Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

Summary
  • Dimon warns of oil shocks, sticky inflation, higher rates
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”
  • Systemic risk unlikely from private credit, Dimon says
  • Calls revised US Basel III, GSIB surcharge rules “flawed”

เชียงรายเมืองโตสวนทางประชากรหดตัว รับอานิสงส์ Solo Economy และบทบาทผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจ

เชียงราย 30 เมษายน 2569 – เสียงแคนดังก้องเหนือทุ่งนาบ้านสมานมิตร ตำบลดอนศิลา อำเภอเวียงชัย ขณะที่บั้งไฟลูกแรกพุ่งขึ้นฟ้าเพื่อบูชาพญาแถนตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวอีสานที่อพยพมาตั้งรกรากในภาคเหนือหลายชั่วอายุคน

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ. เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมและสืบสานประเพณีบุญบั้งไฟประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางสาวธมลวรรณ ปัญญาพฤกษ์ สมาชิก อบจ. เขตเวียงชัย พร้อมด้วยนายเขื่อนเพชร วงค์เป็ง นายกเทศมนตรีตำบลดอนศิลา ร่วมในพิธี ท่ามกลางชาวบ้านที่มารวมตัวกันแน่นขนัดเพื่อรักษาฮีตสิบสองที่ทำกันในเดือนหกเดือนเจ็ดของทุกปี

ภาพของการรวมหมู่เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลนี้ดูเหมือนจะสวนทางกับอีกภาพหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังยิ่งกว่า นั่นคือภาพของคนไทยจำนวนมหาศาลที่เลือกหรือจำต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในบ้านของตนเอง

จากเสียงบั้งไฟสู่ความเงียบในห้องชุด ภาพใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนประเทศไทย

หากย้อนกลับไปสิบถึงยี่สิบปีก่อน การอยู่คนเดียวในสังคมไทยมักถูกผูกติดกับคำว่าเหงา โดดเดี่ยว หรือเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนแต่งงาน แต่ข้อมูลล่าสุดในปี 2026 กำลังบอกเราว่าภาพจำเหล่านั้นมัน Out ไปเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Solo Economy อย่างเต็มตัว ด้วยจำนวนครัวเรือนคนเดียวที่พุ่งสูงถึง 5.5 ล้านคน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่กำลังซัดเข้าหาโมเดลธุรกิจแบบเดิมๆ จนพังทลาย 

ตัวเลขนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในการวิเคราะห์ของสื่อธุรกิจเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2566 และได้รับการยืนยันซ้ำในเวที IIEX Asia Pacific ประจำปี 2026 ที่นักวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภคจากทั่วเอเชียมารวมตัวกัน

สถิติที่เร็วกว่าความเป็นเมืองถึงสามเท่าครึ่ง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ครัวเรือนที่พักอาศัยคนเดียวในไทยเติบโตขึ้นถึง 240 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันสัดส่วนนี้คิดเป็น 26 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่ายๆ คือในสี่บ้านที่เราเดินผ่าน จะมีอย่างน้อยหนึ่งบ้านที่ใช้ชีวิตตัวคนเดียว 

อัตราการเติบโตนี้เร็วกว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองถึง 3.5 เท่า และไทยยังขึ้นแท่นผู้นำในภูมิภาคแซงหน้าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ไปไกล โดยมีปลายทางความหนาแน่นตามรอยประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น 

ข้อมูลจาก Krungsri Research ซึ่งสำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คนในช่วงปลายปี 2025 ยังชี้ว่าในปี 2025 สัดส่วนคนอยู่คนเดียวของไทยแตะ 29.5 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 21.9 เปอร์เซ็นต์ และหากโตต่อเนื่องปีละ 1.8 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2042 ไทยจะมีครัวเรือนคนเดียวสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด 

นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางประชากรศาสตร์ที่ไม่ได้เกิดจากคนไม่อยากแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเลื่อนอายุแต่งงาน การหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น การย้ายถิ่นเพื่อทำงาน และการเลือกใช้ชีวิตแบบยึดถือสินทรัพย์น้อยลง

เงิน 20,200 บาทต่อเดือนที่ไม่ได้ใช้เพื่อครอบครัว

กำลังซื้อเฉลี่ยของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 20,200 บาทต่อเดือนต่อคน ตัวเลขนี้ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 1.3 ล้านล้านบาทต่อปี สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่สินค้าลดราคา แต่คือสินค้าที่คิดมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ 

พฤติกรรมการใช้จ่ายแตกต่างจากครอบครัวอย่างชัดเจน คนโสดใช้จ่ายเพื่อของตกแต่งบ้านสูงกว่าคนมีครอบครัวถึง 4.5 เท่า ใช้จ่ายด้านความงามและการดูแลผิวสูงกว่า 4 เท่า แฟชั่นสูงกว่า 3 เท่า และประสบการณ์ท่องเที่ยวหรือกิจกรรมยามว่างสูงกว่า 2 เท่า

เหตุผลเบื้องหลังคือเสรีภาพในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อไม่มีภาระค่าเล่าเรียนบุตรหรือค่าผ่อนบ้านหลังใหญ่ รายได้จึงถูกเปลี่ยนเป็นการลงทุนกับตัวเองที่เรียกว่า Self Splurge

ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่าผู้หญิงคือแกนหลักของเศรษฐกิจนี้ ในกลุ่มตัวอย่างของ Krungsri Research ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้หญิงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ และในภาพรวมประเทศพบว่ากว่าร้อยละ 75 ของคนโสดทั่วประเทศเป็นเพศหญิง โครงสร้างที่เอนเอียงไปทางเพศหญิงนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาดความงาม สุขภาพ และที่อยู่อาศัยปลอดภัย 

ถอดรหัส 4 DNA ที่แบรนด์ห้ามเหมารวม

แกรนท์ บาร์โทลี่ จาก Marketbuzzz และเจอโรม เฮอร์วิโอ จาก Stamina Asia ย้ำในงานวิจัยว่า ความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่าคนโสดทุกคนเหมือนกัน งานวิจัยแบ่งคนกลุ่มนี้ออกเป็น 4 ขั้วอารมณ์ที่แบรนด์ต้องจดจำให้ขึ้นใจ 

กลุ่มแรกคือ The Hopefuls คิดเป็น 32 เปอร์เซ็นต์ ใหญ่ที่สุด พวกเขาอยู่คนเดียวแต่ยังมีความหวังในรักแท้ พฤติกรรมการจ่ายเงินจึงเน้นการดูแลตัวเองให้ดูดีเสมอ ตั้งแต่สกินแคร์ไปจนถึงฟิตเนส

กลุ่มที่สองคือ The Pragmatists 25 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มกึ่งรับกึ่งสู้ ยอมรับสภาพและพยายามบริหารจัดการชีวิตคนเดียวให้มีประสิทธิภาพที่สุด พวกเขาคือลูกค้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว อาหารพร้อมทานหนึ่งมื้อพอดี และบริการทำความสะอาดแบบเรียกผ่านแอป

กลุ่มที่สามคือ The Reluctant 22 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ต้องอยู่คนเดียวเพราะสถานการณ์บังคับ เช่นย้ายงานมาอยู่เชียงรายคนเดียว หรือเพิ่งหย่าร้าง กลุ่มนี้โหยหาความใส่ใจเป็นพิเศษและมีแนวโน้มจะเลี้ยงสัตว์เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางอารมณ์

กลุ่มสุดท้ายคือ The Empowered 21 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่ภูมิใจและเติมเต็มกับการอยู่คนเดียวอย่างแท้จริง พวกเขาพร้อมจ่ายให้กับความพรีเมียมและความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นคอนโดที่มีความเป็นส่วนตัวสูงหรือทริปท่องเที่ยวคนเดียวแบบหรูหรา

ความแตกต่างนี้ทำให้กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมที่ใช้ภาพคนโสดเหงาๆ นั่งกินบะหมี่ถ้วยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

สัตว์เลี้ยงคือสมาชิกครอบครัวใหม่ของคน 67 เปอร์เซ็นต์

หนึ่งในข้อมูลที่ทำให้หลายแบรนด์ต้องกลับไปคิดใหม่คือ 67 เปอร์เซ็นต์ของคนอยู่คนเดียวมีสัตว์เลี้ยง และพร้อมแบ่งรายได้ 5 เปอร์เซ็นต์เพื่อดูแลลูกขนปุยของพวกเขา 

นี่ไม่ใช่แค่การซื้ออาหารเม็ด แต่คือการ humanization อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง โรงแรมสัตว์เลี้ยงระดับห้าดาว ไปจนถึงอาหารเสริมและเสื้อผ้า

ในเชียงรายเอง เทรนด์นี้กำลังเห็นได้ชัดในเขตเมืองที่ประชากรหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานด้านบริการและการค้าชายแดน พวกเขาไม่มีเวลาหาคู่แต่มีกำลังพอจะดูแลแมวหรือสุนัขหนึ่งตัว

ทำไมการสื่อสารแบบปกติถึงชนะใจคน 5.5 ล้านคน

ผลสำรวจปี 2026 พบว่า 66 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ต้องการความเท่าเทียมและความใส่ใจมากกว่าการยกย่องความโสดแบบสุดโต่ง โดยแบ่งเป็น 34 เปอร์เซ็นต์ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม 32 เปอร์เซ็นต์ต้องการความใส่ใจ และอีก 29 เปอร์เซ็นต์ต้องการการเสริมพลังบวก 

แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่ทำให้การอยู่คนเดียวเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลก การทำโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 หรือการคิดค่าห้องพักเดี่ยวเพิ่มจึงกลายเป็นการผลักลูกค้าออกไปโดยไม่รู้ตัว

นายอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ จาก adapter digital group เสนอแนวทาง D.E.A.L สำหรับยุคนี้ คือการสร้างระดับสินค้าที่แตกต่าง การมอบคุณค่าทางอารมณ์ การรับประกันความเข้าถึงง่าย และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว ซึ่งตรงกับสิ่งที่กลุ่ม Pragmatists และ Empowered ต้องการมากที่สุด

เชียงราย 1.29 ล้านคน ห้องทดลองของเศรษฐกิจคนเดียวระดับภูมิภาค

เมื่อหันกลับมามองที่เชียงราย ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลาง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเผยแพร่เมื่อ 26 มีนาคม 2569 ระบุว่าจังหวัดมีราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน 

หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรหญิงรวม 668,580 คน และชายรวม 627,342 คน หมายความว่าผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 41,238 คน 

ความต่างนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่บอกว่าเชียงรายกำลังขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจฐานบริการที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ทั้งการค้าปลีก การท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสอดคล้องกับภาพระดับประเทศที่ผู้หญิงเป็นผู้นำการใช้จ่ายใน Solo Economy

ขณะเดียวกันเชียงรายมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยสูงถึง 134,590 คน คิดเป็นกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งจังหวัด กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรและก่อสร้าง ทำให้เกิดสภาวะทวิเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือคนเมืองวัยทำงานที่มีกำลังซื้อแบบคนโสด อีกด้านคือแรงงานฐานรากที่ต้องการสินค้าจำเป็นราคาประหยัด

เมืองที่โตสวนทางประเทศ

แม้ภาพรวมประชากรไทยจะเริ่มหดตัว แต่การคาดการณ์เขตเมืองเชียงรายกลับโตต่อเนื่อง จาก 565,000 คนในปี 2565 เป็น 572,000 คนในปี 2566 579,000 คนในปี 2567 586,000 คนในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 594,000 คนในปี 2569

การเติบโตนี้มาจากการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อหางานในภาคบริการ โลจิสติกส์ชายแดน และการท่องเที่ยว คนหนุ่มสาวเหล่านี้จำนวนมากอาศัยอยู่ในคอนโดหรืออพาร์ตเมนต์ ซึ่งงานวิจัยของ Krungsri พบว่าคนที่อยู่คอนโดมีโอกาสอยู่คนเดียวสูงกว่าคนอยู่บ้านเดี่ยวถึง 6.5 เท่า

และที่น่าสนใจคือในกลุ่มคนอยู่คนเดียว 75 เปอร์เซ็นต์เป็นคนโสด ขณะที่อีก 16 เปอร์เซ็นต์อยู่ในความสัมพันธ์แต่ไม่ได้แต่งงานและเลือกแยกกันอยู่ นี่คือหลักฐานว่าการอยู่คนเดียวไม่ได้เท่ากับการไม่มีความรัก 

ความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลข 1.3 ล้านล้าน

แม้เศรษฐกิจคนเดียวจะดูสดใส แต่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเตือนว่า สัดส่วนผู้มีปัญหาสุขภาพจิตยังอยู่ที่ 24.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงจากปีก่อนแต่ยังสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงซึมเศร้า 5.3 เปอร์เซ็นต์ และเครียดสูง 4.8 เปอร์เซ็นต์

ในเชียงราย ความเปราะบางนี้มีหน้าตาเฉพาะตัวคือเกษตรกรสูงวัยที่ลูกหลานย้ายเข้าเมือง กลายเป็นครัวเรือนคนเดียวแบบจำยอม พวกเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่ม Empowered ที่พร้อมจ่ายเพื่อความหรูหรา แต่อยู่ในกลุ่ม Reluctant ที่ต้องการระบบดูแลสุขภาพทางไกลและความช่วยเหลือจากชุมชน

นี่คือจุดที่ประเพณีบุญบั้งไฟที่ดอนศิลามีความหมายมากกว่าแค่การขอฝน เพราะมันคือกลไกสร้างความสามัคคีของชุมชนที่เคยเป็นชาวอีสานพลัดถิ่น การได้มารวมตัว ฟ้อนรำ และทำบุญร่วมกัน ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวที่แม้แต่คนเมืองที่มีเงิน 20,200 บาทต่อเดือนก็ยังเผชิญ

จากบั้งไฟสู่ธุรกิจ อย่าขายความเหงา ให้ขายความเข้าใจ

ประเพณีบุญบั้งไฟมีรากจากนิทานพื้นบ้านเรื่องพระยาคันคากและผาแดงนางไอ่ ซึ่งชาวบ้านจัดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล หัวใจของมันคือการพึ่งพาธรรมชาติและพึ่งพากันเอง 

เศรษฐกิจคนเดียวในวันนี้ก็ต้องการฝนในรูปแบบใหม่เช่นกัน ไม่ใช่ฝนจากฟ้า แต่คือฝนของบริการที่เข้าใจความต้องการเฉพาะตัว ตั้งแต่ห้องชุด 28 ตารางเมตรที่มีครัวพอทำอาหารหนึ่งที่ ไปจนถึงคลินิกสุขภาพจิตที่เปิดถึงดึกสำหรับคนที่ไม่มีใครให้ปรึกษา

แบรนด์ที่เข้าใจ 4 DNA จะไม่ทำโฆษณาที่บอกว่าคุณเก่งอยู่คนเดียวได้ แต่จะทำสินค้าที่ทำให้ชีวิตคนเดียวง่ายขึ้นจริงๆ เช่นเดียวกับที่ อบจ.เชียงรายสนับสนุนงบประมาณเพื่อรักษาประเพณี ไม่ใช่เพราะอยากให้คนกลับไปอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่เพราะเข้าใจว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมช่วยให้คนที่อยู่ไกลบ้านรู้สึกว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวจริงๆ

ประเทศไทยในปี 2026 จึงยืนอยู่บนทางแยกที่น่าสนใจ เรามีคน 5.5 ล้านคนที่เลือกอยู่คนเดียวและสร้างเงิน 1.3 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันเราก็มีชุมชนอย่างดอนศิลาที่ยังรวมตัวกันจุดบั้งไฟเพื่อขอฝน ทั้งสองภาพไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่กำลังบอกเราว่าอนาคตของสังคมไทยคือการทำให้ความปัจเจกและความเป็นชุมชนอยู่ด้วยกันได้อย่างปกติ

คำถามสำคัญสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐหลังจากนี้จึงไม่ใช่จะทำอย่างไรให้คนกลับไปแต่งงานมีลูก แต่คือจะออกแบบเมือง ที่อยู่อาศัย บริการสุขภาพ และพื้นที่สาธารณะอย่างไร ให้รองรับทั้งผู้หญิงวัยทำงานในเชียงรายที่อยู่คอนโดคนเดียวและมีแมวหนึ่งตัว และคุณตาคุณยายในเวียงชัยที่อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวรอฝนจากพญาแถน

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะอยู่คนเดียวด้วยความหวัง ด้วยความจำเป็น หรือด้วยความภูมิใจ ทุกคนต่างต้องการสิ่งเดียวกันคือการถูกมองเห็นอย่างเท่าเทียม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thumbsup in Thailand บทความ Solo Economy เมื่อ ‘คนโสด’ คือกระแสหลักที่แบรนด์ห้ามมองข้าม 
  • Krungsri Research รายงาน The Single Economy Survey Part 2 Exploring Solo Lifestyles 
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าดอยเวียงผาถูกงูเขียวหางไหม้ฉกขณะทำแนวกันไฟ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้ว

Summary
  • นายพิทักษ์ เขียวสุข จนท.ไฟป่าเชียงราย ถูกงูเขียวหางไหม้กัดขณะดับไฟป่าบนดอยเวียงผา เมื่อ 25 เม.ย. 69

  • เจ้าหน้าที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลแม่สรวย พบอาการติดเชื้อและเกล็ดเลือดต่ำจากพิษงู

  • ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. 69 อาการปลอดภัย พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องพักฟื้นเฝ้าระวังการติดเชื้อ

  • ผู้บริหาร สบอ.15 เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ มอบเงินช่วยเหลือ และย้ำมาตรการความปลอดภัยหน้างาน

  • เหตุการณ์สะท้อนปัญหา “ภัยซ้อนภัย” เมื่อสัตว์ป่าหนีไฟมาปะทะเจ้าหน้าที่ และความต้องการสวัสดิการที่เหมาะสม

ผอ.สบอ.15 รุดเยี่ยมหัวหน้าจุดสกัดไฟป่าเชียงรายถูกงูพิษกัด ย้ำมาตรการความปลอดภัยและสวัสดิการด่านหน้า

เชียงราย,30 เมษายน 2569 – เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ถูกงูกัดขณะดับไฟป่า อาการปลอดภัยกลางดอยเวียงผาที่เคยเงียบสงบ กลับกลายเป็นแนวรบที่มีทั้งควันไฟและความเจ็บปวดซ่อนอยู่ใต้พงหญ้า เหตุการณ์ที่หัวหน้าจุดสกัดห้วยเฮี้ยถูกงูเขียวหางไหม้กัดขณะเข้าดับไฟป่า ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุของคนทำงานคนหนึ่ง แต่กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่านั้นเกี่ยวกับความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ดับไฟป่าเชียงรายต้องเผชิญทุกปี

เปลวไฟบนดอยเวียงผา จุดเริ่มต้นของคืนอันตราย

วันที่ 25 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ศูนย์ควบคุมไฟป่าของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 ได้รับแจ้งจุดความร้อนบริเวณบ้านแม่ยางมิ้น ตำบลแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำแม่ลาว

นายพิทักษ์ เขียวสุข หัวหน้าจุดสกัดห้วยเฮี้ย นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าทำแนวกันไฟ ทัศนวิสัยในพื้นที่เลวร้ายจากควันหนาทึบ อุณหภูมิภาคพื้นสูง และเสียงไม้แตกจากเปลวเพลิงที่ลุกลามตามแนวลาดชัน ในจังหวะที่กำลังใช้เครื่องมือเคลียร์เชื้อเพลิงบนพื้นป่า งูเขียวหางไหม้ตัวหนึ่งซึ่งคาดว่าหนีไฟขึ้นมาจากซอกหิน ได้ฉกเข้าที่น่องซ้ายของนายพิทักษ์อย่างจัง

เพื่อนร่วมทีมเล่าว่าไม่มีใครเห็นตัวงูในตอนแรกเพราะแสงไฟฉายถูกกลบด้วยควัน รู้ตัวอีกทีคือเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดและการทรุดตัวลงของหัวหน้าชุด การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้เพียงล้างแผล ห้ามเลือด และรีบนำตัวออกจากแนวไฟโดยเร็วที่สุด ก่อนส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่สรวยในคืนเดียวกัน

เขี้ยวพิษกลางควันไฟ นาทีที่ชีวิตแขวนบนเส้นด้าย

ที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลแม่สรวย ทีมแพทย์ประเมินอาการทันที พบรอยเขี้ยวสองจุดชัดเจนบริเวณน่องซ้าย มีอาการบวมแดงอย่างรวดเร็วและปวดระดับรุนแรง

นพ.ทรรศน์พล ผมธรรม แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อใต้ผิวหนังบริเวณขาซ้ายอย่างเห็นได้ชัด ขาบวมแดงและมีอาการปวดรุนแรงระดับสูงสุด พิษของงูชนิดนี้มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกภายในที่ไม่สามารถควบคุมได้ เราต้องเจาะเลือดตรวจสอบทุก 6 ชั่วโมง และให้ยาฆ่าเชื้ออย่างใกล้ชิด

ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่างูเขียวหางไหม้มีลำตัวสีเขียวปลายหางสีแดง พิษจะทำให้เกิดอาการปวดบวม อาจเห็นรอยเขี้ยวพิษเป็นจุดสองจุด และในบางรายอาจมีเนื้อเน่าตายได้ อาการเฉพาะที่มักตามมาด้วยเลือดออกบริเวณที่ถูกกัด ปวดบวมแดงร้อน คลื่นไส้อาเจียน และหายใจลำบากในรายที่รุนแรง 

สำหรับแนวทางการรักษาในปัจจุบัน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำแนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568 เพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

ห้องพักฟื้นที่เต็มไปด้วยกำลังใจ

สี่วันหลังเกิดเหตุ วันที่ 29 เมษายน 2569 บรรยากาศที่โรงพยาบาลแม่สรวยเปลี่ยนไปจากความตึงเครียดในคืนแรก คณะผู้บริหารจากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย นำโดยนายเจษฎา เงินทอง ผู้อำนวยการสำนักฯ พร้อมด้วยนายนิคม อิ่มเอิบ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ได้เดินทางเข้าเยี่ยมอาการ 

คณะได้มอบสิ่งของจำเป็นและเงินช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมพูดคุยกับครอบครัวของนายพิทักษ์อย่างใกล้ชิด นายเจษฎาได้ถ่ายทอดความห่วงใยจากนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยย้ำว่าความปลอดภัยและขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่คือหัวใจหลักขององค์กร และได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มมาตรการระมัดระวังด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานภาคสนาม

แพทย์ระบุว่าอาการของนายพิทักษ์อยู่ในระดับคงที่ พ้นภาวะวิกฤตแล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อและติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะต้องพักฟื้นอีกหลายสัปดาห์ก่อนกลับไปทำงานภาคสนามได้

มรณภัยซ้ำซ้อน เมื่อไฟไล่สัตว์ให้ปะทะคน

เหตุการณ์ที่ดอยเวียงผาไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว หากมองในภาพใหญ่จะพบปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกว่า Human-Wildlife Conflict ในภาวะภัยพิบัติ ไฟป่าเชียงรายและภาคเหนือตอนบนมักเกิดรุนแรงช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายนของทุกปี ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามไฟของ GISTDA ยังคงจัดจังหวัดเชียงรายอยู่ในกลุ่มพื้นที่เฝ้าระวังหลักอย่างต่อเนื่อง 

เมื่อป่าลุกไหม้ สัตว์ป่าที่อาศัยตามพื้นดินเช่นงู ตะขาบ แมงป่อง จะสูญเสียที่หลบซ่อนและหนีตายขึ้นสู่ที่สูงหรือแนวเปิดที่มนุษย์ใช้ทำแนวกันไฟพอดี งูเขียวหางไหม้ซึ่งปกติอาศัยตามพุ่มไม้เตี้ยและซอกหินชื้น จะเครียดและก้าวร้าวกว่าปกติเมื่อถูกความร้อนไล่ต้อน การปะทะจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นผลลัพธ์ทางนิเวศวิทยาที่คาดการณ์ได้

บทเรียนนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เช่นในออสเตรเลียช่วงไฟป่าปี 2019 ถึง 2020 มีรายงานสัตว์เลื้อยคลานหนีเข้าชุมชนเพิ่มขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับไฟต้องเพิ่มชุดอุปกรณ์ป้องกันงูเข้าไปในมาตรฐานการทำงาน

สถิติที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของนักรบชุดเขียว

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าประจำการทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นคน ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งเป็นพนักงานราชการและลูกจ้างตามภารกิจหรือทีโออาร์ ซึ่งต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเฉพาะทางครบถ้วน

แม้ไม่มีตัวเลขทางการที่เปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2569 แต่จากการประเมินภายในของส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า พบแนวโน้มการบาดเจ็บจากสาเหตุที่ไม่ใช่ไฟโดยตรง เช่น งูกัด สัตว์มีพิษต่อย พลัดตกเขา และกิ่งไม้หล่นทับ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา อุทยานแห่งชาติขุนแจ และอุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้า ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15

เจ้าหน้าที่ภาคสนามหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่าชุดดับไฟป่ามาตรฐานประกอบด้วยหมวก เสื้อกันไฟ รองเท้าบูท และถุงมือ แต่ไม่มีสนับแข้งกันงูหรือชุดปฐมพยาบาลพิษงูแบบพกพา การต้องเดินลุยในเวลากลางคืนเพื่อสกัดไฟลุกลามทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ช่องว่างสวัสดิการ เมื่อคนด่านหน้าไม่ใช่ข้าราชการประจำ

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหลังเหตุการณ์นี้คือความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการ นายพิทักษ์ในฐานะหัวหน้าจุดสกัดเป็นพนักงานราชการที่ได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นจากผู้บังคับบัญชา แต่สิทธิการรักษาพยาบาลระยะยาว ค่าชดเชยการบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ และประกันชีวิตกลุ่ม ยังมีเพดานต่ำกว่าข้าราชการประจำ

เสียงจากผู้บริหารระดับสำนักยอมรับว่าคำชื่นชมและความห่วงใยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอต่อการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ หลายฝ่ายเรียกร้องให้กรมอุทยานฯ ผลักดันกองทุนสวัสดิการพิเศษสำหรับผู้ปฏิบัติงานไฟป่า รวมถึงการจัดหาเซรุ่มแก้พิษงูให้ประจำอยู่ในชุดเคลื่อนที่เร็วทุกชุด ไม่ใช่รอให้ถึงโรงพยาบาลอำเภอซึ่งอาจใช้เวลาเดินทางกว่า 1 ชั่วโมงในพื้นที่ภูเขาสูงชัน

นายนิคม อิ่มเอิบ ในฐานะผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า ได้เน้นย้ำในที่ประชุมหลังเยี่ยมไข้ว่าจะทบทวนแผนฝึกอบรมความปลอดภัยให้ครอบคลุมเรื่องการเผชิญสัตว์มีพิษในภาวะไฟป่า และจะเสนอของบประมาณเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลในปีงบประมาณถัดไป

บทเรียนจากแม่สรวย ทางออกที่มากกว่าคำชื่นชม

วันนี้อาการของนายพิทักษ์ เขียวสุข ปลอดภัยแล้วตามการยืนยันของแพทย์ แต่รอยบวมแดงที่ยังหลงเหลืออยู่บนน่องซ้ายจะเป็นเครื่องเตือนใจว่าความสูญเสียจากไฟป่าไม่ได้วัดแค่จำนวนไร่ที่ถูกเผา

หากมองในมิติการจัดการสาธารณภัย เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นสามทางออกที่ต้องทำพร้อมกัน

หนึ่งคือการลดต้นตอของไฟป่าเชียงรายด้วยการทำงานเชิงรุกกับชุมชนรอบอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา เพราะทุกจุดความร้อนที่ลดลงหมายถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปเผชิญลดลงด้วย

สองคือการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับภัยซ้อนภัย การเพิ่มสนับแข้งกันงู ไฟฉายคาดศีรษะกำลังสูง และชุดปฐมพยาบาลพิษงูในเป้สนาม ไม่ใช่ต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับชีวิตของคนทำงาน

สามคือการปฏิรูปสวัสดิการเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าให้ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ โดยเฉพาะลูกจ้างทีโออาร์ที่เป็นกำลังหลักในแนวหน้า การมีประกันอุบัติเหตุกลุ่มที่ครอบคลุมการถูกสัตว์มีพิษกัด การพลัดตก และการสำลักควัน จะช่วยลดความกังวลและเพิ่มขวัญกำลังใจได้อย่างแท้จริง

คำพูดของอธิบดีที่ถูกถ่ายทอดในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลแม่สรวยจึงไม่ควรจบแค่ในวันเยี่ยม แต่ควรถูกแปลงเป็นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การปกป้องป่าไม่สามารถทำได้หากเราไม่ปกป้องคนที่ปกป้องป่าเสียก่อน

เรื่องราวของนายพิทักษ์จึงไม่ใช่แค่ข่าวอุบัติเหตุประจำวัน แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบนิเวศที่กำลังบิดเบี้ยวจากไฟป่า และเป็นคำถามถึงสังคมว่าเราพร้อมจะลงทุนกับความปลอดภัยของนักรบชุดเขียวมากพอหรือยัง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 เชียงราย ข่าวกิจกรรมเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ วันที่ 29 เมษายน 2569
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า
  • โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ข้อมูลการรักษาผู้ป่วยถูกงูเขียวหางไหม้กัด
  • กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แนวทางการวินิจฉัยและดูแลรักษาผู้ป่วยถูกงูพิษกัดในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2568
  • สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย ข้อมูลอาการพิษงูเขียวหางไหม้ต่อระบบโลหิต
  • GISTDA Disaster Platform ข้อมูลพื้นที่เฝ้าระวังไฟป่าจังหวัดเชียงราย 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเดินหน้าเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้าน เปลี่ยนใช้แม่น้ำลาวแทนน้ำกกดึงน้ำสะอาดจากแม่น้ำลาวป้อน 24 ท้องถิ่น เพิ่มกำลังผลิต 4,000 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง

Summary
  • เชียงรายเตรียมเลิกใช้แม่น้ำกกทำประปาเนื่องจากพบสารหนูปนเปื้อนสูงเกินมาตรฐาน 5 เท่า

  • ทุ่มงบ 1,953 ล้านบาท เปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำลาวซึ่งปลอดภัยและอยู่ในอธิปไตยไทย

  • ก่อสร้างสถานีผลิตน้ำแห่งใหม่ กำลังผลิต 4,000 ลบ.ม./ชม. เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 เท่า

  • ครอบคลุมการให้บริการ 24 ท้องถิ่น ใน 4 อำเภอ ดูแลประชาชน 80,000 ครัวเรือน

  • โครงการมีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570

เชียงรายเดินหน้าประวัติศาสตร์ เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบจาก “แม่น้ำลาว” แทนน้ำกก รองรับประปา 24 ท้องถิ่น ผลิตได้ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง


เชียงราย, 30 เมษายน 2569 — ในช่วงเวลาที่แม่น้ำกกกลายเป็นแหล่งน้ำที่ผู้คนเริ่มไม่กล้าวางใจ เทศบาลนครเชียงรายกำลังเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์การจัดการน้ำสะอาดในภาคเหนือ ด้วยแผนยักษ์ที่จะพลิกโฉมระบบประปาของเมืองเชียงรายจากรากฐาน

วันที่ตัดสินใจ ประชุมสำคัญที่เปลี่ยนทิศทางน้ำสะอาดของเชียงราย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยนายธเนศ โกมลธง รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นั่งลงร่วมโต๊ะประชุมกับตัวแทนระดับสูงจากโครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย เพื่อหารืออย่างเป็นทางการถึงทิศทางครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษของระบบน้ำประปาจังหวัด
การประชุมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอัปเดตความคืบหน้าตามปกติ แต่คือการยืนยันมติร่วมกันว่า “แม่น้ำลาว” จะเป็นแหล่งน้ำดิบหลักแห่งใหม่ที่เข้ามาแทนที่แม่น้ำกก ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบหลักที่ใช้มาเนิ่นนาน แต่ขณะนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่แบกรับภาระของปัญหาสารปนเปื้อนข้ามพรมแดนที่ควบคุมได้ยาก

รากเหง้าของปัญหา ทำไมแม่น้ำกกจึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

เพื่อเข้าใจว่าทำไมเชียงรายต้องเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ ต้องย้อนกลับไปที่ต้นน้ำซึ่งอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่นั่น กิจกรรมเหมืองแร่และเหมืองแร่หายาก หรือ Rare Earth Elements ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยขาดการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อม สารหนู หรือ Arsenic รั่วไหลปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ไหลตามน้ำข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทย
กรมควบคุมมลพิษ ได้บูรณาการแผนการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 โดยกำหนดจุดตรวจวัดทั้งหมด 15 จุดตลอดแนวแม่น้ำกก ผลที่ได้คือตัวเลขที่น่าตกใจ ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่าค่าสารหนูเกินมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตรถึง 11 จาก 15 จุดตรวจ โดยจุดวิกฤตที่สุดคือบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบันทึกค่าสารหนูได้สูงถึง 0.030 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานความปลอดภัยถึงสามเท่า
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 เมื่อกรมควบคุมมลพิษรายงานว่าพบค่าสารหนูเกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัดตลอดแนวแม่น้ำกก ส่วนแม่น้ำสายที่บริเวณบ้านป่าซางงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย บันทึกค่าสารหนูสูงถึง 0.052 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือสูงกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่หมายถึงน้ำที่ประชาชนอาจสัมผัสทุกวัน
ผลกระทบต่อสุขภาพเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเผยแพร่ผลการศึกษาที่พบการสะสมของสารหนูในเส้นผมและเล็บของกลุ่มตัวอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำกก ซึ่งเป็นหลักฐานทางการแพทย์ว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับสารโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว กระทรวงสาธารณสุขจึงเร่งขยายกลุ่มเป้าหมายการตรวจคัดกรองจาก 300 ราย เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,400-1,500 ราย และวางแผนเฝ้าระวังสุขภาพระยะยาว 5 ปี

บาดแผลทางเศรษฐกิจ ความสูญเสียที่วัดเป็นตัวเลขได้

สารหนูไม่เพียงคุกคามสุขภาพ แต่กัดกร่อนเศรษฐกิจฐานรากของเชียงรายอย่างลึกซึ้ง การวิเคราะห์ผลกระทบในสามลุ่มน้ำหลักคือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ชี้ให้เห็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งสูงถึง 3,786 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราวร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตรของจังหวัด
พื้นที่เกษตรกรรมที่ตกอยู่ในความเสี่ยงครอบคลุมกว่า 403,382 ไร่ โดยพืชที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ “ข้าว” ซึ่งระบบนิเวศแบบนาเปียกทำให้รากต้นข้าวแช่อยู่ในน้ำปนเปื้อนตลอดฤดูกาล เฉพาะในห้าตำบลริมแม่น้ำสายและรวก ความเสียหายของผลผลิตข้าวถูกประเมินไว้สูงถึง 364 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอีกกว่า 284 แห่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายในภาคการประมงกว่า 92 ล้านบาทต่อปี

ทางออกที่รอมานาน แม่น้ำลาวคือคำตอบที่ชาวเชียงรายรอ

ภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจแก้ที่ต้นทางได้ในระยะสั้น เทศบาลนครเชียงรายและการประปาส่วนภูมิภาคได้ตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่หลายฝ่ายรอคอย นั่นคือการหันไปพึ่งพา “แม่น้ำลาว” ผ่านฝายแม่ลาว ของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย แหล่งน้ำแห่งนี้มีต้นกำเนิดอยู่ภายในอาณาเขตของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ ปราศจากความเสี่ยงด้านมลพิษข้ามพรมแดน มีปริมาณน้ำต้นทุนสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และผ่านการศึกษาลงพื้นที่จนได้รับการยืนยันว่ามีศักยภาพเพียงพอ
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงเหตุผลของการผลักดันโครงการนี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว จากการศึกษาและลงพื้นที่พบว่าแม่น้ำลาวมีศักยภาพเพียงพอทั้งด้านปริมาณและความต่อเนื่องของน้ำตลอดปี ทำให้เทศบาลนครเชียงรายพร้อมสนับสนุนการวางระบบท่อส่งน้ำผ่านเขตเทศบาลเพื่อรองรับโครงการในระยะยาว

ตัวเลขที่บอกทุกอย่าง โครงการระดับเมกะโปรเจกต์ 1,953 ล้านบาท

โครงการนี้ไม่ใช่การซ่อมแซมเล็กๆ น้อยๆ แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยกรอบวงเงินลงทุนกว่า 1,953.088 ล้านบาทที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
หัวใจของโครงการคือการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ บริเวณฝายแม่ลาว ซึ่งจะติดตั้งระบบกรองและสูบจ่ายน้ำที่ทันสมัย โดยมีขีดความสามารถในการผลิตน้ำประปาสะอาดสูงสุดถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เทียบกับกำลังผลิตเดิมจากแม่น้ำกกที่ทำได้เพียง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง นั่นคือการเพิ่มกำลังผลิตขึ้นเป็นสองเท่าเต็ม


การเดินระบบท่อเป็นอีกหนึ่งความท้าทายทางวิศวกรรมที่มีขนาดใหญ่โต ข้อมูลจากขอบเขตของงาน หรือ TOR ระบุว่าจะมีการวางท่อส่งน้ำแรงดันสูงระยะทาง 37 กิโลเมตร เพื่อลำเลียงน้ำดิบจากฝายแม่ลาว วางท่อจ่ายน้ำครอบคลุมพื้นที่รับบริการระยะทางมหาศาลถึง 167.40 กิโลเมตร และปรับปรุงท่อเดิมที่เสื่อมสภาพอีก 16.24 กิโลเมตร รวมโครงข่ายท่อทั้งหมดกว่า 220 กิโลเมตรที่จะถักทอเป็นเส้นเลือดน้ำสะอาดของเชียงราย


ครอบคลุมกว้างขวาง 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ เป็นประโยชน์แก่ชาวเชียงรายกว่า 80,000 ครัวเรือน

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของโครงการนี้คือขอบเขตการให้บริการที่ครอบคลุมกว้างขวาง โครงข่ายประปาแม่น้ำลาวได้รับการออกแบบให้รองรับผู้ใช้น้ำสูงสุดถึง 80,000 ครัวเรือน ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรวม 24 แห่ง ใน 4 อำเภอสำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงชัย และอำเภอพาน
ในปัจจุบัน มี 11 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับน้ำประปาจากระบบนี้อยู่แล้ว ประกอบด้วย เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลท่าสาย เทศบาลตำบลท่าสุด องค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก เทศบาลตำบลเวียงชัย เทศบาลตำบลสิริเวียงชัย และเทศบาลตำบลเวียงเหนือ
เมื่อโครงการขยายตัวเต็มรูปแบบ จะมีอีก 9 แห่งที่เข้ามาอยู่ในโครงข่าย ครอบคลุมเทศบาลตำบลป่าอ้อดอนชัย ดอยฮาง แม่ยาว เมืองชุม ดงมะดะ แม่ลาว ป่าก่อดำ องค์การบริหารส่วนตำบลบัวสลี และธารทอง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพื้นที่ขยายเขตเพิ่มเติมนอกเหนือจาก TOR อีก 4 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่กรณ์ จอมหมอกแก้ว แม่ข้าวต้ม และป่าก่อดำ ที่แสดงความต้องการใช้น้ำเข้ามาแล้ว
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเพิ่มเติมว่า หากโครงการสำเร็จจะสามารถผลิตน้ำประปาได้มากถึง 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมการให้บริการมากถึง 24 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 4 อำเภอ และสร้างความยั่งยืนให้กับชาวเชียงรายได้มากกว่า 20 ปี

เส้นทางสู่วันนี้ การหารือที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2568

การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว แต่เป็นผลของกระบวนการหารือที่ยาวนานและรอบคอบ
เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี ได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานด้านชลประทานและการประปา เพื่อวางแนวทางจัดหาแหล่งน้ำดิบใหม่ ที่ประชุมมีข้อสรุปตรงกันว่าแม่น้ำลาวเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
จากนั้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองได้ลงพื้นที่ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันการสนับสนุนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำกกและพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่
นายวันชัย จงสุทธานามณี ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ความคืบหน้าและกรอบเวลา คาดแล้วเสร็จภายในปี 2570

ขณะนี้โครงการอยู่ในระหว่างการมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570 รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ให้คำมั่นสนับสนุนงบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดมีเป้าหมายเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปีเดียวกัน
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ โครงการลักษณะใกล้เคียงกันในภาคเหนืออย่างโครงการส่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ที่ผ่านมา มักใช้เวลาก่อสร้าง 3-4 ปี แต่โครงการแม่น้ำลาวได้รับการผลักดันด้วยความเร่งด่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กดดันอยู่ทุกวัน
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอชายแดนตอนเหนือของจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก การประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่สาย ก็ดำเนินโครงการคู่ขนาน ด้วยการก่อสร้างสถานีผลิตน้ำประปาแห่งใหม่ในเขตอำเภอเชียงแสน วงเงิน 916.094 ล้านบาท โดยจะเปลี่ยนไปสูบน้ำดิบจากแม่น้ำโขงแทน ซึ่งมีปริมาณน้ำมหาศาลพอที่จะเจือจางสารปนเปื้อนลงสู่ระดับที่ระบบกรองสามารถจัดการได้ โครงการนี้มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2570 เช่นกัน

การทูตสิ่งแวดล้อม ไทยยกระดับปัญหาน้ำกกสู่เวทีระหว่างประเทศ

การสร้างระบบประปาใหม่ช่วยป้องกันในประเทศ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุต้องอาศัยการทูต รัฐบาลไทยได้ยกระดับปัญหานี้สู่การเจรจาระดับทวิภาคีกับเมียนมา โดยรองนายกรัฐมนตรีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้รับมอบหมายเป็นประธานคณะเจรจา พร้อมใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมของสถาบัน Stimson Center และรายงานผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษเป็นข้อมูลสนับสนุนบนโต๊ะเจรจา
ในมิติทหาร กองทัพภาคที่ 3 ยังได้ผลักดันวาระอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อมเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายเมียนมาตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
ในระดับพหุภาคี ประเทศไทยยังทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ Mekong River Commission ซึ่งได้ยืนยันผลการปนเปื้อนสารหนูในฝั่งลาวด้วยเช่นกัน ช่วยสร้างฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในระดับภูมิภาคที่จะเพิ่มน้ำหนักในการเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลแหล่งน้ำข้ามชาติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทเรียนจากที่อื่นในโลก เชียงรายไม่ใช่เมืองแรกที่เปลี่ยนแหล่งน้ำดิบ

การเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบเพราะปัญหาสารพิษไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก เมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เคยเผชิญกับวิกฤตตะกั่วปนเปื้อนในน้ำประปาจนต้องรื้อระบบทั้งหมดและใช้เงินลงทุนมหาศาล ในเอเชีย เมืองหลายแห่งในอินเดียและบังกลาเทศก็เผชิญกับสารหนูในน้ำบาดาลจนต้องพัฒนาระบบกรองและเปลี่ยนแหล่งน้ำ สิ่งที่แตกต่างกันในกรณีเชียงรายคือมลพิษมาจากนอกพรมแดน ทำให้การแก้ปัญหาซับซ้อนกว่าและต้องผสานทั้งวิศวกรรมและการทูตไปพร้อมกัน


จากวิกฤตน้ำกก สู่ความมั่นคงทางน้ำแห่งอนาคต

โครงการแม่น้ำลาวที่กำลังเดินหน้าอยู่นี้คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมที่สุดต่อวิกฤตน้ำปนเปื้อนที่เขย่าความเชื่อมั่นของชาวเชียงรายมาตลอดหลายปี ด้วยกำลังผลิต 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โครงข่ายท่อกว่า 220 กิโลเมตร และการครอบคลุม 24 ท้องถิ่นใน 4 อำเภอ นี่คือการลงทุนเพื่ออีก 20 ปีข้างหน้าของคนเชียงราย
นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งด้านการป้องกันอุทกภัย การควบคุมคุณภาพน้ำ และการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 ชาวเชียงรายจะได้น้ำสะอาดที่ผลิตจากแหล่งน้ำที่อยู่ภายในอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อีกฝั่งชายแดนที่ควบคุมไม่ได้ และหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชียงรายจะไม่ใช่แค่จังหวัดที่รับมือกับวิกฤต แต่จะกลายเป็นต้นแบบของการจัดการความมั่นคงทางน้ำในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนกลายเป็นภัยคุกคามของศตวรรษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผลการศึกษาการสะสมสารหนูในประชากรริมแม่น้ำกก เผยแพร่เดือนกุมภาพันธ์ 2569
  • Stimson Center รายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่รัฐฉาน เมียนมา ปี 2568
  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย ข้อมูลขอบเขตโครงการ TOR โครงการก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมและขยายระบบประปา ฝายแม่ลาว วงเงิน 1,953.088 ล้านบาท
  • คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission) ข้อมูลคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ปี 2568
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ รายงานการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ ชุมชนริมน้ำกก จังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านและผลผลิตทางการเกษตร จังหวัดเชียงราย ปีงบประมาณ 2568-2569
  • กองทัพภาคที่ 3 บันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-เมียนมา ครั้งที่ 37 จังหวัดเชียงใหม่ กรกฎาคม 2568
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ไทย-ลาว ยกระดับความร่วมมือแก้หมอกควันข้ามแดน ดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร

Summary
  • ไทย-ลาว หารือยกระดับแก้หมอกควันข้ามแดน ณ เวียงจันทน์ มุ่งเป้าลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ชายแดน

  • เตรียมลงนาม MOU ใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มดาวเทียมติดตามจุดความร้อนแบบ Real-time

  • ดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อคุมเข้มการเผาป่า

  • ก.เกษตรฯ เสนอแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟและไม้ผลมูลค่าสูงในพื้นที่ต้นลม

  • อบจ.เชียงราย ขยับงานสาธารณสุขท้องถิ่นรองรับผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นควันอย่างบูรณาการ

ไทย–ลาวขยับแผนแก้หมอกควันข้ามแดน เชียงรายจับตา MOU ใหม่ หวังเปลี่ยนไฟป่าเป็นทางออกยั่งยืน

ประเทศไทย, 29 เมษายน 2569 – ในวันที่ปัญหา หมอกควันข้ามแดน ยังไม่คลายจากความทรงจำของคนเหนือ โดยเฉพาะชาวเชียงรายที่ต้องอยู่กับ ฝุ่น PM2.5 เชียงราย แทบทุกฤดูเผา ความเคลื่อนไหวที่นครหลวงเวียงจันทน์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพการเยือนทางการทูต หากเป็นสัญญาณว่าการแก้ปัญหาที่เคยติดอยู่ในกรอบ “ต่างคนต่างรับมือ” กำลังถูกผลักเข้าสู่รูปแบบความร่วมมือที่จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง

ช่วงเช้าวันที่ 29 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารและเอกอัครราชทูตไทยประจำนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อหารือกับดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะเข้าพบนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในช่วงบ่าย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

จากการเจรจาระดับรัฐ สู่โจทย์ที่คนเชียงรายหายใจอยู่ทุกวัน

สำหรับคนในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สาย เชียงของ และเมืองเชียงราย ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสิ่งแวดล้อม หากเป็นเรื่องของสุขภาพ การทำมาหากิน และภาพรวมเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ถูกกดทับเป็นลูกโซ่ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานค่าฝุ่นในหลายจุดของเชียงรายเกินมาตรฐานอย่างหนัก โดยอำเภอเชียงของแตะ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 213.8 และเขตเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ดีว่า เหตุใดคำว่า ไทย ลาว ร่วมแก้หมอกควันข้ามแดน จึงไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูบนเอกสารทางการ เพราะหากไฟป่าหรือการเผาในพื้นที่ต้นลมยังดำเนินต่อไป เมืองชายแดนไทยก็ต้องรับผลโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้จังหวัดเชียงรายพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่สามารถปิดกั้นฝุ่นที่ลอยข้ามพรมแดนตามทิศทางลมได้ทั้งหมด เรื่องนี้ทำให้การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านมีความหมายเทียบได้กับการ “ดับไฟตั้งแต่ต้นลม” มากกว่าการรอฉีดน้ำตอนควันลอยมาถึงปลายทางแล้ว

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่กำลังถูกเร่งให้ลงมือจริง

กรอบ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ไม่ใช่แนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ร่วมกับผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา โดยมีเป้าหมายผลักดันการแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดนในอาเซียน ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายเองก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมของยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยมีผู้แทนไทย ลาว เมียนมา และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รับผลกระทบ แต่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วย

การเยือน สปป.ลาว ครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการต่อยอดจากกรอบที่มีอยู่เดิม ให้ขยับจากเวทีเปิดตัวและการหารือทั่วไป ไปสู่ข้อตกลงที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และระบบติดตามต้นทางของการเผา

สี่เครื่องมือที่ถูกยกขึ้นบนโต๊ะหารือ

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้อยู่ที่การทำให้ความร่วมมือเดินหน้าได้จริงในภาคสนาม ไม่ใช่หยุดอยู่แค่คำประกาศร่วม ทั้งสองฝ่ายหยิบประเด็นสำคัญขึ้นมาหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและฝุ่น PM2.5 ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ไปจนถึงการจัดทำ MOU ฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของ สปป.ลาว ที่เปลี่ยนไป

ในทางปฏิบัติ เครื่องมือเหล่านี้สำคัญมาก เพราะปัญหา ไฟป่าภาคเหนือ และ หมอกควันข้ามแดน ไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งไฟในป่า การเผาเศษวัสดุเกษตร การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน และข้อจำกัดด้านข้อมูลข้ามประเทศ หากไม่มีข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันได้แบบใกล้เวลาจริง เจ้าหน้าที่ปลายทางอย่างเชียงรายก็จะรู้ตัวช้าเสมอว่าฝุ่นก้อนใหม่กำลังมาเมื่อไรและมาจากไหน

การที่ทั้งสองฝ่ายพูดถึงแพลตฟอร์มข้อมูลร่วมและการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จึงนับเป็นจุดสำคัญ เพราะนั่นคือการเปลี่ยนปัญหาจากเรื่องที่เคยถกเถียงกันด้วยความรู้สึก ไปสู่การจัดการบนฐานข้อมูลเดียวกันมากขึ้น

Traceability และ Zero Burning คือคำสำคัญที่ภาคเกษตรต้องจับตา

อีกคำที่น่าจับตาในครั้งนี้คือ Traceability หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงจรฝุ่นภาคเหนือ การผลักดันระบบนี้หมายถึงความพยายามทำให้รัฐและตลาดรู้ได้ว่าสินค้าเกษตรมาจากแปลงใด ผ่านกระบวนการผลิตแบบไหน และเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่ ซึ่งหากทำได้จริง จะกระทบตั้งแต่พฤติกรรมผู้ผลิตไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง

แนวคิดนี้สอดรับกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบ GAP Zero Burning ที่ถูกหยิบขึ้นมาคู่กัน เพราะการห้ามเผาอย่างเดียวโดยไม่สร้างทางเลือกใหม่ ย่อมทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม เหมือนบอกให้หยุดใช้วิธีเก่า แต่ยังไม่บอกชัดว่าจะอยู่รอดด้วยวิธีใหม่อย่างไร ข่าวการเยือนลาวครั้งนี้จึงน่าสนใจตรงที่เริ่มพูดถึงทั้ง “การคุม” และ “การเปลี่ยนผ่าน” ไปพร้อมกัน

เชียงรายกำลังถูกผลักจากพื้นที่รับควัน ไปสู่พื้นที่ทดลองเปลี่ยนพืช

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเปิดเผยแผนการลงนาม MOU ร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน ควบคู่กับการช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่กาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูง

คำพูดของปิยะรัฐชย์มีน้ำหนักตรงที่ไม่ได้พูดเพียงเรื่องปลายทางของโครงการ แต่ย้ำเรื่อง “จังหวะเวลา” ว่า 8 เดือนที่อากาศดีคือช่วงเดียวที่ต้องเร่งเตรียมดิน ถ่ายทอดความรู้ และเปลี่ยนวงจรการผลิต ก่อนที่อีก 4 เดือนของฤดูปัญหาจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แนวคิดนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนความจริงที่เชียงรายรู้ดี คือทุกปีเมื่อฝุ่นลด ผู้คนมักรู้สึกว่าปัญหาจบแล้ว แต่ในเชิงนโยบาย นั่นต่างหากคือช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด

ถ้ามองให้เห็นภาพง่ายขึ้น การแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดน แบบยั่งยืนก็ไม่ต่างจากการซ่อมหลังคาก่อนฝนมา ไม่ใช่รอให้ฝนตกแล้วค่อยหาผ้าใบคลุม การเปลี่ยนพืช การจัดหาตลาดรองรับ การลดต้นทุนให้เกษตรกร และการทำให้รายได้ใหม่มั่นคงพอ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า MOU เหล่านี้จะมีผลจริงหรือกลายเป็นเพียงภาพข่าวอีกหนึ่งวัน

เรื่องของอากาศ สุดท้ายกลับไปจบที่เรื่องรายได้ชาวบ้าน

แก่นแท้ของปัญหาในภาคเหนือไม่ใช่เพียงการเผา แต่เป็นเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ยังผูกกับพืชและวิธีผลิตแบบเดิม หากการปลูกข้าวโพดยังให้รายได้ที่แน่นอนกว่า เกษตรกรจำนวนมากก็ย่อมลังเลที่จะเปลี่ยน แม้รู้ดีว่าการเผาส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การพูดถึงกาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูงจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐเริ่มมองปัญหานี้เกินกว่าการดับไฟเฉพาะหน้า และหันมามองทางเลือกทางเศรษฐกิจของชุมชนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คำถามที่ยังต้องติดตามคือ ทางเลือกใหม่จะมีตลาดจริงหรือไม่ ใครจะรับซื้อ ผลผลิตต้องใช้เวลากี่ปีจึงสร้างรายได้ และช่วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนพืช รัฐจะช่วยชาวบ้านอย่างไร เพราะถ้าขาดคำตอบในจุดนี้ การเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่พืชมูลค่าสูงอาจฟังดีในเอกสาร แต่ยากจะเกิดขึ้นจริงในไร่ของเกษตรกร

อบจ.เชียงรายขยับพร้อมกันด้านสุขภาพ เพราะฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

ในอีกวงหนึ่งของเชียงราย วันเดียวกันนี้ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ประชุมคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นและบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

แม้การประชุมนี้ไม่ได้ว่าด้วยฝุ่นอย่างตรงตัวทุกบรรทัด แต่ในบริบทเชียงราย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าท้องถิ่นเริ่มมองปัญหาสุขภาพชุมชนแบบเชื่อมโยงมากขึ้น ไม่ใช่มอง ฝุ่น PM2.5 เชียงราย เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบสาธารณสุข การเข้าถึงบริการ การป้องกันกลุ่มเปราะบาง และการรับมือผลกระทบสะสมในระยะยาว

เมื่อประกอบเข้ากับการหารือไทย–ลาวในเวียงจันทน์ ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่า การแก้ปัญหาหมอกควันในเชียงรายกำลังขยับสองขาไปพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการปิดช่องโหว่ต้นทางของฝุ่น อีกขาหนึ่งคือการเสริมระบบรองรับผลกระทบปลายทางให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหาได้ปลอดภัยขึ้น

MOU ใหม่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่วันลงนาม

การยกระดับความร่วมมือไทย–ลาวในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ และมีน้ำหนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะมีทั้งการพูดถึงข้อมูล จุดความร้อน ดาวเทียม บุคลากร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปรับ MOU ให้ทันสถานการณ์จริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ก็เตือนให้เห็นความจริงว่า เอกสารไม่เคยดับฝุ่นได้ด้วยตัวเอง

บททดสอบแท้จริงจะอยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อภาคเหนือเข้าสู่รอบใหม่ของฤดูเผา หากปีหน้าเชียงรายยังเผชิญค่าฝุ่นระดับวิกฤตเหมือนเดิม คำถามก็จะย้อนกลับมาทันทีว่า ความร่วมมือที่ลงนามไว้ได้เปลี่ยนอะไรจริงบ้าง แต่ถ้าระบบข้อมูลเร็วขึ้น จุดความร้อนลดลง การเผาในพื้นที่เสี่ยงถูกควบคุมได้ดีขึ้น และเกษตรกรเริ่มมีทางเลือกใหม่ที่ทำกินได้จริง นั่นต่างหากจะเป็นคำตอบที่มีความหมายกว่าถ้อยแถลงทั้งหมด

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของนโยบายหมอกควันภาคเหนือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายมักถูกมองเป็นเมืองปลายทางของผลกระทบ ทั้งจากควันข้ามแดน ไฟป่าในแนวเขา และเศรษฐกิจชายแดนที่ผันผวน แต่ความเคลื่อนไหวในวันที่ 29 เมษายน 2569 ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอาจกำลังขยับจาก “พื้นที่รับผล” ไปเป็น “พื้นที่กำหนดทิศทาง” ของการแก้ปัญหาในภาคเหนือ ทั้งในฐานะจังหวัดชายแดนที่มีเสียงดังพอจะผลักประเด็นนี้ขึ้นสู่ระดับภูมิภาค และในฐานะพื้นที่ทดลองของแนวคิดเปลี่ยนเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อลดไฟและฝุ่นในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าข่าวรายวัน การเยือน สปป.ลาวของรัฐมนตรีไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเรื่องอนาคตของอากาศที่คนเชียงรายจะต้องหายใจในปีหน้า และปีต่อ ๆ ไปด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
ENVIRONMENT

อากาศแปรปรวนระดับโลกพ่นพิษพายุแม่สาย เตือนผังเมืองยุคใหม่ต้องไม่ใช่แค่แบ่งสีที่ดินแต่ต้องรับมือภัยพิบัติได้จริง

Summary
  • พายุฤดูร้อนถล่มแม่สายทำเสาไฟล้มและยอดฉัตรพระธาตุดอยเวาหักโค่น สะท้อนอากาศสุดขีดระดับภูมิภาค

  • จีนตอนใต้และเอเชียใต้เผชิญฝนหนักและคลื่นความร้อนรุนแรงในเวลาเดียวกัน ชี้โลกเข้าสู่ยุคแปรปรวนหนัก

  • ผู้เชี่ยวชาญจี้ไทยรื้อระบบผังเมืองเชียงราย ให้เน้นการจัดการภัยพิบัติมากกว่าแค่การแบ่งโซนสีที่ดิน

  • เสนอปรับมาตรฐานวิศวกรรมสิ่งปลูกสร้างสาธารณะและศาสนสถานให้รับแรงลมและพายุที่แรงขึ้นได้จริง

  • ยกระดับระบบเตือนภัยให้เข้าถึงระดับชุมชนและเข้าใจง่าย เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจท่องเที่ยว

วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขีดจากจีนถึงแม่สาย พายุฤดูร้อนเชียงรายเตือนผังเมืองไทยต้องเปลี่ยน

เชียงราย, 29 เมษายน 2569 – ปลายเดือนเมษายนปีนี้ โลกไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนแบบแผ่วเบาอีกต่อไป แต่ส่งมาเป็นภาพของฝนหนักผิดฤดู น้ำหลากฉับพลัน คลื่นความร้อนรุนแรง และพายุที่เข้ามากระแทกพื้นที่เปราะบางแทบพร้อมกันในหลายภูมิภาค จากจีนตอนใต้ เอเชียใต้ ไปจนถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจดูเหมือนแยกกันคนละประเทศ คนละภูมิประเทศ แต่เมื่อมองลึกลงไป ทุกจุดกำลังสะท้อนเรื่องเดียวกัน นั่นคือโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ สภาพอากาศสุดขีด ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ทีละน้อย

เอเชียกำลังเผชิญสภาพอากาศที่แกว่งรุนแรงกว่าเดิม

ในช่วงสัปดาห์เดียวกัน จีนตอนใต้ต้องเร่งตั้งรับฝนหนักในหลายมณฑล รัฐบาลจีนเผยว่าพื้นที่เสี่ยงทางตอนใต้ต้องเพิ่มความพร้อมรับมือฝนหนัก และกำชับให้อ่างเก็บน้ำที่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต้องรักษาระดับน้ำให้อยู่ต่ำในช่วงฤดูน้ำหลาก เพื่อกันความเสี่ยงจากน้ำเกินความจุและเหตุฉุกเฉินปลายน้ำ ขณะเดียวกัน รายงานติดตามสภาพอากาศระบุว่าหลายพื้นที่ในกว่างซี กวางตุ้ง ฝูเจี้ยน เจ้อเจียง เจียงซี และหูหนาน มีแนวโน้มได้รับฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร และบางจุดอาจสูงถึง 150 ถึง 200 มิลลิเมตรในช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอจะสร้างแรงกดดันต่อเมือง ระบบระบายน้ำ และแหล่งเก็บกักน้ำอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งที่ทำให้ภาพนี้น่ากังวลยิ่งกว่าเดิม คือบางพื้นที่ของจีนไม่ได้อยู่ในฤดูฝนเต็มตัวตามปฏิทินมรสุม แต่กลับเผชิญปริมาณฝนระดับรุนแรงเร็วกว่าที่เคย AP รายงานว่าเมืองชินโจวในกว่างซีมีฝนเกิน 270 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของเดือนเมษายนในพื้นที่ดังกล่าว และผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นระบุว่าฝนลักษณะนี้มักเกิดหลังมรสุมฤดูร้อนเริ่มต้นในช่วงกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม ไม่ใช่ปลายเมษายนอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้ นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า “ฤดูกาล” ที่มนุษย์คุ้นเคยกำลังสับสนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ฝนถล่มบางแห่ง แต่บางแห่งกลับร้อนถึงระดับอันตราย

ในเวลาใกล้กัน เอเชียใต้อีกฝั่งหนึ่งกำลังรับมือกับความสุดขีดอีกแบบ คือฝนหนักในบางพื้นที่ และคลื่นความร้อนในบางพื้นที่พร้อมกัน รายงานสภาพอากาศที่แนบมาและการติดตามจากสื่อต่างประเทศระบุว่า บังกลาเทศ เมียนมาตอนเหนือ และพื้นที่อย่างนาคาแลนด์ มณีปุระ และอัสสัมของอินเดีย มีแนวโน้มเผชิญฝนหนักมาก โดยบางจุดอาจเกิน 400 มิลลิเมตร ขณะที่อินเดียตอนกลางและตอนเหนือกลับมีอุณหภูมิแตะ 45 องศาเซลเซียส พร้อมความชื้นและรังสีอัลตราไวโอเลตในระดับอันตราย

ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดียในช่วงปลายเดือนเมษายนยืนยันว่า มีแนวโน้มเกิดภาวะคลื่นความร้อนในบางส่วนของอินเดียตอนกลางและตะวันตกเฉียงเหนือในช่วงปลายเดือน ขณะที่รายงานติดตามสภาพอากาศยังพบอุณหภูมิสูงระดับ 45 องศาในหลายพื้นที่ก่อนพายุฝนฟ้าคะนองจะเริ่มช่วยลดความร้อนบางส่วน ความหมายของตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ร้อนจัด แต่คือการที่ร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างรวดเร็วต่อภาวะลมแดด ขาดน้ำ และปัญหาหัวใจ

ความปั่นป่วนไม่ได้หยุดแค่เอเชีย

รายงานที่แนบมายังชี้ให้เห็นตัวอย่างจากไนจีเรียและแคนาดา ซึ่งแม้เป็นคนละภูมิอากาศ แต่ก็เผชิญความผิดปกติในแบบของตัวเอง เมืองจาลิงโกของไนจีเรียได้รับผลกระทบจากฝนหนักและระบบระบายน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ขณะที่แคนาดาตอนกลางและตะวันตกเจออากาศหนาวผิดฤดู มีอุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปลายเมษายนถึง 15 องศาเซลเซียส และบางเมืองมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งในเวลากลางวัน

หากมองแบบผิวเผิน เหตุการณ์เหล่านี้อาจดูไม่เกี่ยวกัน แต่หากมองในเชิงภูมิอากาศ มันกำลังสะท้อนปรากฏการณ์เดียวกัน คือระบบอากาศโลกกำลังแปรปรวนรุนแรงขึ้น ฝนไม่ได้ตกในรูปแบบเดิม ความร้อนไม่ได้ขึ้นตามฤดูกาลเดิม และความหนาวผิดฤดูก็ไม่ได้เป็นเรื่องไกลเกินคาดอีกต่อไป เมื่อความผันผวนเหล่านี้เกิดถี่ขึ้น เมืองที่ออกแบบบนสมมติฐานอากาศ “แบบเดิม” ย่อมเปราะบางขึ้นโดยอัตโนมัติ

แม่สายไม่ได้เจอเพียงพายุ แต่เจอคำถามเรื่องความพร้อมของเมือง

ภาพที่ทำให้เรื่องนี้ใกล้ตัวคนเชียงรายที่สุด คือเหตุพายุฤดูร้อนในอำเภอแม่สายเมื่อค่ำวันที่ 27 เมษายน 2569 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า พายุฤดูร้อนพัดรุนแรงจนเสาวิทยุสื่อสารล้มทับสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและกีดขวางการจราจรบนถนนพหลโยธินสายหลัก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องเร่งเปิดทางสัญจรและประสานการไฟฟ้าเข้าซ่อมแซมทันที

แต่สำหรับคนเชียงราย เหตุการณ์ที่สะเทือนใจมากกว่าภาพเสาไฟหรือทางสัญจร อาจเป็นความเสียหายที่วัดพระธาตุดอยเวา หนึ่งในจุดยึดโยงทางศรัทธาและการท่องเที่ยวของแม่สาย ตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา พายุทำให้ยอดฉัตรขององค์พระธาตุหักโค่นลงมา ขณะที่พื้นที่บริเวณวัดได้รับความเสียหาย และ Sky Walk เหนือสุดในสยามต้องปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบโครงสร้างความแข็งแรงก่อนเปิดใช้งานอีกครั้ง

เหตุการณ์นี้มีความหมายมากกว่าความเสียหายต่อสถานที่ เพราะพระธาตุดอยเวาไม่ได้เป็นเพียงจุดชมวิวหรือแลนด์มาร์กท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ทางศรัทธาที่อยู่ในความทรงจำของคนแม่สายและคนเชียงรายจำนวนมาก เมื่อสถานที่เช่นนี้ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนอย่างรุนแรง คำถามจึงไม่ใช่เพียงจะซ่อมเมื่อไร แต่คือเหตุใดแรงลมในยุคนี้จึงสามารถสร้างความเสียหายกับโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์และโครงสร้างท่องเที่ยวได้มากขนาดนี้

วิกฤตพายุแม่สายกำลังเตือนเรื่องมาตรฐานโครงสร้างและการจัดการพื้นที่

หากย้อนดูเฉพาะในพื้นที่แม่สาย จะพบว่าจังหวัดไม่ได้ไม่รู้ความเสี่ยงมาก่อน ก่อนหน้านี้เชียงรายมีการเตรียมความพร้อมเรื่องอุทกภัยแม่สาย โดยเน้นระบบเตือนภัยล่วงหน้า การป้องกันน้ำท่วม การปรับปรุงคันกั้นน้ำ การรื้อสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ และการขุดลอกลำน้ำเพื่อรับมือฤดูฝน นั่นแปลว่าในเชิงนโยบาย พื้นที่นี้ถูกมองว่าเป็นจุดเสี่ยงอยู่แล้ว เพียงแต่ภัยที่มาในครั้งนี้ไม่ใช่น้ำหลากอย่างเดียว แต่เป็นพายุฤดูร้อนที่กระแทกโครงสร้างเมืองอย่างฉับพลัน

สิ่งที่พายุแม่สายกำลังบอกจึงไม่ใช่แค่เรื่องการซ่อมแซม แต่คือการทบทวนว่าเกณฑ์การออกแบบสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่ท่องเที่ยว ศาสนสถาน จุดชมวิว และโครงสร้างบริการสาธารณะในภาคเหนือ ยังอยู่บนสมมติฐานสภาพอากาศแบบเก่าเกินไปหรือไม่ หากแรงลมและฝนในอนาคตรุนแรงขึ้นอีก การซ่อมแบบเดิมอาจเพียงพอแค่คืนสภาพ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันเหตุซ้ำ

ภาพ : พระอภิชาติ ศรีพุ่ม (ตุ๊ปี่ชาติ)

ผังเมืองเชียงรายจึงไม่ควรเป็นแค่เรื่องสีของที่ดิน

จังหวะที่เกิดพายุแม่สาย มีความเคลื่อนไหวสำคัญในกรุงเทพฯ พอดี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 คณะกรรมการผังเมืองประชุมครั้งที่ 4/2569 โดยมีนายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ที่ประชุมให้ความเห็นชอบผังเมืองรวมเมืองโพธาราม และเร่งพิจารณาคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับผังเมืองรวมชุมชนเกาะสีชังและผังเมืองรวมเมืองเชียงราย

ในสายตาคนทั่วไป ข่าวผังเมืองอาจดูเป็นเรื่องเทคนิคและไกลตัว แต่หากเชื่อมกับเหตุการณ์แม่สาย มันกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง เพราะ ผังเมืองเชียงราย จะเป็นตัวกำหนดว่าอนาคตของเมืองจะสร้างบ้าน โรงแรม ศูนย์การค้า ถนน ระบบระบายน้ำ และเขตพัฒนาใหม่อย่างไร หากผังเมืองยังคิดแค่เรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย การพาณิชย์ หรือการท่องเที่ยว โดยไม่ผูกกับแผนที่ความเสี่ยงภัยพิบัติ เมืองก็อาจขยายตัวเร็วขึ้นพร้อมกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มากขึ้นเช่นกัน

ในเอกสารที่ผู้ใช้แนบมา มีการตั้งข้อสังเกตตรงประเด็นว่า ผังเมืองยุคใหม่ต้องไม่เป็นเพียงการแบ่งสีพื้นที่ แต่ควรคำนึงถึงเขตเสี่ยงภัย ระยะถอยร่นจากพื้นที่อ่อนไหว การระบายน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น พื้นที่ซับน้ำหรือแนวคิด Sponge City ที่จีนพยายามใช้เพื่อลดแรงปะทะของน้ำในเมือง เมื่อดูจากสถานการณ์ในแม่สาย ข้อเสนอเช่นนี้จึงไม่ใช่แนวคิดสวยหรู แต่กำลังกลายเป็นความจำเป็นเชิงปฏิบัติ

บทเรียนจากจีนและแม่สายชี้ไปในทิศทางเดียวกัน

สิ่งที่จีนทำในช่วงฝนหนัก คือการเชื่อมข้อมูลอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา และการบริหารอ่างเก็บน้ำเข้าด้วยกัน แล้วออกมาตรการเชิงรุกให้พร่องน้ำในแหล่งเสี่ยงก่อนเกิดเหตุหนัก นี่เป็นตัวอย่างของการจัดการภัยพิบัติที่ไม่ได้รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ แต่เริ่มจากการยอมรับก่อนว่าอากาศสุดขั้วจะเกิดขึ้นได้จริง และเมืองต้องเผื่อพื้นที่ เผื่อเวลา และเผื่อโครงสร้างไว้รองรับ

แม่สายเองก็มีบทเรียนคล้ายกัน หากมองย้อนหลัง พื้นที่นี้ต้องรับมือทั้งน้ำท่วม ความเสี่ยงลำน้ำชายแดน และล่าสุดพายุฤดูร้อนที่ทำลายโครงสร้างสำคัญ คำถามจึงไม่ควรหยุดแค่ใครจะซ่อมวัด ใครจะเปิด Sky Walk เมื่อไร หรือใครจะตัดต้นไม้ที่ล้มขวางทาง แต่ควรถามต่อว่าเมืองชายแดนอย่างแม่สายจะออกแบบตัวเองใหม่อย่างไรให้รับมือทั้งน้ำ ลม ดินถล่ม ไฟฟ้าดับ และการหยุดชะงักของการท่องเที่ยวได้พร้อมกัน

สามเรื่องที่ไทยควรรีบทำก่อนภัยพิบัติครั้งต่อไปจะมาเร็วกว่าที่คิด

เรื่องแรก คือการทบทวนมาตรฐานวิศวกรรมและการออกแบบอาคารในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคเหนือที่เริ่มเผชิญพายุฤดูร้อนถี่และแรงขึ้น สิ่งปลูกสร้างเชิงศรัทธา จุดชมวิว สิ่งอำนวยความสะดวกด้านท่องเที่ยว และอาคารสาธารณะควรได้รับการประเมินความสามารถรับแรงลมและแรงกระแทกใหม่ ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุแล้วค่อยซ่อมตามรอบ

เรื่องที่สอง คือการยกระดับ ผังเมืองรับภัยพิบัติ ให้เป็นสาระหลักของการพัฒนาเมือง ไม่ใช่ภาคผนวกท้ายเอกสาร เมืองเชียงรายและเมืองชายแดนควรมีแผนที่เสี่ยงภัยที่อัปเดตจริง ใช้จริง และเชื่อมกับการอนุญาตก่อสร้าง การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการวางระบบสาธารณูปโภคอย่างจริงจัง

เรื่องที่สาม คือการเชื่อมระบบเตือนภัยให้เร็วและเข้าใกล้ชุมชนกว่านี้ ข้อมูลฝนหนัก พายุ ลมแรง หรือความเสี่ยงน้ำหลาก ควรลงถึงระดับตำบล ชุมชน วัด โรงเรียน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้ทันที ไม่ใช่หยุดอยู่แค่ประกาศระดับจังหวัดหรือข้อความทางราชการที่กว่าจะถึงมือคนหน้างานก็สายเกินไปแล้ว

แม่สายอาจซ่อมได้เร็ว แต่บทเรียนเรื่องเมืองต้องไม่จบเร็วเกินไป

วัดพระธาตุดอยเวาอาจกลับมาสงบงามอีกครั้ง Sky Walk อาจเปิดได้หลังการตรวจสอบ และระบบไฟฟ้าแม่สายก็อาจกลับมาเป็นปกติในเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่ไม่ควรกลับไปเป็นเหมือนเดิม คือวิธีคิดของเราเกี่ยวกับภัยพิบัติ ถ้ายังมองว่าพายุรุนแรงเป็นเรื่องผิดปกติแค่ครั้งคราว เมืองไทยก็จะยังตั้งรับแบบเดิม ซ่อมแบบเดิม และเจ็บซ้ำแบบเดิม

ตรงกันข้าม หากยอมรับว่าพายุแม่สายในปลายเมษายนปีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่เชื่อมกับฝนหนักในจีน ความร้อนในอินเดีย และความปั่นป่วนของอากาศทั่วโลก เราจะเห็นชัดขึ้นว่า ภัยพิบัติสภาพอากาศ ไม่ได้เป็นข่าวแยกส่วนอีกต่อไป แต่มันกำลังเป็นโครงเรื่องใหม่ของการพัฒนาเมืองในศตวรรษนี้

เชียงรายจึงไม่ได้กำลังเจอเพียงพายุลูกหนึ่ง แต่กำลังเจอคำถามสำคัญว่า จะสร้างเมืองอย่างไรให้ยืนอยู่ได้ในโลกที่ลมแรงขึ้น ฝนหนักขึ้น ร้อนจัดขึ้น และคาดเดายากขึ้นทุกปี คำตอบของคำถามนี้อาจไม่ได้อยู่ที่แม่สายอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะกล้าเปลี่ยนผังเมือง ระบบเตือนภัย และมาตรฐานโครงสร้างของตัวเองเร็วพอหรือไม่ ก่อนที่ความสุดขีดของอากาศจะกลายเป็นความธรรมดาใหม่ที่แพงเกินกว่าจะซ่อมแซม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ภาพ : พระอภิชาติ ศรีพุ่ม (ตุ๊ปี่ชาติ)
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • คณะกรรมการผังเมือง (กระทรวงมหาดไทย)
  • AP News
  • The Guardian
  • India Meteorological Department
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อัตลักษณ์ชาติพันธุ์คือสินทรัพย์! มฟล. แนะรัฐออกแบบนโยบายยืดหยุ่น หนุนชาติพันธุ์เชียงรายสู้ศึกเศรษฐกิจโลก

Summary
  • มฟล. จัดเสวนา “Living Identities” แก้ปัญหาประชากรไร้สัญชาติ 134,590 คนในเชียงราย

  • ชูแนวคิดเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ให้เป็น “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • เน้นหลักการ “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” เพื่อการปรับตัวในโลกสมัยใหม่

  • เรียกร้องรัฐใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน

  • เชื่อมโยงสิทธิสถานะทางกฎหมายกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามเป้าหมาย SDG

เมื่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไม่ใช่แค่มรดก แต่คือ “ทุน” ที่รอการปลดล็อก มฟล. จุดประกายเสวนา “Living Identities” ชี้ทางรอดประชากร 1.3 แสนคนนอกระบบในเชียงราย

เชียงราย ,27 เมษายน 2569 – ท่ามกลางยอดดอยและสายหมอกที่ปกคลุมเชียงรายในยามเช้า เสียงของนักวิชาการ ตัวแทนชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่าหลายสิบชีวิตได้ดังขึ้นในห้องเสวนาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อถกประเด็นที่ไม่เพียงแต่สะท้อนวิถีชีวิต แต่กำลังกำหนดอนาคตของประชากรกว่า 134,590 คนที่ยังรอการรับรองสถานะทางกฎหมายในจังหวัดแห่งนี้

รากเหง้าที่ถูกมองข้าม กับตัวเลขที่บอกความจริง

ตัวเลขจากประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยรวมทั้งสิ้น 134,590 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด ตามข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สังคมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และในจำนวนนี้ ประมาณ 65% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ใน 18 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด

นี่ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่คือชีวิตของผู้คนที่ตื่นขึ้นมาทุกวันโดยปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนที่รัฐรับรอง ไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขเต็มรูปแบบ ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และยังถูกกีดกันออกจากโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจอีกหลายด้าน

เสียงจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สู่โต๊ะเสวนาที่เกินกว่าแค่วิชาการ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เปิดฉากกิจกรรมเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัติ ประพัฒทอง กล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้บันทึกไว้ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งอาข่า ลาหู่ ลีซู ม้ง เย้า และอีกหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงถูกมองในฐานะ “ผู้อยู่ชายขอบ” ของสังคม

ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” บทเรียนที่ง่ายกว่าการปฏิบัติ

หัวใจสำคัญของการเสวนาวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ควรถูกรักษาไว้หรือปล่อยให้เปลี่ยนแปลง แต่กลับชี้ให้เห็นภาพที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะวิทยากรและผู้เข้าร่วมต่างยืนยันตรงกันว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังผสมผสานอย่างกลมกลืนกับโลกสมัยใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการตั้งคำถามว่า “ความยั่งยืน” ควรหมายความว่าอะไรกันแน่ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมายถึงการ “คงสภาพเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญในเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงหมายถึงการ “ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม” หากชุมชนสามารถปรับตัวได้อย่างมีทิศทาง นั่นคือเส้นทางสู่การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์อย่างมั่นคงและมีพลัง

แนวคิด “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาที่สมดุล นั่นคือการก้าวทันโลกสมัยใหม่ในเวลาเดียวกับที่รักษารากเหง้าทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดสวยงาม แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่บางชุมชนในเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นผลแล้ว

คนรุ่นใหม่กับมรดกที่ไม่ควรกลายเป็นภาระ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจังในวงเสวนาคือทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตนเอง ในอดีต เยาวชนหลายคนรู้สึกว่าการเป็น “ชาวเขา” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” คือสิ่งที่ต้องซ่อนเร้น เพราะสังคมกระแสหลักมักตีตราว่าเป็นความด้อยพัฒนา

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป เมื่อเยาวชนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเองในฐานะ “ทุนสร้างสรรค์” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร งานฝีมือ หรือแม้แต่ดนตรีและศิลปะการแสดงที่มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วงเสวนาเน้นย้ำว่าการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขา “ภูมิใจ” ในรากเหง้าของตนเอง ก่อนที่จะพัฒนาทักษะในการนำทุนนั้นมาสร้างรายได้

พื้นที่ต่างกัน ความต้องการต่างกัน นโยบายเดียวไม่พอ

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการหนึ่งจากการเสวนาครั้งนี้คือการยืนยันว่าไม่มีสูตรสำเร็จรูปสำหรับการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เนื่องจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีมุมมองและบริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างชุมชนอาข่าในพื้นที่ภูเขาสูงของอำเภอแม่ฟ้าหลวง กับชุมชนม้งในพื้นที่กึ่งเมืองของอำเภอเชียงแสน แม้ทั้งสองกลุ่มจะเผชิญกับความท้าทายด้านสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงโอกาสเหมือนกัน แต่ความต้องการในด้านการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการอนุรักษ์วัฒนธรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วงเสวนาจึงเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบนโยบายที่ “ยืดหยุ่นและเหมาะสมเฉพาะพื้นที่” แทนที่จะใช้มาตรการแบบเหมาโหลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะนั่นคือการสร้าง “ความเป็นเจ้าของ” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สิทธิ ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ประเด็นที่ทรงพลังที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการเชื่อมโยงระหว่าง “อัตลักษณ์” กับ “สิทธิ” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแยกกัน แต่ในความเป็นจริงกลับผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 16 ที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง การที่ประชากร 134,590 คนในเชียงรายยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนนั้น ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการรับรองตัวตนของบุคคล

เมื่อคนไม่มีเอกสาร เขาไม่มีตัวตนในสายตาของระบบ และเมื่อไม่มีตัวตน เขาก็ไม่มีสิทธิ และเมื่อไม่มีสิทธิ ศักยภาพของเขาจะถูกจำกัดไว้เพียงการเอาตัวรอดในระบบนอกกฎหมาย นี่คือวังวนที่การเสวนา Living Identities พยายามจะทำลายด้วยกระบวนการทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

บทบาทของวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีที่ขาดไม่ได้

ในการเสวนาครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เข้าร่วมเสวนาในฐานะตัวแทนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อนำเสนอบทบาทของหน่วยงานในด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวปวิชญา รัฐปัญญาภู ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

การมีส่วนร่วมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ภาครัฐพยายามบูรณาการงานชาติพันธุ์เข้ากับนโยบายทางวัฒนธรรมของจังหวัด แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว

นอกจากการเสวนา กิจกรรมในวันนี้ยังประกอบด้วยนิทรรศการแผนที่กระจายตัวกลุ่มชาติพันธุ์ใน 18 อำเภอ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าสำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต เพราะทำให้เห็นภาพรวมของความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของจังหวัด ไม่ใช่เพียงในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อัตลักษณ์คือทุน เมื่อโลกหมุนไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภาพใหญ่ที่การเสวนา Living Identities พยายามสร้างคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ “ชาติพันธุ์” จากการเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ที่ดูล้าสมัย ไปสู่การเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีมูลค่าสูงในยุคของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เชียงรายมีมากกว่า 30 กลุ่มชาติพันธุ์นั้น ไม่ใช่ภาระทางนโยบาย แต่คือสินทรัพย์ที่หายากและไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ใหม่ ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังค้นหาประสบการณ์ที่ “แท้จริง” และ “แตกต่าง” เชียงรายมีสิ่งที่หลายจังหวัดไม่มีคือความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่และพัฒนาต่อเนื่อง

ในบริบทของ SDG 8 ที่ว่าด้วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การดึงประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจะเป็นการปลดล็อกศักยภาพมหาศาลที่ยังถูกกักเก็บไว้ด้วยกำแพงของข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคม

เปรียบเทียบกรณีศึกษา เมื่อโลกนำทางก่อนเรา

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการรับรองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงในแวดวงวิชาการคือนิวซีแลนด์ที่ผนวกวัฒนธรรมเมารีเข้าไปในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ จนสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือแคนาดาที่ให้การรับรองสิทธิชนพื้นเมืองอย่างครอบคลุม จนนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน

ในระดับประเทศไทย กรณีของชุมชนไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีที่ประสบความสำเร็จในการแปลงทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวชุมชน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าเมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรองและส่งเสริมอย่างถูกต้อง มันสามารถกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

ก้าวต่อไป จากห้องเสวนาสู่นโยบายจริง

สิ่งที่ทุกฝ่ายในวงเสวนาวันนี้ต้องการเห็นคือการเดินหน้าจากบทสนทนาในห้องประชุมสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์เชียงราย

หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มฟล. ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงวิชาการเข้ากับความเป็นจริงของชุมชน และการที่งานนี้ดึงนักวิชาการ ภาครัฐ และตัวแทนชาติพันธุ์มาร่วมโต๊ะเดียวกันได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดเสวนายังคงรออยู่ข้างหน้า นั่นคือการแปลงมติและข้อเสนอแนะจากเวทีวิชาการสู่กลไกนโยบายที่มีผลผูกพัน การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และการสร้างระบบติดตามผลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

เมื่ออัตลักษณ์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

134,590 คนในเชียงราย ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าหลังทุกตัวเลขมีชีวิต ความฝัน และศักยภาพที่รอการปลดล็อก

การเสวนา Living Identities ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำตอบสำหรับคำถามที่ซับซ้อนเรื่องชาติพันธุ์ สิทธิ และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่ไหนสักแห่ง แต่อยู่ในชุมชน ในวิถีชีวิต และในเสียงของคนที่ดำรงอัตลักษณ์นั้นมาตลอดชั่วอายุคน

เมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรอง ได้รับการส่งเสริม และได้รับการเปลี่ยนให้กลายเป็นทุน สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในความหมายที่ครอบคลุมที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่าด้วยจำนวนประชากรที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยในจังหวัดเชียงราย รวม 134,590 คน
  • รายงานสถานการณ์สังคม (Social Situation Report) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าด้วยสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ประมาณ 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อมูลว่าด้วยความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 30 กลุ่ม
  • หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารประกอบการเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” วันที่ 27 เมษายน 2569
  • เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 8 (การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม) และ SDG 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

อบจ.เชียงรายเปิดวงถกปั๊มน้ำมันดันข้อเสนองดเก็บภาษีชั่วคราว หวังคืนส่วนลดหน้าหัวจ่ายประคองค่าครองชีพประชาชน

อบจ.เชียงรายเปิดวงหารือวิกฤตราคาน้ำมัน ดันข้อเสนอลดภาระหน้าปั๊ม ประคองคนเชียงรายท่ามกลางต้นทุนที่ตึงตัวทั้งจังหวัด

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – เมื่อวิกฤตราคาน้ำมันมาถึงระดับจังหวัดอย่างเต็มตัว ที่ห้องประชุมธรรมปัญญา ชั้น 2 ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย บรรยากาศไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนชัดว่า วิกฤตราคาน้ำมันซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเรื่องของตลาดโลกและนโยบายส่วนกลาง ได้เคลื่อนลงมาสู่ชีวิตประจำวันของคนเชียงรายอย่างเต็มรูปแบบแล้ว อบจ.เชียงรายเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือกับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน โดยให้เข้าร่วมได้ทั้งในสถานที่จริงและผ่านระบบออนไลน์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือจากสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังกดทับค่าครองชีพ การเดินทาง และความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์

สำหรับเชียงราย ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะจังหวัดเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน เมืองท่องเที่ยว และศูนย์กลางการเดินทางของภาคเหนือตอนบน เมื่อราคาพลังงานขยับขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่หน้าปั๊ม แต่ไหลต่อไปยังต้นทุนรถโดยสาร การขนส่งสินค้า ภาคเกษตร การท่องเที่ยว และรายจ่ายในครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงที่จังหวัดกำลังเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวช่วงมหาสงกรานต์หลายพื้นที่ ซึ่งทำให้การมีน้ำมันเพียงพอและการรักษาเสถียรภาพราคากลายเป็นโจทย์เร่งด่วนของท้องถิ่น

เชียงรายเริ่มคุมสถานการณ์ก่อนวันประชุม

ก่อนถึงเวทีหารือในวันนี้ จังหวัดเชียงรายได้เริ่มขยับมาตรการเชิงรุกไปแล้วหลายวัน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำทีมพลังงานจังหวัด ชั่งตวงวัดจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจคลังน้ำมันและสถานีบริการในจังหวัด เพื่อตรวจสอบสต็อก ป้องกันการกักตุน และเฝ้าระวังการปฏิเสธจำหน่าย พร้อมย้ำว่าทุกปั๊มต้องมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินสำหรับรถกู้ชีพ กู้ภัย รถพยาบาล รถดับเพลิง รถตำรวจ และรถแก้ไขระบบไฟฟ้าขัดข้อง ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงตามมาตรการ Dead Stock for Life

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม ยังไม่พบพฤติการณ์กักตุนหรือการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย แต่จังหวัดจะส่งทีมบูรณาการลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจแก่ประชาชนว่าสถานการณ์น้ำมันในจังหวัดยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด จุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะในภาวะวิกฤต ข่าวลือเรื่องน้ำมันหมด น้ำมันถูกกัก หรือมีโควตาพิเศษให้บางหน่วยงาน สามารถขยายตัวเร็วพอ ๆ กับแรงกดดันในตลาดจริงได้เสมอ

วงประชุมที่พูดกันด้วยภาษาต้นทุนจริง

จากข้อมูลสรุปการประชุมที่ผู้ใช้จัดเตรียม เวทีหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานพลังงานจังหวัดเชียงราย กับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในวันนี้ เน้นการทำความเข้าใจข้อเท็จจริงในระดับปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงการสั่งการจากฝ่ายเดียว ประเด็นแรกที่ถูกยกขึ้นมาอย่างจริงจังคือเรื่องส่วนต่างราคาและกำไรที่เหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า กำไรในระดับประมาณ 1 ถึง 2 บาทต่อลิตรยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์รับได้ แต่หากมีส่วนต่างสูงเกินควรจนไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ก็อาจเข้าข่ายถูกตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการก็สะท้อนว่าต้นทุนที่ประชาชนไม่เห็นจากป้ายราคาอาจมีหลายชั้น ทั้งต้นทุนจาก Jobber หรือพ่อค้าคนกลาง ค่าขนส่ง และภาระบริหารจัดการอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีหลักฐานรองรับ หากถูกตรวจสอบในภายหลัง ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลทางการของรัฐบาลที่ระบุว่า ในช่วงวิกฤตมีการกำชับให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 จ่ายน้ำมันไปยัง Jobber อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ห่วงโซ่การกระจายสินค้าสะดุด และลดปัญหาการตึงตัวของน้ำมันในพื้นที่ต่างจังหวัด

Dead Stock กลายเป็นคำที่ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งที่มีน้ำหนักมากในเวทีประชุมวันนี้ คือ เรื่องน้ำมันค้างถัง หรือ Dead Stock ผู้ประกอบการหลายรายกังวลว่า ในช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับขึ้น การมีน้ำมันเหลือค้างอยู่ในถังตามข้อกำหนดทางเทคนิค อาจทำให้ถูกสังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการกักตุนเพื่อรอขายในราคาที่สูงกว่า แต่เจ้าหน้าที่ในการประชุมยืนยันว่าเข้าใจข้อจำกัดดังกล่าว และยอมรับว่าการต้องเหลือน้ำมันบางส่วนในถังเป็นเงื่อนไขจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายของระบบหัวจ่าย หากเป็นปริมาณที่สอดคล้องกับมาตรฐานจริง ก็ไม่ควรถูกตีความเท่ากับการกักตุนในความหมายของการฉวยโอกาส

ข้ออธิบายนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ผู้บริหารท้องถิ่นและจังหวัดกำลังสื่อสารกับประชาชนอย่างหนักว่า อย่าตื่นตระหนกและอย่าซื้อน้ำมันเกินจำเป็น ขณะที่รัฐบาลส่วนกลางเองก็ระบุว่า การใช้น้ำมันในช่วงวิกฤตเพิ่มจากระดับปกติราว 64 ถึง 67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปมากกว่า 80 ถึง 85 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนพฤติกรรมการสำรองน้ำมันในตลาด รวมถึงความผิดปกติจากการกักตุนและการไหลออกนอกระบบที่รัฐกำลังเร่งตรวจสอบ

ปมต่างของปั๊มอิสระและปั๊มแบรนด์ที่ไม่ควรถูกมองแบบเหมารวม

ในรายละเอียดของการประชุมวันนี้ ยังมีเสียงสะท้อนที่ชัดเจนจากผู้ประกอบการเกี่ยวกับความต่างระหว่างปั๊มอิสระและปั๊มแบรนด์ ปั๊มอิสระระบุว่าต้นทุนของตนสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านเครือข่ายหรือกลไกสนับสนุนแบบเดียวกับแบรนด์ใหญ่ ทำให้ต้องจำหน่ายแพงกว่า และมักตกเป็นเป้าความเข้าใจผิดจากผู้บริโภค ขณะที่ปั๊มแบรนด์ชี้แจงว่าการปรับราคาตามมติหรือคำสั่งจากส่วนกลางต้องผ่านขั้นตอนภายใน ทั้งการส่งเรื่องเข้าสำนักงานใหญ่ การปรับระบบหลังบ้าน และการเปลี่ยนป้ายราคา จึงอาจไม่สามารถขยับได้ในทันทีทุกครั้ง

เมื่อประกบกับคำอธิบายของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน จะเห็นว่าไทยใช้แนวทางสนับสนุนการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในธุรกิจพลังงาน โดยโครงสร้างราคาที่เผยแพร่สู่สาธารณะมีไว้เพื่อการอ้างอิง ไม่ใช่ราคาควบคุมที่ภาครัฐกำหนดโดยตรง จึงทำให้ความต่างของต้นทุนในแต่ละพื้นที่หรือในแต่ละเครือข่ายสถานีบริการเป็นประเด็นที่ภาครัฐท้องถิ่นต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น หากไม่ทำเช่นนั้น ราคาที่ต่างกันเพียงไม่กี่สตางค์หรือไม่กี่สิบสตางค์อาจกลายเป็นความไม่ไว้วางใจที่ขยายตัวได้ง่ายในภาวะวิกฤต

ข้อเสนอลดภาษีหัวจ่ายกลายเป็นจุดเปลี่ยนของข่าวนี้

สิ่งที่ทำให้การประชุมของเชียงรายวันนี้มีน้ำหนักมากกว่าการรับฟังปัญหาทั่วไป คือ การที่ฝ่ายบริหาร อบจ.เชียงรายหยิบข้อเสนอเชิงนโยบายออกมาวางบนโต๊ะอย่างเป็นรูปธรรม ตามข้อมูลการประชุมและคำกล่าวที่ผู้ใช้จัดเตรียม ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเสนอแนวทางงดจัดเก็บภาษีบำรุง อบจ. จากหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน โดยยึดอัตราที่ อบจ. เรียกเก็บอยู่เดิม เพื่อส่งกลับเป็นส่วนลดหน้าหัวจ่ายให้ประชาชนโดยตรง หากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบของสภา อบจ. ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ก็จะเป็นการใช้กลไกท้องถิ่นเข้าประคองค่าครองชีพในระดับที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที

โพสต์ทางการของ อบจ.เชียงรายในวันเดียวกันยังยืนยันว่ามีการหารือร่วมกับจังหวัดเพื่อหาแนวทางงดเก็บภาษีปั๊มน้ำมันชั่วคราวและนำส่วนดังกล่าวไปลดราคาน้ำมันให้ประชาชนในช่วงนำร่อง 3 เดือน ซึ่งช่วยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงเสียงในห้องประชุม แต่เป็นข้อเสนอที่ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามผลักดันให้กลายเป็นมาตรการจริงในระดับจังหวัด

จากภาษีท้องถิ่นสู่ความหวังเล็ก ๆ ของคนเชียงราย

แม้มูลค่าส่วนลดต่อลิตรที่เสนออาจไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ แต่ในทางการเมืองท้องถิ่นและในทางความรู้สึกของประชาชน มาตรการนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลข เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า อบจ.เชียงรายพร้อมสละรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อแบ่งเบาภาระของคนในจังหวัดในยามที่ต้นทุนการเดินทางและค่าครองชีพกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ตามถ้อยคำที่นายก อบจ.เชียงรายกล่าวในข้อมูลการประชุมที่ผู้ใช้จัดเตรียม จุดยืนของฝ่ายบริหารไม่ใช่การอ้างว่ามาตรการนี้จะพลิกสถานการณ์ได้ทั้งหมด แต่เป็นความพยายามส่งกำลังใจและแบ่งเบาภาระตามขอบเขตกฎหมายที่ท้องถิ่นทำได้จริง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้นำส่วนภาษีที่ได้รับการยกเว้นไปสะท้อนเป็นส่วนลดหน้าปั๊มคืนให้ประชาชนโดยตรง หากเขียนให้ง่ายที่สุด นี่คือการพยายามทำให้เงินที่เดิมจะไหลเข้าสู่ท้องถิ่นบางส่วน หมุนกลับไปอยู่ในกระเป๋าของคนเชียงรายแทนในช่วงเวลาที่ตึงตัวที่สุด

เชียงรายคิดเรื่องพลังงานควบคู่กับฤดูท่องเที่ยว

อีกเหตุผลที่ทำให้เชียงรายต้องรีบตัดสินใจ คือ จังหวัดกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์และกิจกรรมท่องเที่ยวสำคัญหลายพื้นที่ จังหวัดเองระบุชัดในการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานว่า ต้องเตรียมน้ำมันไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว และประเมินแผนการใช้น้ำมันตามจุดท่องเที่ยวหลักทั่วจังหวัด เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวอุ่นใจว่าเชียงรายจะไม่เกิดภาวะน้ำมันสะดุดในช่วงเทศกาล

ในมุมนี้ ข่าวของเชียงรายจึงไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจปากท้อง แต่โยงถึงความเชื่อมั่นของเมืองด้วย เมืองท่องเที่ยวที่คนกังวลว่าจะเติมน้ำมันได้ยาก ย่อมเสียเปรียบในเชิงจิตวิทยา และอาจกระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวทันที ดังนั้น การที่จังหวัดเร่งประชุม เร่งตรวจสอบ และเร่งหามาตรการเชิงสัญลักษณ์ควบคู่กับเชิงปฏิบัติจริง จึงสะท้อนว่าท้องถิ่นเข้าใจดีว่าเรื่องพลังงานในช่วงนี้ผูกกับเศรษฐกิจทั้งเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ราคาน้ำมันวันนี้ยังเป็นแรงกดดันที่เห็นได้ชัด

ในระดับข้อมูลอ้างอิง ราคาน้ำมันที่มีการเผยแพร่ในวันที่ 6 เมษายน 2569 แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ประชาชนกำลังเผชิญ ปั๊ม ปตท. บางจาก PT และคาลเท็กซ์ จำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 43.95 บาทต่อลิตร ขณะที่เชลล์อยู่ที่ 44.45 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลทั่วไปของ 5 แบรนด์หลักยืนอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตรพร้อมกัน แม้จะเป็นราคามาตรฐานในเขตอ้างอิง แต่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานย้ำว่า ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และโครงสร้างราคาที่เผยแพร่มีไว้เพื่ออ้างอิง มิใช่ราคาควบคุมของรัฐโดยตรง

เมื่อวางตัวเลขเหล่านี้ลงบนชีวิตจริง จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเผชิญโจทย์ยาก เพราะหากราคาดีเซลยังยืนระดับนี้ต่อไป ผลกระทบย่อมทยอยลามไปถึงรถโดยสาร รถบรรทุก และต้นทุนสินค้าจำเป็นในจังหวัดทีละส่วน แม้มาตรการของ อบจ.เชียงรายจะช่วยได้เพียงบางช่วงและบางระดับ แต่ก็เป็นความพยายามของท้องถิ่นที่จะชะลอแรงกระแทกก่อนที่ต้นทุนเหล่านี้จะไหลไปถึงทุกครัวเรือนมากกว่านี้

บริบทประเทศที่ทำให้เชียงรายต้องรีบขยับ

ในระดับประเทศ รัฐบาลได้ประชุม ครม. นัดพิเศษเมื่อปลายเดือนมีนาคม และเห็นชอบ 7 มาตรการเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตตามความเหมาะสม การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการ การช่วยภาคขนส่ง ภาคเกษตร ภาคประมง และการจัดสินเชื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐบาลยอมรับด้วยว่าการปรับราคาน้ำมันขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นผลจากภาวะตึงเครียดในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระสูงขึ้นมาก

ข้อมูลจากรัฐบาลยังระบุว่า ก่อนการปรับกลไกราคา กองทุนน้ำมันมีภาระไหลออกสูงถึง 1,700 ล้านบาทต่อวันในบางช่วง และสถานะกองทุนติดลบประมาณ 38,000 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจากระดับปกติราว 67 ล้านลิตรต่อวัน ไปแตะ 85 ถึง 86 ล้านลิตรต่อวันในช่วงวิกฤต ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าแรงกดดันในตลาดไม่ใช่เรื่องเฉพาะจุด แต่เป็นปัญหาทั้งระบบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่จังหวัดอย่างเชียงรายเลือกไม่รอคำตอบจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มหามาตรการเฉพาะพื้นที่ของตัวเองควบคู่กันไป

การคุมลักลอบส่งออกและการทบทวนโครงสร้างราคายังเป็นโจทย์ใหญ่

อีกประเด็นที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าคือ การตรวจสอบการกักตุนและการลักลอบส่งออกน้ำมัน พร้อมเร่งศึกษาการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอผลการหารือเข้าสู่ที่ประชุม ครม. วันที่ 6 เมษายน เพื่อหาทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ได้มากกว่าการใช้กลไกอุดหนุนเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงพลังงานให้ข้อมูลว่า ค่าการตลาดเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีถึงต้นเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 1.95 บาทต่อลิตร ซึ่งไม่ถือว่าสูงเกินไปตามเกณฑ์ที่ศึกษาไว้ นั่นทำให้ข้อถกเถียงเรื่องการลดราคาน้ำมันในระดับประเทศยังต้องต่อสู้กันทั้งเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้างอีกมาก

ตรงจุดนี้เองที่ข้อเสนอของเชียงรายมีความน่าสนใจ เพราะแม้ท้องถิ่นจะไม่อาจแตะค่าการกลั่นหรือภาษีสรรพสามิตได้ แต่ยังสามารถใช้เครื่องมือที่อยู่ในมือ เช่น ภาษีบำรุง อบจ. หรือการบริหารข้อมูลสถานีบริการ เข้ามาช่วยผ่อนแรงให้ประชาชนในช่วงรอยต่อของนโยบายระดับประเทศได้ในระดับหนึ่ง

ภาคเหนือเริ่มเห็นผลสะเทือนจริงแล้ว

ภาพผลกระทบไม่ได้เกิดเฉพาะในเชียงราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 มีรายงานว่าบริษัทเปรมประชาขนส่ง จำกัด ปรับขึ้นค่าโดยสารเส้นทางเชียงใหม่ถึงแม่ฮ่องสอน หลังราคาน้ำมันในพื้นที่แม่ฮ่องสอนขยับสูงต่อเนื่อง โดยดีเซลธรรมดาบางจุดอยู่ที่ 51.94 บาทต่อลิตร และดีเซลซูเปอร์เพาเวอร์สูงถึง 71.84 บาทต่อลิตร การปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้สะท้อนว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกำลังเริ่มถูกส่งผ่านไปยังค่าครองชีพของประชาชนในภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

เมื่อมองจากเชียงราย ข่าวจากแม่ฮ่องสอนจึงเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพราะหากต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่หยุดอยู่ที่รถโดยสาร แต่จะขยับไปถึงราคาสินค้า ค่าขนส่ง และต้นทุนของผู้ประกอบการรายเล็กในอำเภอต่าง ๆ ของเชียงรายด้วยเช่นกัน การรีบตั้งวงคุยและทดลองมาตรการท้องถิ่นในวันนี้ จึงเป็นการพยายามกันไม่ให้ปัญหาลุกลามไปสู่จุดที่แก้ยากกว่าเดิม

เชียงรายกำลังทดสอบบทบาทใหม่ของท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของข่าวนี้อาจไม่ใช่เพียงเรื่องราคาน้ำมันว่าจะลดได้กี่สตางค์ หากคือคำถามว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีบทบาทได้มากแค่ไหนในยามที่วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกไหลลงมากระทบชีวิตของประชาชนในจังหวัดโดยตรง เชียงรายกำลังลองตอบคำถามนี้ด้วยการใช้เครื่องมือที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การประชุมเชิงปฏิบัติการ การตรวจสอบสต็อก การจัดลำดับความสำคัญของน้ำมันสำหรับภารกิจฉุกเฉิน การผลักดันข้อมูล Fuel Now และการเสนอใช้นโยบายภาษีของ อบจ. เข้ามาแบ่งเบาภาระหน้าปั๊ม

มาตรการเหล่านี้อาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และอาจยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ทั้งสภา อบจ. ความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และการติดตามผลอย่างใกล้ชิด แต่ในด้านการเมืองการปกครองท้องถิ่น นี่คือสัญญาณว่าเชียงรายไม่ได้ยืนรอให้คำสั่งจากส่วนกลางแก้ปัญหาเพียงลำพัง หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบของตัวเองตามข้อจำกัดของกฎหมายและศักยภาพที่มีอยู่

ปลายทางของเรื่องนี้อยู่ที่ความเชื่อมั่นของคนเชียงราย

ท้ายที่สุด วิกฤตราคาน้ำมันครั้งนี้สอนให้เห็นว่า พลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวของส่วนกลางอีกต่อไป สำหรับเชียงราย มันเชื่อมถึงรถกู้ชีพ รถโดยสาร เกษตรกร ร้านค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และครัวเรือนที่ต้องคิดทุกบาททุกวัน การประชุมที่ อบจ.เชียงรายเปิดขึ้นในวันนี้จึงมีความหมายมากกว่าการรับฟังความคิดเห็น เพราะเป็นจุดที่ท้องถิ่นกำลังพยายามเชื่อมภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนให้มองปัญหาเดียวกัน และหาคำตอบร่วมกันให้เร็วที่สุด

หากข้อเสนอเรื่องงดเก็บภาษีหัวจ่ายน้ำมันชั่วคราวเดินหน้าได้จริง และหากระบบกำกับดูแลกับข้อมูลสาธารณะทำงานควบคู่กันอย่างมีประสิทธิภาพ เชียงรายอาจไม่ได้เพียงลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชนบางส่วนเท่านั้น แต่ยังอาจสร้างต้นแบบใหม่ว่า ในภาวะที่วิกฤตเศรษฐกิจเคลื่อนเร็วกว่าเดิม ท้องถิ่นที่กล้าขยับก่อน อาจเป็นกำแพงชั้นแรกที่ช่วยพยุงชีวิตของคนในพื้นที่ได้จริงที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายอ่วม! ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงระดับอันตราย กรมฝนหลวงเร่งเลี้ยงเมฆ ขณะพายุฤดูร้อนถล่มอำเภอเมือง

เชียงรายยังอยู่กลางวงล้อมฝุ่นหนัก แม้ฝนหลวงเร่งเลี้ยงเมฆ ขณะพายุฤดูร้อนซ้ำเติมบ้านเรือนในอำเภอเมือง

เชียงราย, 6 เมษายน 2569 – จังหวัดเชียงรายยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องตลอดวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา แม้หน่วยงานส่วนกลางจะเร่งปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อหวังใช้เมฆและฝนช่วยดูดซับมลพิษออกจากบรรยากาศ แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่กลับสะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน เพราะในวันเดียวกัน เชียงรายไม่เพียงต้องรับมือกับฝุ่นควันที่กดทับคุณภาพชีวิตของผู้คน หากยังต้องเผชิญอากาศแปรปรวนและพายุฤดูร้อนที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนในอำเภอเมืองอีกระลอกหนึ่งด้วย

เชียงรายอยู่ในจุดที่ตัวเลขไม่อาจมองข้าม

หากพิจารณาจากข้อมูลทางการของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2569 จะพบว่า เชียงรายยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดย ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย วัดได้ 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย วัดได้ 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ วัดได้ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ภาพรวมพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยงานเดียวกันในภาคเหนือตอนบนมีค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 104 ถึง 314.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาแบบจุดเดียว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตอากาศที่แผ่กว้างทั้งภูมิภาค

ข้อมูลเรียลไทม์ที่แนบมาเพิ่มเติมยังสะท้อนภาพที่รุนแรงกว่าในระดับจุดตรวจเฉพาะพื้นที่ โดยบางสถานีในเชียงรายแตะระดับอันตรายขั้นสูงมากในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คำว่า “หมอกควัน” ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายสภาพอากาศอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขที่กระทบการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั้งเมือง ตั้งแต่เด็กนักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนทำงานกลางแจ้ง ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องพึ่งพาการสัญจรและกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อเลี้ยงชีพ เมื่ออากาศกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตาและรู้สึกได้ในระบบหายใจโดยตรง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะมีฝนหรือไม่ แต่คือฝนนั้นจะเพียงพอแค่ไหนต่อการคลี่แรงกดทับที่สะสมมาหลายวัน

ฝนหลวงขยับเกมเหนือเวียงป่าเป้าและแม่สรวย

ท่ามกลางภาวะที่ค่าฝุ่นยืนระดับอันตราย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเดินหน้าปฏิบัติการอย่างเข้มข้นตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงเย็นของวันที่ 5 เมษายน โดยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ระบุว่า เป้าหมายหลักของภารกิจวันนั้นคือบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือ ด้วย 3 เทคนิคควบคู่กัน ได้แก่ การสเปรย์น้ำเย็น การโปรยน้ำแข็งแห้ง และการก่อเมฆร่วมกับการเลี้ยงเมฆเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตก โดยในช่วงบ่ายมีการวางแผนเลี้ยงเมฆอย่างชัดเจนเหนือพื้นที่ อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของจังหวัดในรอบนี้

การเลือกเวียงป่าเป้าและแม่สรวยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทั้งสองอำเภอเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภูมิประเทศเชิงเขา แหล่งป่า และมวลอากาศที่ไหลเวียนระหว่างเชียงรายกับจังหวัดใกล้เคียง เมื่อหน่วยงานบินเข้าเลี้ยงเมฆเหนือแนวนี้ จึงเป็นความพยายามช่วงชิงสภาพอากาศในระดับพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการทำภารกิจเชิงสัญลักษณ์ ขณะเดียวกัน พื้นที่เชียงรายยังมีสถานะเป็นจังหวัดที่ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้วใน 3 อำเภอ ได้แก่ เวียงป่าเป้า แม่สรวย และแม่ฟ้าหลวง รวม 12 ตำบล 31 หมู่บ้าน ยิ่งตอกย้ำว่าจังหวัดนี้อยู่ในแนวหน้าของปัญหาอย่างแท้จริง

ผลปฏิบัติการให้สัญญาณบวก แต่ยังไม่ใช่จุดจบของปัญหา

ผลติดตามหลังปฏิบัติการของกรมฝนหลวงฯ ระบุว่า ช่วงเวลา 16.00 น. กลุ่มเมฆเริ่มรวมตัวและพัฒนาขนาดต่อเนื่อง จากนั้นเวลา 16.30 น. มีฝนตกขณะปฏิบัติการ และเมื่อประเมินจากเรดาร์ฝนหลวงและภาพดาวเทียมเวลา 18.00 น. พบพื้นที่ฝนตกใน อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง นี่เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เห็นว่า ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆในวันดังกล่าวมีผลในระดับพื้นที่จริง และสามารถสร้างฝนได้ในบางแนวบินตามที่หน่วยงานติดตามไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงราย จำเป็นต้องรายงานอย่างรอบคอบว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “แรงหนุนต่อโอกาสในการบรรเทา” มากกว่าจะสรุปว่าแก้ปัญหาได้เด็ดขาด เพราะแม้แนวบินจะครอบคลุมเวียงป่าเป้าและแม่สรวย แต่ข้อมูลที่แนบมาในพื้นที่เชียงรายเองสะท้อนว่า ฝนที่เกิดขึ้นบางจุดยังช่วยลดฝุ่นได้เพียงเล็กน้อย และหมอกควันยังคงปกคลุมต่อเนื่อง นี่คือจุดที่คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารสาธารณภัยต้องยอมรับความจริงร่วมกันว่า ฝนหนึ่งรอบอาจช่วยลดความรุนแรงชั่วคราว แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาที่โยงกับไฟป่า แหล่งกำเนิดมลพิษหลายจุด และสภาพอากาศปิดสะสมหลายวัน

เชียงรายไม่ได้เจอเพียงฝุ่น แต่เจออากาศแปรปรวนซ้ำเติมในวันเดียวกัน

ในช่วงค่ำของวันที่ 5 เมษายน บ้านห้วยเคียน หมู่ 4 ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย เผชิญพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำ ส่งผลให้บ้านเรือนและโรงจอดรถเสียหายเบื้องต้นอย่างน้อย 10 หลังคาเรือน หลังคาปลิวและมีกระเบื้องตกใส่บ้านและรถยนต์ รายงานเบื้องต้นจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่เร่งเข้าสำรวจและให้ความช่วยเหลือทันที ภาพเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า เชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่สภาพอากาศเปลี่ยนจากฝุ่นหนาและฟ้าหม่น ไปสู่ฝน ลมแรง และความเสียหายจากพายุได้ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการคาดหมายลักษณะอากาศรายเดือนของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ว่า เดือนเมษายนบริเวณภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางแห่ง ขณะที่เชียงรายถูกประเมินว่าจะมีฝนตลอดเดือนราว 90 ถึง 120 มิลลิเมตร เมื่อวางคำเตือนนี้ซ้อนกับเหตุบ้านห้วยเคียน จะเห็นชัดว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนรายวัน แต่เป็นรูปแบบอากาศแปรปรวนที่ประชาชนและหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมรับมืออย่างเป็นระบบ

บททดสอบของเชียงรายคือการรับมือภัยซ้อน

สภาพจริงของเชียงรายในห้วงเวลานี้จึงไม่ใช่ภัยเดี่ยว แต่เป็น “ภัยซ้อน” อย่างน้อย 3 ชั้น คือ ไฟป่าและแหล่งกำเนิดควัน ฝุ่น PM2.5 ที่สะสมในชั้นบรรยากาศ และความแปรปรวนของอากาศที่อาจก่อพายุและความเสียหายเชิงกายภาพต่อทรัพย์สินของประชาชน การบริหารสถานการณ์ลักษณะนี้ยากกว่าการรับมือเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะหน่วยงานต้องทำงานคู่ขนานทั้งด้านสุขภาพ การเฝ้าระวังไฟป่า การเตรียมความพร้อมรับลมพายุ และการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนปรับพฤติกรรมได้ทันเวลา

ในมิตินี้ เชียงรายยังมีความเปราะบางเฉพาะตัวจากสภาพภูมิประเทศและการกระจายตัวของชุมชน หลายพื้นที่อยู่ใกล้ป่า อยู่ตามแนวเขา หรือเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญเชื่อมจังหวัดและชายแดน เมื่อเกิดฝุ่นหนา การมองเห็นลดลงและสุขภาพประชาชนถูกกระทบทันที แต่เมื่อเกิดพายุในช่วงค่ำ ความเสียหายต่อหลังคาเรือนและสิ่งปลูกสร้างก็เกิดขึ้นรวดเร็วไม่แพ้กัน ความท้าทายจึงอยู่ที่การทำให้ระบบเตือนภัยของรัฐไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่เชื่อมข้อมูลสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อุตุนิยมวิทยา และสาธารณภัยเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

กลไกช่วยเหลือเริ่มถูกขยับ แต่ความเร็วคือหัวใจ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระบุเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ว่า ได้ย้ำจังหวัดที่ประสบปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ให้ใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามแนวทางหลักเกณฑ์ ทั้งในด้านการเยียวยา การป้องกันบรรเทา และการระงับเหตุ โดยสามารถใช้จ่ายเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้แม้ยังไม่ต้องประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือในทุกกรณี และหากวงเงินคงเหลือไม่พอ ให้จังหวัดเสนอขอขยายวงเงินมายัง ปภ. โดยด่วน มาตรการนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงราย เพราะจังหวัดอยู่ในสถานะพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้วบางส่วน และยังเผชิญผลกระทบด้านสุขภาพจากฝุ่นต่อเนื่อง

ข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ จังหวัดเชียงรายเริ่มขยับกลไกเชิงรุกเพื่อสกัดต้นเหตุของปัญหาเช่นกัน โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานเมื่อ 3 เมษายน 2569 ว่าจังหวัดย้ำให้ประชาชนแจ้งเบาะแสการเผาป่าเพื่อรับเงินรางวัล และมีการอนุมัติเงินนำจับในบางกรณีแล้ว นี่สะท้อนว่าการแก้วิกฤตฝุ่นในเชียงรายไม่อาจพึ่งเพียงเครื่องบินบนท้องฟ้า แต่ต้องอาศัยการสกัดต้นเหตุบนพื้นดินควบคู่กัน เพราะหากยังมีการเผาอย่างต่อเนื่อง การบรรเทาฝุ่นด้วยฝนหรือกระแสลมก็ย่อมมีข้อจำกัดโดยตัวมันเอง

สิ่งที่คนเชียงรายควรจับตาหลังจากนี้

สิ่งแรกที่ประชาชนควรเฝ้าดูคือ แนวโน้มค่าฝุ่นหลังฝนและหลังปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ว่าจะลดลงต่อเนื่องหรือเป็นเพียงการผ่อนแรงชั่วคราว หากค่าฝุ่นยังกลับมาสูงเร็ว นั่นย่อมหมายความว่าต้นเหตุของควันยังไม่ถูกควบคุมได้มากพอ สิ่งถัดมาคือการเฝ้าระวังอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดลมกระโชกแรงหรือมีหลังคาบ้านเสียหายแล้ว เพราะเมษายนยังเป็นเดือนที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนไว้อย่างชัดเจนว่าอาจเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้งในภาคเหนือ

ในเชิงนโยบาย บทเรียนของวันที่ 5 เมษายนบอกกับเชียงรายอย่างชัดเจนว่า การจัดการฝุ่นไม่อาจใช้เครื่องมือเดียวได้อีกต่อไป จังหวัดต้องเดินหลายแนวพร้อมกัน ได้แก่ การควบคุมการเผา การคุ้มครองกลุ่มเสี่ยง การสื่อสารเตือนภัยที่รวดเร็ว การเตรียมงบและเครื่องมือช่วยเหลือฉุกเฉิน รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยบิน หน่วยอุตุนิยมวิทยา และหน่วยท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อภัยทางอากาศเปลี่ยนรูปได้ภายในวันเดียว ตั้งแต่ฟ้าขมุกขมัวไปจนถึงลมพายุ การทำงานแบบรอให้เหตุเกิดแล้วค่อยขยับ ย่อมไม่ทันกับความจริงที่ประชาชนกำลังเผชิญ

ปลายทางของเรื่องนี้ยังไม่ใช่คำว่าคลี่คลาย

แม้การเลี้ยงเมฆของกรมฝนหลวงฯ จะให้ผลเชิงบวกและมีฝนเกิดขึ้นจริงในบางจังหวัดของภาคเหนือ แต่สำหรับเชียงราย ภาพรวมยังสะท้อนว่านี่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการจบวิกฤต จังหวัดยังมีค่าฝุ่นสูงในหลายจุด ยังมีพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากไฟป่า ยังมีชุมชนที่ต้องเฝ้าระวังการเผา และล่าสุดยังมีบ้านเรือนเสียหายจากพายุฤดูร้อนเข้ามาซ้ำเติม ในความหมายนี้ วันที่ 5 เมษายนจึงไม่ใช่วันที่เชียงรายหลุดพ้นจากวิกฤต แต่เป็นวันที่เห็นชัดที่สุดว่า จังหวัดกำลังยืนอยู่กลางวงล้อมของปัญหาสิ่งแวดล้อมและสาธารณภัยที่เชื่อมถึงกันทั้งระบบ

และเมื่อมองออกไปในระดับภาคเหนือ ภาพฝนที่ตกในฮอด ลี้ และเถิน อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐยังมีช่องทางแทรกแซงสถานการณ์ได้ แต่คำถามใหญ่กว่านั้นคือ จะทำอย่างไรให้สัญญาณบวกชั่วคราวแปลงเป็นความปลอดภัยระยะยาวของประชาชน โดยเฉพาะในเชียงรายซึ่งวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงฝน หากต้องการอากาศที่หายใจได้ บ้านที่ปลอดภัย และระบบรัฐที่ไปถึงประชาชนเร็วพอในวันที่ภัยเปลี่ยนรูปเร็วกว่าทุกปี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

วันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น.
เชียงรายมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในจุดหลักที่เกินมาตรฐาน ได้แก่
อำเภอเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอแม่สาย 213.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
อำเภอเชียงของ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

วันที่ 5 เมษายน 2569
กรมฝนหลวงและการบินเกษตรปฏิบัติการทั้งช่วงเช้าและบ่าย โดยวางแผนเลี้ยงเมฆเหนืออำเภอเวียงป่าเป้าและอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และติดตามผลพบฝนตกในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง

ข้อมูล ปภ. เผยแพร่เมื่อ 5 เมษายน 2569
จังหวัดเชียงรายเป็น 1 ใน 2 จังหวัดของภาคเหนือที่มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีไฟป่าแล้ว ครอบคลุม 3 อำเภอ 12 ตำบล 31 หมู่บ้าน ได้แก่ เวียงป่าเป้า แม่สรวย และแม่ฟ้าหลวง

การคาดหมายรายเดือนเดือนเมษายน 2569 ของศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ
เชียงรายมีแนวโน้มมีฝน 90 ถึง 120 มิลลิเมตร และภาคเหนือมีโอกาสเกิดพายุฤดูร้อนบ่อยครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งนายอำเภอ 18 แห่งคุมเข้มสุขภาพประชาชน สู้ศึกฝุ่นพิษสะสมหลังระบายอากาศอ่อนกำลัง

เชียงรายยกระดับดูแลสุขภาพประชาชน หลังคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่หมอกควันข้ามแดนยังตรึงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 4 เมษายน 2569 ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือพยายามฝ่าฤดูฝุ่นด้วยมาตรการคุมไฟป่าและลดการเผาในพื้นที่ของตนเอง จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ตัวเลขจุดความร้อนภายในจังหวัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คุณภาพอากาศกลับยังไม่คลี่คลายตามไปด้วย ช่วงเย็นของวันที่ 3 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมด่วนที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมเชื่อมระบบออนไลน์กับนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับมาตรการดูแลสุขภาพประชาชน หลังค่าฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหลายพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ และอำเภอเมืองเชียงราย การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ยกระดับเป็นภารกิจเร่งด่วนด้านสาธารณสุขและการบริหารความเสี่ยงของทั้งจังหวัดแล้ว

ไฟในบ้านลดลง แต่ควันเหนือเมืองยังไม่เบาบาง

ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดพบจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็นร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ และอยู่ในกลุ่มที่มีจุดความร้อนน้อยที่สุดของภาคเหนือตอนบน เฉพาะวันที่ 1 เมษายน พบเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม หรือลดลงร้อยละ 76 ภายในวันเดียว อีกทั้งช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ จังหวัดไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามาตรการห้ามเผา การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือของประชาชนเริ่มเห็นผลในภาคสนามจริง ภาพนี้จึงควรได้รับการมองอย่างเป็นธรรมว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามยถากรรม แต่กำลังคุมไฟในบ้านของตัวเองอย่างหนักและมีผลลัพธ์ปรากฏแล้วในเชิงตัวเลข

แต่ในเวลาเดียวกัน ค่าฝุ่นในจังหวัดกลับยังสูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ว่า ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 203.1 และ ต.เวียง อ.เชียงของ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้การคุมไฟภายในจังหวัดจะดีขึ้น แต่ประชาชนในเชียงรายยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับรุนแรง และนั่นคือจุดที่วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการมองปัญหาแบบเดิมที่ผูกทุกอย่างไว้กับการเผาในพื้นที่อย่างเดียว

หมอกควันข้ามแดนกลายเป็นตัวแปรหลักของเชียงราย

คำอธิบายสำคัญที่สุดจากจังหวัดในรอบนี้ คือ ฝุ่นที่คนเชียงรายกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากไฟในจังหวัดเป็นหลักอีกต่อไป แต่เกิดจากหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้ามาสะสมเหนือพื้นที่ชายแดนและตอนในของจังหวัด ข้อมูลวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR ซึ่งจังหวัดเชียงรายนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 ประเทศเมียนมามีจุดความร้อนสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุดเท่านั้น ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอธิบายต้นทางของปัญหา แต่กำลังเปลี่ยนวิธีมองวิกฤตของคนทั้งจังหวัดจาก “ไฟในบ้าน” ไปสู่ “ควันจากนอกบ้าน” ซึ่งควบคุมได้ยากกว่าและต้องใช้กลไกมากกว่าการสั่งห้ามเผาในพื้นที่ตนเอง

เมื่อประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งระบุว่าในวันที่ 3 เมษายน การระบายอากาศของภาคเหนือส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์อ่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนถึงเช้า จึงยิ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดฝุ่นจึงค้างตัวนานและลงสู่พื้นที่ชุมชนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เชียงรายจึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่มีไฟป่าหรือมีฝุ่นในพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่หน้าด่านที่รับทั้งผลกระทบจากไฟภายนอก การระบายอากาศที่ไม่ดี และภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นเคลื่อนตัวออกได้ช้า ปัญหาจึงมีลักษณะเป็นวิกฤตร่วมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มากกว่าจะเป็นปัญหาจังหวัดเดียว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงเริ่มขยับไปสู่กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างจริงจังมากขึ้นในปีนี้

มาตรการด่วนถูกย้ายจากการดับไฟ ไปสู่การคุ้มครองลมหายใจ

เมื่อเผชิญข้อเท็จจริงว่าจังหวัดควบคุมไฟในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง แต่ฝุ่นยังไม่ลดลง สิ่งที่เชียงรายต้องทำทันทีคือเปลี่ยนสมรภูมิจากการคุมต้นเหตุเพียงด้านเดียว ไปสู่การปกป้องสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลที่จังหวัดสื่อสารผ่านเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ที่ประชุมได้เร่งกระจายหน้ากากอนามัยในระดับหลายแสนชิ้น พร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่นอุ่นใจทั่วจังหวัดรวม 457 แห่ง แบ่งเป็นภาครัฐ 155 แห่ง และเอกชน 302 แห่ง ขณะเดียวกัน ข่าวประชาสัมพันธ์อีกชุดของกรมประชาสัมพันธ์ยังสรุปว่า จังหวัดดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 150,000 คน โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาพนี้สะท้อนว่ามาตรการของเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่คำขอความร่วมมือให้สวมหน้ากาก แต่กำลังพยายามวาง “โครงสร้างรองรับการหายใจ” ให้กับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กลางฝุ่นพิษจริง ๆ

นัยสำคัญของห้องปลอดฝุ่นไม่ได้อยู่แค่จำนวน 457 แห่ง แต่อยู่ที่ความจริงอีกข้อหนึ่งว่า รัฐยอมรับแล้วว่ามีประชาชนจำนวนมากซึ่งไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเองทั้งหมด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด รวมถึงแรงงานกลางแจ้ง ไม่ได้มีต้นทุนในการป้องกันตนเองเท่ากัน การกระจายห้องปลอดฝุ่นไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ จึงเป็นการแปลงมาตรการสาธารณสุขจากนโยบายบนโต๊ะประชุมให้กลายเป็นพื้นที่คุ้มครองจริงในชีวิตประจำวัน และในช่วงที่ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่อง การมีพื้นที่เช่นนี้ย่อมสำคัญกว่าการรอให้ฝนตกหรือรอให้ทิศลมเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

ภาพใหญ่ของภาคเหนือยังสะท้อนภาระที่หนักกว่าพื้นที่อื่น

หากมองออกจากเชียงรายไปทั้งภูมิภาค ภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่ต้องแบกรับภาระฝุ่นอย่างต่อเนื่อง เอกสารมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ขณะที่จุดความร้อนมี 59,700 จุด เอกสารชุดเดียวกันยังระบุว่า เป้าหมายปี 2569 สำหรับพื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ คือควบคุมพื้นที่เผาไหม้ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากฐานปี 2568 ซึ่งหมายความว่า ภาคเหนือยังถูกวางให้เป็นแนวรบหลักของประเทศในเรื่องฝุ่นอย่างชัดเจน และจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายย่อมต้องรับแรงกดดันมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ซึ่งผู้ใช้แนบข้อมูลมาและตรวจสอบได้จากบทความเผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2569 ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ค่าเฉลี่ยฝุ่นของ 17 จังหวัดภาคเหนือจะลดจาก 46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2567 เหลือ 33 ในปี 2568 แต่จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานกลับเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน พร้อมชี้ด้วยว่า KPI ของภาครัฐในช่วงปี 2567 ถึง 2569 มีแนวโน้มผ่อนลงในหลายตัวชี้วัด เช่น เป้าหมายลดค่าเฉลี่ยฝุ่นใน 17 จังหวัดภาคเหนือจากร้อยละ 40 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 และเหลือร้อยละ 10 ในปี 2569 ขณะที่เป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจากร้อยละ 30 ลดลงเหลือร้อยละ 10 และร้อยละ 5 ตามลำดับ ข้อสังเกตนี้ทำให้คำถามเรื่อง “บรรลุเป้าหมายหรือไม่” กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่าตัวเลข เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ในสนามจริงคือจำนวนวันที่ต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ ไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ดูดีขึ้นในรายงานปลายปี

เชียงรายจึงกำลังขยับจากการดับไฟ สู่การต่อรองเชิงนโยบาย

อีกชั้นหนึ่งที่น่าจับตาคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดเพียงมาตรการคุมไฟและแจกหน้ากาก แต่เริ่มเชื่อมวิกฤตฝุ่นเข้ากับการสร้างเครือข่ายข้ามแดนและกลไกนโยบายใหม่มากขึ้น ความเคลื่อนไหวของ “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ซึ่งเปิดตัวในเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีจังหวัดร่วมกับ สสส. และภาคประชาสังคม เป็นเจ้าภาพร่วม สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นข้ามแดนกำลังถูกยกขึ้นมาอยู่ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเรื่องประสานงานเฉพาะหน้าเท่านั้น หากมองจากการประชุมวันที่ 3 เมษายน เส้นทางนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การประสานงานเชิงพื้นที่และการจัดการข้อมูลร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์จริงของเชียงรายที่ต้องรับควันจากเมียนมาและลาวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากในช่วงวิกฤตประจำปี

การขยับเช่นนี้มีความหมายมาก เพราะในอดีต ภาคเหนือมักถูกผลักให้รับมือฝุ่นด้วยเครื่องมือเดิม ๆ คือประกาศห้ามเผา บังคับใช้กฎหมาย และรอฝน แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์ในปี 2568 ชี้ว่า แม้มาตรการเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากต้นเหตุจำนวนมากอยู่ข้ามแดนหรือเชื่อมกับเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระบบ ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในปี 2569 จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นความพยายามขยับจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในจังหวัด” ไปสู่ “การต่อรองเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของภูมิภาค” แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลา แต่การยอมรับโจทย์ให้ตรงกับความจริงก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการพูดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากไฟในพื้นที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดีขึ้น

ในที่สุดแล้ว แก่นของสถานการณ์วันที่ 3 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดจะสรุปผลประชุมออกมาอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนเชียงรายกำลังใช้ชีวิตอยู่ในจังหวะที่เจ็บปวดที่สุดของวิกฤต คือช่วงที่พยายามควบคุมไฟในบ้านได้แล้ว แต่ยังต้องหายใจรับควันจากนอกบ้านต่อไป ความสำเร็จของจังหวัดในเรื่องจุดความร้อนที่ลดลงจึงควรถูกยอมรับ ขณะเดียวกัน ความจริงเรื่องค่าฝุ่นที่ยังสูงในแม่สาย เชียงของ และตัวเมือง ก็บอกชัดว่างานของรัฐยังไม่จบ และไม่อาจชี้วัดจาก KPI ตัวเดียวได้ การเร่งตั้งห้องปลอดฝุ่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกระจายหน้ากากจึงเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความจริงมากที่สุดในระยะสั้น เพราะอย่างน้อยมันทำให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครื่องมือปกป้องตัวเองระหว่างที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังแก้ไม่จบ

ถ้อยคำของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ย้ำว่า “จังหวัดเชียงรายจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นจังหวัดที่ดินดี น้ำดี อากาศดี เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในระยะยาว” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงปลอบขวัญในวันวิกฤต แต่เป็นโจทย์ที่จังหวัดต้องพิสูจน์ในโลกจริงต่อจากนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การคุมไฟในบ้านเชื่อมกับการลดควันนอกบ้าน และทำอย่างไรให้ “สุขภาพต้องมาก่อน” ไม่เป็นเพียงคำขวัญในห้องประชุม แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกฤดูฝุ่น เพราะสำหรับเชียงรายวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หากคือวันที่ประชาชนจะได้กลับมาหายใจโดยไม่ต้องหวาดระแวงอีกครั้ง

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เขต 3
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • Rocket Media Lab
  • NBT CONNEXT
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผอ.อุตุฯ เชียงรายแจงวิกฤตฝุ่นพุ่ง ชี้ปมความชื้นต่ำทำฝนหลวงไม่ได้ พร้อมจับตาพายุฤดูร้อนหลังสงกรานต์

หมอกควันเชียงรายยังหนาแน่น ท่ามกลางฝนที่ยังมาไม่ถึงและ KPI รัฐที่ถูกตั้งคำถาม

เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เชียงรายเริ่มเดือนเมษายนท่ามกลางอากาศที่หายใจได้ยากขึ้นเช้าวันที่ผู้คนในเมืองยังต้องออกจากบ้านไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน และใช้ชีวิตตามปกติ กลับเป็นอีกวันที่อากาศไม่ได้เอื้อให้ใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างแท้จริง เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายจุดของจังหวัดยังอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 3 เมษายน 2569 จุดวัดในเขตเมืองเชียงรายอยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สายอยู่ที่ 203.1 และเชียงของอยู่ที่ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันวันที่ 2 เมษายน ค่าฝุ่นในสามจุดหลักของเชียงรายก็ยังสูงต่อเนื่องที่ 169.0 216.9 และ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญเพียงฝุ่นระดับเตือนภัยระยะสั้น แต่กำลังอยู่กับภาวะที่มลพิษอากาศกลายเป็นข้อจำกัดของชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง

ตัวเลขดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการรายงานสถานการณ์รายวัน เพราะเมื่อค่าฝุ่นในเขตเมืองสูงเกินมาตรฐานหลายเท่าติดต่อกัน ความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่กระทบตั้งแต่เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ไปจนถึงแรงงานกลางแจ้งและผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพากิจกรรมเศรษฐกิจในเมือง ยิ่งเมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุด้วยว่า แม่สายมีค่าฝุ่นระดับสีแดงต่อเนื่องมานาน 10 วันตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569 จึงยิ่งตอกย้ำว่า สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่ฝุ่นระลอกสั้น แต่เป็นวิกฤตที่ลากยาวพอจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั้งจังหวัดได้อย่างชัดเจน

เหตุที่หมอกควันยังหนา ไม่ได้มาจากไฟในจังหวัดอย่างเดียว

คำอธิบายสำคัญจากข้อมูลที่แนบมาคือ ฝุ่นรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการทับซ้อนกันของหลายชั้น ทั้งสภาพอากาศแห้ง การยกตัวของความร้อน การขาดเมฆฝน และทิศทางลมที่พาสิ่งปกคลุมบรรยากาศเข้ามาสะสมเหนือภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงรายซึ่งมีตำแหน่งที่รับผลจากหมอกควันข้ามแดนได้ง่าย ข้อมูลมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของภาครัฐเองก็ยอมรับชัดว่า “หมอกควันข้ามแดน” เป็นหนึ่งในแหล่งปัญหาหลักที่ต้องจัดการควบคู่กับไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และฝุ่นในเมือง นั่นหมายความว่า แม้จังหวัดจะพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ของตนเองมากเพียงใด เชียงรายก็ยังเสี่ยงรับผลจากมลพิษที่เคลื่อนตัวข้ามพรมแดนเข้ามาได้อยู่ดี

น้ำหนักของปัจจัยข้ามแดนยังสอดคล้องกับข้อมูลภาคสนามที่สะท้อนว่า แม้ไฟในพื้นที่เชียงรายบางช่วงจะลดลง แต่ค่าฝุ่นกลับยังสูงมาก ตัวอย่างจากข้อมูลเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ระบุว่า วันที่ 1 เมษายน จังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อนเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม คิดเป็นการลดลง 76 เปอร์เซ็นต์ แต่สถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลาย เพราะมวลหมอกควันจากภายนอกยังเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมพื้นที่ต่อเนื่อง ภาพเช่นนี้ทำให้คำถามของคนเชียงรายที่ว่า “ทำไมในพื้นที่เผาน้อยลง แต่หมอกควันยังแน่น” กลายเป็นคำถามที่มีคำตอบเชิงโครงสร้างมากขึ้น ว่าในทางปฏิบัติ การจัดการฝุ่นของภาคเหนือไม่สามารถคิดเฉพาะเส้นเขตจังหวัดได้อีกต่อไป

ฝนยังเป็นความหวัง แต่ความหวังระยะสั้นยังมีจำกัด

ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง คำถามที่ผู้คนในเชียงรายถามซ้ำมากที่สุดคือ เมื่อไหร่ฝนจะมา และเหตุใดจึงยังไม่สามารถทำฝนหลวงได้ตามที่คาดหวัง ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาอ้างถึงคำอธิบายของนายสายันต์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย ว่าการทำฝนหลวงจำเป็นต้องมีเมฆและมีความชื้นเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารกระบวนงานปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรที่ระบุชัดว่า ขั้นตอนเร่งก่อเมฆต้องอาศัยสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และมีเมฆหรือสภาพที่เอื้อต่อการก่อตัวของเมฆ จึงไม่ใช่ปฏิบัติการที่สั่งได้ในทุกวันตามความต้องการของสังคม

เมื่อหันกลับมาดูพยากรณ์อากาศอย่างเป็นทางการ ภาพก็ยิ่งชัดขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือระหว่างวันที่ 3 ถึง 9 เมษายนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดกับฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยช่วง 7 ถึง 9 เมษายนมีฝนฟ้าคะนองเพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่ และส่วนใหญ่เกิดทางด้านตะวันตกของภาค กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีโอกาสเกิดฝนอยู่บ้าง แต่ยังเป็นโอกาสที่จำกัดเกินกว่าจะคาดหวังการชะล้างหมอกควันได้ทั่วทั้งภาคในระยะอันใกล้ สำหรับเชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับลมและรับอิทธิพลฝุ่นข้ามแดนสูง จึงยังต้องเผชิญสถานการณ์ที่พึ่งฝนได้เพียงบางส่วน ไม่ใช่การเปลี่ยนฉากอย่างฉับพลัน

เมื่อมองจากภาคเหนือทั้งแถบ เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่ลำพัง

หากขยายมุมมองจากเชียงรายออกไปสู่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ภาพรวมก็ยิ่งสะท้อนว่าเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตระดับภูมิภาค ไม่ใช่จุดผิดปกติเฉพาะพื้นที่ เอกสารมาตรการรับมือปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในช่วงวิกฤตตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีวันที่เกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ตัวเลขนี้แม้ในเอกสารจะระบุว่าค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 18 และจำนวนวันเกินมาตรฐานลดลงร้อยละ 1 แต่สำหรับประชาชนในพื้นที่ ความจริงที่ยากจะ

ปฏิเสธคือ ภาคเหนือยังใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่เป็นพิษยาวนานมากตลอดฤดูวิกฤต

ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาและบทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ชี้อีกมุมหนึ่งว่า หากเทียบข้อมูลปี 2567 กับ 2568 แบบอีกชุดหนึ่ง จำนวนวันที่ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานใน 17 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน หรือเพิ่มขึ้น 26.36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั้งปีลดจาก 46 เหลือ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงนโยบายที่คมมากว่า การที่ค่าเฉลี่ยลดลงนั้น สะท้อนคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นจริง หรือเพียงสะท้อนว่าฝุ่นไม่ได้หนาเท่าเดิมในบางวัน แต่วันที่คนต้องเผชิญอากาศเกินมาตรฐานกลับยาวนานขึ้นกว่าเดิม คำถามนี้สำคัญอย่างยิ่งกับภาคเหนือ เพราะประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตกับ “ค่าเฉลี่ยทั้งปี” แต่ใช้ชีวิตกับ “จำนวนวันที่ต้องสวมหน้ากากและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง” จริงในแต่ละวัน

ปมสำคัญอยู่ที่การลด KPI หรือการแก้ปัญหาจริง

หนึ่งในประเด็นที่ข้อมูลแนบชุดนี้ชวนให้ต้องมองลึก คือการเปลี่ยนระดับความเข้มงวดของเป้าหมายภาครัฐในแต่ละปี ย้อนกลับไปปี 2567 ข้อมูลที่กรมประชาสัมพันธ์สรุปจากมาตรการภาครัฐระบุว่า 17 จังหวัดภาคเหนือเคยตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมาถึงปี 2569 เป้าหมายในเอกสารทางการเหลือเพียง ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลง 10 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลง 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเผาในพื้นที่เกษตรของภาคเหนือกำหนดเป้าหมายไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เท่านั้น ช่องว่างระหว่างตัวเลขสองชุดนี้ทำให้ข้อวิจารณ์เรื่อง “แก้ KPI หรือแก้ปัญหา” กลายเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งเมื่อดูตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่ป่า ภาพยิ่งซับซ้อน ข้อมูลที่ Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์จาก GISTDA ระบุว่า ปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของ 17 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เป็น 5,777,474 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 152.06 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป้าหมายลดพื้นที่เผาป่าลง 25 เปอร์เซ็นต์ไม่บรรลุผล ขณะเดียวกัน ภาครัฐในปี 2569 กลับกำหนดเป้าหมายลดการเผาป่าทั่วประเทศและกลุ่มป่าแปลงใหญ่ 14 กลุ่มป่าไว้ที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าความเข้มข้นของเป้าหมายก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่ารัฐอาจมีเหตุผลด้านความเป็นจริงของการปฏิบัติงาน แต่ในมุมของประชาชนภาคเหนือ โดยเฉพาะคนเชียงรายที่ยังต้องเผชิญฝุ่นหนาทุกปี ความกังวลจึงไม่ได้อยู่ที่เอกสารจะเขียนอย่างไร แต่อยู่ที่อากาศที่หายใจได้จริงจะดีขึ้นหรือไม่

แผนใหม่มีเครื่องมือมากขึ้น แต่ภาคเหนือยังรอผลในโลกจริง

ต้องยอมรับว่าแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฉบับที่ 2 และมาตรการรับมือปี 2569 ไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว เพราะมีการขยับหลายเรื่องที่เป็นสาระ เช่น การใช้ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้หรือ burnt scar แทนการดูเฉพาะ hotspot การเพิ่มมาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การผลักดันพื้นที่ควบคุมพิเศษในเมือง การพูดถึง Congestion Charge และการยกระดับความร่วมมือเรื่องหมอกควันข้ามแดนภายใต้ CLEAR Sky Strategy สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า ภาครัฐรับรู้แล้วว่าปัญหาฝุ่นไม่อาจแก้แบบแยกส่วนอีกต่อไป และต้องใช้ทั้งมาตรการป่า เกษตร เมือง และต่างประเทศพร้อมกัน

แต่สำหรับภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย คำถามที่ใหญ่กว่าคือเครื่องมือเหล่านี้จะลงไปถึงระดับพื้นที่เร็วพอหรือไม่ เพราะต่อให้เอกสารระดับชาติระบุชัดเรื่องการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast การจัดเตรียมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อไม่เผา การควบคุมรถควันดำ และการจัดการมลพิษข้ามแดน หากผลสุดท้ายยังลงเอยที่ประชาชนต้องอยู่กับวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานนานกว่าเดิม ความเชื่อมั่นต่อแผนก็ย่อมถูกสั่นคลอน และนั่นคือเหตุผลที่เรื่องนี้กระทบคนเหนือโดยตรงมากกว่าภาคอื่น เพราะภาคเหนือคือพื้นที่ที่ต้องรับทั้งไฟในประเทศ ภูมิประเทศที่เอื้อต่อการสะสมตัวของหมอกควัน และมลพิษจากภายนอกพร้อมกัน

เชียงรายกำลังยืนอยู่ระหว่างความจริงทางอุตุนิยมวิทยากับความจริงทางนโยบาย

หากสรุปภาพรวมจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา คำตอบของคำถามคนเชียงรายมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือคำตอบทางธรรมชาติและอุตุนิยมวิทยา หมอกควันยังหนาเพราะฝนยังไม่พร้อมมา เมฆและความชื้นยังไม่เอื้อให้ฝนหลวงทำงานได้เต็มที่ อีกทั้งลมและมลพิษข้ามแดนยังซ้ำเติมสถานการณ์ ชั้นที่สองคือคำตอบทางนโยบาย ต่อให้เชียงรายพยายามคุมไฟในพื้นที่ของตนเอง แต่ถ้าโครงสร้างการแก้ปัญหาระดับภาคและระดับประเทศยังทำให้วันที่อากาศเป็นพิษยาวนาน คนเชียงรายก็ยังต้องอยู่กับวงจรเดิม คือรอฝน รอทิศลมเปลี่ยน และรอให้มาตรการรัฐทำงานทันกับความจริงในสนามมากกว่าที่ผ่านมา

ในระยะสั้น ฝนอาจยังไม่ใช่คำตอบที่มาเร็วพอ ขณะเดียวกัน ในระยะยาว KPI ที่อ่อนลงอาจทำให้ตัวเลขบนกระดาษดูสำเร็จง่ายขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนเหนือจะหายใจโล่งขึ้นจริงเร็วเท่าเดิม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่หมอกควันหนาหนักกว่าปกติในต้นเมษายน หากคือบททดสอบว่าประเทศไทยจะกล้าขยับจากการบริหารฝุ่นด้วยตัวชี้วัด ไปสู่การแก้ปัญหาด้วยผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่เพียงรายงานว่าฝุ่นเฉลี่ยลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือเช้าที่ลูกหลานออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องเริ่มวันด้วยลมหายใจที่เต็มไปด้วยฝุ่นพิษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
  • นายสายันต์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME