Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เปิดยุทธศาสตร์เชียงรายฟ้าใส CLEAR Sky Strategy ผสานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและแผนลดก๊าซเรือนกระจกยั่งยืน

เชียงรายขยับนโยบายอากาศสะอาดเต็มรูปแบบ ผนึกข้ามแดน คุมเผา เข้าสู่แผน Net Zero รับมือฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ

เชียงราย,วันที่11 มีนาคม 2569 – หมอกควันที่ลอยคลุมเมืองในช่วงเปลี่ยนฤดูของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิตประจำวันอีกต่อไป หากกลายเป็นแรงกดดันที่บังคับให้ทุกภาคส่วนต้องขยับจากการรับมือแบบปีต่อปี ไปสู่การจัดการที่มีระบบมากขึ้น ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมง จังหวัดเชียงรายได้เห็นทั้งการเปิดเวทีความร่วมมือระดับลุ่มน้ำโขง การย้ำมาตรการรับมือฝุ่นในพื้นที่อย่างเข้มข้น การประชุมวางกรอบลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และการติดตามจากผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีต่อปัญหาที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับเชียงราย ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สุขภาพ ความมั่นคงชายแดน และทิศทางการพัฒนาจังหวัดทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

สองวันของการขยับนโยบายในเชียงราย ระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 มีนาคม 2569 สะท้อนภาพใหม่ของการจัดการฝุ่น PM2.5 ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การฉีดน้ำหรือสั่งห้ามเผา แต่กำลังขยายไปสู่ความร่วมมือข้ามพรมแดน การบังคับใช้มาตรการเชิงพื้นที่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด เพื่อทำให้คำว่าอากาศสะอาดไม่เป็นเพียงเป้าหมายตามฤดูกาล หากเป็นวาระการพัฒนาเมืองในระยะยาวอย่างแท้จริง

จากหมอกควันข้ามแดนสู่สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง

จุดเริ่มต้นสำคัญของการขยับเชิงนโยบายในรอบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการเปิดตัว “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ในกรอบการประชุม GMS Breath Council Forum 2026 โดยรายงานจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายและเวทีที่เกี่ยวข้องระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคีจากไทย สปป.ลาว และเมียนมา ให้ขยับจากการหารือเชิงหลักการ ไปสู่กลไกการทำงานร่วมกันมากขึ้นในระดับพื้นที่จริง พร้อมเชื่อมต่อกับ “ปฏิญญาเชียงราย” และแนวทางของยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ที่ไทย ลาว และเมียนมาได้ผลักดันร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2573

สาระที่สำคัญของเวทีนี้อยู่ตรงการยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขได้ด้วยกรอบการปกครองภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะหมอกควันไม่ได้หยุดอยู่ที่แนวชายแดน และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบหายใจของประชาชนก็ไม่ได้แยกออกเป็นสัญชาติ เวที “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง” จึงถูกวางให้เป็นกลไกภาคประชาชนและภาคีพื้นที่ ที่จะช่วยต่อยอดจากกรอบรัฐต่อรัฐ ไปสู่ความร่วมมือแบบ “ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น” ซึ่งถูกสื่อสารในงานด้วยคำว่า Local-to-Local และ Operational Diplomacy หรือทูตเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นการแก้ปัญหาหน้างานผ่านความสัมพันธ์ของคนชายแดน ไม่ใช่รอเพียงการสั่งการจากส่วนกลางอย่างเดียว

ในเวทีดังกล่าว นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถูกอ้างอิงว่าได้วางบทบาทของเชียงรายให้เป็น “ห้องปฏิบัติการนโยบาย” ภายใต้ CLEAR Sky Strategy พร้อมระบุว่าจังหวัดได้เริ่มทำแนวกันไฟร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และกำหนดเป้าหมายลดจุดความร้อนลง 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อมุ่งสู่ “เชียงรายฟ้าใส” และภาพของเมืองแห่งสุขภาพหรือ Wellness City ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ได้เสนอแนวทาง “เกษตรไม่ต้องเผา” โดยยกตัวอย่างพืชและกิจกรรมทางเลือกที่มีมูลค่าสูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวเดิมหลายเท่า เช่น เมล็ดพันธุ์ฟักทองญี่ปุ่นและการเลี้ยงไก่ดำ พร้อมผลักดันให้รัฐบาลเร่งพิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วันหลังเปิดสภา เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนกว่านี้ในการดูแลคุณภาพอากาศในปีต่อไป

มาตรการเร่งด่วนของเชียงรายในวันที่ค่าฝุ่นยังบีบคั้น

แม้เวทีความร่วมมือข้ามแดนจะฟังดูเป็นการเมืองเชิงนโยบายระดับสูง แต่ในภาคปฏิบัติ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญโจทย์เร่งด่วนในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า เช้าวันที่ 10 มีนาคม 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบมีค่าระหว่าง 14.2 ถึง 58.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจุดที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในเชียงราย ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 43.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 49.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย 58.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้จังหวัดจะมีมาตรการคุมเผาอยู่แล้ว แต่ฝุ่นควันในพื้นที่ยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและเมืองหลักของจังหวัด

เมื่อพิจารณาควบคู่กับการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้เพิ่งเริ่มขยับในวันที่ 10 มีนาคม สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ได้กำหนดกรอบ “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อน 50 เปอร์เซ็นต์ให้เหลือไม่เกิน 2,053 จุด และลดพื้นที่เผาไหม้ลง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังระบุชัดว่า หากสถานการณ์รุนแรงสามารถปิดป่า ลงทะเบียนผู้เข้าใช้พื้นที่เสี่ยง และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นได้ทันที นี่ทำให้เห็นว่าเส้นทางของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่การ “ขอความร่วมมือ” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มผสมผสานระหว่างการรณรงค์ การกดดันทางกฎหมาย และการติดตามข้อมูลรายสัปดาห์อย่างจริงจังมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้กำหนดกรอบมาตรการไว้ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแบ่งช่วงต้นปีเป็นช่วงขอความร่วมมืองดเผา และยกระดับเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป รวม 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช โดยส่งเสริมการไถกลบและทำปุ๋ยแทนการเผา ความต่อเนื่องของข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้ข้อความบางส่วนในสื่อสารท้องถิ่นจะยังใช้คำว่า “60 วันปลอดการเผา” อยู่บ้าง แต่กรอบปฏิบัติจริงของจังหวัดในปี 2569 คือช่วงห้ามเผาเด็ดขาดที่ยาวและเข้มข้นกว่านั้นอย่างชัดเจน

จากชิงเผาสู่ชิงเก็บ และการดูแลคนเปราะบางให้รอดก่อน

สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการของเชียงรายปีนี้ คือการพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการบริหารเชื้อเพลิงแบบเดิม ไปสู่แนวทาง “ชิงเก็บ” มากขึ้น รายงานของจังหวัดระบุว่า เศษวัสดุทางการเกษตรควรถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปของปุ๋ยหรือพลังงานชีวมวล แทนการเผาที่สร้างฝุ่นสะสมซ้ำแล้วซ้ำอีก มาตรการนี้แม้ยังต้องพิสูจน์ผลในทางเศรษฐกิจและการปฏิบัติจริง แต่สะท้อนว่าจังหวัดเริ่มยอมรับแล้วว่าปัญหา PM2.5 จะไม่จบ หากทางเลือกทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ยังคงผูกติดกับการเผาเป็นหลักเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้จึงสอดคล้องอย่างมากกับข้อเสนอ “เกษตรไม่ต้องเผา” จากเวทีสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง ที่มองว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำให้คนในพื้นที่มีรายได้จากทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องจุดไฟด้วย

ในมิติการคุ้มครองสุขภาพ จังหวัดเชียงรายยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 จังหวัดได้เริ่มสำรวจและเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น” หรือ Safety Zone ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดพื้นที่ปลอดภัยและแจกจ่ายหน้ากาก โดยเฉพาะหน้ากาก N95 ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ มาตรการนี้ยังถูกย้ำอีกครั้งในการประชุมและการสั่งการปี 2569 สะท้อนว่า เชียงรายพยายามไม่ปล่อยให้การจัดการฝุ่นเป็นแค่เรื่องของป่าและไร่ หากผูกกับระบบสาธารณสุขและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กตัวน้อยด้วย

นอกจากนี้ จังหวัดยังใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์และเชิงบริหารควบคู่กัน เช่น การปล่อยขบวนรถฉีดพ่นละอองน้ำและล้างถนนพร้อมกันหลายพื้นที่ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเป็นการแสดงพลังร่วมของทั้งจังหวัดเพื่อ “คืนลมหายใจ” ให้คนเชียงราย แม้มาตรการลักษณะนี้จะไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่นในเชิงต้นเหตุได้ทั้งหมด แต่ก็มีนัยในเชิงการสื่อสารสาธารณะและการสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า ช่วงเวลานี้คือห้วงเฝ้าระวังสูงสุด ไม่ใช่เวลาที่จะนิ่งเฉยต่อการเผาหรือปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา

เช้าวันที่ค่าฝุ่นคลี่ตัว แต่โจทย์ใหญ่ยังไม่จบ

ข้อมูลเช้าวันที่ 11 มีนาคม 2569 จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบลดลงเหลือ 13.0 ถึง 40.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจุดที่เกินค่ามาตรฐานวันนั้นปรากฏเฉพาะในเชียงใหม่และลำพูน ไม่ปรากฏชื่อสถานีในเชียงรายแล้ว ตัวเลขนี้นับเป็นสัญญาณบวกในเชิงสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะอย่างน้อยสะท้อนว่าความกดดันในพื้นที่เชียงรายผ่อนลงบ้างเมื่อเทียบกับเช้าวันก่อนหน้า แต่ในเชิงนโยบาย มันยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา เพราะฝุ่นในภาคเหนือมีลักษณะผันผวนตามสภาพอากาศ การระบายอากาศ และหมอกควันข้ามแดนอย่างมาก วันหนึ่งอาจดีขึ้น แต่อีกวันก็อาจกลับมาพุ่งสูงได้อีก หากต้นเหตุยังไม่ได้รับการจัดการร่วมกันอย่างจริงจังทั้งในจังหวัดและข้ามประเทศ

นี่เองที่ทำให้การประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีความหมายเกินกว่าการประชุมอีกห้องหนึ่งในศาลากลางจังหวัด เพราะมันคือการเริ่มย้ายสนามคิดจาก “การดับไฟและลดฝุ่นเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การออกแบบอนาคตของจังหวัดให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง” อย่างเป็นระบบ ในการประชุมดังกล่าว นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน และที่ประชุมได้รับทราบโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยระบุชัดว่าเชียงรายเป็น 1 ใน 17 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้าต่อเนื่องในระยะยาว

Net Zero ของเชียงราย ไม่ได้ไกลจากเรื่องฝุ่นอย่างที่คิด

แม้คำว่า Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อาจฟังดูเป็นวาระระดับโลกที่ห่างจากปัญหาฝุ่นในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองเรื่องผูกพันกันอย่างมาก เพราะต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงาน การขนส่ง การจัดการของเสีย การเกษตร และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ล้วนมีจุดทับซ้อนกับสาเหตุของฝุ่น PM2.5 อยู่ไม่น้อย การประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคมจึงมีนัยสำคัญในฐานะการส่งสัญญาณว่า เชียงรายกำลังเริ่มเชื่อมโจทย์หมอกควัน ไฟป่า ขยะ การขนส่ง และการใช้พลังงาน เข้าไว้ในกรอบเดียวกันของการพัฒนาจังหวัด มากกว่าการแยกเป็นปัญหารายกระทรวงเช่นที่ผ่านมา

เป้าหมายที่ที่ประชุมกล่าวถึง คือการร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้รับนโยบาย แต่เริ่มถูกผลักให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในระดับปฏิบัติการจริง หากดำเนินการต่อได้อย่างต่อเนื่อง แผนลักษณะนี้อาจนำไปสู่การทบทวนข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด การประเมินศักยภาพลดการปล่อยในภาคต่าง ๆ และการออกแบบแบบจำลองธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทั้งต่อภาพลักษณ์เมือง เศรษฐกิจสีเขียว และความสามารถในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เมื่อส่วนกลางลงมาจับตา ปัญหาฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องปลายแถว

แรงกดดันอีกด้านหนึ่งที่ทำให้การแก้ฝุ่นของเชียงรายไม่อาจหยุดอยู่แค่คำสั่งจังหวัด คือการที่วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางกอบเพชร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 16 ลงพื้นที่หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกำชับคือการจัดการฝุ่น PM2.5 และหมอกควันไฟป่า พร้อมย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นกับประชาชน ควบคู่กับการทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จุดนี้ทำให้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณภัย แต่ถูกยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของวาระตรวจราชการที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ด้วย

การที่เรื่องฝุ่นถูกพูดบนโต๊ะเดียวกับปัญหาน้ำปนเปื้อน ราคาน้ำมัน และยาเสพติด สะท้อนบางอย่างอย่างชัดเจนว่า สำหรับคนเชียงราย ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่แยกส่วนจากปัญหาปากท้องและความมั่นคงอีกต่อไป หมอกควันทำให้คนป่วย เด็กต้องหยุดกิจกรรมกลางแจ้ง เมืองท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ เกษตรกรเผชิญแรงกดดันจากมาตรการห้ามเผา และหน่วยงานรัฐต้องใช้งบประมาณกับมาตรการป้องกันและสาธารณสุขมากขึ้น เมื่อมองเช่นนี้ การแก้ฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลข PM2.5 อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคมที่สะสมอยู่เบื้องหลังด้วย

บทสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 มีนาคม 2569 ที่เกิดขึ้นใกล้กันโดยบังเอิญ หากเป็นภาพของ “การจัดวางนโยบายอากาศสะอาด” ใหม่ทั้งระบบ ด้านหนึ่งจังหวัดกำลังผลักดันความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขงและ CLEAR Sky Strategy อีกด้านหนึ่งกำลังใช้มาตรการคุมเผาอย่างเข้มข้นขึ้น ดูแลกลุ่มเปราะบางมากขึ้น และในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มเชื่อมปัญหาหมอกควันเข้ากับกรอบ Net Zero และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำในระยะยาว ทั้งหมดนี้ชี้ว่า เชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการวิ่งไล่ตามวิกฤต ไปสู่การออกแบบกลไกรับมือที่มีชั้นเชิงมากขึ้น แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ก็ตาม

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ค่าฝุ่นในวันพรุ่งนี้จะลดลงอีกหรือไม่ แต่คือจังหวัดจะรักษาแรงส่งนี้ให้ไปต่อได้แค่ไหน ความร่วมมือข้ามแดนจะเปลี่ยนเป็นการทำงานหน้างานจริงได้หรือไม่ ทางเลือกเศรษฐกิจแบบไม่เผาจะลงถึงมือชาวบ้านมากเพียงใด และแผน Net Zero ระดับจังหวัดจะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุมได้อย่างไร หากเชียงรายทำให้ทั้ง 3 ชั้นนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือความร่วมมือระดับภูมิภาค มาตรการเข้มข้นในพื้นที่ และการวางแผนระยะยาวเชิงคาร์บอน เมืองชายแดนแห่งนี้อาจไม่เพียงรับมือฝุ่นได้ดีขึ้น แต่ยังอาจกลายเป็นต้นแบบของการจัดการอากาศสะอาดที่เชื่อมสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมในระดับประเทศได้ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เสริมศักยภาพเกษตรกรเชียงราย

พิธีเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ จ.เชียงราย ส่งเสริมเกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ พุทธมณฑล 750 ปี ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

โครงการนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และจังหวัดเชียงราย มีเป้าหมายในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่แก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร พร้อมส่งเสริมความยั่งยืนในภาคการเกษตร โดยมีการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ หน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมการเกษตร และส่วนราชการต่าง ๆ

กิจกรรมสำคัญในโครงการ

ในงานนี้ มีการให้บริการด้านการเกษตรหลากหลาย เช่น

  • การวิเคราะห์ดิน: ตรวจสอบสภาพดินเพื่อวางแผนการเพาะปลูก
  • การวินิจฉัยโรคพืชและโรคสัตว์: เพื่อแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค
  • แจกจ่ายวัสดุเกษตร: เช่น เมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัว ปุ๋ยชีวภาพ และพันธุ์ปลาน้ำจืด
  • การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร: เช่น การฝึกอบรมการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดบูธให้คำปรึกษาจากหน่วยงานต่าง ๆ และกิจกรรมฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของเกษตรกร

ความสำคัญของอำเภอแม่ลาวในภาคการเกษตร

อำเภอแม่ลาวประกอบด้วย 5 ตำบล 63 หมู่บ้าน มีครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรจำนวน 4,630 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรรวม 40,644 ไร่ พืชเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ลำไย และยางพารา ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของเกษตรกร

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรยังเผชิญปัญหาคุณภาพการผลิตและการตลาด โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่จึงเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

เป้าหมายของโครงการ

  • ลดต้นทุนการผลิต
  • เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • ยกระดับการตลาดของสินค้าเกษตร
  • ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรให้แก่เกษตรกร

นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้เป็นการรวมพลังความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยเกษตรกรได้อย่างครอบคลุม

นายรุ่งโรจน์ ตันวุฒิ นายอำเภอแม่ลาว กล่าวเสริมว่า การจัดกิจกรรมในรูปแบบคลินิกเคลื่อนที่นี้ช่วยให้เกษตรกรได้รับบริการใกล้บ้าน ลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงเทคโนโลยี

ประโยชน์ของโครงการต่อเกษตรกร

เกษตรกรได้รับบริการที่หลากหลาย ทั้งการวิเคราะห์ดิน การแก้ไขปัญหาโรคพืชและโรคสัตว์ การเพิ่มความรู้และทักษะใหม่ ๆ รวมถึงการรับวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเกษตร

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่นี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาด้านการเกษตร ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในระยะยาว

การดำเนินโครงการเช่นนี้ ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาด้านการเกษตร แต่ยังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานรัฐและเกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

รมช.เกษตรฯ ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง เชียงราย

รมช.เกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง เชียงราย ย้ำเร่งสร้างให้เสร็จตามแผน

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2567 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยมีนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ร่วมต้อนรับ พร้อมด้วยผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมและรายงานความคืบหน้า

รายละเอียดโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้าง

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างตั้งอยู่ที่หมู่ 14 บ้านใหม่เจริญ ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีความจุระดับเก็บกักสูงสุด 36 ล้านลูกบาศก์เมตร ออกแบบมาเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ตำบลป่าแดดและพื้นที่ใกล้เคียง

ลักษณะของโครงการเป็นเขื่อนดินแบบ Zone Type โดยมีทำนบดินยาว 657 เมตร คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2570 หลังการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ อ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ถึง 17,200 ไร่ในฤดูฝน และ 10,000 ไร่ในฤดูแล้ง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรต่อไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่กว่า 2,843 ครัวเรือน หรือประมาณ 14,626 คน โดยเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

คำสั่งและข้อกำชับจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ

นายอัครา พรหมเผ่า ได้ย้ำให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างให้เสร็จตามแผนงาน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำได้โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ยังกล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้แสดงความมั่นใจว่าอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งในอนาคต

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

หากโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้แก่พื้นที่การเกษตรและชุมชนในตำบลป่าแดด รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีข้อดีดังนี้:

  • ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร: ส่งน้ำช่วยพื้นที่การเกษตรได้ทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร: ส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ที่มั่นคง
  • ยกระดับคุณภาพชีวิต: ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในครัวเรือน
  • สร้างความมั่นคงด้านน้ำ: รองรับประชาชนในพื้นที่กว่า 14,626 คน

การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างนับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และสะท้อนถึงความตั้งใจของภาครัฐในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลเพิ่มเติม:

โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ตาช้างยังคงดำเนินการตามแผนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนในพื้นที่ ทั้งนี้การติดตามความก้าวหน้าของโครงการจะดำเนินไปอย่างเข้มข้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

กองทัพบกหนุนเพาะเลี้ยง ‘ผำ’ พืชโปรตีนสูง ตอบโจทย์เศรษฐกิจพอเพียง

ทหารพันธุ์ดีค่ายสุรศักดิ์มนตรี ผลิต “ผำ” โปรตีนสูง ตอบโจทย์เศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 พลตรีวิชาญ ศรีภัทรางกูร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้เปิดเผยถึงโครงการทหารพันธุ์ดีค่ายสุรศักดิ์มนตรี จังหวัดลำปาง ซึ่งดำเนินการผลิต “ผำ” หรือที่รู้จักในชื่อไข่น้ำ พืชโปรตีนสูง เพื่อเป็นแหล่งอาหารคุณภาพและสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับชุมชน โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ และกองทัพภาคที่ 3 โดยมีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในการริเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2559

เป้าหมายโครงการเพื่อชุมชนเข้มแข็ง

โครงการทหารพันธุ์ดี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้าราชการทหารและทหารกองประจำการที่สนใจด้านการเกษตร ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตอาหารที่ปลอดภัย รวมถึงการปลูกผัก การปศุสัตว์ และการประมง นอกจากจะเป็นแหล่งอาหารสำรองในกรณีเกิดภัยพิบัติแล้ว ยังส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์สะสมไว้พระราชทานแก่ราษฎรทั่วไป และช่วยลดปัญหาหนี้สินของกำลังพลในระยะยาว

ในปีนี้ ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้เพิ่มความหลากหลายด้วยการเพาะเลี้ยง “ผำ” พืชน้ำโปรตีนสูงที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะวิตามินบี 12 ซึ่งพบได้ยากในพืชชนิดอื่น “ผำ” มีการเจริญเติบโตเร็วและเพาะเลี้ยงง่ายในระบบปิดด้วยปุ๋ยน้ำไฮโดรโปนิกส์ โครงการนี้ยังส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“ผำ” พืชโปรตีนสูง เพื่อความยั่งยืน

“ผำ” หรือไข่น้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wolffia ถูกนำมาใช้เป็นแหล่งโปรตีนทดแทนในอาหารเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยง “ผำ” ในระบบปิดช่วยให้ได้ผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ เช่น สมูทตี้ผำ ผำอบแห้ง หรือผำในซอสปรุงรส ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด

กองทัพพร้อมช่วยเหลือประชาชน

พลตรีวิชาญ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมในการสนับสนุนประชาชนในทุกด้าน โดยเฉพาะการสร้างแหล่งอาหารและเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วยการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ กำลังพล และความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ

สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยง “ผำ” สามารถติดต่อโครงการทหารพันธุ์ดี ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 095-4511343

โครงการนี้ไม่เพียงตอบโจทย์การพึ่งพาตนเอง แต่ยังเสริมสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงในชุมชนอย่างแท้จริง นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

อบรมผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรค เสริมแกร่งเกษตรกรไทย

 

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 เวลา 08.30 – 16.30 น. กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคชั้นพันธุ์หลัก (G0) และชั้นพันธุ์ขยาย (G1) ภายใต้การปฏิบัติทางเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับหัวพันธุ์มันฝรั่ง” ณ โรงแรมเอ็ม บูทีค รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนจำนวน 90 คน

การอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพในการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคที่ได้มาตรฐาน GAP ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าหัวพันธุ์จากต่างประเทศ ลดต้นทุนการผลิต และเสริมสร้างศักยภาพให้กับเกษตรกรในประเทศ นำไปสู่การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูง รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการแปรรูปมันฝรั่งภายในประเทศได้อย่างเพียงพอ

ภายในงานได้รับเกียรติจากนายนิสิต บุญเพ็ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม และดร.วิชญา ศรีสุข รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมทั้งแสดงความสำคัญของการพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่งให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองความต้องการในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป

การอบรมในครั้งนี้ประกอบด้วยหัวข้อบรรยายที่หลากหลายและครอบคลุมทุกมิติของการผลิตมันฝรั่งปลอดโรค โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ อาทิ

  • ดร.อรทัย วงค์เมธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ บรรยายเรื่อง “การผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งปลอดโรคชั้นพันธุ์หลัก (G0) และชั้นพันธุ์ขยาย (G1)”
  • นายวัฒนนิกรณ์ เทพโพธา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย บรรยายเรื่อง “การตรวจรับรองแปลงผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งตามมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 5705-2565 และ GAP PM 2.5 Free”
  • นางสาวรุ่งนภา ทองเคร็ง นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร บรรยายเรื่อง “การป้องกันกำจัดศัตรูมันฝรั่งร่วมกับการใช้ชีวภัณฑ์ในฤดูฝน”

การบรรยายแต่ละหัวข้อได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงปลูกมันฝรั่งได้จริง ช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งที่มีคุณภาพสูงขึ้น ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคพืช และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมทั้งจากหน่วยงานวิชาการ บริษัทแปรรูป และกลุ่มเกษตรกร เพื่อหาทางพัฒนาระบบการผลิตและการจัดการแปลงมันฝรั่งอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรในการพัฒนาศักยภาพการผลิตมันฝรั่งปลอดโรคในประเทศไทย

การอบรมครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรไทยให้มีความสามารถในการผลิตหัวพันธุ์มันฝรั่งที่ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน และช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรยังคงมุ่งมั่นในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ทันสมัยให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานการผลิตที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทยต่อไปในอนาคต.

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมวิชาการเกษตร

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News