Categories
AROUND CHIANG RAI ENVIRONMENT

เปิดยุทธศาสตร์เชียงรายฟ้าใส CLEAR Sky Strategy ผสานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและแผนลดก๊าซเรือนกระจกยั่งยืน

เชียงรายขยับนโยบายอากาศสะอาดเต็มรูปแบบ ผนึกข้ามแดน คุมเผา เข้าสู่แผน Net Zero รับมือฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบ

เชียงราย,วันที่11 มีนาคม 2569 – หมอกควันที่ลอยคลุมเมืองในช่วงเปลี่ยนฤดูของภาคเหนือ ไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิตประจำวันอีกต่อไป หากกลายเป็นแรงกดดันที่บังคับให้ทุกภาคส่วนต้องขยับจากการรับมือแบบปีต่อปี ไปสู่การจัดการที่มีระบบมากขึ้น ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมง จังหวัดเชียงรายได้เห็นทั้งการเปิดเวทีความร่วมมือระดับลุ่มน้ำโขง การย้ำมาตรการรับมือฝุ่นในพื้นที่อย่างเข้มข้น การประชุมวางกรอบลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และการติดตามจากผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีต่อปัญหาที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับเชียงราย ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สุขภาพ ความมั่นคงชายแดน และทิศทางการพัฒนาจังหวัดทั้งหมดในเวลาเดียวกัน

สองวันของการขยับนโยบายในเชียงราย ระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 มีนาคม 2569 สะท้อนภาพใหม่ของการจัดการฝุ่น PM2.5 ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การฉีดน้ำหรือสั่งห้ามเผา แต่กำลังขยายไปสู่ความร่วมมือข้ามพรมแดน การบังคับใช้มาตรการเชิงพื้นที่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง และการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด เพื่อทำให้คำว่าอากาศสะอาดไม่เป็นเพียงเป้าหมายตามฤดูกาล หากเป็นวาระการพัฒนาเมืองในระยะยาวอย่างแท้จริง

จากหมอกควันข้ามแดนสู่สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง

จุดเริ่มต้นสำคัญของการขยับเชิงนโยบายในรอบนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีการเปิดตัว “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ในกรอบการประชุม GMS Breath Council Forum 2026 โดยรายงานจากสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายและเวทีที่เกี่ยวข้องระบุว่า การรวมตัวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคีจากไทย สปป.ลาว และเมียนมา ให้ขยับจากการหารือเชิงหลักการ ไปสู่กลไกการทำงานร่วมกันมากขึ้นในระดับพื้นที่จริง พร้อมเชื่อมต่อกับ “ปฏิญญาเชียงราย” และแนวทางของยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ที่ไทย ลาว และเมียนมาได้ผลักดันร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2573

สาระที่สำคัญของเวทีนี้อยู่ตรงการยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ปัญหาฝุ่นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ไม่สามารถอธิบายหรือแก้ไขได้ด้วยกรอบการปกครองภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะหมอกควันไม่ได้หยุดอยู่ที่แนวชายแดน และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบหายใจของประชาชนก็ไม่ได้แยกออกเป็นสัญชาติ เวที “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง” จึงถูกวางให้เป็นกลไกภาคประชาชนและภาคีพื้นที่ ที่จะช่วยต่อยอดจากกรอบรัฐต่อรัฐ ไปสู่ความร่วมมือแบบ “ท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น” ซึ่งถูกสื่อสารในงานด้วยคำว่า Local-to-Local และ Operational Diplomacy หรือทูตเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นการแก้ปัญหาหน้างานผ่านความสัมพันธ์ของคนชายแดน ไม่ใช่รอเพียงการสั่งการจากส่วนกลางอย่างเดียว

ในเวทีดังกล่าว นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถูกอ้างอิงว่าได้วางบทบาทของเชียงรายให้เป็น “ห้องปฏิบัติการนโยบาย” ภายใต้ CLEAR Sky Strategy พร้อมระบุว่าจังหวัดได้เริ่มทำแนวกันไฟร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และกำหนดเป้าหมายลดจุดความร้อนลง 50 เปอร์เซ็นต์เพื่อมุ่งสู่ “เชียงรายฟ้าใส” และภาพของเมืองแห่งสุขภาพหรือ Wellness City ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ได้เสนอแนวทาง “เกษตรไม่ต้องเผา” โดยยกตัวอย่างพืชและกิจกรรมทางเลือกที่มีมูลค่าสูงกว่าพืชเชิงเดี่ยวเดิมหลายเท่า เช่น เมล็ดพันธุ์ฟักทองญี่ปุ่นและการเลี้ยงไก่ดำ พร้อมผลักดันให้รัฐบาลเร่งพิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดภายใน 60 วันหลังเปิดสภา เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ชัดเจนกว่านี้ในการดูแลคุณภาพอากาศในปีต่อไป

มาตรการเร่งด่วนของเชียงรายในวันที่ค่าฝุ่นยังบีบคั้น

แม้เวทีความร่วมมือข้ามแดนจะฟังดูเป็นการเมืองเชิงนโยบายระดับสูง แต่ในภาคปฏิบัติ จังหวัดเชียงรายยังต้องเผชิญโจทย์เร่งด่วนในแต่ละวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า เช้าวันที่ 10 มีนาคม 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบมีค่าระหว่าง 14.2 ถึง 58.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยจุดที่เกินค่ามาตรฐานและอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพในเชียงราย ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง 43.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 49.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียงพาคำ อำเภอแม่สาย 58.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้จังหวัดจะมีมาตรการคุมเผาอยู่แล้ว แต่ฝุ่นควันในพื้นที่ยังอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนและเมืองหลักของจังหวัด

เมื่อพิจารณาควบคู่กับการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้เพิ่งเริ่มขยับในวันที่ 10 มีนาคม สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ได้กำหนดกรอบ “ห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด” ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อน 50 เปอร์เซ็นต์ให้เหลือไม่เกิน 2,053 จุด และลดพื้นที่เผาไหม้ลง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังระบุชัดว่า หากสถานการณ์รุนแรงสามารถปิดป่า ลงทะเบียนผู้เข้าใช้พื้นที่เสี่ยง และใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นได้ทันที นี่ทำให้เห็นว่าเส้นทางของเชียงรายในปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่การ “ขอความร่วมมือ” เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มผสมผสานระหว่างการรณรงค์ การกดดันทางกฎหมาย และการติดตามข้อมูลรายสัปดาห์อย่างจริงจังมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายยังได้กำหนดกรอบมาตรการไว้ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยแบ่งช่วงต้นปีเป็นช่วงขอความร่วมมืองดเผา และยกระดับเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป รวม 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลง 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช โดยส่งเสริมการไถกลบและทำปุ๋ยแทนการเผา ความต่อเนื่องของข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แม้ข้อความบางส่วนในสื่อสารท้องถิ่นจะยังใช้คำว่า “60 วันปลอดการเผา” อยู่บ้าง แต่กรอบปฏิบัติจริงของจังหวัดในปี 2569 คือช่วงห้ามเผาเด็ดขาดที่ยาวและเข้มข้นกว่านั้นอย่างชัดเจน

จากชิงเผาสู่ชิงเก็บ และการดูแลคนเปราะบางให้รอดก่อน

สิ่งที่น่าสนใจในมาตรการของเชียงรายปีนี้ คือการพยายามเปลี่ยนวิธีคิดจากการบริหารเชื้อเพลิงแบบเดิม ไปสู่แนวทาง “ชิงเก็บ” มากขึ้น รายงานของจังหวัดระบุว่า เศษวัสดุทางการเกษตรควรถูกนำไปใช้ประโยชน์ในรูปของปุ๋ยหรือพลังงานชีวมวล แทนการเผาที่สร้างฝุ่นสะสมซ้ำแล้วซ้ำอีก มาตรการนี้แม้ยังต้องพิสูจน์ผลในทางเศรษฐกิจและการปฏิบัติจริง แต่สะท้อนว่าจังหวัดเริ่มยอมรับแล้วว่าปัญหา PM2.5 จะไม่จบ หากทางเลือกทางเศรษฐกิจของคนในพื้นที่ยังคงผูกติดกับการเผาเป็นหลักเพียงอย่างเดียว แนวคิดนี้จึงสอดคล้องอย่างมากกับข้อเสนอ “เกษตรไม่ต้องเผา” จากเวทีสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง ที่มองว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำให้คนในพื้นที่มีรายได้จากทางเลือกอื่นที่ไม่ต้องจุดไฟด้วย

ในมิติการคุ้มครองสุขภาพ จังหวัดเชียงรายยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 จังหวัดได้เริ่มสำรวจและเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น” หรือ Safety Zone ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รวมถึงให้หน่วยงานสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดพื้นที่ปลอดภัยและแจกจ่ายหน้ากาก โดยเฉพาะหน้ากาก N95 ให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ มาตรการนี้ยังถูกย้ำอีกครั้งในการประชุมและการสั่งการปี 2569 สะท้อนว่า เชียงรายพยายามไม่ปล่อยให้การจัดการฝุ่นเป็นแค่เรื่องของป่าและไร่ หากผูกกับระบบสาธารณสุขและความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนตัวเล็กตัวน้อยด้วย

นอกจากนี้ จังหวัดยังใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์และเชิงบริหารควบคู่กัน เช่น การปล่อยขบวนรถฉีดพ่นละอองน้ำและล้างถนนพร้อมกันหลายพื้นที่ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 ซึ่งสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเป็นการแสดงพลังร่วมของทั้งจังหวัดเพื่อ “คืนลมหายใจ” ให้คนเชียงราย แม้มาตรการลักษณะนี้จะไม่อาจแก้ปัญหาฝุ่นในเชิงต้นเหตุได้ทั้งหมด แต่ก็มีนัยในเชิงการสื่อสารสาธารณะและการสร้างแรงกดดันทางสังคมให้ทุกฝ่ายตระหนักว่า ช่วงเวลานี้คือห้วงเฝ้าระวังสูงสุด ไม่ใช่เวลาที่จะนิ่งเฉยต่อการเผาหรือปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา

เช้าวันที่ค่าฝุ่นคลี่ตัว แต่โจทย์ใหญ่ยังไม่จบ

ข้อมูลเช้าวันที่ 11 มีนาคม 2569 จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่รับผิดชอบลดลงเหลือ 13.0 ถึง 40.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และจุดที่เกินค่ามาตรฐานวันนั้นปรากฏเฉพาะในเชียงใหม่และลำพูน ไม่ปรากฏชื่อสถานีในเชียงรายแล้ว ตัวเลขนี้นับเป็นสัญญาณบวกในเชิงสถานการณ์เฉพาะหน้า เพราะอย่างน้อยสะท้อนว่าความกดดันในพื้นที่เชียงรายผ่อนลงบ้างเมื่อเทียบกับเช้าวันก่อนหน้า แต่ในเชิงนโยบาย มันยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของปัญหา เพราะฝุ่นในภาคเหนือมีลักษณะผันผวนตามสภาพอากาศ การระบายอากาศ และหมอกควันข้ามแดนอย่างมาก วันหนึ่งอาจดีขึ้น แต่อีกวันก็อาจกลับมาพุ่งสูงได้อีก หากต้นเหตุยังไม่ได้รับการจัดการร่วมกันอย่างจริงจังทั้งในจังหวัดและข้ามประเทศ

นี่เองที่ทำให้การประชุมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 มีความหมายเกินกว่าการประชุมอีกห้องหนึ่งในศาลากลางจังหวัด เพราะมันคือการเริ่มย้ายสนามคิดจาก “การดับไฟและลดฝุ่นเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การออกแบบอนาคตของจังหวัดให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง” อย่างเป็นระบบ ในการประชุมดังกล่าว นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน และที่ประชุมได้รับทราบโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยระบุชัดว่าเชียงรายเป็น 1 ใน 17 จังหวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานเพื่อเดินหน้าต่อเนื่องในระยะยาว

Net Zero ของเชียงราย ไม่ได้ไกลจากเรื่องฝุ่นอย่างที่คิด

แม้คำว่า Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อาจฟังดูเป็นวาระระดับโลกที่ห่างจากปัญหาฝุ่นในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองเรื่องผูกพันกันอย่างมาก เพราะต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภาคพลังงาน การขนส่ง การจัดการของเสีย การเกษตร และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ล้วนมีจุดทับซ้อนกับสาเหตุของฝุ่น PM2.5 อยู่ไม่น้อย การประชุมเมื่อวันที่ 11 มีนาคมจึงมีนัยสำคัญในฐานะการส่งสัญญาณว่า เชียงรายกำลังเริ่มเชื่อมโจทย์หมอกควัน ไฟป่า ขยะ การขนส่ง และการใช้พลังงาน เข้าไว้ในกรอบเดียวกันของการพัฒนาจังหวัด มากกว่าการแยกเป็นปัญหารายกระทรวงเช่นที่ผ่านมา

เป้าหมายที่ที่ประชุมกล่าวถึง คือการร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งสะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้รับนโยบาย แต่เริ่มถูกผลักให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในระดับปฏิบัติการจริง หากดำเนินการต่อได้อย่างต่อเนื่อง แผนลักษณะนี้อาจนำไปสู่การทบทวนข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของจังหวัด การประเมินศักยภาพลดการปล่อยในภาคต่าง ๆ และการออกแบบแบบจำลองธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทั้งต่อภาพลักษณ์เมือง เศรษฐกิจสีเขียว และความสามารถในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

เมื่อส่วนกลางลงมาจับตา ปัญหาฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องปลายแถว

แรงกดดันอีกด้านหนึ่งที่ทำให้การแก้ฝุ่นของเชียงรายไม่อาจหยุดอยู่แค่คำสั่งจังหวัด คือการที่วันที่ 11 มีนาคม 2569 นางกอบเพชร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขต 16 ลงพื้นที่หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกำชับคือการจัดการฝุ่น PM2.5 และหมอกควันไฟป่า พร้อมย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นกับประชาชน ควบคู่กับการทำให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จุดนี้ทำให้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณภัย แต่ถูกยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของวาระตรวจราชการที่เชื่อมกับคุณภาพชีวิต ค่าครองชีพ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ด้วย

การที่เรื่องฝุ่นถูกพูดบนโต๊ะเดียวกับปัญหาน้ำปนเปื้อน ราคาน้ำมัน และยาเสพติด สะท้อนบางอย่างอย่างชัดเจนว่า สำหรับคนเชียงราย ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้อยู่แยกส่วนจากปัญหาปากท้องและความมั่นคงอีกต่อไป หมอกควันทำให้คนป่วย เด็กต้องหยุดกิจกรรมกลางแจ้ง เมืองท่องเที่ยวเสียภาพลักษณ์ เกษตรกรเผชิญแรงกดดันจากมาตรการห้ามเผา และหน่วยงานรัฐต้องใช้งบประมาณกับมาตรการป้องกันและสาธารณสุขมากขึ้น เมื่อมองเช่นนี้ การแก้ฝุ่นจึงไม่ใช่เรื่องของตัวเลข PM2.5 อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคมที่สะสมอยู่เบื้องหลังด้วย

บทสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงรายระหว่างวันที่ 10 ถึง 11 มีนาคม 2569 ที่เกิดขึ้นใกล้กันโดยบังเอิญ หากเป็นภาพของ “การจัดวางนโยบายอากาศสะอาด” ใหม่ทั้งระบบ ด้านหนึ่งจังหวัดกำลังผลักดันความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านสภาลมหายใจลุ่มน้ำโขงและ CLEAR Sky Strategy อีกด้านหนึ่งกำลังใช้มาตรการคุมเผาอย่างเข้มข้นขึ้น ดูแลกลุ่มเปราะบางมากขึ้น และในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มเชื่อมปัญหาหมอกควันเข้ากับกรอบ Net Zero และการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำในระยะยาว ทั้งหมดนี้ชี้ว่า เชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนจากการวิ่งไล่ตามวิกฤต ไปสู่การออกแบบกลไกรับมือที่มีชั้นเชิงมากขึ้น แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ก็ตาม

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ค่าฝุ่นในวันพรุ่งนี้จะลดลงอีกหรือไม่ แต่คือจังหวัดจะรักษาแรงส่งนี้ให้ไปต่อได้แค่ไหน ความร่วมมือข้ามแดนจะเปลี่ยนเป็นการทำงานหน้างานจริงได้หรือไม่ ทางเลือกเศรษฐกิจแบบไม่เผาจะลงถึงมือชาวบ้านมากเพียงใด และแผน Net Zero ระดับจังหวัดจะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องประชุมได้อย่างไร หากเชียงรายทำให้ทั้ง 3 ชั้นนี้เดินไปด้วยกันได้จริง คือความร่วมมือระดับภูมิภาค มาตรการเข้มข้นในพื้นที่ และการวางแผนระยะยาวเชิงคาร์บอน เมืองชายแดนแห่งนี้อาจไม่เพียงรับมือฝุ่นได้ดีขึ้น แต่ยังอาจกลายเป็นต้นแบบของการจัดการอากาศสะอาดที่เชื่อมสุขภาพ เศรษฐกิจ และความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมในระดับประเทศได้ด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายจ่ายแล้วเงินล้างโคลนท่วม ครัวเรือนละหมื่น

จังหวัดเชียงรายจ่ายเงินค่าล้างโคลนให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วม หลังคาเรือนละ 10,000 บาท

เชียงราย – 26 มีนาคม 2568 ที่อาคารเจียงแสน ศูนย์ประชุมนครเชียงราย (GMS) นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยและร่วมแจกจ่ายเงินค่าล้างโคลนจำนวนครอบครัวละ 10,000 บาท ให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาลนครเชียงราย โดยมีผู้ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น 7,483 ครัวเรือน

การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการฟื้นฟู

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2567 จังหวัดเชียงรายได้ยื่นขอการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ซึ่งได้รับการอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงินรวม 300 ล้านบาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ และค่าล้างทำความสะอาดดินโคลน รวมถึงซากวัสดุในที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ การจัดสรรงบประมาณแบ่งเป็น 134,776,273 บาท สำหรับอำเภอแม่สาย และ 157,370,976 บาท สำหรับอำเภอเมืองเชียงราย รวมทั้งสิ้น 292,143,249 บาท โดยจะดำเนินการแจกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 เมษายน 2568

เสียงจากฝ่ายปกครองและการดำเนินการต่อเนื่อง

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าการช่วยเหลือครั้งนี้ถือเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น แม้ว่าจังหวัดเชียงรายจะได้รับงบประมาณช่วยเหลือก่อนหน้านี้แล้วกว่า 100 ล้านบาท แต่ยังไม่เพียงพอเนื่องจากมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบมาก

ด้าน นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงรายได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในหลายด้าน ทั้งการฟื้นฟูและการเยียวยาเบื้องต้น แต่เนื่องจากงบประมาณท้องถิ่นมีจำกัด การได้รับการสนับสนุนเงินจากจังหวัดครั้งนี้จะช่วยให้การฟื้นฟูดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ เทศบาลยังมีแผนการป้องกันระยะยาว โดยเตรียมโครงการก่อสร้างแนวตลิ่งตลอดแม่น้ำกก ระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมในอนาคต

ขั้นตอนการขอรับเงินค่าล้างโคลน

ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์สามารถยื่นขอรับเงินได้โดยใช้เอกสารดังนี้:

  • บัตรประชาชนตัวจริงและสำเนาบัตรประชาชนที่รับรองสำเนาถูกต้อง
  • กรณีมอบอำนาจ ต้องมีสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีสิทธิ์และผู้รับมอบอำนาจ พร้อมหนังสือมอบอำนาจที่ลงลายมือชื่อครบถ้วน
  • เอกสารทั้งหมดต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการที่กำหนด

ความเห็นที่เป็นกลางจากทั้งสองฝ่าย

  • ฝ่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ : ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณต่อการสนับสนุนจากภาครัฐที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันเวลา อย่างไรก็ตาม หลายครัวเรือนยังคงกังวลเกี่ยวกับการฟื้นฟูในระยะยาว เนื่องจากการทำความสะอาดบ้านเรือนและการซ่อมแซมโครงสร้างยังคงต้องใช้เวลาและทรัพยากรเพิ่มเติม
  • ฝ่ายหน่วยงานรัฐ : ฝ่ายราชการยืนยันว่าพร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งด้านการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและการเตรียมโครงการป้องกันน้ำท่วมในอนาคต นอกจากนี้ ยังเตรียมการขอรับงบประมาณเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดหาเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์จำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยต่อไป

สถิติที่เกี่ยวข้องและแหล่งข้อมูล

  • จำนวนผู้ได้รับการช่วยเหลือในเขตเทศบาลนครเชียงราย: 7,483 ครัวเรือน (สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย)
  • งบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือ: 292,143,249 บาท (สำนักงบประมาณจังหวัดเชียงราย)
  • ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย: มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 500 ล้านบาท (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

คุมเข้มชายแดน อ.แม่สาย ไทย-เมียนมาประชุม กำแพง-ขุดลอก

ไทย-เมียนมา ประสานงานสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งแม่น้ำสาย หวังลดผลกระทบฤดูน้ำหลาก

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทย-เมียนมา ลงพื้นที่สำรวจพิกัดแนวกำแพงป้องกันตลิ่ง

เชียงราย, 11 มีนาคม 2568 – เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเชียงราย และหน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา ประจำพื้นที่ 1 (TBC) กรมแผนที่ทหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบตำแหน่งค่าพิกัดแนวกำแพงหินคอนกรีตป้องกันตลิ่งในพื้นที่ชุมชนปงถุน และชุมชนท่าล้อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำสายและอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีการกำหนดพื้นที่ดำเนินการก่อสร้าง 3 จุด ได้แก่:

  1. จุดก่อสร้างกำแพงหินคอนกรีตป้องกันตลิ่งตรงข้ามสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1
  2. จุดก่อสร้างกำแพงหินคอนกรีตป้องกันตลิ่งใต้สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 1
  3. จุดก่อสร้างกำแพงหินคอนกรีตป้องกันตลิ่งบริเวณหลังโรงแรมอารัว

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดพิกัดแนวเขตแดน หลังจากฝ่ายเมียนมาได้ดำเนินการปรับพื้นที่ริมฝั่งเพื่อเตรียมสร้างกำแพงป้องกันน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ก่อนฤดูฝนปีนี้

การประชุมความร่วมมือ ไทย-เมียนมา เพื่อพัฒนาแนวป้องกันแม่น้ำสาย

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยนายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย และคณะ ได้เดินทางไปร่วมประชุมกับฝ่ายจังหวัดท่าขี้เหล็ก ณ โรงแรมวันจีวัน โดยมีนายประสงค์เป็นประธานฝ่ายไทย และนายซอ วิน ผู้อำนวยการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาระบบแม่น้ำ เป็นประธานฝ่ายเมียนมา

การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีหารือเกี่ยวกับผลการสำรวจแนวเขตลำน้ำสาย-แม่น้ำรวก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการป้องกันน้ำท่วมของทั้งสองประเทศ โดยมีการหารือเกี่ยวกับแนวทางการขุดลอกแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก เพื่อป้องกันการตื้นเขินและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงฤดูฝน

ที่ประชุมมีมติให้รายงานผลการประชุมไปยัง คณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมา (JCR) เกี่ยวกับเส้นเขตแดนคงที่ช่วงแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก เพื่อขอความเห็นชอบในการดำเนินการขุดลอกแม่น้ำอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการขุดลอกแม่น้ำสาย-แม่น้ำรวก แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความคาดหวังให้ดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2568 ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน

แนวโน้มและผลกระทบจากการก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่ง

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  • ลดความเสียหายจากน้ำท่วม – กำแพงป้องกันตลิ่งสามารถช่วยลดผลกระทบจากการกัดเซาะของน้ำในช่วงฤดูฝน ทำให้ชุมชนริมแม่น้ำมีความปลอดภัยมากขึ้น
  • เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ – โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของไทยและเมียนมา ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศ
  • พัฒนาแนวเขตแดนที่ชัดเจนขึ้น – การกำหนดพิกัดแนวกำแพงป้องกันตลิ่งจะช่วยให้มีการจัดการเขตแดนระหว่างสองประเทศที่เป็นระบบมากขึ้น

ข้อกังวลจากบางฝ่าย

  • ผลกระทบต่อระบบนิเวศ – นักอนุรักษ์บางกลุ่มกังวลว่าการก่อสร้างแนวกำแพงอาจส่งผลต่อกระแสน้ำและระบบนิเวศของแม่น้ำสาย รวมถึงสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว
  • ความล่าช้าของโครงการขุดลอกแม่น้ำ – แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเห็นพ้องต้องกันว่าควรขุดลอกแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินงานจริง ซึ่งอาจส่งผลให้การระบายน้ำในฤดูฝนไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์ไว้

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา (2567) ระบุว่า เชียงรายมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,800 มิลลิเมตรต่อปี และคาดการณ์ว่าปี 2568 ปริมาณฝนอาจเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากในพื้นที่เสี่ยง
  • สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย รายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์น้ำท่วมในอำเภอแม่สายถึง 8 ครั้ง โดย 3 ครั้งเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายรุนแรง
  • ข้อมูลจากหน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา (TBC) ระบุว่า โครงการก่อสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา มีอัตราความสำเร็จเฉลี่ย 75% และคาดว่าโครงการปัจจุบันจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี

ข้อสรุป

โครงการสร้างกำแพงป้องกันตลิ่งบริเวณแม่น้ำสายเป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา ที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันปัญหาน้ำหลากและการกัดเซาะริมฝั่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความล่าช้าของโครงการขุดลอกแม่น้ำ ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา (2567) / สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย / หน่วยประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา (TBC)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE