Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

อัตลักษณ์ชาติพันธุ์คือสินทรัพย์! มฟล. แนะรัฐออกแบบนโยบายยืดหยุ่น หนุนชาติพันธุ์เชียงรายสู้ศึกเศรษฐกิจโลก

Summary
  • มฟล. จัดเสวนา “Living Identities” แก้ปัญหาประชากรไร้สัญชาติ 134,590 คนในเชียงราย

  • ชูแนวคิดเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ให้เป็น “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • เน้นหลักการ “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” เพื่อการปรับตัวในโลกสมัยใหม่

  • เรียกร้องรัฐใช้นโยบายที่ยืดหยุ่นเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ที่แตกต่างกัน

  • เชื่อมโยงสิทธิสถานะทางกฎหมายกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามเป้าหมาย SDG

เมื่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไม่ใช่แค่มรดก แต่คือ “ทุน” ที่รอการปลดล็อก มฟล. จุดประกายเสวนา “Living Identities” ชี้ทางรอดประชากร 1.3 แสนคนนอกระบบในเชียงราย

เชียงราย ,27 เมษายน 2569 – ท่ามกลางยอดดอยและสายหมอกที่ปกคลุมเชียงรายในยามเช้า เสียงของนักวิชาการ ตัวแทนชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐกว่าหลายสิบชีวิตได้ดังขึ้นในห้องเสวนาของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อถกประเด็นที่ไม่เพียงแต่สะท้อนวิถีชีวิต แต่กำลังกำหนดอนาคตของประชากรกว่า 134,590 คนที่ยังรอการรับรองสถานะทางกฎหมายในจังหวัดแห่งนี้

รากเหง้าที่ถูกมองข้าม กับตัวเลขที่บอกความจริง

ตัวเลขจากประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ระบุชัดว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรที่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยรวมทั้งสิ้น 134,590 คน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด ตามข้อมูลจากรายงานสถานการณ์สังคมของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และในจำนวนนี้ ประมาณ 65% ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอยู่ใน 18 อำเภอทั่วทั้งจังหวัด

นี่ไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่คือชีวิตของผู้คนที่ตื่นขึ้นมาทุกวันโดยปราศจากเอกสารยืนยันตัวตนที่รัฐรับรอง ไม่มีสิทธิเข้าถึงบริการสาธารณสุขเต็มรูปแบบ ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และยังถูกกีดกันออกจากโอกาสทางการศึกษาและเศรษฐกิจอีกหลายด้าน

เสียงจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สู่โต๊ะเสวนาที่เกินกว่าแค่วิชาการ

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้เปิดฉากกิจกรรมเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัติ ประพัฒทอง กล่าวเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จากหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงราย

ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้บันทึกไว้ว่า เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 30 กลุ่ม ทั้งอาข่า ลาหู่ ลีซู ม้ง เย้า และอีกหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังคงถูกมองในฐานะ “ผู้อยู่ชายขอบ” ของสังคม

ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” บทเรียนที่ง่ายกว่าการปฏิบัติ

หัวใจสำคัญของการเสวนาวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การโต้เถียงว่าอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ควรถูกรักษาไว้หรือปล่อยให้เปลี่ยนแปลง แต่กลับชี้ให้เห็นภาพที่ละเอียดอ่อนกว่านั้น เพราะวิทยากรและผู้เข้าร่วมต่างยืนยันตรงกันว่าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังผสมผสานอย่างกลมกลืนกับโลกสมัยใหม่

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการตั้งคำถามว่า “ความยั่งยืน” ควรหมายความว่าอะไรกันแน่ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมายถึงการ “คงสภาพเดิม” แต่ผู้เชี่ยวชาญในเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงหมายถึงการ “ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม” หากชุมชนสามารถปรับตัวได้อย่างมีทิศทาง นั่นคือเส้นทางสู่การดำรงอยู่ของอัตลักษณ์อย่างมั่นคงและมีพลัง

แนวคิด “ไม่หลงของใหม่ ไม่ลืมของเก่า” ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาที่สมดุล นั่นคือการก้าวทันโลกสมัยใหม่ในเวลาเดียวกับที่รักษารากเหง้าทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่แค่คำพูดสวยงาม แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่บางชุมชนในเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นผลแล้ว

คนรุ่นใหม่กับมรดกที่ไม่ควรกลายเป็นภาระ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างจริงจังในวงเสวนาคือทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของตนเอง ในอดีต เยาวชนหลายคนรู้สึกว่าการเป็น “ชาวเขา” หรือ “กลุ่มชาติพันธุ์” คือสิ่งที่ต้องซ่อนเร้น เพราะสังคมกระแสหลักมักตีตราว่าเป็นความด้อยพัฒนา

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป เมื่อเยาวชนรุ่นใหม่เริ่มมองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมตนเองในฐานะ “ทุนสร้างสรรค์” ที่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อาหาร งานฝีมือ หรือแม้แต่ดนตรีและศิลปะการแสดงที่มีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

วงเสวนาเน้นย้ำว่าการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถต่อยอดทุนวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการทำให้พวกเขา “ภูมิใจ” ในรากเหง้าของตนเอง ก่อนที่จะพัฒนาทักษะในการนำทุนนั้นมาสร้างรายได้

พื้นที่ต่างกัน ความต้องการต่างกัน นโยบายเดียวไม่พอ

ข้อค้นพบสำคัญอีกประการหนึ่งจากการเสวนาครั้งนี้คือการยืนยันว่าไม่มีสูตรสำเร็จรูปสำหรับการพัฒนาชุมชนชาติพันธุ์ทุกกลุ่ม เนื่องจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีมุมมองและบริบทที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความแตกต่างระหว่างชุมชนอาข่าในพื้นที่ภูเขาสูงของอำเภอแม่ฟ้าหลวง กับชุมชนม้งในพื้นที่กึ่งเมืองของอำเภอเชียงแสน แม้ทั้งสองกลุ่มจะเผชิญกับความท้าทายด้านสถานะทางกฎหมายและการเข้าถึงโอกาสเหมือนกัน แต่ความต้องการในด้านการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และการอนุรักษ์วัฒนธรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

วงเสวนาจึงเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกแบบนโยบายที่ “ยืดหยุ่นและเหมาะสมเฉพาะพื้นที่” แทนที่จะใช้มาตรการแบบเหมาโหลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละชุมชน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพราะนั่นคือการสร้าง “ความเป็นเจ้าของ” ที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

สิทธิ ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ประเด็นที่ทรงพลังที่สุดในการเสวนาครั้งนี้คือการเชื่อมโยงระหว่าง “อัตลักษณ์” กับ “สิทธิ” ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ดูเหมือนจะแยกกัน แต่ในความเป็นจริงกลับผูกโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ในกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 16 ที่ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง การที่ประชากร 134,590 คนในเชียงรายยังไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนนั้น ถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการรับรองตัวตนของบุคคล

เมื่อคนไม่มีเอกสาร เขาไม่มีตัวตนในสายตาของระบบ และเมื่อไม่มีตัวตน เขาก็ไม่มีสิทธิ และเมื่อไม่มีสิทธิ ศักยภาพของเขาจะถูกจำกัดไว้เพียงการเอาตัวรอดในระบบนอกกฎหมาย นี่คือวังวนที่การเสวนา Living Identities พยายามจะทำลายด้วยกระบวนการทางวิชาการและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

บทบาทของวัฒนธรรมจังหวัด และภาคีที่ขาดไม่ได้

ในการเสวนาครั้งนี้ นายพิสันต์ จันทร์ศิลป์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย ได้มอบหมายให้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ เข้าร่วมเสวนาในฐานะตัวแทนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด เพื่อนำเสนอบทบาทของหน่วยงานในด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม พร้อมด้วย นางสาวปวิชญา รัฐปัญญาภู ที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วย

การมีส่วนร่วมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดในเวทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ภาครัฐพยายามบูรณาการงานชาติพันธุ์เข้ากับนโยบายทางวัฒนธรรมของจังหวัด แทนที่จะปล่อยให้เป็นเรื่องของวิชาการเพียงอย่างเดียว

นอกจากการเสวนา กิจกรรมในวันนี้ยังประกอบด้วยนิทรรศการแผนที่กระจายตัวกลุ่มชาติพันธุ์ใน 18 อำเภอ ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าสำหรับการวางแผนนโยบายในอนาคต เพราะทำให้เห็นภาพรวมของความหลากหลายที่กระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ของจังหวัด ไม่ใช่เพียงในพื้นที่ห่างไกลอย่างที่หลายคนเข้าใจ

อัตลักษณ์คือทุน เมื่อโลกหมุนไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ภาพใหญ่ที่การเสวนา Living Identities พยายามสร้างคือการเปลี่ยนมุมมองต่อ “ชาติพันธุ์” จากการเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ที่ดูล้าสมัย ไปสู่การเป็น “ทุนมนุษย์” ที่มีมูลค่าสูงในยุคของเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เชียงรายมีมากกว่า 30 กลุ่มชาติพันธุ์นั้น ไม่ใช่ภาระทางนโยบาย แต่คือสินทรัพย์ที่หายากและไม่สามารถจำลองขึ้นมาได้ใหม่ ในยุคที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังค้นหาประสบการณ์ที่ “แท้จริง” และ “แตกต่าง” เชียงรายมีสิ่งที่หลายจังหวัดไม่มีคือความหลากหลายทางชาติพันธุ์ที่ยังคงมีชีวิตอยู่และพัฒนาต่อเนื่อง

ในบริบทของ SDG 8 ที่ว่าด้วยการส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การดึงประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจะเป็นการปลดล็อกศักยภาพมหาศาลที่ยังถูกกักเก็บไว้ด้วยกำแพงของข้อจำกัดทางกฎหมายและสังคม

เปรียบเทียบกรณีศึกษา เมื่อโลกนำทางก่อนเรา

ประสบการณ์จากต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าการรับรองอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างเป็นทางการสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่มักถูกอ้างถึงในแวดวงวิชาการคือนิวซีแลนด์ที่ผนวกวัฒนธรรมเมารีเข้าไปในยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวแห่งชาติ จนสร้างรายได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี หรือแคนาดาที่ให้การรับรองสิทธิชนพื้นเมืองอย่างครอบคลุม จนนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงและยั่งยืน

ในระดับประเทศไทย กรณีของชุมชนไทยทรงดำในจังหวัดเพชรบุรีที่ประสบความสำเร็จในการแปลงทุนวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวชุมชน ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าเมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรองและส่งเสริมอย่างถูกต้อง มันสามารถกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

ก้าวต่อไป จากห้องเสวนาสู่นโยบายจริง

สิ่งที่ทุกฝ่ายในวงเสวนาวันนี้ต้องการเห็นคือการเดินหน้าจากบทสนทนาในห้องประชุมสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของประชากรกลุ่มชาติพันธุ์เชียงราย

หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มฟล. ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงวิชาการเข้ากับความเป็นจริงของชุมชน และการที่งานนี้ดึงนักวิชาการ ภาครัฐ และตัวแทนชาติพันธุ์มาร่วมโต๊ะเดียวกันได้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเชียงรายกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดเสวนายังคงรออยู่ข้างหน้า นั่นคือการแปลงมติและข้อเสนอแนะจากเวทีวิชาการสู่กลไกนโยบายที่มีผลผูกพัน การจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และการสร้างระบบติดตามผลที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

เมื่ออัตลักษณ์คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

134,590 คนในเชียงราย ตัวเลขนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ควรเป็นเครื่องเตือนใจว่าหลังทุกตัวเลขมีชีวิต ความฝัน และศักยภาพที่รอการปลดล็อก

การเสวนา Living Identities ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงวันนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำตอบสำหรับคำถามที่ซับซ้อนเรื่องชาติพันธุ์ สิทธิ และการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่ไหนสักแห่ง แต่อยู่ในชุมชน ในวิถีชีวิต และในเสียงของคนที่ดำรงอัตลักษณ์นั้นมาตลอดชั่วอายุคน

เมื่ออัตลักษณ์ได้รับการรับรอง ได้รับการส่งเสริม และได้รับการเปลี่ยนให้กลายเป็นทุน สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรม แต่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาคทางสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนในความหมายที่ครอบคลุมที่สุด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 ว่าด้วยจำนวนประชากรที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยในจังหวัดเชียงราย รวม 134,590 คน
  • รายงานสถานการณ์สังคม (Social Situation Report) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าด้วยสัดส่วนประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายที่ประมาณ 12.5% ของประชากรทั้งจังหวัด
  • ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ข้อมูลว่าด้วยความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงรายมากกว่า 30 กลุ่ม
  • หน่วยวิจัยนิเวศปัญญาชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารประกอบการเสวนา “Living Identities : ชีวิต อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์เชียงรายในโลกสมัยใหม่” วันที่ 27 เมษายน 2569
  • เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) องค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 8 (การส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม) และ SDG 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง)
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME