Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ยกระดับสุขภาพคนเชียงราย! หน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสาชูเทคโนโลยี LDCT สกัดมะเร็งปอดจากฝุ่น PM 2.5

สิงห์อาสาแท็กทีมเครือข่ายแพทย์ 5 สถาบัน ลงพื้นที่เชียงราย คัดกรองมะเร็งและเบาหวานเชิงรุก ลดป่วยหนักก่อนถึงมือหมอ

เชียงราย,24 กุมภาพันธ์ 2569 – ในวันที่ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่พร้อมกันหลายด้าน ทั้งสังคมผู้สูงอายุ ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พุ่งต่อเนื่อง ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมเฉพาะถิ่น และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกัน หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมออกหน่วยรักษา แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ “พาแพทย์ไปหาคน” ก่อนที่คนจะต้องเดินทางไกลเพื่อไปหาหมอในวันที่โรคลุกลามเกินแก้

โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่โดยสิงห์อาสา ซึ่งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายคณะทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 5 แห่ง ประกอบด้วยคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ขยายการให้บริการครอบคลุม 30 ชุมชนใน 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ขอนแก่น มหาสารคาม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนครปฐม โดยเชียงรายถูกจัดวางเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านสุขภาพเฉพาะถิ่นที่ซับซ้อน ทั้งโรคมะเร็งบางชนิดที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่กดทับระบบบริการสุขภาพในระยะยาว

เมื่อการตรวจคัดกรองกลายเป็น “หน้าด่าน” ที่ต้องไปให้ถึงชุมชน

หัวใจของการออกหน่วยครั้งนี้ คือการคัดกรองเชิงรุก ไม่รอให้ผู้ป่วยมีอาการหนักแล้วค่อยเข้าระบบรักษา แนวคิดดังกล่าวสอดรับกับข้อเท็จจริงพื้นฐานของโรคเรื้อรังและโรคมะเร็งจำนวนมากที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ขณะที่เมื่อเริ่มมีอาการ ก็อาจเข้าสู่ระยะที่การรักษาซับซ้อน ค่าใช้จ่ายสูง และกระทบคุณภาพชีวิตอย่างมาก

ในบริบทเชียงราย ภาระโรคที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นแกนหลักของการคัดกรอง ประกอบด้วยมะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งปอด และโรคเบาหวาน รวมถึงการจัดการกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่เป็นต้นทางของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ไตวาย โรคหัวใจและหลอดเลือด และความพิการ

ภาพสะท้อนความจำเป็นของการ “ทำให้ทัน” ก่อนโรคจะพาคนไปไกลเกินแก้ ปรากฏชัดในข้อมูลสถานการณ์สาธารณสุขระดับจังหวัดที่คุณแนบไว้ โดยชี้ว่าในปี 2568 โรคไม่ติดต่อเรื้อรังและโรคมะเร็งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะ และสร้างแรงกดดันต่อระบบบริการทั้งระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ข้อมูลในรายงานดังกล่าวระบุสถิติผู้ป่วยนอก 5 อันดับแรกของจังหวัด โดยโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในอันดับหนึ่งด้วยอัตราป่วย 28,878 ต่อแสนประชากร และโรคเบาหวานมีอัตราป่วย 14,283 ต่อแสนประชากร ซึ่งสะท้อนทั้งจำนวนผู้ป่วยและภาระการติดตามรักษาที่ต้องใช้ทรัพยากรต่อเนื่อง

มะเร็งตับและท่อน้ำดี ความเสี่ยงที่เชื่อมโยงวิถีอาหารกับภัยเงียบ

หนึ่งในจุดเน้นสำคัญของการคัดกรองในเชียงราย คือมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งถูกมองเป็นวิกฤตสาธารณสุขระดับพื้นที่ โดยข้อมูลที่คุณให้ระบุว่าในเพศชายมีอุบัติการณ์สูงกว่าเพศหญิงถึง 3 เท่า และมีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงเชิงวัฒนธรรมการบริโภคปลาน้ำจืดดิบที่นำไปสู่การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับ

การออกแบบการคัดกรองจึงยึดการตรวจอัลตราซาวด์ในกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีปัจจัยเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสตรวจพบในระยะแรกซึ่งมีผลต่อการรักษาและการยืดอายุการรอดชีวิต นัยสำคัญของมาตรการนี้อยู่ที่ข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยาที่มะเร็งบางชนิดมีระยะฟักตัวยาว ทำให้แม้อัตราการติดเชื้อรายใหม่จะลดลง แต่จำนวนผู้ป่วยมะเร็งอาจยังไม่ลดลงทันทีในช่วงสั้น

ในเชิงสังคม นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องโรค แต่เป็นเรื่องความรู้เท่าทันสุขภาพและการสื่อสารความเสี่ยงกับชุมชน เพราะการคัดกรองจะได้ผลสูงสุดเมื่อประชาชนเข้าใจว่าการตรวจไม่ได้ทำเพื่อ “หาความผิดปกติ” เท่านั้น แต่ทำเพื่อ “หาความรอด” ในจังหวะที่ยังแก้ได้ทัน

มะเร็งปอดกับฝุ่น PM2.5 เมื่อความเสี่ยงไม่อยู่ในปอดอย่างเดียว แต่อยู่ในอากาศที่หายใจร่วมกัน

เชียงรายถูกกล่าวถึงว่าเผชิญสถานการณ์มะเร็งปอดที่รุนแรงจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานต่อเนื่องในช่วงวิกฤตหมอกควัน ซึ่งไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ แต่ยังถูกเชื่อมโยงกับผลกระทบสุขภาพระยะยาว องค์การอนามัยโลกได้ชี้ให้เห็นผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพอย่างกว้าง ตั้งแต่โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ไปจนถึงมะเร็งปอด และมีฐานข้อมูลและรายงานด้านคุณภาพอากาศที่ใช้เป็นกรอบอ้างอิงระดับสากล

ในมิติการแพทย์ การคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเทคโนโลยี LDCT ถูกยกเป็นนวัตกรรมสำคัญ เนื่องจากมีความไวสูงในการตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กที่การเอกซเรย์ปอดธรรมดาอาจมองไม่เห็น หลักฐานระดับนานาชาติจากการศึกษาขนาดใหญ่ เช่น National Lung Screening Trial รายงานว่าการคัดกรองด้วย LDCT สามารถลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ประมาณร้อยละ 20 ในกลุ่มเสี่ยง เมื่อเทียบกับการเอกซเรย์ทรวงอก

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้มีความหมายมากกว่าเทคโนโลยี เพราะถ้าการตรวจเข้าถึงได้เฉพาะคนที่มีกำลังจ่าย ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่าง ในขณะที่ถ้าออกแบบให้เข้าถึงได้ในระบบสิทธิสุขภาพ จะทำให้ “โอกาสรอด” ไม่ถูกผูกกับฐานะ

เบาหวานและยุทธศาสตร์ทำให้โรคสงบ เปลี่ยนจากรักษาด้วยยาไปสู่การเปลี่ยนชีวิต

โรคเบาหวานถูกจัดเป็นหนึ่งในแกนหลักของการคัดกรองเชิงรุก เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่มีผู้ป่วยจำนวนมากและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวายเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มการนอนโรงพยาบาลและเพิ่มค่าใช้จ่ายทางสุขภาพในระยะยาว

ข้อมูลที่คุณแนบชี้ให้เห็นความพยายามขยับจากการรักษาแบบประคอง ไปสู่แนวคิดทำให้โรคสงบจนไม่ต้องใช้ยา หรือ NCDs Remission ผ่านการปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ โดยยกกรอบ 3M ได้แก่ Mindset การปรับความเข้าใจของผู้ป่วยและครอบครัว Motivation การสร้างแรงจูงใจและกลไกสนับสนุน และ Method วิธีการปรับอาหารและกิจกรรมที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของทีมสุขภาพ

การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในกรอบนี้ จึงไม่ได้จบที่การเจาะน้ำตาลหรือให้ยา แต่รวมถึงการทำให้ประชาชน “เห็นภาพเส้นทาง” ว่าต้องทำอะไรต่อในชีวิตจริง และเชื่อมต่อไปยังระบบติดตามในพื้นที่ เพื่อไม่ให้การคัดกรองกลายเป็นเพียงตัวเลขกิจกรรมที่สวยงามแต่ไม่เปลี่ยนผลลัพธ์สุขภาพ

หน่วยแพทย์เคลื่อนที่กับโจทย์ใหญ่ของเชียงราย เมื่อพื้นที่ชายแดนต้องรับมือความเสี่ยงซ้อนทับ

เชียงรายเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และประชากร มีทั้งพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยว และชุมชนที่เข้าถึงบริการเฉพาะทางได้ยาก การเพิ่มการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันจึงเป็นความจำเป็นเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงความตั้งใจเชิงโครงการ

มุมหนึ่งคือการกระจายโอกาสตรวจคัดกรองไปสู่ชุมชน ลดต้นทุนการเดินทาง ลดภาระค่าใช้จ่ายแฝง และลดการปล่อยให้โรคเรื้อรังสะสมจนกลายเป็นผู้ป่วยหนัก อีกมุมหนึ่งคือการทำงานแบบเครือข่ายระหว่างภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ เพื่อเสริมกำลังคน ความรู้ และเครื่องมือคัดกรอง

ในภาพรวม แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับรูปแบบความร่วมมือที่เคยปรากฏในงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ซึ่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้สื่อสารในช่วงก่อนหน้า ว่าเป็นการลงพื้นที่ให้บริการ ตรวจรักษา และส่งต่อผู้ป่วยในชุมชน โดยมีสิงห์อาสาเป็นหนึ่งในกลไกสนับสนุน

ประเด็นเด่นและประเด็นรองที่สังคมควรจับตา

การคัดกรองเชิงรุกในเชียงรายกำลังขยับจากแนวคิดรักษาเมื่อป่วย ไปสู่แนวคิดตรวจให้เจอเร็วและลดการตาย โดยใช้ความร่วมมือหลายสถาบัน และเน้นโรคที่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะถิ่น ทั้งพยาธิใบไม้ตับ ฝุ่น PM2.5 และภาระ NCDs ที่สูง

ที่ส่งผลต่อความยั่งยืน

  • หนึ่ง การต่อเนื่องหลังคัดกรอง หากตรวจพบความเสี่ยงแล้วต้องมีระบบส่งต่อและติดตาม ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์จะไม่เกิดจริง
  • สอง ความเท่าเทียมด้านเทคโนโลยีคัดกรอง โดยเฉพาะ LDCT ที่มีหลักฐานลดการตาย แต่ต้องถูกออกแบบให้เข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม
  • สาม ความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมเป็นโจทย์ร่วมของทั้งจังหวัด เพราะมลพิษทางอากาศไม่เลือกบ้านคนรวยหรือคนจน และองค์การอนามัยโลกย้ำผลกระทบสุขภาพอย่างชัดเจน

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อให้การคัดกรองไม่เสียเปล่า

สำหรับประชาชนในพื้นที่หรือครอบครัวที่มีความเสี่ยง แนวทางที่ทำได้ทันทีคือ
ติดตามประกาศวัน เวลา และจุดบริการของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่ตนเอง และเตรียมข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน เช่น โรคประจำตัว ยาที่ใช้ ผลตรวจเดิมถ้ามี
ผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไปและมีพฤติกรรมเสี่ยงด้านอาหาร โดยเฉพาะการกินปลาน้ำจืดดิบ ควรเข้ารับการประเมินความเสี่ยงและตรวจคัดกรองตามคำแนะนำบุคลากรแพทย์
ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่นสูงเป็นเวลานานหรือมีปัจจัยเสี่ยงด้านการสูบบุหรี่ ควรสอบถามเรื่องการคัดกรองมะเร็งปอด และรับคำแนะนำที่เหมาะกับกลุ่มเสี่ยงของตนเอง โดยเข้าใจว่าหลักฐานต่างประเทศพบประโยชน์ชัดในกลุ่มเสี่ยงจากการคัดกรอง LDCT
ผู้ป่วยเบาหวานหรือกลุ่มเสี่ยงควรเข้ารับการคัดกรองและตั้งเป้าหมายร่วมกับทีมสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ไม่หยุดที่การรับยา แต่พิจารณาแนวทางปรับพฤติกรรมอย่างปลอดภัยและต่อเนื่องตามคำแนะนำแพทย์

สถิติและข้อมูลสำคัญที่อ้างในข่าว

  • ผู้ป่วยนอก 5 อันดับแรกของจังหวัดเชียงราย ปี 2568 โรคความดันโลหิตสูง 28,878 ต่อแสนประชากร โรคเบาหวาน 14,283 ต่อแสนประชากร และรายการโรคอื่นตามรายงานสถานการณ์จังหวัดเชียงราย ปี 2568 ที่อ้างอิงฐานข้อมูล Health Data Center และระบบ 43 แฟ้ม ตามเอกสารที่แนบโดยผู้ให้ข้อมูล
  • หลักฐานสากลสนับสนุนการคัดกรองมะเร็งปอดด้วย LDCT ลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้ประมาณร้อยละ 20 ในกลุ่มเสี่ยง จากการศึกษา National Lung Screening Trial และการสังเคราะห์หลักฐานที่ถูกอ้างในแนวทางคัดกรอง
  • องค์การอนามัยโลกชี้ผลกระทบมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพอย่างกว้าง รวมถึงโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งปอด และมีฐานข้อมูลคุณภาพอากาศที่ใช้อ้างอิงระดับนานาชาติ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ข่าวประชาสัมพันธ์และข้อมูลรายละเอียดโครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่สิงห์อาสา วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผู้สื่อข่าวได้รับ และรายงานสถานการณ์สุขภาพจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ที่อ้างอิงฐานข้อมูล Health Data Center และระบบ 43 แฟ้ม ตามเอกสารแนบของผู้ให้ข้อมูล
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลการดำเนินงานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่และความร่วมมือกับสิงห์อาสา
  • New England Journal of Medicine รายงานผล National Lung Screening Trial เรื่องการลดการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดด้วยการคัดกรอง LDCT
  • U.S. Preventive Services Task Force และหลักฐานประกอบแนวทางคัดกรองมะเร็งปอด
  • World Health Organization ข้อมูลผลกระทบมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ และฐานข้อมูลคุณภาพอากาศ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเร่งพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารอนาคต

เชียงรายขยับสองมิติ รับคลื่นนักท่องเที่ยวโลก อบจ.ร่วมถก EIA ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง ขณะไวรัล #ThankYouThailand สะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 — ในวันที่กระแสโลกออนไลน์กำลังพาแฮชแท็ก #ThankYouThailand ติดเทรนด์จากคลิปนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โค้งคำนับขอบคุณประเทศไทยอย่างจริงใจ จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเตรียม “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

สองภาพนี้สะท้อนอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ภาพแรกคือรอยยิ้ม ความประทับใจ และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวถ่ายทอดเองโดยสมัครใจ ภาพที่สองคือห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเอกสาร รายงาน และขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องรอบคอบ เพื่อให้การพัฒนาสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

อบจ.เชียงรายร่วมประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เพื่อศึกษาและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย

การประชุมดังกล่าวจัดโดย Airports of Thailand หรือ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการสนามบินหลักของประเทศ รวมถึง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ แนวทางการพัฒนา และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอแผนก่อสร้าง แต่คือการยืนยันว่า การขยายศักยภาพสนามบินต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความรอบคอบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงประตูรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบต่อชุมชนโดยรอบโดยตรง

เป้าหมายของโครงการ รองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินในอนาคต

ตามข้อมูลที่ชี้แจงในที่ประชุม โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีเป้าหมายหลักเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศของจังหวัดเชียงราย และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

สนามบินแม่ฟ้าหลวงเป็นประตูหลักของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีบทบาททั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการขยายหรือปรับปรุงศักยภาพ ย่อมส่งผลต่อความแออัด ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ

การทำ EIA จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านเสียง การจราจร การใช้ที่ดิน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการพัฒนาไม่สร้างภาระในระยะยาวต่อชุมชน

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างเป็นระบบก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

สื่อภาษาอังกฤษหลายแห่งรายงานว่าคลิปเหล่านี้กลายเป็นไวรัล เพราะสะท้อนความชื่นชมต่ออาหารไทย การนวดไทย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และความอบอุ่นของคนไทยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การโฆษณาที่จัดทำโดยรัฐหรือเอกชน

ททท. ขอบคุณนักท่องเที่ยว เทรนด์นี้คือเสน่ห์ไทยที่แท้จริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อเห็นเทรนด์ #ThankYouThailand แล้วรู้สึกหัวใจพองโต และขอบคุณนักท่องเที่ยวที่ร่วมแชร์โมเมนต์น่ารัก ๆ และบันทึกความทรงจำที่มีต่อประเทศไทย

ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงรีวิวการเดินทาง แต่เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings อย่างลึกซึ้งและจริงใจ พร้อมย้ำว่าความสุขของนักท่องเที่ยวคือรางวัลล้ำค่าสำหรับคนไทยทุกคน

ในเชิงเศรษฐกิจ เทรนด์ลักษณะนี้มีมูลค่าทางการตลาดสูง เพราะเป็นการบอกต่อแบบปากต่อปากบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าสื่อโฆษณาทั่วไป และสามารถกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของผู้ที่ยังลังเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์พาวเวอร์ ต้องเดินไปพร้อมกัน

เมื่อวางสองกระแสนี้คู่กัน ภาพที่เห็นชัดคือ หากซอฟต์พาวเวอร์สร้างแรงดึงดูดได้สำเร็จ แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมรองรับ ความประทับใจอาจลดลงในระยะยาว

ในทางกลับกัน หากสนามบินและระบบคมนาคมขยายศักยภาพได้ทันเวลา ขณะที่บริการและการเป็นเจ้าบ้านยังคงรักษามาตรฐาน รอยยิ้มจากคลิปไวรัลจะถูกแปลงเป็นตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจริง และรายได้ที่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงรายจึงอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างการเตรียม “ถ้วยใบใหญ่” เพื่อรองรับน้ำ และการรักษาคุณภาพของ “น้ำ” ที่ไหลเข้ามา

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน

กระแส #ThankYouThailand สะท้อนว่ารายจ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้กระจุกอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ แต่กระจายไปยังบริการพื้นฐาน เช่น ร้านสะดวกซื้อ รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ร้านนวดไทย ร้านอาหารท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งภูเขา เกาะแก่งแม่น้ำโขง วัดวาอาราม และวิถีชีวิตชุมชน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงโอกาสของเกษตรกร ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ร้านกาแฟ และวิสาหกิจชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่างจำนวนและคุณภาพ หากการขยายสนามบินนำไปสู่การเพิ่มเที่ยวบินอย่างรวดเร็ว แต่การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยไม่ทัน อาจเกิดผลกระทบที่ย้อนกลับมาบั่นทอนภาพลักษณ์

เสียงจากชุมชนและบทบาทของ EIA

การทำรายงาน EIA จึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เสนอข้อกังวล และกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น มาตรการควบคุมเสียง การจัดการจราจร และการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย

ความโปร่งใสในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาคธุรกิจ

เชียงรายกับโจทย์บ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวโลก

เชียงรายกำลังเผชิญโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อซอฟต์พาวเวอร์ไทยกำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก และโครงสร้างพื้นฐานกำลังเร่งเครื่องตามทัน

การประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง คือก้าวหนึ่งของการเตรียมพร้อมรองรับอนาคต ขณะที่กระแส #ThankYouThailand คือเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักเดินทาง

บททดสอบสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการรักษาคุณภาพการบริการ ความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุล

หากเชียงรายสามารถทำทั้งสองด้านได้พร้อมกัน คือขยายบ้านให้กว้างขึ้น และรักษารอยยิ้มให้จริงใจ เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่จะกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Airports of Thailand PLC. ข้อมูลการบริหารท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการพัฒนา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข่าวการเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อย EIA วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ผู้ว่าการเกี่ยวกับเทรนด์ #ThankYouThailand และแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings
  • รายงานสื่อภาษาอังกฤษเกี่ยวกับไวรัล Thank you Thailand บน TikTok เดือนกุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ปลุกพลังวิจัยให้ไทยอัพ! สกสว. เชื่อมโจทย์เชียงรายสู่ทุน ววน. 2 หมื่นล้าน เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

สกสว. ปักหมุดแม่ฟ้าหลวง เปิดเวที Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ชู ช่องทางเข้าถึงทุนวิจัย ขับเคลื่อนเหนือสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และสุขภาพ

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ สกสว. จัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ณ ห้องประดู่แดง 1 ชั้น 5 อาคารพลเอกสำเภา ชูศรี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยวางเป้าหมายชัดเจนในการสื่อสารบทบาทใหม่ของกองทุน ววน. ให้เป็น “ศูนย์กลางระบบนิเวศวิจัย” ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับเครือข่ายภูมิภาค ตั้งแต่นักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ไปจนถึงปราชญ์ชาวบ้านและผู้ประกอบการท้องถิ่น

ท่ามกลางบริบทที่ประเทศกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ขณะเดียวกันเศรษฐกิจฐานรากยังต้องการเครื่องมือใหม่ในการเพิ่มรายได้ เวทีครั้งนี้ถูกวางให้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง “โจทย์พื้นที่” กับ “เครื่องมือทุน” เพื่อพางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม โดยเฉพาะสาขายุทธศาสตร์ของภาคเหนือ เช่น เกษตรปลอดภัย อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส กาแฟ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวเชิงมูลค่าสูง

จากผู้ให้ทุนสู่ศูนย์กลางระบบนิเวศ 25 ช่องทางที่คนพื้นที่ต้องรู้

สารหลักที่ถูกส่งจากเวทีภาคเหนือครั้งนี้ คือการยืนยันว่ากองทุน ววน. ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดสรรงบประมาณ แต่กำลังปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และจะทำให้กระบวนการเข้าถึงง่ายขึ้น โปร่งใสขึ้น และตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จริงมากขึ้น

ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสารกองทุน ววน. กล่าวในงานว่า สกสว. ต้องการทลายภาพจำที่งานวิจัยเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง พร้อมชี้ว่าในระดับประเทศมีช่องทางหรือกลไกการเข้าถึงทุนหลายประตู ซึ่งคนในท้องถิ่นสามารถเข้าไปร่วมได้ โดยสาระที่ถูกย้ำคือ การสนับสนุนครอบคลุมทั้งงบประมาณ เครือข่ายองค์ความรู้ และความร่วมมือที่ช่วยเปิดตลาดหรือโอกาสระดับต่างประเทศ

แก่นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กและชุมชนเห็น “เส้นทางเดิน” ที่ชัดขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นคิดโจทย์ ไปจนถึงการจับคู่กับหน่วยบริหารจัดการทุน การออกแบบโครงการ การยกระดับมาตรฐาน และการต่อยอดสู่การตลาด เพราะหากประตูมีอยู่จริง แต่คนไม่รู้ทางเข้า เม็ดเงินก็ยังวนอยู่ในกลุ่มเดิม และนวัตกรรมก็ไม่ถึงมือคนที่ต้องใช้จริง

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการอำนวยการ สกสว. ประธานคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์สื่อสาร กองทุน ววน.
ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว.

งบกองทุน ววน. กับคำถามเรื่องผลลัพธ์ เมื่อเงินต้องเปลี่ยนชีวิตคน

การสื่อสารครั้งนี้เกิดขึ้นบนฉากหลังที่กองทุน ววน. ถูกกล่าวถึงในสังคมในฐานะกลไกงบประมาณขนาดใหญ่ โดยมีรายงานข่าวที่ระบุว่า กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และถูกคาดหวังให้ “กระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม” ผ่านงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

เมื่อเม็ดเงินระดับนี้ถูกวางเป็นเครื่องมือชาติ คำถามใหญ่ย่อมไม่ใช่เพียงให้ทุนไปเท่าไร แต่คือให้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่หรือไม่ เกิดรายได้เพิ่มหรือไม่ เกิดการจ้างงานหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือเกิดความสามารถแข่งขันระยะยาวหรือไม่

ภาพที่ สกสว. พยายามตอบผ่านเวทีภาคเหนือ คือการย้ำว่า “งานวิจัยกินได้” มีอยู่จริงในชุมชน และหลายครั้งคนในพื้นที่อาจใช้ประโยชน์อยู่แล้วโดยไม่รู้ว่าเชื่อมกับระบบทุนวิจัยของประเทศ

งานวิจัยกินได้ จากขมิ้นชันถึงกาแฟ เมื่อชุมชนต้องการรายได้ที่ยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวในงานถึงตัวอย่างงานวิจัยที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน เช่น การพัฒนาขมิ้นชัน การทอผ้าไหม การพัฒนากาแฟหลากหลายรสชาติ และชาเลือดมังกร พร้อมสะท้อนแนวคิดว่า เมื่อความรู้ใหม่เข้าไปเสริมในพื้นที่ สิ่งที่ต้องเกิดตามมาคือชุมชนเข้มแข็งขึ้นและรายได้เพิ่มขึ้น

ในมุมของคนทำข่าวเชิงลึก ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะชี้ให้เห็นว่า “ผลลัพธ์ของทุน” อาจไม่ใช่ภาพใหญ่ระดับอุตสาหกรรมทันที แต่คือการเพิ่มมูลค่าในสินค้าที่คนทำอยู่แล้ว ทำให้คุณภาพสม่ำเสมอขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น สื่อสารเรื่องราวได้ดีขึ้น และสุดท้ายเชื่อมตลาดได้ไกลกว่าเดิม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่ถูกหยิบขึ้นมาชัด คือการผลักดันงานคราฟต์ฝีมือชุมชนให้เป็นของที่ระลึกอย่างเป็นทางการของหน่วยงานในระบบ อววน. และการนำผลงานไปจัดแสดงและจำหน่ายในเวทีประชุมนานาชาติในช่วงเดือนพฤษภาคม เพื่อให้การ “โชว์ของ” ของประเทศ กลายเป็น “โอกาสทางการค้า” ของชุมชน ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์

ถ้ากลไกนี้เดินได้จริง ผลสะเทือนต่อเชียงรายย่อมมีน้ำหนัก เพราะเชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรม งานคราฟต์ กาแฟ ชา สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเติมนวัตกรรมและการตลาดจะทำให้สินค้ามีราคาใหม่ และทำให้เศรษฐกิจฐานรากไม่ต้องแข่งกันที่ปริมาณ แต่แข่งกันที่คุณค่า

แม่ฟ้าหลวงกับบทบาทแพลตฟอร์มลุ่มน้ำโขง เชื่อมสุขภาพ เวลเนส เกษตร และสร้างสรรค์

อีกแกนหนึ่งของงานอยู่ที่บทบาทของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในฐานะแพลตฟอร์มกลางของภาคเหนือ

ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีพันธกิจในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสเปิดพื้นที่กลางให้กองทุน ววน. เครือข่ายนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และหน่วยงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนและผลักดันงานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

หากมองแบบยุทธศาสตร์ เชียงรายมีจุดแข็งที่สามารถยืนอยู่บนสี่ขาได้พร้อมกัน

  • ขาแรก เกษตรและอาหารมูลค่าสูง ตั้งแต่กาแฟ ชา สมุนไพร ไปจนถึงอาหารปลอดภัย
  • ขาที่สอง สุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมการแพทย์บูรณาการกับการท่องเที่ยว
  • ขาที่สาม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าและบริการ
  • ขาที่สี่ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ที่กลายเป็นข้อได้เปรียบในการลงทุนยุค ESG

เวทีนี้จึงเหมือนการจัดวาง “โครงร่างการลงทุนความรู้” ให้กับภูมิภาค ว่าทิศทางต่อไปไม่ใช่ทำโครงการแบบกระจัดกระจาย แต่ต้องทำให้โจทย์พื้นที่ถูกยกเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบได้จริง และเมื่อคำตอบเกิด ก็ต้องพาไปถึงตลาด

Thailand RISE Fund กับโจทย์วัดผล เมื่อความน่าเชื่อถือต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล

อีกด้านหนึ่งที่อยู่ใต้ผิวน้ำของเวทีสื่อสาร คือเรื่อง “การวัดผล” และ “ความเชื่อมั่น” ของสังคมต่อระบบวิจัย

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เคยเผยแพร่ข่าวความร่วมมือที่ สกสว. ทำงานกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งของระบบ ววน. ผ่านการวัดผลที่แม่นยำ และสื่อสารให้สังคมเห็นผลกระทบของงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเชื่อมกับเวทีภาคเหนือ ภาพที่ชัดขึ้นคือ สกสว. ไม่เพียงต้องการ “เล่าเรื่อง” ให้คนเชื่อ แต่วางหมากให้สามารถ “ชี้ตัวเลข” ให้คนเห็นด้วย เพราะในท้ายที่สุด ความน่าเชื่อถือของเงินสาธารณะไม่ได้วัดจากถ้อยคำที่สวยงาม แต่วัดจากผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้

จุดเปลี่ยนที่เชียงราย เมื่อภูมิปัญญาต้องเดินทางให้ไกลกว่าตลาดท้องถิ่น

สำหรับเชียงราย คำว่าเปลี่ยนภูมิปัญญาเป็นมูลค่าเศรษฐกิจ ไม่ใช่สโลแกนใหม่ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการมีเครื่องมือระดับชาติพยายามทำให้ช่องทางเข้าถึงทุนและเครือข่ายง่ายขึ้น พร้อมชี้ว่ามีหลายหน่วยบริหารจัดการทุนที่สามารถรองรับโครงการได้

ถ้ามองจากประสบการณ์พื้นที่ สิ่งที่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมักติดขัดมีไม่กี่ข้อ

  1. ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากประตูไหน
  2. โจทย์ดีแต่เขียนโครงการไม่เป็น
  3. ทำของเก่งแต่ยังไม่ถึงมาตรฐานหรือยังไม่รู้ตลาด
  4. มีเรื่องราว แต่สื่อสารไม่เป็นระบบ
  5. ขาดพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปไกล

เวที Thailand RISE Fund Forum จึงพยายามตอบด้วยการประกาศบทบาทเชิงบริการมากขึ้น ให้คนพื้นที่สามารถเข้ามาปรึกษาได้ง่ายขึ้น และให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือแพลตฟอร์มร่วมกับภาคีอื่น

ประเด็นรองที่ต้องจับตา ความเสี่ยงของการเปิดประตูจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การเปิดประตูจำนวนมากก็มีความเสี่ยงในตัวเอง หากไม่มีระบบนำทางที่ดี คนพื้นที่อาจสับสนกว่าเดิมว่าโจทย์แบบไหนควรเข้าประตูไหน และเกณฑ์การพิจารณาของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน

อีกความเสี่ยงคือ “ความคาดหวัง” หากสื่อสารว่าเข้าถึงง่าย แต่กระบวนการยังซับซ้อนเหมือนเดิม ความเชื่อมั่นจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผู้ประกอบการต้องทำมาหากินทุกวัน และไม่สามารถเสียเวลาหลายเดือนกับเอกสารที่ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

ดังนั้นหลังเวทีนี้ สิ่งที่ต้องพิสูจน์คือ กลไกสนับสนุนเชิงปฏิบัติการ เช่น คลินิกที่ปรึกษา การจับคู่ผู้เชี่ยวชาญ การช่วยออกแบบโครงการ การสนับสนุนมาตรฐาน การทดสอบตลาด และการช่วยทำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา จะเกิดขึ้นต่อเนื่องแค่ไหน

เชียงรายในบทบาทประตูเหนือของระบบวิจัยสู่เศรษฐกิจจริง

Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่ากองทุน ววน. กำลังเร่งสื่อสารบทบาทใหม่ เพื่อให้คนในพื้นที่เข้าถึงทุนวิจัยและนวัตกรรมได้จริง พร้อมย้ำว่างานวิจัยไม่จำเป็นต้องอยู่ในแล็บเท่านั้น แต่สามารถอยู่ในกาแฟหนึ่งแก้ว ในผ้าทอหนึ่งผืน หรือในของที่ระลึกหนึ่งชิ้นที่มีเรื่องราวและมาตรฐานรองรับ

และเมื่อกองทุน ววน. ถูกวางอยู่บนความคาดหวังระดับประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ภารกิจถัดไปย่อมไม่ใช่เพียงการจัดเวทีให้คน “รับรู้” แต่ต้องทำให้คน “เข้าถึง” และ “ใช้ได้จริง” พร้อมกับวัดผลให้ตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เงินวิจัยขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นการยกระดับชีวิตคนในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • กองทุน ววน. มีรายงานข่าวระบุว่าได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี
  • สกสว. มีความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบจากงานวิจัยและนวัตกรรม
  • งาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2 จัดที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • ภาพโดย : กีรติ ชุติชัย
  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ข้อมูลกำหนดการและรายละเอียดการจัดงาน Thailand RISE Fund Forum ครั้งที่ 2
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข่าว สกสว. ร่วมธนาคารโลกยกระดับการวัดผลและการสื่อสารผลกระทบ ววน.
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ททท. จับมือไทยแอร์เอเชียเปิดแคมเปญ FLY YOUR FEELINGS บินตามรอยลิซ่า ดันเชียงรายไร่ชา-ภูชี้ฟ้าปี 69

ททท. ผนึกไทยแอร์เอเชีย เปิดแคมเปญบินตามรอยลิซ่า ดันเชียงรายไร่ชา ภูชี้ฟ้า รับดีมานด์เที่ยวไทยต่อเนื่อง

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ในช่วงที่การแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวภายในประเทศเข้มข้นขึ้นทุกปี “แรงบันดาลใจ” กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดไม่แพ้ “ราคา” และ “การเข้าถึง” ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดตัวโครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด ทุกความรู้สึกทั่วไทย” เพื่อเร่งให้กระแสความสนใจจากแคมเปญ “Feel all the Feelings เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ที่นำเสนอโดยลิซ่า ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถูกแปลงเป็นการเดินทางจริงแบบจับต้องได้ โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่ถูกย้ำในสื่อ คือจังหวัดเชียงราย ผ่านประสบการณ์ตามรอยไร่ชาและภูชี้ฟ้า ซึ่งเป็นภาพจำของธรรมชาติ วัฒนธรรม และฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดึงคนออกเดินทางได้เสมอ

จากแคมเปญโฆษณาสู่การเดินทางจริง กลไกที่รัฐและเอกชนเลือกใช้

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดการทำตลาดท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ไม่หยุดอยู่แค่การสร้างภาพจำ แต่ต่อยอดไปถึง “เครื่องมือซื้อจริง” และ “สิทธิประโยชน์ที่ตัดสินใจได้ทันที” โดยโครงการ FLY YOUR FEELINGS กำหนดส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอยสื่อโฆษณา และส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศอื่น ๆ เพียงระบุโค้ด “TATXLISA” เมื่อจองผ่านแอป AirAsia MOVE ช่วงจองตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569 และกำหนดช่วงเดินทางตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2569

นอกจากนั้น ยังผูกแคมเปญกับบริการต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารที่แสดงบัตรโดยสารขึ้นเครื่องสามารถเช่ารถกับ AVIS ได้ในราคาเริ่มต้น 599 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ช่วยลด “แรงเสียดทาน” ของการเดินทาง โดยเฉพาะจังหวัดที่ต้องใช้รถเพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน

เงื่อนไขแข่งขันแบบชัดเจน ลุ้นบินฟรี 1 ปี สำหรับผู้เดินทางครบ 8 จังหวัด

อีกส่วนที่ทำให้แคมเปญถูกจับตาคือกิจกรรมพิเศษให้สิทธิ “บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็ม” แก่นักท่องเที่ยว 3 คนแรกที่เดินทางกับแอร์เอเชียครบทั้ง 8 จังหวัดตามสื่อประชาสัมพันธ์ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และพังงา โดยกำหนดช่วงร่วมกิจกรรมตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2569

รูปแบบนี้เป็นการใช้ “แรงจูงใจเชิงเกม” มาผนวกกับพฤติกรรมท่องเที่ยวจริง และอาจทำให้เกิดการวางแผนเที่ยวหลายจังหวัดต่อเนื่องในทริปเดียวหรือหลายทริป ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่สายการบิน ที่พัก ร้านอาหาร รถเช่า ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน

ททท. ชี้บทบาทสายการบินเป็นกลไกเชื่อมเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ความร่วมมือกับไทยแอร์เอเชียครั้งนี้เป็นการต่อยอดแคมเปญ Feel all the Feelings ที่เปิดตัวร่วมกับลิซ่าในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง และทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่าย สะดวก และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยไทยแอร์เอเชียเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมาย และให้บริการจากสองสนามบินในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการประกาศให้เห็นว่า “โครงข่ายการเดินทาง” คือหัวใจของไทยเที่ยวไทย เพราะหากเข้าถึงยาก ต่อให้ภาพสวยเพียงใด ความตั้งใจเดินทางอาจไม่กลายเป็นการใช้จ่ายจริง

แอร์เอเชียต่อยอด “ลิซ่าเอฟเฟ็กต์” ด้วยราคาและเครือข่าย

ด้านสายการบิน นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ระบุว่า แคมเปญของ ททท. ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้เห็นไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาคและอยากไปสัมผัสจริง จึงต่อยอดด้วยศักยภาพด้านความคุ้มค่าและเครือข่ายบินภายในประเทศ พร้อมเพิ่มสีสันด้วยกิจกรรมพิเศษบินตามรอย เพื่อกระตุ้นการเดินทางให้ต่อเนื่อง

สำหรับจังหวัดอย่างเชียงราย ความได้เปรียบคือมี “ภาพจำทางประสบการณ์” ชัดเจน ตั้งแต่ธรรมชาติบนยอดดอย วัฒนธรรมล้านนา กาแฟและชา ไปจนถึงชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มองหาความหมายของการเดินทางมากกว่าแค่การถ่ายภาพเช็กอิน

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

เชียงรายในแคมเปญตามรอยลิซ่า ไร่ชาและภูชี้ฟ้า กับโจทย์ทำให้กระแสกลายเป็นรายได้ชุมชน

เมื่อชื่อเชียงรายถูกวางอยู่ในลิสต์ 8 จังหวัดเป้าหมายของกิจกรรม ทำให้จังหวัดถูกมองเป็น “หนึ่งในหน้าต่างหลัก” ที่แสดงเสน่ห์เมืองน่าเที่ยวภาคเหนือ ภาพไร่ชาและภูชี้ฟ้าเป็นสัญลักษณ์ที่อ่านได้ทันทีว่าเป็นการเดินทางไปหาธรรมชาติ อากาศ และวิถีท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของเชียงรายไม่ใช่แค่การมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่คือการบริหารให้เม็ดเงินกระจายได้จริง เพราะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมักมีความเสี่ยงเรื่องความหนาแน่นในช่วงพีก รวมถึงความกดดันต่อสิ่งแวดล้อมและการจราจรบนเส้นทางภูเขา การจัดการเชิงพื้นที่จึงเป็นตัวแปรที่จะทำให้ “กระแส” กลายเป็น “เศรษฐกิจที่ยั่งยืน” หรือกลายเป็นเพียงการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบแล้วจบลงโดยไม่ทิ้งรายได้ให้ชุมชนมากนัก

สัญญาณดีมานด์ต้นปี ตัวเลขท่องเที่ยวเชียงรายหนุนภาพว่าตลาดพร้อมตอบรับ

ข้อมูลรายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 ที่ผู้ใช้แนบมา สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณที่แข็งแรง อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 95.26 เปอร์เซ็นต์ มีผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 6,008.61 ล้านบาท โดยหลายตัวชี้วัดเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้แคมเปญส่วนลดตั๋วและกิจกรรมตามรอยลิซ่า มีโอกาสซ้ำเติมดีมานด์ให้เกิดการเดินทางเพิ่มในช่วงมีนาคมถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่เชียงรายสามารถขายได้ทั้งฤดูร้อน ต่อเนื่องถึงช่วงฝนต้นฤดูที่เหมาะกับการท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน หากบริหารประสบการณ์ให้ปลอดภัยและไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายไทยเที่ยวไทยระดับประเทศ กดดันให้ทุกแคมเปญต้องสร้างการเดินทางจริง

ภาพใหญ่ของปี 2569 ถูกวางด้วยเป้าหมายเชิงปริมาณและเศรษฐกิจที่ท้าทาย มีรายงานว่าททท. ตั้งเป้าตลาดไทยเที่ยวไทยที่ระดับ 210 ล้านคนครั้ง และกรอบรายได้ท่องเที่ยวรวมระดับ 1 ล้านล้านบาท

เมื่อเป้าหมายอยู่สูง แคมเปญรูปแบบ “ลดราคาและทำกิจกรรมแข่งขัน” จึงถูกหยิบมาใช้เพื่อเร่งการตัดสินใจ และทำให้การเดินทางเกิดขึ้นถี่ขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโจทย์ให้จังหวัดปลายทางต้องยกระดับการรองรับ ทั้งความปลอดภัย การบริการ และความเป็นธรรมในการกระจายรายได้

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย ทำแพ็กเกจให้คนอยู่ต่อ ไม่ใช่แค่แวะมา

ในเชิงธุรกิจท้องถิ่น แคมเปญตั๋วเครื่องบินราคาดีทำให้ต้นทุนการเดินทางลดลง แต่ “รายได้ของจังหวัด” จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยอยู่ที่การทำให้คนอยู่ต่อและใช้จ่ายเพิ่ม ผู้ประกอบการเชียงรายจึงมีโอกาสออกแบบเส้นทางตามรอยให้ลึกขึ้น เช่น

  • เส้นทางไร่ชาและอาหารพื้นถิ่น เชื่อมกับตลาดชุมชนและงานคราฟต์
  • เส้นทางภูชี้ฟ้าและชุมชนบนดอย เน้นการท่องเที่ยวรับผิดชอบ ใช้บริการไกด์ท้องถิ่น
  • เส้นทางวัฒนธรรมล้านนาและศิลปะร่วมสมัย เชื่อมเมืองกับชนบทให้เกิดการกระจายรายได้

การทำให้ “ตามรอย” กลายเป็น “ตามใจ” คือทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าจังหวัดมีประสบการณ์มากกว่าฉากในสื่อ และยอมกลับมาอีกครั้งโดยไม่ต้องรอแคมเปญใหญ่

มุมที่ต้องจับตา ความหนาแน่น ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แม้แคมเปญจะเป็นแรงส่งเชิงเศรษฐกิจ แต่การท่องเที่ยวจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกันมักมีต้นทุนแฝง หากเชียงรายถูกดันให้เป็นปลายทางยอดนิยมในช่วงเวลาสั้น ๆ ประเด็นที่ต้องเตรียมพร้อมคือ

  • ความปลอดภัยบนถนนและเส้นทางภูเขา โดยเฉพาะช่วงหมอกฝน
  • การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
  • ความเป็นธรรมของรายได้ ไม่ให้กระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่
  • คุณภาพการบริการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

การวางมาตรการเชิงพื้นที่ เช่น จำกัดจำนวนบางกิจกรรมในจุดเปราะบาง ส่งเสริมการจองล่วงหน้า และยกระดับมาตรฐานรถรับจ้างหรือรถนำเที่ยว อาจเป็นคำตอบที่ทำให้กระแสไม่กลายเป็นภาระต่อชุมชน

แรงบันดาลใจต้องไปถึงการใช้จ่ายจริง และการใช้จ่ายต้องไปถึงชุมชน

“ลิซ่าเอฟเฟ็กต์” ในปี 2569 ถูกออกแบบให้ไม่หยุดอยู่ที่การรับรู้ แต่เดินหน้าไปถึงการซื้อจริงผ่านส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ การจองผ่านแพลตฟอร์มเดียว และกิจกรรมลุ้นบินฟรีที่สร้างแรงขับให้คนเดินทางหลายจังหวัดต่อเนื่อง สำหรับเชียงราย การถูกยกเป็นหนึ่งใน 8 จังหวัดเป้าหมายคือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่โอกาสจะมีคุณค่าจริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการสามารถทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

สุดท้าย ความสำเร็จของแคมเปญลักษณะนี้จึงไม่ได้วัดแค่จำนวนการจองตั๋วหรือยอดผู้โดยสาร แต่ต้องวัดว่า “ผู้คนในปลายทาง” ได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด และเชียงรายสามารถเปลี่ยนการตามรอยให้เป็นการกลับมาเยือนซ้ำได้หรือไม่ ในวันที่ตลาดท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยประสบการณ์ไม่ใช่เพียงราคา

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงราย รายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 จากข้อมูลผู้ใช้แนบมา อัตราการเข้าพัก 95.26 เปอร์เซ็นต์ ผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 6,008.61 ล้านบาท เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายตัวชี้วัด
  • เครือข่ายเที่ยวบินในประเทศของไทยแอร์เอเชีย 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมาย
  • เป้าหมายไทยเที่ยวไทยปี 2569 ระดับ 210 ล้านคนครั้ง และกรอบรายได้รวมภาคท่องเที่ยวระดับ 1 ล้านล้านบาท ตามรายงานสื่อเศรษฐกิจและสื่อกระแสหลัก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยแอร์เอเชีย ข่าวประชาสัมพันธ์แคมเปญ FLY YOUR FEELINGS และรายละเอียดโค้ดส่วนลด ช่วงจอง ช่วงเดินทาง เครือข่ายเส้นทาง และกิจกรรมพิเศษ เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม รายงานจำนวนผู้เยี่ยมเยือนรายจังหวัด รายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 สำหรับตัวเลขอัตราการเข้าพัก ผู้เยี่ยมเยือน และรายได้ของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

สกสว. ลงพื้นที่เชียงรายจัด Thailand RISE Fund Forum ชูยุทธศาสตร์เปลี่ยนงานวิจัยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อศิลปะมาเจองานวิจัย! ววน. ปักหมุดพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัย-ดอยตุง ปั้นเชียงรายต้นแบบนวัตกรรมชุมชน

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และนวัตกรรม จังหวัดเชียงรายถูกเลือกเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการสื่อสารบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ผ่านกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum RISE UP THAILAND ปลุกพลังวิจัย ให้ไทยอัพ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสะท้อนให้เห็นว่า “งบวิจัย” มิได้หยุดอยู่เพียงรายงานทางวิชาการ หากสามารถต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

จากนโยบายสู่พื้นที่จริง

กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเวทีเสวนา หากแต่เป็นการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ควบคู่กับการลงพื้นที่จริงในสามจุดสำคัญของจังหวัดเชียงราย ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์การเชื่อมโยง “ศิลปะ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ESG” เข้าด้วยกัน

ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง เปิดเผยว่า กองทุน ววน. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการแปลงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

การเลือกจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของจังหวัดที่มีทั้งมรดกวัฒนธรรม ศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และโมเดลการพัฒนาเชิงสิ่งแวดล้อมที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ

ศิลปะร่วมสมัยกับบทบาทเศรษฐกิจสร้างสรรค์

จุดหมายแรกของคณะคือ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สะท้อนบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งเน้นแนวคิด Cultural IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม ที่สามารถแปลงองค์ความรู้และอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยด้าน Creative Content และการพัฒนา IP เชิงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงศิลปิน ชุมชน และภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการเชิงวัฒนธรรม

ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในงานวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรมจึงถูกมองว่าเป็นกลไกเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

งานคราฟต์กับนวัตกรรมการออกแบบ

จุดหมายถัดมาคือ Kwai Din Dak Art House หรือควายดินดาก อาร์ทเฮ้าส์ ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับการออกแบบสมัยใหม่

ที่นี่ กองทุน ววน. สนับสนุนการวิจัยและการใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ การเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย นักออกแบบ และผู้ประกอบการในชุมชน ช่วยยกระดับสินค้าจากงานหัตถกรรมพื้นบ้านไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในตลาดที่กว้างขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการหารือแนวทางการดำเนินงานในขั้นถัดไป เพื่อให้การสนับสนุนของกองทุน ววน. สร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ทั้งในด้านรายได้ของชุมชนและการสร้างแบรนด์ในระดับประเทศ

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและ ESG

จุดหมายที่สามคือ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ซึ่งเป็นศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานฝีมือดอยตุง

พื้นที่นี้สะท้อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG ซึ่งกำลังเป็นกรอบการลงทุนสำคัญในระดับโลก

กองทุน ววน. สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสีเขียว การจัดการขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดระบบ Zero Waste และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

การสื่อสารในพื้นที่นี้มุ่งสะท้อนว่า งานวิจัยสามารถเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงระหว่างชุมชนท้องถิ่นกับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

เชียงรายในฐานะพื้นที่ต้นแบบ

จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะร่วมสมัย งานหัตถกรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน การเลือกพื้นที่นี้จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ศิลปินและชุมชนในเชียงรายมีบทบาทสำคัญในการสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ในมิติของเศรษฐกิจฐานราก งานคราฟต์และภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายครัวเรือน

ในมิติของความยั่งยืน โมเดลดอยตุงเป็นตัวอย่างการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับ

การบูรณาการสามมิตินี้ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. จึงเป็นภาพสะท้อนของการใช้วิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เปิดตารางกิจกรรม “RISE UP THAILAND” เดินหน้าปลุกพลังวิจัย 4 ภาค

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เดินเครื่องกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นว่างานวิจัยและนวัตกรรมไม่ใช่แค่เรื่องในตำรา แต่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และโมเดลความยั่งยืน (ESG) ที่ใช้ได้จริงในพื้นที่

กำหนดการจัดงานในพื้นที่ยุทธศาสตร์:

  • จ.ขอนแก่น: วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.เชียงราย: วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กรุงเทพฯ): วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569
  • จ.นครศรีธรรมราช: วันที่ 12 มีนาคม 2569

สำหรับการลงพื้นที่ในจังหวัดเชียงรายล่าสุด คณะผู้บริหาร ววน. ได้มุ่งเน้นการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาทางวัฒนธรรม (Cultural IP) ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ศูนย์ผลิตงานฝีมือดอยตุง เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ภาพรวมและทิศทางในปี 2569

สำหรับปี 2569 กองทุน ววน. วางทิศทางการขับเคลื่อนในสามประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่าน Cultural IP การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากผ่านการวิจัยและออกแบบ และการสนับสนุนโมเดล ESG ผ่านเทคโนโลยีสีเขียว

เป้าหมายระยะยาว คือ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนด้านนวัตกรรม และเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

กิจกรรม Thailand RISE Fund Forum ที่จัดขึ้นในเชียงราย จึงไม่เพียงเป็นเวทีสื่อสาร หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการประสานพลังระหว่างนักวิจัย ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นฐาน

ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก การใช้วิจัยและนวัตกรรมเป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่ม อาจเป็นคำตอบสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
  • สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงกิจกรรม Thailand RISE Fund Forum วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การสื่อสารกองทุน ววน. ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569
  • เอกสารสรุปกิจกรรมลงพื้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย Kwai Din Dak Art House และ DoiTung Lifestyle Cottage Industry Centre and Outlet ประจำวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

พลิกโฉมสุราชุมชนเชียงราย! มฟล. เปิดคอร์สติวเข้มผู้ประกอบการ 40 ราย ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตรฐานโลก

สรรพสามิตเชียงรายจับมือ มฟล. เปิดหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ยกระดับสุราชุมชนสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์

เชียงราย, 21 กุมภาพันธ์ 2569 – ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่กำลังมุ่งสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรม จังหวัดเชียงรายได้ก้าวอีกขั้นด้วยการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและสถาบันการศึกษาชั้นนำ เพื่อยกระดับ “สุราชุมชน” จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่ระบบการผลิตเชิงพาณิชย์ที่ได้มาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมาย

สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย ร่วมกับสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเปิดหลักสูตร “การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์และการควบคุมมาตรฐาน” หลังจากหลักสูตรดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้กรอบโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่

การลงนามครั้งนี้มีนางสาวนงลักษณ์ กุศล สรรพสามิตพื้นที่เชียงราย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา คณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมลงนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายให้สามารถผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมาย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

จุดตั้งต้นของความร่วมมือ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากแต่สะท้อนบริบทเชิงนโยบายที่รัฐต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมเครื่องดื่มท้องถิ่นให้เข้าสู่ระบบที่มีการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิดการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเฉพาะทางตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย

ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตระบุว่า การผลิตสุราชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังการผ่อนคลายกฎระเบียบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษีสรรพสามิต

จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีภูมิปัญญาด้านการหมักและการกลั่นในชุมชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกลุ่มชาติพันธุ์ จึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตแบบครัวเรือนสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่สามารถขยายตลาดได้

โครงสร้างหลักสูตรและสมรรถนะที่มุ่งสร้าง

หลักสูตรที่เปิดตัวครั้งนี้ออกแบบโดยสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. รุ่งอรุณ สาสนทาญาติ เป็นผู้ประสานงานโครงการ

เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ประกอบด้วยสามมิติสำคัญ

ประการแรก คือ ความรู้เชิงวิชาการและทักษะทางเทคนิค ผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการหมักและการกลั่นตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ การควบคุมอุณหภูมิและเวลา การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด

ประการที่สอง คือ มาตรฐานความปลอดภัยและการวิเคราะห์คุณภาพ หลักสูตรเน้นการตรวจสอบคุณภาพทางเคมีและจุลชีววิทยา เพื่อป้องกันสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย เช่น เมทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค การสร้างระบบควบคุมคุณภาพในระดับชุมชนจึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมนี้

ประการที่สาม คือ ความรู้ด้านกฎหมายและการดำเนินธุรกิจ ผู้เรียนจะได้รับความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดของกรมสรรพสามิต การขออนุญาตผลิตและจำหน่าย การจัดทำบัญชีต้นทุน และการวางแผนธุรกิจเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

กลุ่มเป้าหมายและรูปแบบการเรียน

หลักสูตรรุ่นที่หนึ่งเปิดรับผู้ประกอบการสุราชุมชนในจังหวัดเชียงรายจำนวน 40 ราย ใช้ระยะเวลาเรียน 4 เดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อรับรองมาตรฐานความรู้และความสามารถ

การกำหนดจำนวนผู้เรียนที่จำกัดสะท้อนแนวทางการพัฒนาแบบเข้มข้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถฝึกปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบของมหาวิทยาลัย

มิติทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน

ในบริบทของจังหวัดเชียงรายซึ่งมีบทบาทเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองสุขภาพ การมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และได้มาตรฐานสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงปี 2567 ชี้ว่า จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี หากผลิตภัณฑ์สุราชุมชนสามารถเข้าสู่ตลาดโรงแรม ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลอดอากรได้ ย่อมสร้างรายได้หมุนเวียนเพิ่มเติมในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

นางสาวนงลักษณ์ กุศล ระบุว่า การส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุทธิวัลย์ สีทา กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและเทคโนโลยีการผลิต พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมั่นคง

ความท้าทายด้านกฎหมายและมาตรฐาน

แม้การเปิดเสรีในบางส่วนของกฎหมายสุราชุมชนจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่ข้อกำหนดด้านภาษีและการควบคุมคุณภาพยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

กรมสรรพสามิตในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของผู้บริโภค

การมีหลักสูตรที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับข้อกำหนดทางกฎหมายจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างผู้ผลิตรายย่อยกับระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

มุมมองเชิงนโยบายและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ซึ่งเป็นกรอบสนับสนุนหลักสูตรนี้ มีเป้าหมายปฏิรูปการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง และสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะตรงตามความต้องการตลาด

เมื่อพิจารณาในภาพรวม การพัฒนาหลักสูตรลักษณะนี้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเสริมสร้างทักษะ ไม่ใช่เพียงการให้เงินอุดหนุน

หากผู้ประกอบการสามารถผลิตเครื่องดื่มที่มีมาตรฐานและมีเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมประกอบ ย่อมสร้างคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ของเชียงราย

บทสรุป

ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงรายและมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการเปิดหลักสูตรอบรมระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามวางรากฐานใหม่ให้แก่สุราชุมชนในจังหวัดเชียงราย

จากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันในชุมชน สู่กระบวนการผลิตที่ผ่านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จากการจำหน่ายในวงจำกัด สู่การขยายตลาดที่มีมาตรฐานรองรับ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่เข้มข้น การยกระดับทักษะและการสร้างความรู้ที่ถูกต้องอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า สุราชุมชนจะเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้าน หรือจะก้าวขึ้นเป็นสินค้าสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่จังหวัดเชียงรายในระยะยาว

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่เชียงราย แถลงข่าววันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เอกสารโครงการหลักสูตรปี 2569
  • สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ข้อมูลโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปีงบประมาณ 2569
  • กรมสรรพสามิต ข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2567
  • สำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เมื่อคนเฒ่าคือแรงงานคุณภาพ! เจาะยุทธศาสตร์เชียงรายปั้น “มัคคุเทศก์ภูมิปัญญา” รับเทรนด์ Silver Economy

เมื่อคนเฒ่ากลายเป็นแรงงานคุณภาพ เชียงรายถอดรหัสสังคมสูงวัยสู่การจ้างงานที่มีศักดิ์ศรี

เชียงราย,21 กุมภาพันธ์ 2569 – เสียงคำว่า “สังคมสูงวัย” เคยถูกพูดในฐานะความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับจังหวัดเชียงราย คำนี้กำลังถูกตีความใหม่เป็นทั้งโจทย์ใหญ่และโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจชุมชน หากออกแบบให้ถูกทาง ผู้สูงอายุอาจไม่ใช่ภาระของระบบ หากเป็น “ทุนประสบการณ์” ที่ทำให้เมืองอยู่รอดท่ามกลางแรงงานวัยทำงานที่ลดลง และค่าครองชีพที่ทำให้ครัวเรือนเปราะบางขึ้นทุกปี

ภาพรวมระดับประเทศสะท้อนทิศทางเดียวกัน หน่วยงานด้านการพัฒนาประเทศชี้ว่าไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยในระดับเข้มข้นมากขึ้น และกำลังเดินหน้าไปสู่โครงสร้างประชากรที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกระทบตลาดแรงงาน รายได้ครัวเรือน ภาระงบประมาณ และระบบบริการสาธารณะ
แต่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ความเปลี่ยนแปลงเหมือนมาเร็วกว่าที่หลายคนคาดคิด

ตัวเลขที่บอกว่าเชียงรายไม่ใช่อนาคต แต่คือปัจจุบันของสังคมสูงวัย

ข้อมูลที่จัดทำไว้ในเอกสารแนบระบุว่า จังหวัดเชียงรายมีประชากรราว 1.16 ล้านคน และมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 284,877 คน คิดเป็นร้อยละ 24.53 ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขนี้สูงกว่าเกณฑ์สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และสะท้อนว่าเชียงรายกำลังก้าวเข้าใกล้สังคมสูงวัยระดับเข้มข้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อเจาะลงไปในโครงสร้าง พบสัญญาณ “ความไม่สมดุล” ที่สังคมต้องแบกรับ
เด็กมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้วัยทำงานต้องรับภาระพึ่งพิงมากขึ้น และภาระนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสถิติ แต่อยู่ในค่าใช้จ่ายประจำวัน ตั้งแต่ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ไปจนถึงค่าเสียโอกาสของสมาชิกครอบครัวที่ต้องหยุดงานเพื่อดูแลผู้สูงอายุ

อีกด้านหนึ่งของตัวเลขคือความจริงเชิงสังคม ผู้สูงอายุไม่ใช่กลุ่มเดียวกันทั้งหมด เอกสารแนบเสนอการแบ่งช่วงวัยเป็นวัยต้น วัยกลาง วัยปลาย ซึ่งมีระดับความแข็งแรงและความต้องการการดูแลต่างกัน และที่สำคัญคือผู้สูงอายุหญิงมีจำนวนมากกว่าชายอย่างชัดเจน ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นการอยู่ลำพัง ความมั่นคงทางรายได้ และการดูแลระยะยาวในช่วงปลายชีวิต

บททดสอบของเชียงรายอยู่ที่ “ทำอย่างไรให้คนแก่มีรายได้ โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง”

ในสังคมที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ความคิดว่า “เกษียณแล้วหยุดทำงาน” ไม่สอดคล้องกับความจริงของหลายครัวเรือน ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังต้องทำงานต่อ ทั้งเพราะอยากมีรายได้เสริม และเพราะไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองหมดคุณค่า

แต่การผลักให้ผู้สูงอายุทำงาน โดยไม่ออกแบบงานใหม่ คือความเสี่ยงแบบตรงไปตรงมา งานหนัก งานใช้แรง งานที่ต้องยืนหรือเดินนาน อาจเพิ่มโอกาสหกล้ม กระดูกหัก และโรคเรื้อรังลุกลาม กลายเป็นภาระสุขภาพที่หนักกว่าเดิม

ดังนั้น การจ้างงานผู้สูงอายุที่ “เหมาะสม” จึงต้องตอบพร้อมกันสามเรื่อง
รายได้ต้องเพิ่มจริง งานต้องปลอดภัยขึ้นจริง และศักดิ์ศรีต้องชัดเจน ไม่ใช่การใช้แรงงานราคาถูก

ลองวางโจทย์ให้ชัด ถ้าต้องจ้างผู้สูงอายุเชียงราย งานแบบไหนตอบเศรษฐกิจและชุมชน

จากข้อเสนอในเอกสารแนบ อาชีพที่เหมาะกับผู้สูงอายุเชียงรายถูกมองผ่านทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ความถนัดเชิงพื้นที่ และความยืดหยุ่นทางกายภาพ จนตกผลึกเป็นกลุ่มงานที่ “ใช้ประสบการณ์นำหน้าแรงกาย”

1 มัคคุเทศก์ภูมิปัญญาและผู้เล่าเรื่องเมือง

เชียงรายเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์หลากชั้น มีวัฒนธรรมชาติพันธุ์ และมีเส้นทางท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนต้องการ “ความหมาย” มากกว่าภาพถ่าย ผู้สูงอายุวัยต้นที่ยังแข็งแรง จึงมีศักยภาพเป็นมัคคุเทศก์ชุมชน ผู้พาชมวิถีชีวิต เล่าเรื่องราวภูมินาม ตำนาน และบริบทที่หนังสือนำเที่ยวไม่อาจอธิบายได้ครบ

คุณค่าของอาชีพนี้ไม่ใช่เพียงค่าแรงรายวัน แต่คือการเปลี่ยน “ความทรงจำของชุมชน” ให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจอย่างสุภาพและยั่งยืน ยิ่งสังคมเข้าสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ งานลักษณะนี้ยิ่งมีความหมาย

2 ที่ปรึกษาเกษตรประณีต ชา กาแฟ และการแปรรูป

เชียงรายเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเกษตรในหลายพื้นที่ ผู้สูงอายุที่ทำเกษตรมาทั้งชีวิตมีทักษะเชิงประสบการณ์ที่หาแทนได้ยาก ตั้งแต่การอ่านฟ้าฝน การดูดิน การคัดพันธุ์ ไปจนถึงการแปรรูปในแบบชุมชน

การจ้างงานในบทบาท “พี่เลี้ยง” หรือวิทยากรท้องถิ่น สามารถต่อยอดไปสู่โรงเรียนผู้สูงอายุ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน และการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าในพื้นที่ โดยงานไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก แต่ใช้ความรู้และความละเอียดเป็นหลัก

3 ผู้ดูแลชุมชนและเพื่อนร่วมทางของผู้สูงอายุเปราะบาง

เอกสารแนบยกตัวอย่างโมเดลในพื้นที่ที่จ้างคนในชุมชนมาดูแลกันเอง แนวคิดนี้สะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่าผู้สูงอายุวัยต้นจำนวนหนึ่งสามารถดูแลผู้สูงอายุวัยปลายได้ดี เพราะเข้าใจทั้งอารมณ์และวิถีชีวิต

งานดูแลไม่ได้หมายถึงงานพยาบาลเต็มรูปแบบเสมอไป บางครั้งคือการเป็นเพื่อนคู่คิด พาไปพบแพทย์ ช่วยประสานงานกับหน่วยบริการ หรือช่วยสอดส่องความปลอดภัยในบ้าน งานลักษณะนี้สร้างรายได้ให้คนในชุมชน พร้อมลดความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุเปราะบาง ซึ่งเป็นปัญหาที่กัดกินคุณภาพชีวิตอย่างเงียบ ๆ

4 ครูช่างและศิลปาชีพ งานฝีมือที่ต้องใช้ชั่วโมงบิน

เชียงรายมีทุนด้านงานช่าง งานฝีมือ งานทอผ้า งานไม้ งานปั้น งานจักสาน และสินค้าชุมชนที่ต้องการความประณีต ผู้สูงอายุจำนวนมากมี “ชั่วโมงบิน” ที่ยากจะถ่ายทอดในคอร์สสั้น ๆ หากไม่ดึงมาเป็นครูช่างหรือผู้ผลิตสินค้าคุณภาพ

โจทย์สำคัญคือทำให้สินค้ากลุ่มนี้เข้าถึงตลาดอย่างเป็นธรรม และลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น การขนส่งไกล การยืนทำงานต่อเนื่อง และการจัดการบัญชี ซึ่งสามารถให้คนรุ่นใหม่ช่วยเสริม เกิดเป็นห่วงโซ่มูลค่าแบบพหุวัยที่แต่ละคนทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด

5 ผู้จัดการโฮมสเตย์ ฟาร์มสเตย์ และงานบริการเชิงสุขภาวะ

ถ้าเชียงรายต้องการท่องเที่ยวคุณภาพ การบริการที่มีความอบอุ่นและความเป็นเจ้าบ้านคือจุดขาย ผู้สูงอายุสามารถเป็นผู้จัดการดูแลบ้านพัก ดูแลสวนสมุนไพร หรือทำอาหารพื้นถิ่น งานบริการแบบนี้ใช้ความละเอียด ความเอาใจใส่ และจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบ ซึ่งสอดรับกับการท่องเที่ยวแบบพักนานและใช้เวลาในชุมชน

เครื่องมือของรัฐที่ต้องทำให้เข้าถึงง่าย แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ

ในฝั่งกลไกตลาดแรงงาน หน่วยงานรัฐมีเครื่องมือสำคัญคือระบบออนไลน์สำหรับประกาศงานและจับคู่งาน ซึ่งข้อมูลหน้าเว็บไซต์ของแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” อยู่ภายใต้กรมการจัดหางาน และเปิดให้ใช้งานสำหรับการประกาศตำแหน่งงานและค้นหางาน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือจะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้สูงอายุใช้งานได้จริง การออกแบบการเข้าถึงจึงสำคัญพอ ๆ กับการมีระบบ เช่น จุดให้คำปรึกษาในพื้นที่ การมีคนช่วยลงทะเบียน การอธิบายเงื่อนไขงานด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และการป้องกันการหลอกลวงผ่านประกาศงานปลอม

รายได้และสวัสดิการ จุดเปราะบางที่ต้องพูดตรง ๆ

เอกสารแนบชี้ว่าแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุจำนวนมากยังพึ่งพาหลายทาง ทั้งเบี้ยยังชีพ การเกื้อหนุนจากบุตรหลาน และรายได้จากการทำงานต่อ โดยในสังคมจริง เบี้ยยังชีพเป็นเพียงฐานขั้นต่ำ ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการจ้างงานผู้สูงอายุจึงถูกพูดมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่การจ้างงานต้องไม่ทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานสั่นคลอน และต้องทำให้เกิดความมั่นคง ไม่ใช่รายได้แบบวันต่อวันจนกลายเป็นความเครียดใหม่ของวัยชรา

เชียงรายในฐานะพื้นที่ทดลองของสังคมพหุวัย

ถ้าพิจารณาเชิงยุทธศาสตร์ เชียงรายมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบได้

  • หนึ่ง มีชุมชนเข้มแข็งและทุนวัฒนธรรม
  • สอง มีเศรษฐกิจเกษตรและการท่องเที่ยวที่ใช้ประสบการณ์ได้
  • สาม มีเครือข่ายบริการสุขภาพระดับพื้นที่ และมีบทเรียนจากโมเดลดูแลในชุมชนที่เอกสารแนบหยิบขึ้นมา

คำถามจึงไม่ใช่ “จ้างหรือไม่จ้าง” แต่คือ “จ้างอย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย”

การจ้างงานผู้สูงอายุที่ดีต้องมีกติกาใหม่อย่างน้อยสี่เรื่อง

  • หนึ่ง การออกแบบงานให้เหมาะกับสรีระ เช่น ลดการยืนต่อเนื่อง ลดการยกของหนัก จัดเวลาพักที่เหมาะสม
  • สอง การประเมินสมรรถนะและความเสี่ยงรายบุคคล ไม่ใช่ใช้เกณฑ์อายุอย่างเดียว
  • สาม ระบบคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานและการประกันความเสี่ยง
  • สี่ เส้นทางพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลพื้นฐาน เพื่อให้เข้าถึงงานที่ปลอดภัยกว่าและค่าตอบแทนดีกว่า
credit : Science Acumen During the 2011 Fukushima nuclear disaster, over 500 Japanese seniors over the age of 60, sacrificed their safety by volunteering to help clean up the radioactive zone so that younger generations wouldn't suffer the consequences of dangerous levels of radiation
Seniors Volunteer at Japan's Crippled Daiichi Nuclear Plant

บทเรียนจากโลก เมื่อผู้สูงวัยไม่ยอมเป็นภาระ และสังคมต้องออกแบบพื้นที่ให้เขายืนได้

ในโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หลายประเทศมองผู้สูงอายุเป็นแรงงานที่ยังมีคุณค่า หากจัดระบบให้เหมาะสม สื่อสากลเคยรายงานกรณีกลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุในญี่ปุ่นที่เสนอแนวคิดให้ผู้มีอายุเข้ารับภารกิจเสี่ยงแทนคนหนุ่มสาวหลังวิกฤตฟุกุชิมะ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบต่อคนรุ่นหลัง

แม้บริบทดังกล่าวไม่ใช่แบบอย่างที่ต้องทำตามในเชิงความเสี่ยง แต่สะท้อนแก่นสำคัญข้อหนึ่ง คือ ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องการ “บทบาท” และต้องการรู้สึกว่าตนเองยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม

สำหรับเชียงราย การจ้างงานผู้สูงอายุจึงไม่ควรถูกมองเป็นมาตรการสงเคราะห์ แต่ควรถูกมองเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองที่เชื่อมเศรษฐกิจ สุขภาพ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

จุดพีคของเรื่องอยู่ตรงนี้ ถ้าจ้างถูกทาง เมืองได้มากกว่าค่าแรง

หากเชียงรายสามารถทำให้ผู้สูงอายุมีงานที่ปลอดภัยและมีรายได้เพิ่ม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมากกว่าคนหนึ่งคนมีเงินเพิ่ม มันหมายถึงครัวเรือนลดภาระพึ่งพิง ชุมชนมีคนดูแลกันเองมากขึ้น งานท่องเที่ยวมีเรื่องเล่าที่มีชีวิต สินค้าเกษตรและงานฝีมือมีคุณภาพที่ต่อยอดได้ ระบบสุขภาพลดการเจ็บป่วยที่เกิดจากความเครียดและความโดดเดี่ยว ในเชิงเศรษฐกิจ เม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นแบบกระจาย ไม่กระจุกอยู่ในธุรกิจใหญ่เพียงไม่กี่ราย และในเชิงสังคม ผู้สูงอายุจะไม่ถูกผลักให้อยู่หลังฉากของการพัฒนา แต่ถ้าจ้างผิดทาง ก็มีความเสี่ยงชัดเช่นกัน งานหนักเกินไปนำไปสู่การเจ็บป่วยและค่าใช้จ่ายรักษาที่สูงขึ้น งานที่ค่าตอบแทนต่ำและไม่มั่นคงสร้างความเครียดและความรู้สึกถูกลดคุณค่า และหากไม่มีระบบคุ้มครอง ความตั้งใจดีอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการเอาเปรียบแรงงานสูงวัย

เชียงรายควรเริ่มจากอะไร เพื่อให้การจ้างงานผู้สูงอายุไม่เป็นเพียงคำขวัญ

  • หนึ่ง ทำแผนที่ทักษะผู้สูงอายุรายชุมชน แยกกลุ่มตามสมรรถนะจริง
  • สอง ตั้งหน่วยประสานงานจับคู่งานระดับอำเภอ เชื่อมชุมชน นายจ้าง และหน่วยบริการสุขภาพ
  • สาม ส่งเสริมงานที่ใช้ประสบการณ์เป็นแกน เช่น งานเล่าเรื่อง งานฝีมือ งานดูแล งานพี่เลี้ยงเกษตร
  • สี่ พัฒนาทักษะดิจิทัลที่จำเป็น เช่น การใช้สมาร์ตโฟน การขายออนไลน์ การรับงานผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อขยายทางเลือก
  • ห้า ทำมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับงานผู้สูงอายุในภาคชุมชนและท่องเที่ยว

ทั้งหมดนี้ต้องทำบนหลักคิดเดียว คือ ผู้สูงอายุไม่ใช่กลุ่มที่ต้องถูกดันให้ทำงาน แต่เป็นกลุ่มที่ควรมี “ทางเลือก” ในการทำงานที่เหมาะกับชีวิตและสุขภาพของตนเอง

เมื่อเชียงรายต้องเลือกว่าจะปล่อยให้แก่ไป หรือจะสร้างเศรษฐกิจพหุวัยให้เติบโต

การเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นความจริงที่ไม่ถอยหลัง แต่การจัดการกับมันมีได้มากกว่าหนึ่งทาง เชียงรายมีทั้งตัวเลขที่บีบให้ต้องคิด และมีทุนชุมชนที่เพียงพอให้ลงมือทำ

ในท้ายที่สุด การจ้างงานผู้สูงอายุที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงการเพิ่มรายได้ แต่คือการคืนความหมายให้ชีวิต และทำให้เมืองทั้งเมืองเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หากเชียงรายทำได้ เมืองนี้อาจไม่เพียงรับมือกับสังคมสูงวัย แต่จะกลายเป็นต้นแบบของเศรษฐกิจพหุวัยที่ยืนได้จริงในภาคเหนือ

สถิติเด่นที่ใช้ประกอบข่าว

  • สัดส่วนผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงราย อายุ 60 ปีขึ้นไป 284,877 คน คิดเป็นร้อยละ 24.53 ของประชากรทั้งจังหวัด
    ที่มา เอกสารข้อมูลแนบของผู้จัดทำ อ้างถึงหน่วยงานภาครัฐด้านสาธารณสุขและการทะเบียนราษฎร
  • ประเทศไทยอยู่ในทิศทางสังคมสูงวัยเข้มข้นมากขึ้น และมีการประเมินแนวโน้มสู่สังคมสูงวัยระดับสูงในอนาคต
    ที่มา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • กรณีศึกษากลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุญี่ปุ่นที่เสนอช่วยงานฟุกุชิมะ สะท้อนแนวคิดทุนประสบการณ์และความรับผิดชอบระหว่างรุ่น ที่มา The Guardian รายงานเชิงสารคดี
  • ช่องทางแพลตฟอร์มจับคู่งานของรัฐ ไทยมีงานทำ ภายใต้กรมการจัดหางาน
    ที่มา เว็บไซต์แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ข้อมูลสถานการณ์สังคมสูงวัยของไทย
  • กรมกิจการผู้สูงอายุ เอกสารกรอบแนวคิดด้านผู้สูงอายุและสังคมสูงวัย
  • เว็บไซต์แพลตฟอร์มไทยมีงานทำ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
  • The Guardian รายงานกรณีศึกษากลุ่มอาสาสมัครผู้สูงอายุญี่ปุ่นหลังวิกฤตฟุกุชิมะ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายดีเดย์ 1-3 มี.ค. 69 จัดงาน 2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง ดันเศรษฐกิจดอย

2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า เชียงรายปักหมุดไหว้สาพระธาตุดอยตุง 2569 ดันศรัทธาเป็นซอฟต์พาวเวอร์ กระจายเศรษฐกิจชุมชนบนดอย

เชียงราย,21 กุมภาพันธ์ 2569 – สายลมปลายหนาวเหนือยอดดอยตุงมักพาเรื่องเล่ากลับมาเสมอ เรื่องเล่าของเส้นทางจาริกที่คนรุ่นก่อนเคยก้าวด้วยเท้าเปล่า เรื่องเล่าของธงตุงที่เคยปลิวเป็นสัญลักษณ์กำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องเล่าของพระบรมสารีริกธาตุที่ชาวล้านนายกไว้เป็นหัวใจของศรัทธา

ปี 2569 จังหวัดเชียงรายกำลังทำให้เรื่องเล่านั้น “จับต้องได้” อีกครั้ง ผ่านงานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ภายใต้แนวคิด “2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ซึ่งกำหนดจัดกิจกรรมหลักระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 มีนาคม 2569 และมีกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่วัดศาลาเชิงดอยถึงวันที่ 7 มีนาคม ตามรายละเอียดที่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในตัวเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่น่าจับตาในปีนี้ ไม่ได้อยู่เพียงความคึกคักของงานบุญประจำปี หากอยู่ที่ “โจทย์ใหม่” ของเชียงรายในการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจ โดยยังรักษาแก่นของศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมไว้ให้มั่นคง

แถลงข่าวกลางเมือง ก่อนขยับสู่ยอดดอย

บรรยากาศการแถลงข่าววันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานจริงใจ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย สะท้อนความพยายามของจังหวัดในการสื่อสารงานประเพณีให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้มาเยือนมากขึ้น โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประสงค์ หล้าอ่อน เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าร่วม

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีผู้ร่วมให้ข้อมูลหลัก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ฝ่ายบริหารจังหวัด ฝ่ายวัฒนธรรม และฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยสาระสำคัญชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า งานประเพณีปี 2569 จะยืนอยู่บนฐานศรัทธา แต่จะสื่อสารด้วยภาษาของยุคสมัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ “เข้าใจและอยากมาร่วม” ไม่ใช่เพียง “รับรู้ว่ามี”

พระธาตุดอยตุงในหน้าประวัติศาสตร์ล้านนา และตำนานที่ทำให้ศรัทธาไม่เคยเก่า

ความสำคัญของพระธาตุดอยตุงไม่ได้เป็นเพียงการเป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขา หากเป็น “สัญลักษณ์การตั้งหลัก” ของความเชื่อและประวัติศาสตร์ในพื้นที่เชียงรายและล้านนา

ฐานข้อมูลภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติระบุตำนานว่า เดิมบริเวณพระธาตุดอยตุงมีชื่อว่า “ดอยดินแดง” และในสมัยพระเจ้าอุชุตะราช รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวัต ผู้ครองนครโยนกนาคนคร เมื่อปี พ.ศ. 1452 พระมหากัสสปได้นำพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้ายมาถวาย จากนั้นมีการสร้างพระสถูปและใช้ “ตุง” หรือธงเป็นสัญลักษณ์กำหนดพื้นที่ จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “ดอยตุง” ในเวลาต่อมา

ข้อมูลเดียวกันยังกล่าวถึงการสืบต่อในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราชที่มีการสร้างพระสถูปอีกองค์หนึ่งตั้งคู่กัน และชาวเชียงรายมีประเพณีเดินขึ้นดอยบูชาพระธาตุเป็นประจำทุกปี

การยกเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ขึ้นมาในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการบอกเล่าความเก่าแก่ หากเป็นการทำให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า งานบุญครั้งนี้มีราก และรากนั้นกำลังถูกต่อยอดอย่างระมัดระวัง

น้ำสรงพระราชทาน และความหมายของพิธีที่โยงใจคนทั้งจังหวัด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ข้อมูลระบุ คือการมีน้ำสรงพระราชทาน รวมถึงผ้าห่มพระธาตุพระราชทานและผ้าไตรพระราชทาน เพื่อใช้ประกอบพิธี ซึ่งในเชิงสังคมวัฒนธรรมถือเป็น “น้ำหนักทางจิตใจ” ที่ทำให้การรวมตัวของผู้คนมีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่ประเพณีเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนหลายรุ่นและหลายชุมชนเข้าหากัน

อย่างไรก็ดี ในมิติข่าวสารสาธารณะ ประเด็นนี้ควรถูกนำเสนอด้วยความสำรวมและยึดถ้อยคำเชิงพิธีการ ไม่ขยายความเกินข้อเท็จจริง เพื่อคงความเหมาะสมของเนื้อหาและมาตรฐานวิชาชีพ

โครงเรื่องสามวัน ที่ออกแบบให้ศรัทธาเดินไปพร้อมชีวิตสมัยใหม่

เมื่อพิจารณารายละเอียดกิจกรรม งานปี 2569 ถูกออกแบบให้ “มีจังหวะ” ชัดเจน เริ่มจากกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย ขยับสู่พิธีกรรมแกนกลาง และปิดท้ายด้วยขบวนศรัทธาระดับจังหวัด

วันที่ 1 มีนาคม 2569 เปิดงานด้วยวิ่งและปั่น 2008 ปีสืบสาน

กิจกรรม “วิ่งและปั่น 2008 ปีสืบสาน สู่ลานพระธาตุดอยตุง” ถูกกำหนดเป็นประตูบานแรกของงาน โดยข้อมูลระบุระยะทางวิ่ง 17.5 กิโลเมตร และปั่นจักรยาน 23 กิโลเมตร เปิดรับผู้สมัคร 1,000 คน

นัยสำคัญของกิจกรรมนี้ คือการทำให้ “ศรัทธา” ถูกตีความใหม่ในภาษาสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอาจเริ่มต้นด้วยการมาวิ่งหรือปั่น แล้วค่อยเดินเข้าสู่พิธีกรรมตามจังหวะของตนเอง นี่คือวิธีทำให้ประเพณีไม่ถูกแช่แข็งอยู่ในพิธีการ แต่ยังคงอยู่ในชีวิตร่วมสมัย

วันที่ 2 มีนาคม 2569 ธรรมยาตรา น้ำทิพย์ และขบวนเชิญน้ำสรง

วันที่สองถูกวางให้เป็น “แกนกลางทางจิตวิญญาณ” ของงาน โดยกำหนดกิจกรรมธรรมยาตราเริ่มเวลา 05.00 น. เป็นการเดินจาริกจากอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยที่วัดศาลาเชิงดอย ไปตามเส้นทางเดินเท้าสู่พระธาตุดอยตุง

หลังจากนั้นมีพิธีตักน้ำ ณ บ่อน้ำทิพย์ เพื่อเตรียมใช้ในพิธีสรงน้ำ และมีขบวนเชิญน้ำสรงพระราชทานและสิ่งของพระราชทานเข้าสู่พื้นที่พิธี ก่อนพิธีเจริญพระพุทธมนต์และสวดเบิกสมโภชในช่วงเวลา 18.00 น.

ในเชิงการเล่าเรื่อง นี่คือวันที่ศรัทธาถูกแปลเป็น “การเดิน” และ “การรอคอย” ผู้ร่วมงานจำนวนมากไม่ได้มองหาความสะดวกสบายเป็นอันดับแรก แต่มองหาโอกาสได้อยู่ใกล้ความหมายทางใจ การเดินตั้งแต่ยามเช้าจึงไม่ใช่ความเหนื่อย แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ขบวน 18 อำเภอ ฟ้อนเล็บ ขบวนชาติพันธุ์ และพิธีสรงน้ำหัวใจของงาน

วันสุดท้ายคือวันที่ภาพของเชียงรายทั้งจังหวัด “เดินขึ้นดอยพร้อมกัน” ตามข้อมูลระบุว่ามีกิจกรรมทำบุญตักบาตรเวลา 05.00 น. พิธีบวงสรวงเวลา 07.00 น. และเริ่มขบวนเครื่องสักการะตามจารีตล้านนาจาก 18 อำเภอ พร้อมขบวนฟ้อนเล็บเชียงรายและขบวนชาติพันธุ์ในเวลา 08.00 น.

จากนั้นมีพิธีสืบชะตาหลวงล้านนาเวลา 09.00 น. และพิธีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงเวลา 09.39 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธีตามกำหนดการที่แนบมา

นัยสำคัญของวันนี้ คือการทำให้ “ความหลากหลาย” กลายเป็น “ความพร้อมเพรียง” เพราะขบวนจาก 18 อำเภอไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ หากเป็นการสื่อสารว่าเชียงรายมีศรัทธาร่วมกัน แม้ผู้คนจะมีภูมิหลังต่างกัน และในมิติการท่องเที่ยว นี่คือภาพที่สร้างแรงดึงดูดสูง เพราะเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถจำลองได้ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป

กิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม โจทย์สำคัญคือทำให้เม็ดเงินถึงมือรายย่อย

ข้อมูลระบุว่าระหว่างวันที่ 1 ถึง 7 มีนาคม 2569 จะมีกิจกรรมต่อเนื่อง ณ วัดศาลาเชิงดอย ทั้งการจำหน่ายสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น การแสดง และกิจกรรมทางศาสนาบางส่วน

หากมองในมุมเศรษฐกิจชุมชน นี่คือ “จุดเชื่อม” ที่สำคัญ เพราะงานใหญ่บนยอดดอยมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความจุ ขณะที่กิจกรรมต่อเนื่องด้านล่างสามารถทำหน้าที่รองรับผู้คน กระจายการใช้จ่าย และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีบทบาทมากขึ้น

โจทย์ของผู้จัดคือการรักษาสมดุล ระหว่างความคึกคักกับการจัดการจราจร ความปลอดภัย ความสะอาด และประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน เพราะเมื่อใดที่ประสบการณ์ถูกลดทอน ภาพจำของงานประเพณีจะเสียหายเร็วกว่าที่คิด

ท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในโลกจริง ต้องตอบคำถามเรื่องการเดินทางและความพร้อมของเมือง

การประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการมักทำให้ภาพงานงดงามในเชิงพิธีกรรม แต่สำหรับผู้อ่านข่าวเชิงลึก คำถามที่ตามมาคือ “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับคนจำนวนมากในเวลาใกล้กัน

ความพร้อมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงที่จอดรถหรือห้องน้ำ แต่รวมถึงการบริหารเส้นทางขึ้นดอยตุง การกำกับความปลอดภัยในช่วงเช้ามืดของธรรมยาตรา การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนต่อผู้มาเยือน

มุมนี้ไม่ใช่การตั้งข้อสงสัยเพื่อบั่นทอนงาน แต่เป็นการสะท้อนมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ที่ผู้คนคาดหวังให้ “ศรัทธาเดินคู่กับความปลอดภัย” และ “ประเพณีเดินคู่กับการจัดการที่ดี”

มิติซอฟต์พาวเวอร์ของเชียงราย เมื่อประเพณีไม่ใช่เพียงงานประจำปี

ในภาพใหญ่ งานพระธาตุดอยตุง 2569 มีส่วนประกอบที่พร้อมต่อยอดสู่ซอฟต์พาวเวอร์อย่างน้อย 4 มิติ

มิติแรกคือประวัติศาสตร์และเรื่องเล่า ที่มีรากชัดและมีแหล่งอ้างอิงได้ ทั้งตำนานการสร้างและการสืบทอดประเพณี

มิติที่สองคือศิลปะการแสดงและอัตลักษณ์ เช่น ฟ้อนเล็บเชียงรายและขบวนชาติพันธุ์ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของผู้คนในจังหวัด

มิติที่สามคือกิจกรรมร่วมสมัย อย่างวิ่งและปั่น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานได้โดยไม่รู้สึกห่าง

มิติที่สี่คือเศรษฐกิจชุมชน ผ่านพื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นและการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ซึ่งหากบริหารดีจะทำให้งานบุญไม่ใช่รายจ่ายของรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่คนตัวเล็กในพื้นที่

อย่างไรก็ดี ซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืนต้องไม่เร่งเพียงภาพสวย แต่ต้องรักษาความจริงใจของชุมชนและความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ เมื่อใดที่งานถูกทำให้เป็นเพียงฉากถ่ายรูป ความหมายจะค่อย ๆ ถอยห่าง และศรัทธาจะเปราะบางกว่าที่คิด

สิ่งที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทำได้ทันที เพื่อร่วมงานอย่างรับผิดชอบ

ผู้จัดเชิญชวนให้ประชาชนร่วมงานพร้อมเพรียงกัน ขณะที่ผู้ร่วมงานเองสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานงานได้ด้วยพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ส่งผลจริง

วางแผนการเดินทางล่วงหน้าและติดตามประกาศเส้นทางหรือจุดจอดรถจากช่องทางทางการของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เคารพพื้นที่ศาสนสถาน แต่งกายสุภาพ และลดพฤติกรรมที่รบกวนพิธีกรรม โดยเฉพาะช่วงพิธีสำคัญตอนเช้า

สนับสนุนสินค้าชุมชนอย่างพอดี ไม่ต่อราคาจนกระทบรายย่อย และช่วยกันรักษาความสะอาดเพื่อลดภาระการจัดการขยะบนพื้นที่สูง

หากพาผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กมาร่วมงาน ควรหลีกเลี่ยงช่วงแออัดจัดและเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เพราะสภาพอากาศบนดอยเปลี่ยนเร็ว

ศรัทธาที่ไม่เคยเก่า และโจทย์ใหม่ของเชียงรายในปี 2569

งานนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงประจำปี 2569 กำลังสะท้อนภาพเชียงรายที่พยายามเดินสองทางพร้อมกัน คือรักษารากศรัทธาที่สืบทอดมายาวนาน และยกระดับงานประเพณีให้ตอบโจทย์ผู้คนในยุคใหม่

เรื่องเล่าของดอยตุงในตำนานที่โยงกับพระเจ้าอุชุตะราชและการสร้างพระสถูป จนเกิดชื่อดอยตุงจาก “ตุง” หรือธง ย้ำว่าศรัทธาในพื้นที่นี้มีรากลึกและมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายได้ ขณะเดียวกัน รายละเอียดกิจกรรม 1 ถึง 3 มีนาคม และกิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม กำลังบอกว่าเชียงรายต้องการให้ศรัทธาเป็นพลังร่วมสมัย ทั้งในมิติสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่างานจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่คือเชียงรายจะทำให้งานยิ่งใหญ่นั้น “ลงถึงคน” ได้มากแค่ไหน ลงถึงชุมชน ลงถึงผู้ประกอบการรายย่อย และลงถึงความรู้สึกของผู้มาเยือนว่าได้กลับบ้านทางใจ แม้จะมาเพียงสามวันบนยอดดอย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายละเอียดกำหนดการและสาระการแถลงข่าว งานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี 2569 อ้างอิงจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุการแถลงข่าววันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดจัดงานวันที่ 1 ถึง 3 มีนาคม 2569 รวมถึงกิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม
  • ข้อมูลตำนานและประวัติพื้นฐานเกี่ยวกับดอยตุงและพระธาตุดอยตุง อ้างอิงจากฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม หน้า “ดอยตุง” ซึ่งระบุปี พ.ศ. 1452 และที่มาของชื่อดอยตุงจากคำว่า ตุง
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

จากเขาหัวโล้นสู่แปลงเกษตรถาวร 9 หมื่นไร่ พด. กางแผนปี 69 ปั้นขั้นบันไดดินรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว

พด. พลิกฟื้นเขาหัวโล้นสู่ผืนดินยั่งยืน เดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่สูงกว่า 8 แสนไร่ ชูผลตอบแทนสังคม 8.55 เท่า พร้อมขยายงานปีงบประมาณ 2569

เชียงราย, 20 กุมภาพันธ์ 2569 — เช้าวันหนึ่งบนพื้นที่สูงของภาคเหนือตอนบน ภาพไหล่เขาที่เคยโล่งเตียนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบไม่สอดคล้องกับสภาพลาดชัน กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวขั้นบันไดดิน แปลงเกษตรถาวร และพื้นที่สีเขียวที่ค่อย ๆ กลับคืนสู่ภูมิทัศน์เดิม ท่ามกลางแรงกดดันของสภาพอากาศสุดขั้วและความเสี่ยงภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น งานฟื้นฟูพื้นที่สูงจึงไม่ได้เป็นเพียง “โครงการพัฒนาที่ดิน” หากแต่เป็นการจัดการความมั่นคงของชุมชนต้นน้ำ การลดความเสี่ยงน้ำหลากตะกอนดินลงสู่พื้นที่ราบ และการสร้างรายได้ที่ยืนระยะบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง เดินหน้าภารกิจพัฒนาที่ดินในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงและสถานีเกษตรหลวงของมูลนิธิโครงการหลวง รวม 39 ศูนย์ ครอบคลุม 6 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน แม่ฮ่องสอน และตาก บนพื้นที่เกษตรมากกว่า 800,000 ไร่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นฐานการผลิตที่เหมาะสมกับภูมินิเวศ และลดแรงกดดันต่อป่าไม้และต้นน้ำลำธาร

วงจรดินพัง น้ำหลาก และรายได้ที่ไม่มั่นคง คือโจทย์ที่ต้องแก้ทั้งระบบ

ภูมิประเทศของพื้นที่สูงมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพการปลูกพืชเขตหนาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง “ความลาดชัน” ทำให้ดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย หากไม่มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสม เมื่อดินผิวหน้าหายไป ความอุดมสมบูรณ์ลดลง ต้นทุนปุ๋ยและน้ำสูงขึ้น ผลผลิตผันผวน และท้ายที่สุดความเสี่ยงย้ายไปอยู่ที่พื้นที่ราบ ผ่านตะกอนดิน น้ำหลาก และคุณภาพน้ำที่เสื่อมลงในฤดูฝน

งานวิชาการระดับนานาชาติยืนยันว่า การพังทลายของดินเป็นหนึ่งในตัวขับสำคัญของ “ดินเสื่อมโทรม” ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงอาหารในภาพรวม อีกทั้งมีการประเมินว่าความสูญเสียผลผลิตพืชจากการพังทลายของดินอาจสะสมจนก่อให้เกิดการลดลงของผลผลิตรวมได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว หากไม่เร่งจัดการอย่างเป็นระบบ

ในบริบทนี้ ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินจึงถูกออกแบบให้ “ลงมือแก้ที่ต้นเหตุ” ด้วยการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำและการปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องศักยภาพพื้นที่ เพื่อให้คนอยู่กับป่าได้โดยไม่ต้องย้อนกลับไปสู่การทำไร่เลื่อนลอยที่สร้างความเสี่ยงซ้ำเดิม

50 ปีของการเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลับมาเป็นพื้นที่ทำกินถาวร

กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงขับเคลื่อนการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยเฉพาะ “ขั้นบันไดดิน” ทั้งแบบต่อเนื่องและไม่ต่อเนื่อง เพื่อลดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ลาดชัน และช่วยให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีพื้นที่ทำกินถาวรแล้วกว่า 90,000 ไร่

ในเชิงปฏิบัติ “ขั้นบันไดดิน” ทำหน้าที่เหมือนกลไกชะลอความเร็วของน้ำบนทางลาด ช่วยให้ดินและอินทรียวัตถุไม่ถูกพัดพาออกจากแปลง ลดการเกิดร่องน้ำลึกที่ทำให้หน้าดินเสียหายถาวร และช่วยให้ความชุ่มชื้นคงอยู่ในระบบดินได้นานขึ้น เมื่อระบบดินเริ่มฟื้นตัว เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้มั่นคงขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่การผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพและตลาด

ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ให้ภาพสะท้อนว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือภูเขาหัวโล้นที่เคยเสื่อมโทรมกลับคืนสู่ความเขียวขจี กลายเป็นแปลงปลูกพืชผักเมืองหนาว ไม้ดอก และไม้ผล สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรตลอดทั้งปี ควบคู่การรักษาสมดุลทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้

ลดการบุกรุกป่า และลดความเสี่ยงพื้นที่ราบไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นที่ถูกย้ำในข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดินคือ งานอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่สูงไม่ได้ส่งผลเฉพาะ “บนดอย” แต่เชื่อมโยงถึงความปลอดภัยของ “พื้นที่ราบ” เพราะเมื่อมีระบบดักตะกอนและชะลอน้ำที่ดี จะช่วยลดผลกระทบจากตะกอนดินและน้ำหลากที่ไหลลงสู่ชุมชนด้านล่างในฤดูฝน

นัยสำคัญของประเด็นนี้อยู่ที่ความจริงเชิงภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ ต้นน้ำจำนวนมากอยู่บนพื้นที่ลาดชัน หากการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สมดุล ผลกระทบจะไหลตามแรงโน้มถ่วงลงสู่ระบบเศรษฐกิจด้านล่างอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ถนนชำรุด พื้นที่เกษตรราบเสียหาย ไปจนถึงต้นทุนจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่นที่สูงขึ้นทุกปี

ตัวเลขความคุ้มค่าทางสังคมที่ถูกยกขึ้นเป็นหลักฐานเชิงนโยบาย

อีกมิติที่ทำให้งานพัฒนาที่ดินครั้งนี้ถูกจับตา คือการนำเครื่องมือวัด “ผลตอบแทนทางสังคม” มาใช้สื่อสารความคุ้มค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมพัฒนาที่ดินระบุว่า มีการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่า ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่สังคมได้ 8.55 บาท ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ตัวเลข 8.55 เท่า ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ความสำเร็จ แต่เป็น “ภาษาร่วม” ที่ทำให้หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และชุมชนพูดคุยกันบนฐานเดียวกันว่า การฟื้นฟูพื้นที่สูงให้เหมาะสมกับภูมินิเวศนั้นให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ในเชิงข่าวเศรษฐกิจชุมชน การวัดผลแบบนี้ยังช่วยให้สังคมมองเห็นว่าเงินงบประมาณด้านทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่หายไป แต่เป็นการลงทุนเพื่อลดต้นทุนซ่อนเร้นของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนภัยพิบัติ ต้นทุนสุขภาพจากคุณภาพน้ำที่เสื่อมลง หรือความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลผลิตเกษตรที่ผันผวน

ปีงบประมาณ 2569 ขยายงานต่อ เป้าหมายใหม่ 1,500 ไร่ ใน 10 ศูนย์ 5 จังหวัด

สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมพัฒนาที่ดินระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงเตรียมจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพิ่มเติม 1,500 ไร่ ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 10 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีแหล่งทำกินที่มั่นคง ลดความเสี่ยงภัยพิบัติ ดักตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้น และยกระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

หากอ่านให้ลึกกว่าตัวเลข “1,500 ไร่” นี่คือการย้ำว่ากลยุทธ์ของรัฐกำลังเลื่อนไปสู่การจัดการเชิงป้องกันมากขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยฟื้นฟู เพราะเมื่อโครงสร้างดินเสียหายหนัก การฟื้นกลับมาสู่สภาพสมดุลเดิมใช้เวลานานและต้นทุนสูงกว่าอย่างมาก

เชียงรายอยู่ในสมการเดียวกันของพื้นที่สูงภาคเหนือ

แม้ข้อมูลครั้งนี้อ้างอิงภาพรวม 6 จังหวัด แต่เชียงรายถูกนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของงานฟื้นฟูพื้นที่สูง เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ภูเขาและชุมชนต้นน้ำจำนวนมาก และมีระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างแน่นแฟ้น ตั้งแต่เกษตรบนที่สูงไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

ในมุมของ “ผลต่อชีวิตและชุมชน” งานอนุรักษ์ดินและน้ำสะท้อนกลับมาที่ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือนบนดอย หากแปลงเกษตรสามารถผลิตได้ต่อเนื่อง ภาระหนี้สินจากผลผลิตเสียหายลดลง และคนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะอยู่กับบ้านเกิดมากขึ้น โดยไม่ต้องย้ายออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นเด่นของข่าว มิติสิ่งแวดล้อมเดินคู่กับเศรษฐกิจฐานราก

ภาพรวมของมาตรการครั้งนี้ชี้ชัดว่า การทำให้พื้นที่สีเขียวกลับมาไม่ใช่เป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการออกแบบระบบเศรษฐกิจฐานรากให้ “ทำมาหากินได้โดยไม่กินต้นทุนธรรมชาติ” เพราะเมื่อดินเสื่อม น้ำเสีย และป่าถูกกดดัน ความเสียหายสุดท้ายจะตกอยู่กับชุมชนเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน การอ้างอิงงานระดับนานาชาติที่ชี้ว่าการเสื่อมโทรมของดินและการพังทลายของดินส่งผลต่อผลผลิตในระยะยาว เป็นเหมือนสัญญาณเตือนว่า การลงทุนอนุรักษ์ดินและน้ำไม่ใช่เรื่องท้องถิ่นเท่านั้น แต่เป็นโจทย์ความมั่นคงที่ทุกประเทศต้องจัดการ

ประเด็นรองที่ต้องติดตาม ความยั่งยืนต้องวัดผลและต่อยอดตลาด

แม้ตัวเลข SROI จะสะท้อนความคุ้มค่า แต่การทำให้งานยืนระยะยังต้องติดตามอย่างน้อยสามเรื่อง

เรื่องแรก มาตรฐานการดูแลรักษาระบบอนุรักษ์ดินและน้ำหลังสร้างแล้ว เพราะขั้นบันไดดินหรือโครงสร้างชะลอน้ำต้องมีการบำรุงรักษา หากปล่อยให้พังชำรุด ผลลัพธ์จะถอยกลับอย่างรวดเร็วในฤดูฝน

เรื่องที่สอง การต่อยอดสู่ “ตลาด” ที่ให้มูลค่าเพิ่มกับผลผลิตพื้นที่สูง เพื่อให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงช่วงสั้น แต่เป็นแรงจูงใจระยะยาวให้ชุมชนรักษาระบบนิเวศร่วมกัน

เรื่องที่สาม การประสานงานระดับพื้นที่ เพราะปัญหาดิน น้ำ ป่า ไม่ได้อยู่ในขอบเขตองค์กรเดียว ความสำเร็จจริงต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา และเครือข่ายเกษตรกร

สิ่งที่ประชาชนทำได้ทันที เพื่อช่วยให้พื้นที่สูงฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

ประชาชนทั่วไปอาจไม่ได้มีบทบาทสร้างขั้นบันไดดินด้วยตนเอง แต่สามารถสนับสนุนระบบนี้ในทางปฏิบัติได้ เช่น เลือกซื้อสินค้าเกษตรพื้นที่สูงที่มาจากแหล่งผลิตรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนท่องเที่ยวชุมชนที่คืนรายได้สู่พื้นที่ และร่วมเฝ้าระวังการเผาและการบุกรุกพื้นที่ป่าในช่วงเสี่ยง เพื่อไม่ให้แรงกดดันย้อนกลับไปทำลายความพยายามฟื้นฟูที่ใช้เวลาหลายสิบปี

ในภาพใหญ่ ข่าวนี้จึงสะท้อนว่า “การฟื้นฟูเขาหัวโล้น” ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของภูมิทัศน์สีเขียว แต่คือการลงทุนด้านความปลอดภัยของผู้คนทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ พร้อมตัวเลขความคุ้มค่าที่ถูกยกขึ้นมาเป็นหลักฐานว่า การพัฒนาที่ดินเมื่อทำอย่างถูกทาง สามารถสร้างผลประโยชน์คืนสังคมได้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กรมพัฒนาที่ดิน ข่าวประชาสัมพันธ์ภารกิจศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ครอบคลุม 39 ศูนย์ 6 จังหวัด พื้นที่เกษตรกว่า 800,000 ไร่ สรุปผล 50 ปี พื้นที่ทำกินถาวรกว่า 90,000 ไร่ ผลวิเคราะห์ SROI 8.55 เท่า และแผนปีงบประมาณ 2569 เป้าหมาย 1,500 ไร่ เผยแพร่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
  • FAO สาระจากรายงานด้านสถานการณ์ทรัพยากรดินโลก ที่ระบุผลกระทบการพังทลายของดินต่อผลผลิตพืชในระยะยาว และประเด็นดินเสื่อมโทรมที่กระทบความมั่นคงอาหาร
  • FAO เอกสารผลการประชุมวิชาการว่าด้วยการชะล้างพังทลายของดิน ที่ชี้ว่าการพังทลายของดินทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและต้องได้รับการจัดการอย่างเป็นระบบ
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

เชียงรายปี 2050 รับมือโลกเดือดพ่นพิษกาแฟ ฤดูหนาวสั้นกระทบฐานเศรษฐกิจหลักท่องเที่ยว

เมื่อโลกเดือดขึ้น กาแฟเดือดตาม และเมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงราย ต้องมีแผนเตรียมที่คิดไกลถึงปี 2050

เชียงราย,20 กุมภาพันธ์ 2569ลมหนาวที่เคยเป็น “สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ” ของเชียงรายกำลังถูกท้าทายด้วยความจริงชุดใหม่ที่เริ่มเห็นด้วยตัวเลข ไม่ใช่เพียงความรู้สึก ฤดูกาลที่ช่วยขายการท่องเที่ยวปลายปีอาจสั้นลงเรื่อย ๆ ขณะที่ความร้อนที่เคยเป็นเรื่องของ “หน้าร้อน” กำลังขยายพื้นที่และจำนวนวันมากขึ้นจนไปถึงไร่กาแฟบนพื้นที่สูง ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัด

บนโต๊ะเดียวกัน เม็ดเงินท่องเที่ยวเดือนมกราคม 2569 ของเชียงรายยังเติบโต และสะท้อนว่าเชียงรายยัง “ขายได้” ในสนามแข่งขันท่องเที่ยวไทย แต่ในอีกโต๊ะหนึ่ง ข้อมูลวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศกำลังชี้ว่า ถ้าไม่เร่งปรับตัว โครงสร้างรายได้แบบพึ่งฤดูหนาวและสินค้าเกษตรที่ไวต่ออุณหภูมิ อาจเผชิญแรงเสียดทานมากขึ้นแบบเลี่ยงไม่ได้ในช่วงก่อนปี 2050

เรื่องนี้ไม่ใช่การคาดเดาลอย ๆ เพราะการวิเคราะห์ของ Climate Central ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักสื่อสารด้านสิ่งแวดล้อม รายงานว่า “ภาวะโลกร้อนเพิ่มจำนวนวันที่มีอุณหภูมิสูงจนเป็นอันตรายต่อกาแฟ” ในหลายพื้นที่ปลูกกาแฟหลักของโลก โดยใช้เกณฑ์อุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสเป็นจุดเสี่ยงต่อกาแฟ และประเมินจากข้อมูลอุณหภูมิช่วงปี 2021 ถึง 2025 เทียบกับโลกสมมติที่ไม่มีมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ภาพใหญ่ระดับโลก เมื่อความร้อนกลายเป็นต้นทุนใหม่ของกาแฟ

Climate Central สรุปว่า ประเทศผู้ผลิตกาแฟ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย เผชิญ “จำนวนวันร้อนเกินเกณฑ์ที่ทำร้ายกาแฟ” เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยราว 57 วันต่อปีจากภาวะโลกร้อน และทั้ง 5 ประเทศนี้ผลิตกาแฟรวมกันประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ของโลก

ผลกระทบไม่ได้หยุดที่ฟาร์ม แต่ไหลไปถึงผู้บริโภค เพราะกาแฟเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ถูกบริโภคมากที่สุดของโลก และเมื่อความร้อนทำให้ผลผลิตลดลง คุณภาพเปลี่ยน และความเสี่ยงโรคพืชสูงขึ้น ต้นทุนทั้งระบบจะถูกส่งต่อเป็น “ราคาที่สูงขึ้นและความผันผวนที่มากขึ้น” ในห่วงโซ่กาแฟโลก

ที่สำคัญคือความเปราะบางของผู้ผลิตรายย่อย Climate Central ระบุว่า ผู้ผลิตรายย่อยคิดเป็นสัดส่วนมากของผู้ผลิตกาแฟโลก และเป็นแหล่งวัตถุดิบส่วนใหญ่ แต่กลับได้รับเงินสนับสนุนเพื่อการปรับตัวไม่มากพอ

คำอธิบายที่สะเทือนใจมาจากภาคสนาม Dejene Dadi ผู้จัดการทั่วไปของสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟรายย่อยในเอธิโอเปีย อธิบายว่าอาราบิก้าไวต่อแสงแดดและความร้อนอย่างมาก หากไม่มีร่มเงา ต้นกาแฟให้ผลผลิตน้อยลงและเสี่ยงโรคมากขึ้น และเรียกร้องให้รัฐลงทุนในเกษตรกรรายย่อยเพื่อขยายวิธีปรับตัวที่ทำได้จริง

ขณะที่ Dr. Kristina Dahl รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Climate Central เตือนตรงไปตรงมาว่า เกือบทุกประเทศผู้ผลิตหลักกำลังเจอจำนวนวันร้อนสุดขั้วมากขึ้น ซึ่งอาจกระทบทั้งผลผลิตและคุณภาพ และท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาที่ “ต้นทุนกาแฟแก้วประจำวัน” ของผู้บริโภค

ข้อมูลที่โยงกลับมาถึงไทย เมื่อประเทศผู้ผลิตไม่ใหญ่ แต่ความร้อนเพิ่มเด่น

ในชุดข้อมูลเดียวกันที่ผู้จัดทำสรุปให้เห็นภาพรวม ประเทศไทยมี “จำนวนวันอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส” เฉลี่ยราว 247.49 วันต่อปี และ “จำนวนวันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน” ราว 75.47 วันต่อปี ในช่วงปี 2021 ถึง 2025 ซึ่งตีความได้ว่า วันร้อนจำนวนมากในไทยมีสัดส่วนที่เกิดจากภาวะโลกร้อนเพิ่มเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ โดยในเอกสารสรุประบุว่าไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่วันร้อนเพิ่มจากภาวะโลกร้อนสูงเป็นลำดับต้น

สำหรับเชียงราย ข้อมูลสรุปที่อ้างอิงจากชุดข้อมูลเดียวกันระบุว่า เชียงรายมี “จำนวนวันร้อนเกินเกณฑ์ที่ทำร้ายกาแฟ” เฉลี่ยราว 251 วันต่อปี และมี “จำนวนวันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน” ราว 81 วันต่อปี ภาพที่น่าคิดคือในหนึ่งปี วันร้อนระดับเสี่ยงต่อกาแฟเกิดขึ้นเกือบสองในสามของปี และประมาณหนึ่งในสามของวันร้อนนั้นเป็นวันที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ความผันผวนปกติแบบเดิม

ประเด็นนี้สำคัญต่อเชียงรายอย่างน้อยสามชั้น

ชั้นแรกคือคุณภาพกาแฟอาราบิก้า ซึ่งมีความไวต่ออุณหภูมิและแสงแดดมากกว่าโรบัสต้า หากจำนวนวันร้อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความเสี่ยงด้านผลผลิตและคุณภาพจะสะสม และกระทบรายได้ของเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการปลายน้ำตั้งแต่โรงคั่วถึงคาเฟ่

ชั้นที่สองคือ “อัตลักษณ์เศรษฐกิจ” ของเชียงรายที่เชื่อมโยงกาแฟเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางกาแฟพิเศษ จุดชมวิวบนพื้นที่สูง หรือกิจกรรมวัฒนธรรมที่ใช้ฤดูกาลเป็นตัวชูโรง หากฤดูหนาวสั้นลงหรือสภาพอากาศไม่นิ่งเหมือนเดิม สินค้าและประสบการณ์อาจต้องออกแบบใหม่ทั้งระบบ

ชั้นที่สามคือความเสี่ยงเชิงภาพลักษณ์ หากเชียงรายยังทำตลาดบนภาพจำ “หนาวยาว ดอกไม้เมืองหนาวจัดเต็ม” แต่ข้อเท็จจริงด้านภูมิอากาศทำให้ประสบการณ์จริงไม่สอดคล้อง ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวอาจกลายเป็นแรงเสียดทานทางการตลาดโดยไม่รู้ตัว

เชียงรายวันนี้ยังโตจากท่องเที่ยว แต่ตัวเลขกำลังบอกว่าไม่ควรหลงไหลกับฤดูเดียว

ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนเดือนมกราคม 2569 ของเชียงรายสะท้อนโมเมนตัมบวกอย่างชัดเจน โดยข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมจากไฟล์สถิติผู้เยี่ยมเยือนรายจังหวัดระบุว่า เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน เติบโต 5.35 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบปีก่อน และสร้างรายได้ 6,008.61 ล้านบาท เติบโต 6.59 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 95.26 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนดีมานด์ที่หนาแน่นและความตึงตัวด้านความจุในช่วงไฮซีซัน

เมื่อแยกโครงสร้างตลาด ผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่ที่ 672,353 คน เติบโต 4.85 เปอร์เซ็นต์ รายได้จากตลาดไทย 5,149.43 ล้านบาท เติบโต 5.32 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้เยี่ยมเยือนต่างชาติ 92,562 คน เติบโต 9.12 เปอร์เซ็นต์ และรายได้จากต่างชาติ 859.18 ล้านบาท เติบโต 14.99 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขชุดนี้ชี้ว่า ต่างชาติยังเป็นสัดส่วนไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับคนไทย แต่มีแรงส่งการเติบโตเร็วกว่า และมีแนวโน้มใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้น เมื่อดูรายได้รวมเทียบจำนวนผู้เยี่ยมเยือน จะได้ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 7,855 บาทต่อคนในเดือนเดียว ซึ่งอยู่ในระดับที่สะท้อน “คุณภาพรายได้” มากกว่าการแข่งกันที่จำนวนคนอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม อัตราเข้าพักระดับเกิน 95 เปอร์เซ็นต์ทำให้เห็นอีกภาพหนึ่ง คือคอขวดโครงสร้างพื้นฐานและความเสี่ยงด้านประสบการณ์การท่องเที่ยว ถ้าจังหวัดเดินเกมแบบเพิ่มจำนวนอย่างเดียวโดยไม่กระจายฤดูกาลและกระจายพื้นที่ ปัญหาความแออัด ราคาที่พักพุ่ง และแรงต้านของชุมชนมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสภาพอากาศทำให้ฤดูกาลขายสั้นลงและกระจุกตัวหนักขึ้น

ถ้าเดินไปถึงปี 2050 โดยไม่เปลี่ยนวิธีคิด เชียงรายอาจเสียทั้งกาแฟและฤดูหนาว

คำเตือนที่ต้องยกขึ้นมาว่า “พื้นที่ปลูกกาแฟอาจลดลงมากถึงครึ่งหนึ่งภายในปี 2050” ไม่ใช่ประเด็นใหม่ในเวทีโลก เพราะหลายงานวิจัยและบทวิเคราะห์จากองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและข่าวเศรษฐกิจต่างประเทศเคยชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาวะโลกร้อนทำให้พื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟลดลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายภูมิภาคในระยะยาว

สำหรับเชียงราย ความหมายของปี 2050 ไม่ได้จำกัดแค่ไร่กาแฟ แต่ยังรวมถึง “ปฏิทินเศรษฐกิจ” ของจังหวัดที่พึ่งพาฤดูหนาวเป็นไฮไลต์ ทั้งการชมดอกไม้เมืองหนาว งานวิ่ง งานดนตรี งานกาแฟ และกิจกรรมกลางแจ้ง หากความเย็นสั้นลงหรือมาไม่สม่ำเสมอ งานและประสบการณ์เหล่านี้จะต้องเปลี่ยนจากการ “รอฤดู” เป็นการ “ออกแบบฤดู” ด้วยสินค้าใหม่ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ

นี่คือจุดที่คำถามเชิงยุทธศาสตร์เริ่มชัดขึ้น เชียงรายจะเป็นเมืองท่องเที่ยวปลายทาง หรือจะกลายเป็นเมืองทางผ่าน เมื่อโครงสร้างคมนาคมใหม่อย่างรถไฟความเร็วสูงและเครือข่ายขนส่งกำลังจะเข้ามาเร่งสปีดการแข่งขัน หากจังหวัดยังฝากความหวังไว้กับตัวเลขช่วงไฮซีซัน และปล่อยให้เทศกาลถูกขับเคลื่อนโดยเอกชนแบบกระจัดกระจายจนขาดเอกลักษณ์ร่วม ภาพรวมอาจเหมือน “มีงานเยอะ แต่ไม่มีแบรนด์จังหวัด” และเมื่อเจอแรงกระแทกจากภูมิอากาศ ความเสี่ยงจะยิ่งสูง

เชียงรายควรใช้จุดแข็งเดิมปูทางใหม่ ไม่ใช่ทิ้งของเดิมแล้วเริ่มนับหนึ่ง

การปรับตัวที่เป็นรูปธรรมในมุมกาแฟ ไม่ได้หมายถึงการบังคับให้เกษตรกรลงทุนใหญ่ทันที แต่คือการจัดลำดับมาตรการที่ทำได้จริงตั้งแต่ระดับแปลงจนถึงระดับจังหวัด โดยมีข้อมูลวิทยาศาสตร์เป็นเข็มทิศ

ระยะเร่งด่วนในระดับแปลง

แนวคิด “ปลูกกาแฟใต้ร่มไม้” หรือระบบร่มเงา เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะช่วยลดความร้อนโดยตรงต่อพุ่มกาแฟ แม้ผลผลิตต่อพื้นที่อาจลดลงเมื่อเทียบกับแปลงเปิด แต่ได้ผลด้านระบบนิเวศ ทั้งการรักษาความชื้น ดินดีขึ้น และเป็นที่พักพิงสัตว์ โดยเฉพาะนก ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตจากผู้ปฏิบัติในพื้นที่ผลิตรายย่อยว่าร่มเงาช่วยลดความเสี่ยงต่อความร้อนและโรคพืช

เมื่อโยงกับข้อมูลของเชียงรายที่มีวันร้อนเกินเกณฑ์เฉลี่ยราว 251 วันต่อปี และวันร้อนที่เพิ่มจากภาวะโลกร้อนราว 81 วันต่อปี การจัดการร่มเงาและน้ำจึงไม่ใช่เรื่องเสริมภาพลักษณ์สีเขียว แต่เป็น “เครื่องมือจัดการความเสี่ยง” ที่จับต้องได้

ระยะกลางในระดับชุมชนและห่วงโซ่

ความท้าทายของเกษตรกรรายย่อยไม่ใช่แค่เทคนิค แต่คือเงินทุนและตลาด หากต้องการให้การปลูกแบบทนร้อนเกิดจริง ต้องมีระบบสนับสนุนที่ทำให้เกษตรกร “ไม่ต้องแบกความเสี่ยงคนเดียว” ตั้งแต่การเข้าถึงองค์ความรู้ มาตรฐานการผลิต ไปจนถึงการรับซื้อที่สะท้อนต้นทุนการปรับตัว ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ Climate Central ชี้ว่า ผู้ผลิตรายย่อยเป็นฐานซัพพลายสำคัญ แต่ได้รับการสนับสนุนเพื่อปรับตัวไม่พอ

ในบริบทเชียงราย จุดแข็งคือมีระบบผู้ประกอบการปลายน้ำค่อนข้างแข็ง ทั้งโรงคั่ว คาเฟ่ และธุรกิจท่องเที่ยว หากยกระดับความร่วมมือแบบซื้อขายเป็นธรรมและสัญญาระยะยาว จะช่วยให้การลงทุนด้านการปรับตัวเกิดจริงได้มากกว่าแค่โครงการระยะสั้น

ระยะยาวในระดับจังหวัด

เชียงรายควรเปลี่ยนจากการทำงานแบบแยกส่วน เป็นการตั้ง “ยุทธศาสตร์กาแฟและภูมิอากาศ” ที่ผูกกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะกาแฟของเชียงรายไม่ได้อยู่แค่ภาคเกษตร แต่เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ท่องเที่ยวคุณภาพ หากกาแฟสะดุด ภาพท่องเที่ยวก็สะเทือนตาม

การทำแผนระยะยาวจึงควรตอบโจทย์สามคำถาม
หนึ่ง พื้นที่ปลูกใดเสี่ยงสูงและควรได้รับการช่วยเหลือก่อน
สอง สินค้าและบริการท่องเที่ยวใดสามารถยืนได้ในโลกที่ร้อนขึ้นและฝุ่นมากขึ้น
สาม โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่งควรออกแบบเพื่อให้เชียงรายเป็นปลายทาง ไม่ใช่ทางผ่าน

การท่องเที่ยวปี 2569 ต้องชนะด้วยการกระจายฤดูกาลและยกระดับต่อหัว ไม่ใช่เพิ่มความหนาแน่น

ข้อมูลเดือนมกราคม 2569 แสดงว่าเชียงราย “แปลงคนเป็นรายได้” ได้ดีขึ้น เพราะรายได้โตเร็วกว่าจำนวนคน และต่างชาติเติบโตเร็วทั้งคนและรายได้

แต่บททดสอบจริงอยู่ที่เดือนอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซันและช่วงที่มีความเสี่ยงด้านฝุ่นและไฟป่า หากเชียงรายยังปล่อยให้การท่องเที่ยวขึ้นกับความเย็นและอีเวนต์ปลายปีเพียงด้านเดียว จังหวัดจะยิ่งเสี่ยงเมื่อภูมิอากาศทำให้ “ความเย็น” เป็นสินค้าที่ทำนายยากขึ้น

สิ่งที่เชียงรายทำได้ในเชิงยุทธศาสตร์ คือเปลี่ยนจากปฏิทินอีเวนต์เป็นปฏิทินสินค้า
หน้าร้อนขายสุขภาพ น้ำพุร้อน สปา เส้นทางกาแฟพิเศษ และกิจกรรมครอบครัวระยะสั้น
หน้าฝนขายความเขียวและงานคราฟต์ที่ออกแบบให้ปลอดภัยและเข้าถึงง่าย
หน้าหนาวยกระดับราคาต่อหัวและคุณภาพบริการ มากกว่าการเร่งจำนวนจนล้นระบบ

แนวคิดนี้สอดรับกับความจริงเชิงตัวเลข เพราะเมื่อความจุเริ่มตึงตัวในไฮซีซัน การโตแบบเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียวจะเจอข้อจำกัดเร็ว แต่การโตแบบเพิ่มมูลค่าต่อหัว ยังมีพื้นที่ให้ขยับ โดยเฉพาะเมื่อเชียงรายมีจุดขายด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม ชุมชน และกาแฟที่สามารถพัฒนาเป็นสินค้าพรีเมียมได้

ประเด็นที่ต้องชูให้ครบทั้งด้านบวกและด้านเสี่ยง

ด้านบวก
เชียงรายมีโมเมนตัมท่องเที่ยวต้นปีที่แข็งแรง ผู้เยี่ยมเยือนและรายได้โตพร้อมกัน อัตราเข้าพักสูง และต่างชาติโตเร็ว ซึ่งสะท้อนศักยภาพในการยกระดับรายได้ต่อหัว
เชียงรายมีทุนทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่หลากหลาย และมีระบบธุรกิจปลายน้ำของกาแฟที่แข็งพอจะเป็นฐานความร่วมมือใหม่

ด้านเสี่ยง
จำนวนวันร้อนระดับเสี่ยงต่อกาแฟในไทยและเชียงรายสูงมาก และมีสัดส่วนวันที่เพิ่มจากภาวะโลกร้อนเด่นชัด ซึ่งกระทบทั้งผลผลิตและคุณภาพในระยะยาว
การพึ่งพาฤดูกาลหนาวสูง ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัว หากฤดูหนาวสั้นลงหรือไม่นิ่ง ผลกระทบจะสะเทือนทั้งจังหวัด
อัตราเข้าพักสูงมากสะท้อนข้อจำกัดด้านความจุ หากไม่กระจายพื้นที่และยกระดับการบริหารจัดการ นักท่องเที่ยวอาจเจอประสบการณ์แออัดและราคาพุ่งจนความพึงพอใจลดลง

สิ่งที่ประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบายทำได้ทันที

สำหรับประชาชนและผู้บริโภค
เลือกสนับสนุนกาแฟที่ระบุแหล่งที่มาและมีแนวทางการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรแบบระยะยาวและเป็นธรรม
ท่องเที่ยวแบบเคารพพื้นที่ และให้ความสำคัญกับบริการที่กระจายรายได้สู่ชุมชน

สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและกาแฟ
พัฒนาสินค้าให้ทนต่อความแปรปรวนของฤดูกาล สร้างประสบการณ์ที่ขายได้ทั้งปี
ลงทุนในมาตรฐานและเรื่องเล่าที่ตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับราคาต่อหัวมากกว่าการเร่งจำนวน
ร่วมออกแบบความร่วมมือกับเกษตรกร เช่น สัญญารับซื้อระยะยาว การพัฒนาคุณภาพ และการช่วยลงทุนด้านการปรับตัว

สำหรับภาครัฐและหน่วยงานจังหวัด
ใช้ข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่เป็นฐานจัดลำดับความช่วยเหลือ ไม่ใช่กระจายแบบเท่ากันทุกพื้นที่
ยกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ไม่ทำให้ตื่นตระหนก แต่ชัดว่าอะไรทำได้ทันที อะไรต้องลงทุน และใครต้องร่วมมือกับใคร
วางแผนภาพใหญ่ให้เชียงรายเป็นปลายทางในยุคคมนาคมใหม่ โดยยึดอัตลักษณ์จังหวัด ไม่ปล่อยให้เทศกาลกระจัดกระจายจนขาดแบรนด์

บทสรุป เชียงรายต้องใช้ปีที่ยังโตเป็นจังหวะปรับโครงสร้าง ไม่ใช่รอให้ตัวเลขตกก่อน

ตัวเลขท่องเที่ยวเดือนมกราคม 2569 บอกว่าเชียงรายยังแข็งแรง แต่ตัวเลขภูมิอากาศบอกว่าโลกกำลังเปลี่ยนกติกา และกติกาใหม่นี้ไปกระทบทั้งกาแฟและฤดูกาลท่องเที่ยวพร้อมกัน

ในอีก 25 ปีข้างหน้า ความท้าทายอาจไม่ได้อยู่ที่ “ทำอย่างไรให้คนมาเยอะ” แต่อยู่ที่ “ทำอย่างไรให้เชียงรายยังเป็นเชียงราย” ในโลกที่ร้อนขึ้น ฝุ่นมากขึ้น และฤดูกาลไม่นิ่งเหมือนเดิม

ถ้าเชียงรายเริ่มวันนี้ด้วยการยกระดับกาแฟให้ทนร้อนขึ้น ยกระดับท่องเที่ยวให้ขายได้ทั้งปี และยกระดับเทศกาลให้มีเอกลักษณ์ของจังหวัดที่ชัดและต่อเนื่อง เมืองจะไม่ต้องเลือกว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองทางผ่าน เพราะโครงสร้างใหม่จะทำให้เชียงราย “เป็นปลายทางที่คนตั้งใจมา” แม้โลกจะร้อนขึ้นก็ตาม

สถิติสำคัญที่อ้างอิงจากข้อมูลที่แนบและแหล่งสาธารณะ

กลุ่มข้อมูลภูมิอากาศและกาแฟ

  • ประเทศผู้ผลิตกาแฟ 5 อันดับแรกของโลก เผชิญจำนวนวันร้อนที่ทำร้ายกาแฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 57 วันต่อปีจากภาวะโลกร้อน และรวมกันผลิตกาแฟราว 75 เปอร์เซ็นต์ของโลก
  • ไทยและเชียงรายมีจำนวนวันร้อนเกินเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกาแฟในระดับสูง โดยมีสัดส่วนวันที่เพิ่มจากภาวะโลกร้อนเด่นชัด จากการวิเคราะห์ช่วงปี 2021 ถึง 2025
  • แนวโน้มระยะยาวหลายแหล่งชี้ว่าพื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟอาจลดลงมากในช่วงก่อนปี 2050

กลุ่มข้อมูลท่องเที่ยวเชียงราย

  • เชียงราย เดือนมกราคม 2569 ผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน รายได้ 6,008.61 ล้านบาท อัตราเข้าพัก 95.26 เปอร์เซ็นต์ ตลาดต่างชาติเติบโตเร็วทั้งคนและรายได้
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงรายทั้งปี 2568 ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและสถาบันการศึกษา ระบุจำนวนนักท่องเที่ยวรวมและรายได้รวมในระดับสูง โดยมีฐานตลาดไทยเป็นหลัก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เขียนโดย : กันณพงศ์ ก.บัวเกษร
  • เรียบเรียงโดย : มนรัตน์ ก.บัวเกษร
  • Climate Central บทวิเคราะห์และเอกสารเผยแพร่เรื่อง coffee harming heat จากข้อมูลอุณหภูมิช่วงปี 2021 ถึง 2025 และการประเมินผลของภาวะโลกร้อนต่อจำนวนวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส
  • ข้อมูลผู้เยี่ยมเยือนและรายได้จังหวัดเชียงราย เดือนมกราคม 2569 อ้างอิงจากชุดข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียมและแนวทางรายงานของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • สถิติท่องเที่ยวเชียงราย ปี 2568 อ้างอิงจากข้อมูลที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแหล่งเผยแพร่ที่อ้างถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • บทวิเคราะห์และรายงานสาธารณะเกี่ยวกับความเสี่ยงพื้นที่เพาะปลูกกาแฟในระยะยาวถึงช่วงก่อนปี 2050 จากสำนักข่าวและองค์กรสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ
  • NetZeroCarbon
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME