Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อบจ.เชียงรายขยับยุทธศาสตร์สองด้าน: ลุยรถรับส่งสาธารณะช่วยคนจน ควบคู่เปิดมหาสงกรานต์เชียงแสนกระตุ้นท่องเที่ยว

เชียงรายขยับสองแนวรบ ศึกษารถรับส่งฟรีบรรเทาค่าครองชีพ ควบคู่เร่งมหาสงกรานต์เชียงแสนหวังพยุงเศรษฐกิจท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ

เชียงราย,29 มีนาคม 2569 – ท่ามกลางแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากด้านเดียว ปลายเดือนมีนาคมปีนี้ บรรยากาศของเชียงรายไม่ได้มีเพียงความคาดหวังต่อเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังใกล้เข้ามาเท่านั้น หากยังเต็มไปด้วยแรงกดดันหลายชั้นที่ซ้อนทับกันอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งต้นทุนการเดินทางที่เปราะบางจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ความกังวลเรื่องการจัดหาน้ำมันในบางช่วงเวลา และวิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ยังปกคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดจนกระทบต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภายใต้ฉากหลังเช่นนี้ ความเคลื่อนไหวขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายในช่วงวันที่ 25 ถึง 28 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการประชุมราชการทั่วไป เพราะสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามตอบโจทย์สองเรื่องใหญ่ไปพร้อมกัน นั่นคือการลดภาระประชาชนในชีวิตประจำวัน และการพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวและกิจกรรมวัฒนธรรมช่วงเทศกาลใหญ่ของปี

ความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการที่นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย หารือร่วมกับนายปรศักดิ์ งามสมภาค พลังงานจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ และสำนักปลัด อบจ.เชียงราย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดหารถยนต์หรือรถยนต์ไฟฟ้ามาให้บริการรับส่งประชาชนภายในจังหวัด ข้อความที่เผยแพร่โดยเพจทางการของ อบจ.เชียงราย วางน้ำหนักของการหารือครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางกรอบการทำงานให้ถูกต้องตามระเบียบและอำนาจหน้าที่ของ อบจ. ในการจัดบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นี่ทำให้ประเด็น “รถรับส่งฟรีทั่วเชียงราย” กลายเป็นเรื่องที่สังคมสนใจทันที เพราะแตะทั้งเรื่องปากท้อง การเดินทาง และคุณภาพชีวิตพร้อมกันในคราวเดียว

แนวคิดช่วยประชาชนที่ยังอยู่ในชั้นศึกษา แต่สะท้อนโจทย์จริงของจังหวัด

แม้ถ้อยคำในโลกออนไลน์จะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนว่าเชียงรายกำลังจะมีบริการรถรับส่งฟรีทั่วจังหวัดในเร็ววัน แต่ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในเวลานี้ยังอยู่ที่ระดับการ “ศึกษาความเป็นไปได้” เท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการหรือเปิดบริการอย่างเป็นทางการทั่วทั้งจังหวัด ความแตกต่างตรงนี้สำคัญมาก เพราะการจะขยับจากแนวคิดไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะระดับจังหวัดจริง จำเป็นต้องผ่านคำถามใหญ่หลายข้อ ทั้งเรื่องระเบียบงบประมาณ ประเภทของรถ เส้นทางการให้บริการ ภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว และความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในระดับจังหวัด ซึ่งต่างจากการจัดบริการเฉพาะจุดหรือเฉพาะเขตเทศบาลอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี การที่ผู้บริหาร อบจ.เชียงรายเลือกดึงพลังงานจังหวัดเข้ามาหารือตั้งแต่ต้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงมาตรการช่วยเฉพาะหน้า แต่พยายามเชื่อมไปถึงโครงสร้างพลังงานและการขนส่งในอนาคตด้วย หากจังหวัดจะเดินหน้าระบบรถรับส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจริง ความร่วมมือกับหน่วยงานพลังงานย่อมมีความสำคัญ ทั้งในมิติของต้นทุน เทคโนโลยี แหล่งชาร์จไฟ และความเหมาะสมกับภูมิประเทศของเชียงรายที่มีทั้งตัวเมือง พื้นที่ราบ และเส้นทางขึ้นลงภูเขาหลายอำเภอ การตั้งต้นแบบนี้จึงสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นกำลังมองเกินกว่าการแก้ปัญหารถแพงในเดือนนี้ ไปสู่คำถามว่าระบบเดินทางของคนเชียงรายควรมีหน้าตาแบบใดในอีกหลายปีข้างหน้า

น้ำมันยังไม่ขาดทั้งประเทศ แต่แรงกดดันเรื่องต้นทุนมีอยู่จริง

เหตุผลที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากบริบทพลังงานที่ตึงตัวในช่วงต้นเดือนมีนาคม กระทรวงพลังงานยืนยันเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 95 วัน และยังคงมีการจัดหาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการบางพื้นที่เกิดจากความกังวลของประชาชนและพฤติกรรมเร่งเติมน้ำมัน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้าในบางช่วงเวลา ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องสั่งการให้กรมธุรกิจพลังงานและสำนักงานพลังงานจังหวัดทั่วประเทศออกตรวจ ป้องกันการกักตุน และเร่งจัดส่งเชื้อเพลิงให้เพียงพอโดยเร็ว

จากนั้นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงพลังงานยังประกาศแนวทางทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ โดยกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เพื่อประคองเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและลดแรงกระแทกต่อค่าครองชีพของประชาชน แม้รัฐยังพยายามตรึงไม่ให้ราคาพุ่งเร็วเกินไป แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนใช้รถในต่างจังหวัดซึ่งต้องเดินทางไกลและพึ่งพารถส่วนตัวเป็นหลัก ย่อมรับรู้แรงกดดันเรื่องต้นทุนได้ชัดเจนกว่าพื้นที่เมืองใหญ่ การขยับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อยจึงอาจมีผลต่อทั้งค่าใช้จ่ายครัวเรือน ค่าขนส่งสินค้า และความถี่ของการเดินทางข้ามอำเภอในชีวิตจริงของประชาชนทันที

เมื่อฝุ่นพิษทำให้คำว่ารถสาธารณะมีความหมายมากกว่าเรื่องประหยัดเงิน

แต่ถ้ามองเฉพาะมิติของน้ำมันเพียงอย่างเดียว ก็อาจทำให้เห็นแนวคิดนี้ไม่ครบ เพราะอีกด้านหนึ่ง เชียงรายกำลังอยู่ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่หนักหน่วงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 ระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในพื้นที่รับผิดชอบอยู่ระหว่าง 41.5 ถึง 193.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และในจังหวัดเชียงรายพบค่าฝุ่นระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจนที่ ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย 81.0 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ 154.6 และตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย 140.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงเกินค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่กำหนดไม่เกิน 37.5 อย่างมาก

ในภาวะเช่นนี้ แนวคิดเรื่องรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจึงไม่ใช่เพียงการประหยัดค่าเดินทาง แต่โยงตรงไปถึงภาพใหญ่ของการลดมลพิษจากภาคคมนาคม แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาฝุ่นของภาคเหนือมีต้นตอหลักจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และหมอกควันข้ามแดน แต่การลดการปล่อยมลพิษจากรถยนต์ในเขตเมืองและเส้นทางสาธารณะก็ยังเป็นหนึ่งในมาตรการที่ท้องถิ่นสามารถทำได้เองภายใต้กรอบอำนาจที่มีอยู่ เมื่อ อบจ.เชียงรายระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้รถสาธารณะพลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดควันพิษจากท่อไอเสียได้โดยตรง จึงเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกับข้อมูลคุณภาพอากาศของจังหวัดในเวลานี้อย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างจากตัวเมืองเชียงรายทำให้แนวคิดนี้จับต้องได้มากขึ้น

ความน่าสนใจอีกประการ คือแนวคิดช่วยเหลือประชาชนผ่านระบบขนส่งไม่ได้เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด เพราะในเขตเมืองเชียงรายได้มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้ว เทศบาลนครเชียงรายเปิดบริการรถโค้ชรับส่งประชาชนฟรีตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายช่วงน้ำมันแพง โดยประกาศให้บริการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย แม้บริการดังกล่าวยังจำกัดอยู่ในเขตเทศบาลและมุ่งตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นในเมืองเป็นหลัก แต่ก็สะท้อนว่าเครื่องมือประเภทนี้สามารถถูกใช้ในฐานะมาตรการบรรเทาค่าครองชีพได้จริงในระดับพื้นที่

กรณีของเทศบาลนครเชียงรายจึงอาจกลายเป็นต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ อบจ.เชียงรายหยิบไปพิจารณาต่อในระดับจังหวัดได้ เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างน้อย 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ประชาชนตอบสนองต่อบริการลักษณะนี้ในช่วงน้ำมันแพงจริง เรื่องที่สองคือ หากจะขยายจากเขตเมืองไปสู่พื้นที่รอบปริมณฑลและต่างอำเภอ ระบบก็ย่อมต้องซับซ้อนขึ้นหลายเท่า ทั้งเรื่องระยะทาง ตารางเดินรถ สถานีชาร์จไฟ ความคุ้มค่าทางงบประมาณ และการจัดลำดับพื้นที่นำร่องก่อนหลัง ความยากในทางปฏิบัติจึงยังมีอยู่มาก แต่ก็ไม่ใช่ความคิดที่ไร้ฐานเสียทีเดียว เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าแนวทางช่วยเหลือแบบนี้เริ่มลงมือได้จริงในระดับเทศบาล

ขณะเดียวกัน อบจ.เชียงรายกำลังเร่งเครื่องเศรษฐกิจผ่านมหาสงกรานต์เชียงแสน

หากการหารือเรื่องรถรับส่งสะท้อนความพยายามลดภาระชีวิตประจำวัน อีกฟากหนึ่งของการขยับตัวของ อบจ.เชียงรายก็สะท้อนความพยายามพยุงเศรษฐกิจจังหวัดผ่านการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน โดยมีนายอำเภอเชียงแสน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ทั้ง 7 แห่งเข้าร่วม เพื่อกำหนดแนวทางการจัดงานให้พร้อมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวก และการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

น้ำหนักของการประชุมครั้งนั้นไม่ได้อยู่เพียงการจัดกิจกรรมประเพณีให้เป็นไปตามปฏิทิน หากแต่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังวางงานสงกรานต์เชียงแสนให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวะสำคัญของปี เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและสื่อท้องถิ่นอย่างเชียงรายโฟกัสต่างขึ้นข้อมูลตรงกันว่า งานนี้มีกำหนดระหว่างวันที่ 13 ถึง 18 เมษายน 2569 และถูกสื่อสารในฐานะกิจกรรมสำคัญของ Soft Power เชียงราย ที่จะดึงคนเข้ามา “เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ผ่านการเล่นน้ำ การชมแสงสี และการสัมผัสเสน่ห์เมืองโบราณริมโขงไปพร้อมกัน

จากอุโมงค์น้ำถึงเวทีสามเหลี่ยมทองคำ เชียงแสนกำลังถูกปั้นให้เป็นแลนด์มาร์กสงกรานต์

รายละเอียดของงานที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ บอกชัดว่านี่ไม่ใช่งานสงกรานต์ขนาดเล็กในระดับชุมชนทั่วไป เพราะไฮไลต์ที่ประกาศไว้มีทั้งขบวนแห่ 3 แผ่นดิน การประกวดเทพีหรือนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เวทีสามเหลี่ยมทองคำ อุโมงค์น้ำเล่นคลายร้อน หอคอยน้ำ แสงสีเสียง และการคืนชีวิตให้เมืองเก่าด้วยกิจกรรมกลางวันและกลางคืนอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงแสนกำลังถูกวางให้เป็นพื้นที่ประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร ที่ผสานทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความบันเทิงร่วมสมัย เพื่อดึงทั้งนักท่องเที่ยวสายครอบครัว สายวัฒนธรรม และสายกิจกรรมเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ที่สำคัญ งานนี้ยังเชื่อมกับกิจกรรมบนลำน้ำโขงโดยตรง เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสนประกาศจัดการแข่งขันเรือพายประเภท 22 ฝีพาย ระหว่างวันที่ 17 ถึง 18 เมษายน 2569 บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน ซึ่งไม่เพียงเป็นการแข่งขันกีฬา แต่ยังเป็นการสืบสานประเพณีแม่น้ำโขงและดึงคนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมในเมืองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อมองรวมกับตลาดท้องถิ่นและกิจกรรมแสงสีเสียงที่ประกาศไว้ งานนี้จึงมีศักยภาพจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ผู้ขายอาหาร ผู้ให้บริการท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่โดยรอบได้ไม่น้อย หากการบริหารจัดการทำได้ตามแผนที่วางไว้

ภาพ : หญิง รฐา โพธิ์งาม/จันจิ จันจิรา/"ซ้อการ์ด" ณัฐชยานันท์ สุขวัฒนพร

กระแสวัฒนธรรมไทยกำลังกลับมา และเชียงรายพยายามอ่านเกมนี้ให้ทัน

อีกชั้นหนึ่งที่ทำให้ยุทธศาสตร์ด้านท่องเที่ยวของเชียงรายน่าสนใจ คือจังหวะของกระแสวัฒนธรรมไทยในระดับประเทศที่กำลังฟื้นตัวและปรับรูปแบบใหม่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เชิญชวนประชาชนร่วมงาน “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่สยามพารากอน ขณะที่สื่อเศรษฐกิจและสื่อออนไลน์รายงานตรงกันว่า กระแสถือดอกบัวถ่ายรูปบริเวณสะพานพุทธในกรุงเทพฯ กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และส่งผลต่อยอดขายดอกบัวในปากคลองตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 สัปดาห์ก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ประสบการณ์วัฒนธรรม” กำลังไม่ใช่เรื่องเฉพาะพิธีการอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนเมืองที่พร้อมแปลงวัฒนธรรมให้เป็นภาพจำ การแต่งกาย และกิจกรรมเช็กอินรูปแบบใหม่

ในแง่นี้ การที่เชียงรายเร่งปั้นมหาสงกรานต์เชียงแสนให้มีทั้งแลนด์มาร์ก อุโมงค์น้ำ เวทีแสงสีเสียง และกิจกรรมแม่น้ำโขง จึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานประเพณีตามฤดูกาล แต่เป็นการพยายามวางตำแหน่งจังหวัดให้ทันกับตลาดการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่กำลังเติบโตทั่วประเทศ และเมื่ออ่านควบคู่กับแนวคิดเรื่องรถรับส่งสาธารณะ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นว่า ผู้บริหารท้องถิ่นกำลังพยายามดูทั้ง “การเข้าถึง” และ “เหตุผลในการเดินทาง” ไปพร้อมกัน กล่าวคือจะทำอย่างไรให้คนเดินทางได้สะดวกขึ้นในภาวะต้นทุนสูง และจะทำอย่างไรให้การเดินทางนั้นคุ้มค่าพอที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายกลับคืนสู่จังหวัด

สองแนวรบนี้สะท้อนว่าจังหวัดกำลังพยายามตอบโจทย์เดียวกันคนละวิธี

เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเชียงรายกำลังเดินนโยบายสองแนวรบในเวลาเดียวกัน แนวรบแรกคือการประคองชีวิตประจำวันของประชาชนท่ามกลางน้ำมันผันผวนและฝุ่นพิษ ผ่านการศึกษาระบบรถรับส่งหรือรถไฟฟ้าสาธารณะ และการผลักให้หน่วยงานในสังกัดเข้มงวดมาตรการประหยัดพลังงานมากขึ้น แนวรบที่สองคือการเร่งสร้างแรงขับทางเศรษฐกิจผ่านเทศกาลสงกรานต์ขนาดใหญ่ในเชียงแสน ที่หวังดึงนักท่องเที่ยว เม็ดเงิน และภาพลักษณ์ใหม่ให้กับจังหวัดในช่วงเวลาที่ทั้งภาคธุรกิจและชุมชนต่างต้องการรายได้หมุนเวียนกลับมาอย่างเร่งด่วน

คำถามสำคัญต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่าไอเดียของ อบจ.เชียงราย “ดีหรือไม่ดี” หากแต่อยู่ที่มันจะถูกแปลงเป็นระบบที่ทำได้จริงเพียงใด รถรับส่งฟรีระดับจังหวัดจะต้องผ่านข้อจำกัดด้านกฎหมายและงบประมาณอีกมาก ขณะที่งานมหาสงกรานต์เชียงแสนก็ต้องพิสูจน์ว่าความยิ่งใหญ่ของกิจกรรมจะกลายเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและชุมชนได้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ความเคลื่อนไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้อย่างน้อยก็สะท้อนชัดว่า เชียงรายกำลังไม่รอให้ปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเดินทางไหลมาชนทีละเรื่องอีกต่อไป หากกำลังพยายามออกแบบคำตอบแบบบูรณาการ ที่มองประชาชน ผู้ประกอบการ และภาพอนาคตของจังหวัดให้อยู่ในภาพเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อบจ.เชียงราย
  • กระทรวงพลังงาน
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • เทศบาลนครเชียงราย
  • เว็บไซต์ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายผนึกพลังบูรณาการภาครัฐ-วิชาการ-เอกชน วางแผนเมืองสร้างสรรค์ UNESCO สาขาออกแบบ เพื่ออนาคตเศรษฐกิจเมือง

อพท.เชียงราย ร่วมหารือขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ วางทิศทางปี 2569–2570 เตรียมรายงานยูเนสโก ย้ำบูรณาการท้องถิ่น–วิชาการ–เอกชนสู่เวทีโลก

เชียงราย,6 มีนาคม 2569 – เช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศที่ห้องธรรมรับอรุณ ชั้น 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ไม่ได้เป็นเพียงการประชุมตามวาระปกติของหน่วยงานท้องถิ่น หากเป็นภาพสะท้อนว่าเชียงรายกำลัง “ออกแบบอนาคตของเมือง” อย่างเป็นระบบ ภายใต้สถานะสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก หรือ UNESCO Creative Cities Network ในสาขาด้านการออกแบบ ซึ่งยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566

การประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 มีนายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานการประชุม พร้อมผู้แทนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวางแผนและงบประมาณของ อบจ.เชียงราย ปลัด อบจ.เชียงราย ผู้แทนมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในบทบาทฝ่ายการสื่อสารหลักของเครือข่าย UCCN เชียงราย ผู้ประสานงานหลักของเครือข่ายจากภาคเอกชน ตัวแทนสมาคมขัวศิลปะ ตัวแทนสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย และผู้แทนสำนักงานจังหวัดเชียงราย

ในโอกาสเดียวกัน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท.เชียงราย เข้าร่วมประชุมเพื่อรายงานและเชื่อมการทำงานด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมให้หนุนเสริมเป้าหมายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานติดตามผลการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่เมืองสมาชิกต้องจัดทำเป็นช่วงเวลา

จากสถานะเมืองสร้างสรรค์ สู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าแค่คำประกาศ

หลังยูเนสโกประกาศรับรองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เชียงรายถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองสร้างสรรค์สาขาการออกแบบร่วมกับอีกหลายเมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่ายซึ่งยูเนสโกชี้ว่าเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ข้อมูลของยูเนสโกยังสะท้อนบริบทระดับภูมิภาคว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนเมืองสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปี และเครือข่ายทั้งโลกขยายตัวต่อเนื่องจนมีเมืองสมาชิกจำนวนมากในหลายประเทศ สิ่งเหล่านี้ทำให้สถานะ “City of Design” ไม่ใช่เพียงเกียรติยศเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นพันธะที่ต้องแปลงเป็นผลลัพธ์ต่อประชาชน ผ่านงานออกแบบในความหมายกว้าง ตั้งแต่การออกแบบบริการสาธารณะ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ไปจนถึงการสื่อสารเมืองอย่างเป็นเอกภาพ

ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมจึงเน้นการทบทวนโครงสร้างการทำงานและความก้าวหน้า เพื่อให้เชียงรายมี “ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์” ที่เดินได้จริง ไม่พึ่งกิจกรรมครั้งคราว และสามารถอธิบายผลลัพธ์ต่อยูเนสโกได้อย่างมีหลักฐาน

ตั้งศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์ เชื่อมข้อมูลให้เป็นระบบเดียว

สาระสำคัญข้อหนึ่งของการรายงานความก้าวหน้า คือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์เชียงราย ณ สำนักการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เพื่อทำหน้าที่เป็นจุดรวมงานเอกสาร คำสั่งคณะทำงาน ข้อมูลกิจกรรม และการประสานเครือข่ายภายในจังหวัด

แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะการเป็นสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องอาศัยการบริหารจัดการข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เมืองสมาชิกต้องแสดงความก้าวหน้าเป็นช่วงเวลา และต้องเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับช่วงถัดไปอย่างชัดเจน ซึ่งยูเนสโกระบุไว้ในเอกสารการรายงานว่า เมืองสมาชิกต้องส่งรายงานเป็นรอบ และต้องมีแผนงานสำหรับสี่ปีข้างหน้า

เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นระบบเดียว การทำงานร่วมกับภาคีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน หรือเครือข่ายศิลปิน จึงมีโอกาส “ต่อยอด” มากกว่า “เริ่มใหม่ทุกปี” และลดความเสี่ยงของการทำงานซ้ำซ้อน

TCDC เชียงราย เป็นหมุดโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดสร้างสรรค์

อีกประเด็นที่ได้รับการติดตามคือความคืบหน้าศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองสร้างสรรค์ เพราะจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ ทดลอง และบ่มเพาะผู้ประกอบการสร้างสรรค์ รวมถึงเป็นพื้นที่สาธารณะทางความคิดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนระบุว่า “New TCDC Chiang Rai” ถูกเชื่อมกับการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์ในเชียงราย โดยมีความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมและสร้างการรับรู้ในพื้นที่ สอดรับกับแนวคิดของเมืองสร้างสรรค์ที่ต้องมีพื้นที่กลางซึ่งทำให้ความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกลุ่มคนเฉพาะทาง แต่กลายเป็นทรัพยากรของเมืองทั้งเมือง

ในทางปฏิบัติ TCDC ยังถูกคาดหวังให้ช่วย “ยกระดับงานออกแบบท้องถิ่น” ให้ตอบโจทย์ตลาดร่วมสมัย ตั้งแต่งานหัตถกรรม สินค้าชุมชน ไปจนถึงบริการท่องเที่ยว โดยใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเป็นเครื่องมือให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่จับต้องได้

วางแผนปี 2569–2570 ใช้ตราสัญลักษณ์ให้ถูกทิศ สื่อสารให้คนทั้งจังหวัดรับรู้

ที่ประชุมยังพิจารณาแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ครอบคลุมปี 2569 และ 2570 โดยเน้น 3 แกนใหญ่ที่สะท้อนว่าสถานะเมืองสร้างสรรค์ต้องทำให้ “คนทั้งจังหวัดรู้สึกเป็นเจ้าของร่วม” ไม่ใช่โครงการของคณะทำงานกลุ่มเล็ก

แกนแรก คือการกำหนดแนวทางการใช้ตราสัญลักษณ์ Chiang Rai Creative City และตราสัญลักษณ์เครือข่ายยูเนสโกให้ถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อรักษามาตรฐานการสื่อสาร ไม่ให้การใช้สัญลักษณ์คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์

แกนที่สอง คือการเตรียมการประชุมคณะกรรมการและกลไกการรายงานผลต่อประชาชนในจังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ลดช่องว่างระหว่างงานนโยบายกับชีวิตจริงของชุมชน

แกนที่สาม คือการเตรียมความพร้อมเชิงต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าร่วมเวทีเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ระดับโลก ซึ่งยูเนสโกมีการเชิญชวนเมืองสร้างสรรค์ร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายแค่การเดินทางไปร่วมงาน แต่คือการสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ และการยกระดับมาตรฐานงานสร้างสรรค์ให้เทียบเคียงนานาชาติ

อพท.เชียงราย หนุนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ให้เป็นรายได้จริงของชุมชน

ในที่ประชุม อพท.เชียงราย ได้นำเสนอทิศทางและกิจกรรมโครงการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่สามารถหนุนเสริมการเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ โดยเน้นการบูรณาการให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดทำรายงานติดตามผลสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกในรอบถัดไป

สาระสำคัญในมิตินี้อยู่ที่การทำให้ “การออกแบบ” ไม่หยุดอยู่ที่งานศิลป์หรือสถาปัตยกรรม แต่แปรเป็น “การออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว” และ “การออกแบบบริการชุมชน” เพื่อกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความยั่งยืนตามบริบทพื้นที่พิเศษด้านการท่องเที่ยว

เมื่อเมืองต้องรายงานผลตามกรอบยูเนสโกในรอบระยะเวลา การทำงานของ อพท.จึงมีความหมายในฐานะหน่วยปฏิบัติการที่เชื่อมโครงการลงสู่ชุมชน และช่วยยืนยันว่าเมืองสร้างสรรค์ของเชียงรายมีผลต่อเศรษฐกิจฐานรากจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมประชาสัมพันธ์

ความท้าทายที่ต้องตอบให้ได้ วัดผลอย่างไรให้คนเชื่อและยูเนสโกเห็น

แม้การประชุมสะท้อนความคืบหน้าเชิงโครงสร้าง แต่โจทย์สำคัญคือการวัดผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้ เพราะยูเนสโกให้ความสำคัญกับการแสดง “ความมุ่งมั่น” ต่อพันธกิจของเครือข่าย และการนำเสนอแผนงานระยะสี่ปีข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเชียงราย ความท้าทายจึงอยู่ที่ 4 มิติหลัก

  1. ความต่อเนื่องของงบประมาณและบุคลากร เพื่อให้ศูนย์ประสานงานและ TCDC ทำงานได้จริงตลอดปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงจัดอีเวนต์
  2. การบูรณาการข้ามหน่วยงานให้ลื่นไหล เพราะเมืองสร้างสรรค์ต้องอาศัยงานร่วมกันของท้องถิ่น การศึกษา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ภาคธุรกิจ และเครือข่ายเยาวชน
  3. การสื่อสารสาธารณะให้เข้าใจง่าย ลดภาพเมืองสร้างสรรค์ที่ดูไกลตัว และทำให้คนทั่วไปเห็นว่า “การออกแบบ” ช่วยแก้ปัญหาเมืองได้จริง
  4. การสร้างตัวชี้วัดที่สะท้อนคุณภาพชีวิต ไม่ใช่แค่จำนวนกิจกรรม เช่น รายได้ของชุมชนที่เพิ่มขึ้น การเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ การเพิ่มทักษะของเยาวชน หรือการยกระดับคุณภาพประสบการณ์ท่องเที่ยว

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

เพื่อให้การขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์เดินหน้าแบบมีส่วนร่วม ภาคประชาชนและผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว

  • ติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของศูนย์ประสานงานเมืองสร้างสรรค์และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อรับทราบกิจกรรมที่เปิดให้เข้าร่วม
    • ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสินค้าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านการออกแบบบริการ การเล่าเรื่อง และการออกแบบประสบการณ์
    • เครือข่ายเยาวชน โรงเรียน และสถาบันการศึกษา ร่วมพัฒนาโครงการที่เชื่อมการเรียนรู้กับโจทย์เมืองจริง เพื่อสร้างกำลังคนสร้างสรรค์ในพื้นที่
    • ภาคีเครือข่ายร่วมกันใช้ตราสัญลักษณ์เมืองสร้างสรรค์อย่างถูกแนวทาง เพื่อรักษามาตรฐานภาพลักษณ์เชียงรายในสายตานานาชาติ

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • ยูเนสโกประกาศรับรองเชียงรายเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์สาขาด้านการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • เมืองสมาชิกเครือข่ายยูเนสโกต้องจัดทำรายงานเป็นรอบ และนำเสนอแผนปฏิบัติการสำหรับสี่ปีถัดไป
    • เมืองสร้างสรรค์ได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมประจำปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • แนวทางพัฒนา New TCDC Chiang Rai ถูกสื่อสารในบริบทการขับเคลื่อนเมืองสร้างสรรค์และกิจกรรมร่วมกับภาคีในเชียงราย
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • อพท.เชียงราย DASTA Chiang Rai
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลการประชุมการขับเคลื่อนเชียงรายเมืองสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก อพท.เชียงราย และภาคีการประชุมที่เกี่ยวข้อง
    • UNESCO บทความเกี่ยวกับการเติบโตของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประกาศเมืองสมาชิกใหม่ในวัน World Cities Day วันที่ 31 ตุลาคม 2566
    • UNESCO เอกสารรายงานการติดตามผลของเครือข่าย ระบุหลักการรายงานเป็นรอบสี่ปี และการจัดทำแผนงานสี่ปีถัดไป
    • UNESCO ข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมประจำปีของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ปี 2569 ที่เมืองเอสซาอูอีรา ประเทศโมร็อกโก
    • ข้อมูลกิจกรรมและการสื่อสารเกี่ยวกับ New TCDC Chiang Rai จากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME