Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

โครงการไทยช่วยไทย Kick-off ทั่วเชียงราย ผู้ว่าฯ นำทีมห้างดังลดราคาสูงสุด 58% ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม

Summary
  • เชียงรายเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” พร้อมกัน 18 อำเภอ เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

  • ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าจากห้างชั้นนำจำหน่ายในราคาประหยัด ลดสูงสุด 58%

  • จัดกิจกรรมทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทุกแห่ง

  • มีมาตรการ “Back to School” ลดราคาชุดและอุปกรณ์นักเรียนสูงสุดถึง 86%

  • เปิดรับสมัครรถพุ่มพวงออนไลน์เพื่อกระจายสินค้าเข้าถึงชุมชนห่างไกลอย่างทั่วถึง

ไทยช่วยไทย” บุก 18 อำเภอเชียงราย ผู้ว่าฯ ขับรถพุ่มพวงส่งสินค้าถึงบ้าน ลดค่าครองชีพสูงสุด 58%

เชียงราย, 1 พฤษภาคม 2569 — เมื่อราคาสินค้าขยับสูงขึ้นทุกวัน และรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงนิ่ง คำถามที่ประชาชนทั่วประเทศตั้งมานานคือ รัฐบาลจะทำอะไรได้จริงบ้าง คำตอบที่เชียงรายเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในวันนี้คือขบวนรถพุ่มพวงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขับนำหน้า พร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดจากห้างค้าปลีกชั้นนำมากกว่า 5 แห่ง กระจายไปพร้อมกันทั้ง 18 อำเภอในคราวเดียว

จุดเริ่มต้น ก่อนลงมือจริง

ก่อนที่กิจกรรมครั้งนี้จะเกิดขึ้น ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจบริบทที่เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งมือ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลก ไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูงย่อมได้รับแรงกระแทกโดยตรง ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันกำลังซื้อของประชาชนฐานรากทั่วประเทศ

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประสานความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยและภาคเอกชน ออกแบบโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ที่ไม่ใช่แค่การลดราคาชั่วคราว แต่คือกลไกที่ทำให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงมือประชาชนในระดับฐานรากได้จริง

โครงการนี้เริ่มเดินหน้าอย่างเป็นทางการในระยะแรกมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ก่อนที่จะมาถึงช่วง Kick-off พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันแรงงานแห่งชาติ สะท้อนสัญลักษณ์ชัดเจนว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ใช้แรงงานและครอบครัวรายได้น้อยเป็นหลัก

เชียงแสนจุดศูนย์กลาง ผู้ว่าฯ นำทีมเปิดงานด้วยตัวเอง

ที่ลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เวลา 13.30 น. ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศคึกคักด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาตั้งแต่เช้า นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรม Kick-off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และผู้นำชุมชนจากหลายพื้นที่

สิ่งที่ทำให้วันนี้แตกต่างจากพิธีเปิดทั่วไปคือ นายชูชีพไม่ได้เพียงตัดริบบิ้น แต่ยังขับรถพุ่มพวงนำขบวนสินค้าราคาประหยัดออกไปยังชุมชนโดยรอบด้วยตัวเอง ภาพที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในชุดสุภาพนั่งหลังพวงมาลัยรถตลาดเคลื่อนที่ สื่อสารชัดเจนว่าโครงการนี้ต้องการความจริงจัง ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งใช้สำนักงานเทศบาลตำบลแม่ยาวเป็นสถานที่จัด นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่ประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการตั้งแต่เวลา 09.30 น. ส่วนอีก 17 อำเภอที่เหลือก็เปิดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ทำให้เชียงรายกลายเป็นจังหวัดที่ขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันครบทุกอำเภอในเวลาเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความสำเร็จด้านการประสานงานที่ไม่ใช่เรื่องง่าย

18 อำเภอ ห้างยักษ์ใหญ่ 5 แบรนด์ ส่วนลดสูงสุดถึง 58%

หัวใจของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายอยู่ที่การนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่มาวางจำหน่ายถึงหน้าที่ว่าการอำเภอ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนในทุกระดับเข้าถึงได้และรู้สึกเป็นกันเอง

ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในเชียงราย ประกอบด้วย Lotus’s ซึ่งครอบคลุมมากที่สุดถึง 14 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ เทิง เวียงเชียงรุ้ง เวียงแก่น เวียงป่าเป้า แม่สรวย พญาเม็งราย พาน แม่จัน แม่ลาว เวียงชาย แม่สาย และขุนตาล นอกจากนั้นยังมี TNP หรือธนพิริยะ ซึ่งให้บริการในอำเภอเชียงแสน ป่าแดด ดอยหลวง และแม่ฟ้าหลวง ส่วน Tops ดูแลพื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายในวันแรก ขณะที่ Big C และ Makro เสริมทัพในอำเภอแม่จัน แม่ลาว เวียงชาย และแม่สาย

ระดับส่วนลดที่ประชาชนได้รับอยู่ที่ 25-58% สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร น้ำมันพืช ปลากระป๋อง น้ำยาซักผ้า และสินค้าในชีวิตประจำวันอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ผ้าฝ้ายกระเหรี่ยง ผ้าปักอาข่า ผักปลอดภัย ตะกร้าสาน กาแฟ และสินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในชุมชนแทนที่จะไหลออกไปยังห้างขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

รถพุ่มพวง ตลาดเคลื่อนที่สำหรับชุมชนห่างไกล

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้คือแนวคิดของ “รถพุ่มพวง” หรือตลาดเคลื่อนที่ที่ขนสินค้าราคาประหยัดเข้าถึงชุมชนที่ไม่มีร้านธงฟ้าหรือห้างค้าปลีกในรัศมีใกล้เคียง

ตามที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้กำชับไว้ว่า แต่ละอำเภอต้องคัดเลือกสินค้า “ของดีมีแวว” ที่มีศักยภาพพัฒนาเป็นสินค้าติดตลาด โดยส่วนกลางจะสนับสนุนสินค้าเด่น (Top Hits) เพื่อผลักดันเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและขยายตลาดในอนาคต ซึ่งนับเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ mobilemarket.bora.dopa.go.th และยืนยันตัวตนที่อำเภอหรือผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 23.59 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนค่าน้ำมันและสินค้าราคาถูกสำหรับนำออกจำหน่าย

ทั่วประเทศ 710 อำเภอ ตัวเลขที่บอกว่าจริงจัง

เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงการในระดับประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ระบุว่าประเทศไทยมีอำเภอทั้งหมด 878 อำเภอ และในขณะนั้นมีจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” แล้วถึง 710 อำเภอใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ ไม่รวมกรุงเทพมหานคร โดยอยู่ระหว่างจัดสรรเพิ่มเติมอีก 168 อำเภอที่เหลือ

ในส่วนของห้างค้าปลีกสมัยใหม่ที่เข้าร่วมระดับประเทศ Lotus’s ครอบคลุมมากที่สุดถึง 601 อำเภอ ตามด้วย Big C จำนวน 284 อำเภอ Makro 79 อำเภอ Tops 60 อำเภอ และ Go Wholesale อีก 5 อำเภอ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่โฆษณาหรือพิธีเปิด แต่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างเป็นระบบ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ชี้แจงถึงกรอบการดำเนินงานว่าโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ระยะแรกคือการผนึกกำลังกับห้างค้าปลีกสมัยใหม่และเปิดจุดจำหน่ายที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ พร้อมกับรุกตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม GrabMart, Lineman, TikTok, Shopee และ Lazada ส่วนระยะที่สองจะผลักดันสินค้า SMEs ที่มีศักยภาพจำนวน 2,000 รายขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสนับสนุนคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ และยกเว้นค่า GP สำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมในเดือนพฤษภาคมนี้

ไทยช่วยไทย พลัส ต่อยอดถึงเปิดเทอม ลดสูงสุด 86%

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในเดือนพฤษภาคมยังมีมิติที่ขยายออกไปครอบคลุมกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่มักถูกลืมในมาตรการช่วยเหลือทั่วไป นั่นคือผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายสูงสุดของปีในช่วงเปิดภาคเรียน

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ช่วงใกล้เปิดภาคเรียนเป็นช่วงที่ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพโดยรวมที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและการขนส่ง กระทรวงพาณิชย์จึงจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส Back to School 2026” ขึ้นเป็นพิเศษ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 49 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการด้านการศึกษากว่า 1,000 รายการ และให้ส่วนลดสูงสุดถึง 86% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าโครงการหลักอย่างชัดเจน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาทตลอดช่วงระยะเวลา 32 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม 2569

สินค้าที่เข้าร่วมครอบคลุมหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องแบบนักเรียนจากศึกษาภัณฑ์ สมใจนึก วัชรากร สมอ และน้อมจิตต์ รองเท้านักเรียนจาก ADDA อุปกรณ์การเรียนจาก The Mall B2S และ OfficeMate รวมถึงผลิตภัณฑ์นมจาก F&N เนสท์เล่ ไฮคิว หนองโพ แลคตาซอย ไทย-เดนมาร์ก ไวตามิลค์ ดัชมิลล์ และโฟร์โมสต์ ขณะที่กลุ่มบริการก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อาทิ แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตจาก True ส่วนลดสูงสุด 68% และ AIS ที่มอบบริการ Alisa AI Premium ฟรี 3 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งสินค้าจากไปรษณีย์ไทยในราคาเริ่มต้นเพียง 30 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่ที่มีความจำเป็นและขาดแคลนเป็นพิเศษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มคิดถึงการส่งสินค้าไปหาประชาชน แทนที่จะรอให้ประชาชนเดินทางมาหาสินค้า

เปรียบเทียบกับโครงการก่อนหน้า สิ่งที่ต่างออกไปคืออะไร

หากย้อนดูโครงการลดค่าครองชีพที่ผ่านมาในไทย ส่วนใหญ่มักจัดในห้างใหญ่หรือสวนสาธารณะ ซึ่งประชาชนในชุมชนชนบทหรือผู้สูงอายุที่ไม่มีพาหนะยังคงเข้าไม่ถึง แต่โครงการ “ไทยช่วยไทย” เลือกใช้ที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ในทุกอำเภอทั่วประเทศ เป็นฐานกระจายสินค้า ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงได้อย่างตรงจุดกว่าที่เคย

การเพิ่มรถพุ่มพวงและช่องทางออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนเสริมก็ช่วยอุดช่องว่างในส่วนที่ที่ว่าการอำเภอยังเข้าถึงไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างดอยหลวง แม่ฟ้าหลวง หรือพื้นที่ชายแดนของเชียงรายที่การเดินทางยังคงเป็นอุปสรรค

กรณีที่ใกล้เคียงในต่างประเทศที่น่านำมาเปรียบเทียบคือโครงการ “Market Basket” ของสหรัฐอเมริกาในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อปี 2565-2566 ที่รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งจัดรถตลาดเคลื่อนที่เข้าถึงชุมชนรายได้ต่ำ ซึ่งผลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สอดคล้องกับแนวทางที่ไทยกำลังทดลองทำอยู่ขณะนี้

ตลอดพฤษภาคม ทุกวันศุกร์ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากงานจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วไปคือความต่อเนื่อง กิจกรรมในเชียงรายไม่ได้จบในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่จะดำเนินต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ได้แก่ วันที่ 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งทั่วจังหวัด ซึ่งหมายความว่าแม้ประชาชนที่พลาดงานในวันแรกยังมีโอกาสเข้าร่วมอีกถึง 4 ครั้ง

นางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิด ณ อำเภอเชียงแสน ยืนยันว่าเทศบาลฯ พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

มุมมองจากฐานราก สิ่งที่ตัวเลขไม่ได้บอก

ในวันที่อากาศเชียงรายยังเย็นสบายตามฤดูกาล ผู้คนจากหลายหมู่บ้านต่างพากันเดินทางมาที่ว่าการอำเภอตั้งแต่เช้าตรู่ บ้างขับรถมาเอง บ้างโดยสารรถสองแถว บ้างนั่งท้ายปิ๊กอัพมากับเพื่อนบ้าน สิ่งที่พวกเขามองหาไม่ใช่ส่วนลดที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่คือสินค้าที่จำเป็นในราคาที่รู้สึกได้ว่าช่วยลดภาระได้จริง

สำหรับครอบครัวที่มีรายได้ต่อเดือนไม่ถึงสองหมื่นบาท การประหยัดจากน้ำมันพืช ข้าวสาร และของใช้ในบ้านได้เพียงหลักร้อยบาทต่อครั้ง คูณด้วย 5 ครั้งตลอดเดือนพฤษภาคม อาจหมายถึงค่าเดินทางที่ประหยัดได้ หรือค่าเทอมที่ไม่ต้องกู้ นี่คือความหมายที่แท้จริงของโครงการในระดับที่ตัวเลขนโยบายไม่ได้สะท้อนออกมาให้เห็น

ก้าวแรกที่ยังต้องพิสูจน์ต่อ

โครงการ “ไทยช่วยไทย” ในจังหวัดเชียงรายวันนี้ถือเป็นก้าวแรกที่มีทิศทางที่ถูกต้อง ทั้งในแง่การกระจายตัวครอบคลุมทุกอำเภอ การดึงห้างค้าปลีกชั้นนำเข้าร่วม และการเพิ่มมิติออนไลน์และรถพุ่มพวงเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะวัดได้จากว่าโครงการนี้จะยั่งยืนได้แค่ไหนเมื่อพ้นเดือนพฤษภาคมไป และสินค้า SMEs ที่ถูกผลักดันในระยะที่สองจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในตลาดได้จริงหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ในระยะต่อไป

สำหรับประชาชนชาวเชียงรายที่ยังไม่ได้ร่วมงาน ยังมีเวลาอีก 4 วันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 18 แห่งในจังหวัด และสำหรับผู้ที่ต้องการช้อปออนไลน์สามารถหาสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ผ่าน Shopee, Lazada, GrabMart, Lineman และ TikTok ซึ่งรวมสินค้าไว้ภายใต้ไอคอน “ไทยช่วยไทย” โดยเฉพาะ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน
  • สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ข
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แถลงการณ์โครงการ
  • กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
  • กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
SOCIETY & POLITICS

ไทย-ลาว ยกระดับความร่วมมือแก้หมอกควันข้ามแดน ดันยุทธศาสตร์ฟ้าใส และระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร

Summary
  • ไทย-ลาว หารือยกระดับแก้หมอกควันข้ามแดน ณ เวียงจันทน์ มุ่งเป้าลดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ชายแดน

  • เตรียมลงนาม MOU ใหม่ พัฒนาแพลตฟอร์มดาวเทียมติดตามจุดความร้อนแบบ Real-time

  • ดันระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อคุมเข้มการเผาป่า

  • ก.เกษตรฯ เสนอแผนเปลี่ยนพืชจากข้าวโพดสู่กาแฟและไม้ผลมูลค่าสูงในพื้นที่ต้นลม

  • อบจ.เชียงราย ขยับงานสาธารณสุขท้องถิ่นรองรับผลกระทบสุขภาพจากฝุ่นควันอย่างบูรณาการ

ไทย–ลาวขยับแผนแก้หมอกควันข้ามแดน เชียงรายจับตา MOU ใหม่ หวังเปลี่ยนไฟป่าเป็นทางออกยั่งยืน

ประเทศไทย, 29 เมษายน 2569 – ในวันที่ปัญหา หมอกควันข้ามแดน ยังไม่คลายจากความทรงจำของคนเหนือ โดยเฉพาะชาวเชียงรายที่ต้องอยู่กับ ฝุ่น PM2.5 เชียงราย แทบทุกฤดูเผา ความเคลื่อนไหวที่นครหลวงเวียงจันทน์ในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพการเยือนทางการทูต หากเป็นสัญญาณว่าการแก้ปัญหาที่เคยติดอยู่ในกรอบ “ต่างคนต่างรับมือ” กำลังถูกผลักเข้าสู่รูปแบบความร่วมมือที่จริงจังขึ้นอีกระดับหนึ่ง

ช่วงเช้าวันที่ 29 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารและเอกอัครราชทูตไทยประจำนครหลวงเวียงจันทน์ เดินทางเยือน สปป.ลาว เพื่อหารือกับดร.ลินคำ ดวงสะหวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะเข้าพบนายสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ในช่วงบ่าย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

จากการเจรจาระดับรัฐ สู่โจทย์ที่คนเชียงรายหายใจอยู่ทุกวัน

สำหรับคนในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สาย เชียงของ และเมืองเชียงราย ปัญหา ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางสิ่งแวดล้อม หากเป็นเรื่องของสุขภาพ การทำมาหากิน และภาพรวมเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ถูกกดทับเป็นลูกโซ่ ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 รายงานค่าฝุ่นในหลายจุดของเชียงรายเกินมาตรฐานอย่างหนัก โดยอำเภอเชียงของแตะ 225.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แม่สาย 213.8 และเขตเมืองเชียงราย 182.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งล้วนอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน

ตัวเลขเหล่านี้อธิบายได้ดีว่า เหตุใดคำว่า ไทย ลาว ร่วมแก้หมอกควันข้ามแดน จึงไม่ใช่ถ้อยคำสวยหรูบนเอกสารทางการ เพราะหากไฟป่าหรือการเผาในพื้นที่ต้นลมยังดำเนินต่อไป เมืองชายแดนไทยก็ต้องรับผลโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้จังหวัดเชียงรายพยายามควบคุมการเผาในพื้นที่ตัวเองได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่สามารถปิดกั้นฝุ่นที่ลอยข้ามพรมแดนตามทิศทางลมได้ทั้งหมด เรื่องนี้ทำให้การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านมีความหมายเทียบได้กับการ “ดับไฟตั้งแต่ต้นลม” มากกว่าการรอฉีดน้ำตอนควันลอยมาถึงปลายทางแล้ว

ยุทธศาสตร์ฟ้าใสไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่กำลังถูกเร่งให้ลงมือจริง

กรอบ ยุทธศาสตร์ฟ้าใส หรือ CLEAR Sky Strategy ไม่ใช่แนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นวันนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย ร่วมกับผู้แทนจาก สปป.ลาว และเมียนมา โดยมีเป้าหมายผลักดันการแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดนในอาเซียน ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 จังหวัดเชียงรายเองก็เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมของยุทธศาสตร์ฟ้าใส โดยมีผู้แทนไทย ลาว เมียนมา และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม นั่นหมายความว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รับผลกระทบ แต่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วย

การเยือน สปป.ลาว ครั้งนี้จึงเป็นเสมือนการต่อยอดจากกรอบที่มีอยู่เดิม ให้ขยับจากเวทีเปิดตัวและการหารือทั่วไป ไปสู่ข้อตกลงที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องข้อมูล เทคโนโลยี บุคลากร และระบบติดตามต้นทางของการเผา

สี่เครื่องมือที่ถูกยกขึ้นบนโต๊ะหารือ

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้อยู่ที่การทำให้ความร่วมมือเดินหน้าได้จริงในภาคสนาม ไม่ใช่หยุดอยู่แค่คำประกาศร่วม ทั้งสองฝ่ายหยิบประเด็นสำคัญขึ้นมาหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลจุดความร้อนและฝุ่น PM2.5 ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ไปจนถึงการจัดทำ MOU ฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างหน่วยงานของ สปป.ลาว ที่เปลี่ยนไป

ในทางปฏิบัติ เครื่องมือเหล่านี้สำคัญมาก เพราะปัญหา ไฟป่าภาคเหนือ และ หมอกควันข้ามแดน ไม่ได้เกิดจากเหตุเดียว แต่เป็นการซ้อนทับกันของหลายปัจจัย ทั้งไฟในป่า การเผาเศษวัสดุเกษตร การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน และข้อจำกัดด้านข้อมูลข้ามประเทศ หากไม่มีข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกันได้แบบใกล้เวลาจริง เจ้าหน้าที่ปลายทางอย่างเชียงรายก็จะรู้ตัวช้าเสมอว่าฝุ่นก้อนใหม่กำลังมาเมื่อไรและมาจากไหน

การที่ทั้งสองฝ่ายพูดถึงแพลตฟอร์มข้อมูลร่วมและการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม จึงนับเป็นจุดสำคัญ เพราะนั่นคือการเปลี่ยนปัญหาจากเรื่องที่เคยถกเถียงกันด้วยความรู้สึก ไปสู่การจัดการบนฐานข้อมูลเดียวกันมากขึ้น

Traceability และ Zero Burning คือคำสำคัญที่ภาคเกษตรต้องจับตา

อีกคำที่น่าจับตาในครั้งนี้คือ Traceability หรือระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงจรฝุ่นภาคเหนือ การผลักดันระบบนี้หมายถึงความพยายามทำให้รัฐและตลาดรู้ได้ว่าสินค้าเกษตรมาจากแปลงใด ผ่านกระบวนการผลิตแบบไหน และเกี่ยวข้องกับการเผาหรือไม่ ซึ่งหากทำได้จริง จะกระทบตั้งแต่พฤติกรรมผู้ผลิตไปจนถึงผู้รับซื้อปลายทาง

แนวคิดนี้สอดรับกับการถ่ายทอดองค์ความรู้แบบ GAP Zero Burning ที่ถูกหยิบขึ้นมาคู่กัน เพราะการห้ามเผาอย่างเดียวโดยไม่สร้างทางเลือกใหม่ ย่อมทำให้เกษตรกรจำนวนมากติดอยู่ในวงจรเดิม เหมือนบอกให้หยุดใช้วิธีเก่า แต่ยังไม่บอกชัดว่าจะอยู่รอดด้วยวิธีใหม่อย่างไร ข่าวการเยือนลาวครั้งนี้จึงน่าสนใจตรงที่เริ่มพูดถึงทั้ง “การคุม” และ “การเปลี่ยนผ่าน” ไปพร้อมกัน

เชียงรายกำลังถูกผลักจากพื้นที่รับควัน ไปสู่พื้นที่ทดลองเปลี่ยนพืช

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ความเคลื่อนไหวอีกด้านหนึ่งเกิดขึ้นจากนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเปิดเผยแผนการลงนาม MOU ร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ ไฟป่า ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันข้ามแดน ควบคู่กับการช่วยเหลือเกษตรกรเปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดไปสู่กาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูง

คำพูดของปิยะรัฐชย์มีน้ำหนักตรงที่ไม่ได้พูดเพียงเรื่องปลายทางของโครงการ แต่ย้ำเรื่อง “จังหวะเวลา” ว่า 8 เดือนที่อากาศดีคือช่วงเดียวที่ต้องเร่งเตรียมดิน ถ่ายทอดความรู้ และเปลี่ยนวงจรการผลิต ก่อนที่อีก 4 เดือนของฤดูปัญหาจะย้อนกลับมาอีกครั้ง แนวคิดนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนความจริงที่เชียงรายรู้ดี คือทุกปีเมื่อฝุ่นลด ผู้คนมักรู้สึกว่าปัญหาจบแล้ว แต่ในเชิงนโยบาย นั่นต่างหากคือช่วงเวลาที่ต้องทำงานหนักที่สุด

ถ้ามองให้เห็นภาพง่ายขึ้น การแก้ปัญหา หมอกควันข้ามแดน แบบยั่งยืนก็ไม่ต่างจากการซ่อมหลังคาก่อนฝนมา ไม่ใช่รอให้ฝนตกแล้วค่อยหาผ้าใบคลุม การเปลี่ยนพืช การจัดหาตลาดรองรับ การลดต้นทุนให้เกษตรกร และการทำให้รายได้ใหม่มั่นคงพอ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า MOU เหล่านี้จะมีผลจริงหรือกลายเป็นเพียงภาพข่าวอีกหนึ่งวัน

เรื่องของอากาศ สุดท้ายกลับไปจบที่เรื่องรายได้ชาวบ้าน

แก่นแท้ของปัญหาในภาคเหนือไม่ใช่เพียงการเผา แต่เป็นเศรษฐกิจของครัวเรือนที่ยังผูกกับพืชและวิธีผลิตแบบเดิม หากการปลูกข้าวโพดยังให้รายได้ที่แน่นอนกว่า เกษตรกรจำนวนมากก็ย่อมลังเลที่จะเปลี่ยน แม้รู้ดีว่าการเผาส่งผลเสียต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การพูดถึงกาแฟ ชา และไม้ผลมูลค่าสูงจึงเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐเริ่มมองปัญหานี้เกินกว่าการดับไฟเฉพาะหน้า และหันมามองทางเลือกทางเศรษฐกิจของชุมชนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คำถามที่ยังต้องติดตามคือ ทางเลือกใหม่จะมีตลาดจริงหรือไม่ ใครจะรับซื้อ ผลผลิตต้องใช้เวลากี่ปีจึงสร้างรายได้ และช่วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนพืช รัฐจะช่วยชาวบ้านอย่างไร เพราะถ้าขาดคำตอบในจุดนี้ การเปลี่ยนจากข้าวโพดไปสู่พืชมูลค่าสูงอาจฟังดีในเอกสาร แต่ยากจะเกิดขึ้นจริงในไร่ของเกษตรกร

อบจ.เชียงรายขยับพร้อมกันด้านสุขภาพ เพราะฝุ่นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว

ในอีกวงหนึ่งของเชียงราย วันเดียวกันนี้ นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้ประชุมคณะกรรมการสุขภาพระดับพื้นที่ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อวางแนวทางขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขในระดับท้องถิ่นและบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

แม้การประชุมนี้ไม่ได้ว่าด้วยฝุ่นอย่างตรงตัวทุกบรรทัด แต่ในบริบทเชียงราย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนว่าท้องถิ่นเริ่มมองปัญหาสุขภาพชุมชนแบบเชื่อมโยงมากขึ้น ไม่ใช่มอง ฝุ่น PM2.5 เชียงราย เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบสาธารณสุข การเข้าถึงบริการ การป้องกันกลุ่มเปราะบาง และการรับมือผลกระทบสะสมในระยะยาว

เมื่อประกอบเข้ากับการหารือไทย–ลาวในเวียงจันทน์ ภาพที่เห็นจึงชัดขึ้นว่า การแก้ปัญหาหมอกควันในเชียงรายกำลังขยับสองขาไปพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการปิดช่องโหว่ต้นทางของฝุ่น อีกขาหนึ่งคือการเสริมระบบรองรับผลกระทบปลายทางให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหาได้ปลอดภัยขึ้น

MOU ใหม่จะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้วัดกันที่วันลงนาม

การยกระดับความร่วมมือไทย–ลาวในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ และมีน้ำหนักกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะมีทั้งการพูดถึงข้อมูล จุดความร้อน ดาวเทียม บุคลากร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการปรับ MOU ให้ทันสถานการณ์จริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ก็เตือนให้เห็นความจริงว่า เอกสารไม่เคยดับฝุ่นได้ด้วยตัวเอง

บททดสอบแท้จริงจะอยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อภาคเหนือเข้าสู่รอบใหม่ของฤดูเผา หากปีหน้าเชียงรายยังเผชิญค่าฝุ่นระดับวิกฤตเหมือนเดิม คำถามก็จะย้อนกลับมาทันทีว่า ความร่วมมือที่ลงนามไว้ได้เปลี่ยนอะไรจริงบ้าง แต่ถ้าระบบข้อมูลเร็วขึ้น จุดความร้อนลดลง การเผาในพื้นที่เสี่ยงถูกควบคุมได้ดีขึ้น และเกษตรกรเริ่มมีทางเลือกใหม่ที่ทำกินได้จริง นั่นต่างหากจะเป็นคำตอบที่มีความหมายกว่าถ้อยแถลงทั้งหมด

เชียงรายกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของนโยบายหมอกควันภาคเหนือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายมักถูกมองเป็นเมืองปลายทางของผลกระทบ ทั้งจากควันข้ามแดน ไฟป่าในแนวเขา และเศรษฐกิจชายแดนที่ผันผวน แต่ความเคลื่อนไหวในวันที่ 29 เมษายน 2569 ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า เชียงรายอาจกำลังขยับจาก “พื้นที่รับผล” ไปเป็น “พื้นที่กำหนดทิศทาง” ของการแก้ปัญหาในภาคเหนือ ทั้งในฐานะจังหวัดชายแดนที่มีเสียงดังพอจะผลักประเด็นนี้ขึ้นสู่ระดับภูมิภาค และในฐานะพื้นที่ทดลองของแนวคิดเปลี่ยนเศรษฐกิจการเกษตรเพื่อลดไฟและฝุ่นในระยะยาว

หากมองให้ไกลกว่าข่าวรายวัน การเยือน สปป.ลาวของรัฐมนตรีไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่เป็นเรื่องอนาคตของอากาศที่คนเชียงรายจะต้องหายใจในปีหน้า และปีต่อ ๆ ไปด้วย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • กระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • อบจ.เชียงราย – องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
NEWS UPDATE

ชาวเชียงราย-พะเยารอเก้อ! ถนนสาย 1021 ขยายสี่เลนอืด เพิ่งเริ่มตีตราไม้หลังผ่านสัญญาไปแล้ว 1 ใน 3

Summary
  • โครงการขยายถนน 1021 ดอกคำใต้-เทิง ล่าช้ากว่าแผน 8 เดือน กระทบเศรษฐกิจเชียงราย

  • สาเหตุหลักติดปัญหาการขออนุญาตทำไม้และตีตราต้นทองกวาวในเขตทาง

  • ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเคลียร์บัญชีไม้ให้จบภายในพฤษภาคม 2569

  • มีแผนล้อมย้ายต้นทองกวาวไปปลูกพื้นที่ใหม่เพื่อรักษาธรรมชาติและขยายทาง

  • หากเริ่มงานมิถุนายนนี้ ผู้รับเหมาต้องเร่งทำงานเร็วขึ้น 1.5 เท่าเพื่อให้ทันกำหนดปี 2570

เชียงรายรอเก้อ 8 เดือนถนน 1021 เพิ่งเริ่มตีตราไม้ ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งลุยแก้เกมล่าช้า ชาวเทิงแบกภาระอีก 500 วัน

พะเยา,28 เมษายน 2569 – เสียงบ่นของคนขับรถบรรทุกสินค้าเกษตรจากอำเภอเทิงที่ต้องวิ่งลัดเลาะบนถนนสองเลนแคบๆ ของทางหลวงหมายเลข 1021 ดังขึ้นอีกครั้งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ พวกเขาหวังว่าถนนสี่ช่องจราจรสายดอกคำใต้ถึงจุนที่รัฐบาลให้สัญญาว่าจะเสร็จในอีกไม่ถึงสองปีข้างหน้าจะช่วยย่นเวลาและลดอุบัติเหตุได้ แต่ความหวังนั้นกลับถูกแช่แข็งไว้กว่าแปดเดือนเต็ม เพราะจนถึงวันนี้ วันที่ 28 เมษายน 2569 ภาพที่เห็นในพื้นที่จริงคือเจ้าหน้าที่เพิ่งเริ่มเอาแท่งสีไปตีตราที่โคนต้นทองกวาวริมทางเท่านั้น

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของจังหวัดพะเยาที่เป็นเจ้าของพื้นที่ก่อสร้าง แต่กลายเป็นเรื่องปากท้องของคนเชียงรายโดยตรง เพราะถนนสายนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมผลผลิตจากทุ่งนาพะเยาเข้าสู่ตลาดและด่านชายแดนของเชียงราย และเมื่อต้นทางล่าช้า ปลายทางอย่างอำเภอเทิงก็ต้องรับผลกระทบไปเต็มๆ

ผ่านไป 240 วัน เพิ่งเริ่มนับหนึ่ง

ข้อมูลจากสัญญาจ้างก่อสร้างที่ลงนามไว้เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ระบุชัดเจนว่าโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1021 สายอำเภอดอกคำใต้ถึงอำเภอเทิง ตอนบ้านเวียงเทิงถึงบ้านทุ่ง มีระยะเวลาดำเนินการ 750 วัน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 และต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2570

หากนับถึงวันนี้ ผ่านไปแล้วประมาณ 276 วัน หรือคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของอายุสัญญา ตัวเลขนี้สะท้อนภาพความล่าช้าที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะตามแผนงานปกติ ช่วง 8 เดือนแรกควรเป็นช่วงของการเคลียร์พื้นที่ ปรับหน้าดิน และลงงานฐานรากไปแล้วไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือการสำรวจและตีตราไม้ในเขตทางเพิ่งเริ่มทำเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 เท่านั้น

โครงการนี้แบ่งเป็นสองตอนหลักคือตอนที่ 1 ช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 22+500 ระยะทาง 10.500 กิโลเมตร และตอนที่ 2 ช่วงกิโลเมตรที่ 22+500 ถึง 33+300 ระยะทาง 10.800 กิโลเมตร รวมระยะทางที่ต้องขยายเป็นสี่ช่องจราจรทั้งสิ้น 21.300 กิโลเมตร ซึ่งเป็นช่วงคอขวดที่สุดของเส้นทางจากพะเยาเข้าสู่เชียงราย

ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอดอกคำใต้ตั้งคำถามผ่านสื่อออนไลน์อย่างตรงไปตรงมาว่า ผ่านมากว่า 8 เดือนแล้ว การก่อสร้างไปถึงไหน ทำไมถึงยังไม่เห็นเครื่องจักรหนักเข้ามาทำงาน คำถามนี้กลายเป็นแรงกดดันที่ส่งตรงถึงศาลากลางจังหวัดพะเยาในที่สุด

ผู้ว่าฯ พะเยาสั่งทันที หลังเสียงสะท้อนดังขึ้น

แรงสั่นสะเทือนจากโซเชียลมีเดียทำให้ นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาด้วยตัวเอง ในช่วงเย็นวันที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 16.20 น. เธอเรียกประชุมด่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ห้องประชุมศาลากลาง

ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นายพีรัช จันธิมา ปลัดจังหวัดพะเยา นายปิยะพงษ์ ประพันธ์วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา และนายพูนศักดิ์ เมาะราษี ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงพะเยา การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการรับฟังรายงานตามปกติ แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงและหาทางออกเร่งด่วน

ข้อสั่งการที่ออกมามีความชัดเจนและเฉียบขาด ให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา แขวงทางหลวงพะเยา สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงราย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และบริษัทผู้รับจ้าง ต้องลงพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้ทันที เพื่อทำสิ่งที่ควรทำเสร็จไปแล้วตั้งแต่เดือนแรกของสัญญา นั่นคือการสำรวจพิกัด จัดทำบัญชีไม้ และตีตราประทับที่โคนต้นทุกต้นที่อยู่ในเขตทางหลวง เพื่อพิสูจน์ชนิดและขนาดให้ถูกต้องตามระเบียบป่าไม้

ที่สำคัญที่สุดคือการเร่งออกใบอนุญาตทำไม้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ เพื่อให้แขวงทางหลวงพะเยาสามารถส่งมอบพื้นที่ปลอดภาระผูกพันทางกฎหมายให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานได้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569

ต้นทองกวาว กลายเป็นหัวใจของความล่าช้า

หากมองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่าปัญหาคือเรื่องงบประมาณหรือผู้รับเหมาทิ้งงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยในการประชุมชี้ไปที่ประเด็นเดียวคือ ต้นทองกวาว

ต้นทองกวาวหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าต้นดอกจาน เป็นไม้ยืนต้นที่ออกดอกสีส้มแสดสะพรั่งในช่วงฤดูแล้ง กลายเป็นสัญลักษณ์ของถนนสายนี้มาหลายสิบปี เมื่อมีการสำรวจแนวเขตทางเพื่อขยายถนนเป็นสี่เลน พบว่ามีต้นทองกวาวขนาดใหญ่อยู่ในเขตป่าตามมาตรา 4 วงเล็บ 1 จำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 27+750

ตามกฎหมายแล้ว ไม้ในเขตป่าไม่สามารถตัดฟันได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการสำรวจ ขึ้นทะเบียน และขออนุญาตทำไม้อย่างถูกต้อง ซึ่งขั้นตอนนี้เองที่กินเวลายาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในแผนงานเดิม

ล่าสุดในวันที่ 28 เมษายน 2569 นายพูนศักดิ์ เมาะราษี รายงานความคืบหน้าว่า หมวดทางหลวงดอกคำใต้ได้ร่วมกับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ลงพื้นที่ตีตราไม้แล้วในตอนแม่ต๋ำถึงบ้านใหม่ ช่วงกิโลเมตรที่ 22+500 ถึง 27+750 ทั้งฝั่งซ้ายและขวา และในวันที่ 29 เมษายน จะดำเนินการต่อในช่วงกิโลเมตรที่ 12+000 ถึง 22+500 ให้ครบถ้วน

สิ่งที่น่าสนใจคือแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้ว่าฯ พะเยาวางไว้ไม่ได้เน้นการตัดทิ้ง แต่เป็นการอนุรักษ์แบบย้ายถิ่น หากต้นทองกวาวต้นใดมีความสมบูรณ์แข็งแรง ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินการล้อมโคน ขุดย้าย และนำไปปลูกในพื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม โดยขณะนี้มีพื้นที่นำร่องสองแห่งที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้คือ แนวถนนริมกว๊านพะเยาฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นถนนสายใหม่ในอำเภอเมืองพะเยา และพื้นที่หนองเล็งทรายในอำเภอแม่ใจ

แนวคิดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากการสร้างถนนแบบเดิมที่เน้นความเร็ว ไปสู่การสร้างถนนที่ต้องสมดุลกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมทางหลวงในช่วงหลัง

ทำไมคนเชียงรายต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง

คำถามสำคัญที่คนอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ถามมาตลอดคือ ทำไมถนนที่อยู่ในเขตพะเยาถึงกระทบชีวิตพวกเขามากขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ภูมิศาสตร์ของทางหลวงหมายเลข 1021

ถนนสายนี้เริ่มต้นจากอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา วิ่งผ่านอำเภอจุน และไปสิ้นสุดที่บ้านทุ่ง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นประตูสู่จังหวัดเชียงรายจากทิศใต้ หากดูจากแผนที่โครงข่ายคมนาคมภาคเหนือตอนบน เส้นทางนี้คือเส้นทางลำเลียงสินค้าเกษตรที่สำคัญที่สุดเส้นหนึ่ง ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวนาปรัง ลำไย และยางพาราจากพะเยาและเชียงรายตอนล่าง จะใช้ถนนเส้นนี้เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงงานแปรรูปในเชียงรายและต่อไปยังด่านชายแดนเชียงของเพื่อส่งออกไป สป.ลาว และจีนตอนใต้

เมื่อการขยายถนนล่าช้าออกไป หมายความว่าผู้ประกอบการและเกษตรกรในเชียงรายต้องทนใช้ถนนสองเลนเดิมต่อไปอีกอย่างน้อย 500 วันตามอายุสัญญาที่เหลือ ซึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งสวนกันตลอดทั้งวัน อุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะบริเวณทางโค้งช่วงบ้านเวียงเทิง

สถิติจากแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 2 แม้จะไม่ได้อยู่ในเอกสารชุดนี้ แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยอมรับว่าปริมาณการจราจรบนถนนสาย 1021 ช่วงรอยต่อพะเยาเชียงรายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การที่ถนนสี่เลนไม่เกิดขึ้นตามแผนจึงไม่ใช่แค่เรื่องความไม่สะดวก แต่เป็นต้นทุนโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นโดยตรง

นี่คือเหตุผลที่คนเชียงรายต้องจับตาการแก้ปัญหาที่พะเยาอย่างใกล้ชิด เพราะความล่าช้าที่ต้นทาง 1 วัน หมายถึงความเสียหายที่ปลายทางอีกหลายเท่า

ไทม์ไลน์ใหม่ มิถุนายนคือเส้นตายที่ห้ามพลาดอีก

จากการสั่งการของผู้ว่าฯ พะเยา ทำให้เราเห็นไทม์ไลน์ใหม่ที่ชัดเจนขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ทุกหน่วยงานต้องปิดจ๊อบเรื่องไม้ให้จบ ทั้งการตีตรา การทำบัญชี และการออกใบอนุญาต จากนั้นแขวงทางหลวงพะเยาจะเร่งส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างภายในปลายเดือนพฤษภาคมหรืออย่างช้าต้นเดือนมิถุนายน 2569

หากทำได้ตามนี้ ผู้รับจ้างจะมีเวลาทำงานจริงเหลือประมาณ 440 วันจากทั้งหมด 750 วัน เพื่อให้เสร็จทันวันที่ 14 สิงหาคม 2570 นั่นหมายความว่าต้องเร่งเครื่องทำงานเกือบ 1.5 เท่าของแผนเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางหลวงให้ความเห็นว่า การสูญเสียเวลาในช่วงฤดูแล้งซึ่งเป็นช่วงพีคของการก่อสร้างไปแล้วกว่า 240 วัน จะส่งผลให้งานฐานรากและงานดินต้องไปทำในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและเสี่ยงต่อคุณภาพงาน หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีพอ

บทเรียนราคาแพงสำหรับถนนสายต่อไปในภาคเหนือ

กรณีของต้นทองกวาวบนถนน 1021 ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาคเหนือ ที่ถนนหลายสายต้องตัดผ่านพื้นที่ป่าชุมชนหรือเขตป่าตามกฎหมาย

การที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 เชียงรายต้องเข้ามาร่วมแก้ปัญหาในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเรื่องนี้มีมิติข้ามจังหวัด และเชียงรายเองก็กำลังเผชิญกับโจทย์เดียวกันในหลายโครงการขยายถนน เช่น เส้นทางเลี่ยงเมืองและถนนเชื่อมดอยต่างๆ ที่มักจะติดปัญหาเรื่องต้นไม้ใหญ่เช่นเดียวกัน

แนวทางการล้อมย้ายต้นทองกวาวไปปลูกที่กว๊านพะเยาและหนองเล็งทราย จึงกลายเป็นเคสศึกษาที่สำคัญ หากทำสำเร็จจะสามารถนำไปเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดเชียงรายในการจัดการต้นไม้ใหญ่ริมทางหลวงหมายเลข 118 หรือ 1020 ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์

นี่คือมูลค่าที่ซ่อนอยู่หลังความล่าช้า 8 เดือน มันคือบทเรียนว่าการสำรวจสิ่งแวดล้อมต้องทำก่อนการเซ็นสัญญา ไม่ใช่ทำหลังจากที่เครื่องจักรจอดรออยู่หน้างานแล้ว

เสียงจากพื้นที่ที่รอความชัดเจน

แม้จะยังไม่มีการให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการจากชาวบ้าน แต่ข้อความที่ส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ของเกษตรกรอำเภอเทิงสะท้อนความรู้สึกได้ดี พวกเขาไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แต่ต้องการไทม์ไลน์ที่จับต้องได้ ต้องการเห็นป้ายโครงการที่อัปเดตความคืบหน้าจริง ไม่ใช่แค่ป้ายเก่าที่บอกวันเริ่มสัญญา 26 กรกฎาคม 2568

พวกเขาต้องการรู้ว่าหากต้องรออีก 500 วัน รัฐจะมีมาตรการบรรเทาผลกระทบอะไรบ้างในช่วงนี้ เช่น การเพิ่มไฟส่องสว่าง การทำไหล่ทางชั่วคราว หรือการจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว

ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้สร้างจากคำสั่งที่ว่า สั่งทันที ทำทันที แต่สร้างจากการที่พวกเขาเห็นเจ้าหน้าที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ลงไปตีตราไม้จริงในวันที่ 28 และ 29 เมษายนตามที่ผู้ว่าฯ ประกาศไว้

ถนนสาย 1021 จึงเป็นมากกว่าถนน มันคือบททดสอบว่าการบริหารราชการแบบบูรณาการข้ามหน่วยงานจะสามารถแก้ปัญหาที่หมักหมมมา 8 เดือนได้ภายใน 30 วันตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่

สำหรับคนเชียงรายและพะเยา ทุกวันที่ผ่านไปโดยไม่มีความคืบหน้าคือต้นทุนที่ต้องจ่าย และทุกต้นทองกวาวที่ถูกล้อมย้ายอย่างปลอดภัยคือความหวังว่าถนนเส้นนี้จะเสร็จทันเวลาโดยไม่ต้องแลกด้วยธรรมชาติที่สูญเสียไป

บทสรุปของเรื่องนี้ยังไม่จบในเดือนพฤษภาคม แต่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงเพิ่งถูกนับหนึ่งเมื่อวานนี้เอง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา
  • แขวงทางหลวงพะเยา
  • ข้อมูลสัญญาจ้างโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 1021 สายอำเภอดอกคำใต้ถึงอำเภอเทิง ตอนบ้านเวียงเทิงถึงบ้านทุ่ง ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ระยะเวลาดำเนินการ 750 วัน เริ่ม 26 กรกฎาคม 2568 สิ้นสุด 14 สิงหาคม 2570
  • องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)
  • สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ว่างงานต่ำแต่เปราะบาง! เชียงรายเร่งปรับโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรเกือบ 50% สู่ทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่

เชียงรายเร่งอัปสกิลแรงงานรับโลกงานใหม่ แม้ว่างงานต่ำเพียง 0.44 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชัดว่าทักษะเดิมอาจไม่พออีกต่อไป

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อตัวเลขว่างงานต่ำ ไม่ได้แปลว่าโจทย์แรงงานจบลงแล้ว ในสายตาของหลายคน ตัวเลขว่างงานระดับร้อยละ 0.44 อาจดูเป็นข่าวดีที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเดินหน้าได้ และคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายแรงงานในจังหวัดเชียงราย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นเหตุให้วางใจ ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่มีงานทำอยู่วันนี้จะยังแข่งขันในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่

ข้อมูลจากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารและพัฒนาแรงงานระดับจังหวัดเชียงราย หรือ กพรง.ปจ. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรวัยทำงานกว่า 9.5 แสนคน และมีผู้มีงานทำสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมีเพียง 2,632 คน หรือร้อยละ 0.44 เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนภาพว่า เชียงรายยังรักษาการจ้างงานได้ต่อเนื่องในภาพรวม แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าแรงงานเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 49.4 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคนอกเกษตรที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่มค้าปลีกค้าส่งและการก่อสร้าง

นั่นหมายความว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังมีงานทำ แต่โครงสร้างการจ้างงานของเชียงรายยังพึ่งพางานที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมไม่น้อย หากตลาดแรงงานในอนาคตต้องการทักษะใหม่มากขึ้น จังหวัดที่ยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคดั้งเดิมก็ย่อมต้องเร่งขยับเร็วกว่าที่ผ่านมา

เชียงรายเห็นสัญญาณล่วงหน้า จึงเร่งวางแผนแรงงานเชิงรุก

เหตุผลที่เชียงรายหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ไม่ได้มาจากการว่างงานพุ่งขึ้น แต่มาจากการมองเห็นล่วงหน้าว่า ตลาดงานกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างเงียบ ๆ และคนทำงานจำนวนมากอาจเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลจากจังหวัดระบุชัดว่า ขณะนี้มีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานฝีมือ ทำให้ภาครัฐต้องระดมความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการฝึกทักษะใหม่ หรือ Reskill และ Upskill ให้ตอบโจทย์ตลาดเทคโนโลยีมากขึ้น

ภาพนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกงานในระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกประเมินจากเพียงวุฒิการศึกษาหรือจำนวนปีที่เคยทำงานอีกต่อไป แต่ถูกจับตามองจากความสามารถในการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวได้ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากจังหวัดรอให้ปัญหาปะทุขึ้นก่อนค่อยลงมือ อาจสายเกินไปสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ทักษะเดิมเริ่มไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังแปรเปลี่ยน

การประชุมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงพิธีการเชิงระบบราชการ หากแต่เป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า จังหวัดกำลังมองเรื่องแรงงานในกรอบใหม่ คือไม่รอแก้เฉพาะปัญหาคนตกงาน แต่พยายามทำให้คนที่ยังมีงานอยู่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน

แรงงานเชียงรายยังอยู่ในภาคเกษตรเกือบครึ่ง สะท้อนจุดแข็งและจุดเปราะบางในเวลาเดียวกัน

การที่แรงงานเชียงรายร้อยละ 49.4 ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม อาจตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่ง มันสะท้อนรากฐานเศรษฐกิจของจังหวัดที่ยังผูกพันกับภาคการผลิตดั้งเดิม วิถีชุมชน และทรัพยากรในพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็เตือนว่าหากภาคเกษตรไม่สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี การแปรรูป หรือห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้ ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อรายได้และความมั่นคงของแรงงานจำนวนมาก

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีขาย และวิธีบริหารจัดการ งานเกษตรแบบเดิมอาจไม่เพียงพอจะสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกต่อไป จังหวัดจึงต้องคิดไกลกว่าการหางานให้คนทำ แต่ต้องคิดถึงการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะของแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การบริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ การใช้ข้อมูล หรือแม้แต่ภาษา เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดใหม่

ตรงนี้เองที่ทำให้ประเด็น Reskill และ Upskill ของเชียงรายมีความสำคัญ เพราะมันไม่ใช่แค่การฝึกช่างหรือฝึกอาชีพเสริม แต่คือการพยายามทำให้แรงงานในโครงสร้างดั้งเดิมขยับเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อัตราว่างงานต่ำ แต่แรงงานต่างด้าวและแรงงานไปต่างประเทศยังเป็นภาพสะท้อนสำคัญ

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุว่า เชียงรายมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานรวม 45,799 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมติคณะรัฐมนตรีและกลุ่มพื้นที่สูง ขณะเดียวกัน แรงงานเชียงรายเองก็ยังนิยมออกไปทำงานต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้แจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศกว่า 660 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชายและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

สองตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการรายงานจำนวนคนเข้าออกของตลาดแรงงาน เพราะสะท้อนว่าระบบแรงงานของเชียงรายกำลังอยู่บนทางแยกหลายชั้น แรงงานบางส่วนยังต้องพึ่งพาแรงงานจากภายนอกเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่แรงงานในพื้นที่อีกส่วนยังมองว่าการไปทำงานต่างประเทศคือโอกาสในการยกระดับรายได้มากกว่าการอยู่ในตลาดท้องถิ่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภารกิจของจังหวัดจึงไม่ได้มีแค่การผลิตแรงงานให้เพียงพอ แต่ต้องทำให้ตลาดแรงงานในพื้นที่มีคุณภาพและมีแรงจูงใจพอที่จะดึงคนให้อยู่ทำงานในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดได้มากขึ้นด้วย หากทักษะดีขึ้นแต่รายได้และโอกาสยังไม่เปลี่ยน คนจำนวนหนึ่งก็อาจยังเลือกออกไปทำงานนอกพื้นที่หรือต่างประเทศเหมือนเดิม

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกจริง

ท่ามกลางโจทย์ที่ซับซ้อน สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณบวกของเชียงราย คือผลสำเร็จของการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย ซึ่งข้อมูลระบุว่า มีผู้ผ่านการทดสอบมากกว่าร้อยละ 92 และกลุ่มอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง กลุ่มธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดในปัจจุบัน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการเรียนรู้ของแรงงานยังมีอยู่จริง และหลักสูตรที่เชื่อมกับตลาดงานก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ หากออกแบบให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ จุดสำคัญอยู่ที่การไม่มองการฝึกอบรมเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้ได้ตัวเลขผู้เข้าอบรม แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของคนทำงาน

เมื่อเทียบกับโลกงานที่เปลี่ยนเร็ว สาขาอย่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และบริการ จึงไม่ใช่แค่ทักษะวิชาชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่คือฐานของการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ การให้บริการเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในระดับจังหวัดและระดับข้ามพรมแดน

โลกงานต่างประเทศกำลังเตือนว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่พอแล้ว

ข้อมูลต่างประเทศที่แนบมาด้วยจากการสำรวจของ Intelligent.com ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจเกือบ 1,000 คนในสหรัฐ และพบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า นายจ้างจำนวนมากกำลังกังวลต่อความพร้อมของบัณฑิตจบใหม่ในตลาดงานจริง ร้อยละ 75 ของบริษัทที่สำรวจระบุว่า บัณฑิตจบใหม่ที่รับเข้ามาในปีนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด “ไม่น่าพอใจ” ขณะที่ 6 ใน 10 บริษัทเคยเลิกจ้างบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้าทำงาน และ 1 ใน 6 ของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานยอมรับว่าลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่ในอนาคต

เหตุผลที่นายจ้างหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่การขาดแรงจูงใจและความคิดริเริ่ม ร้อยละ 50 การขาดความเป็นมืออาชีพ ร้อยละ 46 การสื่อสารไม่ดี ร้อยละ 39 ไปจนถึงปัญหาเรื่องการรับมือกับฟีดแบ็ก ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการภาระงานจริงในที่ทำงาน

สำหรับเชียงราย ข้อมูลนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะมันกำลังบอกว่า จังหวัดที่อยากพัฒนาแรงงานให้พร้อมต่อโลกงานใหม่ ไม่สามารถหยุดอยู่แค่การฝึกทักษะทางเทคนิค แต่ต้องพัฒนา ทักษะอ่อน หรือ Soft Skills ควบคู่กันไปด้วย เช่น วินัย การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะ

คำเตือนจากต่างประเทศ สอดรับกับโจทย์ Reskill และ Upskill ในเชียงราย

เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นว่า สิ่งที่นายจ้างสหรัฐสะท้อนออกมานั้นแทบไม่ต่างจากโจทย์ที่หลายจังหวัดในไทยกำลังเผชิญ แรงงานรุ่นใหม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม มีการศึกษาสูงขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ดิจิทัลคล่องขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะพร้อมทำงานในสภาพแวดล้อมจริงโดยอัตโนมัติ

ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานเชื่อว่า บัณฑิตควรได้รับการฝึกมารยาทและการวางตัวในที่ทำงาน ขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้บัณฑิตน่าจ้างมากขึ้น ได้แก่ การแสดงความคิดริเริ่ม ร้อยละ 57 ทัศนคติเชิงบวก ร้อยละ 56 จรรยาบรรณในการทำงาน ร้อยละ 54 และความสามารถในการปรับตัว ร้อยละ 53

หากเชียงรายต้องการสร้างแรงงานที่แข่งขันได้จริง หลักสูตรระยะสั้นในอนาคตจึงควรผสานทั้งทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพ และทักษะในการทำงานกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เพราะในที่สุดแล้ว ตลาดงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ทำงานเป็น แต่ต้องการคนที่ พร้อมทำงาน ด้วย

ข้อมูลดิจิทัลไทยกำลังบอกว่า สังคมพร้อมแล้ว แต่แรงงานต้องพร้อมตามให้ทัน

อีกชุดข้อมูลสำคัญที่ช่วยอธิบายทิศทางอนาคต คือผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุว่า ประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปจำนวน 66.3 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วร้อยละ 92.3 ใช้โทรศัพท์มือถือร้อยละ 96.1 และมีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 89.9 ขณะที่ในระดับครัวเรือน มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 93.4 มีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 97.2 และมีคอมพิวเตอร์ร้อยละ 20.0 โดยข้อมูลยังชี้ว่า โทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นอุปกรณ์หลักแทนคอมพิวเตอร์ในหลายการใช้งาน

ข้อมูลนี้น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็วในเชิงการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย แต่การเข้าถึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีทักษะที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้เท่ากัน จังหวัดอย่างเชียงรายที่ต้องการยกระดับแรงงาน จึงไม่อาจมองแค่เรื่องมีอินเทอร์เน็ตหรือไม่มี แต่ต้องมองว่าแรงงานใช้เทคโนโลยีนั้นทำอะไรได้บ้าง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกดิจิทัลไทยอาจโตไปไกลแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ แรงงานไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โตทันหรือยัง หากไม่ทัน ช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง กับคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าในงาน จะยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงต้องขยายหลักสูตรสู่ไอที ภาษา และการบริหารธุรกิจ

ข้อมูลจากจังหวัดระบุว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เตรียมขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้น เพื่อจัดหลักสูตรระยะสั้นที่ตรงเป้าหมายในสาขาอย่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารธุรกิจ และภาษา เป้าหมายคือยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหัวใจของจังหวัดไม่ได้มองการฝึกแรงงานในกรอบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหันไปสู่ทักษะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยตรง เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้แรงงานเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลและทำงานได้หลากหลายขึ้น การบริหารธุรกิจช่วยให้คนทำงานหรือผู้ประกอบการรายเล็กคิดเรื่องต้นทุน การตลาด และการเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนภาษาคือประตูสู่โอกาสใหม่ทั้งในภาคบริการ การค้าชายแดน และงานที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย แนวทางนี้มีความได้เปรียบเชิงพื้นที่อย่างมาก เพราะหากแรงงานในจังหวัดมีทั้งทักษะเทคนิค ทักษะบริการ และภาษา โอกาสในการดึงดูดธุรกิจ การค้าข้ามแดน และการลงทุนใหม่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย

ข่าวดีของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ว่างงานต่ำ แต่คือการเริ่มมองเห็นโจทย์ก่อนปัญหาจะลุกลาม

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะเชียงรายมีอัตราว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.44 อย่างเดียว หากแต่เพราะจังหวัดเริ่มมองเห็นว่า ตัวเลขที่ดีในวันนี้อาจซ่อนความเสี่ยงของวันข้างหน้าไว้ หากไม่รีบปรับทิศทางการพัฒนาแรงงาน

ภายใต้โลกที่ดิจิทัลโตเร็ว นายจ้างต้องการมากกว่าวุฒิการศึกษา และแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม จังหวัดที่รอให้ปัญหามาถึงก่อนค่อยแก้ อาจเสียโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แต่เชียงรายกำลังพยายามเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คืออ่านเกมล่วงหน้า แล้วใช้การฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ตลาดแรงงานของตัวเอง

ในเชิงนโยบาย นี่คือความเคลื่อนไหวที่ควรจับตา เพราะถ้าหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นสามารถเชื่อมกับความต้องการของตลาดได้จริง และทำให้แรงงานมีทั้งทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล และทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เชียงรายก็อาจไม่เพียงรักษาระดับการจ้างงานได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพแรงงานและรายได้ของประชาชนได้ในระยะยาวด้วย

เมื่อโลกงานใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่ามีงานหรือไม่ แต่ถามว่าพร้อมหรือยัง

ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่จำนวนคนมีงานทำ แต่ตัดสินกันที่คุณภาพของงาน คุณภาพของคนทำงาน และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีและความคาดหวังใหม่ของนายจ้าง

เชียงรายในวันนี้มีดีตรงที่คนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ ว่างงานต่ำ และหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดก็ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งโครงสร้างแรงงานที่ยังกระจุกในภาคเกษตร การขาดแคลนแรงงานฝีมือ การไหลออกของแรงงานไปต่างประเทศ และโลกดิจิทัลที่กำลังเดินหน้าทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลัง

คำเตือนจากตลาดงานต่างประเทศยิ่งทำให้ชัดว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความสำเร็จในการทำงานอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลการใช้เทคโนโลยีของไทยก็บอกว่า สังคมทั้งระบบกำลังเคลื่อนไปเร็วมากกว่าที่บางภาคส่วนจะปรับตัวทัน

จึงไม่ได้จบลงที่การรายงานว่าจังหวัดเชียงรายจัดประชุมเรื่องแรงงาน แต่จบลงที่คำถามสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนว่า ในวันที่งานยังมีอยู่ แต่รูปแบบของงานกำลังเปลี่ยนไปทุกวัน เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีงานทำ แต่เป็นผู้ที่มีทักษะเพียงพอจะเติบโตไปพร้อมกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย
  • Intelligent.com และบทความที่เผยแพร่บน Fortune.com ซึ่
  • ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย เตรียมเปิดรันเวย์ต้อนรับ K-Mile Air พฤษภาคม 2569 นี้ มุ่งสร้างฐานโลจิสติกส์ระดับภูมิภาคเชื่อมต่อสามทวีป

แม่ฟ้าหลวง เชียงราย” ก้าวสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์การบินโลก เปิดทาง K-Mile Air เชื่อมจีน-อินเดีย-ตะวันออกกลาง เริ่มพฤษภาคม 2569

เชียงราย, 28 กุมภาพันธ์ 2569 – จุดเปลี่ยนของสนามบินภูมิภาค สู่โครงข่ายเศรษฐกิจระดับโลก ท่ามกลางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญที่อาจเปลี่ยนบทบาทของจังหวัดชายแดนภาคเหนือแห่งนี้ จากสนามบินที่เคยเน้นภารกิจรองรับนักท่องเที่ยวและเที่ยวบินภายในประเทศ สู่การเป็นจุดเชื่อมต่อโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางอากาศระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นาวาอากาศเอกสกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญระดับ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากบริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ผู้ประกอบการสายการบินขนส่งสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ พร้อมด้วยคณะจากบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้านการบิน เพื่อหารือเตรียมความพร้อมด้านปฏิบัติการบินและสำรวจพื้นที่เช่า รองรับการเปิดปฏิบัติการบินขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยมีกำหนดเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2569 ด้วยความถี่ 6 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่เท่านั้น แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบโลจิสติกส์ภาคเหนือ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ภาคเหนือ และประเทศไทยในภาพรวม

เปิดเครือข่ายเส้นทางบิน เชื่อมสามภูมิภาคเศรษฐกิจหลักของโลก

แผนปฏิบัติการของ K-Mile Air ที่เตรียมเปิดในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้กำหนดเส้นทางบินสำคัญ 3 เส้นทาง ซึ่งเชื่อมโยงเชียงรายเข้ากับศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของโลก ได้แก่

  • เส้นทางเชียงราย – เซินเจิ้น – เชียงราย
  • เส้นทางเชียงราย – นิวเดลี – เชียงราย
  • เส้นทางเซินเจิ้น – เชียงราย – อาบูดาบี

เส้นทางดังกล่าวสะท้อนถึงยุทธศาสตร์การวางตำแหน่งเชียงรายให้เป็นจุดแวะพักและจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าในเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค โดยเฉพาะเส้นทางเซินเจิ้น – เชียงราย – อาบูดาบี ซึ่งเชื่อมต่อจีนตอนใต้ ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

นครเซินเจิ้นของจีนเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและการผลิตระดับโลก โดยมีมูลค่าการค้าต่างประเทศสูงถึง 4.12 ล้านล้านหยวนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ขณะที่นครอาบูดาบีเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและการบินที่เชื่อมโยงยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง ส่วนกรุงนิวเดลีของอินเดียเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียใต้

การเชื่อมต่อทั้งสามภูมิภาคผ่านเชียงรายจึงทำให้สนามบินแห่งนี้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเครือข่ายการค้าโลก

Lay Over และ Self-Line Maintenance จุดเริ่มต้นของศูนย์กลางการบินเชิงเทคนิค

ในระยะเริ่มต้น ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จะรองรับการปฏิบัติการในลักษณะการแวะพักอากาศยาน และการซ่อมบำรุงอากาศยานระดับเบื้องต้นโดยสายการบินเอง

การแวะพักอากาศยานมีบทบาทสำคัญในระบบโลจิสติกส์ทางอากาศ เนื่องจากช่วยให้เครื่องบินสามารถเติมเชื้อเพลิง ตรวจสอบระบบ และเตรียมพร้อมสำหรับการบินระยะไกลได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เช่น Boeing 767-300BCF ซึ่งมีความสามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดประมาณ 54 ตัน และมีพิสัยการบินสูงสุดประมาณ 6,105 กิโลเมตร

การซ่อมบำรุงระดับ Self-Line Maintenance ยังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องส่งเครื่องบินกลับไปยังฐานซ่อมบำรุงหลักที่สนามบินอื่น และยังช่วยเพิ่มความพร้อมของอากาศยานในการปฏิบัติการบินต่อเนื่อง

K-Mile Air สายการบินขนส่งสินค้าแห่งแรกของไทย กับเครือข่ายระดับโลก

บริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2547 และเริ่มดำเนินการบินในปี 2549 โดยเป็นสายการบินขนส่งสินค้าด่วนพิเศษแห่งแรกของประเทศไทย

บริษัทมีฝูงบินประกอบด้วยเครื่องบิน Boeing 737-400SF, Boeing 737-800BCF และ Boeing 767-300BCF ซึ่งสามารถรองรับการขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่ 19 ตัน ถึง 54 ตันต่อเที่ยวบิน

ในปี 2557 บริษัทได้รับการลงทุนจากกลุ่ม ASL Aviation Holdings ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการบินระดับโลกที่มีฝูงบินมากกว่า 160 ลำ และมีเครือข่ายครอบคลุมยุโรป แอฟริกา เอเชีย และออสเตรเลีย

การสนับสนุนจากเครือข่ายระดับโลกดังกล่าว ทำให้ K-Mile Air สามารถขยายเครือข่ายการบินและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์ทางอากาศได้อย่างต่อเนื่อง

บทบาทของบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด ในการสนับสนุนการบิน

บริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด เป็นผู้ให้บริการภาคพื้นดินด้านการบินที่มีประสบการณ์ในประเทศไทย โดยให้บริการแก่สายการบินมากกว่า 90 แห่ง และรองรับเที่ยวบินมากกว่า 70 เที่ยวบินต่อวัน

บริษัทมีบุคลากรมากกว่า 700 คน และให้บริการในสนามบินหลักหลายแห่ง เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต และเชียงราย

บริการของบริษัทครอบคลุมการขนถ่ายสินค้า การควบคุมการปฏิบัติการบิน และการดูแลอุปกรณ์ภาคพื้นดิน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรองรับการบินขนส่งสินค้า

สถิติสนามบินเชียงราย สะท้อนศักยภาพการเติบโต

ข้อมูลจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย รองรับผู้โดยสารจำนวน 1.93 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.97 จากปีก่อนหน้า

จำนวนเที่ยวบินอยู่ที่ 12,855 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.83

แม้ว่าปริมาณสินค้าทางอากาศจะอยู่ที่ 896,002 กิโลกรัม ลดลงร้อยละ 5.44 แต่การเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าใหม่ในปี 2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในระดับประเทศ สนามบินทั้ง 6 แห่งของ AOT รองรับผู้โดยสารรวม 125.99 ล้านคน และมีปริมาณสินค้าทางอากาศกว่า 1.64 ล้านตัน

โครงการพัฒนา 5.7 พันล้านบาท เตรียมรองรับอนาคต

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน ได้อนุมัติโครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 มูลค่า 5.7 พันล้านบาท เพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคนต่อปี

โครงการประกอบด้วย

  • การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารใหม่
  • การขยายทางวิ่งและหลุมจอดเครื่องบิน
  • การจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

การพัฒนาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการบินขนส่งสินค้าและการบินระหว่างประเทศ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์

การเปิดเส้นทางบินขนส่งสินค้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าเทคโนโลยี

การขนส่งทางอากาศมีความสำคัญสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าสูงและต้องการความรวดเร็ว เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์ และสินค้าเกษตรสด

ข้อมูลจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ระบุว่าปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 71.6 ล้านตันในปี 2569

เชียงรายกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในเศรษฐกิจโลก

การเปิดปฏิบัติการบินของ K-Mile Air ที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของประเทศไทย

การเชื่อมต่อเชียงรายกับศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน อินเดีย และตะวันออกกลาง จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การพัฒนานี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อศักยภาพของเชียงราย และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้จังหวัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์การบินระดับภูมิภาคในอนาคต

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานสถิติการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ข้อกำหนดการซ่อมบำรุงอากาศยาน TCAR Part 145
  • สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ รายงานแนวโน้มการขนส่งสินค้าทางอากาศปี 2569
  • ข้อมูลจากการหารือระหว่างท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย กับบริษัท เค-ไมล์ แอร์ จำกัด และบริษัท แบ๊กส์บริการภาคพื้น จำกัด วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. ลงพื้นที่เชียงรายจัด Thailand RISE Fund Forum ชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนงานวิจัยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อศิลปะมาเจองานวิจัย! ววน. ปักหมุดพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย-ดอยตุง ปั้นเชียงรายต้นแบบนวัตกรรมชุมชน

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และนวัตกรรม จังหวัดเชียงรายถูกเลือกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการสื่อสารบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ผ่านกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสะท้อนให้เห็นว่า “งบวิจัย” มิได้หยุดอยู่เพียงรายงานทางวิชาการ หากสามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากนโยบายสู่พื้นที่จริง

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีเสวนา หากแต่เป็นการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ควบคู่กับการลงพื้นที่จริงในสามจุดสำคัญของจังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง “ศิลปะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ESG” เข้าด้วยกัน

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง เปิดเผยว่า กองทุน ววน. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการแปลงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

การเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของจังหวัดที่มีทั้งมรดกวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และโมเดลการพัฒนาเชิงสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ

ศิลปะร่วมสมัยกับบทบาทเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จุดหมายแรกของคณะคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งเน้นแนวคิด Cultural IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถแปลงองค์ความรู้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Content และการพัฒนา IP เชิงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงศิลปิน ชุมชน และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม

ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในงานวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรมจึงถูกมองว่าเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

งานคราฟต์กับนวัตกรรมการออกแบบ

จุดหมายถัดมาคือ Kwai Din Dak Art House หรือควายดินดาก อาร์ทเฮ้าส์ ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับการออกแบบสมัยใหม่

ที่นี่ กองทุน ววน. สนับสนุนการวิจัยและการใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ การเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย นักออกแบบ และผู้ประกอบการในชุมชน ช่วยยกระดับสินค้าจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในตลาดที่กว้างขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการหารือแนวทางการดำเนินงานในขั้นถัดไป เพื่อให้การสนับสนุนของกองทุน ววน. สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งในด้านรายได้ของชุมชนและการสร้างแบรนด์ในระดับประเทศ

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและ ESG

จุดหมายที่สามคือ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานฝีมือดอยตุง

พื้นที่นี้สะท้อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG ซึ่งกำลังเป็นกรอบการลงทุนสำคัญในระดับโลก

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสีเขียว การจัดการขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดระบบ Zero Waste และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งสะท้อนว่า งานวิจัยสามารถเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เชียงรายในฐานะพื้นที่ต้นแบบ

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเลือกพื้นที่นี้จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปินและชุมชนในเชียงรายมีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ในมิติของเศรษฐกิจฐานราก งานคราฟต์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายครัวเรือน

ในมิติของความยั่งยืน โมเดลดอยตุงเป็นตัวอย่างการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับ

การบูรณาการสามมิตินี้ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. จึงเป็นภาพสะท้อนของการใช้วิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เปิดตารางกิจกรรม “RISE UP THAILAND” เดินหน้าปลุกพลังวิจัย 4 ภาค

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เดินเครื่องกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และโมเดลความยั่งยืน (ESG) ที่ใช้ได้จริงในพื้นที่

กำหนดการจัดงานในพื้นที่ยุทธศาสตร์:

  • จ.ขอนแก่น: วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.เชียงราย: วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพฯ): วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.นครศรีธรรมราช: วันที่ 12 มีนาคม 2569

สำหรับการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายล่าสุด คณะผู้บริหาร ววน. ได้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม (Cultural IP) ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ศูนย์ผลิตงานฝีมือดอยตุง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ภาพรวมและทิศทางในปี 2569

สำหรับปี 2569 กองทุน ววน. วางทิศทางการขับเคลื่อนในสามประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Cultural IP การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการวิจัยและออกแบบ และการสนับสนุนโมเดล ESG ผ่านเทคโนโลยีสีเขียว

เป้าหมายระยะยาว คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

กิจกรรม Thailand RISE Fund Forum ที่จัดขึ้นในเชียงราย จึงไม่เพียงเป็นเวทีสื่อสาร หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประสานพลังระหว่างนักวิจัย ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นฐาน

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก การใช้วิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจเป็นคำตอบสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569
  • เอกสารสรุปกิจกรรมลงพื้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย Kwai Din Dak Art House และ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เชียงรายปี 2050 รับมือโลกเดือดพ่นพิษกาแฟ ฤดูหนาวสั้นกระทบฐานเศรษฐกิจหลักท่องเที่ยว

เมื่อโลกเดือดขึ้น กาแฟเดือดตาม และเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย ต้องมีแผนเตรียมที่คิดไกลถึงปี 2050

เชียงราย,20 กุมภาพันธ์ 2569ลมหนาวที่เคยเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ของเชียงรายกำลังถูกท้าทายด้วยความจริงชุดใหม่ที่เริ่มเห็นด้วยตัวเลข ไม่ใช่เพียงความรู้สึก ฤดูกาลที่ช่วยขายการท่องเที่ยวปลายปีอาจสั้นลงเรื่อย ๆ ขณะที่ความร้อนที่เคยเป็นเรื่องของ “หน้าร้อน” กำลังขยายพื้นที่และจำนวนวันมากขึ้นจนไปถึงไร่กาแฟบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด

บนโต๊ะเดียวกัน เม็ดเงินท่องเที่ยวเดือนมกราคม 2569 ของเชียงรายยังเติบโต และสะท้อนว่าเชียงรายยัง “ขายได้” ในสนามแข่งขันท่องเที่ยวไทย แต่ในอีกโต๊ะหนึ่ง ข้อมูลวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศกำลังชี้ว่า ถ้าไม่เร่งปรับตัว โครงสร้างรายได้แบบพึ่งฤดูหนาวและสินค้าเกษตรที่ไวต่ออุณหภูมิ อาจเผชิญแรงเสียดทานมากขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ในช่วงก่อนปี 2050

เรื่องนี้ไม่ใช่การคาดเดาลอย ๆ เพราะการวิเคราะห์ของ Climate Central ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม รายงานว่า “ภาวะโลกร้อนเพิ่มจำนวนวันที่มีอุณหภูมิสูงจนเป็นอันตรายต่อกาแฟ” ในหลายพื้นที่ปลูกกาแฟหลักของโลก โดยใช้เกณฑ์อุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสเป็นจุดเสี่ยงต่อกาแฟ และประเมินจากข้อมูลอุณหภูมิช่วงปี 2021 ถึง 2025 เทียบกับโลกสมมติที่ไม่มีมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ภาพใหญ่ระดับโลก เมื่อความร้อนกลายเป็นต้นทุนใหม่ของกาแฟ

Climate Central สรุปว่า ประเทศผู้ผลิตกาแฟ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย เผชิญ “จำนวนวันร้อนเกินเกณฑ์ที่ทำร้ายกาแฟ” เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยราว 57 วันต่อปีจากภาวะโลกร้อน และทั้ง 5 ประเทศนี้ผลิตกาแฟรวมกันประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของโลก

ผลกระทบไม่ได้หยุดที่ฟาร์ม แต่ไหลไปถึงผู้บริโภค เพราะกาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ถูกบริโภคมากที่สุดของโลก และเมื่อความร้อนทำให้ผลผลิตลดลง คุณภาพเปลี่ยน และความเสี่ยงโรคพืชสูงขึ้น ต้นทุนทั้งระบบจะถูกส่งต่อเป็น “ราคาที่สูงขึ้นและความผันผวนที่มากขึ้น” ในห่วงโซ่กาแฟโลก

ที่สำคัญคือความเปราะบางของผู้ผลิตรายย่อย Climate Central ระบุว่า ผู้ผลิตรายย่อยคิดเป็นสัดส่วนมากของผู้ผลิตกาแฟโลก และเป็นแหล่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ แต่กลับได้รับเงินสนับสนุนเพื่อการปรับตัวไม่มากพอ

คำอธิบายที่สะเทือนใจมาจากภาคสนาม Dejene Dadi ผู้จัดการทั่วไปของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟรายย่อยในเอธิโอเปีย อธิบายว่าอาราบิก้าไวต่อแสงแดดและความร้อนอย่างมาก หากไม่มีร่มเงา ต้นกาแฟให้ผลผลิตน้อยลงและเสี่ยงโรคมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐลงทุนในเกษตรกรรายย่อยเพื่อขยายวิธีปรับตัวที่ทำได้จริง

ขณะที่ Dr. Kristina Dahl รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Climate Central เตือนตรงไปตรงมาว่า เกือบทุกประเทศผู้ผลิตหลักกำลังเจอจำนวนวันร้อนสุดขั้วมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบทั้งผลผลิตและคุณภาพ และท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาที่ “ต้นทุนกาแฟแก้วประจำวัน” ของผู้บริโภค

ข้อมูลที่โยงกลับมาถึงไทย เมื่อประเทศผู้ผลิตไม่ใหญ่ แต่ความร้อนเพิ่มเด่น

ในชุดข้อมูลเดียวกันที่ผู้จัดทำสรุปให้เห็นภาพรวม ประเทศไทยมี “จำนวนวันอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส” เฉลี่ยราว 247.49 วันต่อปี และ “จำนวนวันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน” ราว 75.47 วันต่อปี ในช่วงปี 2021 ถึง 2025 ซึ่งตีความได้ว่า วันร้อนจำนวนมากในไทยมีสัดส่วนที่เกิดจากภาวะโลกร้อนเพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเอกสารสรุประบุว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่วันร้อนเพิ่มจากภาวะโลกร้อนสูงเป็นลำดับต้น

สำหรับเชียงราย ข้อมูลสรุปที่อ้างอิงจากชุดข้อมูลเดียวกันระบุว่า เชียงรายมี “จำนวนวันร้อนเกินเกณฑ์ที่ทำร้ายกาแฟ” เฉลี่ยราว 251 วันต่อปี และมี “จำนวนวันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน” ราว 81 วันต่อปี ภาพที่น่าคิดคือในหนึ่งปี วันร้อนระดับเสี่ยงต่อกาแฟเกิดขึ้นเกือบสองในสามของปี และประมาณหนึ่งในสามของวันร้อนนั้นเป็นวันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ความผันผวนปกติแบบเดิม

ประเด็นนี้สำคัญต่อเชียงรายอย่างน้อยสามชั้น

ชั้นแรกคือคุณภาพกาแฟอาราบิก้า ซึ่งมีความไวต่ออุณหภูมิและแสงแดดมากกว่าโรบัสต้า หากจำนวนวันร้อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านผลผลิตและคุณภาพจะสะสม และกระทบรายได้ของเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการปลายน้ำตั้งแต่โรงคั่วถึงคาเฟ่

ชั้นที่สองคือ “อัตลักษณ์เศรษฐกิจ” ของเชียงรายที่เชื่อมโยงกาแฟเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางกาแฟพิเศษ จุดชมวิวบนพื้นที่สูง หรือกิจกรรมวัฒนธรรมที่ใช้ฤดูกาลเป็นตัวชูโรง หากฤดูหนาวสั้นลงหรือสภาพอากาศไม่นิ่งเหมือนเดิม สินค้าและประสบการณ์อาจต้องออกแบบใหม่ทั้งระบบ

ชั้นที่สามคือความเสี่ยงเชิงภาพลักษณ์ หากเชียงรายยังทำตลาดบนภาพจำ “หนาวยาว ดอกไม้เมืองหนาวจัดเต็ม” แต่ข้อเท็จจริงด้านภูมิอากาศทำให้ประสบการณ์จริงไม่สอดคล้อง ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวอาจกลายเป็นแรงเสียดทานทางการตลาดโดยไม่รู้ตัว

เชียงรายวันนี้ยังโตจากท่องเที่ยว แต่ตัวเลขกำลังบอกว่าไม่ควรหลงไหลกับฤดูเดียว

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนเดือนมกราคม 2569 ของเชียงรายสะท้อนโมเมนตัมบวกอย่างชัดเจน โดยข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมจากไฟล์สถิติผู้เยี่ยมเยือนรายจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน เติบโต 5.35 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีก่อน และสร้างรายได้ 6,008.61 ล้านบาท เติบโต 6.59 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 95.26 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนดีมานด์ที่หนาแน่นและความตึงตัวด้านความจุในช่วงไฮซีซัน

เมื่อแยกโครงสร้างตลาด ผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 672,353 คน เติบโต 4.85 เปอร์เซ็นต์ รายได้จากตลาดไทย 5,149.43 ล้านบาท เติบโต 5.32 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้เยี่ยมเยือนต่างชาติ 92,562 คน เติบโต 9.12 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากต่างชาติ 859.18 ล้านบาท เติบโต 14.99 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขชุดนี้ชี้ว่า ต่างชาติยังเป็นสัดส่วนไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับคนไทย แต่มีแรงส่งการเติบโตเร็วกว่า และมีแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น เมื่อดูรายได้รวมเทียบจำนวนผู้เยี่ยมเยือน จะได้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 7,855 บาทต่อคนในเดือนเดียว ซึ่งอยู่ในระดับที่สะท้อน “คุณภาพรายได้” มากกว่าการแข่งกันที่จำนวนคนอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม อัตราเข้าพักระดับเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ทำให้เห็นอีกภาพหนึ่ง คือคอขวดโครงสร้างพื้นฐานและความเสี่ยงด้านประสบการณ์การท่องเที่ยว ถ้าจังหวัดเดินเกมแบบเพิ่มจำนวนอย่างเดียวโดยไม่กระจายฤดูกาลและกระจายพื้นที่ ปัญหาความแออัด ราคาที่พักพุ่ง และแรงต้านของชุมชนมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศทำให้ฤดูกาลขายสั้นลงและกระจุกตัวหนักขึ้น

ถ้าเดินไปถึงปี 2050 โดยไม่เปลี่ยนวิธีคิด เชียงรายอาจเสียทั้งกาแฟและฤดูหนาว

คำเตือนที่ต้องยกขึ้นมาว่า “พื้นที่ปลูกกาแฟอาจลดลงมากถึงครึ่งหนึ่งภายในปี 2050” ไม่ใช่ประเด็นใหม่ในเวทีโลก เพราะหลายงานวิจัยและบทวิเคราะห์จากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศเคยชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายภูมิภาคในระยะยาว

สำหรับเชียงราย ความหมายของปี 2050 ไม่ได้จำกัดแค่ไร่กาแฟ แต่ยังรวมถึง “ปฏิทินเศรษฐกิจ” ของจังหวัดที่พึ่งพาฤดูหนาวเป็นไฮไลต์ ทั้งการชมดอกไม้เมืองหนาว งานวิ่ง งานดนตรี งานกาแฟ และกิจกรรมกลางแจ้ง หากความเย็นสั้นลงหรือมาไม่สม่ำเสมอ งานและประสบการณ์เหล่านี้จะต้องเปลี่ยนจากการ “รอฤดู” เป็นการ “ออกแบบฤดู” ด้วยสินค้าใหม่ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ

นี่คือจุดที่คำถามเชิงยุทธศาสตร์เริ่มชัดขึ้น เชียงรายจะเป็นเมืองท่องเที่ยวปลายทาง หรือจะกลายเป็นเมืองทางผ่าน เมื่อโครงสร้างคมนาคมใหม่อย่างรถไฟความเร็วสูงและเครือข่ายขนส่งกำลังจะเข้ามาเร่งสปีดการแข่งขัน หากจังหวัดยังฝากความหวังไว้กับตัวเลขช่วงไฮซีซัน และปล่อยให้เทศกาลถูกขับเคลื่อนโดยเอกชนแบบกระจัดกระจายจนขาดเอกลักษณ์ร่วม ภาพรวมอาจเหมือน “มีงานเยอะ แต่ไม่มีแบรนด์จังหวัด” และเมื่อเจอแรงกระแทกจากภูมิอากาศ ความเสี่ยงจะยิ่งสูง

เชียงรายควรใช้จุดแข็งเดิมปูทางใหม่ ไม่ใช่ทิ้งของเดิมแล้วเริ่มนับหนึ่ง

การปรับตัวที่เป็นรูปธรรมในมุมกาแฟ ไม่ได้หมายถึงการบังคับให้เกษตรกรลงทุนใหญ่ทันที แต่คือการจัดลำดับมาตรการที่ทำได้จริงตั้งแต่ระดับแปลงจนถึงระดับจังหวัด โดยมีข้อมูลวิทยาศาสตร์เป็นเข็มทิศ

ระยะเร่งด่วนในระดับแปลง

แนวคิด “ปลูกกาแฟใต้ร่มไม้” หรือระบบร่มเงา เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะช่วยลดความร้อนโดยตรงต่อพุ่มกาแฟ แม้ผลผลิตต่อพื้นที่อาจลดลงเมื่อเทียบกับแปลงเปิด แต่ได้ผลด้านระบบนิเวศ ทั้งการรักษาความชื้น ดินดีขึ้น และเป็นที่พักพิงสัตว์ โดยเฉพาะนก ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่ผลิตรายย่อยว่าร่มเงาช่วยลดความเสี่ยงต่อความร้อนและโรคพืช

เมื่อโยงกับข้อมูลของเชียงรายที่มีวันร้อนเกินเกณฑ์เฉลี่ยราว 251 วันต่อปี และวันร้อนที่เพิ่มจากภาวะโลกร้อนราว 81 วันต่อปี การจัดการร่มเงาและน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเสริมภาพลักษณ์สีเขียว แต่เป็น “เครื่องมือจัดการความเสี่ยง” ที่จับต้องได้

ระยะกลางในระดับชุมชนและห่วงโซ่

ความท้าทายของเกษตรกรรายย่อยไม่ใช่แค่เทคนิค แต่คือเงินทุนและตลาด หากต้องการให้การปลูกแบบทนร้อนเกิดจริง ต้องมีระบบสนับสนุนที่ทำให้เกษตรกร “ไม่ต้องแบกความเสี่ยงคนเดียว” ตั้งแต่การเข้าถึงองค์ความรู้ มาตรฐานการผลิต ไปจนถึงการรับซื้อที่สะท้อนต้นทุนการปรับตัว ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Climate Central ชี้ว่า ผู้ผลิตรายย่อยเป็นฐานซัพพลายสำคัญ แต่ได้รับการสนับสนุนเพื่อปรับตัวไม่พอ

ในบริบทเชียงราย จุดแข็งคือมีระบบผู้ประกอบการปลายน้ำค่อนข้างแข็ง ทั้งโรงคั่ว คาเฟ่ และธุรกิจท่องเที่ยว หากยกระดับความร่วมมือแบบซื้อขายเป็นธรรมและสัญญาระยะยาว จะช่วยให้การลงทุนด้านการปรับตัวเกิดจริงได้มากกว่าแค่โครงการระยะสั้น

ระยะยาวในระดับจังหวัด

เชียงรายควรเปลี่ยนจากการทำงานแบบแยกส่วน เป็นการตั้ง “ยุทธศาสตร์กาแฟและภูมิอากาศ” ที่ผูกกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะกาแฟของเชียงรายไม่ได้อยู่แค่ภาคเกษตร แต่เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ท่องเที่ยวคุณภาพ หากกาแฟสะดุด ภาพท่องเที่ยวก็สะเทือนตาม

การทำแผนระยะยาวจึงควรตอบโจทย์สามคำถาม
หนึ่ง พื้นที่ปลูกใดเสี่ยงสูงและควรได้รับการช่วยเหลือก่อน
สอง สินค้าและบริการท่องเที่ยวใดสามารถยืนได้ในโลกที่ร้อนขึ้นและฝุ่นมากขึ้น
สาม โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่งควรออกแบบเพื่อให้เชียงรายเป็นปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่าน

การท่องเที่ยวปี 2569 ต้องชนะด้วยการกระจายฤดูกาลและยกระดับต่อหัว ไม่ใช่เพิ่มความหนาแน่น

ข้อมูลเดือนมกราคม 2569 แสดงว่าเชียงราย “แปลงคนเป็นรายได้” ได้ดีขึ้น เพราะรายได้โตเร็วกว่าจำนวนคน และต่างชาติเติบโตเร็วทั้งคนและรายได้

แต่บททดสอบจริงอยู่ที่เดือนอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซันและช่วงที่มีความเสี่ยงด้านฝุ่นและไฟป่า หากเชียงรายยังปล่อยให้การท่องเที่ยวขึ้นกับความเย็นและอีเวนต์ปลายปีเพียงด้านเดียว จังหวัดจะยิ่งเสี่ยงเมื่อภูมิอากาศทำให้ “ความเย็น” เป็นสินค้าที่ทำนายยากขึ้น

สิ่งที่เชียงรายทำได้ในเชิงยุทธศาสตร์ คือเปลี่ยนจากปฏิทินอีเวนต์เป็นปฏิทินสินค้า
หน้าร้อนขายสุขภาพ น้ำพุร้อน สปา เส้นทางกาแฟพิเศษ และกิจกรรมครอบครัวระยะสั้น
หน้าฝนขายความเขียวและงานคราฟต์ที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
หน้าหนาวยกระดับราคาต่อหัวและคุณภาพบริการ มากกว่าการเร่งจำนวนจนล้นระบบ

แนวคิดนี้สอดรับกับความจริงเชิงตัวเลข เพราะเมื่อความจุเริ่มตึงตัวในไฮซีซัน การโตแบบเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียวจะเจอข้อจำกัดเร็ว แต่การโตแบบเพิ่มมูลค่าต่อหัว ยังมีพื้นที่ให้ขยับ โดยเฉพาะเมื่อเชียงรายมีจุดขายด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม ชุมชน และกาแฟที่สามารถพัฒนาเป็นสินค้าพรีเมียมได้

ประเด็นที่ต้องชูให้ครบทั้งด้านบวกและด้านเสี่ยง

ด้านบวก
เชียงรายมีโมเมนตัมท่องเที่ยวต้นปีที่แข็งแรง ผู้เยี่ยมเยือนและรายได้โตพร้อมกัน อัตราเข้าพักสูง และต่างชาติโตเร็ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพในการยกระดับรายได้ต่อหัว
เชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่หลากหลาย และมีระบบธุรกิจปลายน้ำของกาแฟที่แข็งพอจะเป็นฐานความร่วมมือใหม่

ด้านเสี่ยง
จำนวนวันร้อนระดับเสี่ยงต่อกาแฟในไทยและเชียงรายสูงมาก และมีสัดส่วนวันที่เพิ่มจากภาวะโลกร้อนเด่นชัด ซึ่งกระทบทั้งผลผลิตและคุณภาพในระยะยาว
การพึ่งพาฤดูกาลหนาวสูง ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัว หากฤดูหนาวสั้นลงหรือไม่นิ่ง ผลกระทบจะสะเทือนทั้งจังหวัด
อัตราเข้าพักสูงมากสะท้อนข้อจำกัดด้านความจุ หากไม่กระจายพื้นที่และยกระดับการบริหารจัดการ นักท่องเที่ยวอาจเจอประสบการณ์แออัดและราคาพุ่งจนความพึงพอใจลดลง

สิ่งที่ประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายทำได้ทันที

สำหรับประชาชนและผู้บริโภค
เลือกสนับสนุนกาแฟที่ระบุแหล่งที่มาและมีแนวทางการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรแบบระยะยาวและเป็นธรรม
ท่องเที่ยวแบบเคารพพื้นที่ และให้ความสำคัญกับบริการที่กระจายรายได้สู่ชุมชน

สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและกาแฟ
พัฒนาสินค้าให้ทนต่อความแปรปรวนของฤดูกาล สร้างประสบการณ์ที่ขายได้ทั้งปี
ลงทุนในมาตรฐานและเรื่องเล่าที่ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับราคาต่อหัวมากกว่าการเร่งจำนวน
ร่วมออกแบบความร่วมมือกับเกษตรกร เช่น สัญญารับซื้อระยะยาว การพัฒนาคุณภาพ และการช่วยลงทุนด้านการปรับตัว

สำหรับภาครัฐและหน่วยงานจังหวัด
ใช้ข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่เป็นฐานจัดลำดับความช่วยเหลือ ไม่ใช่กระจายแบบเท่ากันทุกพื้นที่
ยกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ไม่ทำให้ตื่นตระหนก แต่ชัดว่าอะไรทำได้ทันที อะไรต้องลงทุน และใครต้องร่วมมือกับใคร
วางแผนภาพใหญ่ให้เชียงรายเป็นปลายทางในยุคคมนาคมใหม่ โดยยึดอัตลักษณ์จังหวัด ไม่ปล่อยให้เทศกาลกระจัดกระจายจนขาดแบรนด์

บทสรุป เชียงรายต้องใช้ปีที่ยังโตเป็นจังหวะปรับโครงสร้าง ไม่ใช่รอให้ตัวเลขตกก่อน

ตัวเลขท่องเที่ยวเดือนมกราคม 2569 บอกว่าเชียงรายยังแข็งแรง แต่ตัวเลขภูมิอากาศบอกว่าโลกกำลังเปลี่ยนกติกา และกติกาใหม่นี้ไปกระทบทั้งกาแฟและฤดูกาลท่องเที่ยวพร้อมกัน

ในอีก 25 ปีข้างหน้า ความท้าทายอาจไม่ได้อยู่ที่ “ทำอย่างไรให้คนมาเยอะ” แต่อยู่ที่ “ทำอย่างไรให้เชียงรายยังเป็นเชียงราย” ในโลกที่ร้อนขึ้น ฝุ่นมากขึ้น และฤดูกาลไม่นิ่งเหมือนเดิม

ถ้าเชียงรายเริ่มวันนี้ด้วยการยกระดับกาแฟให้ทนร้อนขึ้น ยกระดับท่องเที่ยวให้ขายได้ทั้งปี และยกระดับเทศกาลให้มีเอกลักษณ์ของจังหวัดที่ชัดและต่อเนื่อง เมืองจะไม่ต้องเลือกว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองทางผ่าน เพราะโครงสร้างใหม่จะทำให้เชียงราย “เป็นปลายทางที่คนตั้งใจมา” แม้โลกจะร้อนขึ้นก็ตาม

สถิติสำคัญที่อ้างอิงจากข้อมูลที่แนบและแหล่งสาธารณะ

กลุ่มข้อมูลภูมิอากาศและกาแฟ

  • ประเทศผู้ผลิตกาแฟ 5 อันดับแรกของโลก เผชิญจำนวนวันร้อนที่ทำร้ายกาแฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 57 วันต่อปีจากภาวะโลกร้อน และรวมกันผลิตกาแฟราว 75 เปอร์เซ็นต์ของโลก
  • ไทยและเชียงรายมีจำนวนวันร้อนเกินเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกาแฟในระดับสูง โดยมีสัดส่วนวันที่เพิ่มจากภาวะโลกร้อนเด่นชัด จากการวิเคราะห์ช่วงปี 2021 ถึง 2025
  • แนวโน้มระยะยาวหลายแหล่งชี้ว่าพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอาจลดลงมากในช่วงก่อนปี 2050

กลุ่มข้อมูลท่องเที่ยวเชียงราย

  • เชียงราย เดือนมกราคม 2569 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน รายได้ 6,008.61 ล้านบาท อัตราเข้าพัก 95.26 เปอร์เซ็นต์ ตลาดต่างชาติเติบโตเร็วทั้งคนและรายได้
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายทั้งปี 2568 ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและสถาบันการศึกษา ระบุจำนวนนักท่องเที่ยวรวมและรายได้รวมในระดับสูง โดยมีฐานตลาดไทยเป็นหลัก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Climate Central บทวิเคราะห์และเอกสารเผยแพร่เรื่อง coffee harming heat จากข้อมูลอุณหภูมิช่วงปี 2021 ถึง 2025 และการประเมินผลของภาวะโลกร้อนต่อจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส
  • ข้อมูลผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จังหวัดเชียงราย เดือนมกราคม 2569 อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมและแนวทางรายงานของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 อ้างอิงจากข้อมูลที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแหล่งเผยแพร่ที่อ้างถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • บทวิเคราะห์และรายงานสาธารณะเกี่ยวกับความเสี่ยงพื้นที่เพาะปลูกกาแฟในระยะยาวถึงช่วงก่อนปี 2050 จากสำนักข่าวและองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ
  • NetZeroCarbon
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเชียงรายก้าวข้าม 5 หมื่นล้าน! กรอ. วางหมาก “MICE & Wellness” รับมือวิกฤตภาคการผลิตไทย

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 เมื่อรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.1 หมื่นล้าน เดินหมากไมซ์ซิตี้ รับเกมโลจิสติกส์โขง พร้อมจับเทรนด์เวลเนสและทรัพย์สินทางปัญญา

เชียงราย,18 กุมภาพันธ์ 2569 – เชียงรายกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัด เส้นแบ่งที่ไม่ใช่แค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยวในฤดูกาลหนาว หรือการคาดหวังยอดขายช่วงเทศกาลเท่านั้น หากแต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างการเติบโตที่พึ่งพาแรงหนุนเดิม กับการก้าวไปสู่โครงสร้างรายได้แบบใหม่ที่ยกระดับคุณภาพการใช้จ่าย เพิ่มมูลค่าจากบริการ และเชื่อมต่อการค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

ภาพใหญ่ที่ทำให้เชียงรายถูกจับตามองในปี 2569 เริ่มต้นจากตัวเลขที่หนักแน่นในปี 2568 จังหวัดทำรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท จากผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน นับเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขรายได้ข้ามหลัก 50,000 ล้านบาทอย่างเป็นทางการ ตัวเลขนี้ไม่เพียงเป็นสถิติ แต่เป็นสัญญาณว่าภาคบริการได้กลายเป็นกลไกประคองเศรษฐกิจท้องถิ่นท่ามกลางความผันผวนของภาคการผลิตในระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังสถิติที่สวยงามยังมีรายละเอียดที่ต้องอ่านให้ครบ เพราะตัวเลขเดียวกันกำลังบอกว่า เชียงรายยังพึ่งพากำลังซื้อจากคนไทยเป็นหลัก ขณะที่ตลาดต่างชาติลดลงในอัตราที่สะท้อนความเปราะบางของการฟื้นตัว และถ้าหากจังหวัดต้องการเดินเกมเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะยาว เป้าหมายไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์ลุ่มน้ำโขง และนวัตกรรมสุขภาพ จะต้องไม่เป็นเพียงคำขวัญ แต่ต้องแปลงเป็นรายได้จริงของผู้ประกอบการและครัวเรือนในพื้นที่

ปี 2568 คนไทยคือแรงพยุงหลักของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงราย

สถิติท่องเที่ยวปี 2568 ของจังหวัดเชียงรายสะท้อนโครงสร้างรายได้ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 ของผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งหมด สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3 ของรายได้รวม ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

เมื่อเทียบกับปี 2567 จำนวนผู้มาเยี่ยมเยือนรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.88 และรายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 แม้ตัวเลขรวมเป็นบวก แต่หากแยกดูเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะพบแนวโน้มลดลง โดยจำนวนลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

สารสำคัญของข้อมูลชุดนี้คือ การเติบโตของเชียงรายในปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการกลับมาของตลาดต่างชาติ หากเกิดจากกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก เศรษฐกิจท่องเที่ยวจึงยังผูกอยู่กับพฤติกรรมไทยเที่ยวไทย ซึ่งมีความไวต่อค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูง

ฤดูกาลท่องเที่ยวชี้ชัด ไตรมาส 4 แรง แต่ไตรมาส 1 ไม่แพ้กัน

หากมองการกระจายตัวตามไตรมาส การท่องเที่ยวเชียงรายเติบโตสูงในไตรมาส 4 ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

รายละเอียดรายเดือนยังสะท้อนภาพที่น่าสนใจ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากที่สุดคือเดือนมกราคม 644,347 คน สร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนที่มีชาวไทยน้อยที่สุดคือกันยายน 330,826 คน สร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

ในฝั่งต่างชาติ เดือนที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากที่สุดคือธันวาคม 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ส่วนเดือนที่น้อยที่สุดคือกันยายน 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกันจะเห็นว่า เดือนธันวาคมเป็นเดือนที่รายได้รวมสูงมาก แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่าเดือนมกราคม นัยสำคัญคือ เชียงรายกำลังมีสัญญาณของการยกระดับการใช้จ่ายต่อหัวในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เมืองท่องเที่ยวที่แข็งแรงควรมี และเป็นจุดตั้งต้นที่สอดรับกับแนวคิดไมซ์ซิตี้ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

รายได้ 5.1 หมื่นล้านไม่ใช่จุดจบ แต่คือทุนตั้งต้นของยุทธศาสตร์ใหม่

คำถามที่ชุมชนธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายต้องตอบในปี 2569 คือ รายได้ท่องเที่ยวระดับนี้จะถูกต่อยอดเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใด หากยึดอยู่กับการรอฤดูกาลท่องเที่ยว เศรษฐกิจจะผันผวนตามสภาพอากาศ ตามข่าวความปลอดภัย และตามกระแสการเดินทางของผู้บริโภค

แต่หากใช้รายได้จากท่องเที่ยวเป็นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างกิจกรรมที่มีการใช้จ่ายต่อหัวสูง เช่น การประชุมสัมมนา งานนิทรรศการ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการค้าข้ามพรมแดนที่มีระบบโลจิสติกส์รองรับ เมืองจะขยายฐานรายได้อย่างมีคุณภาพ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งตลาดเดียว

นี่คือฉากหลังของการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สะท้อนว่า จังหวัดกำลังเดินเกมรุกพร้อมกันหลายแนวรบ

16 กุมภาพันธ์ 2569 กรอ.เชียงราย วางหมากเศรษฐกิจใหม่ มุ่งไมซ์ซิตี้ โลจิสติกส์โขง และตลาดคาร์โกจีน

การประชุม กรอ.ครั้งที่ 3 ปี 2569 มีสาระสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจผ่านการติดตามการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย การประเมินศักยภาพเมืองเพื่อก้าวสู่ไมซ์ซิตี้ การเร่งแก้ปัญหาอุปสรรคการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกก การบูรณาการแก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน รวมถึงการผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้

ไมซ์ซิตี้คือเกมยกระดับรายได้ต่อหัวของเมืองท่องเที่ยว

หัวใจของไมซ์ซิตี้ไม่ใช่แค่การได้ป้ายรับรอง แต่คือการดึงคนทำงาน คนประชุม และนักธุรกิจเข้ามาใช้จ่ายในเมืองด้วยงบประมาณที่สูงกว่าเที่ยวทั่วไป โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทางในเมือง และบริการเสริมจะได้ประโยชน์ต่อเนื่อง

ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า จังหวัดอยู่ระหว่างปรับปรุงองค์ประกอบคณะทำงานประเมินศักยภาพเมือง 8 ด้าน เพื่อผลักดันเชียงรายสู่การเป็นเมืองไมซ์ในอนาคต หากการประเมินนี้เดินหน้าได้เร็ว เชียงรายจะมีเครื่องมือสำคัญในการดึงงานประชุมระดับภูมิภาคเข้ามา ซึ่งสอดรับกับการที่จังหวัดได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 44 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569

ในมุมเศรษฐศาสตร์เมือง งานประชุมใหญ่หอการค้าทั่วประเทศเป็นมากกว่างานอีเวนต์ เพราะเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการระดับประเทศ เม็ดเงินการเดินทาง การเช่าพื้นที่จัดงาน และเครือข่ายธุรกิจ ยิ่งเชียงรายใช้โอกาสนี้เชื่อมกับการเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เชิงวัฒนธรรม และเชื่อมชายแดน เม็ดเงินจะไหลไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อยได้กว้างขึ้น

คาร์โกไฟลต์จีน หากเกิดจริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสินค้าเกษตรพรีเมียม

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ความสนใจของสายการบินจากจีนในการเปิดเส้นทางขนส่งสินค้าแบบคาร์โก ระหว่างเชียงรายกับคุนหมิง หากเส้นทางเกิดขึ้นจริง จะย่นระยะเวลาโลจิสติกส์ของสินค้าเกษตรพรีเมียมและผลไม้ไทย ช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันด้านความสด ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการใช้มาตรฐานและแบรนด์ท้องถิ่นเจาะตลาดจีนตอนใต้

อย่างไรก็ตาม เส้นทางคาร์โกจะสร้างผลเชิงเศรษฐกิจได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อระบบต้นน้ำถึงปลายน้ำถูกยกระดับพร้อมกัน ตั้งแต่มาตรฐานสินค้า ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ห้องเย็น การขนส่งภายในจังหวัด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ที่ทำให้สินค้าของเชียงรายแตกต่างจากคู่แข่ง

ท่าเรือเชียงแสนและความร่วมมือกับ สปป.ลาว คือแกนเชื่อมลุ่มน้ำโขง

การผลักดันท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนเชื่อมจีนตอนใต้ และการขยายความร่วมมือกับแขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว เป็นอีกแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขง หากขยับได้จริง เชียงรายจะไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยวปลายทาง แต่จะเป็นเมืองผ่านของการค้าและโลจิสติกส์ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มบทบาททางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญา 2569 เมื่อสุขภาพและนวัตกรรมกลายเป็นเข็มทิศตลาด

ขณะเชียงรายวางเกมพื้นที่ อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทยกำลังส่งสัญญาณว่า ตลาดในปี 2569 ให้รางวัลกับธุรกิจที่ตอบโจทย์สุขภาพ สังคมผู้สูงอายุ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองมากขึ้น

ข้อมูลสถิติการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในเดือนมกราคม 2569 ที่เปิดเผยโดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า มีการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญารวม 6,171 คำขอ ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการเพิ่มขึ้น

ในรายละเอียด เครื่องหมายการค้ามีการยื่นคำขอ 4,833 คำขอ โดยกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ ติดอยู่ในกลุ่มที่มีคำขอสูง สะท้อนว่าเวลเนสไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสจริง

สำหรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ผู้ยื่นต่างชาติยังครองสัดส่วนสูงถึง 92 และนวัตกรรมที่ยื่นมากคือยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขณะที่อนุสิทธิบัตรผู้ยื่นไทยครอง 96 และหมวดอาหารและเครื่องดื่มยังนำมาอย่างต่อเนื่อง โดยสถาบันการศึกษาไทยจำนวนมากเป็นผู้ยื่นสำคัญ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีคำขออนุสิทธิบัตรสูงในเดือนดังกล่าว

ข้อมูลชุดนี้ช่วยวางคำตอบเชิงยุทธศาสตร์ให้เชียงรายว่า หากจังหวัดต้องการโตแบบมีคุณภาพ การเชื่อมการท่องเที่ยวกับสุขภาพและนวัตกรรมอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพร และบริการเวลเนส จะสอดรับกับทิศทางตลาดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ภาคการผลิตไทยส่งสัญญาณเตือน เศรษฐกิจบริการยิ่งต้องแข็งแรง

ในขณะที่เชียงรายยืนบนฐานท่องเที่ยว ภาพรวมระดับประเทศยังมีแรงกดดันจากภาคการผลิต ข้อมูลที่อ้างถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทยในเอกสารแนบสะท้อนว่า การเปิดโรงงานใหม่ชะลอลง และการแข่งขันกับสินค้านำเข้ายังคงรุนแรง โดยปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ กำลังซื้อที่อ่อนแอจากค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือน สงครามการค้าและค่าเงิน รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า

ภาพรวมเชิงโครงสร้างนี้ทำให้จังหวัดที่พึ่งพาบริการอย่างเชียงรายต้องถามตัวเองให้ชัดว่า จะทำให้เครื่องยนต์ท่องเที่ยวแข็งแรงอย่างไรในช่วงที่ประเทศอาจเผชิญแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ และจะทำให้รายได้กระจายไปถึงคนตัวเล็กได้อย่างไร ไม่ใช่กระจุกอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่

จุดท้าทายที่เลี่ยงไม่ได้ ฝุ่น PM2.5 คือบททดสอบความเชื่อมั่นและต้นทุนสุขภาพ

ปี 2569 เชียงรายไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องการตลาดท่องเที่ยว แต่ต้องแข่งขันเรื่องความน่าอยู่และความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชน ปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าถูกยกขึ้นเป็นวาระสำคัญทั้งระดับนโยบายและระดับพื้นที่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

ข้อมูลแนบระบุว่า จังหวัดประกาศช่วงห้ามเผาโดยเด็ดขาดตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ถึง 10 พฤษภาคม 2569 และตรวจพบจุดความร้อนสะสมตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ประมาณ 193 จุด พร้อมขับเคลื่อนโครงการเชียงรายเมืองสีเขียวสร้างสรรค์และกิจกรรม Dust Patrol ในเครือข่าย 9 อำเภอ รวมบุคลากรและผู้นำชุมชน 360 คน เพื่อเฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยง

หากมองในมุมเศรษฐกิจ ฝุ่นไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นต้นทุนที่กดทับรายได้ท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 2 โดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากตัดสินใจจากคุณภาพอากาศและภาพลักษณ์ความปลอดภัย เมืองที่อยากเป็นไมซ์ซิตี้ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะงานประชุมและอีเวนต์ต้องการความแน่นอนด้านสุขภาพและการเดินทาง

เศรษฐกิจเชียงราย 2569 คำถามใหญ่ไม่ใช่โตหรือไม่โต แต่โตแบบไหนให้คนทั้งจังหวัดได้ประโยชน์

การมีรายได้ท่องเที่ยวระดับ 51,540.09 ล้านบาท คือข้อเท็จจริงที่น่าภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่สังคมต้องจับตาคือ รายได้ดังกล่าวจะกลายเป็นรายได้ครัวเรือนและการจ้างงานที่มั่นคงเพียงใด

ถ้ากลไกไมซ์ซิตี้เดินหน้าได้จริง เชียงรายจะได้ประโยชน์มากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะไมซ์เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว เพิ่มคืนต่อธุรกิจบริการ และเพิ่มความถี่การเดินทางนอกฤดูกาล แต่ถ้ากลไกโลจิสติกส์คาร์โกและท่าเรือขยับได้จริง เชียงรายจะไม่เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยว แต่จะเป็นเมืองการค้าและการขนส่งที่สร้างรายได้ให้ภาคเกษตรและผู้ประกอบการส่งออก

ในเวลาเดียวกัน เทรนด์ทรัพย์สินทางปัญญาที่ชี้ไปยังสุขภาพ เวลเนส สมุนไพร อาหาร และนวัตกรรม บอกจังหวัดว่า โอกาสใหม่อาจไม่ได้อยู่ไกล หากอยู่ในท้องถิ่นเอง ตั้งแต่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ไปจนถึงบริการดูแลสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ

และเหนือสิ่งอื่นใด การต่อสู้กับฝุ่น PM2.5 คือโจทย์ที่ไม่อาจเลื่อน เพราะเป็นทั้งสุขภาพของประชาชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และความน่าเชื่อถือของเมืองที่จะเป็นศูนย์กลางไมซ์ในอนาคต

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันทีในปี 2569

ประชาชนสามารถร่วมลดการเผาและแจ้งเหตุจุดเสี่ยงในชุมชนตามช่องทางที่จังหวัดกำหนด รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงค่าฝุ่นสูงด้วยการติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศรายวันและหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่ออยู่ในเกณฑ์เสี่ยง

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรยกระดับมาตรฐานบริการที่เน้นความยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสุขภาพ เพราะตลาดกำลังให้คุณค่ากับประสบการณ์ที่รับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าระบบไมซ์และกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ

ภาคเกษตรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรพรีเมียมควรเตรียมความพร้อมด้านมาตรฐานและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างแบรนด์ หากเส้นทางคาร์โกและโลจิสติกส์ขยับเป็นรูปธรรม จะเป็นโอกาสที่คนพร้อมก่อนจะได้เปรียบก่อน

สถิติสำคัญที่ใช้ประกอบรายงาน

สถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568

  • ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน รายได้ 44,460.27 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน รายได้ 7,079.82 ล้านบาท
  • นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89

ข้อมูลการยื่นคำขอทรัพย์สินทางปัญญา เดือนมกราคม 2569

  • ยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา 6,171 คำขอ
  • เครื่องหมายการค้า 4,833 คำขอ
  • สิทธิบัตรการประดิษฐ์ 599 คำขอ
  • อนุสิทธิบัตร 354 คำขอ
  • สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 385 คำขอ
  • แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 1,213 รายการ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำอินโฟกราฟิกสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ตามภาพที่แนบ
  • ข้อมูลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ กรอ.จังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 3 ปี 2569 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 จากเอกสารแนบ
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา สถิติการยื่นคำขอและการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเดือนมกราคม 2569 ตามรายละเอียดในเอกสารแนบ และข้อมูลสื่อเผยแพร่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพบริการและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจดทะเบียน
  • ข้อมูลวิเคราะห์ภาคการผลิตและความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อ้างอิงจากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ผู้ใช้จัดเตรียม และบทวิเคราะห์ภาพรวมภาคการผลิตของ KResearch ที่เผยแพร่สาธารณะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สถิติท่องเที่ยวไทยปี 69 ต่างชาติจองโรงแรมพุ่ง 77% เชียงรายสบช่องรับกลุ่มมหาเศรษฐีผ่าน Private Jet

เจาะลึก Hotel in the Sky และระบบนิเวศอัลตราลักชูรี เมื่อ Four Seasons Private Jet ปักหมุดเชียงราย และสิ่งที่เมืองปลายทางได้มากกว่าคำว่าไฮเอนด์

เชียงราย, 15 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่โลกการท่องเที่ยวกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนสมการ จากการแข่งขันด้วยจำนวนผู้มาเยือน ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณภาพของการใช้จ่าย ระยะเวลาการพำนัก และประสบการณ์ที่หาแทนกันไม่ได้ การปรากฏตัวของเครื่องบินเช่าเหมาลำภายใต้โปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience ซึ่งมีการรายงานว่าใช้เครื่องบิน Airbus A321LR ทะเบียน G-XATW และดำเนินการบินโดย Titan Airways ได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่านของภาคเหนืออีกต่อไป แต่กำลังถูกวางตำแหน่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางระดับอัลตราลักชูรีที่เลือกโลกทั้งใบได้ และเลือกความสงบแบบมีมาตรฐานเป็นคำตอบของการพักผ่อน

ภาพนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความหรูหราในเชิงรูปธรรมของยานพาหนะหรือโรงแรม หากยังสะท้อนแนวโน้มเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงปี 2568 ถึง 2569 ที่แรงขับเคลื่อนสำคัญกำลังถูกกำหนดโดยนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเข้าพักที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลตรงต่อรายได้โรงแรม การจ้างงาน และโซ่อุปทานบริการในเมืองปลายทาง

จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ เมื่อการเดินทางกลายเป็นโรงแรมบนฟ้า

Four Seasons Private Jet Experience ถูกอธิบายว่าเป็นการออกแบบการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมาย ตั้งแต่ก้าวแรกที่ขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนแบบการเดินทางเชิงมวลชน แต่ได้ระบบดูแลแบบโรงแรมหรูที่ถูกยกขึ้นไปอยู่บนความสูงระดับน่านฟ้า

ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในแวดวงการท่องเที่ยวและสื่อธุรกิจระบุว่า เครื่องบินในโปรแกรมดังกล่าวได้รับการปรับแต่งภายในให้รองรับผู้โดยสารเพียง 48 ที่นั่ง จากศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่รองรับได้มากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายคือเพิ่มพื้นที่ส่วนบุคคล ความเงียบ ความสบาย และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความคาดหวังของลูกค้ากลุ่ม Ultra High Net Worth

ทะเบียน G-XATW ถูกบันทึกในฐานข้อมูลการบินว่าเป็นเครื่อง Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับผู้ดำเนินการบิน Titan Airways ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการรายงานว่า Four Seasons ใช้พันธมิตรสายการบินสำหรับการปฏิบัติการบินเช่าเหมาลำในโปรแกรมนี้

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความตื่นตาของคนรักเครื่องบินเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามเชิงเศรษฐกิจของเมืองปลายทางว่า ทำไมลูกค้าระดับโลกจึงเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในจุดหมาย และเมืองจะเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนได้อย่างไร

เชียงรายในฐานะ Quiet Luxury ปลายทางที่ความหรูไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง

เมื่อพูดถึงปลายทางในเชียงรายที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ระดับนี้ ชื่อที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ และถูกนำเสนอในเชิงประสบการณ์แบบ Quiet Luxury คือเน้นความเป็นส่วนตัว ธรรมชาติ และบริการที่จัดสรรแบบพอดี ไม่ใช่ความหรูหราที่ต้องอาศัยความหนาแน่นของสิ่งอำนวยความสะดวก

แหล่งข้อมูลท่องเที่ยวระบุว่า แคมป์มีจำนวนยูนิตที่พักจำกัดในระดับหลักสิบ พร้อมตัวเลือกบ้านพักแบบ Explorer’s Lodge และให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์ริมฝั่งน้ำและผืนป่ามากพอ ๆ กับมาตรฐานการบริการ

อีกมิติที่ถูกพูดถึงควบคู่กันคือการเชื่อมโยงกับงานอนุรักษ์ช้าง ผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ Golden Triangle Asian Elephant Foundation ซึ่งถูกกล่าวถึงในสื่อของ Four Seasons เองในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของประสบการณ์และความรับผิดชอบต่อสัตว์ป่าและชุมชน

อย่างไรก็ตาม ในการเล่าเรื่องเชิงข่าว การชูภาพสวยเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอ เพราะความท้าทายของเมืองปลายทางมักซ่อนอยู่ใต้ความงาม นั่นคือการจัดการผลกระทบ การคุมมาตรฐานบริการ และการทำให้การท่องเที่ยวระดับสูงไม่กลายเป็นเกาะเศรษฐกิจที่ลอยแยกจากชุมชน

ตัวเลขที่บอกทิศทาง ประเทศไทยกำลังอยู่ในเกมที่ต่างชาติเป็นแรงขับหลัก

รายงานแนวโน้มการจองโรงแรมที่เผยแพร่ในไทยโดยอ้างอิงข้อมูลของ SiteMinder ชี้ว่า การจองโรงแรมในประเทศไทยมีสัดส่วนจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมด ซึ่งถูกนำไปเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่เป็นแม่เหล็กท่องเที่ยวระดับโลก เช่น ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี และอินโดนีเซีย โดยไทยถูกวางตำแหน่งว่าเป็นตลาดที่มีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างโดดเด่น

ขณะเดียวกัน รายงานเดียวกันสะท้อนแนวโน้มการพักนานขึ้น โดยสัดส่วนการเข้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไปขยับขึ้น และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวันหรือ ADR มีการขยับขึ้นเป็น 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า

ข้อมูลชุดนี้มีความหมายต่อเชียงรายโดยตรง เพราะเชียงรายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่จุดขายสำคัญคือธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์เฉพาะถิ่น ซึ่งเข้ากับเทรนด์ Stay Longer มากกว่าการมาเช็กอินแล้วไปต่อแบบรีบเร่ง เมืองที่ทำให้อยู่ได้นานขึ้น ย่อมมีโอกาสให้รายได้ไหลไปสู่ผู้ประกอบการในวงกว้างขึ้น

ในมุมของช่องทางขาย รายงานยังระบุว่า เว็บไซต์ของโรงแรมหรือการจองตรงไต่ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มช่องทางรายได้สำคัญ เป็นสัญญาณว่าตลาดระดับบนและตลาดที่ภักดีต่อแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญกับการจองแบบ Direct มากขึ้น

ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder ยังให้ความเห็นในเชิงกลยุทธ์ว่า สิ่งสำคัญคือความเร็วในการเข้าสู่ตลาดและการใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อมองหาตลาดต้นทางใหม่และปัจจัยกระตุ้นดีมานด์ ซึ่งสะท้อนแนวคิด Data Driven ที่กำลังกลายเป็นเส้นแบ่งระหว่างโรงแรมที่โตได้กับโรงแรมที่เพียงประคองตัว

เมื่อ Four Seasons Private Jet มาถึง เมืองปลายทางได้อะไรบ้างในเชิงรูปธรรม

การใช้จ่ายที่กระจายเป็นห่วงโซ่ ไม่ใช่แค่ค่าห้องพัก

การท่องเที่ยวระดับอัลตราลักชูรีไม่ได้หยุดที่โรงแรม แต่ขยายไปถึงบริการขนส่งภาคพื้น ร้านอาหารเฉพาะทาง งานไกด์เชิงประสบการณ์ สปา สุขภาพ งานศิลป์ และสินค้าหัตถกรรมที่มีเรื่องเล่า ยิ่งกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เม็ดเงินยิ่งมักไหลไปสู่ผู้ให้บริการที่มีมาตรฐานและบริหารงานแบบมืออาชีพ

มาตรฐานบริการที่ยกระดับทั้งเมือง

อีกด้านหนึ่ง เมืองปลายทางต้องรับมือกับความคาดหวังสูง ความผิดพลาดเล็กน้อยในห่วงโซ่บริการอาจสะท้อนภาพลักษณ์ทั้งปลายทางได้รวดเร็ว นี่คือแรงกดดันเชิงบวกที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นต้องยกระดับภาษา การบริการ ความปลอดภัย และความเป็นสากล

ความท้าทายด้านสมดุลชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การท่องเที่ยวระดับบนที่พึ่งพาธรรมชาติและความสงบ ต้องแลกมากับวินัยด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน เพราะความเสื่อมโทรมเพียงเล็กน้อยสามารถลดความน่าดึงดูดของ Quiet Luxury ได้ทันที เมืองจึงต้องคิดเรื่องการจัดการขยะ น้ำ พลังงาน และการคุ้มครองพื้นที่อ่อนไหวควบคู่กับการตลาด

เชียงรายกำลังถูกทดสอบว่าเป็นปลายทางระดับโลกได้จริงหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของการมาถึงของ Four Seasons Private Jet ไม่ใช่ความน่าตื่นตา แต่คือการทดสอบความพร้อมของระบบนิเวศเมืองในสามด้าน

ด้านแรกคือความพร้อมของซัพพลายบริการแบบพรีเมียมที่สม่ำเสมอ ตั้งแต่ความปลอดภัย การแพทย์ฉุกเฉิน การเดินทางภาคพื้น ไปจนถึงความเป็นส่วนตัวของแขก

ด้านที่สองคือความสามารถในการทำให้คุณภาพการท่องเที่ยวกระจายสู่ชุมชน ไม่ใช่กระจุกอยู่ในไม่กี่พื้นที่ หากเมืองทำได้ เม็ดเงินจะแปลเป็นการจ้างงาน ทักษะใหม่ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กล้าลงทุนกับมาตรฐาน

ด้านที่สามคือการรักษาอัตลักษณ์ เพราะเสน่ห์ของเชียงรายในเวทีโลก ไม่ได้อยู่ที่การเหมือนเมืองอื่น แต่อยู่ที่ความเป็นเชียงรายที่ถูกเล่าอย่างร่วมสมัยและเคารพรากเดิม

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที เพื่อไม่ให้โอกาสกลายเป็นภาพผ่านตา

สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่น
ยกระดับมาตรฐานบริการให้ตรวจสอบได้ ตั้งแต่การจอง การชำระเงิน ความปลอดภัยอาหาร ไปจนถึงการสื่อสารภาษาและการรับข้อร้องเรียน เพราะลูกค้าระดับนี้ตัดสินใจจากความมั่นใจมากพอ ๆ กับความสวยงาม

สำหรับชุมชน
รวมกลุ่มสร้างเรื่องเล่าของพื้นที่ให้ชัด และกำหนดขอบเขตการท่องเที่ยวที่ไม่ทำลายวิถีชีวิต การท่องเที่ยวที่ดีคือการที่คนในพื้นที่ยังอยู่ได้อย่างภูมิใจ ไม่ใช่ถูกบีบให้หลบทางให้ผู้มาเยือน

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
ทำข้อมูลท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เข้าถึงง่าย ทั้งมาตรฐานความปลอดภัย เส้นทางฉุกเฉิน คุณภาพอากาศ การจัดการพื้นที่ธรรมชาติ และกลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เพราะตลาดคุณภาพมองความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ

เมื่อความหรูหราไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นสัญญาณของการแข่งขันระดับใหม่

การที่เชียงรายถูกกล่าวถึงในเส้นทางของประสบการณ์ Four Seasons Private Jet เป็นสัญญาณว่า เมืองกำลังถูกอ่านในฐานะปลายทางที่ขายความสงบได้ในมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับแนวโน้มที่ประเทศไทยยังมีความเป็นสากลในเชิงการเข้าพักอย่างเด่นชัด โดยสัดส่วนการจองจากต่างชาติอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มพักนานขึ้นพร้อม ADR ที่ขยับขึ้น

แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการทำให้โอกาสนี้ไม่เป็นเพียงข่าวชั่วคราว เมืองต้องเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นการยกระดับทักษะ มาตรฐาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ เพราะในโลกของ Quiet Luxury ความหรูหราไม่ใช่เสียงดัง หากคือความมั่นใจว่า ทุกอย่างถูกจัดการไว้แล้วอย่างดี

สถิติและข้อมูลสำคัญ

  • สัดส่วนการจองโรงแรมในไทยจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 77 เปอร์เซ็นต์ของยอดจองทั้งหมดตามรายงานที่เผยแพร่โดยอ้างอิงข้อมูล SiteMinder
  • ค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อวัน ADR 4,984 บาท เพิ่มขึ้นราว 3 เปอร์เซ็นต์ และแนวโน้มการเข้าพักยาวขึ้นตามรายงานเดียวกัน
  • ทะเบียนเครื่องบิน G-XATW ระบุเป็น Airbus A321-253NX และเชื่อมโยงกับ Titan Airways ตามฐานข้อมูลการบิน
  • การรายงานว่าห้องโดยสารถูกปรับแต่งรองรับ 48 ที่นั่งในโปรแกรม Four Seasons Private Jet Experience
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ThaiPR.NET รายงานสรุปข้อมูลแนวโน้มการจองโรงแรม อ้างอิง SiteMinder พร้อมตัวเลขสัดส่วนต่างชาติ ADR และแนวโน้มการเข้าพัก รวมถึงความเห็นผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder
  • Planespotters.net ฐานข้อมูลเครื่องบิน ใช้ยืนยันทะเบียน G-XATW และรายละเอียดพื้นฐานของอากาศยานและผู้ดำเนินการบิน
  • Business Insider รายงานเชิงธุรกิจเกี่ยวกับ Four Seasons Private Jet Experience และองค์ประกอบประสบการณ์การเดินทางระดับอัลตราลักชูรี
  • Four Seasons Magazine บทความที่กล่าวถึง Golden Triangle Asian Elephant Foundation ในบริบทของ Four Seasons Tented Camp Golden Triangle
  • Golden Triangle Asian Elephant Foundation ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรและความเชื่อมโยงกับแคมป์ในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 69 ทุ่ม 8 พันล้านเปิด “The Color” ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายขยายตัวร้อยละ 2.2

บิ๊กซีเปิดเกมรีเทลปี 2569 ทุ่ม 6–8 พันล้าน เปิด “The Color” ชูทราฟฟิกคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์แต่ฐานผลิตหด และโจทย์ภูมิอากาศที่เริ่มเป็นต้นทุนเศรษฐกิจ

กรุงเทพฯ และเชียงราย, 14 กุมภาพันธ์ 2569 – วันหนึ่ง วงการค้าปลีกไทยประกาศหมากรุกใหม่อย่างเป็นทางการ อีกวันหนึ่ง จังหวัดท่องเที่ยวชายแดนอย่างเชียงรายกำลังพยายามอ่านเกมเศรษฐกิจของตัวเองให้ขาดว่า “โต” แบบไหนที่ยั่งยืน และ “เสี่ยง” แบบไหนที่ต้องจัดการตั้งแต่วันนี้

ภาพทั้งสองไม่ได้เป็นคนละเรื่อง หากเป็นชิ้นส่วนเดียวกันของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผู้บริโภคเลือกมากขึ้น กำลังซื้อกระจายเป็นหลายกลุ่ม และความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มแทรกเข้ามาเป็นต้นทุนที่ประเมินค่าไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

เวทีคู่ค้าบิ๊กซีส่งสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจากห้างสู่พื้นที่ใช้ชีวิต

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด มหาชน ในกลุ่มบีเจซี จัดงานประชุมคู่ค้าประจำปี “Big C Tenant Conference 2026” ภายใต้แนวคิด “BIG VISION. BIG MOVE. The Next Chapter of Big C Development” ที่บีเจซี บิ๊กซี แคมปัส อาคารบิ๊กซี เฮ้าส์ ชั้น 6 ห้องออดิทอเรียม โดยผู้บริหารประกาศทิศทางธุรกิจรีเทลปี 2569 ให้ชัดเจนว่า จะเดินหน้าขยายสาขา รีโนเวท และพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์รูปแบบใหม่ “The Color” บนทำเลศักยภาพย่านแจ้งวัฒนะ เพื่อยกระดับจากศูนย์การค้าไปสู่จุดหมายของการใช้ชีวิต

แกนคิดที่ถูกย้ำในงานคือ รีเทลยุคนี้ไม่สามารถพึ่งความคึกคักเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วนได้เหมือนเดิม สิ่งที่ห้างและผู้เช่าต้องการคือ “ทราฟฟิกคุณภาพและสม่ำเสมอ” เพื่อให้ยอดขายเดินได้ทั้งปี และทำให้สาขาเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำ

แผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายมินิ 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง

ในเชิงตัวเลข บิ๊กซีกำหนดกรอบงบลงทุนปี 2569 ราว 6,000–8,000 ล้านบาท วางแผนขยายสาขาขนาดใหญ่ในทำเลศักยภาพ ควบคู่เร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็กและใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์มากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังสื่อสารโรดแมประยะยาวไปถึงปี 2030 ว่าตั้งเป้าขยายสาขาขนาดใหญ่เพิ่ม 8–10 สาขา โดยให้ความสำคัญกับทำเลที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อและเมืองท่องเที่ยว และวางเป้าหมายให้รายได้จากค่าเช่ามีบทบาทมากขึ้นในโครงสร้างรายได้ในอนาคต

ผู้บริหารบิ๊กซีให้มุมมองว่า “The Color” ไม่ใช่เพียงศูนย์การค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างคุณค่าให้ลูกค้า ผู้เช่า และชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันบทบาทของบิ๊กซีในฐานะผู้พัฒนารีเทลสเปซขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“The Color” เดิมพันด้วยประสบการณ์ตั้งแต่เช้าถึงกลางคืน

โมเดล “The Color แจ้งวัฒนะ” ถูกนำเสนอในฐานะไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ออกแบบให้รองรับ “จังหวะชีวิตทั้งวัน” ตั้งแต่ร้านอาหารและพื้นที่นั่งทำงาน ไปจนถึงพื้นที่กิจกรรมและแลนด์มาร์กยามค่ำคืน เพื่อเพิ่มเหตุผลให้ผู้คนเดินทางมาใช้เวลา และเปลี่ยนการมาเดินห้างให้เป็นการมาใช้ชีวิต

สาระสำคัญของแนวทางนี้คือ การทำให้พื้นที่ค้าปลีกกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สถานที่ซื้อของ และสอดคล้องกับการแข่งขันรีเทลที่ขยับจากเรื่องราคาไปสู่เรื่องประสบการณ์และความคุ้มค่าเชิงเวลา

เศรษฐกิจเชียงรายโต 2.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้านผลิตหด สะท้อนโตไม่เท่ากันของพื้นที่

ขณะที่รีเทลระดับประเทศกำลังเร่งปรับตัว ภาพเศรษฐกิจระดับจังหวัดสะท้อนว่า การเติบโตในโลกจริงไม่ได้เรียบเสมอ

ตาม “รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568” เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัว 2.2 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน และปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อนเล็กน้อย โดยแรงส่งหลักมาจากด้านอุปสงค์หรือการใช้จ่ายขยายตัว 10.8 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ด้านอุปทานหรือการผลิตหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์

หากแยกองค์ประกอบการใช้จ่าย รายงานระบุแรงส่งจากการค้าชายแดน การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน โดยตัวเลขที่ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.1 เปอร์เซ็นต์ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4 เปอร์เซ็นต์ การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 13.8 เปอร์เซ็นต์ และการค้าชายแดนขยายตัว 18.9 เปอร์เซ็นต์

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนว่าแม้การใช้จ่ายยังเดินหน้า แต่ตลาดแรงงานยังถูกกดดัน และความต่อเนื่องของรายได้ครัวเรือนยังเป็นตัวแปรสำคัญ

รายได้เกษตรหด 19.4 เปอร์เซ็นต์ โจทย์ฐานรากที่บอกว่ากำลังซื้อไม่ได้เท่ากัน

จุดที่เป็นประเด็นรองแต่กระทบชีวิตจริง คือรายได้เกษตรที่หดตัว 19.4 เปอร์เซ็นต์ต โดยมีคำอธิบายว่าเป็นผลจากผลผลิตและราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ชะลอ

ในจังหวัดที่ฐานเศรษฐกิจเชื่อมกับภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ตัวเลขนี้หมายถึงกำลังซื้อในชนบทและความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ประกอบการรายย่อยอาจตึงมือขึ้น แม้ในเมืองจะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายบางส่วนหรือฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม

เมื่อเศรษฐกิจโตแบบไม่เท่ากัน การลงทุนรีเทลขนาดใหญ่หรือการยกระดับพื้นที่เช่าให้เป็นไลฟ์สไตล์สเปซ จึงไม่ได้วัดผลแค่จำนวนคนเดิน แต่ต้องวัดว่า “เงินหมุน” ลงไปถึงฐานรากมากน้อยเพียงใด และจะลดช่องว่างกำลังซื้อได้จริงหรือไม่

ท่องเที่ยวเชียงรายรายได้โต แต่ต่างชาติลดลง สัญญาณที่ต้องอ่านให้ขาด

ข้อมูลสรุปสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568  โดยอ้างอิงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจัดทำโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และมีรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36

เมื่อเจาะตามสัดส่วน นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์
นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็น 10.8 เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็น 13.7 เปอร์เซ็นต์

เมื่อเทียบกับปี 2567 นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 15.13 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากต่างชาติลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนโจทย์เชิงนโยบายว่าเชียงรายอาจต้องปรับกลยุทธ์ตลาดต่างชาติให้ตรงกลุ่มขึ้น และทำงานร่วมกับด่านชายแดน สายการบิน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อยืดระยะพำนักและรักษาการใช้จ่ายเฉลี่ย

เมื่อภูมิอากาศกลายเป็นวาระเศรษฐกิจ จังหวัดเชียงรายยกเรื่องเสี่ยงขึ้นโต๊ะนโยบาย

ท่ามกลางการเติบโตที่มีเงื่อนไข จังหวัดเชียงรายยังขยับอีกด้านเพื่อวางกลไกรับมือความเสี่ยงระยะยาว

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 มีการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน ตามข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

สาระสำคัญของการขยับครั้งนี้อยู่ที่การยอมรับว่า “ภูมิอากาศ” ไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว หากกระทบต่อเกษตร น้ำ พลังงาน ความเสี่ยงภัยพิบัติ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนเศรษฐกิจที่สะสมได้เงียบ ๆ

เมื่อวางภาพนี้คู่กับตัวเลขรายได้เกษตรที่หดตัวและการจ้างงานที่ยังถูกกดดัน จะเห็นว่า การพัฒนาเมืองและการลงทุนเอกชนในระยะยาวจำเป็นต้องผูกกับการบริหารความเสี่ยง ไม่เช่นนั้นการเติบโตอาจเป็นเพียงคลื่นใหญ่ที่ซัดผ่าน แต่ไม่กลายเป็นความมั่นคงของชุมชน

ภาพใหญ่ที่เชื่อมกันจากรีเทลระดับประเทศถึงเมืองท่องเที่ยวระดับจังหวัด

เมื่อบิ๊กซีกำลังยกระดับโมเดลค้าปลีกไปสู่ไลฟ์สไตล์สเปซ ขณะที่เชียงรายมีแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดน แต่ถูกกดทับจากรายได้เกษตรและความเสี่ยงภูมิอากาศ จะเห็นแกนร่วม 3 ประเด็นที่คมขึ้นเรื่อย ๆ

หนึ่ง การเติบโตในยุคนี้ต้องพึ่ง “ความเชื่อมั่น” และ “ประสบการณ์” ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าหรือเมืองท่องเที่ยว
สอง โครงสร้างพื้นฐานและการบริหารความเสี่ยงกลายเป็นต้นทุนจำเป็น ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
สาม เศรษฐกิจฐานรากต้องถูกดึงขึ้นมาพร้อมกัน หากรายได้เกษตรหดตัวแต่เมืองโตจากการใช้จ่ายบางกลุ่ม ช่องว่างกำลังซื้อจะยิ่งกว้าง และกดทับการเติบโตในระยะยาว

ประโยคที่หลายคนอาจต้องทบทวนคือ ต่อให้รายได้ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดทะลุห้าหมื่นล้านบาท แต่ถ้ารายได้ของคนทำงานและเกษตรกรไม่มั่นคง การเติบโตนั้นอาจไม่แทรกซึมลงไปเป็นความมั่นคงของชุมชนอย่างแท้จริง

สิ่งที่ประชาชนและผู้ประกอบการทำได้ทันที

สำหรับประชาชน
การเลือกใช้บริการและซื้อสินค้าในระบบที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นและสินค้าเกษตรคุณภาพ เป็นวิธีทำให้เม็ดเงินหมุนในพื้นที่มากขึ้น ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกจังหวัด

สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกและท่องเที่ยว
การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การออกแบบประสบการณ์ที่แตกต่าง และการวางแผนรับมือฤดูกาล รวมถึงบริหารต้นทุนพลังงานและน้ำ จะเป็นหัวใจของการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ความผันผวนของภูมิอากาศเริ่มกระทบต้นทุนจริง

สำหรับหน่วยงานรัฐและท้องถิ่น
การทำข้อมูลสาธารณะให้เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงงบประมาณ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน การลดความเสี่ยงภัยพิบัติ และการยกระดับทักษะแรงงาน จะช่วยทำให้การเติบโต “กระจาย” ไม่ใช่ “กระจุก” และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของภาคเอกชนในระยะยาว

สถิติสำคัญที่ใช้อ้างอิง

  • เศรษฐกิจเชียงรายเดือนธันวาคม 2568 ขยายตัว 2 เปอร์เซ็นต์
  • ด้านอุปสงค์ขยายตัว 8 เปอร์เซ็นต์ และด้านอุปทานหดตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์
  • เงินเฟ้อทั่วไป 2 เปอร์เซ็นต์ และการจ้างงานหดตัว 2.9 เปอร์เซ็นต์
  • รายได้เกษตรหดตัว 4 เปอร์เซ็นต์
  • ท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568 นักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท แล
  • ต่างชาติลดลง 13 เปอร์เซ็นต์ด้านจำนวน ลดลง 12.89 เปอร์เซ็นต์ด้านรายได้
  • บิ๊กซีกรอบลงทุนปี 2569 ที่ 6,000–8,000 ล้านบาท ขยายบิ๊กซีมินิราว 200 สาขา รีโนเวทกว่า 300 แห่ง และเปิดโมเดล “The Color” แจ้งวัฒนะ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ข้อมูลการประกาศทิศทางธุรกิจในงาน Big C Tenant Conference 2026 และแผนลงทุน 6,000–8,000 ล้านบาท

  • สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงราย ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2568

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • ข้อมูลเผยแพร่สาธารณะเกี่ยวกับการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับและปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME