Categories
Deep Dive Verification FEATURED NEWS

มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อสื่อใหญ่ (THE STANDARD, ไทยรัฐ) และภาพ AI คนดังหลอกประชาชนลงทุน

Summary
  • มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อสื่อใหญ่ (THE STANDARD, ไทยรัฐ) และภาพ AI คนดังหลอกประชาชนลงทุน

  • มีการใช้บัญชีธนาคารชื่อบริษัทจริงเป็น “ไม้ล่อ” เพื่อสร้างความเชื่อถือให้เหยื่อตายใจก่อนหลอกโอนก้อนใหญ่

  • ผู้พิพากษาเตือนผลิตหรือแชร์ข่าวปลอมผิด พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับ 1 แสน

  • ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์จริง ข้ออ้าง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” อาจใช้ไม่ได้หากลักษณะข่าวปลอมมีความชัดเจน

  • หากเผลอโอนเงินให้รีบแจ้ง AOC 1441 ทันที เพื่อระงับบัญชีผ่านระบบ CFR แข่งกับเวลา

ข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อชื่อสื่อกลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

ประเทศไทย,23 เมษายน 2569 – ในอดีต ข่าวปลอมมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของข้อมูลบิดเบือน การเมือง หรือข้อความหลอกลวงที่ดูไม่น่าเชื่อถือพอให้คนระวังตัวได้เอง แต่ในปี 2569 ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะสิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ข้อความเท็จ หากเป็น “ระบบหลอกลวง” ที่หยิบเอาทุกสิ่งที่คนคุ้นเคยที่สุดมาประกอบเป็นฉากบังหน้า ทั้งชื่อสื่อดัง โลโก้องค์กร รูปแบบหน้าเว็บ บัญชีธนาคารของบริษัทจริง และภาพบุคคลที่สร้างด้วย AI ให้ดูเหมือนบทสัมภาษณ์หรือข่าวเศรษฐกิจที่มีอยู่จริง จนเส้นแบ่งระหว่าง “ข่าว” กับ “กับดัก” เริ่มบางลงทุกวัน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความเสียหายรายบุคคล แต่คือการที่มิจฉาชีพกำลังเปลี่ยน “ความน่าเชื่อถือของสื่อ” ให้กลายเป็นต้นทุนของการหลอกลวง เมื่อประชาชนเห็นชื่อองค์กรข่าวที่คุ้นตา เห็นองค์ประกอบหน้าเว็บที่คล้ายของจริง หรือเห็นบัญชีธนาคารที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นชื่อบริษัทจริง ความลังเลก่อนโอนเงินย่อมลดลงอย่างรวดเร็ว กลไกของการหลอกจึงไม่ใช่การเร่งเร้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการค่อย ๆ สร้างสภาพแวดล้อมให้เหยื่อรู้สึกว่า “นี่ไม่น่าจะปลอม” และนั่นเองที่ทำให้คดีลักษณะนี้ร้ายแรงกว่าข่าวปลอมแบบเก่าอย่างชัดเจน

ในวันเดียวกันที่ข้อมูลนี้ถูกพูดถึง สองกรณีใหญ่จากสื่อกระแสหลักยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ออกมาเตือนประชาชนว่า พบบัญชีบริษัทมีเงินโอนผิดปกติจำนวนมาก และเชื่อว่าถูกนำชื่อบริษัทกับบัญชีธนาคารจริงไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลอกลวง ขณะที่ไทยรัฐออนไลน์ระบุว่า มีการปลอมหน้าเว็บข่าว ใช้ภาพ AI ของนักการเมือง ผู้ประกาศ และนักธุรกิจดัง เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การชักชวนลงทุน พร้อมเตรียมแจ้งความดำเนินคดี ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกัน คือคนร้ายไม่ได้พยายามสร้างความน่าเชื่อถือจากศูนย์ แต่ขโมยความน่าเชื่อถือของผู้อื่นมาใช้โดยตรง

สองคดีตัวอย่างสะท้อนว่าเกมหลอกลวงยุคนี้ซับซ้อนกว่าเดิม

กรณีของ THE STANDARD มีความน่ากลัวในแบบหนึ่ง เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่การปลอมเพจหรือปลอมหน้าเว็บ แต่เดินไปไกลถึงการใช้ “บัญชีจริงของบริษัท” เป็นส่วนหนึ่งของแผน บริษัทระบุว่า ตรวจพบรายการรับโอนเงินผิดปกติ 478 รายการ จากผู้โอน 478 ราย รวมวงเงิน 89,777.82 บาท และจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายบางรายถูกชักชวนผ่าน LINE ก่อนถูกพาเข้าไปยังกลุ่มที่มีลักษณะเหมือนการยืนยันตัวตนลงทะเบียนร้านค้า แล้วถูกแนะนำให้โอนเงินเข้าบัญชีชื่อบริษัทจริง เพื่อสร้างความตายใจ ก่อนถูกหลอกให้โอนไปยังบัญชีอื่นเพิ่มเติมอีกทอดหนึ่ง กลวิธีแบบนี้เหมือนการเอากุญแจของบ้านจริงมาโชว์ที่หน้าประตู แล้วพาเหยื่อเดินเข้าไปในห้องที่ไม่มีเจ้าของตัวจริงอยู่เลย

ความอันตรายของรูปแบบนี้อยู่ตรงที่ เหยื่อไม่ได้เชื่อเพราะความโลภอย่างเดียว แต่เชื่อเพราะ “ตรวจสอบแล้วบางส่วนเป็นของจริง” เมื่อบัญชีแรกเป็นชื่อบริษัทจริง ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งจึงเข้าใจว่าเส้นทางธุรกรรมมีความน่าเชื่อถือ และยอมเดินตามขั้นตอนต่อไปโดยไม่ทันคิดว่า คนร้ายอาจใช้บัญชีจริงเพียงเป็นไม้ล่อให้เหยื่อยอมจ่ายก้อนใหญ่ไปยังปลายทางอื่นในภายหลัง นี่จึงไม่ใช่การปลอมแบบผิวเผิน แต่เป็นการออกแบบกลลวงให้ผสมทั้งของจริงและของปลอมจนผู้เสียหายแยกไม่ออกในจังหวะตัดสินใจสำคัญ

ส่วนกรณีไทยรัฐออนไลน์สะท้อนอีกแบบหนึ่งของภัยชนิดเดียวกัน คือการปลอม “บริบทข่าว” ให้ดูเหมือนสื่อจริงกำลังรายงานข้อเท็จจริงบนหน้าเว็บของตน โดยไทยรัฐออนไลน์รายงานเมื่อ 21 เมษายนว่า มีการแชร์ภาพ AI ปลอมหน้าเว็บข่าวของเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ พร้อมข้อความอ้างนักการเมืองชื่อดัง ผู้ประกาศไทยรัฐทีวี และผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและชักชวนให้ลงทุน ก่อนที่สำนักข่าวจะยืนยันว่า เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้ผลิตโดยกองบรรณาธิการ และเตรียมแจ้งความติดตามผู้แอบอ้างต่อไป กรณีนี้ชี้ว่า มิจฉาชีพเข้าใจดีว่าในยุคที่คนอ่านพาดหัวเร็วและแชร์เร็ว การทำให้ภาพรวม “เหมือนข่าว” อาจเพียงพอให้บางคนเชื่อก่อนจะทันตรวจ URL หรือตรวจแหล่งที่มาอย่างละเอียด

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด กรณี THE STANDARD คล้ายคนร้ายเอาเอกสารจริงบางใบมาประกอบเป็นแฟ้มปลอมเพื่อให้เหยื่อเชื่อ ส่วนกรณีไทยรัฐออนไลน์คล้ายการเอาหน้าปกหนังสือพิมพ์จริงมาปะทับกับเนื้อหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทั้งสองกรณีไปคนละทาง แต่บรรจบกันที่ผลลัพธ์เดียวกัน นั่นคือทำให้ประชาชน “ตัดสินใจผิด” ด้วยข้อมูลที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนของจริงเกินกว่าจะดูผ่าน ๆ แล้วแยกออกได้ง่าย

คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา

มุมกฎหมายจากผู้พิพากษาชี้ว่า ผู้ผลิตและผู้แชร์อาจเสี่ยงร่วมกัน

ในมุมกฎหมาย คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ซึ่งเดิมเป็นผู้พิพากษาศาลอาญา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่า การผลิตหรือแชร์ข่าวปลอมเพื่อสร้างความตื่นตระหนกหรือหลอกลวงประชาชน ในมุมมองของศาลถือเป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่งที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้าง และกฎหมายไทยกำหนดโทษไว้ทั้งในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และในกฎหมายอาญา โดยผู้พิพากษาชี้ว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้ผลิตที่เสี่ยง แต่ผู้แชร์เองก็อาจต้องรับโทษได้ หากการแชร์นั้นทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อและเกิดความเสียหายขึ้นจริง

ประเด็นนี้มีน้ำหนักอย่างยิ่ง เพราะในสังคมออนไลน์ คนจำนวนมากยังเข้าใจว่า “เราไม่ได้แต่งเอง แค่ส่งต่อ” จึงน่าจะเบากว่าผู้สร้างต้นทาง แต่คำอธิบายจากผู้พิพากษาทำให้เห็นว่า ในทางกฎหมาย ศาลจะไม่ดูเฉพาะว่าใครเป็นคนเริ่ม หากจะดูด้วยว่า ผู้กระทำรู้หรือควรรู้หรือไม่ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ และการกระทำนั้นมีส่วนทำให้ความเสียหายขยายวงออกไปเพียงใด ยิ่งข่าวปลอมชนิดนี้ถูกแชร์ต่อในวงกว้าง ความเสียหายที่เกิดกับเหยื่อและองค์กรที่ถูกแอบอ้างก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในส่วนของกฎหมายคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วางโทษสำหรับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนไว้สูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ถูกยกมาอ้างอิงอย่างต่อเนื่องในคดีข้อมูลเท็จออนไลน์ของไทย

ขณะเดียวกัน หากพฤติการณ์ของคนร้ายเดินไปถึงขั้นหลอกให้ประชาชนโอนเงินโดยอาศัยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรืออาศัยการหลอกลวงต่อสาธารณะ พฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย โดยในข้อมูลที่ผู้ให้สัมภาษณ์อธิบายไว้ได้ชี้ไปถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 วงโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 140,000 บาท ในกรณีที่การหลอกลวงมีลักษณะเข้มข้นขึ้นจากฉ้อโกงทั่วไป

เจตนาชัดหรือไม่ ศาลไม่ได้ดูแค่คำอ้าง แต่ดูจากพฤติการณ์ทั้งหมด

คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอในสังคมออนไลน์คือ ถ้าคนแชร์อ้างว่าไม่รู้ หรือคิดว่าเป็นข่าวจริง จะยังถือว่าผิดหรือไม่ คำตอบจากคุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ในครั้งนี้ค่อนข้างชัด คุณกานต์ธิดาอธิบายว่า ศาลจะพิจารณาเจตนาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยรวม หากผู้แชร์ทราบอยู่แล้วว่าเป็นข่าวเท็จแต่ยังส่งต่อ ไม่ว่าจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้เท่าทัน อยากได้ยอดไลก์ หรือแค่แชร์เล่น ก็อาจถูกมองว่ามีเจตนากระทำผิดได้ และแม้ในบางกรณีผู้แชร์จะไม่ใช่คนสร้างต้นเรื่อง แต่หากลักษณะของข่าวปลอมชัดเจนเสียจนวิญญูชนทั่วไปควรระวังได้ การแชร์ต่อก็อาจถูกตีความว่าเป็นการเผยแพร่โดยมีสำนึกต่อความเสี่ยงอยู่แล้วเช่นกัน

ตรงนี้ทำให้คำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ไม่ใช่เกราะกำบังที่ใช้ได้ทุกครั้งในชั้นศาล เพราะศาลไม่ได้ตัดสินจากคำพูดของจำเลยฝ่ายเดียว แต่ดูว่าข้อความนั้นชัดเจนเพียงใด มีสัญญาณเตือนมากน้อยแค่ไหน และผู้แชร์มีโอกาสตรวจสอบก่อนส่งต่อหรือไม่ หากเป็นหน้าเว็บที่ผิดปกติ มีพาดหัวรุนแรงเกินจริง มีถ้อยคำชวนรีบลงทุน หรือมีลิงก์พาออกนอกแพลตฟอร์มอย่างมีพิรุธ การอ้างว่า “ไม่คิดว่าเป็นของปลอม” ก็อาจเบาลงทันทีเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า

เมื่อมองเชิงสังคม ข้อนี้สำคัญมาก เพราะพฤติกรรมการแชร์แบบไม่อ่านให้จบหรือไม่ตรวจที่มา เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงสำคัญของข่าวปลอมสมัยใหม่ หากมิจฉาชีพเป็นคนก่อกองไฟ คนแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบก็อาจเป็นลมที่ทำให้ไฟลุกลามเร็วขึ้น และในคดีที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ศาลย่อมมองที่ผลกระทบปลายทางด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะจุดเริ่มต้นของการกระทำอย่างเดียว

เมื่อชื่อองค์กรถูกแอบอ้าง ความเสียหายไม่ได้หยุดที่เงินก้อนแรก

อีกคำถามหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือเมื่อองค์กรหรือประชาชนถูกแอบอ้างชื่อจนเกิดความเสียหาย จะเดินหน้าทางกฎหมายอย่างไร คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา อธิบายว่า ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยอาจแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาในฐานหมิ่นประมาทหรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และในเวลาเดียวกัน ผู้เสียหายยังสามารถขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งรวมเข้าไปในคดีอาญาได้ด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้เสียหายไม่ต้องแยกวิ่งคดีสองทางเสมอไป

หลักกฎหมายเรื่องนี้สอดคล้องกับหลักสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งศาลยุติธรรมเผยแพร่ความรู้ไว้ว่า ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำผิดของจำเลย ทั้งต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย

สำหรับหลักการประเมินค่าเสียหาย ผู้พิพากษาระบุว่า ศาลจะดูหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความร้ายแรงของเนื้อหา ความเสียหายต่อชื่อเสียง ศีลธรรมอันดี หรือทรัพย์สินของผู้ถูกแอบอ้าง รวมถึงเจตนาของผู้กระทำ ว่าจงใจเพียงใด มีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ และภายหลังเกิดเรื่องได้มีการลบ แก้ไข หรือพยายามบรรเทาความเสียหายหรือไม่ หากเป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าเป็นการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยรู้ทั้งรู้ ศาลก็อาจกำหนดค่าเสียหายในทางแพ่งสูงขึ้นได้ตามพฤติการณ์ของคดี

ข่าวปลอม เป็น "ไทยรัฐออนไลน์" ใช้ AI ทำภาพนักการเมือง ผู้ประกาศไทยรัฐทีวี นักธุรกิจดัง โยงไปสู่การชักชวนการลงทุน เตรียมแจ้งความดำเนินคดี เอาผิดคนไม่หวังดี ด้านเครือซีพี ออกแถลงชี้แจง

นาทีทองหลังเผลอโอนเงิน คือแข่งกับระบบโอน ไม่ใช่แค่แข่งกับคนร้าย

ถ้าถามว่า หลังรู้ตัวว่าถูกหลอกแล้วต้องทำอะไรทันที คำตอบที่ชัดที่สุดในเวลานี้มาจากกลไกทางการของรัฐ ศูนย์ AOC 1441 แนะนำให้ผู้เสียหายรีบโทรแจ้งและเตรียมข้อมูลสำคัญให้พร้อม ได้แก่ ชื่อและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหาย รายละเอียดบัญชีธนาคารของตนที่ใช้โอนเงิน วันเวลา รายละเอียดบัญชีปลายทางของคนร้าย รวมถึงไทม์ไลน์เหตุการณ์และแพลตฟอร์มที่ใช้หลอกลวง พร้อมทั้งเตรียมหมายเลขโทรศัพท์เพื่อรับ SMS ยืนยันการแจ้งความและ Police Case ID สำหรับติดตามคดี โดยหลังจากนั้นต้องไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภายใน 7 วัน

ในฝั่งระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดว่า เมื่อผู้เสียหายแจ้งผ่าน AOC 1441 หรือธนาคาร ข้อมูลเส้นทางการเงินจะถูกนำเข้าระบบ Central Fraud Registry หรือ CFR เพื่อให้ธนาคารระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีบุคคลนั้นได้ทันที และคงการระงับไว้จนกว่าเจ้าของบัญชีจะมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงแบบเข้มข้น นั่นหมายความว่า “นาทีทอง” ไม่ใช่คำพูดเชิงรณรงค์ แต่เป็นเรื่องจริงในทางระบบ หากแจ้งเร็ว โอกาสหยุดเงินหรือชะลอการไหลต่อไปของเงินย่อมมีมากกว่าแจ้งช้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในคดีแอบอ้างสื่อ สิ่งที่ควรทำเพิ่มขึ้นอีกขั้นคือเก็บหลักฐานทุกชิ้นให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอหน้าเพจ ลิงก์ที่ใช้หลอก บทสนทนาในแชต สลิปโอนเงิน รายชื่อบัญชีปลายทาง และหากเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ถูกแอบอ้าง ก็ควรส่งข้อมูลให้กับองค์กรนั้นโดยตรงด้วย เช่น ในกรณี THE STANDARD บริษัทได้ขอให้ผู้เสียหายส่งสลิปโอน สำเนาหน้าบัญชีธนาคารที่ใช้โอน และภาพหน้าจอการสนทนาที่เกี่ยวข้องมายังอีเมลของบริษัทเพื่อประกอบการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ทำไมขบวนการแอบอ้างสื่อจึงตามจับยากขึ้นในยุค AI

อีกคำถามที่หลีกไม่พ้นคือ ทำไมคดีลักษณะนี้จึงจับยาก แม้องค์กรถูกแอบอ้างจะออกมาเตือนอย่างรวดเร็ว คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ธรรมชาติของอาชญากรรมออนไลน์เอง เพราะการหลอกลวงยุคนี้ไม่ได้ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว แต่กระจายตัวไปหลายชั้น เริ่มจากโพสต์หรือโฆษณาในโซเชียล จากนั้นย้ายไปคุยในแอปแชต ปลายทางคือบัญชีธนาคารหรือบางครั้งเชื่อมไปถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้เส้นทางสืบสวนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งแพลตฟอร์ม ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และบางครั้งยังมีมิติข้ามประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาจากคำตอบของตำรวจแม้จะสั้น แต่ก็สะท้อนประเด็นสำคัญตรงกันว่า การประสานกับแพลตฟอร์มต่างประเทศต้องใช้หนังสือขอความร่วมมือ และบางครั้งคำตอบที่ได้ก็ยังเป็นภาพกว้าง ไม่ทันกับความเร็วของขบวนการ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเรื่องการโยกเงินไปยังคริปโตซึ่งยิ่งเพิ่มความยากในการตามรอย หากอ่านคู่กับบทความเชิงเตือนภัยของไทยรัฐเมื่อปลายปี 2568 จะเห็นว่ามิจฉาชีพสมัยใหม่ใช้ทั้ง Deepfake ภาพปลอม เสียงปลอม และระบบอัตโนมัติเพื่อทำให้การหลอกแนบเนียนขึ้นกว่าเดิมมาก

ในมุมนี้ สังคมไทยจึงกำลังเผชิญมิจฉาชีพรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้หน้าตาจริง ไม่ต้องออกพบเหยื่อ และไม่ต้องสร้างแบรนด์ตัวเองด้วยซ้ำ แค่ “ขโมยความน่าเชื่อถือ” ของคนอื่นมาใช้ก็พอ อย่างที่มีคอมเมนต์บนโซเชียลสะท้อนว่า สมัยก่อนโกงต้องใช้หน้าตา สมัยนี้โกงแค่ prompt ก็เสร็จ ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนประชด แต่ในทางข้อเท็จจริง มันกำลังกลายเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้นทุกวัน

จุดสังเกตเล็ก ๆ ที่ช่วยกันพลาดได้ไม่มาก แต่มีค่าอย่างยิ่ง

เมื่อคดีลักษณะนี้แนบเนียนขึ้น วิธีป้องกันจึงต้องละเอียดขึ้นตามไปด้วย วิธีคิดที่ควรย้ำกับประชาชนไม่ใช่การท่องจำว่า “อย่าเชื่อข่าวปลอม” อย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการถามตัวเองทุกครั้งว่า ทำไมสื่อถึงชวนให้โอนเงิน ทำไมบทสัมภาษณ์ที่ดูเป็นข่าวถึงมีลิงก์ลงทุน ทำไมองค์กรใหญ่ถึงให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัวเพิ่มอีกบัญชี และทำไมข้อความเร่งให้ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ถ้าถามคำถามเหล่านี้ก่อนอย่างน้อยหนึ่งรอบ โอกาสพลาดจะลดลงมากกว่าการอ่านผ่าน ๆ แล้วเชื่อทันที

ในระดับเทคนิค สิ่งที่ควรเช็กเสมอมีอยู่ไม่กี่อย่างแต่สำคัญมาก ได้แก่ ชื่อโดเมนหรือ URL ที่แท้จริง ชื่อบัญชีที่ให้โอนว่าตรงกับกิจกรรมที่อ้างหรือไม่ ช่องทางติดต่ออย่างเป็นทางการขององค์กร และการมีอยู่จริงของเนื้อหานั้นบนเพจหรือเว็บไซต์หลัก ถ้าเป็นข่าวใหญ่จริง มักตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน้าแรกของสำนักข่าวหรือช่องทางทางการขององค์กรนั้นได้เสมอ แต่ถ้าหาไม่เจอเลย หรือเจอแต่ภาพแคปหน้าจอที่ไม่มีลิงก์จริงรองรับ นั่นควรเป็นสัญญาณให้หยุดก่อนทันที

เตือนภัย ห้ามโอนเด็ดขาด! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน

เชียงรายต้องอ่านคดีแบบนี้ในฐานะพื้นที่ข่าวท้องถิ่นด้วย

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วไป เพราะจังหวัดมีระบบนิเวศสื่อท้องถิ่นที่เติบโตควบคู่กับสื่อส่วนกลาง และประชาชนจำนวนมากยังรับข้อมูลจากเพจข่าว ชุมชนออนไลน์ และการแชร์ต่อในวงท้องถิ่นอย่างหนาแน่น หากวันหนึ่งชื่อสื่อท้องถิ่นถูกแอบอ้างบ้าง ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกดิจิทัล แต่กระทบความเชื่อใจระหว่างสำนักข่าวกับคนในพื้นที่โดยตรง และความเสียหายนั้นกู้คืนยากกว่าเงินก้อนหนึ่งเสียอีก

นั่นทำให้คดีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของสื่อใหญ่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ตรงกันข้าม มันคือสัญญาณเตือนสำหรับทุกองค์กรข่าว ทุกหน่วยงานราชการ และทุกเพจที่มีความน่าเชื่อถือสะสมอยู่แล้ว ว่าชื่อเสียงที่สร้างมานานหลายปี อาจถูกคนร้ายนำไปใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากไม่มีระบบสื่อสารเตือนภัยและการตรวจจับความผิดปกติที่รวดเร็วพอ

เมื่อความน่าเชื่อถือกลายเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมยได้ การป้องกันต้องเร็วพอ ๆ กับการผลิตข่าว

กรณีนี้จึงมีบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรสื่อและองค์กรเอกชนทุกแห่ง อย่างแรก ต้องมีระบบตรวจสอบธุรกรรมหรือการอ้างชื่อองค์กรที่ผิดปกติให้เร็วที่สุด อย่างที่ THE STANDARD ตรวจพบธุรกรรมแปลกและรีบออกประกาศชี้แจง อย่างที่สอง ต้องมีช่องทางรับแจ้งจากประชาชนที่ชัดเจนและตอบสนองไว เพื่อให้ข้อมูลจากผู้เสียหายย้อนกลับมาช่วยการสืบสวนได้ อย่างที่สาม ต้องสื่อสารให้ประชาชนจำให้ขึ้นใจว่า องค์กรข่าวไม่มีเหตุผลใดในการชักชวนให้โอนเงินเพื่อเปิดสมาชิก ลงทะเบียนร้านค้า หรือยืนยันตัวตนเพื่อลงทุน หากพบพฤติการณ์เช่นนั้น ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ

ในยุคที่ความน่าเชื่อถือเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปใช้ได้ง่ายกว่าเดิม ทุกองค์กรจึงต้องคิดเรื่องความปลอดภัยของชื่อเสียงควบคู่ไปกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไม่เช่นนั้น ต่อให้เว็บไซต์ไม่ถูกแฮ็ก เซิร์ฟเวอร์ไม่ล่ม และบัญชีโซเชียลยังอยู่ครบ ก็ยังอาจเกิดความเสียหายได้จากการที่คนร้ายนำชื่อและภาพลักษณ์ไปปลอมใช้ในอีกพื้นที่หนึ่งอยู่ดี

เดินมาถึงจุดที่พร้อมใช้ “สื่อ” เป็นอาวุธเต็มรูปแบบแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2569 ไม่ใช่เพียงข่าวปลอมอีกหนึ่งชิ้น แต่เป็นสัญญาณว่าขบวนการหลอกลวงออนไลน์ได้เดินมาถึงจุดที่พร้อมใช้ “สื่อ” เป็นอาวุธเต็มรูปแบบแล้ว ทั้งการปลอมหน้าเว็บ ใช้ภาพ AI ดึงชื่อคนดัง สร้างบทสัมภาษณ์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง หรือแม้แต่ใช้บัญชีจริงของบริษัทมาเป็นเครื่องมือสร้างความตายใจ ก่อนพาเหยื่อไปสู่การโอนเงินก้อนใหญ่ในปลายทางที่ตรวจสอบยาก

ในมุมกฎหมาย เส้นแบ่งระหว่างคนผลิตกับคนแชร์ไม่ได้ห่างกันมากอย่างที่หลายคนคิด หากรู้หรือควรรู้ว่าเป็นข้อมูลเท็จแล้วเผยแพร่ต่อ ความเสี่ยงทางคดีก็อาจเกิดขึ้นได้จริง ในมุมผู้เสียหาย เวลาคือหัวใจของการแก้เกม ยิ่งแจ้งเร็ว ยิ่งมีโอกาสหยุดเส้นทางเงินได้มากขึ้น และในมุมสังคม คดีแบบนี้กำลังบอกเราว่า ความรู้เท่าทันสื่อในยุค AI ไม่ใช่ทักษะเสริมอีกแล้ว แต่เป็นทักษะเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เมื่อคนร้ายไม่ได้ขายเรื่องโกหกแบบหยาบ ๆ อีกต่อไป แต่ขาย “ความเหมือนจริง” ที่ออกแบบมาอย่างดี สิ่งที่ประชาชนต้องมีมากกว่าความเร็วในการรับข่าว ก็คือวินาทีของความสงสัยก่อนเชื่อ และวินาทีของการตรวจสอบก่อนโอน เพราะในยุคนี้ ความเสียหายเริ่มต้นจากข่าวปลอมได้ แต่ปลายทางมักจบลงที่เงินจริง ชื่อเสียงจริง และชีวิตจริงของผู้คนเสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรันต์ ก.บัวแกษร
  • คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา
  • THE STANDARD วันที่ 21 เมษายน 2569 กรณีบริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ตรวจพบธุรกรรมผิดปกติและเชื่อว่าถูกนำชื่อบริษัทและบัญชีธนาคารไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหลอกลวง
  • ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 21 เมษายน 2569 กรณีปลอมหน้าเว็บข่าว ใช้ภาพ AI และเนื้อหาเท็จเชื่อมโยงไปสู่การชักชวนลงทุน พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่เนื้อหาที่กองบรรณาธิการผลิต
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลศูนย์ AOC 1441
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เว็บไซต์ ThaiPoliceOnline และสายด่วน 1441 สำหรับแจ้งเหตุอาชญากรรมออนไลน์
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไข ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญในคดีนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
  • ศาลยุติธรรม บทความความรู้เรื่องการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งใช้ประกอบหลักสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี สกมช. ผนึก กองทุน สกสว. ชูยุทธศาสตร์ Zero Trust กู้คืนความเชื่อมั่นดิจิทัล

วิกฤตข้อมูลรั่วไหล 180 ล้านบัญชี เมื่อ “โลกเสมือน” สั่นคลอน “โลกความจริง” และยุทธศาสตร์การตีโต้ของไทย

กรุงเทพฯ,วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569 – ในวันที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ข้อมูลเปรียบเสมือน “น้ำมันดิบ” ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจ แต่สำหรับประเทศไทยในห้วงปี 2567 ถึงต้นปี 2569 ข้อมูลเหล่านี้กลับกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่ย้อนกลับมาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อสถิติล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ของคนไทยรั่วไหลสู่สาธารณะและตลาดมืดออนไลน์แล้วเกือบ 180 ล้านบัญชี

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่น่าตกใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่บ่งบอกว่า ประชาชนไทยหนึ่งคนอาจมีข้อมูลรั่วไหลซ้ำซ้อนจากหลายแหล่งบริการ ทั้งจากระบบทะเบียนราษฎร์ ธุรกรรมทางการเงิน ไปจนถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความท้าทายที่นำไปสู่การผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่าง “กองทุน ววน.” และ “สกมช.” เพื่อวางรากฐาน “กำแพงไซเบอร์” ใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม

เจาะลึกปมวิกฤต จากข้อมูลที่หลุดลอยสู่ “อุตสาหกรรมหลอกลวง”

เหตุใดข้อมูล 180 ล้านบัญชีจึงมีความสำคัญนัก? คำตอบอยู่ที่การนำข้อมูลเหล่านี้ไป “แปรรูป” โดยกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ ข้อมูลที่รั่วไหลประกอบด้วย ข้อมูลระบุตัวตน (PII) เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และประวัติการทำธุรกรรม ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการหลอกลวง” (Scam Industry) ที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูง

จากการวิเคราะห์พบว่า ข้อมูลที่รั่วไหลออกมามากที่สุดมาจากภาคส่วนที่ใกล้ชิดกับชีวิตประจำวัน ดังนี้:

  • กรมกิจการผู้สูงอายุ (DOP): ข้อมูลหลุดกว่า 19.7 ล้านแถวข้อมูล เมื่อมกราคม 2567 กลายเป็นเป้าหมายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เน้นกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัย
  • สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.): ข้อมูลนักเรียนและผู้ปกครองกว่า 3.1 ล้านบัญชี ทำให้เยาวชนเสี่ยงต่อการถูกขโมยอัตลักษณ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ภาคธุรกิจและบัตรสมาชิก: เช่น กรณี The 1 Card กว่า 5 ล้านบัญชี ที่ทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและขโมยสิทธิประโยชน์ได้

ความน่ากลัวอยู่ที่การโจมตีแบบ Impersonation Scam หรือการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มิจฉาชีพจะใช้ข้อมูลจริงที่คุณคิดว่ามีเพียงหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่รู้ มาสร้างความเชื่อถือเพื่อข่มขู่หรือหลอกให้โอนเงิน สภาวะนี้ทำให้ความเชื่อมั่นในระบบดิจิทัลของไทยลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบหลายปี

ความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง เมื่อ “ป้อมปราการ” เดิมใช้การไม่ได้อีกต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เปิดเผยตัวเลขที่ชวนให้ขบคิดว่า ในปี 2568 คะแนนความพร้อมด้านไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ (GOV) เฉลี่ยลดลงเหลือเพียงร้อยละ 59 สวนทางกับภัยคุกคามที่พุ่งสูงขึ้นถึง 196,078 ครั้งในไตรมาสเดียว

ปัญหาหลักเกิดจากแนวคิดการทำงานแบบ “Silo Mentality” หรือต่างคนต่างทำ ขาดการบูรณาการข้อมูลภัยคุกคามระหว่างกัน นอกจากนี้ ภาคการศึกษายังตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง โดยครองสัดส่วนการถูกโจมตีถึงร้อยละ 23 เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่มีข้อมูลมหาศาลแต่มีงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัยจำกัดที่สุด

เราไม่สามารถป้องกันบ้านด้วยกุญแจดอกเดิมในวันที่ขโมยมีเครื่องตัดเลเซอร์” นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้เชี่ยวชาญที่ชี้ให้เห็นว่าระบบป้องกันแบบเดิม (Perimeter Defense) นั้นล้าสมัยไปแล้ว

ยุทธศาสตร์ “Zero Trust” ไม่ไว้วางใจใคร เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เพื่อตอบโต้สถานการณ์นี้ สกมช. ได้ประกาศรุกคืบด้วยแนวคิด “Zero Trust Architecture” หรือการ “ไม่ไว้วางใจใครเลย” แม้จะเป็นบุคคลภายในองค์กรก็ตาม ทุกการเข้าถึงข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบตัวตนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง (Continuous Verification)

กลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 5 เสาหลักสำคัญ:

  1. Identity & Access Management: ตรวจสอบตัวตนทุกครั้งไม่มีข้อยกเว้น
  2. Least Privilege: ให้สิทธิเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น
  3. Micro-segmentation: กั้นห้องข้อมูลไม่ให้แฮกเกอร์เดินทะลุถึงกันได้หากเจาะเข้ามาได้จุดหนึ่ง
  4. Continuous Monitoring: ใช้ AI เฝ้าระวังพฤติกรรมผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง
  5. Data Protection: เข้ารหัสข้อมูลในทุกสถานะเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกขโมยไปกลายเป็นขยะที่อ่านไม่ออก

กองทุน ววน. จับมือ สกมช.: พลิกโฉมจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้สร้าง” เทคโนโลยี

ก้าวสำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม สกสว. คือการลงนามความร่วมมือระหว่าง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ สกมช. เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือการขาดแคลนเทคโนโลยีและบุคลากรของไทยเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยี Cyber Security จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด และยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคลากรไซเบอร์กว่า 70,000 อัตรา ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนาใน 5 ด้านหลัก:

  • AI for Cyber Security: พัฒนาปัญญาประดิษฐ์สัญชาติไทยเพื่อตรวจจับอาชญากรรม
  • Quantum Safe Communication: เตรียมความพร้อมสู่ายุคควอนตัมคอมพิวติ้งที่อาจเจาะรหัสผ่านได้ทุกชนิดในอนาคต
  • IoT Security: ป้องกันระบบเซนเซอร์ในโรงงานอุตสาหกรรมและ Smart City
  • Data Security: เทคโนโลยีปกป้องการรั่วไหลของข้อมูลโดยเฉพาะ
  • Cyber Threat Intelligence: สร้างฐานข้อมูลภัยคุกคามระดับชาติเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันการสร้างหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อผลิตนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ให้ทันต่อความต้องการของตลาด

บทสรุปและทางออก อนาคตที่ต้องร่วมกันสร้าง

วิกฤตข้อมูล 180 ล้านบัญชีไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติในยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนจากความปลอดภัยแบบตั้งรับ (Reactive) เป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive) คือทางออกเดียวที่ยั่งยืน

“การสร้างความมั่นคงไซเบอร์ไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่าย IT แต่มันคือวาระแห่งชาติที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจาก ‘จุดอ่อน’ ให้กลับมาเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศไทยอีกครั้ง”

สถิติจากปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ใช้ระบบ AI และ Automation ในการป้องกันภัยไซเบอร์สามารถประหยัดค่าความเสียหายได้เฉลี่ยถึง 1.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับองค์กรที่ไม่ได้ใช้ นี่คือตัวเลขที่ยืนยันว่าการลงทุนในเทคโนโลยีไซเบอร์คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในวินาทีนี้

ท้ายที่สุด ประชาชนทุกคนต้องมี ภูมิคุ้มกันดิจิทัล” (Digital Immunity) เริ่มต้นจากการทำ Cyber Hygiene ขั้นพื้นฐาน เช่น การไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำ การใช้ MFA และการมีสติก่อนคลิกทุกครั้ง เพราะในสมรภูมิไซเบอร์ “ความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้ตลอดกาล”

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.)
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส. / PDPC)
  • ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ (ThaiCERT)
  • Cybersecurity Agency of Singapore (CSA)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมอาเซียนสัญจรเชียงราย ชู “ยุทธศาสตร์ฟ้าใส” แก้ฝุ่นข้ามพรมแดนและปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน

เชียงรายบนเวทีอาเซียนสัญจร 2569 เมื่อปัญหาฝุ่นข้ามแดนและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลายเป็นวาระร่วมที่ต้องแก้ด้วยข้อมูลและกลไกภูมิภาค

เชียงราย,12 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพห้องประชุมในโรงแรม The Heritage วันนี้ไม่ได้มีเพียงพิธีการตามกำหนดการประชุม แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโจทย์การพัฒนาชายแดนภาคเหนือที่ซับซ้อนขึ้นทุกปี ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ที่ลอยข้ามพรมแดนโดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไปจนถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เคลื่อนฐานตามแรงกดดันของการบังคับใช้กฎหมาย

กิจกรรมอาเซียนสัญจรที่กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ จัดขึ้นในจังหวัดเชียงราย จึงถูกวางให้เป็นมากกว่ากิจกรรมเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการ เพราะพื้นที่ปลายทางขององค์ความรู้ในวันนี้คือชีวิตจริงของคนชายแดน ผู้ประกอบการ นักเรียน ครู และหน่วยงานรัฐในจังหวัด ที่ต้องอยู่กับผลกระทบเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงไปพร้อมกัน

ผู้เข้าร่วมราว 100 คนประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดเชียงราย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึงครูจากโรงเรียนเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด กลุ่มผู้ฟังลักษณะนี้ทำให้วงสนทนาไม่ได้หยุดอยู่แค่คำอธิบายโครงสร้างอาเซียน แต่ไหลไปสู่คำถามเชิงปฏิบัติว่า เมื่อปัญหาข้ามแดนหนักขึ้น กลไกอาเซียนช่วยอะไรได้จริง และคนเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมือภูมิภาคเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างไร

อาเซียนไม่ได้อยู่ไกล เมื่อเชียงรายอยู่ใกล้กว่าที่คิด

การตั้งกิจกรรมในเชียงรายมีนัยสำคัญต่อการสื่อสารนโยบายสาธารณะ เพราะจังหวัดนี้เป็นหนึ่งในประตูสำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งการค้า การท่องเที่ยว และการเคลื่อนย้ายผู้คน เมื่อสถานการณ์โลกและภูมิภาคผันผวน ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงชุมชนชายแดนได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

ในอีกด้านหนึ่ง อาเซียนเองเป็นภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจและประชากรใหญ่พอจะเปลี่ยนชีวิตคนท้องถิ่นได้ หากรู้ช่องทางและรู้วิธีใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง ข้อมูลตัวชี้วัดของอาเซียนระบุว่า ประชากรอาเซียนอยู่ในระดับหลายร้อยล้านคน และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องหลังยุคโควิด ซึ่งหมายถึงโอกาสของสินค้าและบริการท้องถิ่น รวมถึงเชียงราย หากสามารถเชื่อมกับตลาดภูมิภาคได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม โอกาสและความเสี่ยงมักมาเป็นแพ็กเดียวกัน ยิ่งการเชื่อมต่อข้ามแดนมีความหนาแน่นมากขึ้น ปัญหาที่อาศัยช่องว่างชายแดนก็ยิ่งทวีความรุนแรง ตั้งแต่หมอกควันข้ามแดน ไปจนถึงการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคในหลายประเทศ

น.ส. สุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ

ประเด็นเด่นที่ถูกจับตา ฝุ่นข้ามแดนที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือจริง ไม่ใช่การขอความร่วมมือแบบปีต่อปี

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาในวงสนทนาวันนี้คือ การแก้ฝุ่นข้ามแดนภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส ที่ฝ่ายไทยผลักดันร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยรองอธิบดีกรมอาเซียน นางสาวสุชาดา เมฆธารา ให้ข้อมูลในเชิงทิศทางว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล เนื่องจากกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง และต้องเดินหน้าความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง

ในงานครั้งนี้ นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ให้ภาพรวมว่า ประเด็นฝุ่น PM2.5 เป็นผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลไทย จึงมีความพยายามทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมาและลาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ พร้อมสะท้อนรายละเอียดการทำงานผ่านกิจกรรมหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดที่จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไทย ลาว เมียนมา และมีผู้เชี่ยวชาญจากจีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย รวมถึงญี่ปุ่นเข้าร่วม แลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อเสริมความร่วมมือในประเด็นสำคัญร่วมกัน เช่น เกษตรยั่งยืน การจัดการป่า ระบบเตือนภัย และการติดตามจุดความร้อนซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการทำงานร่วมกันในระยะต่อไป

สาระสำคัญจากถ้อยคำที่นำเสนอในเวทีนี้คือ การแก้ปัญหาฝุ่นไม่อาจพึ่งการรณรงค์หรือมาตรการเฉพาะหน้าภายในประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะต้นตอจำนวนหนึ่งอยู่นอกเขตอำนาจรัฐ และเกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร พฤติกรรมการจัดการพื้นที่ป่า และระบบเตือนภัยที่ยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค

ในมุมกฎหมายและกรอบความร่วมมือ อาเซียนมีข้อตกลงว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดนซึ่งถูกลงนามตั้งแต่ปี 2545 และมีผลใช้บังคับในปี 2546 เพื่อยกระดับการร่วมมือ ป้องกัน เฝ้าระวัง และรับมือมลพิษหมอกควันข้ามแดนร่วมกัน การหยิบประเด็นนี้กลับมาพูดในเชียงรายวันนี้จึงเป็นสัญญาณว่า ปัญหาไม่ได้ลดความสำคัญลง ตรงกันข้ามคือกำลังกลับมาเป็นโจทย์ที่ต้องทำให้กลไกที่มีอยู่เคลื่อนจริงในภาคสนาม

ความน่ากังวลของ PM2.5 ไม่ได้มีแค่ตัวเลขรายวัน แต่คือความเสี่ยงระยะยาว งานอ้างอิงด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติชี้ว่า แนวทางขององค์การอนามัยโลกปรับลดค่าคำแนะนำของ PM2.5 ลงอย่างเข้มงวดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานผลกระทบต่อสุขภาพที่ชัดขึ้น เมื่อมาตรฐานทางวิชาการยิ่งเข้ม การบริหารจัดการเชิงระบบก็ยิ่งต้องจริงจัง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อการสะสมของมลพิษในช่วงลมสงบ

อีกประเด็นที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันคือค่าอ้างอิงมาตรฐานภายในประเทศ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทยได้อ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ใช้ในประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าเมื่อเกินเกณฑ์จะมีผลต่อสุขภาพและต้องมีมาตรการป้องกันส่วนบุคคลและชุมชน

ประเด็นเด่นอีกด้าน อาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อคนชายแดนต้องการคำตอบที่จับต้องได้

หากฝุ่นข้ามแดนคือปัญหาที่มองเห็นด้วยตาในบางวัน อาชญากรรมออนไลน์คือปัญหาที่มองไม่เห็น แต่กัดกินเงินออมและความมั่นคงทางใจของผู้คนทุกวัน คำถามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ประชิดชายแดนเชียงรายจึงถูกยกขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา ว่าอาเซียนมีเครื่องมืออะไรในการประสานงานหรือกดดันประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้การปราบปรามมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำอธิบายในเวทีนี้ชี้ไปยังกรอบความร่วมมือของอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีทั้งระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และมีแนวคิดสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี และพัฒนาไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกัน รวมถึงการทำให้พื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมลดลง

นางสาวสุชาดา เมฆธารา รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ อธิบายว่ากรอบอาเซียนมีทั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และกรอบการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงแผนงานความร่วมมือด้านการบริหารจัดการชายแดนซึ่งเป็นข้อริเริ่มของไทย เป้าหมายคือการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การแชร์แนวปฏิบัติที่ดี และยกระดับไปสู่การสืบสวนสอบสวนร่วมกันในประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การติดตามเครือข่ายบัญชีม้า

การย้ำว่าพยายามลดพื้นที่ปลอดภัยของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ สอดรับกับแนวโน้มที่หลายประเทศในภูมิภาคเผชิญ คือกลุ่มหลอกลวงย้ายฐานไปตามจุดที่บังคับใช้กฎหมายได้ยากขึ้น หรืออาศัยช่องว่างระหว่างเขตอำนาจรัฐ

ข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงของกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติระบุถึงโครงสร้างความร่วมมือ เช่น การประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติ และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส รวมถึงทิศทางการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการชายแดนและอาชญากรรมรูปแบบใหม่

ด้านภาพรวมระดับภูมิภาค หน่วยงานระหว่างประเทศหลายแห่งชี้ว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวสูงและมีลักษณะข้ามพรมแดน ซึ่งเพิ่มภาระให้ประเทศปลายทางที่ต้องรับผู้เสียหายและติดตามเงินที่ถูกโอนผ่านหลายทอด เมื่อมองจากเลนส์นี้ คำถามของคนเชียงรายจึงไม่ใช่แค่จะจับกุมได้กี่คดี แต่คือจะลดแรงจูงใจ ลดช่องว่างทางเทคโนโลยี และลดพื้นที่ตั้งฐานได้อย่างไร

ประเด็นรองที่ซ่อนความหมาย โครงการห้องสมุดอาเซียน เมื่อความรู้คือเกราะป้องกันระยะยาว

ท่ามกลางประเด็นหนักอย่างฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติ กิจกรรมอาเซียนสัญจรยังมีอีกแกนหนึ่งที่ดูเหมือนนุ่ม แต่ทรงพลังระยะยาว คือการต่อยอดโครงการห้องสมุดอาเซียนที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 และขยายครบ 77 จังหวัดในปี 2568 ตามข้อมูลที่ถูกกล่าวในเวที

รองอธิบดีกรมอาเซียนอธิบายภาพรวมว่า โรงเรียนหลายแห่งใช้ห้องสมุดอาเซียนเป็นพื้นที่เรียนรู้และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับอาเซียน ทำให้เด็กเห็นภาพโลกกว้าง เข้าใจว่าไทยไม่ได้อยู่ลำพังในภูมิภาค และเรียนรู้ทักษะการอยู่ร่วมกับความหลากหลาย มุมมองนี้สะท้อนหลักคิดสำคัญว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมต่อปัญหาข้ามแดน ไม่ได้จบแค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องลงทุนกับความรู้และเครือข่ายการศึกษา

แผนระยะต่อไปที่ถูกกล่าวถึงในเวทีคือการปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย เพิ่มสื่อดิจิทัล และสร้างเครือข่ายครูภาคเหนือ 9 จังหวัด เพื่อให้ครูแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนากิจกรรมร่วมกันในอนาคต หากทำได้จริง เครือข่ายนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่ช่วยให้การสื่อสารความเสี่ยง เช่น เรื่องฝุ่น การหลอกลวงออนไลน์ หรือข่าวลวง สามารถกระจายถึงผู้เรียนและครอบครัวได้เร็วขึ้น

เชียงรายจะได้อะไรจากเวทีนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แต่อยู่ที่การนำกลับไปทำจริง

คำถามที่ถูกตั้งในเวทีว่า คนท้องถิ่นเชียงรายจะใช้ประโยชน์จากความร่วมมืออาเซียนด้านใดมากที่สุด ถูกตอบในเชิงภาพรวมว่าอาเซียนให้ประโยชน์ในสามมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยเสถียรภาพและความปลอดภัยเอื้อต่อเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเอื้อต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และสังคมที่เข้มแข็งช่วยลดความเปราะบางต่อปัญหาข้ามแดน

แต่หากแปลงให้เป็นภาษาคนทำงานในพื้นที่ โจทย์ของเชียงรายหลังเวทีนี้ควรถูกจัดเป็นชุดปฏิบัติการที่ชัดขึ้น

มิติสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องทำให้ข้อมูลเตือนภัยและการจัดการจุดเสี่ยงเชื่อมกับการสื่อสารระดับชุมชนมากกว่าเดิม ตั้งแต่การสื่อสารภาวะฝุ่นในโรงเรียน โรงพยาบาล ตลาด ไปจนถึงการประสานงานกับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงข้ามแดนภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่

มิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ ต้องทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและแนวปฏิบัติที่ดีในกรอบอาเซียนแปลเป็นคู่มือป้องกันภัยให้ประชาชน เช่น วิธีสังเกตกลโกง วิธีอายัดบัญชี ช่องทางแจ้งเหตุ รวมถึงการลดจำนวนเหยื่อรายใหม่ผ่านการให้ความรู้ในชุมชนและสถานศึกษา

มิติการศึกษาและทุนมนุษย์ ต้องเร่งต่อยอดเครือข่ายห้องสมุดอาเซียนให้เป็นเครือข่ายทักษะพลเมืองดิจิทัลในยุคที่ข้อมูลเท็จแพร่เร็วพอ ๆ กับฝุ่นควัน เพราะหากเด็กและครูมีชุดความรู้และสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย การป้องกันความเสี่ยงจะยืนระยะได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เสียงจากผู้บริหารในเวที เมื่อคำว่าอาเซียนต้องถูกแปลเป็นความอุ่นใจของประชาชน

ประโยคที่สะท้อนแก่นของกิจกรรมวันนี้คือการย้ำว่า ปัญหาฝุ่นและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง และต้องทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงปีต่อปี หากมองด้วยมาตรฐานงานข่าวเชิงนโยบาย นี่คือการประกาศทิศทางว่า ภาครัฐกำลังพยายามยกระดับเรื่องปัญหาข้ามแดนจากระดับพื้นที่ให้เป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จของเวทีนี้จะถูกวัดด้วยสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ เช่น จำนวนวันที่ค่าฝุ่นลดลง การแจ้งเตือนที่เข้าถึงคนกลุ่มเปราะบาง การลดจำนวนผู้เสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ และการมีช่องทางช่วยเหลือที่ทำงานได้จริง

เมื่อเชียงรายเป็นเสมือนแนวหน้า ความร่วมมืออาเซียนต้องเป็นแนวหลังที่แข็งแรง

กิจกรรมอาเซียนสัญจรในเชียงราย 12 กุมภาพันธ์ 2569 ชี้ให้เห็นว่า บทบาทอาเซียนในสายตาคนท้องถิ่นกำลังเปลี่ยนจากภาพรวมที่ไกลตัว มาเป็นเครื่องมือที่ประชาชนคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหาที่กระทบชีวิตจริง ทั้งฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน และอาชญากรรมออนไลน์ที่กัดกินความเชื่อมั่นของสังคม

เชียงรายอาจเป็นจังหวัดหนึ่งในแผนที่ประเทศ แต่ในแผนที่ปัญหาข้ามแดน เชียงรายคือพื้นที่ที่รับผลกระทบก่อนและชัดกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เวทีความรู้จะมีความหมายต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนเป็นเวทีปฏิบัติการ และกลไกความร่วมมือจะมีความหมายต่อเมื่อประชาชนรู้สึกว่า ความปลอดภัย สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจดีขึ้นจริง

ท้ายที่สุด สิ่งที่กิจกรรมวันนี้ทิ้งไว้ไม่ใช่แค่เอกสารกำหนดการหรือภาพถ่ายร่วม แต่คือโจทย์ร่วมของหน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และชุมชนว่า จะทำอย่างไรให้ความร่วมมือระดับภูมิภาคกลายเป็นอากาศที่หายใจได้สะดวกขึ้น และสังคมที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับคนเชียงรายและคนไทยทั้งประเทศ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ เนื้อหาและถ้อยคำจากกิจกรรมอาเซียนสัญจร จังหวัดเชียงราย วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569
  • กรมควบคุมมลพิษ เอกสารอ้างอิงมาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เผยแพร่ผ่านหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันที่ปรากฏในเอกสารราวปี 2567
  • ASEAN Statistics Division ฐานข้อมูลสถิติทางการของอาเซียน รายการตัวชี้วัดหลัก เข้าถึงและอ้างอิงจากหน้าข้อมูลสถิติ
  • ASEAN Secretariat ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษหมอกควันข้ามแดน และการมีผลใช้บังคับ
  • กระทรวงการต่างประเทศ เอกสารอธิบายกรอบความร่วมมืออาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ
  • งานวิชาการอ้างอิงแนวทางคุณภาพอากาศระดับนานาชาติ ที่สรุปค่าคำแนะนำและทิศทางการปรับปรุงแนวทางขององค์การอนามัยโลก
  • United Nations Office on Drugs and Crime ข้อมูลสถานการณ์อาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาค อ้างผ่านการรายงานข่าว
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งยกระดับคุมเข้มชายแดน สกัดขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีดาวเทียม

ชายแดนเชียงรายในสมรภูมิอาชญากรรมข้ามชาติ

เชียงราย, 10 กุมภาพันธ์ 2569 – บริเวณแนวชายแดนเหนือ เส้นแบ่งประเทศที่เคยเป็นเพียง “จุดผ่านแดน” กำลังถูกผลักให้กลายเป็น “แนวหน้า” ของอาชญากรรมยุคดิจิทัล เมื่อเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติขยับฐานปฏิบัติการเข้ามาประชิดพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องหลอกโอนเงิน แต่เชื่อมโยงไปถึงการค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ และระบบฟอกเงินที่อาศัยคนไทยเป็นฟันเฟืองโดยไม่รู้ตัว

สัญญาณเตือนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากข่าวลือ หากสะท้อนผ่านการประชุมติดตามสถานการณ์ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อประเมินภาพรวมภัยคุกคามตามแนวชายแดนไทย เมียนมา และลาว

แผนที่จุดเสี่ยงท่าขี้เหล็กและคิงส์โรมัน

ข้อมูลจากการประชุมระบุพิกัดเสี่ยงหลัก 2 จุดที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด

จุดแรกอยู่ฝั่งเมียนมา บริเวณท่าขี้เหล็ก พื้นที่ซึ่งมีคาสิโนและสถานบันเทิงหนาแน่น ถูกระบุว่าเป็นฐานขนาดใหญ่ของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ มีรูปแบบการล่อลวงคนไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางไปทำงาน ก่อนถูกยึดเอกสาร ถูกควบคุมตัว และถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง หากขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักขัง

จุดที่สองอยู่ฝั่ง สปป.ลาว บริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษคิงส์โรมัน ริมแม่น้ำโขง ซึ่งถูกระบุว่าเป็นพื้นที่กบดานของสแกมเมอร์ข้ามชาติ และเป็นเหตุให้หน่วยงานไทยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของคนและทรัพยากรที่ไหลเวียนข้ามแดนอย่างต่อเนื่อง

จากห้องประชุมอู่หลงถึงปฏิบัติการตัดวงจรในฝั่งไทย

ด้านการสกัดกั้นในฝั่งไทย ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าปฏิบัติการเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่าย โดยช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 มีการระบุผลปฏิบัติการสำคัญ เช่น คดีจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการกดเงินและโอนเงิน พร้อมตรวจยึดบัตรเอทีเอ็มจำนวนมากกว่า 2,057 ใบ รวมถึงการสกัดพัสดุที่ลักลอบส่งสมุดบัญชีและซิมการ์ดผ่านระบบขนส่งเอกชน และการจับกุมแรงงานต่างด้าวที่เกี่ยวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติรวม 288 ราย

ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่า “ศูนย์ปฏิบัติการ” ของอาชญากรรมไม่ได้ตั้งอยู่ในไทยทั้งหมด แต่ไทยถูกใช้เป็นทั้งทางผ่าน จุดพักเงิน และฐานโลจิสติกส์ในบางช่วงของวงจร ตั้งแต่การเปิดบัญชี การจัดหาอุปกรณ์สื่อสาร ไปจนถึงการกดเงินสดออกจากระบบ

วงจรบัญชีม้าและซิมม้า เมื่อความเสี่ยงเริ่มจากคนใกล้ตัว

แกนกลางของอาชญากรรมออนไลน์จำนวนมากยังคงพึ่งพา “บัญชีม้า” และ “ซิมม้า” เพราะทำให้เงินที่ได้จากการหลอกลวงเคลื่อนที่เร็ว แตกเป็นทอด ๆ และยากต่อการไล่เส้นทาง เมื่อถึงจุดหนึ่งเงินจะถูกกดออกมาเป็นเงินสด หรือถูกแปลงสภาพต่อไปเป็นสินทรัพย์อื่นที่ตรวจสอบยากขึ้น

ในระดับประเทศ หน่วยงานรัฐรายงานตัวเลขการดำเนินการกับบัญชีม้าและซิมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขนาดที่สูงมาก โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเผยแพร่ข้อมูลว่า มีการระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1,180,000 บัญชี และระงับซิมต้องสงสัยแล้วกว่า 1,920,000 เลขหมาย

ตัวเลขระดับล้านเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหมายความว่าในโลกความจริง “ฟันเฟือง” ของขบวนการจำนวนมากไม่ได้เป็นอาชญากรมืออาชีพเสมอไป แต่อาจเป็นคนทั่วไปที่ถูกจูงใจด้วยค่าจ้างเล็กน้อย ถูกหลอกว่าไม่ผิด หรือถูกชักชวนให้เป็นนายหน้าเปิดบัญชีให้ผู้อื่น จนกลายเป็นผู้ร่วมกระทำผิดโดยไม่ทันตั้งตัว

โทษทางกฎหมายและความจริงที่คนจำนวนมากยังไม่รู้

ข้อกฎหมายไทยในปัจจุบันกำหนดโทษต่อการยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำความผิด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ประชาชน “เห็นความเสี่ยงให้ชัด” ตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะอาชญากรรมสแกมเมอร์ยุคใหม่ไม่ได้เริ่มจากการโทรหลอกอย่างเดียว แต่เริ่มจากการจัดหาเครื่องมือและตัวตน ซึ่งบัญชีม้าและซิมม้าคือทรัพยากรที่ทำให้การหลอกลวงขยายตัวได้แบบอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีใหม่ของเครือข่ายอาชญากรรม

อีกมิติที่หน่วยงานความมั่นคงต้องเร่งตามให้ทัน คือการยกระดับเครื่องมือสื่อสารและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตของกลุ่มอาชญากร บางกรณีมีรายงานว่าแก๊งสแกมเมอร์ใช้ระบบดาวเทียมเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตัดสัญญาณข้ามแดน โดยสำนักข่าวเอพีรายงานปฏิบัติการในพื้นที่เมียนมาซึ่งพบอุปกรณ์ Starlink จำนวน 30 ชุด และมีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยจำนวนมาก

เมื่อโครงข่ายสื่อสารถูกทำให้พึ่งพาแหล่งสัญญาณที่รัฐควบคุมได้ยากขึ้น ความท้าทายของภาครัฐก็เพิ่มขึ้นทันที เพราะมาตรการเดิมที่เน้นตัดไฟ ตัดเน็ต หรือคุมเส้นทางสัญญาณ อาจไม่เพียงพอในสนามจริง

เบื้องหลังกำแพงปิด แรงงานบังคับและค้ามนุษย์ที่ซ่อนอยู่

เรื่องที่ทำให้สถานการณ์นี้เป็นมากกว่า “คดีหลอกโอนเงิน” คือข้อกล่าวหาเรื่องการค้ามนุษย์และแรงงานบังคับ ซึ่งหลายสำนักข่าวและหน่วยงานระหว่างประเทศเตือนต่อเนื่องว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อมโยงกับการกักขัง บังคับทำงาน และความรุนแรง

เอพีอ้างการประเมินของสหประชาชาติที่ระบุว่ามีคนมากกว่า 200,000 คนในเมียนมา และอีกจำนวนมากในกัมพูชา ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ขณะที่รอยเตอร์รายงานเหตุช่วยเหลือผู้ถูกกักขังและบังคับทำงานจำนวน 260 คน จาก 19 สัญชาติในฝั่งเมียนมา ซึ่งสะท้อนความเป็นปัญหาข้ามชาติที่กระทบมนุษย์จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร

เมื่อภาพนี้ซ้อนทับกับข้อมูลในพื้นที่เชียงราย ที่ระบุถึงการล่อลวงไปทำงานฝั่งเพื่อนบ้านและการควบคุมตัว หากขัดขืนอาจถูกทำร้ายหรือกักขัง ประเด็นจึงไต่ระดับจากภัยไซเบอร์ ไปสู่ประเด็นความมั่นคงมนุษย์ และความปลอดภัยของแรงงานข้ามแดนในเวลาเดียวกัน

คำเตือนจากผู้ว่าฯ และสิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที

ในการประชุมติดตามสถานการณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้เน้นย้ำการป้องกันที่เริ่มต้นจากประชาชน โดยสาระสำคัญคือ อย่าหลงเชื่อคำชักชวนไปทำงานรายได้ดีในประเทศเพื่อนบ้าน และอย่ารับจ้างเปิดบัญชีหรือส่งมอบบัตรเอทีเอ็มและซิมการ์ดให้ผู้อื่น เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

ในเชิงปฏิบัติสำหรับประชาชน 3 เรื่องที่ควรทำทันที
หนึ่ง ปฏิเสธการรับจ้างเปิดบัญชีหรือยืนยันตัวตนแทนคนอื่น ไม่ว่าข้อเสนอจะดูง่ายเพียงใด
สอง ตรวจสอบงานต่างประเทศให้ละเอียด โดยเฉพาะงานที่สัญญารายได้สูงผิดปกติ มีคนพาไป มีการยึดเอกสาร หรือให้เดินทางผ่านช่องทางไม่ปกติ
สาม หากพบพฤติกรรมขนส่งสมุดบัญชี ซิมการ์ด หรืออุปกรณ์สื่อสารที่ผิดสังเกต ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพราะโลจิสติกส์ขนาดเล็กอาจเป็นสายส่งหลักของขบวนการขนาดใหญ่

แนวโน้มข้างหน้า ชายแดนยังเป็นสมรภูมิ หากความร่วมมือยังไม่ทันเกม

ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่าเชียงรายกำลังเผชิญ “ความมั่นคงรูปแบบใหม่” ที่พรมแดนทางกายภาพไม่สามารถสกัดกั้นภัยดิจิทัลได้ทั้งหมด และเมื่ออาชญากรใช้เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นขึ้น รวมถึงอาศัยพื้นที่สีเทาตามแนวชายแดนเป็นฐาน ความร่วมมือระหว่างประเทศและการไล่ทันนวัตกรรมอาชญากรรมจึงเป็นตัวแปรชี้ชะตา

ในวันที่วงจรอาชญากรรมต้องพึ่งบัญชีม้าและซิมม้าเป็นทรัพยากรหลัก การทำให้คนทั่วไป “ไม่เป็นช่องทาง” อาจทรงพลังพอ ๆ กับการทลายฐานปฏิบัติการ เพราะถ้าระบบการเงินและตัวตนถูกทำให้รั่วไหลยาก อุตสาหกรรมหลอกลวงก็ขยายตัวได้ช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด วิกฤตที่ชายแดนไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป และคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงจับได้กี่คดี แต่คือเราจะลดจำนวนคนที่ถูกหลอกให้เข้าไปในวงจรนี้ได้อย่างไร ก่อนที่ใครบางคนในชุมชนจะตกเป็นเหยื่อรายถัดไป หรือกลายเป็นผู้ต้องหาจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1,180,000 บัญชี และระงับซิมต้องสงสัยกว่า 1,920,000 เลขหมาย ตามข้อมูลเผยแพร่โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • โทษให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีโทรศัพท์เพื่อใช้กระทำความผิด จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามเอกสารกฎหมายที่เผยแพร่โดยวุฒิสภา
  • สหประชาชาติประเมินผู้ถูกบังคับทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์มากกว่า 200,000 คนในเมียนมา ตามรายงานเอพี
  • รายงานช่วยเหลือผู้ถูกกักขัง 260 คน จาก 19 สัญชาติในเมียนมา ตามรอยเตอร์
  • รายงานพบอุปกรณ์ Starlink 30 ชุดในปฏิบัติการกวาดล้างพื้นที่เมียนมา ตามเอพี
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • วุฒิสภา เอกสารพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อัตราโทษเกี่ยวกับการยินยอมให้ใช้บัญชีเพื่อกระทำความผิด
  • Associated Press รายงานสถานการณ์ศูนย์สแกมเมอร์ การบังคับใช้แรงงาน และการพบอุปกรณ์ดาวเทียม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

ปั่นราคาบัตรคอนเสิร์ตพุ่ง 3 เท่า แฟนเพลงเจ็บหนัก-เศรษฐกิจเสียหาย

วงการ K-Pop สะเทือน! “เว็บ Bot” ปั่นราคาบัตรคอนเสิร์ต BLACKPINK พุ่ง 3 เท่า แฟนเพลงเจ็บหนัก-เศรษฐกิจเสียหาย

กรุงเทพฯ, 5 สิงหาคม 2567 – วงการ K-Pop ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ จากปัญหาการปั่นราคาบัตรคอนเสิร์ตโดยใช้ เว็บ Bot” เพื่อกว้านซื้อบัตรจำนวนมากและนำไปขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งแฟนเพลงและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะการประกาศเวิลด์ทัวร์ของวง BLACKPINK WORLD TOUR < DEADLINE > IN BANGKOK ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2568 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการบัตรที่สูงลิ่ว แต่ก็มาพร้อมกับความกังวลว่าปัญหา “บัตรผี” จะกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง

ข่าวล่าสุดจาก YG Entertainment ค่ายต้นสังกัดของ BLACKPINK ที่ประกาศความสำเร็จของเพลง “PINK VENOM” ซึ่งทำยอดชมทะลุ 1 พันล้านวิวบน YouTube ตอกย้ำถึงความนิยมที่แข็งแกร่งของวงและอุตสาหกรรม K-Pop ที่ยั่งยืนมาอย่างยาวนาน แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่เปิดช่องให้กลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์

บัตรผี” ราคาพุ่ง 3 เท่ากรณีศึกษา GOT7

แม้จะมีการประกาศเวิลด์ทัวร์ของ BLACKPINK ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็มีความกังวลถึงปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตอื่นๆ เช่น “2025 GOT7 CONCERT in BANGKOK” ซึ่งจัดแสดง 2 รอบที่สนามราชมังคลากีฬาสถานและบัตรเข้าชมได้ถูกจำหน่ายหมดลงอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลพบว่า ราคาบัตรคอนเสิร์ตของ GOT7 ที่มีราคาหน้าบัตรสูงสุด 9,900 บาท ถูกนำไปขายต่อในเว็บไซต์ของจีนในราคาสูงถึง 40,000 – 50,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาหน้าบัตรถึง 3 เท่าตัว!

เงินจำนวนมหาศาลจากการขายบัตรผีเหล่านี้ไหลออกนอกประเทศอย่างไร้หลักฐานการรับรองกำไรที่ชัดเจน และยังส่งผลให้เกิดการโกงบัตรเพิ่มมากขึ้น โดยผู้เสียหายหลายรายถูกหลอกให้ซื้อบัตรราคาแพงโดยอ้างว่าสามารถเลือกที่นั่งได้ก่อนใคร แต่ไม่กล้าออกมาแจ้งความเพราะกลัวความผิดในฐานะผู้ซื้อบัตรผี

โดยเฉลี่ยแล้ว ความเสียหายจากกรณีการโกงบัตรคอนเสิร์ตอยู่ที่หลักหมื่นต่อคน หากมีคอนเสิร์ตใหญ่ 20 งานต่อปี และแต่ละงานมีผู้เสียหายหลักสิบราย มูลค่าความเสียหายรวมอาจสูงถึง 20 ล้านบาทต่อปี เลยทีเดียว แต่ทั้งภาครัฐและเอกชนกลับยังคงนิ่งเฉยกับปัญหานี้ และไม่มีระบบหรือกฎหมายที่เอาจริงเอาจังในการจัดการกับการโกงที่เกิดขึ้น

กลไกการทำงานของ “เว็บ Bot” เหนือมนุษย์และหลบเลี่ยงกฎ

เว็บ Bot” คือซอฟต์แวร์อัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อซื้อบัตรจำนวนจำกัดด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์อย่างมาก โดยบอทเหล่านี้จะเลียนแบบพฤติกรรมของมนุษย์แต่ทำงานได้เร็วกว่าและในปริมาณที่มากกว่า ทำให้สามารถกว้านซื้อบัตรได้หลายร้อยใบในทันทีที่การขายเริ่มต้นขึ้น

นอกจากนี้ บอทยังถูกใช้เพื่อ “Denial of Inventory” โดยการจองบัตรเข้าตะกร้าสินค้าไว้ ทำให้บัตรเหล่านั้นไม่สามารถซื้อได้สำหรับแฟนเพลงตัวจริง ผู้ดำเนินการบอททราบดีว่าความต้องการที่สูงจะทำให้แฟนเพลงยอมจ่ายในราคาที่สูงเกินจริงเพื่อหาบัตรมาครอบครอง

ผลกระทบที่รุนแรง จากความฝันสู่การฉ้อโกง

การแพร่หลายของบอทส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง:

  • การปั่นราคาที่สูงเกินจริง: ความต้องการที่สูงและอุปทานที่ถูกจำกัดโดยบอท ทำให้ราคาบัตรในตลาดรองพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผล เปลี่ยนงานอีเวนต์ทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นสินทรัพย์เพื่อการเก็งกำไร
  • การหลอกลวงที่แพร่หลาย: การกว้านซื้อบัตรโดยบอทนำไปสู่การหลอกลวงที่เพิ่มขึ้น ทั้งการขายบัตรปลอมคุณภาพสูง และการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ซื้อก่อนจะหายตัวไปในที่สุด
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจ: เงินจากการขายบัตรราคาแพงจำนวนมหาศาลไหลออกจากประเทศไปสู่กลุ่มสเกลเปอร์ ซึ่งมักเป็นกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ทำให้เม็ดเงินเหล่านี้ไม่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของไทย
  • ทำลายความเชื่อมั่น: แฟนเพลงรู้สึกผิดหวังและสิ้นหวังที่ความรักต่อศิลปินถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม

กฎหมายไทยยังเป็นช่องโหว่ ขาดมาตรการเอาผิดการปั่นราคา

ในขณะที่หลายประเทศ เช่น จีนและญี่ปุ่น ได้ออกกฎหมายที่เข้มงวดเพื่อต่อต้านการปั่นราคาบัตรและกำหนดให้มีการจำหน่ายบัตรระบุชื่อจริง ประเทศไทยยังคงไม่มีกฎหมายเฉพาะที่มุ่งเป้าไปที่การปั่นราคาบัตรโดยตรง ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์ในตลาดรอง

แม้ว่าแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรอย่าง Thaiticketmajor จะมีแนวปฏิบัติที่เข้มงวด เช่น การใช้บัตรแข็งที่พิมพ์ชื่อผู้ซื้อและห้ามการโอน แต่มาตรการเหล่านี้ก็อาจผลักดันให้แฟนเพลงตัวจริงต้องหันไปพึ่งพาช่องทางที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น

ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์แก้ปัญหาวิกฤตอย่างยั่งยืน

เพื่อแก้ไขปัญหาการปั่นราคาบัตรคอนเสิร์ต K-Pop ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และปกป้องแฟนเพลงจากความเสียหายที่รุนแรง ควรมีการดำเนินกลยุทธ์แบบหลายชั้นดังนี้:

  1. เร่งออกกฎหมายต่อต้านการปั่นราคา: ภาครัฐควรพิจารณาออกกฎหมายที่ชัดเจนและมีบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับผู้ที่ใช้บอทในการกว้านซื้อบัตรและขายต่อในราคาที่สูงเกินจริง
  2. พัฒนาเทคโนโลยีต่อต้านบอท: ผู้จัดงานและแพลตฟอร์มจำหน่ายบัตรควรลงทุนในระบบต่อต้านบอทที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเทคโนโลยีการวิเคราะห์พฤติกรรมขั้นสูง เพื่อตรวจจับและบล็อกกิจกรรมที่น่าสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. บังคับใช้ระบบบัตรระบุชื่อจริง: พิจารณาการใช้ระบบบัตรระบุชื่อจริงอย่างเข้มงวด พร้อมกับพัฒนากลไกการโอนบัตรที่ปลอดภัยและเป็นทางการในราคาหน้าบัตร เพื่อให้แฟนเพลงตัวจริงยังคงได้รับความยืดหยุ่นในการเดินทาง
  4. เพิ่มความโปร่งใส: ผู้จัดงานควรมีการกำกับดูแลการจัดสรรบัตรอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิดกับสเกลเปอร์ และควรมีช่องทางการสื่อสารที่ชัดเจนกับแฟนเพลง
  5. ให้ความรู้และช่องทางร้องเรียน: แฟนเพลงควรได้รับการให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณเตือนภัยของการหลอกลวงบัตร และควรมีช่องทางการร้องเรียนที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องสิทธิ์ของตนเอง หากมีปัญหาเกิดขึ้น

ในสถานการณ์ที่อุตสาหกรรมบันเทิงกำลังเติบโตและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปัญหาการปั่นราคาบัตรไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป หากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของแฟนเพลงจะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สภาองค์กรของผู้บริโภคมีช่องทางการร้องเรียนดังนี้
Line: @tccthailand
ใครพบปัญหาผู้บริโภคสามารถร้องเรียนสภาองค์กรของผู้บริโภค
Facebook / X (Twitter): สภาองค์กรของผู้บริโภค
Tiktok: tccthailand 
โทร 1502 และ 022391839
หรือแจ้งเรื่องร้องเรียนออนไลน์ได้ที่ https://complaint.tcc.or.th

และทาง E-mail : complaint@tcc.or.th

หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการซื้อบัตรคอนเสิร์ต สามารถติดต่อเพื่อขอคำแนะนำและดำเนินการร้องเรียนได้ฟรี 
#สภาผู้บริโภค #เพื่อนผู้บริโภค

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • รายงานจาก YG Entertainment, BLACKPINKOFFICIAL

  • รายงาน GOT7 Concert in Bangkok 2025

  • Thaiticketmajor

  • บทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี Ticketing Systems

  • สภาองค์กรของผู้บริโภค (TCC Thailand): โทร. 1502 / Line: @tccthailand / Facebook และ Tiktok: tccthailand

  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

  • รายงานตลาด Ticket Resale จาก Deloitte Asia 2023

  • รายงานโดยกันณพงศ์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อต้ั้งสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • เรียบเรียงโดย มนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อต้ั้งสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

มิจฉาชีพอ้างตำรวจเชียงราย หลอกขอข้อมูลเหยื่อคอลเซ็นเตอร์ซ้ำ

เชียงรายเตือนภัย! แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจ หลอกผู้เสียหายซ้ำ ตำรวจเร่งประชาสัมพันธ์ป้องกันตกเป็นเหยื่อ

เชียงราย, 25 มิถุนายน 2568 –สถานีตำรวจภูธรเชียงของ จังหวัดเชียงราย ออกประกาศเตือนภัยเร่งด่วนแก่ประชาชน หลังได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ใช้แผนใหม่แอบอ้างชื่อตำรวจในพื้นที่ติดต่อไปยังผู้เสียหายจากกรณีถูกหลอกโอนเงิน ก่อนหน้า เพื่อหวังตบตาให้เหยื่อหลงเชื่อและส่งข้อมูลส่วนตัว หรือเรียกร้องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ด้านตำรวจยืนยัน “ไม่ติดต่อขอข้อมูลส่วนตัว-เงินผ่านโทรศัพท์” แนะประชาชนอย่าหลงเชื่อ หรือโอนเงินเด็ดขาด

เปิดกลยุทธ์ใหม่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างชื่อเจ้าหน้าที่-ใช้รูปโปรไฟล์ปลอม

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเพจเฟซบุ๊กของ สภ.เชียงของ ได้เผยแพร่ประกาศเตือนภัย หลังได้รับแจ้งจากประชาชนหลายรายในพื้นที่ต่างจังหวัดว่ามีผู้โทรศัพท์ติดต่อโดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเชียงราย โดยเฉพาะ “ว่าที่ พ.ต.ต.บัญชา ศรีกันชัย สว.กก.สส.ภ.จว.เชียงราย” อ้างว่ากำลังดูแลคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์และต้องการข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เสียหาย อาศัยข้อมูลจริงบางส่วน เช่น ชื่อตำรวจ รูปโปรไฟล์ และภาพสถานีตำรวจ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ว่าที่ พ.ต.ต.บัญชา ศรีกันชัย เปิดเผยว่า เพิ่งทราบว่ามีผู้อ้างชื่อและตำแหน่งของตน ติดต่อไปยังผู้เสียหายในหลายจังหวัด เช่น ลำพูน สุรินทร์ และชลบุรี โดยระบุว่าตนเป็นพนักงานสอบสวน สภ.เชียงของ อ้างว่าสามารถช่วยติดตามเงินหรือประสานงานจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายและรายละเอียดคดี แต่ยังไม่ได้ขอให้โอนเงินในทันที อย่างไรก็ดี ผู้เสียหายบางรายเกิดความสงสัย จึงติดต่อสอบถามกลับไปที่ สภ.เชียงของ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเรื่องและรีบประกาศเตือนผ่านทุกช่องทาง

ตำรวจขอความร่วมมือประชาชน “อย่าหลงเชื่อ–อย่าโอนเงิน–แจ้งสถานีใกล้บ้าน”

ด้าน พ.ต.อ.เกรียงศักดิ์ ตงศิริ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเชียงของ สั่งการให้ทุกฝ่ายเร่งประชาสัมพันธ์ข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า ตำรวจจะไม่มีการโทรศัพท์ไปขอข้อมูลส่วนตัว เอกสาร หรือเงินจากประชาชนในลักษณะนี้โดยเด็ดขาด หากได้รับการติดต่อควรแจ้งหรือสอบถามกับสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดทันที

ว่าที่ พ.ต.ต.บัญชา ศรีกันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีข้อมูลว่าคนร้ายได้โทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายอย่างน้อย 5-6 รายทั่วประเทศ โดยใช้รูปโปรไฟล์และข้อมูลตำแหน่งที่อาจค้นหาจากสื่อหรืออินเทอร์เน็ตมาแอบอ้าง หากประชาชนได้รับการติดต่อให้สงสัยไว้ก่อนเสมอ และอย่ารีบให้ข้อมูลหรือโอนเงินไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

มิจฉาชีพดัดแปลงข้อมูล–ล่อลวงซ้ำซ้อน หวั่นขยายขบวนการ

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการพัฒนาแผนการล่อลวงตลอดเวลา จากเดิมที่หลอกโอนเงินตรง ๆ ปัจจุบันกลับมุ่งเน้นใช้ข้อมูลของเหยื่อที่เคยแจ้งความมาแล้วมาเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะการอ้างว่าช่วยเหลือหรือดำเนินการกับคดีเก่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เช่น แอบอ้างว่าได้จับกุมคนร้ายได้แล้ว ต้องการสอบถามข้อมูลหรือเรียกเก็บค่าดำเนินการเพิ่มเติม ทั้งยังใช้รูปโปรไฟล์เจ้าหน้าที่ตำรวจและสถานที่ราชการเพื่อหลอกลวง

ที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตือนประชาชนที่เปิดบัญชีรับโอนเงิน (บัญชีม้า) ให้กับขบวนการเหล่านี้ว่า ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มีโทษรุนแรงและจะถูกดำเนินคดีเป็นกลุ่มแรก ก่อนขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ต่อไป

ผลกระทบ–ข้อเสนอแนะและแนวทางป้องกัน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารมาแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชน ทางตำรวจแนะนำให้ผู้เสียหายหรือประชาชนทั่วไปที่ได้รับการติดต่อแปลก ๆ ในลักษณะนี้ ควรตรวจสอบกับสถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วน 191 และหลีกเลี่ยงการตอบกลับหรือส่งข้อมูลส่วนตัวในทันที

ภาครัฐควรเร่งรัดพัฒนากลไกการสื่อสาร แจ้งเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงรณรงค์ผ่านทุกช่องทางให้ประชาชนตระหนักถึงรูปแบบใหม่ ๆ ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

จับ 9 จีน สแกมเมอร์ ใช้ AI หลอกลงทุน คริปโทฯ สหรัฐฯ

เชียงรายจับ 9 ชาวจีน ตั้งฐานสแกมเมอร์ ใช้ AI หลอกเหยื่อสหรัฐลงทุนคริปโทฯ

ตำรวจภาค 5 บุกทลายขบวนการ Hybrid Scam

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2568 – เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.5 ร่วมกับ ตม.5 นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในหมู่ 15 ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ก่อนทำการจับกุม เครือข่ายสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวน 9 คน ที่ใช้เทคโนโลยี AI และ ChatGPT ในการหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติให้ร่วมลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี่

แผนการหลอกลวง: ใช้ AI สร้างโปรไฟล์ปลอม

ขบวนการนี้ใช้วิธี สร้างแอคเคาต์สื่อสังคมออนไลน์ปลอม โดยใช้โปรไฟล์ที่ดูดี สร้างความน่าเชื่อถือ แล้วเลือกเหยื่อจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ก่อนจะตีสนิทผ่านแชต AI และหลอกให้โอนเงินเพื่อร่วมลงทุนในคริปโทฯ ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลในต่างประเทศ

รายชื่อผู้ต้องหาชาวจีนที่ถูกจับกุม

  1. Mr.Cao TaiQing อายุ 32 ปี ไม่มีหนังสือเดินทางตัวจริง พบภาพหนังสือเดินทางในมือถือ
  2. Mr.Tu Xing อายุ 29 ปี ไม่มีหนังสือเดินทาง และไม่มีหลักฐานตัวตน
  3. Mr.Yi Xiu อายุ 30 ปี ไม่มีหนังสือเดินทาง และไม่มีหลักฐานตัวตน
  4. Mr.Duan Guang Shun อายุ 21 ปี มีหนังสือเดินทางตัวจริง วีซ่านักศึกษาหมดอายุ 20 ส.ค. 2568
  5. Mr.Li Jiawei อายุ 22 ปี มีหนังสือเดินทางตัวจริง วีซ่านักศึกษาหมดอายุ 20 ส.ค. 2568
  6. Mr.Yang Lianwei อายุ 24 ปี มีหนังสือเดินทางตัวจริง วีซ่านักศึกษาหมดอายุ 20 ส.ค. 2568
  7. Mr.Cheng Yue อายุ 20 ปี ไม่มีหนังสือเดินทางตัวจริง พบภาพหนังสือเดินทางในมือถือ
  8. Mr.Jrang Kai Hang อายุ 32 ปี ไม่มีหนังสือเดินทางตัวจริง พบภาพหนังสือเดินทางในมือถือ
  9. Mr.Huang RangXin อายุ 26 ปี ไม่มีหนังสือเดินทางตัวจริง พบภาพหนังสือเดินทางในมือถือ

นอกจากนี้ยังสามารถจับกุม ผู้ร่วมขบวนการชาวไทย 1 คน ได้แก่ น.ส.อรทัย (สงวนนามสกุล) อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นภรรยาของ Mr.Cao TaiQing

ตรวจยึดของกลางมูลค่าสูง

เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึด คอมพิวเตอร์จำนวน 14 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 81 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหลายรายการ ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงเหยื่อ

ข้อหาทางกฎหมายและการดำเนินคดี

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาในความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สถิติและผลกระทบของอาชญากรรมทางไซเบอร์

จากข้อมูลของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าในปี 2567 คดีสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นกว่า 200% โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับ การใช้ AI ในการหลอกลวง ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วโลกเสียหายเป็นจำนวนมหาศาล

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กองบังคับการสืบสวนภูธรภาค 5 ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีตำรวจภูธรภาค 5

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
TOP STORIES

นายกฯ ลุยสระแก้ว! ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “ไม่จบไม่เลิก”

นายกฯ ย้ำเดินหน้าปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “ไม่จบ ไม่เลิก” ลงพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

ตรวจด่านคลองลึก อรัญประเทศ ติดตามมาตรการสกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

กรุงเทพฯ, 27 กุมภาพันธ์ 2568 – นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียมลงพื้นที่ ด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ตรงข้ามกับบ้านปอยเปต ประเทศกัมพูชา ในวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อตรวจสอบมาตรการปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสกัดกั้นปัญหาให้หมดไปจากสังคมไทย

ผู้นำรัฐบาลพร้อมคณะลงพื้นที่ หารือมาตรการสกัดอาชญากรรมข้ามแดน

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางพร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาทิ:

  • นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

โดยนายกรัฐมนตรีจะประชุมหารือที่ กองทัพบก ร.12 พัน.3 รอ. ใน อ.อรัญประเทศ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินมาตรการและเยี่ยมชมศูนย์คัดแยกเหยื่อขบวนการคอลเซ็นเตอร์

เดินหน้าปิดช่องทางอาชญากรรม ดำเนินมาตรการเข้มงวด

ภายหลังจากการประชุม นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไป ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ตรวจสอบมาตรการที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ งดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ชายแดน ทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของประเทศ เพื่อลดการสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ ตลาดเบญจวรรณ อ.อรัญประเทศ เพื่อตรวจสอบการลดกำลังส่งสัญญาณการสื่อสาร และมาตรการ ตัดสายสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ในบริเวณสถานีรถไฟคลองลึก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ไม่จบ ไม่เลิก” นายกฯ ยืนยันมาตรการต้องเข้มข้นจนกว่าปัญหาจะหมดไป

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า มาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น จนกว่าปัญหาจะหมดสิ้นไปจากสังคมไทย “รัฐบาลไทยจะไม่ยอมให้ขบวนการคอลเซ็นเตอร์หรือรูปแบบการหลอกลวงใด ๆ กลับมาแผ่ขยายในประเทศอีก” นายจิรายุ กล่าว

สถิติและข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์

  • ปี 2567 มีการร้องเรียนเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 300,000 รายการ
  • ความเสียหายจากการฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์สูงถึง 12,000 ล้านบาท
  • รัฐบาลสั่งตัดไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่เป้าหมายกว่า 50 จุดทั่วประเทศ
  • มีการจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 2,500 รายในปีที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีและทีมงานคาดหวังว่าการดำเนินมาตรการในครั้งนี้จะสามารถลดจำนวนอาชญากรรมข้ามชาติ และฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในสังคมไทยในระยะยาว

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

เตือนภัย มือถือติดแอปเงินกู้เถื่อน ‘จิราพร’ สั่งเร่งแก้ไข

รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ถกด่วน! แนวทางป้องกันแอปเงินกู้เถื่อน ย้ำหน่วยงานต้องช่วยเหลือผู้บริโภคเต็มที่

กรุงเทพฯ, 26 กุมภาพันธ์ 2568 (Reuters) – นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามแนวทางการกำกับดูแลกรณี โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีการติดตั้งแอปพลิเคชันกู้เงินเถื่อน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว

หน่วยงานภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหาหลังพบผู้บริโภคได้รับผลกระทบ

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 302 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)
  • สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
  • สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
  • กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.)

แอปพลิเคชันเงินกู้ผิดกฎหมายกระทบผู้บริโภคหลายราย

นางสาวจิราพร สินธุไพร เปิดเผยหลังการประชุมว่า มีประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนจากแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อน เช่น สินเชื่อความสุข” และ “Fineasy” ซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังพบว่ามีการ ติดตั้งแอปพลิเคชันเหล่านี้โดยไม่ได้รับอนุญาตบนโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการ

การประชุมวันนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีก โดย สคบ. ได้รับมอบหมายให้เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะรับผิดชอบดูแลด้านการปล่อยสินเชื่อผิดกฎหมาย” รัฐมนตรีกล่าว

มาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคและแนวทางป้องกันในอนาคต

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กำลังดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่ที่ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง พร้อมกำหนดมาตรการเพิ่มเติมดังนี้

  1. การตรวจสอบและบล็อกแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อน – กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมมือกับ กสทช. และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเพื่อตรวจสอบและลบแอปพลิเคชันที่ผิดกฎหมาย
  2. การดำเนินคดีต่อผู้ประกอบการที่ละเมิดกฎหมาย – ปคบ. และ สคบ. จะดำเนินคดีต่อผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อนและผู้เกี่ยวข้อง
  3. การให้ความรู้แก่ประชาชน – หน่วยงานภาครัฐจะเพิ่มมาตรการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยจากแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อน

ช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ได้รับความเสียหาย

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแอปพลิเคชันเงินกู้เถื่อนสามารถร้องเรียนผ่านช่องทางต่อไปนี้:

  1. ระบบออนไลน์
    • เว็บไซต์ https://complaint.ocpb.go.th
    • แอปพลิเคชัน OCPB Connect
    • Chat Bot พี่ปกป้อง”
  2. สายด่วน สคบ. โทร 1166
  3. เดินทางไปแจ้งเรื่องร้องเรียนด้วยตนเองที่
    • ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ผู้บริโภค (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ อาคารบี ชั้น 1 กรุงเทพฯ)
    • ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดทุกจังหวัด
    • เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนผู้ร้องเรียนกรณีแอปเงินกู้เถื่อนในปี 2567: 7,846 ราย (ที่มา: สคบ.)
  • แอปเงินกู้เถื่อนที่ถูกตรวจสอบและปิดไปในปี 2567: 58 แอปพลิเคชัน (ที่มา: กสทช.)
  • อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของแอปเงินกู้เถื่อนที่พบ: 120 – 300% ต่อปี (ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย)
  • ยอดความเสียหายจากแอปเงินกู้เถื่อนในปี 2567: ประมาณ 650 ล้านบาท (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง)
  • จำนวนผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบทางข้อมูลส่วนบุคคลจากแอปเงินกู้เถื่อน: มากกว่า 20,000 ราย (ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล)

หน่วยงานเร่งดำเนินการปกป้องผู้บริโภค

การประชุมครั้งนี้เป็น อีกก้าวสำคัญในการเร่งหามาตรการป้องกันและช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากแอปเงินกู้เถื่อน โดยรัฐบาลเน้นย้ำว่า จะดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางการเงินในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

กระทรวงดีอีเผยภัยออนไลน์ สร้างความเสียหาย 1.9 หมื่นล้านบาท

กระทรวงดีอีเผย มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ พุ่งสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาทใน 1 ปี

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ เกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีฯ เป็นประธานในการแถลงข่าว ณ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) โดยเปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงทางออนไลน์สูงถึง 19,000 ล้านบาท ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงเดือนตุลาคม 2567

ยอดการแจ้งเหตุพุ่งสูง การหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

จากสถิติของศูนย์ AOC ในระยะเวลา 1 ปี มีผู้โทรเข้าสายด่วน 1441 จำนวน 1,176,512 สาย และมีการระงับบัญชีที่ต้องสงสัยรวม 348,006 เคส โดยกลุ่มอายุที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มวัยทำงานอายุ 20-49 ปี มีจำนวนสูงถึง 145,302 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 8,223 ล้านบาท โดยผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากที่สุดถึง 64.05% โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกในรูปแบบการโอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษและการลงทุนออนไลน์

ช่องทางยอดนิยมที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชน

  • Facebook พบเคสการหลอกลวงถึง 26,804 เคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 718 ล้านบาท
  • Call Center มีจำนวน 22,299 เคส มูลค่าความเสียหาย 945 ล้านบาท
  • เว็บไซต์ต่างๆ ถูกใช้เป็นช่องทางหลอกลวงถึง 16,510 เคส คิดเป็นมูลค่า 1,148 ล้านบาท
  • TikTok มีการหลอกลวง 994 เคส มูลค่า 65 ล้านบาท
  • ช่องทางอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 20,518 เคส มูลค่าความเสียหาย 1,262 ล้านบาท

กลุ่มจังหวัดที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด

  1. กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งเหตุ 84,241 ครั้ง และระงับบัญชีได้ 48,558 บัญชี
  2. สมุทรปราการ มีการแจ้งเหตุ 17,853 ครั้ง และระงับบัญชีได้ 10,968 บัญชี
  3. นนทบุรี, ชลบุรี และปทุมธานี ตามลำดับ

กระทรวงดีอี เร่งดำเนินมาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ย้ำว่า กระทรวงดีอีมุ่งมั่นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในสังคม พร้อมเร่งรัดมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อยับยั้งแก๊งมิจฉาชีพและลดผลกระทบที่เกิดขึ้น

ข้อแนะนำเพื่อป้องกันภัยออนไลน์

กระทรวงดีอีแนะนำประชาชนให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่บุคคลที่ไม่รู้จัก หลีกเลี่ยงการโอนเงินให้กับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมถึงการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และแอปพลิเคชันก่อนทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งนี้ หากพบว่ามีการหลอกลวงหรือการกระทำที่น่าสงสัย สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1441 หรือผ่านช่องทางออนไลน์ของศูนย์ AOC

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE