Categories
AROUND CHIANG RAI HEALTH

เชียงรายฝุ่นแดงต่อเนื่อง! หมอยันเลือดกำเดาไหลคือสัญญาณอักเสบจากมลพิษ เร่งดูแลกลุ่มเด็กและคนชรา

สธ.เผยฝุ่นพุ่ง เชียงรายยังติดกลุ่มเสี่ยงสูง เร่งดูแลเปราะบางเกือบล้านคน แม้ยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉินจาก PM2.5

เชียงราย, 31 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางท้องฟ้าที่หม่นลงในหลายพื้นที่ของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สัญญาณเตือนเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในช่วงปลายเดือนมีนาคมไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขบนจอรายงานคุณภาพอากาศอีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นโจทย์ด้านสาธารณสุขที่กระทบชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายซึ่งถูกระบุทั้งในชุดข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นหนึ่งใน 10 จังหวัดที่ค่าฝุ่นสูงสุด และในข้อมูลของกรมอนามัยว่าเป็นหนึ่งใน 9 จังหวัดที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงในวันก่อนหน้า สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญเพียงหมอกควันเชิงภาพลักษณ์ แต่กำลังอยู่ในวงเสี่ยงที่ต้องจัดการทั้งเชิงระบบและเชิงสุขภาพอย่างจริงจัง

ภาพรวมล่าสุดที่กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า จังหวัดที่มีค่าฝุ่นสูงสุด 10 จังหวัดในวันนั้น ได้แก่ พะเยา ลำพูน เชียงราย น่าน ชุมพร ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ แม่ฮ่องสอน และนครพนม พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่ยกระดับมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่แนวโน้มฝุ่นเพิ่มสูงต่อเนื่องในช่วงนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาครัฐเลือกตอบสนองต่อสถานการณ์ครั้งนี้ด้วยแนวทางที่ไม่ได้รอให้คนป่วยเดินเข้าระบบก่อน แต่ขยับสู่การทำงานเชิงรุกชัดเจนขึ้น กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าได้เร่งดำเนินมาตรการ 4 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุก การสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การเปิดบริการห้องปลอดฝุ่น และการเฝ้าระวังอุบัติการณ์ผู้ป่วยฉุกเฉินจากฝุ่น ซึ่งในเชิงนโยบายถือเป็นการเปลี่ยนมุมจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การลดความเสี่ยงก่อนอาการจะลุกลาม

ตัวเลข 9.4 แสนคน สะท้อนภาระจริงของระบบสุขภาพ

หากมองเฉพาะตัวเลข 942,952 คนที่ได้รับการดูแลเชิงรุก อาจดูเหมือนเป็นข้อมูลรายงานตามระบบราชการทั่วไป แต่แท้จริงแล้วตัวเลขนี้สะท้อนว่าระบบสาธารณสุขกำลังเผชิญภาระขนาดใหญ่ เพราะในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วยผู้สูงอายุ 754,440 คน เด็กเล็ก 80,920 คน ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ 72,340 คน ผู้ป่วยโรคหัวใจ 29,310 คน และหญิงตั้งครรภ์ 5,942 คน ซึ่งล้วนเป็นประชากรที่หากรับสัมผัสฝุ่นต่อเนื่องมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนง่ายกว่าคนทั่วไป โดยจังหวัดที่ดำเนินการดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง แสดงให้เห็นว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เฝ้าระวัง แต่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ต้องลงมือทำงานหนักที่สุดในช่วงเวลานี้ด้วย

ความหมายของการดูแลเชิงรุกจึงไม่ได้หยุดแค่การประกาศเตือน แต่นำไปสู่การติดตามผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง การสื่อสารให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง การจัดหาหน้ากากให้เพียงพอ และการประเมินว่าครอบครัวใดจำเป็นต้องเข้าถึงพื้นที่ปลอดฝุ่นมากกว่าปกติ ในบริบทของเชียงรายซึ่งมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ภูเขา และชุมชนที่อยู่ไกลบริการสุขภาพ การทำงานเชิงรุกลักษณะนี้จึงมีความหมายมากกว่าการบริหารตัวเลข เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสามารถของระบบท้องถิ่นในการเข้าถึงคนที่เสี่ยงที่สุดก่อนที่อาการจะทรุดหนัก

หน้ากากและห้องปลอดฝุ่น กลายเป็นแนวป้องกันชั้นแรก

ในด้านอุปกรณ์ป้องกัน กระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีการกระจายหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 ให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่วิกฤตรวมกว่า 31,757 ชิ้น โดยจังหวัดที่มียอดแจกจ่ายสูงสุดคือ เชียงใหม่ 12,770 ชิ้น แพร่ 11,852 ชิ้น และลำปาง 3,476 ชิ้น แม้เชียงรายจะไม่ได้อยู่ใน 3 อันดับแรกของการรับหน้ากากตามข้อมูลส่วนนี้ แต่เมื่อเทียบกับสถานะของจังหวัดที่อยู่ในกลุ่มค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง ก็สะท้อนว่าความต้องการอุปกรณ์ป้องกันในพื้นที่ยังคงสูงและต้องติดตามต่ออย่างใกล้ชิด

อีกมาตรการที่มีนัยสำคัญคือการเปิดให้บริการห้องปลอดฝุ่นในสถานบริการสาธารณสุข ซึ่งมีผู้เข้าใช้บริการรวม 2,490 คน จังหวัดที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดคือ นครพนม 889 คน แพร่ 687 คน และพะเยา 500 คน ข้อมูลนี้สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า เมื่อคุณภาพอากาศภายนอกเข้าสู่ระดับกระทบสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ปิดที่สามารถควบคุมฝุ่นได้ดีเริ่มกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพที่จำเป็นพอ ๆ กับยาและเวชภัณฑ์ โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจอยู่เดิม

ยังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉิน ไม่ได้แปลว่าสถานการณ์เบา

จุดที่ต้องอ่านอย่างระมัดระวังคือ ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในกลุ่ม 10 จังหวัดเสี่ยงยังไม่พบรายงานผู้ป่วยยืนยันหรือผู้ได้รับผลกระทบรุนแรงจาก PM2.5 ที่ต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินในระบบรายงาน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงอีกด้านจากกรมอนามัยกลับชี้ว่าประชาชนเริ่มมีอาการที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 55 แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และระคายเคืองตา ดังนั้น การไม่มีผู้ป่วยฉุกเฉินในระบบ ณ เวลานั้น จึงไม่ควรถูกตีความว่าอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว หากควรถูกตีความว่า หน่วยงานด้านสุขภาพยังมีช่องว่างเวลาให้เร่งป้องกันไม่ให้อาการเล็กกลายเป็นอาการหนัก

ในทางสาธารณสุข อาการระดับต้นมักเป็นด่านแรกที่บอกว่าฝุ่นกำลังเริ่มส่งผลกับร่างกายจริง และหากประชาชนยังคงต้องออกไปทำงานกลางแจ้งหรือหายใจรับฝุ่นในสภาพอากาศปิดเป็นเวลานาน ความเสี่ยงก็จะยกจากการระคายเคืองชั่วคราวไปสู่การกำเริบของโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะในกลุ่มโรคทางเดินหายใจและโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่กรมอนามัยเตือนว่าอาจพัฒนาเป็นความเสี่ยงระยะยาวต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง และมะเร็งปอดได้ หากรับสัมผัสฝุ่นสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ทำไม PM2.5 จึงอันตรายกว่าฝุ่นทั่วไป

หัวใจของความน่ากังวลอยู่ที่ขนาดของฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือเล็กมากจนผ่านระบบกรองตามธรรมชาติของร่างกายอย่างขนจมูกและเมือกในทางเดินหายใจได้ง่าย องค์การอนามัยโลกอธิบายว่า ฝุ่นขนาดเล็กมากบางชนิดสามารถลงลึกไปถึงปอด ผ่านเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายผลกระทบต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้เกือบทั่วร่างกาย ทั้งปอด หัวใจ และสมอง ความเสี่ยงเด่นที่เชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรคไอหรือโรคจมูกอักเสบ แต่รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็งปอด และปอดอักเสบด้วย

องค์การอนามัยโลกยังระบุด้วยว่า เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มที่ไวต่อผลกระทบของมลพิษทางอากาศมากกว่าคนทั่วไป ขณะที่ผู้มีโรคร่วม ภาวะโภชนาการไม่เหมาะสม หรือข้อจำกัดทางสังคมเศรษฐกิจ ก็อาจมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นเช่นกัน เมื่อเชื่อมกับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่พบว่าการดูแลเชิงรุกในไทยครอบคลุมผู้สูงอายุมากที่สุด เด็กเล็กเป็นอันดับถัดมา และยังมีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจกับโรคหัวใจจำนวนมาก ก็ยิ่งทำให้เห็นว่ากลุ่มเสี่ยงในระบบสาธารณสุขไทยสอดคล้องกับหลักวิชาการระดับนานาชาติอย่างชัดเจน

นพ.เจษฎา ตรีสัตยาเวทย์ - อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย

เลือดกำเดาไหล อาการเล็กที่ไม่ควรมองข้าม

ในมุมการแพทย์ระดับพื้นที่ ข้อมูลที่สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ได้รับจาก นพ.เจษฎา ตรีสัตยาเวทย์ อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย อธิบายว่า PM2.5 สามารถทำให้เยื่อบุโพรงจมูกแห้ง ระคายเคือง และอักเสบได้ เมื่อมีการจาม สั่งน้ำมูกแรง ขยี้จมูก หรือแคะจมูก เส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ ในเยื่อบุจมูกจะแตกง่ายขึ้น จึงทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิแพ้จมูกหรือเยื่อบุจมูกอักเสบอยู่เดิม

เลือดกำเดาไหลอย่างมีนัยสำคัญว่าฝุ่นสามารถกระตุ้นการอักเสบของเยื่อบุในช่องจมูก ทำให้เลือดออกง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ขณะที่กรมอนามัยก็เผยแพร่คำแนะนำปฐมพยาบาลกรณีเด็กมีเลือดกำเดาไหลในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยให้ก้มหน้าเล็กน้อย บีบปีกจมูก ประคบเย็น และพบแพทย์หากเลือดไม่หยุดภายในเวลาที่เหมาะสม

เมื่อรวมกับอาการที่กรมอนามัยระบุว่าพบเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ และระคายเคืองตา ก็ยิ่งเห็นชัดว่าอาการที่หลายคนอาจมองว่าเล็กน้อย หรือคิดว่าเป็นเพียงภูมิแพ้ตามฤดูกาลนั้น แท้จริงอาจเชื่อมโยงกับภาวะสัมผัสฝุ่นสะสมที่ต้องเฝ้าระวังมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างเชียงรายที่เผชิญฝุ่นระดับสูงต่อเนื่องหลายวัน

การป้องกันตนเองไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นวินัยประจำวัน

คำแนะนำจากทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย และข้อมูลจากแพทย์ในพื้นที่ มีทิศทางไปในทางเดียวกันอย่างชัดเจน นั่นคือประชาชนควรลดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงค่าฝุ่นสูง สวมหน้ากากที่กรองฝุ่นละเอียดได้อย่างเหมาะสม เช่น N95 หรือ KN95 ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดเมื่อค่าฝุ่นภายนอกสูง ใช้พื้นที่ปลอดฝุ่นหรือเครื่องฟอกอากาศตามความเหมาะสม และติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai, AirBKK หรือ Life Dee รวมถึงข้อมูลจากระบบห้องปลอดฝุ่นของกรมอนามัย

ในกรณีของผู้ที่มีอาการระคายทางจมูกหรือแสบคอจากฝุ่น คำแนะนำจากแพทย์ยังรวมถึงการดื่มน้ำให้เพียงพอ และล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเมื่อมีอาการระคายเคือง เพื่อช่วยลดการสะสมของฝุ่นในโพรงจมูก ส่วนกลุ่มที่ต้องทำงานกลางแจ้งหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรทำกิจกรรมเป็นกลุ่มเพื่อให้สามารถสังเกตอาการผิดปกติของกันและกันได้เร็วขึ้น ขณะที่ผู้สูงอายุควรพักในที่อากาศถ่ายเทสะดวกและหลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารในช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงตามคำเตือนของหน่วยงานสาธารณสุข

เชียงรายในโจทย์ระยะสั้นและระยะยาว

สำหรับเชียงราย สถานการณ์ครั้งนี้กำลังชี้ให้เห็นสองโจทย์ที่ต้องเดินพร้อมกัน โจทย์แรกคือการรับมือระยะสั้นเพื่อให้ประชาชนผ่านช่วงฝุ่นวิกฤตไปโดยไม่เจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งขึ้นอยู่กับการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา การเข้าถึงหน้ากาก การเปิดใช้พื้นที่ปลอดฝุ่น และการเฝ้าระวังกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมจริง โจทย์ที่สองคือการจัดการระยะยาว เพราะเมื่อกรมอนามัยเตือนว่าสภาพอากาศปิดและการเผาในที่โล่งยังทำให้ค่าฝุ่นมีแนวโน้มเกินมาตรฐานต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ ก็แปลว่าปัญหานี้ไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะวัน หากเป็นโครงสร้างความเสี่ยงที่ต้องถูกแก้จากต้นตออย่างจริงจัง ทั้งเรื่องการเผา การบริหารเชื้อเพลิงในป่า การควบคุมมลพิษ และการวางระบบสุขภาพเมืองให้พร้อมรับกับฤดูกาลฝุ่นที่อาจยืดเยื้อขึ้นในแต่ละปี

ในห้วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ป่วยถึงขั้นฉุกเฉิน ระบบสาธารณสุขจึงยังมีพื้นที่ให้ทำงานเชิงป้องกันได้เต็มกำลัง แต่พื้นที่เวลานี้จะสั้นลงทันที หากฝุ่นยังทรงตัวอยู่ในระดับสีแดงหรือสีส้มเป็นเวลานาน และหากคนจำนวนมากยังจำเป็นต้องใช้ชีวิตกลางแจ้งโดยไม่มีเครื่องมือป้องกันที่เพียงพอ ข้อเท็จจริงที่ว่ายังไม่พบผู้ป่วยฉุกเฉิน จึงควรถูกใช้เป็นโอกาสในการเร่งป้องกัน ไม่ใช่เหตุผลให้สังคมผ่อนการระวังลง

บทสรุปของวันที่ฝุ่นยังไม่ยอมจาง

บทสรุปที่สำคัญที่สุดของสถานการณ์ปลายเดือนมีนาคมนี้ คือประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาฝุ่น PM2.5 ในระดับที่กระทบชีวิตผู้คนจริง และเชียงรายอยู่ในศูนย์กลางของความเสี่ยงดังกล่าวอย่างชัดเจน ข้อมูลทางการยืนยันทั้งมิติของค่าฝุ่น มิติของประชากรกลุ่มเปราะบาง และมิติของอาการที่เริ่มปรากฏในประชาชนแล้ว แม้ระบบจะยังไม่รายงานผู้ป่วยฉุกเฉินจาก PM2.5 แต่สัญญาณเตือนจากผู้ป่วยระคายทางเดินหายใจ ผู้มีเลือดกำเดาไหลง่ายขึ้น และประชาชนที่ต้องพึ่งห้องปลอดฝุ่น ล้วนชี้ว่าฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของฤดูร้อนอีกต่อไป หากเป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะที่แตะถึงชีวิตประจำวันของผู้คนตั้งแต่การหายใจ การนอน การทำงาน ไปจนถึงความปลอดภัยของกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม

เมื่อสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย สิ่งที่ประชาชนต้องทำอาจเรียบง่ายแต่สำคัญอย่างยิ่ง คือเช็กค่าฝุ่นก่อนออกจากบ้าน ลดเวลาสัมผัสอากาศภายนอกเมื่อจำเป็น สวมหน้ากากให้ถูกประเภท ดูแลเด็กและผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด และอย่ามองข้ามอาการเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำ เพราะในวันที่ฝุ่นมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สิ่งที่กำลังถูกทดสอบอาจไม่ใช่เพียงคุณภาพอากาศ แต่คือความแข็งแรงของระบบดูแลสุขภาพคนทั้งจังหวัดด้วยเช่นกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงสาธารณสุข ข่าวสถานการณ์ 5 วันที่ 29 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์รัฐบาลไทยและสรุปข่าวประจำวันของกระทรวงสาธารณสุข
  • กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข่าวเตือน 5 ภาคเหนือและอีสาน วันที่ 29 มีนาคม 2569 และข้อมูลอินโฟกราฟิกเรื่องเด็กเลือดกำเดาไหลในวันที่ค่าฝุ่นสูง
  • องค์การอนามัยโลก WHO ข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ และความเสี่ยงของฝุ่นละเอียดต่อปอด หัวใจ สมอง และกระแสเลือด
  • ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่าง 5 กับอาการเลือดกำเดาไหล
  • ข้อมูลโดย นพ.เจษฎา ตรีสัตยาเวทย์ – อายุรแพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ยืนยันความปลอดภัย แม้น้ำปนเปื้อนเล็กน้อย ผลตรวจเลือดนักโทษเชียงรายไม่พบสารพิษ

เรือนจำกลางเชียงรายชี้แจงผลตรวจเลือดผู้ต้องขัง “ไม่พบโลหะหนักตกค้าง” แม้ตรวจพบน้ำใช้มีสารตะกั่วเกินมาตรฐาน เดินหน้าวางมาตรการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำอย่างเข้มข้น

เชียงราย, 19 มิถุนายน 2568 –  กระแสความกังวลต่อคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงรายยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุด นายพัศพงศ์ ใจคล่องแคล่ว ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย ได้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน กรณีสื่อออนไลน์บางสำนักนำเสนอข่าวถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดกับผู้ต้องขังภายในเรือนจำ จากการบริโภคน้ำที่อาจปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารตะกั่ว ซึ่งเป็นอันตรายหากสะสมในร่างกาย

กระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด – ผลตรวจเลือดชี้ชัด “ปลอดภัย”

ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย เปิดเผยว่าหลังจากได้รับทราบข้อกังวลดังกล่าว ทางเรือนจำมิได้นิ่งนอนใจ โดยได้ประสานงานกับศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย เพื่อดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำประปาภายในเรือนจำส่งตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ผลการตรวจสอบล่าสุดพบว่าน้ำประปาที่ใช้มีสารตะกั่วปนเปื้อนในระดับ 0.011-0.015 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กำหนดไว้ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

เนื่องจากเรือนจำกลางเชียงรายตั้งอยู่นอกเขตบริการของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเชียงราย จึงต้องผลิตน้ำประปาใช้เอง ซึ่งเมื่อผลตรวจคุณภาพน้ำบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในระดับดังกล่าว ทางเรือนจำได้เดินหน้าอย่างเร่งด่วนในการตรวจสุขภาพผู้ต้องขัง โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเรือนจำและใช้ชีวิตกับน้ำจากแหล่งเดียวกันมาเป็นเวลานาน

ผลตรวจเลือด “สุ่มตัวอย่างผู้ต้องขัง 3 ราย” ครอบคลุมผู้ที่อยู่ในเรือนจำ 3 ปี, 5 ปี และ 10 ปี

เพื่อความโปร่งใสและอ้างอิงตามหลักวิชาการ เรือนจำกลางเชียงรายได้ส่งตัวอย่างเลือดของผู้ต้องขัง 3 ราย ซึ่งมีประวัติอยู่ในเรือนจำยาวนานแตกต่างกัน (3 ปี, 5 ปี, 10 ปี) และบริโภคน้ำประปาจากแหล่งเดียวกัน ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของเชียงรายแลปคลินิก ผลการตรวจเลือดระบุชัดเจนว่า “ไม่พบสารตะกั่วหรือสารหนูตกค้างในร่างกาย” ทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ยังไม่พบอาการป่วยหรือผิดปกติในผู้ต้องขัง – พร้อมยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง

ขณะเดียวกัน สถานพยาบาลภายในเรือนจำยังคงเฝ้าระวังและตรวจตราสุขภาพผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ต้องขังรายใดมีอาการผิดปกติหรือแสดงอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับสารโลหะหนักจากน้ำประปาที่ใช้

มาตรการป้องกันและแก้ไขระยะยาว – ย้ำความสำคัญด้านสุขภาพและความปลอดภัย

ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย ย้ำว่าทางเรือนจำให้ความสำคัญสูงสุดต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ต้องขังในความดูแล และพร้อมเดินหน้าดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการหาทางปรับปรุงระบบผลิตน้ำประปาในเรือนจำให้ได้มาตรฐาน ปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมกระบวนการกรองน้ำ เพิ่มการสุ่มตรวจและรายงานผลตรวจอย่างสม่ำเสมอ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสาธารณสุขและสร้างความมั่นใจแก่ผู้ต้องขัง ญาติผู้ต้องขัง และประชาชนโดยรวม

บทวิเคราะห์

กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของมาตรการเฝ้าระวังและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับปัญหาคุณภาพน้ำที่กระทบประชาชนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ต้องขัง การดำเนินการอย่างรวดเร็วในการตรวจสอบและเปิดเผยผลตรวจต่อสาธารณชน คือกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของสังคม ขณะเดียวกัน ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสะอาดในพื้นที่ที่อยู่นอกระบบประปาหลัก เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สัมภาษณ์ผู้บัญชาการเรือนจำกลางเชียงราย
  • ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย
  • เชียงรายแลปคลินิก
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

วิกฤตสารหนูแม่น้ำกก-สาย รัฐบาลสั่งเร่งตั้งศูนย์เฝ้าระวังด่วน! ชี้แจงประชาชนทันที

เชียงรายเร่งตั้งศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ หลังพบสารหนูเกินมาตรฐานในแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย

ปมปัญหาสารหนูสะสมในลำน้ำสำคัญของภาคเหนือขยายวงกว้าง รัฐบาลสั่งตั้งหน่วยเฝ้าระวังและสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะอย่างเร่งด่วน

เชียงราย, 5 มิถุนายน 2568 – สถานการณ์การปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญของจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ทวีความน่ากังวลมากขึ้น หลังกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) รายงานผลตรวจสอบล่าสุดว่าค่าความเข้มข้นของสารหนูในน้ำและตะกอนดินบางจุดเกินมาตรฐานความปลอดภัย ส่งผลให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

ประชุมด่วนระดับชาติเพื่อกำหนดแนวทางรับมือ

ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงฯ เรียกประชุมด่วน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีการเชิญหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ พร้อมผู้แทนจากจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เข้าร่วมหารือผ่านระบบออนไลน์ ณ ห้องประชุมกระทรวงฯ

การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งรัดการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ซึ่งมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยเน้นการตอบสนองต่อความวิตกของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ตั้งศูนย์เฝ้าระวัง 3 จุด สร้างระบบรับเรื่องร้องเรียนและสื่อสารเชิงรุก

นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า มีข้อสรุปเบื้องต้นให้จัดตั้ง “ศูนย์เฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม” จำนวน 3 จุด คือที่จังหวัดเชียงราย 2 จุด และจังหวัดเชียงใหม่ 1 จุด เพื่อทำหน้าที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำ แจ้งผลผ่านป้ายแสดงผลในพื้นที่แบบ Real-time และเป็นจุดรับแจ้งปัญหาจากประชาชนในกรณีพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์จะประกอบด้วยผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงสาธารณสุข และฝ่ายปกครองท้องถิ่น โดยกำหนดให้ศูนย์ฯ ต้องสามารถดำเนินงานได้จริงภายในเวลาอันใกล้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของชุมชน

เร่งสร้างความเข้าใจผ่านการสื่อสารแบบมืออาชีพ

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่กรมควบคุมมลพิษได้รับมอบหมายคือ การจัดทำ “ชุดข้อมูลอธิบายผลตรวจ” โดยร่วมมือกับกรมอนามัย เพื่อแจกแจงว่า ค่าสารหนูที่ตรวจพบในน้ำและตะกอนดินแต่ละระดับ ส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ การใช้น้ำ และกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ข้อมูลชุดนี้จะเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึงการแถลงข่าวกรณีที่สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยกำหนดให้กรมควบคุมมลพิษเป็น “หน่วยงานหลักในการสื่อสาร” เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของข้อมูล และลดช่องว่างความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน

วางมาตรการดักตะกอนเร่งด่วนในแม่น้ำต้นน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน

ในด้านมาตรการเชิงเทคนิค กระทรวงฯ มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำเร่งออกแบบและติดตั้ง “ฝายดักตะกอน” ในจุดที่มีสารหนูปนเปื้อนสูง โดยเฉพาะบริเวณต้นแม่น้ำกก ณ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำไหลเข้าจากฝั่งประเทศเมียนมาเข้าสู่ประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานเบื้องต้นกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ซึ่งเคยมีการศึกษารูปแบบฝายดักตะกอนเพื่อใช้ข้อมูลร่วมวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นลำน้ำข้ามแดนที่ไหลผ่านชายแดนไทย-เมียนมา ณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย การติดตั้งฝายดักตะกอนจะต้องพิจารณาร่วมกับหน่วยงานของจังหวัดเชียงราย และอาจต้องเจรจาในระดับระหว่างประเทศ เนื่องจากลักษณะของแม่น้ำที่มีอธิปไตยร่วมในบางช่วง

บทสรุปและบทวิเคราะห์

เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของผลกระทบจากมลพิษข้ามพรมแดน (Transboundary Pollution) ที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศในพื้นที่รับน้ำของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ

การจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังในระดับพื้นที่ การสื่อสารเชิงรุก และการออกแบบระบบดักตะกอนแบบมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบริหารจัดการวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค และเป็นบทเรียนสำคัญในการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การสื่อสารและการแก้ไขปัญหามีความรวดเร็ว ตรงจุด และยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังอยู่ที่การประสานงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่แหล่งกำเนิดสารมลพิษอยู่ในพื้นที่นอกเขตอธิปไตยไทย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในระดับรัฐมนตรีและความต่อเนื่องของนโยบายเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน, 4 มิถุนายน 2568
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

‘ไดกิ้น’ ส่ง “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ยกระดับอากาศสถานศึกษาเชียงราย

ห้องเรียนปลอดฝุ่นนวัตกรรมเพื่ออนาคตเด็กไทยจากไดกิ้น

เชียงราย, 21 พฤษภาคม 2568 – ในยามที่หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ปกคลุมท้องฟ้าของจังหวัดเชียงราย เด็ก ๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้องเผชิญกับภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของพวกเขา อากาศที่ปนเปื้อนมลพิษภายในอาคารกลายเป็นปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญกับปัญหาฝุ่นควันอย่างต่อเนื่อง เรื่องราวของเด็กน้อยวัย 5 ขวบที่ต้องหยุดเรียนบ่อยครั้งเพราะอาการภูมิแพ้กำเริบจากฝุ่นละออง กลายเป็นภาพสะท้อนของความท้าทายที่สถานศึกษาทั่วประเทศกำลังเผชิญ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายนี้ ไดกิ้น ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมระบบปรับอากาศ ได้ก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการเปิดตัว ห้องเรียนปลอดฝุ่น” โครงการต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ด้านคุณภาพอากาศภายในอาคารแห่งแรกในภาคเหนือ ณ โรงแรมแสนโฮเทล เชียงราย ซึ่งไม่เพียงเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศในสถานศึกษา แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับเด็กปฐมวัยทั่วประเทศไทย

เมื่อภัยเงียบจากฝุ่นละอองรุกคืบ

ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เด็ก ๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมักใช้เวลานานในห้องเรียนที่มีระบบระบายอากาศไม่เพียงพอ ทำให้มลพิษจากภายนอกและภายในอาคารสะสมตัว ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วย เช่น ภูมิแพ้ หอบหืด หรือแม้แต่พัฒนาการที่ล่าช้า

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่เปิดโล่ง แต่ภายในอาคารเองก็เป็นแหล่งสะสมของมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละออง สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากวัสดุก่อสร้าง หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการหายใจของเด็ก ๆ และบุคลากรในห้องเรียนที่หนาแน่น สถานการณ์นี้กลายเป็นแรงผลักดันให้ไดกิ้นและพันธมิตรตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศในสถานศึกษา โดยเฉพาะในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่เด็ก ๆ ใช้เวลาเกือบทั้งวัน

การรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ ความร่วมมือเพื่ออนาคต

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ไดกิ้นได้จับมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน ได้แก่ กรมอนามัย กรมการปกครอง สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึง บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ร่วมกันพัฒนาโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ที่สามารถขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่น ๆ ทั่วประเทศ

โครงการนี้ได้รับเกียรติจาก นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดตัวเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมแสนโฮเทล เชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ภายในงานมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ ปัญหาคุณภาพอากาศภายในอาคารและการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารสาธารณะและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษทางอากาศและแนวทางการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

ห้องเรียนปลอดฝุ่น

หัวใจสำคัญของโครงการ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” คือการติดตั้ง ระบบระบายอากาศประสิทธิภาพสูง และ ระบบกรองอากาศ HRV (Heat Reclaim Ventilation) ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพอากาศภายในอาคารอย่างครบวงจร ระบบนี้สามารถกรองฝุ่นละออง PM2.5 และมลพิษจากภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนนำอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ห้องเรียน พร้อมติดตั้ง เซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ครูและผู้ดูแลสามารถเฝ้าระวังและบริหารจัดการคุณภาพอากาศได้อย่างต่อเนื่อง

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งของห้องเรียนปลอดฝุ่นแห่งแรกในภาคเหนือ และได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรมอนามัยในฐานะที่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัย นอกจากนี้ ยังมีการอบรมครูและเจ้าหน้าที่ในศูนย์เพื่อเสริมสร้างทักษะในการดูแลระบบคุณภาพอากาศอย่างยั่งยืน

นายคาสุฮิสะ ฮินาสึ กรรมการบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไดกิ้นมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดีภายในอาคารมีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและสติปัญญา เราเชื่อว่านวัตกรรมของเราจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เสี่ยง และสามารถขยายผลไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศไทย”

สร้างอนาคตที่ยั่งยืน

การเปิดตัวห้องเรียนปลอดฝุ่นไม่ใช่เพียงการติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โครงการนี้เป็นตัวอย่างของการผสานนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เด็ก ๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยจากมลพิษ ลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจและภูมิแพ้ ขณะที่ครูและบุคลากรได้รับความรู้และเครื่องมือในการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์ของโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งเดียว ไดกิ้นและพันธมิตรตั้งเป้าที่จะขยายผลไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยใช้ห้องเรียนปลอดฝุ่นแห่งนี้เป็นต้นแบบในการพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศในอาคารที่ปลอดภัยและยั่งยืน การลงทุนในคุณภาพอากาศวันนี้จึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและอนาคตของเด็กไทยในวันหน้า

ทำไมห้องเรียนปลอดฝุ่นถึงสำคัญ

การจัดการคุณภาพอากาศในสถานศึกษาไม่เพียงช่วยปกป้องสุขภาพของเด็กและบุคลากร แต่ยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้และพัฒนาการในระยะยาว การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5 และ VOCs เป็นเวลานานอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง เช่น โรคหอบหืด ภูมิแพ้ หรือแม้แต่ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง การติดตั้งระบบระบายอากาศและกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสามารถลดความเข้มข้นของมลพิษเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของเด็ก

นอกจากนี้ การอบรมบุคลากรในสถานศึกษาให้มีความรู้และทักษะในการจัดการคุณภาพอากาศยังช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ครูและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมจะสามารถดูแลและบำรุงรักษาระบบได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนรอบข้าง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ฝุ่น PM2.5 และผลกระทบต่อเด็ก จากรายงานของ IQAir ในปี 2566 ประเทศไทยติดอันดับที่ 36 ของโลกในด้านมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ภาคเหนือเผชิญกับระดับ PM2.5 สูงเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเฉลี่ยในเชียงรายพบระดับ PM2.5 สูงถึง 50-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในบางวัน
  • ผลกระทบต่อสุขภาพ การศึกษาโดยกรมอนามัยระบุว่า เด็กปฐมวัยที่สัมผัสกับ PM2.5 ในระดับสูงมีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น 30% และอาจมีพัฒนาการทางสติปัญญาลดลง 10-15% เมื่อเทียบกับเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศบริสุทธิ์
  • คุณภาพอากาศในอาคาร จากข้อมูลของสมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร พบว่า 80% ของอาคารสถานศึกษาในประเทศไทยมีระบบระบายอากาศที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้มีการสะสมของ CO2 และฝุ่นละอองภายในอาคารในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภา

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอนามัย สมาคมส่งเสริมคุณภาพอากาศในอาคาร
  • บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  •  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH

“วัยรุ่นท้องพุ่ง” อายุ 10-14 ปี ขอคำปรึกษาเพิ่ม รัฐเร่งแก้ปัญหา

ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยพุ่งสูง รัฐเร่งดำเนินมาตรการป้องกัน

อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้น เกินมาตรฐานสากลของ UN

กรุงเทพฯ, 3 มีนาคม 2568 – นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับ ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยในปี 2567 โดยพบว่า อัตราการคลอดบุตรในช่วงอายุ 10 – 14 ปี เพิ่มขึ้นเป็น 0.93 ต่อพันคน ซึ่งสูงกว่าปี 2566 ที่อยู่ที่ 0.77 ต่อพันคน และเกินกว่าเป้าหมายของ องค์การสหประชาชาติ (UN) ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.7 ต่อพันคน

ยอดขอคำปรึกษาเรื่องตั้งครรภ์ไม่พร้อมเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจาก DOH Dashboard ระบุว่า ในปี 2567 มีวัยรุ่นอายุ 10 – 14 ปี ขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อม ผ่านช่องทางออนไลน์และสายด่วน รวม 46,893 ราย หรือเฉลี่ย 128 รายต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีจำนวน 44,574 ราย

สาเหตุหลักของการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าสาเหตุหลักของปัญหานี้ประกอบด้วย:

  1. ขาดความรู้และความเข้าใจเรื่องเพศศึกษา – วัยรุ่นจำนวนมากไม่ได้รับความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถป้องกันตนเองได้
  2. การถูกล่วงละเมิดทางเพศ – เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเด็กหญิงวัยต่ำกว่า 15 ปี จำนวนไม่น้อยถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยคนใกล้ชิด
  3. ขาดแหล่งให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย – แม้ว่าจะมีสายด่วน 1663 และช่องทางออนไลน์ แต่ยังมีเด็กหญิงจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตนเองสามารถขอความช่วยเหลือได้จากช่องทางเหล่านี้

มาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

เพื่อลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วน ดังนี้:

  1. ให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเชิงรุกในโรงเรียนและครอบครัว – สนับสนุนให้โรงเรียนสอนเพศศึกษาอย่างครอบคลุมและส่งเสริมให้พ่อแม่ให้ความรู้กับบุตรหลาน
  2. ขยายช่องทางให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่าย – เปิดช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียให้วัยรุ่นสามารถขอคำปรึกษาได้อย่างสะดวก
  3. ส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิด – กระจายถุงยางอนามัยและยาคุมกำเนิดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
  4. พัฒนาโครงการช่วยเหลือแม่วัยใส – สนับสนุนให้แม่วัยรุ่นสามารถศึกษาต่อและเข้าถึงโอกาสทางอาชีพ

ข้อคิดเห็นจากทั้งสองมุมมอง

  • ฝ่ายสนับสนุนมาตรการของรัฐ มองว่ามาตรการป้องกันและให้ความรู้เชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และสนับสนุนให้เด็กหญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ
  • ฝ่ายที่กังวล ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาหลักยังคงอยู่ที่ โครงสร้างสังคมและการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งต้องการการแก้ไขในเชิงลึกมากกว่าการให้ความรู้และการแจกอุปกรณ์ป้องกันเพียงอย่างเดียว

สถิติที่เกี่ยวข้องกับข่าว

จากข้อมูลของ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และองค์การสหประชาชาติ (UN) พบว่า:

  • อัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยอายุ 10 – 14 ปี ในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 0.93 ต่อพันคน เกินเป้าหมายของ UN ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.7 ต่อพันคน
  • จำนวนวัยรุ่นที่ขอคำปรึกษาเรื่องตั้งครรภ์ไม่พร้อมเพิ่มขึ้นเป็น 46,893 รายในปี 2567 หรือเฉลี่ย 128 รายต่อวัน
  • เด็กหญิงวัยต่ำกว่า 15 ปี จำนวนมากเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
  • UN ระบุว่า ประเทศที่มีอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นต่ำที่สุดมักมีการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อยและเปิดโอกาสให้วัยรุ่นเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ได้ง่าย

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข / องค์การสหประชาชาติ (UN) / DOH Dashboard

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
HEALTH NEWS

กรมอนามัย เตือนกิน จิ้งจก-ตุ๊กแก ระวังเสี่ยงติดเชื้อในทางเดินอาหาร

 

 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนจากข้อมูลที่แชร์บนโลกออนไลน์ กินจิ้งจก ตุ๊กแก หวังเสริมสมรรถนะทางเพศ ไม่เป็นความจริง ชี้ประชาชน ไม่ควรกิน เพราะยังไม่มีงานวิจัยรองรับถึงประโยชน์ตามที่กล่าวอ้าง พร้อมแนะประชาชนดูแลตนเองอย่างเหมาะสม เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับให้เพียงพอ ลดการดื่มแอลกอฮอล์และเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพื่อสุขอนามัยที่ดี

 

        นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากกรณีข้อมูลที่แชร์บนโลกออนไลน์ หนุ่มใหญ่อายุ 59 ปี จับจิ้งจกมากินโชว์ อ้างว่าจิ้งจกมีสรรพคุณเป็นยาโด๊ป กินเป็นประจำจะทำให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะสุภาพบุรุษ จะเพิ่มสมรรถภาพทางเพศภายในสามชั่วโมงหลังจากกินรวมทั้งสื่อต่างประเทศรายงานข่าว หนุ่มใหญ่ชาวไทยอีกเช่นเคย กินตุ๊กแกเป็นอาหารเพื่อปรับปรุงสมรรถภาพทางเพศ โดยใช้วิธีกินดิบไม่ปรุงสุกเพราะเชื่อว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งในความเป็นจริงนั้น การกินจิ้งจก และตุ๊กแกอาจมีโอกาสได้รับเชื้อโปรโตรซัวที่อยู่ในสัตว์เลื้อยคลาน เพราะจิ้งจกและตุ๊กแกดำรงชีวิตด้วยการกินอาหารสด จำพวกแมลงหรือสัตว์ขนาดเล็กที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือปวดท้องบิดได้ โดยเฉพาะในมูลของจิ้งจก ตุ๊กแก อาจมีเชื้อราปนเปื้อน และเชื้อซาลโมเนลลาที่เป็นพาหะโรคอุจจาระร่วง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ รวมทั้งตุ๊กแกดิบ ๆ อาจได้รับอันตรายเพราะตุ๊กแกเป็นสัตว์ที่มีฟันที่แหลมคมกัด รวมทั้งการได้ตามจับตุ๊กแกก็เสี่ยงต่อสัตว์มีพิษชนิดอื่นๆ ได้ เนื่องจากตุ๊กแกไม่ใช่สัตว์ที่เพาะเลี้ยงเพื่อใช้บริโภค จึงต้องหาจากป่า สวน หรือบริเวณบ้านเรือน อีกทั้ง หากไม่มีกระบวนการชำแหละ จะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อก่อโรคได้

 

        ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้ว่า จิ้งจก หรือตุ๊กแกสามารถเสริมสมรรถภาพทางเพศหรือรักษาโรคได้จริงหรือไม่ สำหรับชายหนุ่มที่ต้องการมีสมรรถนะทางเพศที่แข็งแรง ควรเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ไข่ ถั่ว เนื้อหมู เนื้อวัว หอยนางรม เหล่านี้เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน วิตามินอีและสังกะสี ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงและบำรุงระบบสืบพันธุ์ ลดการดื่มแอลกอฮอล์และเลี่ยงการสูบบุหรี่ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็สามารถมีสุขอนามัยที่ดี ลดความเสี่ยงในการบริโภคจิ้งจก หรือตุ๊กแกที่จะได้รับเชื้อก่อโรคได้

 
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News