
รสนาเรียกรัฐคุมค่าการกลั่น 2 บาท ท่ามกลางแรงกดดันน้ำมันแพงและการรื้อโครงสร้างราคาพลังงาน
เชียงราย, 4 เมษายน 2569 – ในช่วงที่ราคาพลังงานกลับมาเป็นภาระต่อครัวเรือนไทยอีกครั้งจากแรงกระเพื่อมของสงครามในตะวันออกกลาง ประเด็นที่เคยดูเหมือนเป็นเรื่องเทคนิคของแวดวงพลังงานอย่าง “ค่าการกลั่น” กำลังถูกดึงขึ้นมาอยู่กลางความสนใจของสังคมอย่างเต็มตัว เพราะสิ่งที่ปรากฏบนหน้าปั๊มวันนี้ ไม่ได้กระทบเฉพาะต้นทุนการเดินทางของคนเมือง แต่ยังไหลต่อไปถึงค่าขนส่งสินค้า ค่าอาหาร ค่าวัตถุดิบ และค่าครองชีพของประชาชนในทุกจังหวัด รวมถึงจังหวัดปลายทางอย่างเชียงรายที่ต้องพึ่งการขนส่งทางถนนอย่างมาก ภายใต้บริบทนี้ นางรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสุขภาพ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลใช้อำนาจเชิงนโยบายควบคุมเพดานค่าการกลั่นไว้ที่ 2 บาทต่อลิตร โดยมองว่าตัวเลขที่พุ่งขึ้นในเดือนมีนาคมและต้นเมษายนไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นภาระของประชาชนฝ่ายเดียวอีกต่อไป
ตัวเลขค่าการกลั่นที่จุดคำถามเรื่องความเป็นธรรม
ข้อเรียกร้องของรสนามีน้ำหนักมากขึ้นเพราะอ้างอิงจากตัวเลขที่สังคมตรวจสอบได้ สภาองค์กรของผู้บริโภคเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ยในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 7.23 บาทต่อลิตร และค่าการกลั่นในวันที่ 2 เมษายนขึ้นไปถึง 13.91 บาทต่อลิตร ขณะที่ช่วงปกติค่าการกลั่นมักอยู่ราว 2 บาทต่อลิตร ความต่างระดับนี้ทำให้ข้อสงสัยเรื่อง “ลาภลอย” กลับมาเป็นประเด็นทางสังคมอีกครั้ง รสนาระบุว่า ในภาวะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐไม่ควรปล่อยให้ค่าการกลั่นกลายเป็นช่องทางสะสมผลประโยชน์ส่วนเกินในช่วงวิกฤต โดยเฉพาะเมื่อราคาที่ประชาชนจ่ายหน้าปั๊มมีผลต่อทั้งค่าครองชีพและราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจวงกว้าง
ข้อเสนอหลักของเธอจึงพุ่งตรงไปที่การกำหนดเพดานค่าการกลั่นไว้ที่ 2 บาทต่อลิตร แล้วนำส่วนต่างที่เกินกว่านั้นไปลดราคาหน้าโรงกลั่นทันที สภาองค์กรของผู้บริโภคยกตัวอย่างว่า หากวันที่ 2 เมษายนค่าการกลั่นอยู่ที่ 13.91 บาทต่อลิตร การกำหนดเพดานที่ 2 บาทย่อมทำให้มีส่วนต่าง 11.91 บาทต่อลิตรที่สามารถนำมาลดราคาได้ ข้อเสนอเช่นนี้แม้ยังเป็นมุมมองจากฝั่งผู้บริโภค ไม่ใช่มาตรการรัฐที่ประกาศใช้แล้ว แต่ก็ทำให้คำถามสำคัญถูกโยนกลับไปยังฝ่ายนโยบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ในเมื่อโครงสร้างราคาเป็นสิ่งที่รัฐติดตาม ดูแล และมีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว เหตุใดภาระจึงยังตกอยู่ที่ผู้บริโภคเป็นด้านหลักเสมอเมื่อราคาพลังงานผันผวน
น้ำมันสำรองเกิน 100 วัน แต่ประชาชนยังจ่ายแพงขึ้น
อีกแกนหนึ่งที่รสนาหยิบขึ้นมาวิพากษ์ คือสถานะน้ำมันสำรองของประเทศ ซึ่งภาครัฐยืนยันต่อเนื่องว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันเพียงพอใช้อีกมากกว่า 100 วัน ข้อมูลทางการของกระทรวงพลังงานที่เผยแพร่ผ่านกรมประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุชัดว่า ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 106 วัน แบ่งเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน สำรองเพื่อการค้า 18 วัน น้ำมันระหว่างการขนส่ง 33 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันจัดหาแล้ว 30 วัน ข้อมูลดังกล่าวไปในทิศทางเดียวกับการสื่อสารของรัฐบาลก่อนหน้านั้นที่ย้ำว่าไทยได้เพิ่มระดับความมั่นคงด้านน้ำมันขึ้นจากประมาณ 62 วันมาอยู่เหนือ 100 วันแล้ว
เมื่อข้อเท็จจริงด้านปริมาณสำรองถูกวางไว้บนโต๊ะเช่นนี้ ข้อโต้แย้งของฝั่งผู้บริโภคจึงยิ่งมีแรงกดดันมากขึ้น เพราะรสนามองว่า น้ำมันที่จำหน่ายในระบบปัจจุบันจำนวนไม่น้อยยังอิงต้นทุนจากการจัดหาล่วงหน้า ไม่ใช่น้ำมันที่เพิ่งรับผลกระทบเต็มรูปแบบจากวิกฤตรอบล่าสุดในทุกลิตรทันที หากปล่อยให้ราคาและค่าการกลั่นวิ่งขึ้นเร็วเกินกว่าการสะท้อนต้นทุนจริง ประชาชนย่อมมีสิทธิถามถึงความชอบธรรมของโครงสร้างราคาได้เต็มที่ แม้ข้อโต้แย้งนี้จะเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ใช่ข้อสรุปทางบัญชีของโรงกลั่นแต่ละแห่ง แต่ก็สะท้อนบรรยากาศของสังคมที่เริ่มไม่พอใจต่อการที่คำว่า “วิกฤตโลก” ถูกใช้เป็นคำอธิบายราคาที่แพงขึ้น โดยที่ระบบราคาภายในยังไม่ถูกอธิบายอย่างโปร่งใสพอ
รัฐบาลเริ่มขยับจากการดูราคา ไปสู่การตรวจทั้งห่วงโซ่
ในฝั่งรัฐบาล สัญญาณตอบสนองต่อแรงกดดันนี้เริ่มเห็นได้ชัดขึ้นเช่นกัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อค่าครองชีพ โดยข่าวของกรมการค้าภายในระบุว่า ที่ประชุมติดตาม “โครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ” ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง ไปจนถึงการจำหน่าย และพิจารณาแนวทางกำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูงและต่ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค พร้อมย้ำว่าราคาควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม การที่หน่วยงานเศรษฐกิจหลักเริ่มพูดถึง “กรอบค่าการกลั่น” อย่างเปิดเผย แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนอีกต่อไป แต่เริ่มกลายเป็นวาระจริงในเชิงนโยบายแล้ว
ถัดมาในวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ศบก. ครั้งที่ 9/2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งร่วมแถลงมาตรการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันและลักลอบส่งออก ข่าวทางการของกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า รัฐบาลยกระดับการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และรายย่อย และพบพฤติกรรมต้องสงสัยหลายรูปแบบ ทั้งการประวิงเวลาขนส่งทางทะเลเพื่อรอปรับราคา การปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลัง และการลักลอบขนส่งออกนอกเส้นทางเพื่อนำไปกักตุน ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาน้ำมันแพงในสายตารัฐ ไม่ได้มีแค่เรื่องต้นทุนตลาดโลก แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมฉวยโอกาสในห่วงโซ่อุปทานด้วย
กองทุนน้ำมันติดลบหนัก ทำให้คำถามเรื่องความเป็นธรรมดังขึ้น
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มาตรการกำกับค่าการกลั่นกลายเป็นเรื่องใหญ่ในเวลานี้ คือภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มตึงตัวขึ้นอย่างชัดเจน กระทรวงพลังงานรายงานเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ว่า กองทุนน้ำมันติดลบ 48,217 ล้านบาท และยังต้องชดเชยน้ำมันดีเซลเฉลี่ยวันละประมาณ 1,442 ล้านบาท ตัวเลขนี้สอดรับกับคำอธิบายของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 เมษายนที่ชี้ว่า กองทุนน้ำมันมีไว้เพื่อบรรเทาภาระประชาชน ไม่ใช่เพื่อเปิดช่องให้เกิดการกักตุนหรือแสวงหากำไรเกินควรจากความผันผวนของตลาด ดังนั้น เมื่อกองทุนรับภาระหนักขึ้นทุกวัน เสียงเรียกร้องจากฝั่งผู้บริโภคที่ต้องการให้โรงกลั่นหรือผู้เล่นในระบบแบ่งรับภาระมากขึ้น จึงยิ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาครัฐยังย้ำว่าต้องประคองสมดุลให้ธุรกิจเดินต่อได้ ไม่ใช่กดราคาจนระบบสะดุด ข่าวของกรมการค้าภายในระบุว่า การหารือเมื่อ 31 มีนาคมเน้นการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภคทั้งหมด มุมมองนี้ทำให้เห็นว่าโจทย์ของรัฐบาลไม่ได้ง่ายเพียงเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างประชาชนกับผู้ประกอบการ หากแต่ต้องจัดสมดุลของต้นทุน ผลกำไร ความมั่นคงด้านพลังงาน และภาระงบประมาณของรัฐไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคำถามเรื่อง “เพดาน 2 บาท” จึงยังอยู่ในระดับข้อเสนอ ไม่ใช่คำสั่งที่ประกาศใช้ได้ในทันที

ค่าการตลาดไม่ใช่กำไรปั๊มทั้งหมด แต่ก็หนีจากการตรวจสอบไม่ได้
อีกประเด็นที่กลับมาถูกพูดถึงควบคู่กับค่าการกลั่น คือ “ค่าการตลาด” ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกำไรของสถานีบริการทั้งหมด ทั้งที่สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอธิบายชัดว่า ค่าการตลาดครอบคลุมต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการคลัง การขนส่งน้ำมันมายังสถานีบริการ ไปจนถึงการบริการหน้าปั๊ม ขณะเดียวกัน โครงสร้างราคาที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเผยแพร่ก็ระบุว่า ราคาขายปลีกที่เห็นหน้าปั๊มประกอบด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน ภาษี เงินกองทุน และค่าการตลาด ไม่ใช่ตัวเลขก้อนเดียวที่บวกกำไรเข้าไปตรง ๆ จึงทำให้การอภิปรายเรื่องราคาน้ำมันในระยะนี้เริ่มขยับจากการมองเพียง “แพงหรือถูก” ไปสู่คำถามว่า แต่ละองค์ประกอบในสูตรราคาควรรับผิดชอบต่อสังคมแค่ไหนในช่วงวิกฤต
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อสังคมเริ่มจับตาเฉพาะตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง ความเข้าใจอาจเคลื่อนไปสุดด้านใดด้านหนึ่งได้ง่าย หากบอกว่าค่าการตลาดสูง ก็อาจถูกตีความทันทีว่าปั๊มได้กำไรมหาศาล ทั้งที่ในความจริงยังมีต้นทุนการดำเนินการอยู่มาก แต่ในทางกลับกัน หากเอาเหตุผลเรื่องต้นทุนมาอธิบายโดยไม่เปิดตัวเลขอย่างโปร่งใส สังคมก็ย่อมไม่เชื่อถือเช่นกัน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาครัฐจึงเริ่มพูดถึงการปรับโครงสร้างและกรอบอัตราสูงต่ำของทั้งค่าการกลั่นและส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อให้ข้อถกเถียงเรื่องราคาพลังงานไม่จบลงที่การกล่าวหาไปมาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียว
ฝั่งโรงกลั่นโต้ว่า GRM ไม่ใช่กำไรสุทธิ
ท่ามกลางแรงกดดันจากภาคผู้บริโภค ฝั่งโรงกลั่นเองก็ออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า ค่าการกลั่นแบบ Market GRM ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นกำไรสุทธิทันที เพราะยังไม่ได้หักต้นทุนสำคัญหลายรายการ ไทยพีบีเอสรายงานเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 โดยอ้างหนังสือชี้แจงของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมว่า ค่าการกลั่นที่ปรากฏในข่าวเป็นเพียงดัชนีส่วนต่างของราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่โรงกลั่นยังต้องรับภาระค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่งทางเรือ ค่าประกันภัย ตลอดจนต้นทุนจากสต็อกน้ำมันและการบริหารความเสี่ยงด้านราคา ฝั่งโรงกลั่นยังย้ำด้วยว่า ระบบการค้าน้ำมันของไทยอิงราคาตลาด และโรงกลั่นจำเป็นต้องจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าประมาณ 1 ถึง 2 เดือนเพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง จึงต้องแบกรับความผันผวนด้วยตนเองเช่นกัน
คำชี้แจงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันทำให้การถกเถียงเรื่อง “ค่าการกลั่นควรถูกคุมหรือไม่” ไม่ใช่การเลือกระหว่างขาวกับดำ หากแต่เป็นการชั่งน้ำหนักว่าระหว่างความจำเป็นในการปกป้องผู้บริโภค กับความจำเป็นในการรักษาแรงจูงใจให้ระบบกลั่นยังเดินต่อได้ รัฐควรวางเส้นสมดุลไว้ตรงไหน ยิ่งเมื่อรัฐบาลเองก็ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศยังเพียงพอ และต้องคุมการกระจายสินค้าให้เป็นธรรมในช่วงสงกรานต์ ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่จะลดราคาลงได้หรือไม่ แต่รวมถึงจะลดอย่างไรโดยไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงใหม่ต่อห่วงโซ่อุปทานด้วย
ราคาน้ำมันวันนี้จึงเป็นสนามทดสอบบทบาทของรัฐ
ภาพรวมทั้งหมดทำให้ประเด็นน้ำมันแพงในต้นเดือนเมษายน 2569 กลายเป็นมากกว่าเรื่องต้นทุนพลังงานธรรมดา เพราะมันเป็นสนามทดสอบโดยตรงว่ารัฐจะทำหน้าที่ระหว่าง “ผู้กำกับตลาด” กับ “ผู้คุ้มครองผู้บริโภค” ได้สมดุลเพียงใด ฝั่งผู้บริโภคต้องการให้รัฐใช้สถานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในระบบพลังงานและอำนาจเชิงนโยบายเข้ามากำหนดเพดานค่าการกลั่น เพื่อลดราคาอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ภาครัฐกำลังเดินสองทางพร้อมกัน คือด้านหนึ่งเร่งปราบพฤติกรรมกักตุนและส่งออกผิดปกติ อีกด้านหนึ่งเริ่มทบทวนโครงสร้างราคาและกรอบค่าการกลั่นเพื่อให้ต้นทุนโปร่งใสมากขึ้น ส่วนฝั่งโรงกลั่นก็พยายามบอกว่าค่าการกลั่นที่สูงขึ้นไม่ได้เท่ากับกำไรสุทธิเต็มจำนวน และยังมีต้นทุนแฝงจำนวนมากอยู่เบื้องหลัง
สำหรับประชาชน สิ่งที่รอคอยอาจไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเชิงเทคนิคว่า GRM ควรถูกคำนวณอย่างไร หรือค่าการตลาดควรอยู่ที่ระดับใด แต่คือคำตอบที่จับต้องได้ว่า ราคาพลังงานจะเบาลงเมื่อใด และใครควรเป็นผู้รับภาระในช่วงที่โลกผันผวนเช่นนี้มากกว่ากัน หากรัฐปล่อยให้โครงสร้างราคาเดินไปตามแรงเหวี่ยงของตลาดโดยไม่มีเครื่องมือคุ้มครองที่ชัดพอ ความไม่พอใจจากประชาชนก็ย่อมขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากรัฐแทรกแซงอย่างขาดข้อมูลหรือกดต้นทุนจนกระทบเสถียรภาพของระบบ ผลเสียก็อาจย้อนกลับมาหาผู้บริโภคในอีกทางได้เช่นกัน นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่ทั้งตัวเลข ผลประโยชน์ และความเชื่อมั่นของสังคม กำลังถูกวัดไปพร้อมกันในทุกลิตรที่ไหลออกจากหัวจ่ายน้ำมันทั่วประเทศ
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :
- สภาองค์กรของผู้บริโภค
- กรมประชาสัมพันธ์
- กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์










