Summary
  • Dimon warns of oil shocks, sticky inflation, higher rates
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

เชียงราย 30 เมษายน 2569 – เสียงแคนดังก้องเหนือทุ่งนาบ้านสมานมิตร ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย ขณะที่บั้งไฟลูกแรกพุ่งขึ้นฟ้าเพื่อบูชาพญาแถนตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวอีสานที่อพยพมาตั้งรกรากในภาคเหนือหลายชั่วอายุคน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางสาวธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ สมาชิก อบจ. เขตเวียงชัย พร้อมด้วยนายเขื่อนเพชร วงค์เป็ง นายกเทศมนตรีตำบลดอนศิลา ร่วมในพิธี ท่ามกลางชาวบ้านที่มารวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรักษาฮีตสิบสองที่ทำกันในเดือนหกเดือนเจ็ดของทุกปี

ภาพของการรวมหมู่เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลนี้ดูเหมือนจะสวนทางกับอีกภาพหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่า นั่นคือภาพของคนไทยจำนวนมหาศาลที่เลือกหรือจำต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านของตนเอง

จากเสียงบั้งไฟสู่ความเงียบในห้องชุด ภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนประเทศไทย

หากย้อนกลับไปสิบถึงยี่สิบปีก่อน การอยู่คนเดียวในสังคมไทยมักถูกผูกติดกับคำว่าเหงา โดดเดี่ยว หรือเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนแต่งงาน แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 กำลังบอกเราว่าภาพจำเหล่านั้นมัน Out ไปเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Solo Economy อย่างเต็มตัว ด้วยจำนวนครัวเรือนคนเดียวที่พุ่งสูงถึง 5.5 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้าหาโมเดลธุรกิจแบบเดิมๆ จนพังทลาย 

ตัวเลขนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในการวิเคราะห์ของสื่อธุรกิจเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 และได้รับการยืนยันซ้ำในเวที IIEX Asia Pacific ประจำปี 2026 ที่นักวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจากทั่วเอเชียมารวมตัวกัน

สถิติที่เร็วกว่าความเป็นเมืองถึงสามเท่าครึ่ง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ครัวเรือนที่พักอาศัยคนเดียวในไทยเติบโตขึ้นถึง 240 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันสัดส่วนนี้คิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือในสี่บ้านที่เราเดินผ่าน จะมีอย่างน้อยหนึ่งบ้านที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว 

อัตราการเติบโตนี้เร็วกว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองถึง 3.5 เท่า และไทยยังขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาคแซงหน้าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปไกล โดยมีปลายทางความหนาแน่นตามรอยประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ซึ่งสำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คนในช่วงปลายปี 2025 ยังชี้ว่าในปี 2025 สัดส่วนคนอยู่คนเดียวของไทยแตะ 29.5 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 21.9 เปอร์เซ็นต์ และหากโตต่อเนื่องปีละ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2042 ไทยจะมีครัวเรือนคนเดียวสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด 

นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดจากคนไม่อยากแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลื่อนอายุแต่งงาน การหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน และการเลือกใช้ชีวิตแบบยึดถือสินทรัพย์น้อยลง

เงิน 20,200 บาทต่อเดือนที่ไม่ได้ใช้เพื่อครอบครัว

กำลังซื้อเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 20,200 บาทต่อเดือนต่อคน ตัวเลขนี้ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สินค้าลดราคา แต่คือสินค้าที่คิดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ 

พฤติกรรมการใช้จ่ายแตกต่างจากครอบครัวอย่างชัดเจน คนโสดใช้จ่ายเพื่อของตกแต่งบ้านสูงกว่าคนมีครอบครัวถึง 4.5 เท่า ใช้จ่ายด้านความงามและการดูแลผิวสูงกว่า 4 เท่า แฟชั่นสูงกว่า 3 เท่า และประสบการณ์ท่องเที่ยวหรือกิจกรรมยามว่างสูงกว่า 2 เท่า

เหตุผลเบื้องหลังคือเสรีภาพในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อไม่มีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหรือค่าผ่อนบ้านหลังใหญ่ รายได้จึงถูกเปลี่ยนเป็นการลงทุนกับตัวเองที่เรียกว่า Self Splurge

ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่าผู้หญิงคือแกนหลักของเศรษฐกิจนี้ ในกลุ่มตัวอย่างของ Krungsri Research ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ และในภาพรวมประเทศพบว่ากว่าร้อยละ 75 ของคนโสดทั่วประเทศเป็นเพศหญิง โครงสร้างที่เอนเอียงไปทางเพศหญิงนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดความงาม สุขภาพ และที่อยู่อาศัยปลอดภัย 

ถอดรหัส 4 DNA ที่แบรนด์ห้ามเหมารวม

แกรนท์ บาร์โทลี่ จาก Marketbuzzz และเจอโรม เฮอร์วิโอ จาก Stamina Asia ย้ำในงานวิจัยว่า ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่าคนโสดทุกคนเหมือนกัน งานวิจัยแบ่งคนกลุ่มนี้ออกเป็น 4 ขั้วอารมณ์ที่แบรนด์ต้องจดจำให้ขึ้นใจ 

กลุ่มแรกคือ The Hopefuls คิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ ใหญ่ที่สุด พวกเขาอยู่คนเดียวแต่ยังมีความหวังในรักแท้ พฤติกรรมการจ่ายเงินจึงเน้นการดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ ตั้งแต่สกินแคร์ไปจนถึงฟิตเนส

กลุ่มที่สองคือ The Pragmatists 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มกึ่งรับกึ่งสู้ ยอมรับสภาพและพยายามบริหารจัดการชีวิตคนเดียวให้มีประสิทธิภาพที่สุด พวกเขาคือลูกค้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว อาหารพร้อมทานหนึ่งมื้อพอดี และบริการทำความสะอาดแบบเรียกผ่านแอป

กลุ่มที่สามคือ The Reluctant 22 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ต้องอยู่คนเดียวเพราะสถานการณ์บังคับ เช่นย้ายงานมาอยู่เชียงรายคนเดียว หรือเพิ่งหย่าร้าง กลุ่มนี้โหยหาความใส่ใจเป็นพิเศษและมีแนวโน้มจะเลี้ยงสัตว์เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์

กลุ่มสุดท้ายคือ The Empowered 21 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ภูมิใจและเติมเต็มกับการอยู่คนเดียวอย่างแท้จริง พวกเขาพร้อมจ่ายให้กับความพรีเมียมและความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคอนโดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงหรือทริปท่องเที่ยวคนเดียวแบบหรูหรา

ความแตกต่างนี้ทำให้กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมที่ใช้ภาพคนโสดเหงาๆ นั่งกินบะหมี่ถ้วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัวใหม่ของคน 67 เปอร์เซ็นต์

หนึ่งในข้อมูลที่ทำให้หลายแบรนด์ต้องกลับไปคิดใหม่คือ 67 เปอร์เซ็นต์ของคนอยู่คนเดียวมีสัตว์เลี้ยง และพร้อมแบ่งรายได้ 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อดูแลลูกขนปุยของพวกเขา 

นี่ไม่ใช่แค่การซื้ออาหารเม็ด แต่คือการ humanization อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง โรงแรมสัตว์เลี้ยงระดับห้าดาว ไปจนถึงอาหารเสริมและเสื้อผ้า

ในเชียงรายเอง เทรนด์นี้กำลังเห็นได้ชัดในเขตเมืองที่ประชากรหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานด้านบริการและการค้าชายแดน พวกเขาไม่มีเวลาหาคู่แต่มีกำลังพอจะดูแลแมวหรือสุนัขหนึ่งตัว

ทำไมการสื่อสารแบบปกติถึงชนะใจคน 5.5 ล้านคน

ผลสำรวจปี 2026 พบว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการความเท่าเทียมและความใส่ใจมากกว่าการยกย่องความโสดแบบสุดโต่ง โดยแบ่งเป็น 34 เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม 32 เปอร์เซ็นต์ต้องการความใส่ใจ และอีก 29 เปอร์เซ็นต์ต้องการการเสริมพลังบวก 

แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก การทำโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 หรือการคิดค่าห้องพักเดี่ยวเพิ่มจึงกลายเป็นการผลักลูกค้าออกไปโดยไม่รู้ตัว

นายอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ จาก adapter digital group เสนอแนวทาง D.E.A.L สำหรับยุคนี้ คือการสร้างระดับสินค้าที่แตกต่าง การมอบคุณค่าทางอารมณ์ การรับประกันความเข้าถึงง่าย และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งตรงกับสิ่งที่กลุ่ม Pragmatists และ Empowered ต้องการมากที่สุด

เชียงราย 1.29 ล้านคน ห้องทดลองของเศรษฐกิจคนเดียวระดับภูมิภาค

เมื่อหันกลับมามองที่เชียงราย ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลาง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2569 ระบุว่าจังหวัดมีราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน 

หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรหญิงรวม 668,580 คน และชายรวม 627,342 คน หมายความว่าผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 41,238 คน 

ความต่างนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่บอกว่าเชียงรายกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานบริการที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ทั้งการค้าปลีก การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพระดับประเทศที่ผู้หญิงเป็นผู้นำการใช้จ่ายใน Solo Economy

ขณะเดียวกันเชียงรายมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยสูงถึง 134,590 คน คิดเป็นกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งจังหวัด กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรและก่อสร้าง ทำให้เกิดสภาวะทวิเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือคนเมืองวัยทำงานที่มีกำลังซื้อแบบคนโสด อีกด้านคือแรงงานฐานรากที่ต้องการสินค้าจำเป็นราคาประหยัด

เมืองที่โตสวนทางประเทศ

แม้ภาพรวมประชากรไทยจะเริ่มหดตัว แต่การคาดการณ์เขตเมืองเชียงรายกลับโตต่อเนื่อง จาก 565,000 คนในปี 2565 เป็น 572,000 คนในปี 2566 579,000 คนในปี 2567 586,000 คนในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 594,000 คนในปี 2569

การเติบโตนี้มาจากการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหางานในภาคบริการ โลจิสติกส์ชายแดน และการท่องเที่ยว คนหนุ่มสาวเหล่านี้จำนวนมากอาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ ซึ่งงานวิจัยของ Krungsri พบว่าคนที่อยู่คอนโดมีโอกาสอยู่คนเดียวสูงกว่าคนอยู่บ้านเดี่ยวถึง 6.5 เท่า

และที่น่าสนใจคือในกลุ่มคนอยู่คนเดียว 75 เปอร์เซ็นต์เป็นคนโสด ขณะที่อีก 16 เปอร์เซ็นต์อยู่ในความสัมพันธ์แต่ไม่ได้แต่งงานและเลือกแยกกันอยู่ นี่คือหลักฐานว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับการไม่มีความรัก 

ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข 1.3 ล้านล้าน

แม้เศรษฐกิจคนเดียวจะดูสดใส แต่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเตือนว่า สัดส่วนผู้มีปัญหาสุขภาพจิตยังอยู่ที่ 24.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปีก่อนแต่ยังสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้า 5.3 เปอร์เซ็นต์ และเครียดสูง 4.8 เปอร์เซ็นต์

ในเชียงราย ความเปราะบางนี้มีหน้าตาเฉพาะตัวคือเกษตรกรสูงวัยที่ลูกหลานย้ายเข้าเมือง กลายเป็นครัวเรือนคนเดียวแบบจำยอม พวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Empowered ที่พร้อมจ่ายเพื่อความหรูหรา แต่อยู่ในกลุ่ม Reluctant ที่ต้องการระบบดูแลสุขภาพทางไกลและความช่วยเหลือจากชุมชน

นี่คือจุดที่ประเพณีบุญบั้งไฟที่ดอนศิลามีความหมายมากกว่าแค่การขอฝน เพราะมันคือกลไกสร้างความสามัคคีของชุมชนที่เคยเป็นชาวอีสานพลัดถิ่น การได้มารวมตัว ฟ้อนรำ และทำบุญร่วมกัน ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวที่แม้แต่คนเมืองที่มีเงิน 20,200 บาทต่อเดือนก็ยังเผชิญ

จากบั้งไฟสู่ธุรกิจ อย่าขายความเหงา ให้ขายความเข้าใจ

ประเพณีบุญบั้งไฟมีรากจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพระยาคันคากและผาแดงนางไอ่ ซึ่งชาวบ้านจัดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล หัวใจของมันคือการพึ่งพาธรรมชาติและพึ่งพากันเอง 

เศรษฐกิจคนเดียวในวันนี้ก็ต้องการฝนในรูปแบบใหม่เช่นกัน ไม่ใช่ฝนจากฟ้า แต่คือฝนของบริการที่เข้าใจความต้องการเฉพาะตัว ตั้งแต่ห้องชุด 28 ตารางเมตรที่มีครัวพอทำอาหารหนึ่งที่ ไปจนถึงคลินิกสุขภาพจิตที่เปิดถึงดึกสำหรับคนที่ไม่มีใครให้ปรึกษา

แบรนด์ที่เข้าใจ 4 DNA จะไม่ทำโฆษณาที่บอกว่าคุณเก่งอยู่คนเดียวได้ แต่จะทำสินค้าที่ทำให้ชีวิตคนเดียวง่ายขึ้นจริงๆ เช่นเดียวกับที่ อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณเพื่อรักษาประเพณี ไม่ใช่เพราะอยากให้คนกลับไปอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เพราะเข้าใจว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมช่วยให้คนที่อยู่ไกลบ้านรู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ

ประเทศไทยในปี 2026 จึงยืนอยู่บนทางแยกที่น่าสนใจ เรามีคน 5.5 ล้านคนที่เลือกอยู่คนเดียวและสร้างเงิน 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเราก็มีชุมชนอย่างดอนศิลาที่ยังรวมตัวกันจุดบั้งไฟเพื่อขอฝน ทั้งสองภาพไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กำลังบอกเราว่าอนาคตของสังคมไทยคือการทำให้ความปัจเจกและความเป็นชุมชนอยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ

คำถามสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐหลังจากนี้จึงไม่ใช่จะทำอย่างไรให้คนกลับไปแต่งงานมีลูก แต่คือจะออกแบบเมือง ที่อยู่อาศัย บริการสุขภาพ และพื้นที่สาธารณะอย่างไร ให้รองรับทั้งผู้หญิงวัยทำงานในเชียงรายที่อยู่คอนโดคนเดียวและมีแมวหนึ่งตัว และคุณตาคุณยายในเวียงชัยที่อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวรอฝนจากพญาแถน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวด้วยความหวัง ด้วยความจำเป็น หรือด้วยความภูมิใจ ทุกคนต่างต้องการสิ่งเดียวกันคือการถูกมองเห็นอย่างเท่าเทียม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thumbsup in Thailand บทความ Solo Economy เมื่อ ‘คนโสด’ คือกระแสหลักที่แบรนด์ห้ามมองข้าม 
  • Krungsri Research รายงาน The Single Economy Survey Part 2 Exploring Solo Lifestyles 
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME