Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อัตลักษณ์ชาติพันธุ์คือสินทรัพย์! มฟล. แนะรัฐออกแบบนโยบายยืดหยุ่น หนุนชาติพันธุ์เชียงรายสู้ศึกเศรษฐกิจโลก

Summary
  • มฟล. จัดเสวนา “Living Identities” แก้ปัญหาประชากรไร้สัญชาติ 134,590 คนในเชียงราย

  • ชูแนวคิดเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ให้เป็น “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • เน้นหลักการ “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” เพื่อการปรับตัวในโลกสมัยใหม่

  • เรียกร้องรัฐใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน

  • เชื่อมโยงสิทธิสถานะทางกฎหมายกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามเป้าหมาย SDG

เมื่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไม่ใช่แค่มรดก แต่คือ “ทุน” ที่รอการปลดล็อก มฟล. จุดประกายเสวนา “Living Identities” ชี้ทางรอดประชากร 1.3 แสนคนนอกระบบในเชียงราย

เชียงราย ,27 เมษายน 2569 – ท่ามกลางยอดดอยและสายหมอกที่ปกคลุมเชียงรายในยามเช้า เสียงของนักวิชาการ ตัวแทนชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่าหลายสิบชีวิตได้ดังขึ้นในห้องเสวนาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อถกประเด็นที่ไม่เพียงแต่สะท้อนวิถีชีวิต แต่กำลังกำหนดอนาคตของประชากรกว่า 134,590 คนที่ยังรอการรับรองสถานะทางกฎหมายในจังหวัดแห่งนี้

รากเหง้าที่ถูกมองข้าม กับตัวเลขที่บอกความจริง

ตัวเลขจากประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยรวมทั้งสิ้น 134,590 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด ตามข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สังคมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และในจำนวนนี้ ประมาณ 65% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ใน 18 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด

นี่ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่คือชีวิตของผู้คนที่ตื่นขึ้นมาทุกวันโดยปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนที่รัฐรับรอง ไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขเต็มรูปแบบ ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และยังถูกกีดกันออกจากโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจอีกหลายด้าน

เสียงจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สู่โต๊ะเสวนาที่เกินกว่าแค่วิชาการ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เปิดฉากกิจกรรมเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัติ ประพัฒทอง กล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้บันทึกไว้ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งอาข่า ลาหู่ ลีซู ม้ง เย้า และอีกหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงถูกมองในฐานะ “ผู้อยู่ชายขอบ” ของสังคม

ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” บทเรียนที่ง่ายกว่าการปฏิบัติ

หัวใจสำคัญของการเสวนาวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ควรถูกรักษาไว้หรือปล่อยให้เปลี่ยนแปลง แต่กลับชี้ให้เห็นภาพที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะวิทยากรและผู้เข้าร่วมต่างยืนยันตรงกันว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังผสมผสานอย่างกลมกลืนกับโลกสมัยใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการตั้งคำถามว่า “ความยั่งยืน” ควรหมายความว่าอะไรกันแน่ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมายถึงการ “คงสภาพเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญในเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงหมายถึงการ “ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม” หากชุมชนสามารถปรับตัวได้อย่างมีทิศทาง นั่นคือเส้นทางสู่การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์อย่างมั่นคงและมีพลัง

แนวคิด “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาที่สมดุล นั่นคือการก้าวทันโลกสมัยใหม่ในเวลาเดียวกับที่รักษารากเหง้าทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดสวยงาม แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่บางชุมชนในเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นผลแล้ว

คนรุ่นใหม่กับมรดกที่ไม่ควรกลายเป็นภาระ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจังในวงเสวนาคือทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตนเอง ในอดีต เยาวชนหลายคนรู้สึกว่าการเป็น “ชาวเขา” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” คือสิ่งที่ต้องซ่อนเร้น เพราะสังคมกระแสหลักมักตีตราว่าเป็นความด้อยพัฒนา

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป เมื่อเยาวชนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเองในฐานะ “ทุนสร้างสรรค์” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร งานฝีมือ หรือแม้แต่ดนตรีและศิลปะการแสดงที่มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วงเสวนาเน้นย้ำว่าการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขา “ภูมิใจ” ในรากเหง้าของตนเอง ก่อนที่จะพัฒนาทักษะในการนำทุนนั้นมาสร้างรายได้

พื้นที่ต่างกัน ความต้องการต่างกัน นโยบายเดียวไม่พอ

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการหนึ่งจากการเสวนาครั้งนี้คือการยืนยันว่าไม่มีสูตรสำเร็จรูปสำหรับการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เนื่องจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีมุมมองและบริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างชุมชนอาข่าในพื้นที่ภูเขาสูงของอำเภอแม่ฟ้าหลวง กับชุมชนม้งในพื้นที่กึ่งเมืองของอำเภอเชียงแสน แม้ทั้งสองกลุ่มจะเผชิญกับความท้าทายด้านสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงโอกาสเหมือนกัน แต่ความต้องการในด้านการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการอนุรักษ์วัฒนธรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วงเสวนาจึงเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบนโยบายที่ “ยืดหยุ่นและเหมาะสมเฉพาะพื้นที่” แทนที่จะใช้มาตรการแบบเหมาโหลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะนั่นคือการสร้าง “ความเป็นเจ้าของ” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สิทธิ ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ประเด็นที่ทรงพลังที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการเชื่อมโยงระหว่าง “อัตลักษณ์” กับ “สิทธิ” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแยกกัน แต่ในความเป็นจริงกลับผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 16 ที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง การที่ประชากร 134,590 คนในเชียงรายยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนนั้น ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการรับรองตัวตนของบุคคล

เมื่อคนไม่มีเอกสาร เขาไม่มีตัวตนในสายตาของระบบ และเมื่อไม่มีตัวตน เขาก็ไม่มีสิทธิ และเมื่อไม่มีสิทธิ ศักยภาพของเขาจะถูกจำกัดไว้เพียงการเอาตัวรอดในระบบนอกกฎหมาย นี่คือวังวนที่การเสวนา Living Identities พยายามจะทำลายด้วยกระบวนการทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

บทบาทของวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีที่ขาดไม่ได้

ในการเสวนาครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เข้าร่วมเสวนาในฐานะตัวแทนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อนำเสนอบทบาทของหน่วยงานในด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวปวิชญา รัฐปัญญาภู ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

การมีส่วนร่วมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ภาครัฐพยายามบูรณาการงานชาติพันธุ์เข้ากับนโยบายทางวัฒนธรรมของจังหวัด แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว

นอกจากการเสวนา กิจกรรมในวันนี้ยังประกอบด้วยนิทรรศการแผนที่กระจายตัวกลุ่มชาติพันธุ์ใน 18 อำเภอ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าสำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต เพราะทำให้เห็นภาพรวมของความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของจังหวัด ไม่ใช่เพียงในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อัตลักษณ์คือทุน เมื่อโลกหมุนไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภาพใหญ่ที่การเสวนา Living Identities พยายามสร้างคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ “ชาติพันธุ์” จากการเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ที่ดูล้าสมัย ไปสู่การเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีมูลค่าสูงในยุคของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เชียงรายมีมากกว่า 30 กลุ่มชาติพันธุ์นั้น ไม่ใช่ภาระทางนโยบาย แต่คือสินทรัพย์ที่หายากและไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ใหม่ ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังค้นหาประสบการณ์ที่ “แท้จริง” และ “แตกต่าง” เชียงรายมีสิ่งที่หลายจังหวัดไม่มีคือความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่และพัฒนาต่อเนื่อง

ในบริบทของ SDG 8 ที่ว่าด้วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การดึงประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจะเป็นการปลดล็อกศักยภาพมหาศาลที่ยังถูกกักเก็บไว้ด้วยกำแพงของข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคม

เปรียบเทียบกรณีศึกษา เมื่อโลกนำทางก่อนเรา

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการรับรองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงในแวดวงวิชาการคือนิวซีแลนด์ที่ผนวกวัฒนธรรมเมารีเข้าไปในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ จนสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือแคนาดาที่ให้การรับรองสิทธิชนพื้นเมืองอย่างครอบคลุม จนนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน

ในระดับประเทศไทย กรณีของชุมชนไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีที่ประสบความสำเร็จในการแปลงทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวชุมชน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าเมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรองและส่งเสริมอย่างถูกต้อง มันสามารถกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

ก้าวต่อไป จากห้องเสวนาสู่นโยบายจริง

สิ่งที่ทุกฝ่ายในวงเสวนาวันนี้ต้องการเห็นคือการเดินหน้าจากบทสนทนาในห้องประชุมสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์เชียงราย

หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มฟล. ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงวิชาการเข้ากับความเป็นจริงของชุมชน และการที่งานนี้ดึงนักวิชาการ ภาครัฐ และตัวแทนชาติพันธุ์มาร่วมโต๊ะเดียวกันได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดเสวนายังคงรออยู่ข้างหน้า นั่นคือการแปลงมติและข้อเสนอแนะจากเวทีวิชาการสู่กลไกนโยบายที่มีผลผูกพัน การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และการสร้างระบบติดตามผลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

เมื่ออัตลักษณ์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

134,590 คนในเชียงราย ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าหลังทุกตัวเลขมีชีวิต ความฝัน และศักยภาพที่รอการปลดล็อก

การเสวนา Living Identities ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำตอบสำหรับคำถามที่ซับซ้อนเรื่องชาติพันธุ์ สิทธิ และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่ไหนสักแห่ง แต่อยู่ในชุมชน ในวิถีชีวิต และในเสียงของคนที่ดำรงอัตลักษณ์นั้นมาตลอดชั่วอายุคน

เมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรอง ได้รับการส่งเสริม และได้รับการเปลี่ยนให้กลายเป็นทุน สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในความหมายที่ครอบคลุมที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่าด้วยจำนวนประชากรที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยในจังหวัดเชียงราย รวม 134,590 คน
  • รายงานสถานการณ์สังคม (Social Situation Report) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าด้วยสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ประมาณ 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อมูลว่าด้วยความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 30 กลุ่ม
  • หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารประกอบการเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” วันที่ 27 เมษายน 2569
  • เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 8 (การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม) และ SDG 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS HEALTH

กลยุทธ์งานวิ่งเด็กเซ็นทรัลเชียงราย 2026 เมื่อภาคเอกชนผนึกกำลังสร้างพื้นที่กลางเพื่อสังคมและสุขภาพ

Summary
  • เซ็นทรัล เชียงราย จัดงาน Kids Fun Run 2026 ชวนเด็ก 4-10 ปีร่วมวิ่งสร้างเสริมสุขภาพ

  • กิจกรรมแบ่งเป็นรุ่น 300 เมตร และ 500 เมตร มุ่งสร้างความภูมิใจและพัฒนาการเด็ก

  • ภาคีพันธมิตรเอกชนกว่า 10 แบรนด์ร่วมสนับสนุน สะท้อนบทบาทธุรกิจในการร่วมสร้างสังคม

  • งานนี้สื่อสารภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะ “เมืองที่น่าอยู่สำหรับครอบครัว” ไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว

  • การลงทุนกับกิจกรรมเด็กถือเป็นการสร้างทุนมนุษย์และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว

Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 ก้าวเล็กของเด็กเชียงราย กับภาพใหญ่ของเมืองที่กำลังโตอย่างมีคุณภาพ

เชียงราย, 27 เมษายน 2569 – เช้าวันอาทิตย์ที่หลายครอบครัวควรได้พักผ่อน กลับกลายเป็นอีกเช้าที่มีพลังเป็นพิเศษในตัวเมืองเชียงราย เมื่อพื้นที่ลานกาสะลองของศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย ถูกเปลี่ยนให้เป็นสนามวิ่งขนาดย่อมสำหรับเด็ก ๆ ที่มาพร้อมรอยยิ้ม เสียงเชียร์ และบรรยากาศอบอุ่นของพ่อแม่ผู้ปกครอง กิจกรรม Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 ถูกจัดขึ้นอย่างคึกคัก โดยมีคุณสายัณห์ นักบุญ ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับคุณชญานันท์ เชื้อศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย พร้อมภาคีพันธมิตรจากหลายภาคส่วนของจังหวัดและภาคธุรกิจเอกชน

ภายในงานแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รุ่นอย่างชัดเจน รุ่นแรกคือ Junior Run สำหรับเด็กอายุ 4 ถึง 7 ปี ระยะทาง 300 เมตร และอีกรุ่นคือ Kids Fun Run สำหรับเด็กอายุ 8 ถึง 10 ปี ระยะทาง 500 เมตร เด็กทุกคนที่เข้าร่วมได้รับเสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก น้ำดื่ม ขนม ของว่าง และสิทธิพิเศษจากพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นโรบินสัน เชียงราย, Supersports, adidas, Tops, McDonald’s, The Pizza Company, Major Cineplex, โรงพยาบาลกรุงเทพ เชียงราย, Little Chef และศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยเฮือนฮ้องขวัญ นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมบนเวที มุมถ่ายภาพ และกิจกรรมครอบครัวตลอดทั้งงาน ซึ่งทำให้บรรยากาศของวันนั้นไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่เป็นวันของครอบครัวอย่างแท้จริง

จากงานวิ่งเด็ก สู่คำถามใหญ่ของเชียงราย

หากมองเพียงผิวหน้า หลายคนอาจเห็นว่านี่คืองานวิ่งสำหรับเด็กอีกงานหนึ่งที่จัดในศูนย์การค้า แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกขึ้น งานนี้สะท้อนคำถามสำคัญของเชียงรายว่า เมืองจะเติบโตอย่างไรให้ “น่าอยู่” ไปพร้อมกับ “น่าลงทุน” เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เชียงรายไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะในเรื่องการท่องเที่ยวหรือการค้า แต่กำลังแข่งขันกันด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของครอบครัวรุ่นใหม่ที่กำลังตัดสินใจว่า จะใช้ชีวิต ทำงาน และเลี้ยงลูกในเมืองแบบไหน

ข้อมูลที่แนบมาให้ภาพชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรรวม 1,295,922 คน โดยเป็นประชากรหญิง 668,580 คน มากกว่าประชากรชาย และภาคบริการเป็นสัดส่วนสำคัญของเศรษฐกิจจังหวัด ข้อเท็จจริงนี้มีนัยมากกว่าตัวเลข เพราะมันชี้ว่าเศรษฐกิจเชียงรายไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการผลิตสินค้าเพียงด้านเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยบริการ การท่องเที่ยว การค้า และกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงในฐานะแม่ ผู้ดูแลครอบครัว และกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อเป็นเช่นนี้ กิจกรรมอย่าง Kids Fun Run เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานเพื่อความสนุกชั่วคราว แต่กลายเป็นภาพแทนของแนวคิดใหม่ที่มองว่า “เมืองที่ดี” ต้องมีพื้นที่ให้เด็กได้เติบโต มีเวทีให้ครอบครัวออกมาใช้เวลาร่วมกัน และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสุขภาวะตั้งแต่วัยเล็ก ยิ่งในยุคที่หลายจังหวัดพยายามชิงความได้เปรียบทั้งเรื่องนักลงทุน นักท่องเที่ยว และแรงงานคุณภาพ เมืองที่มีพื้นที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับครอบครัวย่อมได้แต้มต่อในระยะยาว

ก้าววิ่ง 300 เมตร และ 500 เมตร ที่ไกลเกินระยะจริง

ระยะทาง 300 เมตรสำหรับเด็กเล็ก และ 500 เมตรสำหรับเด็กโต อาจดูสั้นในสายตาผู้ใหญ่ แต่ในมุมของพัฒนาการเด็ก มันคือระยะที่พอดีกับการสร้างทั้งความสนุก ความท้าทาย และความภูมิใจในตัวเอง ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่แนบมากับงานนี้อธิบายไว้อย่างน่าสนใจว่า การลงทุนกับเด็กในวัยต้นมีผลอย่างยิ่งต่อทุนมนุษย์ในอนาคต และประสบการณ์เชิงบวกในวัยเด็กสามารถต่อยอดไปสู่ทักษะทางอารมณ์ ความมั่นใจ และแรงจูงใจในการเรียนรู้ระยะยาวได้

เรื่องนี้อาจฟังดูเหมือนแนวคิดทางวิชาการ แต่ในชีวิตจริง คนเป็นพ่อแม่เข้าใจได้ทันที เด็กคนหนึ่งที่เคยยืนกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนออกตัววิ่ง แล้วสามารถไปถึงเส้นชัยท่ามกลางเสียงเชียร์ของครอบครัว เขาไม่ได้ได้มาเพียงเหรียญหนึ่งเหรียญ แต่ได้ประสบการณ์ว่าตัวเอง “ทำได้” และความรู้สึกเช่นนี้เองที่มักกลายเป็นเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ของความเชื่อมั่นในวันข้างหน้า

เชียงรายในวันนี้จึงกำลังเห็นภาพที่มีความหมายกว่าความสนุกในงาน นั่นคือการทำให้กิจกรรมทางกายกลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางใจ เด็กได้ฝึกวินัย ได้อยู่ในบรรยากาศของกติกา ได้พบเพื่อนใหม่ และได้เห็นว่าผู้ใหญ่รอบตัวให้คุณค่ากับสุขภาพและเวลาครอบครัวเพียงใด เมืองที่สร้างฉากแบบนี้ให้เกิดขึ้นได้ซ้ำ ๆ ย่อมกำลังลงทุนกับอนาคตโดยไม่จำเป็นต้องพูดคำใหญ่โตมากนัก

พันธมิตรจำนวนมาก สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาคเอกชน

อีกจุดที่ทำให้งานนี้มีความหมายเกินกว่ากิจกรรมหนึ่งวัน คือการรวมตัวของพันธมิตรหลากหลายประเภท ตั้งแต่ค้าปลีก กีฬา อาหาร โรงพยาบาล ไปจนถึงสถาบันสอนทำขนมและศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วย ภาพนี้สะท้อนว่าภาคเอกชนในเชียงรายกำลังขยับจากบทบาทผู้ขายสินค้าและบริการ ไปสู่บทบาทผู้ร่วมสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม

ศูนย์การค้าอย่างเซ็นทรัล เชียงราย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นที่ซื้อของอีกต่อไป แต่กำลังพยายามทำตัวเป็น “พื้นที่กลางของเมือง” ที่ครอบครัวสามารถมาใช้เวลาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่โรงพยาบาลและแบรนด์ด้านสุขภาพที่เข้าร่วม ก็เท่ากับส่งสัญญาณว่าเรื่องการดูแลเด็กควรเริ่มจากการป้องกันและการสร้างพฤติกรรมสุขภาพ ไม่ใช่รอให้เจ็บป่วยแล้วจึงค่อยรักษา ส่วนกลุ่มร้านอาหารและความบันเทิงก็เข้ามาช่วยเติมมิติของความสุขให้กิจกรรมไม่ตึงเกินไป และทำให้งานครอบครัวกลายเป็นประสบการณ์ที่สมบูรณ์ขึ้น

หากเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่หลายแห่ง จะพบว่าเมืองที่สร้างความผูกพันกับผู้คนได้ดี มักไม่ใช่เมืองที่มีแต่โครงการก่อสร้างหรือห้างสรรพสินค้าใหม่ แต่คือเมืองที่ภาคธุรกิจยอมลงทุนกับสิ่งที่ไม่เห็นผลกำไรทันที เช่น สนามเด็กเล่น พื้นที่กิจกรรมครอบครัว หรือกิจกรรมสร้างทักษะเด็ก เพราะสิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ สร้างความเชื่อมั่นว่า เมืองนั้นไม่ได้คิดแต่เรื่องยอดขาย แต่คิดถึงชีวิตของคนในเมืองด้วย

เชียงรายกับภาพเมืองที่ผู้ปกครองอยากอยู่ต่อ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชียงรายถูกพูดถึงในฐานะเมืองท่องเที่ยว เมืองกาแฟ เมืองศิลปะ และเมืองชายแดน แต่กิจกรรมอย่าง Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 ทำให้เห็นอีกมุมหนึ่งของจังหวัด นั่นคือความพยายามผลักเชียงรายให้เป็นเมืองที่ครอบครัวอยากอยู่ต่อ ไม่ใช่แค่เมืองที่นักท่องเที่ยวอยากแวะมา

นี่เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะการพัฒนาเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว หากวัดกันที่คนในพื้นที่รู้สึกอย่างไรกับเมืองของตัวเอง พ่อแม่รุ่นใหม่มีตัวเลือกมากขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน พวกเขาสามารถย้ายงาน ย้ายเมือง หรือแม้แต่ทำงานแบบยืดหยุ่นได้มากขึ้น คำถามจึงไม่ใช่เพียงเชียงรายมีอะไรให้เที่ยว แต่คือเชียงรายมีอะไรให้ลูกโต มีอะไรให้ครอบครัวใช้ชีวิตร่วมกัน และมีอะไรที่ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่คุ้มค่า

ข้อมูลวิเคราะห์ในไฟล์ยังชี้ว่า การสร้างพื้นที่เชิงบวกให้เด็กและครอบครัวมีผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาสด้วย เพราะกิจกรรมที่เข้าถึงได้ในพื้นที่สาธารณะสามารถกลายเป็นเวทีให้เด็กจากพื้นเพต่างกันได้พบประสบการณ์ร่วมกัน ได้รับการยอมรับ และได้ความภูมิใจในแบบที่ไม่ต้องแบ่งแยกด้วยฐานะทางบ้าน ในแง่นี้ งานวิ่งเด็กที่ดูเรียบง่ายจึงมีความหมายมากกว่าการวิ่ง เพราะมันแตะเรื่องโอกาสของเด็กในระยะยาวด้วย

เหรียญรางวัลเล็ก ๆ กับความหมายต่อเศรษฐกิจเมือง

ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยอาจมองว่าเหรียญที่ระลึก เสื้อวิ่ง หรือขนมที่แจกในงาน เป็นเพียงของประกอบกิจกรรม แต่สำหรับธุรกิจเมือง สิ่งเหล่านี้ทำงานในอีกแบบหนึ่ง พวกมันคือเครื่องมือสร้างความทรงจำที่ดีระหว่างครอบครัวกับสถานที่ เมื่อครอบครัวหนึ่งประทับใจกับกิจกรรมที่ลูกได้ลงมือทำจริง ได้รับการดูแลจริง และได้ความสุขจริง ความรู้สึกผูกพันกับพื้นที่ก็จะเกิดขึ้น

เศรษฐกิจเมืองยุคใหม่มีฐานอยู่บนความรู้สึกไม่แพ้การจับจ่าย เมืองที่สร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับคนได้ จะมีโอกาสสูงกว่าที่คนจะกลับมาใช้บริการซ้ำ กลับมาร่วมงานอีก และบอกต่อไปยังเครือข่ายอื่น กิจกรรมเด็กจึงไม่ใช่เรื่องเล็กของการตลาด แต่เป็นเครื่องมือสร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นของเมืองอย่างแนบเนียน ในกรณีของเชียงราย งานนี้ยังช่วยตอกย้ำภาพว่าภาคธุรกิจในจังหวัดพร้อมร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันอย่างเดียว

หากคิดให้ลึกไปอีกขั้น เรื่องนี้เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจังหวัดโดยตรง เพราะทุกครั้งที่เมืองมีพื้นที่คุณภาพสำหรับครอบครัว เมืองย่อมรักษากำลังซื้อในท้องถิ่นได้ดีขึ้น ร้านค้าได้รับอานิสงส์ ภาคบริการเคลื่อนไหว และแบรนด์ในพื้นที่มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านประสบการณ์จริงมากกว่าการโฆษณาเพียงอย่างเดียว

เมื่อเชียงรายไม่ได้ต้องการแค่เด็กสุขภาพดี แต่ต้องการเมืองที่แข็งแรงกว่าเดิม

หากมองจากระยะสั้น งานนี้อาจจบลงพร้อมเสียงปรบมือ เส้นชัย และภาพความประทับใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่ถ้ามองจากระยะยาว สิ่งที่น่าสนใจกว่าคืองานลักษณะนี้กำลังสื่อสารทิศทางใหม่ของเชียงรายว่า เมืองกำลังให้คุณค่ากับการเติบโตเชิงคุณภาพมากขึ้น ทั้งคุณภาพของเด็ก คุณภาพของครอบครัว และคุณภาพของพื้นที่เมือง

ข้อมูลที่แนบมาเสนอความคิดไว้อย่างคมชัดว่า ดัชนีความมั่งคั่งของเชียงรายอาจไม่ได้วัดกันที่ยอดขายหรือจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่อาจวัดกันที่จำนวนพื้นที่ที่ทำให้เด็กหัวเราะได้อย่างปลอดภัย และครอบครัวรู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่ลำพังกับภาระของชีวิตประจำวัน นี่คือสารที่ลึกกว่ากิจกรรมวิ่ง และเป็นสารที่สำคัญมากสำหรับเมืองที่กำลังหาทางเติบโตโดยไม่ทิ้งคนตัวเล็กที่สุดไว้ข้างหลัง

อาจเริ่มต้นจากแนวคิดง่าย ๆ คือชวนเด็กออกมาวิ่งในช่วงปิดเทอม

งาน Central Chiangrai Kids Fun Run 2026 อาจเริ่มต้นจากแนวคิดง่าย ๆ คือชวนเด็กออกมาวิ่งในช่วงปิดเทอม แต่เมื่อดูจากองค์ประกอบทั้งหมด ทั้งผู้จัด พันธมิตร บรรยากาศของงาน และข้อมูลวิเคราะห์ที่แนบมา งานนี้สะท้อนบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้นมาก มันคือความพยายามทำให้เชียงรายเป็นเมืองที่ให้คุณค่ากับเด็ก ครอบครัว และคุณภาพชีวิตอย่างจริงจัง

ในวันที่หลายเมืองแข่งขันกันด้วยโครงการใหญ่ งบลงทุนใหญ่ หรือภาพลักษณ์ใหญ่ เชียงรายกำลังบอกอีกแบบหนึ่งว่า การพัฒนาเมืองอาจเริ่มจากการทำเรื่องเล็กให้มีความหมายจริง เด็กคนหนึ่งวิ่ง 300 เมตรหรือ 500 เมตรอาจไม่เปลี่ยนเมืองในวันเดียว แต่ถ้าเมืองมีพื้นที่แบบนี้มากพอ เด็กเหล่านี้จะเติบโตพร้อมความเชื่อมั่น พ่อแม่จะรู้สึกว่าเมืองนี้มีที่ให้ครอบครัว และภาคธุรกิจก็จะเรียนรู้ว่าการลงทุนที่ดีที่สุดบางครั้งอาจไม่ใช่การสร้างยอดขายทันที แต่คือการสร้างความทรงจำที่ทำให้คนอยากอยู่กับเมืองนี้นานขึ้น

สำหรับเชียงราย นี่จึงไม่ใช่เพียงงานวิ่งเด็ก หากเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่า จังหวัดกำลังพยายามเดินไปสู่การเป็นเมืองที่แข็งแรงจากข้างใน เมืองที่ไม่วัดความสำเร็จแค่ความใหญ่ของโครงการ แต่รวมถึงความอบอุ่นของพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งได้ลองวิ่ง ได้รับกำลังใจ และได้รู้ว่าตัวเองไปถึงเส้นชัยได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงราย
  • สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสถิติจังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ทุนจีนเชียงรายโตพุ่ง 31% ร้านอาหารท้องถิ่นเร่งชูจุดขาย GI และเมนูโลว์โซเดียมสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ

Summary
  • ทุนจีนในร้านอาหารเชียงรายโตเฉลี่ย 31% ต่อปี กดดันผู้ประกอบการท้องถิ่น

  • เชียงรายต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ไม่พึ่งพาเพียงรายได้จากการท่องเที่ยว

  • ปัญหาฝุ่น PM2.5 และพฤติกรรมผู้บริโภคสายสุขภาพกลายเป็นต้นทุนใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้

  • ร้านกาแฟและ OTOP ต้องชูสตอรี่และอัตลักษณ์ท้องถิ่น (GI) ผ่านการไลฟ์สด

  • เมนูโลว์โซเดียมและอาหารปลอดภัยคือโอกาสใหม่ของเชียงรายในการดึงดูดลูกค้าคุณภาพ

ทุนจีน ร้านอาหารเชียงราย และโจทย์ดิจิทัลที่จังหวัดหลีกไม่พ้น

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่าเศรษฐกิจเชียงรายมักผูกอยู่กับภาพเมืองท่องเที่ยว เมืองชายแดน เมืองกาแฟ และเมืองวัฒนธรรม แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2569 คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ปีนี้นักท่องเที่ยวจะมาเท่าไร หรือฤดูกาลท่องเที่ยวจะคึกคักแค่ไหน หากเป็นคำถามที่ตรงและแรงกว่านั้นว่า เชียงรายมีอะไรที่คนไม่ต้องมาถึงจังหวัดก็ยังซื้อได้ทุกวันหรือไม่ เพราะถ้าจังหวัดยังพึ่งรายได้จากการรอให้คนเดินทางมาถึงหน้าร้านอย่างเดียว เศรษฐกิจท้องถิ่นก็ย่อมเปราะบางกว่าที่ควรจะเป็นในยุคที่การซื้อขายบนหน้าจอมือถือกลายเป็นพฤติกรรมปกติของผู้บริโภคไทยไปแล้ว

เศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอจังหวัดที่ปรับตัวช้า

ข้อมูลจาก ETDA ทำให้เห็นชัดว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบันไปแล้ว มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 อยู่ที่ 5.96 ล้านล้านบาท โดย B2C ครองสัดส่วนมากที่สุด และช่องทางขายที่นิยมยังเป็น e-Marketplace กับ Social Commerce อย่างเด่นชัด เมื่อหันมามองฝั่งการสื่อสารการตลาด MI GROUP ประเมินว่าปี 2569 เม็ดเงินโฆษณารวมจะอยู่ที่ 87,264 ล้านบาท และสื่อออนไลน์ยังเป็นพี่ใหญ่ของตลาดด้วยส่วนแบ่งประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีเหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ และสื่อนอกบ้าน 25 เปอร์เซ็นต์ สองข้อมูลนี้วางอยู่บนข้อเท็จจริงเดียวกัน คือใครไม่อยู่ในโลกดิจิทัล ย่อมเสียโอกาสทั้งในสายตาผู้ซื้อและในสนามแข่งขันของธุรกิจ

สำหรับเชียงราย เรื่องนี้มีนัยพิเศษ เพราะจังหวัดมีทั้งวัตถุดิบทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และชื่อเสียงของสินค้าเกษตรที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว แต่สิ่งที่ยังขาด คือการรวมพลังของหน่วยงานและผู้ประกอบการเพื่อทำให้สินค้าเหล่านั้นกลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกวัน เหมือนกับที่บางจังหวัดในภาคเหนือเริ่มทำสำเร็จแล้ว ข้อมูลจากบทวิเคราะห์ Digital Commerce ระบุว่า ความสำเร็จของ OTOP ภาคเหนือบน TikTok Shop ไม่ได้เกิดจากการแค่นำของขึ้นแพลตฟอร์ม แต่เกิดจากการทำไลฟ์สด การเล่าเรื่อง และการใช้ชื่อจังหวัดเป็นตัวสร้างความมั่นใจแก่ผู้ซื้อ จังหวัดอย่างนครสวรรค์และลำปางจึงโดดเด่นขึ้นมาได้ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่เชียงรายว่า จะปล่อยให้คำว่า “ของดีเชียงราย” อยู่แค่ในโบรชัวร์ท่องเที่ยวหรือจะผลักให้กลายเป็นสินค้าที่กดสั่งได้ทุกวัน เพราะในโลกวันนี้ ผู้ซื้อไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่าไปเที่ยวที่ไหนดีเสมอไป แต่เริ่มจากคำว่าอยากกินอะไร อยากได้ของดีจากที่ไหน แล้วกดสั่งทันที

ทุนจีนในเชียงรายไม่ใช่ข่าวไกลตัวอีกต่อไป

แรงกดอีกด้านที่ผู้ประกอบการเชียงรายมองข้ามไม่ได้ คือการขยายตัวของทุนจีนในธุรกิจร้านอาหารและพื้นที่เศรษฐกิจชายแดน วิจัยกรุงศรีระบุว่า มูลค่าการลงทุนของนิติบุคคลจีนในหมวดภัตตาคารและร้านอาหารเพิ่มจาก 947.8 ล้านบาทในปี 2565 เป็น 2,143.4 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ย 31.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนกลายเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่มีมูลค่าสูงสุดในหมวดนี้ เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวมามองคู่กับเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ภาพจะยิ่งชัดขึ้น เพราะข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ณ มีนาคม 2569 เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายมีนิติบุคคล 1,899 ราย เพิ่มขึ้น 5.56 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และแม่สายยังเป็นพื้นที่ที่มีนิติบุคคลมากที่สุด รองลงมาคือเชียงแสนและเชียงของ

ในทางทฤษฎี การเข้ามาของทุนใหม่อาจเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจพื้นที่ แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นกังวลคือการแข่งขันจะไม่อยู่บนฐานเท่ากัน ร้านอาหารเชียงรายจำนวนมากยังเป็นร้านครอบครัว ร้านชุมชน หรือธุรกิจขนาดเล็กที่เติบโตจากรสมือ เจ้าของร้าน และเครือข่ายลูกค้าเดิม ขณะที่ทุนใหม่จำนวนหนึ่งมาพร้อมระบบจัดซื้อ วัตถุดิบ เครือข่ายลูกค้า และศักยภาพในการรับความเสี่ยงด้านราคาได้มากกว่า ถ้าผู้ประกอบการเชียงรายยังใช้วิธีเดิม แข่งกันด้วยราคาหน้าร้านอย่างเดียว โอกาสเสียพื้นที่ให้ทุนใหญ่ย่อมมีมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลในตัวเมืองหรือโซนที่รับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจีน

อย่างไรก็ตาม ความเร็วและทุนหนาไม่ได้ชนะทุกอย่างเสมอไป สิ่งที่ทุนภายนอกทำได้ยากกว่าคือการสร้าง “เสน่ห์เชียงราย” แบบแท้จริง ร้านอาหารพื้นเมือง ร้านกาแฟที่เล่าเรื่องดอย ร้านที่ผูกกับชุมชนชาติพันธุ์ หรือร้านที่ใช้วัตถุดิบบนพื้นที่สูงโดยตรง ยังมีแต้มต่อที่ลอกเลียนได้ยาก ถ้าร้านเหล่านี้รู้จักเล่าเรื่องผ่านดิจิทัลให้คนภายนอกเห็นคุณค่าก่อนเห็นราคา พวกเขายังมีโอกาสรักษาพื้นที่ของตัวเองได้

ร้านอาหารเชียงรายกำลังเจอแรงกดหลายชั้นพร้อมกัน

ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารไทยในรายงานวิจัยกรุงศรีสะท้อนว่า ปี 2568 ยังเป็นปีที่รายได้โตได้ แต่โตช้าลง รายได้รวมของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียง 2.0 ถึง 3.0 เปอร์เซ็นต์ จาก 14.2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2567 ขณะที่ผู้ประกอบการที่เลิกกิจการเพิ่มขึ้น 9.9 เปอร์เซ็นต์ และจำนวนผู้ประกอบการจดทะเบียนใหม่ก็หดตัวเป็นครั้งแรกหลังโควิด ในระยะ 2569 ถึง 2571 รายได้รวมของธุรกิจยังคาดว่าจะโตต่อได้เฉลี่ย 2.9 ถึง 3.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ถูกบีบจากการแข่งขันด้านราคา ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ค่าเช่า ค่าไฟ และค่าแรง

สำหรับเชียงราย แรงกดเหล่านี้ยิ่งชัดขึ้นเพราะมีปัจจัยเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือฤดูฝุ่น PM2.5 ที่กระทบพฤติกรรมคนออกจากบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อ 25 เมษายน 2569 ยังรายงานว่าในเขตเมืองเชียงรายและแม่สายมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอยู่ ร้านอาหารที่พึ่งพาพื้นที่กลางแจ้งหรือบรรยากาศ Outdoor จึงเสี่ยงต่อการเสียรายได้มากกว่าร้านปิดที่มีระบบกรองอากาศหรือปรับสภาพร้านรองรับวิกฤตนี้ได้

เรื่องที่สองคือกำลังซื้อที่อ่อนไหวต่อราคา ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ตัดสินใจจากรสชาติอย่างเดียว แต่คิดถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น ร้านอาหารที่ยังยืนอยู่บนสูตรเดิมอย่างเดียวจึงยิ่งยากขึ้น ส่วนเรื่องที่สามคือการแข่งขันภายในตลาดกาแฟและคาเฟ่ที่เริ่มเข้าสู่ภาวะล้นตัวในบางทำเล ข้อมูลในไฟล์ผู้ใช้ชี้ประเด็นเรื่อง Oversupply ของร้านกาแฟเชียงรายอย่างชัดเจน เมื่อประกอบกับต้นทุนการทำร้านที่สูงขึ้น การเข้ามาเปิดคาเฟ่แบบไม่มีจุดต่างจึงยิ่งเสี่ยงมากกว่าเดิม

เมืองกาแฟของไทย จะรอดด้วยจำนวนร้านไม่ได้อีกแล้ว

เชียงรายมีชื่อเสียงในฐานะเมืองกาแฟไทยมานาน ทั้งดอยช้าง ดอยตุง และพื้นที่ปลูกกาแฟบนที่สูงหลายแห่งล้วนมีฐานแฟนคลับของตัวเอง แต่ชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวไม่พอจะทำให้ร้านอยู่รอดในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นทุกปี สิ่งที่รายงานในไฟล์ผู้ใช้ชวนคิดอย่างมากคือการชี้ว่าเชียงรายไม่ควรขายแค่กาแฟ แต่ควรขาย Origin ขายภูมิประเทศ ขายวิธีแปรรูป ขายรสชาติของระดับความสูง และขายประสบการณ์แบบ Gastronomy Tourism ควบคู่กันไป

นี่เป็นมุมคิดที่สำคัญ เพราะในยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงกาแฟดีได้จากหลายจังหวัด การแข่งขันของคาเฟ่เชียงรายจึงไม่ใช่แค่ใครชงอร่อยกว่า แต่คือใครทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากาแฟแก้วนั้น “มีที่มา” และ “มีความหมาย” มากกว่า ตัวอย่างของสินค้า OTOP ภาคเหนือที่เติบโตบน TikTok Shop ก็ยืนยันเรื่องนี้เช่นกัน เพราะสิ่งที่ขายได้ดีไม่ใช่ของที่อธิบายไม่ได้ แต่เป็นของที่มีราก มีเรื่อง และมีเหตุผลให้คนซื้อซ้ำ

สำหรับเชียงราย นี่แปลว่ากาแฟจากดอยไม่ควรถูกเล่าเพียงว่าเป็นกาแฟดี แต่ต้องเล่าว่ามาจากใคร ชุมชนไหน ปลูกอย่างไร เก็บแบบไหน และเชื่อมกับอาหารหรือประสบการณ์อะไรในจังหวัดได้บ้าง หากทำได้ คาเฟ่เชียงรายจะไม่ได้แข่งกันแค่ยอดคนเช็กอิน แต่สามารถแปลงประสบการณ์ที่คนได้รับตอนมาเที่ยว ให้กลายเป็นยอดซื้อซ้ำผ่านออนไลน์หลังกลับบ้านได้ด้วย

อาหารปลอดภัยและเมนูโลว์โซเดียม อาจกลายเป็นจุดขายใหม่ของเชียงราย

ข้อมูลด้านสุขภาพคืออีกตัวแปรที่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นทางการแพทย์ เพราะในความเป็นจริง มันกำลังกลายเป็นประเด็นทางธุรกิจร้านอาหารด้วย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายระบุว่า ปี 2568 จังหวัดมีผู้ป่วยโรคไตทุกระยะ 35,953 ราย สูงสุดในภาคเหนือ และมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายกว่า 2,412 รายที่เข้าถึงบริการฟอกไต ขณะเดียวกัน ข้อมูลในเอกสารผู้ใช้ซึ่งอ้างถึงการวิเคราะห์ของหมอโอ๊ค DoctorSixpack ชี้ให้เห็นว่าอาหารยอดนิยมหลายชนิดมีโซเดียมสูงมาก และหนึ่งในเมนูที่ถูกยกเป็นตัวอย่างชัดคือก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก ซึ่งมีโซเดียมประมาณ 842 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภคตามข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา

เมื่อมองในบริบทเชียงราย ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะอาหารพื้นเมืองเหนือจำนวนไม่น้อยอร่อยด้วยรสเข้ม เค็ม มัน และเครื่องปรุงหมักดอง ซึ่งเป็นเสน่ห์ของครัวล้านนา แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นโจทย์ใหม่ของร้านอาหารยุคต่อไป นั่นคือจะรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติไว้ได้อย่างไร ในขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ร้านอาหารที่สามารถพัฒนาเมนูโลว์โซเดียม เมนูใช้วัตถุดิบออร์แกนิกจากดอย หรือเมนูพื้นเมืองแบบตีความใหม่ให้อร่อยและปลอดภัยกว่าเดิม อาจกลายเป็นผู้ชนะในระยะกลาง ไม่ใช่เพราะขายภาพสุขภาพอย่างเดียว แต่เพราะตอบโจทย์ครอบครัว กลุ่มผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวคุณภาพที่ต้องการกินดีโดยไม่ต้องรู้สึกผิด

ประเด็นนี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ร้านซึ่งปรับเมนูท้องถิ่นให้สมดุลขึ้น มักดึงดูดลูกค้าได้กว้างกว่าเดิม เชียงรายเองก็มีเงื่อนไขพร้อม ทั้งวัตถุดิบพื้นที่สูง เกษตรอินทรีย์ และภาพลักษณ์เมืองที่ผู้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ หากเชื่อมเรื่องอาหารปลอดภัยเข้ากับเรื่องเล่าของชุมชนได้ เมนูเชียงรายอาจไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายความสบายใจของผู้บริโภคไปพร้อมกัน

PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่คือต้นทุนใหม่ของธุรกิจร้านอาหาร

บทเรียนจากหลายปีหลังชัดเจนว่า PM2.5 กลายเป็นต้นทุนแฝงของเชียงรายไปแล้ว ทั้งต้นทุนด้านสุขภาพ ต้นทุนด้านการท่องเที่ยว และต้นทุนด้านการทำร้านอาหาร ข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เมื่อ 25 เมษายน 2569 ยังรายงานว่าพื้นที่เชียงรายมีค่าฝุ่นอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ นั่นหมายความว่า ธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ที่เคยขายบรรยากาศกลางแจ้ง วิวภูเขา หรือที่นั่งเปิดโล่ง ต้องคิดต้นทุนใหม่อย่างเลี่ยงไม่ได้

ต้นทุนใหม่นี้ไม่ได้มีแค่ค่าเครื่องฟอกอากาศ แต่รวมถึงการออกแบบร้าน การดูแลพื้นที่สีเขียว การจัดระบบระบายอากาศ และการสื่อสารกับลูกค้าให้มั่นใจในช่วงวิกฤตฝุ่น ถ้าร้านใดลงทุนเรื่องนี้ได้ก่อน ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตเป็นข้อได้เปรียบได้ เพราะในวันที่คนยังอยากออกไปใช้ชีวิตแต่กังวลเรื่องอากาศ ร้านที่สร้างความมั่นใจได้จะถูกเลือกก่อนเสมอ

ทางออกของเชียงราย ไม่ใช่ต้านดิจิทัล แต่ต้องใช้ดิจิทัลขยายตัวตนท้องถิ่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าทั้งทุนจีน ต้นทุนร้านอาหาร สุขภาพผู้บริโภค PM2.5 และการแข่งขันของคาเฟ่ ล้วนชี้ไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า เชียงรายไม่อาจใช้สูตรเศรษฐกิจแบบเดิมต่อไปได้ จังหวัดต้องเปลี่ยนจากเมืองที่รอคนมาใช้เงินหน้าร้าน ไปสู่เมืองที่ทำให้คนรู้จัก เชื่อใจ และซื้อสินค้าของจังหวัดได้แม้ไม่เดินทางมาถึงพื้นที่

หัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ใช่การทิ้งความเป็นท้องถิ่น แต่คือการยกความเป็นท้องถิ่นขึ้นมาเป็นจุดขายใหม่ให้ชัดกว่าเดิม ร้านอาหารเชียงรายที่สู้ได้ในระยะต่อไป อาจไม่ใช่ร้านที่ถูกที่สุด แต่เป็นร้านที่เล่าเรื่องได้ดีที่สุด ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจริง ปรับเมนูให้เข้ากับสุขภาพคนยุคใหม่ รับมือฝุ่นและต้นทุนสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และเชื่อมต่อผู้บริโภคผ่านดิจิทัลได้ต่อเนื่อง

ในเวลาเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐเองต้องขยับจากการส่งเสริมแบบกิจกรรม ไปสู่การสร้างระบบสนับสนุนระยะยาว ทั้งเรื่องฐานข้อมูลผู้ประกอบการ การอบรมไลฟ์คอมเมิร์ซ การทำแบรนด์จังหวัด การออกแบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย และการผลักดันสินค้าชุมชนให้พร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์จริง ไม่ใช่พร้อมเพียงในเวทีแสดงสินค้า

ถ้าเชียงรายยังขายตัวเองด้วยคำว่าเมืองน่าเที่ยวเพียงอย่างเดียว

เชียงรายในปี 2569 กำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างโอกาสกับแรงกดดัน ด้านหนึ่ง จังหวัดมีทุนทางวัฒนธรรม วัตถุดิบ GI กาแฟ ชา อาหาร และทำเลชายแดนที่ทรงพลัง แต่อีกด้านหนึ่ง จังหวัดกำลังถูกเร่งด้วยทุนข้ามพรมแดน ต้นทุนร้านอาหารที่สูงขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว และปัญหาสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมที่เข้ามาเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจเต็มตัว

ถ้าเชียงรายยังขายตัวเองด้วยคำว่าเมืองน่าเที่ยวเพียงอย่างเดียว จังหวัดอาจเติบโตได้แค่ตามฤดูกาล แต่ถ้าเชียงรายเปลี่ยนแนวคิดใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้คนไทยทั้งประเทศซื้อรสชาติ เรื่องเล่า และอัตลักษณ์ของเชียงรายได้ทุกวันผ่านออนไลน์ จังหวัดจะมีฐานเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นกว่ามาก

ในระยะต่อไป ผู้ชนะอาจไม่ใช่ร้านที่ใหญ่ที่สุดหรือทุนหนาที่สุดเสมอไป แต่คือผู้ประกอบการที่เข้าใจว่าโลกใหม่ไม่ได้ขายแค่สินค้า หากขายทั้งความจริงใจ เรื่องราว สุขภาพ ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ลอกเลียนไม่ได้ และถ้าเชียงรายทำสิ่งนี้ได้ทัน จังหวัดก็อาจไม่ใช่แค่เมืองผ่านของการท่องเที่ยวภาคเหนืออีกต่อไป แต่จะเป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้ตัวเองได้ทุกวัน แม้ในวันที่นักท่องเที่ยวยังไม่เดินทางมา

 

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • วิจัยกรุงศรี
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • ETDA
  • MI GROUP
  • สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อพื้นที่สาธารณะกลายเป็น Event Hub! เชียงรายใช้แอโรบิกแดนซ์เชื่อมโยงคนทุกเจเนอเรชันและชาวต่างชาติในพื้นที่

Summary
  • เชียงรายจัดกิจกรรมแอโรบิกแดนซ์หน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย ตามรอยไวรัลสวนลุมพินี

  • ข้อมูล Zocial Eye เผยแฮชแท็กแอโรบิกสร้างเอนเกจเมนต์รวมกว่า 9.8 ล้านครั้ง โดยเฉพาะบน TikTok

  • “Taeyong Effect” จากศิลปิน K-Pop เปลี่ยนกิจกรรมพื้นบ้านไทยเป็นประสบการณ์วัฒนธรรมระดับโลก

  • เทรนด์ฟิตเนส 2569 มุ่งเน้น “คุณภาพชีวิต” และ “สุขภาพจิต” มากกว่าแค่การสร้างกล้ามเนื้อ

  • เชียงรายมีชาวต่างชาติพำนักอันดับ 3 ของประเทศ ทำให้กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะช่วยเชื่อมโยงความหลากหลายทางวัฒนธรรม

เมื่อเชียงรายตอบรับกระแสสวนลุม สู่ปรากฏการณ์แอโรบิกไทยที่ไม่มีพรมแดน

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 —บริเวณลานกว้างหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย เสียงดนตรีดังขึ้นก่อนที่ร่างกายจะเริ่มขยับ ผู้คนหลากหลายวัยที่ยืนรอกันอยู่ก่อนแล้วเริ่มจับจังหวะตามเพลงฮิตที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน หลายคนมาคนเดียว หลายคนมากับเพื่อน แต่เมื่อดนตรีเริ่มเล่น ทุกคนในพื้นที่นั้นกลายเป็นกลุ่มเดียวกัน

นี่คือกิจกรรมแอโรบิกแดนซ์ควันหลงสงกรานต์ ที่นำทีมโดย “คุณน้ำผึ้ง” เจ้าของร้าน “มาลองเต๊อะเชียงราย” ครูแอโรบิกสายรักสุขภาพที่คนในจังหวัดรู้จักกันดี งานนี้ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นการส่งต่อพลังงานของเทศกาลสงกรานต์ที่ยังไม่จบลงในใจคนเชียงราย ทั้งเต้น ทั้งเปียก ทั้งหัวเราะ และที่น่าสนใจที่สุด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะกลางเมืองที่ปกติแล้วถูกมองว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมมากกว่าลานออกกำลังกาย ศุกร์บ่ายคล้อยของวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น กิจกรรมเล็กๆ ในเมืองทางเหนือแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกใหญ่ที่กำลังพัดผ่านทั้งประเทศและกำลังเปลี่ยนนิยามของ “การออกกำลังกาย” ในสังคมไทยอย่างถอนรากถอนโคน

จากสวนลุมถึงสวนศิลป์ ไฟกระแสที่จุดข้ามจังหวัด

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมเชียงรายถึงเลือกพื้นที่ศิลปะมาเป็นลานเต้น ต้องย้อนกลับไปดูว่ากระแสนี้เริ่มต้นจากที่ไหน

กรุงเทพมหานครมีสวนลุมพินี เชียงรายมี “สวนศิลป์” นี่ไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบเล่นๆ แต่เป็นการสะท้อนว่าพื้นที่สาธารณะในต่างจังหวัดกำลังพยายามตอบรับกระแสที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงด้วยบริบทของตัวเอง สวนลุมพินีในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นมากกว่าสวนสาธารณะ มันถูกพูดถึงในฐานะปรากฏการณ์ทางสังคม เมื่อภาพของผู้คนหลายร้อยชีวิตขยับร่างกายพร้อมกันตามจังหวะดนตรีเผยแพร่ออกไปในโลกออนไลน์จนกลายเป็นไวรัลข้ามคืน

ข้อมูลจาก Zocial Eye โดย Wisesight (Thailand) ที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 2 เมษายน 2569 เผยตัวเลขที่น่าตกใจ แฮชแท็กที่เกี่ยวกับแอโรบิกสวนลุมสร้างยอดการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียรวมกันสูงถึง 9,804,046 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศยังต้องอิจฉา

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขรวม คือการกระจายตัวของยอดเอนเกจเมนต์ในแต่ละแพลตฟอร์ม TikTok กวาดไปสูงสุดถึง 3.8 ล้านครั้ง แม้ว่า X หรือ Twitter จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้พูดถึงเรื่องนี้ในแง่ปริมาณข้อความมากที่สุดถึง 44% ตามมาด้วย Facebook 2.6 ล้านครั้ง Instagram 2.5 ล้านครั้ง และช่องทางอื่นๆ รวมกันราว 8 แสนครั้ง ตัวเลขเหล่านี้บอกอะไรกับเราได้อย่างชัดเจน คือคอนเทนต์วิดีโอสั้นบน TikTok ยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนกระแสไวรัลที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้

แทยง” กดปุ่มจุดไฟ ศิลปิน K-Pop ที่เปลี่ยนแอโรบิกไทยสู่กระแสโลก

หากจะพูดถึงจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนที่สุดของกระแสแอโรบิกสวนลุม ชื่อหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “แทยง” (Taeyong) ลีดเดอร์ แร็ปเปอร์ และนักเต้นหลักของวงบอยแบนด์ระดับโลก NCT ศิลปินชาวเกาหลีใต้ผู้นี้ก้าวเท้าเข้ามาที่สวนลุมพินีและร่วมเต้นแอโรบิกกับชาวบ้านทั่วไป ก่อนจะออกปากว่า “เป็นการออกกำลังกายที่สนุกมาก ท่าเต้นท้าทาย”

ประโยคสั้นๆ นั้นกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ในโลกออนไลน์ ฐานแฟนคลับของ NCT ที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกพุ่งเข้าค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแอโรบิกไทยทันที ภาพและคลิปของแทยงที่สวนลุมถูกแชร์ต่อในหลายประเทศในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์ทางการตลาดเรียกกันว่า “Taeyong Effect” นี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพลัง Soft Power ไทยในยุคดิจิทัล กิจกรรมพื้นบ้านที่เคยถูกมองข้ามกลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดความสนใจจากนานาประเทศในเวลาข้ามคืน

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงกรณีที่ BTS เคยโพสต์รูปกินข้าวเหนียวมะม่วงในไทยเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นยอดขายมะม่วงและร้านข้าวเหนียวมะม่วงรอบๆ สถานที่ที่ศิลปินเยี่ยมเยียนพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Taeyong Effect ในสวนลุมก็มีกลไกเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้สิ่งที่ถูกผลักดันออกสู่สายตาโลกคือ “วัฒนธรรมการออกกำลังกายในพื้นที่สาธารณะ” ซึ่งเป็นอะไรที่มีมิติทางสังคมลึกกว่าการกินอาหารธรรมดามากนัก

พื้นที่สาธารณะในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่ที่พักผ่อน แต่คือแพลตฟอร์ม

สวนลุมพินีไม่ใช่แค่ “สวน” อีกต่อไปแล้ว นั่นคือสิ่งที่ข้อมูลในช่วงนี้บอกกับเราอย่างชัดเจน

ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 สวนลุมพินีเป็นสถานที่จัด One Piece Event ของ Netflix ซึ่งกวาดยอดเอนเกจเมนต์บนโลกออนไลน์ได้สูงถึง 1,119,498 ครั้งในระยะเวลาอันสั้น นั่นหมายความว่าภายในพื้นที่สีเขียวผืนเดียวกันนี้ สามารถรองรับทั้งกิจกรรมบันเทิงเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่และกิจกรรมการออกกำลังกายของชุมชนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และทั้งสองอย่างล้วนสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ในโลกดิจิทัล

นี่คือสิ่งที่นักการตลาดและนักวางผังเมืองควรศึกษาอย่างจริงจัง โมเดลพื้นที่สาธารณะที่ประสบความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การมีต้นไม้มาก มีที่นั่งสวย หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่อยู่ที่การเป็น “Event Hub” ที่ยืดหยุ่นพอจะรับทุกรูปแบบกิจกรรมได้ และมีสภาพแวดล้อมที่ผู้คนอยากถ่ายรูป อยากแชร์ อยากชวนเพื่อนมา

กลับมาที่เชียงราย พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองมีเสน่ห์ในแบบเดียวกัน พื้นที่ที่มีความหมายทางวัฒนธรรม บรรยากาศที่ไม่เหมือนลานออกกำลังกายทั่วไป และความรู้สึก “พิเศษ” ที่ทำให้คนอยากบันทึกภาพและแชร์ในโซเชียลมีเดีย การเลือกสถานที่นี้สำหรับกิจกรรมแอโรบิกของคุณน้ำผึ้งจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เทรนด์คนเมือง เมื่อสวนสาธารณะกลายเป็นยา

ทำไมกระแสแอโรบิกในพื้นที่สาธารณะจึงมาแรงในช่วงนี้พอดี คำตอบอยู่ในรูปแบบพฤติกรรมของคนเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนเมืองจำนวนมากพบว่าตัวเองใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปิด ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ ห้องพัก หรือห้องฟิตเนส ความโหยหาพื้นที่เปิดโล่ง อากาศบริสุทธิ์ และการอยู่ร่วมกับผู้คนจริงๆ กลายเป็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแอโรบิกในสวนสาธารณะตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้พร้อมกันทุกข้อในราคาที่ไม่มีอะไรในโลกถูกกว่า นั่นคือ ฟรี

นอกจากนี้ เพลงประกอบการเต้นแอโรบิกยังมีบทบาทสำคัญที่มักถูกมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นจังหวะสามช่าเร้าใจ เพลง T-Pop และ K-Pop ที่ฮิตติดชาร์ต หรือเพลงที่มีการรีมิกซ์จังหวะสนุกๆ ล้วนทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือกระตุ้นพลังกายและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้า ในพื้นที่ฟิตเนสที่แต่ละคนใส่หูฟังและโฟกัสกับหน้าจอของตัวเอง สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยากมาก

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกระแส Parkrun ที่เริ่มในอังกฤษและแพร่กระจายไปทั่วโลก หรือ Bootcamp ริมแม่น้ำฮัดสันในนิวยอร์กที่ทำให้คนหลายพันคนออกมาออกกำลังกายกลางแจ้งพร้อมกันทุกเช้าวันเสาร์ หัวใจของทุกกระแสเหล่านี้คือสิ่งเดียวกัน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

ฮีลใจในโลกออนไลน์ เมื่อแมวสวนและเพลงเต้นกลายเป็นยารักษาจิตใจ

ข้อมูลจาก Zocial Eye ยังชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจมาก นอกจากกระแสแอโรบิกแล้ว คอนเทนต์ที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะในลักษณะ “Healing Content” หรือคอนเทนต์เยียวยาจิตใจ กำลังสร้างยอดเอนเกจเมนต์ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพมุมสวยงามในสวน ไวรัลความน่ารักของ “แมวสวนลุม” หรือคอมมูนิตี้กลุ่ม Pet Parent ที่นำสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น

สิ่งที่เชื่อมโยงคอนเทนต์เหล่านี้เข้าด้วยกันคือการตอบสนองต่อความเครียดสะสมของคนในยุคนี้ การที่ผู้คนใช้เวลาว่างถ่ายรูปนกและต้นไม้ในสวน แล้วโพสต์ขึ้นโซเชียลมีเดียพร้อมแคปชั่นว่า “วันนี้ออกมาหายใจบ้าง” คือสัญญาณที่บอกให้เห็นว่าสังคมกำลังแสวงหาสมดุลอย่างเร่งด่วน

ในมุมนี้ กิจกรรมแอโรบิกควันหลงสงกรานต์ที่เชียงรายจึงมีมิติมากกว่าแค่การออกกำลังกาย มันเป็นพื้นที่ให้คนได้ “ปล่อยพลังให้สุด” ในแบบที่ชีวิตประจำวันไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ทำ และนั่นคือเหตุผลที่คนบอกว่า “ได้เพื่อนใหม่แบบไม่รู้ตัว” เพราะเมื่อร่างกายเปิด ใจก็เปิดตาม

ACSM สำรวจปี 2569 วิทยาศาสตร์ยืนยัน แอโรบิกไม่ใช่เทรนด์ชั่วคราว

นอกเหนือจากกระแสที่เห็นบนโซเชียลมีเดีย มีหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันว่ากระแสนี้จะไม่ใช่แค่ความนิยมชั่วคราว

American College of Sports Medicine หรือ ACSM ซึ่งเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาชั้นนำของโลก ได้เผยแพร่ผลการสำรวจเทรนด์ฟิตเนสประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการสำรวจที่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แล้ว ผลที่ออกมาสะท้อนภาพที่สอดรับกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสวนสาธารณะทั่วไทยอย่างน่าทึ่ง

การสำรวจของ ACSM ชี้ชัดว่าความต้องการของผู้บริโภคในวงการฟิตเนสได้เปลี่ยนผ่านจาก “การออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง” ไปสู่ “การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ” อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว นั่นหมายความว่าคนที่เดินเข้าฟิตเนสหรือออกมาเต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะในปี 2569 ไม่ได้มาเพื่อหกแพ็กหรือเอวกระชับเท่านั้น แต่มาเพื่อนอนหลับได้ดีขึ้น มีพลังงานมากขึ้น และรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น

ประเด็นที่ ACSM เน้นย้ำเป็นพิเศษคือสองกลุ่มประชากรที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฟิตเนสโลก กลุ่มแรกคือผู้สูงอายุ (Active Aging) ที่กลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดในสถานออกกำลังกาย และกลุ่ม Gen Z ที่ขับเคลื่อนการใช้จ่ายในภาคฟิตเนสอย่างมหาศาลผ่านมุมมองด้านสุขภาพจิต ทั้งสองกลุ่มนี้มีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน แต่ล้วนหาคำตอบได้ในพื้นที่แอโรบิกกลางแจ้งเหมือนกัน

นาฬิกาอัจฉริยะและ AI ที่มองไม่เห็น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแอโรบิกอย่างเงียบๆ

ภาพที่เห็นในสวนสาธารณะหรือลานแอโรบิกในปัจจุบันอาจดูไม่ต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อนมากนัก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญคือสิ่งที่มองไม่เห็น

เทคโนโลยีสวมใส่ (Wearable Technology) โดยเฉพาะสมาร์ตวอตช์และเซนเซอร์ชีวภาพ กำลังเข้ามากำหนดรูปแบบการออกกำลังกายของคนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อุปกรณ์เหล่านี้สามารถติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ ความแปรปรวนของหัวใจ รูปแบบการหายใจ และคุณภาพการนอนหลับได้แบบเรียลไทม์ ทำให้คนที่เต้นแอโรบิกในสวนสาธารณะสามารถรู้ได้ทันทีว่าตัวเองเผาผลาญแคลอรีไปเท่าไร อัตราหัวใจอยู่ในโซนไหน และร่างกายฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน

แนวโน้มนี้กำลังนำไปสู่สิ่งที่นักวิชาการด้านฟิตเนสเรียกว่า “Hyper-personalization” หรือการออกกำลังกายที่ออกแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คลาสแอโรบิกที่ดีจะไม่ใช่คลาสที่ทุกคนทำท่าเดียวกันในจังหวะเดียวกัน แต่จะเป็นพื้นที่ที่แต่ละคนสามารถควบคุมระดับความเข้มข้นให้เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตัวเองในเวลาเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (VR) และความเป็นจริงเสริม (AR) กำลังเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกแอโรบิก แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ทิศทางชัดเจนว่าในอนาคตผู้คนจะสามารถเข้าร่วมคลาสเต้นในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงที่มีปฏิสัมพันธ์สูง ขณะที่ระบบ AI สามารถวิเคราะห์ท่าทางและให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์เพื่อป้องกันการบาดเจ็บได้

น่าสังเกตว่าแม้แต่ในกลุ่ม Baby Boomer ที่อายุ 62-80 ปี ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าไม่ค่อยเปิดรับเทคโนโลยี ข้อมูลจาก MarketThink ที่อ้างอิงข้อมูลกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ก็ชี้ว่ากลุ่มนี้เปิดรับการใช้เทคโนโลยีดูแลสุขภาพมากกว่าที่คาด รวมถึงพร้อมจ่ายเงินไปกับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สองเจเนอเรชันขับเคลื่อน สูงวัยและ Gen Z มาแรงจากคนละทิศทาง

เมื่อพิจารณาข้อมูลประชากรไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 จากกรมการปกครอง ซึ่ง MarketThink ได้นำมาวิเคราะห์และเผยแพร่ จะพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 65,809,011 คน ลดลงจากปีก่อนหน้า 142,199 คน เป็นผลจากอัตราเกิดที่ลดต่ำลงต่อเนื่องและการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

เมื่อแยกตามรุ่น กลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในปัจจุบันคือ Gen X ซึ่งมีอายุ 46-61 ปี จำนวน 15,977,426 คน หรือ 24% ของประชากรทั้งหมด รองลงมาคือ Gen Y อายุ 30-45 ปี จำนวน 15,272,292 คน หรือ 23% และ Gen Z อายุ 14-29 ปี จำนวน 13,353,824 คน หรือ 20% ขณะที่ Baby Boomer อายุ 62-80 ปีมีจำนวน 10,619,645 คน หรือ 16% ของประชากร

ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อการเข้าใจว่าทำไมแอโรบิกถึงกำลังเติบโต เมื่อ Gen X และ Gen Y รวมกันเป็นกำลังซื้อหลักเกือบครึ่งประเทศ และทั้งสองกลุ่มกำลังเข้าสู่ช่วงชีวิตที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ Gen Z กำลังเริ่มมีรายได้และใช้จ่ายตามค่านิยมด้านสุขภาพและประสบการณ์ร่วมกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในบริบทของกระแสแอโรบิกคือการผสมผสานของกลุ่มคนในลานเต้นเดียวกัน ลานแอโรบิกสวนสาธารณะในยุคใหม่ไม่ได้เป็นพื้นที่ของผู้สูงอายุอีกต่อไปแล้ว ข้อมูลที่เห็นจากทั้งสวนลุมพินีและกิจกรรมในเชียงรายสะท้อนให้เห็นว่าคนทุกวัยกำลังมาร่วมในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากในกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ

กระแส Retro Fitness คืนชีพยุคทองแอโรบิก ในโลกที่เต็มไปด้วยแอปออกกำลังกาย

ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ดูขัดแย้งแต่กลับเป็นความจริงคือ กระแส “Retro Fitness” กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ

รูปแบบการออกกำลังกายจากยุค 1980-1990 อย่าง Jazzercise และ Step Aerobics กำลังฟื้นคืนชีพในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะขาดทางเลือก แต่เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะกลับมาหาความเรียบง่ายและความสนุกในแบบดั้งเดิมโดยเจตนา ในยุคที่มีแอปออกกำลังกาย AI Coach และโปรแกรม HIIT ยอดนิยมมากมาย การออกมาเต้นแอโรบิกตามจังหวะเพลงโดยไม่มีหน้าจอมาขัดจังหวะกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างและหายากในแบบที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดขึ้นในวงการดนตรี ที่แผ่นเสียงไวนิลกลับมาขายดีเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทั้งที่ Streaming ให้ความสะดวกกว่ามาก หรือในวงการถ่ายภาพที่กล้องฟิล์มกลับมาเป็นที่นิยมในกลุ่ม Gen Z แม้สมาร์ตโฟนจะถ่ายได้ดีกว่าในทุกมิติ มันไม่ใช่เรื่องของความเก่าหรือใหม่ แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึกที่คนกำลังแสวงหา

เชียงรายในโลกข้อมูล จังหวัดที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยมากอันดับต้นๆ ของประเทศ

สิ่งที่ทำให้กิจกรรมแอโรบิกในเชียงรายมีความน่าสนใจเป็นพิเศษคือบริบทของเมืองนี้เอง

ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568 ชี้ว่าเชียงรายมีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ถึง 134,590 คน ทำให้เป็นจังหวัดที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยเป็นอันดับสามของประเทศ รองจากเชียงใหม่ที่มี 160,958 คน และตากที่มี 151,665 คน ตัวเลขนี้หมายความว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมแอโรบิกในเชียงรายมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นประชากรผสมระหว่างคนไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

ความหลากหลายของประชากรในเชียงรายยังทำให้กิจกรรมในพื้นที่สาธารณะอย่างแอโรบิกมีมิติของการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรม คนที่ไม่พูดภาษาเดียวกัน ไม่เคยรู้จักกัน แต่ขยับร่างกายตามจังหวะเพลงเดียวกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คือรูปแบบ “การทูตวัฒนธรรม” ที่เรียบง่ายที่สุด แต่ก็ทรงพลังที่สุดในเวลาเดียวกัน

Smart and Social Fitness โมเดลอนาคตที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้

ภาพรวมทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่สวนลุมพินีในกรุงเทพมหานครถึงลานหน้าพิพิธภัณฑ์ศิลปะในเชียงราย กำลังชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกัน แอโรบิกในยุค 2569 กำลังก้าวเข้าสู่โมเดลที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Smart and Social Fitness” อย่างเต็มรูปแบบ

โมเดลนี้ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน ส่วนแรกคือการใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการออกกำลังกาย ผ่านเทคโนโลยีสวมใส่และ AI วิเคราะห์ท่าทาง ส่วนที่สองคือการสร้างประสบการณ์ที่มีส่วนร่วมสูง ทั้งในโลกจริงผ่านกิจกรรมชุมชน และในโลกออนไลน์ผ่านการแชร์คอนเทนต์ ส่วนที่สามคือการใช้วัฒนธรรม ทั้งเพลง ดนตรี และสถานที่ที่มีความหมาย เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางประสบการณ์ และส่วนสุดท้ายคือการออกแบบกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

กิจกรรมที่เชียงรายในวันศุกร์ที่ 25 เมษายนนั้น แม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับตัวเลขหลักล้านบนโซเชียลมีเดีย แต่มันคือการสาธิตโมเดล Smart and Social Fitness ในระดับชุมชน ที่นำโดยผู้นำท้องถิ่นอย่างคุณน้ำผึ้ง ซึ่งมองเห็นกระแสและตอบสนองด้วยการสร้างพื้นที่ที่คนในเชียงรายสามารถเข้าถึงได้จริง

เมื่อแอโรบิกไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่คือกระจกสะท้อนสังคม

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในลานแอโรบิกทั่วประเทศไทย ตั้งแต่สวนลุมพินีในกรุงเทพฯ ถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในเชียงราย ไม่ใช่แค่กระแสความนิยมชั่วคราวที่จะผ่านไปเหมือนเทรนด์อื่นๆ

มันคือการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังค้นหาสมดุลในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเคลื่อนที่เร็วเกินไป ระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ ระหว่างการดูแลร่างกายและจิตใจ ระหว่างความเป็นปัจเจกและความเป็นชุมชน และแอโรบิกในพื้นที่สาธารณะกำลังตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ดีกว่าทางเลือกอื่นๆ ในตลาดในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้

ตัวเลข 9.8 ล้านครั้งของ Engagement บนโซเชียลมีเดีย การเข้าร่วมของ Taeyong ที่จุดประกายกระแสระดับโลก และกิจกรรมเล็กๆ ของคุณน้ำผึ้งในเชียงรายล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่เดียวกัน ภาพของสังคมที่กำลังเรียนรู้ว่าการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดบางครั้งเริ่มต้นด้วยการออกมาขยับร่างกายข้างนอก ท่ามกลางผู้คน ภายใต้ท้องฟ้าเปิดกว้าง

และถ้าจะมีข้อสรุปสั้นๆ จากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คงไม่มีอะไรสรุปได้ดีไปกว่าสิ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเชียงรายพูดกัน ว่าพวกเขา “ได้ฟิตร่างกาย ได้เพื่อนใหม่แบบไม่รู้ตัว” เพราะนั่นคือสิ่งที่สังคมกำลังต้องการมากที่สุดในตอนนี้

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายเริ่มดับไฟถนนทางหลวงชนบท 1 พ.ค. นี้ ชูมาตรการประหยัดพลังงานและแผนจัดการพลังงานยั่งยืน

Summary
  • กรมทางหลวงชนบทเตรียมปรับลด/ปิดไฟถนนสายรองที่มีความเสี่ยงต่ำในเชียงราย เริ่ม 1 พ.ค. 69

  • เชียงรายเผชิญ Duck Curve ความต้องการไฟฟ้าพุ่งช่วง 20.45 น. หลังพลังงานแสงอาทิตย์หมดในตอนเย็น

  • วิกฤต PM 2.5 ทำร้านค้ารายย่อยใช้ไฟลดลง 7% เพราะคนไม่ออกจากบ้าน แต่ค่าไฟครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้น

  • ป่าชุมชนบ้านเมืองรวงและเหล่าพัฒนาในเชียงราย ถูกยกระดับเป็น Carbon Sink สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต

  • ราคาดีเซลพุ่งสูงกว่า 48 บาท เร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Smart Grid ในอนาคต

ไฟถนนดับชั่วคราว สัญญาณเตือนจากเชียงราย เมื่อพลังงานกลายเป็นกระจกสะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจและโลกเดือด

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — คืนหนึ่งในช่วงปลายเดือนเมษายน หากคุณขับรถบนถนนสายรองของเชียงราย แล้วพบว่าแสงไฟที่เคยสาดส่องข้างทางกลับมืดลงเป็นช่วงๆ นั่นไม่ใช่ไฟขัดข้องหรือความผิดปกติของระบบ แต่คือการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีที่มาที่ไปลึกกว่าที่คิด และบอกเล่าบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของประเทศนี้ในยุคที่พลังงานกลายเป็นหนึ่งในตัวแปรชี้ขาดชะตากรรมของทุกชุมชน

ไฟถนนดับ นโยบายที่มีราคาและเหตุผล

กรมทางหลวงชนบท ภายใต้การนำของนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ออกประกาศอย่างเป็นทางการเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดพลังงานของประเทศ ด้วยการสนับสนุนมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนทางหลวงชนบทในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรน้อยหรือมีความเสี่ยงต่ำ โดยจะมีการปรับลดหรือปิดไฟฟ้าส่องสว่างบางช่วงเวลาอย่างเหมาะสม และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

กรมยืนยันว่าได้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยจะพิจารณาปิดไฟฟ้าแสงสว่างเฉพาะจุดที่มีความปลอดภัยเพียงพอ เช่น พื้นที่นอกเขตชุมชนหรือช่วงเวลาที่การจราจรเบาบาง พร้อมติดตั้งป้ายเตือนและสัญญาณจราจรที่ชัดเจน ส่วนพื้นที่จุดเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นทางแยก ทางโค้งอันตราย บริเวณคอขวด หรือพื้นที่ชุมชน ยังคงเปิดไฟตามปกติ ขณะที่ขอให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวัง เปิดไฟหน้ารถให้สว่างเพียงพอ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 1 ถึง 18 และแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร 1146

มาตรการนี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่หากนำมาวางบนแผนที่ขนาดใหญ่ของพลังงานเชียงราย ภาพที่ได้นั้นน่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน

เชียงรายใช้ไฟฟ้าแค่ไหน และนั่นบอกอะไรเราบ้าง

ตัวเลขที่น่าสนใจที่สุดในรายงานวิเคราะห์เชิงลึกด้านพลังงานเชียงราย ปี 2567-2569 ไม่ใช่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่คือตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก

ข้อมูลจากระบบรายงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบชี้ว่า ภาพรวมการใช้ไฟฟ้ารวมตลอด 12 เดือนของปี 2567 สำหรับกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย มีค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้สูงถึง 23,895 หน่วย แต่ปริมาณที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่เพียง 8,240 หน่วย คิดเป็นเพียงร้อยละ 34.48 ของค่ามาตรฐาน กล่าวง่ายๆ คือ ในทุก 100 หน่วยที่คาดว่าจะถูกใช้ มีเพียง 34 หน่วยเท่านั้นที่ถูกดึงจากระบบจริงๆ

แม้แต่ในเดือนพฤษภาคมซึ่งร้อนที่สุดของปีและควรจะมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด การใช้งานจริงก็อยู่ที่เพียง 1,361 หน่วย เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐาน 2,046 หน่วย หรือคิดเป็นเพียงสองในสามของสิ่งที่ควรเป็น

ช่องว่างมหาศาลระหว่างการพยากรณ์กับความจริงนี้บอกว่าอะไรบางอย่างในพฤติกรรมพลังงานของเชียงรายได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ และมีนัยสำคัญ

โซลาร์เซลล์บนหลังคา ผู้เล่นล่องหนที่พลิกเกม

สาเหตุหลักประการหนึ่งที่นักวิเคราะห์ชี้ไปคือการขยายตัวของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือ Solar Rooftop ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ผู้ประกอบการโรงแรม อาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยระดับกลางถึงบน ต่างทยอยติดตั้งแผงโซลาร์ที่มีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พวกเขากลายเป็นสิ่งที่นักพลังงานเรียกว่า “Prosumer” หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตพลังงานในเวลาเดียวกัน การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองโดยไม่ผ่านมิเตอร์ของการไฟฟ้าทำให้ตัวเลขความต้องการไฟฟ้าที่ไหลผ่านสายส่งหลักปรากฏเป็นตัวเลขที่หดตัวลง แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในอาคารนั้นๆ อาจจะยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

ลองนึกภาพเปรียบเทียบง่ายๆ คล้ายกับสถานการณ์ในเยอรมนีช่วงปี 2010-2015 ที่เกิดปรากฏการณ์เดียวกัน บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเยอรมนีต้องปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพราะตัวเลขการขายไฟลดลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวก็ตาม สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญในปัจจุบัน คือบทเรียนที่เยอรมนีเคยผ่านมาแล้ว แต่เกิดขึ้นในบริบทของจังหวัดชายแดนที่มีทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ฝุ่น PM 2.5 ตัวการที่ทำให้ร้านอาหารข้างถนนเงียบงัน

มีปัจจัยที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกันกับไฟฟ้าเลย แต่กลับเป็นคำอธิบายที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการหดตัวของการใช้พลังงานในกลุ่มร้านค้ารายย่อย นั่นคือวิกฤตฝุ่น PM 2.5

กลุ่มพาณิชยกรรมรายย่อยหรือกลุ่มร้านค้าและบริการขนาดเล็กในเชียงราย มีตัวเลขการใช้ไฟฟ้าหดตัวรุนแรงถึงร้อยละ 7.05 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายงานการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Profile) ระบุว่าปัญหา PM 2.5 เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ เมื่อคุณภาพอากาศเข้าสู่ระดับวิกฤต ประชาชนท้องถิ่นต่างเลิกออกไปนั่งรับประทานอาหารนอกบ้าน ร้านข้าวต้นทาง ร้านก๋วยเตี๋ยว คาเฟ่ริมถนน ล้วนเงียบเหงาพร้อมกัน เจ้าของร้านไม่มีเหตุผลต้องเปิดแอร์ เปิดไฟฟลูออเรสเซนต์ หรือเดินเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรอลูกค้าที่ไม่มาอีกต่อไป

ในขณะที่การใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนกลับเพิ่มขึ้น เพราะทุกคนต้องกลับไปอยู่บ้านและเปิดเครื่องฟอกอากาศ เปิดแอร์ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ภาระไฟฟ้าจึงย้ายที่แต่ไม่หายไปไหน เพียงแต่ภาคธุรกิจเจ็บปวด ส่วนภาคครัวเรือนก็แบกรับค่าไฟสูงขึ้น

เศรษฐกิจเติบโต แต่กำลังซื้อไม่ไปด้วยกัน

รายงานการประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดเชียงราย คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 2.1 ในปี 2567 เร่งตัวเป็นร้อยละ 3.1 ในปี 2568 และปรับลงมาที่ร้อยละ 2.0 ในปี 2569 แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าจังหวัดถึง 7.13 ล้านคนในปี 2567 และเพิ่มเป็น 7.19 ล้านคนในปี 2568

แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ดูสวยงามนั้นซ่อนความเปราะบางไว้ข้างหลัง ยอดจดทะเบียนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ใหม่ ซึ่งเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจระดับรากหญ้า คาดว่าจะอยู่ที่เพียง 3,445 คันในปี 2567 คิดเป็นการหดตัวร้อยละ 5 และมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องร้อยละ 6 ในปี 2568

นั่นหมายความว่าในขณะที่นักท่องเที่ยวยังมาเที่ยวเชียงราย แต่ผู้ประกอบการรายย่อยและชาวบ้านกลับไม่ได้แบ่งผลประโยชน์ของการเติบโตนั้นอย่างเพียงพอ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึก ดอกเบี้ยที่กดทับกำลังซื้อ และสถาบันการเงินที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้สร้างสภาวะชะงักงันในการบริโภค

ผลกระทบสะท้อนลงมาถึงการใช้พลังงานอย่างตรงไปตรงมา เมื่อคนไม่มีเงินจับจ่าย ธุรกิจก็ลดชั่วโมงทำการ ลดอุปกรณ์ที่เปิดใช้ และท้ายที่สุดก็กดปุ่มประหยัดพลังงานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

Peak Demand ยามหัวค่ำ สัญญาณของ Duck Curve

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่นักวิศวกรไฟฟ้าในเชียงรายกำลังจับตา คือการเคลื่อนตัวของช่วงเวลาที่ใช้ไฟฟ้าสูงสุด จากเดิมที่มักเกิดในช่วงบ่าย 2 โมงถึงบ่าย 3 โมง กลับเลื่อนไปสู่ช่วงหัวค่ำ

ข้อมูล PEA รายงานว่าในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในพื้นที่รับผิดชอบรวม 74 จังหวัดพุ่งขึ้นสู่ระดับ 23,053.72 เมกะวัตต์ และเวลาที่เกิดนั้นคือ 20.45 น. ไม่ใช่ช่วงบ่ายอีกต่อไป

สาเหตุของปรากฏการณ์นี้คือ “Duck Curve” ปรากฏการณ์โค้งรูปเป็ด ที่เกิดจากการแพร่กระจายของโซลาร์บนหลังคา ในช่วงกลางวัน แผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก ความต้องการไฟฟ้าจากระบบสายส่งหลักจึงลดลง แต่ทันทีที่แสงอาทิตย์หมด ไฟฟ้าจากโซลาร์ดับวูบ ความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดกระชากกลับเข้าสู่ระบบโครงข่ายอย่างฉับพลัน ทำให้กราฟโหลดชันขึ้นอย่างอันตรายในช่วงเย็นถึงค่ำ

สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการติดตั้งโซลาร์ขนาดใหญ่และพบปัญหา Grid Instability ในช่วงหัวค่ำมาตั้งแต่ปี 2016 จนต้องออกนโยบายบังคับติดตั้งระบบแบตเตอรี่ควบคู่กับโซลาร์ในอาคารใหม่ทุกหลัง ทิศทางของเชียงรายกำลังเดินไปในเส้นทางเดียวกัน แต่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมน้อยกว่า

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท

ป่าไม้กลายเป็นสินทรัพย์ เมื่อคาร์บอนมีมูลค่า

ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงาน เชียงรายกลับมีบทบาทใหม่ที่น่าสนใจในแผนที่พลังงานระดับชาติ นั่นคือการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนทางธรรมชาติ (Carbon Sink) ให้กับประเทศ

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ได้ริเริ่มโครงการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ณ “ป่าชุมชนบ้านเมืองรวง” จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายในการกักเก็บคาร์บอนผ่านทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาทักษะของชุมชนในการดูแลป่า และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต

ในทิศทางเดียวกัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ดำเนินโครงการ “PEA ปลูก บำรุง รักษาป่า” ในปี 2567 โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐและประชาชนท้องถิ่น ปลูกต้นไม้จำนวนกว่า 9,000 ต้น ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ท้องถิ่นอย่างกระถินเทศ มะขามป้อม และรวงผึ้ง ที่พื้นที่ป่าชุมชนบ้านเหล่าพัฒนา ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ทำให้ยอดรวมการปลูกต้นไม้ในโครงการพุ่งสูงถึง 29,500 ต้น

นอกจากนี้ PEA ยังสนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่โรงเรียนขุนขวากพิทยาในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกล

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังคือ ป่าไม้ในเชียงรายที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติธรรมดา กำลังถูกแปลงให้กลายเป็น “สินทรัพย์เพื่อสิ่งแวดล้อม” ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งโรงงานไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมอย่างระยองหรือชลบุรีต้องการนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเอง

ราคาน้ำมัน แรงผลักดันที่เงียบแต่ทรงพลัง

ขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนผ่าน ผู้ขับขี่รถยนต์ในเชียงรายยังคงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่กดดันกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ข้อมูลราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ณ สถานีบริการในจังหวัดเชียงรายช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่า น้ำมันดีเซล B7 ซึ่งเป็นเส้นเลือดของภาคขนส่งและเครื่องจักรกลการเกษตร อยู่ที่ระดับ 40.20 ถึง 48.40 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลพรีเมียมพุ่งถึง 68.30 ถึง 69.84 บาทต่อลิตร

ในกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ถึง 44 บาทต่อลิตร ขณะที่เบนซิน 95 แท้อยู่ที่ 52 ถึง 57 บาทต่อลิตร ต้นทุนลอจิสติกส์ที่สูงระดับนี้กำลังเร่งให้ผู้ประกอบการและครัวเรือนในเชียงรายเริ่มคิดจริงจังเรื่องการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแม้จะมีค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในบิลรายเดือน แต่เมื่อคำนวณต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน ตัวเลขเริ่มเอียงมาทางไฟฟ้ามากขึ้นทุกวัน

ภัยระยะยาว เชียงรายในยุคโลกเดือด

หากมองออกไปไกลกว่าปี 2569 ข้อมูลที่สะสมมาบอกว่าภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเชียงรายอาจไม่ใช่ปัญหาราคาพลังงานในปัจจุบัน แต่คือการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลอย่างถาวรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

รายงานการประเมินเตือนว่าฤดูหนาวในภาคเหนือจะหดสั้นลงอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียสภาวะอากาศหนาวเย็นจะทำลายเสน่ห์หลักของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่ออุณหภูมิอย่างเมล็ดกาแฟ ซึ่งกำลังเป็นดาวรุ่งของเชียงรายในตลาดโลก

เมื่อกาแฟและพืชเมืองหนาวไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป ทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ “Smart Greenhouse” หรือโรงเรือนควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศ ไฟ LED 24 ชั่วโมง ปั๊มน้ำแรงดันสูง และเซนเซอร์อัตโนมัติ ภาคเกษตรกรรมที่เคยใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุดกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของจังหวัด

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่าประชากรในจังหวัดเชียงรายที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจนตามเกณฑ์ระดับชาติมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีพลังงานในกลุ่มนี้รุนแรงมาก คนที่ไม่มีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องฟอกอากาศ คือคนที่เสี่ยงมากที่สุดทั้งต่อคลื่นความร้อนและวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5

พลังงานอย่างยั่งยืน เริ่มที่ไฟถนนดับชั่วคราว

มาตรการดับไฟถนนของกรมทางหลวงชนบท เริ่มต้น 1 พฤษภาคม 2569 อาจดูเหมือนเป็นเพียงการประหยัดงบประมาณในสายตาคนทั่วไป แต่ในบริบทที่กว้างกว่า มันคือชิ้นส่วนหนึ่งของปริศนาขนาดใหญ่ที่เชียงรายกำลังพยายามประกอบ

ประเทศที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุดในเรื่องนี้อาจคือไอซ์แลนด์ ซึ่งมีพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100% แต่ยังคงบริหารจัดการระบบสายส่งในพื้นที่ห่างไกลอย่างรัดกุม ด้วยการใช้ Smart Grid ที่ตอบสนองต่อความต้องการแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างกำลังการผลิตสำรองมหาศาลเพื่อรองรับ Peak ที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน

แผน PDP 2569 ที่กำลังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น คาดการณ์ว่าความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของประเทศจะเพิ่มขึ้นแตะ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ขับเคลื่อนโดยศูนย์ข้อมูล AI และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ PEA รายงานว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ความต้องการพลังไฟฟ้าในพื้นที่รับผิดชอบของตนพุ่งขึ้นมากกว่า 23,000 เมกะวัตต์แล้ว

สำหรับเชียงราย จุดที่ต้องการความสนใจเร่งด่วนจากผู้กำหนดนโยบายคือการลงทุนในระบบ Smart Grid เพื่อรองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่จะทับซ้อนกับช่วง Peak Demand หัวค่ำ และการเตรียมโครงข่ายสายส่งในพื้นที่ชนบทให้รองรับการเกษตรเทคโนโลยีที่จะใช้ไฟฟ้าเข้มข้นในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นด้วยคำถามเล็กๆ ว่าทำไมไฟถนนถึงถูกดับ และจบลงด้วยความเข้าใจว่าพลังงานไม่เคยเป็นแค่ปลั๊กกับมิเตอร์ แต่มันคือมาตรวัดที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสุขภาพเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และความพร้อมของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทางหลวงชนบท
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)
  • การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TOP STORIES

เปิดเทอมเชียงรายเด็กนักเรียนเสี่ยงเหลุดออกจากรั้วโรงเรียนหรือไม่ หลังสงครามโลกกระทบปุ๋ยและปากท้องท่ามกลางปมเรียนฟรีที่ยังไม่ฟรีจริง

Summary
  • กสศ. ออก “ชุดสวัสดิการ 5 โอกาส” รับมือเปิดเทอม 69 เน้นเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดระบบสูงสุด

  • ศธ. ปรับโครงสร้าง 5 ภารกิจ มุ่งคืนเวลาให้ครูและรื้อสูตรการจัดสรรงบประมาณเรียนฟรี

  • สภาผู้บริโภคชี้ปัญหา “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” เกิดจากประกาศ ศธ. ปี 54 ที่เปิดช่องเก็บเงินแฝง

  • สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบลูกโซ่ ทำปุ๋ยขาดและเงินโอนลด ซ้ำเติมครัวเรือนเกษตรกร

  • เชียงรายเป็นพื้นที่ตัวอย่างความเหลื่อมล้ำที่ต้องใช้โมเดล Mobile School เข้ามาช่วยเหลือเร่งด่วน

เปิดเทอมจุดวิกฤต ครัวเรือนยากจนสั่นคลอน กสศ.ชู 5 โอกาส ปิดทางเด็กไทยหลุดระบบ ขณะกฎหมายเก่าเปิดช่องเก็บเงิน “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง”

เชียงราย, 26 เมษายน 2569 — ทุกครั้งที่ปฏิทินโรงเรียนพลิกไปสู่วันเปิดภาคเรียนใหม่ ในบ้านของครอบครัวยากจนทั่วประเทศไทย บรรยากาศไม่ได้มีแต่ความตื่นเต้นของเด็กๆ ที่จะได้กลับไปพบเพื่อน แต่มันแฝงด้วยความกังวลของพ่อแม่ที่ต้องหาเงินมาให้ทันในคราวเดียวกัน ทั้งค่าเครื่องแบบ ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจิปาถะที่โรงเรียนเรียกเก็บ บางครอบครัวไม่มีทางเลือก บางเด็กก็ไม่ได้กลับไปโรงเรียนอีกเลย

นั่นคือความจริงที่ซ่อนอยู่ในสถิติ และคือต้นทุนที่แท้จริงของระบบการศึกษาไทยที่บอกว่า “เรียนฟรี”

เมื่อโลกสั่นสะเทือน ผลกระทบลงมาถึงห้องเรียน

บริบทครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาภายในประเทศอีกต่อไป เพราะเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 นายอเล็กซานเดอร์ เดอ ครู จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภาวะสงครามที่ยืดเยื้อกำลังผลักดันประชากรโลกกว่า 32 ล้านคนเข้าสู่ภาวะยากจน แม้ว่าสงครามจะหยุดลงทันทีในวันพรุ่งนี้ก็ตาม

สิ่งที่เดอ ครูชี้ให้เห็นคือสายพานแห่งผลกระทบ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกปิดจากภาวะสงครามนั้น ไม่ได้เป็นแค่เส้นทางน้ำมันเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางขนส่งปุ๋ยจำนวนมหาศาลด้วย เมื่อปุ๋ยขาดตลาดในช่วงฤดูเพาะปลูกอย่างตอนนี้ ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงอย่างมากในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน และความไม่มั่นคงทางอาหารจะถึงจุดพีคในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่เงินโอนกลับบ้านในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีกำลังหดหายอย่างรวดเร็ว

เมื่อเส้นทางเศรษฐกิจระดับโลกพังทลาย ครัวเรือนชาวไทยที่เปราะบางที่สุดจะรับผลกระทบนั้นเต็มๆ และจุดที่เจ็บปวดที่สุดในรอบปีคือช่วงเปิดภาคเรียน

เปิดเทอม จุดวิกฤตทางการเงินที่ถูกมองข้าม

คณะทำงานพัฒนานวัตกรรมการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมี ศาสตราจารย์สมพงษ์ จิตระดับ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบ “ชุดสวัสดิการพื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตการศึกษา” เพื่อรับมือช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2569 ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout Plus

ศาสตราจารย์สมพงษ์อธิบายว่า ช่วงเปิดภาคเรียนคือจุดวิกฤตทางการเงินของครัวเรือน เพราะรายจ่ายหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบ และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ทางการศึกษา สถานการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

“แรงกดดันทางการเงินที่สะสมขึ้นในช่วงเปิดเทอม จึงกลายเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งเสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดจากระบบการศึกษาไป” ศาสตราจารย์สมพงษ์กล่าว

5 โอกาส ตาข่ายสุดท้ายก่อนเด็กหลุดหายไป

กสศ. ออกแบบชุดสวัสดิการนี้ให้แก้ปัญหาสามระดับพร้อมกัน ทั้งอุปสรรคทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้า การขาดโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น และการขาดกลไกรองรับในระยะยาว โดยเน้นไปที่เด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปีในกลุ่ม “สีแดง” หรือกลุ่มวิกฤตสูงสุดที่ต้องออกไปทำงานเพื่อประคองครอบครัว หรือมีเงื่อนไขชีวิตที่ทำให้เส้นทางการเรียนสะดุดลงอย่างฉับพลัน

โอกาสแรกคือ “คูปองการเรียนรู้ Learning Plus” สนับสนุนการเข้าถึงการศึกษาแบบบูรณาการครอบคลุมทักษะชีวิต ทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพยุคใหม่ รวมถึงค่าเดินทางและค่าอาหารเช้า

โอกาสที่สองคือ “Mobile School” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ยืดหยุ่นแบบออนไลน์ที่เชื่อมการเรียนรู้จากชุมชน พื้นที่ทำงาน และชีวิตประจำวัน เข้ากับผู้เรียนและครูในระบบเดียว ทลายข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โอกาสที่สามคือ “SIM พร้อมเรียน” ซึ่งกสศ.มองว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตคือโครงสร้างพื้นฐานทางโอกาสที่สำคัญไม่ต่างจากสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ในยุคที่การศึกษาออนไลน์ขยายตัวไปทุกพื้นที่

โอกาสที่สี่คือ “Learn to Earn” กลไกเรียนรู้ควบคู่การทำงานร่วมกับภาคเอกชน โดยมีระบบเทียบโอนทักษะจากการทำงานเป็นหน่วยกิตการศึกษา เพื่อให้เด็กไม่ต้องเลือกระหว่างปากท้องกับอนาคต

และโอกาสที่ห้าคือ “ธนาคารโอกาส” ระบบกลางจัดสรรอุปกรณ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ บนหลักการโปร่งใสและมุ่งเป้าแม่นยำ เพราะตามที่ศาสตราจารย์สมพงษ์ย้ำ วิกฤตระยะสั้นในชีวิตเด็กเพียงคนเดียว หากไม่ได้รับการแก้ไขทันเวลา อาจนำไปสู่การหลุดจากระบบการศึกษาอย่างถาวร

สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือเด็กวิกฤตการศึกษา กสศ. ได้ที่สายด่วน 092-596-6155 และ 02-079-5475

ศธ. ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ 5 ภารกิจเร่งด่วน

เพื่อให้การแก้ปัญหาในเชิงนโยบายมีทิศทางที่ชัดเจน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบนโยบายการศึกษาให้แก่ข้าราชการและผู้บริหารในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ และนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วม

ภารกิจแรกที่รัฐมนตรีเน้นย้ำคือการ “คืนเวลาให้ครูเพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” ด้วยการยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยี AI มาช่วยแบ่งเบาภาระเอกสาร และปรับเกณฑ์ประเมินผู้บริหารให้ยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นหลักแทนการสะสมรางวัล

ภารกิจที่สองคือการรื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยนายประเสริฐระบุชัดว่า “นโยบายเรียนฟรีไม่ใช่แค่วาทะกรรม ทรัพยากรต้องพุ่งตรงไปสนับสนุนเด็กที่ขาดแคลนและโรงเรียนที่ต้องการมากที่สุด” พร้อมผลักดัน Thailand Zero Dropout ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาเป็นศูนย์ และนำร่องระบบครัวกลางหรือ Cloud Kitchen เพื่อให้ครูไม่ต้องรับภาระการจัดซื้ออาหารอีกต่อไป

ภารกิจที่สามมุ่งยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความเป็นจริง เปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่ใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งสอดรับกับเกณฑ์ PISA ที่ OECD จะใช้วัดในปี 2572 พร้อมตั้งคณะกรรมการ Human Capital Superboard เพื่อดึงเครดิตแบงค์และระบบ E-Portfolio ให้การเรียนไร้รอยต่อ

ภารกิจที่สี่เน้นให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพรูปแบบใหม่ที่ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง

และภารกิจที่ห้าคือการผลักดันพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” ของประเทศ ปลดล็อกหลักสูตรที่ไม่ทันโลก และสนับสนุนวิชาชีพครูอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนด้านการศึกษา ถ้าเราต้องการ Education for All ต้องเริ่มจาก All for Education”

เรียนฟรีในกระดาษ แต่ไม่ฟรีในชีวิตจริง

แต่ขณะที่นโยบายถูกประกาศ ความจริงในชั้นเรียนกลับสะท้อนอีกภาพหนึ่ง ในวันเดียวกัน 20 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าหารือร่วมกับสภาผู้บริโภค ในประเด็น “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนเรียนฟรีและจัดสรรงบประมาณครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานถึง 22 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษาและค่าใช้จ่ายแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม ค่าเดินทาง และแม้แต่ค่าอินเทอร์เน็ต

ค่าเรียน และ อุปกรณ์

  • ค่าเล่าเรียน
  • ค่าหนังสือเรียน
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน
  • ค่าเครื่องแบบนักเรียน

กิจกรรม และ การเรียนรู้

  • กิจกรรมวิชาการ (ปีละ 1 ครั้ง)
  • กิจกรรมคุณธรรม / ลูกเสือ / เนตรนารี / ยุวกาชาด
  • ทัศนศึกษา (ปีละ 1 ครั้ง)
  • อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียน (40 ชั่วโมง/ปี)

วัสดุ และ บริการพื้นฐาน

  • วัสดุฝึก สอน สอบ
  • สมุดรายงานนักเรียน
  • ห้องสมุด
  • ห้องพยาบาล
  • วัสดุสำนักงาน

ค่าใช้จ่ายภายในโรงเรียน

  • ค่าน้ำมัน / เชื้อเพลิง
  • งานบ้านงานครัว
  • อุปกรณ์กีฬา
  • ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน

การดูแลนักเรียน

  • ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
  • คู่มือนักเรียน
  • บัตรนักเรียน
  • ปฐมนิเทศ
  • วารสารโรงเรียน

กฎหมายที่มีช่องว่าง ตัวการที่ซ่อนอยู่

สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้ซับซ้อนกว่าที่เห็น คือการมีอยู่ของกรอบกฎหมายที่ขัดกันเองอย่างเงียบๆ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ระบุอย่างชัดเจนว่าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเรียกเก็บเงินสนับสนุนจากนักเรียนหรือผู้ปกครองได้ใน 22 รายการ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่ากิจกรรมวิชาการปีละ 1 ครั้ง ค่าทัศนศึกษาปีละ 1 ครั้ง ไปจนถึงค่าบริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตรปีละ 40 ชั่วโมง และค่าบัตรประจำตัวนักเรียน

อย่างไรก็ตาม ประกาศฉบับเดียวกันนี้เปิดช่องให้โรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรแกนกลาง เรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครอง เช่น ห้องเรียนพิเศษ EP (English Program) เรียกเก็บได้ไม่เกิน 35,000 บาทต่อคนต่อภาคเรียนในระดับก่อนประถมถึงมัธยมต้น และ MEP (Mini English Program) ไม่เกิน 17,500 บาทต่อคนต่อภาคเรียน นอกจากนี้ยังมีหมวดหมู่อื่นๆ เช่น ค่าจ้างครูชาวต่างประเทศ ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ และค่าอาหารนักเรียน ที่สถานศึกษาสามารถขอรับการสนับสนุนได้โดยความสมัครใจ

ช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ควรเป็นตามกฎหมาย” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน” นี้เองที่กลายเป็นภาระหนักของผู้ปกครองในทุกปี

สภาผู้บริโภคชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่ว่ามีนโยบายหรือไม่ แต่คือการบังคับใช้ที่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งประกาศกระทรวงยังมีช่องว่างที่เปิดให้สถานศึกษาบางแห่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระที่ไม่ควรมี

เปรียบเทียบกับกรณีอื่น ใครทำสำเร็จและอย่างไร

ปัญหา “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย เกาหลีใต้เคยเผชิญปัญหาคล้ายกันในช่วงทศวรรษ 2000 และแก้ไขด้วยการออกกฎหมายห้ามโรงเรียนรัฐเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระที่ผู้ปกครองสามารถร้องเรียนได้โดยตรง ผลที่ได้คืออัตราการออกกลางคันของนักเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 5 ปี

ฟินแลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่ระบบการศึกษาได้รับการยอมรับระดับโลก ใช้โมเดลที่ต่างออกไปคือรัฐครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงอาหารกลางวัน อุปกรณ์ และการเดินทาง ทำให้ครอบครัวไม่ต้องแบกภาระใดๆ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาแทบไม่มี

กรณีใกล้บ้านอย่างเวียดนาม แม้ระบบการศึกษายังมีค่าใช้จ่ายบางส่วน แต่รัฐบาลใช้ระบบทุนตรงเป้าโดยโอนเงินสดให้ครอบครัวยากจนก่อนเปิดเทอม ทำให้อัตราการเรียนต่อในพื้นที่ชนบทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่แตกต่างในกรณีไทยคือการมีทั้งนโยบายและโครงสร้างกฎหมาย แต่ขาดกลไกบังคับใช้ที่จริงจัง ประกอบกับการที่ช่องว่างในกฎหมายเปิดให้โรงเรียนสามารถเรียกเก็บเงินได้ในหลายกรณี โดยอ้างว่าเป็นความสมัครใจ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ปกครองแทบไม่มีทางปฏิเสธได้

เชียงราย สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวเลข

สำหรับเชียงรายซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคเหนือที่มีพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายิ่งทวีความรุนแรง เด็กในพื้นที่ชนบทหรือบนดอยสูงมักเผชิญปัญหาหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก ฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวที่อ่อนแอ และความพร้อมด้านอุปกรณ์ที่ขาดแคลน เมื่อโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแม้ในรูปแบบที่ “ไม่บังคับ” ครอบครัวที่ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไม่กล้าส่งลูกมาเรียน

มาตรการ 5 โอกาสของ กสศ. หากนำมาใช้อย่างจริงจังในพื้นที่เช่นเชียงราย โดยเฉพาะ SIM พร้อมเรียนและ Mobile School อาจช่วยทลายกำแพงที่กั้นเด็กออกห่างจากห้องเรียนได้ แต่ทั้งหมดนั้นต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้น ควบคู่กับการแก้ไขช่องโหว่ที่เปิดให้โรงเรียนเรียกเก็บเงิน

ทางออกที่รอการพิสูจน์

การหารือระหว่างสภาผู้บริโภคและพรรคประชาชนในวันที่ 20 เมษายน 2569 ได้วางกรอบข้อเสนอเบื้องต้นไว้ว่า รายการสิทธิเรียนฟรีควรถูกระบุให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในกฎหมาย ค่าใช้จ่ายที่อนุญาตให้เรียกเก็บเพิ่มได้ควรมีเพดานที่เป็นธรรม และควรมีแคมเปญรับฟังเสียงผู้ปกครองและนักเรียนเกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดเวิร์คช็อปในสัปดาห์ถัดไปเพื่อสร้าง Blueprint ใหม่ร่วมกับผู้มีประสบการณ์จากทุกภาคส่วน ทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่า เวลาไม่รอใคร โดยเฉพาะเด็กที่กำลังรอดูอยู่ว่าปีการศึกษา 2569 นี้ พวกเขาจะยังได้เรียนหนังสือต่อหรือเปล่า

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
  • กระทรวงศึกษาธิการ
  • สภาผู้บริโภค
  • โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

ผู้ว่าฯ เชียงรายนั่งหัวโต๊ะวอร์รูมแม่สาย กำชับไทม์ไลน์ซ่อมแนวป้องกันน้ำท่วมต้องเสร็จก่อนเมฆฝนก่อตัว

Summary
  • เชียงรายเปิดโรดแมป 3 ระยะ งบ 2,950 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงแม่น้ำสายและแก้ปัญหาน้ำท่วมถาวร

  • ระยะเร่งด่วน: เร่งซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำให้เสร็จก่อนฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม

  • ระยะสั้น: เตรียมรื้อถอนอาคารกีดขวางทางน้ำและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุชุมชน (CBDRM)

  • ท้องถิ่นลงพื้นที่เสริมคันดินบ้านเหมืองแดงใต้ เพื่อเป็นปราการด่านแรกรับมือน้ำล้นตลิ่ง

  • เฝ้าระวังสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำสายและโขง หลังชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลเรื่องความโปร่งใสของข้อมูล

เชียงรายเร่งสกัดมหาอุทกภัย โรดแมป 3 ระยะ 2,950 ล้านบาท พลิกโฉมแม่น้ำสายก่อนฝนถล่ม

เชียงราย, 25 เมษายน 2569 – บทเรียนเลือดจากน้ำท่วมใหญ่ที่ยังไม่จาง ยังไม่ทันถึงฤดูฝน แต่แม่สายก็เริ่มเร่งเครื่องป้องกันน้ำท่วมอีกครั้ง ภาพที่ฝังอยู่ในความทรงจำของคนแม่สายคือน้ำป่าที่ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ถนน และตลาดชายแดนโดยไม่ทันตั้งตัว ความสูญเสียซ้ำซากเหล่านั้นทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายต้องนั่งหัวโต๊ะประชุมอีกครั้งในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อผลักดันแผนจัดการน้ำที่ครอบคลุมทั้งสามระยะ ตั้งแต่การแก้ไขฉุกเฉินรายวันไปจนถึงโครงการก่อสร้างระดับพันล้านที่จะปรับหน้าตาของแม่น้ำสายให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

อำเภอแม่สายเป็นจุดยุทธศาสตร์ชายแดนที่เชื่อมไทยกับเมียนมา และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออุทกภัยมากที่สุดของภาคเหนือ เนื่องจากแม่น้ำสายมีลักษณะโค้งตวัดและมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในเขตลำน้ำมาอย่างยาวนาน ทำให้ทุกครั้งที่ฝนตกหนักในพื้นที่ต้นน้ำ น้ำจำนวนมหาศาลจึงไหลบ่าออกมาไม่ทันและท่วมพื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว

โต๊ะประชุมอูหลง กับแผนสามระยะที่รอมานาน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นั่งเป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย ณ ห้องประชุมอูหลง ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าร่วม รวมถึงการเชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สำหรับหน่วยงานในพื้นที่ห่างไกล

ที่ประชุมรายงานแผนการดำเนินงานซึ่งแบ่งออกเป็นสามระยะชัดเจน แต่ละระยะมีผู้รับผิดชอบ งบประมาณ และไทม์ไลน์กำกับอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมเพื่อรับทราบปัญหา แต่เป็นการบูรณาการเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง

ระยะเร่งด่วน ซ่อม Big Bag ก่อนฝนมา

ลำดับแรกสุดที่ต้องทำก่อนฤดูฝนจะเริ่มต้นคือการซ่อมแซม Big Bag และผนังกั้นน้ำริมแม่น้ำสายที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งก่อน Big Bag หรือกระสอบทรายขนาดใหญ่เหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกำแพงชั่วคราวที่ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ทะลักเข้าสู่ชุมชนในทันที หากปล่อยให้ชำรุดเสียหายโดยไม่ซ่อม เมื่อน้ำมาปุ๊บก็เท่ากับไม่มีแนวป้องกันอะไรเลย

แผนในระยะนี้มีการแบ่งความรับผิดชอบตามพื้นที่ให้แต่ละหน่วยงานดูแลอย่างชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและช่องว่างในการปฏิบัติงาน เพราะที่ผ่านมาปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในการรับมืออุทกภัยคือความไม่ชัดเจนในเรื่องว่าใครรับผิดชอบจุดไหน ทำให้บางพื้นที่ถูกละเลยจนกลายเป็นจุดอ่อนของแนวป้องกัน

ระยะสั้น เสริมกำลังชุมชน–รื้อสิ่งกีดขวางทางน้ำ

ควบคู่ไปกับการซ่อมแซมโครงสร้างกายภาพ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย หรือ ปภ. ยังมีแผนเร่งเสริมสร้างศักยภาพชุมชนผ่านกระบวนการ CBDRM ซึ่งย่อมาจาก Community-Based Disaster Risk Management หรือการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอิงชุมชนเป็นฐาน แนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับโลก แต่ในพื้นที่ชายแดนอย่างแม่สายที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และภาษา การสื่อสารความเสี่ยงให้ถึงชาวบ้านทุกกลุ่มยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ

นอกจากนี้ยังมีแผนฝึกอบรมการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว และการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้านคุ้นเคยกับขั้นตอนการอพยพและการดูแลตัวเองในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษในระยะสั้นคือแผนการรื้อถอนอาคารที่กีดขวางลำน้ำสาย ซึ่งนับเป็นมาตรการที่อ่อนไหวทางสังคม เพราะสิ่งปลูกสร้างเหล่านั้นมีผู้อยู่อาศัยและมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้อง ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมธนารักษ์ และมีกำหนดเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้

ในประวัติศาสตร์ของการจัดการน้ำในเมืองไทย การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำมักล่าช้ากว่าแผนเสมอ เพราะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายและการเจรจาชดเชยที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามหากดำเนินการได้ตามกำหนด จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำและลดระดับน้ำท่วมสูงสุดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ระยะยาว 2,950 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนหน้าตาแม่น้ำสาย

แผนระยะยาวของโครงการนี้คือสิ่งที่นักผังเมืองและวิศวกรชลศาสตร์มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการจ้างออกแบบรายละเอียดงานศึกษาแผนหลักการปรับปรุงแม่น้ำสาย จังหวัดเชียงราย ด้วยงบประมาณสูงถึง 2,950 ล้านบาท

เป้าหมายของโครงการนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างถาวร โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสำรวจและออกแบบเพื่อเตรียมพร้อมก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งในระยะต่อไป

ตัวเลข 2,950 ล้านบาทนี้ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย แต่หากเทียบกับมูลค่าความเสียหายสะสมจากน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ชายแดนแม่สายซึ่งกระทบทั้งภาคธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และการท่องเที่ยวชายแดน ก็อาจถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ตัวอย่างเทียบเคียงที่ชัดเจนคือโครงการก่อสร้างแก้มลิงและเขื่อนป้องกันตลิ่งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลหลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งต้องใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาทแต่ช่วยลดผลกระทบในปีต่อมาได้อย่างเป็นรูปธรรม

 นายกเทศมนตรีลงพื้นที่ คันดินที่บ้านเหมืองแดงใต้

ไม่ใช่แค่ระดับจังหวัดที่ขยับ ในระดับท้องถิ่นก็มีความเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.30 น. นายพรเจตย์ หาญเจริญกิจวานิช นายกเทศมนตรีตำบลแม่สายมิตรภาพ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาเทศบาล ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานเสริมดินทำคันกั้นน้ำบริเวณบ้านเหมืองแดงใต้ หมู่ที่ 1

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรมถ่ายรูป แต่เป็นการติดตามความคืบหน้าจริงและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กองช่างที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ คันดินที่กำลังเสริมสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันแรกระดับชุมชน เพื่อรับมือน้ำล้นตลิ่งในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ความสำคัญของการกระทำระดับท้องถิ่นแบบนี้อยู่ที่ความเร็ว เทศบาลสามารถสั่งการและดำเนินงานในพื้นที่ได้เร็วกว่าหน่วยงานส่วนกลาง และรู้จุดเสี่ยงของชุมชนตัวเองดีกว่าใคร เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพยืนยันว่าจะติดตามและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับประชาชน

แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน ปัญหาสารพิษปนเปื้อนข้ามฝั่ง

ท่ามกลางการเตรียมรับมือน้ำท่วม ยังมีประเด็นที่น่าห่วงใยอีกชั้นหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับสุขภาพของคนในลุ่มน้ำตลอดแนวชายแดน นั่นคือปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายและแม่น้ำสายสาขา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นายพลากร บุปผาธนากร ผู้จัดการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ อพท. เชียงราย มอบหมายให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าร่วมรับฟังผลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน ณ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

เวทีดังกล่าวนำเสนอข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ โดยเน้นเรื่องระบบเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงให้แก่ชุมชนที่มีความวิตกกังวลด้านสุขภาพสูง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. จะนำข้อเสนอแนะเหล่านี้เสนอต่อเวทีสมัชชาสุขภาพระดับชาติในเดือนมิถุนายน 2569

ฝั่งเมียนมากังวลความจริงจะถูกซุกซ่อน

ในฝั่งตรงข้ามแม่น้ำสายที่เมืองท่าชีเลก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา เรื่องคุณภาพน้ำกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในชุมชน เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 กรมสิ่งแวดล้อมของเมียนมาดำเนินการวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายสาขาและแม่น้ำโขงในเขตท่าชีเลก โดยกำหนดจุดวัด 6 จุด ได้แก่ แม่น้ำไหสาย แม่น้ำไหเคาง์ แม่น้ำไหฮุต แม่น้ำไหเฮาค์ และแม่น้ำโขง ครอบคลุมตั้งแต่บริเวณสะพานแม่สายไปจนถึงชายแดนเมียนมา-ลาว

อย่างไรก็ตาม จุดวัดที่ 3 วัดไม่ได้เพราะน้ำแห้งขอด สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพน้ำในลำน้ำสาขาที่น่าจับตา

สิ่งที่ชาวบ้านฝั่งเมียนมากังวลมากกว่าตัวเลขที่วัดได้คือความโปร่งใสของผลลัพธ์ ชาวบ้านในท่าชีเลกรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลผ่านสื่อ Mekong News ชี้ให้เห็นว่าฝั่งไทยเพิ่งตรวจพบสารหนูในแม่น้ำโขงสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า และแสดงความกังวลว่าผลการตรวจของฝั่งเมียนมาจะออกมาบอกว่า “ทุกอย่างปกติดี” โดยไม่สะท้อนความเป็นจริง

เขาพูดถึงแนวทางที่อยากเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการให้นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่รับใช้ตัวเลขที่ผู้มีอำนาจต้องการ หากผลออกมาว่าดี ก็บอกว่าดี หากไม่ดี ก็ต้องบอกว่าไม่ดี และข้อมูลต้องสื่อสารให้ชุมชนรับทราบอย่างรวดเร็ว เพราะแม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำและแหล่งอาหารที่คนในชุมชนพึ่งพาในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความกังขาเรื่องความโปร่งใสในการรายงานคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำโขง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งได้เรียกร้องให้ทุกประเทศในลุ่มน้ำเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบและในเวลาที่เหมาะสม เพราะแม่น้ำไม่รู้จักพรมแดนรัฐชาติ สารพิษที่ปนเปื้อนในจุดหนึ่งย่อมไหลผ่านไปถึงชุมชนอื่นด้านล่างได้เสมอ

ขณะนี้ยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัดว่าผลการตรวจคุณภาพน้ำในท่าชีเลกจะประกาศเมื่อใด ซึ่งเป็นที่จับตาของชาวบ้านทั้งสองฝั่งโขงอย่างใจจดใจจ่อ

ยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคที่ยังขาดการเชื่อมต่อ

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว สิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นมาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเร็วในการรับมือของฝ่ายไทยกับปัญหาข้ามพรมแดนที่ต้องการความร่วมมือระดับภูมิภาค ฝั่งไทยมีแผน 3 ระยะ มีงบประมาณ มีโครงสร้างการรับผิดชอบ แต่ต้นน้ำของแม่น้ำสายหลายสายอยู่ในเมียนมา หากไม่มีกลไกแลกเปลี่ยนข้อมูลและจัดการน้ำร่วมกัน แผนทุกอย่างฝั่งไทยก็อาจถูกล้มโดยน้ำจากฝั่งตรงข้ามที่ควบคุมไม่ได้

กรณีเทียบเคียงที่น่าสนใจคือลุ่มน้ำไรน์ในยุโรป ซึ่งไหลผ่านสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ ประเทศเหล่านั้นตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศเพื่อป้องกันมลพิษในแม่น้ำไรน์ตั้งแต่ปี 2493 และมีกลไกแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ทำให้แต่ละประเทศสามารถเตรียมรับมือน้ำได้ล่วงหน้า โมเดลนี้แม้ไม่อาจนำมาใช้ได้ทันทีในบริบทอาเซียน แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการจัดการน้ำข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่มองข้าม

ก่อนสิ้นสุดการประชุมวันที่ 24 เมษายน นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงวิกฤต เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่สายก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลาก

คำกำชับนี้บ่งบอกว่าเวลาที่เหลืออยู่มีน้อยกว่าที่หลายคนคิด ฤดูฝนภาคเหนือโดยปกติเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และปีนี้หลายหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยในบางช่วง

สำหรับชาวแม่สายที่ผ่านประสบการณ์น้ำท่วมหนักมาแล้ว แผนกระดาษทั้งสามระยะจะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกแปลงเป็นการกระทำจริงในพื้นที่ก่อนที่ฝนจะตก Big Bag ที่ยังชำรุด คันดินที่ยังถมไม่เสร็จ อาคารที่ยังขวางทางน้ำ และสารพิษที่ยังรอการตรวจสอบ ทั้งหมดนี้คือนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่พร้อมกัน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ
  • สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
  • Mekong News
  • กรมโยธาธิการและผังเมือง
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าออนไลน์ เชียงรายขยับจากการจัดงาน OTOP เป็นการสร้างระบบขายตรงถึงบ้านผู้บริโภค

Summary
  • เชียงรายปรับเป้าหมายจากการพึ่งพานักท่องเที่ยวรายปี เป็นการขายสินค้าผ่านระบบดิจิทัลที่ “ซื้อได้ทุกวัน”

  • สถิติ TikTok Shop พบร้านค้าที่ไลฟ์สดมียอดสั่งซื้อสูงกว่าปกติถึง 590 เท่า ชูโมเดลสินค้า OTOP ภาคเหนือเติบโตแรง

  • เชียงรายมีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ (9 รายการ) มูลค่ากว่า 400 ล้านบาทต่อปี เป็นต้นทุนสำคัญ

  • เน้นกลุ่มสินค้า “ซื้อซ้ำได้-เล่าเรื่องได้-ขนส่งสะดวก” เช่น ชา กาแฟ และผลไม้แปรรูปพรีเมียม

  • เปลี่ยนวิธีคิดจากการจัดงานอีเวนต์ เป็นการจัดระบบนิเวศดิจิทัล (Big Data & Logistics) เพื่อความยั่งยืน

เชียงรายต้องหาให้เจอว่าสินค้าอะไรขายได้ทุกวัน เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลไม่รอคนมาถึงจังหวัดอีกต่อไป

เชียงราย, 24 เมษายน 2569 – ในวันที่หลายจังหวัดยังวัดความสำเร็จจากจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดคนเดินห้าง เชียงรายกำลังเผชิญคำถามที่ลึกกว่านั้น ว่าจังหวัดจะอยู่รอดอย่างไรหากยังพึ่งรายได้จาก “คนมาเยือนปีละครั้ง” มากกว่ารายได้จาก “คนซื้อทุกวัน” เพราะโลกการค้าในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ความได้เปรียบไม่ได้อยู่แค่ใครมีวิวสวยกว่า ใครมีอากาศดีกว่า หรือใครมีเทศกาลคึกคักกว่าเท่านั้น แต่อยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนเสน่ห์ของพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าที่เดินทางออกจากจังหวัดได้ทุกวัน ผ่านมือถือหนึ่งเครื่อง ผ่านคลิปสั้นหนึ่งชิ้น หรือผ่านไลฟ์สดหนึ่งรอบที่เล่าเรื่องได้โดนใจผู้ซื้อทั่วประเทศ

สำหรับเชียงราย นี่ไม่ใช่คำถามเชิงทฤษฎี แต่เป็นคำถามเชิงปากท้องอย่างแท้จริง เพราะจังหวัดมีทั้งกาแฟ ชา ผลไม้ GI งานหัตถกรรม เครื่องเคลือบ และสินค้าแปรรูปจากชุมชนที่มีเรื่องเล่าแข็งแรงมาก ทว่าปัญหาคือของเหล่านี้จำนวนไม่น้อยยังถูกมองเป็น “ของฝาก” มากกว่า “สินค้าซื้อซ้ำ” กล่าวอีกแบบคือ คนจำนวนมากอาจคิดถึงเชียงรายเมื่อจะไปเที่ยว แต่ยังไม่ได้นึกถึงเชียงรายทุกครั้งเมื่อจะกดสั่งของกิน ของใช้ หรือของคุณภาพจากออนไลน์ นี่คือช่องว่างใหญ่ที่จังหวัดต้องรีบปิดให้ทันก่อนที่การแข่งขันทางดิจิทัลจะทิ้งใครไว้ข้างหลังโดยไม่รอให้ปรับตัวเสร็จ

ภาคเหนือพิสูจน์แล้วว่าของดีท้องถิ่นไปได้ไกลกว่าหน้าร้าน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับสินค้า OTOP ภาคเหนือถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกจังหวัด ข้อมูลจาก TikTok Shop ซึ่งถูกรายงานโดยสื่อธุรกิจระบุว่า ระหว่างปี 2566 ถึง 2568 จำนวนสินค้า OTOP ภาคเหนือบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 53.97 เปอร์เซ็นต์ และจุดที่พลิกเกมมากที่สุดคือการไลฟ์สด เพราะร้านที่ไลฟ์มียอดสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันสูงกว่าร้านที่ไม่ไลฟ์ถึงเกือบ 590 เท่า ตัวเลขนี้ฟังดูแรงจนแทบไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ามองให้ลึก มันกำลังบอกว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าอีกแล้ว เขาซื้อความมั่นใจ ซื้อเรื่องเล่า และซื้อความรู้สึกว่าได้เห็นตัวตนของคนทำจริง ๆ ก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน

ในโลกออนไลน์ สินค้าท้องถิ่นที่เคยขายได้เฉพาะงานแสดงสินค้าหรือหน้าร้านชุมชน กลับกลายเป็นของที่คนทั้งประเทศพร้อมซื้อซ้ำ หากมันสื่อสารได้ถูกจุด น้ำผึ้งดอกไม้ป่า จิ้นแดงสูตรโบราณ หรือกาแฟจากดอยสูง ถูกยกระดับจากของพื้นถิ่นให้กลายเป็นสินค้าที่มีคาแรกเตอร์และมีเหตุผลให้ซื้อซ้ำ นี่คือแก่นของสิ่งที่เรียกว่า Discovery Commerce หรือการค้าที่ไม่ได้เริ่มจากการค้นหาสินค้าอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพบเจอคอนเทนต์แล้วเกิดความอยากลอง ความอยากลองนั้นเองที่แปรเป็นคำสั่งซื้อ และถ้าสินค้าดีพอ ก็แปรต่อเป็นลูกค้าประจำได้ในที่สุด

บทเรียนจากนครสวรรค์และลำปาง ที่เชียงรายควรอ่านให้ขาด

หนึ่งในบทเรียนที่ชัดที่สุดจากการเติบโตของ OTOP ภาคเหนือ คือจังหวัดที่ขายออนไลน์เก่งไม่ได้ชนะเพราะมีของเยอะที่สุดเสมอไป แต่ชนะเพราะทำให้ “ชื่อจังหวัด” กลายเป็นทางลัดของความเชื่อมั่นได้ Thumbsup สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า หนึ่งในเสาหลักของความสำเร็จคือ Province as Brand Identity หรือการใช้ชื่อจังหวัดสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เช่น นครสวรรค์เชื่อมกับน้ำผึ้งและโมจิ ลำปางเชื่อมกับหมูแปรรูปและข้าวแต๋น พอผู้ซื้อเห็นชื่อจังหวัด เขาเริ่มนึกภาพรสชาติ คุณภาพ และเรื่องเล่าที่ตามมาได้ทันที

นี่คือจุดที่เชียงรายควรกลับมาถามตัวเองอย่างจริงจัง เพราะถ้ามองในเชิงศักยภาพ เชียงรายมีทุนมากกว่าหลายจังหวัดด้วยซ้ำ จังหวัดมีทั้งกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และล่าสุดส้มโอเวียงแก่นเป็น GI ลำดับที่ 9 แต่ภาพจำของเชียงรายในตลาดออนไลน์กลับยังไม่คมพอว่าจะต้องซื้ออะไรกลับหรือซื้อซ้ำเป็นประจำให้ได้แบบที่ผู้ซื้อในประเทศนึกออกทันที

พูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลำปางทำให้ “จิ้นแดง” ไม่ใช่แค่อาหารพื้นเมือง แต่เป็นของฝากพรีเมียมที่คนเมืองอยากลอง ขณะที่นครสวรรค์ทำให้น้ำผึ้งและโมจิกลายเป็นสินค้าที่มีความหมายมากกว่าของกินเล่น เชียงรายจึงไม่ได้ขาดของดี แต่ยังขาดการทำให้ของดีบางกลุ่มกลายเป็น “คำตอบอัตโนมัติ” ในใจผู้ซื้อ ว่าเมื่ออยากได้กาแฟดี ชาภาคเหนือ หรือผลไม้แปรรูปที่มีเรื่องราว ต้องนึกถึงเชียงรายก่อนจังหวัดอื่น

เชียงรายมีต้นทุนพร้อมกว่าที่คิด และภาครัฐก็เริ่มขยับแล้ว

ข้อดีของเชียงรายคือ จังหวัดไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะมีสินค้ารากฐานที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในระบบเศรษฐกิจจริง กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุเมื่อ 19 มกราคม 2569 ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รวม 9 รายการ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนรวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะมันยืนยันว่าของดีของเชียงรายไม่ใช่เรื่องเล่าทางวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรองรับอยู่แล้ว เพียงแต่รายได้ก้อนนี้ยังอาจไม่ถูกยกระดับผ่านช่องทางดิจิทัลได้เต็มศักยภาพเท่าที่ควร

ในระดับการทำงานของจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงรายเองก็เริ่มวางฐานไว้แล้ว ทั้งการจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP สู่ยุคดิจิทัล การร่วมขับเคลื่อน OTOP Big Data และการติดตาม OTOP Trader ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าหน่วยงานไม่ได้มองไม่เห็นปัญหา แต่โจทย์ที่เหลืออยู่คือการขยายผลจาก “โครงการ” ให้กลายเป็น “ระบบ” ให้ได้ เพราะถ้าดิจิทัลยังเป็นเพียงกิจกรรมฝึกอบรมหรือการจัดเวทีเป็นครั้งคราว ผลที่ได้ก็จะยังจำกัดอยู่ที่ผู้ประกอบการกลุ่มเล็ก ๆ และไม่สร้างแรงกระเพื่อมระดับจังหวัดได้จริง

สิ่งที่เชียงรายต้องขาย ไม่จำเป็นต้องเป็นของชิ้นเดียว แต่ต้องชัดพอให้คนซื้อซ้ำ

คำถามที่ว่า เชียงรายควรมีสินค้าอะไรที่คนซื้อออนไลน์ได้ทุกวัน อาจไม่มีคำตอบแบบสินค้าชิ้นเดียวแล้วจบ แต่หากมองจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ คำตอบน่าจะอยู่ในกลุ่มสินค้าที่มีคุณสมบัติร่วมกัน 3 อย่าง คือซื้อซ้ำได้ เล่าเรื่องได้ และขนส่งได้สะดวก สินค้ากลุ่มแรกที่เข้าเงื่อนไขนี้ชัดที่สุดคือกาแฟและชา เพราะเป็นของที่ไม่ต้องรอให้นักท่องเที่ยวมาเดินเลือกด้วยตัวเอง ผู้บริโภคสามารถสั่งซ้ำได้ทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน และเชียงรายเองก็มีต้นทุนด้านชื่อเสียงของกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง และชาเชียงรายอยู่แล้วอย่างแข็งแรง

กลุ่มถัดมาคือผลไม้และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย และส้มโอเวียงแก่น หากขายเป็นผลสดอย่างเดียว ตลาดจะถูกจำกัดด้วยฤดูกาลและโลจิสติกส์ แต่หากขยับไปสู่รูปแบบแปรรูปที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเมือง เช่น น้ำผลไม้เข้มข้น ของว่างเพื่อสุขภาพ หรือชุดของฝากคุณภาพสูง สินค้าเหล่านี้สามารถเปลี่ยนจากรายได้ตามฤดูกาลเป็นรายได้ที่หมุนได้ตลอดปี และยังพกเรื่องเล่าของพื้นที่ติดไปกับสินค้าได้ด้วย

อีกกลุ่มที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือเครื่องเคลือบเวียงกาหลงและสินค้าหัตถกรรมร่วมสมัย เพราะในยุคที่ตลาดออนไลน์แข่งขันกันด้วยเรื่องราวและเอกลักษณ์ งานหัตถกรรมที่เชื่อมกับบ้าน การแต่งโต๊ะกาแฟ การแต่งครัว หรือของขวัญพรีเมียม มีช่องทางเติบโตไม่น้อย หากถูกออกแบบให้ร่วมสมัยพอสำหรับคนเมือง รุ่นใหม่ การขายของกลุ่มนี้อาจไม่ได้ใช้กลยุทธ์เดียวกับกาแฟหรืออาหาร แต่สามารถใช้คอนเทนต์แบบเบื้องหลังช่างฝีมือ กระบวนการผลิต และการใช้งานในชีวิตจริงเพื่อยกมูลค่าได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป

เมื่อเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสื่อออนไลน์ เชียงรายยิ่งช้าไม่ได้

ภาพใหญ่ระดับประเทศกำลังเตือนเชียงรายทางอ้อมอย่างชัดเจนว่า ใครไม่เร่งสร้างตัวตนบนดิจิทัลจะเสียโอกาสมากขึ้นทุกปี MI GROUP ประเมินว่า ปี 2568 เม็ดเงินโฆษณาไทยรวมอยู่ที่ 85,817 ล้านบาท เติบโตเพียง 0.04 เปอร์เซ็นต์ แต่สื่ออินเทอร์เน็ตขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ และในปี 2569 ตลาดรวมอาจขยับเป็น 87,264 ล้านบาท โดยสื่อออนไลน์ยังนำต่อ มีสัดส่วนราว 40 ถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ทีวีลดลงเหลือราว 30 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ นี่หมายความว่าแบรนด์และผู้ประกอบการทั่วประเทศกำลังย้ายสมรภูมิไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่จริงมากขึ้นทุกวัน

ถ้าจังหวัดยังคิดเรื่องการตลาดด้วยภาพเดิมว่า นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมา ซื้อของหน้าร้าน และพึ่งกิจกรรมออฟไลน์เป็นหลัก จังหวัดก็จะถูกจำกัดโอกาสด้วยฤดูกาลและจำนวนคนมาเยือน แต่หากเปลี่ยนมุมคิดว่า คนไทยสามารถกลายเป็นลูกค้าของเชียงรายได้ทุกวันแม้ไม่เคยเดินทางมาถึงจังหวัดเลย สมการเศรษฐกิจของจังหวัดจะเปลี่ยนทันที และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องขายของออนไลน์ แต่คือเรื่องยุทธศาสตร์รายได้ของทั้งจังหวัดในระยะยาว

ปัญหานี้โยงถึงชนชั้นกลางและกำลังซื้อที่กำลังระวังตัวมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งที่ทำให้เชียงรายต้องรีบหา “สินค้าที่ขายได้ทุกวัน” คือพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกำลังระวังการใช้เงินมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยย้ำว่าหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะที่ข้อมูลที่อ้างอิงสถิติไตรมาส 4 ปี 2568 ชี้ว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงราว 86.7 ถึง 86.8 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ภาระลักษณะนี้ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากเลือกซื้อของอย่างระวังขึ้นและตัดสินใจจากความคุ้มค่ามากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อกำลังซื้อถูกกดดัน สินค้าที่จะขายได้ไม่ใช่สินค้าที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องเป็นสินค้าที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่า “จ่ายแล้วคุ้ม” หรือ “ซื้อซ้ำได้โดยไม่ฝืนกำลัง” นี่คือเหตุผลว่าทำไมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่ม OTOP ออนไลน์ จึงโตได้ดีกว่าหลายหมวด เพราะเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย ซื้อง่าย และใช้หมดแล้วซื้อใหม่ได้ ต่างจากของฝากบางชนิดที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแล้วจบ หากเชียงรายจะสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของตัวเองให้ยั่งยืน จังหวัดต้องมีสินค้าที่เข้าไปอยู่ในพฤติกรรมประจำวันของคนซื้อ ไม่ใช่แค่อยู่ในกระเป๋าของนักท่องเที่ยวตอนขากลับเท่านั้น

อยู่ที่การเปลี่ยนจากการจัดงาน เป็นการจัดระบบ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายจังหวัดรวมทั้งเชียงรายมักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านงานแสดงสินค้า งานมหกรรม และการคัดสรรผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงสร้างขวัญกำลังใจและการเปิดตลาดระดับหนึ่ง แต่ในยุคที่อีคอมเมิร์ซของไทยมีมูลค่าระดับหลายล้านล้านบาท และแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นประตูหลักของการพบสินค้าใหม่ วิธีคิดแบบเดิมอาจไม่พออีกแล้ว ETDA ระบุว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยปี 2566 คาดแตะ 5.96 ล้านล้านบาท และช่องทางอย่าง e-Marketplaces กับ Social Commerce เป็นช่องทางสำคัญของการขายสินค้าในประเทศอย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้น จุดคลี่คลายของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การถามเพียงว่า ปีนี้เชียงรายจะจัดงาน OTOP กี่ครั้ง หรือจะมีผู้ประกอบการเข้าอบรมกี่คน แต่ต้องถามว่า จังหวัดมีระบบกลางด้านข้อมูลสินค้า ภาพลักษณ์จังหวัด การผลิตคอนเทนต์ การไลฟ์ การแพ็กสินค้า การขนส่ง และการดูแลลูกค้าซ้ำหรือยัง ถ้ายังไม่มีครบ เรื่องเล่าของเชียงรายก็จะยังถูกใช้ไม่เต็มมูลค่า และของดีจำนวนมากจะยังคงขายได้แค่ตอนมีคนมาเที่ยว ไม่ใช่ตอนที่คนทั้งประเทศเปิดแอปซื้อของก่อนนอน

เชียงรายยังมีเวลา แต่เวลาไม่ได้มากอย่างที่คิด

ถ้ามองในเชิงโอกาส เชียงรายยังมีข้อได้เปรียบมากกว่าหลายจังหวัด ทั้งฐานสินค้า GI จำนวนมาก ชื่อเสียงด้านกาแฟและชา ภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และความหลากหลายของสินค้าชุมชน แต่ถ้ามองในเชิงการแข่งขัน เวลาก็ไม่ได้เหลือมากนัก เพราะจังหวัดอื่นในภาคเหนือเริ่มขยับเร็วแล้ว และเมื่อแบรนด์ท้องถิ่นจากจังหวัดอื่นเริ่มยึดพื้นที่ในใจผู้ซื้อได้ก่อน การไล่ตามภายหลังจะยิ่งยากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่าอะไรคือสินค้าที่คนมาเชียงรายแล้วต้องซื้อกลับ อาจไม่สำคัญเท่าคำถามใหม่ว่า อะไรคือสินค้าที่คนไม่ต้องมาเชียงรายก็ยังอยากซื้อทุกเดือน ถ้าจังหวัดตอบคำถามนี้ได้เร็วพอ เศรษฐกิจชุมชนจะไม่ได้ผูกอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะมีรายได้หมุนเข้าจังหวัดทุกวันจากคนที่ไม่เคยเหยียบสนามบินแม่ฟ้าหลวงเลยด้วยซ้ำ และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเชียงรายในยุคดิจิทัล

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • TikTok Shop
  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเชียงราย
  • ETDA
  • MI GROUP
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

อสังหาฯ เชียงราย 2569 ดีมานด์เช่าโตสวนทางยอดซื้อ เร่งอุดช่องว่างด้วยรถไฟทางคู่และเขตเศรษฐกิจพิเศษ

Summary
  • ตลาดซื้ออสังหาฯ ทั่วประเทศลดลง 6% แต่ตลาดเช่าโตสวนทาง โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 1 หมื่นบาท

  • เชียงรายฟื้นตัวช้าหลังน้ำท่วมปี 67 และเผชิญอัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงถึง 70-80%

  • ครึ่งหลังปี 67 เชียงรายมีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 2,594 หน่วย มูลค่าทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และยังไม่มีคอนโดเปิดใหม่

  • โครงการรถไฟทางคู่คืบหน้าเกือบ 60% พร้อมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นปัจจัยบวกดันมูลค่าที่ดินในระยะยาว

  • รัฐผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ 100% ถึงมิถุนายน 2569 เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริง

พลิกกลยุทธ์อสังหาฯ เชียงราย 2569 ชูจุดขายเมืองโลจิสติกส์ชายแดน รับการเติบโตจากนิติบุคคลกว่า 1,800 ราย

เชียงราย,23 เมษายน 2569 – ภาพสะท้อนชัดเจนว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในต้นปี 2569 ยังไม่ใช่ตลาดฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ฝั่งซื้อยังอ่อนแรง ขณะที่ฝั่งเช่ากลับเติบโตต่อเนื่อง โดยดีมานด์ซื้อทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน แต่ดีมานด์เช่าทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ และในกรุงเทพฯ เพิ่มถึง 9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเลือก “รักษาสภาพคล่อง” มากกว่าตัดสินใจเป็นหนี้ระยะยาวทันที

เมื่อนำภาพรวมนี้มาวางทับกับเชียงราย จะเห็นว่าจังหวัดไม่ได้ชะลอตัวเพียงเพราะเศรษฐกิจประเทศเท่านั้น แต่ยังมีแรงกดเฉพาะพื้นที่เพิ่มเข้ามา ทั้งแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ความเข้มงวดของสินเชื่อ และโครงสร้างตลาดที่ยังพึ่งพาบ้านแนวราบเกือบทั้งหมด โดยครึ่งหลังปี 2567 เชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท ไม่มีการเปิดขายคอนโดมิเนียม และมีหน่วยขายได้ใหม่เพียง 130 หน่วย ขณะที่ครึ่งแรกปีเดียวกันก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือเสนอขาย 2,758 หน่วย และไม่มีคอนโดเปิดขายเช่นกัน

เชียงรายไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะในเวลาเดียวกัน จังหวัดกำลังยืนอยู่บนฐานเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเมืองท่องเที่ยวและการค้าชายแดน สู่เมืองโลจิสติกส์และเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล และมีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 ขณะเดียวกัน โครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ มีความคืบหน้าสะสมกว่า 59 เปอร์เซ็นต์ตามข้อมูลที่ถูกรายงานในเดือนเมษายน 2569 จึงทำให้คำถามสำคัญของเชียงรายวันนี้ไม่ใช่เพียง “บ้านขายยากหรือไม่” แต่คือ “จังหวัดจะเปลี่ยนแรงกดดันระยะสั้นให้เป็นจังหวะตั้งหลักระยะยาวได้หรือไม่”

ตลาดบ้านไทยยังแผ่ว แต่เชียงรายกำลังยืนอยู่บนทางแยกใหม่

ปลายเดือนเมษายน 2569 ภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยคล้ายคนที่พยายามเดินต่อ แม้ขาจะยังไม่ฟื้นเต็มกำลัง ฝั่งหนึ่ง ผู้คนยังอยากมีบ้าน ยังมองหาที่อยู่อาศัย ยังเข้าเว็บไซต์ค้นหาประกาศซื้อขายและเช่า แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจจริง หลายครัวเรือนกลับถอยหนึ่งก้าวแล้วหันมาจัดลำดับความสำคัญใหม่ เพราะภาระดอกเบี้ย ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้คำว่า “บ้านในฝัน” ต้องถูกแปลใหม่เป็น “บ้านที่ไหวจริง” มากกว่าที่เคยเป็นมา

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้รายงานจากพฤติกรรมผู้ใช้งานในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ว่า ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลง 6 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน มีเพียงคอนโดมิเนียมที่ยังโต 4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ลดลง 17 และ 16 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดเช่ากลับขยับขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ โดยคอนโดมิเนียมยังครองสัดส่วนสูงสุดถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของตลาดเช่าทั่วประเทศ ขณะที่ระดับค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เติบโตมากที่สุด 11 เปอร์เซ็นต์ ภาพนี้สะท้อนชัดว่า คนไทยไม่ได้หยุดมองหาที่อยู่อาศัย แต่กำลังเปลี่ยนวิธีอยู่ให้เหมาะกับฐานะการเงินมากขึ้น

ถ้ามองจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว อาจสรุปได้ง่ายว่าประเทศกำลังเข้าสู่ยุค “เช่าแทนซื้อ” แต่เมื่อหันมามองเชียงราย เรื่องราวจะลึกกว่าแค่การเปลี่ยนใจจากเจ้าของบ้านมาเป็นผู้เช่า เพราะเชียงรายไม่ใช่ตลาดคอนโดขนาดใหญ่แบบกรุงเทพฯ ไม่ได้มีแรงซื้อจากคนทำงานเมืองหลวงจำนวนมหาศาล และไม่ได้มีแรงเก็งกำไรแบบเมืองท่องเที่ยวชายทะเลบางแห่ง สิ่งที่เชียงรายมี คือกลุ่มผู้ซื้อจริงในพื้นที่ กลุ่มครอบครัวระดับกลาง กลุ่มคนทำธุรกิจท้องถิ่น และความหวังจากการเติบโตของเมืองชายแดน ดังนั้น เมื่อกำลังซื้อสะดุด เชียงรายจึงรับแรงกระแทกตรง ๆ มากกว่าตลาดที่มีฐานผู้ซื้อหลากหลายกว่า

เชียงรายไม่ได้เงียบ แต่กำลังซื้อยังเดินช้ากว่าอุปทาน

ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ REIC ชี้ว่า ครึ่งแรกปี 2567 ตลาดที่อยู่อาศัยเชียงรายมีหน่วยเสนอขาย 2,758 หน่วย มูลค่า 10,872 ล้านบาท ลดลงทั้งจำนวนและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยทั้งหมดเป็นโครงการบ้านจัดสรร ไม่มีการเปิดขายโครงการอาคารชุดเลยแม้แต่หน่วยเดียว และมีโครงการเปิดใหม่เพียง 47 หน่วย มูลค่า 155 ล้านบาท ขณะที่หน่วยขายได้ใหม่มีเพียง 102 หน่วย มูลค่า 372 ล้านบาท ส่วนหน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ในระดับสูงถึง 2,656 หน่วย มูลค่า 10,499 ล้านบาท

พอเข้าสู่ครึ่งหลังปี 2567 ตัวเลขดีขึ้นเพียงเล็กน้อยในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนแนวโน้มได้ จังหวัดมีหน่วยเสนอขาย 2,724 หน่วย มูลค่า 10,700 ล้านบาท เปิดใหม่เพียง 38 หน่วย มูลค่า 69 ล้านบาท และขายได้ใหม่ 130 หน่วย มูลค่า 455 ล้านบาท หน่วยเหลือขายสะสมยังอยู่ที่ 2,594 หน่วย มูลค่า 10,245 ล้านบาท ภาพรวมจึงไม่ใช่ตลาดที่ “ไม่มีของขาย” แต่เป็นตลาดที่ของยังคงค้างอยู่มากกว่าความเร็วในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค

หากเจาะลงไปในพื้นที่ จะเห็นโครงสร้างของเชียงรายชัดขึ้นอีก ในครึ่งแรกปี 2567 โซนอำเภอเมืองเชียงรายมีที่อยู่อาศัยเสนอขายสูงสุด 1,338 หน่วย มูลค่า 5,884 ล้านบาท รองลงมาคือโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 1,245 หน่วย มูลค่า 4,377 ล้านบาท และแม่สาย 159 หน่วย มูลค่า 543 ล้านบาท ส่วนครึ่งหลังปี 2567 REIC ยังระบุว่าโซนในเมืองเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีหน่วยเหลือขายสะสมสูงสุดของจังหวัด ตามด้วยโซนสนามบินและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และแม่สาย นั่นหมายความว่า แม้ทำเลหลักยังเป็นศูนย์รวมความสนใจของตลาด แต่การระบายสต็อกยังไม่เร็วพอจะทำให้ตลาดกลับมาคึกคักจริงจัง

เมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมภาคเหนือ 5 จังหวัดในครึ่งหลังปี 2567 ซึ่งมีอุปทานสะสมรวม 17,464 หน่วย มูลค่า 73,200 ล้านบาท เชียงรายครองสัดส่วน 15.6 เปอร์เซ็นต์ หรือ 2,724 หน่วย เป็นอันดับสองรองจากเชียงใหม่ที่มี 10,250 หน่วย นี่ทำให้เชียงรายยังเป็นตลาดสำคัญของภาคเหนือ แต่ก็เป็นตลาดที่ขนาดยังห่างจากเชียงใหม่ชัดเจน และไม่มีแรงหนุนจากตลาดคอนโดหรือผู้ซื้อชาวต่างชาติเท่าเมืองหลักอย่างเชียงใหม่

แผลจากน้ำท่วมและปัญหากู้ไม่ผ่าน ทำให้เชียงรายฟื้นช้ากว่าเมืองท่องเที่ยวบางจังหวัด

อีกเงื่อนไขที่ทำให้เชียงรายต่างจากภาพรวมประเทศ คือแรงกดทับเฉพาะพื้นที่จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย ว่า 8 เดือนแรกของปี 2567 จำนวนและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ในจังหวัดลดลงราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 และอัตราปฏิเสธสินเชื่อในบางช่วงสูงถึง 70 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ คือ คนยื่นกู้ 10 คน ผ่านจริงเพียงประมาณ 2 คนเท่านั้น เขายังประเมินด้วยว่า น้ำท่วมหนักสุดในรอบ 70 ปีมีผลต่อจิตวิทยาตลาดอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้การฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์เชียงรายถูกเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะตลาดบ้านไม่ได้ซื้อขายด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ซื้อขายด้วย “ความมั่นใจในอนาคต” ด้วย หากผู้ซื้อเริ่มตั้งคำถามว่า บ้านที่จะซื้ออยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ น้ำจะมาอีกไหม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงจะเพิ่มขึ้นหรือเปล่า การตัดสินใจซื้อย่อมช้าลงทันที ต่อให้ดอกเบี้ยลดหรือมีโปรโมชั่นมากเพียงใดก็ตาม

ตรงกันข้ามกับเพชรบุรีซึ่งดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่าเป็นจังหวัดที่มีความต้องการซื้อและเช่าเติบโตสูงสุดในไตรมาสแรกของปี 2569 จากอานิสงส์การท่องเที่ยว การอยู่ใกล้ธรรมชาติ และระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เชียงรายแม้มีธรรมชาติไม่แพ้กัน แต่ผู้ซื้อยังต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเชิงพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เปราะบางกว่า จึงเห็นได้ชัดว่าหัวเมืองท่องเที่ยวไม่ได้โตเหมือนกันทั้งหมด บางจังหวัดได้แรงส่งจากการพักผ่อน บางจังหวัดยังต้องใช้เวลาซ่อมความเชื่อมั่นก่อนตลาดจะเดินหน้าเต็มที่

เชียงรายยังมีแต้มต่อ แต่แต้มต่อนั้นอยู่ในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน

ถึงแม้ตลาดบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงในเชียงรายจะยังไม่สดใสเต็มที่ แต่จังหวัดไม่ได้ขาดปัจจัยบวกในระยะกลางและระยะยาว หนึ่งในฐานสำคัญคือเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่าครอบคลุม 3 อำเภอ 21 ตำบล ได้แก่ เชียงของ เชียงแสน และแม่สาย ณ สิ้นปี 2568 พื้นที่นี้มีนิติบุคคลคงอยู่ 1,841 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,079.87 ล้านบาท โดยธุรกิจส่วนใหญ่เป็น SMEs และกลุ่มธุรกิจเด่น ได้แก่ ก่อสร้างทั่วไป การขายส่งสินค้าทั่วไป และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มูลค่าการลงทุนของต่างชาติในพื้นที่อยู่ที่ 299.07 ล้านบาท โดยจีนเป็นแหล่งลงทุนต่างชาติอันดับหนึ่ง

ตัวเลขเหล่านี้อาจยังไม่แปลเป็นยอดซื้อบ้านทันทีในวันนี้ แต่กำลังบอกว่า เชียงรายไม่ใช่ตลาดที่ยืนอยู่บนฐานเกษตรและท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว เมืองกำลังมีชั้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งภาคก่อสร้าง โลจิสติกส์ การค้าชายแดน และบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีศักยภาพจะเปลี่ยนรูปแบบความต้องการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นบ้านสำหรับผู้บริหาร ที่พักแรงงานคุณภาพ อาคารพาณิชย์ หรือคลังสินค้ารอบแนวขนส่ง

อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ซึ่งรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2569 ระบุว่ามีความคืบหน้าสะสม 59.57 เปอร์เซ็นต์ เร็วกว่าแผนเล็กน้อย และเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมเชียงรายกับระบบรางของประเทศและประตูการค้าชายแดนอย่างเชียงของได้แน่นแฟ้นขึ้น หากโครงการเดินหน้าได้ตามเป้า ผลกระทบจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องการเดินทาง แต่จะค่อย ๆ ปรับมูลค่าที่ดิน รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ด้วย

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด วันนี้เชียงรายอาจยังไม่ใช่ตลาดที่ “ซื้อแล้วลุ้นขึ้นทันที” แบบเมืองเก็งกำไรบางแห่ง แต่กำลังเป็นตลาดที่ “ต้องอ่านเกมล่วงหน้า” มากกว่า ใครมองระยะสั้นอาจเห็นแต่ยอดขายที่ชะลอ แต่ใครมองระยะกลางจะเริ่มเห็นว่าจังหวัดกำลังจัดวางตัวเองใหม่ในฐานะเมืองด่านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของลุ่มน้ำโขง

เทรนด์เช่าแทนซื้ออาจไม่ใช่สัญญาณลบเสมอไป สำหรับเชียงราย

จุดหนึ่งที่ควรตีความอย่างรอบคอบ คือการที่ตลาดเช่าเติบโต ไม่ได้แปลว่าตลาดซื้อพังเสมอไป บางครั้งมันเป็นช่วงรอจังหวะของผู้บริโภคมากกว่า ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ระบุว่า ระดับราคาซื้อที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุดในไตรมาสแรกปี 2569 คือ 1 ถึง 3 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการซื้อทั้งหมดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ฝั่งเช่าที่เติบโตมากที่สุดกลับเป็นกลุ่มค่าเช่าต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ นี่สะท้อนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ สะสมเงินดาวน์ หรือประเมินเสถียรภาพรายได้ของตัวเองก่อนจะขยับไปสู่การซื้อจริง

สำหรับเชียงราย เทรนด์นี้อาจยิ่งมีนัยมากขึ้น เพราะเมืองมีฐานประชากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา สนามบิน หน่วยงานรัฐ การค้าชายแดน และแรงงานบริการท่องเที่ยวพอสมควร หากตลาดซื้อยังติดข้อจำกัดเรื่องสินเชื่อ การมีตลาดเช่าที่แข็งแรงขึ้นอาจช่วยประคองกระแสเงินสดของเจ้าของทรัพย์และลดแรงขายตัดราคาในระยะสั้นได้ด้วย

ในอีกมุมหนึ่ง มาตรการภาครัฐก็ยังทำหน้าที่เป็นแรงประคองมากกว่าจะเป็นยาวิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว โดยเปิดทางให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกู้ได้สูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหลักประกัน ระหว่าง 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569 แต่ ธปท. ก็ย้ำเองว่า มาตรการนี้เป็นการประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ มิใช่การยกเลิกมาตรฐานดูแลความเสี่ยงทั้งหมด กล่าวคือ ต่อให้กู้ได้เต็มมูลค่า หากรายได้ไม่มั่นคง เครดิตไม่ผ่าน หรือภาระหนี้สูง ผู้กู้ก็ยังไม่ผ่านธนาคารอยู่ดี

นั่นทำให้ในเชียงราย คำตอบของตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่การหวังมาตรการกระตุ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบสินค้าที่ตรงกับศักยภาพผู้ซื้อจริงมากกว่า เช่น บ้านราคาที่ผ่อนแล้วไม่ตึงเกินไป บ้านในทำเลที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมมากขึ้น หรือรูปแบบเช่าก่อนซื้อในบางโครงการเพื่อช่วยให้ลูกค้าได้ทดสอบภาระรายจ่ายของตัวเองก่อนตัดสินใจครั้งใหญ่

เชียงรายควรเดินเกมแบบเมืองด่านเศรษฐกิจ ไม่ใช่เลียนแบบกรุงเทพฯ

หากถามว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์เชียงรายควรปรับตัวอย่างไรในช่วงที่ดีมานด์ซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ คำตอบที่น่าสนใจคือ จังหวัดอาจไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรกรุงเทพฯ เสมอไป เพราะโครงสร้างเมืองต่างกันมาก กรุงเทพฯ โตจากงาน ระบบราง และประชากรแฝงมหาศาล จึงเห็นตลาดเช่าโตพร้อมกันแทบทุกประเภทและทุกทำเลในเมืองหลวง โดยเฉพาะคอนโดและทาวน์เฮ้าส์ที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรกปี 2569

แต่เชียงรายควรเล่นตามข้อได้เปรียบของตนเองมากกว่า นั่นคือบทบาทเมืองชายแดน เมืองโลจิสติกส์ เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ และเมืองมหาวิทยาลัย เมื่อมองเช่นนี้ ตลาดที่จะโตอาจไม่ใช่คอนโดกลางเมืองแบบกรุงเทพฯ แต่เป็นบ้านแนวราบคุณภาพดีในโซนเมืองและสนามบิน ทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมกับเส้นทางขนส่ง ที่พักให้เช่าระยะกลางสำหรับคนทำงานข้ามอำเภอหรือข้ามชายแดน และที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังมองเชียงรายเป็นฐานธุรกิจใหม่

การพยายามเร่งเปิดโครงการจำนวนมากในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเชียงรายในระยะนี้ สิ่งที่ตลาดต้องการอาจเป็นการคัดเลือกทำเลแม่นขึ้น พัฒนาเท่าที่ตลาดรับไหว และรอจังหวะที่โครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมั่นกลับมาเสริมกันมากกว่านี้

เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ณ วันที่ 23 เมษายน 2569 ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจน ฝั่งซื้อยังชะลอ ฝั่งเช่ากลับเร่งตัว และผู้บริโภคจำนวนมากกำลังให้คุณค่ากับความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าการรีบถือครองกรรมสิทธิ์ในทันที ภาพนี้เห็นเด่นในข้อมูลของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อมองลงมาที่เชียงราย ซึ่งเผชิญทั้งแรงกดจากเศรษฐกิจ ภาวะสินเชื่อเข้มงวด และบาดแผลจากน้ำท่วมใหญ่ในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม เชียงรายไม่ได้อยู่ในสภาพไร้อนาคต ตรงกันข้าม จังหวัดกำลังอยู่ในจังหวะตั้งหลักครั้งสำคัญ ระหว่างตลาดที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงซึ่งยังเคลื่อนตัวช้า กับโอกาสใหม่จากเขตเศรษฐกิจพิเศษ การค้าชายแดน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่กำลังก่อตัว สิ่งที่เชียงรายต้องทำจึงไม่ใช่แข่งกับกรุงเทพฯ หรือเลียนแบบเมืองท่องเที่ยวที่โตจากบ้านพักตากอากาศเท่านั้น แต่ต้องอ่านจังหวะของตัวเองให้ขาด ว่าเมื่อใดควรชะลอ เมื่อใดควรลงทุน และเมื่อใดควรเปลี่ยนสินทรัพย์จาก “บ้านขายยาก” ให้กลายเป็น “ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเมืองใหม่” ได้จริง

ในภาวะที่คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองการเช่าเป็นสะพานก่อนซื้อ เชียงรายอาจไม่ได้เสียโอกาส หากใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบตลาด คัดสินค้าให้ตรงความต้องการ และยกระดับเมืองให้พร้อมรับการเติบโตระลอกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมืองที่ฟื้นตัวได้ดี ไม่ใช่เมืองที่ขายบ้านได้เร็วที่สุดในวันที่เศรษฐกิจผันผวน แต่คือเมืองที่รู้ว่าควรเติบโตแบบไหนเมื่อรอบใหม่ของโอกาสมาถึง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ดีดีพร็อพเพอร์ตี้
  • ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • กรุงเทพธุรกิจ
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
Deep Dive Verification FEATURED NEWS

มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อสื่อใหญ่ (THE STANDARD, ไทยรัฐ) และภาพ AI คนดังหลอกประชาชนลงทุน

Summary
  • มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อสื่อใหญ่ (THE STANDARD, ไทยรัฐ) และภาพ AI คนดังหลอกประชาชนลงทุน

  • มีการใช้บัญชีธนาคารชื่อบริษัทจริงเป็น “ไม้ล่อ” เพื่อสร้างความเชื่อถือให้เหยื่อตายใจก่อนหลอกโอนก้อนใหญ่

  • ผู้พิพากษาเตือนผลิตหรือแชร์ข่าวปลอมผิด พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14 โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับ 1 แสน

  • ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์จริง ข้ออ้าง “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” อาจใช้ไม่ได้หากลักษณะข่าวปลอมมีความชัดเจน

  • หากเผลอโอนเงินให้รีบแจ้ง AOC 1441 ทันที เพื่อระงับบัญชีผ่านระบบ CFR แข่งกับเวลา

ข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อชื่อสื่อกลายเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ

ประเทศไทย,23 เมษายน 2569 – ในอดีต ข่าวปลอมมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของข้อมูลบิดเบือน การเมือง หรือข้อความหลอกลวงที่ดูไม่น่าเชื่อถือพอให้คนระวังตัวได้เอง แต่ในปี 2569 ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะสิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญไม่ใช่แค่ข้อความเท็จ หากเป็น “ระบบหลอกลวง” ที่หยิบเอาทุกสิ่งที่คนคุ้นเคยที่สุดมาประกอบเป็นฉากบังหน้า ทั้งชื่อสื่อดัง โลโก้องค์กร รูปแบบหน้าเว็บ บัญชีธนาคารของบริษัทจริง และภาพบุคคลที่สร้างด้วย AI ให้ดูเหมือนบทสัมภาษณ์หรือข่าวเศรษฐกิจที่มีอยู่จริง จนเส้นแบ่งระหว่าง “ข่าว” กับ “กับดัก” เริ่มบางลงทุกวัน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากังวล ไม่ได้อยู่แค่ความเสียหายรายบุคคล แต่คือการที่มิจฉาชีพกำลังเปลี่ยน “ความน่าเชื่อถือของสื่อ” ให้กลายเป็นต้นทุนของการหลอกลวง เมื่อประชาชนเห็นชื่อองค์กรข่าวที่คุ้นตา เห็นองค์ประกอบหน้าเว็บที่คล้ายของจริง หรือเห็นบัญชีธนาคารที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นชื่อบริษัทจริง ความลังเลก่อนโอนเงินย่อมลดลงอย่างรวดเร็ว กลไกของการหลอกจึงไม่ใช่การเร่งเร้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการค่อย ๆ สร้างสภาพแวดล้อมให้เหยื่อรู้สึกว่า “นี่ไม่น่าจะปลอม” และนั่นเองที่ทำให้คดีลักษณะนี้ร้ายแรงกว่าข่าวปลอมแบบเก่าอย่างชัดเจน

ในวันเดียวกันที่ข้อมูลนี้ถูกพูดถึง สองกรณีใหญ่จากสื่อกระแสหลักยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบกระจัดกระจายอีกต่อไป บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ออกมาเตือนประชาชนว่า พบบัญชีบริษัทมีเงินโอนผิดปกติจำนวนมาก และเชื่อว่าถูกนำชื่อบริษัทกับบัญชีธนาคารจริงไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการหลอกลวง ขณะที่ไทยรัฐออนไลน์ระบุว่า มีการปลอมหน้าเว็บข่าว ใช้ภาพ AI ของนักการเมือง ผู้ประกาศ และนักธุรกิจดัง เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การชักชวนลงทุน พร้อมเตรียมแจ้งความดำเนินคดี ทั้งสองกรณีมีจุดร่วมสำคัญเหมือนกัน คือคนร้ายไม่ได้พยายามสร้างความน่าเชื่อถือจากศูนย์ แต่ขโมยความน่าเชื่อถือของผู้อื่นมาใช้โดยตรง

สองคดีตัวอย่างสะท้อนว่าเกมหลอกลวงยุคนี้ซับซ้อนกว่าเดิม

กรณีของ THE STANDARD มีความน่ากลัวในแบบหนึ่ง เพราะไม่ได้หยุดอยู่ที่การปลอมเพจหรือปลอมหน้าเว็บ แต่เดินไปไกลถึงการใช้ “บัญชีจริงของบริษัท” เป็นส่วนหนึ่งของแผน บริษัทระบุว่า ตรวจพบรายการรับโอนเงินผิดปกติ 478 รายการ จากผู้โอน 478 ราย รวมวงเงิน 89,777.82 บาท และจากการตรวจสอบพบว่า ผู้เสียหายบางรายถูกชักชวนผ่าน LINE ก่อนถูกพาเข้าไปยังกลุ่มที่มีลักษณะเหมือนการยืนยันตัวตนลงทะเบียนร้านค้า แล้วถูกแนะนำให้โอนเงินเข้าบัญชีชื่อบริษัทจริง เพื่อสร้างความตายใจ ก่อนถูกหลอกให้โอนไปยังบัญชีอื่นเพิ่มเติมอีกทอดหนึ่ง กลวิธีแบบนี้เหมือนการเอากุญแจของบ้านจริงมาโชว์ที่หน้าประตู แล้วพาเหยื่อเดินเข้าไปในห้องที่ไม่มีเจ้าของตัวจริงอยู่เลย

ความอันตรายของรูปแบบนี้อยู่ตรงที่ เหยื่อไม่ได้เชื่อเพราะความโลภอย่างเดียว แต่เชื่อเพราะ “ตรวจสอบแล้วบางส่วนเป็นของจริง” เมื่อบัญชีแรกเป็นชื่อบริษัทจริง ผู้เสียหายจำนวนหนึ่งจึงเข้าใจว่าเส้นทางธุรกรรมมีความน่าเชื่อถือ และยอมเดินตามขั้นตอนต่อไปโดยไม่ทันคิดว่า คนร้ายอาจใช้บัญชีจริงเพียงเป็นไม้ล่อให้เหยื่อยอมจ่ายก้อนใหญ่ไปยังปลายทางอื่นในภายหลัง นี่จึงไม่ใช่การปลอมแบบผิวเผิน แต่เป็นการออกแบบกลลวงให้ผสมทั้งของจริงและของปลอมจนผู้เสียหายแยกไม่ออกในจังหวะตัดสินใจสำคัญ

ส่วนกรณีไทยรัฐออนไลน์สะท้อนอีกแบบหนึ่งของภัยชนิดเดียวกัน คือการปลอม “บริบทข่าว” ให้ดูเหมือนสื่อจริงกำลังรายงานข้อเท็จจริงบนหน้าเว็บของตน โดยไทยรัฐออนไลน์รายงานเมื่อ 21 เมษายนว่า มีการแชร์ภาพ AI ปลอมหน้าเว็บข่าวของเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ พร้อมข้อความอ้างนักการเมืองชื่อดัง ผู้ประกาศไทยรัฐทีวี และผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและชักชวนให้ลงทุน ก่อนที่สำนักข่าวจะยืนยันว่า เนื้อหาดังกล่าวไม่ได้ผลิตโดยกองบรรณาธิการ และเตรียมแจ้งความติดตามผู้แอบอ้างต่อไป กรณีนี้ชี้ว่า มิจฉาชีพเข้าใจดีว่าในยุคที่คนอ่านพาดหัวเร็วและแชร์เร็ว การทำให้ภาพรวม “เหมือนข่าว” อาจเพียงพอให้บางคนเชื่อก่อนจะทันตรวจ URL หรือตรวจแหล่งที่มาอย่างละเอียด

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด กรณี THE STANDARD คล้ายคนร้ายเอาเอกสารจริงบางใบมาประกอบเป็นแฟ้มปลอมเพื่อให้เหยื่อเชื่อ ส่วนกรณีไทยรัฐออนไลน์คล้ายการเอาหน้าปกหนังสือพิมพ์จริงมาปะทับกับเนื้อหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทั้งสองกรณีไปคนละทาง แต่บรรจบกันที่ผลลัพธ์เดียวกัน นั่นคือทำให้ประชาชน “ตัดสินใจผิด” ด้วยข้อมูลที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนของจริงเกินกว่าจะดูผ่าน ๆ แล้วแยกออกได้ง่าย

คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา

มุมกฎหมายจากผู้พิพากษาชี้ว่า ผู้ผลิตและผู้แชร์อาจเสี่ยงร่วมกัน

ในมุมกฎหมาย คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ซึ่งเดิมเป็นผู้พิพากษาศาลอาญา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ว่า การผลิตหรือแชร์ข่าวปลอมเพื่อสร้างความตื่นตระหนกหรือหลอกลวงประชาชน ในมุมมองของศาลถือเป็นอาชญากรรมประเภทหนึ่งที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้าง และกฎหมายไทยกำหนดโทษไว้ทั้งในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และในกฎหมายอาญา โดยผู้พิพากษาชี้ว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้ผลิตที่เสี่ยง แต่ผู้แชร์เองก็อาจต้องรับโทษได้ หากการแชร์นั้นทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อและเกิดความเสียหายขึ้นจริง

ประเด็นนี้มีน้ำหนักอย่างยิ่ง เพราะในสังคมออนไลน์ คนจำนวนมากยังเข้าใจว่า “เราไม่ได้แต่งเอง แค่ส่งต่อ” จึงน่าจะเบากว่าผู้สร้างต้นทาง แต่คำอธิบายจากผู้พิพากษาทำให้เห็นว่า ในทางกฎหมาย ศาลจะไม่ดูเฉพาะว่าใครเป็นคนเริ่ม หากจะดูด้วยว่า ผู้กระทำรู้หรือควรรู้หรือไม่ว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ และการกระทำนั้นมีส่วนทำให้ความเสียหายขยายวงออกไปเพียงใด ยิ่งข่าวปลอมชนิดนี้ถูกแชร์ต่อในวงกว้าง ความเสียหายที่เกิดกับเหยื่อและองค์กรที่ถูกแอบอ้างก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในส่วนของกฎหมายคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 วางโทษสำหรับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนไว้สูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ถูกยกมาอ้างอิงอย่างต่อเนื่องในคดีข้อมูลเท็จออนไลน์ของไทย

ขณะเดียวกัน หากพฤติการณ์ของคนร้ายเดินไปถึงขั้นหลอกให้ประชาชนโอนเงินโดยอาศัยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรืออาศัยการหลอกลวงต่อสาธารณะ พฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย โดยในข้อมูลที่ผู้ให้สัมภาษณ์อธิบายไว้ได้ชี้ไปถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 วงโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 140,000 บาท ในกรณีที่การหลอกลวงมีลักษณะเข้มข้นขึ้นจากฉ้อโกงทั่วไป

เจตนาชัดหรือไม่ ศาลไม่ได้ดูแค่คำอ้าง แต่ดูจากพฤติการณ์ทั้งหมด

คำถามที่มักเกิดขึ้นเสมอในสังคมออนไลน์คือ ถ้าคนแชร์อ้างว่าไม่รู้ หรือคิดว่าเป็นข่าวจริง จะยังถือว่าผิดหรือไม่ คำตอบจากคุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ในครั้งนี้ค่อนข้างชัด คุณกานต์ธิดาอธิบายว่า ศาลจะพิจารณาเจตนาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยรวม หากผู้แชร์ทราบอยู่แล้วว่าเป็นข่าวเท็จแต่ยังส่งต่อ ไม่ว่าจะอ้างว่าทำไปเพราะไม่รู้เท่าทัน อยากได้ยอดไลก์ หรือแค่แชร์เล่น ก็อาจถูกมองว่ามีเจตนากระทำผิดได้ และแม้ในบางกรณีผู้แชร์จะไม่ใช่คนสร้างต้นเรื่อง แต่หากลักษณะของข่าวปลอมชัดเจนเสียจนวิญญูชนทั่วไปควรระวังได้ การแชร์ต่อก็อาจถูกตีความว่าเป็นการเผยแพร่โดยมีสำนึกต่อความเสี่ยงอยู่แล้วเช่นกัน

ตรงนี้ทำให้คำว่า “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” ไม่ใช่เกราะกำบังที่ใช้ได้ทุกครั้งในชั้นศาล เพราะศาลไม่ได้ตัดสินจากคำพูดของจำเลยฝ่ายเดียว แต่ดูว่าข้อความนั้นชัดเจนเพียงใด มีสัญญาณเตือนมากน้อยแค่ไหน และผู้แชร์มีโอกาสตรวจสอบก่อนส่งต่อหรือไม่ หากเป็นหน้าเว็บที่ผิดปกติ มีพาดหัวรุนแรงเกินจริง มีถ้อยคำชวนรีบลงทุน หรือมีลิงก์พาออกนอกแพลตฟอร์มอย่างมีพิรุธ การอ้างว่า “ไม่คิดว่าเป็นของปลอม” ก็อาจเบาลงทันทีเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้า

เมื่อมองเชิงสังคม ข้อนี้สำคัญมาก เพราะพฤติกรรมการแชร์แบบไม่อ่านให้จบหรือไม่ตรวจที่มา เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงสำคัญของข่าวปลอมสมัยใหม่ หากมิจฉาชีพเป็นคนก่อกองไฟ คนแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบก็อาจเป็นลมที่ทำให้ไฟลุกลามเร็วขึ้น และในคดีที่มีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ศาลย่อมมองที่ผลกระทบปลายทางด้วย ไม่ใช่ดูเฉพาะจุดเริ่มต้นของการกระทำอย่างเดียว

เมื่อชื่อองค์กรถูกแอบอ้าง ความเสียหายไม่ได้หยุดที่เงินก้อนแรก

อีกคำถามหนึ่งที่มีความสำคัญมาก คือเมื่อองค์กรหรือประชาชนถูกแอบอ้างชื่อจนเกิดความเสียหาย จะเดินหน้าทางกฎหมายอย่างไร คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา อธิบายว่า ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยอาจแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาในฐานหมิ่นประมาทหรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และในเวลาเดียวกัน ผู้เสียหายยังสามารถขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งรวมเข้าไปในคดีอาญาได้ด้วย ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้เสียหายไม่ต้องแยกวิ่งคดีสองทางเสมอไป

หลักกฎหมายเรื่องนี้สอดคล้องกับหลักสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งศาลยุติธรรมเผยแพร่ความรู้ไว้ว่า ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำผิดของจำเลย ทั้งต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้เสียหาย

สำหรับหลักการประเมินค่าเสียหาย ผู้พิพากษาระบุว่า ศาลจะดูหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความร้ายแรงของเนื้อหา ความเสียหายต่อชื่อเสียง ศีลธรรมอันดี หรือทรัพย์สินของผู้ถูกแอบอ้าง รวมถึงเจตนาของผู้กระทำ ว่าจงใจเพียงใด มีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ และภายหลังเกิดเรื่องได้มีการลบ แก้ไข หรือพยายามบรรเทาความเสียหายหรือไม่ หากเป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าเป็นการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยรู้ทั้งรู้ ศาลก็อาจกำหนดค่าเสียหายในทางแพ่งสูงขึ้นได้ตามพฤติการณ์ของคดี

ข่าวปลอม เป็น "ไทยรัฐออนไลน์" ใช้ AI ทำภาพนักการเมือง ผู้ประกาศไทยรัฐทีวี นักธุรกิจดัง โยงไปสู่การชักชวนการลงทุน เตรียมแจ้งความดำเนินคดี เอาผิดคนไม่หวังดี ด้านเครือซีพี ออกแถลงชี้แจง

นาทีทองหลังเผลอโอนเงิน คือแข่งกับระบบโอน ไม่ใช่แค่แข่งกับคนร้าย

ถ้าถามว่า หลังรู้ตัวว่าถูกหลอกแล้วต้องทำอะไรทันที คำตอบที่ชัดที่สุดในเวลานี้มาจากกลไกทางการของรัฐ ศูนย์ AOC 1441 แนะนำให้ผู้เสียหายรีบโทรแจ้งและเตรียมข้อมูลสำคัญให้พร้อม ได้แก่ ชื่อและเลขบัตรประชาชนของผู้เสียหาย รายละเอียดบัญชีธนาคารของตนที่ใช้โอนเงิน วันเวลา รายละเอียดบัญชีปลายทางของคนร้าย รวมถึงไทม์ไลน์เหตุการณ์และแพลตฟอร์มที่ใช้หลอกลวง พร้อมทั้งเตรียมหมายเลขโทรศัพท์เพื่อรับ SMS ยืนยันการแจ้งความและ Police Case ID สำหรับติดตามคดี โดยหลังจากนั้นต้องไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภายใน 7 วัน

ในฝั่งระบบการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุชัดว่า เมื่อผู้เสียหายแจ้งผ่าน AOC 1441 หรือธนาคาร ข้อมูลเส้นทางการเงินจะถูกนำเข้าระบบ Central Fraud Registry หรือ CFR เพื่อให้ธนาคารระงับช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของบัญชีบุคคลนั้นได้ทันที และคงการระงับไว้จนกว่าเจ้าของบัญชีจะมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงแบบเข้มข้น นั่นหมายความว่า “นาทีทอง” ไม่ใช่คำพูดเชิงรณรงค์ แต่เป็นเรื่องจริงในทางระบบ หากแจ้งเร็ว โอกาสหยุดเงินหรือชะลอการไหลต่อไปของเงินย่อมมีมากกว่าแจ้งช้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในคดีแอบอ้างสื่อ สิ่งที่ควรทำเพิ่มขึ้นอีกขั้นคือเก็บหลักฐานทุกชิ้นให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภาพหน้าจอหน้าเพจ ลิงก์ที่ใช้หลอก บทสนทนาในแชต สลิปโอนเงิน รายชื่อบัญชีปลายทาง และหากเกี่ยวข้องกับองค์กรที่ถูกแอบอ้าง ก็ควรส่งข้อมูลให้กับองค์กรนั้นโดยตรงด้วย เช่น ในกรณี THE STANDARD บริษัทได้ขอให้ผู้เสียหายส่งสลิปโอน สำเนาหน้าบัญชีธนาคารที่ใช้โอน และภาพหน้าจอการสนทนาที่เกี่ยวข้องมายังอีเมลของบริษัทเพื่อประกอบการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

ทำไมขบวนการแอบอ้างสื่อจึงตามจับยากขึ้นในยุค AI

อีกคำถามที่หลีกไม่พ้นคือ ทำไมคดีลักษณะนี้จึงจับยาก แม้องค์กรถูกแอบอ้างจะออกมาเตือนอย่างรวดเร็ว คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ธรรมชาติของอาชญากรรมออนไลน์เอง เพราะการหลอกลวงยุคนี้ไม่ได้ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว แต่กระจายตัวไปหลายชั้น เริ่มจากโพสต์หรือโฆษณาในโซเชียล จากนั้นย้ายไปคุยในแอปแชต ปลายทางคือบัญชีธนาคารหรือบางครั้งเชื่อมไปถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้เส้นทางสืบสวนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งแพลตฟอร์ม ธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และบางครั้งยังมีมิติข้ามประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาจากคำตอบของตำรวจแม้จะสั้น แต่ก็สะท้อนประเด็นสำคัญตรงกันว่า การประสานกับแพลตฟอร์มต่างประเทศต้องใช้หนังสือขอความร่วมมือ และบางครั้งคำตอบที่ได้ก็ยังเป็นภาพกว้าง ไม่ทันกับความเร็วของขบวนการ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตเรื่องการโยกเงินไปยังคริปโตซึ่งยิ่งเพิ่มความยากในการตามรอย หากอ่านคู่กับบทความเชิงเตือนภัยของไทยรัฐเมื่อปลายปี 2568 จะเห็นว่ามิจฉาชีพสมัยใหม่ใช้ทั้ง Deepfake ภาพปลอม เสียงปลอม และระบบอัตโนมัติเพื่อทำให้การหลอกแนบเนียนขึ้นกว่าเดิมมาก

ในมุมนี้ สังคมไทยจึงกำลังเผชิญมิจฉาชีพรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้หน้าตาจริง ไม่ต้องออกพบเหยื่อ และไม่ต้องสร้างแบรนด์ตัวเองด้วยซ้ำ แค่ “ขโมยความน่าเชื่อถือ” ของคนอื่นมาใช้ก็พอ อย่างที่มีคอมเมนต์บนโซเชียลสะท้อนว่า สมัยก่อนโกงต้องใช้หน้าตา สมัยนี้โกงแค่ prompt ก็เสร็จ ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนประชด แต่ในทางข้อเท็จจริง มันกำลังกลายเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้นทุกวัน

จุดสังเกตเล็ก ๆ ที่ช่วยกันพลาดได้ไม่มาก แต่มีค่าอย่างยิ่ง

เมื่อคดีลักษณะนี้แนบเนียนขึ้น วิธีป้องกันจึงต้องละเอียดขึ้นตามไปด้วย วิธีคิดที่ควรย้ำกับประชาชนไม่ใช่การท่องจำว่า “อย่าเชื่อข่าวปลอม” อย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการถามตัวเองทุกครั้งว่า ทำไมสื่อถึงชวนให้โอนเงิน ทำไมบทสัมภาษณ์ที่ดูเป็นข่าวถึงมีลิงก์ลงทุน ทำไมองค์กรใหญ่ถึงให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัวเพิ่มอีกบัญชี และทำไมข้อความเร่งให้ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ถ้าถามคำถามเหล่านี้ก่อนอย่างน้อยหนึ่งรอบ โอกาสพลาดจะลดลงมากกว่าการอ่านผ่าน ๆ แล้วเชื่อทันที

ในระดับเทคนิค สิ่งที่ควรเช็กเสมอมีอยู่ไม่กี่อย่างแต่สำคัญมาก ได้แก่ ชื่อโดเมนหรือ URL ที่แท้จริง ชื่อบัญชีที่ให้โอนว่าตรงกับกิจกรรมที่อ้างหรือไม่ ช่องทางติดต่ออย่างเป็นทางการขององค์กร และการมีอยู่จริงของเนื้อหานั้นบนเพจหรือเว็บไซต์หลัก ถ้าเป็นข่าวใหญ่จริง มักตรวจสอบย้อนกลับไปยังหน้าแรกของสำนักข่าวหรือช่องทางทางการขององค์กรนั้นได้เสมอ แต่ถ้าหาไม่เจอเลย หรือเจอแต่ภาพแคปหน้าจอที่ไม่มีลิงก์จริงรองรับ นั่นควรเป็นสัญญาณให้หยุดก่อนทันที

เตือนภัย ห้ามโอนเด็ดขาด! มิจฉาชีพแอบอ้างชื่อ THE STANDARD หลอกโอนเงิน

เชียงรายต้องอ่านคดีแบบนี้ในฐานะพื้นที่ข่าวท้องถิ่นด้วย

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้สำคัญกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วไป เพราะจังหวัดมีระบบนิเวศสื่อท้องถิ่นที่เติบโตควบคู่กับสื่อส่วนกลาง และประชาชนจำนวนมากยังรับข้อมูลจากเพจข่าว ชุมชนออนไลน์ และการแชร์ต่อในวงท้องถิ่นอย่างหนาแน่น หากวันหนึ่งชื่อสื่อท้องถิ่นถูกแอบอ้างบ้าง ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโลกดิจิทัล แต่กระทบความเชื่อใจระหว่างสำนักข่าวกับคนในพื้นที่โดยตรง และความเสียหายนั้นกู้คืนยากกว่าเงินก้อนหนึ่งเสียอีก

นั่นทำให้คดีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของสื่อใหญ่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น ตรงกันข้าม มันคือสัญญาณเตือนสำหรับทุกองค์กรข่าว ทุกหน่วยงานราชการ และทุกเพจที่มีความน่าเชื่อถือสะสมอยู่แล้ว ว่าชื่อเสียงที่สร้างมานานหลายปี อาจถูกคนร้ายนำไปใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากไม่มีระบบสื่อสารเตือนภัยและการตรวจจับความผิดปกติที่รวดเร็วพอ

เมื่อความน่าเชื่อถือกลายเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมยได้ การป้องกันต้องเร็วพอ ๆ กับการผลิตข่าว

กรณีนี้จึงมีบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรสื่อและองค์กรเอกชนทุกแห่ง อย่างแรก ต้องมีระบบตรวจสอบธุรกรรมหรือการอ้างชื่อองค์กรที่ผิดปกติให้เร็วที่สุด อย่างที่ THE STANDARD ตรวจพบธุรกรรมแปลกและรีบออกประกาศชี้แจง อย่างที่สอง ต้องมีช่องทางรับแจ้งจากประชาชนที่ชัดเจนและตอบสนองไว เพื่อให้ข้อมูลจากผู้เสียหายย้อนกลับมาช่วยการสืบสวนได้ อย่างที่สาม ต้องสื่อสารให้ประชาชนจำให้ขึ้นใจว่า องค์กรข่าวไม่มีเหตุผลใดในการชักชวนให้โอนเงินเพื่อเปิดสมาชิก ลงทะเบียนร้านค้า หรือยืนยันตัวตนเพื่อลงทุน หากพบพฤติการณ์เช่นนั้น ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ

ในยุคที่ความน่าเชื่อถือเป็นทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปใช้ได้ง่ายกว่าเดิม ทุกองค์กรจึงต้องคิดเรื่องความปลอดภัยของชื่อเสียงควบคู่ไปกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไม่เช่นนั้น ต่อให้เว็บไซต์ไม่ถูกแฮ็ก เซิร์ฟเวอร์ไม่ล่ม และบัญชีโซเชียลยังอยู่ครบ ก็ยังอาจเกิดความเสียหายได้จากการที่คนร้ายนำชื่อและภาพลักษณ์ไปปลอมใช้ในอีกพื้นที่หนึ่งอยู่ดี

เดินมาถึงจุดที่พร้อมใช้ “สื่อ” เป็นอาวุธเต็มรูปแบบแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2569 ไม่ใช่เพียงข่าวปลอมอีกหนึ่งชิ้น แต่เป็นสัญญาณว่าขบวนการหลอกลวงออนไลน์ได้เดินมาถึงจุดที่พร้อมใช้ “สื่อ” เป็นอาวุธเต็มรูปแบบแล้ว ทั้งการปลอมหน้าเว็บ ใช้ภาพ AI ดึงชื่อคนดัง สร้างบทสัมภาษณ์ที่ไม่เคยมีอยู่จริง หรือแม้แต่ใช้บัญชีจริงของบริษัทมาเป็นเครื่องมือสร้างความตายใจ ก่อนพาเหยื่อไปสู่การโอนเงินก้อนใหญ่ในปลายทางที่ตรวจสอบยาก

ในมุมกฎหมาย เส้นแบ่งระหว่างคนผลิตกับคนแชร์ไม่ได้ห่างกันมากอย่างที่หลายคนคิด หากรู้หรือควรรู้ว่าเป็นข้อมูลเท็จแล้วเผยแพร่ต่อ ความเสี่ยงทางคดีก็อาจเกิดขึ้นได้จริง ในมุมผู้เสียหาย เวลาคือหัวใจของการแก้เกม ยิ่งแจ้งเร็ว ยิ่งมีโอกาสหยุดเส้นทางเงินได้มากขึ้น และในมุมสังคม คดีแบบนี้กำลังบอกเราว่า ความรู้เท่าทันสื่อในยุค AI ไม่ใช่ทักษะเสริมอีกแล้ว แต่เป็นทักษะเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เมื่อคนร้ายไม่ได้ขายเรื่องโกหกแบบหยาบ ๆ อีกต่อไป แต่ขาย “ความเหมือนจริง” ที่ออกแบบมาอย่างดี สิ่งที่ประชาชนต้องมีมากกว่าความเร็วในการรับข่าว ก็คือวินาทีของความสงสัยก่อนเชื่อ และวินาทีของการตรวจสอบก่อนโอน เพราะในยุคนี้ ความเสียหายเริ่มต้นจากข่าวปลอมได้ แต่ปลายทางมักจบลงที่เงินจริง ชื่อเสียงจริง และชีวิตจริงของผู้คนเสมอ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรันต์ ก.บัวแกษร
  • คุณกานต์ธิดา ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา
  • THE STANDARD วันที่ 21 เมษายน 2569 กรณีบริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด ตรวจพบธุรกรรมผิดปกติและเชื่อว่าถูกนำชื่อบริษัทและบัญชีธนาคารไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการหลอกลวง
  • ไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 21 เมษายน 2569 กรณีปลอมหน้าเว็บข่าว ใช้ภาพ AI และเนื้อหาเท็จเชื่อมโยงไปสู่การชักชวนลงทุน พร้อมยืนยันว่าไม่ใช่เนื้อหาที่กองบรรณาธิการผลิต
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ข้อมูลศูนย์ AOC 1441
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เว็บไซต์ ThaiPoliceOnline และสายด่วน 1441 สำหรับแจ้งเหตุอาชญากรรมออนไลน์
  • พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไข ซึ่งเป็นฐานกฎหมายสำคัญในคดีนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน
  • ศาลยุติธรรม บทความความรู้เรื่องการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งใช้ประกอบหลักสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME