Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมทรัพยากรน้ำรับฟังความเห็นปฐมนิเทศหนองหลวง วางกรอบ 300 วันสร้างคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ

เชียงรายเปิดเวทีออกแบบอนาคตหนองหลวง เดินหน้าแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติบนฐานข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเสียงของชุมชน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิด แต่เป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจระยะยาว บรรยากาศที่ห้องประชุมวิสต้า บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์วิสต้า เชียงราย ในช่วงเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของข้าราชการ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการอีกชิ้นหนึ่ง หากแต่เป็นเวทีที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนองหลวง พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของเชียงรายที่แบกรับทั้งคุณค่าทางนิเวศ คุณค่าทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังของผู้คนรอบพื้นที่ไว้พร้อมกัน

การประชุมปฐมนิเทศครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเหมาะสม สำรวจ ออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเอกสารโครงการยืนยันว่าเป็นกระบวนการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งการประเมินสภาพพื้นที่ การจัดทำแผนหลัก การออกแบบรายละเอียด และการจัดทำคู่มือบริหารจัดการ ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งมิติทางน้ำ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน

ตามข้อมูลทางการของกรมทรัพยากรน้ำ เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าศึกษาและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูหนองหลวงให้สอดรับทั้งกับระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว โดยมีนางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เข้าร่วม พร้อมหน่วยงานจังหวัดและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หนองหลวงในความหมายที่ใหญ่กว่าพื้นที่น้ำขัง

หากมองเพียงภาพภูมิประเทศ หนองหลวงอาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงพื้นที่น้ำขนาดใหญ่ในอำเภอเวียงชัยและพื้นที่เกี่ยวเนื่องของอำเภอเมืองเชียงราย แต่ในเอกสารโครงการ หนองหลวงถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ และเป็นแหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย มีลักษณะเป็นทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย เป็นแหล่งอาหารและประมงของชุมชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ข้อมูลในเอกสารประชาสัมพันธ์ยังระบุว่า พื้นที่ศึกษาอยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเวียงชัย ครอบคลุมประมาณ 9.13 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,706.25 ไร่ ซึ่งสะท้อนว่าโครงการครั้งนี้มิได้มองเพียงผืนน้ำหลัก แต่ครอบคลุมภูมิทัศน์และพื้นที่โดยรอบที่เชื่อมโยงกันในเชิงระบบด้วย

ในสไลด์ข้อมูลพื้นฐานโครงการ หนองหลวงยังถูกวางไว้ในบริบทลุ่มน้ำที่กว้างกว่า โดยอยู่ในลุ่มน้ำหลักลุ่มน้ำโขงเหนือ และลุ่มน้ำย่อยลุ่มน้ำแม่กกตอนล่างส่วนที่ 3 พร้อมมีข้อมูลประกอบว่าพื้นที่นี้มีพื้นที่รับน้ำฝนประมาณ 166 ตารางกิโลเมตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการหนองหลวงไม่อาจตัดขาดจากระบบน้ำที่ไหลเข้าและไหลออกของพื้นที่ได้

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

เมื่อปัญหาสะสมมาถึงจุดที่การแก้รายปีไม่เพียงพอ

แม้หนองหลวงจะมีคุณค่าสูงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัด แต่เอกสารโครงการยอมรับตรงไปตรงมาว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้เผชิญปัญหาการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ การบุกรุกพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบทั้งระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่โดยตรง

ในเวทีเปิดประชุม นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สะท้อนสาระสำคัญของปัญหาไว้ในทิศทางเดียวกันว่า การพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้จำเป็นต้องศึกษารอบด้านและให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพราะหากเดินหน้าโดยปราศจากความเข้าใจร่วมกัน ปัญหาความขัดแย้งและการร้องเรียนอาจตามมาในภายหลัง ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่าหนองหลวงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนจำนวนมากในจังหวัด

น้ำหนักของคำกล่าวดังกล่าวอยู่ตรงการยอมรับความจริงว่า พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่ว่างที่รอการพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของร่วมในทางสังคม มีประโยชน์ทับซ้อนหลายด้าน และมีความเปราะบางสูง หากโครงการจะเดินต่อได้จริง ความไว้วางใจของชุมชนย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญพอ ๆ กับข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์

โครงการ 300 วันกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าการสำรวจทั่วไป

จากแผนงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ปรากฏในเอกสารโครงการ กระบวนการศึกษาครั้งนี้มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 300 วัน โดยเริ่มจากการประชุมปฐมนิเทศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 และวางกำหนดจัดประชุมรับฟังผลการศึกษาเบื้องต้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 จากนั้นมีเวทีกลุ่มย่อย 5 ครั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 14 พฤษภาคม 4 มิถุนายน 18 มิถุนายน และ 9 กรกฎาคม 2569 ก่อนปิดท้ายด้วยการประชุมนิเทศผลสรุปในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พร้อมมีช่องทางสื่อสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เอกสารประกอบการประชุม เฟซบุ๊ก และไลน์อย่างเป็นทางการของโครงการ

หากอ่านเฉพาะกรอบเวลาดังกล่าว อาจดูเป็นแผนงานตามปกติของงานศึกษาโครงการภาครัฐ แต่เมื่อพิจารณาขอบเขตจริง จะพบว่าโจทย์ของงานไม่ได้เล็กเลย เพราะโครงการต้องศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ทบทวนแผนเดิม จัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและบรรเทาอุทกภัย วิเคราะห์สภาพน้ำท่วมในอดีตและอุปสรรคการระบายน้ำ สำรวจภูมิประเทศและธรณีวิทยา ศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ของการบริหารจัดการน้ำท่วม วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ออกแบบรายละเอียดโครงการ ตลอดจนจัดทำคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่สำหรับการใช้ต่อในอนาคต

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เวทีวันที่ 26 มีนาคมไม่ใช่ปลายทางของการรับฟัง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประกอบข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นแผนที่ใช้การได้จริง

ฝั่งวิศวกรรมย้ำว่าจุดตั้งต้นต้องเป็นข้อมูลจริงของพื้นที่ ไม่ใช่ความเร่งรีบในการก่อสร้าง

หนึ่งในสาระสำคัญที่ถูกอธิบายในที่ประชุมคือกรอบการศึกษาด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะที่ปรึกษาอธิบายว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการออกแบบโครงสร้างหรือการขุดลอกเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำแผนแม่บทและคู่มือบริหารจัดการที่ต้องอยู่บนฐานของข้อมูลจริงจากพื้นที่ ทั้งข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลการใช้ที่ดิน และโดยเฉพาะข้อมูลจากชุมชนที่รู้สภาพน้ำและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ดีที่สุด

สาระเชิงเทคนิคที่ถูกอธิบายในเวทีชี้ว่า ทีมวิจัยจะใช้เครื่องมือแบบจำลองเพื่อประเมินน้ำท่า สมดุลน้ำ และการไหลเวียนของน้ำในหนองหลวง รวมถึงประเมินความเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบพื้นที่ชุ่มน้ำว่ากระทบต่อการไหลบ่าของน้ำและภาวะน้ำหลากอย่างไร แนวทางนี้สอดคล้องกับขอบเขตโครงการที่ระบุชัดเรื่องการศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ การสำรวจด้านวิศวกรรม และการออกแบบรายละเอียดควบคู่กับนิเวศวิทยาภูมิทัศน์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เชี่ยวชาญพยายามวางกรอบให้เห็นว่าคำว่า “พัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ก่อสร้าง” เสมอไป แต่ต้องรวมถึงการควบคุมการไหลเวียน การจัดสรรน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ การกำหนดแนวทางใช้โครงสร้างเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบพื้นที่ด้วยความระมัดระวังต่อระบบนิเวศ ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยลดความกังวลของชุมชนบางส่วนที่ไม่ต้องการให้การฟื้นฟูกลายเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น

ฝั่งนิเวศเตือนว่าหากไม่มีข้อมูลชีวภาพ การพัฒนาก็อาจทำลายจุดแข็งของพื้นที่ไปพร้อมกัน

ในด้านป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาอธิบายอย่างชัดเจนว่า จุดเด่นของเชียงรายประการหนึ่งคือความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ และหากการพัฒนาดำเนินไปโดยไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ จุดแข็งของพื้นที่อาจถูกบั่นทอนลงโดยไม่รู้ตัว

การสำรวจที่วางแผนไว้ครอบคลุมทั้งทรัพยากรป่าไม้ พืชน้ำ พืชลอยน้ำ สัตว์ป่า 4 กลุ่มหลัก คือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตลอดจนสัตว์น้ำ แพลงก์ตอน และปลา โดยจะใช้ทั้งการสำรวจภาคสนาม การตั้งกล้องดักถ่าย การบันทึกเสียง และการเก็บข้อมูลหลายฤดูกาลเท่าที่ข้อจำกัดของโครงการเอื้อให้ทำได้ สาระสำคัญของแนวทางนี้คือการทำให้พื้นที่มีข้อมูลว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่ตรงไหน และมีคุณค่าทางนิเวศแบบใด ก่อนจะไปสู่การจัดโซนหรือการออกแบบกิจกรรมใช้ประโยชน์ในอนาคต

ในมุมนี้ เวทีประชุมไม่ได้เสนอภาพของการอนุรักษ์แบบแช่แข็งพื้นที่ แต่เสนอแนวคิด “การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ตามหลัก Wise Use of Wetlands ซึ่งเอกสารโครงการอ้างอิงไว้ชัดเจน นั่นคือการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ให้มนุษย์อยู่ได้ เศรษฐกิจเดินได้ และทรัพยากรไม่ถูกทำลายจนส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปไม่ได้

คุณภาพน้ำถูกยกเป็นหัวใจของอนาคตหนองหลวง

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในที่ประชุม คือการศึกษาด้านระบบนิเวศในน้ำและคุณภาพน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ชี้ว่า ต่อให้พื้นที่มีปริมาณน้ำมากเพียงใด หากน้ำเสื่อมคุณภาพก็ยากที่จะใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัยและยั่งยืนได้ การตรวจวัดคุณภาพน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะของห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นฐานของการตัดสินใจว่าจะใช้พื้นที่นี้เพื่อเกษตร อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว หรือการรักษาระบบนิเวศอย่างไร

ข้อมูลในสไลด์โครงการระบุชัดว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะได้จากโครงการจะครอบคลุมทั้งทรัพยากรด้านกายภาพ ทรัพยากรด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต เพื่อใช้สำหรับประกอบการอนุมัติและวางแผนโครงการในอนาคต

ในเวทีซักถาม ผู้เข้าร่วมประชุมยังตั้งคำถามต่อเนื่องถึงประเด็นสำคัญว่า หลังสิ้นสุดการศึกษาแล้ว ชาวบ้านจะเข้าถึงการตรวจสอบคุณภาพน้ำได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มีความสามารถประเมินสภาพน้ำเบื้องต้นได้เอง คำตอบจากฝ่ายวิชาการยอมรับว่า การตรวจวัดมาตรฐานเชิงลึกยังต้องอาศัยหน่วยงานและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน แต่ก็เปิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครื่องมือหรือกิจกรรมเรียนรู้แบบง่ายสำหรับเยาวชนและชุมชน เพื่อเสริมบทบาทการเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ เป็นสัญญาณว่าประเด็นคุณภาพน้ำไม่ได้จบเพียงในรายงาน แต่ถูกโยงไปสู่การติดตามในอนาคตด้วย

เศรษฐกิจและสังคมไม่ใช่ภาคผนวก แต่เป็นแกนร่วมของการออกแบบ

อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เวทีครั้งนี้แตกต่างจากการประชุมเชิงเทคนิคทั่วไป คือการย้ำว่าการศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมจะไม่เป็นเพียงภาคผนวกท้ายเล่ม แต่จะเป็นแกนร่วมที่ช่วยตีความว่าทรัพยากรธรรมชาติของหนองหลวงมีความหมายต่อผู้คนอย่างไรจริง ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมอธิบายว่า โครงการจะสำรวจทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ตำนาน วิถีชีวิต การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน รูปแบบการหาปลา การใช้พืชสมุนไพร ตลอดจนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่มักถูกมองเป็นคุณค่าทางใจหรือคุณค่าเชิงวัฒนธรรมให้เป็นข้อมูลที่ใช้สื่อสารและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สาระนี้สอดคล้องกับสไลด์ “นิเวศบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง” ซึ่งแบ่งคุณค่าของพื้นที่ออกเป็น 4 ด้านใหญ่ ได้แก่ บริการด้านทรัพยากรธรรมชาติ บริการควบคุมสมดุลสิ่งแวดล้อม บริการสนับสนุนระบบนิเวศ และบริการด้านวิถีชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงตั้งแต่เรื่องแหล่งน้ำ แหล่งประมงพื้นบ้าน พืชน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การชะลอน้ำหลาก การกักเก็บน้ำ การดูดซับคาร์บอน ไปจนถึงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และฐานการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่

น้ำหนักของแนวคิดนี้อยู่ที่การทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงไม่ถูกจำกัดแค่คำถามว่าจะ “ทำหรือไม่ทำ” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ยากและลึกกว่านั้น คือจะทำอย่างไรให้คุณค่าหลายชุดที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียวกันเดินไปด้วยกันได้มากที่สุด

เวทีถามตอบสะท้อนทั้งความหวังและความระแวงของพื้นที่

ตลอดช่วงถามตอบในที่ประชุม สิ่งที่สะท้อนเด่นชัดคือ คนในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิเสธการศึกษา แต่ต้องการให้กระบวนการครั้งนี้ไม่จบลงแบบงานวิชาการที่วางไว้บนชั้นเอกสารเท่านั้น

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในความหมายที่มากกว่าการเข้าประชุม การพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถเก็บข้อมูลและติดตามทรัพยากรต่อได้หลังจบโครงการ ความเหมาะสมของกำหนดประชุมรับฟังผลเบื้องต้นในช่วงหลังสงกรานต์ ความจำเป็นต้องนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาคิด ความเป็นไปได้ในการติดตามปัญหาผักตบชวาและพืชน้ำรุกราน การกำหนดจุดเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงจริง ตลอดจนคำถามสำคัญว่าเมื่อศึกษาเสร็จแล้ว ใครจะเป็นผู้ดำเนินการต่อ

ข้อสังเกตเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าความทรงจำของชุมชนต่อโครงการพัฒนาหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่นนัก หลายคนจึงต้องการเห็นว่าครั้งนี้จะมีกลไกอย่างไรให้เสียงของประชาชนไม่ถูกใช้เพียงเป็นพิธีกรรมประกอบรายงาน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบและการเฝ้าระวังจริง

ฝ่ายวิชาการตอบด้วยแนวคิดเปิดข้อมูลและชวนชุมชนร่วมเก็บฐานระยะยาว

คำตอบของคณะที่ปรึกษาต่อข้อห่วงกังวลหลายประเด็นไม่ได้อยู่ในรูปของการรับปากว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ใน 300 วัน แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าฐานข้อมูลระยะยาวของพื้นที่จะมีความหมายมาก หากชุมชน เยาวชน โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดสามารถมีบทบาทร่วมเก็บข้อมูลบางส่วนอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำ ลักษณะน้ำ หรือสภาพทรัพยากรในฤดูกาลต่าง ๆ

มุมมองเช่นนี้น่าสนใจ เพราะเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า งานวิจัยช่วงสั้นยากจะจับพลวัตของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ครบทั้งหมด หากจะให้หนองหลวงมีระบบจัดการที่ยั่งยืนจริง ก็ต้องมีเจ้าของข้อมูลในพื้นที่ ไม่ใช่พึ่งเฉพาะทีมวิจัยจากภายนอก

ฝ่ายการมีส่วนร่วมของโครงการยังย้ำด้วยว่า เมื่อสิ้นสุดงานศึกษา จะมีทั้งรายงาน คู่มือ และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทิ้งไว้ให้หน่วยงานและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ใช้ต่อยอดได้ อีกทั้งยังวางช่องทางสื่อสารออนไลน์ไว้เพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าได้ต่อเนื่อง

นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำชี้บทบาทของรัฐในการวางกรอบ แต่ยอมรับว่าทิศทางสุดท้ายต้องพึ่งพื้นที่

ช่วงท้ายของการประชุม นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบายบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำในมุมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าเหตุใดหนองหลวงจึงถูกหยิบขึ้นมาศึกษาในเวลานี้ ซึ่งชี้ว่าประเทศไทยมีภารกิจด้านการดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งในระดับชาติและภายใต้กรอบระหว่างประเทศ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในปัจจุบันไม่ใช่การห้ามใช้ประโยชน์ทั้งหมด แต่เป็นการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจริงและการตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่

สาระสำคัญจากคำอธิบายของรองอธิบดีอยู่ตรงการย้ำว่า การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำต้องมีการแบ่งโซนและกำหนดทิศทางว่า พื้นที่ใดควรเน้นอนุรักษ์ พื้นที่ใดพัฒนาได้ และพื้นที่ใดต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างระมัดระวัง โดยโจทย์เหล่านี้ไม่ควรถูกฟันธงจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องถามผู้คนใน 3 ตำบล 2 อำเภอที่อยู่กับหนองหลวงจริงด้วย

ในเชิงนโยบาย ภาพนี้สอดคล้องกับเอกสารโครงการที่ระบุว่า ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการได้ข้อมูลแหล่งน้ำและแผนงานหลักการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องกับมติของรัฐ ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน มีแบบแปลนและเอกสารเทคนิคมาตรฐานสำหรับอนาคต และมีฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ที่บูรณาการการทำงานของภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าด้วยกัน

สิ่งที่ชุมชนอาจได้รับ หากการศึกษาครั้งนี้เดินไปถึงขั้นปฏิบัติ

แม้การประชุมวันที่ 26 มีนาคมจะยังไม่ใช่เวทีสรุปคำตอบสุดท้าย แต่ภาพประโยชน์ที่เริ่มเห็นจากกรอบโครงการก็ค่อนข้างชัดแล้วในหลายมิติ

มิติแรกคือการได้ฐานข้อมูลที่ทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงหลุดพ้นจากความรู้สึกหรือข้อขัดแย้งเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เชิงนิเวศ และเชิงเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน มิติที่สองคือการได้เครื่องมือสำหรับวางลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม คุณภาพน้ำ การใช้ที่ดิน การจัดการพืชน้ำ หรือการออกแบบพื้นที่ใช้ประโยชน์ มิติที่สามคือการสร้างเงื่อนไขให้หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานจังหวัดมีเอกสารทางเทคนิคที่พร้อมนำไปใช้ต่อยอดของบประมาณหรือดำเนินมาตรการในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ในระดับใหญ่กว่านั้น เอกสารแผนปฏิบัติราชการของกรมทรัพยากรน้ำยังมีรายการหนองหลวง จังหวัดเชียงราย อยู่ในแผนงานปี 2569 ระยะที่ 2 วงเงิน 74 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าในสายตาของหน่วยงานรัฐ พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกมองเป็นประเด็นเล็กเฉพาะท้องถิ่น แต่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายระดับหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนงบประมาณหรือแผนบนกระดาษให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงในพื้นที่ ยังต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายชั้น ทั้งความเห็นร่วมของชุมชน ความชัดเจนของข้อเสนอ การแบ่งบทบาทระหว่างหน่วยงาน และการติดตามหลังจบการศึกษา

บทเรียนที่เวทีนี้ทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงเรื่องหนองหลวง แต่คือวิธีคิดต่อพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งระบบ

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงชื่อของโครงการหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่การเปิดให้หลายชุดความคิดมาปะทะกันอย่างตรงไปตรงมา ฝ่ายรัฐต้องการวางกรอบและขยับงานให้เป็นระบบ ฝ่ายวิชาการต้องการข้อมูลที่มากพอจะออกแบบได้อย่างแม่นยำ ส่วนชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการหลักประกันว่าการพัฒนาจะไม่มาทับถมปัญหาเก่า หรือทำให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่สูญหายไปอีก

เมื่อมองจากมุมนี้ หนองหลวงจึงเป็นมากกว่าพื้นที่น้ำของเชียงราย แต่เป็นพื้นที่ทดสอบสำคัญว่าการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยจะขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูล การออกแบบเชิงระบบ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังได้มากเพียงใด

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือคุณภาพของการรับฟังมากพอกับความซับซ้อนของพื้นที่หรือไม่

หลังจากเวทีปฐมนิเทศผ่านพ้นไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไม่ใช่เพียงว่าการศึกษาจะเสร็จทันกำหนดหรือไม่ แต่คือกระบวนการจะเปิดกว้างกับข้อมูลจากพื้นที่ได้มากเพียงใด จะดึงเยาวชน ชาวบ้าน ผู้ใช้น้ำ และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมจริงแค่ไหน และที่สำคัญ จะมีความชัดเจนเพียงใดว่าเมื่อรายงานเสร็จแล้ว ใครจะเป็นเจ้าภาพเดินหน้าต่อในแต่ละประเด็น

ในพื้นที่ที่คุณค่าทางธรรมชาติทับซ้อนกับความต้องการด้านเกษตร การประมง การสัญจร การท่องเที่ยว และความคาดหวังเรื่องรายได้ การออกแบบที่ดีไม่ใช่การทำให้ทุกฝ่ายพอใจแบบสมบูรณ์ แต่เป็นการทำให้ทุกฝ่ายเห็นเหตุผลของทางเลือกต่าง ๆ และรู้ว่าตนยังมีที่ยืนอยู่ในอนาคตของพื้นที่

สำหรับหนองหลวง การประชุมวันที่ 26 มีนาคม 2569 จึงอาจยังไม่ใช่วันของคำตอบ แต่เป็นวันที่ตั้งคำถามได้ตรงจุดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และในหลายครั้ง คำถามที่ถูกต้องย่อมมีค่าพอ ๆ กับคำตอบ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบอนาคตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำที่เหลืออยู่ต้องจ่ายราคาของการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สรุป 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงปี 2569 เทรนด์ดิจิทัลและ ESG มาแรง พร้อมโมเดลยั่งยืนที่เชียงราย

ส่องธุรกิจ “ดาวรุ่ง” และ “ดาวร่วง” ประจำปี 2569 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า เทรนด์ธุรกิจที่มาแรงจะสอดคล้องกับพฤติกรรมดิจิทัล การดูแลสุขภาพ และความรับผิดชอบต่อโลก

เชียงราย, 19 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากวิกฤตภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่รุนแรงมากขึ้น ภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปี 2569 พร้อมโจทย์ใหญ่ข้อเดียวกันคือ “จะเติบโตบนเส้นทางที่ยั่งยืนได้อย่างไร” คำตอบของโจทย์นี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านรายชื่อ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วง จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปถึงกรอบความยั่งยืนระดับโลกอย่าง SDGs และ ESG ตลอดจนการเคลื่อนไหวเชิงนโยบายใหม่ ๆ ในพื้นที่นำร่องอย่างจังหวัดเชียงราย ภายใต้โครงการ SDG Localisation Phase II ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปและโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)

บทความข่าวเชิงลึกชิ้นนี้จึงชวนผู้อ่านมอง “ภาพรวมใหญ่ของโลก” ควบคู่กับ “ภาพย่อยในพื้นที่เชียงราย” เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดแนวคิดด้านความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับผู้ประกอบการคนตัวเล็ก ผู้กำหนดนโยบาย และประชาชนทั่วไป

ดาวรุ่ง–ดาวร่วงปี 2569 สัญญาณเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว–ดิจิทัล

ผลสำรวจของสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุชัดว่า เทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในปี 2569 ล้วนโยงกับสามคำสำคัญคือ Digital – Health – ESG โดยการจัดอันดับ 10 ธุรกิจดาวรุ่งและดาวร่วงใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ตั้งแต่ผลสำรวจผู้ประกอบการรายสาขา สถานการณ์เศรษฐกิจไทย–ต่างประเทศ ไปจนถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมและข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ

กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง 5 อันดับแรก สะท้อนค่านิยมของสังคมไทยยุคใหม่อย่างชัดเจน

  1. เทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล – บริการ Cloud Service แพลตฟอร์ม Social Media และ Online Entertainment ที่รองรับทั้งเศรษฐกิจคอนเทนต์และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
  2. อาชีพดิจิทัลและนายหน้าออนไลน์ – Content Creator ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ธุรกิจโทรคมนาคมสื่อสาร และนายหน้าออนไลน์ขายสินค้า สะท้อนอิทธิพลของเศรษฐกิจฐานผู้ติดตาม (Follower Economy)
  3. E-commerce และธุรกิจความเชื่อ – ร้านค้าออนไลน์ควบคู่กับบริการสายมู หมอดู และฮวงจุ้ย ที่ใช้ช่องทางดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มจากความเชื่อส่วนบุคคล
  4. การแพทย์ ความงาม และเทคโนโลยีการเงินเร่งด่วน – ธุรกิจการแพทย์และความงาม ธุรกิจ AI รวมถึงโรงรับจำนำและเงินด่วน ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพร่างกายและความต้องการสภาพคล่องทางการเงิน
  5. โลจิสติกส์และไลฟ์สไตล์รายวัน – ธุรกิจ Delivery คลังสินค้า Street Food และธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภคเมืองและครอบครัวเดี่ยว

ในลำดับถัดมา ยังมีธุรกิจพลังงานทดแทน อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า Fintech ธุรกิจประกันภัย ไปจนถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และกีฬา ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับแนวโน้มการใช้พลังงานสะอาด ความปลอดภัยทางการเงิน และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ในทางกลับกัน 10 ธุรกิจดาวร่วง ที่ถูกระบุ ได้แก่ ร้านอินเทอร์เน็ต ร้านขายหนังสือและสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มีแพลตฟอร์มออนไลน์ ร้านโชห่วยดั้งเดิม ธุรกิจถ่ายเอกสาร ธุรกิจของเล่นเด็กแบบเดิม ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ดั้งเดิม ร้านถ่ายรูป–ล้างอัดภาพ และรถยนต์มือสอง เป็นต้น ภาพรวมสะท้อนว่า ธุรกิจที่ยึดติดกับรูปแบบบริการยุคก่อนไม่สามารถตามทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลและโลกสีเขียวได้ทันเวลา

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ธุรกิจใดจะรุ่งหรือร่วง” แต่คือ “ผู้ประกอบการจะปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยั่งยืนได้อย่างไร” และคำตอบหนึ่งที่กำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือกรอบแนวคิด SDGs และ ESG

SDGs–ESG จากกรอบโลกสู่เข็มทิศธุรกิจไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักมีคำถามว่าแนวคิด SDGs (Sustainable Development Goals) และ ESG (Environment, Social, Governance) มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และเหตุใดองค์กรธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองกรอบนี้ควบคู่กัน

ฝ่ายวางแผนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของไทยอธิบายว่า

  • SDGs เป็น เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลก” ที่สหประชาชาติกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2558 รวม 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ ครอบคลุมสามเสาหลักของความยั่งยืนคือ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมิติด้านสันติภาพและหุ้นส่วนการพัฒนา แต่ละเป้าประสงค์มีตัวชี้วัดที่สามารถหยิบไปใช้ติดตามความก้าวหน้าได้จริงในระดับประเทศและระดับพื้นที่
  • ESG เป็น กรอบการประเมินความยั่งยืนระดับองค์กรธุรกิจ” ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุน โดยพิจารณาความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Environment) การดูแลสังคม (Social) และระบบกำกับดูแลกิจการที่โปร่งใส (Governance)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง SDGs คือภาพใหญ่ของโลกที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องเดินไปให้ถึง ขณะที่ ESG คือเกณฑ์วัดผลย่อยลงมาในระดับองค์กร ว่าบริษัทหนึ่ง ๆ ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากน้อยเพียงใด

ปัจจุบันสถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งจัดทำ ดัชนีความยั่งยืน (Sustainability Index) เช่น Dow Jones Sustainability Indices (DJSI), MSCI ESG Index หรือเกณฑ์หุ้นยั่งยืน THSI ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดประกอบการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจำนวนมากจึงมองหาบริษัทที่ “ทำกำไรได้” ควบคู่กับ “รับผิดชอบต่อโลกและสังคม”

การแข่งขันในโลกธุรกิจยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การขยายสาขาหรือเพิ่มยอดขาย แต่คือการพิสูจน์ว่าองค์กรนั้นสามารถเติบโตโดยไม่ทิ้งภาระให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่ม MSME และวิสาหกิจชุมชน ต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า โมเดลธุรกิจในปัจจุบันพร้อมรองรับเกณฑ์ ESG หรือยัง

จากนโยบายสู่ภูมิภาค เชียงรายกับบทบาทเมืองนำร่อง SDGs

หาก SDGs เป็นกรอบเป้าหมายระดับโลก คำถามต่อมาคือ “จะทำให้เกิดผลจริงในพื้นที่ได้อย่างไร” คำตอบส่วนหนึ่งสะท้อนผ่านโครงการ SDG Localisation Phase II (SDG-L 2.0) ที่ UNDP และสหภาพยุโรปกำลังดำเนินการใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นราธิวาส ระยอง หนองคาย สระแก้ว และกรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและ UNDP Thailand ได้เดินทางมายังจังหวัดเชียงราย พบหารือกับ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมพวงแสด ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่

บรรยากาศการหารือสะท้อน “ความหวังและความกังวล” ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่ง UNDP แสดงความชื่นชมต่อบทบาทความเป็นผู้นำของจังหวัดเชียงรายในการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อีกด้านหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายชี้ให้เห็นว่า จังหวัดต้องเผชิญความท้าทายจากทั้งภัยพิบัติและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 อุทกภัย วาตภัย ภัยหนาว ไปจนถึงปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำและพื้นที่เกษตร

นายชูชีพระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีโครงสร้างประชากรที่หลากหลายทางชาติพันธุ์ และตั้งอยู่บนภูมิประเทศภูเขาสลับซับซ้อน การขับเคลื่อน SDGs ทั้ง 17 ข้อจึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งด้านการขจัดความยากจน การยกระดับคุณภาพชีวิต และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เขาย้ำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืนคือการพัฒนาเพื่ออนาคตของลูกหลานในจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และประชาคมโลก” จึงจำเป็นต้องมีการร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน ภาคเอกชนเป็นกลไกขับเคลื่อน และภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ในช่วงการลงพื้นที่ คณะของ UNDP และสหภาพยุโรปได้สำรวจลุ่มน้ำกก ร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ชลประทานเชียงราย สาธารณสุขจังหวัด ประมงจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาปัญหามลพิษข้ามพรมแดน การบริหารจัดการลุ่มน้ำ และวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ประกอบการออกแบบโครงการในระยะต่อไป รวมถึงการเยี่ยมพื้นที่ด่านแม่สายและจุดเสี่ยงอุทกภัย เพื่อถอดบทเรียนการจัดการภัยพิบัติในเชิงพื้นที่จริง

กล่าวได้ว่า เชียงรายกำลังกลายเป็น “ห้องทดลองนโยบายความยั่งยืน” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติสิ่งแวดล้อมชายแดน ความมั่นคงทางสังคม และการพัฒนาพหุวัฒนธรรมให้เดินไปในทิศทางเดียวกับ SDGs และ ESG

BCG และเศรษฐกิจหมุนเวียน อาวุธใหม่ของผู้ประกอบการ MSME

ขณะที่ระดับพื้นที่กำลังขับเคลื่อน SDGs ผ่านโครงการนำร่อง ระดับนโยบายกลางของไทยก็เดินหน้า “ติดอาวุธ” ให้ผู้ประกอบการรายย่อยด้วยแนวคิด เศรษฐกิจ BCG (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ (Bio) การออกแบบระบบหมุนเวียน (Circular) และการเติบโตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green)

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้จัดตั้ง CE Innovation Policy Forum ให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนและออกแบบนโยบายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคส่วนต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการอบรม Circular Design ผ่านหลักสูตร CIRCO จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเรียนรู้วิธีออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการแบบหมุนเวียนตั้งแต่ต้นทาง

ในเชิงปฏิบัติ สอวช. ยังร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้โครงการ “ขับเคลื่อนระบบการส่งเสริมธุรกิจ MSME ด้วย BCG” จัดอบรมหลักสูตร “BIO-CIRCULAR-GREEN เศรษฐกิจใหม่ ใกล้ตัว” ให้ผู้ประกอบการจากทั้ง 5 ภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้ MSME เข้าใจว่าการ “รักษ์โลกอย่างยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงการลดขยะหรือปลูกต้นไม้เพิ่ม แต่คือการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ตั้งแต่กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน

สำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงราย แนวทางดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ เพราะพื้นที่นี้พึ่งพาเศรษฐกิจเกษตร การท่องเที่ยว และพาณิชย์ชายแดนเป็นหลัก การนำแนวคิด BCG ไปผสานกับ SDGs–ESG จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น กาแฟ ชา พืชสมุนไพร หรือสินค้าเกษตรแปรรูป พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

จากเชียงรายสู่ผู้ประกอบการไทยบนเส้นทางความยั่งยืน

เมื่อเชื่อมโยงทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน – ผลสำรวจ 10 ธุรกิจดาวรุ่ง–ดาวร่วงปี 2569 ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสุขภาพ กรอบ SDGs และ ESG ที่เป็นเข็มทิศให้ทั้งประเทศและภาคธุรกิจเลือกเส้นทางการเติบโตอย่างรับผิดชอบ การขับเคลื่อน SDG Localisation Phase II ในจังหวัดเชียงรายที่มุ่งเปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกให้เป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่จริง และความพยายามผลักดัน เศรษฐกิจหมุนเวียน–BCG ในกลุ่ม MSME ล้วนส่งสารเดียวกันคือ

“ธุรกิจที่อยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่เพียงธุรกิจที่ทำกำไรได้เร็วที่สุด แต่คือธุรกิจที่เข้าใจโลก เข้าใจสังคม และพร้อมปรับตัวไปกับกติกาใหม่ของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือ การปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับ BCG–ESG ตั้งแต่วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตามเทรนด์ แต่คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงของธุรกิจในระยะยาว และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน ลูกหลาน และโลกใบเดียวกันใบนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  • สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
  • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP Thailand)
  • ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
  • บ้านเจ้ากอกล้วย ณ.ห้วยปลากั้ง.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME