Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30% ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

สงครามตะวันออกกลางฉุดจองห้องพักภาคเหนือ เชียงใหม่ยกเลิกพุ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะเชียงรายเร่งประคองตลาดก่อนสงกรานต์

เชียงราย,24 มีนาคม 2569 – แรงสะเทือนจากสงครามไกลตัว กำลังกลายเป็นแรงกดดันใกล้ตัวของเมืองท่องเที่ยวไทย เมื่อสงครามในตะวันออกกลางขยายวงและลากยาว ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ที่เวทีการเมืองระหว่างประเทศหรือราคาพลังงานในตลาดโลกอีกต่อไป หากเริ่มไหลเข้าสู่เมืองท่องเที่ยวของไทยทีละชั้น ผ่านเที่ยวบินที่หายไป นักท่องเที่ยวที่ชะลอการเดินทาง และการยกเลิกการจองห้องพักที่เกิดขึ้นจริงในตลาด ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนชัดขึ้นในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งต่างพึ่งพาตลาดต่างชาติในบางฤดูกาลและบางเซ็กเมนต์อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2569 สายการบินต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ยกเลิกเที่ยวบินมายังประเทศไทยแล้วกว่า 1,000 เที่ยวบิน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 3 ของปริมาณเที่ยวบินทั้งหมด โดยสนามบินที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือสุวรรณภูมิและภูเก็ต และยังมีผลกระทบต่อเชียงใหม่ด้วย แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจยังไม่ถึงขั้นทำให้ระบบท่องเที่ยวหยุดชะงัก แต่ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนบรรยากาศตลาดจากความคึกคักให้กลายเป็นความระแวดระวัง

ในภาวะเช่นนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนเที่ยวบินที่หายไป แต่คือผลทางจิตวิทยาที่ตามมา นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางจำนวนไม่น้อยต้องใช้เส้นทางบินที่เกี่ยวพันกับภูมิภาคขัดแย้ง เมื่อเส้นทางไม่แน่นอน ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ และต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น การตัดสินใจเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางจึงเกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าช่วงปกติ

เชียงใหม่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวอย่างเป็นรูปธรรม

ในบรรดาเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่เริ่มเห็นผลกระทบเชิงตัวเลขเด่นชัดที่สุดจากข้อมูลที่แนบมา นายไพศาล สุขเจริญ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือตอนบน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมสมายล์ ล้านนา ให้ข้อมูลว่า อัตราการยกเลิกการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป เพิ่มจากราวร้อยละ 20 ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 มาเป็นร้อยละ 30 ในช่วงล่าสุด

สาระสำคัญของตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนจาก 20 เป็น 30 เพียงอย่างเดียว แต่คือการบอกว่าตลาดหลักบางกลุ่มที่เคยช่วยพยุงเชียงใหม่ในช่วงกรีนซีซันกำลังอ่อนแรงลงพร้อมกัน โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลางที่นิยมธรรมชาติและบรรยากาศฝน รวมถึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่หลายเส้นทางต้องใช้จุดพักเครื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง เมื่อสายการบินอย่าง Emirates, Qatar Airways และ Etihad ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือระงับเที่ยวบิน ผลกระทบจึงเกิดขึ้นโดยตรงต่อปลายทางอย่างเชียงใหม่

นางละเอียด บุ้งศรีทอง ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมรติล้านนา ริเวอร์ไซด์ สปา รีสอร์ท เชียงใหม่ ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน โดยระบุกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า เดือนมีนาคมพบการยกเลิกห้องพักเพิ่มจาก 20 Room Night เป็น 50 Room Night และที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือยอดจองระหว่างเดือนหายไปราวร้อยละ 20 จากความไม่เชื่อมั่นในการเดินทางของตลาดยุโรปและอเมริกา ภาพนี้สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้กระทบเฉพาะการจองที่มีอยู่แล้ว แต่ยังกระทบการตัดสินใจจองใหม่ด้วย

เชียงรายยังไม่ถึงขั้นทรุดตัว แต่สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้น

แม้เชียงรายจะมีโครงสร้างตลาดต่างจากเชียงใหม่ และเดือนมีนาคมตามปกติก็ไม่ใช่ช่วงพีกของการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่บทสัมภาษณ์ของ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย สะท้อนว่า ภาคธุรกิจในพื้นที่เริ่มสัมผัสแรงกดดันอย่างชัดเจนจากบรรยากาศสงครามและความไม่แน่นอนของการเดินทาง

จากถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ วิโรจน์มองว่า ในระยะสั้นเดือนมีนาคมเดิมก็เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ตะวันออกกลางเข้ามาซ้ำเติม จึงยิ่งกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จองล่วงหน้าสำหรับเดือนเมษายน พฤษภาคม และช่วงปิดเทอม ซึ่งเริ่มมีการยกเลิกมากขึ้น และหลายโรงแรมที่รับกรุ๊ปทัวร์ได้รับผลกระทบชัดเจนประเมินว่า หากมองในแง่การยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ เชียงรายน่าจะได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่

ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลที่ผู้ใช้ระบุประกอบไว้ยังสะท้อนว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวเชียงรายจากการสอบถามสมาคมโรงแรมอาจได้รับผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ในบางช่วงข้อความมีการกล่าวถึงร้อยละ 40 ด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามหลักวิชาชีพข่าว ค่าที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังคือระดับประมาณร้อยละ 30 เพราะสอดคล้องกับข้อมูลเชียงใหม่และทิศทางของบทสัมภาษณ์มากกว่า ส่วนค่าร้อยละ 40 ควรถือเป็นตัวประเมินเบื้องต้นที่ยังต้องการการยืนยันเพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือสถิติทางการ

ปัญหาไม่ได้มีแค่ต่างชาติหาย แต่คนไทยก็เริ่มชะลอเดินทาง

ประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์คือ ไม่ได้มองผลกระทบจำกัดอยู่แค่ตลาดต่างชาติ แต่เห็นว่าตลาดในประเทศกำลังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะจากประเด็นน้ำมันและความรู้สึกไม่มั่นใจในการเดินทางช่วงสงกรานต์ ถึงกับประเมินว่า ปีนี้สงกรานต์อาจเงียบกว่าปกติ เพราะประชาชนรู้สึกว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่ต้องหวงและไม่แน่ใจว่าจะเดินทางได้สะดวกเพียงใด

แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะเป็นความเห็นจากภาคเอกชนในพื้นที่ ไม่ใช่สถิติทางการ แต่ก็มีน้ำหนักในเชิงสถานการณ์ เพราะสอดคล้องกับข้อมูลจาก ททท. ที่ยอมรับว่า ความกังวลของประชาชนในช่วงสั้น ๆ ยังอยู่ที่ค่าครองชีพและปัญหาการเข้าถึงน้ำมัน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการจำกัดการเติมน้ำมัน แม้ภายหลังภาครัฐจะอนุญาตให้เติมเต็มถังได้ตามปกติแล้วก็ตาม

จุดนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตท่องเที่ยวรอบนี้ไม่ใช่การหายไปของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเดียว แต่เป็นแรงกดดันซ้อนทับกันระหว่างต้นทุนการเดินทาง ความเชื่อมั่น และความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้คน

ททท. ยังไม่ลดธง และเลือกเดินเกมรุกตลาดในประเทศ

ท่ามกลางสัญญาณชะลอตัวจากต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังคงเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 ไว้ที่ 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท โดย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า แม้สงครามตะวันออกกลางจะส่งผลต่อราคาพลังงานและทำให้การใช้พลังงานในประเทศไม่เหมือนเดิม แต่ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้อีกกว่า 100 วัน และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องการหาปั๊มเติมที่ยากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าการขาดแคลนเชื้อเพลิงในภาพรวม

ททท. จึงเลือกเดินเกมผ่านการกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44 ระหว่างวันที่ 25 ถึง 29 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นแรงส่งต่อเนื่องไปยังเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายน และยังย้ำว่า ททท. ไม่เคยหยุดทำตลาดเลยแม้ในช่วงที่เผชิญปัจจัยลบ

ในมุมของการสื่อสารต่อสาธารณะ ท่าทีนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่า ภาครัฐยังมองเห็นโอกาสในการประคองตลาดผ่านการเดินทางภายในประเทศ แม้ตลาดต่างชาติบางส่วนจะสะดุดก็ตาม

สงกรานต์เชียงรายยังถูกดันต่อในฐานะเมืองน่าเที่ยว

แม้ภาคเอกชนในเชียงรายจะกังวลกับยอดจองและบรรยากาศสงกรานต์ แต่ฝั่งหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวยังเดินหน้าสื่อสารเชิงบวกต่อเนื่อง โดย ททท. สำนักงานเชียงราย ได้ประชาสัมพันธ์ 10 พิกัดเที่ยวงานสงกรานต์และจุดเล่นน้ำในจังหวัด พร้อมเชิญชวนให้วางแผนการเดินทางต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศจัดงาน “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก” และระบุให้เชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยวของปี 2569

น้ำหนักของข้อมูลส่วนนี้อยู่ที่การสะท้อนความพยายามของรัฐในการรักษาบรรยากาศการท่องเที่ยวและใช้ทุนทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือพยุงความเชื่อมั่น กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้ภาคเอกชนจะกำลังรับแรงกดดันจากยอดยกเลิก แต่ภาครัฐยังไม่ถอยจากการโปรโมต และยังพยายามทำให้เชียงรายคงสถานะเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของสงกรานต์ล้านนา

สำหรับคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะมันคือรอยต่อระหว่าง สัญญาณลบจากตลาดจริง กับ ความพยายามเชิงนโยบายในการรักษาอารมณ์การเดินทางของสังคม ว่าสุดท้ายแล้ว ด้านใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากันในช่วงก่อนเทศกาล

ภาคเอกชนเชียงรายเสนอรวมพลังทำโปรโมชั่นทั้งเมือง

อีกมิติหนึ่งที่โดดเด่นจากบทสัมภาษณ์วิโรจน์ คือข้อเสนอให้ภาคเอกชนเชียงรายหยุดคิดแบบต่างคนต่างอยู่ และหันมาร่วมกันทำโปรโมชั่นทั้งเมืองมองว่า หากมีเพียงโรงแรมบางแห่งลดราคา หรือบางร้านอาหารทำโปรโมชันเพียงลำพัง พลังต่อรองและแรงดึงดูดจะไม่มากพอ แต่หากโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการหลายกลุ่มร่วมมือกัน ก็อาจสร้างภาพจำใหม่ให้เชียงรายกลายเป็นปลายทางที่คุ้มค่าสำหรับการเดินทางในช่วงภาวะไม่ปกติ

แนวคิดนี้สอดรับกับท่าทีของ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. ที่ระบุว่า ททท. เตรียมพิจารณาโยกงบประมาณราว 5 ถึง 10 ล้านบาท เพื่อจัดทำแคมเปญส่งเสริมการตลาดระยะสั้นแบบเจาะจงพื้นที่ และมุ่งสร้างสมดุลด้านค่าใช้จ่ายผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรม เช่น การลดราคาห้องพักจาก 3,000 บาท เหลือ 2,000 ถึง 2,500 บาท เพื่อชดเชยค่าน้ำมันที่แพงขึ้น

สิ่งนี้บอกเราว่า ทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มคิดไปในทิศทางเดียวกันแล้ว คือการพยายามทำให้ ค่าใช้จ่ายรวมของการเดินทางไม่สูงขึ้นจนคนยอมแพ้ต่อการท่องเที่ยว ถ้าราคาน้ำมันดันต้นทุนขึ้น ก็ต้องหาทางกดต้นทุนส่วนอื่นลงมาชดเชย

ตลาดต่างชาติยังไม่หายทั้งหมด และยังมีสัญญาณบวกบางส่วน

แม้ข่าวส่วนใหญ่จะรายงานด้านลบ แต่ข้อมูลจาก ททท. ยังมีบางสัญญาณที่ช่วยถ่วงดุลภาพรวมได้ น.ส.ฐาปนีย์ ระบุว่า หลังจากตลาดต่างชาติชะลอตัวในสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม ล่าสุดข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัปดาห์ล่าสุดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทย 628,451 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 12,222 คน หรือร้อยละ 1.98 เฉลี่ยวันละ 89,779 คน

ตัวเลขนี้มีความหมายในเชิงการตีความข่าว เพราะสะท้อนว่า แม้ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่จะได้รับผลกระทบจากการยกเลิกห้องพัก แต่ในภาพรวมประเทศ ตลาดต่างชาติยังไม่ถึงขั้นถดถอยพร้อมกันทั้งหมด และยังอาจพอหาตลาดอื่นเข้ามาชดเชยได้ โดยเฉพาะจีน เกาหลีใต้ และอินเดียตามที่ ททท. ระบุไว้

อย่างไรก็ตาม สำหรับเชียงรายและเชียงใหม่ โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงว่าตลาดรวมของประเทศจะฟื้นหรือไม่ แต่คือจะดึงตลาดทดแทนเข้าสู่พื้นที่ได้เร็วพอหรือเปล่า ก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวถัดไปจะผ่านพ้นไป

ภาคการบินยังโตได้ แต่โตช้ากว่าที่เคยคาด

AEROTHAI ประเมินว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลให้ปริมาณเที่ยวบินในไทยลดลงจากการยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง และทำให้ต้นทุนน้ำมันของสายการบินเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินไทยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปี 2568 เพียงแต่เป็นการเติบโตที่จำกัด ไม่เกินร้อยละ 3 และต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ก่อนเกิดวิกฤต

นี่คืออีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้ข่าวมีความสมดุล เพราะแม้ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริง แต่ยังไม่ใช่สถานการณ์ล้มทั้งกระดาน ทว่าก็เพียงพอจะทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้น และไม่สามารถใช้สมมติฐานการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป

บทสรุปของภาคเหนือในวันที่ต้องประคองทั้งตลาดและความเชื่อมั่น

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดจากยอดยกเลิกห้องพักที่เพิ่มถึงร้อยละ 30 ขณะที่เชียงรายแม้จะยังไม่มีตัวเลขทางการที่แข็งเท่าเชียงใหม่ แต่เสียงจากภาคธุรกิจชี้ว่า สัญญาณเตือนเริ่มดังขึ้นทั้งจากกรุ๊ปทัวร์ที่ยกเลิก การจองล่วงหน้าที่ชะลอ และความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวก่อนสงกรานต์

ในอีกด้านหนึ่ง รัฐยังพยายามตรึงความเชื่อมั่นผ่านการตลาดในประเทศ งานเทศกาล และการผลักดันแคมเปญลดต้นทุนการเดินทาง ส่วนภาคเอกชนก็เริ่มมองหาความร่วมมือใหม่เพื่อดึงคนไทยเข้ามาทดแทนช่องว่างของตลาดต่างชาติ

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวของโรงแรมหรือสายการบิน แต่เป็นข่าวของเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งระบบ เพราะทุกการยกเลิกห้องพักหมายถึงรายได้ที่หายไปของคนขับรถ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ผู้ค้าของฝาก และแรงงานภาคบริการอีกจำนวนมาก ในวันที่สงครามอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เชียงใหม่และเชียงรายกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลสะเทือนของมันสามารถเดินทางมาถึงเมืองท่องเที่ยวไทยได้เร็วและลึกกว่าที่หลายคนคิด

เจียงฮายอัปเดต Chiang Rai Update : อัปเดตบรรยากาศถนนคนเดินเชียงราย 14 มี.ค.69
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • บทสัมภาษณ์ วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย วันที่ 24 มีนาคม 2569
  • ประชาชาติธุรกิจ : สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ โรงแรมเชียงใหม่ ยอดจองวูบ 30%… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/local-economy/news-1979422
  • ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เรื่องเป้าหมายตลาดไทยเที่ยวไทยปี 2569 จำนวน 215 ล้านคน ครั้ง สร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาท และแนวทางกระตุ้นตลาดในประเทศ ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท.
  • ข้อมูลจาก บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หรือ AEROTHAI วันที่ 18 มีนาคม 2569 เรื่องเที่ยวบินยกเลิกกว่า 1,000 เที่ยวบินจากผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
  • ททท. สำนักงานเชียงราย
  • ข้อมูลจาก กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการจัดงานสงกรานต์ทั่วไทย ปี 2569 และการระบุเชียงรายเป็นหนึ่งใน 13 เมืองน่าเที่ยว ตามข้อความที่ผู้ใช้แนบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

ไฮซีซัน เชียงราย CAAT รับข้อเสนอ ลดค่าธรรมเนียมการบิน เร่งเครื่องเที่ยวบินดันสัดส่วนต่างชาติ

ท่องเที่ยวเชียงรายพึ่งพาคนไทยหนัก Q3/2568 รายได้เฉียด 1 หมื่นล้าน แต่สัดส่วนต่างชาติเพียง 16%—โจทย์ใหม่ “Medical Tourism” และนโยบายค่าธรรมเนียมการบินกำหนดทิศไฮซีซัน

เชียงราย,13 พฤศจิกายน 2568 – การปิดไตรมาส 3/2568 ด้วยนักท่องเที่ยวรวม 1,195,635 คน สร้างรายได้ 9,763.48 ล้านบาท แต่รายได้ 84% มาจากคนไทย ขณะที่ต่างชาติคิดเป็นเพียง 16% สะท้อนโครงสร้างที่ “ยังเปราะบาง” ต่อดีมานด์ในประเทศ ททท.ประเมินไฮซีซันยังสดใสแม้ “ตลาดระยะใกล้” สะดุด ชี้ยุโรป–อเมริกามีแนวโน้มชดเชย ส่วนฝั่งการบิน CAAT รับข้อเสนอสมาคมสายการบินฯ ให้ “ชะลอขึ้นค่าธรรมเนียม–ลดภาษีน้ำมันอากาศยาน” เพื่อเร่งเครื่องเที่ยวบินในประเทศ คำถามสำคัญคือ เชียงรายจะใช้ “จุดแข็ง Medical Tourism และ Soft Power เมืองเหนือ” อย่างไร เพื่อขยับสัดส่วนรายได้ต่างชาติให้พ้น 16% ในรอบต่อไป

เมืองเหนือที่วิ่งด้วยแรงคนไทย

ยามบ่ายปลายฝนต้นหนาว ริมแม่น้ำกกยังเย็นสบาย ร้านกาแฟบนเนินเขาแน่นไปด้วยครอบครัว นักปั่น และนักเดินทางจากจังหวัดใกล้เคียง ภาพนี้อธิบาย “พลังตลาดในประเทศ” ของเชียงรายได้อย่างชัดเจน ตัวเลขจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่อ้างข้อมูล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าในไตรมาส 3/2568 (ก.ค.–ก.ย.) เชียงรายรับนักท่องเที่ยวรวม 1.196 ล้านคน รายได้รวม 9,763.48 ล้านบาท โดยคนไทยคิดเป็น 87.2% ของจำนวนนักท่องเที่ยว และ 84% ของรายได้ ขณะที่ต่างชาติคิดเป็น 12.8% ของจำนวนคน และ 16% ของรายได้ นั่นแปลว่า “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายในช่วงโลว์ซีซันยังเป็นคนไทยอย่างแท้จริง

ความจริงข้อนี้มีทั้งด้านบวกและด้านเปราะบาง ด้านบวกคือฐานลูกค้าภายในประเทศแข็งแรง สามารถพยุงธุรกิจในช่วงที่เที่ยวบินระหว่างประเทศยังไม่เต็มศักยภาพ แต่ด้านเปราะบางคือ หากเศรษฐกิจครัวเรือนไทยชะลอ ตัวเลขทั้งระบบของเชียงรายก็จะสะเทือนทันที การยกระดับ “สัดส่วนต่างชาติ” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่คือ “เกราะกันกระแทก” ทางเศรษฐกิจ

ภาพรวมไตรมาส สิงหาคมพีคสุดทั้งคนและรายได้

เมื่อลงลึกเป็นรายเดือน ภาพรวม กรกฎาคม–กันยายน สะท้อนจังหวะ “ค่อยๆ เร่งก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน”

  • ก.ค. นักท่องเที่ยวรวมราว 407,471 คน (ไทย ~353,058 / ต่างชาติ ~54,413) รายได้รวม 3,333.80 ล้านบาท (ไทย ~2,787.23 / ต่างชาติ ~546.57)
  • ส.ค. ขยับขึ้นเป็น 419,584 คน (ไทย ~359,306 / ต่างชาติ ~60,278) รายได้รวม 3,435.08 ล้านบาท (ไทย ~2,811.96 / ต่างชาติ ~623.12)  เป็น “เดือนพีค” ของไตรมาส
  • ก.ย. ลดลงตามฤดูกาลเหลือ 368,580 คน (ไทย ~330,826 / ต่างชาติ ~37,754) รายได้รวม 2,994.60 ล้านบาท (ไทย ~2,601.18 / ต่างชาติ ~393.42)

ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า “แรงซื้อไทย” คือหัวรถจักรหลักในช่วงโลว์ซีซัน ส่วนต่างชาติชะลอตัวตามบริบทตลาดเอเชียที่ยังไม่ฟื้นเต็มอัตรา โดยเฉพาะจีน ตลาดคู่ค้าที่เคยหนุนภาคเหนืออย่างมีนัยสำคัญ

ททท.อ่านเกมไฮซีซัน ตลาดไกลชดเชยตลาดใกล้

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ประเมินแนวโน้มไฮซีซันปีนี้ว่า “ยังสดใส” จากแรงส่งแคมเปญระดับประเทศ (เช่น งานวิจิตรเจ้าพระยา 2568 และเทศกาลลอยกระทงที่ก่อเม็ดเงินสะพัดกว่า 6.5 พันล้านบาท) และกิจกรรมส่งท้ายปีที่จะยกระดับไทยสู่หมุดหมายเคานต์ดาวน์ในสายตานานาชาติ อย่างไรก็ดี ททท.ก็ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ต้องระวัง ตลาดระยะใกล้ บางส่วน “ซบเซา” โดยเฉพาะ จีนลดลง ~35% และ เกาหลีใต้/สิงคโปร์ ยังชะลอ ขณะที่ รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย มีสัญญาณบวกและถูกวางบทบาทให้ “ชดเชยเชิงโครงสร้าง” ในปีหน้า

สำหรับ ปี 2569 ททท.ตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 34.9 ล้านคน รายได้รวม 2.79 ล้านล้านบาท โดยเปลี่ยน “เกมปริมาณ” สู่ “เกมคุณภาพ” ผ่าน 3 แกนยุทธศาสตร์

  1. Total Wellbeing & Medical Tourism – ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ/การรักษาเฉพาะทางที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง
  2. เส้นทางบินใหม่ – เพิ่มความถี่/จุดบินเพื่อขยายการเข้าถึงเมืองรอง
  3. Trust Thailand & Soft Power – เร่งมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างประสบการณ์เฉพาะถิ่น

หากเชื่อมโยงกับโจทย์เชียงราย ข้อ 1 และ 2 มีน้ำหนักเป็นพิเศษ เมืองมีฐานบริการสุขภาพที่น่าเชื่อถือ มหาวิทยาลัยชั้นนำ และธรรมชาติที่เอื้อต่อการพักฟื้น ขณะที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงกำลังถูกผลักดันให้รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารเพิ่มขึ้นในระยะถัดไป การ “เสียบปลั๊ก” เข้ากับแผนประเทศจึงมีความเป็นไปได้สูง

นโยบายการบิน ค่าธรรมเนียม–ภาษีน้ำมัน คือคันเร่งเที่ยวบิน

ฝั่ง สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) รายงานการรับฟังข้อเสนอจาก สมาคมสายการบินประเทศไทย ณ กระทรวงคมนาคม (12 พ.ย. 2568) โดยมีแกนสำคัญคือ “ทำให้ต้นทุนสายการบินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” เพื่อเร่งเครื่องความถี่เที่ยวบินและบัตรโดยสารที่จับต้องได้ ซึ่งจะกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค

ข้อเสนอหลักประกอบด้วย

  • ชะลอปรับขึ้นค่าบริการการเดินอากาศ (ANSC) และ ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) โดยเสนอเลื่อน ANSC ของดอนเมืองไปปี 2570 และของสนามบินภูมิภาคหลัก (เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่) ไปปี 2571
  • ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันอากาศยาน จาก 4.726 บาท/ลิตร 0.20 บาท/ลิตร ช่วยลดราคาบัตรโดยสารในประเทศราว 100 บาท/เที่ยว และเพิ่มที่นั่งภายในประเทศ ~3.8 ล้านที่นั่ง (15 ม.ค.–15 พ.ค. 2569) คาดสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 22,000 ล้านบาท
  • แคมเปญ “Buy International, Free Domestic Flights” มอบตั๋วภายในประเทศฟรีแก่ต่างชาติที่ซื้อตั๋วเดินทางเข้าไทยช่วง 15 ม.ค.–12 เม.ย. 2569 คาดดึง ~200,000 คน สร้างเม็ดเงิน ~8,500 ล้านบาท
  • ปฏิรูปกฎระเบียบ เพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้าอากาศยาน และใช้กระบวนการ Public Consultation ในการพิจารณาค่าธรรมเนียมให้โปร่งใส

ในแง่เชียงราย ข้อเสนอเหล่านี้ หากรัฐบาลอนุมัติ จะ “เปลี่ยนเกมความถี่” ภายในประเทศทันที โดยเฉพาะไฟลต์เชื่อม กรุงเทพฯ–เชียงราย และไฟลต์เชื่อมระหว่างเมืองเหนือ–อีสาน/ใต้ ซึ่งเป็นฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพดีและเดินทางซ้ำบ่อย นอกจากนี้ หากแคมเปญ “บินข้ามประเทศ–แถมตั๋วในประเทศ” เกิดขึ้นจริง เชียงรายในฐานะ เมืองรองที่พร้อมเรื่องความปลอดภัย–ธรรมชาติ–วัฒนธรรม ย่อมมีโอกาส “ติดทริป” ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่บินลงกรุงเทพฯ/เชียงใหม่ ได้มากขึ้น

โจทย์ของเชียงราย จะขยับ “สัดส่วนต่างชาติ” อย่างไร

เมื่อรู้ข้อเท็จจริงว่า รายได้ 84% ยังมาจากคนไทย และ ต่างชาติ 16% เป็น “เสาหลักที่ยังเตี้ย” แนวทางต่อไปของเชียงรายจึงควรอยู่บนกรอบคิด “คม–ครบ–เร็ว” ดังนี้

1) เน้น “Medical Wellness & Recovery” ที่จับต้องได้

  • แพ็กเกจพักฟื้น 7–14 คืน ร่วมมือโรงพยาบาล/คลินิกเฉพาะทางกับโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA/Wellness จัดแพ็กเกจ “ผ่าตัดเล็ก–กายภาพบำบัด–สุขภาพช่องปาก–ตรวจสุขภาพเชิงลึก” ผูกกับกิจกรรมเบาๆ (ชากาแฟพิเศษ วิถีชาติพันธุ์ โยคะบนดอย)
  • คลินิกเฉพาะทางสำหรับตลาดไกล สื่อสารจุดแข็งด้าน บริการอบอุ่น ค่ารักษาสมเหตุสมผล และสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการพักฟื้น เจาะกลุ่ม ยุโรป/สหรัฐ/ตะวันออกกลาง ที่ททท.ระบุว่ามีสัญญาณบวก
  • One-Stop Concierge ต่างชาติ ตั้งจุดบริการภาษาอังกฤษ/จีน/พม่า ที่สนามบินและในเมือง ช่วยประสานแพ็กเกจ, นัดหมายแพทย์, การเดินทาง, อาหารพิเศษ, ล่าม ลด “ความกลัว” ของผู้ป่วย/ผู้สูงวัยต่างชาติ

2) เติมเที่ยวบิน–เส้นทางบินรองรับดีมานด์

  • ร่วมมือสายการบิน ใช้ข้อมูล CTRD/MOTS จุดอัตราโหลดแฟคเตอร์ดีช่วงไฮซีซัน เจรจาเส้นทางตรง/เชื่อม (เช่น กรุงเทพฯ–เชียงราย–หลวงพระบาง/สิบสองปันนา ผ่านโค้ดแชร์) โดยยึดหลัก “เที่ยวบินแรกต้องรอด–งบโปรโมชันต้องพอ”
  • สลิงโปรโมชันกับแคมเปญประเทศ เช่น ถ้า “Buy International, Free Domestic Flights” ผ่าน ให้พ่วงแพ็กเกจเชียงราย 2 คืน + เส้นทางชา–กาแฟ + พักฟื้นเบาๆ ที่สปา/ออนเซ็นธรรมชาติ

3) สร้างประสบการณ์ Soft Power ที่ต่างชาติรัก

  • เส้นทางกาแฟ–ชา–งานคราฟต์ชาติพันธุ์ แบบคิวเรต (ไม่รีบ–ไม่โหม) ให้ “คุณภาพก่อนปริมาณ”
  • เทศกาลที่เป็นมิตรต่อการเดินทาง กำหนดเวลางานใหญ่ให้สัมพันธ์กับตารางบิน/ฤดูกาล และออกแบบ “โซนเงียบ/โซนสุขภาพ” สำหรับผู้สูงวัย/ผู้พักฟื้น จุดขายที่ต่างจากเมืองใหญ่

4) ขยายพาร์ตเนอร์ B2B ต่างประเทศ

  • เอเยนซีสุขภาพ/ประกันสุขภาพนานาชาติ ทำ MOU ส่งต่อผู้ป่วยที่ต้องการรอคิวในประเทศตนเองนาน ให้มาใช้บริการเชียงราย
  • เครือข่ายศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา เชื่อมทีม/ชมรมสมัครเล่นยุโรป–อเมริกา จัดค่ายฟื้นฟูสมรรถภาพบนภูเขาสูง ดึงกลุ่มใช้จ่ายสูงและอยู่นาน

5) จัดการ “ประสบการณ์เดินทาง” ให้ราบรื่นที่สุด

  • สนามบิน–เมือง 30 นาทีที่ปลอดฝุ่น/ปลอดฝน ทำความสะอาดถนนช่วงพีก (ก่อน–หลังเลิกเรียน/เที่ยวบินลง) ติดตั้งไฟส่องสว่าง–ป้ายภาษาอังกฤษชัดเจน เรื่องเล็กในมุมเมือง แต่คือ “เรื่องใหญ่” ของรีวิวต่างชาติ
  • มาตรฐานราคา–คุณภาพ ใช้ระบบรับรอง/ตราสัญลักษณ์ Trust Thailand ในร้าน–แท็กซี่–ไกด์–โรงแรมที่เข้าร่วม สื่อสารชัด–ร้องเรียนง่าย

 มุมมองความเสี่ยง หากยังพึ่งคนไทยเป็นหลัก

หากไม่ขยับ “เสาต่างชาติ” ให้สูงขึ้น ความเสี่ยงคือ วงจรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย มากเกินไป เมื่อใดที่กำลังซื้อหด เมืองก็หดตาม อีกทั้งการแข่งขันในตลาดในประเทศดุเดือด เมืองท่องเที่ยวจำนวนมากแย่งงบและความสนใจจากนักเดินทางกลุ่มเดียวกัน การมี “พอร์ตต่างชาติ” ที่มั่นคงขึ้นจะทำให้เชียงราย ปรับสมดุลรายได้ และ ยืดหยุ่นต่อความผันผวน ดีกว่าเดิม

นโยบายประเทศช่วยเมืองรองได้อย่างไร

ข้อมูลจาก ททท. และเวทีของ CAAT ชี้ให้เห็น “การประสานระดับชาติ” ที่จะส่งผลถึงเมืองรองอย่างเชียงรายใน 3 ชั้น

  1. ดีมานด์ – แคมเปญระดับประเทศและ Soft Power ทำให้ไทย “ติดเรดาร์” ของตลาดไกลมากขึ้น
  2. ซัพพลายการบิน – ลดต้นทุนสายการบิน → เพิ่มเที่ยวบิน/ความถี่ → บัตรโดยสารถูกลง → นักท่องเที่ยวเลือกเมืองรองได้ง่ายขึ้น
  3. โครงสร้างรายได้ – เน้น Medical/Wellness ทำให้ “ค่าใช้จ่ายต่อหัว” สูงขึ้นและอยู่นานขึ้น เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่ลึกกว่าแค่รูปแบบ “แวะเช้า–เย็นกลับ”

หากนโยบายทั้งสามชั้นเดินพร้อมกัน เชียงรายจะ “เก็บเกี่ยวผล” ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อเมืองมีทรัพยากรเด่นด้านธรรมชาติ–วัฒนธรรม–ความปลอดภัย และมีต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวที่พร้อมต่อยอด

สรุปเชิงนโยบายสำหรับจังหวัด/เอกชนในเชียงราย (ทำได้ทันที)

  • ตั้งคณะทำงาน Medical Wellness เชียงราย รวบรัดโรงพยาบาล–คลินิก–สปา–โรงแรม–สายการบิน–สนามบิน วางแพ็กเกจและมาตรฐานบริการเดียวกัน (ภาษา–อาหาร–รถรับส่ง–การนัดหมาย)
  • เลือก 3 ตลาดเป้าหมายแรก รัสเซีย–อังกฤษ–สหรัฐ (สอดคล้องทิศทาง ททท.) ทำโปรโมชันร่วมสายการบิน/OTA ด้วยข้อความ “พักฟื้นเหนือสุดสยาม–ภูเขา–แม่น้ำ–กาแฟดี”
  • สร้างคอนเทนต์พยานหลักฐาน รีวิวผู้ป่วย/ผู้สูงวัยจริง (ยินยอมเผยแพร่) ใน 3 ภาษา อธิบายขั้นตอนการรักษา–การเดินทาง–ค่าใช้จ่าย–การดูแลหลังรักษา
  • ยกระดับ UX สนามบิน–เมือง เพิ่มเจ้าหน้าที่ภาษา, ป้ายทางสองภาษา, รถ EV รับส่งคงเส้นคงวา, จุดร้องเรียนฉุกเฉินต่างชาติแบบ 24 ชม.
  • วัดผลทุกไตรมาส เผยแพร่ตัวชี้วัด “สัดส่วนต่างชาติ/ค่าใช้จ่ายต่อหัว/วันพักเฉลี่ย/ความพึงพอใจ” ต่อสาธารณะ เพื่อปรับยุทธศาสตร์แบบ agile

จาก 16% ไปสู่สมดุลที่ยั่งยืน

เชียงรายปิดไตรมาส 3/2568 ด้วย “ภาพสวยครึ่งหนึ่ง”  รายได้รวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาท แต่อาศัยแรงซื้อในประเทศถึง 84% เมื่อไฮซีซันมาเยือน โอกาสในการดึงต่างชาติอยู่ “ตรงหน้า” ทั้งจากแคมเปญของ ททท., สัญญาณตลาดไกลที่ฟื้นตัว และนโยบายการบินที่กำลังคลายล็อกต้นทุน หากจังหวัด–เอกชน–ชุมชน จับมือกันเดินเกม Medical Wellness ที่เชื่อมสนามบิน–เมือง–บริการสุขภาพ อย่างตั้งใจ เชียงรายไม่เพียงเพิ่ม สัดส่วนรายได้ต่างชาติ แต่จะยกระดับ คุณภาพรายได้ ของทั้งระบบ ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น “อยู่ได้อย่างมั่นคง” และพลเมือง “อยู่ดีอย่างยั่งยืน”

สถิติสำคัญ (Q3/2568)

  • นักท่องเที่ยวรวม 1,195,635 คน | ไทย 1,043,190 (87.2%) | ต่างชาติ 152,445 (12.8%)
  • รายได้รวม 9,763.48 ล้านบาท | ไทย 8,200.37 (84%) | ต่างชาติ 1,563.11 (16%)
  • เดือนพีคของไตรมาส สิงหาคม (ทั้งจำนวนคนและรายได้)

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (พ.ศ. 2568
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
  • สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว (CTRD) มช
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายคว้ารางวัล Hall of Fame ย้ำธงยั่งยืนบนเวทีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

ททท. ประกาศผล “รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15” ย้ำธง Sustainability – เชียงรายคว้าทั้ง Hall of Fame และรางวัลดีเด่น กางตัวเลข 151 ผู้ชนะ พร้อมโรดแมปยกระดับมาตรฐานสู่สากล

กรุงเทพฯ / เชียงราย, 5 กันยายน 2568 – เวที “รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย” หรือ Thailand Tourism Awards ซึ่งจัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินทางสู่ปีที่ 30 พร้อมประกาศรายนามผู้คว้ารางวัลประจำครั้งที่ 15 อย่างเป็นทางการ ปีนี้มีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)” เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่ทำคะแนนด้านการบริหารจัดการความยั่งยืนสูงเป็นพิเศษ สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมไทยที่มุ่งสู่มาตรฐานสากลและเป้าหมายคาร์บอนต่ำ

พิธีพระราชทานรางวัล ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยปีนี้มีผู้ประกอบการคุณภาพที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้น รวม 151 ราย ครอบคลุม 4 สถานะรางวัล ดังนี้

  • รางวัลยอดเยี่ยม (Thailand Tourism Excellence Awards) จำนวน 17 ราย
  • รางวัลดีเด่น (Thailand Tourism Outstanding Awards) จำนวน 59 ราย
  • รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) จำนวน 69 ราย
  • และ รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame สำหรับผู้ที่รักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่อง 3 ครั้ง จำนวน 6 ราย

รางวัลที่ไม่ใช่แค่ถ้วย แต่คือมาตรฐานของประเทศ

นางสาว ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า รางวัลครั้งนี้มีเป้าหมายชัดในการ “ยกระดับคุณภาพ” และ “ยึดโยงความยั่งยืน” ให้เป็นแกนหลักของการท่องเที่ยวไทย โดยเกณฑ์ตัดสินครอบคลุม 4 มิติ คือ คุณภาพสินค้าและบริการ, การบริหารจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ, ความเป็นเลิศด้านธุรกิจ, และ บทบาทองค์กรที่สนับสนุนระบบนิเวศท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เพียงสะท้อน “ความดีเยี่ยมของวันนี้” แต่ยังขับเคลื่อน “มาตรฐานวันพรุ่งนี้” ให้ทั้งอุตสาหกรรมเดินไปในทิศเดียวกัน

ในเชิงปฏิบัติ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใช้ทั้งการตรวจเอกสาร, การสัมภาษณ์ภาคสนาม, และการประเมินเชิงหลักฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ชนะ “ทำจริง” ไม่ใช่เพียง “ทำสวย” พร้อมผลักดันให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อ เศรษฐกิจ–สังคม–สิ่งแวดล้อม อย่างสมดุล

เชียงรายบนโพเดียม ความภาคภูมิใจที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

ปีนี้ จังหวัดเชียงราย ติดโผคว้ารางวัลสำคัญหลายรายการ โดยเฉพาะ โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้จังหวัด ด้วยการ

  • คว้า รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame ในประเภท รีสอร์ต (Resort) หลังรักษามาตรฐาน “ยอดเยี่ยม” ต่อเนื่อง 3 ครั้ง
  • คว้า รางวัลยอดเยี่ยม (Excellence Awards) ในประเภท ที่พักนักท่องเที่ยว (Accommodation) อีกหนึ่งตำแหน่ง

ขณะที่ ชุมชนไทลื้อศรีดอนชัย คว้า รางวัลดีเด่น (Outstanding Awards) ในประเภท แหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สะท้อนพลังของการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่การจัดการนักท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ

ภาพรวมเหล่านี้ตอกย้ำว่าเชียงรายไม่ได้เป็นเพียง “จุดหมายปลายทางยอดฮิต” แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ต้นแบบการท่องเที่ยวคุณภาพ–ยั่งยืน” ของภาคเหนือ ที่เชื่อม ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, และ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ

Hall of Fame 6 ราย บทพิสูจน์ของความสม่ำเสมอ

นอกจากเชียงราย ยังมีผู้ได้รับ Hall of Fame รวม 6 ราย อันได้แก่

  1. พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา (เชียงใหม่) – ตอกย้ำบทบาทการอนุรักษ์มรดกล้านนาที่มีชีวิต
  2. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น (สุโขทัย) – โมเดลท่องเที่ยวโดยชุมชนที่มีระบบ
  3. วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต (ภูเก็ต) – การจัดการย่านประวัติศาสตร์สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
  4. โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น (เชียงราย) – โรงแรมที่ยืนระยะทั้งคุณภาพบริการและการบริหารจัดการ
  5. เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา ทองหล่อ (กรุงเทพฯ) – ธุรกิจสปาที่ขยับจาก “ดี” ไปสู่ “มาตรฐาน”
  6. รายการนำเที่ยว “สัมผัสเมืองไทยไร้พรมแดนจากเหนือจรดใต้ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้พิการทางการเห็น” – ตัวอย่างความเป็นเลิศด้าน การเข้าถึง (Accessibility) และ การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

รายนามเหล่านี้สะท้อนภาพกว้าง: ความเป็นเลิศอาจเกิดได้ทุกห่วงโซ่ ตั้งแต่พิพิธภัณฑ์ ชุมชน เมืองเก่า โรงแรม สปา ไปจนถึง “โปรแกรมทัวร์เพื่อผู้พิการทางการเห็น” ซึ่งย้ำว่าความยั่งยืนหมายรวมถึง “ความเท่าเทียมในการเข้าถึง” มิใช่เฉพาะสิ่งแวดล้อม

เปิดตัว “รางวัลแห่งความยั่งยืน” 69 ราย ขยับจากคำประกาศสู่ดัชนีวัดผล

ครั้งแรกของเวทีที่เพิ่มหมวก Thailand Tourism Sustainability Awards โดยมอบให้ผู้ที่ทำคะแนนด้าน Sustainability & Responsibility Excellence สูงเป็นพิเศษ การขยับครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะแปลว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียง Checklist แต่ถูกยกระดับเป็น “ดัชนีวัดคุณภาพ” เทียบเท่าประสบการณ์นักท่องเที่ยว

เมื่อบวกรวมกับรางวัลหลักในสาขา แหล่งท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, โปรแกรมทัวร์, องค์กรสนับสนุนการท่องเที่ยว, และที่พัก ตัวเลข 69 รางวัลด้านความยั่งยืน จึงทำหน้าที่เป็น “ไฟเขียว” ให้ตลาดรับรู้ว่า สินค้าและบริการเหล่านี้ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม, คุ้มครองมรดกวัฒนธรรม, และ กระจายรายได้สู่ชุมชน อย่างเป็นรูปธรรม

เกณฑ์ที่เข้มขึ้น จำนวนรางวัลที่กระชับลง สัญญาณของคุณภาพมาก่อนปริมาณ

เมื่อเทียบกับรอบที่ผ่านมา จำนวนผู้ได้รับรางวัลปีนี้ 151 ราย ถือว่า “กระชับ” กว่าเดิมอย่างชัดเจน แปลอย่างตรงไปตรงมาว่าเกณฑ์เข้มขึ้น เพื่อยกระดับ “ฐานคุณภาพ” ให้สูงขึ้นอีกขั้น การคัดให้เหลือ “ผู้เล่นตัวจริง” ช่วยให้สัญลักษณ์ กินรี” ยังคงความน่าเชื่อถือในสายตาตลาดทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจที่ได้ตรานี้จึงไม่ใช่แค่ “ดี” แต่ต้อง “ดีอย่างยั่งยืน” และ “ดีอย่างสม่ำเสมอ”

ผลประโยชน์ที่จับต้องได้ทำไมธุรกิจอยากได้รางวัลนี้

นอกจากเกียรติภูมิ ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับ สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมการตลาดของ ททท., ได้ ส่วนลดค่าร่วมงานส่งเสริมการขาย, และได้รับการ ประชาสัมพันธ์บนสื่อหลักของ ททท. ตลอดจนสื่อพันธมิตร การสนับสนุนในเชิงพาณิชย์เช่นนี้ทำให้รางวัลไม่ใช่ “โล่บนชั้น” แต่เป็น “เครื่องมือเพิ่มยอดขาย” และ “คูปองเจาะตลาดใหม่” ที่หลายธุรกิจใช้ต่อยอดโอกาสทันที

เล่าเรื่องด้วยตัวเลข ภาพรวมรางวัลครั้งที่ 15

  • ปีที่จัด: ครบ 30 ปี ของโครงการรางวัล
  • ผู้ได้รับรางวัลรวม: 151 ราย
  • แบ่งเป็น: Excellence 17, Outstanding 59, Sustainability 69, Hall of Fame 6
  • พิธีพระราชทาน: 27 กันยายน 2568 ที่ แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ
  • เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์: ยึด Sustainability, Inclusivity, และ Quality เป็นแกนกลาง

ตัวเลขสั้นๆ เหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “สัญญาณตลาด” ให้ผู้ซื้อทัวร์, แพลตฟอร์ม OTA, และพันธมิตรต่างประเทศ รับทราบว่าไทยกำลังขยับฐานมาตรฐานไปอีกระดับ

The Riverie by Katathani
ชุมชนศรีดอนชัยไทลื้อ จ.เชียงราย sridonchai tailue Community, Chiangrai

รางวัลในฐานะ “นโยบายสาธารณะเชิงแรงจูงใจ”

  1. สร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งห่วงโซ่
    รางวัลบีบให้ผู้ประกอบการ “ทบทวนทั้งองค์กร” ตั้งแต่การบริการหน้าเคาน์เตอร์ไปจนถึงระบบหลังบ้าน เช่น การจัดการของเสีย, การลดพลังงาน, การคุ้มครองเด็กและแรงงาน, ไปจนถึงการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ เกณฑ์เดียวกันนี้ทำให้คุณภาพ “เทียบเคียงได้” ในระดับประเทศ
  2. ขยายประเด็นสังคมสู่แกนหลักธุรกิจ
    การยก Accessibility ขึ้นเวที Hall of Fame ชี้ว่าการท่องเที่ยวของไทยกำลังหันหน้าหาผู้เดินทางกลุ่มใหม่ที่ต้องการประสบการณ์แบบ “ไม่กีดกัน” ซึ่งเป็นทั้งความถูกต้องและโอกาสทางธุรกิจ
  3. จูงใจให้ลงทุนด้านยั่งยืน
    ตรรกะง่ายๆ คือ “ลงทุนก่อน–ได้คืนทีหลัง” เพราะเมื่อผ่านเกณฑ์ยากของ Sustainability แล้ว ธุรกิจจะได้ทั้งตรารับรอง, PR, และโอกาสจับคู่เจรจาในงานการตลาดของรัฐ ซึ่งคุ้มกับต้นทุนที่ลงไป
  4. วางรางรอเชื่อมมาตรฐานสากล
    การพัฒนาเกณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรระดับโลก ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับการตรวจสอบจากคู่ค้าต่างประเทศ และรองรับกฎระเบียบใหม่ เช่น นโยบายสิ่งแวดล้อมของตลาดยุโรปในอนาคต

เล่าเชียงรายให้จบเรื่อง จากคุณภาพรายจุด สู่แบรนด์จุดหมายปลายทาง

การที่เชียงรายได้ทั้ง Hall of Fame และ รางวัลดีเด่น ในปีเดียว ส่งสัญญาณว่า “ระบบนิเวศปลายทาง” ของจังหวัดกำลังแข็งแรงมากขึ้น การมีโรงแรมคุณภาพสูงยืนระยะผนวกกับชุมชนที่บริหารจัดการนักท่องเที่ยวได้อย่างรับผิดชอบ ทำให้ “ภาพรวมปลายทาง” น่าเชื่อถือ ทั้งต่อ นักท่องเที่ยวคุณภาพ, บริษัททัวร์ต่างประเทศ, และ นักลงทุนสายท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ–วัฒนธรรม

หากภาครัฐท้องถิ่นต่อยอดด้วยแผนการตลาดปลายทางที่เน้น ประสบการณ์ยั่งยืน, ทัวร์เดินเท้าประวัติศาสตร์, เส้นทางกาแฟ–ชา, และ กิจกรรมชุมชนที่วัดผลได้ เชียงรายสามารถ “ต่อแขน” จากรางวัล ไปสู่ รายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น และ ฤดูกาลท่องเที่ยวที่ยาวขึ้น ได้ไม่ยาก

โรดแมปหลังรับรางวัล ทำอย่างไรให้ “ถ้วย” กลายเป็น “ธุรกิจโต”

  • ปรับ Product ให้สอดรับตรากินรี: ออกแพ็กเกจใหม่ที่เล่า “Sustainability Story” ให้ชัด
  • ทำ Data Dashboards: วัดคาร์บอนและผลกระทบชุมชนแบบรายไตรมาส เพื่อใช้สื่อสารกับตลาดต่างประเทศ
  • Co-branding กับ ททท.: ใช้สิทธิ์ร่วม Road Show / Trade Show เพื่อเปิดตลาดระยะกลาง–ไกล
  • สร้างความร่วมมือปลายทาง: โรงแรม–ชุมชน–แหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม ทำเส้นทางร่วมกัน เพื่อเพิ่มเวลาพำนักและการใช้จ่ายเฉลี่ย

ข้อสังเกตเชิงสื่อสาร ทำอย่างไรให้ผู้บริโภครับรู้ “คุณภาพ–ยั่งยืน” อย่างเข้าใจง่าย

แม้ตรากินรีจะทรงพลัง แต่ “เรื่องยาก” อย่างความยั่งยืนยังต้องสื่อสารให้ง่ายและจับต้องได้ ทางออกคือ

  • ใช้ ป้าย/QR ในสถานที่ บอก “เราลดอะไรได้เท่าไร” และ “เงินคุณไปช่วยใคร”
  • เลือก ภาพเล่าเรื่องสั้นๆ เช่น ช่างฝีมือในชุมชน, การฟื้นฟูท้องน้ำ, หรือการเข้าถึงสำหรับผู้พิการ
  • ทำ คอนเทนต์ก่อน–หลัง รับรางวัล เพื่อให้ลูกค้าเห็นเส้นทางพัฒนา ไม่ใช่ภาพสำเร็จรูปเพียงช่วงเดียว

จากรางวัลสู่แรงขับอุตสาหกรรม

เวที Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ยืนยันว่ารางวัลไม่ใช่เพียงเกียรติยศ แต่คือ เครื่องมือเชิงนโยบาย ที่ทำให้อุตสาหกรรมยกระดับ คุณภาพ, สร้าง ความยั่งยืน, และขยาย ความเท่าเทียมในการเข้าถึง ไปพร้อมกัน ปีนี้ 151 ราย ที่ผ่านเกณฑ์เข้มข้นและ 69 ราย ที่โดดเด่นด้านความยั่งยืนคือ “ตัวตั้งต้น” ของมาตรฐานใหม่ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังห่วงโซ่การท่องเที่ยวทั้งระบบ

ในสมรภูมิตลาดโลกที่แข่งด้วย “คุณค่า” มากกว่า “ราคา” ประเทศไทยต้องเดินเกมต่อด้วยการ วัดผลที่โปร่งใส, เล่าเรื่องที่ชัด, และ เชื่อมมาตรฐานสากล อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานะ “จุดหมายปลายทางในใจ” ของนักเดินทางทั่วโลก และที่สำคัญ เพื่อให้การเติบโตนั้น ยั่งยืนและเป็นธรรม กับทั้งผู้ประกอบการ ชุมชน และธรรมชาติ

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
ECONOMY

ททท. เร่งเครื่องดึงจีนเที่ยวไทย โรดโชว์ 3 เมืองใหญ่

ททท.เร่งกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวจีนหลังสัญญาณฟื้นตัว เร่งโรดโชว์ 3 เมืองใหญ่ ผนึกภาคเอกชนสร้างความมั่นใจ ดึงกรุ๊ปทัวร์กลับไทย

กรุงเทพฯ, 21 มีนาคม 2568 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ททท.กำลังเดินหน้ากระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนอย่างเข้มข้น หลังจากสัญญาณของตลาดเริ่มนิ่งและมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะการจองการเดินทางล่วงหน้าเข้าสู่ประเทศไทยที่เริ่มขยับขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันหยุดแรงงานของจีน

ทั้งนี้ ททท.ได้เตรียมจัดโรดโชว์ใน 3 เมืองใหญ่ของจีน ได้แก่ เซี่ยเหมิน อู่ฮั่น และเฉิงตู ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางกลับมาท่องเที่ยวในประเทศไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์และต่อเนื่องถึงช่วงวันแรงงาน

สาเหตุการชะลอตัวของตลาดจีนและแผนฟื้นฟู

นางสาวฐาปนีย์ ระบุว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 จากหลายปัจจัย เช่น การลดลงของเที่ยวบินเช่าเหมาลำกว่า 20% การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และกระแสข่าวด้านความปลอดภัยที่กระทบต่อความมั่นใจของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เคยเดินทางมาไทยมาก่อน

เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ ททท.จึงประสานงานกับสำนักงาน 5 แห่งในจีน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง เฉิงตู และกว่างโจว ให้เร่งดำเนินการตลาดเชิงรุกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับ KOL และอินฟลูเอนเซอร์ในจีน การประชาสัมพันธ์กิจกรรมสงกรานต์ และการทำคาราวานรถยนต์จากเมืองคุณหมิงเข้าสู่เชียงใหม่

ดึงภาคเอกชนร่วมโรดโชว์และส่งเสริมกรุ๊ปทัวร์

ททท.ยังได้ร่วมมือกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (แอตต้า) ในการจัดโรดโชว์ต่อเนื่องช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันหยุดฤดูร้อนและช่วงวันชาติของจีนในเดือนตุลาคม โดยเฉพาะกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่สร้างวอลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

พร้อมกันนี้ ททท.ได้เชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยวจากจีนกว่า 500 ราย มาสำรวจเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นโดยตรง และเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปใหญ่ในอนาคตอันใกล้

โปรโมชั่นพิเศษผ่าน “แกรนด์สงกรานต์” และพันธมิตรดิจิทัล

สำหรับการดึงดูดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน ททท.ร่วมมือกับแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลชั้นนำของจีน เช่น Alipay โดยเสนอส่วนลดพิเศษ หากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายผ่านแอปดังกล่าว และยังร่วมกับแพลตฟอร์ม OTA อย่าง Ctrip จัดโปรโมชั่นตั๋วโดยสารราคาพิเศษเพื่อแข่งขันกับประเทศปลายทางคู่แข่ง เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมจัดกิจกรรม “แกรนด์สงกรานต์ แกรนด์พริวิเลจ” เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเหนือระดับ โดยมีสิทธิประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวจีน เช่น ส่วนลดร้านค้า สปา ร้านของที่ระลึก และลุ้นรับของที่ระลึก ณ สนามบินหลัก เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต

จังหวัดเชียงรายเตรียมความพร้อมรับเทศกาลสงกรานต์

นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนประจำจังหวัดเชียงราย เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 โดยกำหนดมาตรการหลักคือ การตั้งด่านตรวจหลักในจุดเสี่ยง ช่วงเวลาต่างกันเพื่อลดอุบัติเหตุ และให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ได้กำหนดแผนรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ได้แก่

  1. ช่วงประชาสัมพันธ์: 1 มี.ค. – 3 เม.ย. 2568
  2. ช่วงก่อนเข้มข้น: 4 – 10 เม.ย. 2568
  3. ช่วงเข้มข้น: 11 – 17 เม.ย. 2568
  4. ช่วงหลังเข้มข้น: 18 – 24 เม.ย. 2568

โดยคาดว่าจังหวัดเชียงรายจะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงเทศกาลดังกล่าว เนื่องจากมีการเตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยและกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม

เป้าหมายและทิศทางตลาดจีนปี 2568

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ กล่าวว่า ททท.ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปี 2568 ไว้ที่ 8-9 ล้านคน โดยมั่นใจว่าหากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติม สถานการณ์จะค่อย ๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะจากยอดจองที่เพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

สถิติที่เกี่ยวข้อง

  • จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยปี 2566: ประมาณ 3.5 ล้านคน
  • เป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนปี 2568: 8-9 ล้านคน
  • สำนักงาน ททท.ในจีน: 5 แห่ง (ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง เฉิงตู กว่างโจว)
  • บริษัททัวร์จีนที่เข้าร่วมกิจกรรมในไทย: 500 ราย (เบื้องต้น)
  • เมืองเป้าหมายโรดโชว์: เซี่ยเหมิน อู่ฮั่น เฉิงตู

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : 

  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  • ประชาชาติธุรกิจ

  • สำนักงานจังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
NEWS UPDATE

นักท่องเที่ยวจ่ายง่าย TAGTHAi Easy Pay สแกน QR ไทย

ททท. หนุน TAGTHAi – กสิกรไทย เปิดบริการ Tourist E-Wallet ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวไทย

ประเทศไทย, 17 มีนาคม 2568 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เปิดตัว TAGTHAi Easy Pay ระบบอีวอลเล็ตสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ใช้งานควบคู่กับ บัตร Prepaid PAY&TOUR ของธนาคารกสิกรไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายภายในประเทศไทย ลดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และช่วยลดภาระการพกเงินสดจำนวนมาก นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สอดรับกับพฤติกรรมนักเดินทางยุคดิจิทัล

ระบบชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า TAGTHAi Easy Pay เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025” ที่ ททท. ขับเคลื่อนตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นการเดินทาง ส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวและกีฬาระดับนานาชาติ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้ถึงเป้าหมาย 3 ล้านล้านบาทในปี 2568

นายกลินท์ สารสิน ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แอปพลิเคชัน TAGTHAi มีจำนวนนักท่องเที่ยวดาวน์โหลดแล้วกว่า 2 ล้านรายในปี 2567 เติบโตขึ้นถึง 105% และมียอดขายเพิ่มขึ้น 183% สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ แพลตฟอร์มดิจิทัล ในการสืบค้นข้อมูล ซื้อสินค้า และชำระเงิน

การเปิดตัว TAGTHAi Easy Pay จึงเป็น กลไกสำคัญที่ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพิ่มโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าในภาคการท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้โดยตรง

แนวทางของธนาคารกสิกรไทย มุ่งสู่ระบบการเงินไร้เงินสดเต็มรูปแบบ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้น 5.6% จากปีที่ผ่านมา ธนาคารจึงมุ่งพัฒนา ระบบชำระเงินไร้รอยต่อ (Seamless Payment) เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว

บัตร Prepaid PAY&TOUR ของธนาคารกสิกรไทย เป็น บัตรเติมเงินที่เชื่อมต่อกับอีวอลเล็ต TAGTHAi Easy Pay ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถ สแกนจ่ายผ่าน Thai QR Payment ได้ทั่วประเทศ โดยเริ่มทดลองให้บริการตั้งแต่ปี 2567 ผ่าน บูธแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเตรียมขยายจุดให้บริการไปยัง สาขาธนาคารกว่า 100 แห่งทั่วประเทศในปี 2568

ข้อดีของ TAGTHAi Easy Pay และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ข้อดีของระบบ

  • สะดวกและปลอดภัย: ลดปัญหาการพกเงินสดจำนวนมาก ลดความเสี่ยงจากอาชญากรรม
  • รองรับการใช้งานทั่วประเทศ: ใช้จ่ายได้กับทุกธุรกิจที่รองรับ Thai QR Payment
  • ช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น: พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการท่องเที่ยวขนาดเล็กสามารถรับชำระเงินได้ง่ายขึ้น

เสียงสะท้อนจากทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายที่สนับสนุน

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าระบบนี้ช่วยลดความยุ่งยากในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และทำให้การใช้จ่ายในไทยสะดวกขึ้น
  • ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองรองมองว่าการใช้จ่ายผ่านดิจิทัลช่วยให้เข้าถึงลูกค้าต่างชาติได้ง่ายขึ้น และลดปัญหาการใช้เงินสด

ฝ่ายที่มีข้อกังวล

  • บางภาคส่วนมองว่าระบบการชำระเงินดิจิทัลอาจยังไม่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุม
  • ผู้ประกอบการบางรายกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรมผ่าน QR Payment ซึ่งอาจเป็นภาระเพิ่มเติม

สถิติและข้อมูลอ้างอิง

  • จำนวนดาวน์โหลดแอป TAGTHAi: 2 ล้านครั้ง (ข้อมูลจาก TAGTHAi ปี 2567)
  • อัตราการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว: 105% (ข้อมูลจากบริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ปี 2567)
  • ยอดขายผ่าน TAGTHAi: เพิ่มขึ้น 183% (ข้อมูลจาก TAGTHAi ปี 2567)
  • คาดการณ์นักท่องเที่ยวปี 2568: เพิ่มขึ้น 5.6% (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี 2568)
  • เป้าหมายรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยปี 2568: 3 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจาก ททท. ปี 2568)

สรุป

TAGTHAi Easy Pay เป็นก้าวสำคัญของ การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถ สแกนจ่ายได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และสามารถใช้จ่ายเหมือนคนไทย ซึ่งช่วยกระจายรายได้ไปยังธุรกิจในทุกระดับ

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบจะได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง แต่ก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับ ความสามารถในการเข้าถึงของธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท และค่าธรรมเนียมของระบบชำระเงิน ซึ่งอาจต้องมีการพิจารณานโยบายเพิ่มเติมเพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างทั่วถึง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) / ธนาคารกสิกรไทย / บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด / ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
SOCIETY & POLITICS

ด่านแม่สาย Fashion on the Road ดีไซเนอร์อาชีวศึกษาเชียงราย

 
ค่ำวันที่ (2 ก.ย. 66) ที่บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย-เมียนมา จุดผ่านแดนถาวร อ.แม่สาย จ.เชียงราย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นประธานในการเปิดการงาน เชียงรายแฟนชั่นสู่การออกแบบระดับโลกครั้งที่ 1 หรือ “Chiang Rai Fashion to The World 1st Designers Competition” โดยการจัดเดินแฟนชั่นบนถนนหน้าด่านพรมแดนหรือ Fashion on the Road โดยมี นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมจัดงานหลายภาคส่วน กิจกรรมมีการจัดให้นักออกแบบ หรือดีไซเนอร์ จากทั่วประเทศไทย จำนวน 73 ดีไซเนอร์ นำผลงานและนางแบบร่วมเดินแบบแสดงด้วยเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ถูกกำหนดให้ใช้ลวดลายผ้าจากกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และภาคเหนือ ซึ่งพบว่าดีไซเนอร์สามารถออกแบบเพื่อการประกวดและจัดแสดงครั้งนี้กว่า 92 ชุด เริ่มต้นด้วยการเดินแฟนชั่นโชว์จาก 10 กลุ่มชาติพันธุ์ คือ อาข่า ม้ง กะเหรี่ยง อิ้วเมี่ยน ไตหย่า ไทใหญ่ ยูนนาน ไทลื้อ ลั้วะ และลาหู่ ด้วยนางแบบจำนวน 20 นางแบบ จาก by YOURS Thailand จากนั้นนางแบบทั้ง 92 คน ได้ออกเดินบนถนนหน้าด่านแม่สาย ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวและประชาชนทั้งชาวไทยและเมียนมา ที่ต่างพากันไปชมความงดงามของชุดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ออกแบบและปรับให้มีลวดลายผ้าปักกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้อย่างงดงามและลงตัวเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่เสร็จสิ้นการเดินแบบแล้วผู้คนยังขอถ่ายภาพร่วมกับนางแบบกันอย่างเนืองแน่นด้วย
 
สำหรับการประกวดชุดแฟชั่นทั้ง 92 คน พบว่าชุดราตรีชื่อ “โบตั๋น” จากการออกแบบของ น.ส.วิสา แสนสุขยิ่งนัก วิชาคหกรรม สาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 โดยเป็นชุดกระโปรงยาวลักษณะคล้ายชุดกี่เพ้าของจีนแต่มีลวดลายผ้าลายปักของกลุ่มชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยนบนชุดราตรีอย่างลงตัว รางวัลที่ 2 ดีไซเนอร์มาจากกรุงเทพฯ โดยเป็นชุดราตรีธรรมชาติและภูมิปัญญา ฯลฯ ภายในบริเวณงานยังจัดให้มีร้านค้าเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่นผ้าต่างๆ กว่า 100 ร้านค้า ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวหน้าด่านพรมแดน อำเภอแม่สาย คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
 
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ปัจจุบันทุกประเทศต่างพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อช่วงชิงการนำหลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 สำหรับประเทศไทยก็พยายามหาจุดแข็งเพื่อเป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและทั่วโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งก็พบว่าจุดแข็งหนึ่งคือซอฟเพาเวอร์เรื่องอาหาร แฟชั่น กิจกรรม faith (ศรัทธา) ฯลฯ ซึ่งภาคเหนือถือว่าส่วนหนึ่งคือมีลวดลายผ้าปักจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นทาง ททท.จึงได้สนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้เกิดการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวตลอดทั้งปี หรือ All year รวมทั้งยังส่งเสริมให้เกิดรายได้ไปสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย
 
ทางด้าน นางนงเยาว์ เนตรประสิทธ์ นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย กล่าวว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีรวมกันกว่า 35 ชาติพันธุ์ ได้มีการออกแบบลวดลายผ้าปักด้วยเทคนิค ลวดลายและสีสันแตกต่างกันซึ่งล้วนมีความวิจิตรงดงาม ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการจัด “Fashion on the Road” เป็นครั้งแรก และคาดหวังจะให้การออกแบบชุดแต่งกายพร้อมลวดลายพัฒนาไปสู่ระดับประเทศและระดับนานาชาติ ซึ่งนอกจากด้านการท่องเที่ยวแล้วยังจะสร้างรายได้ให้คนทุกระดับตั้งแต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ออกแบบลวดลายผ้าปัก ผู้เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และผู้จัดจำหน่ายในแต่ละขั้น หรือตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อีกด้วย
 

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News