Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายสั่งนายอำเภอ 18 แห่งคุมเข้มสุขภาพประชาชน สู้ศึกฝุ่นพิษสะสมหลังระบายอากาศอ่อนกำลัง

เชียงรายยกระดับดูแลสุขภาพประชาชน หลังคุมไฟในพื้นที่ได้ดีขึ้น แต่หมอกควันข้ามแดนยังตรึงค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

เชียงราย, 4 เมษายน 2569 ในช่วงเวลาที่หลายจังหวัดภาคเหนือพยายามฝ่าฤดูฝุ่นด้วยมาตรการคุมไฟป่าและลดการเผาในพื้นที่ของตนเอง จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เพราะแม้ตัวเลขจุดความร้อนภายในจังหวัดจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คุณภาพอากาศกลับยังไม่คลี่คลายตามไปด้วย ช่วงเย็นของวันที่ 3 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เรียกประชุมด่วนที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมเชื่อมระบบออนไลน์กับนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอ ศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับมาตรการดูแลสุขภาพประชาชน หลังค่าฝุ่น PM2.5 ปกคลุมหลายพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย อำเภอเชียงของ และอำเภอเมืองเชียงราย การประชุมครั้งนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองปัญหาเป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ยกระดับเป็นภารกิจเร่งด่วนด้านสาธารณสุขและการบริหารความเสี่ยงของทั้งจังหวัดแล้ว

ไฟในบ้านลดลง แต่ควันเหนือเมืองยังไม่เบาบาง

ข้อมูลจากจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 จังหวัดพบจุดความร้อนสะสม 1,253 จุด คิดเป็นร้อยละ 4.33 ของพื้นที่ภาคเหนือ และอยู่ในกลุ่มที่มีจุดความร้อนน้อยที่สุดของภาคเหนือตอนบน เฉพาะวันที่ 1 เมษายน พบเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม หรือลดลงร้อยละ 76 ภายในวันเดียว อีกทั้งช่วง 20 ถึง 27 กุมภาพันธ์ จังหวัดไม่พบจุดความร้อนต่อเนื่องถึง 8 วัน ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามาตรการห้ามเผา การบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือของประชาชนเริ่มเห็นผลในภาคสนามจริง ภาพนี้จึงควรได้รับการมองอย่างเป็นธรรมว่า เชียงรายไม่ได้ปล่อยให้สถานการณ์เดินไปตามยถากรรม แต่กำลังคุมไฟในบ้านของตัวเองอย่างหนักและมีผลลัพธ์ปรากฏแล้วในเชิงตัวเลข

แต่ในเวลาเดียวกัน ค่าฝุ่นในจังหวัดกลับยังสูงเกินมาตรฐานอย่างรุนแรง สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น. ว่า ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย 203.1 และ ต.เวียง อ.เชียงของ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ค่ามาตรฐานราย 24 ชั่วโมงของประเทศกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นชัดว่า แม้การคุมไฟภายในจังหวัดจะดีขึ้น แต่ประชาชนในเชียงรายยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระดับรุนแรง และนั่นคือจุดที่วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากการมองปัญหาแบบเดิมที่ผูกทุกอย่างไว้กับการเผาในพื้นที่อย่างเดียว

หมอกควันข้ามแดนกลายเป็นตัวแปรหลักของเชียงราย

คำอธิบายสำคัญที่สุดจากจังหวัดในรอบนี้ คือ ฝุ่นที่คนเชียงรายกำลังเผชิญไม่ได้เกิดจากไฟในจังหวัดเป็นหลักอีกต่อไป แต่เกิดจากหมอกควันข้ามแดนที่พัดเข้ามาสะสมเหนือพื้นที่ชายแดนและตอนในของจังหวัด ข้อมูลวิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม Suomi VIIR ซึ่งจังหวัดเชียงรายนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เมษายน 2569 ประเทศเมียนมามีจุดความร้อนสูงถึง 204,371 จุด และ สปป.ลาว 59,233 จุด ขณะที่เชียงรายมีเพียง 1,253 จุดเท่านั้น ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอธิบายต้นทางของปัญหา แต่กำลังเปลี่ยนวิธีมองวิกฤตของคนทั้งจังหวัดจาก “ไฟในบ้าน” ไปสู่ “ควันจากนอกบ้าน” ซึ่งควบคุมได้ยากกว่าและต้องใช้กลไกมากกว่าการสั่งห้ามเผาในพื้นที่ตนเอง

เมื่อประกอบกับข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งระบุว่าในวันที่ 3 เมษายน การระบายอากาศของภาคเหนือส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์อ่อน โดยเฉพาะช่วงกลางคืนถึงเช้า จึงยิ่งอธิบายได้ว่าเหตุใดฝุ่นจึงค้างตัวนานและลงสู่พื้นที่ชุมชนได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เชียงรายจึงไม่ใช่เพียงจังหวัดที่มีไฟป่าหรือมีฝุ่นในพื้นที่ แต่เป็นพื้นที่หน้าด่านที่รับทั้งผลกระทบจากไฟภายนอก การระบายอากาศที่ไม่ดี และภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นเคลื่อนตัวออกได้ช้า ปัญหาจึงมีลักษณะเป็นวิกฤตร่วมของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มากกว่าจะเป็นปัญหาจังหวัดเดียว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมจังหวัดจึงเริ่มขยับไปสู่กลไกความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างจริงจังมากขึ้นในปีนี้

มาตรการด่วนถูกย้ายจากการดับไฟ ไปสู่การคุ้มครองลมหายใจ

เมื่อเผชิญข้อเท็จจริงว่าจังหวัดควบคุมไฟในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง แต่ฝุ่นยังไม่ลดลง สิ่งที่เชียงรายต้องทำทันทีคือเปลี่ยนสมรภูมิจากการคุมต้นเหตุเพียงด้านเดียว ไปสู่การปกป้องสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลที่จังหวัดสื่อสารผ่านเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ที่ประชุมได้เร่งกระจายหน้ากากอนามัยในระดับหลายแสนชิ้น พร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่นอุ่นใจทั่วจังหวัดรวม 457 แห่ง แบ่งเป็นภาครัฐ 155 แห่ง และเอกชน 302 แห่ง ขณะเดียวกัน ข่าวประชาสัมพันธ์อีกชุดของกรมประชาสัมพันธ์ยังสรุปว่า จังหวัดดูแลกลุ่มเปราะบางกว่า 150,000 คน โดยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ภาพนี้สะท้อนว่ามาตรการของเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่คำขอความร่วมมือให้สวมหน้ากาก แต่กำลังพยายามวาง “โครงสร้างรองรับการหายใจ” ให้กับคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่กลางฝุ่นพิษจริง ๆ

นัยสำคัญของห้องปลอดฝุ่นไม่ได้อยู่แค่จำนวน 457 แห่ง แต่อยู่ที่ความจริงอีกข้อหนึ่งว่า รัฐยอมรับแล้วว่ามีประชาชนจำนวนมากซึ่งไม่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ด้วยตนเองทั้งหมด เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจและปอด รวมถึงแรงงานกลางแจ้ง ไม่ได้มีต้นทุนในการป้องกันตนเองเท่ากัน การกระจายห้องปลอดฝุ่นไปยังโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการ จึงเป็นการแปลงมาตรการสาธารณสุขจากนโยบายบนโต๊ะประชุมให้กลายเป็นพื้นที่คุ้มครองจริงในชีวิตประจำวัน และในช่วงที่ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่อง การมีพื้นที่เช่นนี้ย่อมสำคัญกว่าการรอให้ฝนตกหรือรอให้ทิศลมเปลี่ยนเพียงอย่างเดียวอย่างมาก

ภาพใหญ่ของภาคเหนือยังสะท้อนภาระที่หนักกว่าพื้นที่อื่น

หากมองออกจากเชียงรายไปทั้งภูมิภาค ภาคเหนือยังเป็นพื้นที่ที่ต้องแบกรับภาระฝุ่นอย่างต่อเนื่อง เอกสารมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ขณะที่จุดความร้อนมี 59,700 จุด เอกสารชุดเดียวกันยังระบุว่า เป้าหมายปี 2569 สำหรับพื้นที่เกษตรใน 17 จังหวัดภาคเหนือ คือควบคุมพื้นที่เผาไหม้ให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 จากฐานปี 2568 ซึ่งหมายความว่า ภาคเหนือยังถูกวางให้เป็นแนวรบหลักของประเทศในเรื่องฝุ่นอย่างชัดเจน และจังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายย่อมต้องรับแรงกดดันมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ซึ่งผู้ใช้แนบข้อมูลมาและตรวจสอบได้จากบทความเผยแพร่เมื่อ 24 มีนาคม 2569 ตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า แม้ค่าเฉลี่ยฝุ่นของ 17 จังหวัดภาคเหนือจะลดจาก 46 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปี 2567 เหลือ 33 ในปี 2568 แต่จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานกลับเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน พร้อมชี้ด้วยว่า KPI ของภาครัฐในช่วงปี 2567 ถึง 2569 มีแนวโน้มผ่อนลงในหลายตัวชี้วัด เช่น เป้าหมายลดค่าเฉลี่ยฝุ่นใน 17 จังหวัดภาคเหนือจากร้อยละ 40 ในปี 2567 เหลือร้อยละ 15 ในปี 2568 และเหลือร้อยละ 10 ในปี 2569 ขณะที่เป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจากร้อยละ 30 ลดลงเหลือร้อยละ 10 และร้อยละ 5 ตามลำดับ ข้อสังเกตนี้ทำให้คำถามเรื่อง “บรรลุเป้าหมายหรือไม่” กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่าตัวเลข เพราะสิ่งที่ประชาชนรับรู้ในสนามจริงคือจำนวนวันที่ต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ ไม่ใช่เพียงตัวเลขค่าเฉลี่ยที่ดูดีขึ้นในรายงานปลายปี

เชียงรายจึงกำลังขยับจากการดับไฟ สู่การต่อรองเชิงนโยบาย

อีกชั้นหนึ่งที่น่าจับตาคือ จังหวัดเชียงรายไม่ได้หยุดเพียงมาตรการคุมไฟและแจกหน้ากาก แต่เริ่มเชื่อมวิกฤตฝุ่นเข้ากับการสร้างเครือข่ายข้ามแดนและกลไกนโยบายใหม่มากขึ้น ความเคลื่อนไหวของ “สภาลมหายใจลุ่มน้ำโขง 2026” ซึ่งเปิดตัวในเชียงรายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีจังหวัดร่วมกับ สสส. และภาคประชาสังคม เป็นเจ้าภาพร่วม สะท้อนว่าปัญหาฝุ่นข้ามแดนกำลังถูกยกขึ้นมาอยู่ในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ใช่เพียงเรื่องประสานงานเฉพาะหน้าเท่านั้น หากมองจากการประชุมวันที่ 3 เมษายน เส้นทางนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การประสานงานเชิงพื้นที่และการจัดการข้อมูลร่วมกันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์จริงของเชียงรายที่ต้องรับควันจากเมียนมาและลาวอย่างหลีกเลี่ยงได้ยากในช่วงวิกฤตประจำปี

การขยับเช่นนี้มีความหมายมาก เพราะในอดีต ภาคเหนือมักถูกผลักให้รับมือฝุ่นด้วยเครื่องมือเดิม ๆ คือประกาศห้ามเผา บังคับใช้กฎหมาย และรอฝน แต่ประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา รวมถึงข้อมูลที่ถูกหยิบมาวิเคราะห์ในปี 2568 ชี้ว่า แม้มาตรการเหล่านี้ยังจำเป็น แต่ไม่เพียงพอหากต้นเหตุจำนวนมากอยู่ข้ามแดนหรือเชื่อมกับเศรษฐกิจการเกษตรทั้งระบบ ดังนั้น สิ่งที่เชียงรายกำลังทำในปี 2569 จึงอาจอ่านได้ว่าเป็นความพยายามขยับจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในจังหวัด” ไปสู่ “การต่อรองเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของภูมิภาค” แม้ผลลัพธ์ยังต้องใช้เวลา แต่การยอมรับโจทย์ให้ตรงกับความจริงก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญกว่าการพูดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากไฟในพื้นที่ตนเองเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดีขึ้น

ในที่สุดแล้ว แก่นของสถานการณ์วันที่ 3 เมษายน 2569 ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดจะสรุปผลประชุมออกมาอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คนเชียงรายกำลังใช้ชีวิตอยู่ในจังหวะที่เจ็บปวดที่สุดของวิกฤต คือช่วงที่พยายามควบคุมไฟในบ้านได้แล้ว แต่ยังต้องหายใจรับควันจากนอกบ้านต่อไป ความสำเร็จของจังหวัดในเรื่องจุดความร้อนที่ลดลงจึงควรถูกยอมรับ ขณะเดียวกัน ความจริงเรื่องค่าฝุ่นที่ยังสูงในแม่สาย เชียงของ และตัวเมือง ก็บอกชัดว่างานของรัฐยังไม่จบ และไม่อาจชี้วัดจาก KPI ตัวเดียวได้ การเร่งตั้งห้องปลอดฝุ่น ดูแลกลุ่มเปราะบาง และกระจายหน้ากากจึงเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความจริงมากที่สุดในระยะสั้น เพราะอย่างน้อยมันทำให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัยและมีเครื่องมือปกป้องตัวเองระหว่างที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังแก้ไม่จบ

ถ้อยคำของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ย้ำว่า “จังหวัดเชียงรายจะก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน ด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน เพื่อมุ่งสู่การเป็นจังหวัดที่ดินดี น้ำดี อากาศดี เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของพี่น้องประชาชนในระยะยาว” จึงไม่ใช่เพียงถ้อยแถลงปลอบขวัญในวันวิกฤต แต่เป็นโจทย์ที่จังหวัดต้องพิสูจน์ในโลกจริงต่อจากนี้ว่า จะทำอย่างไรให้การคุมไฟในบ้านเชื่อมกับการลดควันนอกบ้าน และทำอย่างไรให้ “สุขภาพต้องมาก่อน” ไม่เป็นเพียงคำขวัญในห้องประชุม แต่กลายเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ทุกฤดูฝุ่น เพราะสำหรับเชียงรายวันนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวเลขจุดความร้อนที่ลดลงเพียงอย่างเดียว หากคือวันที่ประชาชนจะได้กลับมาหายใจโดยไม่ต้องหวาดระแวงอีกครั้ง

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ เขต 3
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • กรมประชาสัมพันธ์
  • Rocket Media Lab
  • NBT CONNEXT
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ผอ.อุตุฯ เชียงรายแจงวิกฤตฝุ่นพุ่ง ชี้ปมความชื้นต่ำทำฝนหลวงไม่ได้ พร้อมจับตาพายุฤดูร้อนหลังสงกรานต์

หมอกควันเชียงรายยังหนาแน่น ท่ามกลางฝนที่ยังมาไม่ถึงและ KPI รัฐที่ถูกตั้งคำถาม

เชียงราย, 3 เมษายน 2569 – เชียงรายเริ่มเดือนเมษายนท่ามกลางอากาศที่หายใจได้ยากขึ้นเช้าวันที่ผู้คนในเมืองยังต้องออกจากบ้านไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียน และใช้ชีวิตตามปกติ กลับเป็นอีกวันที่อากาศไม่ได้เอื้อให้ใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างแท้จริง เพราะค่าฝุ่น PM2.5 ในหลายจุดของจังหวัดยังอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุว่า วันที่ 3 เมษายน 2569 จุดวัดในเขตเมืองเชียงรายอยู่ที่ 166.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สายอยู่ที่ 203.1 และเชียงของอยู่ที่ 226.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะเดียวกันวันที่ 2 เมษายน ค่าฝุ่นในสามจุดหลักของเชียงรายก็ยังสูงต่อเนื่องที่ 169.0 216.9 และ 203.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้เผชิญเพียงฝุ่นระดับเตือนภัยระยะสั้น แต่กำลังอยู่กับภาวะที่มลพิษอากาศกลายเป็นข้อจำกัดของชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง

ตัวเลขดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการรายงานสถานการณ์รายวัน เพราะเมื่อค่าฝุ่นในเขตเมืองสูงเกินมาตรฐานหลายเท่าติดต่อกัน ความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่กระทบตั้งแต่เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ไปจนถึงแรงงานกลางแจ้งและผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพากิจกรรมเศรษฐกิจในเมือง ยิ่งเมื่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ระบุด้วยว่า แม่สายมีค่าฝุ่นระดับสีแดงต่อเนื่องมานาน 10 วันตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569 จึงยิ่งตอกย้ำว่า สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญไม่ใช่ฝุ่นระลอกสั้น แต่เป็นวิกฤตที่ลากยาวพอจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั้งจังหวัดได้อย่างชัดเจน

เหตุที่หมอกควันยังหนา ไม่ได้มาจากไฟในจังหวัดอย่างเดียว

คำอธิบายสำคัญจากข้อมูลที่แนบมาคือ ฝุ่นรอบนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นการทับซ้อนกันของหลายชั้น ทั้งสภาพอากาศแห้ง การยกตัวของความร้อน การขาดเมฆฝน และทิศทางลมที่พาสิ่งปกคลุมบรรยากาศเข้ามาสะสมเหนือภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงรายซึ่งมีตำแหน่งที่รับผลจากหมอกควันข้ามแดนได้ง่าย ข้อมูลมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ของภาครัฐเองก็ยอมรับชัดว่า “หมอกควันข้ามแดน” เป็นหนึ่งในแหล่งปัญหาหลักที่ต้องจัดการควบคู่กับไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร และฝุ่นในเมือง นั่นหมายความว่า แม้จังหวัดจะพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ของตนเองมากเพียงใด เชียงรายก็ยังเสี่ยงรับผลจากมลพิษที่เคลื่อนตัวข้ามพรมแดนเข้ามาได้อยู่ดี

น้ำหนักของปัจจัยข้ามแดนยังสอดคล้องกับข้อมูลภาคสนามที่สะท้อนว่า แม้ไฟในพื้นที่เชียงรายบางช่วงจะลดลง แต่ค่าฝุ่นกลับยังสูงมาก ตัวอย่างจากข้อมูลเผยแพร่เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ระบุว่า วันที่ 1 เมษายน จังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อนเพียง 37 จุด ลดลงจาก 156 จุดในวันที่ 31 มีนาคม คิดเป็นการลดลง 76 เปอร์เซ็นต์ แต่สถานการณ์ฝุ่นยังไม่คลี่คลาย เพราะมวลหมอกควันจากภายนอกยังเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมพื้นที่ต่อเนื่อง ภาพเช่นนี้ทำให้คำถามของคนเชียงรายที่ว่า “ทำไมในพื้นที่เผาน้อยลง แต่หมอกควันยังแน่น” กลายเป็นคำถามที่มีคำตอบเชิงโครงสร้างมากขึ้น ว่าในทางปฏิบัติ การจัดการฝุ่นของภาคเหนือไม่สามารถคิดเฉพาะเส้นเขตจังหวัดได้อีกต่อไป

ฝนยังเป็นความหวัง แต่ความหวังระยะสั้นยังมีจำกัด

ในช่วงที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง คำถามที่ผู้คนในเชียงรายถามซ้ำมากที่สุดคือ เมื่อไหร่ฝนจะมา และเหตุใดจึงยังไม่สามารถทำฝนหลวงได้ตามที่คาดหวัง ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาอ้างถึงคำอธิบายของนายสายันต์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย ว่าการทำฝนหลวงจำเป็นต้องมีเมฆและมีความชื้นเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารกระบวนงานปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรที่ระบุชัดว่า ขั้นตอนเร่งก่อเมฆต้องอาศัยสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และมีเมฆหรือสภาพที่เอื้อต่อการก่อตัวของเมฆ จึงไม่ใช่ปฏิบัติการที่สั่งได้ในทุกวันตามความต้องการของสังคม

เมื่อหันกลับมาดูพยากรณ์อากาศอย่างเป็นทางการ ภาพก็ยิ่งชัดขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศวันที่ 3 เมษายน 2569 ว่า ภาคเหนือระหว่างวันที่ 3 ถึง 9 เมษายนจะมีอากาศร้อนถึงร้อนจัดกับฟ้าหลัวในตอนกลางวัน โดยช่วง 7 ถึง 9 เมษายนมีฝนฟ้าคะนองเพียงร้อยละ 10 ของพื้นที่ และส่วนใหญ่เกิดทางด้านตะวันตกของภาค กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีโอกาสเกิดฝนอยู่บ้าง แต่ยังเป็นโอกาสที่จำกัดเกินกว่าจะคาดหวังการชะล้างหมอกควันได้ทั่วทั้งภาคในระยะอันใกล้ สำหรับเชียงรายซึ่งอยู่ในแนวรับลมและรับอิทธิพลฝุ่นข้ามแดนสูง จึงยังต้องเผชิญสถานการณ์ที่พึ่งฝนได้เพียงบางส่วน ไม่ใช่การเปลี่ยนฉากอย่างฉับพลัน

เมื่อมองจากภาคเหนือทั้งแถบ เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาอยู่ลำพัง

หากขยายมุมมองจากเชียงรายออกไปสู่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ภาพรวมก็ยิ่งสะท้อนว่าเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตระดับภูมิภาค ไม่ใช่จุดผิดปกติเฉพาะพื้นที่ เอกสารมาตรการรับมือปี 2569 ของกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในช่วงวิกฤตตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2567 ถึง 31 พฤษภาคม 2568 พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือมีค่า PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และมีวันที่เกินค่ามาตรฐาน 163 วัน ตัวเลขนี้แม้ในเอกสารจะระบุว่าค่าเฉลี่ยลดลงร้อยละ 18 และจำนวนวันเกินมาตรฐานลดลงร้อยละ 1 แต่สำหรับประชาชนในพื้นที่ ความจริงที่ยากจะ

ปฏิเสธคือ ภาคเหนือยังใช้ชีวิตอยู่กับอากาศที่เป็นพิษยาวนานมากตลอดฤดูวิกฤต

ความน่ากังวลยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาและบทวิเคราะห์ของ Rocket Media Lab ชี้อีกมุมหนึ่งว่า หากเทียบข้อมูลปี 2567 กับ 2568 แบบอีกชุดหนึ่ง จำนวนวันที่ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานใน 17 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจาก 129 วันเป็น 163 วัน หรือเพิ่มขึ้น 26.36 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยฝุ่นทั้งปีลดจาก 46 เหลือ 33 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภาพนี้ทำให้เกิดคำถามเชิงนโยบายที่คมมากว่า การที่ค่าเฉลี่ยลดลงนั้น สะท้อนคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นจริง หรือเพียงสะท้อนว่าฝุ่นไม่ได้หนาเท่าเดิมในบางวัน แต่วันที่คนต้องเผชิญอากาศเกินมาตรฐานกลับยาวนานขึ้นกว่าเดิม คำถามนี้สำคัญอย่างยิ่งกับภาคเหนือ เพราะประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตกับ “ค่าเฉลี่ยทั้งปี” แต่ใช้ชีวิตกับ “จำนวนวันที่ต้องสวมหน้ากากและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง” จริงในแต่ละวัน

ปมสำคัญอยู่ที่การลด KPI หรือการแก้ปัญหาจริง

หนึ่งในประเด็นที่ข้อมูลแนบชุดนี้ชวนให้ต้องมองลึก คือการเปลี่ยนระดับความเข้มงวดของเป้าหมายภาครัฐในแต่ละปี ย้อนกลับไปปี 2567 ข้อมูลที่กรมประชาสัมพันธ์สรุปจากมาตรการภาครัฐระบุว่า 17 จังหวัดภาคเหนือเคยตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมทั้งตั้งเป้าลดการเผาในพื้นที่เกษตรถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อมาถึงปี 2569 เป้าหมายในเอกสารทางการเหลือเพียง ลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลง 10 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่เกินมาตรฐานลง 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการเผาในพื้นที่เกษตรของภาคเหนือกำหนดเป้าหมายไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เท่านั้น ช่องว่างระหว่างตัวเลขสองชุดนี้ทำให้ข้อวิจารณ์เรื่อง “แก้ KPI หรือแก้ปัญหา” กลายเป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งเมื่อดูตัวชี้วัดการเผาในพื้นที่ป่า ภาพยิ่งซับซ้อน ข้อมูลที่ Rocket Media Lab นำมาวิเคราะห์จาก GISTDA ระบุว่า ปี 2568 พื้นที่เผาในป่าของ 17 จังหวัดภาคเหนือเพิ่มจาก 2,292,112 ไร่ในปี 2567 เป็น 5,777,474 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 152.06 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป้าหมายลดพื้นที่เผาป่าลง 25 เปอร์เซ็นต์ไม่บรรลุผล ขณะเดียวกัน ภาครัฐในปี 2569 กลับกำหนดเป้าหมายลดการเผาป่าทั่วประเทศและกลุ่มป่าแปลงใหญ่ 14 กลุ่มป่าไว้ที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ซึ่งต่ำกว่าความเข้มข้นของเป้าหมายก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่ารัฐอาจมีเหตุผลด้านความเป็นจริงของการปฏิบัติงาน แต่ในมุมของประชาชนภาคเหนือ โดยเฉพาะคนเชียงรายที่ยังต้องเผชิญฝุ่นหนาทุกปี ความกังวลจึงไม่ได้อยู่ที่เอกสารจะเขียนอย่างไร แต่อยู่ที่อากาศที่หายใจได้จริงจะดีขึ้นหรือไม่

แผนใหม่มีเครื่องมือมากขึ้น แต่ภาคเหนือยังรอผลในโลกจริง

ต้องยอมรับว่าแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฉบับที่ 2 และมาตรการรับมือปี 2569 ไม่ได้ว่างเปล่าเสียทีเดียว เพราะมีการขยับหลายเรื่องที่เป็นสาระ เช่น การใช้ร่องรอยพื้นที่เผาไหม้หรือ burnt scar แทนการดูเฉพาะ hotspot การเพิ่มมาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การผลักดันพื้นที่ควบคุมพิเศษในเมือง การพูดถึง Congestion Charge และการยกระดับความร่วมมือเรื่องหมอกควันข้ามแดนภายใต้ CLEAR Sky Strategy สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า ภาครัฐรับรู้แล้วว่าปัญหาฝุ่นไม่อาจแก้แบบแยกส่วนอีกต่อไป และต้องใช้ทั้งมาตรการป่า เกษตร เมือง และต่างประเทศพร้อมกัน

แต่สำหรับภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย คำถามที่ใหญ่กว่าคือเครื่องมือเหล่านี้จะลงไปถึงระดับพื้นที่เร็วพอหรือไม่ เพราะต่อให้เอกสารระดับชาติระบุชัดเรื่องการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast การจัดเตรียมเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อไม่เผา การควบคุมรถควันดำ และการจัดการมลพิษข้ามแดน หากผลสุดท้ายยังลงเอยที่ประชาชนต้องอยู่กับวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานนานกว่าเดิม ความเชื่อมั่นต่อแผนก็ย่อมถูกสั่นคลอน และนั่นคือเหตุผลที่เรื่องนี้กระทบคนเหนือโดยตรงมากกว่าภาคอื่น เพราะภาคเหนือคือพื้นที่ที่ต้องรับทั้งไฟในประเทศ ภูมิประเทศที่เอื้อต่อการสะสมตัวของหมอกควัน และมลพิษจากภายนอกพร้อมกัน

เชียงรายกำลังยืนอยู่ระหว่างความจริงทางอุตุนิยมวิทยากับความจริงทางนโยบาย

หากสรุปภาพรวมจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา คำตอบของคำถามคนเชียงรายมีอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือคำตอบทางธรรมชาติและอุตุนิยมวิทยา หมอกควันยังหนาเพราะฝนยังไม่พร้อมมา เมฆและความชื้นยังไม่เอื้อให้ฝนหลวงทำงานได้เต็มที่ อีกทั้งลมและมลพิษข้ามแดนยังซ้ำเติมสถานการณ์ ชั้นที่สองคือคำตอบทางนโยบาย ต่อให้เชียงรายพยายามคุมไฟในพื้นที่ของตนเอง แต่ถ้าโครงสร้างการแก้ปัญหาระดับภาคและระดับประเทศยังทำให้วันที่อากาศเป็นพิษยาวนาน คนเชียงรายก็ยังต้องอยู่กับวงจรเดิม คือรอฝน รอทิศลมเปลี่ยน และรอให้มาตรการรัฐทำงานทันกับความจริงในสนามมากกว่าที่ผ่านมา

ในระยะสั้น ฝนอาจยังไม่ใช่คำตอบที่มาเร็วพอ ขณะเดียวกัน ในระยะยาว KPI ที่อ่อนลงอาจทำให้ตัวเลขบนกระดาษดูสำเร็จง่ายขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าคนเหนือจะหายใจโล่งขึ้นจริงเร็วเท่าเดิม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญจึงไม่ใช่แค่หมอกควันหนาหนักกว่าปกติในต้นเมษายน หากคือบททดสอบว่าประเทศไทยจะกล้าขยับจากการบริหารฝุ่นด้วยตัวชี้วัด ไปสู่การแก้ปัญหาด้วยผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนเชียงรายต้องการ ไม่ใช่เพียงรายงานว่าฝุ่นเฉลี่ยลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือเช้าที่ลูกหลานออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องเริ่มวันด้วยลมหายใจที่เต็มไปด้วยฝุ่นพิษ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • กรมอุตุนิยมวิทยา
  • กรมฝนหลวงและการบินเกษตร
  • กรมควบคุมมลพิษ
  • Rocket Media Lab
  • นายสายันต์ ไชยยศ ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายวิกฤตฝุ่น PM2.5 พุ่งระดับสีม่วง 272 AQI จังหวัดเร่งประสานเมียนมาและเตรียมแผนฝนหลวงด่วน

เชียงรายจมหมอกควันหนัก ค่าฝุ่นพุ่งระดับกระทบทุกคนรุนแรง จังหวัดเร่งคุมไฟป่า ประสานเพื่อนบ้าน และเตรียมแผนฝนหลวง

เชียงราย, 2 เมษายน 2569 – เช้าของเชียงรายในวันที่ฟ้าหายไป เช้าวันที่ 2 เมษายน 2569 เชียงรายตื่นขึ้นมาพร้อมท้องฟ้าที่ไม่เหมือนเดิม อีกครั้งที่ภูมิทัศน์ซึ่งเคยเปิดกว้างกลับถูกม่านหมอกควันบดบังจนมองเห็นได้เพียงระยะใกล้ ภาพของเมืองที่ควรจะเห็นแนวทิวเขา ทุ่งนา และเส้นขอบฟ้า กลับเหลือเพียงอากาศขมุกขมัวที่ปกคลุมเหนือชุมชน ถนน และพื้นที่ทำกินของผู้คนตลอดทั้งเช้า ข้อมูลจาก IQAir ณ เวลา 09.00 น. ระบุว่าเมืองเชียงรายมีค่า US AQI อยู่ที่ 272 ซึ่งอยู่ในช่วง Very Unhealthy หรือระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง โดยมี PM2.5 อยู่ที่ 197 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงค่าทางเทคนิคบนหน้าจอ แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าคนทั้งเมืองกำลังหายใจเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายพร้อมกัน IQAir ยังระบุด้วยว่า ความเข้มข้นของ PM2.5 ในช่วงเวลานั้นสูงกว่าค่าแนวทาง PM2.5 รายปีขององค์การอนามัยโลก 39.4 เท่า โดยองค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่เกณฑ์ AQI ของสหรัฐกำหนดช่วง 201 ถึง 300 เป็นระดับ Very Unhealthy ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเปราะบางเท่านั้น

เมื่อค่าเฉลี่ยของเมืองยังไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุด

ความน่ากังวลของสถานการณ์ครั้งนี้อยู่ตรงที่ ค่าเฉลี่ยของเมืองยังไม่ใช่ตัวเลขสูงสุดที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่เชียงราย เพราะเมื่อดูในระดับจุดตรวจใกล้เคียง ข้อมูลของ IQAir พบว่าสถานีบางแห่งพุ่งขึ้นไปแตะระดับเกือบอันตรายขั้นสูงสุด โดย Chiang Rai International School อยู่ที่ 497, Hyundai Chiang Rai อยู่ที่ 476 และ Honda M.R.M.Cars Chiangrai อยู่ที่ 440 ส่วน 4D Supply Por Khun Intersection และ Dennis & Marisa land อยู่ที่ 272 เท่ากับค่าเฉลี่ยเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี

ภาพนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ฝุ่นไม่ได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั้งจังหวัด แต่มีความแตกต่างตามจุดตรวจ กระแสลม ลักษณะภูมิประเทศ และการสะสมของมลพิษในแต่ละพื้นที่ การใช้เพียงตัวเลขเดียวอาจทำให้สาธารณชนมองไม่เห็นว่าบางชุมชนกำลังเผชิญความเสี่ยงหนักกว่าเมืองโดยรวมอย่างมาก ขณะเดียวกัน ในการจัดอันดับเมืองใกล้เคียง เชียงรายขึ้นไปอยู่ในกลุ่มบนของภาคเหนือที่มีมลพิษรุนแรง โดยมีค่าเท่ากับ 272 ขณะที่บางพื้นที่ในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่สูงยิ่งกว่า นั่นทำให้วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะจุด แต่เป็นวิกฤตภูมิภาคร่วมที่ลากยาวข้ามจังหวัดและข้ามพรมแดน

ฝุ่นที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตประจำวันของคนทำงานกลางแจ้ง

รายงานภาคสนามในเชียงรายวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า พื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของมีค่า PM2.5 สูงกว่า 200 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ตัวเมืองเชียงรายอยู่ที่ 171 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สภาพอากาศโดยรวมเต็มไปด้วยหมอกควันหนาทึบจนทัศนวิสัยลดลงชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งที่แต่เดิมสามารถมองเห็นภูมิทัศน์ได้ไกล กลับมองเห็นได้เพียงระยะใกล้เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคุณภาพอากาศในรายงานประจำวัน แต่คือความยากลำบากของคนที่ยังต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร คนขับรถรับจ้าง คนขายของริมทาง ช่างซ่อมเครื่องยนต์ หรือแรงงานกลางแจ้งจำนวนมาก หลายคนไม่มีทางเลือกมากพอที่จะหยุดงานเพียงเพราะค่าฝุ่นขึ้นสีม่วง ชีวิตในพื้นที่วิกฤตจึงกลายเป็นสมการยากระหว่างรายได้กับสุขภาพ และในบางครัวเรือน คำถามไม่ใช่ว่าฝุ่นอันตรายหรือไม่ แต่คือจะประคองชีวิตประจำวันอย่างไรในวันที่อากาศแทบไม่เปิดโอกาสให้หายใจได้อย่างสบายอีกต่อไป

ค่าฝุ่นยังสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง สะท้อนภาวะกดทับตลอดวัน

ความรุนแรงของเหตุการณ์ในวันที่ 2 เมษายนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงเช้า เพราะข้อมูลพยากรณ์รายชั่วโมงของ IQAir แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงอย่างน้อยช่วงเย็น ค่าดัชนีของเชียงรายยังทรงตัวอยู่ในระดับรุนแรง โดยเวลา 10.00 น. อยู่ที่ 263, เวลา 12.00 น. อยู่ที่ 242, เวลา 16.00 น. ยังอยู่ที่ 200 ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ 189 ในเวลา 17.00 น. และยังมากกว่า 150 ไปจนถึงช่วงค่ำของวันเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้ตัวเลขจะลดลงจากจุดสูงสุด แต่ตลอดทั้งวันประชาชนยังต้องเผชิญสภาพอากาศที่เกินระดับปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะเช่นนี้ทำให้ปัญหาฝุ่นรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าการพุ่งขึ้นแบบชั่วคราว เพราะมันสร้างภาวะกดทับต่อเนื่องต่อการทำงาน การเดินทาง การเรียน และสุขภาพของคนในพื้นที่ การออกจากบ้านช่วงสายไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจะหมดลง และการรอถึงเย็นก็ไม่ได้แปลว่าอากาศกลับมาดีในทันที สิ่งที่เชียงรายเผชิญจึงเป็นภาวะมลพิษสะสมตลอดวันมากกว่าคลื่นสั้น ๆ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จังหวัดยกระดับวอร์รูม สั่งเจ้าภาพทุกพื้นที่ดับไฟทันที

ท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันขึ้น จังหวัดเชียงรายได้ยกระดับการทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 1 เมษายน 2569 ว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ประชุมด่วนศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก พร้อมสั่งหน่วยงานในพื้นที่เฝ้าระวังช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเน้นการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น รวมถึงการงดกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน รายงานข่าววันที่ 2 เมษายนระบุว่า จังหวัดได้ประกาศยกระดับควบคุมเข้มทุกมิติ หากตรวจพบจุดความร้อนหรือการเผาไหม้ ให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และอาสาดับไฟป่า เข้าดับไฟทันทีแบบไร้รอยต่อ และหากเกินกำลังให้ขอกำลังทหารสนับสนุนทันที แนวทางนี้สอดคล้องกับคำสั่งระดับประเทศเมื่อ 31 มีนาคม 2569 ที่ให้ 17 จังหวัดภาคเหนือบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ระดมทรัพยากรทุกชนิด และเร่งลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

ปมฝุ่นข้ามพรมแดนยังเป็นเงื่อนไขที่เชียงรายควบคุมไม่ได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ต่อให้จังหวัดคุมไฟในพื้นที่ตนเองได้เข้มขึ้นเพียงใด ปัญหาหลักอีกด้านหนึ่งยังคงเป็นหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นตัวแปรที่อยู่นอกเหนืออำนาจควบคุมโดยตรงของจังหวัด รายงานข่าวภาคสนามระบุชัดว่า ที่ประชุมจังหวัดมองว่าฝุ่นจากประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่อง และนั่นทำให้การจัดการในปีนี้ต้องขยับจากมาตรการภายใน ไปสู่การประสานความร่วมมือข้ามแดนอย่างจริงจังมากขึ้น

ในความเป็นจริง เชียงรายมีฐานความร่วมมือด้านนี้มาก่อนแล้ว เพราะเมื่อ 4 มีนาคม 2569 สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายรายงานว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายและผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา ได้ร่วมทำแนวกันไฟบริเวณชายแดนบ้านผาหมี อำเภอแม่สาย เพื่อแสดงความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์และสร้างแนวปฏิบัติร่วมในการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ข้ามแดน ดังนั้น การที่จังหวัดเชียงรายมีแผนหารือกับท่าขี้เหล็กอีกครั้งในช่วงวิกฤตล่าสุด จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นความพยายามต่อยอดความร่วมมือเดิมให้ตอบโจทย์สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นในปัจจุบัน

ฝนหลวงถูกวางเป็นมาตรการเสริม หากสภาพอากาศเปิดทาง

อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาหารือ คือการขอสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวง หากสภาพอากาศเหมาะสมและความชื้นเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับการสนับสนุนระดับประเทศที่ระบุว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้เพิ่มเครื่องบินประจำการในภาคเหนือตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยแก้ปัญหา PM2.5 และลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

แม้มาตรการฝนหลวงจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหาไฟป่าและหมอกควัน แต่ในสถานการณ์ที่ฝุ่นสะสมหนาแน่นและอากาศปิดยาว การเพิ่มความชื้นในชั้นบรรยากาศและช่วยชะล้างฝุ่นอาจเป็นมาตรการบรรเทาระยะสั้นที่ประชาชนรอคอยมากที่สุดในเวลานี้ อย่างไรก็ดี ผลสำเร็จของแนวทางดังกล่าวยังขึ้นกับเงื่อนไขธรรมชาติเป็นสำคัญ และนั่นทำให้การควบคุมต้นตอไฟและควันยังคงเป็นภารกิจหลักที่ละเลยไม่ได้

ทำไมเชียงรายยังไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือข้อถกเถียงเรื่องการประกาศเขตภัยพิบัติจากฝุ่น PM2.5 ซึ่งในทางปฏิบัติจะเปิดทางให้การช่วยเหลือบางรูปแบบทำได้เร็วขึ้น รายงานข่าววันที่ 2 เมษายนระบุว่า ในที่ประชุมมีการหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่ยังติดข้อจำกัดสำคัญตรงที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เข้าเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงการคลัง แม้จังหวัดต้องการเร่งช่วยประชาชนก็ตาม

จุดนี้สะท้อนภาพปัญหาอีกชั้นหนึ่งของวิกฤตฝุ่นในภาคเหนือ นั่นคือ แม้ผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประชาชนจะเกิดขึ้นจริงและกินเวลายาวนาน แต่เครื่องมือทางกฎหมายและการคลังบางอย่างยังไม่ได้ออกแบบมาให้ตอบสนองต่อภัยที่ค่อย ๆ สะสมแบบนี้ได้คล่องตัวเท่ากับภัยฉับพลัน เช่น น้ำท่วมหรือพายุ จังหวัดเชียงรายจึงอยู่ในสถานะที่ต้องเดินหน้าบรรเทาทุกข์เต็มกำลัง ภายใต้กรอบกฎหมายที่ยังจำกัดอยู่ และพยายามมองหาช่องทางอื่นเพื่อช่วยประชาชนให้เร็วที่สุด

ด้านสุขภาพคือแนวรบที่ต้องทำไปพร้อมกับการดับไฟ

เมื่อค่าฝุ่นขึ้นสู่ช่วง 201 ถึง 300 ตามเกณฑ์ US AQI นั่นหมายถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป ไม่ใช่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเดิมหรือกลุ่มเปราะบางเท่านั้น กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนเช็กค่าฝุ่นจากแอป Air4Thai หรือ Life Dee ก่อนออกจากบ้าน ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น เช่น N95 เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ลดกิจกรรมก่อฝุ่น และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด หากมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยง่าย ต้องรีบพบแพทย์ทันที

ในมิติของเชียงราย มาตรการด้านสุขภาพที่จังหวัดขยับอยู่แล้ว ได้แก่ การจัดห้องปลอดฝุ่น การแจกหน้ากากให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผ่านระบบ Cell Broadcast ตามรายงานภาคสนามล่าสุด นี่คือการยืนยันว่าแนวรบเรื่องสุขภาพไม่ได้แยกขาดจากแนวรบเรื่องไฟป่า แต่ต้องดำเนินควบคู่กันไปตลอดเวลา เพราะต่อให้ดับไฟได้เร็วขึ้น ประชาชนก็ยังต้องอยู่กับอากาศที่สะสมมลพิษอยู่แล้วในช่วงหนึ่ง

วิกฤตครั้งนี้ชี้ชัดว่าเชียงรายต้องการทั้งการดับไฟเฉพาะหน้าและคำตอบระยะยาว

วิกฤตฝุ่นวันที่ 2 เมษายน 2569 จึงเป็นมากกว่าวันที่ตัวเลข AQI พุ่งสูงผิดปกติ มันคือภาพรวมของปัญหาที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งไฟป่าในพื้นที่ตนเอง หมอกควันข้ามพรมแดน ภาวะอากาศปิด ความล่าช้าของฝน ความเปราะบางของแรงงานกลางแจ้ง และข้อจำกัดทางกฎหมายในการประกาศเขตภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน มาตรการของจังหวัดก็สะท้อนว่ารัฐไม่ได้หยุดอยู่กับการเฝ้าดูตัวเลข แต่พยายามเดินหน้าในทุกด้านที่ทำได้ ตั้งแต่วอร์รูมดับไฟ การประสานทหาร การเตรียมฝนหลวง การจัดห้องปลอดฝุ่น ไปจนถึงการเจรจากับเพื่อนบ้าน

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าค่าฝุ่นจะลดลงเมื่อไร แต่คือเชียงรายและภาคเหนือจะเปลี่ยนวิกฤตประจำปีให้กลายเป็นระบบจัดการระยะยาวได้หรือไม่ เพราะทุกวันที่ท้องฟ้าหายไป ไม่ได้มีเพียงภูเขาที่มองไม่เห็น แต่ยังมีต้นทุนทางสุขภาพ รายได้ การศึกษา และคุณภาพชีวิตที่ค่อย ๆ ถูกหมอกควันกลืนหายไปพร้อมกันด้วย และนั่นทำให้ตัวเลข 272 ในเช้าวันนี้ ไม่ใช่แค่ค่าดัชนีของอากาศ แต่เป็นตัวชี้วัดความเร่งด่วนที่ทั้งรัฐและสังคมต้องรับมืออย่างจริงจังที่สุดในเวลานี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • IQAir
  • AirNow
  • องค์การอนามัยโลก
  • กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมอนามัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

จากบทเรียนแผ่นดินไหว 2 หมื่นล้าน สู่ระบบ SRI Alert และเครือข่ายวิทยุเชียงราย มุ่งสยบความโกลาหลด้วยข้อมูลจริง

จากบทเรียนแผ่นดินไหวสู่ระบบเตือนภัยใหม่ของประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 มีนาคม 2569 – หนึ่งปีหลังเหตุแผ่นดินไหวที่กระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างรุนแรงจนสังคมไทยต้องกลับมาตั้งคำถามกับความพร้อมของเมือง ระบบโครงสร้าง และการสื่อสารในภาวะวิกฤต ภาครัฐและเครือข่ายวิชาการได้ขยับอีกก้าวสำคัญด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์ม SRI Alert หรือ ศรีเตือนภัย ภายใต้การขับเคลื่อนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และภาคีเครือข่ายหลายหน่วยงาน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 โดยวางเป้าหมายให้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสนับสนุนการตัดสินใจด้านภัยพิบัติของประเทศอย่างเป็นระบบ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันครบรอบเหตุแผ่นดินไหวเท่านั้น หากเป็นการยกระดับวิธีคิดของประเทศจากการรับมือหลังเกิดเหตุ ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์ ข้อมูล และเครือข่ายการสื่อสารเพื่อคาดการณ์ เตรียมพร้อม และลดความสูญเสียล่วงหน้า โดยในวันถัดมา วันที่ 31 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายได้สะท้อนการต่อยอดแนวคิดเดียวกันในระดับพื้นที่ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุในจังหวัดเชียงราย 10 สถานี เพื่อจัดวางระบบสื่อสารภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นเอกภาพ โดยกำหนดให้ สวท.เชียงราย เป็นศูนย์กลางแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินของเครือข่ายในพื้นที่

เมื่อพิจารณาร่วมกัน เหตุการณ์สองวันติดกันนี้กำลังบอกภาพใหญ่บางอย่างต่อสังคมไทยอย่างชัดเจนว่า บทเรียนจากภัยพิบัติไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงในรายงานสรุปหรือวงเสวนาทางวิชาการ แต่ต้องถูกแปลงเป็นระบบทำงานจริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติ ไปจนถึงช่องทางสื่อสารระดับจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนตัวจริงในเวลาวิกฤต

SRI Alert ไม่ใช่แค่แอปเตือนภัย แต่คือโครงสร้างกลางของการตัดสินใจ

ข้อมูลจากหน่วยงานผู้จัดงานระบุว่า SRI Alert ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่บูรณาการข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐ โดยตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ การถอดบทเรียนจากวิกฤตที่ผ่านมา การขยายผลเชิงนโยบาย และการสร้างพลังเครือข่ายระหว่างนักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชน จุดนี้ทำให้ SRI Alert ต่างจากระบบเตือนภัยทั่วไปที่มักทำหน้าที่เพียงส่งสัญญาณแจ้งเตือน แต่ยังไม่เชื่อมข้อมูลเชิงลึกกับการบริหารจัดการในระดับปฏิบัติการจริง

สาระสำคัญของแพลตฟอร์มนี้จึงอยู่ที่การทำให้องค์ความรู้จำนวนมากซึ่งกระจายตัวอยู่ในมหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานรัฐ สามารถทำงานร่วมกันในรูปแบบที่นำไปใช้ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบชีวิตประจำวัน โดย สวทช. ระบุชัดว่าการเปิดตัวครั้งนี้คือก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมมาเป็นแกนหลักในการสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในทางปฏิบัติ SRI Alert ยังถูกออกแบบให้รองรับการสื่อสารหลายช่องทางที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น LINE Official Account, Telegram, Google Chat, Traffy Fondue และ API Callback สำหรับเชื่อมเข้ากับระบบของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ออกแบบไม่ได้มองเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่พยายามวางระบบบนฐานพฤติกรรมการใช้งานจริงของหน่วยงานและผู้ใช้ปลายทางด้วย

จากมหาวิทยาลัยสู่สนามจริง งานวิจัยที่ถูกดันออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือการที่ SRI Alert ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยที่ทำงานกับปัญหาภัยพิบัติจริงอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยนเรศวร สวทช. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการผลักดันให้ระบบ ววน. ทำงานเชิงระบบด้านภัยพิบัติมากขึ้นกว่าเดิม

ในฝั่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ข้อมูลจากแถลงข่าวระบุว่า SRI Alert วางเป้าหมายให้หน่วยงานที่ดูแลคนจำนวนมากเป็นผู้ใช้ระบบหลักก่อน เช่น เทศบาล จังหวัด หมู่บ้าน คอนโดมิเนียม โรงงาน หรือบริษัทที่มีช่องทางสื่อสารกับคนของตนเองอยู่แล้ว ผ่านไลน์ เทเลแกรม หรือระบบอื่นขององค์กร เพื่อรับข้อมูลเตือนภัยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนของตนแบบเรียลไทม์ แนวคิดนี้สะท้อนการออกแบบที่เน้นใช้โครงสร้างการบริหารที่มีอยู่จริงในสังคม ไม่ได้เริ่มจากการสร้างช่องทางใหม่ทั้งหมดให้ประชาชนต้องเรียนรู้ใหม่พร้อมกันในภาวะฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยนเรศวรได้นำเสนองานวิจัยด้านแบบจำลองสารสนเทศเมือง หรือ Urban Information Modeling ซึ่งพัฒนาเมืองฝาแฝดดิจิทัลเพื่อใช้รับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 โดยไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโมเดลอาคารสามมิติ แต่ใช้เป็นฐานข้อมูลด้านโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกรรม การจำลองสถานการณ์ การทำแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือน และแบบจำลองการอพยพ ซึ่งได้เริ่มนำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลกแล้ว

สาระของงานวิจัยนี้มีนัยสำคัญในเชิงนโยบาย เพราะเมืองไทยจำนวนมากยังมีข้อจำกัดเรื่องฐานข้อมูลอาคาร พฤติกรรมการอพยพ และการประเมินความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงกัน หากเมืองฝาแฝดดิจิทัลถูกพัฒนาจนใช้ได้จริง ก็จะช่วยให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร โรงพยาบาล และชุมชน มีข้อมูลที่แม่นยำขึ้นในการตัดสินใจ ลดความสับสนในภาวะฉุกเฉิน และลดการสื่อสารคลาดเคลื่อนที่มักเกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ

เชียงรายไม่ได้อยู่เพียงในฐานะผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นพื้นที่ทดลองของงานวิจัยจริง

สำหรับจังหวัดเชียงราย จุดที่โดดเด่นในเวที SRI Alert คือการที่จังหวัดไม่ได้ปรากฏเพียงในฐานะผู้ร่วมแสดงเจตนารมณ์ แต่เป็นพื้นที่นำร่องของงานวิจัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรกคือระบบติดตามความปลอดภัยโครงสร้างอาคารจากงานวิจัยแผ่นดินไหว ซึ่งมีการระบุว่าได้ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS เพื่อเฝ้าติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์แล้วในอาคารโรงพยาบาลของจังหวัดเชียงราย นับเป็นสัญญาณว่าพื้นที่ภาคเหนือที่อยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนและรับผลสะเทือนจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน กำลังถูกยกระดับด้านการเฝ้าระวังโครงสร้างอย่างจริงจังมากขึ้น

ด้านที่สองคือแอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมหาวิทยาลัยนเรศวรและทีมวิจัยได้พัฒนาระบบที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาเป็น 3 ระดับความเสี่ยง โดยอัปเดตข้อมูลทุก 2 ถึง 4 สัปดาห์ และทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองในการรายงานข้อมูลภาคสนาม โครงการนี้ถูกนำร่องใช้งานจริงที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน เพื่อทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกกแบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา และส่งข้อมูลตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

รายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า SRI Alert ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภัยพิบัติแบบเฉียบพลัน เช่น แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเท่านั้น แต่กำลังขยายความหมายของคำว่า เตือนภัย ให้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในห่วงโซ่อาหารด้วย และในกรณีของเชียงราย ซึ่งกำลังเผชิญความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อแม่น้ำกก การมีระบบที่แปลข้อมูลซับซ้อนให้เป็นสัญญาณเตือนที่ใช้ได้จริง ย่อมมีผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งชุมชน ผู้บริโภค และหน่วยงานรัฐโดยตรง

บทเรียนจากแผ่นดินไหวปี 2568 ยังผลักดันการเปลี่ยนแปลงอยู่

หนึ่งในช่วงสำคัญของการเปิดตัว SRI Alert คือการย้อนมองผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ซึ่งแม้จุดศูนย์กลางจะอยู่นอกประเทศไทย แต่ผลสะเทือนกลับกระทบกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างมีนัยสำคัญ โดยทีมวิจัยแผ่นดินไหวชี้ว่า พื้นที่ชั้นดินอ่อนของกรุงเทพฯ เกิดปรากฏการณ์ขยายแรงสั่นสะเทือนจากการสั่นพ้องของชั้นดิน ส่งผลให้อาคารจำนวนหนึ่งโยกตัวรุนแรงกว่าพื้นที่ใกล้แหล่งกำเนิดคลื่นในภาคเหนือและตะวันตก นี่คือบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าเมืองใหญ่ของไทยยังมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ความทันสมัย

ข้อมูลในงานยังระบุถึงระบบการประเมินอาคารตามเกณฑ์กรมโยธาธิการและผังเมืองที่แบ่งเป็นป้ายสีเขียว สีเหลือง และสีแดง โดยมีอาคารมากกว่า 15 แห่งถูกจัดในกลุ่มสีแดงซึ่งหมายถึงได้รับความเสียหายหนักและห้ามใช้งาน ขณะที่นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยสะท้อนว่าปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่แค่แรงสั่นสะเทือน แต่เกิดจากความไม่รู้ที่นำไปสู่ความโกลาหล และความโกลาหลนั้นเองที่ขยายความสูญเสียทางเศรษฐกิจออกไปอีก โดยมีการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงต้นทุนของอาคารที่แตกร้าวหรือซ่อมแซม แต่ยังรวมถึงต้นทุนของความไม่พร้อมในระบบข้อมูล การอพยพที่ไร้แบบแผน การปิดถนน การหยุดชะงักของธุรกิจ และความตื่นตระหนกของประชาชนในเมืองใหญ่ นี่เองที่ทำให้ SRI Alert ถูกมองไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางความเชื่อมั่นของสังคม

Traffy Fondue และบทบาทของประชาชนในฐานะเซนเซอร์มีชีวิต

อีกมิติที่น่าสนใจคือการเชื่อม SRI Alert เข้ากับ Traffy Fondue ซึ่ง สวทช. มองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนประชาชนจากผู้รอรับข้อมูล มาเป็นผู้ร่วมสร้างข้อมูลภาคสนามอย่างเป็นระบบ โดยเปิดทางให้ประชาชนรายงานเหตุการณ์หรือความผิดปกติจากพื้นที่จริง เพื่อเชื่อมต่อไปยังนักวิจัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รวดเร็วขึ้น แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของการจัดการภัยพิบัติที่ให้คุณค่ากับข้อมูลหน้างานแบบเรียลไทม์ ไม่แพ้ข้อมูลจากเซนเซอร์หรือภาพถ่ายดาวเทียม

เมื่อประชาชนรายงานข้อมูล พิกัด พื้นที่เสี่ยง หรือสภาพความเสียหายได้ตรงเวลา ระบบกลางก็จะมีโอกาสวิเคราะห์สถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น ขณะที่หน่วยงานรัฐสามารถเลือกส่งสัญญาณเตือนหรือคำแนะนำกลับไปยังพื้นที่เฉพาะจุดได้รวดเร็วกว่าเดิม หากระบบนี้ถูกขยายผลอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นฐานรากสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมเตือนภัยแบบมีส่วนร่วม ซึ่งต่างจากระบบราชการแบบเดิมที่ข้อมูลมักวิ่งทางเดียวจากบนลงล่าง

เชียงรายต่อยอดทันทีด้วยเครือข่ายวิทยุ 10 สถานี

หาก SRI Alert คือสมองกลางในระดับประเทศ ความเคลื่อนไหวที่เชียงรายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ก็ดูจะเป็นความพยายามสร้างเส้นเลือดฝอยของระบบสื่อสารในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน จากข้อมูลของเครือข่ายประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ ระบุว่า ณ โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมประชาสัมพันธ์กับเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงในจังหวัดเชียงรายรวม 10 สถานี เพื่อสร้างระบบรายงานสถานการณ์และกระจายเสียงในภาวะภัยพิบัติที่รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นหนึ่งเดียว โดยนางเหมือนใจ วงศ์ใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์ที่ 3 เป็นผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ร่วมพิธีลงนาม

ความร่วมมือครั้งนี้ระบุเป้าหมายชัดเจนหลายด้าน ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและทันเวลา การเชื่อมโยงเครือข่ายการกระจายเสียงจากศูนย์กลาง การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าอย่างทั่วถึง และการใช้สื่อวิทยุเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารข้อมูลภาครัฐในภาวะวิกฤต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดอย่างเชียงรายที่มีทั้งเขตเมือง ชุมชนภูเขา พื้นที่ชายแดน และประชากรที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนอาจไม่เท่ากันในทุกกลุ่ม

ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าก่อนหน้านี้บุคลากรของ สวท.เชียงรายเพิ่งเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤตด้วยกลไก Joint Information Center หรือ JIC เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณภัย ก็ยิ่งเห็นว่าการลงนาม MOU ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมระบบสื่อสารภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือตอนบน

เมื่อระบบระดับชาติจะไปถึงประชาชนได้ ต้องมีทั้งเทคโนโลยีและสื่อท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่บทเรียนครั้งนี้กำลังสอนคือ ต่อให้ประเทศมีแพลตฟอร์มข้อมูลที่ดีเพียงใด หากไม่มีช่องทางส่งต่อข้อมูลไปถึงประชาชนในรูปแบบที่เข้าถึงได้จริง ระบบนั้นก็อาจหยุดอยู่แค่หน้าจอแดชบอร์ดของหน่วยงานรัฐ ในทางกลับกัน ต่อให้มีเครือข่ายสื่อชุมชนที่เข้มแข็งเพียงใด หากขาดข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็อาจเกิดปัญหาข่าวลือ การตีความคลาดเคลื่อน และการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพ

SRI Alert และ MOU เครือข่ายวิทยุเชียงรายจึงควรถูกมองเป็นภาพเดียวกันในสองระดับ ระดับแรกคือการสร้างระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจากนักวิจัย วิศวกร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระดับที่สองคือการสร้างระบบถ่ายทอดสารจากศูนย์กลางไปยังชุมชนอย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่สื่อวิทยุยังมีบทบาทจริงในชีวิตประจำวันของประชาชน นี่คือการเติมเต็มกันระหว่างวิทยาศาสตร์ข้อมูลกับโครงข่ายสื่อสารมวลชน

ความท้าทายที่ยังต้องตอบให้ชัด

อย่างไรก็ดี แม้การเปิดตัวและการลงนามความร่วมมือจะเป็นก้าวสำคัญ แต่โจทย์ที่ยากกว่ายังอยู่ข้างหน้า ประการแรกคือเรื่องการเชื่อมต่อข้ามหน่วยงาน ว่าระบบ SRI Alert จะสามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูลของหน่วยงานหลัก เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมโยธาธิการและผังเมือง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และระบบสื่อสารฉุกเฉินในระดับจังหวัดได้ราบรื่นเพียงใด ประการที่สองคือเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณและการบำรุงรักษา เพราะระบบเตือนภัยไม่ใช่โครงการเปิดตัวครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการอัปเดตข้อมูล ฝึกอบรมบุคลากร และซ้อมใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

ประการที่สามคือเรื่องความไว้วางใจของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่สุดในภาวะวิกฤต หากข้อมูลที่รัฐส่งออกไปช้าเกินไป ไม่ชัดเจน หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างแพลตฟอร์มกับสื่อท้องถิ่น ความน่าเชื่อถือของทั้งระบบจะถูกตั้งคำถามทันที ดังนั้น การมีเครือข่ายวิทยุท้องถิ่นในเชียงรายเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร จึงอาจช่วยลดช่องว่างตรงนี้ได้มาก เพราะวิทยุยังคงเป็นสื่อที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างศูนย์ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่จริง

จุดเริ่มต้นใหม่ที่ต้องทำให้ไปต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด การเปิดตัว SRI Alert ในกรุงเทพฯ และการลงนาม MOU เครือข่ายวิทยุในเชียงราย ภายในช่วงเวลาเพียงสองวัน ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นแยกกัน แต่สะท้อนจังหวะใหม่ของการจัดการภัยพิบัติไทยที่เริ่มขยับจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การสร้างระบบที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ข้อมูลภาคประชาชน และสื่อท้องถิ่นเข้าหากันมากขึ้น

สำหรับเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงนี้ยิ่งมีความหมายมากกว่าหลายพื้นที่ เพราะจังหวัดกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวข้ามพรมแดน ปัญหาสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำกก ปัญหาฝุ่นควัน และความเปราะบางของชุมชนชายแดน การมีทั้งระบบติดตามอาคาร ระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงปลา ระบบรายงานเหตุจากประชาชน และเครือข่ายวิทยุที่พร้อมกระจายข้อมูลฉุกเฉิน จึงอาจกลายเป็นแบบจำลองของการเตือนภัยที่ไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษ

ในท้ายที่สุด ความสำเร็จของระบบใดระบบหนึ่งคงไม่ได้วัดเพียงจำนวนหน่วยงานที่ร่วมลงนาม หรือจำนวนเทคโนโลยีที่เชื่อมเข้าด้วยกัน แต่จะถูกพิสูจน์ในวันที่เกิดเหตุจริง ว่าข้อมูลจะเร็วพอหรือไม่ เตือนคนได้ทันหรือไม่ ลดความตื่นตระหนกได้หรือไม่ และช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ดีขึ้นหรือไม่ หากคำตอบในวันนั้นคือใช่ บทเรียนราคาแพงจากภัยพิบัติที่ผ่านมาอาจไม่ได้สูญเปล่า และสิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนมีนาคม 2569 อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างระบบเตือนภัยไทยที่แข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
  • มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • สวท.เชียงราย กรมประชาสัมพันธ์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยกระดับคุมไฟป่าและฝุ่นพิษ ผู้ว่าฯ สั่งห้ามเผาเด็ดขาดถึง 10 พฤษภาคม ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

เชียงรายยกระดับคุมไฟป่าและฝุ่นพิษ ผู้ว่าฯ สั่งห้ามเผาเด็ดขาดถึง 10 พฤษภาคม เร่งปกป้องผาโง้ม ดูแลกลุ่มเสี่ยง และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

เชียงราย, 28 มีนาคม 2569 – สัญญาณอันตรายที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ สถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนรู้สึกได้เพียงจากท้องฟ้าหม่นหรือกลิ่นไหม้ในอากาศเท่านั้น แต่ถูกยืนยันด้วยข้อมูลทางการที่หนักหน่วงอย่างชัดเจน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอยู่ระหว่าง 40.3 ถึง 198.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และหลายจุดในจังหวัดเชียงรายพุ่งขึ้นสู่ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ที่ 186.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียง อ.เชียงของ ที่ 152.2 และ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย ที่ 94.1 ขณะที่ค่ามาตรฐานของไทยกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง

หากแปลงตัวเลขเหล่านี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น จะพบว่าแม่สายมีค่าฝุ่นเกือบ 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน เชียงของมากกว่า 4 เท่า และตัวเมืองเชียงรายราว 2 เท่าครึ่ง ภาพข้อมูลที่คุณแนบมาเองก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงมากของประเทศในวันเดียวกัน นี่จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่ตีความได้ว่าเป็นปัญหาชั่วคราวรายวัน แต่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่ทั้งระบบสิ่งแวดล้อม ระบบป่าไม้ และระบบสาธารณสุขต้องขยับพร้อมกัน

เวียงป่าเป้ากลายเป็นศูนย์กลางของความกดดัน

จากข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงวันที่ 24 ถึง 27 มีนาคม โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า และในรอบรายงานล่าสุด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อนทั่วจังหวัด 65 จุด ขณะที่อำเภอเวียงป่าเป้ามียอดสะสมจุดความร้อนสูงสุดถึง 95 จุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ตัวเลข 95 จุดในเวียงป่าเป้าไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงแรงกดดันในพื้นที่ที่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนต้องรับมือพร้อมกัน เพราะเมื่อจุดความร้อนสะสมสูงต่อเนื่อง พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ได้เสี่ยงเฉพาะเรื่องป่าเสียหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสะสมของควันในแอ่งภูเขา ความเสี่ยงต่อการปะทุซ้ำ และภาระของระบบเฝ้าระวังที่ต้องเดินตลอดเวลาโดยไม่มีช่วงผ่อน

คืนที่ดอยผาโง้มสะท้อนความหมายของคำว่าตรึงกำลัง

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาหนักที่สุดคือดอยผาโง้ม ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์และที่พักสงฆ์ จากรายงานทางการของจังหวัด ระบุว่าไฟป่าได้ลุกลามหนักในช่วงกลางดึกของวันที่ 27 มีนาคม ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าสนธิกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ ฝ่ายปกครองอำเภอเวียงป่าเป้า ตลอดจนเครือข่ายอาสาสมัครและราษฎรในพื้นที่ เข้าสกัดไฟอย่างเร่งด่วนท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชันและป่าลึก

สิ่งที่เกิดขึ้นบนดอยผาโง้มในคืนนั้นจึงไม่ใช่เพียงภารกิจดับไฟตามปกติ แต่เป็นการต่อสู้กับไฟในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก มืด และมีความเสี่ยงสูงต่อการลุกลามเข้าเขตศาสนสถาน รายงานจังหวัดยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าทำแนวกันไฟและใช้น้ำสกัดกั้นเปลวเพลิงไม่ให้ลามเข้าเขตที่พักสงฆ์ตุสิตาผาโง้ม ก่อนที่ในเช้าวันที่ 28 มีนาคม นายอำเภอเวียงป่าเป้าจะลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง พร้อมนำโดรนขึ้นบินสำรวจเพื่อหาจุดปะทุซ้ำ และจัดชุดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตาม

ข้อมูลภาคสนามที่คุณแนบมายังระบุเพิ่มเติมว่า ในแนวพื้นที่เดียวกันมีเหตุไฟป่ารวม 4 จุด เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรวม 21 นายเข้าปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 26 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 27 มีนาคม จึงสามารถควบคุมและดับไฟได้ โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นของป่าดิบแล้งไว้ราว 95 ไร่ รายละเอียดชุดนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละจุดความร้อนในรายงาน ไม่ได้หมายถึงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่เท่านั้น แต่หมายถึงพื้นที่ป่าจริง ภารกิจจริง และความเสียหายจริงที่ต้องใช้ทั้งแรงกาย เวลา และความเสี่ยงของคนจำนวนมากในการควบคุม

คำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่ภาษาทางการ แต่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดมองสถานการณ์นี้อย่างไร

ในคำสั่งล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำชัดว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติพิจารณาปิดป่าชั่วคราว และขอให้ทุกฝ่ายย้ำเตือนประชาชน “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเด็ดขาด” จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมระบุว่าผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด นอกจากนี้ จังหวัดยังเตรียมสนธิกำลังทหารจาก กอ.รมน. ร่วมกับหน่วยป่าไม้ลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเวียงป่าเป้าในวันที่ 30 มีนาคม และจะประสานขอสนับสนุนฝนหลวงทันทีหากความชื้นในอากาศเพียงพอ

น้ำหนักของมาตรการนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือเชิงรณรงค์ ไปสู่การควบคุมเชิงบังคับอย่างจริงจัง เพราะจุดความร้อนที่สะสมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับระดับฝุ่นที่เกินมาตรฐานหลายเท่าตัว ทำให้เชียงรายไม่สามารถรอให้สถานการณ์คลี่คลายเองตามธรรมชาติได้อีกต่อไป คำว่า “เด็ดขาด” ในคำสั่งจังหวัดจึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเข้มข้นสำหรับการสื่อสาร แต่เป็นภาษาของการบริหารสถานการณ์ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากไฟในพื้นที่และควันจากภายนอกจังหวัดพร้อมกัน

ฝุ่นพิษไม่ได้กระทบเท่ากันทุกพื้นที่ แต่ทุกพื้นที่หนีผลกระทบไม่พ้น

สิ่งที่ข้อมูลทางการชี้ให้เห็นชัดมากคือ เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาแบบเท่ากันทั้งจังหวัด บางอำเภอมีค่าฝุ่นรุนแรงกว่าพื้นที่อื่นมาก โดยเฉพาะแม่สายและเชียงของที่ตัวเลขเช้าวันที่ 28 มีนาคมสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ตัวเมืองเชียงรายอยู่ที่ 94.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้สูงกว่ามาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของประเทศอย่างชัดเจน และถูกจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วอย่างเป็นทางการ

อีกด้านหนึ่ง GISTDA รายงานในเช้าวันเดียวกันว่า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูงและสูงมากถึง 33 จังหวัด ขณะที่ข้อมูลจุดความร้อนย้อนหลังหนึ่งวันชี้ว่า ประเทศไทยยังพบจุดความร้อน 2,302 จุด โดยส่วนใหญ่อยู่ในป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาพบมากถึง 8,804 จุด และลาว 4,189 จุด

ตัวเลขชุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตฝุ่นของเชียงรายไม่ได้มีต้นตอเฉพาะจากไฟภายในจังหวัด แต่เชื่อมโยงกับแรงกดดันระดับภูมิภาคด้วย เมื่อควันจากพื้นที่ภายนอกประเทศและภายนอกจังหวัดยังสะสมอยู่ในปริมาณสูง การดับไฟในจุดหนึ่งจึงเป็นเพียงการลดแรงกระแทกเฉพาะหน้า ไม่ใช่การปิดปัญหาทั้งหมด

ระบบสาธารณสุขจึงถูกยกขึ้นสู่แนวหน้าพร้อมกับแนวกันไฟ

ขณะที่หน่วยป่าไม้และฝ่ายปกครองต้องเร่งดับไฟ หน่วยงานสาธารณสุขก็ถูกยกขึ้นมาอยู่แนวหน้าของการรับมือไม่แพ้กัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือ PHEOC กรณีหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมกำชับมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ทั้งการจัดห้องปลอดฝุ่นและหน้ากากอนามัยให้เพียงพอ การลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และการดูแลกลุ่มโรคทางเดินหายใจ เช่น COPD และโรคหืดในรายที่มีอาการรุนแรง รวมถึงเปิด PHEOC ระดับอำเภอทุกแห่งเพื่อรายงานและเฝ้าระวังต่อเนื่อง

สาระสำคัญของมาตรการสาธารณสุขรอบนี้อยู่ที่การไม่รอให้ผู้ป่วยเดินมาหาโรงพยาบาลเอง แต่พยายามส่งระบบไปหากลุ่มเสี่ยงก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคเรื้อรังเดิม เพราะในสถานการณ์ที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง การสัมผัสมลพิษไม่กี่ชั่วโมงอาจไม่เท่ากันสำหรับทุกคน คนทั่วไปอาจรู้สึกแสบตาและระคายคอ แต่สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม ความเสี่ยงอาจหมายถึงอาการกำเริบ หายใจลำบาก หรือการต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินได้ทันที

คำแนะนำการป้องกันตนเองไม่ได้เป็นเรื่องซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำจริงทุกวัน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 แนะนำอย่างชัดเจนว่า ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ประชาชนทั่วไปควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 และลดระยะเวลาการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ขณะที่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษ เตรียมยาและอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม และรีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ

คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลที่คุณแนบมา ซึ่งเสนอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ และระบบจุดความร้อนของ GISTDA ขณะเดียวกัน เครื่องมืออย่าง Windy.com หรือแอปตรวจอากาศอื่น ๆ อาจใช้เป็นตัวช่วยประกอบการวางแผนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพและการแจ้งเตือนภัย รายงานทางการของ Air4Thai และหน่วยงานรัฐยังคงเป็นฐานข้อมูลที่ควรยึดเป็นหลักที่สุด

แม่ฟ้าหลวงสะท้อนอีกด้านของวิกฤต เมื่อไฟไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนบนแผนที่

หากเวียงป่าเป้าคือจุดหนักในด้านไฟป่าภายในจังหวัด แม่ฟ้าหลวงก็คือพื้นที่ที่ทำให้เห็นชัดว่าเชียงรายกำลังเผชิญแรงกดดันจากไฟข้ามแดนด้วย รายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ระบุว่า สถานการณ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวงยังตึงเครียด หลังพบจุดความร้อนรวม 16 จุดในพื้นที่บ้านป่าคาสุขใจซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันเช้ามืดวันที่ 27 มีนาคมยังตรวจพบจุดความร้อนใหม่อีก 4 จุดในพื้นที่บ้านอาแหละ และเวลา 08.00 น. มีรายงานว่าไฟได้ลุกลามจากฝั่งเมียนมาเข้ามาถึงบริเวณบ้านม้งเก้าหลัง ต.เทอดไทย ซึ่งเป็นพื้นที่เข้าถึงยากและมีสภาพภูมิประเทศสูงชัน

นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง จึงสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส. ปภ. อบต.แม่สลองนอก อบต.เทอดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดอาสาดับไฟป่าทุกหมู่บ้านระดมกำลังพร้อมรถน้ำและกำลังพลตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าไม่อาจประมาท เพราะเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกถึงรั้วบ้านประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการตีความสถานการณ์อย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายไม่สามารถคิดเฉพาะกรอบจังหวัดได้ทั้งหมด เมื่อควันและไฟบางส่วนขยับข้ามแนวเขตประเทศ การตอบสนองของท้องถิ่นไทยจึงทำได้ดีที่สุดเพียงในระดับป้องกันความเสียหายและลดการลุกลามเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและทรัพยากรของไทยเท่านั้น

พื้นที่อื่นในเชียงรายกำลังขยับตัวพร้อมกัน แม้ไม่ได้อยู่หน้าสื่อมากเท่าเวียงป่าเป้าหรือแม่ฟ้าหลวง

แม้พื้นที่อย่างเวียงป่าเป้าและแม่ฟ้าหลวงจะถูกจับตาเป็นพิเศษ แต่ข้อมูลภาคสนามที่คุณแนบมายังสะท้อนว่าอีกหลายอำเภอในเชียงรายกำลังขยับตัวอย่างจริงจังเช่นกัน ที่อำเภอเชียงของ มีการระดมผู้นำชุมชน ชุด ชรบ. และอาสาสมัครในตำบลครึ่งและตำบลห้วยซ้อลงพื้นที่ลาดตระเวนและทำแนวกันไฟในเขตป่าชุมชนบ้านศรีลานนาและบ้านแก่นเหนือ ขณะที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้ารายงานการเข้าควบคุมจุดความร้อน 4 จุดในบ้านศรีลานนา โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากอุทยาน สถานีควบคุมไฟป่า ฝ่ายปกครอง และเทศบาลตำบลครึ่งรวม 22 นาย

ในอำเภอป่าแดด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืม สถานีควบคุมไฟป่าแม่ปืม และอาสาสมัครในพื้นที่สนธิกำลังเข้าควบคุมไฟป่าหลังรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ที่บริเวณบ้านโรงช้างเหนือ โดยมีกำลังพลรวม 39 นาย และประเมินความเสียหายของพื้นที่ป่าเต็งรังราว 72 ไร่ ส่วนอำเภอเชียงแสน เวียงชัย และพื้นที่ป่าชุมชนอื่น ๆ ก็มีการทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และกำจัดเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลที่ถูกรวบรวมในวันเดียวกัน

สิ่งที่เรื่องเหล่านี้บอกอย่างชัดเจน คือจังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่มีพื้นที่ใดสามารถวางใจได้เต็มที่ แม้บางอำเภอจะไม่อยู่ในอันดับสูงสุดของค่าฝุ่นหรือจำนวนจุดความร้อน แต่ทุกอำเภอต้องขยับมาตรการป้องกันของตัวเองล่วงหน้า เพราะการปล่อยให้ไฟเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นภาระใหญ่ของทั้งจังหวัดในวันถัดไปได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นแนวกันไฟอีกชั้นหนึ่งของคนท้องถิ่น

อีกสิ่งที่เห็นเด่นชัดจากทั้งข้อมูลทางการและข้อมูลที่คุณแนบมา คือบทบาทของเทคโนโลยีในการรับมือภัยฝุ่นและไฟป่าที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดรนถูกนำมาใช้ในภารกิจสำรวจมุมสูงบริเวณดอยผาโง้มเพื่อประเมินความเสียหายและหาจุดปะทุซ้ำ ขณะที่ระบบดาวเทียมอย่าง Suomi NPP และ VIIRS ถูกใช้เป็นฐานตรวจจับจุดความร้อนระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงข้อมูลไปถึง GISTDA และหน่วยงานในพื้นที่

ในระดับประชาชน เทคโนโลยีอีกชุดหนึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือป้องกันตัวในชีวิตประจำวัน เมื่อแอปและเว็บไซต์อย่าง Air4Thai และระบบของ GISTDA ทำให้คนธรรมดาสามารถเช็กคุณภาพอากาศและแนวโน้มจุดความร้อนได้ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจออกจากบ้าน ไปโรงเรียน ทำงาน หรือเดินทางไกล สิ่งนี้อาจดูเล็ก แต่ในช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงและข้อมูลเปลี่ยนเร็ว การมีข้อมูลเรียลไทม์ที่เชื่อถือได้ คือแนวป้องกันชั้นแรกของประชาชนก่อนที่ระบบรัฐจะไปถึงตัวเขา

ปลายทางของมาตรการครั้งนี้ไม่ใช่แค่ดับไฟ แต่ต้องรักษาความเชื่อมั่นของคนทั้งจังหวัด

ในคำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด มีประโยคหนึ่งที่สะท้อนแกนกลางของสถานการณ์ครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสียสละของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกหมู่บ้านและชุมชน ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าดับไฟทั้งกลางคืนและกลางวันโดยไม่มีวันหยุด เพื่อปกป้องผืนป่าและสร้างอากาศสะอาดไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของคนเชียงราย

ประโยคนี้มีนัยเกินกว่าการขอบคุณกำลังพล เพราะมันสะท้อนว่าปัญหาไฟป่าและฝุ่นในปี 2569 ของเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในเชิงนามธรรม แต่คือการปกป้องสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดของประชาชน นั่นคืออากาศที่ต้องหายใจในทุกวัน การคุมเข้มห้ามเผา การตรึงกำลังลาดตระเวน การเปิดห้องปลอดฝุ่น การใช้โดรน การระดมอาสาสมัคร และการเตรียมฝนหลวง จึงเป็นเส้นทางเดียวกันทั้งหมดที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียว คือการรักษาลมหายใจของจังหวัดไว้ให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่สถานการณ์เปราะบางที่สุด

ทางออกระยะยาวยังต้องไปไกลกว่าคำสั่งรายวัน

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกเกินกว่าคำสั่งประจำวัน วิกฤตครั้งนี้ยังทิ้งคำถามใหญ่ต่อเชียงรายและภาคเหนือทั้งหมดว่า จังหวัดจะลดการพึ่งพาการตอบสนองแบบรายวันได้อย่างไรในระยะยาว เพราะแม้การดับไฟครั้งนี้จะสะท้อนประสิทธิภาพและความเสียสละของทุกฝ่าย แต่ตัวเลขจุดความร้อนระดับประเทศและระดับภูมิภาคยังชี้ว่าแรงกดดันจะไม่จบง่าย ขณะที่พื้นที่ชายแดนและภูเขาสูงยังทำให้การป้องกันและควบคุมเหตุทำได้ยากกว่าพื้นที่ราบมาก

ดังนั้น บทสรุปที่สำคัญของวันที่ 28 มีนาคม 2569 อาจไม่ใช่เพียงว่าไฟที่ผาโง้มเริ่มคลี่คลายแล้ว หรือว่าจังหวัดประกาศห้ามเผาเด็ดขาดแล้วเท่านั้น แต่คือการที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันมากขึ้นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของอำเภอใดอำเภอหนึ่ง และไม่ใช่ภาระของเจ้าหน้าที่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง หากเป็นวิกฤตร่วมที่เชื่อมไฟในป่า ควันในอากาศ คนไข้ในบ้าน ระบบเตือนภัย เทคโนโลยีติดตาม และวินัยทางสังคมเข้าด้วยกันทั้งจังหวัด

เมื่อถึงจุดนั้น การดับไฟให้ทันในคืนนี้ยังสำคัญเสมอ แต่การทำให้ปีต่อไปมีไฟน้อยลงและคนป่วยน้อยลง อาจเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า และเป็นโจทย์ที่เชียงรายต้องเริ่มตอบตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ฤดูหมอกควันรอบใหม่จะกลับมาอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • GISTDA รายงานจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

วิสัยทัศน์ SRI for ALL: สกสว. ผนึก 90 ผู้บริหาร ววน. รุ่น 1 ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกภาคส่วน

สกสว. ปักหมุดเครือข่าย ววน. รุ่นที่ 1 วางฐานผู้นำเชื่อมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่สังคมจริง เปิดพื้นที่ความร่วมมือใหม่ที่อาจไกลตัวในวันแรก แต่มีนัยต่ออนาคตประเทศและท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

เชียงราย, 22 มีนาคม 2569 — จากพิธีมอบประกาศนียบัตร สู่คำถามสำคัญว่าไทยจะเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลจริงได้อย่างไร ในสายตาของคนทั่วไปการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงอาจดูเป็นเพียงพิธีการหนึ่งของแวดวงราชการหรือวงการวิชาการ แต่สำหรับกรณีของ “หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” หรือ ววน. รุ่นที่ 1 ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดขึ้นนั้น ความหมายของมันกว้างไกลเกินกว่าคำว่า “จบหลักสูตร” มากนัก เพราะสิ่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นไม่ใช่แค่รุ่นผู้เรียน หากคือเครือข่ายผู้นำที่ถูกคาดหวังให้เป็นกลไกเชื่อมองค์ความรู้ งบประมาณ นโยบาย และการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยให้เกิดผลต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีมอบประกาศนียบัตรเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายในฐานะ “จุดเริ่มต้น” มากกว่าจุดสิ้นสุด ดังที่ ศ. ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สะท้อนในพิธีว่า ความสำเร็จในวันนี้คือจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในการนำองค์ความรู้ เครือข่าย และวิสัยทัศน์ ไปสู่การปฏิบัติจริง ขณะที่ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ก็วางความหมายของรุ่นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เพียงผู้สำเร็จการอบรมลำดับแรก แต่คือผู้บุกเบิกที่ร่วมกันเปิดมุมมองใหม่และสร้างเครือข่ายที่มีคุณค่าให้กับระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทย

ววน. รุ่นที่ 1 ไม่ได้สร้างแค่ผู้จบ แต่สร้าง “คนเชื่อมระบบ” จากหลายภาคส่วน

หัวใจของหลักสูตรนี้อยู่ที่การรวมผู้นำจากหลากหลายวงการเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่จำกัดเฉพาะนักวิจัย นักวิชาการ หรือผู้บริหารด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา หน่วยบริหารและจัดการทุน และสื่อมวลชนด้วย ข้อมูลจากรายงานในวันพิธีมอบประกาศนียบัตรระบุว่า เครือข่ายของ ววน. รุ่นที่ 1 มีผู้เข้าร่วมระดับสูงมากกว่า 90 คนจากหลายภาคส่วน ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างระบบคิดใหม่ที่ยอมรับว่า “นวัตกรรม” จะเกิดผลไม่ได้ หากถูกแยกขาดจากคนที่กำหนดนโยบาย คนที่ถือทรัพยากร คนที่สื่อสารกับสังคม และคนที่ทำงานในพื้นที่จริง

นัยสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ขาดงานวิจัยหรือขาดคำว่าดิจิทัลและนวัตกรรมในเชิงถ้อยคำ แต่สิ่งที่ยังเป็นโจทย์ซ้ำซากคือการพางานวิจัยออกจากเอกสารไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตผู้คน การที่ สกสว. ออกแบบหลักสูตรในลักษณะนี้จึงคล้ายความพยายามแก้ปัญหาตรงรอยต่อระหว่าง “องค์ความรู้” กับ “อำนาจตัดสินใจ” กล่าวอีกอย่างคือ หากคนที่กำหนดทิศทางประเทศ คนที่ลงทุน คนที่บริหารองค์กร และคนที่สื่อสารกับสังคม เริ่มพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น โอกาสที่ระบบวิจัยและนวัตกรรมจะเกิดผลจริงก็ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

วิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลัง SRI for ALL คือความพยายามทำให้คำว่า ววน. ไม่เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม

หนึ่งในประโยคสำคัญที่ปรากฏชัดในการสื่อสารของ สกสว. คือวิสัยทัศน์ “SRI for ALL วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อคนไทยทุกคน” ซึ่งมีความสำคัญในเชิงความหมายอย่างมาก เพราะเป็นการขยับกรอบการมองจากระบบวิจัยที่เคยถูกเข้าใจว่าอยู่ในมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ หรือหน่วยงานวิชาการ ไปสู่ความพยายามทำให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมเป็นทรัพยากรสาธารณะที่ประชาชนควรเข้าถึงผลลัพธ์ได้จริง

หากแปลความหมายอย่างตรงไปตรงมา วิสัยทัศน์นี้กำลังบอกว่า การสนับสนุนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจะไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ หากผลประโยชน์ยังจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานวิจัย แต่ต้องย้อนกลับไปสร้างโอกาสใหม่ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และระบบเศรษฐกิจสังคมที่เข้มแข็งขึ้นให้ประชาชนส่วนใหญ่ นี่คือเหตุผลพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ควรถูกอ่านให้เกินกว่าบรรยากาศงานพิธี เพราะมันเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าหน่วยงานระดับประเทศกำลังพยายามสร้าง “คนกลางเชิงระบบ” ที่จะพาแนวคิดนี้ไปต่อในโลกการทำงานจริง

เมื่อผู้บริหารจากภาคสื่อท้องถิ่นก้าวเข้าสู่เครือข่าย ววน. ความหมายของนวัตกรรมจึงเริ่มใกล้ประชาชนขึ้น

ความหมายต่อเชียงรายเป็นพิเศษ คือการมีผู้บริหารจากสื่อท้องถิ่นอย่างนครเชียงรายนิวส์เข้าร่วมและสำเร็จหลักสูตร โดยข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมระบุว่า มนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ กล่าวหลังจบหลักสูตรว่า “การเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับใบประกาศนียบัตร แต่เป็นการได้รับมิตรภาพ ประสบการณ์ มุมมองใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือของเหล่าผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม”

คำกล่าวนี้มีน้ำหนักในตัวเอง เพราะสะท้อนว่าความรู้ประเภท ววน. ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อคนทำงานวิทยาศาสตร์โดยตรง หากยังมีคุณค่าต่อคนทำงานสื่อ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการแปลงคำศัพท์เชิงนโยบายให้สังคมเข้าใจได้ และทำให้เรื่องที่ดูไกลตัว เช่น กองทุนวิจัย ระบบนวัตกรรม หรือกลไกจัดสรรงบประมาณ กลายเป็นเรื่องที่เชื่อมกับชีวิตประจำวันของผู้คนได้มากขึ้น ในแง่นี้ การที่ภาคสื่อท้องถิ่นเข้าไปอยู่ในเครือข่ายดังกล่าวจึงมีนัยต่อเชียงรายไม่น้อย เพราะอาจทำให้พื้นที่ได้รับประโยชน์จากการสื่อสารนโยบายและการสร้างความร่วมมือเชิงใหม่ในอนาคต

เส้นแบ่งที่กำลังเลือนหาย ระบบวิจัยไทยกำลังยอมรับว่า นโยบาย งบประมาณ ภาคธุรกิจ และสื่อ ต้องทำงานร่วมกันมากกว่าเดิม

ที่ผ่านมา หนึ่งในจุดอ่อนของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย คือการทำงานแบบแยกส่วน แต่ละภาคส่วนต่างมีภาษา วิธีคิด และเป้าหมายเฉพาะตัว นักวิจัยคิดในกรอบวิชาการ ภาคธุรกิจคิดในกรอบตลาด ภาครัฐคิดในกรอบนโยบายและระเบียบ ส่วนสื่อคิดในกรอบการสื่อสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ เมื่อแต่ละวงพูดกันคนละภาษา งานวิจัยจำนวนไม่น้อยจึงจบอยู่ที่รายงาน ขณะที่นโยบายจำนวนไม่น้อยก็ไม่สามารถลงสู่การปฏิบัติได้อย่างมีพลัง

หลักสูตร ววน. รุ่นที่ 1 จึงมีความน่าสนใจเพราะพยายามดึงคนจากหลายระบบเข้ามาอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน และสร้างภาษากลางร่วมกันในเรื่องอนาคตของประเทศ การออกแบบเช่นนี้ไม่ได้รับประกันว่าความร่วมมือจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ก็ทำให้มี “พื้นที่กลาง” ซึ่งหาได้ยากในระบบราชการและระบบความรู้ไทย ยิ่งเมื่อ สกสว. เตรียมเปิดรับหลักสูตรรุ่นถัดไปในวันที่ 23 เมษายน 2569 ตามข้อมูลประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน ก็ยิ่งชัดว่าความตั้งใจนี้ไม่ได้เป็นกิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่ถูกวางให้เป็นกลไกต่อเนื่องเพื่อขยายเครือข่ายของผู้นำที่เชื่อมโยงระบบเข้าหากันมากขึ้น

บทเรียนจากรุ่นที่ 1 ความสำเร็จที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้จบ แต่อยู่ที่จำนวนความร่วมมือที่จะเกิดหลังจากนี้

หากจะมองหาประเด็นเด่นที่สุดของพิธีมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ ประเด็นนั้นอาจไม่ใช่จำนวนผู้สำเร็จหลักสูตรหรือชื่อผู้ร่วมพิธี แต่คือคำถามหลังพิธีต่างหากว่า เครือข่ายที่ถูกสร้างขึ้นจะนำไปสู่อะไรต่อ การอบรมผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากในประเทศเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ทุกหลักสูตรที่จะสามารถเปลี่ยนการรู้จักกันให้กลายเป็นความร่วมมือที่เกิดผลจริงได้ จุดท้าทายของ ววน. รุ่นที่ 1 จึงไม่ได้อยู่ในห้องอบรม หากอยู่ในช่วงเวลาหลังจากนี้ ว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรจะสามารถนำมุมมอง เครือข่าย และความเข้าใจเชิงระบบไปใช้ในบทบาทของตนได้มากน้อยเพียงใด

นี่คือเหตุผลที่คำกล่าวของ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ว่า ววน. รุ่นที่ 1 คือ “ผู้บุกเบิก” จึงสำคัญ เพราะผู้บุกเบิกไม่ได้ถูกวัดจากการเป็นรุ่นแรกเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวัดจากความสามารถในการทำให้สิ่งที่เริ่มต้นไว้เติบโตต่อได้จริง หากเครือข่ายนี้สามารถเชื่อมภาครัฐกับมหาวิทยาลัย เชื่อมเอกชนกับโจทย์วิจัย เชื่อมสื่อกับการสื่อสารความรู้สู่ประชาชน หรือเชื่อมพื้นที่ท้องถิ่นเข้ากับแหล่งทุนและกลไกนวัตกรรมได้ ความสำเร็จของรุ่นที่ 1 ก็จะมีความหมายยาวนานกว่าพิธีมอบประกาศนียบัตรหนึ่งวันมากนัก

มุมมองจากเชียงราย เรื่องที่ดูไกลตัวอย่างวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของท้องถิ่น หากมีคนพาเชื่อมให้ถึงพื้นที่

สำหรับจังหวัดอย่างเชียงราย ซึ่งกำลังขยับตัวในหลายด้านทั้งสื่อ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการพัฒนาชุมชน การมีคนจากพื้นที่เข้าไปอยู่ในเครือข่ายระดับประเทศเช่นนี้ย่อมมีนัยสำคัญ เพราะนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่ในเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น แต่มันรวมถึงวิธีคิด วิธีจัดการ และวิธีเชื่อมองค์ความรู้ให้เกิดผลใหม่ในพื้นที่ด้วย

หากคนทำงานจากเชียงรายสามารถนำเครือข่ายและมุมมองจากหลักสูตรนี้กลับมาใช้จริง ก็อาจต่อยอดได้ตั้งแต่การสร้างโครงการความร่วมมือกับสถาบันวิจัย การผลักดันประเด็นท้องถิ่นผ่านข้อมูล การเชื่อมสื่อกับองค์ความรู้ใหม่ การใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมในภาคเกษตร การท่องเที่ยว การสื่อสาร หรือแม้แต่การยกระดับข้อถกเถียงสาธารณะในจังหวัดให้มีข้อมูลและหลักฐานรองรับมากขึ้น เรื่องเหล่านี้อาจยังไม่เห็นผลในทันที แต่หากวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ย่อมกลายเป็นทุนใหม่ของท้องถิ่นได้ในระยะยาว

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาต่อหลักสูตรจะมีความหมายมากขึ้น หากเครือข่าย ววน. เปลี่ยนเป็นโครงการหรือผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้

คำถามที่ประชาชนย่อมถามอย่างตรงไปตรงมาคือ แล้วคนทั่วไปจะได้อะไร คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดอาจเป็นว่า ในระยะสั้นประชาชนอาจยังไม่เห็นผลชัดทันที เพราะหลักสูตรนี้เป็นการลงทุนใน “คน” และ “เครือข่าย” มากกว่าการลงทุนในโครงการบริการสาธารณะโดยตรง แต่ในระยะกลางและระยะยาว ความหมายจะปรากฏขึ้นหากเครือข่ายเหล่านี้สามารถเปลี่ยนบทเรียนจากห้องอบรมไปเป็นโครงการจริง มาตรการจริง หรือความร่วมมือจริงที่แก้โจทย์ประเทศและโจทย์พื้นที่ได้

ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาหลังพิธีนี้ ไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้จบ แต่คือว่าภายในปีถัดไปหรือในรุ่นต่อไป จะเกิดการร่วมมือใหม่อะไรขึ้นบ้าง มีงานวิจัยใดถูกนำไปใช้ได้จริงมากขึ้นหรือไม่ มีกลไกประสานงานระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาที่คล่องตัวขึ้นหรือไม่ และคนในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างเชียงรายจะสามารถดึงประโยชน์จากเครือข่ายนี้กลับไปพัฒนางานของตนได้จริงเพียงใด นั่นต่างหากจะเป็นตัวชี้วัดว่าหลักสูตรนี้มีน้ำหนักเชิงนโยบายจริงเพียงไหน

จากใบประกาศนียบัตรสู่ภารกิจใหม่ บทพิสูจน์อยู่หลังห้องอบรมมากกว่าบนเวทีพิธีการ

ภาพมอบใบประกาศหรือคำกล่าวแสดงความยินดี หากอยู่ที่การที่ทุกฝ่ายยอมรับตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ประโยคที่ทั้งประธานกรรมการ กสว. และผู้อำนวยการ สกสว. ย้ำร่วมกันอย่างชัดเจนคือ ผู้สำเร็จหลักสูตรต้องนำสิ่งที่ได้ไปทำให้เกิดผลจริง ซึ่งหมายความว่า เครือข่ายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเกียรติยศส่วนตัว แต่เพื่อภารกิจสาธารณะในระดับประเทศ

สำหรับเชียงรายเอง คือการที่ชื่อของผู้บริหารจากพื้นที่ปรากฏอยู่ในเครือข่ายระดับชาติ ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ควรถูกมองเป็นโอกาสที่จังหวัดจะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศได้ใกล้ชิดขึ้น นี่อาจเป็นจุดเริ่มของการทำให้เรื่องที่ดูไกลตัวค่อย ๆ กลายเป็นทรัพยากรใหม่ที่คนในพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ววน. รุ่นที่ 1 กำลังบอกว่าอนาคตของไทยไม่ได้อยู่ที่คนเก่งรายบุคคลเท่านั้น แต่อยู่ที่คนต่างวงการทำงานร่วมกันได้จริงหรือไม่

ท้ายที่สุดประกาศนียบัตรของ สกสว. ครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากกว่าที่ผิวหน้าดูเหมือน เพราะมันสะท้อนการขยับตัวของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมไทยจากการมุ่งสร้างองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างเครือข่ายผู้นำที่พยายามเชื่อมองค์ความรู้กับการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร การสื่อสาร และการใช้ประโยชน์จริง แน่นอนว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาว และหลักสูตรรุ่นแรกเพียงรุ่นเดียวไม่อาจเปลี่ยนประเทศได้ทันที

แต่ถ้าจะมีบทเรียนสำคัญจากพิธีวันที่ 20 มีนาคม 2569 บทเรียนนั้นอาจเป็นว่า ประเทศไทยกำลังเริ่มยอมรับความจริงข้อหนึ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า การพัฒนาในโลกยุคใหม่ไม่อาจฝากไว้กับหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งเท่านั้น หากต้องอาศัยคนจากหลายวงการมองเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน และพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนให้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไม่เป็นเพียงคำสวยหรูในเอกสารนโยบาย แต่เป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนไทยได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI WORLD PULSE

วิกฤตตะวันออกกลางชนตัวเลขแรงงานเชียงราย 4,000 ชีวิต จังหวัดสั่ง “5 เสือแรงงาน” เกาะติดสถานการณ์ 24 ชม.

เชียงรายยกระดับรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง หลังเหตุใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านสะเทือนความเชื่อมั่น เร่งดูแลแรงงานเกือบ 4,000 คนในภูมิภาคเสี่ยง

เชียงราย, 18 มีนาคม 2569 —  สัญญาณอันตรายจากตะวันออกกลางทำให้ข่าวนี้ไกลตัวน้อยกว่าที่คิด ข่าวจากตะวันออกกลางในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพการโจมตีทางทหารหรือคำแถลงตอบโต้ระหว่างรัฐ หากลุกลามไปแตะพื้นที่ที่โลกอ่อนไหวที่สุดแห่งหนึ่ง นั่นคือบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ของอิหร่าน รายงานจากสื่อสากลระบุว่า มีวัตถุกระทบพื้นที่โรงไฟฟ้าเมื่อค่ำวันอังคารที่ 17 มีนาคมตามเวลาท้องถิ่น แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่เกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี แต่เหตุการณ์นี้ก็เพียงพอจะย้ำให้เห็นว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคได้เข้าใกล้เส้นอันตรายที่ประชาคมโลกกังวลมานานแล้ว เพราะเมื่อพื้นที่นิวเคลียร์ถูกแตะ แม้เพียงเล็กน้อย ความเสี่ยงย่อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในประเทศเดียวอีกต่อไป

สำหรับคนเชียงราย ข่าวนี้ยิ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแรงงานชาวเชียงรายทำงานอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศที่ถูกจัดอยู่ในวงเสี่ยงโดยตรงจากการเผชิญหน้าครั้งนี้ เมื่อข่าวต่างประเทศเคลื่อนมาชนกับตัวเลขแรงงานของจังหวัด ภาพของสงครามจึงไม่ใช่เพียงภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของพ่อแม่ ลูกหลาน และครอบครัวในหมู่บ้านของเชียงรายที่กำลังรอฟังข่าวจากคนที่รักอยู่ทุกชั่วโมง

เหตุใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ยังไม่เกิดการรั่วไหล แต่ทำให้โลกต้องเฝ้าระวังหนักขึ้น

ข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดในขณะนี้มาจากรายงานของ AP, Reuters และคำยืนยันจาก IAEA ซึ่งสอดคล้องกันว่า มีวัตถุกระทบบริเวณพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์จริง โดยรัสเซียผ่านบริษัท Rosatom ระบุว่า จุดที่ได้รับผลกระทบอยู่ใกล้อาคารบริการมาตรวิทยาใกล้หน่วยผลิตไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าไม่มีความเสียหายต่อโรงไฟฟ้า ไม่มีความสูญเสียด้านบุคลากร และสถานการณ์รังสีในพื้นที่ยังปกติ ด้าน IAEA ระบุว่ารับทราบจากอิหร่านแล้ว และเบื้องต้นยังไม่พบความเสียหายต่อโรงงานหรือผู้ปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บหรือขนาดความเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความจริงซึ่งน่ากังวลกว่า นั่นคือสถานประกอบการนิวเคลียร์ในภูมิภาคความขัดแย้งได้ถูกแตะต้องจริงแล้ว IAEA จึงย้ำอย่างระมัดระวังว่า การโจมตีสถานที่เช่นนี้ควรถูกหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด เพราะแม้ความเสียหายในครั้งนี้จะดูไม่มาก แต่หากจังหวะหรือชนิดของอาวุธต่างออกไป ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ใช่เรื่องที่ควบคุมได้ง่าย ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความมั่นคงของภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด

บูเชอร์ไม่ใช่โรงไฟฟ้าธรรมดา แต่เป็นจุดเปราะบางของภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์แห่งเดียวของอิหร่านที่เดินเครื่องอยู่จริง AP อธิบายว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้เริ่มต้นจากแผนของอิหร่านตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ก่อนชะงักจากการปฏิวัติอิสลามและสงครามอิรัก–อิหร่าน จากนั้นรัสเซียเข้ามารับช่วงและเชื่อมโรงไฟฟ้าเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอิหร่านในปี 2011 ปัจจุบันใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำจากรัสเซีย และผลิตไฟฟ้าได้ราว 1,000 เมกะวัตต์ คิดเป็นประมาณ 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ของกำลังไฟฟ้าของอิหร่านทั้งหมด

เหตุที่ชื่อ “บูเชอร์” ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคกังวล ไม่ได้มีแค่คำว่า “นิวเคลียร์” หากเพราะโรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากพึ่งพาน้ำทะเลกลั่นเป็นน้ำจืดเพื่อการอุปโภคบริโภค หากเกิดอุบัติการณ์รังสีหรือการปนเปื้อนร้ายแรง ผลกระทบอาจไม่หยุดอยู่แค่ในอิหร่าน แต่ลุกลามไปถึงระบบน้ำ พลังงาน และความมั่นคงของหลายประเทศรอบอ่าวด้วย นั่นทำให้เหตุที่ดูเล็กในเชิงกายภาพ กลับมีนัยใหญ่อย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์และความกลัวของสาธารณชน

สงครามรอบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวรบเดิม และการสังหารผู้นำระดับสูงกำลังเร่งการตอบโต้

นอกเหนือจากเหตุใกล้บูเชอร์ สถานการณ์โดยรวมยังตึงตัวขึ้นจากการสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านหลายรายในช่วงเวลาใกล้กัน รายงานของ AP ระบุว่า อิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ Ali Larijani และ Gholam Reza Soleimani จากการโจมตีของอิสราเอล ขณะเดียวกันรายงานข่าวอีกสายหนึ่งระบุว่า Esmail Khatib รัฐมนตรีข่าวกรองอิหร่านก็ถูกสังหารเช่นกัน แม้รายละเอียดบางส่วนยังอยู่ระหว่างการยืนยันข้ามแหล่งข่าว แต่ภาพรวมชัดเจนว่าการปะทะรอบนี้ได้ขยับจากเป้าหมายทางทหารทั่วไป ไปสู่การตัดหัวข่ายอำนาจระดับสูงของรัฐอิหร่านมากขึ้นแล้ว

ผลที่ตามมาคือการตอบโต้ของอิหร่านและพันธมิตรในภูมิภาคเริ่มกระจายตัวมากขึ้น ทั้งในอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และพื้นที่โดยรอบ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงจำนวนวันที่สงครามยืดเยื้อ แต่คือโอกาสที่เหตุการณ์จะกระทบระบบขนส่ง พลังงาน การเดินเรือ และพลเรือนต่างชาติในพื้นที่มากขึ้นตามลำดับ และเมื่อเส้นทางบินกับเส้นทางเดินเรืออยู่ในรัศมีความไม่แน่นอน แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศแถบนั้นย่อมเป็นหนึ่งในกลุ่มที่รัฐต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

Israel's focus on divisive laws during war undermines national priorities | The Jerusalem Post

ตัวเลขแรงงานเชียงรายในตะวันออกกลางทำให้จังหวัดต้องมองเรื่องนี้เป็นภารกิจเร่งด่วน

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายและเครือข่ายแรงงานในพื้นที่เปิดเผยข้อมูลตรงกันว่า จังหวัดเชียงรายมีแรงงานได้รับอนุญาตไปทำงานใน 10 ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางรวม 3,996 คน ประกอบด้วย อิสราเอล จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ โอมาน ไซปรัส และตุรกี โดยประเทศที่มีแรงงานชาวเชียงรายอยู่มากที่สุดคืออิสราเอล จำนวน 3,842 คน ตัวเลขนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่าแรงงานส่วนใหญ่ของเชียงรายในภูมิภาคเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ถูกจับตาหนักที่สุดประเทศหนึ่งของสงครามรอบนี้

ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจแรงงานไทยในพื้นที่จังหวัดเชียงรายที่เดินทางไปทำงานในตะวันออกกลางจำนวน 525 คน พบว่ามีผู้ประสงค์เดินทางกลับ 40 คน ไม่ประสงค์เดินทางกลับ 408 คน และมีผู้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว 77 คน ข้อมูลชุดนี้บอกชัดว่า ภาวะในพื้นที่ไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน บางคนต้องการกลับทันที บางคนยังเลือกอยู่ต่อด้วยเหตุผลด้านงาน รายได้ หรือการประเมินความเสี่ยงของตนเอง ดังนั้น ภารกิจของรัฐจึงไม่ใช่แค่การประกาศให้กลับหรืออยู่ แต่ต้องสร้างระบบข้อมูลและการช่วยเหลือที่เคารพการตัดสินใจของแรงงานแต่ละคน พร้อมรองรับได้ในทุกสถานการณ์

เชียงรายตั้ง 4 มาตรการหลัก รับมือทั้งในระดับจังหวัดและระดับครอบครัว

นายวิรัตน์ วงศ์มา แรงงานจังหวัดเชียงราย เปิดเผยมาตรการเชิงรุก 4 ด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ โดยเริ่มจากการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือประสานงานที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย บูรณาการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานหรือที่เรียกกันในพื้นที่ว่า “5 เสือแรงงาน” เพื่อทำหน้าที่เป็นวอร์รูมติดตามสถานการณ์แบบใกล้ชิด ข้อได้เปรียบของรูปแบบนี้คือทำให้การตัดสินใจระดับจังหวัดไม่กระจัดกระจาย และลดช่องว่างระหว่างข้อมูลจากส่วนกลางกับการช่วยเหลือคนในพื้นที่จริง

มาตรการถัดมาคือการลงพื้นที่เชิงรุก โดยส่งอาสาสมัครแรงงานและสาธารณสุขจังหวัดลงเยี่ยมบ้านแรงงานเพื่อสำรวจความต้องการและดูแลขวัญกำลังใจของครอบครัว เพราะในสถานการณ์สงคราม คนที่เผชิญความเครียดไม่ได้มีแค่ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ แต่รวมถึงญาติพี่น้องที่ติดตามข่าวอยู่ในหมู่บ้านด้วย การลงพื้นที่เช่นนี้จึงมีคุณค่าทางจิตใจพอ ๆ กับคุณค่าทางข้อมูล และช่วยลดข่าวลือหรือความตื่นตระหนกได้บางส่วนหากรัฐสื่อสารตรงถึงครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

มาตรการที่สามคือการใช้เทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชัน SMART TOEA โดยแรงงานถูกผลักดันให้ดาวน์โหลดและเปิดการเข้าถึงตำแหน่ง GPS เพื่อให้ศูนย์บัญชาการสามารถติดตามพิกัด ช่วยประสานงาน และสนับสนุนการอพยพได้รวดเร็วขึ้นหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะเดียวกันยังเปิดสายด่วน 1506 กด 2 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในภาวะที่เวลาคือปัจจัยตัดสินความปลอดภัยของชีวิตจริง ๆ

มาตรการที่สี่คือการเยียวยาและคุ้มครองสิทธิ โดยจังหวัดเตรียมเงินสงเคราะห์จากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ กรณีเสียชีวิตจ่ายทันที 40,000 บาท และยังติดตามประเด็นค่าจ้างค้างจ่ายกับเงินประกันการเลิกจ้างในอิสราเอลอย่างเป็นธรรม เรื่องนี้สะท้อนว่า การช่วยแรงงานไม่ได้จบแค่การพากลับบ้าน แต่รวมถึงการดูแลสิทธิแรงงานที่อาจสูญหายไปพร้อมกับภาวะสงครามด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่มักถูกมองข้ามในข่าวความมั่นคงหลายครั้งที่ผ่านมา

กระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศของไทยก็ขยับสอดรับในทิศทางเดียวกัน

ระดับส่วนกลางเองก็มีท่าทีสอดคล้องกับจังหวัดเชียงราย กระทรวงแรงงานไทยเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลอย่างใกล้ชิด เปิดทุกช่องทางสื่อสาร และเตรียมพร้อมอพยพตลอด 24 ชั่วโมงหากจำเป็น ขณะเดียวกัน กระทรวงยังมีท่าทีระงับการส่งแรงงานไทยไปตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราวในบางส่วน เพื่อประเมินความเสี่ยงและความปลอดภัยอย่างรอบด้านก่อน

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศก็เคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ว่า มีคนไทยในอิหร่านลงทะเบียนขออพยพแล้วอย่างน้อย 117 คน และได้ทยอยเดินทางออกเป็นกลุ่มตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม นั่นหมายความว่า กลไกของรัฐไทยไม่ได้เริ่มทำงานหลังเกิดเหตุใกล้บูเชอร์ แต่ได้ขยับล่วงหน้าแล้วระดับหนึ่ง เพียงแต่เมื่อสถานการณ์เข้าใกล้พื้นที่นิวเคลียร์และขยายวงความไม่แน่นอนมากขึ้น ภารกิจเหล่านี้ก็ยิ่งต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้นกว่าที่ผ่านมา

ไฮไลต์ที่คนเชียงรายต้องจับตาไม่ใช่แค่ข่าวสงคราม แต่คือ “เวลา” และ “ข้อมูลที่เชื่อถือได้”

ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่อันตรายไม่แพ้อาวุธคือข่าวลือ เพราะเมื่อมีคำว่า “นิวเคลียร์” ปรากฏอยู่ในพาดหัว ความตื่นตระหนกย่อมแพร่เร็วกว่าเอกสารชี้แจงจากหน่วยงานทางการหลายเท่า จึงจำเป็นต้องย้ำว่า ตามข้อมูลล่าสุดจาก IAEA รัสเซีย และอิหร่าน ยังไม่มีรายงานการรั่วไหลของกัมมันตรังสี ไม่มีความเสียหายต่อโรงงาน และไม่มีผู้บาดเจ็บจากเหตุที่บูเชอร์ ข้อเท็จจริงนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันไม่ให้ครอบครัวแรงงานไทยและสังคมไทยตื่นตระหนกเกินข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การไม่ตื่นตระหนกก็ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องระวัง เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว และสิ่งที่วันนี้ถูกประเมินว่า “ไม่รุนแรงมาก” อาจเปลี่ยนได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากมีการโจมตีรอบใหม่ จุดที่จังหวัดเชียงรายทำถูกแล้วจึงอยู่ที่การตั้งกลไกเตรียมพร้อมไว้ก่อน ไม่รอให้เกิดเหตุร้ายจริงค่อยเริ่มขยับ เพราะเมื่อจำนวนแรงงานกระจุกตัวอยู่ในประเทศเสี่ยงมากถึงหลักหลายพันคน การตอบสนองช้าเพียงเล็กน้อยอาจแปลความหมายเป็นความเสียหายในระดับครอบครัวจำนวนมากพร้อมกันได้ทันที

ยังไม่ใช่การยุติสงคราม แต่คือการทำให้คนไทยทุกคนไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แม้ข่าวใหญ่ของโลกวันนี้จะอยู่ที่การโจมตีใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ การลอบสังหารผู้นำระดับสูง และการตอบโต้ในตะวันออกกลาง แต่สำหรับเชียงราย แกนแท้ของข่าวกลับอยู่ที่การดูแลคนของตัวเอง จังหวัดกำลังเผชิญโจทย์ยากที่ไม่มีสูตรสำเร็จ คือจะทำอย่างไรให้ครอบครัวแรงงานได้รับข้อมูลที่แม่นยำ ได้รับการประสานงานที่ทันเวลา และไม่รู้สึกว่าต้องเผชิญความกลัวลำพัง เมื่อมีคนเชียงรายจำนวนมากทำงานอยู่ในจุดเสี่ยง ข่าวต่างประเทศจึงเปลี่ยนสถานะมาเป็นข่าวท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ในทันที

จุดคลี่คลายระยะสั้นของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะชนะสงคราม แต่อยู่ที่ว่าระบบช่วยเหลือของรัฐไทยจะทำงานเร็วและทั่วถึงเพียงใดในทุกชั่วโมงที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง และหากต้องมีบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ บทเรียนนั้นคงชัดเจนว่า โลกที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น ทำให้แรงกระแทกจากวิกฤตต่างประเทศสามารถย้อนกลับมาสั่นไหวถึงจังหวัดชายแดนภาคเหนือได้เร็วและแรงกว่าที่หลายคนเคยคิดมากนัก

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • Reuters
  • AP และ World Nuclear News
  • สำนักงานแรงงานจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

กรมโยธาฯ รุกรับฟังความเห็น 7 โครงการยักษ์เชียงราย มุ่งสร้างวงแหวนคุณภาพชีวิตและเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

กรมโยธาฯ ขยับเชียงรายสู่เมืองสร้างสรรค์ด้วย 7 โครงการใหญ่

เชียงราย,วันที่ 13 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง เตรียมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาพื้นที่ชุดใหม่ในจังหวัด แต่เพราะรูปแบบของโครงการครั้งนี้ชี้ชัดว่ารัฐกำลังมองเชียงรายมากกว่าเมืองท่องเที่ยวชายแดนหรือจังหวัดปลายทางทางวัฒนธรรม หากกำลังมองให้เป็นเมืองที่ต้องทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมืองสุขภาวะ เมืองสิ่งแวดล้อม และฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนือตอนบน ในเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย ภาครัฐได้สื่อสารต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่า มีการคัดเลือก 7 โครงการหลัก เพื่อผลักการพัฒนาพื้นที่ในอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอแม่จัน โดยวงเงินที่ประกาศต่อสาธารณะอยู่ในระดับ มากกว่า 1,000 ล้านบาท และยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด ไม่ใช่การเริ่มก่อสร้างทันที ความต่างจึงอยู่ตรงนี้ โครงการชุดนี้ยังเป็น “แบบร่างอนาคต” ที่ประชาชนมีสิทธิเข้าไปกำหนดทิศทางได้จริง เพราะผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ใช่แค่อาคาร ถนน หรือภูมิทัศน์ใหม่ แต่คือคำถามว่าเชียงรายจะโตแบบไหน โตเพื่อใคร และโตโดยไม่ทิ้งต้นทุนธรรมชาติและชุมชนดั้งเดิมไว้ข้างหลังได้หรือไม่

ภาพรวมการประชุมรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 12 มีนาคม 2569

เวทีเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 มีความสำคัญเพราะเป็น การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการศึกษาความเหมาะสมและการออกแบบรายละเอียดของโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ระยะที่ 3 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี นายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน และมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบรายละเอียดก่อนเดินไปสู่ขั้นก่อสร้างในอนาคต ข้อเท็จจริงนี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการยังไม่ได้ถูกปิดล็อกในทางเทคนิคเสียทั้งหมด แต่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองจากเสียงของพื้นที่อีกชั้นหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่อง “รัฐทุ่มงบ” เพียงด้านเดียว หากเป็นเรื่องของ การจัดสมดุลระหว่างวิศวกรรม เมือง และสังคม ด้วย ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูเวทีประชาสัมพันธ์โครงการเมื่อ 26 มีนาคม 2568 จะเห็นว่ารัฐได้วางฐานเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยประกาศเป้าหมายให้โครงการเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 และรองรับความเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เวทีล่าสุดจึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นจุดที่ภาพใหญ่เริ่มถูกแปลงเป็นรายละเอียดเชิงพื้นที่อย่างจับต้องได้มากขึ้น

ใครอยู่ในห้องประชุม และเหตุใดเวทีนี้จึงสำคัญ

รายละเอียดที่หน่วยงานภาครัฐเผยแพร่ทำให้เห็นว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโยธาเท่านั้น แต่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และผู้แทนชุมชนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพื้นที่เป้าหมาย วิธีคิดลักษณะนี้สะท้อนแนวทางพัฒนาเมืองยุคใหม่ที่ไม่พอใจกับการออกแบบจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว เพราะโครงการจำนวนมากในอดีตสะดุดตรงที่สร้างเสร็จแล้วใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของคนในพื้นที่ การเปิดเวทีรับฟังตั้งแต่ขั้นออกแบบจึงเป็นเสมือนด่านแรกของความชอบธรรม หากชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ ป่าตึง หรือจันจว้ารู้สึกว่าโครงการเป็นของเขาเอง โอกาสที่โครงการจะถูกใช้งาน ดูแลต่อ และต่อยอดรายได้ในระยะยาวย่อมสูงขึ้นกว่าโครงการที่ถูกมองว่าเป็นเพียงงานก่อสร้างของรัฐ ข้อนี้ยังสอดคล้องกับข่าวประชาสัมพันธ์ภาครัฐในปี 2568 ที่ระบุชัดว่าโครงการเปิดรับความคิดเห็นเพื่อชี้แจงพื้นที่ดำเนินการ ระยะเร่งด่วน และระยะกลาง พร้อมรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการออกแบบ นัยสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เวที” ไม่ใช่พิธีกรรมประกอบโครงการ แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าการพัฒนาครั้งนี้จะเกิดการมีส่วนร่วมจริงหรือไม่

กรอบยุทธศาสตร์ภาคเหนือตอนบน 2 ที่เชียงรายต้องแบกรับ

พบว่าเชียงรายไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างโดดเดี่ยว แต่ถูกวางไว้ในกรอบ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วย เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน โดยมีเป้าหมายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค ทั้งยังเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภาษานโยบายอาจฟังดูเป็นทางการ แต่เมื่อแปลให้ง่ายลง ความหมายก็คือ รัฐกำลังมองเชียงรายเป็น “โหนด” ที่ต้องรับทั้งการเติบโตจากการท่องเที่ยว การเคลื่อนย้ายคน การบริการสุขภาพเชิงพักผ่อน และแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองพร้อมกัน ขณะที่แผนพัฒนาจังหวัดเชียงรายและเอกสารกรอบพัฒนาภาคเหนือระบุแนวคิดสำคัญเรื่อง ฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ” และการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน จึงไม่แปลกที่โครงการชุดนี้ไม่ได้เลือกลงทุนแบบกระจายบาง ๆ ไปทั่วจังหวัด แต่เลือกวางหมุดในพื้นที่ที่มีศักยภาพจะเชื่อมเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ชุมชน และระบบนิเวศเข้าด้วยกันได้มากที่สุด ความหมายอีกชั้นคือ เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าจะเปลี่ยนทรัพยากรเดิม เช่น น้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ ริมน้ำกก และพื้นที่สาธารณะชุมชน ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงคุณภาพได้จริงเพียงใด

 

บทบาทเชียงรายในพื้นที่เชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

ความได้เปรียบของเชียงรายอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเชื่อมทั้งมิติชายแดน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว แต่ความได้เปรียบจะไม่เกิดมูลค่าเองหากเมืองไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอจะรองรับกิจกรรมเศรษฐกิจสมัยใหม่ ข่าวประชาสัมพันธ์ของภาครัฐในปี 2568 ใช้ถ้อยคำชัดเจนว่าโครงการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ต้องการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป และรองรับความเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เมื่ออ่านควบคู่กับแผนพัฒนาภาคเหนือ จะเห็นว่าเชียงรายถูกคาดหวังให้เป็นมากกว่า “เมืองผ่าน” ของนักท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดน แต่ต้องเป็นเมืองที่สร้างประสบการณ์และมูลค่าเพิ่มในตัวเองได้ด้วย นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมโครงการที่ถูกหยิบขึ้นมาจึงไม่ได้อยู่ในเขตศูนย์ราชการเพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปยังพื้นที่ที่สามารถต่อยอดกิจกรรมสุขภาพ การพักผ่อน พื้นที่สีเขียว และทุนวัฒนธรรมได้พร้อมกัน หากทำสำเร็จ เชียงรายจะมีฐานรับรายได้ที่หลากหลายขึ้น แต่หากทำไม่สำเร็จ เมืองก็อาจได้เพียงสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่ไม่เชื่อมกับเศรษฐกิจจริงของคนในพื้นที่

แนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

คำว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มักถูกใช้จนดูเลื่อนลอย แต่ในบริบทของเชียงราย คำนี้มีน้ำหนักเชิงพื้นที่ชัดเจนมาก เพราะสิ่งที่จังหวัดมีอยู่แล้วคือทุนวัฒนธรรมล้านนา ทุนธรรมชาติ ทุนภูมิประเทศ และภาพจำของเมืองศิลปะ เมืองกาแฟ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดน เมื่อรัฐประกาศว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงสร้างอะไรเพิ่ม แต่คือจะสร้างอย่างไรไม่ให้พื้นที่สูญเสียความเป็นเชียงรายไปเอง ประเด็นนี้ทำให้การออกแบบโครงการในย่านรอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้า มีความหมายทางนโยบายมากกว่าโครงการก่อสร้างทั่วไป เพราะแต่ละพื้นที่เป็นต้นทุนคนละแบบ รอบเวียงสะท้อนการขยายเมือง บ้านดู่สะท้อนศักยภาพบริการและสุขภาวะ แม่จันและจันจว้าสะท้อนการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ น้ำ และวัฒนธรรมท้องถิ่น หากออกแบบดี โครงการจะเป็นตัวแปลทุนเดิมของเชียงรายให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ แต่หากออกแบบผิด โครงการก็อาจทำให้เมืองเหมือนเมืองอื่นและสูญเสียความต่างซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เสียเอง

จากเวทีประชาสัมพันธ์ปี 2568 สู่เวทีรับฟังปี 2569

เมื่อเทียบเวทีประชาสัมพันธ์ในปี 2568 กับเวทีรับฟังความคิดเห็นในปี 2569 จะเห็นพัฒนาการของโครงการอย่างน่าสนใจ ปี 2568 เป็นจังหวะของการประกาศกรอบพื้นที่เป้าหมาย โครงสร้างการดำเนินงาน และรายชื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ส่วนปี 2569 เป็นจังหวะที่รัฐนำ “แบบร่าง” ที่ผ่านการศึกษาแล้วกลับมาวางบนโต๊ะให้สังคมช่วยอ่านอีกครั้ง นี่เป็นความต่างที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด เพราะในเชิงคำว่า “เดินหน้า” มักทำให้คนเข้าใจว่าโครงการพร้อมก่อสร้างทันที แต่ในข้อเท็จจริง โครงการชุดนี้ยังอยู่ในขั้น รับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับแบบและตรวจสอบความเหมาะสม ซึ่งหมายความว่าชุมชนยังมีพื้นที่ต่อรองในประเด็นการใช้ที่ดิน การเชื่อมทางสัญจร ผลกระทบสิ่งแวดล้อม รูปแบบอาคาร และลำดับความสำคัญของการลงทุน นอกจากนั้น ภาครัฐยังระบุชัดว่าการดำเนินงานศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดอยู่ภายใต้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ จำกัด และ ฟูลสเกล โซลูชั่น จำกัด ทำให้เห็นว่าโครงการกำลังถูกขับเคลื่อนผ่านกระบวนการเทคนิคจริง ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบายแบบกว้าง ๆ เท่านั้น จุดนี้เองที่ทำให้การรายงานต้องระวังอย่างยิ่งในการแยก “สิ่งที่ยืนยันแล้ว” ออกจาก “สิ่งที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้น”

สองกลุ่มพื้นที่เป้าหมาย

ภาพรวมของพื้นที่เป้าหมายถูกจัดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ อย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือ ชุมชนเมืองเชียงราย ครอบคลุม 7 อปท. ได้แก่ เทศบาลนครเชียงราย เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลบ้านดู่ เทศบาลตำบลนางแล เทศบาลตำบลท่าสาย องค์การบริหารส่วนตำบลริมกก และองค์การบริหารส่วนตำบลรอบเวียง ส่วนกลุ่มที่สองคือ ชุมชนแม่จัน ครอบคลุม 8 อปท. ได้แก่ เทศบาลตำบลจันจว้า เทศบาลตำบลแม่จัน เทศบาลตำบลสันทราย เทศบาลตำบลป่าซาง เทศบาลตำบลท่าข้าวเปลือก องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่จัน และองค์การบริหารส่วนตำบลสันทราย การแบ่งแบบนี้สะท้อนว่ารัฐไม่ได้มองเชียงรายด้วยเส้นเขตปกครองอย่างเดียว แต่กำลังอ่านเมืองผ่าน “กลุ่มพื้นที่การทำงานจริง” ที่เชื่อมกันด้วยการใช้ชีวิต การเดินทาง การท่องเที่ยว และทรัพยากรน้ำ นั่นทำให้พื้นที่รอบเวียง บ้านดู่ ริมกก ป่าตึง และจันจว้าไม่ได้เป็นจุดแยกขาดจากกัน หากเป็นเครือข่ายพื้นที่ที่ต้องออกแบบให้เสริมกัน หากเมืองชั้นในดีแต่พื้นที่รอบนอกไม่พร้อม เมืองก็ไปต่อยาก แต่หากพื้นที่รอบนอกมีแหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่พักผ่อนคุณภาพดี เมืองชั้นในก็จะเบาความหนาแน่นลงและกระจายรายได้ออกจากศูนย์กลางได้มากขึ้น

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงราย

กลุ่มชุมชนเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนโจทย์คลาสสิกของเมืองกำลังโต นั่นคือจะทำอย่างไรให้การขยายตัวไม่กินคุณภาพชีวิตของผู้คนจนหมด พื้นที่อย่างรอบเวียง บ้านดู่ และริมกกจึงไม่ใช่เพียงชื่อในแผน แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องรับภาระทั้งเรื่องการอยู่อาศัย การเดินทาง การพักผ่อน และการท่องเที่ยวพร้อมกัน เมื่อมีการหยิบพื้นที่ชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว บ้านดู่ สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ และย่านบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้นขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการเดียวกัน ภาพที่เห็นชัดคือรัฐกำลังพยายามสร้าง “วงแหวนคุณภาพชีวิต” รอบเมืองหลัก มากกว่าจะอัดงบไว้ตรงแกนกลางเมืองเพียงจุดเดียว วิธีคิดนี้มีโอกาสสร้างประโยชน์จริง หากการออกแบบเชื่อมกันได้ทั้งพื้นที่สาธารณะ สุขภาวะ ระบบระบายน้ำ และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะความน่าอยู่ของเมืองไม่เคยเกิดจากสวนสาธารณะเพียงแห่งเดียว แต่เกิดจากการที่แต่ละย่านมีบทบาทและคุณภาพของตัวเองอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มชุมชนแม่จัน

ด้านกลุ่มชุมชนแม่จัน โครงสร้างโจทย์แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เริ่มจากแรงกดดันของเมืองขยายตัวเท่ากับเริ่มจาก ทรัพยากรท้องถิ่น ที่ยังมีช่องให้ต่อยอดอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุร้อนป่าตึงหรือหนองมโนราห์ การเลือกพื้นที่ฝั่งแม่จันเข้ามาในชุดโครงการระยะนี้จึงน่าสนใจ เพราะแปลว่าโครงการไม่ได้มุ่งทำให้เมืองเชียงรายสวยขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังทดลองสร้างจุดเติบโตใหม่ในระดับอำเภอ โดยอาศัยแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และภูมิทัศน์ธรรมชาติเป็นฐาน ข้อดีของแนวทางนี้คือช่วยกระจายผลประโยชน์ออกจากเมืองหลัก แต่ข้อท้าทายก็ชัดไม่แพ้กัน เพราะพื้นที่ประเภทนี้เปราะบางกว่าพื้นที่เมือง ทั้งในมิติระบบนิเวศ ความเป็นเจ้าของร่วมของชุมชน และความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่อาจพุ่งเร็วกว่าความพร้อมในการจัดการ หากโครงการพัฒนาแม่จันทำได้สมดุล เมืองจะไม่ได้เพียงจุดเช็กอินใหม่ แต่จะได้โมเดลพัฒนาชนบทเชิงคุณภาพที่ไม่ต้องเลียนแบบเมืองใหญ่

งบกว่าพันล้านกับ 7 โครงการที่ถูกวางเป็นแกนหลัก

ภาพรวมของโครงการที่รัฐสื่อสารต่อสาธารณะ สามารถสรุปให้เห็นชัดได้ดังตารางต่อไปนี้

ประเด็น

ข้อมูลที่ยืนยันได้

เวทีล่าสุด

ประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 วันที่ 12 มีนาคม 2569

สถานะโครงการ

อยู่ในขั้นศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด

ขนาดการลงทุน

มากกว่า 1,000 ล้านบาท

จำนวนโครงการ

7 โครงการ

โครงสร้างพื้นที่

2 กลุ่มพื้นที่เป้าหมาย รวม 15 อปท.

หน่วยงานหลัก

กรมโยธาธิการและผังเมือง ร่วมกับจังหวัดเชียงราย

ที่ปรึกษา

ทีมเวิร์ค คอนซัลแตนท์ และ ฟูลสเกล โซลูชั่น

 

ตารางนี้ทำให้เห็น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกระจายงบประมาณ หากเป็นการวางระบบโครงการที่มีทั้ง ระยะเร่งด่วน และ ระยะกลาง ภายใต้พื้นที่สองกลุ่มใหญ่ และแม้รายละเอียดทางวิศวกรรมจะยังต้องรอแบบสุดท้าย แต่รายชื่อพื้นที่ที่ถูกหยิบขึ้นมาอยู่ในชุดโครงการก็พอจะบอกทิศทางได้แล้วว่า รัฐต้องการจับทั้งเรื่องพื้นที่สาธารณะ เมืองสุขภาวะ น้ำพุร้อน สนามกีฬา ริมน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ในชุดยุทธศาสตร์เดียวกัน ซึ่งเป็นการมอง “เมือง” แบบกว้างกว่างานก่อสร้างรายจุดอย่างชัดเจน

โครงการระยะเร่งด่วน

โครงการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ระยะเร่งด่วน คือการพัฒนาบริเวณ ชุมชนฮ่องลี่ ชุมชนป่างิ้ว และบ้านป่างิ้ว ในตำบลรอบเวียง ซึ่งในภาครัฐและข้อมูลการประชุมก่อนหน้าเชื่อมโยงกับพื้นที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติฯ การที่พื้นที่นี้ถูกจัดเป็นโครงการเร่งด่วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรอบเวียงเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างชุมชนเดิมกับการขยายตัวของเมืองเชียงราย การลงมือที่จุดนี้ก่อน เท่ากับรัฐกำลังเลือกเริ่มจาก “พื้นที่ที่คนใช้จริง” และมีศักยภาพจะมองเห็นผลเชิงคุณภาพชีวิตได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ครอบครัว หรือการจัดระเบียบภูมิทัศน์ชุมชน หากทำดี โครงการลักษณะนี้มักให้ผลเชิงความรู้สึกกับเมืองเร็วกว่าโครงการคอนกรีตขนาดใหญ่ เพราะประชาชนสัมผัสได้ทันทีว่าเมืองมีพื้นที่หายใจเพิ่มขึ้นหรือไม่ เดินทางสะดวกขึ้นหรือไม่ และการเติบโตของเมืองยังเหลือที่ว่างให้คนธรรมดาได้ใช้ชีวิตหรือไม่

โครงการระยะกลาง

ในส่วนของ โครงการระยะกลาง ภาพรวมจากการประชาสัมพันธ์ชี้ว่ามีการกระจายเป้าหมายไปยังหลายจุดสำคัญ ได้แก่ บ้านดู่บริเวณน้ำพุร้อนโป่งพระบาท พื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ ชุมชนบ้านใหม่ น้ำลัด ร่องเสือเต้น บริเวณน้ำพุร้อนป่าตึง และชุมชนจันจว้าบริเวณหนองมโนราห์ การกระจายแบบนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้หวังผลเพียงการปรับภูมิทัศน์ แต่กำลังวางองค์ประกอบของเมืองคุณภาพหลายแบบให้ทำงานร่วมกัน บ้านดู่ถูกอ่านในฐานะพื้นที่สุขภาพและกิจกรรมเมือง ริมกกถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุมชนและการพักผ่อน แม่จันถูกอ่านในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่จัดการน้ำ ส่วนหนองมโนราห์ถูกอ่านในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีศักยภาพทางวัฒนธรรมและนันทนาการ นี่ทำให้โครงการทั้งชุดดูคล้ายการต่อจิ๊กซอว์เมืองมากกว่าการกระจายงบแบบแยกส่วน ซึ่งหากต่อกันติด ผลที่ได้อาจไม่ใช่เพียงแลนด์สเคปใหม่ แต่คือเครือข่ายพื้นที่คุณภาพที่ดันภาพรวมของเชียงรายขึ้นพร้อมกันหลายมิติ

วิเคราะห์พื้นที่รอบเวียงในฐานะจุดเริ่มต้นของการขยายเมืองอย่างมีคุณภาพ

รอบเวียงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจที่สุดของโครงการชุดนี้ เพราะมันอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง “เมืองเดิม” กับ “เมืองที่กำลังจะขยาย” พื้นที่ประเภทนี้มักเป็นแนวหน้าแห่งความเปลี่ยนแปลงเสมอ หากจัดการดีจะกลายเป็นพื้นที่คุณภาพที่ช่วยลดแรงกดดันจากศูนย์กลางเมือง แต่หากจัดการไม่ดีจะกลายเป็นพื้นที่กระจัดกระจาย ไร้เอกลักษณ์ และรับภาระน้ำเสีย น้ำท่วม หรือการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดสมดุล การที่ภาครัฐหยิบชุมชนฮ่องลี่ ป่างิ้ว และบ้านป่างิ้วขึ้นมาเป็นแกนของโครงการเร่งด่วน จึงตีความได้ว่าเมืองเชียงรายกำลังพยายามสร้าง “พื้นที่สาธารณะคุณภาพ” ให้เป็นตัวตั้งของการพัฒนา มากกว่าปล่อยให้โครงการอสังหาริมทรัพย์หรือการใช้ที่ดินเฉพาะกิจนำเมืองไปก่อน จุดนี้สอดคล้องกับทิศทางสิ่งแวดล้อมของจังหวัดที่เพิ่งประกาศเดินหน้าสู่ เมืองคาร์บอนต่ำ และเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับพื้นที่ หากมองให้ลึกกว่างานภูมิทัศน์ โครงการรอบเวียงจึงเป็นบททดสอบว่าจังหวัดจะใช้พื้นที่สาธารณะเป็นเครื่องมือจัดระเบียบการเติบโตของเมืองได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงสร้างสวนให้สวยขึ้นชั่วคราว แต่ต้องทำให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงคุณภาพชีวิตที่ทำงานทุกวันกับคนเชียงรายจริง ๆ

วิเคราะห์บ้านดู่กับการยกระดับน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและพื้นที่กิจกรรมเมือง

บ้านดู่เป็นพื้นที่ที่มีความได้เปรียบเฉพาะตัว เพราะในมุมหนึ่งมันเป็นพื้นที่เมืองที่เข้าถึงง่าย แต่อีกมุมหนึ่งก็มีทรัพยากรธรรมชาติที่ต่อยอดเป็นบริการสุขภาวะได้จริง ข้อมูลจาก เทศบาลตำบลบ้านดู่ ระบุว่า น้ำพุร้อนโป่งพระบาท มีห้องแช่น้ำแร่ขนาดเล็ก 15 ห้อง แยกเป็นอาคารหลังเล็ก 6 ห้อง และอาคารหลังใหญ่ 9 ห้อง รวมทั้งห้องขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 2 ห้อง มีสระว่ายน้ำน้ำแร่ 1 สระ สระแช่เท้า 3 สระ และอาคารนวดแผนไทยเปิดบริการทุกวัน โครงสร้างพื้นฐานเดิมแบบนี้มีความหมายมากในเชิงนโยบาย เพราะแปลว่าพื้นที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่มี “ฐานบริการ” อยู่แล้ว การพัฒนาในระยะต่อไปจึงไม่จำเป็นต้องคิดแบบสร้างใหม่ทั้งหมด หากควรคิดเรื่องมาตรฐาน ประสบการณ์ผู้ใช้ การเชื่อมโยงกับการเดินทาง และการจัดภาพลักษณ์พื้นที่ให้สอดคล้องกับทิศทาง wellness มากขึ้น ขณะเดียวกัน การมีโครงการพัฒนาพื้นที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลบ้านดู่ควบคู่กัน ยังส่งสัญญาณว่ารัฐกำลังอ่านบ้านดู่เป็น “ย่านสุขภาวะ” มากกว่าจะเป็นจุดท่องเที่ยวเฉพาะกิจ หากสองส่วนนี้เชื่อมกันดี บ้านดู่มีโอกาสพัฒนาเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับคนท้องถิ่นและผู้มาเยือนในคราวเดียวกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยั่งยืนกว่าการพึ่งนักท่องเที่ยวฤดูกาลเดียวอย่างชัดเจน

วิเคราะห์แม่จัน ป่าตึง และหนองมโนราห์ในมิติท่องเที่ยวควบคู่ทรัพยากรน้ำ

หากบ้านดู่สะท้อนโมเดลการยกระดับพื้นที่ที่มีฐานบริการพร้อมอยู่แล้ว ฝั่งแม่จันสะท้อนโมเดลอีกแบบหนึ่ง นั่นคือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพื้นที่ชุมชนเป็นฐาน แล้วค่อยต่อยอดด้วยโครงสร้างพื้นฐานอย่างระมัดระวัง น้ำพุร้อนป่าตึง ตามข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังพัฒนาและมีทั้งลานน้ำพุร้อนธรรมชาติ อาคารอาบน้ำแร่ ห้องวีไอพี บ่อแช่เท้า และบริการนวดแผนไทย โดยตั้งอยู่ห่างจากอำเภอแม่จันประมาณ 8 กิโลเมตร ขณะที่ฝั่ง หนองมโนราห์ มีสัญญาณการพัฒนาต่อเนื่องจากระดับท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ทั้งการอนุรักษ์การประมงพื้นบ้าน การปรับปรุงภูมิทัศน์สวนสาธารณะ และการผลักดันให้เป็นต้นแบบการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อสองพื้นที่นี้ถูกดึงเข้ามาอยู่ในโครงการระดับจังหวัดพร้อมกัน ภาพของแม่จันจึงเปลี่ยนจากพื้นที่ชานเมืองหรืออำเภอรอง ไปสู่พื้นที่ที่อาจมีบทบาททั้งด้าน ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การจัดการน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และการสร้างรายได้ชุมชน ในเวลาเดียวกัน โจทย์จึงไม่ใช่เพียงทำให้คนมาเที่ยวมากขึ้น แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวไม่ทำลายทรัพยากรที่ทำให้คนอยากมาเที่ยวตั้งแต่แรกด้วย

ความหมายของโครงการต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต

เหตุผลที่โครงการชุดนี้น่าจับตา ไม่ได้อยู่เพียงขนาดงบประมาณ แต่อยู่ตรงที่มันพยายามเชื่อม สามเรื่องใหญ่ เข้าด้วยกันในครั้งเดียว เรื่องแรกคือเศรษฐกิจ เพราะทั้งน้ำพุร้อน พื้นที่สาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่ริมน้ำ ล้วนเป็นต้นทุนที่ต่อยอดเป็นการใช้จ่าย การจ้างงาน และกิจกรรมบริการได้ เรื่องที่สองคือสิ่งแวดล้อม เพราะเชียงรายเพิ่งเดินหน้ากลไกจังหวัดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประกาศว่าเป็น 1 ใน 17 จังหวัด ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกระดับพื้นที่ในปี 2569 พร้อมทั้งมีทิศทางเพิ่มพื้นที่สีเขียว จัดการขยะ และลดผลกระทบจากภาคขนส่ง เรื่องที่สามคือคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนวัดได้โดยตรงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการมีสวนสาธารณะใกล้บ้าน การมีแหล่งพักผ่อนที่ได้มาตรฐาน การมีพื้นที่ออกกำลังกาย หรือการมีภูมิทัศน์ชุมชนที่เป็นระเบียบขึ้น นอกจากนั้น เชียงรายยังมีแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วง พ.ศ. 2569–2571 อยู่แล้ว โครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองแยกขาดจากวาระสิ่งแวดล้อมของจังหวัด หากต้องอ่านคู่กันในฐานะความพยายามจัดระเบียบการเติบโตของเมืองให้รับมือทั้งเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

สิ่งที่ประชาชนและท้องถิ่นควรถามต่อจากนี้

แม้ภาพรวมของโครงการจะดูมีทิศทาง แต่คำถามสำคัญยังเหลืออีกมาก และนั่นคือหน้าที่ของสาธารณะในการติดตามต่อจากนี้ คำถามแรกคือ แบบรายละเอียดสุดท้ายจะรักษาอัตลักษณ์พื้นที่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะน้ำพุร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำ และชุมชนเก่า ไม่ควรถูกทำให้เหมือนพื้นที่ท่องเที่ยวสำเร็จรูปทั่วไป คำถามที่สองคือ การเชื่อมต่อระหว่างโครงการจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะโครงการที่ดีรายจุดอาจไม่ให้ผลมากนัก หากไม่เชื่อมเป็นเครือข่ายการเดินทาง การใช้งาน และการตลาดเมือง คำถามที่สามคือ ใครจะเป็นผู้ดูแลหลังสร้างเสร็จ เนื่องจากพื้นที่สาธารณะและแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อมีงบดูแล การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง อีกคำถามที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างป่าตึงกับหนองมโนราห์ เพราะโครงการที่ดีต้องเพิ่มคุณค่าพื้นที่ ไม่ใช่ลดทอนความเปราะบางทางนิเวศในระยะยาว หากสังคมเชียงรายถามคำถามเหล่านี้ให้หนักพอ เวทีรับฟังความคิดเห็นจะไม่จบลงแค่ในห้องประชุม แต่จะกลายเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้โครงการเดินหน้าอย่างรับผิดชอบมากขึ้น

บทสรุป

การขับเคลื่อน 7 โครงการพัฒนาพื้นที่ในเชียงรายและแม่จัน จึงควรถูกอ่านอย่างระมัดระวังและครบด้านที่สุด ด้านหนึ่ง มันคือสัญญาณเชิงบวกว่ารัฐยังเห็นศักยภาพของเชียงรายในระดับภูมิภาค และพร้อมลงทุนกับเมืองผ่านกรอบที่กว้างกว่าโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม อีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นเพียง จุดตั้งต้นของการออกแบบอนาคต ที่ยังต้องผ่านการกลั่นกรองอีกมาก ทั้งด้านความเหมาะสม ผลกระทบ และรูปแบบการใช้ประโยชน์จริง เมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่ยืนยันได้ในปัจจุบัน สิ่งที่ชัดที่สุดคือโครงการยังอยู่ในขั้นศึกษาและออกแบบ แต่กำลังขยับเข้าสู่จุดที่ประชาชนอ่านทิศทางได้ชัดขึ้นแล้วว่า เชียงรายกำลังถูกวางบทบาทเป็นเมืองสร้างสรรค์ เมืองสุขภาวะ และเมืองที่ต้องอยู่กับโจทย์สิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังในเวลาเดียวกัน ไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ทุ่มงบ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายกำลังเลือกเส้นทางพัฒนาแบบไหน ระหว่างการเติบโตที่เร่งตัวแต่เปราะบาง กับการเติบโตที่ค่อย ๆ วางฐานคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบนิเวศไปพร้อมกัน หากเวทีรับฟังเสียงของพื้นที่ทำงานได้จริง โครงการชุดนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของเชียงรายในทศวรรษหน้า

คำถามที่พบบ่อย

โครงการนี้เริ่มก่อสร้างแล้วหรือยัง

จากข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะล่าสุด โครงการยังอยู่ในขั้น ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียด พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและประชาชนในพื้นที่ จึงยังไม่ควรตีความว่าเข้าสู่การก่อสร้างเต็มรูปแบบแล้ว การแยกระยะนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ข้อเสนอจากประชาชนยังสามารถมีผลต่อรูปแบบโครงการได้อยู่

เหตุใดบ้านดู่และน้ำพุร้อนโป่งพระบาทจึงถูกจับตาเป็นพิเศษ

เพราะพื้นที่นี้มีฐานบริการอยู่ก่อนแล้วจากข้อมูลเทศบาลตำบลบ้านดู่ ทั้งห้องแช่น้ำแร่ สระน้ำแร่ สระแช่เท้า และอาคารนวดแผนไทย จึงมีต้นทุนพร้อมต่อยอดในเชิง wellness มากกว่าพื้นที่ที่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด การลงทุนที่บ้านดู่จึงมีโอกาสแปลงเป็นประโยชน์เชิงใช้งานได้เร็วกว่าหลายพื้นที่ หากการออกแบบสุดท้ายเชื่อมกับการเดินทางและภาพลักษณ์เมืองได้ดีพอ

แม่จันจะได้ประโยชน์จากโครงการชุดนี้อย่างไร

แม่จันถูกวางให้เป็นอีกกลุ่มพื้นที่หลักของโครงการ ผ่านการพัฒนาบริเวณ น้ำพุร้อนป่าตึง และ หนองมโนราห์ ซึ่งเชื่อมทั้งมิติท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และกิจกรรมชุมชน หากดำเนินการอย่างสมดุล พื้นที่แม่จันอาจได้ทั้งแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ พื้นที่สาธารณะที่ใช้ได้จริง และโอกาสสร้างรายได้โดยไม่ต้องรอพึ่งเมืองเชียงรายเพียงศูนย์กลางเดียว

ความเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะจังหวัดเชียงรายเพิ่งขยับกลไกลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัด และมีแผนปฏิบัติการลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษช่วงปี 2569–2571 อยู่แล้ว ดังนั้นโครงการพัฒนาพื้นที่ครั้งนี้จะถูกประเมินความคุ้มค่าไม่ใช่แค่จากความสวยงามหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่รวมถึงผลต่อพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การใช้พลังงาน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

ประเด็นที่ควรติดตามต่อจากนี้คืออะไร

ประเด็นสำคัญมีอย่างน้อยสามเรื่อง ได้แก่ แบบรายละเอียดสุดท้ายของแต่ละพื้นที่ กลไกการดูแลหลังโครงการเสร็จ และความชัดเจนว่าการลงทุนจะเชื่อมเป็นระบบเดียวกันอย่างไร หากสังคมติดตามได้ต่อเนื่องจึงไม่หยุดแค่ตัวเลขงบประมาณ แต่จะไปถึงคำตอบที่สำคัญกว่า คือโครงการเหล่านี้ช่วยให้คนเชียงรายมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริงหรือไม่

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • แผนพัฒนาจังหวัดเชียงราย และกรอบพัฒนาภาคเหนือที่ระบุแนวคิดฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและพื้นที่สุขภาวะวิถีชีวิตยั่งยืน
  • เทศบาลตำบลบ้านดู่ ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนโป่งพระบาทและสิ่งอำนวยความสะดวกปัจจุบัน
  • องค์การบริหารส่วนตำบลป่าตึง ข้อมูลน้ำพุร้อนป่าตึงในอำเภอแม่จัน
  • เทศบาลตำบลจันจว้า และ อบจ.เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาหนองมโนราห์ในมิติพื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิทัศน์สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายผนึกพลังบูรณาการภาครัฐ-วิชาการ-เอกชน วางแผนเมืองสร้างสรรค์ UNESCO สาขาออกแบบ เพื่ออนาคตเศรษฐกิจเมือง

อพท.เชียงราย ร่วมหารือขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ วางทิศทางปี 2569–2570 เตรียมรายงานยูเนสโก ย้ำบูรณาการท้องถิ่น–วิชาการ–เอกชนสู่เวทีโลก

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – เช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่ห้องธรรมรับอรุณ ชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลัง “ออกแบบอนาคตของเมือง” อย่างเป็นระบบ ภายใต้สถานะสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network ในสาขาด้านการออกแบบ ซึ่งยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566

การประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 มีนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมผู้แทนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนและงบประมาณของ อบจ.เชียงราย ปลัด อบจ.เชียงราย ผู้แทนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในบทบาทฝ่ายการสื่อสารหลักของเครือข่าย UCCN เชียงราย ผู้ประสานงานหลักของเครือข่ายจากภาคเอกชน ตัวแทนสมาคมขัวศิลปะ ตัวแทนสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และผู้แทนสำนักงานจังหวัดเชียงราย

ในโอกาสเดียวกัน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.เชียงราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานและเชื่อมการทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมให้หนุนเสริมเป้าหมายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานติดตามผลการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่เมืองสมาชิกต้องจัดทำเป็นช่วงเวลา

จากสถานะเมืองสร้างสรรค์ สู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่คำประกาศ

หลังยูเนสโกประกาศรับรองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองสร้างสรรค์สาขาการออกแบบร่วมกับอีกหลายเมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่ายซึ่งยูเนสโกชี้ว่าเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ข้อมูลของยูเนสโกยังสะท้อนบริบทระดับภูมิภาคว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเมืองสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปี และเครือข่ายทั้งโลกขยายตัวต่อเนื่องจนมีเมืองสมาชิกจำนวนมากในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะ “City of Design” ไม่ใช่เพียงเกียรติยศเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพันธะที่ต้องแปลงเป็นผลลัพธ์ต่อประชาชน ผ่านงานออกแบบในความหมายกว้าง ตั้งแต่การออกแบบบริการสาธารณะ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปจนถึงการสื่อสารเมืองอย่างเป็นเอกภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจึงเน้นการทบทวนโครงสร้างการทำงานและความก้าวหน้า เพื่อให้เชียงรายมี “ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์” ที่เดินได้จริง ไม่พึ่งกิจกรรมครั้งคราว และสามารถอธิบายผลลัพธ์ต่อยูเนสโกได้อย่างมีหลักฐาน

ตั้งศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์ เชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบเดียว

สาระสำคัญข้อหนึ่งของการรายงานความก้าวหน้า คือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เชียงราย ณ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรวมงานเอกสาร คำสั่งคณะทำงาน ข้อมูลกิจกรรม และการประสานเครือข่ายภายในจังหวัด

แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องอาศัยการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมืองสมาชิกต้องแสดงความก้าวหน้าเป็นช่วงเวลา และต้องเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับช่วงถัดไปอย่างชัดเจน ซึ่งยูเนสโกระบุไว้ในเอกสารการรายงานว่า เมืองสมาชิกต้องส่งรายงานเป็นรอบ และต้องมีแผนงานสำหรับสี่ปีข้างหน้า

เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบเดียว การทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน หรือเครือข่ายศิลปิน จึงมีโอกาส “ต่อยอด” มากกว่า “เริ่มใหม่ทุกปี” และลดความเสี่ยงของการทำงานซ้ำซ้อน

TCDC เชียงราย เป็นหมุดโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดสร้างสรรค์

อีกประเด็นที่ได้รับการติดตามคือความคืบหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองสร้างสรรค์ เพราะจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นพื้นที่สาธารณะทางความคิดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนระบุว่า “New TCDC Chiang Rai” ถูกเชื่อมกับการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ในเชียงราย โดยมีความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ สอดรับกับแนวคิดของเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องมีพื้นที่กลางซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเฉพาะทาง แต่กลายเป็นทรัพยากรของเมืองทั้งเมือง

ในทางปฏิบัติ TCDC ยังถูกคาดหวังให้ช่วย “ยกระดับงานออกแบบท้องถิ่น” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย ตั้งแต่งานหัตถกรรม สินค้าชุมชน ไปจนถึงบริการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่จับต้องได้

วางแผนปี 2569–2570 ใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกทิศ สื่อสารให้คนทั้งจังหวัดรับรู้

ที่ประชุมยังพิจารณาแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ครอบคลุมปี 2569 และ 2570 โดยเน้น 3 แกนใหญ่ที่สะท้อนว่าสถานะเมืองสร้างสรรค์ต้องทำให้ “คนทั้งจังหวัดรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม” ไม่ใช่โครงการของคณะทำงานกลุ่มเล็ก

แกนแรก คือการกำหนดแนวทางการใช้ตราสัญลักษณ์ Chiang Rai Creative City และตราสัญลักษณ์เครือข่ายยูเนสโกให้ถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อรักษามาตรฐานการสื่อสาร ไม่ให้การใช้สัญลักษณ์คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์

แกนที่สอง คือการเตรียมการประชุมคณะกรรมการและกลไกการรายงานผลต่อประชาชนในจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ลดช่องว่างระหว่างงานนโยบายกับชีวิตจริงของชุมชน

แกนที่สาม คือการเตรียมความพร้อมเชิงต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก ซึ่งยูเนสโกมีการเชิญชวนเมืองสร้างสรรค์ร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายแค่การเดินทางไปร่วมงาน แต่คือการสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และการยกระดับมาตรฐานงานสร้างสรรค์ให้เทียบเคียงนานาชาติ

อพท.เชียงราย หนุนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นรายได้จริงของชุมชน

ในที่ประชุม อพท.เชียงราย ได้นำเสนอทิศทางและกิจกรรมโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่สามารถหนุนเสริมการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเน้นการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานติดตามผลสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป

สาระสำคัญในมิตินี้อยู่ที่การทำให้ “การออกแบบ” ไม่หยุดอยู่ที่งานศิลป์หรือสถาปัตยกรรม แต่แปรเป็น “การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว” และ “การออกแบบบริการชุมชน” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนตามบริบทพื้นที่พิเศษด้านการท่องเที่ยว

เมื่อเมืองต้องรายงานผลตามกรอบยูเนสโกในรอบระยะเวลา การทำงานของ อพท.จึงมีความหมายในฐานะหน่วยปฏิบัติการที่เชื่อมโครงการลงสู่ชุมชน และช่วยยืนยันว่าเมืองสร้างสรรค์ของเชียงรายมีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์

ความท้าทายที่ต้องตอบให้ได้ วัดผลอย่างไรให้คนเชื่อและยูเนสโกเห็น

แม้การประชุมสะท้อนความคืบหน้าเชิงโครงสร้าง แต่โจทย์สำคัญคือการวัดผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้ เพราะยูเนสโกให้ความสำคัญกับการแสดง “ความมุ่งมั่น” ต่อพันธกิจของเครือข่าย และการนำเสนอแผนงานระยะสี่ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเชียงราย ความท้าทายจึงอยู่ที่ 4 มิติหลัก

  1. ความต่อเนื่องของงบประมาณและบุคลากร เพื่อให้ศูนย์ประสานงานและ TCDC ทำงานได้จริงตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดอีเวนต์
  2. การบูรณาการข้ามหน่วยงานให้ลื่นไหล เพราะเมืองสร้างสรรค์ต้องอาศัยงานร่วมกันของท้องถิ่น การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และเครือข่ายเยาวชน
  3. การสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจง่าย ลดภาพเมืองสร้างสรรค์ที่ดูไกลตัว และทำให้คนทั่วไปเห็นว่า “การออกแบบ” ช่วยแก้ปัญหาเมืองได้จริง
  4. การสร้างตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่จำนวนกิจกรรม เช่น รายได้ของชุมชนที่เพิ่มขึ้น การเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ การเพิ่มทักษะของเยาวชน หรือการยกระดับคุณภาพประสบการณ์ท่องเที่ยว

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

เพื่อให้การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์เดินหน้าแบบมีส่วนร่วม ภาคประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว

  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อรับทราบกิจกรรมที่เปิดให้เข้าร่วม
    • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านการออกแบบบริการ การเล่าเรื่อง และการออกแบบประสบการณ์
    • เครือข่ายเยาวชน โรงเรียน และสถาบันการศึกษา ร่วมพัฒนาโครงการที่เชื่อมการเรียนรู้กับโจทย์เมืองจริง เพื่อสร้างกำลังคนสร้างสรรค์ในพื้นที่
    • ภาคีเครือข่ายร่วมกันใช้ตราสัญลักษณ์เมืองสร้างสรรค์อย่างถูกแนวทาง เพื่อรักษามาตรฐานภาพลักษณ์เชียงรายในสายตานานาชาติ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์สาขาด้านการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • เมืองสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องจัดทำรายงานเป็นรอบ และนำเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับสี่ปีถัดไป
    • เมืองสร้างสรรค์ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • แนวทางพัฒนา New TCDC Chiang Rai ถูกสื่อสารในบริบทการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และกิจกรรมร่วมกับภาคีในเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อพท.เชียงราย DASTA Chiang Rai
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก อพท.เชียงราย และภาคีการประชุมที่เกี่ยวข้อง
    • UNESCO บทความเกี่ยวกับการเติบโตของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประกาศเมืองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • UNESCO เอกสารรายงานการติดตามผลของเครือข่าย ระบุหลักการรายงานเป็นรอบสี่ปี และการจัดทำแผนงานสี่ปีถัดไป
    • UNESCO ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • ข้อมูลกิจกรรมและการสื่อสารเกี่ยวกับ New TCDC Chiang Rai จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
FEATURED NEWS

งบวิจัยไม่สะดุด! สกสว. เผย 201 หน่วยงานพร้อมรับทุน ววน. ปี 69 มุ่งปั้นนักวิจัยใหม่ทะลุ 3 พันคน

กองทุน ววน. ส่งสัญญาณบวก งบวิจัยปี 2569 ใกล้ครบวงจร ดันเชียงรายใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องยนต์นวัตกรรมพื้นที่

เชียงราย, 7 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแรงกดดันต่อการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เผยข่าวที่ทำให้แวดวงวิทยาศาสตร์และการศึกษา “หายใจโล่งขึ้น” ในช่วงต้นปีงบประมาณ 2569 คือสัญญาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ที่ระบุว่าความคืบหน้าการส่งมอบงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมสนับสนุนให้ภารกิจต่าง ๆ เดินหน้าได้ทันที โดยสื่อประชาสัมพันธ์ระบุว่ามีหน่วยงานในระบบเกี่ยวข้องรวม 201 หน่วยงาน และการจัดสรรดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น 

สำหรับจังหวัดเชียงราย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงระบบการคลัง แต่สัมพันธ์กับโจทย์ชีวิตจริงของพื้นที่ชายแดน ตั้งแต่มลพิษและหมอกควัน ปัญหาน้ำหลากและความเสี่ยงภัยพิบัติ เศรษฐกิจชายแดน ไปจนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพและการลดความเหลื่อมล้ำ การที่เงินวิจัยเดินหน้าได้เร็ว จึงเท่ากับการเพิ่มความเร็วของ “คำตอบเชิงนวัตกรรม” ที่ประชาชนรอคอย

สถานะการจัดสรรงบประมาณล่าสุด

ความคืบหน้าล่าสุดจากการบริหารจัดการงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนให้ทุกภารกิจของหน่วยงานวิจัยทั่วไทยสามารถเดินหน้าได้ทันทีโดยไม่หยุดชะงัก

  • จัดสรรงบประมาณปี 2569 สำเร็จแล้วถึง 99.49% ของหน่วยรับงบประมาณทั้งหมด สะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รวดเร็วและเป็นระบบ
  • ครอบคลุมทุกมิติการพัฒนา ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยมูลฐาน (Fundamental Fund) งานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานวิจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategic Fund) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศ
  • ความพร้อมเต็มกำลัง ข้อมูลนี้เป็นหลักประกันว่ากลไกการวิจัยของประเทศมีความพร้อมที่จะสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

ผนึกกำลัง 201 หน่วยงาน “ครอบคลุมทุกกระทรวง”

กองทุน ววน. ขอขอบคุณในความร่วมมือและความทุ่มเทของ 201 หน่วยงานรับงบประมาณ ซึ่งขอย้ำว่าการทำงานของกองทุนฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เท่านั้น แต่เรา ครอบคลุมการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกกระทรวงทั่วประเทศไทย

พลังความร่วมมือจากทั้ง 201 หน่วยงานนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่จะร่วมกันเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศไทย ให้ก้าวไกลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เงินวิจัยไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ แต่คือเวลาและโอกาสของประเทศ

ในทางปฏิบัติ งบวิจัยที่มาถึงช้า มักแปลเป็นการเริ่มโครงการล่าช้า การจ้างงานผู้ช่วยวิจัยสะดุด การเก็บข้อมูลภาคสนามไม่ทันฤดูกาล และท้ายที่สุดคือผลลัพธ์ที่ชุมชนควรได้ประโยชน์ถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีใครอยากให้เกิด ซี่งการสื่อสารของกองทุน ววน. รอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการลดความเสี่ยงเชิงระบบ และเพิ่มความแน่นอนให้สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยวางแผนงานได้ตั้งแต่ต้นปี

ในเอกสารการขับเคลื่อนระบบ ววน. ปีงบประมาณ 2569 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. ได้อธิบายโครงสร้างประเภททุนสำคัญของกองทุน ววน. โดยมีทั้งทุนสนับสนุนงานมูลฐาน หรือ FF และทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ หรือ SF รวมถึงหมวดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และหมวดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนว่าเงินวิจัยถูกออกแบบให้เชื่อมตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ไปจนถึงการนำไปใช้จริง

โครงสร้างทุนที่เปลี่ยนเกม คือความต่อเนื่องแบบหลายปี

หนึ่งในสาระที่มีนัยสำคัญต่อคุณภาพงานวิจัย คือแนวทางสนับสนุนโครงการต่อเนื่องหลายปีในทุน FF เอกสารของ สกสว. ระบุกรอบส่งเสริมโครงการแบบหลายปี ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบสัดส่วนร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร เพื่อให้โครงการที่ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ปีสามารถเดินไปถึงผลผลิตสุดท้ายได้จริง

กลไกนี้มีความหมายมากในพื้นที่อย่างเชียงราย เพราะโจทย์จำนวนมากไม่สามารถแก้ได้ในรอบปีเดียว เช่น การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศและจุดความร้อน การจัดการลุ่มน้ำและน้ำหลาก การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและโลจิสติกส์ชายแดน หรือการต่อยอดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากฐานทรัพยากรท้องถิ่น งานเหล่านี้ต้องการ “ความต่อเนื่องของข้อมูล” และ “ความต่อเนื่องของทีม” มากพอ ๆ กับงบประมาณ

พร้อมกันนั้น เอกสารชุดเดียวกันยังสะท้อนภาพการสร้างคนรุ่นใหม่ในระบบ ววน. โดยระบุจำนวนนักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ซึ่งเป็นตัวชี้ให้เห็นว่าเงินกองทุนไม่ได้มุ่งเพียงผลงาน แต่รวมถึงการปั้นกำลังคนด้านวิจัยเป็นฐานระยะยาว

งานเชิงกลยุทธ์เดินด้วยระบบและหน่วยบริหารทุน

หาก FF คือฐานรากขององค์ความรู้ SF คือการเร่งเครื่องในประเด็นที่ประเทศต้องการคำตอบแบบมุ่งเป้า โดยการบริหาร SF ดำเนินผ่านหน่วยบริหารและจัดการทุน ซึ่งมีคู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณประกอบอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แบบฟอร์มแผนงานย่อย การกรอกข้อมูลในระบบ และการจัดการแผนงานตามรอบปีงบประมาณ

ในเชิงข่าวสาร นี่คือเหตุผลที่การส่งสัญญาณว่า “การจัดสรรใกล้ครบถ้วน” ทำให้ผู้เกี่ยวข้องคาดหวังได้ว่า กลไกปลายน้ำอย่างโครงการเชิงพื้นที่และโครงการเชิงยุทธศาสตร์จะไม่ชะงัก ซึ่งสำคัญต่อจังหวัดชายแดนที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนจากทั้งเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

เชียงรายกับบทบาทพื้นที่หน้าด่าน ที่ต้องใช้วิจัยเป็นเกราะ

เชียงรายเป็นพื้นที่ที่เผชิญโจทย์ซ้อนทับกันหลายชั้น ชั้นแรกคือภูมิศาสตร์ที่เป็นประตูเชื่อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนมีโอกาสสูง แต่ก็รับความเสี่ยงสูงเช่นกัน ชั้นที่สองคือสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่หมอกควันตามฤดูกาล ไปจนถึงความเปราะบางด้านน้ำและภัยพิบัติ ชั้นที่สามคือสังคมและสุขภาพ ซึ่งในพื้นที่ชายแดนยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการและสถานะบุคคลของประชากรบางกลุ่ม

ในกรอบวิเคราะห์ที่ผู้ใช้จัดเตรียม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางเป็นกลไกหลักในการรับงบและขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อพื้นที่ ข่าวชิ้นนี้จึงให้ความสำคัญกับคำถามเดียวที่ผู้อ่านเชิงนโยบายต้องการคำตอบ คือเงินวิจัยที่เดินหน้าเร็ว จะเปลี่ยนชีวิตคนเชียงรายได้อย่างไร

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จากฐานวิชาการสู่ภารกิจสุขภาพและนวัตกรรมสังคม

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบชี้ว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเน้นบทบาทด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมทางสังคม โดยยกตัวอย่างงานบริการสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ รวมถึงงานตรวจพิสูจน์สถานะบุคคลของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวางข้อมูลดังกล่าวบนโครงสร้างกองทุน ววน. จะเห็นภาพการต่อยอดที่ชัดขึ้น เพราะกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการ เพื่อสร้างองค์ความรู้และสนับสนุนการนำผลงานไปใช้เชิงเศรษฐกิจและสังคม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น หรือคลี่คลายปัญหาเชิงสิทธิและสถานะบุคคล สามารถถูกอธิบายได้ว่าเป็น “ผลลัพธ์เชิงสังคม” ที่อยู่ในเจตนารมณ์ของกองทุน ไม่ใช่เรื่องนอกกรอบ

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เครื่องมือยกระดับท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานราก

ในอีกด้าน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกวางบทบาทให้เชื่อมงานวิจัยกับท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีภารกิจลักษณะพี่เลี้ยงทางวิชาการในการออกแบบแผนงาน ติดตามประเมินผล และแก้โจทย์เร่งด่วนของพื้นที่

ในมิติการบริหารทุน หากโจทย์ของเชียงรายคือการลดความเสี่ยงและเพิ่มความพร้อมของชุมชน งานลักษณะนี้มักต้องอาศัยทั้งทุนฐานรากจาก FF เพื่อสร้างข้อมูลและองค์ความรู้ และทุนเชิงกลยุทธ์จาก SF เพื่อเร่งการนำไปใช้จริงผ่านหน่วยบริหารทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ปรากฏชัดในเอกสารชี้แจงของ สกสว.

เหตุใดข่าวงบวิจัยจึงกลายเป็นข่าวผลประโยชน์สาธารณะ

ในทางข่าวสาร งบวิจัยอาจดูไกลตัว แต่ในทางผลประโยชน์สาธารณะ งบวิจัยคือเครื่องมือสร้างความมั่นคงรูปแบบใหม่ ความมั่นคงด้านสุขภาพ ความมั่นคงด้านอาหาร ความมั่นคงด้านน้ำ และความมั่นคงด้านเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อสื่อประชาสัมพันธ์ของกองทุน ววน. ระบุว่าการจัดสรรปี 2569 ครอบคลุมทั้งงานมูลฐาน งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และงานเชิงกลยุทธ์ พร้อมขอบคุณความร่วมมือของ 201 หน่วยงาน นัยยะทางนโยบายที่ตามมาคือ ภาครัฐกำลังพยายามทำให้ระบบวิจัย “เดินพร้อมกันทั้งประเทศ” และลดช่องว่างระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่

จุดชี้ขาดอยู่ที่การทำให้เงินถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่ถึงแค่บัญชี

แม้สัญญาณการจัดสรรใกล้ครบถ้วนจะเป็นข่าวบวก แต่การประเมินแบบมืออาชีพต้องถามต่อว่า จากจุดนี้ระบบจะพาเงินไปสู่ผลลัพธ์ได้เร็วแค่ไหน

เอกสารของ สกสว. แสดงเงื่อนไขและแนวคิดของโครงการหลายปีใน FF ที่กำหนดให้ต้องมีเป้าหมายผลผลิตสุดท้ายชัดเจน และต้องมีสิ่งส่งมอบของแต่ละปีเพื่อพาไปสู่ผลผลิตสุดท้าย ข้อกำหนดลักษณะนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านโครงการค้างท่อ และเป็นจุดที่สังคมสามารถติดตามได้ว่า เงินวิจัยกำลังแปรเป็นผลลัพธ์หรือไม่

ภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ของเชียงราย เมื่อวิจัยถูกใช้เป็นคันโยก

เมื่อประกอบข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เชียงรายกำลังถูกอธิบายให้เป็นพื้นที่ที่ใช้มหาวิทยาลัยเป็น “คันโยก” ของการเปลี่ยนผ่าน โดยให้วิจัยและนวัตกรรมทำหน้าที่คู่กันสองด้าน

ด้านแรกคือการเพิ่มศักยภาพแข่งขันของพื้นที่ ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โลจิสติกส์ชายแดน การท่องเที่ยวสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดิจิทัล
ด้านที่สองคือการลดความเปราะบางของพื้นที่ ตั้งแต่มลพิษ หมอกควัน ความเสี่ยงน้ำหลาก ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและสถานะบุคคล

ขณะที่กองทุน ววน. ในเชิงระบบถูกออกแบบให้รองรับงานหลากมิติและสนับสนุนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ ข่าวการจัดสรรที่เดินหน้าเร็วขึ้นจึงเท่ากับการเพิ่มแรงเฉื่อยให้แผนงานเหล่านี้ออกตัวได้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการในเชียงรายทำได้ทันที

หนึ่ง งานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนมากมีช่องทางสื่อสารสถานะหรือผลผลิตผ่านระบบของหน่วยงานและมหาวิทยาลัย ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของกองทุน ววน. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ที่ชี้ว่ามีระบบตรวจสอบสถานะให้ติดตามได้

สอง ภาคเอกชนและท้องถิ่นที่ต้องการใช้ผลงานวิจัย ควรเริ่มจากการระบุปัญหาหลักของตนเองให้ชัด เช่น ปัญหาต้นทุนโลจิสติกส์ ปัญหาคุณภาพสินค้าเกษตร ปัญหาสุขภาพจากมลพิษ หรือปัญหาน้ำ แล้วจับคู่กับกลุ่มวิจัยของมหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันการนำผลงานไปใช้จริงตั้งแต่ต้นน้ำ

สาม ประชาชนสามารถมีบทบาทเป็นผู้ใช้ประโยชน์และผู้ให้ข้อมูลภาคสนาม โดยเฉพาะงานด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งต้องการข้อมูลจริงระดับชุมชนเพื่อให้เทคโนโลยีและมาตรการ “ไม่หลุดจากชีวิตจริง”

บทสรุป

ข่าวดีของวงการวิจัยไทยในปีงบประมาณ 2569 ไม่ได้อยู่ที่ประโยคปลอบใจ แต่อยู่ที่การทำให้ระบบงบประมาณเคลื่อนตัวได้เร็วพอจะรับมือปัญหาจริงของประเทศ และสำหรับเชียงราย การที่กองทุน ววน. ส่งสัญญาณว่าการจัดสรรใกล้ครบถ้วน ยิ่งทำให้บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายถูกจับตาในฐานะกลไกที่ต้องเปลี่ยน “งบวิจัย” ให้เป็น “ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้” ให้ทันกับความท้าทายของพื้นที่ชายแดน

สถิติและข้อมูลสำคัญที่ใช้อ้างอิงในข่าว

  • สื่อประชาสัมพันธ์ระบุการจัดสรรงบปี 2569 ดำเนินการแล้วเกือบครบถ้วน และกล่าวถึง 201 หน่วยงาน
  • สัดส่วนประเภททุนของกองทุน ววน. ในเอกสารชี้แจงของ สกสว. ระบุ FF ร้อยละ 35 ถึง 40 และ SF ร้อยละ 60 ถึง 65 พร้อมหมวด RU และ ST
  • แนวทางโครงการหลายปีใน FF ช่วง 2 ถึง 3 ปี และกรอบร้อยละ 30 ถึง 50 ของงบที่หน่วยงานได้รับจัดสรร
  • นักวิจัยใหม่ในปี 2568 รวม 3,114 คน จาก 2,185 โครงการ ตามเอกสารชี้แจงของ สกสว.
  • คู่มือขั้นตอนการจัดทำคำของบประมาณ SF ปี 2569 ผ่านระบบของหน่วยบริหารและจัดการทุน
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สกสว เอกสาร การขับเคลื่อนระบบ ววน. ในปีงบประมาณ 2569
  • NRIIS เอกสารคู่มือ Manual for PMU SF69
  • ข้อมูลสื่อประชาสัมพันธ์และข้อความสรุปสถานะการจัดสรรงบปี 2569 ที่ระบุ 201 หน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME