Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงแสนปลุกมรดกเรือยาว 22 ฝีพาย รับศึกสายน้ำโขงช่วงสงกรานต์ ชู Soft Power วัฒนธรรมขับเคลื่อนจังหวัด

เชียงแสนปลุกมรดกสายน้ำ บูรณะเรือประเพณีรับศึก 22 ฝีพาย ท่ามกลางแรงส่งเศรษฐกิจและเทศกาลมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน

เชียงราย,30 มีนาคม 2569 – เมืองเก่าริมโขงที่ยังหายใจผ่านสายน้ำ ในห้วงเวลาที่หลายเมืองกำลังแสวงหาจุดขายใหม่เพื่อดึงดูดผู้คนกลับเข้าสู่พื้นที่ เชียงแสนกลับเลือกหยิบสิ่งเก่าที่มีรากลึกที่สุดของตัวเองขึ้นมาเป็นหัวใจของการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ นั่นคือ “สายน้ำ” และวัฒนธรรมที่เติบโตมาพร้อมแม่น้ำโขง เมืองเก่าแห่งนี้ไม่ใช่เพียงอำเภอชายแดนธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ การค้า ความเชื่อ และวิถีชีวิตเคยไหลมาบรรจบกันอย่างแนบแน่น การแข่งขันเรือยาวจึงไม่เคยเป็นแค่เกมกีฬา หากเป็นพิธีกรรมทางสังคมที่ทำหน้าที่เชื่อมผู้คนหลายรุ่นเข้ากับภูมิประเทศและความทรงจำของบ้านเมือง ข้อมูลจากระบบแผนที่วัฒนธรรมของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมระบุชัดว่า เชียงแสนมีประเพณีแข่งเรือทั้งในคูเมืองและในแม่น้ำโขง โดยเรียกขานอยู่ในตำนานพื้นเมืองว่า “เถี่ยงเรือ” ซึ่งอยู่คู่กับเมืองมาอย่างยาวนาน

เมื่อเข้าสู่ปี 2569 ประเพณีดังกล่าวกำลังถูกยกขึ้นมาอยู่ในใจกลางของเทศกาลใหญ่ระดับจังหวัดอย่าง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน โดยมีการแข่งขันเรือพายประเภท 22 ฝีพายเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักช่วงวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ริมลำน้ำโขง รายละเอียดที่เผยแพร่โดยสื่อท้องถิ่นและช่องทางประชาสัมพันธ์ของผู้จัดชี้ตรงกันว่า งานปีนี้ถูกวางให้เป็นทั้งเวทีประเพณีและเวทีท่องเที่ยว มีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ และกิจกรรมตลาดท้องถิ่นที่กระจายตัวทั่วเมืองเชียงแสน

จากคูเมืองสู่แม่น้ำโขง ความต่างของเรือคือความต่างของวิถีชีวิต

เสน่ห์ของเชียงแสนอยู่ตรงที่เมืองนี้ไม่ได้มีการแข่งเรืออยู่เพียงรูปแบบเดียว แหล่งข้อมูลวัฒนธรรมของรัฐอธิบายไว้อย่างละเอียดว่า การแข่งเรือในคูเมืองเชียงแสนบริเวณวัดป่าสักหางเวียงเป็นอีกสายธารหนึ่งของประเพณี ใช้เรือขนาดเล็ก ท้องเรือตื้น และใช้ฝีพายเพียง 7 คน ต่างจากเรือที่ลงแข่งในแม่น้ำโขงซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ลึกกว่า และใช้ฝีพายจำนวนมากเพื่อรับมือกับกระแสน้ำที่แรงกว่า กิจกรรมในคูเมืองยังถูกใช้เป็นกุศโลบายสร้างความสามัคคีในหมู่เยาวชน ขณะที่การแข่งในแม่น้ำโขงมีลักษณะเป็นงานประเพณีระดับเมืองและระดับภูมิภาคมากกว่า

ความต่างนี้สำคัญมากต่อการทำความเข้าใจการแข่งขัน 22 ฝีพายในปีนี้ เพราะมันชี้ให้เห็นว่า เรือที่จะลงสายน้ำโขงไม่อาจถูกเตรียมแบบเดียวกับเรือในแหล่งน้ำตื้นหรือสนามปิดได้ ตัวเรือต้องรับแรงต้านกระแสน้ำที่มากกว่า ต้องรักษาสมดุลให้มั่นคงเมื่อฝีพายออกแรงพร้อมกัน และต้องควบคุมทิศทางให้แม่นยำในสนามธรรมชาติที่แปรผันตลอดเวลา แม้เอกสารสาธารณะจะไม่ได้ลงรายละเอียดการซ่อมเรือแต่ละลำเป็นรายช่างรายวัสดุ แต่หากอ้างอิงจากลักษณะเรือแม่น้ำโขงที่มีขนาดใหญ่และลึกกว่าตามข้อมูลวัฒนธรรม ย่อมอนุมานได้ว่า การบูรณะเรือในปีนี้ไม่ใช่เพียงการซ่อมความสวยงาม หากเป็นการเตรียม “สถาปัตยกรรมนาวา” ให้พร้อมรับแรงจริงในแม่น้ำจริง ซึ่งเป็นหัวใจของการแข่งขันทั้งหมด

การบูรณะเรือไม่ใช่แค่ซ่อมไม้ แต่คือการรักษาความทรงจำของชุมชน

ในทุกฤดูกาลแข่งขัน สิ่งที่ผู้ชมมักเห็นคือช่วงเวลาที่เรือพุ่งทะยานจากจุดปล่อยไปสู่เส้นชัย แต่สิ่งที่มักถูกมองไม่เห็นคือช่วงเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนหน้านั้น ที่ช่าง ชุมชน และคนในทีมต้องลงแรงร่วมกันฟื้นเรือขึ้นมาใหม่ งานซ่อมเรือประเพณีในเมืองริมน้ำเช่นเชียงแสนจึงมีความหมายสองชั้น ชั้นแรกคือการซ่อมเครื่องมือสำหรับการแข่งขัน ชั้นที่สองคือการรักษาวัตถุทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต เพราะเรือหนึ่งลำไม่ได้เป็นแค่ทรัพย์สินของทีม แต่เป็นสัญลักษณ์ของบ้าน ของหมู่ และของสายสัมพันธ์ที่คนในพื้นที่มีต่อแม่น้ำโขงมาหลายชั่วอายุคน

ในบริบทนี้ การบูรณะเรือจึงมักเป็นกระบวนการที่ช่างพื้นถิ่นต้องใช้ทั้งประสบการณ์และความละเอียด ตั้งแต่ตรวจสภาพแนวไม้ การรัดตัวเรือให้ได้รูปเดิม การอุดรอยต่อให้แน่นหนา และการเตรียมพื้นผิวให้พร้อมกับการลงน้ำจริง แม้ข้อมูลสาธารณะจะไม่ได้เผยเอกสารเทคนิคของทีมเรือเชียงแสนปี 2569 แบบลงลึก แต่โครงสร้างของประเพณีแข่งเรือเชียงแสนที่ดำรงอยู่มาอย่างต่อเนื่อง และการที่กิจกรรมนี้ยังถูกยกขึ้นเป็นไฮไลต์ของงานมหาสงกรานต์ระดับจังหวัด ก็สะท้อนว่าชุมชนยังให้คุณค่ากับขั้นตอนเบื้องหลังเหล่านี้อย่างสูง เพราะหากไม่มีการเตรียมเรือที่ดี ประเพณีที่ผู้คนเห็นบนผิวน้ำก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์

กติกากีฬาและประเพณีต้องเดินไปด้วยกัน

เมื่อการแข่งขันเรือยาวประเพณีถูกยกขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลใหญ่และต้องต้อนรับคนดูจากหลายพื้นที่ มิติของ “มาตรฐาน” จึงมีความสำคัญมากขึ้น เอกสารระเบียบของสมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย แม้จะไม่ใช่ระเบียบเฉพาะของงานเชียงแสนปี 2569 โดยตรง แต่สะท้อนกรอบมาตรฐานกลางของการแข่งขันเรือยาวในไทยได้ค่อนข้างชัด ไม่ว่าจะเป็นการจัดสนาม 4 ลู่ การใช้ระยะ 250 เมตรและ 500 เมตร การมีเรือหรือทุ่นแพสำหรับจุดปล่อย ตลอดจนข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัตินักกีฬาที่ต้องมีสัญชาติไทย ลงแข่งขันได้ทีมเดียวประเภทเดียว และต้องมีสภาพร่างกายแข็งแรงพร้อมว่ายน้ำได้

กรอบมาตรฐานเช่นนี้มีความหมายมากกว่ากติกาการแข่ง เพราะมันทำให้ประเพณีสามารถอยู่ร่วมกับระบบกีฬาสมัยใหม่ได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง การที่การแข่งขันเรือพายในเชียงแสนยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เพราะมันไม่ได้ยึดติดกับภาพงานบุญแบบไร้ระบบเท่านั้น แต่พยายามรักษาความยุติธรรม ความปลอดภัย และความชัดเจนในการแข่งขันไปพร้อมกัน สำหรับผู้ชม นี่คือความตื่นเต้นของกีฬา สำหรับชุมชน นี่คือเกียรติภูมิของทีมและบ้านเกิด และสำหรับผู้จัดงาน นี่คือเครื่องยืนยันว่าการอนุรักษ์ประเพณีสามารถยกระดับไปสู่มาตรฐานที่ร่วมสมัยได้โดยไม่ต้องละทิ้งรากเหง้าดั้งเดิม

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เวทีใหญ่ที่ทำให้เรือยาวมีความหมายมากกว่าการแข่ง

การจัดการแข่งขันเรือพาย 22 ฝีพายในปีนี้มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากอยู่ภายใต้ร่มของเทศกาล “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งข้อมูลจากเชียงรายโฟกัสและการเผยแพร่ของผู้จัดระบุไว้ชัดว่า จะมีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำ หอคอยน้ำ แลนด์มาร์กกิจกรรม และการคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยแสงสี นั่นหมายความว่าเรือยาวไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในงาน แต่เป็นหนึ่งใน “ภาพจำหลัก” ที่เชื่อมเมืองเก่าเข้ากับเทศกาลใหม่ และเชื่อมวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมนี้ การแข่งขันเรือยาวจึงมีบทบาทเหมือนแกนกลางทางสัญลักษณ์ของงาน เพราะไม่มีอะไรสะท้อนเชียงแสนได้ชัดเท่ากับสายน้ำโขงและวิถีคนที่อยู่กับมันมาแต่เดิม ขบวนแห่ แสงสีเสียง หรือเวทีคอนเสิร์ตอาจสร้างความคึกคักได้มาก แต่เรือยาวคือสิ่งที่ทำให้เมืองยังมีเสียงของตัวเองอยู่ การวางกิจกรรมนี้ไว้วันที่ 17 ถึง 18 เมษายน ซึ่งเป็นช่วงปลายของเทศกาล ยังสะท้อนการออกแบบจังหวะงานให้มีแรงดึงต่อเนื่อง ไม่ให้การเล่นน้ำจบลงแค่ช่วงต้นสงกรานต์ แต่ต่อยอดไปสู่กิจกรรมกีฬาวัฒนธรรมที่ยืดอายุการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่ออกไปอีกหลายวัน

เรือยาวหนึ่งลำพาเงินหมุนมากกว่าที่เห็นจากริมฝั่ง

ในเชิงเศรษฐกิจ การแข่งขันเรือพายแบบประเพณีมักถูกมองเป็นกิจกรรมชุมชน แต่เมื่อมันถูกผูกเข้ากับเทศกาลระดับจังหวัด ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะขยายออกไปไกลกว่าค่ารางวัลหรือจำนวนผู้ชมริมฝั่งเพียงอย่างเดียว เพราะหนึ่งการแข่งขันหมายถึงการเคลื่อนไหวของคนหลายชุดพร้อมกัน ทั้งทีมเรือ ช่างซ่อมเรือ คนทำอุปกรณ์ ร้านอาหาร ผู้ค้าตลาดนัด รถรับจ้าง ที่พัก และร้านค้าท้องถิ่นที่รองรับผู้มาเยือน ข้อมูลประชาสัมพันธ์ของงานมหาสงกรานต์ปีนี้เองก็เน้นชัดเรื่องโซน Local Market และการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น สะท้อนว่าผู้จัดมองรายได้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายหลัก ไม่ใช่ผลพลอยได้หลังงานจบ

เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงว่าเชียงรายในเวลาเดียวกันกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเดินทางและค่าฝุ่นสูง การที่เทศกาลหนึ่งงานสามารถดึงคนเข้าพื้นที่ได้หลายวัน ย่อมเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ต้องพึ่งรายได้ตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารริมทาง คนขายเครื่องดื่ม ร้านของที่ระลึก หรือชาวบ้านที่นำสินค้าชุมชนมาวางขายในช่วงงาน ประเพณีเรือยาวจึงไม่ได้เป็นเพียงการอนุรักษ์สิ่งเก่า แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มรดกเก่าทำงานทางเศรษฐกิจในโลกปัจจุบัน โดยไม่ต้องถูกแปลงจนสูญเสียความหมายดั้งเดิม

เชียงรายกำลังคิดเรื่องการเดินทางและการท่องเที่ยวควบคู่กัน

น่าสนใจว่าในจังหวะเดียวกับการเตรียมเทศกาลใหญ่ อบจ.เชียงรายกลับกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของบริการรถรับส่งประชาชนหรือรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าภายในจังหวัด นี่ไม่ใช่รายละเอียดที่แยกขาดจากเรื่องเรือยาว แต่เป็นสัญญาณว่าเชียงรายกำลังพยายามคิด “ระบบรองรับ” ให้การท่องเที่ยวและการใช้ชีวิตเดินไปด้วยกัน ข้อมูลทางการของ อบจ.เชียงรายระบุชัดว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคือง และเชื่อมกับนโยบายอากาศสะอาดผ่านการลดควันจากรถยนต์ด้วย

เมื่อมองคู่กับสถานการณ์จริงของจังหวัด ข้อความนั้นมีน้ำหนักขึ้นทันที เพราะกระทรวงพลังงานยืนยันว่าประเทศไทยแม้ยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่ก็เผชิญภาวะตึงตัวด้านการกระจายเชื้อเพลิงในบางช่วง ขณะที่ค่าฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ยังเกินมาตรฐานหลายจุดในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน หากเทศกาลสงกรานต์จะดึงคนจำนวนมากเข้าพื้นที่จริง คำถามเรื่องการเดินทางที่เข้าถึงได้ ปลอดภัย และไม่ซ้ำเติมมลพิษจึงกลายเป็นโจทย์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การศึกษาเรื่องรถรับส่งในระดับจังหวัดจึงอาจถูกมองได้ว่าเป็นอีกด้านหนึ่งของยุทธศาสตร์เดียวกันกับการจัดมหาสงกรานต์ นั่นคือทำอย่างไรให้คนเดินทางมาได้ และทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ไม่แบกต้นทุนหนักเกินไปจากการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ประเพณีจะอยู่รอดได้ ต้องไม่ถูกแช่แข็ง

บทเรียนสำคัญจากเชียงแสนในปีนี้ คือประเพณีจะอยู่รอดไม่ได้หากถูกวางไว้ในตู้โชว์เพียงอย่างเดียว การแข่งขันเรือยาวที่ยังมีผู้คนซ่อมเรือ ฝึกฝีพาย และรอวันลงน้ำ คือหลักฐานว่ามรดกวัฒนธรรมยังมีชีวิต เพราะมันยังทำหน้าที่อยู่ในสังคมจริง ทั้งหน้าที่ด้านความเชื่อ การรวมคน การสร้างศักดิ์ศรีชุมชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานราก ในทางกลับกัน หากประเพณีถูกทำให้เป็นเพียงฉากหลังสำหรับถ่ายภาพโดยขาดคนสืบทอด ขาดการซ่อมบำรุง ขาดเวทีแข่งขัน และขาดประโยชน์ที่คืนกลับสู่ชุมชนจริง มรดกนั้นก็จะเหลือเพียงชื่อเรียก ไม่ใช่พลังของบ้านเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนจึงน่าจับตามอง เพราะเมืองนี้กำลังพยายามหาสมดุลระหว่างการรักษาเนื้อแท้ของประเพณีกับการเปิดพื้นที่ให้ประเพณีนั้นทำงานในเศรษฐกิจร่วมสมัย งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินอาจถูกมองว่าเป็นงานใหญ่ด้านท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็คือสนามทดสอบสำคัญว่าชุมชนท้องถิ่นจะสามารถนำรากเหง้าของตัวเองมาสื่อสารกับโลกใหม่ได้ดีเพียงใด และเรือพาย 22 ฝีพายก็คือหนึ่งในคำตอบที่ชัดที่สุดของเชียงแสนในปี 2569 นี้

บทสรุป

เมื่อถึงวันแข่งขันจริง สิ่งที่ผู้คนจะเห็นอาจเป็นเพียงเรือไม้ลำยาวที่พุ่งฝ่ากระแสน้ำไปข้างหน้า ท่ามกลางเสียงเชียร์และบรรยากาศเทศกาล แต่เบื้องหลังภาพนั้น คือชั้นความหมายจำนวนมากที่ซ้อนกันอยู่ ทั้งประวัติศาสตร์ของเมืองเก่า การสืบทอดภูมิปัญญาชุมชน มาตรฐานของการแข่งขันสมัยใหม่ และความพยายามของท้องถิ่นในการใช้วัฒนธรรมเป็นพลังขับเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเผชิญทั้งต้นทุนชีวิตและปัญหาสิ่งแวดล้อม

เรือยาว 22 ฝีพายของเชียงแสนจึงไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมหนึ่งในปฏิทินสงกรานต์ หากเป็นภาพแทนของคำถามใหญ่ที่หลายเมืองในไทยกำลังเผชิญเหมือนกัน คือจะรักษาของเดิมอย่างไรไม่ให้หยุดนิ่ง และจะพัฒนาของใหม่อย่างไรไม่ให้ตัดขาดจากรากเดิม สำหรับเชียงแสน คำตอบในปี 2569 ดูจะยังอยู่บนสายน้ำโขงเหมือนเดิม เพียงแต่ปีนี้ สายน้ำเส้นนั้นไม่ได้ไหลผ่านประเพณีเท่านั้น แต่กำลังไหลผ่านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอนาคตของทั้งเมืองไปพร้อมกันด้วย

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
  • สมาคมกีฬาเรือพายแห่งประเทศไทย
  • กระทรวงพลังงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อบจ.เชียงรายขยับยุทธศาสตร์สองด้าน: ลุยรถรับส่งสาธารณะช่วยคนจน ควบคู่เปิดมหาสงกรานต์เชียงแสนกระตุ้นท่องเที่ยว

เชียงรายขยับสองแนวรบ ศึกษารถรับส่งฟรีบรรเทาค่าครองชีพ ควบคู่เร่งมหาสงกรานต์เชียงแสนหวังพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากด้านเดียว ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ บรรยากาศของเชียงรายไม่ได้มีเพียงความคาดหวังต่อเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามาเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยแรงกดดันหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งต้นทุนการเดินทางที่เปราะบางจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ความกังวลเรื่องการจัดหาน้ำมันในบางช่วงเวลา และวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังปกคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดจนกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในช่วงวันที่ 25 ถึง 28 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการประชุมราชการทั่วไป เพราะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามตอบโจทย์สองเรื่องใหญ่ไปพร้อมกัน นั่นคือการลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน และการพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวและกิจกรรมวัฒนธรรมช่วงเทศกาลใหญ่ของปี

ความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับนายปรศักดิ์ งามสมภาค พลังงานจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ และสำนักปลัด อบจ.เชียงราย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหารถยนต์หรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการรับส่งประชาชนภายในจังหวัด ข้อความที่เผยแพร่โดยเพจทางการของ อบจ.เชียงราย วางน้ำหนักของการหารือครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกรอบการทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่ทำให้ประเด็น “รถรับส่งฟรีทั่วเชียงราย” กลายเป็นเรื่องที่สังคมสนใจทันที เพราะแตะทั้งเรื่องปากท้อง การเดินทาง และคุณภาพชีวิตพร้อมกันในคราวเดียว

แนวคิดช่วยประชาชนที่ยังอยู่ในชั้นศึกษา แต่สะท้อนโจทย์จริงของจังหวัด

แม้ถ้อยคำในโลกออนไลน์จะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนว่าเชียงรายกำลังจะมีบริการรถรับส่งฟรีทั่วจังหวัดในเร็ววัน แต่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเวลานี้ยังอยู่ที่ระดับการ “ศึกษาความเป็นไปได้” เท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการหรือเปิดบริการอย่างเป็นทางการทั่วทั้งจังหวัด ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะการจะขยับจากแนวคิดไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดจริง จำเป็นต้องผ่านคำถามใหญ่หลายข้อ ทั้งเรื่องระเบียบงบประมาณ ประเภทของรถ เส้นทางการให้บริการ ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งต่างจากการจัดบริการเฉพาะจุดหรือเฉพาะเขตเทศบาลอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การที่ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเลือกดึงพลังงานจังหวัดเข้ามาหารือตั้งแต่ต้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงมาตรการช่วยเฉพาะหน้า แต่พยายามเชื่อมไปถึงโครงสร้างพลังงานและการขนส่งในอนาคตด้วย หากจังหวัดจะเดินหน้าระบบรถรับส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจริง ความร่วมมือกับหน่วยงานพลังงานย่อมมีความสำคัญ ทั้งในมิติของต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งชาร์จไฟ และความเหมาะสมกับภูมิประเทศของเชียงรายที่มีทั้งตัวเมือง พื้นที่ราบ และเส้นทางขึ้นลงภูเขาหลายอำเภอ การตั้งต้นแบบนี้จึงสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังมองเกินกว่าการแก้ปัญหารถแพงในเดือนนี้ ไปสู่คำถามว่าระบบเดินทางของคนเชียงรายควรมีหน้าตาแบบใดในอีกหลายปีข้างหน้า

น้ำมันยังไม่ขาดทั้งประเทศ แต่แรงกดดันเรื่องต้นทุนมีอยู่จริง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากบริบทพลังงานที่ตึงตัวในช่วงต้นเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานยืนยันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และยังคงมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชนและพฤติกรรมเร่งเติมน้ำมัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้าในบางช่วงเวลา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจ ป้องกันการกักตุน และเร่งจัดส่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอโดยเร็ว

จากนั้นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังประกาศแนวทางทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ โดยกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อประคองเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้รัฐยังพยายามตรึงไม่ให้ราคาพุ่งเร็วเกินไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนใช้รถในต่างจังหวัดซึ่งต้องเดินทางไกลและพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก ย่อมรับรู้แรงกดดันเรื่องต้นทุนได้ชัดเจนกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อยจึงอาจมีผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายครัวเรือน ค่าขนส่งสินค้า และความถี่ของการเดินทางข้ามอำเภอในชีวิตจริงของประชาชนทันที

เมื่อฝุ่นพิษทำให้คำว่ารถสาธารณะมีความหมายมากกว่าเรื่องประหยัดเงิน

แต่ถ้ามองเฉพาะมิติของน้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เห็นแนวคิดนี้ไม่ครบ เพราะอีกด้านหนึ่ง เชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 41.5 ถึง 193.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในจังหวัดเชียงรายพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจนที่ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย 81.0 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 154.6 และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 140.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่กำหนดไม่เกิน 37.5 อย่างมาก

ในภาวะเช่นนี้ แนวคิดเรื่องรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าเดินทาง แต่โยงตรงไปถึงภาพใหญ่ของการลดมลพิษจากภาคคมนาคม แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาฝุ่นของภาคเหนือมีต้นตอหลักจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และหมอกควันข้ามแดน แต่การลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ในเขตเมืองและเส้นทางสาธารณะก็ยังเป็นหนึ่งในมาตรการที่ท้องถิ่นสามารถทำได้เองภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ เมื่อ อบจ.เชียงรายระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดควันพิษจากท่อไอเสียได้โดยตรง จึงเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับข้อมูลคุณภาพอากาศของจังหวัดในเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างจากตัวเมืองเชียงรายทำให้แนวคิดนี้จับต้องได้มากขึ้น

ความน่าสนใจอีกประการ คือแนวคิดช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบขนส่งไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด เพราะในเขตเมืองเชียงรายได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว เทศบาลนครเชียงรายเปิดบริการรถโค้ชรับส่งประชาชนฟรีตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายช่วงน้ำมันแพง โดยประกาศให้บริการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย แม้บริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในเขตเทศบาลและมุ่งตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นในเมืองเป็นหลัก แต่ก็สะท้อนว่าเครื่องมือประเภทนี้สามารถถูกใช้ในฐานะมาตรการบรรเทาค่าครองชีพได้จริงในระดับพื้นที่

กรณีของเทศบาลนครเชียงรายจึงอาจกลายเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ อบจ.เชียงรายหยิบไปพิจารณาต่อในระดับจังหวัดได้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประชาชนตอบสนองต่อบริการลักษณะนี้ในช่วงน้ำมันแพงจริง เรื่องที่สองคือ หากจะขยายจากเขตเมืองไปสู่พื้นที่รอบปริมณฑลและต่างอำเภอ ระบบก็ย่อมต้องซับซ้อนขึ้นหลายเท่า ทั้งเรื่องระยะทาง ตารางเดินรถ สถานีชาร์จไฟ ความคุ้มค่าทางงบประมาณ และการจัดลำดับพื้นที่นำร่องก่อนหลัง ความยากในทางปฏิบัติจึงยังมีอยู่มาก แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ไร้ฐานเสียทีเดียว เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าแนวทางช่วยเหลือแบบนี้เริ่มลงมือได้จริงในระดับเทศบาล

ขณะเดียวกัน อบจ.เชียงรายกำลังเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านมหาสงกรานต์เชียงแสน

หากการหารือเรื่องรถรับส่งสะท้อนความพยายามลดภาระชีวิตประจำวัน อีกฟากหนึ่งของการขยับตัวของ อบจ.เชียงรายก็สะท้อนความพยายามพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทั้ง 7 แห่งเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานให้พร้อมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวก และการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

น้ำหนักของการประชุมครั้งนั้นไม่ได้อยู่เพียงการจัดกิจกรรมประเพณีให้เป็นไปตามปฏิทิน หากแต่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังวางงานสงกรานต์เชียงแสนให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะสำคัญของปี เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสื่อท้องถิ่นอย่างเชียงรายโฟกัสต่างขึ้นข้อมูลตรงกันว่า งานนี้มีกำหนดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 และถูกสื่อสารในฐานะกิจกรรมสำคัญของ Soft Power เชียงราย ที่จะดึงคนเข้ามา “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ผ่านการเล่นน้ำ การชมแสงสี และการสัมผัสเสน่ห์เมืองโบราณริมโขงไปพร้อมกัน

จากอุโมงค์น้ำถึงเวทีสามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสนกำลังถูกปั้นให้เป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์

รายละเอียดของงานที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ บอกชัดว่านี่ไม่ใช่งานสงกรานต์ขนาดเล็กในระดับชุมชนทั่วไป เพราะไฮไลต์ที่ประกาศไว้มีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน การประกวดเทพีหรือนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำเล่นคลายร้อน หอคอยน้ำ แสงสีเสียง และการคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยกิจกรรมกลางวันและกลางคืนอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงแสนกำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร ที่ผสานทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความบันเทิงร่วมสมัย เพื่อดึงทั้งนักท่องเที่ยวสายครอบครัว สายวัฒนธรรม และสายกิจกรรมเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ที่สำคัญ งานนี้ยังเชื่อมกับกิจกรรมบนลำน้ำโขงโดยตรง เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนประกาศจัดการแข่งขันเรือพายประเภท 22 ฝีพาย ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน 2569 บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ซึ่งไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีแม่น้ำโขงและดึงคนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมในเมืองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อมองรวมกับตลาดท้องถิ่นและกิจกรรมแสงสีเสียงที่ประกาศไว้ งานนี้จึงมีศักยภาพจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ขายอาหาร ผู้ให้บริการท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่โดยรอบได้ไม่น้อย หากการบริหารจัดการทำได้ตามแผนที่วางไว้

ภาพ : หญิง รฐา โพธิ์งาม/จันจิ จันจิรา/"ซ้อการ์ด" ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนพร

กระแสวัฒนธรรมไทยกำลังกลับมา และเชียงรายพยายามอ่านเกมนี้ให้ทัน

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวของเชียงรายน่าสนใจ คือจังหวะของกระแสวัฒนธรรมไทยในระดับประเทศที่กำลังฟื้นตัวและปรับรูปแบบใหม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สยามพารากอน ขณะที่สื่อเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์รายงานตรงกันว่า กระแสถือดอกบัวถ่ายรูปบริเวณสะพานพุทธในกรุงเทพฯ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และส่งผลต่อยอดขายดอกบัวในปากคลองตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ประสบการณ์วัฒนธรรม” กำลังไม่ใช่เรื่องเฉพาะพิธีการอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองที่พร้อมแปลงวัฒนธรรมให้เป็นภาพจำ การแต่งกาย และกิจกรรมเช็กอินรูปแบบใหม่

ในแง่นี้ การที่เชียงรายเร่งปั้นมหาสงกรานต์เชียงแสนให้มีทั้งแลนด์มาร์ก อุโมงค์น้ำ เวทีแสงสีเสียง และกิจกรรมแม่น้ำโขง จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานประเพณีตามฤดูกาล แต่เป็นการพยายามวางตำแหน่งจังหวัดให้ทันกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่กำลังเติบโตทั่วประเทศ และเมื่ออ่านควบคู่กับแนวคิดเรื่องรถรับส่งสาธารณะ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามดูทั้ง “การเข้าถึง” และ “เหตุผลในการเดินทาง” ไปพร้อมกัน กล่าวคือจะทำอย่างไรให้คนเดินทางได้สะดวกขึ้นในภาวะต้นทุนสูง และจะทำอย่างไรให้การเดินทางนั้นคุ้มค่าพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายกลับคืนสู่จังหวัด

สองแนวรบนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังพยายามตอบโจทย์เดียวกันคนละวิธี

เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินนโยบายสองแนวรบในเวลาเดียวกัน แนวรบแรกคือการประคองชีวิตประจำวันของประชาชนท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ ผ่านการศึกษาระบบรถรับส่งหรือรถไฟฟ้าสาธารณะ และการผลักให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการประหยัดพลังงานมากขึ้น แนวรบที่สองคือการเร่งสร้างแรงขับทางเศรษฐกิจผ่านเทศกาลสงกรานต์ขนาดใหญ่ในเชียงแสน ที่หวังดึงนักท่องเที่ยว เม็ดเงิน และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดในช่วงเวลาที่ทั้งภาคธุรกิจและชุมชนต่างต้องการรายได้หมุนเวียนกลับมาอย่างเร่งด่วน

คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าไอเดียของ อบจ.เชียงราย “ดีหรือไม่ดี” หากแต่อยู่ที่มันจะถูกแปลงเป็นระบบที่ทำได้จริงเพียงใด รถรับส่งฟรีระดับจังหวัดจะต้องผ่านข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณอีกมาก ขณะที่งานมหาสงกรานต์เชียงแสนก็ต้องพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมจะกลายเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและชุมชนได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ความเคลื่อนไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้อย่างน้อยก็สะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังไม่รอให้ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเดินทางไหลมาชนทีละเรื่องอีกต่อไป หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบแบบบูรณาการ ที่มองประชาชน ผู้ประกอบการ และภาพอนาคตของจังหวัดให้อยู่ในภาพเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • กระทรวงพลังงาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์สู่การท่องเที่ยว

อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์ชุมชนกับอนาคตการท่องเที่ยวท้องถิ่น

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งบนดอยล้านที่เสียงกลองและชุดประจำเผ่ากลับมามีความหมายอีกครั้ง บนพื้นที่สูงของตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เช้าวันที่ 27 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงอีกวันของชุมชนบนดอยที่อากาศเย็นและลมพัดผ่านลานโรงเรียน หากแต่เป็นวันที่ผู้คนหลายรุ่นในชุมชนลีซูได้กลับมาพบกันภายใต้กรอบของประเพณีปีใหม่ที่มีความหมายลึกกว่าความรื่นเริง เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่เปิดกิจกรรมฟื้นฟู สืบสาน ประเพณีปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซอ หรือ ลีซู ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้าน โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมคณะผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การมารวมตัวกันครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าภาพพิธีเปิดตามปฏิทินงานท้องถิ่น เพราะในพื้นที่อย่างวาวีซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง วัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงของที่เก็บไว้ให้ชม แต่เป็นกลไกที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การแต่งกาย การแสดงพื้นบ้าน พิธีกรรมดั้งเดิม และการพบปะของผู้อาวุโสกับคนรุ่นใหม่ จึงล้วนเป็นองค์ประกอบของการยืนยันว่าอัตลักษณ์ของชุมชนยังคงมีที่ยืนอยู่ในโลกปัจจุบัน ไม่ได้ถูกผลักให้กลายเป็นเพียงของตกแต่งในงานเทศกาลเท่านั้น

การฟื้นฟูที่หมายถึงการพาความทรงจำกลับมาอยู่ในชีวิตจริง

คำว่า “ฟื้นฟู” ในงานนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ได้หมายถึงการจัดงานขึ้นหนึ่งครั้งแล้วจบ หากหมายถึงความพยายามทำให้ประเพณีที่อาจค่อย ๆ ห่างจากชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ได้กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกครั้งอย่างมีศักดิ์ศรี เพจทางการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูและสืบสานประเพณีปีใหม่ของชาติพันธุ์ลีซูในพื้นที่ตำบลวาวี โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมต้อนรับอย่างพร้อมหน้า

ในเชิงสังคม ประเพณีลักษณะนี้ทำหน้าที่มากกว่าการอนุรักษ์พิธีกรรม เพราะเป็นการสร้าง “พื้นที่ร่วม” ให้คนรุ่นเก่าได้ถ่ายทอดความทรงจำและความรู้ทางวัฒนธรรม ส่วนคนรุ่นใหม่ได้สัมผัสว่ารากของตนมีหน้าตาอย่างไรในโลกจริง ยิ่งในยุคที่ชุมชนบนพื้นที่สูงจำนวนมากต้องเผชิญแรงดึงดูดจากเศรษฐกิจสมัยใหม่ การศึกษา และการเคลื่อนย้ายแรงงาน การมีเวทีที่ทำให้คนกลับมามองเห็นคุณค่าของภาษา ชุดแต่งกาย พิธีกรรม และความเชื่อของกลุ่มตน จึงเป็นเสมือนการย้ำเตือนว่าความเปลี่ยนแปลงกับการรักษารากเดิมไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ตรงข้ามกันเสมอไป

วาวีไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวกาแฟ แต่เป็นภูมิทัศน์ของความหลากหลาย

หากจะทำความเข้าใจกิจกรรมนี้ให้ลึกขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านบริบทของตำบลวาวีเองด้วย ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลวาวีระบุชัดว่า พื้นที่แห่งนี้วางวิสัยทัศน์ตัวเองไว้ในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า ขณะเดียวกันข้อมูลท้องถิ่นยังบันทึกด้วยว่าในพื้นที่ดอยช้างของวาวี ชนเผ่าลีซอได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2458 ก่อนที่ต่อมาจะมีชาติพันธุ์อื่นเข้ามาอาศัยร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน

มุมนี้ทำให้เห็นว่าการจัดงานประเพณีปีใหม่ลีซูที่วาวี ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายกลุ่ม และกำลังพยายามพัฒนาตัวเองผ่านทั้งการท่องเที่ยว เกษตร และวัฒนธรรมไปพร้อมกัน วาวีจึงเป็นมากกว่าปลายทางที่ผู้คนรู้จักจากกาแฟหรือภูเขา หากยังเป็นภูมิทัศน์ของความทรงจำ ความเปลี่ยนแปลง และการต่อรองระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับเศรษฐกิจร่วมสมัย

ชุมชนลีซูในแม่สรวยกับรากประวัติศาสตร์ที่ยังหายใจอยู่

ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ภาพที่ช่วยอธิบายความสำคัญของงานครั้งนี้ได้ชัดขึ้นอีกระดับ โดยระบุว่า ชุมชนลีซูในอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะบ้านดอยช้าง บ้านห้วยไคร้ บ้านดอยล้าน และชุมชนใกล้เคียงในตำบลวาวี เป็นหนึ่งในกลุ่มชุมชนสำคัญของลีซูในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งยังมีการศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของชาวลีซูในพื้นที่แม่สรวยมาอย่างต่อเนื่องด้วย

ข้อมูลเชิงวิชาการนี้มีน้ำหนักมาก เพราะทำให้เห็นว่างานที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เชื่อมอยู่กับชุมชนจริงที่มีรากประวัติศาสตร์จริงและมีระบบความเชื่อ วัฒนธรรม และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่สืบทอดกันมา เมื่อกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีถูกจัดขึ้นในพื้นที่ที่ยังมีชุมชนถือปฏิบัติอยู่จริง ความหมายของงานจึงต่างจากการจำลองวัฒนธรรมเพื่อการแสดงบนเวทีทั่วไป เพราะนี่คือการนำสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่กลับมาจัดวางให้สังคมภายนอกได้เห็นในฐานะมรดกที่ยังเคลื่อนไหว ไม่ใช่ซากทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือเพียงชื่อเรียก

เวทีของท้องถิ่นกับบทบาทของ อบจ. ที่ขยับจากผู้สนับสนุนงบประมาณไปสู่ผู้เชื่อมเครือข่าย

ความน่าสนใจอีกด้านของกิจกรรมนี้อยู่ที่บทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นหน่วยงานสนับสนุน แต่เข้ามาในฐานะผู้เชื่อมเครือข่ายการทำงานระหว่างชุมชน ผู้นำวัฒนธรรม ท้องถิ่น และภาคสาธารณะในระดับจังหวัด การที่นายก อบจ. และคณะผู้บริหารเดินทางขึ้นไปร่วมพิธีเปิดด้วยตนเอง สะท้อนว่างานลักษณะนี้ถูกให้ความสำคัญในฐานะวาระสาธารณะ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มของชุมชนบนพื้นที่สูงเท่านั้น

เมื่อมองในมุมการบริหารท้องถิ่น สิ่งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะวัฒนธรรมชาติพันธุ์มักเผชิญโจทย์ร่วมกันเสมอ นั่นคือจะถูกวางให้เป็นเรื่องภายในชุมชน หรือจะถูกยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดโดยรวม หากหน่วยงานท้องถิ่นระดับจังหวัดขยับเข้ามารับรองและสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็ย่อมช่วยเพิ่มพื้นที่ทางสังคมให้วัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการมองเห็นมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกทำให้เป็นเพียงกิจกรรมชายขอบ

สีสันของพิธีกรรมพื้นบ้านกับความหมายที่มากกว่าความสวยงาม

จากข้อมูลที่คุณแนบมา ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแต่งกายชุดประจำเผ่าลีซู การเต้นรอบต้นวอ การประกอบพิธีตามความเชื่อดั้งเดิม ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและอาหารพื้นถิ่น แม้รายละเอียดบางส่วนจะเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานสัมผัสผ่านบรรยากาศมากกว่าตัวอักษร แต่เมื่อเรียงเข้าด้วยกัน จะเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นระบบความหมายของชุมชนอย่างครบถ้วน

การแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่คือการสวมใส่รหัสทางสังคมและชาติพันธุ์ การเต้นรอบต้นวอไม่ได้เป็นเพียงการละเล่น แต่เป็นการทำให้พื้นที่กลางของชุมชนกลับมามีชีวิตและเป็นศูนย์รวมของคนทุกวัย ส่วนการนำอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชนออกมาจำหน่าย ก็ไม่ใช่เพียงเรื่องขายของในงาน แต่เป็นการทำให้วัฒนธรรมจับต้องได้ผ่านรสชาติ งานฝีมือ และรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน

เมื่อประเพณีดั้งเดิมเริ่มเชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน

นี่คือจุดที่กิจกรรมแบบนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว เพราะการอนุรักษ์ที่แยกขาดจากรายได้มักอยู่ได้ยาก แต่การอนุรักษ์ที่เชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ย่อมมีโอกาสยั่งยืนมากกว่า หากงานประเพณีสามารถดึงคนจากภายนอกให้เข้ามาใช้จ่าย ซื้ออาหาร ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และทำให้ชื่อของชุมชนถูกบอกต่อ ก็จะช่วยให้วัฒนธรรมไม่ใช่ภาระ แต่กลายเป็นฐานรายได้อีกชั้นหนึ่งของพื้นที่

สำหรับวาวีซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอยู่แล้ว การต่อยอดประเพณีชาติพันธุ์เข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากทำอย่างระมัดระวังและให้เกียรติบริบทของชุมชน มันอาจช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่คนในพื้นที่ได้จริง ทั้งในระดับครัวเรือน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน หรือผู้ผลิตสินค้าชุมชนรายย่อย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเพณีให้กลายเป็นสินค้าอย่างหยาบ ๆ แต่อาศัยการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจคุณค่าของวัฒนธรรมมากขึ้น

การสืบสานสู่คนรุ่นใหม่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดของงานลักษณะนี้

อย่างไรก็ดี แกนที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมฟื้นฟูวัฒนธรรม ไม่ใช่จำนวนแขกผู้ร่วมงานหรือความคึกคักในวันจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า เด็กและเยาวชนในชุมชนจะรับช่วงต่อสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรในอนาคต เพราะวัฒนธรรมจะอยู่รอดไม่ได้ด้วยเวทีเปิดงานปีละครั้ง หากคนรุ่นใหม่รู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเองอีกแล้ว

การที่งานนี้จัดขึ้นในพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้านจึงมีนัยที่ลึกกว่าพื้นที่จัดงานทั่วไป เพราะโรงเรียนคือจุดเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต เป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่จะได้เห็นว่าประเพณีของบรรพชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว การให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงพิธี การแสดง และการพบปะผู้อาวุโส จึงเป็นเสมือนการส่งต่อความทรงจำจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายกำลังเรียนรู้ว่าความหลากหลายไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทุนของจังหวัด

ในระดับใหญ่กว่าชุมชน งานนี้ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญของเชียงรายทั้งจังหวัดว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องชายขอบ แต่เป็นหนึ่งในทุนสำคัญของพื้นที่ ยิ่งในยุคที่หลายจังหวัดพยายามหาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จังหวัดที่มีชุมชนชาติพันธุ์เข้มแข็ง มีพิธีกรรมจริง มีภาษาแต่งกาย และอาหารเฉพาะถิ่น ย่อมมีศักยภาพสูงในการสร้างความแตกต่างจากตลาดท่องเที่ยวแบบเดียวกันทั่วประเทศ

แต่ทุนแบบนี้จะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อรัฐและสังคมปฏิบัติต่อชุมชนเจ้าของวัฒนธรรมอย่างให้เกียรติ ไม่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดทอนเป็นเพียงของแสดง หรือหยิบบางชิ้นบางตอนมาขายโดยไม่สนใจความหมายเดิมของมัน การที่ อบจ.เชียงรายร่วมสนับสนุนกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีในพื้นที่จริง จึงอาจถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีว่าท้องถิ่นกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการให้พื้นที่เจ้าของวัฒนธรรมได้เป็นผู้กำหนดเรื่องราวของตนเอง

จากดอยล้านไปสู่ภาพใหญ่ของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งรากเดิม

เมื่อมองให้ไกลกว่าภาพพิธีเปิด งานนี้จึงเป็นเหมือนภาพจำลองขนาดย่อมของโจทย์การพัฒนาท้องถิ่นไทยทั้งระบบ นั่นคือจะทำอย่างไรให้พื้นที่เดินหน้าทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่ทิ้งรากทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของผู้คนที่อยู่มาก่อน หากตอบโจทย์นี้ไม่ได้ การพัฒนาอาจทำให้พื้นที่มีรายได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับสูญเสียสิ่งที่ทำให้พื้นที่นั้นมีความหมายต่างจากที่อื่น

ตรงกันข้าม หากชุมชนสามารถใช้ประเพณี ภาษา อาหาร ดนตรี และภูมิปัญญาของตนเป็นฐานสร้างคุณค่ารูปแบบใหม่ได้ วัฒนธรรมก็จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยปกป้องจากความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่จะกลายเป็นพลังที่ช่วยให้การพัฒนาเดินหน้าอย่างมีราก มีเรื่องเล่า และมีเจ้าของร่วมอย่างแท้จริง

สำหรับบ้านดอยล้านและตำบลวาวี งานฟื้นฟูประเพณีปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูในครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่ากิจกรรมหนึ่งวัน หากแต่อาจเป็นอีกหมุดหมายเล็ก ๆ ที่ช่วยยืนยันว่า บนภูเขาแห่งนี้ ผู้คนยังไม่ยอมปล่อยให้ความทรงจำทางวัฒนธรรมเลือนหายไปพร้อมกาลเวลา และกำลังพยายามแปรมันให้เป็นทั้งพลังของชุมชนและโอกาสของอนาคตไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนตำบลวาวี
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เชียงรายยกระดับคุมไฟป่าและฝุ่นพิษ ผู้ว่าฯ สั่งห้ามเผาเด็ดขาดถึง 10 พฤษภาคม ตรึงกำลังเฝ้าระวัง 24 ชม.

เชียงรายยกระดับคุมไฟป่าและฝุ่นพิษ ผู้ว่าฯ สั่งห้ามเผาเด็ดขาดถึง 10 พฤษภาคม เร่งปกป้องผาโง้ม ดูแลกลุ่มเสี่ยง และตรึงกำลังเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

เชียงราย, 28 มีนาคม 2569 – สัญญาณอันตรายที่ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าจอ สถานการณ์หมอกควันและฝุ่น PM2.5 ในเชียงรายไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนรู้สึกได้เพียงจากท้องฟ้าหม่นหรือกลิ่นไหม้ในอากาศเท่านั้น แต่ถูกยืนยันด้วยข้อมูลทางการที่หนักหน่วงอย่างชัดเจน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบนอยู่ระหว่าง 40.3 ถึง 198.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และหลายจุดในจังหวัดเชียงรายพุ่งขึ้นสู่ระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย ที่ 186.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต.เวียง อ.เชียงของ ที่ 152.2 และ ต.เวียง อ.เมืองเชียงราย ที่ 94.1 ขณะที่ค่ามาตรฐานของไทยกำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง

หากแปลงตัวเลขเหล่านี้ให้เข้าใจง่ายขึ้น จะพบว่าแม่สายมีค่าฝุ่นเกือบ 5 เท่าของเกณฑ์มาตรฐาน เชียงของมากกว่า 4 เท่า และตัวเมืองเชียงรายราว 2 เท่าครึ่ง ภาพข้อมูลที่คุณแนบมาเองก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยเชียงรายอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงมากของประเทศในวันเดียวกัน นี่จึงไม่ใช่สถานการณ์ที่ตีความได้ว่าเป็นปัญหาชั่วคราวรายวัน แต่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดกำลังอยู่ในช่วงวิกฤตที่ทั้งระบบสิ่งแวดล้อม ระบบป่าไม้ และระบบสาธารณสุขต้องขยับพร้อมกัน

เวียงป่าเป้ากลายเป็นศูนย์กลางของความกดดัน

จากข้อมูลของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุชัดว่า สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดได้ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงวันที่ 24 ถึง 27 มีนาคม โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า และในรอบรายงานล่าสุด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายพบจุดความร้อนทั่วจังหวัด 65 จุด ขณะที่อำเภอเวียงป่าเป้ามียอดสะสมจุดความร้อนสูงสุดถึง 95 จุดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ตัวเลข 95 จุดในเวียงป่าเป้าไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสถิติ แต่สะท้อนถึงแรงกดดันในพื้นที่ที่ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนต้องรับมือพร้อมกัน เพราะเมื่อจุดความร้อนสะสมสูงต่อเนื่อง พื้นที่ดังกล่าวจะไม่ได้เสี่ยงเฉพาะเรื่องป่าเสียหายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสะสมของควันในแอ่งภูเขา ความเสี่ยงต่อการปะทุซ้ำ และภาระของระบบเฝ้าระวังที่ต้องเดินตลอดเวลาโดยไม่มีช่วงผ่อน

คืนที่ดอยผาโง้มสะท้อนความหมายของคำว่าตรึงกำลัง

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาหนักที่สุดคือดอยผาโง้ม ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของพระธาตุศักดิ์สิทธิ์และที่พักสงฆ์ จากรายงานทางการของจังหวัด ระบุว่าไฟป่าได้ลุกลามหนักในช่วงกลางดึกของวันที่ 27 มีนาคม ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมไฟป่าสนธิกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ ฝ่ายปกครองอำเภอเวียงป่าเป้า ตลอดจนเครือข่ายอาสาสมัครและราษฎรในพื้นที่ เข้าสกัดไฟอย่างเร่งด่วนท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงชันและป่าลึก

สิ่งที่เกิดขึ้นบนดอยผาโง้มในคืนนั้นจึงไม่ใช่เพียงภารกิจดับไฟตามปกติ แต่เป็นการต่อสู้กับไฟในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก มืด และมีความเสี่ยงสูงต่อการลุกลามเข้าเขตศาสนสถาน รายงานจังหวัดยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ต้องเดินเท้าเข้าทำแนวกันไฟและใช้น้ำสกัดกั้นเปลวเพลิงไม่ให้ลามเข้าเขตที่พักสงฆ์ตุสิตาผาโง้ม ก่อนที่ในเช้าวันที่ 28 มีนาคม นายอำเภอเวียงป่าเป้าจะลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง พร้อมนำโดรนขึ้นบินสำรวจเพื่อหาจุดปะทุซ้ำ และจัดชุดเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายแล้วก็ตาม

ข้อมูลภาคสนามที่คุณแนบมายังระบุเพิ่มเติมว่า ในแนวพื้นที่เดียวกันมีเหตุไฟป่ารวม 4 จุด เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครรวม 21 นายเข้าปฏิบัติการตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 26 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 27 มีนาคม จึงสามารถควบคุมและดับไฟได้ โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นของป่าดิบแล้งไว้ราว 95 ไร่ รายละเอียดชุดนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละจุดความร้อนในรายงาน ไม่ได้หมายถึงจุดเล็ก ๆ บนแผนที่เท่านั้น แต่หมายถึงพื้นที่ป่าจริง ภารกิจจริง และความเสียหายจริงที่ต้องใช้ทั้งแรงกาย เวลา และความเสี่ยงของคนจำนวนมากในการควบคุม

คำสั่งห้ามเผาเด็ดขาดไม่ใช่ภาษาทางการ แต่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดมองสถานการณ์นี้อย่างไร

ในคำสั่งล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายย้ำชัดว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติพิจารณาปิดป่าชั่วคราว และขอให้ทุกฝ่ายย้ำเตือนประชาชน “ห้ามเผาในที่โล่งทุกชนิดเด็ดขาด” จนถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 พร้อมระบุว่าผู้ฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดีขั้นสูงสุด นอกจากนี้ จังหวัดยังเตรียมสนธิกำลังทหารจาก กอ.รมน. ร่วมกับหน่วยป่าไม้ลาดตระเวนพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเวียงป่าเป้าในวันที่ 30 มีนาคม และจะประสานขอสนับสนุนฝนหลวงทันทีหากความชื้นในอากาศเพียงพอ

น้ำหนักของมาตรการนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือเชิงรณรงค์ ไปสู่การควบคุมเชิงบังคับอย่างจริงจัง เพราะจุดความร้อนที่สะสมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับระดับฝุ่นที่เกินมาตรฐานหลายเท่าตัว ทำให้เชียงรายไม่สามารถรอให้สถานการณ์คลี่คลายเองตามธรรมชาติได้อีกต่อไป คำว่า “เด็ดขาด” ในคำสั่งจังหวัดจึงไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเข้มข้นสำหรับการสื่อสาร แต่เป็นภาษาของการบริหารสถานการณ์ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากไฟในพื้นที่และควันจากภายนอกจังหวัดพร้อมกัน

ฝุ่นพิษไม่ได้กระทบเท่ากันทุกพื้นที่ แต่ทุกพื้นที่หนีผลกระทบไม่พ้น

สิ่งที่ข้อมูลทางการชี้ให้เห็นชัดมากคือ เชียงรายไม่ได้เผชิญปัญหาแบบเท่ากันทั้งจังหวัด บางอำเภอมีค่าฝุ่นรุนแรงกว่าพื้นที่อื่นมาก โดยเฉพาะแม่สายและเชียงของที่ตัวเลขเช้าวันที่ 28 มีนาคมสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ตัวเมืองเชียงรายอยู่ที่ 94.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้สูงกว่ามาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของประเทศอย่างชัดเจน และถูกจัดอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วอย่างเป็นทางการ

อีกด้านหนึ่ง GISTDA รายงานในเช้าวันเดียวกันว่า ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูงและสูงมากถึง 33 จังหวัด ขณะที่ข้อมูลจุดความร้อนย้อนหลังหนึ่งวันชี้ว่า ประเทศไทยยังพบจุดความร้อน 2,302 จุด โดยส่วนใหญ่อยู่ในป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาพบมากถึง 8,804 จุด และลาว 4,189 จุด

ตัวเลขชุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตฝุ่นของเชียงรายไม่ได้มีต้นตอเฉพาะจากไฟภายในจังหวัด แต่เชื่อมโยงกับแรงกดดันระดับภูมิภาคด้วย เมื่อควันจากพื้นที่ภายนอกประเทศและภายนอกจังหวัดยังสะสมอยู่ในปริมาณสูง การดับไฟในจุดหนึ่งจึงเป็นเพียงการลดแรงกระแทกเฉพาะหน้า ไม่ใช่การปิดปัญหาทั้งหมด

ระบบสาธารณสุขจึงถูกยกขึ้นสู่แนวหน้าพร้อมกับแนวกันไฟ

ขณะที่หน่วยป่าไม้และฝ่ายปกครองต้องเร่งดับไฟ หน่วยงานสาธารณสุขก็ถูกยกขึ้นมาอยู่แนวหน้าของการรับมือไม่แพ้กัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรือ PHEOC กรณีหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนายแพทย์คงศักดิ์ ชัยชนะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมกำชับมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ทั้งการจัดห้องปลอดฝุ่นและหน้ากากอนามัยให้เพียงพอ การลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง และการดูแลกลุ่มโรคทางเดินหายใจ เช่น COPD และโรคหืดในรายที่มีอาการรุนแรง รวมถึงเปิด PHEOC ระดับอำเภอทุกแห่งเพื่อรายงานและเฝ้าระวังต่อเนื่อง

สาระสำคัญของมาตรการสาธารณสุขรอบนี้อยู่ที่การไม่รอให้ผู้ป่วยเดินมาหาโรงพยาบาลเอง แต่พยายามส่งระบบไปหากลุ่มเสี่ยงก่อน โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง เด็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคเรื้อรังเดิม เพราะในสถานการณ์ที่ค่าฝุ่นสูงต่อเนื่อง การสัมผัสมลพิษไม่กี่ชั่วโมงอาจไม่เท่ากันสำหรับทุกคน คนทั่วไปอาจรู้สึกแสบตาและระคายคอ แต่สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม ความเสี่ยงอาจหมายถึงอาการกำเริบ หายใจลำบาก หรือการต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินได้ทันที

คำแนะนำการป้องกันตนเองไม่ได้เป็นเรื่องซ้ำซาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำจริงทุกวัน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 แนะนำอย่างชัดเจนว่า ในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน ประชาชนทั่วไปควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกอาคารให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันทุกครั้ง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 และลดระยะเวลาการทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง ขณะที่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษ เตรียมยาและอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม และรีบปรึกษาแพทย์หากมีอาการผิดปกติ

คำแนะนำเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลที่คุณแนบมา ซึ่งเสนอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ผ่านแอปหรือเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ และระบบจุดความร้อนของ GISTDA ขณะเดียวกัน เครื่องมืออย่าง Windy.com หรือแอปตรวจอากาศอื่น ๆ อาจใช้เป็นตัวช่วยประกอบการวางแผนหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงได้ แต่ในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพและการแจ้งเตือนภัย รายงานทางการของ Air4Thai และหน่วยงานรัฐยังคงเป็นฐานข้อมูลที่ควรยึดเป็นหลักที่สุด

แม่ฟ้าหลวงสะท้อนอีกด้านของวิกฤต เมื่อไฟไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนบนแผนที่

หากเวียงป่าเป้าคือจุดหนักในด้านไฟป่าภายในจังหวัด แม่ฟ้าหลวงก็คือพื้นที่ที่ทำให้เห็นชัดว่าเชียงรายกำลังเผชิญแรงกดดันจากไฟข้ามแดนด้วย รายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ระบุว่า สถานการณ์ในอำเภอแม่ฟ้าหลวงยังตึงเครียด หลังพบจุดความร้อนรวม 16 จุดในพื้นที่บ้านป่าคาสุขใจซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ยังต้องเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันเช้ามืดวันที่ 27 มีนาคมยังตรวจพบจุดความร้อนใหม่อีก 4 จุดในพื้นที่บ้านอาแหละ และเวลา 08.00 น. มีรายงานว่าไฟได้ลุกลามจากฝั่งเมียนมาเข้ามาถึงบริเวณบ้านม้งเก้าหลัง ต.เทอดไทย ซึ่งเป็นพื้นที่เข้าถึงยากและมีสภาพภูมิประเทศสูงชัน

นายพิเชษฐ์ ศรีมารุต นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง จึงสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคง สมาชิก อส. ปภ. อบต.แม่สลองนอก อบต.เทอดไทย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชุดอาสาดับไฟป่าทุกหมู่บ้านระดมกำลังพร้อมรถน้ำและกำลังพลตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าไม่อาจประมาท เพราะเป้าหมายสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ไฟป่ารุกถึงรั้วบ้านประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการตีความสถานการณ์อย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาฝุ่นของเชียงรายไม่สามารถคิดเฉพาะกรอบจังหวัดได้ทั้งหมด เมื่อควันและไฟบางส่วนขยับข้ามแนวเขตประเทศ การตอบสนองของท้องถิ่นไทยจึงทำได้ดีที่สุดเพียงในระดับป้องกันความเสียหายและลดการลุกลามเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและทรัพยากรของไทยเท่านั้น

พื้นที่อื่นในเชียงรายกำลังขยับตัวพร้อมกัน แม้ไม่ได้อยู่หน้าสื่อมากเท่าเวียงป่าเป้าหรือแม่ฟ้าหลวง

แม้พื้นที่อย่างเวียงป่าเป้าและแม่ฟ้าหลวงจะถูกจับตาเป็นพิเศษ แต่ข้อมูลภาคสนามที่คุณแนบมายังสะท้อนว่าอีกหลายอำเภอในเชียงรายกำลังขยับตัวอย่างจริงจังเช่นกัน ที่อำเภอเชียงของ มีการระดมผู้นำชุมชน ชุด ชรบ. และอาสาสมัครในตำบลครึ่งและตำบลห้วยซ้อลงพื้นที่ลาดตระเวนและทำแนวกันไฟในเขตป่าชุมชนบ้านศรีลานนาและบ้านแก่นเหนือ ขณะที่อุทยานแห่งชาติภูชี้ฟ้ารายงานการเข้าควบคุมจุดความร้อน 4 จุดในบ้านศรีลานนา โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากอุทยาน สถานีควบคุมไฟป่า ฝ่ายปกครอง และเทศบาลตำบลครึ่งรวม 22 นาย

ในอำเภอป่าแดด เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ปืม สถานีควบคุมไฟป่าแม่ปืม และอาสาสมัครในพื้นที่สนธิกำลังเข้าควบคุมไฟป่าหลังรับแจ้งจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ที่บริเวณบ้านโรงช้างเหนือ โดยมีกำลังพลรวม 39 นาย และประเมินความเสียหายของพื้นที่ป่าเต็งรังราว 72 ไร่ ส่วนอำเภอเชียงแสน เวียงชัย และพื้นที่ป่าชุมชนอื่น ๆ ก็มีการทำแนวกันไฟ ลาดตระเวน และกำจัดเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่องตามข้อมูลที่ถูกรวบรวมในวันเดียวกัน

สิ่งที่เรื่องเหล่านี้บอกอย่างชัดเจน คือจังหวัดเชียงรายกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่มีพื้นที่ใดสามารถวางใจได้เต็มที่ แม้บางอำเภอจะไม่อยู่ในอันดับสูงสุดของค่าฝุ่นหรือจำนวนจุดความร้อน แต่ทุกอำเภอต้องขยับมาตรการป้องกันของตัวเองล่วงหน้า เพราะการปล่อยให้ไฟเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันหนึ่ง อาจกลายเป็นภาระใหญ่ของทั้งจังหวัดในวันถัดไปได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีเริ่มกลายเป็นแนวกันไฟอีกชั้นหนึ่งของคนท้องถิ่น

อีกสิ่งที่เห็นเด่นชัดจากทั้งข้อมูลทางการและข้อมูลที่คุณแนบมา คือบทบาทของเทคโนโลยีในการรับมือภัยฝุ่นและไฟป่าที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดรนถูกนำมาใช้ในภารกิจสำรวจมุมสูงบริเวณดอยผาโง้มเพื่อประเมินความเสียหายและหาจุดปะทุซ้ำ ขณะที่ระบบดาวเทียมอย่าง Suomi NPP และ VIIRS ถูกใช้เป็นฐานตรวจจับจุดความร้อนระดับจังหวัด ระดับประเทศ และระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงข้อมูลไปถึง GISTDA และหน่วยงานในพื้นที่

ในระดับประชาชน เทคโนโลยีอีกชุดหนึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือป้องกันตัวในชีวิตประจำวัน เมื่อแอปและเว็บไซต์อย่าง Air4Thai และระบบของ GISTDA ทำให้คนธรรมดาสามารถเช็กคุณภาพอากาศและแนวโน้มจุดความร้อนได้ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจออกจากบ้าน ไปโรงเรียน ทำงาน หรือเดินทางไกล สิ่งนี้อาจดูเล็ก แต่ในช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงและข้อมูลเปลี่ยนเร็ว การมีข้อมูลเรียลไทม์ที่เชื่อถือได้ คือแนวป้องกันชั้นแรกของประชาชนก่อนที่ระบบรัฐจะไปถึงตัวเขา

ปลายทางของมาตรการครั้งนี้ไม่ใช่แค่ดับไฟ แต่ต้องรักษาความเชื่อมั่นของคนทั้งจังหวัด

ในคำกล่าวของผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่เผยแพร่ผ่านสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด มีประโยคหนึ่งที่สะท้อนแกนกลางของสถานการณ์ครั้งนี้อย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสียสละของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกหมู่บ้านและชุมชน ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าดับไฟทั้งกลางคืนและกลางวันโดยไม่มีวันหยุด เพื่อปกป้องผืนป่าและสร้างอากาศสะอาดไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของคนเชียงราย

ประโยคนี้มีนัยเกินกว่าการขอบคุณกำลังพล เพราะมันสะท้อนว่าปัญหาไฟป่าและฝุ่นในปี 2569 ของเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในเชิงนามธรรม แต่คือการปกป้องสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดของประชาชน นั่นคืออากาศที่ต้องหายใจในทุกวัน การคุมเข้มห้ามเผา การตรึงกำลังลาดตระเวน การเปิดห้องปลอดฝุ่น การใช้โดรน การระดมอาสาสมัคร และการเตรียมฝนหลวง จึงเป็นเส้นทางเดียวกันทั้งหมดที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียว คือการรักษาลมหายใจของจังหวัดไว้ให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่สถานการณ์เปราะบางที่สุด

ทางออกระยะยาวยังต้องไปไกลกว่าคำสั่งรายวัน

อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกเกินกว่าคำสั่งประจำวัน วิกฤตครั้งนี้ยังทิ้งคำถามใหญ่ต่อเชียงรายและภาคเหนือทั้งหมดว่า จังหวัดจะลดการพึ่งพาการตอบสนองแบบรายวันได้อย่างไรในระยะยาว เพราะแม้การดับไฟครั้งนี้จะสะท้อนประสิทธิภาพและความเสียสละของทุกฝ่าย แต่ตัวเลขจุดความร้อนระดับประเทศและระดับภูมิภาคยังชี้ว่าแรงกดดันจะไม่จบง่าย ขณะที่พื้นที่ชายแดนและภูเขาสูงยังทำให้การป้องกันและควบคุมเหตุทำได้ยากกว่าพื้นที่ราบมาก

ดังนั้น บทสรุปที่สำคัญของวันที่ 28 มีนาคม 2569 อาจไม่ใช่เพียงว่าไฟที่ผาโง้มเริ่มคลี่คลายแล้ว หรือว่าจังหวัดประกาศห้ามเผาเด็ดขาดแล้วเท่านั้น แต่คือการที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันมากขึ้นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของอำเภอใดอำเภอหนึ่ง และไม่ใช่ภาระของเจ้าหน้าที่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง หากเป็นวิกฤตร่วมที่เชื่อมไฟในป่า ควันในอากาศ คนไข้ในบ้าน ระบบเตือนภัย เทคโนโลยีติดตาม และวินัยทางสังคมเข้าด้วยกันทั้งจังหวัด

เมื่อถึงจุดนั้น การดับไฟให้ทันในคืนนี้ยังสำคัญเสมอ แต่การทำให้ปีต่อไปมีไฟน้อยลงและคนป่วยน้อยลง อาจเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่า และเป็นโจทย์ที่เชียงรายต้องเริ่มตอบตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่ฤดูหมอกควันรอบใหม่จะกลับมาอีกครั้ง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่
  • ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  • สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย
  • GISTDA รายงานจุดความร้อนจากดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมทรัพยากรน้ำรับฟังความเห็นปฐมนิเทศหนองหลวง วางกรอบ 300 วันสร้างคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ

เชียงรายเปิดเวทีออกแบบอนาคตหนองหลวง เดินหน้าแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติบนฐานข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเสียงของชุมชน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิด แต่เป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจระยะยาว บรรยากาศที่ห้องประชุมวิสต้า บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์วิสต้า เชียงราย ในช่วงเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของข้าราชการ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการอีกชิ้นหนึ่ง หากแต่เป็นเวทีที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนองหลวง พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของเชียงรายที่แบกรับทั้งคุณค่าทางนิเวศ คุณค่าทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังของผู้คนรอบพื้นที่ไว้พร้อมกัน

การประชุมปฐมนิเทศครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเหมาะสม สำรวจ ออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเอกสารโครงการยืนยันว่าเป็นกระบวนการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งการประเมินสภาพพื้นที่ การจัดทำแผนหลัก การออกแบบรายละเอียด และการจัดทำคู่มือบริหารจัดการ ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งมิติทางน้ำ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน

ตามข้อมูลทางการของกรมทรัพยากรน้ำ เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าศึกษาและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูหนองหลวงให้สอดรับทั้งกับระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว โดยมีนางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เข้าร่วม พร้อมหน่วยงานจังหวัดและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หนองหลวงในความหมายที่ใหญ่กว่าพื้นที่น้ำขัง

หากมองเพียงภาพภูมิประเทศ หนองหลวงอาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงพื้นที่น้ำขนาดใหญ่ในอำเภอเวียงชัยและพื้นที่เกี่ยวเนื่องของอำเภอเมืองเชียงราย แต่ในเอกสารโครงการ หนองหลวงถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ และเป็นแหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย มีลักษณะเป็นทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย เป็นแหล่งอาหารและประมงของชุมชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ข้อมูลในเอกสารประชาสัมพันธ์ยังระบุว่า พื้นที่ศึกษาอยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเวียงชัย ครอบคลุมประมาณ 9.13 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,706.25 ไร่ ซึ่งสะท้อนว่าโครงการครั้งนี้มิได้มองเพียงผืนน้ำหลัก แต่ครอบคลุมภูมิทัศน์และพื้นที่โดยรอบที่เชื่อมโยงกันในเชิงระบบด้วย

ในสไลด์ข้อมูลพื้นฐานโครงการ หนองหลวงยังถูกวางไว้ในบริบทลุ่มน้ำที่กว้างกว่า โดยอยู่ในลุ่มน้ำหลักลุ่มน้ำโขงเหนือ และลุ่มน้ำย่อยลุ่มน้ำแม่กกตอนล่างส่วนที่ 3 พร้อมมีข้อมูลประกอบว่าพื้นที่นี้มีพื้นที่รับน้ำฝนประมาณ 166 ตารางกิโลเมตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการหนองหลวงไม่อาจตัดขาดจากระบบน้ำที่ไหลเข้าและไหลออกของพื้นที่ได้

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

เมื่อปัญหาสะสมมาถึงจุดที่การแก้รายปีไม่เพียงพอ

แม้หนองหลวงจะมีคุณค่าสูงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัด แต่เอกสารโครงการยอมรับตรงไปตรงมาว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้เผชิญปัญหาการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ การบุกรุกพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบทั้งระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่โดยตรง

ในเวทีเปิดประชุม นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สะท้อนสาระสำคัญของปัญหาไว้ในทิศทางเดียวกันว่า การพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้จำเป็นต้องศึกษารอบด้านและให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพราะหากเดินหน้าโดยปราศจากความเข้าใจร่วมกัน ปัญหาความขัดแย้งและการร้องเรียนอาจตามมาในภายหลัง ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่าหนองหลวงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนจำนวนมากในจังหวัด

น้ำหนักของคำกล่าวดังกล่าวอยู่ตรงการยอมรับความจริงว่า พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่ว่างที่รอการพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของร่วมในทางสังคม มีประโยชน์ทับซ้อนหลายด้าน และมีความเปราะบางสูง หากโครงการจะเดินต่อได้จริง ความไว้วางใจของชุมชนย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญพอ ๆ กับข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์

โครงการ 300 วันกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าการสำรวจทั่วไป

จากแผนงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ปรากฏในเอกสารโครงการ กระบวนการศึกษาครั้งนี้มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 300 วัน โดยเริ่มจากการประชุมปฐมนิเทศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 และวางกำหนดจัดประชุมรับฟังผลการศึกษาเบื้องต้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 จากนั้นมีเวทีกลุ่มย่อย 5 ครั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 14 พฤษภาคม 4 มิถุนายน 18 มิถุนายน และ 9 กรกฎาคม 2569 ก่อนปิดท้ายด้วยการประชุมนิเทศผลสรุปในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พร้อมมีช่องทางสื่อสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เอกสารประกอบการประชุม เฟซบุ๊ก และไลน์อย่างเป็นทางการของโครงการ

หากอ่านเฉพาะกรอบเวลาดังกล่าว อาจดูเป็นแผนงานตามปกติของงานศึกษาโครงการภาครัฐ แต่เมื่อพิจารณาขอบเขตจริง จะพบว่าโจทย์ของงานไม่ได้เล็กเลย เพราะโครงการต้องศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ทบทวนแผนเดิม จัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและบรรเทาอุทกภัย วิเคราะห์สภาพน้ำท่วมในอดีตและอุปสรรคการระบายน้ำ สำรวจภูมิประเทศและธรณีวิทยา ศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ของการบริหารจัดการน้ำท่วม วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ออกแบบรายละเอียดโครงการ ตลอดจนจัดทำคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่สำหรับการใช้ต่อในอนาคต

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เวทีวันที่ 26 มีนาคมไม่ใช่ปลายทางของการรับฟัง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประกอบข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นแผนที่ใช้การได้จริง

ฝั่งวิศวกรรมย้ำว่าจุดตั้งต้นต้องเป็นข้อมูลจริงของพื้นที่ ไม่ใช่ความเร่งรีบในการก่อสร้าง

หนึ่งในสาระสำคัญที่ถูกอธิบายในที่ประชุมคือกรอบการศึกษาด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะที่ปรึกษาอธิบายว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการออกแบบโครงสร้างหรือการขุดลอกเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำแผนแม่บทและคู่มือบริหารจัดการที่ต้องอยู่บนฐานของข้อมูลจริงจากพื้นที่ ทั้งข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลการใช้ที่ดิน และโดยเฉพาะข้อมูลจากชุมชนที่รู้สภาพน้ำและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ดีที่สุด

สาระเชิงเทคนิคที่ถูกอธิบายในเวทีชี้ว่า ทีมวิจัยจะใช้เครื่องมือแบบจำลองเพื่อประเมินน้ำท่า สมดุลน้ำ และการไหลเวียนของน้ำในหนองหลวง รวมถึงประเมินความเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบพื้นที่ชุ่มน้ำว่ากระทบต่อการไหลบ่าของน้ำและภาวะน้ำหลากอย่างไร แนวทางนี้สอดคล้องกับขอบเขตโครงการที่ระบุชัดเรื่องการศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ การสำรวจด้านวิศวกรรม และการออกแบบรายละเอียดควบคู่กับนิเวศวิทยาภูมิทัศน์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เชี่ยวชาญพยายามวางกรอบให้เห็นว่าคำว่า “พัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ก่อสร้าง” เสมอไป แต่ต้องรวมถึงการควบคุมการไหลเวียน การจัดสรรน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ การกำหนดแนวทางใช้โครงสร้างเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบพื้นที่ด้วยความระมัดระวังต่อระบบนิเวศ ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยลดความกังวลของชุมชนบางส่วนที่ไม่ต้องการให้การฟื้นฟูกลายเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น

ฝั่งนิเวศเตือนว่าหากไม่มีข้อมูลชีวภาพ การพัฒนาก็อาจทำลายจุดแข็งของพื้นที่ไปพร้อมกัน

ในด้านป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาอธิบายอย่างชัดเจนว่า จุดเด่นของเชียงรายประการหนึ่งคือความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ และหากการพัฒนาดำเนินไปโดยไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ จุดแข็งของพื้นที่อาจถูกบั่นทอนลงโดยไม่รู้ตัว

การสำรวจที่วางแผนไว้ครอบคลุมทั้งทรัพยากรป่าไม้ พืชน้ำ พืชลอยน้ำ สัตว์ป่า 4 กลุ่มหลัก คือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตลอดจนสัตว์น้ำ แพลงก์ตอน และปลา โดยจะใช้ทั้งการสำรวจภาคสนาม การตั้งกล้องดักถ่าย การบันทึกเสียง และการเก็บข้อมูลหลายฤดูกาลเท่าที่ข้อจำกัดของโครงการเอื้อให้ทำได้ สาระสำคัญของแนวทางนี้คือการทำให้พื้นที่มีข้อมูลว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่ตรงไหน และมีคุณค่าทางนิเวศแบบใด ก่อนจะไปสู่การจัดโซนหรือการออกแบบกิจกรรมใช้ประโยชน์ในอนาคต

ในมุมนี้ เวทีประชุมไม่ได้เสนอภาพของการอนุรักษ์แบบแช่แข็งพื้นที่ แต่เสนอแนวคิด “การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ตามหลัก Wise Use of Wetlands ซึ่งเอกสารโครงการอ้างอิงไว้ชัดเจน นั่นคือการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ให้มนุษย์อยู่ได้ เศรษฐกิจเดินได้ และทรัพยากรไม่ถูกทำลายจนส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปไม่ได้

คุณภาพน้ำถูกยกเป็นหัวใจของอนาคตหนองหลวง

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในที่ประชุม คือการศึกษาด้านระบบนิเวศในน้ำและคุณภาพน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ชี้ว่า ต่อให้พื้นที่มีปริมาณน้ำมากเพียงใด หากน้ำเสื่อมคุณภาพก็ยากที่จะใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัยและยั่งยืนได้ การตรวจวัดคุณภาพน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะของห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นฐานของการตัดสินใจว่าจะใช้พื้นที่นี้เพื่อเกษตร อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว หรือการรักษาระบบนิเวศอย่างไร

ข้อมูลในสไลด์โครงการระบุชัดว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะได้จากโครงการจะครอบคลุมทั้งทรัพยากรด้านกายภาพ ทรัพยากรด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต เพื่อใช้สำหรับประกอบการอนุมัติและวางแผนโครงการในอนาคต

ในเวทีซักถาม ผู้เข้าร่วมประชุมยังตั้งคำถามต่อเนื่องถึงประเด็นสำคัญว่า หลังสิ้นสุดการศึกษาแล้ว ชาวบ้านจะเข้าถึงการตรวจสอบคุณภาพน้ำได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มีความสามารถประเมินสภาพน้ำเบื้องต้นได้เอง คำตอบจากฝ่ายวิชาการยอมรับว่า การตรวจวัดมาตรฐานเชิงลึกยังต้องอาศัยหน่วยงานและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน แต่ก็เปิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครื่องมือหรือกิจกรรมเรียนรู้แบบง่ายสำหรับเยาวชนและชุมชน เพื่อเสริมบทบาทการเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ เป็นสัญญาณว่าประเด็นคุณภาพน้ำไม่ได้จบเพียงในรายงาน แต่ถูกโยงไปสู่การติดตามในอนาคตด้วย

เศรษฐกิจและสังคมไม่ใช่ภาคผนวก แต่เป็นแกนร่วมของการออกแบบ

อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เวทีครั้งนี้แตกต่างจากการประชุมเชิงเทคนิคทั่วไป คือการย้ำว่าการศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมจะไม่เป็นเพียงภาคผนวกท้ายเล่ม แต่จะเป็นแกนร่วมที่ช่วยตีความว่าทรัพยากรธรรมชาติของหนองหลวงมีความหมายต่อผู้คนอย่างไรจริง ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมอธิบายว่า โครงการจะสำรวจทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ตำนาน วิถีชีวิต การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน รูปแบบการหาปลา การใช้พืชสมุนไพร ตลอดจนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่มักถูกมองเป็นคุณค่าทางใจหรือคุณค่าเชิงวัฒนธรรมให้เป็นข้อมูลที่ใช้สื่อสารและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สาระนี้สอดคล้องกับสไลด์ “นิเวศบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง” ซึ่งแบ่งคุณค่าของพื้นที่ออกเป็น 4 ด้านใหญ่ ได้แก่ บริการด้านทรัพยากรธรรมชาติ บริการควบคุมสมดุลสิ่งแวดล้อม บริการสนับสนุนระบบนิเวศ และบริการด้านวิถีชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงตั้งแต่เรื่องแหล่งน้ำ แหล่งประมงพื้นบ้าน พืชน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การชะลอน้ำหลาก การกักเก็บน้ำ การดูดซับคาร์บอน ไปจนถึงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และฐานการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่

น้ำหนักของแนวคิดนี้อยู่ที่การทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงไม่ถูกจำกัดแค่คำถามว่าจะ “ทำหรือไม่ทำ” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ยากและลึกกว่านั้น คือจะทำอย่างไรให้คุณค่าหลายชุดที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียวกันเดินไปด้วยกันได้มากที่สุด

เวทีถามตอบสะท้อนทั้งความหวังและความระแวงของพื้นที่

ตลอดช่วงถามตอบในที่ประชุม สิ่งที่สะท้อนเด่นชัดคือ คนในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิเสธการศึกษา แต่ต้องการให้กระบวนการครั้งนี้ไม่จบลงแบบงานวิชาการที่วางไว้บนชั้นเอกสารเท่านั้น

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในความหมายที่มากกว่าการเข้าประชุม การพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถเก็บข้อมูลและติดตามทรัพยากรต่อได้หลังจบโครงการ ความเหมาะสมของกำหนดประชุมรับฟังผลเบื้องต้นในช่วงหลังสงกรานต์ ความจำเป็นต้องนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาคิด ความเป็นไปได้ในการติดตามปัญหาผักตบชวาและพืชน้ำรุกราน การกำหนดจุดเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงจริง ตลอดจนคำถามสำคัญว่าเมื่อศึกษาเสร็จแล้ว ใครจะเป็นผู้ดำเนินการต่อ

ข้อสังเกตเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าความทรงจำของชุมชนต่อโครงการพัฒนาหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่นนัก หลายคนจึงต้องการเห็นว่าครั้งนี้จะมีกลไกอย่างไรให้เสียงของประชาชนไม่ถูกใช้เพียงเป็นพิธีกรรมประกอบรายงาน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบและการเฝ้าระวังจริง

ฝ่ายวิชาการตอบด้วยแนวคิดเปิดข้อมูลและชวนชุมชนร่วมเก็บฐานระยะยาว

คำตอบของคณะที่ปรึกษาต่อข้อห่วงกังวลหลายประเด็นไม่ได้อยู่ในรูปของการรับปากว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ใน 300 วัน แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าฐานข้อมูลระยะยาวของพื้นที่จะมีความหมายมาก หากชุมชน เยาวชน โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดสามารถมีบทบาทร่วมเก็บข้อมูลบางส่วนอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำ ลักษณะน้ำ หรือสภาพทรัพยากรในฤดูกาลต่าง ๆ

มุมมองเช่นนี้น่าสนใจ เพราะเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า งานวิจัยช่วงสั้นยากจะจับพลวัตของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ครบทั้งหมด หากจะให้หนองหลวงมีระบบจัดการที่ยั่งยืนจริง ก็ต้องมีเจ้าของข้อมูลในพื้นที่ ไม่ใช่พึ่งเฉพาะทีมวิจัยจากภายนอก

ฝ่ายการมีส่วนร่วมของโครงการยังย้ำด้วยว่า เมื่อสิ้นสุดงานศึกษา จะมีทั้งรายงาน คู่มือ และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทิ้งไว้ให้หน่วยงานและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ใช้ต่อยอดได้ อีกทั้งยังวางช่องทางสื่อสารออนไลน์ไว้เพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าได้ต่อเนื่อง

นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำชี้บทบาทของรัฐในการวางกรอบ แต่ยอมรับว่าทิศทางสุดท้ายต้องพึ่งพื้นที่

ช่วงท้ายของการประชุม นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบายบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำในมุมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าเหตุใดหนองหลวงจึงถูกหยิบขึ้นมาศึกษาในเวลานี้ ซึ่งชี้ว่าประเทศไทยมีภารกิจด้านการดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งในระดับชาติและภายใต้กรอบระหว่างประเทศ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในปัจจุบันไม่ใช่การห้ามใช้ประโยชน์ทั้งหมด แต่เป็นการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจริงและการตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่

สาระสำคัญจากคำอธิบายของรองอธิบดีอยู่ตรงการย้ำว่า การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำต้องมีการแบ่งโซนและกำหนดทิศทางว่า พื้นที่ใดควรเน้นอนุรักษ์ พื้นที่ใดพัฒนาได้ และพื้นที่ใดต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างระมัดระวัง โดยโจทย์เหล่านี้ไม่ควรถูกฟันธงจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องถามผู้คนใน 3 ตำบล 2 อำเภอที่อยู่กับหนองหลวงจริงด้วย

ในเชิงนโยบาย ภาพนี้สอดคล้องกับเอกสารโครงการที่ระบุว่า ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการได้ข้อมูลแหล่งน้ำและแผนงานหลักการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องกับมติของรัฐ ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน มีแบบแปลนและเอกสารเทคนิคมาตรฐานสำหรับอนาคต และมีฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ที่บูรณาการการทำงานของภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าด้วยกัน

สิ่งที่ชุมชนอาจได้รับ หากการศึกษาครั้งนี้เดินไปถึงขั้นปฏิบัติ

แม้การประชุมวันที่ 26 มีนาคมจะยังไม่ใช่เวทีสรุปคำตอบสุดท้าย แต่ภาพประโยชน์ที่เริ่มเห็นจากกรอบโครงการก็ค่อนข้างชัดแล้วในหลายมิติ

มิติแรกคือการได้ฐานข้อมูลที่ทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงหลุดพ้นจากความรู้สึกหรือข้อขัดแย้งเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เชิงนิเวศ และเชิงเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน มิติที่สองคือการได้เครื่องมือสำหรับวางลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม คุณภาพน้ำ การใช้ที่ดิน การจัดการพืชน้ำ หรือการออกแบบพื้นที่ใช้ประโยชน์ มิติที่สามคือการสร้างเงื่อนไขให้หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานจังหวัดมีเอกสารทางเทคนิคที่พร้อมนำไปใช้ต่อยอดของบประมาณหรือดำเนินมาตรการในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ในระดับใหญ่กว่านั้น เอกสารแผนปฏิบัติราชการของกรมทรัพยากรน้ำยังมีรายการหนองหลวง จังหวัดเชียงราย อยู่ในแผนงานปี 2569 ระยะที่ 2 วงเงิน 74 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าในสายตาของหน่วยงานรัฐ พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกมองเป็นประเด็นเล็กเฉพาะท้องถิ่น แต่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายระดับหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนงบประมาณหรือแผนบนกระดาษให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงในพื้นที่ ยังต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายชั้น ทั้งความเห็นร่วมของชุมชน ความชัดเจนของข้อเสนอ การแบ่งบทบาทระหว่างหน่วยงาน และการติดตามหลังจบการศึกษา

บทเรียนที่เวทีนี้ทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงเรื่องหนองหลวง แต่คือวิธีคิดต่อพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งระบบ

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงชื่อของโครงการหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่การเปิดให้หลายชุดความคิดมาปะทะกันอย่างตรงไปตรงมา ฝ่ายรัฐต้องการวางกรอบและขยับงานให้เป็นระบบ ฝ่ายวิชาการต้องการข้อมูลที่มากพอจะออกแบบได้อย่างแม่นยำ ส่วนชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการหลักประกันว่าการพัฒนาจะไม่มาทับถมปัญหาเก่า หรือทำให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่สูญหายไปอีก

เมื่อมองจากมุมนี้ หนองหลวงจึงเป็นมากกว่าพื้นที่น้ำของเชียงราย แต่เป็นพื้นที่ทดสอบสำคัญว่าการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยจะขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูล การออกแบบเชิงระบบ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังได้มากเพียงใด

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือคุณภาพของการรับฟังมากพอกับความซับซ้อนของพื้นที่หรือไม่

หลังจากเวทีปฐมนิเทศผ่านพ้นไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไม่ใช่เพียงว่าการศึกษาจะเสร็จทันกำหนดหรือไม่ แต่คือกระบวนการจะเปิดกว้างกับข้อมูลจากพื้นที่ได้มากเพียงใด จะดึงเยาวชน ชาวบ้าน ผู้ใช้น้ำ และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมจริงแค่ไหน และที่สำคัญ จะมีความชัดเจนเพียงใดว่าเมื่อรายงานเสร็จแล้ว ใครจะเป็นเจ้าภาพเดินหน้าต่อในแต่ละประเด็น

ในพื้นที่ที่คุณค่าทางธรรมชาติทับซ้อนกับความต้องการด้านเกษตร การประมง การสัญจร การท่องเที่ยว และความคาดหวังเรื่องรายได้ การออกแบบที่ดีไม่ใช่การทำให้ทุกฝ่ายพอใจแบบสมบูรณ์ แต่เป็นการทำให้ทุกฝ่ายเห็นเหตุผลของทางเลือกต่าง ๆ และรู้ว่าตนยังมีที่ยืนอยู่ในอนาคตของพื้นที่

สำหรับหนองหลวง การประชุมวันที่ 26 มีนาคม 2569 จึงอาจยังไม่ใช่วันของคำตอบ แต่เป็นวันที่ตั้งคำถามได้ตรงจุดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และในหลายครั้ง คำถามที่ถูกต้องย่อมมีค่าพอ ๆ กับคำตอบ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบอนาคตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำที่เหลืออยู่ต้องจ่ายราคาของการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่า 5% เน้นกฎหมายเข้มและด่านชุมชนแน่น

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เน้นกฎหมายเข้ม ด่านชุมชนแน่น และต้นแบบวินัยจราจรภาครัฐ

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ขยับแผนก่อนเทศกาลใหญ่ เมื่อเชียงรายไม่ต้องการให้ความสุขต้องแลกด้วยความสูญเสีย ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะมาถึง ถนนสายหลักและถนนชุมชนของเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนจับตาเป็นพิเศษ เพราะทุกปี ช่วงวันหยุดยาวไม่ได้มีเพียงบรรยากาศการเดินทางกลับบ้าน การท่องเที่ยว และการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ จังหวัดเชียงรายจึงเปิดเกมก่อนเทศกาล ด้วยการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การเตรียมมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ซึ่งไม่ใช่เพียงถ้อยคำสำหรับป้ายประชาสัมพันธ์ แต่ถูกแปลงเป็นเป้าหมายเชิงตัวเลขและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จังหวัดตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง พร้อมกำหนดกรอบเป้าหมายผู้เสียชีวิตปีนี้ไว้ไม่เกิน 11 ราย

บทเรียนจากสงกรานต์ปีก่อน กลายเป็นฐานคิดของแผนปีนี้

สิ่งที่ทำให้แผนปี 2569 มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเริ่มต้นจากการอ่านบทเรียนของปี 2568 อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดูยอดรวมแล้วผ่านไป จากข้อมูลที่จังหวัดหยิบเข้าสู่ที่ประชุม พบว่าอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ปี 2568 ของเชียงรายเกิดขึ้น 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และมีผู้เสียชีวิต 10 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงวนอยู่กับปัจจัยเสี่ยงเดิมที่สังคมไทยรู้จักดีแต่ยังแก้ไม่ขาด ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการดื่มแล้วขับ ขณะที่ยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมดตามที่จังหวัดนำเสนอในการประชุมครั้งนี้

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงที่น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะแม้การรณรงค์เรื่องหมวกนิรภัย การดื่มไม่ขับ และการลดความเร็วจะมีอยู่ต่อเนื่องในทุกปี แต่พฤติกรรมเสี่ยงยังคงเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนคุ้นชินกับเส้นทางจนเกิดความประมาท การที่รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักในอุบัติเหตุ แปลว่ามาตรการใดก็ตามที่ไม่ลงไปถึงระดับชุมชนและครัวเรือน จะยากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง และนี่เองคือเหตุผลที่ปีนี้เชียงรายเลือกใช้ทั้งมาตรการเชิงกฎหมายและมาตรการทางสังคมควบคู่กัน

สองช่วงปฏิบัติการที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การรณรงค์เป็นเพียงพิธีกรรมประจำปี

แผนของเชียงรายในปี 2569 แบ่งออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกคือช่วงรณรงค์ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ ปลุกวินัยจราจร และเตรียมความพร้อมของหน่วยงานกับชุมชน ส่วนช่วงที่สองคือช่วงดำเนินการ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 23 เมษายน 2569 ซึ่งจะเข้าสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันเดินทางหนาแน่นและช่วงเล่นน้ำสงกรานต์ที่ความเสี่ยงมักพุ่งสูง

นอกจากกรอบเวลาของจังหวัดแล้ว แนวทางรณรงค์ในภาพรวมของสงกรานต์ 2569 ที่เผยแพร่ผ่านสื่อภาครัฐยังชี้ถึงการควบคุมเข้มในช่วง 10 ถึง 16 เมษายน 2569 พร้อมเน้นการกวดขันความผิดสำคัญด้านจราจร ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่เชียงรายกำลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ การวางแผนแบบมีชั้นเชิงเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่วันแถลงข่าว แต่เชื่อมต่อไปสู่การปฏิบัติจริงตลอดช่วงเสี่ยง

ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ถูกยกขึ้นเป็นแกนกลางของการป้องกันระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญจากการประชุม คือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2569 ซึ่งจังหวัดเชียงรายวางไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในกลุ่มเด็กและเยาวชน การยกระดับมาตรฐานยานพาหนะ โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียน การพัฒนาสภาพแวดล้อมถนนให้ปลอดภัย และการพัฒนารากฐานการทำงานร่วมกันระหว่าง ศปถ. จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น

หากพิจารณาให้ลึกลงไป ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้านนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองอุบัติเหตุเป็นเพียงเรื่องเฉพาะหน้าในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่กำลังพยายามแก้ปัญหาแบบปักหลักระยะยาว เด็กและเยาวชนถูกยกขึ้นมาเป็นกลุ่มสำคัญเพราะเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากรถจักรยานยนต์อย่างมีนัย ส่วนมาตรฐานยานพาหนะและสภาพแวดล้อมถนนเป็นการขยับจากการโทษเฉพาะคนขับ ไปสู่การยอมรับว่าระบบถนน ยานพาหนะ และการกำกับดูแล ล้วนมีส่วนร่วมต่อความปลอดภัยเช่นกัน

ภาครัฐต้องเป็นต้นแบบ เมื่อเขตส่วนราชการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมวินัยจราจร

ในที่ประชุม จังหวัดเชียงรายยังออกมาตรการองค์กรให้พื้นที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นเขตควบคุมวินัยจราจร โดยกำหนดให้มีการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีประกันภัยภาคบังคับครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐทำตัวเป็นต้นแบบก่อนจะขอความร่วมมือจากประชาชน

สาระของมาตรการนี้อยู่ที่การส่งสัญญาณว่า วินัยจราจรไม่ควรถูกผลักเป็นภาระของประชาชนฝ่ายเดียว หากเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานพื้นฐานได้ การรณรงค์ต่อสาธารณะย่อมขาดพลังและขาดความชอบธรรม การกำหนดให้หน่วยงานรัฐทำให้เห็นจริงในพื้นที่ทำงาน จึงเป็นทั้งมาตรการเชิงปฏิบัติและมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะช่วยขยับเรื่องความปลอดภัยจากคำสั่งบนกระดาษ ไปสู่พฤติกรรมประจำวันที่ตรวจสอบได้

ด่านชุมชนและด่านครอบครัว ถูกใช้เป็นเกราะชั้นในก่อนความเสี่ยงไหลสู่ถนนสายหลัก

จุดเด่นอีกอย่างของแนวทางเชียงรายปีนี้ คือการเน้นมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัว เพื่อป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้านก่อนออกสู่ถนนสายหลัก กลไกเช่นนี้มีความหมายมากสำหรับเชียงรายที่มีโครงสร้างชุมชนเข้มแข็ง และมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท และเส้นทางเชื่อมภูเขาที่ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับท้องถิ่นสูง

ด่านครอบครัวทำหน้าที่เสมือนปราการด่านแรกของสังคม เมื่อสมาชิกในบ้านช่วยกันสังเกต ตักเตือน หรือแม้แต่หยุดยั้งคนใกล้ตัวไม่ให้ออกไปขับรถในสภาพมึนเมา ขณะที่ด่านชุมชนช่วยคัดกรองและป้องปรามในระดับหมู่บ้าน โดยอาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคประชาชนเป็นตัวเชื่อม วิธีคิดแบบนี้ชี้ให้เห็นว่าเชียงรายพยายามแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากต้นทาง ไม่รอให้เหตุเกิดแล้วค่อยรับมือที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

เยาวชนต่ำกว่า 20 ปี หากดื่มแล้วขับ จังหวัดประกาศขยายผลถึงผู้ขายและผู้ปกครอง

หนึ่งในมาตรการที่เข้มข้นที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือแนวทางขยายผลดำเนินคดีหากพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับ โดยจะสืบสวนไปถึงผู้จำหน่ายสุราและผู้ปกครอง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กและการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในทางกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ข้อมูลว่า ความผิดฐานเมาแล้วขับตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาทในกรณีครั้งแรก และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี และบุคคลที่มีอาการมึนเมา ส่วนกฎหมายคุ้มครองเด็กกำหนดหน้าที่ของผู้ปกครองในการไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อความเสียหาย

ความเข้มของมาตรการนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ขยายไปยังห่วงโซ่ของความรับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ขาย ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนรอบตัว ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังขยับจากการลงโทษรายบุคคล ไปสู่การจัดการความเสี่ยงแบบร่วมรับผิดชอบ

ระบบแพทย์ฉุกเฉินและข้อมูลเฝ้าระวัง คือด่านสำคัญหลังเกิดเหตุ

แม้การป้องกันจะเป็นเป้าหมายหลัก แต่ทุกฝ่ายยอมรับว่าหากเกิดเหตุขึ้นจริง ความเร็วในการช่วยชีวิตคือเส้นแบ่งระหว่างการรอดและการสูญเสีย ข้อมูลจากระบบ PHER Plus ของกระทรวงสาธารณสุขถูกใช้เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เพื่อประเมินลักษณะการบาดเจ็บและแนวโน้มการเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ

การมีข้อมูลเช่นนี้ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขและกู้ชีพวางตำแหน่งหน่วยตอบสนองฉุกเฉินได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดที่มีทั้งทางหลวง ถนนชุมชน และเส้นทางภูเขา การลดผู้เสียชีวิตจึงไม่ได้อาศัยเพียงการตั้งด่านหรือการจับกุม แต่รวมถึงความพร้อมของระบบแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล และหน่วยกู้ภัยที่ต้องทำงานสอดประสานกันทุกนาทีในช่วงเทศกาล

เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก หากเทียบกับชีวิตจริงที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อมองเผิน ๆ เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 อาจดูเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่หากแปลงเป็นชีวิตของผู้คน มันหมายถึงการลดจำนวนครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรัก ลดจำนวนผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาล และลดจำนวนอุบัติเหตุที่เปลี่ยนวันหยุดแห่งความสุขให้กลายเป็นบาดแผลของทั้งบ้าน ในบริบทของเชียงรายซึ่งปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิต 10 ราย และผู้บาดเจ็บต้องรับไว้รักษา 44 ราย เป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดทางราชการ แต่เป็นเส้นแบ่งของความสูญเสียที่จับต้องได้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงรายยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและเป็นประตูเชื่อมต่อภูมิภาค ความปลอดภัยทางถนนจึงสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ภาพของจังหวัดที่จัดการเทศกาลใหญ่ได้อย่างปลอดภัย จะสะท้อนกลับไปยังเศรษฐกิจท้องถิ่น การเดินทาง การค้าชายแดน และภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัดด้วย

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ตั้งด่านให้มาก แต่ทำอย่างไรให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จะไม่ได้วัดจากจำนวนป้ายรณรงค์หรือจำนวนคำสั่งที่ออกมาเท่านั้น แต่จะวัดจากการที่พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริงบนถนนจริงในชุมชนจริง หากการสวมหมวกนิรภัยกลายเป็นเรื่องปกติ หากการดื่มไม่ขับถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคม และหากคนในครอบครัวกล้าหยุดคนใกล้ตัวก่อนออกจากบ้าน แผนที่วางไว้ก็จะเริ่มส่งผลเกินกว่าตัวเลขในรายงาน

การประชุมของ ศปถ. จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าการเตรียมรับเทศกาลหนึ่งครั้ง แต่มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่องอุบัติเหตุจาก “ความเสี่ยงที่เคยชิน” ให้กลายเป็น “ความสูญเสียที่ป้องกันได้” และในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือออกท่องเที่ยว ความเข้มข้นของมาตรการครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายครอบครัวได้กลับมาพบกันอย่างปลอดภัยหลังเทศกาลสิ้นสุดลง

สถิติสำคัญที่ต้องจับตา

เชียงรายใช้ข้อมูลสงกรานต์ปี 2568 เป็นฐานวิเคราะห์ โดยพบอุบัติเหตุ 47 ครั้ง ผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และผู้เสียชีวิต 10 ราย ขณะที่รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมด

แผนสงกรานต์ปี 2569 ของจังหวัดกำหนดช่วงรณรงค์ระหว่าง 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 และช่วงดำเนินการระหว่าง 3 ถึง 23 เมษายน 2569 โดยตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 พร้อมกำหนดเป้าหมายผู้เสียชีวิตไม่เกิน 11 ราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงยุติธรรม
  • พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 เรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีและผู้มีอาการมึนเมา
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับหน้าที่และข้อห้ามของผู้ปกครองในการปล่อยปละละเลยเด็ก
  • กระทรวงสาธารณสุข ระบบ PHER Plus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สถิติประชากรเชียงรายล่าสุด 1,295,922 คน เจาะลึกโครงสร้างเพศหญิงมากกว่าชาย และกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติ

เชียงรายมีประชากรทะลุ 1.29 ล้านคน สะท้อนทั้งขนาดตลาด แรงกดดันบริการสาธารณะ และโจทย์ใหม่ของจังหวัดชายแดน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ภาพรวมตัวเลขที่ทำให้เชียงรายไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่าน ตัวเลขประชากรที่เผยแพร่โดยสำนักทะเบียนกลางในประกาศเรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้ภาพของจังหวัดเชียงรายชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อจังหวัดชายแดนตอนบนแห่งนี้มีจำนวนราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรชายรวม 627,342 คน และประชากรหญิงรวม 668,580 คน สะท้อนว่าเชียงรายไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลายทางของการท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดนเท่านั้น แต่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างประชากรซับซ้อนและมีน้ำหนักในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

น้ำหนักของตัวเลขนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งประกาศฉบับเดียวกันระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรรวม 65,809,011 คน เป็นชาย 32,045,088 คน และหญิง 33,763,923 คน ขณะที่ในระดับพื้นที่ กรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุด 5,422,568 คน และหากนับเฉพาะจังหวัด นครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 2,613,432 คน ข้อมูลนี้ทำให้เชียงรายแม้ไม่ติดกลุ่มสูงสุดระดับต้นของประเทศ แต่ก็อยู่ในกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกินหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นขนาดที่มีนัยต่อการลงทุน การจัดบริการสาธารณะ และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างประชากรหญิงมากกว่าชาย บอกอะไรกับเชียงราย

เมื่อแยกตัวเลขของเชียงรายลงไปอีกชั้น จะพบว่าประชากรหญิงมีจำนวน 668,580 คน มากกว่าประชากรชาย 627,342 คน อยู่ 41,238 คน ความต่างนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางสถิติ แต่เป็นข้อมูลที่มีความหมายต่อการวางแผนเชิงสังคมและเศรษฐกิจในระดับจังหวัดอย่างมาก เพราะโครงสร้างประชากรตามเพศสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้บริการสุขภาพ ความปลอดภัยในพื้นที่ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนรูปแบบการบริโภคในชีวิตประจำวัน

หากมองในเชิงพัฒนาเมือง ตัวเลขประชากรหญิงที่มากกว่าอาจเชื่อมโยงกับโจทย์เรื่องบริการสาธารณสุขแม่และเด็ก ระบบดูแลผู้สูงอายุ ความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการ ค้าปลีก งานชุมชน หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น ประเด็นนี้ยังทำให้เชียงรายมีฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาในการออกแบบนโยบายหรือบริการที่ตอบโจทย์ประชากรจริง มากกว่าการมองจังหวัดผ่านภาพจำเดิมเพียงด้านการท่องเที่ยวหรือการเกษตร

ผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน คือโจทย์เชิงระบบที่ต้องมองให้รอบด้าน

หนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดของเชียงราย คือจำนวนผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน โดยเป็นชาย 62,742 คน และหญิง 71,848 คน ตัวเลขระดับนี้ทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความหลากหลายของประชากรสูง และสะท้อนลักษณะเฉพาะของพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออย่างชัดเจน ในทางทะเบียนราษฎร คนกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานะต่างกัน และยังไม่ได้ถือสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ

ความสำคัญของตัวเลขนี้อยู่ที่ผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะและการบริหารจัดการพื้นที่ เพราะเมื่อประชากรในจังหวัดมีความหลากหลายทางสถานะมากขึ้น ภาครัฐก็ต้องรับมือกับคำถามที่ยากขึ้นตามไปด้วย เช่น การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล การศึกษาขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองแรงงาน การสื่อสารข้ามภาษา และการดูแลความมั่นคงของชุมชนชายแดนในแบบที่ไม่สร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น สำหรับเชียงราย ตัวเลข 134,590 คน จึงไม่ควรถูกมองเพียงในมุมปัญหา แต่ควรถูกมองในฐานะ “ข้อมูลจริง” ที่บอกว่าจังหวัดนี้กำลังบริหารสังคมที่มีความหลากหลายระดับสูง และต้องการนโยบายที่ละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่ทั่วไป

ขนาดประชากรกับแรงกดดันต่อบริการสาธารณะ

เมื่อจังหวัดหนึ่งมีประชากรรวมเกือบ 1.3 ล้านคน คำถามที่ตามมาแทบจะเกิดขึ้นทันที คือระบบบริการสาธารณะในพื้นที่รองรับได้เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน ถนน ระบบขนส่ง การจัดการขยะ น้ำประปา หรือคุณภาพอากาศ ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญสำหรับเชียงรายซึ่งในแต่ละปีต้องเผชิญทั้งฤดูหมอกควันและแรงกดดันจากกิจกรรมเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้คนเข้าออกพื้นที่จำนวนมาก

ตัวเลขประชากรจึงไม่ได้เป็นเพียงทะเบียนปลายปีที่เก็บไว้ในแฟ้มราชการ แต่เป็น “ฐานคิด” ของการบริหารจังหวัดในแทบทุกมิติ หากจำนวนคนเพิ่มขึ้นหรือกระจุกตัวในบางอำเภอ แต่จำนวนแพทย์ เตียงโรงพยาบาล ครู หรือระบบขนส่งยังไม่ปรับตาม ช่องว่างของคุณภาพบริการจะยิ่งชัดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ภูเขาที่การเข้าถึงบริการพื้นฐานมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ในมุมนี้ ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลางจึงควรถูกใช้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นประเมินความพร้อมของระบบบริการอีกครั้งอย่างจริงจัง

ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขประชากร

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขประชากร 1,295,922 คน ก็สะท้อนขนาดตลาดของเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน เพราะจำนวนประชากรระดับนี้หมายถึงฐานผู้บริโภค แรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เล็กตามภาพจำแบบจังหวัดชายแดนห่างไกล หากมองจากมุมธุรกิจ เชียงรายมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายด้าน ทั้งประชากรจำนวนมาก ความเชื่อมโยงกับการค้าชายแดน เครือข่ายการท่องเที่ยว และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อธุรกิจบริการและค้าปลีก

เหตุผลที่ประเด็นนี้ควรถูกจับตา เพราะข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเปิดพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด หรือ GPP เพื่อต่อยอดวิเคราะห์ “ศักยภาพรายได้ต่อหัว” และแนวโน้มกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับนี้ยังไม่ระบุตัวเลข GPP ของเชียงรายเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในชุดเอกสารหลักที่แนบมาโดยตรง การยึดตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในขั้นนี้จึงทำให้เห็นเพียงแกนสำคัญก่อนว่า เชียงรายมีขนาดประชากรที่มากพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องประเมินจังหวัดนี้ใหม่ ไม่ใช่มองเพียงในฐานะเมืองรอง แต่เป็นตลาดภูมิภาคที่มีมวลผู้คนจริงรองรับอยู่แล้ว

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องบริหารทั้งโอกาสและความเปราะบาง

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขของเชียงรายต่างจากจังหวัดขนาดใหญ่หลายแห่ง คือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม และการเคลื่อนย้ายแรงงานในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยจำนวนมาก โจทย์ของจังหวัดยิ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้หรือขยายการลงทุน แต่รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน การสื่อสารภาครัฐ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการลดความเปราะบางทางสังคมในพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูง

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าการใช้ข้อมูลประชากรของเชียงรายต้องละเอียดและไม่ด่วนสรุป เพราะตัวเลขเดียวกันสามารถชี้ได้ทั้ง “โอกาส” และ “ภาระ” หากมองด้านบวก มันสะท้อนแรงงานและพลังทางเศรษฐกิจที่มีชีวิตจริงอยู่ในพื้นที่ หากมองด้านบริหาร มันคือภารกิจของรัฐในการออกแบบระบบให้รองรับคนจำนวนมากอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะใช้ตัวเลขประชากรชุดนี้เป็นเครื่องมือวางแผนอย่างไร โดยไม่ตีตราหรือทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวเกินความจำเป็น

จากตัวเลขบนกระดาษสู่คำถามที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบ

เมื่อข้อมูลประชากรถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ คำถามที่สังคมเชียงรายควรถามต่ออาจไม่ใช่เพียงว่า “จังหวัดมีคนอยู่กี่คน” แต่ควรเป็น “จังหวัดพร้อมแค่ไหนกับคนจำนวนนี้” พร้อมหรือไม่กับระบบสุขภาพที่ต้องดูแลประชากรจำนวนมาก พร้อมหรือไม่กับโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเมือง พร้อมหรือไม่กับเศรษฐกิจที่ต้องสร้างงานให้เพียงพอ และพร้อมหรือไม่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีการขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ต่อเนื่อง

คำถามเหล่านี้สำคัญเพราะตัวเลขประชากรไม่ใช่ข้อมูลนิ่ง หากเป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจหลายเรื่องทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับคนทำงานพัฒนาเมือง นักธุรกิจ หรือผู้ติดตามนโยบายท้องถิ่น ข้อมูลชุดนี้จึงมีมูลค่าเกินกว่าการรับรู้ทั่วไป มันทำหน้าที่คล้ายภาพเอกซเรย์ของจังหวัด ที่บอกให้เห็นขนาด โครงสร้าง และประเด็นเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ข้างใน เพียงแต่คำตอบว่าจะจัดการอย่างไรต่อ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดที่จะอ่านตัวเลขนี้ให้ขาด

จุดเปลี่ยนของเชียงรายอาจไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคน แต่เป็นคุณภาพของการวางแผน

หากมองในระยะยาว ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 1,295,922 คน อาจไม่ใช่เพียงการบอกว่าเชียงรายมีประชากรมากเพียงใด แต่เป็นการบอกว่าจังหวัดนี้เข้าสู่จุดที่การวางแผนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จังหวัดที่มีทั้งฐานประชากรขนาดใหญ่ ความหลากหลายทางสถานะ และแรงเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชายแดน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจริงมากขึ้นในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบริการสาธารณะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการสื่อสารสาธารณะที่เข้าใจความต่างของผู้คนในพื้นที่

ท้ายที่สุด ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลางอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหญ่กว่านั้น สำหรับเชียงราย มันคือภาพสะท้อนว่าจังหวัดนี้มีทั้ง “มวลคน” และ “มวลประเด็น” มากพอจะกำหนดอนาคตของตัวเองในฐานะจังหวัดสำคัญของภาคเหนือได้อย่างชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่ว่าเชียงรายใหญ่พอหรือไม่ เพราะตัวเลขตอบแล้วว่ามากพอ แต่คำถามคือภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสังคมจะใช้ความจริงชุดนี้วางอนาคตของจังหวัดอย่างไรให้สมกับขนาดและศักยภาพที่มีอยู่จริง

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏชัดจากเอกสาร

จังหวัดเชียงรายมีราษฎรรวม 1,295,922 คน โดยเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน

ประชากรชายของเชียงรายมี 627,342 คน และประชากรหญิงมี 668,580 คน ทำให้ประชากรหญิงมากกว่าชาย 41,238 คน จากการรวมตัวเลขตามเพศในเอกสารชุดเดียวกัน

ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และลงประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง และแสดงข้อมูลประชากรทั้งประเทศ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในตารางหน้า 1 ถึง 3 ของเอกสาร
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า คาดเปิดใช้งานพฤษภาคม 2569

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้ แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า ชุมชนริมกกยังรอวันกลับมาของเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมสามตำบล

เชียงราย,25 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของข่าวที่ชาวบ้านรอฟังมากที่สุด สำหรับคนในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู คำถามสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงว่าสะพานแขวนฮาแหล่จะสร้างไปถึงไหนแล้ว แต่คือเมื่อใดสะพานที่เคยเป็นเส้นทางหลักของชีวิตจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง หลังจากอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 พัดทำลายโครงสร้างเดิมจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมให้ใช้งานได้

คำตอบที่ใกล้ความจริงมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “จิ๊บ” ในฐานะคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ให้สัมภาษณ์ว่า สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในขณะนี้ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างตัวสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการถนนบางส่วนที่ต้องตัดเข้ามายังจุดสะพานได้ครบถ้วนตามแผนได้ในเร็ววัน ซึ่งกำลังพยายามมีกำหนดเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569

แม้คำตอบนี้อาจสร้างความผิดหวังให้คนที่เฝ้ารอ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสะพานอย่างเดียว หากอยู่ที่องค์ประกอบโดยรอบซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานจริงด้วย และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา จะพบว่านี่คือโครงการที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อมสมบูรณ์ของงบประมาณรัฐ หากเกิดจากการระดมพลังของหลายฝ่ายเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ชุมชนขาดไม่ได้

สะพานที่ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือทางลัดของชีวิตผู้คน

สิ่งที่ทำให้สะพานฮาแหล่จะมีความหมายมากกว่าสิ่งปลูกสร้างทั่วไป คือบทบาทของมันในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน สะพานแห่งนี้เชื่อมระหว่าง บ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว กับ บ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง และถูกใช้งานร่วมกันโดยคนจากอย่างน้อย 3 ตำบล ได้แก่ แม่ยาว ดอยฮาง และห้วยชมภู

ในทางกายภาพ สะพานช่วยร่นระยะทางการเดินทางจากเดิมราว 10 กิโลเมตร เหลือเพียงประมาณ 120 เมตร แต่ในทางสังคม ผลของมันใหญ่กว่าตัวเลขนั้นมาก เพราะระยะทางที่หายไปไม่ใช่เพียงถนนที่สั้นลง หากหมายถึงเวลาในการไปโรงเรียนของเด็ก เวลาขนผักและผลผลิตของเกษตรกร เวลาที่คนป่วยจะเข้าถึงการรักษา และเวลาที่ญาติพี่น้องจากคนละฝั่งน้ำกกจะเดินทางไปมาหาสู่กัน

ในวันที่สะพานยังสมบูรณ์ มีข้อมูลว่ามีประชาชนจาก 300 ถึง 500 หลังคาเรือนในพื้นที่พึ่งพาสะพานนี้ และมีผู้สัญจรต่อวันในระดับหลักพัน ทั้งคนเดินเท้า รถจักรยานยนต์ และรถเข็นที่ใช้ขนของในชีวิตประจำวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชุมชนริมกกอย่างแท้จริง

ก่อนมีสะพาน ชุมชนเคยอยู่กับความเสี่ยงและความห่างไกล

เรื่องราวของสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เริ่มจากโครงการท่องเที่ยว หรือแนวคิดสร้างแลนด์มาร์ก แต่เริ่มจากปัญหาธรรมดาที่หนักหนาสำหรับคนชนบทริมแม่น้ำ นั่นคือการเดินทางไปมาในพื้นที่ที่แม่น้ำกกกั้นกลาง

ข้อมูลที่แนบระบุว่า ในอดีตชาวบ้านต้องใช้เรือพายข้ามฝั่งหรือเดินทางอ้อมไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะในฤดูฝนที่น้ำแรงและอันตรายสูง เคยเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตหลายครั้ง และเมื่อน้ำหลาก การข้ามฝั่งยิ่งกลายเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุ

สะพานฮาแหล่จะจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีการช่วยสร้างโรงเรียนแคววัวดำให้เด็กในพื้นที่ แต่แม้จะมีโรงเรียน หากไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัย เด็กจำนวนมากก็ยังไม่สามารถไปถึงห้องเรียนได้อย่างสะดวก สะพานแห่งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้การเดินทางไปโรงเรียนจากเดิมที่ต้องอ้อมไกลกว่า 10 กิโลเมตร เหลือเพียงการข้ามน้ำกกในระยะสั้น

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานฮาแหล่จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับส่งเด็กไปโรงเรียน แต่ยังกลายเป็นทางผ่านของวิถีชีวิตทั้งชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ชื่อที่มีความหมาย และบทบาทที่เชื่อมผู้คนมากกว่าฝั่งน้ำ

คำว่า ฮาแหล่จะ ถูกอธิบายไว้ในข้อมูลว่า หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ซึ่งเป็นชื่อที่นายโมโตยุกิ ซาไกและชาวบ้านร่วมกันตั้งไว้ในวันเปิดใช้งานสะพานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ชื่อดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสะพานได้อย่างชัดเจน เพราะมันไม่เพียงเชื่อมฝั่งแม่น้ำ แต่เชื่อมคน เชื่อมชาติพันธุ์ และเชื่อมวัฒนธรรมเข้าหากัน

พื้นที่รอบสะพานเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย โดยเฉพาะ ลาหู่ และ กะเหรี่ยง ซึ่งมีประเพณีสำคัญของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีกินวอของชาวลาหู่ เทศกาลกินข้าวใหม่ หรือเทศกาลคริสต์มาสของชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางที่ทำให้คนต่างหมู่บ้านไปมาหาสู่กัน ร่วมงานประเพณี และสานสัมพันธ์กันเหมือนเครือญาติ

ในความหมายเช่นนี้ การพังของสะพานจากอุทกภัยจึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการตัดขาดเส้นเลือดของความสัมพันธ์ในระดับชุมชนด้วย

อุทกภัยปี 2567 เปลี่ยนสะพานจากสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อให้กลายเป็นบาดแผลของพื้นที่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่ออุทกภัยครั้งใหญ่ซัดผ่านจังหวัดเชียงรายและพัดสะพานฮาแหล่จะเสียหายอย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการระบุว่าสะพานเดิมเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จนไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติอีกต่อไป

เมื่อสะพานหายไป ชาวบ้านต้องกลับไปอยู่กับปัญหาเดิมอีกครั้ง คือการเดินทางอ้อมไกล การขนส่งยากขึ้น เด็กไปโรงเรียนลำบากขึ้น และการเข้าถึงถนนหลักเพื่อเข้าเมืองหรือไปพบแพทย์ต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้าง แต่เป็นผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งยังชี้ให้เห็นว่า แม้สะพานจะอยู่ในสภาพชำรุดมาระยะหนึ่งก่อนน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านก็ยังพยายามซ่อมใช้งานกันเองเป็นจุด ๆ ด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุพื้นบ้านตามกำลัง เพราะไม่มีทางเลือกอื่น นั่นสะท้อนว่าสะพานแห่งนี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากเพียงใด

เส้นทางฟื้นฟูเริ่มจากความร่วมมือ ไม่ได้เริ่มจากงบประมาณรัฐล้วน

หลังสะพานพัง ความหวังของชุมชนค่อย ๆ กลับมาเมื่อเกิดการผลักดันโครงการซ่อมสร้างอย่างจริงจัง จนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 และมีการรายงานข่าวต่อเนื่องในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และคณะกรรมการโครงการ

หน่วยงานและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 6,170,000 บาท โดยแหล่งเงินหลักมาจากภาคเอกชนสองส่วน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการช่อง 8 ปันน้ำใจ จำนวน 6,000,000 บาท และ โรงแรมโฆษะขอนแก่นและกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า การสร้างสะพานขึ้นใหม่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกงบประมาณราชการแบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นโมเดลผสมระหว่างภาคสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐในระดับพื้นที่

จากกำหนดเสร็จกรกฎาคม 2568 สู่ความจริงที่เลื่อนมาถึงพฤษภาคม 2569

เอกสารโครงการเดิมระบุว่า หากไม่มีอุปสรรค การก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่เมื่อมาถึงสถานะล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้จริง และคณะกรรมการจึงใช้เป้าหมายใหม่เป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

ความแตกต่างของสองช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิม และข้อมูลล่าสุดก็อธิบายสาเหตุบางส่วนไว้แล้วว่า งบประมาณที่มีจำกัดถูกใช้ไปกับงานโครงสร้างสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้งานประกอบอื่น โดยเฉพาะการทำถนนหรือทางเข้าบางส่วน ยังไม่สามารถปิดงานได้ครบถ้วน

นอกจากนี้ ในคำอธิบายของณัฐธายาน์ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันยังต้องเข้าไปดู รายละเอียดงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตด้านน้ำมันในช่วงนี้ก็อาจทำให้บางอย่างไม่เป็นไปตามแผนเดิมทั้งหมด แม้เช่นนั้น คณะกรรมการยังยืนยันว่ามุ่งหมายจะส่งมอบสะพานให้สมบูรณ์และใช้การได้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค

โครงสร้างใหม่ถูกยกระดับให้แข็งแรงกว่าเดิม แต่ความพร้อมใช้งานไม่ได้วัดแค่ตัวสะพาน

จากข้อมูลที่แนบมา งานซ่อมสร้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมจุดชำรุด แต่เป็นการสร้างใหม่ในระดับโครงสร้าง โดยใช้ลวดสลิงเดิมในส่วนที่ยังใช้ได้ พร้อมปรับพื้นและองค์ประกอบรับน้ำหนักให้มั่นคงกว่าเดิม มีการใช้โครงสร้างลวดและตะแกรงเหล็กแทนพื้นไม้เดิมในหลายส่วน รวมทั้งมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะคอสะพาน และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เหมาะต่อการใช้งานและการท่องเที่ยวในอนาคต

อย่างไรก็ตามล่าสุดสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า สะพานที่โครงสร้างเกือบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าพร้อมใช้งานทันที หากระบบทางเข้า ทางเชื่อม และพื้นที่โดยรอบยังไม่เรียบร้อย การเปิดใช้ก็ยังเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยหรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า ใกล้เสร็จ กับคำว่า พร้อมเปิดใช้งาน ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน

รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอลงพื้นที่ ตรวจหน้างานและข้อกังวลเรื่องสิ่งปลูกสร้างใกล้โครงการ

อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยยืนยันว่าพื้นที่สะพานยังอยู่ในช่วงติดตามใกล้ชิด คือการลงพื้นที่ของ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการดำเนินการสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้กับโครงการปรับปรุงสะพานแขวนฮาแหล่จะ บริเวณบ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่

การลงพื้นที่ดังกล่าวมีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ปล่อยให้โครงการเดินไปตามยถากรรม แต่ยังติดตามความเสี่ยงรอบพื้นที่ ทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงการ และเพื่อให้การเปิดใช้งานในอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงจริง

ชาวบ้านรอสะพานด้วยเหตุผลที่ลึกกว่าการเดินทาง

หากมองจากภายนอก หลายคนอาจเห็นสะพานฮาแหล่จะเป็นเพียงจุดชมวิวสวยกลางธรรมชาติ แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง เด็กจำนวนมากเคยใช้สะพานข้ามไปโรงเรียน ชาวบ้านใช้ขนส่งผลผลิตการเกษตร ทั้งผัก พืชไร่ หรือของใช้จำเป็น คนต่างฝั่งใช้สะพานเพื่อไปมาหาสู่กันในงานประเพณี งานคริสต์มาส งานกินวอ หรือเทศกาลกินข้าวใหม่

เมื่อสะพานหายไป ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เงียบเพราะวิวสวยถูกปิด แต่เงียบเพราะวิถีชีวิตบางส่วนถูกตัดขาดไปชั่วคราว และเมื่อสะพานใกล้กลับมา ชุมชนจึงไม่ได้รอแค่การเปิดโครงสร้าง แต่รอการกลับมาของจังหวะชีวิตที่เคยคุ้นเคยด้วย

จากโครงสร้างสัญจรสู่ความหวังใหม่เรื่องท่องเที่ยวและรายได้

นอกจากบทบาทด้านชุมชนแล้ว คณะกรรมการและหน่วยงานในพื้นที่ยังมีความหวังว่าสะพานฮาแหล่จะจะกลายเป็น แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและจากต่างพื้นที่

ข้อความประชาสัมพันธ์ของพื้นที่หลายชิ้นชี้ไปในทางเดียวกันว่า สะพานแขวนแห่งนี้มีศักยภาพเป็นจุดเช็กอินกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าเขียว และแม่น้ำกก พร้อมเชื่อมกับเสน่ห์วิถีชุมชนชาติพันธุ์ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาต่อยอด ทั้งด้านภูมิทัศน์ ร้านค้า สินค้า OTOP และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พื้นที่นี้ก็อาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสู่ชุมชนได้จริง

อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ควรถูกมองเป็น เป้าหมายและความคาดหวัง มากกว่าข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจนถึงขณะนี้ สะพานยังอยู่ในช่วงรอเปิดใช้งาน และผลทางเศรษฐกิจในอนาคตยังต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลังเปิดใช้ด้วย

บทบาทของภาคประชาชนและเอกชน คือหัวใจของโครงการนี้

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่เพียงตัวสะพาน แต่คือรูปแบบการทำงานของคนที่เกี่ยวข้อง โครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการซึ่งหลายฝ่ายระบุว่าเป็นการทำงานแบบจิตอาสา 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันประคับประคองโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ณัฐธายาน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมา บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด และ คุณประสงค์ จันทร์วงษ์ ในลักษณะที่สะท้อนความร่วมมือระยะยาวเกือบสองปี พร้อมใช้คำว่าเป็น สะพานแห่งความสามัคคี ระหว่างคณะกรรมการและผู้รับเหมา คำอธิบายนี้แม้เป็นถ้อยคำจากฝ่ายโครงการ แต่ก็สะท้อนบรรยากาศที่ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงงานก่อสร้างธรรมดา หากเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเอาใจลงไปด้วย

ประเด็นที่ยังต้องจับตา คือการปิดงานให้ครบและเปิดใช้ได้อย่างปลอดภัย

แม้บรรยากาศโดยรวมจะขยับไปในทิศทางบวก และมีการระบุหลายครั้งว่าสะพานใกล้เสร็จ แต่ในมุมที่ต้องยึดข้อเท็จจริง ประเด็นที่ยังต้องติดตามมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ งานถนนหรือทางเข้าบางส่วน ที่ยังเป็นข้อจำกัดจากงบประมาณ
เรื่องที่สอง คือ ความสมบูรณ์ของงานเก็บรายละเอียด ซึ่งคณะกรรมการยังต้องลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง
เรื่องที่สาม คือ การบริหารพื้นที่โดยรอบหลังเปิดใช้ เพราะหากจะต่อยอดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวจริง จะต้องมีการจัดการเรื่องความปลอดภัย การจอดรถ ความสะอาด การดูแลภูมิทัศน์ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ

จึงกล่าวได้ว่ายังไม่ใช่ตอนจบของโครงการ แต่เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง ระหว่างคำว่า “เกือบเสร็จ” กับคำว่า “เปิดใช้ได้จริง”

บทสรุปของสะพานที่มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง

สะพานฮาแหล่จะในวันนี้ยังไม่เปิดใช้งาน แม้งานก่อสร้างจะคืบหน้าไปมากแล้ว และชุมชนต่างเฝ้ารอการกลับมาของมันอย่างใกล้ชิด แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและงานประกอบที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือข้อเท็จจริงที่ทำให้สะพานยังต้องรออีกระยะ

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปสะพานที่ยังไม่เสร็จ แต่ชุมชนที่พยายามพาตัวเองกลับมายืนได้อีกครั้งหลังภัยพิบัติ การที่โครงสร้างพื้นฐานชิ้นหนึ่งสะท้อนความสำคัญของการศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในพื้นที่ชนบทได้อย่างครบถ้วน และเป็นภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐร่วมกันพยายามซ่อมแซมมากกว่าสะพาน แต่กำลังซ่อมคืนเส้นทางชีวิตให้ผู้คนจำนวนมากด้วย

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คณะกรรมการยืนยัน เดือนพฤษภาคม 2569 อาจเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำกกได้กลับมาเดินข้ามสะพานแห่งนี้อีกครั้ง และวันนั้น สะพานฮาแหล่จะอาจไม่ได้เป็นเพียงสะพานแขวนหนึ่งเดียวของเชียงราย แต่จะเป็นหลักฐานชัดเจนอีกครั้งว่า ความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนสามารถพยุงชุมชนผ่านวิกฤตได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำให้สัมภาษณ์ของ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล คณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ต่อสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 25 มีนาคม 2569
  • ที่ทำการปกครอง อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการโครงการ เทศบาลตำบลแม่ยาว และเทศบาลตำบลดอยฮาง เมื่อวันที่ 26 และ 28 กุมภาพันธ์ 2568
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ก้าวสำคัญของเชียงราย! ยกระดับคณะอนุกรรมการเมืองเก่า คุมเข้มทัศนียภาพ 1.27 ตร.กม. ป้องกันรากเหง้าเลือนหาย

เชียงรายยกระดับคุมเข้มเมืองเก่า เร่งฟื้นคูเมืองโบราณ วางกติกาก่อสร้างใหม่ รักษารากเมืองพญามังรายท่ามกลางแรงกดดันจากการเติบโตของเมือง

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ เมื่อเมืองเติบโตเร็ว แต่รากประวัติศาสตร์อาจถอยหาย ในทุกเมืองที่กำลังเติบโต คำถามหนึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอว่า เมืองจะเดินหน้าสู่อนาคตอย่างไร โดยไม่ทำให้ร่องรอยของอดีตเลือนหายไปทีละน้อย สำหรับเชียงราย คำถามนั้นไม่ได้เป็นเพียงถ้อยเถียงเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะประชุมอย่างจริงจัง เมื่อจังหวัดเริ่มเห็นชัดว่าการขยายตัวของเมือง การก่อสร้างอาคาร และการใช้ที่ดินในเขตเมืองเก่า อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของพื้นที่มากกว่าที่เคยคาดคิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองให้สอดคล้องกับการพัฒนาในปัจจุบัน โดยหนึ่งในประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือการกำหนดมาตรการคุมเข้มการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในเขตเมืองเก่าเชียงราย พื้นที่ 1.27 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจากนี้ไป ทุกโครงการจะต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทัศนียภาพและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเก่า

มาตรการดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังขยับจากแนวทางอนุรักษ์เชิงรับ ไปสู่การจัดการเชิงรุกมากขึ้น เพราะในอดีตปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งมักไม่ได้เกิดจากการทำลายโบราณสถานอย่างโจ่งแจ้งเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยผ่านอาคารใหม่ ถนนใหม่ หรือโครงการใหม่ที่ค่อย ๆ ทำให้บริบทดั้งเดิมสูญเสียความหมายไปโดยไม่รู้ตัว

กรณีคูเมืองถูกกระทบ กลายเป็นสัญญาณเตือนว่าการอนุรักษ์ไม่อาจรอได้อีกแล้ว

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไป คือการที่จังหวัดตรวจสอบพบการบุกรุกและทำลายแนวคูเมืองเดิมบริเวณพื้นที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผังเมืองโบราณของเชียงรายตั้งแต่สมัยพญามังราย ที่ประชุมจึงได้ประสานกรมศิลปากรให้เข้าระงับการดำเนินการที่ส่งผลกระทบ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูอัตลักษณ์เมืองเก่าในระยะต่อไป

ประเด็นนี้มีน้ำหนักในเชิงข่าวอย่างมาก เพราะทำให้เห็นว่าการอนุรักษ์ไม่ได้อยู่ในสถานะปลอดภัยอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ ตรงกันข้าม โครงสร้างที่หล่อเลี้ยงความเป็นเมืองเก่าของเชียงรายยังคงเผชิญแรงกดดันจริงจากการใช้พื้นที่ในปัจจุบัน และหากไม่มีการแทรกแซงอย่างทันท่วงที ความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนคืนได้

มากไปกว่านั้น แนวคูเมืองและกำแพงเมืองไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางโบราณคดีที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นองค์ประกอบหลักของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่ช่วยบอกเล่าโครงสร้างเมืองยุคต้น บอกตำแหน่งประตูเมือง บอกแนวป้องกันเมือง และบอกถึงภูมิปัญญาการจัดการน้ำของคนในอดีต การฟื้นฟูคูเมืองจึงไม่ได้มีค่าแค่ในทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การระบายน้ำ และการจัดวางเมืองร่วมสมัยด้วย

รากของเชียงรายเริ่มจากเมืองพญามังราย และผังเมืองที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญา

การจะเข้าใจว่าทำไมจังหวัดจึงต้องจริงจังกับเรื่องเมืองเก่า จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังรากฐานของเชียงรายเอง ข้อมูลที่แนบมาระบุว่า เมืองเชียงรายสถาปนาขึ้นโดยพญามังรายมหาราชในปี พ.ศ. 1805 โดยเลือกชัยภูมิบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำกรณ์เป็นที่ตั้งเมือง ใช้ดอยจอมทองเป็นจุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์และจิตวิญญาณของชุมชน ผังเมืองมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือสี่เหลี่ยมรีที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสัมพันธ์กับภูมิประเทศและแนวลำน้ำตามธรรมชาติ

องค์ประกอบสำคัญของเมืองเก่าในยุคแรกประกอบด้วยกำแพงเมืองและคูน้ำล้อมรอบ ต่อมาจึงพัฒนาจากกำแพงดินเป็นกำแพงอิฐที่มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบถนนภายในเมืองก็ถูกวางอย่างมีแบบแผน โดยมีแนวแกนหลักเชื่อมประตูเมืองแต่ละทิศ ซึ่งยังสะท้อนอยู่ในแนวถนนสำคัญของเชียงรายปัจจุบัน เช่น ถนนอุตรกิจและถนนธนาลัย ข้อมูลนี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเขตที่มีอาคารเก่ากระจายตัว แต่เป็นทั้งระบบของผังเมือง ความเชื่อ ความมั่นคง และการจัดการพื้นที่ของรัฐโบราณ

ในเมืองลักษณะเช่นนี้ ประตูเมืองแต่ละแห่งไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงช่องทางสัญจร แต่ยังมีนัยทางพิธีกรรมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประตูสรี ประตูเชียงใหม่ ประตูป่าแดง ประตูหวาย ประตูเจ้าชาย ประตูผี หรือประตูยางพลับ ตำแหน่งของประตูเหล่านี้ในปัจจุบันเชื่อมโยงกับย่านสำคัญของเมืองสมัยใหม่ ทำให้การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่อาจแยกออกจากการวางผังเมืองร่วมสมัยได้เลย

กติกาใหม่ของเขตเมืองเก่า ไม่ได้ห้ามพัฒนา แต่กำหนดให้พัฒนาอย่างเคารพบริบท

หัวใจสำคัญของมาตรการใหม่คือการกำหนดให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารในเขตเมืองเก่าเชียงราย ต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาก่อนทุกครั้ง มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของจังหวัดว่า การพัฒนาไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่เคารพบริบทและไม่ทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ข้อมูลที่แนบมายังระบุถึงแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมที่จังหวัดให้ความสำคัญ ทั้งการรักษาสเกลของเมืองเก่า การควบคุมความสูงอาคารในบางบริเวณ การกำหนดรูปแบบหลังคาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ล้านนา การใช้วัสดุหรือโทนสีที่กลมกลืนกับบริบทเดิม ตลอดจนการกำหนดระยะถอยร่นจากเขตโบราณสถานและแนวคูเมือง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อหลักฐานใต้ดินและทัศนียภาพโดยรวม

ในทางปฏิบัติ มาตรการลักษณะนี้มีความสำคัญมาก เพราะปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งไม่ได้เกิดจากอาคารผิดกฎหมายโดยตรง แต่เกิดจากอาคารที่อาจถูกต้องตามกฎหมายทั่วไป ทว่าไม่เหมาะสมกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ หากไม่มีคณะกรรมการเฉพาะหรือหลักเกณฑ์เชิงพื้นที่เข้ามากำกับ การเปลี่ยนแปลงของย่านเก่าก็มักเกิดขึ้นแบบไร้ทิศทางและยากจะแก้ไขย้อนหลัง

กรณีอาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างใหม่ สะท้อนความท้าทายของเมืองเก่าที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับเมืองปัจจุบัน

ความซับซ้อนของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่อยู่ที่การต้องอยู่ร่วมกับความจำเป็นของเมืองสมัยใหม่ ซึ่งยังต้องมีโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์บริการภาครัฐ และสิ่งปลูกสร้างใหม่เพื่อรองรับประชาชน ข้อมูลที่แนบยกตัวอย่างกรณีอาคารเรียนแบบพิเศษของโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นอาคารขนาด 4 ชั้น สูง 18.30 เมตร ที่แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา แต่ก็ยังต้องประเมินอย่างเข้มงวดในแง่ผลกระทบต่อทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ

ตัวอย่างเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่ใช่การหยุดเมืองไว้ในอดีต แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความจำเป็นของคนรุ่นปัจจุบันกับหน้าที่ในการรักษามรดกของคนรุ่นก่อน หากไม่มีระบบพิจารณาที่รอบด้าน เมืองก็อาจพัฒนาแบบทำลายตัวเอง แต่หากอนุรักษ์อย่างแข็งตัวเกินไปจนใช้ชีวิตไม่ได้ เมืองเก่าก็อาจกลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่ไร้ผู้คน

เชียงรายนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักของการอนุรักษ์

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายในปี 2569 คือการนำระบบ e-MENSCR มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผน ติดตาม และประเมินผลโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ข้อมูลระบุว่า ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการติดตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาระดับประเทศ ทำให้การบริหารเมืองเก่าไม่ได้เป็นเพียงงานของจังหวัดเท่านั้น แต่มีโครงสร้างรองรับในระดับชาติด้วย

สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการทบทวนและจัดทำ คำแถลงความสำคัญของเมืองเก่าเชียงราย หรือ Statement of Significance เพื่อใช้เป็นฐานวิชาการในการตัดสินว่า อะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องรักษา และโครงการลักษณะใดควรหรือไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ เอกสารเช่นนี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำงานภาครัฐ เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ขึ้นอยู่กับรสนิยมเฉพาะบุคคลหรือแรงกดดันเฉพาะหน้า แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุผลเชิงวิชาการรองรับอย่างเป็นระบบ

ในเชิงธรรมาภิบาล นี่ถือเป็นการขยับจากการอนุรักษ์แบบอาศัยความรู้เฉพาะกลุ่ม ไปสู่การอนุรักษ์ที่ตรวจสอบได้ มีร่องรอยข้อมูล และสามารถเชื่อมต่อกับระบบเปิดของภาครัฐในอนาคตได้มากขึ้น

TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก กำลังเปลี่ยนบทบาทเมืองเก่าจากพื้นที่สงวนไปสู่พื้นที่สร้างโอกาส

ขณะเดียวกัน เชียงรายไม่ได้มองเมืองเก่าเพียงในฐานะพื้นที่ที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแตะต้อง แต่ยังมองเห็นศักยภาพของพื้นที่นี้ในฐานะฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลังจากเชียงรายได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก สาขาการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 แนวทางพัฒนาเมืองจึงเริ่มผสานเรื่องการอนุรักษ์เข้ากับการออกแบบ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจใหม่อย่างเด่นชัดขึ้น

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งจะตั้งอยู่ที่อาคาร OTOP เดิมหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางความรู้ นวัตกรรม และพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังรับทราบปัญหาความล่าช้าของโครงการซึ่งอยู่ระหว่างการหาผู้รับเหมาใหม่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ตามแผน

จุดนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของเมืองเก่าอย่างมาก เพราะหากโครงการลักษณะนี้เดินหน้าได้จริง เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงพื้นที่เก่าแก่ที่คนมาเยี่ยมชมแล้วผ่านไป แต่จะกลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริงของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมประวัติศาสตร์เข้ากับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย

แนวคิด Creative Space for All ชี้ทิศทางใหม่ของเมืองเก่าที่ต้องมีชีวิต

ข้อมูลแนบระบุว่า แนวคิดการออกแบบ TCDC เชียงราย ภายใต้หัวข้อ Creative Space for All มุ่งสร้างพื้นที่ที่โปร่งใส เป็นมิตร และเปิดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม นี่คือแนวคิดที่สำคัญต่อการตีความเมืองเก่าในศตวรรษใหม่ เพราะเมืองเก่าจะไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการปิดกั้นเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีการใช้งาน มีผู้คน มีการเรียนรู้ และมีคุณค่าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาร่วมกับแผนพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก ระบบรถรางหรือการเชื่อมต่อการเดินทางขนาดย่อย และการปรับปรุงทางเท้าหรือทางจักรยานในเมืองเก่า ก็ยิ่งเห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้าง เมืองมรดกที่มีชีวิต มากกว่าสร้างพื้นที่อนุรักษ์แบบแยกขาดจากชุมชน หากทำได้จริง เมืองเก่าจะไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาเมืองในระยะยาว

วิกฤตของเมืองเก่า ไม่ใช่เพียงการก่อสร้าง แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเมือง

อีกประเด็นที่น่าสนใจในข้อมูลชุดนี้ คือการเชื่อมการอนุรักษ์เมืองเก่าเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลระบุว่า การฟื้นฟูแนวคูเมืองไม่ใช่แค่การปกป้องโบราณสถาน แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ การป้องกันตลิ่งพัง และการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองด้วย

ในบริบทของเชียงรายซึ่งต้องเผชิญปัญหาหมอกควันและความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นระยะ การนำโครงสร้างทางประวัติศาสตร์กลับมาเชื่อมกับฟังก์ชันของเมืองร่วมสมัยจึงเป็นแนวคิดที่มีพลังมาก เพราะมันทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอดีต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่อาศัยของคนปัจจุบันและการตั้งรับความเสี่ยงในอนาคต

โจทย์ใหญ่ของเชียงรายอยู่ที่การทำให้ชุมชนเห็นว่าเมืองเก่าคือทรัพยากร ไม่ใช่อุปสรรค

แม้นโยบายจะเริ่มชัดขึ้น แต่ความท้าทายระยะยาวยังคงอยู่ที่คำถามว่า คนในเมืองเก่าจะมองการอนุรักษ์อย่างไร ข้อมูลในเอกสารชี้ให้เห็นบทเรียนจากพื้นที่มรดกอื่นว่า หากประชาชนในพื้นที่ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่เห็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หรือมองว่าโบราณสถานเป็นเพียงข้อจำกัดของการทำมาหากิน การอนุรักษ์ย่อมเดินหน้าได้ยาก

ดังนั้น แผนการเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญผ่านเส้นทางเดิน ทางจักรยาน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่เป็นหัวใจของการทำให้เมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งคนอยู่ได้ คนมาเยือนได้ และเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้ไปพร้อมกัน

เชียงรายในวันที่เลือกออกแบบอนาคตโดยไม่ทิ้งอดีต

การประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงรายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการพิจารณาระเบียบหรือรับทราบรายงานความคืบหน้า เพราะมันสะท้อนทิศทางใหม่ของจังหวัดอย่างชัดเจนว่า เชียงรายกำลังพยายามวางสมดุลระหว่างการเติบโตของเมืองกับการรักษารากทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง

จากการคุมเข้มการก่อสร้างในเขตเมืองเก่า การจัดการปัญหาบุกรุกแนวคูเมือง การใช้ระบบ e-MENSCR และเอกสาร SOS เป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ไปจนถึงการผลักดัน TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ทั้งหมดกำลังบอกว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่เก็บอดีตไว้เฉย ๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องถูกดูแลอย่างมีระบบ และต้องถูกพัฒนาอย่างมีรากเหง้า

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่ว่าเชียงรายจะอนุรักษ์เมืองเก่าไว้ได้หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่คือจะทำอย่างไรให้การอนุรักษ์นั้นแปรเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์มากขึ้น และเป็นความภูมิใจร่วมของคนในเมืองมากขึ้นด้วย หากทำได้ เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงมรดกของอดีต แต่จะกลายเป็นเข็มทิศของอนาคตอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การพัฒนาโครงการ TCDC เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ว่างงานต่ำแต่เปราะบาง! เชียงรายเร่งปรับโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรเกือบ 50% สู่ทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่

เชียงรายเร่งอัปสกิลแรงงานรับโลกงานใหม่ แม้ว่างงานต่ำเพียง 0.44 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชัดว่าทักษะเดิมอาจไม่พออีกต่อไป

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อตัวเลขว่างงานต่ำ ไม่ได้แปลว่าโจทย์แรงงานจบลงแล้ว ในสายตาของหลายคน ตัวเลขว่างงานระดับร้อยละ 0.44 อาจดูเป็นข่าวดีที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเดินหน้าได้ และคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายแรงงานในจังหวัดเชียงราย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นเหตุให้วางใจ ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่มีงานทำอยู่วันนี้จะยังแข่งขันในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่

ข้อมูลจากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารและพัฒนาแรงงานระดับจังหวัดเชียงราย หรือ กพรง.ปจ. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรวัยทำงานกว่า 9.5 แสนคน และมีผู้มีงานทำสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมีเพียง 2,632 คน หรือร้อยละ 0.44 เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนภาพว่า เชียงรายยังรักษาการจ้างงานได้ต่อเนื่องในภาพรวม แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าแรงงานเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 49.4 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคนอกเกษตรที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่มค้าปลีกค้าส่งและการก่อสร้าง

นั่นหมายความว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังมีงานทำ แต่โครงสร้างการจ้างงานของเชียงรายยังพึ่งพางานที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมไม่น้อย หากตลาดแรงงานในอนาคตต้องการทักษะใหม่มากขึ้น จังหวัดที่ยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคดั้งเดิมก็ย่อมต้องเร่งขยับเร็วกว่าที่ผ่านมา

เชียงรายเห็นสัญญาณล่วงหน้า จึงเร่งวางแผนแรงงานเชิงรุก

เหตุผลที่เชียงรายหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ไม่ได้มาจากการว่างงานพุ่งขึ้น แต่มาจากการมองเห็นล่วงหน้าว่า ตลาดงานกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างเงียบ ๆ และคนทำงานจำนวนมากอาจเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลจากจังหวัดระบุชัดว่า ขณะนี้มีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานฝีมือ ทำให้ภาครัฐต้องระดมความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการฝึกทักษะใหม่ หรือ Reskill และ Upskill ให้ตอบโจทย์ตลาดเทคโนโลยีมากขึ้น

ภาพนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกงานในระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกประเมินจากเพียงวุฒิการศึกษาหรือจำนวนปีที่เคยทำงานอีกต่อไป แต่ถูกจับตามองจากความสามารถในการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวได้ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากจังหวัดรอให้ปัญหาปะทุขึ้นก่อนค่อยลงมือ อาจสายเกินไปสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ทักษะเดิมเริ่มไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังแปรเปลี่ยน

การประชุมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงพิธีการเชิงระบบราชการ หากแต่เป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า จังหวัดกำลังมองเรื่องแรงงานในกรอบใหม่ คือไม่รอแก้เฉพาะปัญหาคนตกงาน แต่พยายามทำให้คนที่ยังมีงานอยู่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน

แรงงานเชียงรายยังอยู่ในภาคเกษตรเกือบครึ่ง สะท้อนจุดแข็งและจุดเปราะบางในเวลาเดียวกัน

การที่แรงงานเชียงรายร้อยละ 49.4 ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม อาจตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่ง มันสะท้อนรากฐานเศรษฐกิจของจังหวัดที่ยังผูกพันกับภาคการผลิตดั้งเดิม วิถีชุมชน และทรัพยากรในพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็เตือนว่าหากภาคเกษตรไม่สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี การแปรรูป หรือห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้ ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อรายได้และความมั่นคงของแรงงานจำนวนมาก

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีขาย และวิธีบริหารจัดการ งานเกษตรแบบเดิมอาจไม่เพียงพอจะสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกต่อไป จังหวัดจึงต้องคิดไกลกว่าการหางานให้คนทำ แต่ต้องคิดถึงการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะของแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การบริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ การใช้ข้อมูล หรือแม้แต่ภาษา เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดใหม่

ตรงนี้เองที่ทำให้ประเด็น Reskill และ Upskill ของเชียงรายมีความสำคัญ เพราะมันไม่ใช่แค่การฝึกช่างหรือฝึกอาชีพเสริม แต่คือการพยายามทำให้แรงงานในโครงสร้างดั้งเดิมขยับเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อัตราว่างงานต่ำ แต่แรงงานต่างด้าวและแรงงานไปต่างประเทศยังเป็นภาพสะท้อนสำคัญ

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุว่า เชียงรายมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานรวม 45,799 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมติคณะรัฐมนตรีและกลุ่มพื้นที่สูง ขณะเดียวกัน แรงงานเชียงรายเองก็ยังนิยมออกไปทำงานต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้แจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศกว่า 660 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชายและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

สองตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการรายงานจำนวนคนเข้าออกของตลาดแรงงาน เพราะสะท้อนว่าระบบแรงงานของเชียงรายกำลังอยู่บนทางแยกหลายชั้น แรงงานบางส่วนยังต้องพึ่งพาแรงงานจากภายนอกเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่แรงงานในพื้นที่อีกส่วนยังมองว่าการไปทำงานต่างประเทศคือโอกาสในการยกระดับรายได้มากกว่าการอยู่ในตลาดท้องถิ่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภารกิจของจังหวัดจึงไม่ได้มีแค่การผลิตแรงงานให้เพียงพอ แต่ต้องทำให้ตลาดแรงงานในพื้นที่มีคุณภาพและมีแรงจูงใจพอที่จะดึงคนให้อยู่ทำงานในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดได้มากขึ้นด้วย หากทักษะดีขึ้นแต่รายได้และโอกาสยังไม่เปลี่ยน คนจำนวนหนึ่งก็อาจยังเลือกออกไปทำงานนอกพื้นที่หรือต่างประเทศเหมือนเดิม

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกจริง

ท่ามกลางโจทย์ที่ซับซ้อน สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณบวกของเชียงราย คือผลสำเร็จของการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย ซึ่งข้อมูลระบุว่า มีผู้ผ่านการทดสอบมากกว่าร้อยละ 92 และกลุ่มอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง กลุ่มธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดในปัจจุบัน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการเรียนรู้ของแรงงานยังมีอยู่จริง และหลักสูตรที่เชื่อมกับตลาดงานก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ หากออกแบบให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ จุดสำคัญอยู่ที่การไม่มองการฝึกอบรมเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้ได้ตัวเลขผู้เข้าอบรม แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของคนทำงาน

เมื่อเทียบกับโลกงานที่เปลี่ยนเร็ว สาขาอย่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และบริการ จึงไม่ใช่แค่ทักษะวิชาชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่คือฐานของการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ การให้บริการเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในระดับจังหวัดและระดับข้ามพรมแดน

โลกงานต่างประเทศกำลังเตือนว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่พอแล้ว

ข้อมูลต่างประเทศที่แนบมาด้วยจากการสำรวจของ Intelligent.com ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจเกือบ 1,000 คนในสหรัฐ และพบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า นายจ้างจำนวนมากกำลังกังวลต่อความพร้อมของบัณฑิตจบใหม่ในตลาดงานจริง ร้อยละ 75 ของบริษัทที่สำรวจระบุว่า บัณฑิตจบใหม่ที่รับเข้ามาในปีนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด “ไม่น่าพอใจ” ขณะที่ 6 ใน 10 บริษัทเคยเลิกจ้างบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้าทำงาน และ 1 ใน 6 ของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานยอมรับว่าลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่ในอนาคต

เหตุผลที่นายจ้างหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่การขาดแรงจูงใจและความคิดริเริ่ม ร้อยละ 50 การขาดความเป็นมืออาชีพ ร้อยละ 46 การสื่อสารไม่ดี ร้อยละ 39 ไปจนถึงปัญหาเรื่องการรับมือกับฟีดแบ็ก ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการภาระงานจริงในที่ทำงาน

สำหรับเชียงราย ข้อมูลนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะมันกำลังบอกว่า จังหวัดที่อยากพัฒนาแรงงานให้พร้อมต่อโลกงานใหม่ ไม่สามารถหยุดอยู่แค่การฝึกทักษะทางเทคนิค แต่ต้องพัฒนา ทักษะอ่อน หรือ Soft Skills ควบคู่กันไปด้วย เช่น วินัย การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะ

คำเตือนจากต่างประเทศ สอดรับกับโจทย์ Reskill และ Upskill ในเชียงราย

เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นว่า สิ่งที่นายจ้างสหรัฐสะท้อนออกมานั้นแทบไม่ต่างจากโจทย์ที่หลายจังหวัดในไทยกำลังเผชิญ แรงงานรุ่นใหม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม มีการศึกษาสูงขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ดิจิทัลคล่องขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะพร้อมทำงานในสภาพแวดล้อมจริงโดยอัตโนมัติ

ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานเชื่อว่า บัณฑิตควรได้รับการฝึกมารยาทและการวางตัวในที่ทำงาน ขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้บัณฑิตน่าจ้างมากขึ้น ได้แก่ การแสดงความคิดริเริ่ม ร้อยละ 57 ทัศนคติเชิงบวก ร้อยละ 56 จรรยาบรรณในการทำงาน ร้อยละ 54 และความสามารถในการปรับตัว ร้อยละ 53

หากเชียงรายต้องการสร้างแรงงานที่แข่งขันได้จริง หลักสูตรระยะสั้นในอนาคตจึงควรผสานทั้งทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพ และทักษะในการทำงานกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เพราะในที่สุดแล้ว ตลาดงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ทำงานเป็น แต่ต้องการคนที่ พร้อมทำงาน ด้วย

ข้อมูลดิจิทัลไทยกำลังบอกว่า สังคมพร้อมแล้ว แต่แรงงานต้องพร้อมตามให้ทัน

อีกชุดข้อมูลสำคัญที่ช่วยอธิบายทิศทางอนาคต คือผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุว่า ประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปจำนวน 66.3 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วร้อยละ 92.3 ใช้โทรศัพท์มือถือร้อยละ 96.1 และมีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 89.9 ขณะที่ในระดับครัวเรือน มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 93.4 มีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 97.2 และมีคอมพิวเตอร์ร้อยละ 20.0 โดยข้อมูลยังชี้ว่า โทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นอุปกรณ์หลักแทนคอมพิวเตอร์ในหลายการใช้งาน

ข้อมูลนี้น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็วในเชิงการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย แต่การเข้าถึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีทักษะที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้เท่ากัน จังหวัดอย่างเชียงรายที่ต้องการยกระดับแรงงาน จึงไม่อาจมองแค่เรื่องมีอินเทอร์เน็ตหรือไม่มี แต่ต้องมองว่าแรงงานใช้เทคโนโลยีนั้นทำอะไรได้บ้าง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกดิจิทัลไทยอาจโตไปไกลแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ แรงงานไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โตทันหรือยัง หากไม่ทัน ช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง กับคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าในงาน จะยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงต้องขยายหลักสูตรสู่ไอที ภาษา และการบริหารธุรกิจ

ข้อมูลจากจังหวัดระบุว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เตรียมขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้น เพื่อจัดหลักสูตรระยะสั้นที่ตรงเป้าหมายในสาขาอย่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารธุรกิจ และภาษา เป้าหมายคือยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหัวใจของจังหวัดไม่ได้มองการฝึกแรงงานในกรอบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหันไปสู่ทักษะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยตรง เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้แรงงานเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลและทำงานได้หลากหลายขึ้น การบริหารธุรกิจช่วยให้คนทำงานหรือผู้ประกอบการรายเล็กคิดเรื่องต้นทุน การตลาด และการเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนภาษาคือประตูสู่โอกาสใหม่ทั้งในภาคบริการ การค้าชายแดน และงานที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย แนวทางนี้มีความได้เปรียบเชิงพื้นที่อย่างมาก เพราะหากแรงงานในจังหวัดมีทั้งทักษะเทคนิค ทักษะบริการ และภาษา โอกาสในการดึงดูดธุรกิจ การค้าข้ามแดน และการลงทุนใหม่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย

ข่าวดีของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ว่างงานต่ำ แต่คือการเริ่มมองเห็นโจทย์ก่อนปัญหาจะลุกลาม

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะเชียงรายมีอัตราว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.44 อย่างเดียว หากแต่เพราะจังหวัดเริ่มมองเห็นว่า ตัวเลขที่ดีในวันนี้อาจซ่อนความเสี่ยงของวันข้างหน้าไว้ หากไม่รีบปรับทิศทางการพัฒนาแรงงาน

ภายใต้โลกที่ดิจิทัลโตเร็ว นายจ้างต้องการมากกว่าวุฒิการศึกษา และแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม จังหวัดที่รอให้ปัญหามาถึงก่อนค่อยแก้ อาจเสียโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แต่เชียงรายกำลังพยายามเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คืออ่านเกมล่วงหน้า แล้วใช้การฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ตลาดแรงงานของตัวเอง

ในเชิงนโยบาย นี่คือความเคลื่อนไหวที่ควรจับตา เพราะถ้าหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นสามารถเชื่อมกับความต้องการของตลาดได้จริง และทำให้แรงงานมีทั้งทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล และทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เชียงรายก็อาจไม่เพียงรักษาระดับการจ้างงานได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพแรงงานและรายได้ของประชาชนได้ในระยะยาวด้วย

เมื่อโลกงานใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่ามีงานหรือไม่ แต่ถามว่าพร้อมหรือยัง

ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่จำนวนคนมีงานทำ แต่ตัดสินกันที่คุณภาพของงาน คุณภาพของคนทำงาน และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีและความคาดหวังใหม่ของนายจ้าง

เชียงรายในวันนี้มีดีตรงที่คนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ ว่างงานต่ำ และหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดก็ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งโครงสร้างแรงงานที่ยังกระจุกในภาคเกษตร การขาดแคลนแรงงานฝีมือ การไหลออกของแรงงานไปต่างประเทศ และโลกดิจิทัลที่กำลังเดินหน้าทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลัง

คำเตือนจากตลาดงานต่างประเทศยิ่งทำให้ชัดว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความสำเร็จในการทำงานอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลการใช้เทคโนโลยีของไทยก็บอกว่า สังคมทั้งระบบกำลังเคลื่อนไปเร็วมากกว่าที่บางภาคส่วนจะปรับตัวทัน

จึงไม่ได้จบลงที่การรายงานว่าจังหวัดเชียงรายจัดประชุมเรื่องแรงงาน แต่จบลงที่คำถามสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนว่า ในวันที่งานยังมีอยู่ แต่รูปแบบของงานกำลังเปลี่ยนไปทุกวัน เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีงานทำ แต่เป็นผู้ที่มีทักษะเพียงพอจะเติบโตไปพร้อมกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย
  • Intelligent.com และบทความที่เผยแพร่บน Fortune.com ซึ่
  • ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME