Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายรับงบจัดการไฟป่า 36.42 ล้านบาท เน้นควบคุมพื้นที่อนุรักษ์และทำแนวกันไฟสู้ศึก PM2.5 ภาคเหนือ

Summary
  • เชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่าปี 69 รวม 36.42 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่

  • งบส่วนใหญ่ (27.2 ล้าน) อยู่ที่กรมอุทยานฯ เน้นงานแนวกันไฟและเพิ่มประสิทธิภาพลาดตระเวน

  • แม้เชียงรายคุมจุดความร้อนในพื้นที่ได้ดี แต่ค่าฝุ่นยังพุ่งสีแดงเพราะหมอกควันข้ามแดน

  • GISTDA พบจุดความร้อนเพื่อนบ้าน (เมียนมา-ลาว) รวมเกือบ 3 แสนจุด กดดันอากาศในไทย

  • งบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบ แต่โจทย์จริงคือการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนและความร่วมมือข้ามประเทศ

เชียงรายได้งบไฟป่ากว่า 36.42 ล้านบาท แต่โจทย์จริงใหญ่กว่างบประมาณ

เชียงราย,19 เมษายน 2569 – ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมจังหวัดที่พยายามคุมไฟอย่างเข้มข้นจึงยังต้องเผชิญค่าฝุ่นระดับน่าห่วง ข้อมูลด้านงบประมาณที่ถูกเปิดเผยออกมาจึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการคลัง เพราะมันช่วยให้เห็นว่ารัฐมองเชียงรายเป็นพื้นที่เสี่ยงระดับใด และวางหมุดยุทธศาสตร์ให้จังหวัดนี้อยู่ตรงไหนในสมการจัดการไฟป่าของภาคเหนือ ปีงบประมาณ 2569 จังหวัดเชียงรายได้รับงบจัดการไฟป่ารวม 36,424,500 บาท จาก 3 หน่วยหลักภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับงบสูงสุดของภูมิภาค รองจากเชียงใหม่ และอยู่ในกลุ่มที่รัฐให้น้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญในการจัดการวิกฤตหมอกควันและ PM2.5 ปีนี้

ตัวเลขดังกล่าวเมื่อแยกย่อยลงไป จะเห็นภาพยุทธศาสตร์ของรัฐชัดขึ้น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เชียงราย 550,000 บาท สำหรับการสนับสนุนการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดงบรวม 27,263,600 บาท แบ่งเป็นงานควบคุมไฟป่า 11,629,600 บาท งานควบคุมไฟป่าในส่วนของแนวกันไฟ 9,838,400 บาท และงบเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาอีก 5,795,600 บาท ส่วนกรมป่าไม้จัดงบ 8,610,900 บาท สำหรับงานป้องกันไฟป่าและควบคุมหมอกควันในพื้นที่จังหวัด งบเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายถูกมองไม่ใช่แค่พื้นที่ดับไฟเฉพาะหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องทำทั้งแนวกันไฟ กำลังภาคสนาม และงานเสริมศักยภาพควบคู่กัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง งบ 36.42 ล้านบาทก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่า มากพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของเชียงรายที่ไม่ได้เผชิญไฟป่าแบบจังหวัดทั่วไป เชียงรายมีทั้งภูเขาสูง พื้นที่ป่ากว้าง ชุมชนที่อยู่ชิดป่า เขตชายแดน และผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน การใช้งบลักษณะนี้จึงไม่อาจถูกอ่านแบบเส้นตรงว่า ยิ่งได้เงินมากยิ่งแก้ปัญหาได้ง่าย เพราะในความเป็นจริงงบประมาณเป็นเพียงเชื้อเพลิงให้ระบบทำงาน แต่ไม่สามารถลบข้อจำกัดทางภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกระแสลมที่พัดเอาควันจากนอกจังหวัดเข้ามาได้ด้วยตัวเอง

ภาพรวม 17 จังหวัดภาคเหนือสะท้อนว่ารัฐยังเทน้ำหนักไปที่พื้นที่วิกฤต

หากขยับจากเชียงรายออกไปดูภาพทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าโครงสร้างงบประมาณปี 2569 ของภาคเหนือยังยึดหลัก “กระจุกทรัพยากรในพื้นที่วิกฤต” อย่างชัดเจน The Active และ Rocket Media Lab สรุปตรงกันว่า งบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ใน 17 จังหวัดภาคเหนือจาก 3 หน่วยงานรวมกันอยู่ที่ 351,469,200 บาท แบ่งเป็นสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7.31 ล้านบาท กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 266.22 ล้านบาท และกรมป่าไม้ 77.94 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าเกือบสามในสี่ของงบทั้งก้อนยังไปอยู่ที่กรมอุทยานฯ เป็นหลัก สะท้อนว่าน้ำหนักนโยบายปีนี้เทไปที่การควบคุมไฟในเขตป่าและพื้นที่อนุรักษ์อย่างเด่นชัด

เชียงใหม่ได้รับงบสูงสุด 73,418,000 บาท ตามมาด้วยเชียงราย 36,424,500 บาท จากนั้นเป็นน่าน ลำปาง และแม่ฮ่องสอนตามลำดับ ภาพนี้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าเชียงใหม่ยังเป็นศูนย์กลางปัญหาเชิงภาพลักษณ์และผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของภาคเหนือ ขณะที่เชียงรายแม้ไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดตลอดเวลา แต่ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ในแนวปะทะของปัญหาหลายชั้น ทั้งไฟในพื้นที่ของตนเองและฝุ่นที่พัดข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง งบที่สูงจึงไม่ใช่เพียงรางวัลของพื้นที่วิกฤต แต่เป็นการประเมินว่าจังหวัดต้องมีขีดความสามารถป้องกัน รับมือ และเฝ้าระวังสูงกว่าพื้นที่ทั่วไป

เมื่อมองในเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณะ โครงสร้างงบแบบนี้มีเหตุผลในตัวเอง เพราะรัฐมักต้องเลือกใช้เงินในจุดที่คาดว่าจะลดความเสียหายได้มากที่สุดก่อน แต่ก็มีคำถามตามมาว่า งบที่วางบนโครงสร้างส่วนกลางเช่นนี้ส่งพลังลงถึงท้องถิ่นจริงมากน้อยเพียงใด และยืดหยุ่นพอให้ตอบสนองสถานการณ์หน้างานได้รวดเร็วหรือไม่ เพราะไฟป่าเป็นภัยที่เปลี่ยนรูปเร็วมาก บางวันต้องใช้เครื่องมือ บางวันต้องใช้กำลังคน บางวันต้องใช้การข่าว บางวันต้องใช้แนวกันไฟ บางวันต้องใช้โดรนและข้อมูลดาวเทียม หากระบบงบยังแข็งตัวเกินไป ต่อให้วงเงินดูสูง ผลลัพธ์จริงก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพได้เช่นกัน

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

เชียงรายไม่ได้มีพื้นที่เผาไหม้สูงสุด แต่กลับได้งบสูงเป็นอันดับสอง

ประเด็นที่ชวนคิดมากที่สุดของกรณีเชียงราย คือจังหวัดนี้ไม่ได้เป็นแชมป์พื้นที่เผาไหม้ของภาคเหนือในทุกตัวชี้วัด แต่กลับได้รับงบสูงเป็นอันดับสองของภูมิภาค ข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่อ้างอิงข้อมูล GISTDA ระบุว่า ในปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของเชียงรายอยู่ที่ 13,302 ไร่ และเชียงรายเป็นจังหวัดเดียวที่พื้นที่เผาในป่าลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ผ่านปี 2567 มาถึงปี 2568 ในขณะที่อีก 16 จังหวัดที่เหลือตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นหมดในปีล่าสุด ตรงนี้หมายความว่า หากมองเฉพาะผลลัพธ์พื้นที่เผาไหม้ เชียงรายไม่ได้อยู่ในจุดที่เลวร้ายที่สุดของภาคเหนือด้วยซ้ำ

ยิ่งเมื่อเทียบกับเชียงใหม่ ตาก หรือแม่ฮ่องสอน จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดขึ้น เชียงใหม่มีพื้นที่เผาในป่าปี 2568 อยู่ที่ 637,886 ไร่ แม่ฮ่องสอน 1,110,340 ไร่ และตาก 1,195,419 ไร่ ขณะที่เชียงรายอยู่เพียง 13,302 ไร่ ตัวเลขนี้ทำให้การได้รับงบสูงอันดับสองของเชียงรายดูเหมือนขัดแย้งในตัวเอง แต่หากอ่านให้ลึก จะพบว่ารัฐไม่ได้จัดงบด้วยตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ปีเดียวเท่านั้น หากน่าจะประเมินร่วมกับความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ความยากง่ายในการเข้าถึงพื้นที่ป่า ความหนาแน่นของชุมชนที่อยู่ติดป่า ความอ่อนไหวของพื้นที่ชายแดน และผลกระทบที่อาจลุกลามไปเป็นปัญหาฝุ่นของเมืองหลักด้วย

กล่าวอีกแบบหนึ่งได้ว่า เชียงรายอาจไม่ได้ “เผามากที่สุด” แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์หลุดมือ ผลกระทบจะซับซ้อนมาก และต้องใช้การตอบสนองหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการลาดตระเวนในผืนป่า การป้องกันพื้นที่เกษตรรอยต่อป่า การดูแลอำเภอเมืองจากควันสะสม และการรับมือฝุ่นข้ามแดนที่ไหลเข้ามาโดยจังหวัดควบคุมต้นทางไม่ได้ งบประมาณก้อนนี้จึงสะท้อนการให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการชดเชยความเสียหายย้อนหลังอย่างเดียว

เม็ดเงินของเชียงรายกำลังถูกใช้กับการคุมไฟในบ้าน ขณะที่ฝุ่นนอกบ้านยังไหลเข้ามาไม่หยุด

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาคือ เชียงรายมีผลงานเชิงสัมพัทธ์ในเรื่องการควบคุมไฟภายในจังหวัดที่ค่อนข้างน่าสนใจ หลังวันที่ 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็น 4.33 เปอร์เซ็นต์ของทั้งภาคเหนือ และในช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ ยังไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญว่าการทำงานเชิงพื้นที่ของจังหวัดสามารถกดตัวเลขไฟในเขตตัวเองลงได้จริงในบางช่วงเวลา

ทว่าความสำเร็จนี้กลับชนเข้ากับข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งทันที เพราะในช่วงเดียวกัน ฝุ่น PM2.5 ยังเกินมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และในบางวันแตะระดับสีแดงรุนแรง ข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 16 เมษายน ค่าฝุ่นในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 51.2 ถึง 188.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร วันที่ 18 เมษายน อยู่ที่ 73.2 ถึง 222.8 และวันที่ 19 เมษายน ยังสูง 62.8 ถึง 218.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แปลเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า แม้จังหวัดจะควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่ประชาชนก็ยังต้องหายใจอากาศที่เสี่ยงต่อสุขภาพอยู่ดี

ความย้อนแย้งนี้เองคือหัวใจของโจทย์เชียงรายในปี 2569 เพราะมันกำลังบอกว่า งบระดับจังหวัดมีพลังมากพอจะดูแล “ไฟในบ้าน” แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจะสกัด “ควันจากนอกบ้าน” เมื่อข้อมูลจากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า ระหว่าง 1 มกราคมถึง 1 เมษายน 2569 เมียนมามีจุดความร้อนถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุด สิ่งที่เชียงรายต้องสู้จึงไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ตัวเองอีกต่อไป แต่ต้องสู้กับภูมิรัฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคด้วย

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย

จุดความร้อนช่วงสงกรานต์ย้ำว่าเชียงรายยังเปราะบาง แม้ทำสถิติได้ดีในภาพรวม

แม้ภาพรวมไตรมาสแรกของเชียงรายจะดูดีขึ้น แต่ช่วงสงกรานต์ก็พิสูจน์อีกครั้งว่าจังหวัดยังเปราะบางต่อการปะทุของไฟอย่างมาก ข้อมูลที่ถูกใช้ประกอบการประชุมวอร์รูมไฟป่าวันที่ 16 เมษายน ระบุว่า ความรุนแรงของจุดความร้อนเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และพุ่งสูงในช่วง 13 ถึง 15 เมษายน โดยบางวันมีจุดความร้อนระดับ 300 ถึง 400 จุด และเช้าวันที่ 16 เมษายนยังพบ 292 จุด แม่สรวยสูงสุด 72 จุด รองลงมาคืออำเภอเมืองเชียงราย 69 จุด ขณะที่เวียงป่าเป้าลดลงเหลือ 16 จุด แต่จุดความร้อนกลับกระจายเพิ่มไปยังอำเภอพาน พญาเม็งราย และบางส่วนของเชียงของด้วย

ในวันเดียวกัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายจึงต้องเรียกประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันครั้งที่ 7 ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรการขั้นสูงสุด ทั้งการหารือปิดป่า การควบคุมการเข้าออกหมู่บ้านเป้าหมาย และการตั้งจุดคัดกรองกับชุดลาดตระเวนเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายระบุชัดว่า จังหวัดมองสถานการณ์นี้เป็นภาวะวิกฤต ไม่ใช่ภาวะเฝ้าดูเฉย ๆ อีกแล้ว

สิ่งนี้บอกเราว่า งบประมาณ 36.42 ล้านบาทของเชียงรายในทางปฏิบัติไม่ได้ทำงานบนกระดาษ แต่กำลังถูกบีบให้แปลงเป็นกำลังคน แนวกันไฟ ชุดปฏิบัติการ การประชาสัมพันธ์ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะเมื่อไฟขยับจากเวียงป่าเป้ามายังแม่สรวยแล้วเข้าสู่อำเภอเมือง ความหมายของมันไม่ใช่แค่ผืนป่าที่เสียหาย แต่คือความเสี่ยงที่จะกระทบอากาศของเมือง เศรษฐกิจท้องถิ่น และสุขภาพประชาชนในศูนย์กลางจังหวัดโดยตรงด้วย

เชียงรายกำลังใช้ทั้งกฎหมาย ชุมชน และเทคโนโลยีควบคู่กัน

อีกจุดที่สะท้อนรูปแบบการใช้งบของเชียงรายได้ชัด คือจังหวัดไม่ได้วางน้ำหนักไว้ที่เครื่องมือชนิดเดียว การประชุมวอร์รูมไฟป่ากลางเดือนเมษายนมีทั้งมิติการบังคับใช้กฎหมาย การใช้ข้อมูลดาวเทียม การพึ่งโดรนจากภาคประชาสังคม และการระดมชุมชนเข้ามาเป็นกำลังเสริมในการป้องกันพื้นที่ ตัวอย่างที่เด่นคือกรณีการติดตามผู้ต้องสงสัยลอบเผาป่าในพื้นที่แม่กรณ์ หลังโดรนของมูลนิธิกระจกเงาจับภาพไว้ได้ จนผู้ว่าราชการจังหวัดต้องสั่งรวบรวมพยานหลักฐานและเร่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด นี่สะท้อนว่าการรับมือไฟป่าของเชียงรายปีนี้ไม่ได้ยึดแค่สายตรวจภาคพื้นดินแบบเดิม แต่ขยายไปสู่การใช้เทคโนโลยีและภาคประชาสังคมร่วมด้วยอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน ระดับชุมชนก็ยังเป็นฐานสำคัญของระบบนี้ ตัวอย่างบ้านปางขอนที่ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่เชียงราย งานป้องกันไฟไม่ได้อยู่แค่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พึ่งพาคนในชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านต้องขึ้นเขา ถางหญ้า เก็บใบไม้แห้ง และทำแนวกันไฟซ้ำทุกปี เพราะรู้ว่าหากไฟลาม สิ่งที่เสียไม่ใช่แค่ต้นไม้ แต่คือต้นน้ำ หน้าดิน และระบบนิเวศที่เลี้ยงเศรษฐกิจชุมชนด้วย

เมื่ออ่านคู่กับโครงสร้างงบของเชียงราย จะเห็นว่าเงินจำนวนมากที่ลงไปในกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ แท้จริงแล้วต้องอาศัย “แรงส่งจากชุมชน” มาช่วยให้เกิดผลเต็มที่เสมอ นี่คือข้อได้เปรียบของเชียงรายในอีกด้านหนึ่ง เพราะจังหวัดยังมีทุนทางสังคมและความร่วมมือในพื้นที่ แต่ก็เป็นข้อเตือนเช่นกันว่า หากระบบงบประมาณในอนาคตไม่ออกแบบให้หนุนท้องถิ่นและชุมชนมากพอ ภาระจริงจะยังตกอยู่กับคนด่านหน้าเหมือนเดิม แม้ตัวเลขงบรวมของจังหวัดจะดูสูงก็ตาม

บทเรียนจากเชียงใหม่ชี้ชัดว่าได้เงินมาก ไม่ได้แปลว่าหายใจโล่งเสมอไป

เพื่อมองเชียงรายให้ชัดขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านกรณีเชียงใหม่ควบคู่กัน เชียงใหม่ได้รับงบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงสุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือที่ 73,418,000 บาท หรือ 20.89 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งภูมิภาค แบ่งเป็นงบกรมอุทยานฯ 63,635,500 บาท กรมป่าไม้ 9,182,500 บาท และสำนักปลัดกระทรวงฯ 600,000 บาท นอกจากนี้ยังมีงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อีก 9,987,200 บาท และพบว่า 191 จาก 211 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดตั้งงบเกี่ยวกับหมอกควัน ไฟป่า และ PM2.5 รวมกัน 18,432,336 บาท ขณะที่อีก 20 แห่งไม่ได้ตั้งงบไว้เลย

ข้อมูลนี้ชี้ชัดว่าเชียงใหม่มีทั้งงบส่วนกลางและงบท้องถิ่นในระดับที่แข็งแรงกว่าเชียงรายอย่างเห็นได้ชัด แต่กระนั้นเชียงใหม่ก็ยังตกอยู่ในสถานะเมืองที่เผชิญวิกฤตฝุ่นรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และในบางช่วงยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองคุณภาพอากาศแย่ที่สุดของโลกด้วย นั่นทำให้บทเรียนจากเชียงใหม่น่าสนใจมากสำหรับเชียงราย เพราะมันย้ำว่า เงินเป็นเงื่อนไขจำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขพอ หากปัญหาไฟป่าเชื่อมกับภูมิประเทศ แอ่งอากาศ การเผาในพื้นที่เกษตร การลักลอบเข้าป่า และหมอกควันข้ามแดน งบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวก็ยังไม่รับประกันผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศได้เสมอไป

สำหรับเชียงราย บทเรียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดกำลังยืนอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจว่า จะใช้เงินเพื่อ “ดับไฟ” เพียงอย่างเดียว หรือจะใช้เงินเพื่อ “เปลี่ยนรูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงและการเผา” ไปพร้อมกันด้วย ถ้ามองแค่ปฏิบัติการภาคสนาม งบ 36.42 ล้านบาทอาจช่วยให้ไฟลดลงระยะสั้นได้ แต่ถ้าไม่แตะต้นตอเชิงโครงสร้าง เช่น วิธีจัดการเศษวัสดุเกษตร ปัญหาการเผาในพื้นที่เสี่ยง และความร่วมมือกับชุมชนชายแดน ปัญหาก็พร้อมกลับมาใหม่ทุกปีเหมือนวงล้อเดิม

งบประมาณไฟป่าในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย 2569

จุดอ่อนที่ยังต้องพูดตรง ๆ คือระบบท้องถิ่นยังไม่เห็นทั้งภาพเท่าที่ควร

แม้ข้อมูลชุดนี้จะลงรายละเอียดงบท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้ค่อนข้างมาก แต่สำหรับเชียงราย ข้อมูลข้อบัญญัติท้องถิ่นยังไม่ได้ถูกเปิดให้เห็นครบในระดับเดียวกัน สิ่งนี้ทำให้เรายังประเมินไม่ได้เต็มปากว่า 36.42 ล้านบาทจากส่วนกลางถูกต่อยอดด้วยงบของ อบจ. อบต. และเทศบาลในจังหวัดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นช่องว่างสำคัญ เพราะในทางปฏิบัติ หน่วยที่ถึงไฟก่อนเจ้าหน้าที่ส่วนกลางมักเป็นคนในหมู่บ้าน อปพร. ท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่หน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ไกลพื้นที่มากที่สุดเสมอไป

เมื่อเปรียบกับเชียงใหม่ที่ตรวจพบอย่างน้อย 41 โครงการทำแนวกันไฟใน 16 อปท. และมีงบรวม 1,725,200 บาทเฉพาะโครงการลักษณะนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า “คุณภาพของการกระจายงบ” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณงบรวม” จังหวัดที่มีเงินส่วนกลางมาก แต่ไม่มีฐานท้องถิ่นมารับช่วงอย่างแข็งแรง อาจได้ผลเพียงช่วงสั้นหรือได้ผลเฉพาะในพื้นที่รัฐเข้าถึงง่าย ขณะที่พื้นที่รอยต่อป่า หมู่บ้านห่างไกล หรือแนวชายแดนอาจยังเปราะบางอยู่เหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่การอ่านงบของเชียงรายในปี 2569 ต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่าได้อันดับสองของภาคเหนือ แต่ต้องถามต่อว่า เงินจำนวนนี้ไหลลงไปถึงมือใคร ใช้กับคนกลุ่มไหน เครื่องมือชนิดใด และมีความยืดหยุ่นพอให้ปรับตามสถานการณ์ได้หรือไม่ เพราะไฟป่าไม่เคยเผาตามช่องงบประมาณ และฝุ่นก็ไม่รอให้หน่วยงานเบิกจ่ายเสร็จก่อนเสมอไป

เชียงรายกำลังสู้กับไฟในเขตจังหวัด แต่โจทย์ปีต่อไปอาจต้องเป็นความร่วมมือไร้พรมแดน

หากสรุปจากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นว่าความสำเร็จของเชียงรายในปีนี้อยู่ที่การลดจุดความร้อนในพื้นที่ตัวเองได้ดีขึ้นในหลายช่วง และการใช้งบที่เน้นทั้งควบคุมไฟ แนวกันไฟ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภาคสนาม แต่ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดยังไม่เปลี่ยน นั่นคือจังหวัดไม่สามารถใช้งบ 36.42 ล้านบาทไปดับไฟที่เกิดอยู่นอกอธิปไตยของตัวเองได้ เมื่อเมียนมามีจุดความร้อนสะสมกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวเกือบ 60,000 จุดในช่วงต้นปีถึงต้นเมษายน ผลกระทบของฝุ่นควันข้ามแดนจึงยังเป็นผนังแข็งที่เชียงรายชนอยู่ทุกปี

เพราะฉะนั้น หากจะมองงบปี 2569 อย่างเป็นธรรม ต้องยอมรับสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก เชียงรายใช้ทรัพยากรที่มีได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับจังหวัด เรื่องที่สอง ประสิทธิภาพนั้นยังไม่เพียงพอจะเปลี่ยนคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หากไม่มีกลไกข้ามจังหวัดและข้ามประเทศเข้ามารับไม้ต่อ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมในระยะต่อไป นโยบายของไทยอาจต้องขยับจากการคิดเรื่อง “งบดับไฟรายจังหวัด” ไปสู่การคิดเรื่อง “งบความร่วมมือจัดการควันข้ามแดน” หรืออย่างน้อยต้องเชื่อมข้อมูลดาวเทียม การทูตชายแดน การเกษตรปลอดเผา และระบบเตือนภัยให้ทำงานเป็นวงเดียวกันมากขึ้น

บทสรุปของเชียงรายในปี 2569 คือทำการบ้านในบ้านได้ดีขึ้น แต่ยังต้องเจอโจทย์จากนอกบ้านที่ใหญ่กว่าเดิม

ในท้ายที่สุด งบ 36,424,500 บาทของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสารงบประมาณ แต่มันสะท้อนสถานะของจังหวัดที่รัฐมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการสู้ไฟป่าในภาคเหนือ เชียงรายไม่ใช่จังหวัดที่เผามากที่สุดทุกตัวชี้วัด แต่เป็นจังหวัดที่หากปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบจะซ้อนทับกันทั้งป่า เมือง ชายแดน สุขภาพ และเศรษฐกิจ การที่จังหวัดได้งบสูงอันดับสองจึงมีเหตุผลของมัน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดก็บอกตรงกันอีกด้านว่า การทำงานของเชียงรายในระดับจังหวัดเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันอากาศสะอาดได้ เมื่อฝุ่นยังถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยนอกจังหวัดและนอกประเทศ งบประมาณปีนี้จึงอาจช่วยให้เชียงราย “ควบคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น” แต่ยังไม่อาจสรุปว่าเชียงราย “ชนะวิกฤตฝุ่น” แล้วได้เต็มปาก

โจทย์สำคัญของปีถัดไปจึงไม่ใช่แค่จะขอเพิ่มงบเท่าไร แต่คือจะทำให้งบที่มี เชื่อมกับท้องถิ่น เทคโนโลยี ชุมชน และความร่วมมือข้ามแดนได้ลึกขึ้นเพียงใด หากเชียงรายทำได้ จังหวัดนี้อาจไม่ใช่แค่พื้นที่ที่รับมือไฟป่าเก่งขึ้น แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการบริหารวิกฤตสิ่งแวดล้อมเชิงระบบของภาคเหนือได้จริงในระยะยาว

ภาพ : มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Rocket Media Lab, The Active
  • GISTDA
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายเปิดงบกระตุ้น อปท.ไร้บทบาท งบกระจุกหน่วยงานกลาง ชายแดนโดดเด่น

เปิดแกะไส้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.87 พันล้าน จ.เชียงราย “กรมทางหลวง” คว้าแชมป์ อปท.ไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

เชียงราย, 30 มิถุนายน 2568 – ในขณะที่รัฐบาลเร่งปั่นเศรษฐกิจด้วยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมหาศาล 157,000 ล้านบาท ภาพที่ปรากฏในจังหวัดเชียงรายกลับสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่น่าตั้งคำถาม เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดกลับไม่ได้รับแม้แต่บาทเดียว ขณะที่หน่วยงานราชการส่วนกลางแบ่งปันงบประมาณกันหมด

เปิดตัวเลขสะเทือน งบ 1.87 พันล้าน แบ่งไป 10 หน่วยงาน

จากการวิเคราะห์เชิงลึกของทางเชียงรายนิวส์ พบว่าจังหวัดเชียงรายได้รับจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกทั้งสิ้น 1,876,111,500 บาท จาก 191 โครงการ โดยมี “กรมทางหลวง” เป็นตัวจริงคว้าสิงโตงวดไปถึง 713,901,000 บาท จาก 82 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนถึง 38% ของงบประมาณทั้งหมด

รองลงมาคือ “กรมทรัพยากรน้ำ” ที่ได้ 327,525,800 บาท จากเพียง 2 โครงการ แต่ละโครงการมีมูลค่าเฉลี่ยโครงการละกว่า 163 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่สุดในรายการ ตามด้วย “กรมชลประทาน” 255 ล้านบาท, “กรมทางหลวงชนบท” 175 ล้านบาท และ “กองทัพบก” 154 ล้านบาท ตามลำดับ

อำเภอเมืองเชียงรายยืนหนึ่ง ชายแดนตามติด

เมื่อมองในมิติของพื้นที่ อำเภอเมืองเชียงรายครองตำแหน่งผู้นำด้วยงบประมาณ 243,601,300 บาท จาก 34 โครงการ สะท้อนความเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัด ขณะที่อำเภอเวียงชัยติดอันดับสองด้วย 219 ล้านบาท แม้จะมีเพียง 4 โครงการ

น่าสนใจคือ อำเภอชายแดนสำคัญอย่างเชียงแสน เชียงของ และเทิง ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับต้นๆ ด้วยมูลค่า 214, 185 และ 182 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

เจาะลึกโครงการ “มีดีมีเสีย” แบบเดียวกับระดับชาติ

ข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2568 ที่ทำให้เห็นภาพรวมของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยระบุว่า “โครงการที่อนุมัติเหมือนใช้งบกลางปกติ ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโครงการที่ทำอยู่แล้ว หรือถูกหั่นงบจากงบประมาณ 68”

ตัวอย่างเช่น การซ่อมถนนตามวงรอบปกติของทางหลวง การช่วยผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือการเพิ่มเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ตั้งงบไม่พอ ซึ่งล้วนเป็นภารกิจปกติที่ควรจะดำเนินการอยู่แล้ว

โครงการใหม่น่าจับตา แต่ยังไม่เห็นรายละเอียด

อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการใหม่ที่น่าสนใจ เช่น โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่ได้รับจัดสรร 1,760 ล้านบาท (แม้จะขออนุมัติ 3,100 ล้านบาท) สินเชื่อผู้ประกอบการผ่านประกันสังคมหมื่นล้านบาท และโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล (OTOD) รวมถึง OTOD AI ช่วยชาติ แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน

สำหรับในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โครงการที่โดดเด่นและน่าจับตา ได้แก่ การปรับปรุงห้องน้ำสาธารณะตามแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอสำคัญหลายแห่ง เช่น เชียงแสน เวียงแก่น ขุนตาล ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้มลิง เขื่อนประตูน้ำ ระบบสูบน้ำไฟฟ้าในหลายพื้นที่ เช่น แม่สาย เชียงแสน เทิง ซึ่งสอดคล้องกับการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซากในพื้นที่

ข้อกังวลที่ต้องจับตา

แม้จะมีโครงการที่น่าสนใจ แต่ก็มีข้อกังวลที่ไม่ควรมองข้าม เริ่มจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้รับงบประมาณเลย ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดและเข้าใจปัญหาพื้นที่ได้ดี

การกระจุกตัวของงบประมาณในบางพื้นที่ เช่น อำเภอเมืองเชียงรายที่ได้รับงบมากที่สุด ขณะที่อำเภอห่างไกล เช่น แม่สรวย เวียงแก่น แม่ลาว ได้รับงบน้อย อาจเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา

ความซ้ำซ้อนของโครงการบางประเภทในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ห้องน้ำสาธารณะหรือระบบส่งน้ำ ซึ่งหากขาดการบูรณาการ อาจใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

ผลกระทบระยะสั้น-ยาว ต่อจังหวัดเชียงราย

ในระยะสั้น โครงการเหล่านี้จะสร้างการจ้างงานโดยตรง โดยเฉพาะในภาคก่อสร้าง ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินในพื้นที่ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานในท้องถิ่น ร้านค้า และซัพพลายเออร์จะได้รับประโยชน์โดยตรง

ในระยะยาว การลงทุนในระบบน้ำและถนนในพื้นที่ชนบทจะเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร การเดินทาง และการเข้าถึงตลาด พื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติบ่อยจะมีระบบรองรับที่ดีขึ้น

การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวด้วยการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพสูง

สำหรับบทบาทของพื้นที่ชายแดน การที่อำเภอเชียงของ-เชียงแสนได้รับงบจำนวนมาก สะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมสู่ศูนย์เศรษฐกิจ CLMVT Corridor ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจังหวัดในอนาคต

ข้อเสนอแนะต่อการติดตามและพัฒนา

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเสนอแนะว่า ควรมีการเปิดเผยข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของแต่ละโครงการเป็นระยะ เพื่อสร้างความโปร่งใสและให้ประชาชนสามารถติดตามได้

การส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบหรือติดตามผลโครงการ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการลงทุนสูง จะช่วยให้โครงการตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้มากขึ้น

การใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายที่เชื่อมโยงกับลาว-จีน ผ่านเชียงแสนและเชียงของ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการลงทุนในครั้งนี้

นอกจากนี้ ควรพิจารณาการพัฒนา “Smart Chiang Rai” ที่เชื่อมโยงระบบพื้นฐานเข้ากับการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบน้ำอัจฉริยะ ถนนอัจฉริยะ หรือระบบติดตามผลแบบออนไลน์

โอกาสทองสู่ความยั่งยืน

การใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.87 พันล้านบาทในจังหวัดเชียงรายครั้งนี้ หากดำเนินอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส จะเป็น “โอกาสทอง” ในการเร่งพัฒนาจังหวัดให้ยกระดับจาก “เมืองปลายทางท่องเที่ยว” ไปสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนภาคเหนือ” ได้ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการที่ดี การมีส่วนร่วมของประชาชน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้ โครงการเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ โดยไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับประชาชนในพื้นที่ได้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนและวิเคราะห์ข้อมูลโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งนครเชียงรายนิวส์
  • เรียบเรียงโดย มนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้งนครเชียงรายนิวส์
  • ข้อมูลการจัดสรรงบประมาณโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลงบประมาณจาก ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2568
  • ข้อมูลการจัดสรรงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชาติ วงเงิน 157,000 ล้านบาท รอบแรก
  • การวิเคราะห์จากกรมพัฒนาชุมชน กรมทางหลวง กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
EDITORIAL

“งบกลาง” 1.2 แสนล้าน โปร่งใสไร้คอร์รัปชัน?

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เตือนรัฐ! “งบกลาง” เสี่ยงทุจริตสูง จี้ออกมาตรการสร้างโปร่งใสด่วน

ประเทศไทย, 4 มิถุนายน 2568 – ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยมีการจัดสรร “งบกลาง” วงเงินมหาศาลกว่า 6.32 แสนล้านบาท องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ได้ออกโรงเตือนภัยสังคมผ่านบทความและสื่อโซเชียล ถึงความเสี่ยง “สูงมาก” ต่อการทุจริต การใช้จ่ายไม่คุ้มค่า และความไม่โปร่งใส โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลควรเร่งปฏิรูปมาตรการกำกับดูแลงบกลางให้เกิดความโปร่งใส พร้อมเสนอแนะแนวทางที่ควรเร่งดำเนินการ ก่อนที่ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณโดยไร้ประสิทธิภาพจะกลายเป็นวิกฤตซ้ำรอยอดีต

งบกลาง” กับกับดักคอร์รัปชัน จุดเปราะบางของงบประมาณแผ่นดิน

นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่บทความเตือนภัยสังคมผ่านเพจทางการ โดยเน้นย้ำถึงความอ่อนไหวของ “งบกลาง” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 1.23 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 และยังมีงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 มูลค่า 1.57 แสนล้านบาทเพิ่มเข้ามาอีก

งบกลาง” กลายเป็นแหล่งงบประมาณที่ง่ายต่อการอนุมัติ ใช้จ่ายโดยไม่ต้องมีแผนล่วงหน้า โครงการส่วนใหญ่มักข้ามขั้นตอนตรวจสอบของรัฐสภา และให้อำนาจดุลพินิจกับฝ่ายบริหารโดยตรง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี นำไปสู่การใช้จ่ายที่ขาดความโปร่งใส มีโอกาสสูงที่จะเกิดการบิดเบือนและทุจริต” นายมานะระบุ

3 ปัจจัยเสี่ยง งบกลางไทยทำไม “โกงง่าย”

  1. ความยืดหยุ่นสูง ขาดแผนล่วงหน้า
    งบกลางไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดโครงการล่วงหน้า อนุมัติได้ง่ายและรวดเร็ว โครงการที่ผ่านมักไม่ได้เข้าสู่การกลั่นกรองหรือตรวจสอบโดยรัฐสภาเหมือนงบประมาณปกติ
  2. ดุลพินิจสูง อยู่ในมือผู้มีอำนาจ
    แม้กฎหมายจะกำหนดให้เสนอผ่าน ครม. แต่ในทางปฏิบัติ การตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ในดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองหลัก เปิดช่องให้เกิดการจัดสรรงบประมาณตามผลประโยชน์กลุ่มหรือพวกพ้อง
  3. ข้ออ้างฉุกเฉิน เปิดช่องจัดซื้อพิเศษ
    การอ้าง “ภาวะฉุกเฉิน” หรือ “เร่งด่วน” ทำให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษได้ง่ายขึ้น ลดระยะเวลาตรวจสอบ เพิ่มโอกาสหลบเลี่ยงมาตรฐานความโปร่งใส

ตัวอย่างเช่น งบกลางฉุกเฉินในอดีตเคยถูกนำไปใช้ในโครงการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ งบป้องกันไฟป่า ตลอดจนงบราชการลับหรือโครงการเล็กๆ ที่ไม่มีผู้ติดตาม เช่น ขุดลอกคูคลอง หรือปลูกต้นไม้ ซึ่งล้วนมีความเสี่ยงในการถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์

บทเรียนอดีต งบกลางกับคดีทุจริต

ในอดีตเคยมีโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการพัฒนายกระดับทักษะอาชีพในภาคเกษตรกรรมวงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งอนุมัติจากงบกลางและกระจายไปให้มหาวิทยาลัย 4 แห่งในภาคอีสาน ปัจจุบันกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกำลังถูกดำเนินคดีโดยดีเอสไอ หลังพบพฤติกรรมทุจริตและใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ไม่เพียงเท่านี้ การใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2569 จำนวน 1.57 แสนล้านบาท ยังตกอยู่ภายใต้ข้อสังเกตว่าอาจถูกเร่งรัดโดยขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ หลายโครงการถูกนำเสนอเพราะถูกตัดทิ้งจากการพิจารณางบประมาณปกติหรือเป็น “โครงการแฟ้มเก่า” ที่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ จึงมีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นโครงการที่ฟุ่มเฟือย ไม่ตรงกับภารกิจหน่วยงาน หรือไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ตัวอย่างที่ถูกตั้งคำถาม เช่น งบ 50 ล้านบาทในจังหวัดระยอง สำหรับสร้างซุ้มตรวจการและรั้ว หรือการติดตั้งเสาไฟในถนนสายรองที่ขาดความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์

มาตรการกำกับดูแลที่ควรเร่งดำเนินการ

นายมานะ นิมิตรมงคล เสนอแนะแนวทางแก้ไขไว้ว่า

  • รัฐบาลต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน กำกับทุกโครงการที่ใช้งบกลางว่าเป็นไปตาม “ความจำเป็นจริง”
  • เปิดเผยทุกขั้นตอนต่อสาธารณะ ให้สื่อและประชาชนเข้าตรวจสอบได้เสรีและทันที
  • ต้องมีระบบประเมินผลหลังการใช้จ่าย ให้ชัดเจนว่าตรงวัตถุประสงค์ มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
  • หากเกิดทุจริตต้องมีการเอาผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสังคม

ความโปร่งใสคือคำตอบ

ปัญหางบกลางมิใช่เพียงเรื่องทุจริตเชิงระบบ หากแต่เกี่ยวพันกับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล การใช้งบกลางที่ขาดโปร่งใสไม่เพียงทำลายระบบราชการ ยังบั่นทอนศรัทธาต่อรัฐไทยทั้งระบบ การปฏิรูประบบงบประมาณกลางให้โปร่งใส ตรวจสอบได้จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดัน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ACT: www.anticorruption.or.th
  • กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th
  • สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

รัฐบาลทุ่ม ‘พันล้าน’ พัฒนา 141 โครงการพลิกโฉม ‘เชียงราย’

จังหวัดเชียงรายเดินหน้า141 โครงการ พัฒนาท้องถิ่น ใช้งบกว่า 1,000 ล้าน ยกระดับคุณภาพชีวิต-เกษตรกรรม-ท่องเที่ยว

เชียงราย,31 พฤษภาคม 2568 – ท่ามกลางเป้าหมายในการสร้างจังหวัดเชียงรายให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ รัฐบาลกลางได้เปิดโอกาสให้แต่ละจังหวัดจัดทำข้อเสนอแผนพัฒนาพื้นที่เพื่อนำเสนอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2568 ภายใต้กรอบวงเงินรวมกว่า 157,000 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดเชียงรายได้เร่งจัดทำแผนโครงการพัฒนาจำนวน 141 รายการ วงเงินรวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุม 18 อำเภอทั่วจังหวัด โดยเน้นหนักในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการน้ำ การป้องกันตลิ่ง การส่งเสริมการท่องเที่ยว และความปลอดภัยในชุมชน

การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความตั้งใจของจังหวัดในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน หากแต่ยังเป็นการต่อยอดจากปัญหาที่มีมานาน ทั้งถนนชำรุด น้ำท่วมซ้ำซาก และการขาดโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยวที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชียงรายเริ่มกลายเป็นจุดหมายของนักลงทุนและนักเดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน

จุดเริ่มต้นของการเสนอแผนงบประมาณเชิงพื้นที่

ในช่วงต้นปี 2568 จังหวัดเชียงรายได้จัดประชุมร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ และภาคประชาสังคม เพื่อรวบรวมปัญหาและความต้องการเร่งด่วนในพื้นที่ ก่อนจะสังเคราะห์เป็นแผนงบประมาณ โดยให้ความสำคัญกับการกระจายงบอย่างเป็นธรรม และเน้นผลสัมฤทธิ์เชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

โครงการทั้งหมดถูกรวบรวมและจัดลำดับความสำคัญ โดยสำนักงานจังหวัดเชียงราย และนำเสนอเข้าสู่ระบบงบประมาณตามกรอบของสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

  1. เพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมและสาธารณูปโภค
  2. พัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค
  3. ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ
  4. สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชน
  5. เสริมความปลอดภัยในพื้นที่และความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

วิเคราะห์โครงการเด่นและผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ

  1. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและถนน (วงเงินรวมประมาณ 330 ล้านบาท)
  • ถนน คสล. สาย ชร.ถ.69-146 บ้านโป่งเกลือใต้ อ.เมือง วงเงิน 11,166,000 บาท ครอบคลุมประชาชน 988 คน
  • งานบำรุงทางหลวง 1098 และ 1429 ใน อ.แม่จัน และ อ.เชียงแสน ใช้งบกว่า 30 ล้านบาท
  • ถนนสายรองในพื้นที่ชนบทอีกกว่า 10 โครงการ ครอบคลุมผู้ใช้งานรวมกว่า 100,000 คน
  1. ระบบน้ำเพื่อการเกษตรและชลประทาน (วงเงินรวมกว่า 400 ล้านบาท)
  • สถานีสูบน้ำบ้านสบคำ อ.เชียงแสน วงเงิน 45 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 1,500 ไร่
  • ขุดลอกลำห้วยน้ําเหลือง ต.ท่าสุด อ.เมือง วงเงิน 497,500 บาท ได้ประโยชน์กว่า 12,000 คน
  • ปรับปรุงอ่างเก็บน้ำหนองแหวน และอ่างใน ต.นางแล รวมกว่า 10 โครงการ
  1. ป้องกันตลิ่งและภัยธรรมชาติ (รวมกว่า 100 ล้านบาท)
  • เขื่อนริมแม่น้ำกก หลังศูนย์ราชการ อ.เมือง วงเงิน 1,292,000 บาท คุ้มครอง 500 ครัวเรือน
  • เขื่อนริมแม่น้ำลาว บ้านเฟือยไฮ อ.เวียงป่าเป้า งบ 2.8 ล้านบาท ปกป้องพื้นที่เกษตรกว่า 1,500 ไร่
  1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและความปลอดภัย (วงเงินรวมกว่า 25 ล้านบาท)
  • ปรับปรุงสวนญี่ปุ่น – สวนตุง – สวนหิน อ.เวียงเชียงรุ้ง วงเงินรวม 1.5 ล้านบาท
  • รถรางนำเที่ยว บ้านโป่งศรีนคร ต.โรงช้าง งบ 900,000 บาท
  • กล้องวงจรปิด 120 จุด ต.โรงช้าง งบ 1.2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความมั่นใจนักท่องเที่ยว

ใครได้ประโยชน์จากแผนนี้

จากการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ พบว่าประชาชนกว่า 250,000 คนใน 18 อำเภอจะได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ขาดแคลนสาธารณูปโภค โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ได้แก่:

  • เกษตรกร ได้รับประโยชน์จากระบบน้ำและการชลประทานที่เพิ่มขึ้น
  • ผู้สัญจรและชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ได้ใช้ถนนใหม่ ปลอดภัยขึ้น และลดเวลาเดินทาง
  • ผู้ประกอบการในชุมชนและภาคการท่องเที่ยว ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มระบบโครงสร้างและเครื่องมือสนับสนุน
  • ประชาชนทั่วไป มีความมั่นใจในระบบความปลอดภัยมากขึ้นจากกล้อง CCTV และเขื่อนป้องกันน้ำหลาก

วิเคราะห์แนวโน้มและผลลัพธ์เชิงระบบ

แม้งบประมาณที่เสนอยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่โครงการที่นำเสนอมีความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาจังหวัดและเป้าหมาย BCG Economy ได้แก่

  • การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านระบบสูบน้ำและฝายแบบประหยัดพลังงาน
  • การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ด้วยการพัฒนาท่องเที่ยวชุมชนและใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น
  • การสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ผ่านงานก่อสร้างและระบบบริการในแต่ละโครงการ

ในระยะยาว หากโครงการทั้งหมดได้รับงบสนับสนุนและบริหารจัดการได้อย่างโปร่งใส จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมศักยภาพของเชียงรายในการเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนเต็มรูปแบบ

สถิติประกอบข่าว

  • จำนวนโครงการทั้งหมด 141 โครงการ
  • วงเงินรวม1,226,677,700 บาท
  • ประชาชนที่ได้รับประโยชน์โดยตรง ราว 250,000 คน
  • พื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับการพัฒนา มากกว่า 20,000 ไร่
  • งบโครงสร้างพื้นฐาน 330 ล้านบาท
  • งบระบบน้ำ 400 ล้านบาท
  • งบป้องกันภัยพิบัติ: 100 ล้านบาท
  • งบท่องเที่ยวและความปลอดภัย 25 ล้านบาท

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

เพื่อให้การดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาทของจังหวัดเชียงรายเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ ควรมีแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม

  1. จัดให้มีระบบติดตามและประเมินผลอย่างโปร่งใส
    ควรเผยแพร่ความคืบหน้าการดำเนินโครงการผ่านเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มสาธารณะของจังหวัด พร้อมรายละเอียดงบประมาณที่ใช้ในแต่ละช่วง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้
  2. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับอำเภอ
    การจัดประชุมหรือเวทีเสวนาร่วมกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับโครงการ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน และปรับแผนให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของพื้นที่
  3. ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดเก็บข้อมูลและรายงานผล
    เช่น การสร้างระบบฐานข้อมูลกลางหรือแดชบอร์ดออนไลน์ที่แสดงความก้าวหน้าของแต่ละโครงการแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยลดความล่าช้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
  4. บูรณาการแผนงานร่วมกับส่วนกลางและท้องถิ่น
    การเชื่อมโยงเป้าหมายของจังหวัดกับแผนระดับกระทรวง หน่วยงานรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะช่วยให้การดำเนินงานไม่ซ้ำซ้อนและสามารถต่อยอดเป็นโครงการเชิงระบบในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • เอกสารงบประมาณ “บัญชีโครงการที่เสนอขอภายใต้แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาทของจังหวัดเชียงราย” จากสำนักงานจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลสถิติจำนวนประชากร: สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2567)
  • แผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2566 – 2570
  • แนวทางการจัดทำงบประมาณภาครัฐ ประจำปี พ.ศ. 2568 จากสำนักงบประมาณ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE