Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์สู่การท่องเที่ยว

อบจ.เชียงรายหนุนฟื้นฟูปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูที่วาวี เปิดพื้นที่วัฒนธรรมบนดอยล้านเชื่อมอัตลักษณ์ชุมชนกับอนาคตการท่องเที่ยวท้องถิ่น

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งบนดอยล้านที่เสียงกลองและชุดประจำเผ่ากลับมามีความหมายอีกครั้ง บนพื้นที่สูงของตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย เช้าวันที่ 27 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงอีกวันของชุมชนบนดอยที่อากาศเย็นและลมพัดผ่านลานโรงเรียน หากแต่เป็นวันที่ผู้คนหลายรุ่นในชุมชนลีซูได้กลับมาพบกันภายใต้กรอบของประเพณีปีใหม่ที่มีความหมายลึกกว่าความรื่นเริง เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมในพื้นที่เปิดกิจกรรมฟื้นฟู สืบสาน ประเพณีปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซอ หรือ ลีซู ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้าน โดยมีนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมคณะผู้บริหารและผู้แทนท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การมารวมตัวกันครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าภาพพิธีเปิดตามปฏิทินงานท้องถิ่น เพราะในพื้นที่อย่างวาวีซึ่งมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูง วัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงของที่เก็บไว้ให้ชม แต่เป็นกลไกที่หล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน การแต่งกาย การแสดงพื้นบ้าน พิธีกรรมดั้งเดิม และการพบปะของผู้อาวุโสกับคนรุ่นใหม่ จึงล้วนเป็นองค์ประกอบของการยืนยันว่าอัตลักษณ์ของชุมชนยังคงมีที่ยืนอยู่ในโลกปัจจุบัน ไม่ได้ถูกผลักให้กลายเป็นเพียงของตกแต่งในงานเทศกาลเท่านั้น

การฟื้นฟูที่หมายถึงการพาความทรงจำกลับมาอยู่ในชีวิตจริง

คำว่า “ฟื้นฟู” ในงานนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ได้หมายถึงการจัดงานขึ้นหนึ่งครั้งแล้วจบ หากหมายถึงความพยายามทำให้ประเพณีที่อาจค่อย ๆ ห่างจากชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ได้กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกครั้งอย่างมีศักดิ์ศรี เพจทางการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูและสืบสานประเพณีปีใหม่ของชาติพันธุ์ลีซูในพื้นที่ตำบลวาวี โดยมีผู้นำชุมชน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมต้อนรับอย่างพร้อมหน้า

ในเชิงสังคม ประเพณีลักษณะนี้ทำหน้าที่มากกว่าการอนุรักษ์พิธีกรรม เพราะเป็นการสร้าง “พื้นที่ร่วม” ให้คนรุ่นเก่าได้ถ่ายทอดความทรงจำและความรู้ทางวัฒนธรรม ส่วนคนรุ่นใหม่ได้สัมผัสว่ารากของตนมีหน้าตาอย่างไรในโลกจริง ยิ่งในยุคที่ชุมชนบนพื้นที่สูงจำนวนมากต้องเผชิญแรงดึงดูดจากเศรษฐกิจสมัยใหม่ การศึกษา และการเคลื่อนย้ายแรงงาน การมีเวทีที่ทำให้คนกลับมามองเห็นคุณค่าของภาษา ชุดแต่งกาย พิธีกรรม และความเชื่อของกลุ่มตน จึงเป็นเสมือนการย้ำเตือนว่าความเปลี่ยนแปลงกับการรักษารากเดิมไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ตรงข้ามกันเสมอไป

วาวีไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวกาแฟ แต่เป็นภูมิทัศน์ของความหลากหลาย

หากจะทำความเข้าใจกิจกรรมนี้ให้ลึกขึ้น จำเป็นต้องมองผ่านบริบทของตำบลวาวีเองด้วย ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลวาวีระบุชัดว่า พื้นที่แห่งนี้วางวิสัยทัศน์ตัวเองไว้ในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมชนเผ่า ขณะเดียวกันข้อมูลท้องถิ่นยังบันทึกด้วยว่าในพื้นที่ดอยช้างของวาวี ชนเผ่าลีซอได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2458 ก่อนที่ต่อมาจะมีชาติพันธุ์อื่นเข้ามาอาศัยร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน

มุมนี้ทำให้เห็นว่าการจัดงานประเพณีปีใหม่ลีซูที่วาวี ไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ว่างเปล่า แต่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของผู้คนหลายกลุ่ม และกำลังพยายามพัฒนาตัวเองผ่านทั้งการท่องเที่ยว เกษตร และวัฒนธรรมไปพร้อมกัน วาวีจึงเป็นมากกว่าปลายทางที่ผู้คนรู้จักจากกาแฟหรือภูเขา หากยังเป็นภูมิทัศน์ของความทรงจำ ความเปลี่ยนแปลง และการต่อรองระหว่างอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับเศรษฐกิจร่วมสมัย

ชุมชนลีซูในแม่สรวยกับรากประวัติศาสตร์ที่ยังหายใจอยู่

ฐานข้อมูลชาติพันธุ์ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรให้ภาพที่ช่วยอธิบายความสำคัญของงานครั้งนี้ได้ชัดขึ้นอีกระดับ โดยระบุว่า ชุมชนลีซูในอำเภอแม่สรวย โดยเฉพาะบ้านดอยช้าง บ้านห้วยไคร้ บ้านดอยล้าน และชุมชนใกล้เคียงในตำบลวาวี เป็นหนึ่งในกลุ่มชุมชนสำคัญของลีซูในจังหวัดเชียงราย อีกทั้งยังมีการศึกษาความเชื่อและพิธีกรรมของชาวลีซูในพื้นที่แม่สรวยมาอย่างต่อเนื่องด้วย

ข้อมูลเชิงวิชาการนี้มีน้ำหนักมาก เพราะทำให้เห็นว่างานที่เกิดขึ้นครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เชื่อมอยู่กับชุมชนจริงที่มีรากประวัติศาสตร์จริงและมีระบบความเชื่อ วัฒนธรรม และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่สืบทอดกันมา เมื่อกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีถูกจัดขึ้นในพื้นที่ที่ยังมีชุมชนถือปฏิบัติอยู่จริง ความหมายของงานจึงต่างจากการจำลองวัฒนธรรมเพื่อการแสดงบนเวทีทั่วไป เพราะนี่คือการนำสิ่งที่ยังมีชีวิตอยู่กลับมาจัดวางให้สังคมภายนอกได้เห็นในฐานะมรดกที่ยังเคลื่อนไหว ไม่ใช่ซากทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือเพียงชื่อเรียก

เวทีของท้องถิ่นกับบทบาทของ อบจ. ที่ขยับจากผู้สนับสนุนงบประมาณไปสู่ผู้เชื่อมเครือข่าย

ความน่าสนใจอีกด้านของกิจกรรมนี้อยู่ที่บทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การเป็นหน่วยงานสนับสนุน แต่เข้ามาในฐานะผู้เชื่อมเครือข่ายการทำงานระหว่างชุมชน ผู้นำวัฒนธรรม ท้องถิ่น และภาคสาธารณะในระดับจังหวัด การที่นายก อบจ. และคณะผู้บริหารเดินทางขึ้นไปร่วมพิธีเปิดด้วยตนเอง สะท้อนว่างานลักษณะนี้ถูกให้ความสำคัญในฐานะวาระสาธารณะ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเฉพาะกลุ่มของชุมชนบนพื้นที่สูงเท่านั้น

เมื่อมองในมุมการบริหารท้องถิ่น สิ่งนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะวัฒนธรรมชาติพันธุ์มักเผชิญโจทย์ร่วมกันเสมอ นั่นคือจะถูกวางให้เป็นเรื่องภายในชุมชน หรือจะถูกยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดโดยรวม หากหน่วยงานท้องถิ่นระดับจังหวัดขยับเข้ามารับรองและสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็ย่อมช่วยเพิ่มพื้นที่ทางสังคมให้วัฒนธรรมเหล่านี้ได้รับการมองเห็นมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกทำให้เป็นเพียงกิจกรรมชายขอบ

สีสันของพิธีกรรมพื้นบ้านกับความหมายที่มากกว่าความสวยงาม

จากข้อมูลที่คุณแนบมา ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การแต่งกายชุดประจำเผ่าลีซู การเต้นรอบต้นวอ การประกอบพิธีตามความเชื่อดั้งเดิม ตลอดจนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนและอาหารพื้นถิ่น แม้รายละเอียดบางส่วนจะเป็นสิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานสัมผัสผ่านบรรยากาศมากกว่าตัวอักษร แต่เมื่อเรียงเข้าด้วยกัน จะเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นระบบความหมายของชุมชนอย่างครบถ้วน

การแต่งกายไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสวยงาม แต่คือการสวมใส่รหัสทางสังคมและชาติพันธุ์ การเต้นรอบต้นวอไม่ได้เป็นเพียงการละเล่น แต่เป็นการทำให้พื้นที่กลางของชุมชนกลับมามีชีวิตและเป็นศูนย์รวมของคนทุกวัย ส่วนการนำอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชนออกมาจำหน่าย ก็ไม่ใช่เพียงเรื่องขายของในงาน แต่เป็นการทำให้วัฒนธรรมจับต้องได้ผ่านรสชาติ งานฝีมือ และรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน

เมื่อประเพณีดั้งเดิมเริ่มเชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน

นี่คือจุดที่กิจกรรมแบบนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว เพราะการอนุรักษ์ที่แยกขาดจากรายได้มักอยู่ได้ยาก แต่การอนุรักษ์ที่เชื่อมกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ย่อมมีโอกาสยั่งยืนมากกว่า หากงานประเพณีสามารถดึงคนจากภายนอกให้เข้ามาใช้จ่าย ซื้ออาหาร ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และทำให้ชื่อของชุมชนถูกบอกต่อ ก็จะช่วยให้วัฒนธรรมไม่ใช่ภาระ แต่กลายเป็นฐานรายได้อีกชั้นหนึ่งของพื้นที่

สำหรับวาวีซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอยู่แล้ว การต่อยอดประเพณีชาติพันธุ์เข้าสู่เส้นทางท่องเที่ยวจึงไม่ใช่เรื่องเกินจริง หากทำอย่างระมัดระวังและให้เกียรติบริบทของชุมชน มันอาจช่วยกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่คนในพื้นที่ได้จริง ทั้งในระดับครัวเรือน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเยาวชน หรือผู้ผลิตสินค้าชุมชนรายย่อย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเพณีให้กลายเป็นสินค้าอย่างหยาบ ๆ แต่อาศัยการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจคุณค่าของวัฒนธรรมมากขึ้น

การสืบสานสู่คนรุ่นใหม่คือโจทย์ที่สำคัญที่สุดของงานลักษณะนี้

อย่างไรก็ดี แกนที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมฟื้นฟูวัฒนธรรม ไม่ใช่จำนวนแขกผู้ร่วมงานหรือความคึกคักในวันจัดงานเพียงอย่างเดียว แต่คือคำถามว่า เด็กและเยาวชนในชุมชนจะรับช่วงต่อสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรในอนาคต เพราะวัฒนธรรมจะอยู่รอดไม่ได้ด้วยเวทีเปิดงานปีละครั้ง หากคนรุ่นใหม่รู้สึกว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเองอีกแล้ว

การที่งานนี้จัดขึ้นในพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยล้านจึงมีนัยที่ลึกกว่าพื้นที่จัดงานทั่วไป เพราะโรงเรียนคือจุดเชื่อมระหว่างอดีตกับอนาคต เป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่จะได้เห็นว่าประเพณีของบรรพชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว การให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเชิงพิธี การแสดง และการพบปะผู้อาวุโส จึงเป็นเสมือนการส่งต่อความทรงจำจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงรายกำลังเรียนรู้ว่าความหลากหลายไม่ใช่ภาระ แต่เป็นทุนของจังหวัด

ในระดับใหญ่กว่าชุมชน งานนี้ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญของเชียงรายทั้งจังหวัดว่า ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องชายขอบ แต่เป็นหนึ่งในทุนสำคัญของพื้นที่ ยิ่งในยุคที่หลายจังหวัดพยายามหาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จังหวัดที่มีชุมชนชาติพันธุ์เข้มแข็ง มีพิธีกรรมจริง มีภาษาแต่งกาย และอาหารเฉพาะถิ่น ย่อมมีศักยภาพสูงในการสร้างความแตกต่างจากตลาดท่องเที่ยวแบบเดียวกันทั่วประเทศ

แต่ทุนแบบนี้จะมีคุณค่าได้ ก็ต่อเมื่อรัฐและสังคมปฏิบัติต่อชุมชนเจ้าของวัฒนธรรมอย่างให้เกียรติ ไม่ทำให้วัฒนธรรมถูกลดทอนเป็นเพียงของแสดง หรือหยิบบางชิ้นบางตอนมาขายโดยไม่สนใจความหมายเดิมของมัน การที่ อบจ.เชียงรายร่วมสนับสนุนกิจกรรมฟื้นฟูประเพณีในพื้นที่จริง จึงอาจถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีว่าท้องถิ่นกำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การส่งเสริมเศรษฐกิจ และการให้พื้นที่เจ้าของวัฒนธรรมได้เป็นผู้กำหนดเรื่องราวของตนเอง

จากดอยล้านไปสู่ภาพใหญ่ของการพัฒนาที่ไม่ทิ้งรากเดิม

เมื่อมองให้ไกลกว่าภาพพิธีเปิด งานนี้จึงเป็นเหมือนภาพจำลองขนาดย่อมของโจทย์การพัฒนาท้องถิ่นไทยทั้งระบบ นั่นคือจะทำอย่างไรให้พื้นที่เดินหน้าทางเศรษฐกิจได้ โดยไม่ทิ้งรากทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของผู้คนที่อยู่มาก่อน หากตอบโจทย์นี้ไม่ได้ การพัฒนาอาจทำให้พื้นที่มีรายได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันกลับสูญเสียสิ่งที่ทำให้พื้นที่นั้นมีความหมายต่างจากที่อื่น

ตรงกันข้าม หากชุมชนสามารถใช้ประเพณี ภาษา อาหาร ดนตรี และภูมิปัญญาของตนเป็นฐานสร้างคุณค่ารูปแบบใหม่ได้ วัฒนธรรมก็จะไม่ใช่สิ่งที่ต้องคอยปกป้องจากความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว แต่จะกลายเป็นพลังที่ช่วยให้การพัฒนาเดินหน้าอย่างมีราก มีเรื่องเล่า และมีเจ้าของร่วมอย่างแท้จริง

สำหรับบ้านดอยล้านและตำบลวาวี งานฟื้นฟูประเพณีปีใหม่ชาติพันธุ์ลีซูในครั้งนี้จึงอาจเป็นมากกว่ากิจกรรมหนึ่งวัน หากแต่อาจเป็นอีกหมุดหมายเล็ก ๆ ที่ช่วยยืนยันว่า บนภูเขาแห่งนี้ ผู้คนยังไม่ยอมปล่อยให้ความทรงจำทางวัฒนธรรมเลือนหายไปพร้อมกาลเวลา และกำลังพยายามแปรมันให้เป็นทั้งพลังของชุมชนและโอกาสของอนาคตไปพร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • องค์การบริหารส่วนตำบลวาวี
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เปิดตัวแหล่งเรียนรู้ป่าดอยสะเก็น จุดเช็คอินใหม่กลางเมืองเชียงราย

เทศบาลนครเชียงรายเดินหน้า “โครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งเรียนรู้ BIRDS OF DOI SAKEN” ป่าดอยสะเก็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการศึกษา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลนครเชียงรายได้จัดโครงการพัฒนาศักยภาพแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยว “BIRDS OF DOI SAKEN” โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ป่าดอยสะเก็น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คีรีชัยยามะ” เป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวระดับโลกที่ยูเนสโก้ (UNESCO) ได้ให้การรับรอง

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้มอบหมายให้ ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรี เป็นประธานในโครงการนี้ โดยมีสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงรายและ พ.จ.อ. อัษฎางค์ วิเศษวงศ์ษา ปลัดเทศบาลนครเชียงราย ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ป่าดอยสะเก็น: ปอดสีเขียวกลางเมืองเชียงราย

โครงการนี้มุ่งเน้นการพัฒนาป่าดอยสะเก็นให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศและการศึกษานอกห้องเรียนสำหรับโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงรายทั้ง 8 แห่ง โดยมีการปรับปรุงเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติให้เป็นระบบ รวมถึงการจัดกิจกรรมเข้าค่ายพักแรมและการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้ นก แมลง สมุนไพร และการทำเกษตรปลอดภัย

หนึ่งในไฮไลท์ของโครงการคือการก่อสร้างสกายวอล์ค (Sky Walk) บนยอดดอยสะเก็น ซึ่งตั้งอยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 400 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถชมวิวเมืองเชียงรายแบบพาโนรามาได้อย่างชัดเจน พร้อมกับจุดชมวิวที่เป็นสัญลักษณ์ของดอยสะเก็น

แหล่งท่องเที่ยวและการเรียนรู้ที่ไม่ควรพลาด

ดอยสะเก็นถือเป็นแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญ ซึ่งนอกจากการเดินป่าศึกษาธรรมชาติแล้ว ที่นี่ยังมีเอกลักษณ์พิเศษคือผึ้งหลวงที่มาทำรังบนต้นยวนผึ้งกว่า 1,000 รังในแต่ละปี ทำให้ผู้เข้าชมสามารถศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศของผึ้งหลวงได้

โครงการนี้ยังรวมถึงการพัฒนาชุมชนโดยรอบ โดยการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าวิสาหกิจชุมชน เช่น ผลิตภัณฑ์จากเกษตรปลอดสารพิษ และผลิตภัณฑ์จากผึ้งหลวง นอกจากนี้ยังมีศูนย์เรียนรู้นอกห้องเรียนเพื่อให้เยาวชนได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

จุดเช็คอินใหม่ใจกลางเมือง: Sky Walk ดอยสะเก็น

Sky Walk ดอยสะเก็นไม่เพียงแต่เป็นจุดชมวิวที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการศึกษา นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินกับการเดินชมวิวธรรมชาติและศึกษาระบบนิเวศของป่าดอยสะเก็น นอกจากนี้ยังสามารถสักการะขอพรที่พระธาตุดอยสะเก็นเพื่อความเป็นสิริมงคล

การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โครงการ “BIRDS OF DOI SAKEN” เป็นการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการเรียนรู้ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งปีเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่

เทศบาลนครเชียงรายคาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจในธรรมชาติและการศึกษาให้มาสัมผัสความงามของป่าดอยสะเก็น และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: งานพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลนครเชียงราย โทร. 053-711952

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

งานดอกบัวตองบานที่ไม้ยา เชียงราย ชมวิวธรรมชาติสุดงดงาม

เชียงรายเปิดงาน “ดอกบัวตองบานที่ไม้ยา” กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเศรษฐกิจชุมชน

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา ณ ตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดงานเปิดตัวโครงการ “ดอกบัวตองบานที่ไม้ยา” ประจำปี 2567 โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายชัยสิทธิ์ ชัยเนตร เลขานุการ นายก อบจ.เชียงราย และ นายนิคม ยะป๊อก ส.อบจ.เชียงราย ร่วมงาน ในการนี้ นายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอพญาเม็งราย ได้กล่าวต้อนรับ และ นายบรรจง จอมศิลา นายกเทศมนตรีตำบลไม้ยา ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

จุดประสงค์ของการจัดงาน

การจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง เทศบาลตำบลไม้ยา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หน่วยงานราชการ และประชาชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงสุขภาพ และประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จัก ทั้งในและนอกจังหวัดเชียงราย อีกทั้งยังมุ่งเน้นการ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมการจ้างงานและสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน รวมถึงเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชนและสินค้า OTOP ของตำบลไม้ยา

ความงดงามของดอกบัวตองและจุดชมวิวที่ไม้ยา

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมของทุกปี ดอกบัวตอง จะบานสะพรั่งสองข้างทางขึ้นไปยังจุดชมวิว ทำให้พื้นที่ตำบลไม้ยาเต็มไปด้วยสีเหลืองสดใสที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสบรรยากาศที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ จุดชมวิวที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ตั้งอยู่ระหว่าง หลักกิโลเมตรที่ 7 ถึง 8 บนถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 4017 ซึ่งเป็นถนนสายบ้านห้วยก้างถึงบ้านสันม่วงคำ โดยจุดชมวิวดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณ บ้านห้วยก้างตลาด หมู่ 12 ตำบลไม้ยา อำเภอพญาเม็งราย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางทิวทัศน์ของดอกบัวตองที่บานสะพรั่งอย่างเต็มที่ งานดอกบัวตองในปีนี้ยังคงเปิดให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมยาวนานถึง 2 เดือน ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสมาเยี่ยมชมได้อย่างต่อเนื่อง

ส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการ ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและเชิงนิเวศ ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เช่น อาหารพื้นบ้าน ของฝากจากชุมชน และงานหัตถกรรมต่างๆ

นายก อบจ.เชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ กล่าวว่า งานดอกบัวตองบานที่ตำบลไม้ยาถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีความสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเน้นการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับธรรมชาติและยั่งยืน

เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความงดงามของธรรมชาติที่ไม้ยา

งานดอกบัวตองบานที่ตำบลไม้ยาปีนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยว โดยมีการจัดกิจกรรมหลากหลายให้ผู้เข้าร่วมงานได้สนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมวิว การถ่ายภาพ การจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน รวมถึงการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและน่าประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเดินทางมายังตำบลไม้ยาได้ตลอดทั้งเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม เพื่อสัมผัสความงดงามของดอกบัวตองที่บานสะพรั่ง และเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติและเงียบสงบ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE