

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไทยในการจัดอันดับ THE WUR 2026
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพุ่งอันดับ 2 โดดเด่นด้านนวัตกรรมเภสัชกรรมและความงาม
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์คว้าคะแนนคุณภาพการวิจัยสูงสุด (56.4) ในกลุ่มภูมิภาค
มข. ครองแชมป์วิทยการคอมพิวเตอร์ 3 ปีซ้อน และ มทส. นำโด่งด้านรายได้จากอุตสาหกรรม
ผลคะแนนสะท้อนว่าคุณภาพงานวิจัยและสิทธิบัตรสำคัญกว่าอายุหรือชื่อเสียงของสถาบัน
เชียงราย, 2 พฤษภาคม 2569 — ในโลกการศึกษาระดับสูงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ตัวเลขจากองค์กรระดับโลกหนึ่งชุดสามารถพลิกโฉมความเชื่อเก่าแก่เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาไทยได้ในพริบตา และนั่นคือสิ่งที่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก Times Higher Education World University Rankings 2026 หรือ THE WUR 2026 กำลังทำอยู่ในขณะนี้
เมื่อกรองเฉพาะมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดออกมาจากรายชื่อมหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดที่ปรากฏในการจัดอันดับครั้งนี้ ภาพที่ปรากฏออกมาน่าสนใจอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไม่เคยเป็นที่พูดถึงมากนักกลับพุ่งแซงหน้าสถาบันเก่าแก่ที่คนรู้จักมาหลายทศวรรษ ขณะที่บางแห่งที่เคยโดดเด่นก็ต้องถอยออกมายืนในจุดที่ต่างออกไปจากที่เคยคุ้นชิน
มช. ยังครองบัลลังก์ แต่ “น้องใหม่” คือเรื่องที่ต้องจับตา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงรักษาตำแหน่งมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอันดับ 1 ของไทยในการจัดอันดับ THE WUR 2026 ได้อย่างสง่างาม ในฐานะสถาบันที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าอายุและชื่อเสียงสะสมมายาวนานสามารถแปรเป็นผลงานจริงในเวทีโลกได้ โดยอยู่ในระดับแถบจัดอันดับที่สูงกว่ามหาวิทยาลัยต่างจังหวัดส่วนใหญ่ในไทย
แต่สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านั้น กลับเป็นอันดับ 2 ซึ่งตกเป็นของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สถาบันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2541 ที่จังหวัดเชียงราย และมีอายุน้อยกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งในรายชื่อนี้อย่างมาก ความสำเร็จของแม่ฟ้าหลวงในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การพัฒนางานวิจัยที่นำผลลัพธ์ออกสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเภสัชกรรม สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ความงาม ซึ่งสามารถจดสิทธิบัตรและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง

เข้าใจเกณฑ์วัดก่อน จะเข้าใจผลลัพธ์
ก่อนจะตีความผลอันดับเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า Times Higher Education หรือ THE วัดอะไรและวัดอย่างไร เพราะระบบการจัดอันดับที่ซับซ้อนนี้ใช้ตัวชี้วัดถึง 18 รายการ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลักหลัก
เสาหลักแรกคือด้านการเรียนการสอน (Teaching) มีน้ำหนัก 29.5 เปอร์เซ็นต์ ครอบคลุมชื่อเสียงด้านการสอน อัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษา สัดส่วนผู้จบปริญญาเอก และรายได้ของสถาบัน เสาหลักที่สองคือสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) น้ำหนัก 29 เปอร์เซ็นต์ วัดจากชื่อเสียงด้านการวิจัย รายได้จากงานวิจัย และผลผลิตทางวิชาการ เสาหลักที่สามคือคุณภาพการวิจัย (Research Quality) น้ำหนัก 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นน้ำหนักสูงสุด วัดจากผลกระทบของการอ้างอิง ความเข้มแข็งของงานวิจัย ความเป็นเลิศทางวิชาการ และอิทธิพลของงานวิจัย
เสาหลักที่สี่คือด้านอุตสาหกรรม (Industry) น้ำหนัก 4 เปอร์เซ็นต์ วัดจากรายได้ที่ได้จากภาคธุรกิจเอกชนและจำนวนสิทธิบัตรที่อ้างอิงงานวิจัยของสถาบัน และเสาหลักที่ห้าคือความเป็นนานาชาติ (International Outlook) น้ำหนัก 7.5 เปอร์เซ็นต์ วัดสัดส่วนนักศึกษานานาชาติ อาจารย์นานาชาติ และงานวิจัยที่มีผู้เขียนร่วมจากต่างประเทศ
ข้อมูลบรรณมิติมาจากฐานข้อมูล Scopus ของ Elsevier ซึ่งในปีนี้รวบรวมการอ้างอิงถึง 174.9 ล้านรายการจากบทความวิจัยกว่า 18.7 ล้านชิ้น ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 รวมถึงข้อมูลจากการสำรวจชื่อเสียงทางวิชาการที่รวบรวมระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2567 ถึงมกราคม 2568 โดยมีนักวิชาการตอบแบบสำรวจรวมกันมากกว่า 108,000 คนทั่วโลก

วลัยลักษณ์ พลิกโผ คว้าอันดับ 3 ด้วยคะแนนวิจัยที่ทิ้งห่างคู่แข่ง
ในบรรดา 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่ปรากฏในรายชื่อ THE WUR 2026 ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จากจังหวัดนครศรีธรรมราชถือเป็นกรณีที่น่าศึกษามากที่สุด สถาบันที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2535 แห่งนี้สามารถทำคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยได้ถึง 56.4 คะแนน ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดที่มีข้อมูลคะแนนรายเสาหลักปรากฏในการจัดอันดับปีนี้ สูงกว่ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงกว่าหลายแห่งอย่างชัดเจน
ตัวเลขนี้บอกอะไรได้มากกว่าแค่ลำดับในอันดับ มันสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยของวลัยลักษณ์ได้รับการอ้างอิงจากนักวิชาการทั่วโลกในระดับที่สูงมาก ซึ่งหมายความว่านักวิจัยจากสถาบันอื่นเห็นคุณค่าและนำผลงานของวลัยลักษณ์ไปต่อยอด นอกจากนี้ วลัยลักษณ์ยังมีคะแนนความเป็นนานาชาติสูงถึง 47.8 คะแนน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดึงดูดนักศึกษาและอาจารย์จากต่างประเทศ รวมถึงการทำงานวิจัยร่วมกับสถาบันในต่างแดน

มข. อันดับ 4 กับสถิติที่ไม่ธรรมดา ครองเจ้าวิทยาการคอมพิวเตอร์ 3 ปีซ้อน
มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันการศึกษาชั้นนำแห่งภาคอีสานที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 ปรากฏในอันดับที่ 4 ของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ด้วยคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 41.8 และคะแนนด้านอุตสาหกรรมที่โดดเด่นถึง 49.5 คะแนน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการนำงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ทำให้มข. โดดเด่นในปีนี้เป็นพิเศษ คือผลงานในการจัดอันดับสาขาวิชาเฉพาะ โดยมข. สามารถรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ของประเทศไทยด้านคุณภาพงานวิจัย (Research Quality) ในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันจากการจัดอันดับ THE WUR 2026 ซึ่งเป็นผลงานที่น่าประทับใจอย่างมากสำหรับสถาบันในภูมิภาค
ความสำเร็จของมข. ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์นี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนางานวิจัยเชิงลึกในสาขาเทคโนโลยี ซึ่งสร้างผลงานที่นักวิจัยทั่วโลกนำไปอ้างอิงในงานของตน แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม

มอ. และ มทส. สองเสาหลักใต้และอีสาน
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ มอ. มหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตกระจายอยู่ทั่วภาคใต้ ปรากฏในอันดับ 5 ด้วยคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 39.4 และคะแนนด้านอุตสาหกรรมที่ 51.6 ซึ่งเป็นหนึ่งในคะแนนอุตสาหกรรมที่สูงที่สุดในกลุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในภูมิภาคใต้ รวมถึงความเข้มแข็งของงานวิจัยที่สามารถนำไปจดสิทธิบัตรได้
ถัดมาที่อันดับ 6 คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี หรือ มทส. จากจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งทำคะแนนด้านอุตสาหกรรมได้สูงถึง 52.4 คะแนน สูงที่สุดในบรรดาทุกมหาวิทยาลัยที่ปรากฏในรายชื่อนี้ ความแข็งแกร่งด้านอุตสาหกรรมของ มทส. นั้นสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของสถาบันที่เน้นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาตั้งแต่ต้น และแสดงให้เห็นว่าการวิจัยของ มทส. ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและก่อให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

แม่โจ้ และ มอบ. น้องใหม่ที่สร้างผลงานน่าจับตา
มหาวิทยาลัยแม่โจ้จากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจชีวภาพ สามารถรั้งอันดับ 7 ในกลุ่มต่างจังหวัดได้ โดยมีคะแนนคุณภาพการวิจัยที่ 43.4 คะแนน ซึ่งสูงกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่มีอายุมากกว่าและมีทรัพยากรมากกว่า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าแม่โจ้สามารถสร้างงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะงานวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ที่มีผู้นำไปอ้างอิงจากทั่วโลก
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีที่อันดับ 8 ก็สร้างความประหลาดใจด้วยคะแนนคุณภาพการวิจัยที่ 43.0 คะแนน เกือบทัดเทียมกับแม่โจ้ และสูงกว่ามหาวิทยาลัยที่เก่าแก่กว่าหลายแห่ง สะท้อนให้เห็นว่าแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยภูมิภาคที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก แต่คุณภาพงานวิจัยของสถาบันแห่งนี้อยู่ในระดับที่น่าเคารพ

นเรศวร พะเยา มหาสารคาม และบูรพา กับการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง
มหาวิทยาลัยนเรศวรที่อันดับ 9 มีจุดเด่นที่คะแนนด้านอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 47.0 คะแนน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งพอสมควร แม้คะแนนรวมโดยรวมจะยังตามหลังกลุ่มบน ขณะที่มหาวิทยาลัยพะเยาที่อันดับ 10 มีคะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่ 33.5 และยังคงมีพื้นที่ให้พัฒนาต่อได้อีกมาก
มหาวิทยาลัยมหาสารคามในอันดับ 11 และมหาวิทยาลัยบูรพาที่อันดับ 12 ถือเป็นสองสถาบันที่ต้องเดินหน้าพัฒนาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบูรพาซึ่งมีคะแนนคุณภาพการวิจัยเพียง 14.1 คะแนน ต่ำที่สุดในกลุ่ม 12 มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ทั้งสองสถาบันยังปรากฏในการจัดอันดับ THE WUR 2026 ได้ ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีผลงานวิชาการในระดับที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของ THE ซึ่งกำหนดให้สถาบันต้องมีผลงานตีพิมพ์ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และไม่น้อยกว่า 100 ชิ้นต่อปี
เบื้องหลังการจัดอันดับ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ในระดับสากล
สิ่งที่ทำให้ THE WUR แตกต่างจากการจัดอันดับทั่วไป คือความโปร่งใสและความเข้มข้นของกระบวนการตรวจสอบข้อมูล ในปีการจัดอันดับ 2026 นี้ THE ได้รวบรวมข้อมูลจากสถาบันต่าง ๆ ผ่านระบบพอร์ทัลออนไลน์ โดยผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากแต่ละสถาบันต้องลงนามรับรองความถูกต้องของข้อมูลที่ส่งเข้ามา ข้อมูลทางการเงินทั้งหมดถูกปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันโดยใช้อัตราความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity หรือ PPP) จากธนาคารโลก เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจแตกต่างกันได้อย่างเป็นธรรม
ระเบียบวิธีการจัดอันดับ WUR 2026 ได้รับการเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 และได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดย Elizabeth Shepherd ซึ่งดำรงตำแหน่ง Chief Data and Analytics Officer ของ Times Higher Education เป็นผู้ลงนามรับรองกระบวนการ ซึ่งถือเป็นหลักประกันความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลการจัดอันดับในระดับสูงสุด

เสียงสะท้อนจากสังคม วิจัยเพื่อตีพิมพ์ หรือวิจัยเพื่อใช้จริง
ผลการจัดอันดับครั้งนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง หลายคนตั้งคำถามถึงความหมายที่แท้จริงของการจัดอันดับ และสิ่งที่ควรจะเป็นบรรทัดฐานในการวัดคุณค่าของสถาบันการศึกษา
ความคิดเห็นหนึ่งที่แพร่หลายในโลกออนไลน์สะท้อนมุมมองที่น่าคิดว่า สถาบันเก่าแก่บางแห่งที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจสูญเสียความได้เปรียบในการจัดอันดับแบบนี้ เพราะงานวิจัยจำนวนมากถูกผลิตขึ้นเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและขอตำแหน่งทางวิชาการ มากกว่าที่จะมุ่งสร้างผลกระทบจริงในสังคมหรืออุตสาหกรรม ขณะที่มหาวิทยาลัยที่อายุน้อยกว่าอย่างแม่ฟ้าหลวงกลับมีงานวิจัยด้านเภสัชกรรมและเครื่องสำอางที่นำไปจดสิทธิบัตรและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้จริง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคะแนนด้านอุตสาหกรรมในการจัดอันดับ THE
มุมมองเหล่านี้ตรงกับแนวคิดของ THE เองที่มองว่าความสามารถในการถ่ายทอดความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม (Knowledge Transfer) คือพันธกิจหลักประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การผลิตบัณฑิตและตีพิมพ์งานวิจัยเท่านั้น
เปรียบเทียบกับเวทีโลก ไทยอยู่ตรงไหน
หากมองในบริบทระดับสากล มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบจัดอันดับ 1201-1500 และ 1501 ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่ายังมีระยะห่างจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอีกมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือทิศทางการเคลื่อนไหว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และแม่ฟ้าหลวงซึ่งอยู่ในแถบที่ดีกว่ากลุ่มส่วนใหญ่ แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างมีทิศทางสามารถเปลี่ยนอันดับของมหาวิทยาลัยในภูมิภาคให้ก้าวหน้าขึ้นได้จริง
เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน มหาวิทยาลัยในมาเลเซียอย่าง Universiti Malaya สามารถขึ้นถึงแถบอันดับ 201-250 ของโลก ขณะที่มหาวิทยาลัยในสิงคโปร์อย่าง National University of Singapore ติดอันดับท็อปของโลกอยู่เสมอ ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าการที่ประเทศจะมีมหาวิทยาลัยระดับโลกได้นั้น ต้องอาศัยทั้งนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน การลงทุนด้านงานวิจัยอย่างยั่งยืน และการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมต่อวิชาการกับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
ความท้าทายและโอกาสที่รออยู่
สำหรับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดของไทย ผลการจัดอันดับ THE WUR 2026 ทั้งเป็นทั้งกระจกสะท้อนและแผนที่นำทาง ตัวเลขที่ปรากฏชี้ให้เห็นจุดแข็งที่ต้องรักษาและจุดอ่อนที่ต้องเสริม
เสาหลักด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) ที่มีน้ำหนักสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ เป็นจุดที่มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดหลายแห่งยังทำคะแนนได้ต่ำ เช่น มหาสารคามได้เพียง 9.3 คะแนน แม่โจ้ 9.6 คะแนน และอุบลฯ 10.1 คะแนน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการดึงดูดเงินทุนวิจัยและสร้างชื่อเสียงในแวดวงวิชาการระดับโลก ซึ่งต้องอาศัยเวลาและความพยายามสะสมมายาวนาน
ในทางกลับกัน คะแนนด้านคุณภาพการวิจัยที่สูงของหลายสถาบัน แม้จะอยู่ในสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยไทยในต่างจังหวัดสามารถผลิตงานวิจัยคุณภาพสูงได้ และหากสามารถเสริมสร้างเงื่อนไขด้านสภาพแวดล้อมการวิจัยให้แข็งแกร่งขึ้น อันดับโดยรวมก็จะพุ่งขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำหรับนักศึกษาและผู้ปกครอง
ผลการจัดอันดับนี้ส่งสัญญาณสำคัญถึงนักศึกษาและผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจเลือกสถาบัน การมองแค่ชื่อเสียงเก่าแก่หรือความดังของมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะตัวเลขจาก THE WUR 2026 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสถาบันบางแห่งที่อายุน้อยกว่า เช่น แม่ฟ้าหลวง วลัยลักษณ์ และแม่โจ้ สามารถสร้างคุณภาพงานวิจัยในระดับที่ทัดเทียมหรือแซงหน้าสถาบันที่เก่าแก่กว่าในบางด้าน
อย่างไรก็ตาม เสียงจากโลกออนไลน์ก็เตือนให้ตระหนักว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณภาพของหลักสูตร โอกาสฝึกงานและทำงาน เครือข่ายศิษย์เก่า และความเหมาะสมกับเป้าหมายชีวิตของนักศึกษาแต่ละคน
ก้าวต่อไปของอุดมศึกษาไทยในต่างจังหวัด
ผลการจัดอันดับ THE WUR 2026 ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาไทย ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดชั้นนำและมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ กำลังแคบลง แต่ช่องว่างระหว่างมหาวิทยาลัยไทยโดยรวมกับสถาบันชั้นนำในระดับภูมิภาคเอเชียและระดับโลกยังคงกว้างอยู่
การที่มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอย่างวลัยลักษณ์ แม่ฟ้าหลวง หรือมหาวิทยาลัยขอนแก่นสามารถสร้างคะแนนวิจัยในระดับนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าศักยภาพมีอยู่ สิ่งที่ขาดอยู่บ้างคือการสนับสนุนเชิงนโยบายและเงินทุนที่สม่ำเสมอ การสร้างความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม และการเปิดรับความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติมากขึ้น
ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยที่จะยืนหยัดได้ในเวทีโลกคือสถาบันที่รู้จักปรับตัว รู้จักสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบจริง และรู้จักสร้างความร่วมมือกับโลกภายนอก ไม่ใช่แค่สถาบันที่มีชื่อเสียงสะสมมายาวนานที่สุด
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :