Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ก้าวสำคัญของเชียงราย! ยกระดับคณะอนุกรรมการเมืองเก่า คุมเข้มทัศนียภาพ 1.27 ตร.กม. ป้องกันรากเหง้าเลือนหาย

เชียงรายยกระดับคุมเข้มเมืองเก่า เร่งฟื้นคูเมืองโบราณ วางกติกาก่อสร้างใหม่ รักษารากเมืองพญามังรายท่ามกลางแรงกดดันจากการเติบโตของเมือง

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ เมื่อเมืองเติบโตเร็ว แต่รากประวัติศาสตร์อาจถอยหาย ในทุกเมืองที่กำลังเติบโต คำถามหนึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอว่า เมืองจะเดินหน้าสู่อนาคตอย่างไร โดยไม่ทำให้ร่องรอยของอดีตเลือนหายไปทีละน้อย สำหรับเชียงราย คำถามนั้นไม่ได้เป็นเพียงถ้อยเถียงเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะประชุมอย่างจริงจัง เมื่อจังหวัดเริ่มเห็นชัดว่าการขยายตัวของเมือง การก่อสร้างอาคาร และการใช้ที่ดินในเขตเมืองเก่า อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของพื้นที่มากกว่าที่เคยคาดคิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองให้สอดคล้องกับการพัฒนาในปัจจุบัน โดยหนึ่งในประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือการกำหนดมาตรการคุมเข้มการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในเขตเมืองเก่าเชียงราย พื้นที่ 1.27 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจากนี้ไป ทุกโครงการจะต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทัศนียภาพและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเก่า

มาตรการดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังขยับจากแนวทางอนุรักษ์เชิงรับ ไปสู่การจัดการเชิงรุกมากขึ้น เพราะในอดีตปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งมักไม่ได้เกิดจากการทำลายโบราณสถานอย่างโจ่งแจ้งเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยผ่านอาคารใหม่ ถนนใหม่ หรือโครงการใหม่ที่ค่อย ๆ ทำให้บริบทดั้งเดิมสูญเสียความหมายไปโดยไม่รู้ตัว

กรณีคูเมืองถูกกระทบ กลายเป็นสัญญาณเตือนว่าการอนุรักษ์ไม่อาจรอได้อีกแล้ว

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไป คือการที่จังหวัดตรวจสอบพบการบุกรุกและทำลายแนวคูเมืองเดิมบริเวณพื้นที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผังเมืองโบราณของเชียงรายตั้งแต่สมัยพญามังราย ที่ประชุมจึงได้ประสานกรมศิลปากรให้เข้าระงับการดำเนินการที่ส่งผลกระทบ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูอัตลักษณ์เมืองเก่าในระยะต่อไป

ประเด็นนี้มีน้ำหนักในเชิงข่าวอย่างมาก เพราะทำให้เห็นว่าการอนุรักษ์ไม่ได้อยู่ในสถานะปลอดภัยอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ ตรงกันข้าม โครงสร้างที่หล่อเลี้ยงความเป็นเมืองเก่าของเชียงรายยังคงเผชิญแรงกดดันจริงจากการใช้พื้นที่ในปัจจุบัน และหากไม่มีการแทรกแซงอย่างทันท่วงที ความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนคืนได้

มากไปกว่านั้น แนวคูเมืองและกำแพงเมืองไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางโบราณคดีที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นองค์ประกอบหลักของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่ช่วยบอกเล่าโครงสร้างเมืองยุคต้น บอกตำแหน่งประตูเมือง บอกแนวป้องกันเมือง และบอกถึงภูมิปัญญาการจัดการน้ำของคนในอดีต การฟื้นฟูคูเมืองจึงไม่ได้มีค่าแค่ในทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การระบายน้ำ และการจัดวางเมืองร่วมสมัยด้วย

รากของเชียงรายเริ่มจากเมืองพญามังราย และผังเมืองที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญา

การจะเข้าใจว่าทำไมจังหวัดจึงต้องจริงจังกับเรื่องเมืองเก่า จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังรากฐานของเชียงรายเอง ข้อมูลที่แนบมาระบุว่า เมืองเชียงรายสถาปนาขึ้นโดยพญามังรายมหาราชในปี พ.ศ. 1805 โดยเลือกชัยภูมิบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำกรณ์เป็นที่ตั้งเมือง ใช้ดอยจอมทองเป็นจุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์และจิตวิญญาณของชุมชน ผังเมืองมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือสี่เหลี่ยมรีที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสัมพันธ์กับภูมิประเทศและแนวลำน้ำตามธรรมชาติ

องค์ประกอบสำคัญของเมืองเก่าในยุคแรกประกอบด้วยกำแพงเมืองและคูน้ำล้อมรอบ ต่อมาจึงพัฒนาจากกำแพงดินเป็นกำแพงอิฐที่มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบถนนภายในเมืองก็ถูกวางอย่างมีแบบแผน โดยมีแนวแกนหลักเชื่อมประตูเมืองแต่ละทิศ ซึ่งยังสะท้อนอยู่ในแนวถนนสำคัญของเชียงรายปัจจุบัน เช่น ถนนอุตรกิจและถนนธนาลัย ข้อมูลนี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเขตที่มีอาคารเก่ากระจายตัว แต่เป็นทั้งระบบของผังเมือง ความเชื่อ ความมั่นคง และการจัดการพื้นที่ของรัฐโบราณ

ในเมืองลักษณะเช่นนี้ ประตูเมืองแต่ละแห่งไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงช่องทางสัญจร แต่ยังมีนัยทางพิธีกรรมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประตูสรี ประตูเชียงใหม่ ประตูป่าแดง ประตูหวาย ประตูเจ้าชาย ประตูผี หรือประตูยางพลับ ตำแหน่งของประตูเหล่านี้ในปัจจุบันเชื่อมโยงกับย่านสำคัญของเมืองสมัยใหม่ ทำให้การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่อาจแยกออกจากการวางผังเมืองร่วมสมัยได้เลย

กติกาใหม่ของเขตเมืองเก่า ไม่ได้ห้ามพัฒนา แต่กำหนดให้พัฒนาอย่างเคารพบริบท

หัวใจสำคัญของมาตรการใหม่คือการกำหนดให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารในเขตเมืองเก่าเชียงราย ต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาก่อนทุกครั้ง มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของจังหวัดว่า การพัฒนาไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่เคารพบริบทและไม่ทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ข้อมูลที่แนบมายังระบุถึงแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมที่จังหวัดให้ความสำคัญ ทั้งการรักษาสเกลของเมืองเก่า การควบคุมความสูงอาคารในบางบริเวณ การกำหนดรูปแบบหลังคาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ล้านนา การใช้วัสดุหรือโทนสีที่กลมกลืนกับบริบทเดิม ตลอดจนการกำหนดระยะถอยร่นจากเขตโบราณสถานและแนวคูเมือง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อหลักฐานใต้ดินและทัศนียภาพโดยรวม

ในทางปฏิบัติ มาตรการลักษณะนี้มีความสำคัญมาก เพราะปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งไม่ได้เกิดจากอาคารผิดกฎหมายโดยตรง แต่เกิดจากอาคารที่อาจถูกต้องตามกฎหมายทั่วไป ทว่าไม่เหมาะสมกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ หากไม่มีคณะกรรมการเฉพาะหรือหลักเกณฑ์เชิงพื้นที่เข้ามากำกับ การเปลี่ยนแปลงของย่านเก่าก็มักเกิดขึ้นแบบไร้ทิศทางและยากจะแก้ไขย้อนหลัง

กรณีอาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างใหม่ สะท้อนความท้าทายของเมืองเก่าที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับเมืองปัจจุบัน

ความซับซ้อนของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่อยู่ที่การต้องอยู่ร่วมกับความจำเป็นของเมืองสมัยใหม่ ซึ่งยังต้องมีโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์บริการภาครัฐ และสิ่งปลูกสร้างใหม่เพื่อรองรับประชาชน ข้อมูลที่แนบยกตัวอย่างกรณีอาคารเรียนแบบพิเศษของโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นอาคารขนาด 4 ชั้น สูง 18.30 เมตร ที่แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา แต่ก็ยังต้องประเมินอย่างเข้มงวดในแง่ผลกระทบต่อทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ

ตัวอย่างเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่ใช่การหยุดเมืองไว้ในอดีต แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความจำเป็นของคนรุ่นปัจจุบันกับหน้าที่ในการรักษามรดกของคนรุ่นก่อน หากไม่มีระบบพิจารณาที่รอบด้าน เมืองก็อาจพัฒนาแบบทำลายตัวเอง แต่หากอนุรักษ์อย่างแข็งตัวเกินไปจนใช้ชีวิตไม่ได้ เมืองเก่าก็อาจกลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่ไร้ผู้คน

เชียงรายนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักของการอนุรักษ์

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายในปี 2569 คือการนำระบบ e-MENSCR มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผน ติดตาม และประเมินผลโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ข้อมูลระบุว่า ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการติดตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาระดับประเทศ ทำให้การบริหารเมืองเก่าไม่ได้เป็นเพียงงานของจังหวัดเท่านั้น แต่มีโครงสร้างรองรับในระดับชาติด้วย

สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการทบทวนและจัดทำ คำแถลงความสำคัญของเมืองเก่าเชียงราย หรือ Statement of Significance เพื่อใช้เป็นฐานวิชาการในการตัดสินว่า อะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องรักษา และโครงการลักษณะใดควรหรือไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ เอกสารเช่นนี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำงานภาครัฐ เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ขึ้นอยู่กับรสนิยมเฉพาะบุคคลหรือแรงกดดันเฉพาะหน้า แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุผลเชิงวิชาการรองรับอย่างเป็นระบบ

ในเชิงธรรมาภิบาล นี่ถือเป็นการขยับจากการอนุรักษ์แบบอาศัยความรู้เฉพาะกลุ่ม ไปสู่การอนุรักษ์ที่ตรวจสอบได้ มีร่องรอยข้อมูล และสามารถเชื่อมต่อกับระบบเปิดของภาครัฐในอนาคตได้มากขึ้น

TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก กำลังเปลี่ยนบทบาทเมืองเก่าจากพื้นที่สงวนไปสู่พื้นที่สร้างโอกาส

ขณะเดียวกัน เชียงรายไม่ได้มองเมืองเก่าเพียงในฐานะพื้นที่ที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแตะต้อง แต่ยังมองเห็นศักยภาพของพื้นที่นี้ในฐานะฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลังจากเชียงรายได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก สาขาการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 แนวทางพัฒนาเมืองจึงเริ่มผสานเรื่องการอนุรักษ์เข้ากับการออกแบบ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจใหม่อย่างเด่นชัดขึ้น

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งจะตั้งอยู่ที่อาคาร OTOP เดิมหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางความรู้ นวัตกรรม และพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังรับทราบปัญหาความล่าช้าของโครงการซึ่งอยู่ระหว่างการหาผู้รับเหมาใหม่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ตามแผน

จุดนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของเมืองเก่าอย่างมาก เพราะหากโครงการลักษณะนี้เดินหน้าได้จริง เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงพื้นที่เก่าแก่ที่คนมาเยี่ยมชมแล้วผ่านไป แต่จะกลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริงของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมประวัติศาสตร์เข้ากับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย

แนวคิด Creative Space for All ชี้ทิศทางใหม่ของเมืองเก่าที่ต้องมีชีวิต

ข้อมูลแนบระบุว่า แนวคิดการออกแบบ TCDC เชียงราย ภายใต้หัวข้อ Creative Space for All มุ่งสร้างพื้นที่ที่โปร่งใส เป็นมิตร และเปิดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม นี่คือแนวคิดที่สำคัญต่อการตีความเมืองเก่าในศตวรรษใหม่ เพราะเมืองเก่าจะไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการปิดกั้นเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีการใช้งาน มีผู้คน มีการเรียนรู้ และมีคุณค่าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาร่วมกับแผนพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก ระบบรถรางหรือการเชื่อมต่อการเดินทางขนาดย่อย และการปรับปรุงทางเท้าหรือทางจักรยานในเมืองเก่า ก็ยิ่งเห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้าง เมืองมรดกที่มีชีวิต มากกว่าสร้างพื้นที่อนุรักษ์แบบแยกขาดจากชุมชน หากทำได้จริง เมืองเก่าจะไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาเมืองในระยะยาว

วิกฤตของเมืองเก่า ไม่ใช่เพียงการก่อสร้าง แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเมือง

อีกประเด็นที่น่าสนใจในข้อมูลชุดนี้ คือการเชื่อมการอนุรักษ์เมืองเก่าเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลระบุว่า การฟื้นฟูแนวคูเมืองไม่ใช่แค่การปกป้องโบราณสถาน แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ การป้องกันตลิ่งพัง และการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองด้วย

ในบริบทของเชียงรายซึ่งต้องเผชิญปัญหาหมอกควันและความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นระยะ การนำโครงสร้างทางประวัติศาสตร์กลับมาเชื่อมกับฟังก์ชันของเมืองร่วมสมัยจึงเป็นแนวคิดที่มีพลังมาก เพราะมันทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอดีต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่อาศัยของคนปัจจุบันและการตั้งรับความเสี่ยงในอนาคต

โจทย์ใหญ่ของเชียงรายอยู่ที่การทำให้ชุมชนเห็นว่าเมืองเก่าคือทรัพยากร ไม่ใช่อุปสรรค

แม้นโยบายจะเริ่มชัดขึ้น แต่ความท้าทายระยะยาวยังคงอยู่ที่คำถามว่า คนในเมืองเก่าจะมองการอนุรักษ์อย่างไร ข้อมูลในเอกสารชี้ให้เห็นบทเรียนจากพื้นที่มรดกอื่นว่า หากประชาชนในพื้นที่ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่เห็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หรือมองว่าโบราณสถานเป็นเพียงข้อจำกัดของการทำมาหากิน การอนุรักษ์ย่อมเดินหน้าได้ยาก

ดังนั้น แผนการเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญผ่านเส้นทางเดิน ทางจักรยาน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่เป็นหัวใจของการทำให้เมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งคนอยู่ได้ คนมาเยือนได้ และเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้ไปพร้อมกัน

เชียงรายในวันที่เลือกออกแบบอนาคตโดยไม่ทิ้งอดีต

การประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงรายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการพิจารณาระเบียบหรือรับทราบรายงานความคืบหน้า เพราะมันสะท้อนทิศทางใหม่ของจังหวัดอย่างชัดเจนว่า เชียงรายกำลังพยายามวางสมดุลระหว่างการเติบโตของเมืองกับการรักษารากทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง

จากการคุมเข้มการก่อสร้างในเขตเมืองเก่า การจัดการปัญหาบุกรุกแนวคูเมือง การใช้ระบบ e-MENSCR และเอกสาร SOS เป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ไปจนถึงการผลักดัน TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ทั้งหมดกำลังบอกว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่เก็บอดีตไว้เฉย ๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องถูกดูแลอย่างมีระบบ และต้องถูกพัฒนาอย่างมีรากเหง้า

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่ว่าเชียงรายจะอนุรักษ์เมืองเก่าไว้ได้หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่คือจะทำอย่างไรให้การอนุรักษ์นั้นแปรเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์มากขึ้น และเป็นความภูมิใจร่วมของคนในเมืองมากขึ้นด้วย หากทำได้ เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงมรดกของอดีต แต่จะกลายเป็นเข็มทิศของอนาคตอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การพัฒนาโครงการ TCDC เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทางแต่คือเดิมพันอนาคตเมือง

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเดิมพันอนาคตของเมือง

เชียงราย,19 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังไม่ได้พูดแค่เรื่องสนามบิน แต่กำลังพูดถึงอนาคตของเมืองทั้งระบบ ที่ห้องดอยวาวี โรงแรมเดอะริเวอร์รีบายกะตะธานี จังหวัดเชียงราย เวทีสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ครั้งที่ 2 อาจดูเหมือนกิจกรรมตามขั้นตอนของโครงการรัฐทั่วไป แต่หากมองให้ลึกกว่าเอกสารประชุมและแบบร่างอาคาร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือการเปิดฉากสนทนาครั้งสำคัญว่าจังหวัดเชียงรายจะวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไรในทศวรรษข้างหน้า เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รับส่งผู้โดยสารอีกต่อไป หากเป็นทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการท่องเที่ยว และโครงสร้างภาพจำของเมืองในสายตาคนนอกพื้นที่.

ข้อมูลจากเวทีดังกล่าวระบุชัดว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. เดินหน้าโครงการนี้เพื่อยกระดับสนามบินเชียงรายจากขีดความสามารถเดิม 3 ล้านคนต่อปี ไปสู่ 6 ล้านคนต่อปี พร้อมขยายหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และปรับปรุงระบบภายในสนามบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต. จุดนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาวอีกแล้ว แต่กำลังถูกกำหนดบทบาทใหม่ในฐานะสนามบินภูมิภาคเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเหนือตอนบน

ทำไมเชียงรายต้องขยายตอนนี้ เมื่อขีดความสามารถเดิมเริ่มตึง และการรอเฉยอาจทำให้เมืองเสียจังหวะ

ในทางกายภาพ สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อาจยังดูไม่แออัดเท่าสนามบินเมืองใหญ่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การรอให้เต็มก่อนขยายไม่ใช่คำตอบของสนามบินยุคใหม่ เพราะเมื่อความต้องการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนเริ่มสะสม การตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่ปีก็อาจทำให้เมืองสูญเสียโอกาสในระยะยาวได้ ข้อมูลจาก ทอท. ก่อนหน้านี้ระบุชัดว่ามีแผนพัฒนาเชียงรายเพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านเป็น 6 ล้านคนต่อปี และมองเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ.

ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะเมืองมีทุนพร้อมอยู่แล้วทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม ชายแดน และศักยภาพเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศไม่ขยับ เมืองก็อาจไปได้ไม่สุด โดยเฉพาะในยุคที่จังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “การเข้าถึง” และ “ความสะดวก” ของนักเดินทางด้วย ยิ่งในบริบทที่สายการบินและนักลงทุนใช้เวลาตัดสินใจจากต้นทุน ความพร้อม และศักยภาพขยายตัว สนามบินจึงกลายเป็นหนึ่งในดัชนีวัดอนาคตของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนกลางของโครงการระยะที่ 1 อาคารใหม่ หลุมจอดเพิ่ม และระบบสนับสนุนที่ต้องโตไปพร้อมกัน

รายละเอียดของโครงการระยะที่ 1 ตามข้อมูลสัมมนาระบุว่า งานพัฒนาถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานเขตการบิน งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน และงานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน ซึ่งสะท้อนว่าการขยายครั้งนี้ไม่ได้คิดเพียงอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ แต่เป็นการมองทั้งระบบตั้งแต่การขึ้นลงของเครื่องบินไปจนถึงการไหลเวียนของผู้โดยสาร รถยนต์ และสาธารณูปโภคภายในพื้นที่สนามบิน.

ความสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ตรงที่สนามบินยุคใหม่ไม่สามารถขยายแบบแยกส่วนได้อีกแล้ว หากเพิ่มผู้โดยสารแต่ไม่เพิ่มหลุมจอด ก็เกิดคอขวดที่ลานจอด หากมีอาคารใหม่แต่ระบบจราจรภายในไม่ดี ก็ย้ายความแออัดจากในอาคารออกไปนอกอาคารแทน ดังนั้น การเพิ่มหลุมจอดประชิดอาคาร 9 หลุม การปรับระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และสาธารณูปโภคภายในสนามบิน จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่คือเงื่อนไขที่จะทำให้ “ขยายได้จริง” ไม่ใช่แค่ “สร้างเสร็จ”

รูปลักษณ์อาคารใหม่ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน เพราะภาพแรกของสนามบินคือภาพแรกของเชียงรายในสายตาผู้มาเยือน

จุดที่น่าสนใจมากในเวทีรับฟังความคิดเห็นคือ การเปิดให้ผู้เข้าร่วมร่วมมองและเสนอความเห็นต่อรูปลักษณ์ของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings โดยแต่ละแนวทางพยายามเชื่อมภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ภาคเหนือในวิธีที่ต่างกัน จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีความเห็นส่งเข้ามาว่าแนวทางที่ 3 หรือ Gateway Wings เป็นรูปแบบที่สื่อพลังของการเดินทางและภาพจำของสนามบินได้ชัดเจนที่สุดในบริบทเมืองเชียงราย

นี่เป็นรายละเอียดที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงโครงสร้างใช้งาน แต่เป็น “หน้าตาเมือง” ที่คนจำนวนมากเห็นก่อนสถานที่อื่น หากออกแบบได้ดี อาคารสนามบินจะไม่เป็นเพียงที่ผ่านทาง แต่กลายเป็นประสบการณ์แรกของเมือง แนวคิดอย่าง Woven Eaves ที่หยิบผ้าทอพื้นเมืองและชายคาล้านนามาเป็นแรงบันดาลใจ หรือ Northern Horizon ที่ตีความภูมิทัศน์ภาคเหนือในเส้นแนวนอน ล้วนสะท้อนความพยายามทำให้สถาปัตยกรรมสื่อถึงเชียงรายมากกว่าอาคารสนามบินมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Gateway Wings ชี้ไปข้างหน้ามากกว่า ด้วยภาพของการโบยบิน การเปิดรับ และความร่วมสมัย ซึ่งตรงกับบทบาทสนามบินในฐานะประตูของเมือง

เชียงรายต้องชนะด้วยเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่ชนะด้วยการเลียนแบบสนามบินใหญ่

หากมองให้ไกลกว่าแบบก่อสร้าง สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญคือคำถามสำคัญว่า จะทำให้สนามบินแห่งนี้ “เป็นของเชียงราย” ได้อย่างไร ในวันที่หลายเมืองต่างขยายสนามบินพร้อมกัน หากตอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม สนามบินก็อาจเป็นเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้ดีแต่ไร้บุคลิก แต่ถ้าตอบด้วยอัตลักษณ์ของพื้นที่ สนามบินก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองได้ตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้โดยสารก้าวลงจากเครื่อง

เชียงรายมีต้นทุนเรื่องนี้มากกว่าหลายเมือง ทั้งงานหัตถกรรม ความเป็นล้านนาร่วมสมัย ชุมชนชาติพันธุ์ ภูเขา แม่น้ำ ศิลปะร่วมสมัย และภาพจำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกับสุขภาพ หากนำทั้งหมดมาถอดเป็นภาษาสถาปัตยกรรม การออกแบบภูมิทัศน์ ป้ายสื่อสาร พื้นที่ค้าปลีก หรือประสบการณ์ผู้โดยสารได้อย่างชัด สนามบินแห่งนี้ก็จะไม่เป็นเพียงจุดรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมให้เมือง

เพราะสนามบินนี้ต้องตอบเรื่องเมืองให้มากกว่าตอบเรื่องการบิน

หัวใจของข่าวนี้จึงต้องอยู่ที่เชียงรายเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะสนามบินตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เท่านั้น แต่เพราะผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะย้อนกลับมาหาคนเชียงรายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว หรือมูลค่าที่ดินและการพัฒนาเมือง หากสนามบินรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น สิ่งที่จะขยับตามมาไม่ใช่แค่เที่ยวบิน แต่คือโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า ผู้ประกอบการท้องถิ่น งานบริการ และการไหลเวียนของคนจากภายนอก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนเชียงรายก็ย่อมมีสิทธิถามกลับเช่นกันว่า เมืองจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมบ้างนอกจากตัวเลขผู้โดยสาร เพราะโครงการขนาดใหญ่มักสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งเรื่องจราจร การใช้ที่ดิน เสียงรบกวน และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ความโปร่งใสของข้อมูล การออกแบบที่รับฟังคนในพื้นที่ และการทำให้ผลประโยชน์กระจายลงสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นจริง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของโครงการนี้

เชียงใหม่คือบทเปรียบเทียบที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเมืองพี่ใหญ่ของภาคเหนือกำลังเร่งเครื่องแรงกว่าเดิม

หากจะอธิบายอนาคตของสนามบินเชียงรายให้ชัด จำเป็นต้องวางคู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงใหม่ด้วย เพราะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เปิดแผนแม่บทสนามบินฉบับปรับปรุง ซึ่งวางให้เชียงใหม่เป็น Secondary Gateway อันดับ 2 ของประเทศ และขยายสนามบินเดิมจากรองรับ 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผน “สนามบินล้านนา” บนพื้นที่สันกำแพงและบ้านธิ ที่ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารได้ถึง 24 ล้านคนในอนาคต. มูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนสนามบินชุดใหม่อย่างจริงจัง และเชียงใหม่ถูกวางเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา MICE และการบิน. นี้ไม่ได้แปลว่าเชียงรายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ แต่หมายความว่าเชียงรายต้องชัดขึ้นว่าตนเองจะยืนตรงไหน หากเชียงใหม่คือศูนย์กลางขนาดใหญ่ เชียงรายก็อาจต้องชนะในฐานะเมืองประตูเชื่อมลุ่มน้ำโขง เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดนที่เข้าถึงได้เร็วและมีบุคลิกชัดกว่า

ต่างประเทศอยู่ในโจทย์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์แต่ก็สำคัญพอจะบอกว่าเชียงรายกำลังเดินอยู่บนสนามแข่งขันแบบไหน

ในระดับระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในช่วงฟื้นและเติบโต โดย IATA ประเมินว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคเติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 ขณะที่สนามบินทั่วโลกกำลังถูกกดดันให้ขยายตัวไปพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม. กรม Airport Carbon Accreditation ซึ่งเป็นกรอบรับรองการจัดการคาร์บอนของสนามบิน ก็ถูกใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้นในวงการ. นทำให้คำว่า “Northern – Most Sustainability Regional Airport” ของเชียงรายไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู แต่เป็นคำมั่นที่ต้องแปลออกมาเป็นการลงทุนจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ การลดคาร์บอน การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และระบบภาคพื้นดินที่รองรับอนาคตของการบินสะอาดมากขึ้น สำนักงาน ICAO เองก็ผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของการบินระหว่างประเทศผ่านเชื้อเพลิงการบินที่สะอาดขึ้นด้วย. ั้น หากเชียงรายจะใช้คำว่ายั่งยืน ก็ต้องทำให้จับต้องได้ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ข้อความในเอกสารประชุม

ความหมายที่แท้จริงของสนามบินใหม่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ต้องทำให้เมืองมีคุณภาพขึ้นด้วย

สนามบินที่ดีไม่ควรวัดแค่จำนวนคนผ่าน แต่ควรวัดว่าทำให้เมืองดีขึ้นหรือไม่ หากสนามบินใหม่ทำให้เศรษฐกิจโตแต่เมืองวุ่นวายขึ้น ชุมชนอึดอัดขึ้น และคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์มากพอ โครงการก็ย่อมถูกตั้งคำถามเสมอ ตรงกันข้าม หากสนามบินช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ดึงรายได้ใหม่เข้าจังหวัด เปิดทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายตลาด และสร้างภาพจำเชียงรายในฐานะเมืองคุณภาพได้จริง สนามบินนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าตัวเลขงบลงทุน

นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความคิดเห็นในรอบสัมมนาครั้งที่ 2 มีนัยสำคัญ เพราะมันชี้ว่าการพัฒนาสนามบินไม่ควรเป็นเรื่องของวิศวกรหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการเจรจากับอนาคตของเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ใช้งานจริง

เชียงรายกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อพัฒนาให้เมืองได้ประโยชน์จริง

เมื่อฟังทั้งข้อมูลจากสัมมนา แผนการลงทุนของ ทอท. และภาพเปรียบเทียบจากเชียงใหม่ จะเห็นชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ สนามบินแม่ฟ้าหลวงระยะที่ 1 ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างตามวงรอบงบประมาณ แต่เป็นเดิมพันระยะยาวว่าเชียงรายจะใช้ประตูทางอากาศแห่งนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแบบมีเอกลักษณ์ได้หรือไม่

หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นมากกว่าสนามบิน มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมเชียงรายเข้ากับการท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจชายแดน การลงทุน และเครือข่ายลุ่มน้ำโขง แต่หากทำไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นเพียงโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นโดยที่ความได้เปรียบของเมืองยังไม่ชัดขึ้นเท่าที่ควร คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่แค่แบบอาคารหรือจำนวนหลุมจอด แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายจะใช้สนามบินนี้เล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน และทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าโครงการนี้เป็นอนาคตร่วมกันจริงเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569
  • International Air Transport Association หรือ
  • Airport Carbon Accreditation และ Airports Council International.
  • องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ เกี่ยวกับรูปแบบอาคารผู้โดยสารใหม่ 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME