Categories
FEATURED NEWS

ททท. จับมือซีพี ออลล์ เปิดทางเที่ยวไทยผ่านร้านใกล้ตัว ดันเชียงรายขึ้นแผนที่จุดเช็กอินใหม่ด้วยศิลปะชุมชน

ททท. จับมือซีพี ออลล์ เปิดทางเที่ยวไทยผ่านร้านใกล้ตัว ดันเชียงรายขึ้นแผนที่จุดเช็กอินใหม่ด้วยศิลปะชุมชนและเครือข่ายท่องเที่ยวรายวัน

กรุงเทพฯ, 27 มีนาคม 2569 – เมืองไทยในวันหยุดยาวกำลังถูกเล่าใหม่ผ่านสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเริ่มวางแผนเดินทางสำหรับวันหยุดยาวและเทศกาลสงกรานต์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เลือกเปิดเกมส่งเสริมการเดินทางด้วยวิธีที่ต่างออกไปจากภาพจำของการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวแบบเดิม แทนที่จะสื่อสารผ่านเวทีท่องเที่ยวขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ครั้งนี้ ททท. ขยับเรื่องการเดินทางให้มาอยู่ในพื้นที่ใกล้ตัวของผู้บริโภคมากขึ้น ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด มหาชน ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี เพื่อชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวมองเห็นว่า การออกเดินทางอาจเริ่มต้นได้ตั้งแต่จุดที่พบเจอในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำดื่ม แอปพลิเคชัน หรือร้านสะดวกซื้อในชุมชน

สาระสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้อยู่ในโครงการที่ใช้ชื่อว่า “ททท. ชวนสุขทันทีที่เที่ยวไทยกับเซเว่น อีเลฟเว่น” ซึ่งประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยกำหนดให้ภาพแหล่งท่องเที่ยวไทย 15 แห่งจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ปรากฏบนฉลากขวดน้ำดื่ม 7Select ทั้งประเภทน้ำดื่มและน้ำแร่ธรรมชาติ พร้อมเปิดให้ผู้สนใจดาวน์โหลดภาพ E-Wallpaper และข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชัน 7-Eleven เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกเดินทางตามรอยสถานที่จริงในช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2569

ตัวเลข 15 แห่งจาก 5 ภูมิภาคอาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเชิงแคมเปญ แต่เมื่อมองให้ลึกขึ้น มันสะท้อนวิธีคิดใหม่ของการตลาดการท่องเที่ยวไทยที่พยายามนำแหล่งท่องเที่ยวออกจากกรอบเดิม แล้วพาไปอยู่ในสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคพบเห็นได้ทุกวัน นี่ไม่ใช่เพียงการโฆษณาแหล่งเที่ยว แต่เป็นการย้าย “แรงบันดาลใจในการเดินทาง” ไปอยู่บนจุดสัมผัสที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คน

จากแผ่นพับสู่ขวดน้ำ จากบูธท่องเที่ยวสู่แอปในมือถือ

หากย้อนกลับไปในอดีต การชวนเที่ยวไทยมักเริ่มจากโบรชัวร์ บทความท่องเที่ยว โฆษณาทางโทรทัศน์ หรือมหกรรมท่องเที่ยวตามศูนย์ประชุม แต่ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2569 คือการสื่อสารการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ต้องการให้การรับรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จริงและพฤติกรรมจริงของผู้คน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ความร่วมมือกับซีพี ออลล์ในครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเสน่ห์ของไทย ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ผ่านช่องทางสินค้าและบริการของเซเว่น อีเลฟเว่น ทั้งขวดน้ำดื่ม 7Select และแอปพลิเคชัน 7-Eleven ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกพื้นที่

คำอธิบายดังกล่าวมีนัยสำคัญ เพราะชี้ให้เห็นว่า ททท. ไม่ได้มองการท่องเที่ยวในฐานะเรื่องของปลายทางเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มองตลอดเส้นทางตั้งแต่แรงจูงใจ การรับรู้ การค้นหาข้อมูล ไปจนถึงประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเมื่ออยู่ในพื้นที่จริง ยิ่งในยุคที่การตัดสินใจเดินทางจำนวนมากเริ่มต้นจากการเห็นภาพ การสแกนคิวอาร์โค้ด หรือการค้นหาข้อมูลในมือถือ การพาแหล่งท่องเที่ยวไปอยู่บนบรรจุภัณฑ์และแอปพลิเคชันจึงเป็นการออกแบบประสบการณ์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคร่วมสมัยมากขึ้นอย่างชัดเจน

ในทางปฏิบัติ แคมเปญนี้ยังสะท้อนการใช้เครือข่ายค้าปลีกเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการท่องเที่ยวอย่างน่าสนใจ เพราะในมุมหนึ่ง ร้านสะดวกซื้อไม่ใช่เพียงที่แวะซื้อของระหว่างทาง แต่กำลังถูกจัดวางให้เป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อข้อมูล บริการ และความรู้สึกปลอดภัยของผู้เดินทางด้วย

เครือข่าย 15,000 สาขากับบทบาทใหม่ในฐานะจุดพยุงการเดินทาง

นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวชัดว่า ความพร้อมของร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ อยู่บนฐานของเครือข่ายร้านกว่า 15,000 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกพื้นที่และทุกชุมชน เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจุดหมายปลายทางจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด

น้ำหนักของตัวเลข 15,000 สาขาไม่ได้อยู่แค่ความครอบคลุมเชิงธุรกิจ แต่สะท้อนว่าร้านสะดวกซื้อกำลังมีบทบาทคล้ายโครงข่ายสนับสนุนการเดินทางในระดับประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางหนาแน่น ร้านที่เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง มีสินค้าจำเป็น มีอาหารพร้อมรับประทาน มีพนักงาน และมีราคามาตรฐาน กลายเป็นองค์ประกอบที่ช่วยลดความกังวลของผู้เดินทางได้จริงในเชิงปฏิบัติ

ในคำอธิบายของซีพี ออลล์ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นไม่ได้ถูกวางเพียงเป็นผู้ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างความอุ่นใจให้กับผู้เดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจไม่คุ้นกับบริบทท้องถิ่น การมีมาตรฐานเดียวกันในสินค้าและบริการ การเข้าถึงได้ตลอดเวลา และการมีจุดบริการกระจายทั่วประเทศ ทำให้ร้านเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในภาพจำใหม่ของการต้อนรับแบบไทยร่วมสมัย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ททท. เชื่อมโครงการนี้เข้ากับแนวคิด Trusted Thailand ซึ่งมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายในระดับนานาชาติ

เชียงรายไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดปลายทาง แต่กำลังกลายเป็นตัวอย่างของการผสานท่องเที่ยวกับศิลปะในพื้นที่จริง

หากมองในระดับประเทศ แคมเปญนี้กระจายแรงบันดาลใจการเดินทางไปทั่ว 5 ภูมิภาค แต่ในระดับพื้นที่ เชียงรายถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอย่างเด่นของการต่อยอดแนวคิดดังกล่าวให้จับต้องได้จริงผ่าน 7-Eleven Art Gallery ซึ่งข่าวประชาสัมพันธ์ของ ททท. ระบุชัดว่าจังหวัดเชียงรายมีจุดเช็กอินจากความร่วมมือ 7-Eleven X ขัวศิลปะ อยู่ที่สาขาหอนาฬิกา และสาขาชุมชนห้วยปลากั้ง

สิ่งที่ทำให้สองสาขานี้น่าสนใจ ไม่ได้อยู่แค่การทาสีผนังร้านให้ดูสะดุดตา แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกประจำวันให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองผ่านภาษาศิลปะ โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในพื้นที่ระบุว่า ผลงานที่สาขาหอนาฬิกา 2 ใช้ชื่อ The Magical Land ผลงานปี 2024 ได้แรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตผู้คน ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และความหลากหลายทางศิลปวัฒนธรรมของเชียงราย ส่วนสาขาชุมชนห้วยปลากั้งใช้ชื่อ The Wonderland ผลงานปี 2025 โดยมี “แมงสี่หูห้าตา” เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ควบคู่กับดอกโบตั๋นที่สื่อถึงความมั่งคั่ง ความซื่อสัตย์ และเกียรติยศ ทั้งสองผลงานสร้างสรรค์โดยศิลปินเชียงราย พุทธรักษ์ ดาษดา

จุดนี้ทำให้เชียงรายมีบทบาทมากกว่าการเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกกล่าวถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ แต่กลายเป็นกรณีศึกษาของการใช้ศิลปะท้องถิ่นมาผสานกับโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก เพื่อสร้างจุดหมายย่อยในเมือง ที่ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ศิลปะบนผนังร้านสะดวกซื้อกำลังเปลี่ยนความหมายของคำว่าเช็กอิน

เดิมทีคำว่าเช็กอินอาจหมายถึงการเดินทางไปยังวัดดัง ร้านกาแฟวิวสวย หรือแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงระดับจังหวัด แต่ในกรณีของเชียงราย แนวคิด 7-Eleven Art Gallery ทำให้คำว่าเช็กอินขยับมาสู่พื้นที่ธรรมดาในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนร้านสะดวกซื้อให้กลายเป็นสถานที่ที่คนอยากแวะเพื่อมอง อ่าน และถ่ายภาพ

ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงความสวยงามของงานศิลป์ แต่ยังขยับพฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะย่อย ๆ ในเมืองให้มีความหมายมากขึ้น ร้านที่เคยเป็นเพียงจุดซื้อของ กลายเป็นจุดที่สะท้อนเรื่องเล่าของเมือง ความเชื่อของชุมชน และตัวตนทางวัฒนธรรมของเชียงรายในภาษาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

ในแง่นี้ ศิลปะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นของประดับร้านเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็น “ประตูบานเล็ก” ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับเมือง และนั่นมีความหมายอย่างมากกับจังหวัดอย่างเชียงรายที่พยายามยืนยันสถานะของตนเองในฐานะเมืองศิลปะ เมืองวัฒนธรรม และเมืองท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง

การเลือกเชียงรายเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของทิศทางท่องเที่ยวไทยยุคใหม่

การที่เชียงรายมี 7-Eleven Art Gallery ในความร่วมมือระดับประเทศระหว่าง ททท. และซีพี ออลล์ สะท้อนอย่างน้อย 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก คือเชียงรายยังคงมีน้ำหนักในฐานะจังหวัดที่มีทุนทางวัฒนธรรมสูงและสามารถต่อยอดเรื่องเล่าท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมสมัยได้ ประเด็นที่สอง คือการท่องเที่ยวไทยในระยะนี้กำลังพยายามเชื่อมโลกของการเดินทางเข้ากับโลกของการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ใช่แยกสองโลกนี้ออกจากกันเหมือนในอดีต

ถ้าจะมองให้ชัดขึ้น แคมเปญนี้ไม่ได้ขายเพียง “สถานที่” แต่ขาย “ความรู้สึกว่าการเที่ยวไทยเริ่มได้ทันที” และเชียงรายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แนวคิดนี้เห็นภาพที่สุด เพราะในเมืองเดียวกัน นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากการเดินชมศิลปะบนหน้าร้านใจกลางเมือง แล้วต่อเส้นทางไปยังแหล่งท่องเที่ยว วัด ศิลปะร่วมสมัย ร้านอาหาร หรือชุมชนต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องรอพิธีการอะไรซับซ้อน

นี่คือรูปแบบการท่องเที่ยวที่เบาขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และตอบโจทย์พฤติกรรมยุคใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ชวนหยุดมองก่อนตัดสินใจเดินทางต่อ

ททท. และซีพี ออลล์กำลังส่งสัญญาณว่าการท่องเที่ยวไม่ควรแยกออกจากเศรษฐกิจฐานราก

อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือการที่นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล กล่าวถึงบทบาทของเซเว่น อีเลฟเว่นในการเป็นพื้นที่รวมของฝากและสินค้าท้องถิ่น รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้า OTOP จากชุมชนเข้ามาจำหน่ายเพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ชุมชน

แม้ข้อความนี้จะปรากฏในเชิงนโยบายและภาพรวม แต่ก็สะท้อนสาระสำคัญว่า ความร่วมมือด้านท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้มองเป้าหมายเพียงการพาคนออกเดินทางเท่านั้น หากยังต้องการให้การเดินทางเชื่อมกับเศรษฐกิจรายย่อยในระดับพื้นที่ด้วย ยิ่งในช่วงที่หลายจังหวัดพยายามหาวิธีทำให้การท่องเที่ยวมีผลต่อรายได้ในชุมชนอย่างแท้จริง การใช้เครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่เป็นช่องทางกระจายสินค้าและเรื่องเล่าของท้องถิ่นจึงเป็นประเด็นที่ควรจับตา

สำหรับเชียงราย ประเด็นนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะจังหวัดมีทั้งสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น งานศิลป์ งานหัตถกรรม และทุนทางวัฒนธรรมจำนวนมาก หากสามารถผูกสิ่งเหล่านี้เข้ากับเส้นทางการท่องเที่ยวและจุดสัมผัสใกล้ตัวได้อย่างมีระบบ โอกาสที่รายได้จะหมุนกลับสู่พื้นที่ก็ย่อมมีมากขึ้น

สงกรานต์ปีนี้จึงไม่ใช่แค่ฤดูท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบของการสื่อสารการท่องเที่ยวแบบใหม่

การที่ข่าวประชาสัมพันธ์นี้ออกมาในช่วงปลายเดือนมีนาคม ไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะเป็นจังหวะก่อนเทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงเดินทางสำคัญของประเทศ ทั้ง ททท. และซีพี ออลล์ ต่างชี้ตรงกันว่าเทศกาลนี้เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจะออกเดินทางหนาแน่น และเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นให้คนเลือกเที่ยวไทยมากขึ้น

สิ่งที่น่าจับตาคือ ความสำเร็จของแคมเปญนี้จะไม่ได้วัดจากการสื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากการที่ผู้คนตอบสนองต่อแนวคิด “เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย อยู่ที่ไหนก็เที่ยวได้” มากน้อยเพียงใด หากผู้บริโภคเริ่มมองขวดน้ำที่ซื้ออยู่ทุกวันเป็นประตูสู่การค้นพบสถานที่ใหม่ หากแอปพลิเคชันกลายเป็นเครื่องมือพาออกเดินทางจริง และหากร้านสะดวกซื้อบางสาขากลายเป็นจุดเช็กอินที่คนอยากแวะเพราะมีเรื่องราวของชุมชนซ่อนอยู่ แปลว่ากลยุทธ์ครั้งนี้ได้ขยับการท่องเที่ยวออกจากกรอบเดิมสำเร็จระดับหนึ่ง

เชียงรายในสมการใหม่นี้อาจได้มากกว่าการเป็นพื้นที่จัดกิจกรรม

สำหรับเชียงราย ผลสะเทือนจากความร่วมมือครั้งนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีร้านสวยขึ้น 2 สาขา หรือถูกพูดถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ระดับประเทศ แต่มีโอกาสต่อยอดไปสู่การตอกย้ำบทบาทของจังหวัดในฐานะเมืองศิลปะและเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเมื่อจุดเช็กอินใหม่อยู่ในพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับเมืองก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากแหล่งใหญ่หรือกิจกรรมใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่ชวนให้หยุด แล้วค่อยพาไปสู่เส้นทางอื่นในเมืองได้ นี่คือพลังของการออกแบบประสบการณ์ระดับจุลภาค ที่อาจดูเล็กในสายตาคนภายนอก แต่มีผลต่อการรับรู้เมืองอย่างมากในยุคโซเชียลและภาพถ่าย

เมื่อประกอบกับทุนเดิมของเชียงรายที่มีทั้งงานศิลปะร่วมสมัย แกลเลอรี ชุมชนวัฒนธรรม และภูมิทัศน์เมืองที่มีเอกลักษณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่า การเข้ามาของ 7-Eleven Art Gallery ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเสริม แต่เป็นอีกชั้นหนึ่งของการขยายพื้นที่ศิลปะให้กระจายเข้าไปในชีวิตจริงของผู้คนมากขึ้น

ปลายทางของความร่วมมือครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่ยอดขายหรือยอดสแกนเพียงอย่างเดียว

หากมองอย่างเป็นกลาง โครงการนี้ย่อมมีมิติทางธุรกิจประกอบอยู่ชัดเจน ทั้งในด้านการใช้เครือข่ายร้านค้า การเพิ่มการรับรู้แบรนด์ และการกระตุ้นการใช้แอปพลิเคชัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็เปิดคำถามเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวไทยด้วยว่า เราจะทำอย่างไรให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่เป็นเพียงการบอกให้คนไปเที่ยว แต่ทำให้การเดินทางรู้สึกง่าย ปลอดภัย เข้าถึงได้ และมีจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวมากพอจนคนอยากออกเดินทางเอง

สำหรับเชียงราย คำตอบบางส่วนอาจเริ่มเห็นแล้วผ่านงานศิลปะบนผนังร้าน ผ่านชื่อผลงาน The Magical Land และ The Wonderland ผ่านตำนานแมงสี่หูห้าตา ผ่านสีที่เชื่อมโยงชุมชนกับร้านสะดวกซื้อ และผ่านการที่พื้นที่ธรรมดาในเมืองถูกตีความใหม่จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้คนอยากจดจำ

ท้ายที่สุด เมื่อการเดินทางถูกเชื่อมเข้ากับศิลปะ วิถีชีวิต บริการรายวัน และเครือข่ายชุมชนอย่างแนบเนียนมากขึ้น การท่องเที่ยวก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และนั่นอาจเป็นจุดที่โครงการนี้พยายามพาไปให้ถึงมากที่สุด

แหล่งอ้างอิง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • 7-Eleven Art Gallery
  • พุทธรักษ์ ดาษดา
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

กรมทรัพยากรน้ำรับฟังความเห็นปฐมนิเทศหนองหลวง วางกรอบ 300 วันสร้างคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ

เชียงรายเปิดเวทีออกแบบอนาคตหนองหลวง เดินหน้าแผนฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติบนฐานข้อมูล วิทยาศาสตร์ และเสียงของชุมชน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – เช้าวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นเพียงพิธีเปิด แต่เป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจระยะยาว บรรยากาศที่ห้องประชุมวิสต้า บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์วิสต้า เชียงราย ในช่วงเช้าวันที่ 26 มีนาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของข้าราชการ นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลโครงการอีกชิ้นหนึ่ง หากแต่เป็นเวทีที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่าอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนองหลวง พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของเชียงรายที่แบกรับทั้งคุณค่าทางนิเวศ คุณค่าทางเศรษฐกิจ และความคาดหวังของผู้คนรอบพื้นที่ไว้พร้อมกัน

การประชุมปฐมนิเทศครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการค่าใช้จ่ายในการศึกษาความเหมาะสม สำรวจ ออกแบบพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเอกสารโครงการยืนยันว่าเป็นกระบวนการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งการประเมินสภาพพื้นที่ การจัดทำแผนหลัก การออกแบบรายละเอียด และการจัดทำคู่มือบริหารจัดการ ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งมิติทางน้ำ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าด้วยกัน

ตามข้อมูลทางการของกรมทรัพยากรน้ำ เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าศึกษาและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูหนองหลวงให้สอดรับทั้งกับระบบนิเวศและการใช้ประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว โดยมีนางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เข้าร่วม พร้อมหน่วยงานจังหวัดและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หนองหลวงในความหมายที่ใหญ่กว่าพื้นที่น้ำขัง

หากมองเพียงภาพภูมิประเทศ หนองหลวงอาจถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงพื้นที่น้ำขนาดใหญ่ในอำเภอเวียงชัยและพื้นที่เกี่ยวเนื่องของอำเภอเมืองเชียงราย แต่ในเอกสารโครงการ หนองหลวงถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับชาติ และเป็นแหล่งน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดเชียงราย มีลักษณะเป็นทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย เป็นแหล่งอาหารและประมงของชุมชน รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ข้อมูลในเอกสารประชาสัมพันธ์ยังระบุว่า พื้นที่ศึกษาอยู่ในเขตอำเภอเมืองเชียงรายและอำเภอเวียงชัย ครอบคลุมประมาณ 9.13 ตารางกิโลเมตร หรือ 5,706.25 ไร่ ซึ่งสะท้อนว่าโครงการครั้งนี้มิได้มองเพียงผืนน้ำหลัก แต่ครอบคลุมภูมิทัศน์และพื้นที่โดยรอบที่เชื่อมโยงกันในเชิงระบบด้วย

ในสไลด์ข้อมูลพื้นฐานโครงการ หนองหลวงยังถูกวางไว้ในบริบทลุ่มน้ำที่กว้างกว่า โดยอยู่ในลุ่มน้ำหลักลุ่มน้ำโขงเหนือ และลุ่มน้ำย่อยลุ่มน้ำแม่กกตอนล่างส่วนที่ 3 พร้อมมีข้อมูลประกอบว่าพื้นที่นี้มีพื้นที่รับน้ำฝนประมาณ 166 ตารางกิโลเมตร ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบริหารจัดการหนองหลวงไม่อาจตัดขาดจากระบบน้ำที่ไหลเข้าและไหลออกของพื้นที่ได้

นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย

เมื่อปัญหาสะสมมาถึงจุดที่การแก้รายปีไม่เพียงพอ

แม้หนองหลวงจะมีคุณค่าสูงในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัด แต่เอกสารโครงการยอมรับตรงไปตรงมาว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้เผชิญปัญหาการเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ การบุกรุกพื้นที่ และการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบทั้งระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่โดยตรง

ในเวทีเปิดประชุม นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สะท้อนสาระสำคัญของปัญหาไว้ในทิศทางเดียวกันว่า การพัฒนาพื้นที่ลักษณะนี้จำเป็นต้องศึกษารอบด้านและให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เพราะหากเดินหน้าโดยปราศจากความเข้าใจร่วมกัน ปัญหาความขัดแย้งและการร้องเรียนอาจตามมาในภายหลัง ได้ชี้ให้เห็นด้วยว่าหนองหลวงไม่ใช่เพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิต และเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนจำนวนมากในจังหวัด

น้ำหนักของคำกล่าวดังกล่าวอยู่ตรงการยอมรับความจริงว่า พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่ว่างที่รอการพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่มีเจ้าของร่วมในทางสังคม มีประโยชน์ทับซ้อนหลายด้าน และมีความเปราะบางสูง หากโครงการจะเดินต่อได้จริง ความไว้วางใจของชุมชนย่อมเป็นเงื่อนไขสำคัญพอ ๆ กับข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์

โครงการ 300 วันกับโจทย์ที่ใหญ่กว่าการสำรวจทั่วไป

จากแผนงานด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ปรากฏในเอกสารโครงการ กระบวนการศึกษาครั้งนี้มีกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 300 วัน โดยเริ่มจากการประชุมปฐมนิเทศเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 และวางกำหนดจัดประชุมรับฟังผลการศึกษาเบื้องต้นในวันที่ 17 เมษายน 2569 จากนั้นมีเวทีกลุ่มย่อย 5 ครั้งในวันที่ 7 พฤษภาคม 14 พฤษภาคม 4 มิถุนายน 18 มิถุนายน และ 9 กรกฎาคม 2569 ก่อนปิดท้ายด้วยการประชุมนิเทศผลสรุปในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 พร้อมมีช่องทางสื่อสารผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เอกสารประกอบการประชุม เฟซบุ๊ก และไลน์อย่างเป็นทางการของโครงการ

หากอ่านเฉพาะกรอบเวลาดังกล่าว อาจดูเป็นแผนงานตามปกติของงานศึกษาโครงการภาครัฐ แต่เมื่อพิจารณาขอบเขตจริง จะพบว่าโจทย์ของงานไม่ได้เล็กเลย เพราะโครงการต้องศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน ทบทวนแผนเดิม จัดลำดับความสำคัญของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและบรรเทาอุทกภัย วิเคราะห์สภาพน้ำท่วมในอดีตและอุปสรรคการระบายน้ำ สำรวจภูมิประเทศและธรณีวิทยา ศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ของการบริหารจัดการน้ำท่วม วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ออกแบบรายละเอียดโครงการ ตลอดจนจัดทำคู่มือบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่สำหรับการใช้ต่อในอนาคต

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เวทีวันที่ 26 มีนาคมไม่ใช่ปลายทางของการรับฟัง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประกอบข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นแผนที่ใช้การได้จริง

ฝั่งวิศวกรรมย้ำว่าจุดตั้งต้นต้องเป็นข้อมูลจริงของพื้นที่ ไม่ใช่ความเร่งรีบในการก่อสร้าง

หนึ่งในสาระสำคัญที่ถูกอธิบายในที่ประชุมคือกรอบการศึกษาด้านวิศวกรรมและการบริหารจัดการน้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญจากคณะที่ปรึกษาอธิบายว่า งานศึกษาครั้งนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการออกแบบโครงสร้างหรือการขุดลอกเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำแผนแม่บทและคู่มือบริหารจัดการที่ต้องอยู่บนฐานของข้อมูลจริงจากพื้นที่ ทั้งข้อมูลทุติยภูมิ ข้อมูลการใช้ที่ดิน และโดยเฉพาะข้อมูลจากชุมชนที่รู้สภาพน้ำและการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ดีที่สุด

สาระเชิงเทคนิคที่ถูกอธิบายในเวทีชี้ว่า ทีมวิจัยจะใช้เครื่องมือแบบจำลองเพื่อประเมินน้ำท่า สมดุลน้ำ และการไหลเวียนของน้ำในหนองหลวง รวมถึงประเมินความเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบพื้นที่ชุ่มน้ำว่ากระทบต่อการไหลบ่าของน้ำและภาวะน้ำหลากอย่างไร แนวทางนี้สอดคล้องกับขอบเขตโครงการที่ระบุชัดเรื่องการศึกษาแบบจำลองคณิตศาสตร์ การสำรวจด้านวิศวกรรม และการออกแบบรายละเอียดควบคู่กับนิเวศวิทยาภูมิทัศน์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เชี่ยวชาญพยายามวางกรอบให้เห็นว่าคำว่า “พัฒนา” ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ก่อสร้าง” เสมอไป แต่ต้องรวมถึงการควบคุมการไหลเวียน การจัดสรรน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ การกำหนดแนวทางใช้โครงสร้างเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ และการออกแบบพื้นที่ด้วยความระมัดระวังต่อระบบนิเวศ ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยลดความกังวลของชุมชนบางส่วนที่ไม่ต้องการให้การฟื้นฟูกลายเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น

ฝั่งนิเวศเตือนว่าหากไม่มีข้อมูลชีวภาพ การพัฒนาก็อาจทำลายจุดแข็งของพื้นที่ไปพร้อมกัน

ในด้านป่าไม้ สัตว์ป่า และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาอธิบายอย่างชัดเจนว่า จุดเด่นของเชียงรายประการหนึ่งคือความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยเฉพาะพื้นที่ชุ่มน้ำ และหากการพัฒนาดำเนินไปโดยไม่มีฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอ จุดแข็งของพื้นที่อาจถูกบั่นทอนลงโดยไม่รู้ตัว

การสำรวจที่วางแผนไว้ครอบคลุมทั้งทรัพยากรป่าไม้ พืชน้ำ พืชลอยน้ำ สัตว์ป่า 4 กลุ่มหลัก คือสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตลอดจนสัตว์น้ำ แพลงก์ตอน และปลา โดยจะใช้ทั้งการสำรวจภาคสนาม การตั้งกล้องดักถ่าย การบันทึกเสียง และการเก็บข้อมูลหลายฤดูกาลเท่าที่ข้อจำกัดของโครงการเอื้อให้ทำได้ สาระสำคัญของแนวทางนี้คือการทำให้พื้นที่มีข้อมูลว่ามีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่ตรงไหน และมีคุณค่าทางนิเวศแบบใด ก่อนจะไปสู่การจัดโซนหรือการออกแบบกิจกรรมใช้ประโยชน์ในอนาคต

ในมุมนี้ เวทีประชุมไม่ได้เสนอภาพของการอนุรักษ์แบบแช่แข็งพื้นที่ แต่เสนอแนวคิด “การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” ตามหลัก Wise Use of Wetlands ซึ่งเอกสารโครงการอ้างอิงไว้ชัดเจน นั่นคือการใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด ให้มนุษย์อยู่ได้ เศรษฐกิจเดินได้ และทรัพยากรไม่ถูกทำลายจนส่งต่อไปยังรุ่นต่อไปไม่ได้

คุณภาพน้ำถูกยกเป็นหัวใจของอนาคตหนองหลวง

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในที่ประชุม คือการศึกษาด้านระบบนิเวศในน้ำและคุณภาพน้ำ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ชี้ว่า ต่อให้พื้นที่มีปริมาณน้ำมากเพียงใด หากน้ำเสื่อมคุณภาพก็ยากที่จะใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัยและยั่งยืนได้ การตรวจวัดคุณภาพน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะของห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่เป็นฐานของการตัดสินใจว่าจะใช้พื้นที่นี้เพื่อเกษตร อุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว หรือการรักษาระบบนิเวศอย่างไร

ข้อมูลในสไลด์โครงการระบุชัดว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะได้จากโครงการจะครอบคลุมทั้งทรัพยากรด้านกายภาพ ทรัพยากรด้านชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต เพื่อใช้สำหรับประกอบการอนุมัติและวางแผนโครงการในอนาคต

ในเวทีซักถาม ผู้เข้าร่วมประชุมยังตั้งคำถามต่อเนื่องถึงประเด็นสำคัญว่า หลังสิ้นสุดการศึกษาแล้ว ชาวบ้านจะเข้าถึงการตรวจสอบคุณภาพน้ำได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มีความสามารถประเมินสภาพน้ำเบื้องต้นได้เอง คำตอบจากฝ่ายวิชาการยอมรับว่า การตรวจวัดมาตรฐานเชิงลึกยังต้องอาศัยหน่วยงานและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน แต่ก็เปิดแนวคิดเรื่องการพัฒนาเครื่องมือหรือกิจกรรมเรียนรู้แบบง่ายสำหรับเยาวชนและชุมชน เพื่อเสริมบทบาทการเฝ้าระวังในระดับพื้นที่ เป็นสัญญาณว่าประเด็นคุณภาพน้ำไม่ได้จบเพียงในรายงาน แต่ถูกโยงไปสู่การติดตามในอนาคตด้วย

เศรษฐกิจและสังคมไม่ใช่ภาคผนวก แต่เป็นแกนร่วมของการออกแบบ

อีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เวทีครั้งนี้แตกต่างจากการประชุมเชิงเทคนิคทั่วไป คือการย้ำว่าการศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคมจะไม่เป็นเพียงภาคผนวกท้ายเล่ม แต่จะเป็นแกนร่วมที่ช่วยตีความว่าทรัพยากรธรรมชาติของหนองหลวงมีความหมายต่อผู้คนอย่างไรจริง ๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคมอธิบายว่า โครงการจะสำรวจทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ตำนาน วิถีชีวิต การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน รูปแบบการหาปลา การใช้พืชสมุนไพร ตลอดจนมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในระบบนิเวศ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่มักถูกมองเป็นคุณค่าทางใจหรือคุณค่าเชิงวัฒนธรรมให้เป็นข้อมูลที่ใช้สื่อสารและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สาระนี้สอดคล้องกับสไลด์ “นิเวศบริการของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหลวง” ซึ่งแบ่งคุณค่าของพื้นที่ออกเป็น 4 ด้านใหญ่ ได้แก่ บริการด้านทรัพยากรธรรมชาติ บริการควบคุมสมดุลสิ่งแวดล้อม บริการสนับสนุนระบบนิเวศ และบริการด้านวิถีชีวิตชุมชน โดยเชื่อมโยงตั้งแต่เรื่องแหล่งน้ำ แหล่งประมงพื้นบ้าน พืชน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การชะลอน้ำหลาก การกักเก็บน้ำ การดูดซับคาร์บอน ไปจนถึงการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ และฐานการประกอบอาชีพของคนในพื้นที่

น้ำหนักของแนวคิดนี้อยู่ที่การทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงไม่ถูกจำกัดแค่คำถามว่าจะ “ทำหรือไม่ทำ” แต่ขยับไปสู่คำถามที่ยากและลึกกว่านั้น คือจะทำอย่างไรให้คุณค่าหลายชุดที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียวกันเดินไปด้วยกันได้มากที่สุด

เวทีถามตอบสะท้อนทั้งความหวังและความระแวงของพื้นที่

ตลอดช่วงถามตอบในที่ประชุม สิ่งที่สะท้อนเด่นชัดคือ คนในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิเสธการศึกษา แต่ต้องการให้กระบวนการครั้งนี้ไม่จบลงแบบงานวิชาการที่วางไว้บนชั้นเอกสารเท่านั้น

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนในความหมายที่มากกว่าการเข้าประชุม การพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถเก็บข้อมูลและติดตามทรัพยากรต่อได้หลังจบโครงการ ความเหมาะสมของกำหนดประชุมรับฟังผลเบื้องต้นในช่วงหลังสงกรานต์ ความจำเป็นต้องนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาคิด ความเป็นไปได้ในการติดตามปัญหาผักตบชวาและพืชน้ำรุกราน การกำหนดจุดเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงจริง ตลอดจนคำถามสำคัญว่าเมื่อศึกษาเสร็จแล้ว ใครจะเป็นผู้ดำเนินการต่อ

ข้อสังเกตเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะสะท้อนว่าความทรงจำของชุมชนต่อโครงการพัฒนาหลายครั้งที่ผ่านมาไม่ได้ราบรื่นนัก หลายคนจึงต้องการเห็นว่าครั้งนี้จะมีกลไกอย่างไรให้เสียงของประชาชนไม่ถูกใช้เพียงเป็นพิธีกรรมประกอบรายงาน แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบและการเฝ้าระวังจริง

ฝ่ายวิชาการตอบด้วยแนวคิดเปิดข้อมูลและชวนชุมชนร่วมเก็บฐานระยะยาว

คำตอบของคณะที่ปรึกษาต่อข้อห่วงกังวลหลายประเด็นไม่ได้อยู่ในรูปของการรับปากว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ใน 300 วัน แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่าฐานข้อมูลระยะยาวของพื้นที่จะมีความหมายมาก หากชุมชน เยาวชน โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาในจังหวัดสามารถมีบทบาทร่วมเก็บข้อมูลบางส่วนอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำ ลักษณะน้ำ หรือสภาพทรัพยากรในฤดูกาลต่าง ๆ

มุมมองเช่นนี้น่าสนใจ เพราะเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า งานวิจัยช่วงสั้นยากจะจับพลวัตของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ครบทั้งหมด หากจะให้หนองหลวงมีระบบจัดการที่ยั่งยืนจริง ก็ต้องมีเจ้าของข้อมูลในพื้นที่ ไม่ใช่พึ่งเฉพาะทีมวิจัยจากภายนอก

ฝ่ายการมีส่วนร่วมของโครงการยังย้ำด้วยว่า เมื่อสิ้นสุดงานศึกษา จะมีทั้งรายงาน คู่มือ และสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทิ้งไว้ให้หน่วยงานและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ใช้ต่อยอดได้ อีกทั้งยังวางช่องทางสื่อสารออนไลน์ไว้เพื่อให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าได้ต่อเนื่อง

นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ

กรมทรัพยากรน้ำชี้บทบาทของรัฐในการวางกรอบ แต่ยอมรับว่าทิศทางสุดท้ายต้องพึ่งพื้นที่

ช่วงท้ายของการประชุม นางสาวบุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ อธิบายบทบาทของกรมทรัพยากรน้ำในมุมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่าเหตุใดหนองหลวงจึงถูกหยิบขึ้นมาศึกษาในเวลานี้ ซึ่งชี้ว่าประเทศไทยมีภารกิจด้านการดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งในระดับชาติและภายใต้กรอบระหว่างประเทศ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำในปัจจุบันไม่ใช่การห้ามใช้ประโยชน์ทั้งหมด แต่เป็นการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจริงและการตัดสินใจร่วมกับคนในพื้นที่

สาระสำคัญจากคำอธิบายของรองอธิบดีอยู่ตรงการย้ำว่า การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำต้องมีการแบ่งโซนและกำหนดทิศทางว่า พื้นที่ใดควรเน้นอนุรักษ์ พื้นที่ใดพัฒนาได้ และพื้นที่ใดต้องใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างระมัดระวัง โดยโจทย์เหล่านี้ไม่ควรถูกฟันธงจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องถามผู้คนใน 3 ตำบล 2 อำเภอที่อยู่กับหนองหลวงจริงด้วย

ในเชิงนโยบาย ภาพนี้สอดคล้องกับเอกสารโครงการที่ระบุว่า ผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการได้ข้อมูลแหล่งน้ำและแผนงานหลักการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องกับมติของรัฐ ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน มีแบบแปลนและเอกสารเทคนิคมาตรฐานสำหรับอนาคต และมีฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ที่บูรณาการการทำงานของภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่เข้าด้วยกัน

สิ่งที่ชุมชนอาจได้รับ หากการศึกษาครั้งนี้เดินไปถึงขั้นปฏิบัติ

แม้การประชุมวันที่ 26 มีนาคมจะยังไม่ใช่เวทีสรุปคำตอบสุดท้าย แต่ภาพประโยชน์ที่เริ่มเห็นจากกรอบโครงการก็ค่อนข้างชัดแล้วในหลายมิติ

มิติแรกคือการได้ฐานข้อมูลที่ทำให้การถกเถียงเรื่องหนองหลวงหลุดพ้นจากความรู้สึกหรือข้อขัดแย้งเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เชิงนิเวศ และเชิงเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน มิติที่สองคือการได้เครื่องมือสำหรับวางลำดับความสำคัญของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม คุณภาพน้ำ การใช้ที่ดิน การจัดการพืชน้ำ หรือการออกแบบพื้นที่ใช้ประโยชน์ มิติที่สามคือการสร้างเงื่อนไขให้หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานจังหวัดมีเอกสารทางเทคนิคที่พร้อมนำไปใช้ต่อยอดของบประมาณหรือดำเนินมาตรการในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ในระดับใหญ่กว่านั้น เอกสารแผนปฏิบัติราชการของกรมทรัพยากรน้ำยังมีรายการหนองหลวง จังหวัดเชียงราย อยู่ในแผนงานปี 2569 ระยะที่ 2 วงเงิน 74 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าในสายตาของหน่วยงานรัฐ พื้นที่นี้ไม่ได้ถูกมองเป็นประเด็นเล็กเฉพาะท้องถิ่น แต่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายระดับหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ดี การจะเปลี่ยนงบประมาณหรือแผนบนกระดาษให้กลายเป็นผลลัพธ์จริงในพื้นที่ ยังต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายชั้น ทั้งความเห็นร่วมของชุมชน ความชัดเจนของข้อเสนอ การแบ่งบทบาทระหว่างหน่วยงาน และการติดตามหลังจบการศึกษา

บทเรียนที่เวทีนี้ทิ้งไว้ ไม่ใช่เพียงเรื่องหนองหลวง แต่คือวิธีคิดต่อพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งระบบ

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญ ไม่ได้อยู่เพียงชื่อของโครงการหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่อยู่ที่การเปิดให้หลายชุดความคิดมาปะทะกันอย่างตรงไปตรงมา ฝ่ายรัฐต้องการวางกรอบและขยับงานให้เป็นระบบ ฝ่ายวิชาการต้องการข้อมูลที่มากพอจะออกแบบได้อย่างแม่นยำ ส่วนชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียต้องการหลักประกันว่าการพัฒนาจะไม่มาทับถมปัญหาเก่า หรือทำให้ทรัพยากรที่เหลืออยู่สูญหายไปอีก

เมื่อมองจากมุมนี้ หนองหลวงจึงเป็นมากกว่าพื้นที่น้ำของเชียงราย แต่เป็นพื้นที่ทดสอบสำคัญว่าการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำของไทยจะขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้ข้อมูล การออกแบบเชิงระบบ และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังได้มากเพียงใด

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คือคุณภาพของการรับฟังมากพอกับความซับซ้อนของพื้นที่หรือไม่

หลังจากเวทีปฐมนิเทศผ่านพ้นไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไม่ใช่เพียงว่าการศึกษาจะเสร็จทันกำหนดหรือไม่ แต่คือกระบวนการจะเปิดกว้างกับข้อมูลจากพื้นที่ได้มากเพียงใด จะดึงเยาวชน ชาวบ้าน ผู้ใช้น้ำ และกลุ่มอาชีพต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมจริงแค่ไหน และที่สำคัญ จะมีความชัดเจนเพียงใดว่าเมื่อรายงานเสร็จแล้ว ใครจะเป็นเจ้าภาพเดินหน้าต่อในแต่ละประเด็น

ในพื้นที่ที่คุณค่าทางธรรมชาติทับซ้อนกับความต้องการด้านเกษตร การประมง การสัญจร การท่องเที่ยว และความคาดหวังเรื่องรายได้ การออกแบบที่ดีไม่ใช่การทำให้ทุกฝ่ายพอใจแบบสมบูรณ์ แต่เป็นการทำให้ทุกฝ่ายเห็นเหตุผลของทางเลือกต่าง ๆ และรู้ว่าตนยังมีที่ยืนอยู่ในอนาคตของพื้นที่

สำหรับหนองหลวง การประชุมวันที่ 26 มีนาคม 2569 จึงอาจยังไม่ใช่วันของคำตอบ แต่เป็นวันที่ตั้งคำถามได้ตรงจุดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และในหลายครั้ง คำถามที่ถูกต้องย่อมมีค่าพอ ๆ กับคำตอบ เพราะมันเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบอนาคตที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำที่เหลืออยู่ต้องจ่ายราคาของการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมทรัพยากรน้ำ
  • เขียนโดย กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพ : กีรติ ชุติชัย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่า 5% เน้นกฎหมายเข้มและด่านชุมชนแน่น

เชียงรายคุมเข้มสงกรานต์ 2569 วางแผนลดอุบัติเหตุไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เน้นกฎหมายเข้ม ด่านชุมชนแน่น และต้นแบบวินัยจราจรภาครัฐ

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ขยับแผนก่อนเทศกาลใหญ่ เมื่อเชียงรายไม่ต้องการให้ความสุขต้องแลกด้วยความสูญเสีย ก่อนที่เทศกาลสงกรานต์จะมาถึง ถนนสายหลักและถนนชุมชนของเชียงรายกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนจับตาเป็นพิเศษ เพราะทุกปี ช่วงวันหยุดยาวไม่ได้มีเพียงบรรยากาศการเดินทางกลับบ้าน การท่องเที่ยว และการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่อุบัติเหตุทางถนนเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ จังหวัดเชียงรายจึงเปิดเกมก่อนเทศกาล ด้วยการประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมธรรมลังกา ศาลากลางจังหวัดเชียงราย โดยมีนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้อยู่ที่การเตรียมมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ 2569 ภายใต้หัวข้อรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ซึ่งไม่ใช่เพียงถ้อยคำสำหรับป้ายประชาสัมพันธ์ แต่ถูกแปลงเป็นเป้าหมายเชิงตัวเลขและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน จังหวัดตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง พร้อมกำหนดกรอบเป้าหมายผู้เสียชีวิตปีนี้ไว้ไม่เกิน 11 ราย

บทเรียนจากสงกรานต์ปีก่อน กลายเป็นฐานคิดของแผนปีนี้

สิ่งที่ทำให้แผนปี 2569 มีน้ำหนักมากขึ้น คือการเริ่มต้นจากการอ่านบทเรียนของปี 2568 อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดูยอดรวมแล้วผ่านไป จากข้อมูลที่จังหวัดหยิบเข้าสู่ที่ประชุม พบว่าอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ปี 2568 ของเชียงรายเกิดขึ้น 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และมีผู้เสียชีวิต 10 ราย โดยสาเหตุหลักยังคงวนอยู่กับปัจจัยเสี่ยงเดิมที่สังคมไทยรู้จักดีแต่ยังแก้ไม่ขาด ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการดื่มแล้วขับ ขณะที่ยานพาหนะที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมดตามที่จังหวัดนำเสนอในการประชุมครั้งนี้

ตัวเลขชุดนี้สะท้อนความจริงที่น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะแม้การรณรงค์เรื่องหมวกนิรภัย การดื่มไม่ขับ และการลดความเร็วจะมีอยู่ต่อเนื่องในทุกปี แต่พฤติกรรมเสี่ยงยังคงเกิดซ้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประชาชนคุ้นชินกับเส้นทางจนเกิดความประมาท การที่รถจักรยานยนต์ยังเป็นพาหนะหลักในอุบัติเหตุ แปลว่ามาตรการใดก็ตามที่ไม่ลงไปถึงระดับชุมชนและครัวเรือน จะยากต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง และนี่เองคือเหตุผลที่ปีนี้เชียงรายเลือกใช้ทั้งมาตรการเชิงกฎหมายและมาตรการทางสังคมควบคู่กัน

สองช่วงปฏิบัติการที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้การรณรงค์เป็นเพียงพิธีกรรมประจำปี

แผนของเชียงรายในปี 2569 แบ่งออกเป็น 2 ช่วงอย่างชัดเจน ช่วงแรกคือช่วงรณรงค์ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ ปลุกวินัยจราจร และเตรียมความพร้อมของหน่วยงานกับชุมชน ส่วนช่วงที่สองคือช่วงดำเนินการ ระหว่างวันที่ 3 ถึง 23 เมษายน 2569 ซึ่งจะเข้าสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่อย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวันเดินทางหนาแน่นและช่วงเล่นน้ำสงกรานต์ที่ความเสี่ยงมักพุ่งสูง

นอกจากกรอบเวลาของจังหวัดแล้ว แนวทางรณรงค์ในภาพรวมของสงกรานต์ 2569 ที่เผยแพร่ผ่านสื่อภาครัฐยังชี้ถึงการควบคุมเข้มในช่วง 10 ถึง 16 เมษายน 2569 พร้อมเน้นการกวดขันความผิดสำคัญด้านจราจร ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่เชียงรายกำลังขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ การวางแผนแบบมีชั้นเชิงเช่นนี้ทำให้การรณรงค์ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่วันแถลงข่าว แต่เชื่อมต่อไปสู่การปฏิบัติจริงตลอดช่วงเสี่ยง

ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ถูกยกขึ้นเป็นแกนกลางของการป้องกันระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญจากการประชุม คือการพิจารณาร่างแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2569 ซึ่งจังหวัดเชียงรายวางไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสในกลุ่มเด็กและเยาวชน การยกระดับมาตรฐานยานพาหนะ โดยเฉพาะรถรับส่งนักเรียน การพัฒนาสภาพแวดล้อมถนนให้ปลอดภัย และการพัฒนารากฐานการทำงานร่วมกันระหว่าง ศปถ. จังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น

หากพิจารณาให้ลึกลงไป ยุทธศาสตร์ทั้ง 4 ด้านนี้สะท้อนว่าจังหวัดไม่ได้มองอุบัติเหตุเป็นเพียงเรื่องเฉพาะหน้าในช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่กำลังพยายามแก้ปัญหาแบบปักหลักระยะยาว เด็กและเยาวชนถูกยกขึ้นมาเป็นกลุ่มสำคัญเพราะเป็นวัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงจากรถจักรยานยนต์อย่างมีนัย ส่วนมาตรฐานยานพาหนะและสภาพแวดล้อมถนนเป็นการขยับจากการโทษเฉพาะคนขับ ไปสู่การยอมรับว่าระบบถนน ยานพาหนะ และการกำกับดูแล ล้วนมีส่วนร่วมต่อความปลอดภัยเช่นกัน

ภาครัฐต้องเป็นต้นแบบ เมื่อเขตส่วนราชการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมวินัยจราจร

ในที่ประชุม จังหวัดเชียงรายยังออกมาตรการองค์กรให้พื้นที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเป็นเขตควบคุมวินัยจราจร โดยกำหนดให้มีการสวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ และต้องมีประกันภัยภาคบังคับครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐทำตัวเป็นต้นแบบก่อนจะขอความร่วมมือจากประชาชน

สาระของมาตรการนี้อยู่ที่การส่งสัญญาณว่า วินัยจราจรไม่ควรถูกผลักเป็นภาระของประชาชนฝ่ายเดียว หากเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานพื้นฐานได้ การรณรงค์ต่อสาธารณะย่อมขาดพลังและขาดความชอบธรรม การกำหนดให้หน่วยงานรัฐทำให้เห็นจริงในพื้นที่ทำงาน จึงเป็นทั้งมาตรการเชิงปฏิบัติและมาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ เพราะช่วยขยับเรื่องความปลอดภัยจากคำสั่งบนกระดาษ ไปสู่พฤติกรรมประจำวันที่ตรวจสอบได้

ด่านชุมชนและด่านครอบครัว ถูกใช้เป็นเกราะชั้นในก่อนความเสี่ยงไหลสู่ถนนสายหลัก

จุดเด่นอีกอย่างของแนวทางเชียงรายปีนี้ คือการเน้นมาตรการเชิงรุกในระดับพื้นที่ ผ่านกลไกด่านชุมชนและด่านครอบครัว เพื่อป้องปรามผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงในหมู่บ้านก่อนออกสู่ถนนสายหลัก กลไกเช่นนี้มีความหมายมากสำหรับเชียงรายที่มีโครงสร้างชุมชนเข้มแข็ง และมีทั้งพื้นที่เมือง พื้นที่ชนบท และเส้นทางเชื่อมภูเขาที่ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับท้องถิ่นสูง

ด่านครอบครัวทำหน้าที่เสมือนปราการด่านแรกของสังคม เมื่อสมาชิกในบ้านช่วยกันสังเกต ตักเตือน หรือแม้แต่หยุดยั้งคนใกล้ตัวไม่ให้ออกไปขับรถในสภาพมึนเมา ขณะที่ด่านชุมชนช่วยคัดกรองและป้องปรามในระดับหมู่บ้าน โดยอาศัยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร และเครือข่ายภาคประชาชนเป็นตัวเชื่อม วิธีคิดแบบนี้ชี้ให้เห็นว่าเชียงรายพยายามแก้ปัญหาอุบัติเหตุจากต้นทาง ไม่รอให้เหตุเกิดแล้วค่อยรับมือที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว

เยาวชนต่ำกว่า 20 ปี หากดื่มแล้วขับ จังหวัดประกาศขยายผลถึงผู้ขายและผู้ปกครอง

หนึ่งในมาตรการที่เข้มข้นที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือแนวทางขยายผลดำเนินคดีหากพบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี ดื่มแล้วขับ โดยจะสืบสวนไปถึงผู้จำหน่ายสุราและผู้ปกครอง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กและการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ในทางกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมเผยแพร่ข้อมูลว่า ความผิดฐานเมาแล้วขับตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 20,000 บาทในกรณีครั้งแรก และหากกระทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษจะเพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาท พร้อมมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ ขณะเดียวกัน พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้บุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปี และบุคคลที่มีอาการมึนเมา ส่วนกฎหมายคุ้มครองเด็กกำหนดหน้าที่ของผู้ปกครองในการไม่ปล่อยปละละเลยให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรืออยู่ในสภาพเสี่ยงต่อความเสียหาย

ความเข้มของมาตรการนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวผู้ขับขี่ แต่ขยายไปยังห่วงโซ่ของความรับผิดชอบทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ขาย ผู้ปกครอง ไปจนถึงชุมชนรอบตัว ซึ่งเป็นแนวทางที่สะท้อนว่าจังหวัดกำลังขยับจากการลงโทษรายบุคคล ไปสู่การจัดการความเสี่ยงแบบร่วมรับผิดชอบ

ระบบแพทย์ฉุกเฉินและข้อมูลเฝ้าระวัง คือด่านสำคัญหลังเกิดเหตุ

แม้การป้องกันจะเป็นเป้าหมายหลัก แต่ทุกฝ่ายยอมรับว่าหากเกิดเหตุขึ้นจริง ความเร็วในการช่วยชีวิตคือเส้นแบ่งระหว่างการรอดและการสูญเสีย ข้อมูลจากระบบ PHER Plus ของกระทรวงสาธารณสุขถูกใช้เป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านการเฝ้าระวังผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เพื่อประเมินลักษณะการบาดเจ็บและแนวโน้มการเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ

การมีข้อมูลเช่นนี้ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขและกู้ชีพวางตำแหน่งหน่วยตอบสนองฉุกเฉินได้แม่นยำขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงของจังหวัดที่มีทั้งทางหลวง ถนนชุมชน และเส้นทางภูเขา การลดผู้เสียชีวิตจึงไม่ได้อาศัยเพียงการตั้งด่านหรือการจับกุม แต่รวมถึงความพร้อมของระบบแพทย์ฉุกเฉิน โรงพยาบาล และหน่วยกู้ภัยที่ต้องทำงานสอดประสานกันทุกนาทีในช่วงเทศกาล

เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ไม่ใช่ตัวเลขเล็ก หากเทียบกับชีวิตจริงที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อมองเผิน ๆ เป้าหมายลดความสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 อาจดูเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่หากแปลงเป็นชีวิตของผู้คน มันหมายถึงการลดจำนวนครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรัก ลดจำนวนผู้บาดเจ็บที่ต้องนอนโรงพยาบาล และลดจำนวนอุบัติเหตุที่เปลี่ยนวันหยุดแห่งความสุขให้กลายเป็นบาดแผลของทั้งบ้าน ในบริบทของเชียงรายซึ่งปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิต 10 ราย และผู้บาดเจ็บต้องรับไว้รักษา 44 ราย เป้าหมายดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงตัวชี้วัดทางราชการ แต่เป็นเส้นแบ่งของความสูญเสียที่จับต้องได้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น เชียงรายยังเป็นจังหวัดท่องเที่ยวและเป็นประตูเชื่อมต่อภูมิภาค ความปลอดภัยทางถนนจึงสัมพันธ์โดยตรงกับความเชื่อมั่นของผู้มาเยือน ภาพของจังหวัดที่จัดการเทศกาลใหญ่ได้อย่างปลอดภัย จะสะท้อนกลับไปยังเศรษฐกิจท้องถิ่น การเดินทาง การค้าชายแดน และภาพลักษณ์โดยรวมของจังหวัดด้วย

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ตั้งด่านให้มาก แต่ทำอย่างไรให้พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเชียงรายในสงกรานต์ 2569 จะไม่ได้วัดจากจำนวนป้ายรณรงค์หรือจำนวนคำสั่งที่ออกมาเท่านั้น แต่จะวัดจากการที่พฤติกรรมเสี่ยงลดลงจริงบนถนนจริงในชุมชนจริง หากการสวมหมวกนิรภัยกลายเป็นเรื่องปกติ หากการดื่มไม่ขับถูกทำให้เป็นบรรทัดฐานทางสังคม และหากคนในครอบครัวกล้าหยุดคนใกล้ตัวก่อนออกจากบ้าน แผนที่วางไว้ก็จะเริ่มส่งผลเกินกว่าตัวเลขในรายงาน

การประชุมของ ศปถ. จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าการเตรียมรับเทศกาลหนึ่งครั้ง แต่มันคือการประกาศว่าเชียงรายกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่องอุบัติเหตุจาก “ความเสี่ยงที่เคยชิน” ให้กลายเป็น “ความสูญเสียที่ป้องกันได้” และในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังเตรียมเดินทางกลับบ้านหรือออกท่องเที่ยว ความเข้มข้นของมาตรการครั้งนี้อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลายครอบครัวได้กลับมาพบกันอย่างปลอดภัยหลังเทศกาลสิ้นสุดลง

สถิติสำคัญที่ต้องจับตา

เชียงรายใช้ข้อมูลสงกรานต์ปี 2568 เป็นฐานวิเคราะห์ โดยพบอุบัติเหตุ 47 ครั้ง ผู้บาดเจ็บที่ต้องรับไว้รักษา 44 ราย และผู้เสียชีวิต 10 ราย ขณะที่รถจักรยานยนต์เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้อยละ 83.10 ของเหตุทั้งหมด

แผนสงกรานต์ปี 2569 ของจังหวัดกำหนดช่วงรณรงค์ระหว่าง 1 มีนาคม ถึง 2 เมษายน 2569 และช่วงดำเนินการระหว่าง 3 ถึง 23 เมษายน 2569 โดยตั้งเป้าลดจำนวนครั้งการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 พร้อมกำหนดเป้าหมายผู้เสียชีวิตไม่เกิน 11 ราย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กระทรวงยุติธรรม
  • พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา 29 เรื่องการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีและผู้มีอาการมึนเมา
  • พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เกี่ยวกับหน้าที่และข้อห้ามของผู้ปกครองในการปล่อยปละละเลยเด็ก
  • กระทรวงสาธารณสุข ระบบ PHER Plus
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

สถิติประชากรเชียงรายล่าสุด 1,295,922 คน เจาะลึกโครงสร้างเพศหญิงมากกว่าชาย และกลุ่มผู้ไม่มีสัญชาติ

เชียงรายมีประชากรทะลุ 1.29 ล้านคน สะท้อนทั้งขนาดตลาด แรงกดดันบริการสาธารณะ และโจทย์ใหม่ของจังหวัดชายแดน

เชียงราย,26 มีนาคม 2569 – ภาพรวมตัวเลขที่ทำให้เชียงรายไม่อาจถูกมองเป็นเพียงเมืองทางผ่าน ตัวเลขประชากรที่เผยแพร่โดยสำนักทะเบียนกลางในประกาศเรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้ภาพของจังหวัดเชียงรายชัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อจังหวัดชายแดนตอนบนแห่งนี้มีจำนวนราษฎรรวมทั้งสิ้น 1,295,922 คน แบ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน หากแยกตามเพศ พบว่ามีประชากรชายรวม 627,342 คน และประชากรหญิงรวม 668,580 คน สะท้อนว่าเชียงรายไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลายทางของการท่องเที่ยวหรือการค้าชายแดนเท่านั้น แต่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างประชากรซับซ้อนและมีน้ำหนักในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน

น้ำหนักของตัวเลขนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งประกาศฉบับเดียวกันระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรรวม 65,809,011 คน เป็นชาย 32,045,088 คน และหญิง 33,763,923 คน ขณะที่ในระดับพื้นที่ กรุงเทพมหานครยังเป็นพื้นที่ที่มีประชากรมากที่สุด 5,422,568 คน และหากนับเฉพาะจังหวัด นครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด 2,613,432 คน ข้อมูลนี้ทำให้เชียงรายแม้ไม่ติดกลุ่มสูงสุดระดับต้นของประเทศ แต่ก็อยู่ในกลุ่มจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกินหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นขนาดที่มีนัยต่อการลงทุน การจัดบริการสาธารณะ และการบริหารจัดการพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างประชากรหญิงมากกว่าชาย บอกอะไรกับเชียงราย

เมื่อแยกตัวเลขของเชียงรายลงไปอีกชั้น จะพบว่าประชากรหญิงมีจำนวน 668,580 คน มากกว่าประชากรชาย 627,342 คน อยู่ 41,238 คน ความต่างนี้ไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางสถิติ แต่เป็นข้อมูลที่มีความหมายต่อการวางแผนเชิงสังคมและเศรษฐกิจในระดับจังหวัดอย่างมาก เพราะโครงสร้างประชากรตามเพศสัมพันธ์กับรูปแบบการใช้บริการสุขภาพ ความปลอดภัยในพื้นที่ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ตลอดจนรูปแบบการบริโภคในชีวิตประจำวัน

หากมองในเชิงพัฒนาเมือง ตัวเลขประชากรหญิงที่มากกว่าอาจเชื่อมโยงกับโจทย์เรื่องบริการสาธารณสุขแม่และเด็ก ระบบดูแลผู้สูงอายุ ความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ และการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากที่ผู้หญิงมีบทบาทสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคบริการ ค้าปลีก งานชุมชน หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับท้องถิ่น ประเด็นนี้ยังทำให้เชียงรายมีฐานข้อมูลสำคัญสำหรับหน่วยงานท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษาในการออกแบบนโยบายหรือบริการที่ตอบโจทย์ประชากรจริง มากกว่าการมองจังหวัดผ่านภาพจำเดิมเพียงด้านการท่องเที่ยวหรือการเกษตร

ผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน คือโจทย์เชิงระบบที่ต้องมองให้รอบด้าน

หนึ่งในตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดของเชียงราย คือจำนวนผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน โดยเป็นชาย 62,742 คน และหญิง 71,848 คน ตัวเลขระดับนี้ทำให้เชียงรายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความหลากหลายของประชากรสูง และสะท้อนลักษณะเฉพาะของพื้นที่ชายแดนภาคเหนืออย่างชัดเจน ในทางทะเบียนราษฎร คนกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงคนกลุ่มเดียวกันทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มบุคคลที่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสถานะต่างกัน และยังไม่ได้ถือสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติ

ความสำคัญของตัวเลขนี้อยู่ที่ผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณะและการบริหารจัดการพื้นที่ เพราะเมื่อประชากรในจังหวัดมีความหลากหลายทางสถานะมากขึ้น ภาครัฐก็ต้องรับมือกับคำถามที่ยากขึ้นตามไปด้วย เช่น การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล การศึกษาขั้นพื้นฐาน การคุ้มครองแรงงาน การสื่อสารข้ามภาษา และการดูแลความมั่นคงของชุมชนชายแดนในแบบที่ไม่สร้างความตึงเครียดเกินจำเป็น สำหรับเชียงราย ตัวเลข 134,590 คน จึงไม่ควรถูกมองเพียงในมุมปัญหา แต่ควรถูกมองในฐานะ “ข้อมูลจริง” ที่บอกว่าจังหวัดนี้กำลังบริหารสังคมที่มีความหลากหลายระดับสูง และต้องการนโยบายที่ละเอียดอ่อนกว่าพื้นที่ทั่วไป

ขนาดประชากรกับแรงกดดันต่อบริการสาธารณะ

เมื่อจังหวัดหนึ่งมีประชากรรวมเกือบ 1.3 ล้านคน คำถามที่ตามมาแทบจะเกิดขึ้นทันที คือระบบบริการสาธารณะในพื้นที่รองรับได้เพียงใด ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงเรียน ถนน ระบบขนส่ง การจัดการขยะ น้ำประปา หรือคุณภาพอากาศ ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญสำหรับเชียงรายซึ่งในแต่ละปีต้องเผชิญทั้งฤดูหมอกควันและแรงกดดันจากกิจกรรมเศรษฐกิจชายแดน รวมถึงการเคลื่อนย้ายผู้คนเข้าออกพื้นที่จำนวนมาก

ตัวเลขประชากรจึงไม่ได้เป็นเพียงทะเบียนปลายปีที่เก็บไว้ในแฟ้มราชการ แต่เป็น “ฐานคิด” ของการบริหารจังหวัดในแทบทุกมิติ หากจำนวนคนเพิ่มขึ้นหรือกระจุกตัวในบางอำเภอ แต่จำนวนแพทย์ เตียงโรงพยาบาล ครู หรือระบบขนส่งยังไม่ปรับตาม ช่องว่างของคุณภาพบริการจะยิ่งชัดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนหรือพื้นที่ภูเขาที่การเข้าถึงบริการพื้นฐานมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ในมุมนี้ ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลางจึงควรถูกใช้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นประเมินความพร้อมของระบบบริการอีกครั้งอย่างจริงจัง

ศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขประชากร

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขประชากร 1,295,922 คน ก็สะท้อนขนาดตลาดของเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน เพราะจำนวนประชากรระดับนี้หมายถึงฐานผู้บริโภค แรงงาน ผู้ประกอบการรายย่อย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้เล็กตามภาพจำแบบจังหวัดชายแดนห่างไกล หากมองจากมุมธุรกิจ เชียงรายมีองค์ประกอบที่น่าสนใจหลายด้าน ทั้งประชากรจำนวนมาก ความเชื่อมโยงกับการค้าชายแดน เครือข่ายการท่องเที่ยว และความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อธุรกิจบริการและค้าปลีก

เหตุผลที่ประเด็นนี้ควรถูกจับตา เพราะข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเปิดพื้นที่ให้ใช้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ภาคและจังหวัด หรือ GPP เพื่อต่อยอดวิเคราะห์ “ศักยภาพรายได้ต่อหัว” และแนวโน้มกำลังซื้อในแต่ละพื้นที่ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในรายงานฉบับนี้ยังไม่ระบุตัวเลข GPP ของเชียงรายเพิ่มเติม เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในชุดเอกสารหลักที่แนบมาโดยตรง การยึดตามข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ในขั้นนี้จึงทำให้เห็นเพียงแกนสำคัญก่อนว่า เชียงรายมีขนาดประชากรที่มากพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องประเมินจังหวัดนี้ใหม่ ไม่ใช่มองเพียงในฐานะเมืองรอง แต่เป็นตลาดภูมิภาคที่มีมวลผู้คนจริงรองรับอยู่แล้ว

เชียงรายในฐานะจังหวัดชายแดนที่ต้องบริหารทั้งโอกาสและความเปราะบาง

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขของเชียงรายต่างจากจังหวัดขนาดใหญ่หลายแห่ง คือการเป็นจังหวัดชายแดนที่มีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง วัฒนธรรม และการเคลื่อนย้ายแรงงานในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีผู้ไม่ได้สัญชาติไทยจำนวนมาก โจทย์ของจังหวัดยิ่งไม่ใช่แค่การเพิ่มรายได้หรือขยายการลงทุน แต่รวมถึงการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน การสื่อสารภาครัฐ การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน และการลดความเปราะบางทางสังคมในพื้นที่ที่มีความหลากหลายสูง

ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่าการใช้ข้อมูลประชากรของเชียงรายต้องละเอียดและไม่ด่วนสรุป เพราะตัวเลขเดียวกันสามารถชี้ได้ทั้ง “โอกาส” และ “ภาระ” หากมองด้านบวก มันสะท้อนแรงงานและพลังทางเศรษฐกิจที่มีชีวิตจริงอยู่ในพื้นที่ หากมองด้านบริหาร มันคือภารกิจของรัฐในการออกแบบระบบให้รองรับคนจำนวนมากอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะใช้ตัวเลขประชากรชุดนี้เป็นเครื่องมือวางแผนอย่างไร โดยไม่ตีตราหรือทำให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวเกินความจำเป็น

จากตัวเลขบนกระดาษสู่คำถามที่สังคมท้องถิ่นต้องตอบ

เมื่อข้อมูลประชากรถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ คำถามที่สังคมเชียงรายควรถามต่ออาจไม่ใช่เพียงว่า “จังหวัดมีคนอยู่กี่คน” แต่ควรเป็น “จังหวัดพร้อมแค่ไหนกับคนจำนวนนี้” พร้อมหรือไม่กับระบบสุขภาพที่ต้องดูแลประชากรจำนวนมาก พร้อมหรือไม่กับโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการเติบโตของเมือง พร้อมหรือไม่กับเศรษฐกิจที่ต้องสร้างงานให้เพียงพอ และพร้อมหรือไม่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่มีการขยายตัวของกิจกรรมมนุษย์ต่อเนื่อง

คำถามเหล่านี้สำคัญเพราะตัวเลขประชากรไม่ใช่ข้อมูลนิ่ง หากเป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจหลายเรื่องทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับคนทำงานพัฒนาเมือง นักธุรกิจ หรือผู้ติดตามนโยบายท้องถิ่น ข้อมูลชุดนี้จึงมีมูลค่าเกินกว่าการรับรู้ทั่วไป มันทำหน้าที่คล้ายภาพเอกซเรย์ของจังหวัด ที่บอกให้เห็นขนาด โครงสร้าง และประเด็นเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ข้างใน เพียงแต่คำตอบว่าจะจัดการอย่างไรต่อ ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้กำหนดนโยบายและภาคส่วนต่าง ๆ ในจังหวัดที่จะอ่านตัวเลขนี้ให้ขาด

จุดเปลี่ยนของเชียงรายอาจไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนคน แต่เป็นคุณภาพของการวางแผน

หากมองในระยะยาว ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 1,295,922 คน อาจไม่ใช่เพียงการบอกว่าเชียงรายมีประชากรมากเพียงใด แต่เป็นการบอกว่าจังหวัดนี้เข้าสู่จุดที่การวางแผนแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป จังหวัดที่มีทั้งฐานประชากรขนาดใหญ่ ความหลากหลายทางสถานะ และแรงเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชายแดน จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจริงมากขึ้นในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการขยายบริการสาธารณะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการสื่อสารสาธารณะที่เข้าใจความต่างของผู้คนในพื้นที่

ท้ายที่สุด ตัวเลขจากสำนักทะเบียนกลางอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหญ่กว่านั้น สำหรับเชียงราย มันคือภาพสะท้อนว่าจังหวัดนี้มีทั้ง “มวลคน” และ “มวลประเด็น” มากพอจะกำหนดอนาคตของตัวเองในฐานะจังหวัดสำคัญของภาคเหนือได้อย่างชัดเจน คำถามจึงไม่ใช่ว่าเชียงรายใหญ่พอหรือไม่ เพราะตัวเลขตอบแล้วว่ามากพอ แต่คำถามคือภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และสังคมจะใช้ความจริงชุดนี้วางอนาคตของจังหวัดอย่างไรให้สมกับขนาดและศักยภาพที่มีอยู่จริง

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏชัดจากเอกสาร

จังหวัดเชียงรายมีราษฎรรวม 1,295,922 คน โดยเป็นผู้มีสัญชาติไทย 1,161,332 คน และผู้ไม่ได้สัญชาติไทย 134,590 คน

ประชากรชายของเชียงรายมี 627,342 คน และประชากรหญิงมี 668,580 คน ทำให้ประชากรหญิงมากกว่าชาย 41,238 คน จากการรวมตัวเลขตามเพศในเอกสารชุดเดียวกัน

ประกาศดังกล่าวเป็นประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 และลงประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ประกาศสำนักทะเบียนกลาง เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โดยผู้อำนวยการทะเบียนกลาง และแสดงข้อมูลประชากรทั้งประเทศ กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัดในตารางหน้า 1 ถึง 3 ของเอกสาร
  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
TRAVEL

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ปี 2569

เชียงรายและพะเยายกของดีขึ้นเวทีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 สะท้อนพลังเมืองรองในยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2569

กรุงเพทฯ,25 มีนาคม 2569 – ภาพเปิดงานที่มากกว่างานแฟร์ท่องเที่ยว ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนนักเดินทาง แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์ รายได้ที่กระจายสู่ชุมชน และความสามารถในการทำให้คนไทยอยากออกเดินทางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง งานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ประจำปี 2569 จึงมีความหมายมากกว่างานแสดงสินค้าเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะงานนี้กำลังทำหน้าที่เป็นเวทีใหญ่ของนโยบายท่องเที่ยวไทยในภาคปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่ฮอลล์ 1 ถึง 4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน และมี นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เข้าร่วมพิธีเปิดด้วย

ความสำคัญของภาพเปิดงานครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่พิธีการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สารซึ่งภาครัฐต้องการส่งต่อไปยังผู้คนทั้งประเทศว่า การท่องเที่ยวในปี 2569 จะไม่หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่สวยงามหรือแคมเปญชวนเที่ยวเท่านั้น แต่จะขยับไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า การยกระดับสินค้าท้องถิ่น และการทำให้เมืองรองมีพื้นที่มากขึ้นในจินตนาการของนักท่องเที่ยวไทย

แกนของงานคือการผลักไทยเที่ยวไทยให้มีความหมายมากขึ้น

ข้อมูลจากการจัดงานระบุชัดว่า วัตถุประสงค์ของเทศกาลเที่ยวเมืองไทยปีนี้ คือการประชาสัมพันธ์และสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมนำเสนอสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับตลาดในประเทศ อีกทั้งยังเน้นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงจากเมืองท่องเที่ยวหลักสู่เมืองท่องเที่ยวรอง สร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ และพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ในปี 2569

หัวใจของการสื่อสารทั้งหมดถูกร้อยเข้ากับแนวคิด สุขทันทีที่เที่ยวไทย” ผ่านกรอบ 5 Must Do in Thailand ซึ่งประกอบด้วย Must Taste อิ่มใจ, Must Try วัดใจ, Must Buy ฮีลใจ, Must Seek เพลินใจ และ Must See ชื่นใจ แนวคิดนี้สะท้อนชัดว่ารัฐกำลังมองการท่องเที่ยวในฐานะประสบการณ์รอบด้าน ไม่ใช่เพียงการเดินทางไปถึงจุดหมาย แต่ต้องมีรสชาติ มีกิจกรรม มีการซื้อของที่มีความหมาย มีการค้นพบ และมีภาพความประทับใจที่ทำให้คนอยากกลับไปอีก

เมื่อพิจารณาจากทิศทางนี้ จะเห็นได้ว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รวมบูธจังหวัดต่าง ๆ ไว้ในที่เดียว แต่กำลังพยายามยกเอา “ประเทศไทยฉบับเข้มข้น” มาวางตรงหน้าให้ผู้บริโภคได้สัมผัส และในกระบวนการนั้น เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็ได้รับพื้นที่สำคัญอย่างชัดเจน

เชียงรายและพะเยาในงานใหญ่ระดับประเทศ

หนึ่งในภาพที่โดดเด่นของงานปีนี้ คือบูธ เชียงรายและพะเยา ในโซนหมู่บ้านภาคเหนือ ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพื้นที่รวมของดี ของอร่อย และงานคราฟต์สร้างสรรค์จากสองจังหวัด ภายใต้การสื่อสารจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย ที่เชิญชวนผู้ร่วมงานให้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของบูธอย่างใกล้ชิด

สาระสำคัญของบูธนี้อยู่ที่การรวบรวมผู้ประกอบการจากเชียงรายและพะเยารวม 11 ราย มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน พร้อมแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนอาหาร โซนเครื่องดื่มกับเบเกอรี่ และ โซน OTOP CRAFT การจัดวางเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่เป็นการเล่าตัวตนของพื้นที่ผ่านสามภาษาในเวลาเดียวกัน ภาษาแรกคือรสชาติ ภาษาาที่สองคือไลฟ์สไตล์ และภาษาที่สามคือภูมิปัญญากับงานออกแบบ

เมื่อมองในมุมข่าว บูธเชียงรายและพะเยาจึงไม่ใช่แค่ร้านค้ามาตั้งขายของในงาน แต่คือภาพแทนของเศรษฐกิจชุมชนที่กำลังพยายามเชื่อมตัวเองเข้ากับตลาดการท่องเที่ยวสมัยใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

11 ผู้ประกอบการกับการเล่าเรื่องสองจังหวัดผ่านของกิน ของใช้ และงานสร้างสรรค์

ใน โซนอาหาร ผู้ร่วมงานได้พบกับ ร้านข้าวซอยน้ำคั่ว จังหวัดเชียงราย หมูฝอยสมุนไพรแม่พิม จังหวัดเชียงราย และ ร้านสุขแต๊ จังหวัดพะเยา รายชื่อเหล่านี้สะท้อนว่าเชียงรายและพะเยาไม่ได้ขายอาหารเพียงในฐานะของกิน แต่กำลังนำอาหารขึ้นมาเป็นตัวแทนเรื่องเล่าของพื้นที่ ทั้งรสชาติพื้นเมือง ความเป็นครัวเหนือ และการปรับอาหารท้องถิ่นให้สอดรับกับผู้บริโภคร่วมสมัย

ใน โซนเครื่องดื่มและเบเกอรี่ มีทั้ง วันทีแอทอะไทม์ จังหวัดเชียงราย สเตลล่า คาเฟ่ แอนด์ บาร์ จังหวัดเชียงราย และ โรงคั่วกาแฟพะเยา จังหวัดพะเยา การมีร้านลักษณะนี้อยู่ในบูธเดียวกันบอกให้เห็นว่าภาคเหนือไม่ได้มีเพียงอาหารพื้นเมืองดั้งเดิม แต่กำลังเติบโตในด้านวัฒนธรรมชา กาแฟ และธุรกิจคาเฟ่ที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างชัดเจน

ส่วน โซน OTOP CRAFT มีผู้ประกอบการอย่าง ผ้าปักบ้านสันกอง จังหวัดเชียงราย NineShop99 Chiang Rai วรากรไหมฝ้าย จังหวัดเชียงราย ญาดาผักตบชวา จังหวัดพะเยา และ คราฟท์ สตูดิโอ แบรนด์จินจ๋า จังหวัดพะเยา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเมืองรองในวันนี้ไม่ได้แยกขาดจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกต่อไป งานผ้า งานแฟชั่น งานจักสาน และงานคราฟต์ท้องถิ่นกำลังถูกยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านไปสู่สินค้าที่มีดีไซน์ มีเรื่องราว และมีศักยภาพในตลาดจริง

บูธเล็กที่สะท้อนเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของเมืองรอง

เหตุผลที่บูธเชียงรายและพะเยามีน้ำหนักในทางข่าว ไม่ได้อยู่ที่จำนวนร้านค้า แต่อยู่ที่มันสะท้อนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน ทุกสินค้าที่ถูกนำมาแสดงในงานล้วนเชื่อมโยงกับทรัพยากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบอาหาร งานฝีมือ ภูมิปัญญาผ้า หรือวัฒนธรรมกาแฟและเครื่องดื่ม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสินค้าที่ไม่สามารถแยกออกจากบริบทของชุมชนได้

ในอดีต เมืองรองจำนวนมากมักถูกโฆษณาผ่านภาพธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันกำลังบอกเราว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางจากอาหาร จากคาเฟ่ จากของฝาก จากงานคราฟต์ และจากเรื่องราวของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น การนำผู้ประกอบการทั้ง 11 รายมาสู่เวทีระดับประเทศ จึงไม่ใช่เพียงการขายสินค้าเฉพาะกิจ หากเป็นการวางตำแหน่งของเชียงรายและพะเยาให้เป็นจุดหมายที่มีทั้งรสชาติและบุคลิกชัดเจน

นโยบายระดับกระทรวงเดินมาถึงระดับผู้ประกอบการจริง

คำกล่าวของ นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ มีน้ำหนักอย่างมากในการอธิบายภาพใหญ่ของงาน เธอระบุว่า เทศกาลเที่ยวเมืองไทยที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาร่วมกับ ททท. จัดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปีที่ 44 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการพลิกโฉมการท่องเที่ยวไทยสู่มิติใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Thailand” ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน

ประโยคสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่คำว่า มูลค่าเพิ่มจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือสิ่งที่บูธเชียงรายและพะเยากำลังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวคือ พื้นที่ไม่ได้ถูกส่งเสริมเพียงให้ขายของ แต่ถูกผลักให้เปลี่ยนความเป็นตัวเองให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องละทิ้งรากเดิม

ขณะที่ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำว่า งานนี้เป็นกิจกรรมการตลาดที่ยกความมหัศจรรย์ของประเทศไทยมาไว้ในที่เดียว และจะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีจากการสร้างการรับรู้ความเป็นเอกลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรม นี่คือคำอธิบายที่ทำให้เห็นว่า เวทีนี้ไม่ใช่งานขายบูธเพียงห้าวัน แต่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณยาวตลอดปีไปยังตลาดท่องเที่ยวทั้งประเทศ

โซนภาคเหนือกับการเปลี่ยนภาพจำจากฤดูหนาวสู่จุดหมายทั้งปี

ภายใต้ 9 โซนกิจกรรมหลักของงาน โซนภาคเหนือ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “SEASON OF NORTH 2026 สุขทันที ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” โดยมุ่งผลักภาคเหนือให้เป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางได้ตลอดทั้งปีในลักษณะ Year Round Destination พร้อมนำเสนอภาคเหนือในรูปแบบ “Contemporary Lanna”

แนวคิดนี้สำคัญมากต่อเชียงรายและพะเยา เพราะที่ผ่านมา ภาพจำของภาคเหนือมักผูกอยู่กับฤดูหนาวเป็นหลัก แต่การนำเสนอผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ในงานครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังถูกเล่าใหม่ในฐานะพื้นที่ที่มีแรงดึงดูดตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตาม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเมื่อก่อนคนเลือกไปเชียงรายเพราะอากาศหนาวหรือไปพะเยาเพราะบรรยากาศเงียบสงบ วันนี้รัฐกำลังพยายามทำให้คนอยากเดินทางไปเพราะมีของกินน่าสนใจ มีร้านกาแฟคุณภาพ มีงานผ้าสวย มีงานคราฟต์ร่วมสมัย และมีประสบการณ์เฉพาะถิ่นที่ไม่มีที่อื่น

กรมการท่องเที่ยวใช้พื้นที่เดียวกันย้ำมาตรฐานและเทคโนโลยี

ในอีกมิติหนึ่ง งานนี้ยังเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ภารกิจของ กรมการท่องเที่ยว ผ่านบูธที่กองพัฒนาบริการท่องเที่ยวจัดแสดง โดยเนื้อหาครอบคลุมมาตรฐานและบริการท่องเที่ยว ข้อมูลที่พัก กิจกรรมจาก 5 ภูมิภาค ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน สถานประกอบการ ชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตลอดจนการพัฒนาดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อการท่องเที่ยว

ประเด็นนี้ทำให้ภาพของงานมีความครบถ้วนยิ่งขึ้น เพราะบอกว่าการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเชื่อมเรื่องมาตรฐาน เทคโนโลยี และระบบบริการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์นักท่องเที่ยวด้วย เมื่อผนวกเข้ากับผู้ประกอบการจริงในพื้นที่อย่างเชียงรายและพะเยา ก็ยิ่งเห็นโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมตั้งแต่ระดับกระทรวงลงมาถึงระดับร้านค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

9 โซนกิจกรรมสะท้อนการยกทั้งประเทศมาไว้ในที่เดียว

หนึ่งในเหตุผลที่เทศกาลเที่ยวเมืองไทยยังคงมีน้ำหนักในฐานะเครื่องมือการตลาดระดับชาติ คือการที่งานไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่การแบ่งภาคตามภูมิศาสตร์ แต่พยายามสร้างประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่ากำลังเดินทางผ่านทั้งประเทศในพื้นที่เดียว

ปีนี้มีการจัด 9 โซนกิจกรรม ครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ โซน Amazing Thailand โซน Road to Sustainability โซนพันธมิตรและผู้ประกอบการ รวมถึงเวทีกลางซึ่งจัดกิจกรรมบันเทิงและการแสดงตลอด 5 วัน สิ่งเหล่านี้ทำให้งานไม่ใช่เพียงพื้นที่ขายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สร้างบรรยากาศการอยากเดินทางอย่างเป็นระบบ

สำหรับเชียงรายและพะเยา การอยู่ในงานลักษณะนี้จึงมีประโยชน์มากกว่าการขายของหน้าบูธ เพราะได้อยู่ในบริบทที่ผู้คนเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่อยู่แล้ว และพร้อมเชื่อมโยงสิ่งที่ชิม สิ่งที่เห็น และสิ่งที่ซื้อ เข้ากับแผนการเดินทางในอนาคต

ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงคำขวัญ แต่ถูกทำให้เห็นผ่านการจัดงาน

อีกหนึ่งจุดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย คือการที่ ททท. เดินหน้าต่อเป้าหมาย Zero Waste to Landfills ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมีจุดคัดแยกขยะ 14 จุดทั่วพื้นที่จัดงาน และขอความร่วมมือร้านค้าและผู้ประกอบการจัดการขยะอย่างครบวงจรเพื่อลดปริมาณขยะให้ต่ำกว่าปีก่อน

แม้รายละเอียดนี้จะดูเป็นเรื่องเบื้องหลังงาน แต่ในมุมข่าวเชิงลึก มันคือสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐพยายามทำให้การเติบโตของการท่องเที่ยวไม่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกำลังผลักแนวคิดความยั่งยืนให้หลุดจากการเป็นเพียงถ้อยคำในงานสัมมนา ไปสู่การปฏิบัติจริงแม้ในอีเวนต์ขนาดใหญ่

บูธเชียงรายและพะเยาในเวทีใหญ่ของประเทศ

เมื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมดร่วมกัน จะเห็นว่าบูธเชียงรายและพะเยาในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 มีความหมายมากกว่าพื้นที่ออกบูธขายสินค้า เพราะเป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ 3 ระดับพร้อมกัน

ระดับแรก คือการเปลี่ยนผ่านของ เมืองรอง ที่ไม่ได้รอให้คนแวะผ่านอีกต่อไป แต่เริ่มแสดงตัวตนของตัวเองอย่างชัดเจนผ่านอาหาร เครื่องดื่ม งานคราฟต์ และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจริง

ระดับที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านของ นโยบายท่องเที่ยวไทย ที่พยายามขยับจากการตลาดเชิงปริมาณ ไปสู่การสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่า ยกระดับมาตรฐาน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

ระดับที่สาม คือการเปลี่ยนผ่านของ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชนผู้ประกอบการ ที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การโฆษณาสถานที่ แต่เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจจริงในท้องถิ่นออกมาเป็นผู้เล่าเรื่องจังหวัดของตัวเองต่อหน้าผู้บริโภคโดยตรง

ในความหมายนี้ บูธเชียงรายและพะเยาจึงเป็นมากกว่าจุดชิม จุดช้อป หรือจุดเช็กอินในงาน หากเป็นภาพย่อส่วนของทิศทางการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ที่พยายามทำให้การเดินทางมีทั้งความสุข คุณค่า รายได้ และความยั่งยืนอยู่ในเรื่องเดียวกัน และถ้าการผลักดันนี้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง เมืองรองอย่างเชียงรายและพะเยาก็อาจไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกของนักเดินทางอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นจุดหมายที่ถูกตั้งใจเลือกมากขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ข้อมูลจาก นางสาวยุรีพรรณ แสนใจยา ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเชียงราย
  •  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 
  •  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า คาดเปิดใช้งานพฤษภาคม 2569

สะพานฮาแหล่จะยังไม่เปิดใช้ แม้งานใกล้เสร็จ หลังงบจำกัดกระทบงานทางเข้า ชุมชนริมกกยังรอวันกลับมาของเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมสามตำบล

เชียงราย,25 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของข่าวที่ชาวบ้านรอฟังมากที่สุด สำหรับคนในพื้นที่ตำบลแม่ยาว ตำบลดอยฮาง และตำบลห้วยชมภู คำถามสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงว่าสะพานแขวนฮาแหล่จะสร้างไปถึงไหนแล้ว แต่คือเมื่อใดสะพานที่เคยเป็นเส้นทางหลักของชีวิตจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง หลังจากอุทกภัยใหญ่เมื่อปี 2567 พัดทำลายโครงสร้างเดิมจนแทบไม่เหลือสภาพเดิมให้ใช้งานได้

คำตอบที่ใกล้ความจริงมากที่สุดในเวลานี้ เมื่อ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “จิ๊บ” ในฐานะคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ให้สัมภาษณ์ว่า สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ในขณะนี้ เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการก่อสร้างตัวสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการถนนบางส่วนที่ต้องตัดเข้ามายังจุดสะพานได้ครบถ้วนตามแผนได้ในเร็ววัน ซึ่งกำลังพยายามมีกำหนดเปิดใช้งานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569

แม้คำตอบนี้อาจสร้างความผิดหวังให้คนที่เฝ้ารอ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสะพานอย่างเดียว หากอยู่ที่องค์ประกอบโดยรอบซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานจริงด้วย และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดที่แนบมา จะพบว่านี่คือโครงการที่ไม่ได้เริ่มจากความพร้อมสมบูรณ์ของงบประมาณรัฐ หากเกิดจากการระดมพลังของหลายฝ่ายเพื่อฟื้นฟูสิ่งที่ชุมชนขาดไม่ได้

สะพานที่ไม่ใช่แค่สะพาน แต่คือทางลัดของชีวิตผู้คน

สิ่งที่ทำให้สะพานฮาแหล่จะมีความหมายมากกว่าสิ่งปลูกสร้างทั่วไป คือบทบาทของมันในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน สะพานแห่งนี้เชื่อมระหว่าง บ้านแคววัวดำ หมู่ 12 ตำบลแม่ยาว กับ บ้านผาเสริฐ หมู่ 6 ตำบลดอยฮาง และถูกใช้งานร่วมกันโดยคนจากอย่างน้อย 3 ตำบล ได้แก่ แม่ยาว ดอยฮาง และห้วยชมภู

ในทางกายภาพ สะพานช่วยร่นระยะทางการเดินทางจากเดิมราว 10 กิโลเมตร เหลือเพียงประมาณ 120 เมตร แต่ในทางสังคม ผลของมันใหญ่กว่าตัวเลขนั้นมาก เพราะระยะทางที่หายไปไม่ใช่เพียงถนนที่สั้นลง หากหมายถึงเวลาในการไปโรงเรียนของเด็ก เวลาขนผักและผลผลิตของเกษตรกร เวลาที่คนป่วยจะเข้าถึงการรักษา และเวลาที่ญาติพี่น้องจากคนละฝั่งน้ำกกจะเดินทางไปมาหาสู่กัน

ในวันที่สะพานยังสมบูรณ์ มีข้อมูลว่ามีประชาชนจาก 300 ถึง 500 หลังคาเรือนในพื้นที่พึ่งพาสะพานนี้ และมีผู้สัญจรต่อวันในระดับหลักพัน ทั้งคนเดินเท้า รถจักรยานยนต์ และรถเข็นที่ใช้ขนของในชีวิตประจำวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของชุมชนริมกกอย่างแท้จริง

ก่อนมีสะพาน ชุมชนเคยอยู่กับความเสี่ยงและความห่างไกล

เรื่องราวของสะพานฮาแหล่จะไม่ได้เริ่มจากโครงการท่องเที่ยว หรือแนวคิดสร้างแลนด์มาร์ก แต่เริ่มจากปัญหาธรรมดาที่หนักหนาสำหรับคนชนบทริมแม่น้ำ นั่นคือการเดินทางไปมาในพื้นที่ที่แม่น้ำกกกั้นกลาง

ข้อมูลที่แนบระบุว่า ในอดีตชาวบ้านต้องใช้เรือพายข้ามฝั่งหรือเดินทางอ้อมไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉพาะในฤดูฝนที่น้ำแรงและอันตรายสูง เคยเกิดอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิตหลายครั้ง และเมื่อน้ำหลาก การข้ามฝั่งยิ่งกลายเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุ

สะพานฮาแหล่จะจึงถือกำเนิดขึ้นในปี 2541 ด้วยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มีการช่วยสร้างโรงเรียนแคววัวดำให้เด็กในพื้นที่ แต่แม้จะมีโรงเรียน หากไม่มีเส้นทางที่ปลอดภัย เด็กจำนวนมากก็ยังไม่สามารถไปถึงห้องเรียนได้อย่างสะดวก สะพานแห่งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อทำให้การเดินทางไปโรงเรียนจากเดิมที่ต้องอ้อมไกลกว่า 10 กิโลเมตร เหลือเพียงการข้ามน้ำกกในระยะสั้น

นับแต่นั้นเป็นต้นมา สะพานฮาแหล่จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับส่งเด็กไปโรงเรียน แต่ยังกลายเป็นทางผ่านของวิถีชีวิตทั้งชุมชนอย่างเต็มรูปแบบ

ชื่อที่มีความหมาย และบทบาทที่เชื่อมผู้คนมากกว่าฝั่งน้ำ

คำว่า ฮาแหล่จะ ถูกอธิบายไว้ในข้อมูลว่า หมายถึง ความสัมพันธ์ที่ดีเลิศ ซึ่งเป็นชื่อที่นายโมโตยุกิ ซาไกและชาวบ้านร่วมกันตั้งไว้ในวันเปิดใช้งานสะพานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ชื่อดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสะพานได้อย่างชัดเจน เพราะมันไม่เพียงเชื่อมฝั่งแม่น้ำ แต่เชื่อมคน เชื่อมชาติพันธุ์ และเชื่อมวัฒนธรรมเข้าหากัน

พื้นที่รอบสะพานเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนชาติพันธุ์หลากหลาย โดยเฉพาะ ลาหู่ และ กะเหรี่ยง ซึ่งมีประเพณีสำคัญของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีกินวอของชาวลาหู่ เทศกาลกินข้าวใหม่ หรือเทศกาลคริสต์มาสของชุมชนที่นับถือศาสนาคริสต์ สะพานแห่งนี้จึงเป็นเส้นทางที่ทำให้คนต่างหมู่บ้านไปมาหาสู่กัน ร่วมงานประเพณี และสานสัมพันธ์กันเหมือนเครือญาติ

ในความหมายเช่นนี้ การพังของสะพานจากอุทกภัยจึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการตัดขาดเส้นเลือดของความสัมพันธ์ในระดับชุมชนด้วย

อุทกภัยปี 2567 เปลี่ยนสะพานจากสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อให้กลายเป็นบาดแผลของพื้นที่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2567 เมื่ออุทกภัยครั้งใหญ่ซัดผ่านจังหวัดเชียงรายและพัดสะพานฮาแหล่จะเสียหายอย่างรุนแรง ข้อมูลล่าสุดของคณะกรรมการระบุว่าสะพานเดิมเสียหายเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ จนไม่สามารถใช้สัญจรได้ตามปกติอีกต่อไป

เมื่อสะพานหายไป ชาวบ้านต้องกลับไปอยู่กับปัญหาเดิมอีกครั้ง คือการเดินทางอ้อมไกล การขนส่งยากขึ้น เด็กไปโรงเรียนลำบากขึ้น และการเข้าถึงถนนหลักเพื่อเข้าเมืองหรือไปพบแพทย์ต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าที่เคยเป็น ความเสียหายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้าง แต่เป็นผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งยังชี้ให้เห็นว่า แม้สะพานจะอยู่ในสภาพชำรุดมาระยะหนึ่งก่อนน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านก็ยังพยายามซ่อมใช้งานกันเองเป็นจุด ๆ ด้วยไม้ไผ่หรือวัสดุพื้นบ้านตามกำลัง เพราะไม่มีทางเลือกอื่น นั่นสะท้อนว่าสะพานแห่งนี้มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากเพียงใด

เส้นทางฟื้นฟูเริ่มจากความร่วมมือ ไม่ได้เริ่มจากงบประมาณรัฐล้วน

หลังสะพานพัง ความหวังของชุมชนค่อย ๆ กลับมาเมื่อเกิดการผลักดันโครงการซ่อมสร้างอย่างจริงจัง จนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 และมีการรายงานข่าวต่อเนื่องในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และคณะกรรมการโครงการ

หน่วยงานและบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย นายปิยพันธุ์ ธนะโสภณ ประธานคณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ, นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายอภิรักษ์ อินต๊ะวัง นายกเทศมนตรีตำบลแม่ยาว, นายเอื้ออังกูร เทพสมรส นายกเทศมนตรีตำบลดอยฮาง และ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ

โครงการนี้ใช้งบประมาณรวม 6,170,000 บาท โดยแหล่งเงินหลักมาจากภาคเอกชนสองส่วน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โครงการช่อง 8 ปันน้ำใจ จำนวน 6,000,000 บาท และ โรงแรมโฆษะขอนแก่นและกลุ่ม Kosa Group จำนวน 170,000 บาท ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่า การสร้างสะพานขึ้นใหม่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกลไกงบประมาณราชการแบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นโมเดลผสมระหว่างภาคสังคม ภาคเอกชน และภาครัฐในระดับพื้นที่

จากกำหนดเสร็จกรกฎาคม 2568 สู่ความจริงที่เลื่อนมาถึงพฤษภาคม 2569

เอกสารโครงการเดิมระบุว่า หากไม่มีอุปสรรค การก่อสร้างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 แต่เมื่อมาถึงสถานะล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 สะพานยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้จริง และคณะกรรมการจึงใช้เป้าหมายใหม่เป็น ภายในเดือนพฤษภาคม 2569

ความแตกต่างของสองช่วงเวลานี้สำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าโครงการมีความล่าช้าจากแผนเดิม และข้อมูลล่าสุดก็อธิบายสาเหตุบางส่วนไว้แล้วว่า งบประมาณที่มีจำกัดถูกใช้ไปกับงานโครงสร้างสะพานเกือบทั้งหมด ทำให้งานประกอบอื่น โดยเฉพาะการทำถนนหรือทางเข้าบางส่วน ยังไม่สามารถปิดงานได้ครบถ้วน

นอกจากนี้ ในคำอธิบายของณัฐธายาน์ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันยังต้องเข้าไปดู รายละเอียดงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่วมกับผู้รับเหมาอย่างต่อเนื่อง และวิกฤตด้านน้ำมันในช่วงนี้ก็อาจทำให้บางอย่างไม่เป็นไปตามแผนเดิมทั้งหมด แม้เช่นนั้น คณะกรรมการยังยืนยันว่ามุ่งหมายจะส่งมอบสะพานให้สมบูรณ์และใช้การได้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค

โครงสร้างใหม่ถูกยกระดับให้แข็งแรงกว่าเดิม แต่ความพร้อมใช้งานไม่ได้วัดแค่ตัวสะพาน

จากข้อมูลที่แนบมา งานซ่อมสร้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการซ่อมจุดชำรุด แต่เป็นการสร้างใหม่ในระดับโครงสร้าง โดยใช้ลวดสลิงเดิมในส่วนที่ยังใช้ได้ พร้อมปรับพื้นและองค์ประกอบรับน้ำหนักให้มั่นคงกว่าเดิม มีการใช้โครงสร้างลวดและตะแกรงเหล็กแทนพื้นไม้เดิมในหลายส่วน รวมทั้งมีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะคอสะพาน และปรับภูมิทัศน์โดยรอบให้เหมาะต่อการใช้งานและการท่องเที่ยวในอนาคต

อย่างไรก็ตามล่าสุดสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า สะพานที่โครงสร้างเกือบเสร็จ ไม่ได้แปลว่าพร้อมใช้งานทันที หากระบบทางเข้า ทางเชื่อม และพื้นที่โดยรอบยังไม่เรียบร้อย การเปิดใช้ก็ยังเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยหรือใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างคำว่า ใกล้เสร็จ กับคำว่า พร้อมเปิดใช้งาน ซึ่งเป็นคนละขั้นตอนกัน

รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอลงพื้นที่ ตรวจหน้างานและข้อกังวลเรื่องสิ่งปลูกสร้างใกล้โครงการ

อีกหนึ่งข้อมูลที่ช่วยยืนยันว่าพื้นที่สะพานยังอยู่ในช่วงติดตามใกล้ชิด คือการลงพื้นที่ของ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และ นายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการดำเนินการสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้กับโครงการปรับปรุงสะพานแขวนฮาแหล่จะ บริเวณบ้านแคววัวดำ ตำบลแม่ยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการที่กำลังก่อสร้างอยู่

การลงพื้นที่ดังกล่าวมีนัยสำคัญเพราะสะท้อนว่ารัฐไม่ได้ปล่อยให้โครงการเดินไปตามยถากรรม แต่ยังติดตามความเสี่ยงรอบพื้นที่ ทั้งเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโครงการ และเพื่อให้การเปิดใช้งานในอนาคตเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงจริง

ชาวบ้านรอสะพานด้วยเหตุผลที่ลึกกว่าการเดินทาง

หากมองจากภายนอก หลายคนอาจเห็นสะพานฮาแหล่จะเป็นเพียงจุดชมวิวสวยกลางธรรมชาติ แต่สำหรับคนในพื้นที่ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง เด็กจำนวนมากเคยใช้สะพานข้ามไปโรงเรียน ชาวบ้านใช้ขนส่งผลผลิตการเกษตร ทั้งผัก พืชไร่ หรือของใช้จำเป็น คนต่างฝั่งใช้สะพานเพื่อไปมาหาสู่กันในงานประเพณี งานคริสต์มาส งานกินวอ หรือเทศกาลกินข้าวใหม่

เมื่อสะพานหายไป ความเงียบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เงียบเพราะวิวสวยถูกปิด แต่เงียบเพราะวิถีชีวิตบางส่วนถูกตัดขาดไปชั่วคราว และเมื่อสะพานใกล้กลับมา ชุมชนจึงไม่ได้รอแค่การเปิดโครงสร้าง แต่รอการกลับมาของจังหวะชีวิตที่เคยคุ้นเคยด้วย

จากโครงสร้างสัญจรสู่ความหวังใหม่เรื่องท่องเที่ยวและรายได้

นอกจากบทบาทด้านชุมชนแล้ว คณะกรรมการและหน่วยงานในพื้นที่ยังมีความหวังว่าสะพานฮาแหล่จะจะกลายเป็น แลนด์มาร์กใหม่ของเชียงราย และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในจังหวัดและจากต่างพื้นที่

ข้อความประชาสัมพันธ์ของพื้นที่หลายชิ้นชี้ไปในทางเดียวกันว่า สะพานแขวนแห่งนี้มีศักยภาพเป็นจุดเช็กอินกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าเขียว และแม่น้ำกก พร้อมเชื่อมกับเสน่ห์วิถีชุมชนชาติพันธุ์ หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันพัฒนาต่อยอด ทั้งด้านภูมิทัศน์ ร้านค้า สินค้า OTOP และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พื้นที่นี้ก็อาจกลายเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้าสู่ชุมชนได้จริง

อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ควรถูกมองเป็น เป้าหมายและความคาดหวัง มากกว่าข้อสรุปที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะจนถึงขณะนี้ สะพานยังอยู่ในช่วงรอเปิดใช้งาน และผลทางเศรษฐกิจในอนาคตยังต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหลังเปิดใช้ด้วย

บทบาทของภาคประชาชนและเอกชน คือหัวใจของโครงการนี้

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่เพียงตัวสะพาน แต่คือรูปแบบการทำงานของคนที่เกี่ยวข้อง โครงการซ่อมสร้างสะพานฮาแหล่จะครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการซึ่งหลายฝ่ายระบุว่าเป็นการทำงานแบบจิตอาสา 100 เปอร์เซ็นต์ มีทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันประคับประคองโครงการมาอย่างต่อเนื่อง

ณัฐธายาน์กล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้รับเหมา บริษัท บีเทคกรุ๊ป จำกัด และ คุณประสงค์ จันทร์วงษ์ ในลักษณะที่สะท้อนความร่วมมือระยะยาวเกือบสองปี พร้อมใช้คำว่าเป็น สะพานแห่งความสามัคคี ระหว่างคณะกรรมการและผู้รับเหมา คำอธิบายนี้แม้เป็นถ้อยคำจากฝ่ายโครงการ แต่ก็สะท้อนบรรยากาศที่ทำให้สะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงงานก่อสร้างธรรมดา หากเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเอาใจลงไปด้วย

ประเด็นที่ยังต้องจับตา คือการปิดงานให้ครบและเปิดใช้ได้อย่างปลอดภัย

แม้บรรยากาศโดยรวมจะขยับไปในทิศทางบวก และมีการระบุหลายครั้งว่าสะพานใกล้เสร็จ แต่ในมุมที่ต้องยึดข้อเท็จจริง ประเด็นที่ยังต้องติดตามมีอย่างน้อย 3 เรื่อง

เรื่องแรก คือ งานถนนหรือทางเข้าบางส่วน ที่ยังเป็นข้อจำกัดจากงบประมาณ
เรื่องที่สอง คือ ความสมบูรณ์ของงานเก็บรายละเอียด ซึ่งคณะกรรมการยังต้องลงพื้นที่ตรวจต่อเนื่อง
เรื่องที่สาม คือ การบริหารพื้นที่โดยรอบหลังเปิดใช้ เพราะหากจะต่อยอดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวจริง จะต้องมีการจัดการเรื่องความปลอดภัย การจอดรถ ความสะอาด การดูแลภูมิทัศน์ และผลกระทบต่อชุมชนอย่างรอบคอบ

จึงกล่าวได้ว่ายังไม่ใช่ตอนจบของโครงการ แต่เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง ระหว่างคำว่า “เกือบเสร็จ” กับคำว่า “เปิดใช้ได้จริง”

บทสรุปของสะพานที่มากกว่าสิ่งปลูกสร้าง

สะพานฮาแหล่จะในวันนี้ยังไม่เปิดใช้งาน แม้งานก่อสร้างจะคืบหน้าไปมากแล้ว และชุมชนต่างเฝ้ารอการกลับมาของมันอย่างใกล้ชิด แต่ข้อจำกัดด้านงบประมาณและงานประกอบที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือข้อเท็จจริงที่ทำให้สะพานยังต้องรออีกระยะ

อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปสะพานที่ยังไม่เสร็จ แต่ชุมชนที่พยายามพาตัวเองกลับมายืนได้อีกครั้งหลังภัยพิบัติ การที่โครงสร้างพื้นฐานชิ้นหนึ่งสะท้อนความสำคัญของการศึกษา เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในพื้นที่ชนบทได้อย่างครบถ้วน และเป็นภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐร่วมกันพยายามซ่อมแซมมากกว่าสะพาน แต่กำลังซ่อมคืนเส้นทางชีวิตให้ผู้คนจำนวนมากด้วย

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่คณะกรรมการยืนยัน เดือนพฤษภาคม 2569 อาจเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งแม่น้ำกกได้กลับมาเดินข้ามสะพานแห่งนี้อีกครั้ง และวันนั้น สะพานฮาแหล่จะอาจไม่ได้เป็นเพียงสะพานแขวนหนึ่งเดียวของเชียงราย แต่จะเป็นหลักฐานชัดเจนอีกครั้งว่า ความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนสามารถพยุงชุมชนผ่านวิกฤตได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • คำให้สัมภาษณ์ของ ณัฐธายาน์ ตันติอัศวเวชกุล คณะกรรมการโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ต่อสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ วันที่ 25 มีนาคม 2569
  • ที่ทำการปกครอง อ.เมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการซ่อมสร้างสะพานแขวนฮาแหล่จะ ระหว่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย คณะกรรมการโครงการ เทศบาลตำบลแม่ยาว และเทศบาลตำบลดอยฮาง เมื่อวันที่ 26 และ 28 กุมภาพันธ์ 2568
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ก้าวสำคัญของเชียงราย! ยกระดับคณะอนุกรรมการเมืองเก่า คุมเข้มทัศนียภาพ 1.27 ตร.กม. ป้องกันรากเหง้าเลือนหาย

เชียงรายยกระดับคุมเข้มเมืองเก่า เร่งฟื้นคูเมืองโบราณ วางกติกาก่อสร้างใหม่ รักษารากเมืองพญามังรายท่ามกลางแรงกดดันจากการเติบโตของเมือง

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – จุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ เมื่อเมืองเติบโตเร็ว แต่รากประวัติศาสตร์อาจถอยหาย ในทุกเมืองที่กำลังเติบโต คำถามหนึ่งมักเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอว่า เมืองจะเดินหน้าสู่อนาคตอย่างไร โดยไม่ทำให้ร่องรอยของอดีตเลือนหายไปทีละน้อย สำหรับเชียงราย คำถามนั้นไม่ได้เป็นเพียงถ้อยเถียงเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะประชุมอย่างจริงจัง เมื่อจังหวัดเริ่มเห็นชัดว่าการขยายตัวของเมือง การก่อสร้างอาคาร และการใช้ที่ดินในเขตเมืองเก่า อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของพื้นที่มากกว่าที่เคยคาดคิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงราย ครั้งที่ 1 ปี 2569 เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองให้สอดคล้องกับการพัฒนาในปัจจุบัน โดยหนึ่งในประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุด คือการกำหนดมาตรการคุมเข้มการก่อสร้างและดัดแปลงอาคารของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจในเขตเมืองเก่าเชียงราย พื้นที่ 1.27 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจากนี้ไป ทุกโครงการจะต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อทัศนียภาพและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเก่า

มาตรการดังกล่าวทำให้เห็นชัดว่า จังหวัดเชียงรายกำลังขยับจากแนวทางอนุรักษ์เชิงรับ ไปสู่การจัดการเชิงรุกมากขึ้น เพราะในอดีตปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งมักไม่ได้เกิดจากการทำลายโบราณสถานอย่างโจ่งแจ้งเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยผ่านอาคารใหม่ ถนนใหม่ หรือโครงการใหม่ที่ค่อย ๆ ทำให้บริบทดั้งเดิมสูญเสียความหมายไปโดยไม่รู้ตัว

กรณีคูเมืองถูกกระทบ กลายเป็นสัญญาณเตือนว่าการอนุรักษ์ไม่อาจรอได้อีกแล้ว

สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไป คือการที่จังหวัดตรวจสอบพบการบุกรุกและทำลายแนวคูเมืองเดิมบริเวณพื้นที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ซึ่งถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผังเมืองโบราณของเชียงรายตั้งแต่สมัยพญามังราย ที่ประชุมจึงได้ประสานกรมศิลปากรให้เข้าระงับการดำเนินการที่ส่งผลกระทบ พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูอัตลักษณ์เมืองเก่าในระยะต่อไป

ประเด็นนี้มีน้ำหนักในเชิงข่าวอย่างมาก เพราะทำให้เห็นว่าการอนุรักษ์ไม่ได้อยู่ในสถานะปลอดภัยอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจ ตรงกันข้าม โครงสร้างที่หล่อเลี้ยงความเป็นเมืองเก่าของเชียงรายยังคงเผชิญแรงกดดันจริงจากการใช้พื้นที่ในปัจจุบัน และหากไม่มีการแทรกแซงอย่างทันท่วงที ความเสียหายบางอย่างอาจไม่สามารถย้อนคืนได้

มากไปกว่านั้น แนวคูเมืองและกำแพงเมืองไม่ได้เป็นเพียงวัตถุทางโบราณคดีที่แยกขาดจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นองค์ประกอบหลักของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่ช่วยบอกเล่าโครงสร้างเมืองยุคต้น บอกตำแหน่งประตูเมือง บอกแนวป้องกันเมือง และบอกถึงภูมิปัญญาการจัดการน้ำของคนในอดีต การฟื้นฟูคูเมืองจึงไม่ได้มีค่าแค่ในทางประวัติศาสตร์ แต่ยังสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม การระบายน้ำ และการจัดวางเมืองร่วมสมัยด้วย

รากของเชียงรายเริ่มจากเมืองพญามังราย และผังเมืองที่ออกแบบด้วยภูมิปัญญา

การจะเข้าใจว่าทำไมจังหวัดจึงต้องจริงจังกับเรื่องเมืองเก่า จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังรากฐานของเชียงรายเอง ข้อมูลที่แนบมาระบุว่า เมืองเชียงรายสถาปนาขึ้นโดยพญามังรายมหาราชในปี พ.ศ. 1805 โดยเลือกชัยภูมิบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำกรณ์เป็นที่ตั้งเมือง ใช้ดอยจอมทองเป็นจุดศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์และจิตวิญญาณของชุมชน ผังเมืองมีลักษณะเป็นรูปวงรีหรือสี่เหลี่ยมรีที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสัมพันธ์กับภูมิประเทศและแนวลำน้ำตามธรรมชาติ

องค์ประกอบสำคัญของเมืองเก่าในยุคแรกประกอบด้วยกำแพงเมืองและคูน้ำล้อมรอบ ต่อมาจึงพัฒนาจากกำแพงดินเป็นกำแพงอิฐที่มั่นคงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบถนนภายในเมืองก็ถูกวางอย่างมีแบบแผน โดยมีแนวแกนหลักเชื่อมประตูเมืองแต่ละทิศ ซึ่งยังสะท้อนอยู่ในแนวถนนสำคัญของเชียงรายปัจจุบัน เช่น ถนนอุตรกิจและถนนธนาลัย ข้อมูลนี้มีความหมายมาก เพราะมันทำให้เห็นว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงเขตที่มีอาคารเก่ากระจายตัว แต่เป็นทั้งระบบของผังเมือง ความเชื่อ ความมั่นคง และการจัดการพื้นที่ของรัฐโบราณ

ในเมืองลักษณะเช่นนี้ ประตูเมืองแต่ละแห่งไม่ได้มีหน้าที่เป็นเพียงช่องทางสัญจร แต่ยังมีนัยทางพิธีกรรมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประตูสรี ประตูเชียงใหม่ ประตูป่าแดง ประตูหวาย ประตูเจ้าชาย ประตูผี หรือประตูยางพลับ ตำแหน่งของประตูเหล่านี้ในปัจจุบันเชื่อมโยงกับย่านสำคัญของเมืองสมัยใหม่ ทำให้การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่อาจแยกออกจากการวางผังเมืองร่วมสมัยได้เลย

กติกาใหม่ของเขตเมืองเก่า ไม่ได้ห้ามพัฒนา แต่กำหนดให้พัฒนาอย่างเคารพบริบท

หัวใจสำคัญของมาตรการใหม่คือการกำหนดให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่ต้องการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารในเขตเมืองเก่าเชียงราย ต้องเสนอแบบแปลนให้คณะอนุกรรมการพิจารณาก่อนทุกครั้ง มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของจังหวัดว่า การพัฒนาไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่เคารพบริบทและไม่ทำลายคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ข้อมูลที่แนบมายังระบุถึงแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมที่จังหวัดให้ความสำคัญ ทั้งการรักษาสเกลของเมืองเก่า การควบคุมความสูงอาคารในบางบริเวณ การกำหนดรูปแบบหลังคาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ล้านนา การใช้วัสดุหรือโทนสีที่กลมกลืนกับบริบทเดิม ตลอดจนการกำหนดระยะถอยร่นจากเขตโบราณสถานและแนวคูเมือง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อหลักฐานใต้ดินและทัศนียภาพโดยรวม

ในทางปฏิบัติ มาตรการลักษณะนี้มีความสำคัญมาก เพราะปัญหาของเมืองเก่าหลายแห่งไม่ได้เกิดจากอาคารผิดกฎหมายโดยตรง แต่เกิดจากอาคารที่อาจถูกต้องตามกฎหมายทั่วไป ทว่าไม่เหมาะสมกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ หากไม่มีคณะกรรมการเฉพาะหรือหลักเกณฑ์เชิงพื้นที่เข้ามากำกับ การเปลี่ยนแปลงของย่านเก่าก็มักเกิดขึ้นแบบไร้ทิศทางและยากจะแก้ไขย้อนหลัง

กรณีอาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างใหม่ สะท้อนความท้าทายของเมืองเก่าที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกับเมืองปัจจุบัน

ความซับซ้อนของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายไม่ได้อยู่ที่การอนุรักษ์เพียงด้านเดียว แต่อยู่ที่การต้องอยู่ร่วมกับความจำเป็นของเมืองสมัยใหม่ ซึ่งยังต้องมีโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์บริการภาครัฐ และสิ่งปลูกสร้างใหม่เพื่อรองรับประชาชน ข้อมูลที่แนบยกตัวอย่างกรณีอาคารเรียนแบบพิเศษของโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นอาคารขนาด 4 ชั้น สูง 18.30 เมตร ที่แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา แต่ก็ยังต้องประเมินอย่างเข้มงวดในแง่ผลกระทบต่อทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ

ตัวอย่างเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การอนุรักษ์เมืองเก่าไม่ใช่การหยุดเมืองไว้ในอดีต แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างความจำเป็นของคนรุ่นปัจจุบันกับหน้าที่ในการรักษามรดกของคนรุ่นก่อน หากไม่มีระบบพิจารณาที่รอบด้าน เมืองก็อาจพัฒนาแบบทำลายตัวเอง แต่หากอนุรักษ์อย่างแข็งตัวเกินไปจนใช้ชีวิตไม่ได้ เมืองเก่าก็อาจกลายเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ที่ไร้ผู้คน

เชียงรายนำข้อมูลดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือหลักของการอนุรักษ์

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดการเมืองเก่าเชียงรายในปี 2569 คือการนำระบบ e-MENSCR มาใช้เป็นฐานข้อมูลกลางในการวางแผน ติดตาม และประเมินผลโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ข้อมูลระบุว่า ระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการติดตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาระดับประเทศ ทำให้การบริหารเมืองเก่าไม่ได้เป็นเพียงงานของจังหวัดเท่านั้น แต่มีโครงสร้างรองรับในระดับชาติด้วย

สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือการทบทวนและจัดทำ คำแถลงความสำคัญของเมืองเก่าเชียงราย หรือ Statement of Significance เพื่อใช้เป็นฐานวิชาการในการตัดสินว่า อะไรคือคุณค่าหลักที่ต้องรักษา และโครงการลักษณะใดควรหรือไม่ควรเกิดขึ้นในพื้นที่ เอกสารเช่นนี้มีความหมายอย่างมากต่อการทำงานภาครัฐ เพราะทำให้การตัดสินใจไม่ขึ้นอยู่กับรสนิยมเฉพาะบุคคลหรือแรงกดดันเฉพาะหน้า แต่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และเหตุผลเชิงวิชาการรองรับอย่างเป็นระบบ

ในเชิงธรรมาภิบาล นี่ถือเป็นการขยับจากการอนุรักษ์แบบอาศัยความรู้เฉพาะกลุ่ม ไปสู่การอนุรักษ์ที่ตรวจสอบได้ มีร่องรอยข้อมูล และสามารถเชื่อมต่อกับระบบเปิดของภาครัฐในอนาคตได้มากขึ้น

TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก กำลังเปลี่ยนบทบาทเมืองเก่าจากพื้นที่สงวนไปสู่พื้นที่สร้างโอกาส

ขณะเดียวกัน เชียงรายไม่ได้มองเมืองเก่าเพียงในฐานะพื้นที่ที่ต้องป้องกันไม่ให้ถูกแตะต้อง แต่ยังมองเห็นศักยภาพของพื้นที่นี้ในฐานะฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หลังจากเชียงรายได้รับการรับรองเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก สาขาการออกแบบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 แนวทางพัฒนาเมืองจึงเริ่มผสานเรื่องการอนุรักษ์เข้ากับการออกแบบ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจใหม่อย่างเด่นชัดขึ้น

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เชียงราย ซึ่งจะตั้งอยู่ที่อาคาร OTOP เดิมหน้าศาลากลางหลังเก่า โดยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางความรู้ นวัตกรรม และพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักออกแบบ ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ยังรับทราบปัญหาความล่าช้าของโครงการซึ่งอยู่ระหว่างการหาผู้รับเหมาใหม่ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อได้ตามแผน

จุดนี้มีนัยสำคัญต่ออนาคตของเมืองเก่าอย่างมาก เพราะหากโครงการลักษณะนี้เดินหน้าได้จริง เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงพื้นที่เก่าแก่ที่คนมาเยี่ยมชมแล้วผ่านไป แต่จะกลายเป็นพื้นที่ใช้งานจริงของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมประวัติศาสตร์เข้ากับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย

แนวคิด Creative Space for All ชี้ทิศทางใหม่ของเมืองเก่าที่ต้องมีชีวิต

ข้อมูลแนบระบุว่า แนวคิดการออกแบบ TCDC เชียงราย ภายใต้หัวข้อ Creative Space for All มุ่งสร้างพื้นที่ที่โปร่งใส เป็นมิตร และเปิดให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วม นี่คือแนวคิดที่สำคัญต่อการตีความเมืองเก่าในศตวรรษใหม่ เพราะเมืองเก่าจะไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการปิดกั้นเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีการใช้งาน มีผู้คน มีการเรียนรู้ และมีคุณค่าใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาร่วมกับแผนพื้นที่สีเขียวขนาดเล็ก ระบบรถรางหรือการเชื่อมต่อการเดินทางขนาดย่อย และการปรับปรุงทางเท้าหรือทางจักรยานในเมืองเก่า ก็ยิ่งเห็นว่า เชียงรายกำลังพยายามสร้าง เมืองมรดกที่มีชีวิต มากกว่าสร้างพื้นที่อนุรักษ์แบบแยกขาดจากชุมชน หากทำได้จริง เมืองเก่าจะไม่ใช่ภาระของการพัฒนา แต่จะกลายเป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาเมืองในระยะยาว

วิกฤตของเมืองเก่า ไม่ใช่เพียงการก่อสร้าง แต่รวมถึงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเมือง

อีกประเด็นที่น่าสนใจในข้อมูลชุดนี้ คือการเชื่อมการอนุรักษ์เมืองเก่าเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลระบุว่า การฟื้นฟูแนวคูเมืองไม่ใช่แค่การปกป้องโบราณสถาน แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ การป้องกันตลิ่งพัง และการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองด้วย

ในบริบทของเชียงรายซึ่งต้องเผชิญปัญหาหมอกควันและความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอยู่เป็นระยะ การนำโครงสร้างทางประวัติศาสตร์กลับมาเชื่อมกับฟังก์ชันของเมืองร่วมสมัยจึงเป็นแนวคิดที่มีพลังมาก เพราะมันทำให้การอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอดีต แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่อาศัยของคนปัจจุบันและการตั้งรับความเสี่ยงในอนาคต

โจทย์ใหญ่ของเชียงรายอยู่ที่การทำให้ชุมชนเห็นว่าเมืองเก่าคือทรัพยากร ไม่ใช่อุปสรรค

แม้นโยบายจะเริ่มชัดขึ้น แต่ความท้าทายระยะยาวยังคงอยู่ที่คำถามว่า คนในเมืองเก่าจะมองการอนุรักษ์อย่างไร ข้อมูลในเอกสารชี้ให้เห็นบทเรียนจากพื้นที่มรดกอื่นว่า หากประชาชนในพื้นที่ไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ ไม่เห็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน หรือมองว่าโบราณสถานเป็นเพียงข้อจำกัดของการทำมาหากิน การอนุรักษ์ย่อมเดินหน้าได้ยาก

ดังนั้น แผนการเชื่อมโยงพื้นที่สำคัญผ่านเส้นทางเดิน ทางจักรยาน พื้นที่สีเขียว และการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่เป็นหัวใจของการทำให้เมืองเก่ากลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งคนอยู่ได้ คนมาเยือนได้ และเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโตได้ไปพร้อมกัน

เชียงรายในวันที่เลือกออกแบบอนาคตโดยไม่ทิ้งอดีต

การประชุมคณะอนุกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าเชียงรายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 จึงมีความหมายมากกว่าการพิจารณาระเบียบหรือรับทราบรายงานความคืบหน้า เพราะมันสะท้อนทิศทางใหม่ของจังหวัดอย่างชัดเจนว่า เชียงรายกำลังพยายามวางสมดุลระหว่างการเติบโตของเมืองกับการรักษารากทางวัฒนธรรมอย่างจริงจัง

จากการคุมเข้มการก่อสร้างในเขตเมืองเก่า การจัดการปัญหาบุกรุกแนวคูเมือง การใช้ระบบ e-MENSCR และเอกสาร SOS เป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ไปจนถึงการผลักดัน TCDC และสถานะเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ทั้งหมดกำลังบอกว่า เมืองเก่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่เก็บอดีตไว้เฉย ๆ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องถูกดูแลอย่างมีระบบ และต้องถูกพัฒนาอย่างมีรากเหง้า

คำถามสำคัญจากนี้จึงไม่ใช่ว่าเชียงรายจะอนุรักษ์เมืองเก่าไว้ได้หรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่คือจะทำอย่างไรให้การอนุรักษ์นั้นแปรเปลี่ยนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์มากขึ้น และเป็นความภูมิใจร่วมของคนในเมืองมากขึ้นด้วย หากทำได้ เมืองเก่าเชียงรายจะไม่ใช่เพียงมรดกของอดีต แต่จะกลายเป็นเข็มทิศของอนาคตอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • การพัฒนาโครงการ TCDC เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

ว่างงานต่ำแต่เปราะบาง! เชียงรายเร่งปรับโครงสร้างแรงงานภาคเกษตรเกือบ 50% สู่ทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่

เชียงรายเร่งอัปสกิลแรงงานรับโลกงานใหม่ แม้ว่างงานต่ำเพียง 0.44 เปอร์เซ็นต์ แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชัดว่าทักษะเดิมอาจไม่พออีกต่อไป

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อตัวเลขว่างงานต่ำ ไม่ได้แปลว่าโจทย์แรงงานจบลงแล้ว ในสายตาของหลายคน ตัวเลขว่างงานระดับร้อยละ 0.44 อาจดูเป็นข่าวดีที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังเดินหน้าได้ และคนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ แต่สำหรับผู้กำหนดนโยบายแรงงานในจังหวัดเชียงราย ตัวเลขดังกล่าวกลับไม่ได้เป็นเหตุให้วางใจ ตรงกันข้าม มันกำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ในวันที่โลกการทำงานเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่มีงานทำอยู่วันนี้จะยังแข่งขันในตลาดแรงงานวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่

ข้อมูลจากการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารและพัฒนาแรงงานระดับจังหวัดเชียงราย หรือ กพรง.ปจ. เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งมีนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรวัยทำงานกว่า 9.5 แสนคน และมีผู้มีงานทำสูงถึงร้อยละ 98 ขณะที่จำนวนผู้ว่างงานมีเพียง 2,632 คน หรือร้อยละ 0.44 เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนภาพว่า เชียงรายยังรักษาการจ้างงานได้ต่อเนื่องในภาพรวม แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่าแรงงานเกือบครึ่งหนึ่ง หรือร้อยละ 49.4 ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะที่ภาคนอกเกษตรที่โดดเด่นที่สุดคือกลุ่มค้าปลีกค้าส่งและการก่อสร้าง

นั่นหมายความว่า แม้คนส่วนใหญ่จะยังมีงานทำ แต่โครงสร้างการจ้างงานของเชียงรายยังพึ่งพางานที่มีความเปราะบางต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมไม่น้อย หากตลาดแรงงานในอนาคตต้องการทักษะใหม่มากขึ้น จังหวัดที่ยังมีแรงงานจำนวนมากอยู่ในภาคดั้งเดิมก็ย่อมต้องเร่งขยับเร็วกว่าที่ผ่านมา

เชียงรายเห็นสัญญาณล่วงหน้า จึงเร่งวางแผนแรงงานเชิงรุก

เหตุผลที่เชียงรายหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระสำคัญ ไม่ได้มาจากการว่างงานพุ่งขึ้น แต่มาจากการมองเห็นล่วงหน้าว่า ตลาดงานกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างเงียบ ๆ และคนทำงานจำนวนมากอาจเผชิญความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลจากจังหวัดระบุชัดว่า ขณะนี้มีแนวโน้มขาดแคลนแรงงานฝีมือ ทำให้ภาครัฐต้องระดมความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการฝึกทักษะใหม่ หรือ Reskill และ Upskill ให้ตอบโจทย์ตลาดเทคโนโลยีมากขึ้น

ภาพนี้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกงานในระดับสากลอย่างมีนัยสำคัญ เพราะแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ถูกประเมินจากเพียงวุฒิการศึกษาหรือจำนวนปีที่เคยทำงานอีกต่อไป แต่ถูกจับตามองจากความสามารถในการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวได้ และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หากจังหวัดรอให้ปัญหาปะทุขึ้นก่อนค่อยลงมือ อาจสายเกินไปสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ทักษะเดิมเริ่มไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังแปรเปลี่ยน

การประชุมที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย จึงไม่ใช่เพียงพิธีการเชิงระบบราชการ หากแต่เป็นสัญญาณเชิงนโยบายว่า จังหวัดกำลังมองเรื่องแรงงานในกรอบใหม่ คือไม่รอแก้เฉพาะปัญหาคนตกงาน แต่พยายามทำให้คนที่ยังมีงานอยู่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ในอนาคตที่ไม่แน่นอน

แรงงานเชียงรายยังอยู่ในภาคเกษตรเกือบครึ่ง สะท้อนจุดแข็งและจุดเปราะบางในเวลาเดียวกัน

การที่แรงงานเชียงรายร้อยละ 49.4 ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรม อาจตีความได้สองด้าน ด้านหนึ่ง มันสะท้อนรากฐานเศรษฐกิจของจังหวัดที่ยังผูกพันกับภาคการผลิตดั้งเดิม วิถีชุมชน และทรัพยากรในพื้นที่ แต่อีกด้านหนึ่ง มันก็เตือนว่าหากภาคเกษตรไม่สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี การแปรรูป หรือห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้ ก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อรายได้และความมั่นคงของแรงงานจำนวนมาก

ในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนทั้งวิธีผลิต วิธีขาย และวิธีบริหารจัดการ งานเกษตรแบบเดิมอาจไม่เพียงพอจะสร้างรายได้ที่มั่นคงอีกต่อไป จังหวัดจึงต้องคิดไกลกว่าการหางานให้คนทำ แต่ต้องคิดถึงการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะของแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะดิจิทัล การบริหารธุรกิจ การตลาดออนไลน์ การใช้ข้อมูล หรือแม้แต่ภาษา เพื่อเชื่อมต่อกับตลาดใหม่

ตรงนี้เองที่ทำให้ประเด็น Reskill และ Upskill ของเชียงรายมีความสำคัญ เพราะมันไม่ใช่แค่การฝึกช่างหรือฝึกอาชีพเสริม แต่คือการพยายามทำให้แรงงานในโครงสร้างดั้งเดิมขยับเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อัตราว่างงานต่ำ แต่แรงงานต่างด้าวและแรงงานไปต่างประเทศยังเป็นภาพสะท้อนสำคัญ

ข้อมูลจากจังหวัดยังระบุว่า เชียงรายมีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานรวม 45,799 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมติคณะรัฐมนตรีและกลุ่มพื้นที่สูง ขณะเดียวกัน แรงงานเชียงรายเองก็ยังนิยมออกไปทำงานต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมา มีผู้แจ้งความประสงค์ไปทำงานต่างประเทศกว่า 660 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชายและจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา

สองตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าการรายงานจำนวนคนเข้าออกของตลาดแรงงาน เพราะสะท้อนว่าระบบแรงงานของเชียงรายกำลังอยู่บนทางแยกหลายชั้น แรงงานบางส่วนยังต้องพึ่งพาแรงงานจากภายนอกเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่แรงงานในพื้นที่อีกส่วนยังมองว่าการไปทำงานต่างประเทศคือโอกาสในการยกระดับรายได้มากกว่าการอยู่ในตลาดท้องถิ่น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภารกิจของจังหวัดจึงไม่ได้มีแค่การผลิตแรงงานให้เพียงพอ แต่ต้องทำให้ตลาดแรงงานในพื้นที่มีคุณภาพและมีแรงจูงใจพอที่จะดึงคนให้อยู่ทำงานในระบบเศรษฐกิจของจังหวัดได้มากขึ้นด้วย หากทักษะดีขึ้นแต่รายได้และโอกาสยังไม่เปลี่ยน คนจำนวนหนึ่งก็อาจยังเลือกออกไปทำงานนอกพื้นที่หรือต่างประเทศเหมือนเดิม

สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกจริง

ท่ามกลางโจทย์ที่ซับซ้อน สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณบวกของเชียงราย คือผลสำเร็จของการฝึกอบรมจากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย ซึ่งข้อมูลระบุว่า มีผู้ผ่านการทดสอบมากกว่าร้อยละ 92 และกลุ่มอาชีพที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง กลุ่มธุรกิจบริการ ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดในปัจจุบัน

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความต้องการเรียนรู้ของแรงงานยังมีอยู่จริง และหลักสูตรที่เชื่อมกับตลาดงานก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ หากออกแบบให้ตรงกับความต้องการของพื้นที่ จุดสำคัญอยู่ที่การไม่มองการฝึกอบรมเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อให้ได้ตัวเลขผู้เข้าอบรม แต่ต้องมองเป็นเครื่องมือเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของคนทำงาน

เมื่อเทียบกับโลกงานที่เปลี่ยนเร็ว สาขาอย่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และบริการ จึงไม่ใช่แค่ทักษะวิชาชีพทั่วไปอีกต่อไป แต่คือฐานของการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ การให้บริการเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งในระดับจังหวัดและระดับข้ามพรมแดน

โลกงานต่างประเทศกำลังเตือนว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่พอแล้ว

ข้อมูลต่างประเทศที่แนบมาด้วยจากการสำรวจของ Intelligent.com ซึ่งได้สอบถามผู้นำธุรกิจเกือบ 1,000 คนในสหรัฐ และพบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่า นายจ้างจำนวนมากกำลังกังวลต่อความพร้อมของบัณฑิตจบใหม่ในตลาดงานจริง ร้อยละ 75 ของบริษัทที่สำรวจระบุว่า บัณฑิตจบใหม่ที่รับเข้ามาในปีนั้นบางส่วนหรือทั้งหมด “ไม่น่าพอใจ” ขณะที่ 6 ใน 10 บริษัทเคยเลิกจ้างบัณฑิตจบใหม่ที่เพิ่งรับเข้าทำงาน และ 1 ใน 6 ของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานยอมรับว่าลังเลที่จะรับบัณฑิตจบใหม่ในอนาคต

เหตุผลที่นายจ้างหยิบยกขึ้นมามีตั้งแต่การขาดแรงจูงใจและความคิดริเริ่ม ร้อยละ 50 การขาดความเป็นมืออาชีพ ร้อยละ 46 การสื่อสารไม่ดี ร้อยละ 39 ไปจนถึงปัญหาเรื่องการรับมือกับฟีดแบ็ก ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการภาระงานจริงในที่ทำงาน

สำหรับเชียงราย ข้อมูลนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะมันกำลังบอกว่า จังหวัดที่อยากพัฒนาแรงงานให้พร้อมต่อโลกงานใหม่ ไม่สามารถหยุดอยู่แค่การฝึกทักษะทางเทคนิค แต่ต้องพัฒนา ทักษะอ่อน หรือ Soft Skills ควบคู่กันไปด้วย เช่น วินัย การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบ และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อเสนอแนะ

คำเตือนจากต่างประเทศ สอดรับกับโจทย์ Reskill และ Upskill ในเชียงราย

เมื่อพิจารณาร่วมกันจะเห็นว่า สิ่งที่นายจ้างสหรัฐสะท้อนออกมานั้นแทบไม่ต่างจากโจทย์ที่หลายจังหวัดในไทยกำลังเผชิญ แรงงานรุ่นใหม่อาจเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าเดิม มีการศึกษาสูงขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ดิจิทัลคล่องขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะพร้อมทำงานในสภาพแวดล้อมจริงโดยอัตโนมัติ

ผลสำรวจดังกล่าวยังระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้จัดการฝ่ายจ้างงานเชื่อว่า บัณฑิตควรได้รับการฝึกมารยาทและการวางตัวในที่ทำงาน ขณะที่ปัจจัยที่จะทำให้บัณฑิตน่าจ้างมากขึ้น ได้แก่ การแสดงความคิดริเริ่ม ร้อยละ 57 ทัศนคติเชิงบวก ร้อยละ 56 จรรยาบรรณในการทำงาน ร้อยละ 54 และความสามารถในการปรับตัว ร้อยละ 53

หากเชียงรายต้องการสร้างแรงงานที่แข่งขันได้จริง หลักสูตรระยะสั้นในอนาคตจึงควรผสานทั้งทักษะดิจิทัล ทักษะอาชีพ และทักษะในการทำงานกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เพราะในที่สุดแล้ว ตลาดงานไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ทำงานเป็น แต่ต้องการคนที่ พร้อมทำงาน ด้วย

ข้อมูลดิจิทัลไทยกำลังบอกว่า สังคมพร้อมแล้ว แต่แรงงานต้องพร้อมตามให้ทัน

อีกชุดข้อมูลสำคัญที่ช่วยอธิบายทิศทางอนาคต คือผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุว่า ประชาชนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปจำนวน 66.3 ล้านคน ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วร้อยละ 92.3 ใช้โทรศัพท์มือถือร้อยละ 96.1 และมีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 89.9 ขณะที่ในระดับครัวเรือน มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูงถึงร้อยละ 93.4 มีโทรศัพท์มือถือร้อยละ 97.2 และมีคอมพิวเตอร์ร้อยละ 20.0 โดยข้อมูลยังชี้ว่า โทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นอุปกรณ์หลักแทนคอมพิวเตอร์ในหลายการใช้งาน

ข้อมูลนี้น่าคิดอย่างยิ่ง เพราะมันสะท้อนว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างรวดเร็วในเชิงการเข้าถึงอุปกรณ์และเครือข่าย แต่การเข้าถึงไม่ได้หมายความว่าทุกคนมีทักษะที่จะใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้เท่ากัน จังหวัดอย่างเชียงรายที่ต้องการยกระดับแรงงาน จึงไม่อาจมองแค่เรื่องมีอินเทอร์เน็ตหรือไม่มี แต่ต้องมองว่าแรงงานใช้เทคโนโลยีนั้นทำอะไรได้บ้าง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกดิจิทัลไทยอาจโตไปไกลแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ แรงงานไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด โตทันหรือยัง หากไม่ทัน ช่องว่างระหว่างคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิง กับคนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าในงาน จะยิ่งห่างออกไปเรื่อย ๆ

เชียงรายจึงต้องขยายหลักสูตรสู่ไอที ภาษา และการบริหารธุรกิจ

ข้อมูลจากจังหวัดระบุว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย เตรียมขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพิ่มขึ้น เพื่อจัดหลักสูตรระยะสั้นที่ตรงเป้าหมายในสาขาอย่าง เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารธุรกิจ และภาษา เป้าหมายคือยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นหัวใจของจังหวัดไม่ได้มองการฝึกแรงงานในกรอบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังหันไปสู่ทักษะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสมัยใหม่โดยตรง เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้แรงงานเข้าใจเครื่องมือดิจิทัลและทำงานได้หลากหลายขึ้น การบริหารธุรกิจช่วยให้คนทำงานหรือผู้ประกอบการรายเล็กคิดเรื่องต้นทุน การตลาด และการเติบโตได้ดีขึ้น ส่วนภาษาคือประตูสู่โอกาสใหม่ทั้งในภาคบริการ การค้าชายแดน และงานที่เชื่อมต่อกับต่างประเทศ

สำหรับจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย แนวทางนี้มีความได้เปรียบเชิงพื้นที่อย่างมาก เพราะหากแรงงานในจังหวัดมีทั้งทักษะเทคนิค ทักษะบริการ และภาษา โอกาสในการดึงดูดธุรกิจ การค้าข้ามแดน และการลงทุนใหม่ก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย

ข่าวดีของเชียงรายจึงไม่ใช่แค่ว่างงานต่ำ แต่คือการเริ่มมองเห็นโจทย์ก่อนปัญหาจะลุกลาม

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่เพราะเชียงรายมีอัตราว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 0.44 อย่างเดียว หากแต่เพราะจังหวัดเริ่มมองเห็นว่า ตัวเลขที่ดีในวันนี้อาจซ่อนความเสี่ยงของวันข้างหน้าไว้ หากไม่รีบปรับทิศทางการพัฒนาแรงงาน

ภายใต้โลกที่ดิจิทัลโตเร็ว นายจ้างต้องการมากกว่าวุฒิการศึกษา และแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในภาคเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม จังหวัดที่รอให้ปัญหามาถึงก่อนค่อยแก้ อาจเสียโอกาสในการเปลี่ยนผ่านไปอย่างน่าเสียดาย แต่เชียงรายกำลังพยายามเลือกอีกเส้นทางหนึ่ง คืออ่านเกมล่วงหน้า แล้วใช้การฝึกทักษะเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ตลาดแรงงานของตัวเอง

ในเชิงนโยบาย นี่คือความเคลื่อนไหวที่ควรจับตา เพราะถ้าหลักสูตรที่ออกแบบขึ้นสามารถเชื่อมกับความต้องการของตลาดได้จริง และทำให้แรงงานมีทั้งทักษะอาชีพ ทักษะดิจิทัล และทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างเป็นระบบ เชียงรายก็อาจไม่เพียงรักษาระดับการจ้างงานได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพแรงงานและรายได้ของประชาชนได้ในระยะยาวด้วย

เมื่อโลกงานใหม่ไม่ได้ถามแค่ว่ามีงานหรือไม่ แต่ถามว่าพร้อมหรือยัง

ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏกำลังชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันแค่จำนวนคนมีงานทำ แต่ตัดสินกันที่คุณภาพของงาน คุณภาพของคนทำงาน และความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีและความคาดหวังใหม่ของนายจ้าง

เชียงรายในวันนี้มีดีตรงที่คนส่วนใหญ่ยังมีงานทำ ว่างงานต่ำ และหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานเริ่มเห็นผลลัพธ์จากการฝึกอย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดก็ยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ ทั้งโครงสร้างแรงงานที่ยังกระจุกในภาคเกษตร การขาดแคลนแรงงานฝีมือ การไหลออกของแรงงานไปต่างประเทศ และโลกดิจิทัลที่กำลังเดินหน้าทิ้งใครหลายคนไว้ข้างหลัง

คำเตือนจากตลาดงานต่างประเทศยิ่งทำให้ชัดว่า วุฒิการศึกษาอย่างเดียวไม่อาจรับประกันความสำเร็จในการทำงานอีกต่อไป ขณะที่ข้อมูลการใช้เทคโนโลยีของไทยก็บอกว่า สังคมทั้งระบบกำลังเคลื่อนไปเร็วมากกว่าที่บางภาคส่วนจะปรับตัวทัน

จึงไม่ได้จบลงที่การรายงานว่าจังหวัดเชียงรายจัดประชุมเรื่องแรงงาน แต่จบลงที่คำถามสำคัญสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนว่า ในวันที่งานยังมีอยู่ แต่รูปแบบของงานกำลังเปลี่ยนไปทุกวัน เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทย โดยเฉพาะแรงงานในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีงานทำ แต่เป็นผู้ที่มีทักษะเพียงพอจะเติบโตไปพร้อมกับโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 20 เชียงราย
  • Intelligent.com และบทความที่เผยแพร่บน Fortune.com ซึ่
  • ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ เรื่องผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือนไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งระบุอัตราการใช้อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของครัวเรือนไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30% ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนจากสงครามไกลตัว กำลังกลายเป็นแรงกดดันใกล้ตัวของเมืองท่องเที่ยวไทย เมื่อสงครามในตะวันออกกลางขยายวงและลากยาว ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ที่เวทีการเมืองระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานในตลาดโลกอีกต่อไป หากเริ่มไหลเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวของไทยทีละชั้น ผ่านเที่ยวบินที่หายไป นักท่องเที่ยวที่ชะลอการเดินทาง และการยกเลิกการจองห้องพักที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งต่างพึ่งพาตลาดต่างชาติในบางฤดูกาลและบางเซ็กเมนต์อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 สายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณเที่ยวบินทั้งหมด โดยสนามบินที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือสุวรรณภูมิและภูเก็ต และยังมีผลกระทบต่อเชียงใหม่ด้วย แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ถึงขั้นทำให้ระบบท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนบรรยากาศตลาดจากความคึกคักให้กลายเป็นความระแวดระวัง

ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนเที่ยวบินที่หายไป แต่คือผลทางจิตวิทยาที่ตามมา นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางจำนวนไม่น้อยต้องใช้เส้นทางบินที่เกี่ยวพันกับภูมิภาคขัดแย้ง เมื่อเส้นทางไม่แน่นอน ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ และต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น การตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าช่วงปกติ

เชียงใหม่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างเป็นรูปธรรม

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่เริ่มเห็นผลกระทบเชิงตัวเลขเด่นชัดที่สุดจากข้อมูลที่แนบมา นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมสมายล์ ล้านนา ให้ข้อมูลว่า อัตราการยกเลิกการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป เพิ่มจากราวร้อยละ 20 ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 มาเป็นร้อยละ 30 ในช่วงล่าสุด

สาระสำคัญของตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก 20 เป็น 30 เพียงอย่างเดียว แต่คือการบอกว่าตลาดหลักบางกลุ่มที่เคยช่วยพยุงเชียงใหม่ในช่วงกรีนซีซันกำลังอ่อนแรงลงพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่นิยมธรรมชาติและบรรยากาศฝน รวมถึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่หลายเส้นทางต้องใช้จุดพักเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อสายการบินอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือระงับเที่ยวบิน ผลกระทบจึงเกิดขึ้นโดยตรงต่อปลายทางอย่างเชียงใหม่

นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน โดยระบุกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า เดือนมีนาคมพบการยกเลิกห้องพักเพิ่มจาก 20 Room Night เป็น 50 Room Night และที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือยอดจองระหว่างเดือนหายไปราวร้อยละ 20 จากความไม่เชื่อมั่นในการเดินทางของตลาดยุโรปและอเมริกา ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะการจองที่มีอยู่แล้ว แต่ยังกระทบการตัดสินใจจองใหม่ด้วย

เชียงรายยังไม่ถึงขั้นทรุดตัว แต่สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้น

แม้เชียงรายจะมีโครงสร้างตลาดต่างจากเชียงใหม่ และเดือนมีนาคมตามปกติก็ไม่ใช่ช่วงพีกของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่บทสัมภาษณ์ของ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย สะท้อนว่า ภาคธุรกิจในพื้นที่เริ่มสัมผัสแรงกดดันอย่างชัดเจนจากบรรยากาศสงครามและความไม่แน่นอนของการเดินทาง

จากถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ วิโรจน์มองว่า ในระยะสั้นเดือนมีนาคมเดิมก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม จึงยิ่งกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จองล่วงหน้าสำหรับเดือนเมษายน พฤษภาคม และช่วงปิดเทอม ซึ่งเริ่มมีการยกเลิกมากขึ้น และหลายโรงแรมที่รับกรุ๊ปทัวร์ได้รับผลกระทบชัดเจนประเมินว่า หากมองในแง่การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ เชียงรายน่าจะได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุประกอบไว้ยังสะท้อนว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงรายจากการสอบถามสมาคมโรงแรมอาจได้รับผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ในบางช่วงข้อความมีการกล่าวถึงร้อยละ 40 ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาชีพข่าว ค่าที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังคือระดับประมาณร้อยละ 30 เพราะสอดคล้องกับข้อมูลเชียงใหม่และทิศทางของบทสัมภาษณ์มากกว่า ส่วนค่าร้อยละ 40 ควรถือเป็นตัวประเมินเบื้องต้นที่ยังต้องการการยืนยันเพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือสถิติทางการ

ปัญหาไม่ได้มีแค่ต่างชาติหาย แต่คนไทยก็เริ่มชะลอเดินทาง

ประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์คือ ไม่ได้มองผลกระทบจำกัดอยู่แค่ตลาดต่างชาติ แต่เห็นว่าตลาดในประเทศกำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากประเด็นน้ำมันและความรู้สึกไม่มั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ ถึงกับประเมินว่า ปีนี้สงกรานต์อาจเงียบกว่าปกติ เพราะประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่ต้องหวงและไม่แน่ใจว่าจะเดินทางได้สะดวกเพียงใด

แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นความเห็นจากภาคเอกชนในพื้นที่ ไม่ใช่สถิติทางการ แต่ก็มีน้ำหนักในเชิงสถานการณ์ เพราะสอดคล้องกับข้อมูลจาก ททท. ที่ยอมรับว่า ความกังวลของประชาชนในช่วงสั้น ๆ ยังอยู่ที่ค่าครองชีพและปัญหาการเข้าถึงน้ำมัน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการจำกัดการเติมน้ำมัน แม้ภายหลังภาครัฐจะอนุญาตให้เติมเต็มถังได้ตามปกติแล้วก็ตาม

จุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตท่องเที่ยวรอบนี้ไม่ใช่การหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่เป็นแรงกดดันซ้อนทับกันระหว่างต้นทุนการเดินทาง ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้คน

ททท. ยังไม่ลดธง และเลือกเดินเกมรุกตลาดในประเทศ

ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 ไว้ที่ 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท โดย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า แม้สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงานและทำให้การใช้พลังงานในประเทศไม่เหมือนเดิม แต่ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกกว่า 100 วัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องการหาปั๊มเติมที่ยากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาพรวม

ททท. จึงเลือกเดินเกมผ่านการกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน และยังย้ำว่า ททท. ไม่เคยหยุดทำตลาดเลยแม้ในช่วงที่เผชิญปัจจัยลบ

ในมุมของการสื่อสารต่อสาธารณะ ท่าทีนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสในการประคองตลาดผ่านการเดินทางภายในประเทศ แม้ตลาดต่างชาติบางส่วนจะสะดุดก็ตาม

สงกรานต์เชียงรายยังถูกดันต่อในฐานะเมืองน่าเที่ยว

แม้ภาคเอกชนในเชียงรายจะกังวลกับยอดจองและบรรยากาศสงกรานต์ แต่ฝั่งหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวยังเดินหน้าสื่อสารเชิงบวกต่อเนื่อง โดย ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ประชาสัมพันธ์ 10 พิกัดเที่ยวงานสงกรานต์และจุดเล่นน้ำในจังหวัด พร้อมเชิญชวนให้วางแผนการเดินทางต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศจัดงาน “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” และระบุให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยวของปี 2569

น้ำหนักของข้อมูลส่วนนี้อยู่ที่การสะท้อนความพยายามของรัฐในการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวและใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพยุงความเชื่อมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้ภาคเอกชนจะกำลังรับแรงกดดันจากยอดยกเลิก แต่ภาครัฐยังไม่ถอยจากการโปรโมต และยังพยายามทำให้เชียงรายคงสถานะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของสงกรานต์ล้านนา

สำหรับคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันคือรอยต่อระหว่าง สัญญาณลบจากตลาดจริง กับ ความพยายามเชิงนโยบายในการรักษาอารมณ์การเดินทางของสังคม ว่าสุดท้ายแล้ว ด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากันในช่วงก่อนเทศกาล

ภาคเอกชนเชียงรายเสนอรวมพลังทำโปรโมชั่นทั้งเมือง

อีกมิติหนึ่งที่โดดเด่นจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์ คือข้อเสนอให้ภาคเอกชนเชียงรายหยุดคิดแบบต่างคนต่างอยู่ และหันมาร่วมกันทำโปรโมชั่นทั้งเมืองมองว่า หากมีเพียงโรงแรมบางแห่งลดราคา หรือบางร้านอาหารทำโปรโมชันเพียงลำพัง พลังต่อรองและแรงดึงดูดจะไม่มากพอ แต่หากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการหลายกลุ่มร่วมมือกัน ก็อาจสร้างภาพจำใหม่ให้เชียงรายกลายเป็นปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางในช่วงภาวะไม่ปกติ

แนวคิดนี้สอดรับกับท่าทีของ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ที่ระบุว่า ททท. เตรียมพิจารณาโยกงบประมาณราว 5 ถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำแคมเปญส่งเสริมการตลาดระยะสั้นแบบเจาะจงพื้นที่ และมุ่งสร้างสมดุลด้านค่าใช้จ่ายผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรม เช่น การลดราคาห้องพักจาก 3,000 บาท เหลือ 2,000 ถึง 2,500 บาท เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น

สิ่งนี้บอกเราว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มคิดไปในทิศทางเดียวกันแล้ว คือการพยายามทำให้ ค่าใช้จ่ายรวมของการเดินทางไม่สูงขึ้นจนคนยอมแพ้ต่อการท่องเที่ยว ถ้าราคาน้ำมันดันต้นทุนขึ้น ก็ต้องหาทางกดต้นทุนส่วนอื่นลงมาชดเชย

ตลาดต่างชาติยังไม่หายทั้งหมด และยังมีสัญญาณบวกบางส่วน

แม้ข่าวส่วนใหญ่จะรายงานด้านลบ แต่ข้อมูลจาก ททท. ยังมีบางสัญญาณที่ช่วยถ่วงดุลภาพรวมได้ น.ส.ฐาปนีย์ ระบุว่า หลังจากตลาดต่างชาติชะลอตัวในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทย 628,451 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 12,222 คน หรือร้อยละ 1.98 เฉลี่ยวันละ 89,779 คน

ตัวเลขนี้มีความหมายในเชิงการตีความข่าว เพราะสะท้อนว่า แม้ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกห้องพัก แต่ในภาพรวมประเทศ ตลาดต่างชาติยังไม่ถึงขั้นถดถอยพร้อมกันทั้งหมด และยังอาจพอหาตลาดอื่นเข้ามาชดเชยได้ โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และอินเดียตามที่ ททท. ระบุไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงรายและเชียงใหม่ โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าตลาดรวมของประเทศจะฟื้นหรือไม่ แต่คือจะดึงตลาดทดแทนเข้าสู่พื้นที่ได้เร็วพอหรือเปล่า ก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไปจะผ่านพ้นไป

ภาคการบินยังโตได้ แต่โตช้ากว่าที่เคยคาด

AEROTHAI ประเมินว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในไทยลดลงจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง และทำให้ต้นทุนน้ำมันของสายการบินเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2568 เพียงแต่เป็นการเติบโตที่จำกัด ไม่เกินร้อยละ 3 และต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนเกิดวิกฤต

นี่คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ข่าวมีความสมดุล เพราะแม้ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ใช่สถานการณ์ล้มทั้งกระดาน ทว่าก็เพียงพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น และไม่สามารถใช้สมมติฐานการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป

บทสรุปของภาคเหนือในวันที่ต้องประคองทั้งตลาดและความเชื่อมั่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดจากยอดยกเลิกห้องพักที่เพิ่มถึงร้อยละ 30 ขณะที่เชียงรายแม้จะยังไม่มีตัวเลขทางการที่แข็งเท่าเชียงใหม่ แต่เสียงจากภาคธุรกิจชี้ว่า สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้นทั้งจากกรุ๊ปทัวร์ที่ยกเลิก การจองล่วงหน้าที่ชะลอ และความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวก่อนสงกรานต์

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามตรึงความเชื่อมั่นผ่านการตลาดในประเทศ งานเทศกาล และการผลักดันแคมเปญลดต้นทุนการเดินทาง ส่วนภาคเอกชนก็เริ่มมองหาความร่วมมือใหม่เพื่อดึงคนไทยเข้ามาทดแทนช่องว่างของตลาดต่างชาติ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวของโรงแรมหรือสายการบิน แต่เป็นข่าวของเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งระบบ เพราะทุกการยกเลิกห้องพักหมายถึงรายได้ที่หายไปของคนขับรถ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผู้ค้าของฝาก และแรงงานภาคบริการอีกจำนวนมาก ในวันที่สงครามอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เชียงใหม่และเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลสะเทือนของมันสามารถเดินทางมาถึงเมืองท่องเที่ยวไทยได้เร็วและลึกกว่าที่หลายคนคิด

เจียงฮายอัปเดต Chiang Rai Update : อัปเดตบรรยากาศถนนคนเดินเชียงราย 14 มี.ค.69
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทสัมภาษณ์ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ประชาชาติธุรกิจ : สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงแรมเชียงใหม่ ยอดจองวูบ 30%… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1979422
  • ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่องเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 จำนวน 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท และแนวทางกระตุ้นตลาดในประเทศ ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.
  • ข้อมูลจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ AEROTHAI วันที่ 18 มีนาคม 2569 เรื่องเที่ยวบินยกเลิกกว่า 1,000 เที่ยวบินจากผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
  • ข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการจัดงานสงกรานต์ทั่วไทย ปี 2569 และการระบุเชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเร่งแก้ปมบ้านไร้ไฟฟ้ากว่า 2,800 ครัวเรือน ขณะ กกพ. ย้ำระบบไฟฟ้าไทยมั่นคงรับมือฤดูร้อน

เชียงรายเร่งแก้ปมบ้านไร้ไฟฟ้ากว่า 2,800 ครัวเรือน ขณะ กกพ. ย้ำระบบไฟฟ้าไทยยังมั่นคง รองรับความต้องการใช้ไฟช่วงฤดูร้อนได้

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – เมื่อคำว่าไฟฟ้าเพียงพอของประเทศ ยังไม่เท่ากับไฟฟ้าที่เข้าถึงทุกครัวเรือน ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังจับตาความมั่นคงด้านพลังงานจากแรงกดดันของสถานการณ์โลก ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งที่ปรากฏขึ้นจากจังหวัดเชียงราย กลับสะท้อนโจทย์สำคัญที่ลึกและใกล้ตัวกว่าการเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน นั่นคือคำถามง่าย ๆ แต่สำคัญอย่างยิ่งว่า ในขณะที่ประเทศยืนยันว่าระบบไฟฟ้ายังมั่นคง ยังมีประชาชนจำนวนเท่าใดที่ยังเข้าไม่ถึงไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน

ข้อมูลจากการประชุมที่ศาลากลางจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ระบุว่า จังหวัดเชียงรายยังมีหมู่บ้านและบ้านเรือนในพื้นที่ 15 อำเภอ จำนวน 238 หมู่บ้าน รวม 2,870 ครัวเรือน ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งหมายความว่า ในช่วงเวลาที่สังคมกำลังพูดถึงความเสี่ยงด้านพลังงานในระดับโลก ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญปัญหาไฟฟ้าในระดับพื้นฐานที่สุดของชีวิตประจำวัน

ไม่ใช่เพียงรายงานความคืบหน้าของการประชุมราชการ แต่เป็นภาพสะท้อนของความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้คำว่าโครงสร้างพื้นฐาน ว่าแม้ระบบไฟฟ้าของประเทศจะมีเสถียรภาพในเชิงเทคนิคเพียงใด ความหมายของพลังงานที่แท้จริงสำหรับประชาชนจำนวนมาก ยังคงอยู่ที่การมีแสงสว่างใช้ในบ้าน การมีไฟสำหรับตู้เย็น พัดลม การเรียนหนังสือของเด็ก และความปลอดภัยในยามค่ำคืน

ผู้ว่าฯ เชียงรายขยับแก้ปัญหาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ที่ห้องประชุมพระญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการที่จังหวัดขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยสู่ระดับพื้นที่ในปีงบประมาณ 2569 และลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และประชาชนโดยตรง

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว จังหวัดกำหนดเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 11 อำเภอ และพบตรงกันว่า ปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงข้อร้องเรียนรายจุด แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายพื้นที่ของจังหวัด และมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งกลไกกฎหมาย งบประมาณ และเทคโนโลยีมาร่วมกันแก้ไข

จุดสำคัญของการขยับครั้งนี้อยู่ที่การที่จังหวัดไม่ได้หยุดอยู่แค่การสำรวจหรือรับทราบปัญหา แต่เริ่มวางกรอบดำเนินการชัดเจน โดยแบ่งแนวทางแก้ไขเป็น 2 กลุ่ม คือการดำเนินการตามกฎหมายจำนวน 89 ครัวเรือน และการสนับสนุนงบประมาณจำนวน 149 ครัวเรือน พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนด้วยระบบโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนในระยะยาว

2,870 ครัวเรือนที่ยังไร้ไฟฟ้า คือโจทย์คุณภาพชีวิตที่จับต้องได้

ตัวเลข 2,870 ครัวเรือนใน 238 หมู่บ้าน 15 อำเภอ อาจดูเป็นเพียงสถิติในรายงานราชการ แต่สำหรับคนในพื้นที่ ตัวเลขดังกล่าวหมายถึงบ้านที่ยังต้องพึ่งพาแสงสว่างอย่างจำกัด หมายถึงเด็กที่อ่านหนังสือในเวลากลางคืนได้ยาก หมายถึงครอบครัวที่เก็บอาหารสดได้ลำบาก และหมายถึงผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ใช้ชีวิตในบ้านโดยไม่มีความสะดวกพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมถือเป็นเรื่องปกติ

ปัญหานี้ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า การพัฒนาด้านพลังงานไม่อาจวัดจากเพียงกำลังผลิตรวมของประเทศ หรือจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ในระบบ หากแต่ต้องวัดจากการเข้าถึงจริงของประชาชนในทุกพื้นที่ด้วย เพราะตราบใดที่ยังมีบ้านเรือนจำนวนมากที่อยู่นอกระบบไฟฟ้า ความเหลื่อมล้ำทางพลังงานก็ยังคงเป็นเรื่องจริง

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีภูมิประเทศซับซ้อนและมีพื้นที่ห่างไกลจำนวนมาก การขยายโครงข่ายไฟฟ้าย่อมมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย เขตพื้นที่ การลงทุน และสภาพภูมิประเทศ การที่จังหวัดหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วน จึงมีความหมายในเชิงนโยบายอย่างยิ่ง เพราะมันกำลังบอกว่า ความมั่นคงพลังงานที่แท้จริงต้องเริ่มจากความสามารถในการพาประชาชนทุกกลุ่มเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่เพียงการรักษาเสถียรภาพของระบบส่วนกลางเท่านั้น

โซลาร์เซลล์ถูกวางเป็นคำตอบระยะยาวของพื้นที่เข้าถึงยาก

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของข้อมูลชุดนี้ คือการที่จังหวัดเชียงรายไม่ได้มองการแก้ปัญหาไฟฟ้าเพียงในกรอบของการขยายสายส่งแบบเดิม แต่หันมาให้ความสำคัญกับ พลังงานทดแทนด้วยระบบโซลาร์เซลล์ อย่างชัดเจน โดยมองว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้ทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว

แนวคิดนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของจังหวัดที่มีพื้นที่กระจายตัวและเข้าถึงยาก เพราะในหลายกรณี การขยายโครงข่ายไฟฟ้าแบบสายส่งอาจใช้ต้นทุนสูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือน ขณะที่โซลาร์เซลล์สามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าสำหรับบางพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลและมีข้อจำกัดในการก่อสร้างระบบถาวร

ในเชิงนโยบายจึงน่าสนใจไม่ใช่แค่เพราะมีจำนวนครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้า แต่เพราะมันสะท้อนทิศทางใหม่ของการแก้ปัญหาพลังงานในพื้นที่ชนบท ว่ารัฐกำลังเริ่มผสมผสานระหว่างการแก้ปัญหาตามกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าด้วยกันมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบให้หลายจังหวัดที่เผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันในอนาคต

จังหวัดเชียงรายย้ำเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งช่วยเหลือ

คำยืนยันจากจังหวัดเชียงรายว่า พร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

แม้ประโยคเช่นนี้อาจดูคล้ายถ้อยแถลงเชิงนโยบายทั่วไป แต่เมื่อประกอบกับข้อมูลเชิงสถิติและแนวทางปฏิบัติที่วางไว้ก่อนหน้า ก็ทำให้เห็นว่าจังหวัดกำลังพยายามวางเรื่องไฟฟ้าไว้ในกรอบที่กว้างกว่าการบริการสาธารณูปโภคทั่วไป นั่นคือมองไฟฟ้าในฐานะฐานของคุณภาพชีวิต ความมั่นคงชุมชน และโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในมุมของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล การเข้าถึงไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงเพียงการเปิดไฟได้ แต่ยังหมายถึงโอกาสในการประกอบอาชีพ การเก็บรักษาผลผลิต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการเรียนรู้ของเยาวชน เมื่อไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การพัฒนาหลายด้านก็จะเดินช้ากว่าพื้นที่อื่นโดยอัตโนมัติ

กกพ. ยืนยันระบบไฟฟ้าไทยยังมั่นคง แม้โลกพลังงานผันผวน

ขณะที่จังหวัดเชียงรายกำลังแก้โจทย์การเข้าถึงไฟฟ้าในระดับพื้นที่ ภาพใหญ่ของประเทศก็ยังถูกตั้งคำถามจากสถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องก๊าซ LNG ในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศกดดันทั้งปริมาณและราคาเชื้อเพลิง

ในประเด็นนี้ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ยืนยันว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยยังมีความมั่นคง และไทยยังสามารถบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนได้ แม้จะเข้าสู่ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงของปี

สารสำคัญของคำยืนยันนี้อยู่ที่การชี้ว่า ไทยไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าก๊าซ LNG จากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว แต่สามารถจัดหาได้จากแหล่งอื่นทั่วโลก จึงยังไม่มีความเสี่ยงขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ ข้อเท็จจริงนี้มีน้ำหนักต่อความเชื่อมั่นอย่างมากในช่วงที่ประชาชนกำลังติดตามวิกฤตพลังงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

แผนรับมือถูกวางล่วงหน้า ก่อนฤดูใช้ไฟสูงจะมาถึง

ข้อมูลจาก กกพ. ยังระบุด้วยว่า ก่อนเกิดสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไทยได้ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าไว้แล้ว และกำหนดมาตรการรองรับด้วยการเตรียมนำเข้าก๊าซ LNG จำนวน 3 ลำเรือ โดยในเดือนเมษายนนี้สามารถจัดหามาได้แล้ว 2 ลำเรือ ขณะเดียวกันยังเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้ำ และก๊าซจากอ่าวไทย เพื่อช่วยลดการพึ่งพา LNG ลงในบางช่วงเวลา

ตัวเลขที่ถูกระบุไว้ในข้อมูลชิ้นนี้ถือว่าน่าสนใจมาก เพราะสะท้อนการบริหารสมดุลเชื้อเพลิงในระดับประเทศ โดยระบุว่า ในเดือนมีนาคม ไทยสามารถลดการนำเข้า LNG ได้ร้อยละ 70 ต่อ 1 ลำเรือ และเพิ่มการใช้ก๊าซในประเทศได้ร้อยละ 50 ต่อ 1 ลำเรือ ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่าการบริหารระบบไฟฟ้าไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงชนิดเดียว หากแต่เป็นการจัดสมดุลระหว่างเชื้อเพลิงหลายแหล่งเพื่อประคองเสถียรภาพของระบบ

ประเทศไทยกำลังทำงานกับโจทย์พลังงาน 2 ระดับพร้อมกัน ระดับหนึ่งคือการรักษาเสถียรภาพของระบบใหญ่ทั้งประเทศ และอีกระดับคือการทำให้ประชาชนในพื้นที่ปลายทางได้รับประโยชน์จากระบบนั้นอย่างแท้จริง

โครงสร้างเชื้อเพลิงไทยยังพึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นฐานหลัก

อีกหนึ่งข้อมูลที่ควรจับตา คือสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตพลังงานของประเทศในปี 2568 ซึ่ง กกพ. ระบุว่า ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักถึงร้อยละ 56 โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติมาจาก 3 ส่วนสำคัญ คือจากอ่าวไทยร้อยละ 50 การนำเข้าทางท่อจากเมียนมาร้อยละ 10 และก๊าซในรูปแบบ LNG อีกร้อยละ 40

ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความแข็งแรงและความเปราะบางของระบบในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่ง ไทยยังมีแหล่งพลังงานในประเทศและแหล่งนำเข้าหลายทาง ไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลางเพียงจุดเดียว แต่อีกด้านหนึ่ง การที่ก๊าซธรรมชาติยังเป็นฐานหลักของระบบ ก็หมายความว่า ความผันผวนของตลาดก๊าซโลกยังส่งผลต่อไทยได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านต้นทุนการนำเข้า หรือการจัดสรรเชื้อเพลิงในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟเพิ่มสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ กกพ. จึงย้ำว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำกับดูแลต้นทุนให้เหมาะสม รักษาเสถียรภาพของระบบ และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคทุกภาคส่วน

สองภาพจากเชียงรายและส่วนกลาง สะท้อนโจทย์เดียวกันเรื่องความเป็นธรรมด้านพลังงาน

สำคัญที่ลึกกว่าคำว่าไฟฟ้าพอหรือไม่พอ เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญ และสิ่งที่ กกพ. กำลังยืนยัน ล้วนชี้กลับไปยังคำถามเดียวกัน คือ พลังงานของประเทศถูกจัดการอย่างไรให้มั่นคง และเข้าถึงอย่างเป็นธรรม

ในภาพส่วนกลาง ไทยยังมีความพร้อมที่จะบริหารความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้า และยังไม่เผชิญภาวะขาดแคลน แต่ในภาพพื้นที่ยังมีครัวเรือนอีกหลายพันหลังที่รอคอยแสงสว่างพื้นฐาน นี่จึงเป็นความจริง 2 ด้านที่ต้องถูกเล่าควบคู่กัน หากเล่าเพียงด้านใดด้านหนึ่ง

เชียงรายจึงกำลังทำให้สังคมเห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้จบลงที่ระดับโรงไฟฟ้าหรือคลังเชื้อเพลิง แต่จบลงที่หน้าบ้านของประชาชนแต่ละครัวเรือน ว่าพวกเขามีไฟฟ้าใช้จริงหรือไม่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากระบบที่รัฐบริหารอยู่จริงเพียงใด

ไฟฟ้าไม่ใช่แค่พลังงาน แต่คือโอกาสของชีวิต

รายงานผลประชุมหรือการชี้แจงสถานะระบบไฟฟ้า เพราะมันเปิดให้เห็นรอยต่อระหว่างนโยบายระดับประเทศกับชีวิตจริงของประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างชัดเจน

ด้านหนึ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายกำลังเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ให้ครอบคลุม 15 อำเภอ 238 หมู่บ้าน 2,870 ครัวเรือน ผ่านทั้งกฎหมาย งบประมาณ และโซลาร์เซลล์ อีกด้านหนึ่ง กกพ. กำลังยืนยันต่อสังคมว่า ระบบไฟฟ้าของไทยยังมั่นคง มีแผนเชื้อเพลิงรองรับ และพร้อมรับมือกับช่วงการใช้ไฟสูงในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม

เมื่อมองภาพรวมนี้จึงไม่ได้มีตอนจบแบบคลี่คลายสมบูรณ์ แต่เริ่มเห็นทิศทางที่ชัดขึ้นว่า ประเทศไทยกำลังพยายามประคองทั้งความมั่นคงของระบบ และความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานไปพร้อมกัน และสำหรับประชาชนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในเชียงราย อาจไม่ใช่เพียงคำประกาศจากภาครัฐ แต่เป็นสัญญาณว่าปัญหาที่พวกเขาเผชิญมานาน กำลังถูกยกขึ้นมาเป็นวาระสำคัญที่ต้องได้รับคำตอบอย่างจริงจังเสียที

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • ข้อมูลจากจังหวัดเชียงราย เรื่องการประชุมแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ นำโดยนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งระบุจำนวน 15 อำเภอ 238 หมู่บ้าน และ 2,870 ครัวเรือนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงแนวทางแก้ไขด้วยกฎหมาย งบประมาณ และโซลาร์เซลล์
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ผ่านคำเปิดเผยของนายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ. เกี่ยวกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าไทย การจัดหา LNG แผนรับมือช่วงใช้ไฟสูง และสัดส่วนเชื้อเพลิงของประเทศ ตามข้อมูลที่แนบวันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ข้อมูลสถิติและมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าของไทยในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 ตามเอกสารแนบที่ผู้ใช้ส่งมา ซึ่งระบุการนำเข้า LNG จำนวน 3 ลำเรือ การจัดหามาแล้ว 2 ลำเรือ และการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน พลังน้ำ และก๊าซจากอ่าวไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME