Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

CHIANG RAI VALUE UP ชูงานวิจัยยกระดับข้าวท้องถิ่นและอาหารฟังก์ชันนัลมูลค่าสูง

ARDA ร่วมขับเคลื่อน CHIANG RAI VALUE UP ยกระดับข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของเชียงราย

เชียงราย,3 เมษายน 2569 – ที่ลานกาดจริงใจ ชั้น G ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมแสดงสินค้าเกษตรอีกงานหนึ่งของจังหวัด หากแต่เป็นภาพของความพยายามจะ “เปลี่ยนวิธีคิด” ต่ออนาคตเกษตรเชียงรายอย่างจริงจัง งาน CHIANG RAI VALUE UP ถูกจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายร่วมกับจังหวัดเชียงรายและภาคีที่เกี่ยวข้อง พร้อมการมีส่วนร่วมของ ARDA หรือสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ซึ่งเข้ามาในฐานะหน่วยงานที่ผลักดันให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่บนหิ้ง แต่เคลื่อนลงสู่พื้นที่ ลงสู่มือเกษตรกร และลงสู่ตลาดที่มีการซื้อขายจริง ความสำคัญของงานจึงไม่ได้อยู่ที่ความคึกคักของบรรยากาศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประกาศอย่างเป็นรูปธรรมว่า เชียงรายกำลังพยายามยกระดับสินค้าเกษตรจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การขาย “คุณค่า” ที่ตรวจสอบได้ มีเรื่องเล่า มีมาตรฐาน และมีราคาที่สูงขึ้นตามคุณภาพนั้นเอง

หากมองลึกลงไปอีกชั้น เวทีนี้ยังเป็นภาพสะท้อนของการรวมตัวระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งไม่เกิดขึ้นง่ายนักหากไม่มีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน ข้อมูลจากหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องยืนยันตรงกันว่า ภายในงานมีทั้งการมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การยกย่องและมอบตราสัญลักษณ์ GI การจัดนิทรรศการข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตลอดจนการนำเสนอเมนูอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฐานวัตถุดิบของเชียงราย สิ่งเหล่านี้ทำให้งานดังกล่าวมีความหมายมากกว่างานเปิดตัว เพราะมันคือการเชื่อม “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” เข้าหากันในพื้นที่เดียว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ งานวิจัย มาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่จังหวัดเกษตรส่วนใหญ่พยายามทำมานานแต่สำเร็จได้ยากหากขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ทำไมเชียงรายต้องเดินเกมมูลค่าสูง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ต้องถูกจับตาอย่างจริงจัง อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายเอง ข้อมูลพื้นฐานล่าสุดของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดมี GPP มูลค่า 116,580 ล้านบาท โดยภาคเกษตรคิดเป็น 29,466 ล้านบาท มีครัวเรือนภาคเกษตร 162,922 ครัวเรือน และแรงงานภาคเกษตรกว่า 402,033 คน ตัวเลขนี้บอกเราตรง ๆ ว่า เมื่อใดที่สินค้าเกษตรของเชียงรายขยับขึ้น เมื่อนั้นรายได้ของคนจำนวนมากก็มีโอกาสขยับขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากสินค้าเกษตรยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ผลกระทบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่แปลงนา แต่ลามไปถึงกำลังซื้อในท้องถิ่น การจ้างงาน ร้านค้า และความมั่นคงของชุมชนด้วย ฉะนั้น แนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ที่ถูกใช้ในงานนี้จึงไม่ใช่เพียงคำขวัญ หากเป็นสมการที่ตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงรายโดยตรง

ยิ่งพิจารณาเฉพาะ “ข้าว” ภาพยิ่งชัดขึ้นอีกมาก ข้อมูลปีการผลิต 2567/68 ระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีกว่า 1,183,095.89 ไร่ ให้ผลผลิต 818,770 ตัน และยังมีข้าวนาปรังอีก 344,597 ตัน ตัวเลขระดับนี้ทำให้ข้าวไม่ใช่สินค้าเกษตรธรรมดา แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเกษตรเชียงราย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญเหมือนกันคือ เมื่อทุกคนขายผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวแบบใกล้เคียงกัน ตลาดก็จะตัดสินกันที่ราคา และเมื่อเกมตัดกันที่ราคา ผู้ได้เปรียบมักไม่ใช่เกษตรกรรายย่อย ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวบนเวทีของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ชี้ว่า วันนี้ต้องแข่งขันกันที่ “ความพรีเมียม” มากกว่าปริมาณ จึงถือเป็นแกนคิดที่สำคัญ เพราะมันชี้ทิศชัดว่า จังหวัดไม่ได้ต้องการปลูกให้มากขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผลผลิตเดิมมีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านคุณภาพ มาตรฐาน เรื่องราว และการแปรรูปที่เหมาะสม

ข้าวพรีเมียมไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจจริง

หัวใจของงานนี้อยู่ที่การพยายามทำให้คำว่า ข้าวพรีเมียม กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่เพียงฉลากสวยงามบนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างชัดที่สุดคือ ข้าวหอมแม่จัน ซึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดเด่นของงาน ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2567 ของศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายระบุว่า ข้าวหอมแม่จันเป็นข้าวพื้นเมืองที่ปลูกในเชียงรายมานานกว่า 30 ถึง 40 ปี ได้รับความนิยมในรูปแบบอาหารตามสั่ง เพราะเมื่อหุงสุกแล้วมีความนุ่มเหนียวและไม่เกาะตัวมากเกินไป ที่สำคัญ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้ดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์และศึกษาคุณภาพต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2567 จนพบว่ามีผลผลิตเฉลี่ย 744 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์กข15 และขาวดอกมะลิ 105 ร้อยละ 29 และ 11 ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้ข้าวท้องถิ่นไม่ได้มีดีแค่ความทรงจำหรือรสชาติ แต่มีฐานข้อมูลวิจัยรองรับพอที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีเหตุผล

ในอีกด้านหนึ่ง ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย คือบทพิสูจน์ว่าความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ทะเบียนเลขที่ สช 62100126 เมื่อปี 2562 โดยนิยามของสินค้าชิ้นนี้ผูกกับพื้นที่ปลูกและคุณลักษณะเฉพาะด้านการหุงต้มและการบริโภคอย่างชัดเจน นี่คือจุดต่างสำคัญระหว่างการขายสินค้าเกษตรทั่วไปกับการขายสินค้าเกษตรที่มี “ที่มา” และ “การรับรอง” เมื่อสินค้ามี GI ผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเงินให้แค่ตัวเมล็ดข้าว แต่จ่ายให้กับภูมิศาสตร์ คุณภาพ และชื่อเสียงของพื้นที่ด้วย ดังนั้น การที่งาน CHIANG RAI VALUE UP มีพิธีมอบตราสัญลักษณ์ GI ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าจังหวัดกำลังเร่งเปลี่ยนเกษตรจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่ตลาดที่ให้ค่ากับความแตกต่างเฉพาะถิ่นมากขึ้น

งานวิจัยจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเดินออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายทั่วไป คือ การมี ARDA อยู่ในสมการอย่างชัดเจน เว็บไซต์ทางการของ ARDA ระบุบทบาทองค์กรไว้ว่าเป็นหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการวิจัยการเกษตร พร้อมเชื่อมโยงผลงานให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ขณะที่ข้อมูลจากกิจกรรมของ ARDA ในช่วงต้นปี 2569 ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันว่าองค์กรกำลังย้ำบทบาทในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเกษตรของระบบวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมุ่งเชื่อม นโยบาย ทุนวิจัย นักวิจัย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และพื้นที่ เข้าหากัน ภาพนี้สอดคล้องกับสาระในถ้อยแถลงที่ผู้ใช้แนบมาอย่างชัดเจนว่า การสนับสนุนของ ARDA ต่อเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การให้ทุนเพียงรอบเดียว แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต มาตรฐานสินค้า การแปรรูป และการเชื่อมตลาดในระดับพื้นที่จริง ๆ

ในเชิงปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในงาน เช่น การส่งมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมแม่จันให้เกษตรกร หรือการนำเสนอนิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ไม่ใช่กิจกรรมแยกส่วน หากเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “วัตถุดิบตั้งต้นที่ดี” และ “องค์ความรู้ที่ใช้ได้จริง” เพราะต่อให้สินค้าใดมีเรื่องเล่าดีเพียงใด แต่หากเมล็ดพันธุ์ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพผลผลิตไม่นิ่ง หรือมาตรฐานการผลิตยังไม่พอ ก็ยากที่จะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้อย่างมั่นคง นี่เองที่ทำให้คำอธิบายจากฝั่งผู้จัดงานเรื่องการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง มีน้ำหนักมากกว่าคำโปรโมต เพราะมันแตะถึงโครงสร้างสำคัญของการพัฒนาเกษตรเชิงมูลค่าสูง นั่นคือ การเริ่มจากฐานการผลิตที่ถูกต้องก่อน แล้วจึงค่อยต่อยอดไปสู่การแปรรูปและการสร้างแบรนด์ในลำดับถัดไป

เมล็ดพันธุ์และมาตรฐานคือจุดเริ่ม ไม่ใช่ปลายทาง

ถ้ามองให้ลึกกว่างานพิธี เมล็ดพันธุ์คุณภาพกับมาตรฐานรับรองคือเสมือน “ประตูบานแรก” ของเกมมูลค่าสูง ตัวอย่างของข้าวหอมแม่จันแสดงให้เห็นชัดว่า งานวิจัยที่ดีไม่ได้จบลงที่การค้นพบพันธุ์เด่น แต่ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ ทดสอบผลผลิต วิเคราะห์คุณภาพเมล็ด และประเมินความชอบของผู้บริโภคก่อน จึงจะเกิดความมั่นใจเพียงพอสำหรับการขยายผลสู่ภาคผลิตจริง ในมุมนี้ การมอบเมล็ดพันธุ์ภายในงานจึงเป็นมากกว่าการส่งมอบของให้เกษตรกร แต่มันคือการส่งมอบ “จุดเริ่มต้นของมาตรฐาน” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ GAP การสร้างเอกลักษณ์สินค้า และการเจรจาตลาดได้ในระยะต่อไป หากไม่มีฐานแบบนี้ คำว่าเกษตรพรีเมียมก็มีโอกาสกลายเป็นเพียงป้ายสวยที่ไม่มีแรงหนุนจากคุณภาพจริงอยู่เบื้องหลัง

การมีส่วนร่วมของเกษตรกรคือหัวใจ ไม่ใช่เพียงผู้รับผล

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ สาระจากถ้อยแถลงบนเวทีของฝั่งผู้จัดงานและผู้สนับสนุน ล้วนเน้นตรงกันว่า การยกระดับครั้งนี้ต้องมีกระบวนการทำงานร่วมกับเกษตรกร ไม่ใช่ทำแทนเกษตรกร ความหมายของประโยคนี้สำคัญมาก เพราะในอดีตหลายโครงการพัฒนามักหยุดอยู่ที่การนำองค์ความรู้จากภายนอกลงไปในชุมชน แต่ไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมในระดับที่เกษตรกรเป็นเจ้าของกระบวนการจริง หากโครงการใดจะอยู่ได้ยาว ต้องทำให้เกษตรกรเห็นว่า การปรับมาตรฐาน การคัดเมล็ดพันธุ์ การแปรรูป หรือการขอใช้ตรา GI ไม่ได้เพิ่มภาระอย่างเดียว แต่เพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มโอกาสรายได้ในอนาคตด้วย ตรงนี้เองที่ทำให้การเชื่อมกลไกวิจัยกับชุมชนมีความสำคัญพอ ๆ กับการเชื่อมกลไกวิจัยกับตลาด เพราะสินค้าพรีเมียมจะไปไม่ไกล หากคนต้นน้ำยังไม่ได้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จากข้าวสู่ Eastern Lanna Food Valley เมื่อเชียงรายต่อยอดวัตถุดิบเป็นสินค้ามูลค่าสูง

แม้ “ข้าว” จะเป็นแกนกลางของงาน แต่ภาพใหญ่ของ CHIANG RAI VALUE UP กว้างกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ผู้จัดงานพยายามชี้ให้เห็นคือ เชียงรายมีศักยภาพจะเป็นแหล่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงหลากหลายชนิด ไม่ใช่มีเพียงข้าวเท่านั้น ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีสินค้าสำคัญอย่างชา กาแฟ สับปะรด ลำไย และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีทั้งขนาดการผลิตและเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะ สับปะรดภูแล ซึ่งมีพื้นที่ปลูกในอำเภอเมืองเชียงราย 27,730 ไร่ ผลผลิต 43,359 ตัน และเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มายาวนาน ขณะเดียวกัน กาแฟเชียงรายก็มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 55,395 ไร่ ผลผลิต 4,849 ตัน และเป็นแหล่งปลูกอาราบิก้าสำคัญของประเทศ เมื่อนำฐานวัตถุดิบเหล่านี้มาผูกกับแนวคิด Eastern Lanna Food Valley ที่ถูกนำเสนอในงาน ภาพที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนสินค้าเกษตรจากการขายผลสด ไปสู่การขายผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม อาหารฟังก์ชันนัล โปรตีนทางเลือก และของแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมหลายเท่า

ตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในงานอย่างเยลลี่พร้อมดื่มจากสับปะรดภูแล เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลจากเชอร์รีกาแฟ หรือเครื่องดื่มสุขภาพจากแตงกวาลัวะ สะท้อนวิธีคิดแบบใหม่ของการพัฒนาเกษตรท้องถิ่นอย่างชัดเจน นั่นคือ ไม่พยายามขายสินค้าโดยใช้ปริมาณเป็นตัวตั้ง แต่ขายผ่าน การแปรรูป เรื่องเล่าของแหล่งกำเนิด และการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มองหาอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าที่มีอัตลักษณ์มากขึ้น ในเชิงนโยบาย นี่คือการขยับจากเกษตรแบบผลผลิตนำ ไปสู่เกษตรแบบคุณค่าขับเคลื่อน ซึ่งสอดรับกับทิศทางตลาดพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับ GI และความโปร่งใสของแหล่งที่มาอย่างมาก เช่น ญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันให้การรับรองสินค้า GI ไทยแล้วอย่างน้อย 3 รายการ รวมถึงกาแฟดอยช้างจากเชียงรายด้วย สิ่งนี้ชี้ว่า หากเชียงรายเดินเกมมาตรฐานและการแปรรูปอย่างต่อเนื่อง โอกาสขยับสู่ตลาดระดับสูงก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

สับปะรดภูแลและกาแฟดอยช้างคือบทเรียนที่มองเห็นได้แล้ว

หากต้องหาตัวอย่างว่าทำไมการลงทุนกับอัตลักษณ์พื้นที่จึงสำคัญ สับปะรดภูแลและกาแฟดอยช้างคือคำตอบที่ชัดมาก สับปะรดภูแลเชียงรายได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2548 โดยระบุคุณลักษณะชัดเจนเรื่องผลขนาดเล็ก เนื้อเหลืองกรอบ กลิ่นหอม และความเหมาะสมต่อการขนส่งระยะไกล ขณะที่กาแฟดอยช้างก็ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เช่นกัน โดยชื่อเสียงของสินค้าผูกกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและกรรมวิธีการผลิตที่ทำให้เกิดคุณภาพเฉพาะตัว ที่สำคัญ กรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงรายยังชี้ให้เห็นว่า สินค้า GI ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ลอย ๆ แต่สามารถต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมระหว่างประเทศได้จริง ดังที่กาแฟดอยช้างเคยถูกยกเป็นตัวอย่างในบริบทความร่วมมือด้าน GI กับญี่ปุ่น ดังนั้น การที่เวที CHIANG RAI VALUE UP ให้พื้นที่กับสินค้าเหล่านี้ จึงเป็นการส่งสารอย่างเงียบ ๆ ว่า เชียงรายมี “แบบอย่างความสำเร็จ” อยู่แล้ว และกำลังพยายามขยายสูตรนี้ไปยังสินค้าอื่นในจังหวัด

ประเด็นที่ต้องจับตาหลังจบงาน

ถึงแม้งานครั้งนี้จะสร้างภาพบวกอย่างมาก แต่โจทย์จริงเพิ่งเริ่มต้นหลังไฟบนเวทีดับลง เพราะการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงไม่เคยสำเร็จด้วยงานเปิดตัวเพียงครั้งเดียว สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะตลาดพรีเมียมยอมจ่ายสูงกว่าก็ต่อเมื่อสินค้ามีมาตรฐานคงที่ เรื่องที่สองคือ การขยายผลเชิงพาณิชย์ ว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบและเมล็ดพันธุ์ที่มอบให้ จะถูกต่อยอดสู่ช่องทางจำหน่ายจริงได้มากน้อยเพียงใด และเรื่องที่สามคือ การแบ่งปันมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นธรรม ว่าเมื่อสินค้าแพงขึ้นแล้ว เกษตรกรต้นน้ำจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีครัวเรือนภาคเกษตรมากกว่าแสนหกหมื่นครัวเรือน เพราะหากมูลค่าเพิ่มไปค้างอยู่เพียงปลายน้ำ ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจฐานรากก็จะไม่เต็มศักยภาพตามที่ทุกฝ่ายตั้งใจไว้

อีกมิติที่ควรจับตาคือการทำให้แนวคิดนี้ไม่เป็นเพียง “โครงการเฉพาะกิจ” แต่กลายเป็นระบบงานประจำของจังหวัด ความได้เปรียบของเชียงรายคือมีฐานสินค้าอัตลักษณ์จำนวนมาก มีสถาบันการศึกษาที่ทำงานเชิงพื้นที่ มีหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานเกษตรสนับสนุน และมีตัวอย่าง GI ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือการทำให้ทุกองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิจัย การผลิตเมล็ดพันธุ์ การรับรองมาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาด หากทำได้ จังหวัดจะไม่ได้เพียงมีสินค้าเด่นรายตัว แต่จะมี “ระบบนิเวศเศรษฐกิจเกษตรมูลค่าสูง” ที่ทำให้การพัฒนาขยายผลได้เองโดยไม่ต้องรอแรงกระตุ้นเฉพาะช่วงกิจกรรม นี่คือจุดชี้ขาดว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นเพียงกระแสระยะสั้น หรือกลายเป็นการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

บทสรุป

สาระสำคัญของ CHIANG RAI VALUE UP จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนบูธหรือความคึกคักของงาน แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้างเส้นทางใหม่ให้สินค้าเกษตรของตัวเองอย่างเป็นระบบ เส้นทางนั้นเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า จังหวัดไม่อาจแข่งด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียวในโลกที่ตลาดให้ค่ากับคุณภาพ แหล่งกำเนิด มาตรฐาน และเรื่องเล่าของสินค้า จากนั้นจึงต่อยอดด้วยทุนวิจัย เมล็ดพันธุ์คุณภาพ มาตรฐาน GI งานแปรรูป และความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เมื่อมองรวมกันทั้งหมด งานครั้งนี้จึงเหมือนการวางชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์หลายชิ้นลงบนโต๊ะให้เห็นพร้อมกัน ว่าเกษตรเชียงรายจะขยับจากรายได้เดิมไปสู่รายได้ใหม่ได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ทิศทางได้ถูกประกาศชัดแล้วว่า จังหวัดกำลังเดินไปทาง การเพิ่มมูลค่าจากอัตลักษณ์และนวัตกรรม มากกว่าการวิ่งไล่ปริมาณอย่างเดียว และหากกลไกนี้เดินต่อได้จริง คนที่ควรได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเชียงรายทั้งจังหวัด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการข้าว
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

มรภ.เชียงราย ปั้น “ชาดอกซ้อ” ไทลื้อบ้านหาดบ้าย พลิกวิกฤตความหายาก สู่ Functional Tea ระดับโลก ด้วยนวัตกรรม

ดอกซ้อ” พืชพื้นถิ่นไทลื้อ พลิกวิกฤตความหายาก สู่ “Functional Tea” ระดับโลก ยุทธศาสตร์นวัตกรรมที่ท้าทายพลวัตตลาดชามูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

เชียงราย, 10 ตุลาคม 2568 – ในขณะที่ตลาดค้าปลีกชาทั่วโลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าสูงถึง 51,470 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2567 แต่พลวัตการค้าระหว่างประเทศกลับแสดงการหดตัวในกลุ่มชาดั้งเดิมอย่างน่าตกใจ แต่กระแสของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ ภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อแห่งบ้านหาดบ้าย ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้ถูกนำมาผนวกเข้ากับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับ “ชาดอกซ้อ” ซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นที่ออกดอกเพียงปีละครั้ง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าสูง (Functional Tea) ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าเกษตรเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อตอบสนองอุปสงค์ของตลาดพรีเมียมโลกที่กำลังมองหาสินค้าที่มี “เรื่องราว” และ “คุณสมบัติที่เหนือกว่า”

การเดินทางของดอกซ้อจาก “ขนมประจำเทศกาล” สู่ “ชาสุขภาพไร้คาเฟอีน” ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อ แต่ยังเป็นการก้าวเข้าสู่สนามแข่งขันระดับโลกได้อย่างถูกจังหวะ ตามข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ที่ระบุว่า ประเทศไทยควรเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาเพื่อสุขภาพเพื่อรักษาและขยายความได้เปรียบทางการค้า

จากต้นไม้พื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

ดอกซ้อ (Dok Sor) เป็นต้นไม้พื้นถิ่นทางภาคเหนือที่เป็นไม้ใหญ่ยืนต้น ซึ่งทุกส่วนของต้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เนื้อไม้นำมาทำเครื่องเรือน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ครก เขียง ซึ่งเป็นที่นิยมเนื่องจากมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ไม้ซ้อ ตัวใบใช้เป็นสมุนไพรในการต้มอาบหรือแก้ผดคัน ส่วนผลสุกสามารถนำมาขยี้แล้วกินกับข้าวเหนียว ซึ่งเป็นความรู้ด้านการใช้ประโยชน์ที่บรรพบุรุษชาวไทลื้อได้ส่งต่อกันมาเป็นเวลานาน

เดิมที ดอกซ้อมีบทบาทสำคัญทางวัฒนธรรมสำหรับชาวไทลื้อบ้านหาดบ้าย คือการนำดอกมาทำเป็น “ขนมดอกซ้อ” ซึ่งเป็นขนมที่รับประทานเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่เมืองเท่านั้น การทำขนมดอกซ้อเพื่อถวายพระในวันสงกรานต์นั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นปีใหม่ สัญญาว่าทั้งปีจะมีความเจริญรุ่งเรือง แต่ความคิดริเริ่มของชาวบ้านกลับพลิกเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ของพืชพื้นถิ่นนี้ให้ไปไกลกว่าขนมดั้งเดิม

นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย

นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญว่า “เริ่มแรกเกิดจากความคิดที่ว่า หากดอกซ้อสามารถนำมาทำขนมได้ ไฉนจึงไม่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มได้บ้าง” ความพยายามในการนำมาแปรรูปเป็นชาเริ่มต้นด้วยการลองผิดลองถูกหลายปี ก่อนที่จะได้รับความร่วมมือครั้งสำคัญจากคณะวิทยาการจัดการและคณะสังคมศาสตร์ สาขาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ภายใต้โครงการนวัตกรรมการพัฒนาและเล่าเรื่องชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัย

“ครั้งแรกที่เอามาทำเป็นน้ำดอกซ้อ เราก็ลองผิดลองถูกนานมาก เพราะไม่มีใครเคยทำมาก่อน ก็เลยต้องศึกษาจากภูมิปัญญาบ้านเรา แล้วก็ลองคิดคิดได้อะไรขึ้นมา เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพ” นางสนองเล่าให้ฟัง ตั้งแต่นั้นมา ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาได้นำมาซึ่งการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมาตรฐาน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อถึงเรื่องราว และการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนของชุมชน

การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และคุณสมบัติที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก

ชาดอกซ้อไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่มทั่วไป แต่มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากชาสมุนไพรอื่นในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายได้เสริมสร้างจุดเด่นของชาดอกซ้อในมิติทางวิทยาศาสตร์ นอกเหนือจากความหายากและมีกลิ่นเอกลักษณ์ ข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ได้เผยให้เห็นความแตกต่างพื้นฐานของผลิตภัณฑ์นี้

ประการแรก คือกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ชาดอกซ้อมีกลิ่นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากกระบวนการหมักโดยธรรมชาติ (Fermentation) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างทีเป็นธรรมชาติผ่านการตากแดด กลิ่นของมันจะหอมคล้าย “น้ำผึ้งป่า” และดอกไม้ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ไม่พบได้ทั่วไปในชาสมุนไพรทั่วไป และมีรสหวานอ่อน ๆ ในตัวชาเอง ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือกลิ่นอโรมา (Aroma) นี้ ผู้เชี่ยวชาญจากกรมป่าไม้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับผึ้งป่าที่ไปตอมต้นซ้อแล้วนำกลิ่นเนกตาร์มาสู่ดอกซ้อ เป็นเหตุให้ชาดอกซ้อมีลักษณะเฉพาะตัว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์

คุณสมบัติด้านสุขภาพที่โดดเด่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์ หัวหน้าโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและเล่าเรื่องชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ระบุว่า ชาชนิดนี้ไม่มีคาเฟอีน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่แพ้คาเฟอีน เนื่องจากไม่กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต ความไม่มีคาเฟอีนนี้เองทำให้ชาดอกซ้อกลายเป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสูงสำหรับบุคคลที่ต้องการลดการบริโภคสารกระตุ้นระบบประสาท

นอกจากนั้น ชาดอกซ้อยังช่วยผ่อนคลายและส่งเสริมการหลับสบาย เนื่องจากไม่มีคาเฟอีน และมีกลิ่นอโรมาคล้ายดอกไม้ป่า นักโภชนาการจึงแนะนำว่า ชาชนิดนี้เหมาะสำหรับการดื่มก่อนนอน ชาดอกซ้อมีสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มที่เรียกว่า “ฟลาโวนอยด์” (Flavonoids) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในชาสมุนไพรทั่วไป แต่จากการส่งตรวจในห้องแล็บ พบว่าในปริมาณชา 500 กรัม มีสารฟลาโวนอยด์อยู่สูงถึงประมาณ 600 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับชาสมุนไพรอื่นในตลาด สารกลุ่มนี้ช่วยลดไขมันในเลือด ต้านการเกิดอักเสบในร่างกาย

ความท้าทายในการผลิต และนวัตกรรมที่เปลี่ยนเกม

ความท้าทายหลักที่ขวางกั้นไม่ให้ชาดอกซ้อขยายตัวในตลาดคือ ข้อจำกัดด้านการเก็บวัตถุดิบและการรักษาคุณภาพ ดอกซ้อเป็นพืชพิเศษที่ออกดอกในช่วง ธันวาคมจนถึงเดือนเมษายน เท่านั้น ที่ยิ่งไปกว่านั้น ดอกซ้อที่เก็บมานั้นเน่าเสียง่ายมาก และต้องเก็บและนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ภายใน 1 วัน มิฉะนั้นดอกจะเหี่ยวในตอนเย็น ซึ่งทำให้การผลิตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและคุณภาพ

ไม่เพียงแต่เวลาการเก็บหรือระยะเวลาการรักษาความสด พื้นที่ปลูกดอกซ้อก็มีข้อจำกัด ต้นซ้อบางต้นใช้เวลาปลูกหลายปีกว่าจะเติบโตและออกดอกได้ การออกดอกเพียงปีละครั้งเท่านั้นนี้ ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบเพื่อให้สามารถจัดจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี

เพื่อแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพ ปริมาณ และความปลอดภัย ทีมวิจัยจึงนำ “ตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์” เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนเกมในการผลิตชาดอกซ้อ

อาจารย์ธงชัย ลาหุนะ

ด้าน ผศ.กนกวรรณ ปลาศิลาและอาจารย์ธงชัย ลาหุนะ คณะสังคมศาสตร์ สาขาคหกรรมศาสตร์ คณะวิจัยผู้พัฒนาชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัย อธิบายว่า หากตากแบบทั่วไปข้างนอก ต้องใช้เวลาประมาณ 3 วัน ซึ่งทำให้เกิดการหมัก (Fermentation) มากเกินไป และมีความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราและสิ่งปนเปื้อน เมื่อนำตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาใช้ ระยะเวลาการตากลดลงเหลือเพียง 1-2 วัน ซึ่งเป็นการเร่งให้ชาแห้งเร็วที่สุดโดยยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของชา

นวัตกรรมนี้มีประโยชน์หลากหลาย ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มปริมาณการเก็บสต็อกให้จำหน่ายได้ตลอดปี แต่ยังช่วยรักษาคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะกลิ่นต่างๆ ของชาดอกซ้อให้คงอยู่ และยังช่วยป้องกันความไม่ปลอดภัยที่อาจเกิดจากการตากภายนอก เช่น ฝุ่นละออง สัตว์ แมลง หรือเศษหญ้า ทำให้กระบวนการจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มาตรฐาน GHP และกระบวนการผลิตที่เข้มงวด

เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าชาดอกซ้อมีกระบวนการผลิตที่ถูกสุขอนามัย ทางโครงการได้ให้ความรู้และส่งเสริมเรื่อง GHP (Good Hygiene Practice) หรือสุขลักษณะที่ดีในการผลิตอาหาร ซึ่งเป็นมาตรฐานการควบคุมคุณภาพอาหารรูปแบบหนึ่งที่รับรองโดยหน่วยงานสาธารณสุข

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กนกวรรณ ปลาศิลา และอาจารย์ธงชัย ลาหุนะ จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นผู้นำร่องในการให้ความรู้เรื่องนี้ พวกเขาได้ยกตัวอย่างขั้นตอนสำคัญที่ได้เข้าไปปรับปรุงและควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อให้ชาดอกซ้อถูกผลิตตามมาตรฐานการอาหารปลอดภัย

ขั้นตอนแรก คือการคัดแยกเบื้องต้นและการทำความสะอาด เนื่องจากดอกซ้อร่วงลงพื้นก่อนจึงมีการเก็บ จึงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ขั้นตอนแรกคือการคัดแยกดอกที่เสีย ดอกที่ไม่สมบูรณ์ หรือดอกที่มีการปนเปื้อนแมลงออกไปก่อน หลังจากนั้นต้องทำความสะอาดด้วยการล้างเพื่อขจัดฝุ่นละอองและเศษต่างๆ

ขั้นตอนที่สอง คือการควบคุมอุณหภูมิและการฆ่าเชื้อ การใช้ตู้ตากพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากจะช่วยให้ชาแห้งเร็วแล้ว ยังช่วยในการควบคุมอุณหภูมิและความร้อนจากแสงแดด เพื่อฆ่าเชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อความชื้นและจุลินทรีย์ที่อยู่ในชา ซึ่งช่วยลดการเกิดเชื้อราและสิ่งปนเปื้อน

ขั้นตอนที่สาม คือการจัดการสินค้าคงคลังและการแปรรูปขั้นสุดท้าย มีการวางระบบ First in First Out (FIFO) ในการจัดเก็บ ก่อนการบรรจุลงถุงเล็กๆ ทางกลุ่มจะนำชามาผ่านกระบวนการทำความสะอาดอีกรอบ คือ การอบด้วยลมร้อน (Hot Air Oven) โดยใช้เตาอบขนาดเล็ก การอบด้วยเตาเล็กๆ มีเหตุผลสำคัญ คือ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาดอกซ้อเสียความหอม หากอบปริมาณมากและทิ้งไว้นาน กลิ่นจะหายไป ขั้นตอนนี้เป็นการควบคุมคุณภาพขั้นสุดท้ายก่อนการแพ็ค

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการควบคุมสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การสวมเสื้อผ้า ใส่ถุงมือ และการแบ่งโซนการผลิตที่ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนข้าม (Cross Contamination) ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสของเชื้อจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอม

ซึ่งเราได้วางแผนกระบวนการพัฒนาชาดอกซ้อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพชาดอกซ้อ เพื่อเข้าสู่มาตราฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน(มผช) และการขอเลขสารบบขององค์การอาหารและยา(อย.) ในลำดับต่อไป

ผศ.กนกวรรณ ปลาศิลา

กลยุทธ์การเล่าเรื่องราว Storytelling และการสร้างแบรนด์

โครงการวิจัยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงด้านวิทยาศาสตร์และการผลิตเท่านั้น แต่ยังใช้กลยุทธ์การ “เล่าเรื่อง” (Storytelling) เพื่อนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทลื้อบ้านหาดบ้ายผ่านผลิตภัณฑ์ชาดอกซ้อ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์ อธิบายว่า กลยุทธ์ในการสื่อสารเรื่องราวนี้คือการนำอัตลักษณ์ของบ้านหาดบ้ายมานำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์ โดยดึงเอาองค์ประกอบสำคัญของวิถีชีวิตไทลื้อมาใช้ในการออกแบบ

อย่างเช่น ผ้าทอไทลื้อบ้านหาดบ้าย มีความโดนเด่นด้านภูมิปัญญาหัตถกรรมการทอผ้า และยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ลวดลายต่างๆ สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เช่น ลายแมงปอ ลายตาไก่ ลายขอใหญ่ ลายขอเล็ก โดยเราได้นำผ้าทอไทลื้อมาสื่อสารผ่านการออกแบบบนบรรจุภัณฑ์เพื่อทำเป็นของที่ระลึก ซึ่งเป็นการส่งเสริมการนำวัสดุในชุมชนมาต่อยอด สร้างสรรค์เป็นบรรจุภัณฑ์ไม่เพียงเพิ่มมูลค่า แต่ยังกระจายรายได้สู่ชุมชนและส่งเสริม Soft Power ไทย

ตลาดชาโลกและไทย ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนจากวัตถุดิบสู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม

ความสำเร็จนี้สอดคล้องกับพลวัตตลาดชาโลกและไทย ในปี 2567 การส่งออกชาดำหดตัว -3.0% ชาเขียว -7.3% แต่ผลิตภัณฑ์ชาแปรรูป (HS 210120) เติบโต +11.9% สะท้อนการเปลี่ยนจากวัตถุดิบสู่สินค้ามูลค่าเพิ่ม ประเทศไทยสวนทางโลก โดยส่งออกชาและผลิตภัณฑ์เติบโต +13.6% (70.2 ล้านเหรียญสหรัฐ) ชาเขียว +65.2% และใน 8 เดือนแรกปี 2568 เติบโต +21.4% (53.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในประเทศ ตลาดชาพร้อมดื่ม (RTD) มีมูลค่า 16,834.7 ล้านบาท (+6.8%) ชา Specialty ร้านใหม่ +205% ใน 3 ปี มัทฉะฟีเวอร์ ยอดสั่งซื้อ 5 ล้านแก้ว (+78%) ชาดอกซ้อจึงมีโอกาสเติมช่องว่าง โดยเฉพาะการนำเข้าผลิตภัณฑ์ชาแปรรูปที่เพิ่ม +13.4% (22.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่การส่งออกกลุ่มนี้หด -2.5%

การต่อยอดไม่ได้หยุดแค่ชา ทีมวิจัยวางแผนขยายสู่ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น คุกกี้ชาดอกซ้อ ขนมปังสังขยาชาดอกซ้อ น้ำพริกผั่วทรายชาดอกซ้อ และกัมมี่ชาดอกซ้อสำหรับเด็ก อาจารย์ธงชัย กล่าวว่า “จริงๆ ทำอยู่นะ ได้นำแนวคิดในโครงการวิจัยครั้งนี้ เอาไปเป็นโปรเจ็กต์ให้กับนักศึกษา แล้วก็ได้มีการทดลองทำ ก็คือเป็นอาหารเป็นขนม จะมีขนมที่เกี่ยวกับเบเกอรี่ อย่างเช่น คุกกี้ชาดอกซ้อ ขนมปังชาดอกซ้อ ขนมปังสังขยาชาดอกซ้อ อันนี้ก็จะเป็นอีกทางเลือกที่เป็นแบบสมัยใหม่หน่อยก็คือเป็นอาหารแบบเบเกอรี่ น้ำพริกผั่วทราย ชามะนาวชาดอกซ้อน้ำชามะนาวจะเป็นแบบทานเย็นหรือร้อน อีกอันหนึ่งก็คือจะมีกัมมี่ชาดอกซ้อ ก็คือใช้ประโยชน์ที่เป็นตัวของมันด้วย ซึ่งมันก็บาง เด็กมันไม่ชอบกินเรื่องของผักแล้วก็เอาตัวใยอาหารที่มันอยู่ในดอกซ้อเอามาทำเป็นกัมมี่ มันก็เด็กมันก็กินได้ เพราะถ้าเป็นชาปกติทั่วไปเด็กมันไม่ค่อยกินกัน มันก็สามารถตอบโจทย์ให้กับเด็กได้ด้วย” การขยายเครือข่ายรับซื้อดอกซ้อจากชุมชนใกล้เคียงยังกระจายรายได้ ส่งเสริมการปลูกต้นซ้อซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวและความยั่งยืน

เอกลักษณ์ ดอกซ้อ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำผึ้ง

นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย กล่าวถึงจุดเปลี่ยนว่า “ตอนแรกที่เอามาทำเป็นดอกซ้อก็คือเอามาทำผ่านกระบวนการการแห้งเอาตากแห้งทำความสะอาดล้างตากแห้งอะไรต่างๆ พอเรามาทำเป็นน้ำดอกซ้อแรกๆ ก็มีหลายที่ก็ เอ๊ะ ทำไมชั้นก็ไม่เคยเห็น เหมือนเหมือนตอนนั้นว่าทำไมดอกซ้อมาทำเป็นน้ำดื่มได้เหรอ คือคนในพื้นที่เขาจะมองว่ามันมันไม่น่า แต่พอเราลองเอามาทำ เออก็กลายเป็น มันได้ผลตอบรับที่น่าภูมิใจ ก็คือนักท่องเที่ยวที่มา เขาบอกว่า เอ๊ะ ชิมแล้วมันแปลก แล้วก็มันกลิ่นหอมของดอกซ้อ มันเป็นเอกลักษณ์ ชงมันจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำผึ้ง จุดเปลี่ยนอย่างหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ เมื่อมีหน่วยงานทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของการให้ความรู้ในเรื่องของชาดอกซ้อ โดยมีโครงการวิจัย ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามันจะได้ไหม เพราะหนึ่งเรายังไม่ได้มีมาตรฐานอะไรรับรองตอนนั้นตอนที่ทำใหม่ๆ เราทำเป็นแค่น้ำดอกซ้อเฉยๆ แต่พอเราทำไปทำมากลายเป็นว่าผลตอบรับที่เราได้จากนักท่องเที่ยว แล้วผู้คนที่มาเที่ยวบ้านเรา ลองชิมแล้วก็มาลองเราลองเอามาต้อนรับนักท่องเที่ยว กลายเป็นว่ามันเป็นผลตอบรับที่น่าภูมิใจ แล้วก็พอมีทางมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนให้เรามั่นใจมากขึ้นในตัวผลิตภัณฑ์”

สำหรับการผลักดันให้ชาดอกซ้อเป็น “ของดีที่ต้องแวะชิม” นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย กล่าวว่า “การที่เราแนะนำนำเสนอในส่วนของดอกซ้อตัวผลิตภัณฑ์ของดอกซ้อเองก็คือหนึ่งอันดับแรกก็คือการทำขนมแน่นอนอยู่แล้ว อันนี้เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มรดกที่บรรพบุรุษเขามอบให้เรามาเรามาสานต่อในเรื่องของการนำเสนอ ให้ให้แขกผู้มาเยือนได้ลองชิมทำขนมบ้างทำน้ำบ้าง ซึ่งเราจะใช้ในการต้อนรับแขกนักท่องเที่ยวที่มาจัดเบรกบ้าง ให้ต้อนรับทำเป็นนะคะ อันนี้ก็คือหลังจากที่เราทำท่องเที่ยวก็กลายเป็นว่าทำให้ดอกซ้อกลายเป็นมีชื่อเสียงขึ้นมา และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าต่อไปในอนาคต ดอกซ้อจะสามารถทำอะไรได้หลายอย่างมากกว่านี้โดยเฉพาะทางมหาวิทยาลัยตอนนี้เริ่มเอา คิดค้นในเรื่องเมนูต่างๆ ขนม จากในไม่ว่าขนมแบบโบราณ หรือว่าขนมที่สากลแบบขนมแบบเค้กทำกัมมี่อะไรพวกนั้นเยอะแยะขึ้นไป อันนี้ก็จะเป็นแล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราอยากเราเราทำให้เราให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมเกี่ยวกับดอกซ้อด้วยเกี่ยวกับเรื่องอาหาร”

ผสานภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ และตลาด เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย

ในบทสรุป ชาดอกซ้อบ้านหาดบ้ายเป็นตัวอย่างชัดเจนของการผสานภูมิปัญญา วิทยาศาสตร์ และตลาด เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทย ท่ามกลางตลาดชาโลกที่กำลังเปลี่ยนสู่ Functional Teas รัฐบาลควรสนับสนุนนโยบายการลงทุนในเทคโนโลยีแปรรูป เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและขยายส่งออก HS 210120 ซึ่งเติบโต +11.9% ชาดอกซ้อไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมไทลื้อสู่โลก หากรัฐและชุมชนเดินหน้าต่อยอด ศักยภาพนี้จะสร้างรายได้ยั่งยืนและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างมหาศาล คิดดูสิว่า พืชหายากปีละครั้งจะเปลี่ยนชีวิตชุมชนได้อย่างไร หากได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้อง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียง : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพถ่าย : กีรติ ชุติชัย
  • สนค. (สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงพาณิชย์ (MOC)
  • The Standard
  • The Bangkok Insight
  • กรมการค้าต่างประเทศ (DFT)
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิสรา กฤตาวาณิชย์ คณะวิทยาการจัดการ หัวหน้าโครงการนวัตกรรมการพัฒนาและเล่าเรื่องชาดอกซ้อตามแนวทางอาหารปลอดภัยของวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย จังหวัดเชียงราย
  • ผศ.กนกวรรณ ปลาศิลาและอาจารย์ธงชัย ลาหุนะ คณะสังคมศาสตร์
  • นางสนอง จันต๊ะคาด ประธานวิสาหกิจชุมชนอาหารท้องถิ่นไทลื้อบ้านหาดบ้าย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News