Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าออนไลน์ เชียงรายขยับจากการจัดงาน OTOP เป็นการสร้างระบบขายตรงถึงบ้านผู้บริโภค

Summary
  • เชียงรายปรับเป้าหมายจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวรายปี เป็นการขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัลที่ “ซื้อได้ทุกวัน”

  • สถิติ TikTok Shop พบร้านค้าที่ไลฟ์สดมียอดสั่งซื้อสูงกว่าปกติถึง 590 เท่า ชูโมเดลสินค้า OTOP ภาคเหนือเติบโตแรง

  • เชียงรายมีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ (9 รายการ) มูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปี เป็นต้นทุนสำคัญ

  • เน้นกลุ่มสินค้า “ซื้อซ้ำได้-เล่าเรื่องได้-ขนส่งสะดวก” เช่น ชา กาแฟ และผลไม้แปรรูปพรีเมียม

  • เปลี่ยนวิธีคิดจากการจัดงานอีเวนต์ เป็นการจัดระบบนิเวศดิจิทัล (Big Data & Logistics) เพื่อความยั่งยืน

เชียงรายต้องหาให้เจอว่าสินค้าอะไรขายได้ทุกวัน เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอคนมาถึงจังหวัดอีกต่อไป

เชียงราย, 24 เมษายน 2569 – ในวันที่หลายจังหวัดยังวัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดคนเดินห้าง เชียงรายกำลังเผชิญคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าจังหวัดจะอยู่รอดอย่างไรหากยังพึ่งรายได้จาก “คนมาเยือนปีละครั้ง” มากกว่ารายได้จาก “คนซื้อทุกวัน” เพราะโลกการค้าในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ความได้เปรียบไม่ได้อยู่แค่ใครมีวิวสวยกว่า ใครมีอากาศดีกว่า หรือใครมีเทศกาลคึกคักกว่าเท่านั้น แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนเสน่ห์ของพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าที่เดินทางออกจากจังหวัดได้ทุกวัน ผ่านมือถือหนึ่งเครื่อง ผ่านคลิปสั้นหนึ่งชิ้น หรือผ่านไลฟ์สดหนึ่งรอบที่เล่าเรื่องได้โดนใจผู้ซื้อทั่วประเทศ

สำหรับเชียงราย นี่ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามเชิงปากท้องอย่างแท้จริง เพราะจังหวัดมีทั้งกาแฟ ชา ผลไม้ GI งานหัตถกรรม เครื่องเคลือบ และสินค้าแปรรูปจากชุมชนที่มีเรื่องเล่าแข็งแรงมาก ทว่าปัญหาคือของเหล่านี้จำนวนไม่น้อยยังถูกมองเป็น “ของฝาก” มากกว่า “สินค้าซื้อซ้ำ” กล่าวอีกแบบคือ คนจำนวนมากอาจคิดถึงเชียงรายเมื่อจะไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้นึกถึงเชียงรายทุกครั้งเมื่อจะกดสั่งของกิน ของใช้ หรือของคุณภาพจากออนไลน์ นี่คือช่องว่างใหญ่ที่จังหวัดต้องรีบปิดให้ทันก่อนที่การแข่งขันทางดิจิทัลจะทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยไม่รอให้ปรับตัวเสร็จ

ภาคเหนือพิสูจน์แล้วว่าของดีท้องถิ่นไปได้ไกลกว่าหน้าร้าน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับสินค้า OTOP ภาคเหนือถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกจังหวัด ข้อมูลจาก TikTok Shop ซึ่งถูกรายงานโดยสื่อธุรกิจระบุว่า ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 จำนวนสินค้า OTOP ภาคเหนือบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 53.97 เปอร์เซ็นต์ และจุดที่พลิกเกมมากที่สุดคือการไลฟ์สด เพราะร้านที่ไลฟ์มียอดสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าร้านที่ไม่ไลฟ์ถึงเกือบ 590 เท่า ตัวเลขนี้ฟังดูแรงจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ามองให้ลึก มันกำลังบอกว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าอีกแล้ว เขาซื้อความมั่นใจ ซื้อเรื่องเล่า และซื้อความรู้สึกว่าได้เห็นตัวตนของคนทำจริง ๆ ก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

ในโลกออนไลน์ สินค้าท้องถิ่นที่เคยขายได้เฉพาะงานแสดงสินค้าหรือหน้าร้านชุมชน กลับกลายเป็นของที่คนทั้งประเทศพร้อมซื้อซ้ำ หากมันสื่อสารได้ถูกจุด น้ำผึ้งดอกไม้ป่า จิ้นแดงสูตรโบราณ หรือกาแฟจากดอยสูง ถูกยกระดับจากของพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีคาแรกเตอร์และมีเหตุผลให้ซื้อซ้ำ นี่คือแก่นของสิ่งที่เรียกว่า Discovery Commerce หรือการค้าที่ไม่ได้เริ่มจากการค้นหาสินค้าอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพบเจอคอนเทนต์แล้วเกิดความอยากลอง ความอยากลองนั้นเองที่แปรเป็นคำสั่งซื้อ และถ้าสินค้าดีพอ ก็แปรต่อเป็นลูกค้าประจำได้ในที่สุด

บทเรียนจากนครสวรรค์และลำปาง ที่เชียงรายควรอ่านให้ขาด

หนึ่งในบทเรียนที่ชัดที่สุดจากการเติบโตของ OTOP ภาคเหนือ คือจังหวัดที่ขายออนไลน์เก่งไม่ได้ชนะเพราะมีของเยอะที่สุดเสมอไป แต่ชนะเพราะทำให้ “ชื่อจังหวัด” กลายเป็นทางลัดของความเชื่อมั่นได้ Thumbsup สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า หนึ่งในเสาหลักของความสำเร็จคือ Province as Brand Identity หรือการใช้ชื่อจังหวัดสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เช่น นครสวรรค์เชื่อมกับน้ำผึ้งและโมจิ ลำปางเชื่อมกับหมูแปรรูปและข้าวแต๋น พอผู้ซื้อเห็นชื่อจังหวัด เขาเริ่มนึกภาพรสชาติ คุณภาพ และเรื่องเล่าที่ตามมาได้ทันที

นี่คือจุดที่เชียงรายควรกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจัง เพราะถ้ามองในเชิงศักยภาพ เชียงรายมีทุนมากกว่าหลายจังหวัดด้วยซ้ำ จังหวัดมีทั้งกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และล่าสุดส้มโอเวียงแก่นเป็น GI ลำดับที่ 9 แต่ภาพจำของเชียงรายในตลาดออนไลน์กลับยังไม่คมพอว่าจะต้องซื้ออะไรกลับหรือซื้อซ้ำเป็นประจำให้ได้แบบที่ผู้ซื้อในประเทศนึกออกทันที

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลำปางทำให้ “จิ้นแดง” ไม่ใช่แค่อาหารพื้นเมือง แต่เป็นของฝากพรีเมียมที่คนเมืองอยากลอง ขณะที่นครสวรรค์ทำให้น้ำผึ้งและโมจิกลายเป็นสินค้าที่มีความหมายมากกว่าของกินเล่น เชียงรายจึงไม่ได้ขาดของดี แต่ยังขาดการทำให้ของดีบางกลุ่มกลายเป็น “คำตอบอัตโนมัติ” ในใจผู้ซื้อ ว่าเมื่ออยากได้กาแฟดี ชาภาคเหนือ หรือผลไม้แปรรูปที่มีเรื่องราว ต้องนึกถึงเชียงรายก่อนจังหวัดอื่น

เชียงรายมีต้นทุนพร้อมกว่าที่คิด และภาครัฐก็เริ่มขยับแล้ว

ข้อดีของเชียงรายคือ จังหวัดไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะมีสินค้ารากฐานที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในระบบเศรษฐกิจจริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุเมื่อ 19 มกราคม 2569 ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวม 9 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันยืนยันว่าของดีของเชียงรายไม่ใช่เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่รายได้ก้อนนี้ยังอาจไม่ถูกยกระดับผ่านช่องทางดิจิทัลได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ในระดับการทำงานของจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายเองก็เริ่มวางฐานไว้แล้ว ทั้งการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP สู่ยุคดิจิทัล การร่วมขับเคลื่อน OTOP Big Data และการติดตาม OTOP Trader ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าหน่วยงานไม่ได้มองไม่เห็นปัญหา แต่โจทย์ที่เหลืออยู่คือการขยายผลจาก “โครงการ” ให้กลายเป็น “ระบบ” ให้ได้ เพราะถ้าดิจิทัลยังเป็นเพียงกิจกรรมฝึกอบรมหรือการจัดเวทีเป็นครั้งคราว ผลที่ได้ก็จะยังจำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการกลุ่มเล็ก ๆ และไม่สร้างแรงกระเพื่อมระดับจังหวัดได้จริง

สิ่งที่เชียงรายต้องขาย ไม่จำเป็นต้องเป็นของชิ้นเดียว แต่ต้องชัดพอให้คนซื้อซ้ำ

คำถามที่ว่า เชียงรายควรมีสินค้าอะไรที่คนซื้อออนไลน์ได้ทุกวัน อาจไม่มีคำตอบแบบสินค้าชิ้นเดียวแล้วจบ แต่หากมองจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ คำตอบน่าจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีคุณสมบัติร่วมกัน 3 อย่าง คือซื้อซ้ำได้ เล่าเรื่องได้ และขนส่งได้สะดวก สินค้ากลุ่มแรกที่เข้าเงื่อนไขนี้ชัดที่สุดคือกาแฟและชา เพราะเป็นของที่ไม่ต้องรอให้นักท่องเที่ยวมาเดินเลือกด้วยตัวเอง ผู้บริโภคสามารถสั่งซ้ำได้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และเชียงรายเองก็มีต้นทุนด้านชื่อเสียงของกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และชาเชียงรายอยู่แล้วอย่างแข็งแรง

กลุ่มถัดมาคือผลไม้และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย และส้มโอเวียงแก่น หากขายเป็นผลสดอย่างเดียว ตลาดจะถูกจำกัดด้วยฤดูกาลและโลจิสติกส์ แต่หากขยับไปสู่รูปแบบแปรรูปที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเมือง เช่น น้ำผลไม้เข้มข้น ของว่างเพื่อสุขภาพ หรือชุดของฝากคุณภาพสูง สินค้าเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจากรายได้ตามฤดูกาลเป็นรายได้ที่หมุนได้ตลอดปี และยังพกเรื่องเล่าของพื้นที่ติดไปกับสินค้าได้ด้วย

อีกกลุ่มที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือเครื่องเคลือบเวียงกาหลงและสินค้าหัตถกรรมร่วมสมัย เพราะในยุคที่ตลาดออนไลน์แข่งขันกันด้วยเรื่องราวและเอกลักษณ์ งานหัตถกรรมที่เชื่อมกับบ้าน การแต่งโต๊ะกาแฟ การแต่งครัว หรือของขวัญพรีเมียม มีช่องทางเติบโตไม่น้อย หากถูกออกแบบให้ร่วมสมัยพอสำหรับคนเมือง รุ่นใหม่ การขายของกลุ่มนี้อาจไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวกับกาแฟหรืออาหาร แต่สามารถใช้คอนเทนต์แบบเบื้องหลังช่างฝีมือ กระบวนการผลิต และการใช้งานในชีวิตจริงเพื่อยกมูลค่าได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสื่อออนไลน์ เชียงรายยิ่งช้าไม่ได้

ภาพใหญ่ระดับประเทศกำลังเตือนเชียงรายทางอ้อมอย่างชัดเจนว่า ใครไม่เร่งสร้างตัวตนบนดิจิทัลจะเสียโอกาสมากขึ้นทุกปี MI GROUP ประเมินว่า ปี 2568 เม็ดเงินโฆษณาไทยรวมอยู่ที่ 85,817 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.04 เปอร์เซ็นต์ แต่สื่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ และในปี 2569 ตลาดรวมอาจขยับเป็น 87,264 ล้านบาท โดยสื่อออนไลน์ยังนำต่อ มีสัดส่วนราว 40 ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีลดลงเหลือราว 30 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นี่หมายความว่าแบรนด์และผู้ประกอบการทั่วประเทศกำลังย้ายสมรภูมิไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่จริงมากขึ้นทุกวัน

ถ้าจังหวัดยังคิดเรื่องการตลาดด้วยภาพเดิมว่า นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมา ซื้อของหน้าร้าน และพึ่งกิจกรรมออฟไลน์เป็นหลัก จังหวัดก็จะถูกจำกัดโอกาสด้วยฤดูกาลและจำนวนคนมาเยือน แต่หากเปลี่ยนมุมคิดว่า คนไทยสามารถกลายเป็นลูกค้าของเชียงรายได้ทุกวันแม้ไม่เคยเดินทางมาถึงจังหวัดเลย สมการเศรษฐกิจของจังหวัดจะเปลี่ยนทันที และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องขายของออนไลน์ แต่คือเรื่องยุทธศาสตร์รายได้ของทั้งจังหวัดในระยะยาว

ปัญหานี้โยงถึงชนชั้นกลางและกำลังซื้อที่กำลังระวังตัวมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เชียงรายต้องรีบหา “สินค้าที่ขายได้ทุกวัน” คือพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังระวังการใช้เงินมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยย้ำว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ข้อมูลที่อ้างอิงสถิติไตรมาส 4 ปี 2568 ชี้ว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงราว 86.7 ถึง 86.8 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ภาระลักษณะนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเลือกซื้อของอย่างระวังขึ้นและตัดสินใจจากความคุ้มค่ามากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อกำลังซื้อถูกกดดัน สินค้าที่จะขายได้ไม่ใช่สินค้าที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า “จ่ายแล้วคุ้ม” หรือ “ซื้อซ้ำได้โดยไม่ฝืนกำลัง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม OTOP ออนไลน์ จึงโตได้ดีกว่าหลายหมวด เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย ซื้อง่าย และใช้หมดแล้วซื้อใหม่ได้ ต่างจากของฝากบางชนิดที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากเชียงรายจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของตัวเองให้ยั่งยืน จังหวัดต้องมีสินค้าที่เข้าไปอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนซื้อ ไม่ใช่แค่อยู่ในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวตอนขากลับเท่านั้น

อยู่ที่การเปลี่ยนจากการจัดงาน เป็นการจัดระบบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายจังหวัดรวมทั้งเชียงรายมักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านงานแสดงสินค้า งานมหกรรม และการคัดสรรผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงสร้างขวัญกำลังใจและการเปิดตลาดระดับหนึ่ง แต่ในยุคที่อีคอมเมิร์ซของไทยมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านบาท และแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นประตูหลักของการพบสินค้าใหม่ วิธีคิดแบบเดิมอาจไม่พออีกแล้ว ETDA ระบุว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 คาดแตะ 5.96 ล้านล้านบาท และช่องทางอย่าง e-Marketplaces กับ Social Commerce เป็นช่องทางสำคัญของการขายสินค้าในประเทศอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น จุดคลี่คลายของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การถามเพียงว่า ปีนี้เชียงรายจะจัดงาน OTOP กี่ครั้ง หรือจะมีผู้ประกอบการเข้าอบรมกี่คน แต่ต้องถามว่า จังหวัดมีระบบกลางด้านข้อมูลสินค้า ภาพลักษณ์จังหวัด การผลิตคอนเทนต์ การไลฟ์ การแพ็กสินค้า การขนส่ง และการดูแลลูกค้าซ้ำหรือยัง ถ้ายังไม่มีครบ เรื่องเล่าของเชียงรายก็จะยังถูกใช้ไม่เต็มมูลค่า และของดีจำนวนมากจะยังคงขายได้แค่ตอนมีคนมาเที่ยว ไม่ใช่ตอนที่คนทั้งประเทศเปิดแอปซื้อของก่อนนอน

เชียงรายยังมีเวลา แต่เวลาไม่ได้มากอย่างที่คิด

ถ้ามองในเชิงโอกาส เชียงรายยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าหลายจังหวัด ทั้งฐานสินค้า GI จำนวนมาก ชื่อเสียงด้านกาแฟและชา ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และความหลากหลายของสินค้าชุมชน แต่ถ้ามองในเชิงการแข่งขัน เวลาก็ไม่ได้เหลือมากนัก เพราะจังหวัดอื่นในภาคเหนือเริ่มขยับเร็วแล้ว และเมื่อแบรนด์ท้องถิ่นจากจังหวัดอื่นเริ่มยึดพื้นที่ในใจผู้ซื้อได้ก่อน การไล่ตามภายหลังจะยิ่งยากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่าอะไรคือสินค้าที่คนมาเชียงรายแล้วต้องซื้อกลับ อาจไม่สำคัญเท่าคำถามใหม่ว่า อะไรคือสินค้าที่คนไม่ต้องมาเชียงรายก็ยังอยากซื้อทุกเดือน ถ้าจังหวัดตอบคำถามนี้ได้เร็วพอ เศรษฐกิจชุมชนจะไม่ได้ผูกอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะมีรายได้หมุนเข้าจังหวัดทุกวันจากคนที่ไม่เคยเหยียบสนามบินแม่ฟ้าหลวงเลยด้วยซ้ำ และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเชียงรายในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • TikTok Shop
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ETDA
  • MI GROUP
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

CHIANG RAI VALUE UP ชูงานวิจัยยกระดับข้าวท้องถิ่นและอาหารฟังก์ชันนัลมูลค่าสูง

ARDA ร่วมขับเคลื่อน CHIANG RAI VALUE UP ยกระดับข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของเชียงราย

เชียงราย,3 เมษายน 2569 – ที่ลานกาดจริงใจ ชั้น G ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมแสดงสินค้าเกษตรอีกงานหนึ่งของจังหวัด หากแต่เป็นภาพของความพยายามจะ “เปลี่ยนวิธีคิด” ต่ออนาคตเกษตรเชียงรายอย่างจริงจัง งาน CHIANG RAI VALUE UP ถูกจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายร่วมกับจังหวัดเชียงรายและภาคีที่เกี่ยวข้อง พร้อมการมีส่วนร่วมของ ARDA หรือสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ซึ่งเข้ามาในฐานะหน่วยงานที่ผลักดันให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่บนหิ้ง แต่เคลื่อนลงสู่พื้นที่ ลงสู่มือเกษตรกร และลงสู่ตลาดที่มีการซื้อขายจริง ความสำคัญของงานจึงไม่ได้อยู่ที่ความคึกคักของบรรยากาศเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การประกาศอย่างเป็นรูปธรรมว่า เชียงรายกำลังพยายามยกระดับสินค้าเกษตรจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การขาย “คุณค่า” ที่ตรวจสอบได้ มีเรื่องเล่า มีมาตรฐาน และมีราคาที่สูงขึ้นตามคุณภาพนั้นเอง

หากมองลึกลงไปอีกชั้น เวทีนี้ยังเป็นภาพสะท้อนของการรวมตัวระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งไม่เกิดขึ้นง่ายนักหากไม่มีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน ข้อมูลจากหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องยืนยันตรงกันว่า ภายในงานมีทั้งการมอบเมล็ดพันธุ์คุณภาพ การยกย่องและมอบตราสัญลักษณ์ GI การจัดนิทรรศการข้าวพรีเมียมและสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ตลอดจนการนำเสนอเมนูอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากฐานวัตถุดิบของเชียงราย สิ่งเหล่านี้ทำให้งานดังกล่าวมีความหมายมากกว่างานเปิดตัว เพราะมันคือการเชื่อม “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” เข้าหากันในพื้นที่เดียว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ งานวิจัย มาตรฐานสินค้า การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นห่วงโซ่ที่จังหวัดเกษตรส่วนใหญ่พยายามทำมานานแต่สำเร็จได้ยากหากขาดกลไกกลางที่ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ทำไมเชียงรายต้องเดินเกมมูลค่าสูง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ต้องถูกจับตาอย่างจริงจัง อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายเอง ข้อมูลพื้นฐานล่าสุดของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงรายระบุว่า จังหวัดมี GPP มูลค่า 116,580 ล้านบาท โดยภาคเกษตรคิดเป็น 29,466 ล้านบาท มีครัวเรือนภาคเกษตร 162,922 ครัวเรือน และแรงงานภาคเกษตรกว่า 402,033 คน ตัวเลขนี้บอกเราตรง ๆ ว่า เมื่อใดที่สินค้าเกษตรของเชียงรายขยับขึ้น เมื่อนั้นรายได้ของคนจำนวนมากก็มีโอกาสขยับขึ้นตามไปด้วย ในทางกลับกัน หากสินค้าเกษตรยังติดอยู่กับวงจรขายวัตถุดิบราคาต่ำ ผลกระทบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่แปลงนา แต่ลามไปถึงกำลังซื้อในท้องถิ่น การจ้างงาน ร้านค้า และความมั่นคงของชุมชนด้วย ฉะนั้น แนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ที่ถูกใช้ในงานนี้จึงไม่ใช่เพียงคำขวัญ หากเป็นสมการที่ตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจของเชียงรายโดยตรง

ยิ่งพิจารณาเฉพาะ “ข้าว” ภาพยิ่งชัดขึ้นอีกมาก ข้อมูลปีการผลิต 2567/68 ระบุว่า เชียงรายมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีกว่า 1,183,095.89 ไร่ ให้ผลผลิต 818,770 ตัน และยังมีข้าวนาปรังอีก 344,597 ตัน ตัวเลขระดับนี้ทำให้ข้าวไม่ใช่สินค้าเกษตรธรรมดา แต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเกษตรเชียงราย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หลายจังหวัดเผชิญเหมือนกันคือ เมื่อทุกคนขายผลผลิตเป็นเมล็ดข้าวแบบใกล้เคียงกัน ตลาดก็จะตัดสินกันที่ราคา และเมื่อเกมตัดกันที่ราคา ผู้ได้เปรียบมักไม่ใช่เกษตรกรรายย่อย ด้วยเหตุนี้ คำกล่าวบนเวทีของรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ชี้ว่า วันนี้ต้องแข่งขันกันที่ “ความพรีเมียม” มากกว่าปริมาณ จึงถือเป็นแกนคิดที่สำคัญ เพราะมันชี้ทิศชัดว่า จังหวัดไม่ได้ต้องการปลูกให้มากขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผลผลิตเดิมมีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านคุณภาพ มาตรฐาน เรื่องราว และการแปรรูปที่เหมาะสม

ข้าวพรีเมียมไม่ใช่คำสวยหรู แต่เป็นโจทย์เศรษฐกิจจริง

หัวใจของงานนี้อยู่ที่การพยายามทำให้คำว่า ข้าวพรีเมียม กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่เพียงฉลากสวยงามบนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างชัดที่สุดคือ ข้าวหอมแม่จัน ซึ่งถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในจุดเด่นของงาน ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2567 ของศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายระบุว่า ข้าวหอมแม่จันเป็นข้าวพื้นเมืองที่ปลูกในเชียงรายมานานกว่า 30 ถึง 40 ปี ได้รับความนิยมในรูปแบบอาหารตามสั่ง เพราะเมื่อหุงสุกแล้วมีความนุ่มเหนียวและไม่เกาะตัวมากเกินไป ที่สำคัญ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายได้ดำเนินการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์และศึกษาคุณภาพต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2567 จนพบว่ามีผลผลิตเฉลี่ย 744 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์กข15 และขาวดอกมะลิ 105 ร้อยละ 29 และ 11 ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้ข้าวท้องถิ่นไม่ได้มีดีแค่ความทรงจำหรือรสชาติ แต่มีฐานข้อมูลวิจัยรองรับพอที่จะต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีเหตุผล

ในอีกด้านหนึ่ง ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย คือบทพิสูจน์ว่าความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่สามารถแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ทะเบียนเลขที่ สช 62100126 เมื่อปี 2562 โดยนิยามของสินค้าชิ้นนี้ผูกกับพื้นที่ปลูกและคุณลักษณะเฉพาะด้านการหุงต้มและการบริโภคอย่างชัดเจน นี่คือจุดต่างสำคัญระหว่างการขายสินค้าเกษตรทั่วไปกับการขายสินค้าเกษตรที่มี “ที่มา” และ “การรับรอง” เมื่อสินค้ามี GI ผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเงินให้แค่ตัวเมล็ดข้าว แต่จ่ายให้กับภูมิศาสตร์ คุณภาพ และชื่อเสียงของพื้นที่ด้วย ดังนั้น การที่งาน CHIANG RAI VALUE UP มีพิธีมอบตราสัญลักษณ์ GI ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกร จึงเป็นการส่งสัญญาณว่าจังหวัดกำลังเร่งเปลี่ยนเกษตรจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่ตลาดที่ให้ค่ากับความแตกต่างเฉพาะถิ่นมากขึ้น

งานวิจัยจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเดินออกจากห้องทดลอง

สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายทั่วไป คือ การมี ARDA อยู่ในสมการอย่างชัดเจน เว็บไซต์ทางการของ ARDA ระบุบทบาทองค์กรไว้ว่าเป็นหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการวิจัยการเกษตร พร้อมเชื่อมโยงผลงานให้เกิดการใช้ประโยชน์จริง ขณะที่ข้อมูลจากกิจกรรมของ ARDA ในช่วงต้นปี 2569 ก็สะท้อนทิศทางเดียวกันว่าองค์กรกำลังย้ำบทบาทในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเกษตรของระบบวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมุ่งเชื่อม นโยบาย ทุนวิจัย นักวิจัย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และพื้นที่ เข้าหากัน ภาพนี้สอดคล้องกับสาระในถ้อยแถลงที่ผู้ใช้แนบมาอย่างชัดเจนว่า การสนับสนุนของ ARDA ต่อเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การให้ทุนเพียงรอบเดียว แต่เป็นการทำงานต่อเนื่องเพื่อยกระดับกระบวนการผลิต มาตรฐานสินค้า การแปรรูป และการเชื่อมตลาดในระดับพื้นที่จริง ๆ

ในเชิงปฏิบัติ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในงาน เช่น การส่งมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมแม่จันให้เกษตรกร หรือการนำเสนอนิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพื้นที่ ไม่ใช่กิจกรรมแยกส่วน หากเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เกษตรกรเข้าถึง “วัตถุดิบตั้งต้นที่ดี” และ “องค์ความรู้ที่ใช้ได้จริง” เพราะต่อให้สินค้าใดมีเรื่องเล่าดีเพียงใด แต่หากเมล็ดพันธุ์ไม่สม่ำเสมอ คุณภาพผลผลิตไม่นิ่ง หรือมาตรฐานการผลิตยังไม่พอ ก็ยากที่จะยืนอยู่ในตลาดพรีเมียมได้อย่างมั่นคง นี่เองที่ทำให้คำอธิบายจากฝั่งผู้จัดงานเรื่องการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง มีน้ำหนักมากกว่าคำโปรโมต เพราะมันแตะถึงโครงสร้างสำคัญของการพัฒนาเกษตรเชิงมูลค่าสูง นั่นคือ การเริ่มจากฐานการผลิตที่ถูกต้องก่อน แล้วจึงค่อยต่อยอดไปสู่การแปรรูปและการสร้างแบรนด์ในลำดับถัดไป

เมล็ดพันธุ์และมาตรฐานคือจุดเริ่ม ไม่ใช่ปลายทาง

ถ้ามองให้ลึกกว่างานพิธี เมล็ดพันธุ์คุณภาพกับมาตรฐานรับรองคือเสมือน “ประตูบานแรก” ของเกมมูลค่าสูง ตัวอย่างของข้าวหอมแม่จันแสดงให้เห็นชัดว่า งานวิจัยที่ดีไม่ได้จบลงที่การค้นพบพันธุ์เด่น แต่ต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ ทดสอบผลผลิต วิเคราะห์คุณภาพเมล็ด และประเมินความชอบของผู้บริโภคก่อน จึงจะเกิดความมั่นใจเพียงพอสำหรับการขยายผลสู่ภาคผลิตจริง ในมุมนี้ การมอบเมล็ดพันธุ์ภายในงานจึงเป็นมากกว่าการส่งมอบของให้เกษตรกร แต่มันคือการส่งมอบ “จุดเริ่มต้นของมาตรฐาน” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ GAP การสร้างเอกลักษณ์สินค้า และการเจรจาตลาดได้ในระยะต่อไป หากไม่มีฐานแบบนี้ คำว่าเกษตรพรีเมียมก็มีโอกาสกลายเป็นเพียงป้ายสวยที่ไม่มีแรงหนุนจากคุณภาพจริงอยู่เบื้องหลัง

การมีส่วนร่วมของเกษตรกรคือหัวใจ ไม่ใช่เพียงผู้รับผล

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ สาระจากถ้อยแถลงบนเวทีของฝั่งผู้จัดงานและผู้สนับสนุน ล้วนเน้นตรงกันว่า การยกระดับครั้งนี้ต้องมีกระบวนการทำงานร่วมกับเกษตรกร ไม่ใช่ทำแทนเกษตรกร ความหมายของประโยคนี้สำคัญมาก เพราะในอดีตหลายโครงการพัฒนามักหยุดอยู่ที่การนำองค์ความรู้จากภายนอกลงไปในชุมชน แต่ไม่ได้สร้างการมีส่วนร่วมในระดับที่เกษตรกรเป็นเจ้าของกระบวนการจริง หากโครงการใดจะอยู่ได้ยาว ต้องทำให้เกษตรกรเห็นว่า การปรับมาตรฐาน การคัดเมล็ดพันธุ์ การแปรรูป หรือการขอใช้ตรา GI ไม่ได้เพิ่มภาระอย่างเดียว แต่เพิ่มอำนาจในการต่อรองและเพิ่มโอกาสรายได้ในอนาคตด้วย ตรงนี้เองที่ทำให้การเชื่อมกลไกวิจัยกับชุมชนมีความสำคัญพอ ๆ กับการเชื่อมกลไกวิจัยกับตลาด เพราะสินค้าพรีเมียมจะไปไม่ไกล หากคนต้นน้ำยังไม่ได้ประโยชน์อย่างเป็นธรรม

จากข้าวสู่ Eastern Lanna Food Valley เมื่อเชียงรายต่อยอดวัตถุดิบเป็นสินค้ามูลค่าสูง

แม้ “ข้าว” จะเป็นแกนกลางของงาน แต่ภาพใหญ่ของ CHIANG RAI VALUE UP กว้างกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ผู้จัดงานพยายามชี้ให้เห็นคือ เชียงรายมีศักยภาพจะเป็นแหล่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูงหลากหลายชนิด ไม่ใช่มีเพียงข้าวเท่านั้น ข้อมูลพื้นฐานจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีสินค้าสำคัญอย่างชา กาแฟ สับปะรด ลำไย และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีทั้งขนาดการผลิตและเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะ สับปะรดภูแล ซึ่งมีพื้นที่ปลูกในอำเภอเมืองเชียงราย 27,730 ไร่ ผลผลิต 43,359 ตัน และเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มายาวนาน ขณะเดียวกัน กาแฟเชียงรายก็มีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 55,395 ไร่ ผลผลิต 4,849 ตัน และเป็นแหล่งปลูกอาราบิก้าสำคัญของประเทศ เมื่อนำฐานวัตถุดิบเหล่านี้มาผูกกับแนวคิด Eastern Lanna Food Valley ที่ถูกนำเสนอในงาน ภาพที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนสินค้าเกษตรจากการขายผลสด ไปสู่การขายผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม อาหารฟังก์ชันนัล โปรตีนทางเลือก และของแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเดิมหลายเท่า

ตัวอย่างที่ถูกนำเสนอในงานอย่างเยลลี่พร้อมดื่มจากสับปะรดภูแล เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลจากเชอร์รีกาแฟ หรือเครื่องดื่มสุขภาพจากแตงกวาลัวะ สะท้อนวิธีคิดแบบใหม่ของการพัฒนาเกษตรท้องถิ่นอย่างชัดเจน นั่นคือ ไม่พยายามขายสินค้าโดยใช้ปริมาณเป็นตัวตั้ง แต่ขายผ่าน การแปรรูป เรื่องเล่าของแหล่งกำเนิด และการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มองหาอาหารเพื่อสุขภาพและสินค้าที่มีอัตลักษณ์มากขึ้น ในเชิงนโยบาย นี่คือการขยับจากเกษตรแบบผลผลิตนำ ไปสู่เกษตรแบบคุณค่าขับเคลื่อน ซึ่งสอดรับกับทิศทางตลาดพรีเมียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับ GI และความโปร่งใสของแหล่งที่มาอย่างมาก เช่น ญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันให้การรับรองสินค้า GI ไทยแล้วอย่างน้อย 3 รายการ รวมถึงกาแฟดอยช้างจากเชียงรายด้วย สิ่งนี้ชี้ว่า หากเชียงรายเดินเกมมาตรฐานและการแปรรูปอย่างต่อเนื่อง โอกาสขยับสู่ตลาดระดับสูงก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

สับปะรดภูแลและกาแฟดอยช้างคือบทเรียนที่มองเห็นได้แล้ว

หากต้องหาตัวอย่างว่าทำไมการลงทุนกับอัตลักษณ์พื้นที่จึงสำคัญ สับปะรดภูแลและกาแฟดอยช้างคือคำตอบที่ชัดมาก สับปะรดภูแลเชียงรายได้รับการขึ้นทะเบียน GI ตั้งแต่ปี 2548 โดยระบุคุณลักษณะชัดเจนเรื่องผลขนาดเล็ก เนื้อเหลืองกรอบ กลิ่นหอม และความเหมาะสมต่อการขนส่งระยะไกล ขณะที่กาแฟดอยช้างก็ได้รับการขึ้นทะเบียน GI เช่นกัน โดยชื่อเสียงของสินค้าผูกกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและกรรมวิธีการผลิตที่ทำให้เกิดคุณภาพเฉพาะตัว ที่สำคัญ กรมทรัพย์สินทางปัญญาและสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงรายยังชี้ให้เห็นว่า สินค้า GI ไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ลอย ๆ แต่สามารถต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมระหว่างประเทศได้จริง ดังที่กาแฟดอยช้างเคยถูกยกเป็นตัวอย่างในบริบทความร่วมมือด้าน GI กับญี่ปุ่น ดังนั้น การที่เวที CHIANG RAI VALUE UP ให้พื้นที่กับสินค้าเหล่านี้ จึงเป็นการส่งสารอย่างเงียบ ๆ ว่า เชียงรายมี “แบบอย่างความสำเร็จ” อยู่แล้ว และกำลังพยายามขยายสูตรนี้ไปยังสินค้าอื่นในจังหวัด

ประเด็นที่ต้องจับตาหลังจบงาน

ถึงแม้งานครั้งนี้จะสร้างภาพบวกอย่างมาก แต่โจทย์จริงเพิ่งเริ่มต้นหลังไฟบนเวทีดับลง เพราะการยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงไม่เคยสำเร็จด้วยงานเปิดตัวเพียงครั้งเดียว สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ เพราะตลาดพรีเมียมยอมจ่ายสูงกว่าก็ต่อเมื่อสินค้ามีมาตรฐานคงที่ เรื่องที่สองคือ การขยายผลเชิงพาณิชย์ ว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบและเมล็ดพันธุ์ที่มอบให้ จะถูกต่อยอดสู่ช่องทางจำหน่ายจริงได้มากน้อยเพียงใด และเรื่องที่สามคือ การแบ่งปันมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นธรรม ว่าเมื่อสินค้าแพงขึ้นแล้ว เกษตรกรต้นน้ำจะได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีครัวเรือนภาคเกษตรมากกว่าแสนหกหมื่นครัวเรือน เพราะหากมูลค่าเพิ่มไปค้างอยู่เพียงปลายน้ำ ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจฐานรากก็จะไม่เต็มศักยภาพตามที่ทุกฝ่ายตั้งใจไว้

อีกมิติที่ควรจับตาคือการทำให้แนวคิดนี้ไม่เป็นเพียง “โครงการเฉพาะกิจ” แต่กลายเป็นระบบงานประจำของจังหวัด ความได้เปรียบของเชียงรายคือมีฐานสินค้าอัตลักษณ์จำนวนมาก มีสถาบันการศึกษาที่ทำงานเชิงพื้นที่ มีหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานเกษตรสนับสนุน และมีตัวอย่าง GI ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว แต่ความท้าทายคือการทำให้ทุกองค์ประกอบเหล่านี้เชื่อมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิจัย การผลิตเมล็ดพันธุ์ การรับรองมาตรฐาน การแปรรูป การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเปิดตลาด หากทำได้ จังหวัดจะไม่ได้เพียงมีสินค้าเด่นรายตัว แต่จะมี “ระบบนิเวศเศรษฐกิจเกษตรมูลค่าสูง” ที่ทำให้การพัฒนาขยายผลได้เองโดยไม่ต้องรอแรงกระตุ้นเฉพาะช่วงกิจกรรม นี่คือจุดชี้ขาดว่าการขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นเพียงกระแสระยะสั้น หรือกลายเป็นการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

บทสรุป

สาระสำคัญของ CHIANG RAI VALUE UP จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนบูธหรือความคึกคักของงาน แต่อยู่ที่การทำให้เห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้างเส้นทางใหม่ให้สินค้าเกษตรของตัวเองอย่างเป็นระบบ เส้นทางนั้นเริ่มจากการยอมรับความจริงว่า จังหวัดไม่อาจแข่งด้วยปริมาณเพียงอย่างเดียวในโลกที่ตลาดให้ค่ากับคุณภาพ แหล่งกำเนิด มาตรฐาน และเรื่องเล่าของสินค้า จากนั้นจึงต่อยอดด้วยทุนวิจัย เมล็ดพันธุ์คุณภาพ มาตรฐาน GI งานแปรรูป และความร่วมมือข้ามหน่วยงาน เมื่อมองรวมกันทั้งหมด งานครั้งนี้จึงเหมือนการวางชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์หลายชิ้นลงบนโต๊ะให้เห็นพร้อมกัน ว่าเกษตรเชียงรายจะขยับจากรายได้เดิมไปสู่รายได้ใหม่ได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที แต่ทิศทางได้ถูกประกาศชัดแล้วว่า จังหวัดกำลังเดินไปทาง การเพิ่มมูลค่าจากอัตลักษณ์และนวัตกรรม มากกว่าการวิ่งไล่ปริมาณอย่างเดียว และหากกลไกนี้เดินต่อได้จริง คนที่ควรได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจเชียงรายทั้งจังหวัด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
  • สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมการข้าว
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ผู้ว่าฯ เชียงรายนำทัพ ดันสินค้า GI ขึ้นแท่นเศรษฐกิจใหม่ หนุนเกษตรกรยั่งยืน

เชียงรายจัดสภากาแฟกระชับความร่วมมือภาครัฐ – ปล่อยคาราวานผลไม้และสินค้า GI ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงราย, 26 มิถุนายน 2568 – จังหวัดเชียงรายเดินหน้าสร้างบรรยากาศความร่วมมือระหว่างภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 7 ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ ตลาดล้านเมือง ตำบลสันทราย อำเภอเมืองเชียงราย โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพหลัก ภายใต้แนวคิดเสริมสร้างเครือข่ายภาครัฐเพื่อพัฒนาจังหวัด พร้อมทั้งเปิดตัว “คาราวานผลไม้และสินค้า GI ของดีจังหวัดเชียงราย” เพื่อขับเคลื่อนสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ

เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายภาครัฐ – เวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อราชการ

กิจกรรมสภากาแฟในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนางสินีนาฏ ทองสุข นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่จากหลากหลายหน่วยงานเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศของงานเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนข้อราชการ ข้อมูลสถานการณ์สำคัญในพื้นที่ และแสวงหาแนวทางความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติ

ในงานมีการจัดบูธประชาสัมพันธ์ผลงานและข้อมูลสำคัญจากแต่ละหน่วยงาน อาทิ บริการให้ความรู้ทางการเงิน การส่งเสริมการค้าภายในประเทศ แนวทางการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงข้อมูลความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงราย

เปิดตัว “คาราวานผลไม้และสินค้า GI” – ภูมิปัญญาเกษตรกรเชียงรายสู่ตลาดสากล

ไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้คือการปล่อย “คาราวานผลไม้และสินค้า GI ของดีจังหวัดเชียงราย” นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะผู้บริหาร ซึ่งเป็นการรวมรวบผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าคุณภาพที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น ส้มโอเวียงแก่น สับปะรดภูแล ลำไย และเงาะ พร้อมทั้งนำเสนอผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่อย่าง “ทุเรียนถิ่นหนาวเชียงราย” ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การปล่อยคาราวานในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของสินค้าเกษตรเชียงรายในฐานะสินค้า GI ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มในตลาดสินค้าเกษตร โดยจังหวัดได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบการ พร้อมกระตุ้นการบริโภคสินค้าในประเทศและผลักดันให้เกิดการกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชน

นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า “การปล่อยคาราวานผลไม้และสินค้า GI ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นแล้ว ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สร้างโอกาสใหม่–ขยายผลต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

กิจกรรมสภากาแฟในครั้งนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัดเชียงรายนำเสนอข้อคิดเห็นและแผนงานในอนาคต เช่น การขยายช่องทางการตลาด การสนับสนุนนวัตกรรมเกษตรแปรรูป และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าท้องถิ่นในระดับประเทศและนานาชาติ นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้เชิญชวนประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันสนับสนุนสินค้าเกษตรของจังหวัด ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับกิจกรรม “สภากาแฟ” ครั้งที่ 8 ซึ่งจะจัดขึ้นในครั้งถัดไป จังหวัดเชียงรายได้กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงยุติธรรม เป็นเจ้าภาพหลักในการสานต่อเป้าหมายการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์ผลลัพธ์–โอกาสต่อยอดสินค้า GI สู่อนาคต

จากความสำเร็จของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของจังหวัดเชียงรายในการขับเคลื่อนสินค้าคุณภาพสู่ตลาดภายในและต่างประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนในทุกมิติ ทั้งด้านความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายการตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ผ่านมาตรฐาน GI เสริมศักยภาพเกษตรกร

ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” กับการประชุมพิจารณาคุณภาพและแหล่งผลิต ปี 2568

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2568 ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย นายเสน่ห์ แสงคำ เกษตรจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพิจารณาคำขอ ตรวจสอบกระบวนการผลิต ควบคุมคุณภาพสินค้า และแหล่งที่มาของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ครั้งที่ 1/2568 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงรายเข้าร่วมประชุมอย่างคึกคัก

พิจารณาคำขอการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ในที่ประชุมมีการพิจารณาคำขอจากสมาชิกผู้ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” จำนวน 74 ราย โดยคณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายมีมาตรฐานตรงตามที่กำหนด และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างโปร่งใส

จากผลการตรวจสอบ พบว่าเมล็ดพันธุ์ที่ใช้เพาะปลูกเป็นพันธุ์ ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 8974 เชียงราย ที่มีแหล่งที่มาถูกต้อง ชัดเจน พร้อมการจดบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ โดยคณะกรรมการตรวจประเมินแปลงเกษตรกรให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด

สถิติการขอต่ออายุและขึ้นทะเบียนสินค้า GI

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 มีผู้ขอต่ออายุสินค้า GI จำนวน 31 ราย และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีผู้ขอต่ออายุจำนวน 9 ราย พร้อมทั้งมีผู้ขอขึ้นทะเบียนใหม่จำนวน 34 ราย รวมทั้งหมด 43 ราย ซึ่งสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้ผลิตที่มุ่งมั่นรักษาคุณภาพสินค้าและภาพลักษณ์ที่ดีของ ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย”

การส่งเสริมและผลักดันสินค้า GI ระดับจังหวัด

จังหวัดเชียงรายยังคงมุ่งมั่นผลักดัน “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ให้เป็นสินค้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยคุณภาพและมาตรฐานที่โดดเด่น โดยเฉพาะการเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่จัน อำเภอแม่สาย อำเภอเชียงแสน และอำเภอพาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกพันธุ์ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 8974

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กับความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น

การที่ “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ได้รับสถานะ GI ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แต่ยังเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่รักษามาตรฐานการผลิตอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

สรุป

การประชุมพิจารณาคุณภาพ “ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย” ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมสินค้าเกษตรพื้นเมืองของเชียงรายให้ก้าวสู่ตลาดที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรักษาความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของข้าวเหนียวเขี้ยวงู ที่เป็นทั้งสมบัติทางภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาของท้องถิ่น

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE