Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เชียงรายดีเดย์ 1-3 มี.ค. 69 จัดงาน 2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง ดันเศรษฐกิจดอย

2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า เชียงรายปักหมุดไหว้สาพระธาตุดอยตุง 2569 ดันศรัทธาเป็นซอฟต์พาวเวอร์ กระจายเศรษฐกิจชุมชนบนดอย

เชียงราย,21 กุมภาพันธ์ 2569 – สายลมปลายหนาวเหนือยอดดอยตุงมักพาเรื่องเล่ากลับมาเสมอ เรื่องเล่าของเส้นทางจาริกที่คนรุ่นก่อนเคยก้าวด้วยเท้าเปล่า เรื่องเล่าของธงตุงที่เคยปลิวเป็นสัญลักษณ์กำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องเล่าของพระบรมสารีริกธาตุที่ชาวล้านนายกไว้เป็นหัวใจของศรัทธา

ปี 2569 จังหวัดเชียงรายกำลังทำให้เรื่องเล่านั้น “จับต้องได้” อีกครั้ง ผ่านงานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ภายใต้แนวคิด “2008 ปีสืบมา หกเป็งล่องฟ้า ไหว้สาพระธาตุดอยตุง” ซึ่งกำหนดจัดกิจกรรมหลักระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 มีนาคม 2569 และมีกิจกรรมต่อเนื่องในพื้นที่วัดศาลาเชิงดอยถึงวันที่ 7 มีนาคม ตามรายละเอียดที่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในตัวเมืองเชียงรายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่น่าจับตาในปีนี้ ไม่ได้อยู่เพียงความคึกคักของงานบุญประจำปี หากอยู่ที่ “โจทย์ใหม่” ของเชียงรายในการใช้ทุนวัฒนธรรมเป็นแรงส่งทางเศรษฐกิจ โดยยังรักษาแก่นของศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมไว้ให้มั่นคง

แถลงข่าวกลางเมือง ก่อนขยับสู่ยอดดอย

บรรยากาศการแถลงข่าววันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานจริงใจ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย สะท้อนความพยายามของจังหวัดในการสื่อสารงานประเพณีให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้มาเยือนมากขึ้น โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายประสงค์ หล้าอ่อน เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนเข้าร่วม

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีผู้ร่วมให้ข้อมูลหลัก 3 หน่วยงาน ได้แก่ ฝ่ายบริหารจังหวัด ฝ่ายวัฒนธรรม และฝ่ายส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยสาระสำคัญชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า งานประเพณีปี 2569 จะยืนอยู่บนฐานศรัทธา แต่จะสื่อสารด้วยภาษาของยุคสมัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่ “เข้าใจและอยากมาร่วม” ไม่ใช่เพียง “รับรู้ว่ามี”

พระธาตุดอยตุงในหน้าประวัติศาสตร์ล้านนา และตำนานที่ทำให้ศรัทธาไม่เคยเก่า

ความสำคัญของพระธาตุดอยตุงไม่ได้เป็นเพียงการเป็นจุดหมายปลายทางบนภูเขา หากเป็น “สัญลักษณ์การตั้งหลัก” ของความเชื่อและประวัติศาสตร์ในพื้นที่เชียงรายและล้านนา

ฐานข้อมูลภาครัฐด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติระบุตำนานว่า เดิมบริเวณพระธาตุดอยตุงมีชื่อว่า “ดอยดินแดง” และในสมัยพระเจ้าอุชุตะราช รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์สิงหนวัต ผู้ครองนครโยนกนาคนคร เมื่อปี พ.ศ. 1452 พระมหากัสสปได้นำพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระรากขวัญเบื้องซ้ายมาถวาย จากนั้นมีการสร้างพระสถูปและใช้ “ตุง” หรือธงเป็นสัญลักษณ์กำหนดพื้นที่ จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “ดอยตุง” ในเวลาต่อมา

ข้อมูลเดียวกันยังกล่าวถึงการสืบต่อในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราชที่มีการสร้างพระสถูปอีกองค์หนึ่งตั้งคู่กัน และชาวเชียงรายมีประเพณีเดินขึ้นดอยบูชาพระธาตุเป็นประจำทุกปี

การยกเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ขึ้นมาในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการบอกเล่าความเก่าแก่ หากเป็นการทำให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า งานบุญครั้งนี้มีราก และรากนั้นกำลังถูกต่อยอดอย่างระมัดระวัง

น้ำสรงพระราชทาน และความหมายของพิธีที่โยงใจคนทั้งจังหวัด

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ข้อมูลระบุ คือการมีน้ำสรงพระราชทาน รวมถึงผ้าห่มพระธาตุพระราชทานและผ้าไตรพระราชทาน เพื่อใช้ประกอบพิธี ซึ่งในเชิงสังคมวัฒนธรรมถือเป็น “น้ำหนักทางจิตใจ” ที่ทำให้การรวมตัวของผู้คนมีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะในบริบทที่ประเพณีเป็นพื้นที่เชื่อมโยงคนหลายรุ่นและหลายชุมชนเข้าหากัน

อย่างไรก็ดี ในมิติข่าวสารสาธารณะ ประเด็นนี้ควรถูกนำเสนอด้วยความสำรวมและยึดถ้อยคำเชิงพิธีการ ไม่ขยายความเกินข้อเท็จจริง เพื่อคงความเหมาะสมของเนื้อหาและมาตรฐานวิชาชีพ

โครงเรื่องสามวัน ที่ออกแบบให้ศรัทธาเดินไปพร้อมชีวิตสมัยใหม่

เมื่อพิจารณารายละเอียดกิจกรรม งานปี 2569 ถูกออกแบบให้ “มีจังหวะ” ชัดเจน เริ่มจากกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย ขยับสู่พิธีกรรมแกนกลาง และปิดท้ายด้วยขบวนศรัทธาระดับจังหวัด

วันที่ 1 มีนาคม 2569 เปิดงานด้วยวิ่งและปั่น 2008 ปีสืบสาน

กิจกรรม “วิ่งและปั่น 2008 ปีสืบสาน สู่ลานพระธาตุดอยตุง” ถูกกำหนดเป็นประตูบานแรกของงาน โดยข้อมูลระบุระยะทางวิ่ง 17.5 กิโลเมตร และปั่นจักรยาน 23 กิโลเมตร เปิดรับผู้สมัคร 1,000 คน

นัยสำคัญของกิจกรรมนี้ คือการทำให้ “ศรัทธา” ถูกตีความใหม่ในภาษาสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอาจเริ่มต้นด้วยการมาวิ่งหรือปั่น แล้วค่อยเดินเข้าสู่พิธีกรรมตามจังหวะของตนเอง นี่คือวิธีทำให้ประเพณีไม่ถูกแช่แข็งอยู่ในพิธีการ แต่ยังคงอยู่ในชีวิตร่วมสมัย

วันที่ 2 มีนาคม 2569 ธรรมยาตรา น้ำทิพย์ และขบวนเชิญน้ำสรง

วันที่สองถูกวางให้เป็น “แกนกลางทางจิตวิญญาณ” ของงาน โดยกำหนดกิจกรรมธรรมยาตราเริ่มเวลา 05.00 น. เป็นการเดินจาริกจากอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยที่วัดศาลาเชิงดอย ไปตามเส้นทางเดินเท้าสู่พระธาตุดอยตุง

หลังจากนั้นมีพิธีตักน้ำ ณ บ่อน้ำทิพย์ เพื่อเตรียมใช้ในพิธีสรงน้ำ และมีขบวนเชิญน้ำสรงพระราชทานและสิ่งของพระราชทานเข้าสู่พื้นที่พิธี ก่อนพิธีเจริญพระพุทธมนต์และสวดเบิกสมโภชในช่วงเวลา 18.00 น.

ในเชิงการเล่าเรื่อง นี่คือวันที่ศรัทธาถูกแปลเป็น “การเดิน” และ “การรอคอย” ผู้ร่วมงานจำนวนมากไม่ได้มองหาความสะดวกสบายเป็นอันดับแรก แต่มองหาโอกาสได้อยู่ใกล้ความหมายทางใจ การเดินตั้งแต่ยามเช้าจึงไม่ใช่ความเหนื่อย แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ขบวน 18 อำเภอ ฟ้อนเล็บ ขบวนชาติพันธุ์ และพิธีสรงน้ำหัวใจของงาน

วันสุดท้ายคือวันที่ภาพของเชียงรายทั้งจังหวัด “เดินขึ้นดอยพร้อมกัน” ตามข้อมูลระบุว่ามีกิจกรรมทำบุญตักบาตรเวลา 05.00 น. พิธีบวงสรวงเวลา 07.00 น. และเริ่มขบวนเครื่องสักการะตามจารีตล้านนาจาก 18 อำเภอ พร้อมขบวนฟ้อนเล็บเชียงรายและขบวนชาติพันธุ์ในเวลา 08.00 น.

จากนั้นมีพิธีสืบชะตาหลวงล้านนาเวลา 09.00 น. และพิธีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงเวลา 09.39 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานในพิธีตามกำหนดการที่แนบมา

นัยสำคัญของวันนี้ คือการทำให้ “ความหลากหลาย” กลายเป็น “ความพร้อมเพรียง” เพราะขบวนจาก 18 อำเภอไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ หากเป็นการสื่อสารว่าเชียงรายมีศรัทธาร่วมกัน แม้ผู้คนจะมีภูมิหลังต่างกัน และในมิติการท่องเที่ยว นี่คือภาพที่สร้างแรงดึงดูดสูง เพราะเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถจำลองได้ในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป

กิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม โจทย์สำคัญคือทำให้เม็ดเงินถึงมือรายย่อย

ข้อมูลระบุว่าระหว่างวันที่ 1 ถึง 7 มีนาคม 2569 จะมีกิจกรรมต่อเนื่อง ณ วัดศาลาเชิงดอย ทั้งการจำหน่ายสินค้าชุมชน อาหารพื้นถิ่น การแสดง และกิจกรรมทางศาสนาบางส่วน

หากมองในมุมเศรษฐกิจชุมชน นี่คือ “จุดเชื่อม” ที่สำคัญ เพราะงานใหญ่บนยอดดอยมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และความจุ ขณะที่กิจกรรมต่อเนื่องด้านล่างสามารถทำหน้าที่รองรับผู้คน กระจายการใช้จ่าย และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีบทบาทมากขึ้น

โจทย์ของผู้จัดคือการรักษาสมดุล ระหว่างความคึกคักกับการจัดการจราจร ความปลอดภัย ความสะอาด และประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน เพราะเมื่อใดที่ประสบการณ์ถูกลดทอน ภาพจำของงานประเพณีจะเสียหายเร็วกว่าที่คิด

ท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในโลกจริง ต้องตอบคำถามเรื่องการเดินทางและความพร้อมของเมือง

การประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการมักทำให้ภาพงานงดงามในเชิงพิธีกรรม แต่สำหรับผู้อ่านข่าวเชิงลึก คำถามที่ตามมาคือ “เชียงรายพร้อมแค่ไหน” ในการรองรับคนจำนวนมากในเวลาใกล้กัน

ความพร้อมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงที่จอดรถหรือห้องน้ำ แต่รวมถึงการบริหารเส้นทางขึ้นดอยตุง การกำกับความปลอดภัยในช่วงเช้ามืดของธรรมยาตรา การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ และการสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจนต่อผู้มาเยือน

มุมนี้ไม่ใช่การตั้งข้อสงสัยเพื่อบั่นทอนงาน แต่เป็นการสะท้อนมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ที่ผู้คนคาดหวังให้ “ศรัทธาเดินคู่กับความปลอดภัย” และ “ประเพณีเดินคู่กับการจัดการที่ดี”

มิติซอฟต์พาวเวอร์ของเชียงราย เมื่อประเพณีไม่ใช่เพียงงานประจำปี

ในภาพใหญ่ งานพระธาตุดอยตุง 2569 มีส่วนประกอบที่พร้อมต่อยอดสู่ซอฟต์พาวเวอร์อย่างน้อย 4 มิติ

มิติแรกคือประวัติศาสตร์และเรื่องเล่า ที่มีรากชัดและมีแหล่งอ้างอิงได้ ทั้งตำนานการสร้างและการสืบทอดประเพณี

มิติที่สองคือศิลปะการแสดงและอัตลักษณ์ เช่น ฟ้อนเล็บเชียงรายและขบวนชาติพันธุ์ ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของผู้คนในจังหวัด

มิติที่สามคือกิจกรรมร่วมสมัย อย่างวิ่งและปั่น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงงานได้โดยไม่รู้สึกห่าง

มิติที่สี่คือเศรษฐกิจชุมชน ผ่านพื้นที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นและการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ซึ่งหากบริหารดีจะทำให้งานบุญไม่ใช่รายจ่ายของรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นเครื่องมือกระจายรายได้สู่คนตัวเล็กในพื้นที่

อย่างไรก็ดี ซอฟต์พาวเวอร์ที่ยั่งยืนต้องไม่เร่งเพียงภาพสวย แต่ต้องรักษาความจริงใจของชุมชนและความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ เมื่อใดที่งานถูกทำให้เป็นเพียงฉากถ่ายรูป ความหมายจะค่อย ๆ ถอยห่าง และศรัทธาจะเปราะบางกว่าที่คิด

สิ่งที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทำได้ทันที เพื่อร่วมงานอย่างรับผิดชอบ

ผู้จัดเชิญชวนให้ประชาชนร่วมงานพร้อมเพรียงกัน ขณะที่ผู้ร่วมงานเองสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานงานได้ด้วยพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ส่งผลจริง

วางแผนการเดินทางล่วงหน้าและติดตามประกาศเส้นทางหรือจุดจอดรถจากช่องทางทางการของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เคารพพื้นที่ศาสนสถาน แต่งกายสุภาพ และลดพฤติกรรมที่รบกวนพิธีกรรม โดยเฉพาะช่วงพิธีสำคัญตอนเช้า

สนับสนุนสินค้าชุมชนอย่างพอดี ไม่ต่อราคาจนกระทบรายย่อย และช่วยกันรักษาความสะอาดเพื่อลดภาระการจัดการขยะบนพื้นที่สูง

หากพาผู้สูงอายุหรือเด็กเล็กมาร่วมงาน ควรหลีกเลี่ยงช่วงแออัดจัดและเตรียมอุปกรณ์จำเป็น เพราะสภาพอากาศบนดอยเปลี่ยนเร็ว

ศรัทธาที่ไม่เคยเก่า และโจทย์ใหม่ของเชียงรายในปี 2569

งานนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุงประจำปี 2569 กำลังสะท้อนภาพเชียงรายที่พยายามเดินสองทางพร้อมกัน คือรักษารากศรัทธาที่สืบทอดมายาวนาน และยกระดับงานประเพณีให้ตอบโจทย์ผู้คนในยุคใหม่

เรื่องเล่าของดอยตุงในตำนานที่โยงกับพระเจ้าอุชุตะราชและการสร้างพระสถูป จนเกิดชื่อดอยตุงจาก “ตุง” หรือธง ย้ำว่าศรัทธาในพื้นที่นี้มีรากลึกและมีความหมายทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายได้ ขณะเดียวกัน รายละเอียดกิจกรรม 1 ถึง 3 มีนาคม และกิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม กำลังบอกว่าเชียงรายต้องการให้ศรัทธาเป็นพลังร่วมสมัย ทั้งในมิติสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่างานจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่คือเชียงรายจะทำให้งานยิ่งใหญ่นั้น “ลงถึงคน” ได้มากแค่ไหน ลงถึงชุมชน ลงถึงผู้ประกอบการรายย่อย และลงถึงความรู้สึกของผู้มาเยือนว่าได้กลับบ้านทางใจ แม้จะมาเพียงสามวันบนยอดดอย

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • รายละเอียดกำหนดการและสาระการแถลงข่าว งานสืบสานประเพณีนมัสการและสรงน้ำพระธาตุดอยตุง ประจำปี 2569 อ้างอิงจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมา ซึ่งระบุการแถลงข่าววันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 และกำหนดจัดงานวันที่ 1 ถึง 3 มีนาคม 2569 รวมถึงกิจกรรมต่อเนื่องถึง 7 มีนาคม
  • ข้อมูลตำนานและประวัติพื้นฐานเกี่ยวกับดอยตุงและพระธาตุดอยตุง อ้างอิงจากฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม หน้า “ดอยตุง” ซึ่งระบุปี พ.ศ. 1452 และที่มาของชื่อดอยตุงจากคำว่า ตุง
  • สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

  • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
  • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
  • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

  • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
  • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
  • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
  • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

สรุปภาพรวม

การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

  • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
  • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

เปิดภาพประทับใจ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ชูชีพ พงษ์ไชย สวมบทเด็กวัดเดินเท้าตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายรับปีใหม่ 2569

ผู้ว่าฯ ขะโยม” แสงแรกแห่งรอยยิ้มเจียงฮาย ผู้นำจังหวัดสวมบทเด็กวัดเดินเท้าประกบพระรัตนมุนี ตักบาตรแวดเวียงรับปีใหม่ 2569 เคียงขบวนราชรถบุษบก 9 คันกลางถนนธนาลัย

เชียงราย, 1 มกราคม 2569 – เช้าวันปีใหม่ที่ถนนธนาลัยใจกลางเมืองเชียงรายไม่ได้มีเพียงแสงแรกของปี 2569 ที่ทอดตัวลงบนย่านเมืองเก่า หากยังปรากฏภาพ “ผู้นำจังหวัด” ที่เลือกจะวางบทบาททางการบริหารไว้ชั่วคราว แล้วหันมาสวมบท “ขะโยม” หรือเด็กวัด เดินเท้าประกบข้างองค์พระรัตนมุนี คอยรับสิ่งของจากบาตรพระตลอดเส้นทางตักบาตรแวดเวียงเจียงฮาย สร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมพิธีจำนวนมาก

ภาพของนายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ในชุดลำลองเรียบง่าย เดินเคียงข้างพระสงฆ์กลางขบวนราชรถบุษบก 9 คัน และพระสงฆ์รวม 94 รูป ท่ามกลางประชาชนที่แต่งกายสุภาพถือข้าวปลาอาหารดอกไม้ธูปเทียนรอใส่บาตรตลอดแนวถนนธนาลัย กลายเป็น “ภาพจำ” แรกของปีใหม่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ–ศรัทธา–ชุมชน ในแบบฉบับเชียงรายได้อย่างชัดเจน

แวดเวียงเจียงฮาย พิธีบุญรับศักราชใหม่กลางเมืองเก่า

บรรยากาศยามเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 ณ บริเวณถนนธนาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของเทศบาลนครเชียงราย เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนที่ทยอยเดินทางมาจับจองพื้นที่สองฝั่งถนนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพื่อเตรียมร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ภายใต้การจัดงานของเทศบาลนครเชียงราย นำโดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย และคณะผู้บริหารท้องถิ่น

พิธี “อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ แวดเวียงเจียงฮาย” และทำบุญตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ประจำปี 2569 ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงมิติศรัทธาทางพุทธศาสนากับอัตลักษณ์วัฒนธรรมล้านนา โดยเทศบาลนครเชียงรายได้อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จาก 9 วัดสำคัญในพื้นที่ มาประดิษฐานบนราชรถบุษบกศิลปะล้านนา 9 คันที่รังสรรค์อย่างวิจิตรงดงาม ก่อนเคลื่อนขบวนบนถนนธนาลัย

เส้นทางแวดเวียงเริ่มตั้งแต่แยกสุริวงศ์ไปจนถึงสี่แยกศาลจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) กลายเป็น “สายบุญกลางเมือง” ที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้มีโอกาสร่วมใส่บาตรพระสงฆ์จำนวน 94 รูป ที่นิมนต์มารับบิณฑบาตตลอดแนวถนน การจัดวางราชรถบุษบกสลับกับแถวพระสงฆ์ ทำให้ทั้งถนนกลายเป็นเวทีศิลปะศรัทธาในบรรยากาศที่สงบ งดงาม และสมเกียรติวันขึ้นปีใหม่

ราชรถบุษบก 9 คัน ศิลปะ–ศรัทธาที่เคลื่อนที่ไปกับเมือง

แม้พิธีตักบาตรวันปีใหม่จะเป็นที่คุ้นเคยในหลายจังหวัด แต่สิ่งที่ทำให้เชียงรายโดดเด่น คือการนำ “ราชรถบุษบก” ศิลปะล้านนาที่เทศบาลนครเชียงรายร่วมกับช่างท้องถิ่นสร้างสรรค์ต่อเนื่องยาวนานหลายปี มาประกอบในพิธีกรรมเชิงพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ

ราชรถทั้ง 9 คัน แต่ละคันประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในสายศรัทธาของชาวเชียงรายและชุมชนรอบข้าง การเคลื่อนขบวนไปตามถนนธนาลัยจึงไม่ใช่เพียงการแห่องค์พระ แต่เป็นการ “พาพระออกมาพบประชาชน” ในพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองเก่า เสมือนการนำรากเหง้าทางจิตวิญญาณของชุมชนออกมาเชื่อมกับวิถีชีวิตสมัยใหม่

การที่ประชาชนสามารถกราบ สรงน้ำ หรือถวายดอกไม้บูชาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปยังวัดแต่ละแห่ง ถือเป็นการลดระยะห่างระหว่างชุมชน–วัด–เมือง ในขณะที่ตัวราชรถบุษบกเองก็ทำหน้าที่เป็น “ห้องแสดงศิลปะเคลื่อนที่” ให้คนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวได้สัมผัสความวิจิตรของลวดลายล้านนาอย่างใกล้ชิด โดยไม่ต้องเข้าชมในพิพิธภัณฑ์หรือพิธีเฉพาะกิจเท่านั้น

ผู้ว่าฯ ขะโยม” ผู้นำจังหวัดในบทบาทเด็กวัด

ท่ามกลางขบวนราชรถบุษบกและพระสงฆ์ 94 รูป สิ่งที่สะดุดตาผู้ร่วมงานจำนวนมากในปีนี้ คือภาพของ “เด็กวัด” ที่เดินประกบข้างพระสงฆ์ผู้ใหญ่ คอยรับสิ่งของจากบาตรเพื่อแบ่งเบาภาระ ด้วยท่าทีคล่องแคล่วและไม่ถือตัว

เมื่อมองใกล้ๆ จึงพบว่า “เด็กวัด” คนดังกล่าว คือ นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายชูชีพไม่ได้เพียงมาร่วมพิธีในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หากแต่เลือกลงมา “ทำหน้าที่” ในระบบวัดฐานะ “ขะโยม” หรือเด็กวัด ตามสำนวนภาษาถิ่นล้านนา

คำว่า “ขะโยม” ในบริบทล้านนา หมายถึงเด็กวัดหรือศิษย์วัดผู้คอยช่วยเหลือพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นการถือสัมภาระ เดินประกบขณะบิณฑบาต จัดเตรียมของใช้ในพิธี หรือช่วยอุปถัมภ์ดูแลกิจการเบื้องต้นของวัด การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลือกสวมบท “ขะโยม” จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจนว่า “ผู้นำพร้อมจะเริ่มจากจุดที่ต่ำที่สุดในโครงสร้างของพิธีกรรม เพื่อทำงานร่วมกับพระและประชาชน”

ไม่เพียงเท่านั้น เกร็ดที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ร่วมงาน คือก่อนหน้าที่จะมาปรากฏตัวบนถนนธนาลัยในบทบาท “ขะโยม” ช่วงเช้าเวลาไล่เลี่ยกัน นายชูชีพยังได้ไปร่วมกิจกรรม “วิ่งรับแสงแรกแห่งปี 2026” ที่อำเภอเวียงชัย ตั้งแต่เวลาประมาณตี 4 แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบ “ผู้นำสายสปอร์ต” ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพควบคู่กับงานสาธารณะ

เมื่องานวิ่งสิ้นสุดลง ผู้ว่าฯ ก็เปลี่ยนบทบาทจากนักกีฬา มาเป็น “ศิษย์วัด” เดินเท้าประกบข้างพระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย ทำหน้าที่คอยรับของจากบาตรพระที่ประชาชนใส่ขึ้นมามอบต่อให้พระสงฆ์ ด้วยความตั้งใจตลอดเส้นทาง โดยไม่ถือตัวหรือเว้นระยะห่างจากประชาชน

ผู้นำ–ประชาชน–พระสงฆ์ สามมิติที่เชื่อมกันบนถนนธนาลัย

ในมุมวิเคราะห์เชิงสังคม การที่ผู้นำฝ่ายปกครองระดับจังหวัดลงมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเด็กวัดระหว่างพิธีกรรมทางศาสนา ทำให้ “ระยะห่างเชิงอำนาจ” ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนจำนวนมากที่มารอตักบาตรเล่าว่า รู้สึก “เอ็นดู” และ “อบอุ่นใจ” เมื่อเห็นผู้ว่าฯ ถือถุงของ ปรับบาตร ดูแลพระสงฆ์ในแบบเดียวกับเด็กวัดหรือศิษย์วัดที่คุ้นเคยในวิถีชีวิตชนบทล้านนา

มิติแรก จึงเป็นมิติของ “ความใกล้ชิด” – ผู้ว่าฯ ไม่ได้ยืนห่างอยู่บนเวทีหรือแถวหน้าพิธีเท่านั้น หากแต่เดินปะปนอยู่ในแถวพระและประชาชนอย่างเท่าเทียม ทำให้ภาพจำของผู้นำไม่ใช่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐในเครื่องแบบ แต่เป็น “คนในชุมชน” ที่ลงมาช่วยงานวัดด้วยตัวเอง

มิติที่สอง คือมิติของ “การสืบสานอัตลักษณ์ล้านนา” – การเรียกผู้ว่าฯ ในบทบาทนี้ว่า “ผู้ว่าฯ ขะโยม” กลายเป็นคำเรียกที่สื่อถึงความผูกพันของผู้นำกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นกันเอง การใช้คำพื้นถิ่นในบริบทพิธีกรรม ยังทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าภาษา–วัฒนธรรมล้านนาสามารถอยู่ร่วมกับการบริหารสมัยใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

มิติที่สาม คือมิติของ “การเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” – สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ภาพผู้ว่าฯ เดินรับของจากบาตรข้างพระรัตนมุนีท่ามกลางราชรถบุษบก 9 คันและแถวพระสงฆ์ 94 รูป คือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายจากจังหวัดอื่น และมีศักยภาพจะถูกต่อยอดเป็นเรื่องเล่า–ภาพถ่าย–สื่อออนไลน์ ที่ช่วยสร้าง “ซอฟต์พาวเวอร์เชียงราย” ให้เข้าถึงคนกลุ่มกว้าง

พิธีตักบาตรปีใหม่ พิธีกรรมที่สะท้อนทุนทางสังคมเชียงราย

แม้ในปี 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญโจทย์ท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในบางภูมิภาค แต่พิธีตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ที่ถนนธนาลัยสะท้อนให้เห็นว่า “ทุนทางสังคม” ของเชียงรายยังคงแข็งแรง

การมีทั้งภาคราชการส่วนภูมิภาค (จังหวัดเชียงราย) และส่วนท้องถิ่น (เทศบาลนครเชียงราย) ร่วมกันจัดงานอย่างเป็นระบบ ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย ที่นำโดยพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ รวมถึงการตอบรับของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารอร่วมพิธีจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและการประสานงานเชิงเครือข่ายที่สืบเนื่องมาหลายปี

แม้จะไม่มีการระบุตัวเลขจำนวนผู้ร่วมงานอย่างเป็นทางการ แต่จากภาพรวมของสองฝั่งถนนธนาลัยที่เต็มไปด้วยแถวประชาชนตลอดเส้นทาง ก็เพียงพอจะทำให้เห็นว่า “พิธีบุญปีใหม่” ยังเป็นกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้คนในเมืองเชียงราย ทั้งในมิติศาสนา ความเชื่อ และความหวังต่ออนาคต

พิธีบุญเชิงสัญลักษณ์ในเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

หากมองผ่านเลนส์ของข่าวเชิงลึก เหตุการณ์ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ในพิธีตักบาตรแวดเวียงเจียงฮายสามารถถอดบทเรียนได้หลายประการ

หนึ่ง เชียงรายกำลังใช้ “งานประเพณี–พิธีกรรมทางศาสนา” เป็นกลไกเสริมสร้างเอกลักษณ์เมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวที่คนจำนวนมากมองหาประสบการณ์แท้จริงในพื้นที่ มากกว่ากิจกรรมบันเทิงเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว

สอง บทบาทของผู้นำจังหวัดในฐานะ “ขะโยม” เป็นการสื่อสารทางสังคมที่ทรงพลัง โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำมาก การลงมือทำหน้าที่เล็กๆ ในระบบวัดของผู้ว่าฯ ทำให้แนวคิด “ผู้นำที่เข้าถึงง่ายและทำงานร่วมกับชุมชน” ถูกมองเห็นและจับต้องได้จริง

สาม ความร่วมมือระหว่างจังหวัด–เทศบาล–คณะสงฆ์ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในเมือง เช่น ถนนธนาลัย วัดสำคัญ ราชรถบุษบก แปรเปลี่ยนเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่สร้างทั้งความศรัทธา ความภาคภูมิใจ และโอกาสทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

ในบริบทที่ผู้คนจำนวนมากยังมีความกังวลเกี่ยวกับความแออัด–ความปลอดภัย–ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยว การจัดรูปแบบงานที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมฟรี ใช้ทรัพยากรของเมืองที่มีอยู่เดิม และไม่เน้นความฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็น จึงเป็นตัวอย่างของ “กิจกรรมสาธารณะต้นทุนต่ำแต่คุณค่าสูง” ที่ตอบโจทย์ทั้งจิตใจและเศรษฐกิจในระดับชุมชน

แสงแรกของปีใหม่ จากภาพหนึ่งวันสู่ความหมายทั้งปี

เมื่อพิธีตักบาตรสิ้นสุดลง รถราชรถบุษบก 9 คันค่อยๆ เคลื่อนกลับฐาน วงแห่พระแวดเวียงเจียงฮายปิดฉากลงพร้อมกับแสงแดดสายที่เริ่มร้อนขึ้น แต่สำหรับหลายคน ภาพของเช้าวันที่ 1 มกราคม 2569 บนถนนธนาลัยจะยังคงอยู่ในความทรงจำอีกนาน

สำหรับชาวเชียงราย นี่อาจเป็นอีกหนึ่งปีที่เมืองของตนเริ่มต้นด้วย “ความพร้อมเพรียง” ของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำระดับจังหวัด ผู้นำท้องถิ่น คณะสงฆ์ ไปจนถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาร่วมสร้างบุญร่วมกันบนพื้นที่สาธารณะ

สำหรับผู้มาเยือน เชียงรายไม่ได้มีเพียงภูเขา หมอก หรือวัดดังเท่านั้น หากยังมี “พิธีกรรมรายทาง” ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิธีที่ผู้คนในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ใช้ศรัทธาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันและกัน

และสำหรับ “ผู้ว่าฯ ขะโยม” ภาพที่เดินเคียงข้างพระรัตนมุนี คอยรับของจากบาตรท่ามกลางเสียงสาธุและรอยยิ้มของผู้คน อาจกลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่สะท้อนว่า การเป็นผู้นำในยุคนี้ ไม่ได้วัดกันที่ระยะห่างจากประชาชน แต่บางครั้งวัดกันที่ “ก้าวเล็กๆ ในฐานะคนตัวเล็กที่สุดในระบบ” ที่กล้าก้าวลงมาทำจริง

ในท้ายที่สุด เชียงรายจึงไม่ได้เพียงเปิดศักราชใหม่ด้วยพิธีตักบาตร หากแต่เปิดด้วย “แสงแรกแห่งรอยยิ้มและความไว้วางใจ” ที่ส่งต่อจากถนนธนาลัยไปยังหัวใจของผู้คนทั้งเมือง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI CULTURE

ย้อนรอยตำนานสุมนมาลาการ สู่พิธีตักบาตรดอกไม้เมืองหนาวและมรดกศิลป์ 9 ราชรถบุษบกเมืองเชียงราย

พลังศรัทธางานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 ชูพิธีตักบาตรดอกไม้และราชรถบุษบกขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงราย, 30 ธันวาคม 2568 – ท่ามกลางสายลมหนาวปลายปีและทิวดอกไม้เมืองหนาวนับล้านดอกที่ผลิบานริมฝั่งแม่น้ำกก “งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22” มิได้เป็นเพียงเทศกาลท่องเที่ยวถ่ายภาพยอดนิยม หากยังกลายเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนพลังศรัทธาทางพระพุทธศาสนาควบคู่ไปกับความวิจิตรของศิลปกรรมล้านนา ผ่าน “พิธีตักบาตรดอกไม้หนึ่งเดียวในล้านนา” และ “ขบวน 9 ราชรถบุษบก” ที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า คือมรดกทางวัฒนธรรมและศิลป์ร่วมสมัยอันทรงคุณค่า ที่มีศักยภาพจะต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับนานาชาติในอนาคตอันใกล้

พิธีใหญ่ดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ณ สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย สถานที่จัดงานหลักของเทศกาล โดยมี นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายรุจติศักดิ์ รังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางรัตนา จงสุทธานามณี ที่ปรึกษาเทศบาลนครเชียงราย คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างเนืองแน่น บริเวณลานหาดทรายริมแม่น้ำกกจึงกลายเป็น “ลานบุญ” ที่เชื่อมประเพณีดั้งเดิมกับภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองแห่งศิลปะและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืน

จากตำนาน “นายสุมนมาลาการ” สู่พิธีตักบาตรดอกไม้เมืองหนาว รากเหง้าศรัทธาที่ถูกตีความใหม่ในแบบเชียงราย

พิธีตักบาตรดอกไม้ของชาวเชียงรายในวันนี้ มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา หากสืบเนื่องจากคติความเชื่อในพระพุทธศาสนาเรื่อง “นายสุมนมาลาการ” มาลาการผู้ดูแลดอกไม้หลวงซึ่งมีศรัทธาแรงกล้า ยอมสละชีวิตตนเองเพื่อถวายดอกมะลิที่เตรียมไว้สำหรับพระราชา นำไปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแทน ตำนานดังกล่าวถูกยกย่องว่าเป็นตัวอย่างของการบูชาด้วยศรัทธาอันบริสุทธิ์ ไร้เงื่อนไขทางโลก

เชียงรายเลือกที่จะหยิบยืม “หัวใจ” ของตำนานมาสร้างพิธีกรรมใหม่ ให้สอดรับกับบริบทพื้นที่และฤดูกาล ดอกมะลิในตำนานจึงถูกแปลงเป็น “ดอกไม้เมืองหนาว” หลากสีสันที่กำลังบานเต็มที่ในช่วงเทศกาลปลายปี ไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป เบญจมาศ ซัลเวีย หรือดอกไม้ประดับเมืองหนาวพันธุ์ต่าง ๆ ที่เทศบาลนครเชียงรายปลูกประดับอย่างประณีตทั่วพื้นที่จัดงาน

ดอกไม้เหล่านี้จึงไม่ได้มีความหมายเพียงความสวยงามเพื่อการท่องเที่ยว แต่ถูกยกระดับให้เป็น “ดอกไม้บุญ” ที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจัดเตรียมมาเพื่อตักบาตร ถวายเป็นพุทธบูชา และร้อยรัดความศรัทธาของผู้คนต่างรุ่นวัยเข้าด้วยกัน

พิธีเช้าวันหนาว พระเถรานุเถระ 94 รูป และขบวนศรัทธาริมแม่น้ำกก

ในพิธีวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เทศบาลนครเชียงรายได้รับความเมตตาจากพระเถรานุเถระและพระผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงราย นำโดย พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา อำเภอเชียงแสน) พระรัตนมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระแก้วพระอารามหลวง พระครูขันติพลาธร รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย (เจ้าอาวาสวัดฝั่งหมิ่น) พระไพศาลประชาทร วิ. (พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส เจ้าอาวาสวัดห้วยปลากั้ง) พระภาวนารัตนญาณ วิ. (ครูบาอริยชาติ อริยจิตโต เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ) พระครูสุธีวรกิจ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย วัดพระสิงห์ พระครูบาชัยยาปัถพี จากสถานธรรมดอยดวงแก้วสัพพัญญู (อำเภอเวียงป่าเป้า) พร้อมด้วยพระสงฆ์และสามเณรรวมทั้งสิ้น 94 รูป เดินเรียงแถวเป็นขบวนรับบาตรท่ามกลางความสงบสำรวม

ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสุภาพ บางส่วนสวมชุดพื้นเมือง ผ้าซิ่นลายล้านนา ถือพานดอกไม้เมืองหนาวหลากสีในมือ เพื่อตักบาตรดอกไม้แทนข้าวสารอาหารแห้ง บรรยากาศเช้าวันนั้นจึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา หากยังเป็น “ฉากชีวิต” ที่สะท้อนสายใยระหว่างวัด ชุมชน และเมืองท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจน

พิธีตักบาตรดอกไม้ดังกล่าวจัดขึ้นอย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวคิด “ศรัทธาที่งดงามและเป็นระเบียบ” โดยเทศบาลนครเชียงรายจัดเตรียมพื้นที่ ตลอดจนจุดอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและความปลอดภัย เพื่อรองรับทั้งชาวเชียงรายและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาร่วมทำบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ในบรรยากาศเมืองดอกไม้

หัวใจของขบวน 9 ราชรถบุษบก มรดกศิลป์หนึ่งเดียวในล้านนาที่สร้างกว่า 20 ปี

สิ่งที่ทำให้พิธีในเชียงรายแตกต่างจากพื้นที่อื่นอย่างเด่นชัด คือ “ราชรถบุษบก 9 คัน” ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “หนึ่งเดียวในล้านนา” ทั้งในแง่จำนวน ความวิจิตร และความหมายเชิงสัญลักษณ์

ราชรถทั้ง 9 คันนี้ ใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ศิลปะเชียงแสน ซึ่งบรรพชนได้สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคต้นของอาณาจักรล้านนา และถือเป็นมรดกทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่ายิ่ง ขบวนราชรถได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ร่วมกันระหว่างเทศบาลนครเชียงรายกับศิลปินล้านนาหลายรุ่น ใช้ระยะเวลาพัฒนารวมกันยาวนานกว่า 20 ปี

ราชรถแต่ละคันถูกออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ของ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน อาทิ ลวดลายศิลปะเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา และแม่ฮ่องสอน โดยมีศิลปินชื่อดังระดับชาติและระดับล้านนาเข้ามามีบทบาทในการออกแบบเชิงแนวคิดและรายละเอียดเชิงช่าง เช่น แนวทางการใช้ลวดลายเทวดาปูนปั้น ศิลปะแบบไทใหญ่ และองค์ประกอบลายคำแบบล้านนาโบราณ

แหล่งข่าวจากเทศบาลนครเชียงราย เล่าถึงเบื้องหลังของโครงการนี้ว่า
“เราใช้เวลาเกือบ 10 ปี ในการสร้างราชรถแต่ละคันให้สมบูรณ์ที่สุด เพื่อให้ขบวนนี้เป็นมากกว่าการแห่พระ แต่คือการรวบรวมลมหายใจของช่างศิลป์ล้านนามาประดิษฐานไว้ในที่เดียว”

คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ราชรถบุษบกไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของพิธีกรรม แต่ถูกออกแบบให้เป็น “พิพิธภัณฑ์เคลื่อนที่” ที่แสดงพัฒนาการและความหลากหลายของศิลปกรรมล้านนาในช่วงเวลาร่วมสมัย ภายใต้รูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้จริงในพื้นที่สาธารณะ

มุมมองเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม จากพิธีบุญสู่กลไกขับเคลื่อนเมืองท่องเที่ยวเชียงราย

หากมองจากมิติทางเศรษฐกิจ งานเชียงรายดอกไม้งามและพิธีตักบาตรดอกไม้–แห่ 9 ราชรถบุษบก มิได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงศาสนาหรือวัฒนธรรม หากยังเป็น “สินทรัพย์เชิงวัฒนธรรม” ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ

จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวในปี 2567 ที่ผ่านมา จังหวัดเชียงรายมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยือนมากกว่า 6.1 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 37,000 ล้านบาท ทำให้เชียงรายกลายเป็นหนึ่งในจังหวัดหลักของภาคเหนือด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ไม่เพียงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างภูชี้ฟ้า ดอยแม่สลอง หรือดอยตุง เท่านั้น แต่ยังต่อยอดจุดแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมและงานเทศกาลให้เป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่

พิธีตักบาตรดอกไม้และการแสดงขบวนราชรถบุษบกในวันที่ 28 ธันวาคม ซึ่งจัดขึ้นก่อนคืนเคาท์ดาวน์ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ล่วงหน้า ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในเขตเทศบาลนครเชียงราย ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรถรับส่ง และธุรกิจบริการในย่านเมืองเก่า ข้อมูลจากผู้จัดงานระบุว่า ในช่วงวันดังกล่าว มียอดจองที่พักในเขตเมืองเชียงรายเต็มเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง “ศรัทธา–ศิลปะ–เศรษฐกิจ” ของเมืองได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ การมีขบวนราชรถบุษบกที่ออกแบบอย่างงดงาม ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางภาพลักษณ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ภาพนิ่งและวิดีโอของพิธีแห่พระและการตักบาตรดอกไม้ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ช่วยให้เชียงรายถูกจดจำไม่ใช่แค่ “เมืองชายแดน” หรือ “เมืองกาแฟ” แต่ยังเป็น “เมืองมงคลแห่งศิลปวัฒนธรรม” ที่สามารถนำเสนอเรื่องราวได้หลากมิติ

ทำอย่างไรให้ประเพณีไม่ถูกทิ้งไว้แค่ในภาพถ่าย

แม้งานประเพณีจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว แต่คำถามสำคัญที่ผู้จัดงานและชุมชนท้องถิ่นต้องเผชิญอยู่เสมอ คือ “จะทำอย่างไรให้ประเพณียังคงมีชีวิต และไม่กลายเป็นเพียงฉากประกอบการท่องเที่ยว?”

ในมุมนี้ งานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 พยายามออกแบบพิธีกรรมและกิจกรรมควบคู่กันไปอย่างมียุทธศาสตร์ โดยเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในหลายมิติ ทั้งในฐานะอาสาสมัครประสานงาน ผู้ร่วมขบวนถือดอกไม้ตักบาตร รวมถึงกลุ่มเยาวชนศิลปินที่มีโอกาสเรียนรู้จากช่างฝีมือล้านนาในการบูรณะและดูแลราชรถบุษบก

ภาพเยาวชนที่ยืนเรียงแถวถือดอกไม้หลากสีเคียงข้างผู้สูงอายุในพิธีตักบาตร จึงสะท้อนมากกว่าความสวยงาม หากยังเป็นสัญญาณของ “การส่งต่อมรดก” จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งในระดับโครงสร้างของชุมชน

นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวถึงหัวใจของการจัดงานในปีนี้ว่า
“ความงดงามของดอกไม้เป็นเพียงเปลือกนอก แต่เนื้อในที่แท้จริงของงานเชียงรายดอกไม้งามคือศรัทธาและภูมิปัญญา ราชรถบุษบกทั้ง 9 คันนี้คือตัวแทนความภาคภูมิใจที่เราต้องการส่งมอบให้ลูกหลาน เพื่อให้เขาเห็นว่าศิลปะล้านนาสามารถสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับบ้านเกิดได้จริง”

คำกล่าวนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของเมืองที่ไม่ได้มองงานประเพณีเป็นเพียงกิจกรรมประจำปี แต่เห็นว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม” ซึ่งต้องได้รับการดูแล บริหารจัดการ และต่อยอดไม่ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานด้านถนนหนทางหรือระบบคมนาคม

ก้าวต่อไป แห่พระแวดเวียงเจียงฮาย สานต่อบรรยากาศบุญรับปีใหม่ 2569

สำหรับผู้ที่พลาดเข้าร่วมพิธีตักบาตรดอกไม้ในวันที่ 28 ธันวาคม เทศบาลนครเชียงรายยังได้จัดพิธี “แห่พระแวดเวียงเจียงฮาย” ในวันที่ 1 มกราคม 2569 ต่อเนื่อง โดยจะอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานบนราชรถบุษบกทั้ง 9 คัน ออกจากพื้นที่สวนสาธารณะหาดนครเชียงราย แห่ไปรอบเขตเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะและประกอบพิธีทางศาสนา เป็นสิริมงคลรับศักราชใหม่

ขบวนแห่ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างพื้นที่จัดงานดอกไม้งามกับย่านเมืองเก่าเชียงราย ช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวสู่ถนนสายประวัติศาสตร์ ย่านวัดสำคัญ และย่านเศรษฐกิจในเมือง ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหารพื้นเมือง และธุรกิจชุมชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากเทศกาลในวงกว้างยิ่งขึ้น

ศิลปะ–ศรัทธา–เศรษฐกิจ สามเสาหลักของ “เมืองดอกไม้มงคล” แห่งล้านนาเหนือ

หากพิจารณาอย่างรอบด้าน พิธีตักบาตรดอกไม้และขบวน 9 ราชรถบุษบกในงานเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 22 มิได้เป็นเพียง “ภาพจำสวยงาม” ของเทศกาลปลายปี หากคือภาพสะท้อนการผสานกันของสามปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ศรัทธาทางพระพุทธศาสนา ที่หยิบยืมตำนานนายสุมนมาลาการมาปรับใช้ในบริบทเมืองดอกไม้
  2. ศิลปะและภูมิปัญญาล้านนา ที่ถูกรวบรวมและถ่ายทอดผ่านราชรถบุษบก 9 คัน อันเป็นมรดกศิลป์ร่วมสมัยที่ยังมีลมหายใจ
  3. เศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ช่วยสร้างรายได้และงานให้กับคนในชุมชนอย่างจับต้องได้จริง

เมื่อทั้งสามเสาหลักยืนอยู่บนฐานการบริหารจัดการเมืองที่มองไกลกว่าการจัดงานปีต่อปี เชียงรายจึงมิได้เป็นเพียง “เมืองผ่าน” หากกำลังกลายเป็น “เมืองปลายทาง” ที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อสัมผัสทั้งธรรมชาติ ศิลปะ ศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง

ในวันที่แสงสุดท้ายของปีเก่าค่อย ๆ ลาลับริมฝั่งแม่น้ำกก เสียงระฆังจากวัดวาอารามในเมืองเชียงรายอาจดังผสานกับเสียงดนตรีจากเวทีเคาท์ดาวน์ แต่ท่ามกลางความคึกคักนั้น “ดอกไม้ในบาตร” และ “ราชรถบุษบก 9 คัน” ยังคงยืนอยู่เป็นสัญลักษณ์เตือนใจว่า เมืองนี้มิได้เติบโตด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังยืนอยู่บนรากเหง้าศรัทธาและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
CULTURE

ฤดูดอกดินในพะเยา ของดีปีละครั้งจากป่า สู่เมนู “ข้าวเหนียวดอกดิน” สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

พะเยาเข้าสู่ฤดู “ดอกดิน” จากครัวบ้านถึงครัวชุมชน สีม่วงจากป่าที่โผล่เพียงปีละครั้ง สู่เมนูเอกลักษณ์ “ข้าวเหนียวดอกดิน”

พะเยา, 21 กันยายน 2568 — เมื่อม่านฝนแรกคลอเคลียผืนป่าตามแนวเขาเหนือสุดของประเทศ ผืนดินในอำเภอดอกคำใต้ก็แย้มสัญญาณแห่งฤดูกาล—ดอกทรงกรวยก้านแดงอมม่วง “โผล่พ้นดิน” เป็นหย่อมเล็ก ๆ คล้ายฝากะทิ้งไว้กลางผืนใบไม้ชื้น นี่คือ “ดอกดิน” พืชป่าหายากที่มาเยือนชั่วคราวปีละครั้ง สร้างความคึกคักให้ชุมชนที่ต่างรู้คิวและรู้ทางเดินของตัวเองดี—ออกหาแต่เช้าตรู่ เก็บอย่างพอเพียง นำกลับบ้านไปปรุงอาหาร หรือแปรรูปเป็นเมนูที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ไปแล้วอย่าง “ข้าวเหนียวดอกดิน”

ภาพเช้าหลังฝนในดอกคำใต้จึงไม่ใช่แค่กิจกรรมเข้าป่าทั่วไป แต่เป็น “ฤดูเศรษฐกิจ-วัฒนธรรม” ของชุมชน เป็นวิถีที่เชื่อมโยงระหว่างคน ดิน และผืนป่า ผ่านพืชเล็ก ๆ ที่มีอายุบนดินเพียงไม่กี่สัปดาห์

ดอกดินคือใครในเชิงวิทยาศาสตร์ พืชเบียนที่รอฝนก่อนโผล่เหนือดิน

ข้อมูลเชิงวิชาการระบุว่า “ดอกดิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aeginetia indica L. อยู่ในวงศ์ Orobanchaceae มีลักษณะเป็นพืชเบียน (parasitic plant) ที่ไม่มีใบสีเขียว ไม่สังเคราะห์แสง แต่ใช้ชีวิตใต้ดินเกาะรากพืชเจ้าบ้าน (มักเป็นหญ้าหรือพืชใบแคบ) และจะชูช่อดอกขึ้นเหนือผิวดินในช่วงดินชื้นจัด โดยก้านดอกมีสีแดงอมม่วง ดอกตูมแน่น เมื่อบานจะเห็นกลีบสีม่วง-ชมพูอ่อน ลักษณะทางชีววิทยาเช่นนี้ทำให้ประชากรดอกดินขึ้นเป็นหย่อม ๆ เฉพาะจุด และปรากฏแก่สายตาเพียงช่วงสั้น ๆ ของปี จึงยิ่งเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าอย่างรู้จักเวลา

จากครัวบ้านสู่ครัวชุมชน ดอกดินในตำรับอาหารและสีธรรมชาติ

ดอกดินเข้าครัวเหนือมาเนิ่นนาน ทั้งในเมนูเรียบง่ายอย่างแกงดอกดิน ผัดดอกดินใส่ไข่ และแกงเลียง แต่สิ่งที่ทำให้ดอกคำใต้เป็นที่รู้จักกว้างขวางคือ “ข้าวเหนียวดอกดิน”—สีม่วงอ่อนชวนมอง กลิ่นหอมอ่อน ๆ และรสละมุนแบบข้าวใหม่ โดยวิธีทำที่ชาวบ้านเล่าต่อกันคือ นำดอกดินมาต้มคั้นให้ได้ “น้ำสีม่วงธรรมชาติ” แล้วจึงนำไปหุงกับข้าวเหนียวหรือข้าวขาว สีม่วงอ่อนเป็นเอกลักษณ์ของเมนู และยิ่งเด่นเมื่อรับประทานคู่กับกับข้าวพื้นบ้าน

สื่อสาธารณะเคยบันทึกภาพกระบวนการนี้ไว้อย่างชัดเจน ทั้งในรายการสารคดีชุมชนที่ถ่ายทอดวิถีไปจนถึงคลิปสั้นสาธิตการทำสีจากดอกดิน ซึ่งสะท้อนว่า อาหารจานนี้ไม่ได้เป็นแค่ “ของอร่อยตามฤดูกาล” แต่เป็น “อัตลักษณ์ชุมชน” ที่ผสานภูมิปัญญา การจัดการวัตถุดิบ และการสื่อสารของคนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน

อาหารคือยา” สรรพคุณในความเชื่อพื้นบ้านและข้อเท็จจริงที่ควรรู้

ในสายตาชาวบ้าน ดอกดินคือพืชสมุนไพรจากป่าที่ “กินแล้วมีกำลัง” บางตำรับพื้นบ้านยกให้ช่วยบำรุงเลือด แก้ร้อนใน หรือขับปัสสาวะ ความเชื่อและการใช้ประโยชน์ดังกล่าวปรากฏในคลังความรู้สมุนไพรและแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นหลายแห่ง ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีข้อมูลด้านองค์ประกอบเคมีของสกุลนี้และพืชวงศ์เดียวกันอยู่บ้าง เช่น การศึกษาฐานข้อมูลพืชมีประโยชน์เขตร้อนสรุปภาพรวมชีววิทยาและการใช้ประโยชน์ของ Aeginetia indica ในหลายประเทศเอเชีย อย่างไรก็ดี งานทบทวนเชิงคลินิกเฉพาะ “ดอกดินไทย” ยังมีไม่มากพอให้เคลมสรรพคุณทางการแพทย์อย่างชัดเจนในระดับมาตรฐานสาธารณสุข จึงควรยึดหลัก “กินเป็นอาหาร” มากกว่า “กินเป็นยา” และใช้ความระมัดระวังสำหรับผู้มีโรคประจำตัวหรือหญิงตั้งครรภ์

เศรษฐกิจชุมชนเมื่อฤดูดอกดินมา รายได้เสริมและโอกาสต่อยอด

ฤดูดอกดินในพะเยา—โดยเฉพาะดอกคำใต้—ไม่ใช่แค่ความคึกคักชั่วคราว แต่กลายเป็น “เครื่องมือ” สร้างรายได้เสริมให้ครัวเรือน เกิดการแบ่งงานกันในชุมชน ตั้งแต่คนออกหา คนคัด คนต้มน้ำสี คนหุงข้าวเหนียว ไปจนถึงการจัดจำหน่ายในตลาดชุมชนและออนไลน์ ผู้สูงวัยมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดภูมิปัญญาเรื่อง “เลือกเก็บเท่าใด เก็บอย่างไร ให้เหลือไว้ปีหน้า” ขณะคนรุ่นใหม่ช่วยสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ “ข้าวเหนียวดอกดิน” กลายเป็นสินค้าที่มี “เรื่องเล่า” ชัดเจน—ป่า ฝน ดิน วิถี และคน—ซึ่งตลาดยุคใหม่ให้คุณค่า

นักพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ลงพื้นที่พะเยามองว่า เมื่อสินค้ามีอัตลักษณ์ชัดและหายากตามฤดูกาล สามารถสร้าง “ความต้องการเชิงประสบการณ์” (experience demand) ได้ดี หากมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ สื่อสารแหล่งที่มา (provenance) และกำกับมาตรฐานความสะอาด-ปลอดภัยอย่างเหมาะสม โอกาสต่อยอดสู่ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร (culinary tourism)” ก็ยิ่งเห็นภาพ เช่น ทัวร์สั้น ๆ เรียนรู้การออกหาดอกดิน (บนฐานมารยาทป่าและข้ออนุญาตที่ถูกต้อง) การทำสีธรรมชาติ และการหุงข้าวเหนียวดอกดินชุดเล็กสำหรับนักท่องเที่ยว

หาอย่างไรไม่ให้ “ของดีปีละครั้ง” กลายเป็น “ของหายากขึ้นทุกปี”

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นย่อมพาความเสี่ยงเรื่อง “เก็บเกินกำลัง” และ “รุกพื้นที่หวงห้าม” นักพฤกษศาสตร์ไทยชี้ว่า Aeginetia indica เป็นพืชเบียนที่ขึ้นได้เมื่อเงื่อนไขระบบนิเวศเหมาะสม—ชั้นดิน ความชื้น เจ้าบ้าน—หากวงจรนี้ถูกรบกวน อาจทำให้ประชากรลดลงได้ การเก็บจึงต้องยึดหลัก “สั้น-น้อย-แบ่งปัน” (เก็บเฉพาะที่สมควร เก็บให้น้อยกว่าที่เจอเสมอ แบ่งพื้นที่ให้ธรรมชาติ) และ “ไม่รุกเข้าเขตอนุรักษ์/เขตห้ามเก็บ” ซึ่งหน่วยงานป่าไม้และเทศบาลท้องถิ่นต่างย้ำใช้กติกาชุมชนเป็นเครื่องมือแรก ก่อนยกระดับเป็นกฎหมายเมื่อจำเป็น

ชาวบ้านดอกคำใต้เองก็รับรู้โจทย์นี้ดี หลายหมู่บ้านมีกติกา “เว้นจุดเกิดใหม่” ไม่ตัดถอนทั้งกอ เลือกเก็บเฉพาะดอกที่เหมาะแก่การกิน และไม่ใช้เครื่องมือขุดลึกที่ทำลายรากและเชื้อใต้ดิน ซึ่งเป็นความรู้ปฏิบัติที่เกิดจากการอยู่ร่วมกับป่ามานาน

สีม่วงที่แต้มใจ ทำไม “ข้าวเหนียวดอกดิน” จึงติดตรึงฤดูกาล

ในเชิงประสบการณ์ผู้บริโภค “สี” และ “กลิ่น” คือความทรงจำที่ชัดเจน ข้าวเหนียวดอกดินมีสีม่วงอ่อนละเมียด ไม่จัดจ้านแบบสีจากดอกไม้อื่น ให้กลิ่นอ่อน ๆ คล้ายพืชป่า เมื่อจับคู่กับของเคียง—น้ำพริกผัก หรือตำรับเหนือ—ยิ่งเด่น นักสื่อสารอาหารบอกว่า ความพิเศษอยู่ที่ความ “ชั่วครั้งชั่วคราว” (ephemeral) ของวัตถุดิบ มันไม่มาให้คิดทุกวัน จึงบังคับให้ “รอคอย” และทำให้ทุกครั้งที่ได้กิน กลายเป็นเหตุการณ์พิเศษของครัวบ้าน ครัวชุมชน และนักเดินทาง

เสียงสะท้อนจากชุมชน “หาอย่างสบายใจ ขายอย่างพอดี กินอย่างขอบคุณธรรมชาติ”

คำเล่าจากผู้สูงวัยในชุมชนมักลงท้ายคล้ายกัน—“ของดีจากป่ากินได้ปีละครั้ง อย่าเก็บหมด อย่าเก็บเล่น” คนรุ่นใหม่เสริมต่อว่า การขายออนไลน์ช่วยเพิ่มรายได้ แต่ก็ต้อง “เล่าให้หมด” ว่าเก็บอย่างไร ทำไมถึงแพงกว่าข้าวเหนียวทั่วไป เพื่อให้ผู้ซื้อ “ซื้อเรื่อง” และ “ซื้อระบบนิเวศ” ไปพร้อมกับสินค้าหนึ่งห่อ ในบางหมู่บ้าน มีการรวมกลุ่มทำ “แบรนด์หมู่บ้าน” ใส่ป้ายแหล่งที่มา วันทำ วันเก็บ ลงบนซอง เพื่อให้เกิดความภูมิใจร่วมกันและถือเป็น “สัญญากับป่า” แบบไม่เป็นทางการ

โอกาสและการบ้านภาครัฐ มาตรฐานปลอดภัย-การตลาด-การเรียนรู้

ฝ่ายสาธารณสุขท้องถิ่นและพัฒนาชุมชนสามารถเสริมพลังให้ฤดูดอกดิน เช่น

  • อบรมสุขลักษณะขั้นตอนการต้มคั้นสี/การหุง/การบรรจุ เพื่อให้จำหน่ายได้มั่นใจขึ้น
  • สนับสนุนฉลากชุมชนที่ระบุ “ที่มา-วิธีเก็บ-ข้อควรระวัง” และคำแนะนำผู้แพ้ง่าย/กลุ่มเปราะบาง
  • จัดเทศกาลเล็ก ๆ เชื่อม “ตลาด-ท่องเที่ยว-การเรียนรู้” ในช่วงสั้น ๆ ของฤดู พร้อมกำหนดโควตาการเก็บในพื้นที่เปราะบาง
  • ประสานเขตป่า อปท. และผู้นำชุมชน ทำแนวทาง “เก็บยั่งยืน” ที่สื่อสารง่าย เช่น โปสเตอร์/คลิปสั้นในตลาด

ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ “เศรษฐกิจฤดูกาล” เติบโตคู่กับการคงอยู่ของทรัพยากร

ทำอย่างไรให้ “ดอกดิน” อยู่กับพะเยาไปอีกนาน

ข่าวดีคือ ปัจจุบันยังมี “ดอกดิน” โผล่ให้เห็นในหลายหย่อมป่าของดอกคำใต้และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อฝนชุ่มและป่าพร้อม แต่เส้นทางสู่ความยั่งยืนต้องเริ่มวันนี้—ตั้งแต่ผู้เก็บ ผู้ขาย ผู้ซื้อ ไปจนถึงหน่วยงานดูแลป่า ทุกคนมีบทบาทร่วมกัน ความหอมสีม่วงหนึ่งห่อที่ซื้อมาวันนี้จึงอาจมี “ราคาจ่าย” ของระบบนิเวศที่ควรรับรู้และดูแลร่วมกัน

สำหรับผู้มาเยือนพะเยา—ถ้าอยากลิ้มรสข้าวเหนียวดอกดินแท้ ๆ—ให้ถามหาต้นทาง ถามวิธีเก็บ ถามช่วงฤดู และพร้อมจ่าย “ราคาแห่งความยั่งยืน” ที่ช่วยให้ชุมชนตั้งราคาอย่างยุติธรรม ฤดูหน้าจึงยังมีเรื่องเล่าและรสชาติเดิมรออยู่

ท้ายที่สุด ดอกดินไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หากเป็น “นาฬิกาฤดูกาล” ของผู้คน เป็นบทพิสูจน์ว่าความอุดมของป่ายังหายใจ และเป็นเครื่องเตือนใจว่าความอร่อยที่แท้จริง ต้องไม่ทำร้ายบ้านของมันเอง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Thai PBS – รายการ “Localist ชีวิตนอกกรุง” ตอน “ข้าวเหนียวดอกดิน”
  • ชนิดพืชและชีววิทยา: “Aeginetia indica – Useful Tropical Plants database”
  • บทความประชุมวิชาการ: “นิเวศวิทยา การกระจายพันธุ์ และวัฏจักรชีวิตของดอกดินสกุล Aeginetia L. (Orobanchaceae) ในประเทศไทย” โดย ศิวเชษฐ ชัยโรจน์ และคณะ, การประชุมวิชาการพฤกษศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 5, 2554 (ฐานข้อมูลหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) — ยืนยันนิเวศวิทยา/การกระจายพันธุ์ในไทย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI NEWS UPDATE

เชียงรายเปิดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว มุ่งคุณภาพและความยั่งยืน

เชียงรายเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดปี มุ่งเน้นความยั่งยืนและคุณภาพ

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568 เวลา 16.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงราย ชั้น G Zone Grand Hall นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ภายใต้โครงการพัฒนากิจกรรมและการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ โดยมี นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการ สื่อมวลชน และประชาชนร่วมงานอย่างคึกคัก

กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวและธุรกิจบริการให้มีคุณภาพ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงเกษตร การท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวโดยชุมชน

นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ กล่าวถึงจุดเด่นของจังหวัดเชียงรายว่า เชียงรายมีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 2 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ทำให้จังหวัดมีความหลากหลายทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยว วัฒนธรรม และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ล้านนา รวมถึงความหลากหลายของชาติพันธุ์ กิจกรรมเชิงสุขภาพที่รองรับทุกวัย และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม

กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 มกราคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น

  • ลานนิทรรศการส่งเสริมการท่องเที่ยว: ให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางได้ตลอดทั้งปี
  • บูธแสดงและจำหน่ายสินค้า: ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเชียงราย
  • กิจกรรม Workshop: สาธิตและให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมงานได้ ณ ชั้น G Zone Grand Hall ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าเชียงราย

นายนรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า กิจกรรมนี้จะช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย และย้ำถึงความสำคัญของการดื่มด่ำธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพทั้งกายและใจ

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความพร้อมของจังหวัดเชียงรายในการต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท พร้อมสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและยั่งยืนสำหรับผู้มาเยือน

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงราย ผนึกกำลัง พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงรายเดินหน้ายกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างเศรษฐกิจฐานราก

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 เทศบาลนครเชียงราย ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการเชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาและวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในการนี้ นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ชุมชนดอยสะเก็น ชุมชนสันป่าก่อไทยใหญ่ และชุมชนป่างิ้ว เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายหลักคือการนำเอาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการทางการท่องเที่ยว

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย: ผู้ขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนา

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ในฐานะหน่วยงานทางวิชาการ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาโครงการ โดยจะนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการท่องเที่ยวให้มีความน่าสนใจและตอบสนองความต้องการของตลาด

ชุมชนท้องถิ่น: ผู้สร้างสรรค์และผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง

ชุมชนท้องถิ่นทั้งสามแห่ง ได้แก่ ชุมชนดอยสะเก็น ชุมชนสันป่าก่อไทยใหญ่ และชุมชนป่างิ้ว จะมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการท่องเที่ยว โดยนำเสนอเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม: กุญแจสำคัญสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ

การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงราย โดยการนำเสนอเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลายของชุมชน จะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้มาเยือน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

โครงการนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อจังหวัดเชียงราย ดังนี้

  • การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก: สร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • การอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรม: ช่วยอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน
  • การสร้างงาน: สร้างโอกาสทางการงานให้กับคนในชุมชน
  • การพัฒนาการท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนจังหวัดเชียงรายมากขึ้น

บทสรุป

โครงการยกระดับการท่องเที่ยวและบริการเชิงสร้างสรรค์บนฐานภูมิปัญญาและวัฒนธรรม เป็นโครงการที่สำคัญในการพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและยั่งยืน โดยการนำเอาศักยภาพของชุมชนและทรัพยากรทางวัฒนธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เครดิตภาพและข้อมูลจาก : เทศบาลนครเชียงราย

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
NEWS UPDATE