถานี

หาก SRI Alert คือสมองกลางในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวที่เชียงรายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ก็ดูจะเป็นความพยายามสร้างเส้นเลือดฝอยของระบบสื่อสารในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน จากข้อมูลของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุว่า ณ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดเชียงรายรวม 10 สถานี เพื่อสร้างระบบรายงานสถานการณ์และกระจายเสียงในภาวะภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นหนึ่งเดียว โดยนางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 3 เป็นผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ร่วมพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้ระบุเป้าหมายชัดเจนหลายด้าน ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเวลา การเชื่อมโยงเครือข่ายการกระจายเสียงจากศูนย์กลาง การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทั่วถึง และการใช้สื่อวิทยุเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารข้อมูลภาครัฐในภาวะวิกฤต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีทั้งเขตเมือง ชุมชนภูเขา พื้นที่ชายแดน และประชากรที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนอาจไม่เท่ากันในทุกกลุ่ม

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าก่อนหน้านี้บุคลากรของ สวท.เชียงรายเพิ่งเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตด้วยกลไก Joint Information Center หรือ JIC เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณภัย ก็ยิ่งเห็นว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมระบบสื่อสารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือตอนบน

เมื่อระบบระดับชาติจะไปถึงประชาชนได้ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีและสื่อท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่บทเรียนครั้งนี้กำลังสอนคือ ต่อให้ประเทศมีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ดีเพียงใด หากไม่มีช่องทางส่งต่อข้อมูลไปถึงประชาชนในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง ระบบนั้นก็อาจหยุดอยู่แค่หน้าจอแดชบอร์ดของหน่วยงานรัฐ ในทางกลับกัน ต่อให้มีเครือข่ายสื่อชุมชนที่เข้มแข็งเพียงใด หากขาดข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็อาจเกิดปัญหาข่าวลือ การตีความคลาดเคลื่อน และการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ

SRI Alert และ MOU เครือข่ายวิทยุเชียงรายจึงควรถูกมองเป็นภาพเดียวกันในสองระดับ ระดับแรกคือการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิจัย วิศวกร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระดับที่สองคือการสร้างระบบถ่ายทอดสารจากศูนย์กลางไปยังชุมชนอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สื่อวิทยุยังมีบทบาทจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน นี่คือการเติมเต็มกันระหว่างวิทยาศาสตร์ข้อมูลกับโครงข่ายสื่อสารมวลชน

ความท้าทายที่ยังต้องตอบให้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้การเปิดตัวและการลงนามความร่วมมือจะเป็นก้าวสำคัญ แต่โจทย์ที่ยากกว่ายังอยู่ข้างหน้า ประการแรกคือเรื่องการเชื่อมต่อข้ามหน่วยงาน ว่าระบบ SRI Alert จะสามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานหลัก เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบสื่อสารฉุกเฉินในระดับจังหวัดได้ราบรื่นเพียงใด ประการที่สองคือเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณและการบำรุงรักษา เพราะระบบเตือนภัยไม่ใช่โครงการเปิดตัวครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูล ฝึกอบรมบุคลากร และซ้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือเรื่องความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สุดในภาวะวิกฤต หากข้อมูลที่รัฐส่งออกไปช้าเกินไป ไม่ชัดเจน หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างแพลตฟอร์มกับสื่อท้องถิ่น ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบจะถูกตั้งคำถามทันที ดังนั้น การมีเครือข่ายวิทยุท้องถิ่นในเชียงรายเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร จึงอาจช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้มาก เพราะวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศูนย์ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่จริง

จุดเริ่มต้นใหม่ที่ต้องทำให้ไปต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การเปิดตัว SRI Alert ในกรุงเทพฯ และการลงนาม MOU เครือข่ายวิทยุในเชียงราย ภายในช่วงเวลาเพียงสองวัน ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกกัน แต่สะท้อนจังหวะใหม่ของการจัดการภัยพิบัติไทยที่เริ่มขยับจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูลภาคประชาชน และสื่อท้องถิ่นเข้าหากันมากขึ้น

สำหรับเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งมีความหมายมากกว่าหลายพื้นที่ เพราะจังหวัดกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกก ปัญหาฝุ่นควัน และความเปราะบางของชุมชนชายแดน การมีทั้งระบบติดตามอาคาร ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงปลา ระบบรายงานเหตุจากประชาชน และเครือข่ายวิทยุที่พร้อมกระจายข้อมูลฉุกเฉิน จึงอาจกลายเป็นแบบจำลองของการเตือนภัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบใดระบบหนึ่งคงไม่ได้วัดเพียงจำนวนหน่วยงานที่ร่วมลงนาม หรือจำนวนเทคโนโลยีที่เชื่อมเข้าด้วยกัน แต่จะถูกพิสูจน์ในวันที่เกิดเหตุจริง ว่าข้อมูลจะเร็วพอหรือไม่ เตือนคนได้ทันหรือไม่ ลดความตื่นตระหนกได้หรือไม่ และช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ หากคำตอบในวันนั้นคือใช่ บทเรียนราคาแพงจากภัยพิบัติที่ผ่านมาอาจไม่ได้สูญเปล่า และสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนมีนาคม 2569 อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบเตือนภัยไทยที่แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME