Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เทศบาลนครเชียงรายรุกงานโยธา นำสายไฟลงดินถนนธนาลัย ยกระดับความปลอดภัยและภูมิทัศน์เมือง

เชียงรายเร่งรื้อสายเมืองเก่า เดินหน้าเคเบิลใต้ดินบนถนนธนาลัย วางฐานเมืองอัจฉริยะรับอนาคตท่องเที่ยวและความปลอดภัย

เชียงราย,30 มีนาคม 2569 – ใจกลางเมืองที่กำลังเปลี่ยนโฉมถนนธนาลัยในนครเชียงรายไม่ใช่เพียงเส้นทางสัญจรสายหนึ่งของคนเมือง แต่เป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นแกนเศรษฐกิจ เขตการค้าเก่า พื้นที่ท่องเที่ยว และฉากชีวิตประจำวันของผู้คนในย่านเมืองชั้นในมาอย่างยาวนาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารที่พาดทับกันเหนือศีรษะกลายเป็นทั้งปัญหาด้านภูมิทัศน์ ความปลอดภัย และข้อจำกัดของการพัฒนาเมืองในระยะยาว กระทั่งในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 การขยับตัวของโครงการรื้อถอนสายไฟฟ้า ตัดเสาไฟฟ้า และสายสื่อสาร พร้อมพัฒนาระบบเคเบิลไฟฟ้าใต้ดิน ได้ทำให้ถนนสายนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงงานปรับปรุงทางกายภาพ แต่กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนครเชียงรายจากเมืองท่องเที่ยวแบบเดิม ไปสู่เมืองที่พยายามจัดการโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ สวยงาม และรองรับเทคโนโลยีในอนาคตมากขึ้น

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 เทศบาลนครเชียงรายเผยแพร่ความคืบหน้าว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคร่วมกับเทศบาลนครเชียงรายกำลังเดินหน้ารื้อสายไฟฟ้า เตรียมตัดเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารในเขตเมืองชั้นใน เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เมืองให้สวยงาม เป็นระเบียบ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยจุดที่ลงพื้นที่ติดตามในรอบล่าสุดอยู่บนถนนธนาลัย ช่วงตั้งแต่สี่แยกสุริวงศ์ถึงแยกธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวถนนที่มีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสัญจรสูงที่สุดของเมืองเชียงราย การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการตรวจงาน เพราะสะท้อนว่าฝ่ายบริหารท้องถิ่นต้องการผลักดันให้โครงการเกิดผลเป็นรูปธรรมในสายตาของประชาชนอย่างชัดเจนภายในกรอบเวลาที่วางไว้

โครงการที่ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในปีนี้

แม้ภาพการรื้อสายและเตรียมตัดเสาไฟฟ้าในปลายเดือนมีนาคม 2569 จะทำให้หลายคนรู้สึกว่าเมืองกำลังเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่เมื่อย้อนดูข้อมูลของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะพบว่าถนนธนาลัยอยู่ในกระบวนการรองรับงานเคเบิลใต้ดินมานานก่อนหน้านี้แล้ว อย่างน้อยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงรายได้ประกาศดับกระแสไฟฟ้าเพื่อปรับปรุงระบบจำหน่าย รองรับงานเคเบิลใต้ดินบนแนวถนนสุขสถิตและถนนธนาลัย ตั้งแต่สี่แยกหอนาฬิกาถึงสี่แยกธนาคารออมสิน ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้เป็นงานโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ไม่ใช่งานฉาบฉวยตามกระแส และต้องอาศัยทั้งการวางระบบล่วงหน้า การย้ายแนวสาย การประสานหน่วยงาน และการบริหารผลกระทบด้านการจราจรเป็นระยะเวลานานกว่าที่ประชาชนเห็นจากหน้างานจริง

สัญญาณต่อเนื่องอีกชั้นหนึ่งปรากฏในข้อมูลเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 จากการประชุมติดตามความคืบหน้าโครงการนำสายไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินในเขตเทศบาลนครเชียงราย ซึ่งระบุว่าพื้นที่สำคัญบางส่วนได้ดำเนินการแล้ว และมีการคาดการณ์ว่าโครงการภาพรวมจะแล้วเสร็จภายในกลางเดือนเมษายน 2569 แหล่งข่าวดังกล่าวยังระบุด้วยว่า หลังนำสายลงดินแล้ว จะทยอยรื้อถอนเสาไฟฟ้าในบางจุดและเดินหน้าพัฒนาศูนย์จัดการอัจฉริยะ ระบบไฟส่องสว่าง ถนน และฟุตบาทใหม่ต่อเนื่อง นั่นทำให้ภาพของถนนธนาลัยในวันนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากเป็นช่วงปลายของกระบวนการขนาดใหญ่ที่เมืองลงทุนลงแรงมาเป็นลำดับ และกำลังเข้าใกล้ช่วงที่ประชาชนจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนมากที่สุด

จากสายระโยงระยางสู่ภูมิทัศน์ใหม่ของเมืองท่องเที่ยว

สำหรับเชียงราย ภูมิทัศน์ของเมืองไม่ใช่เรื่องรอง เพราะเมืองนี้เติบโตบนฐานเศรษฐกิจท่องเที่ยว วัฒนธรรม และบริการ การที่สายไฟและสายสื่อสารพาดทับกันอยู่เหนือถนนสายสำคัญ ไม่ได้เพียงสร้างความรกตา แต่ยังลดทอนศักยภาพของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางเชิงคุณภาพ ในรายงานความคืบหน้าช่วงกันยายน 2568 มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เขตตัวเมืองเชียงรายจะลดภาพเสาไฟฟ้าและสายสื่อสารรกรุงรังลงอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้ทัศนียภาพของเมืองสวยงามขึ้น และสร้างความประทับใจแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวมากขึ้น ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อเชียงรายอย่างยิ่ง เพราะถนนธนาลัยเชื่อมต่อกับพื้นที่การค้าเก่าและย่านที่นักท่องเที่ยวใช้เดินชมเมือง หากภาพเมืองโปร่งขึ้น สะอาดขึ้น และเดินได้สะดวกขึ้น ก็ย่อมส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้มาเยือนและมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่โดยรอบ

ในอีกมุมหนึ่ง การรื้อเสาและนำสายลงดินยังช่วยให้เมืองสามารถ “มองเห็นตัวเอง” ได้ชัดขึ้น เมืองเก่าอย่างเชียงรายมีเสน่ห์จากอาคาร ร้านค้าเก่า วัด และจังหวะชีวิตบนท้องถนน แต่เสาไฟฟ้าและสายสื่อสารจำนวนมหาศาลมักทำหน้าที่บดบังองค์ประกอบเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว การแก้ปัญหานี้จึงเป็นการคืนทัศนวิสัยให้เมืองกลับมาเล่าเรื่องตัวเองอีกครั้ง ยิ่งในช่วงที่เชียงรายกำลังแข่งขันกับเมืองท่องเที่ยวอื่นทั้งในและนอกภาคเหนือ การปรับภูมิทัศน์อย่างเป็นระบบย่อมเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการตกแต่งเมืองเพื่อความสวยงามชั่วคราวเท่านั้น

ความปลอดภัยที่เป็นเหตุผลสำคัญไม่แพ้เรื่องความงาม

เหนือไปกว่าประเด็นภาพลักษณ์ สิ่งที่เมืองได้รับโดยตรงจากการเปลี่ยนระบบสายอากาศเป็นระบบใต้ดินคือความปลอดภัยของประชาชน โครงข่ายสายไฟและสายสื่อสารแบบเดิมมีความเสี่ยงทั้งจากสภาพอากาศ การเสื่อมสภาพตามเวลา อุบัติเหตุจากยานพาหนะ และเหตุขัดข้องที่อาจกระทบเป็นวงกว้าง การที่เทศบาลนครเชียงรายและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเลือกผลักดันโครงการนี้ต่อเนื่อง จึงสะท้อนการยอมรับร่วมกันว่าโครงสร้างพื้นฐานเดิมไม่ตอบโจทย์เมืองในระยะยาวอีกต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในที่มีประชาชน ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวใช้งานหนาแน่นในแต่ละวัน ความเป็นระเบียบของระบบสายไฟจึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคหลังฉาก แต่เป็นเรื่องความเสี่ยงในชีวิตจริงของคนเมืองทุกคน

การนำสายไฟลงดินยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงของระบบจ่ายไฟในระดับการใช้งานจริง แม้เอกสารสาธารณะที่เข้าถึงได้ในเวลานี้จะไม่ได้เปิดเผยแบบก่อสร้างหรือข้อมูลเชิงวิศวกรรมทั้งหมดของถนนธนาลัย แต่จากกรณีประกาศดับไฟฟ้าเพื่อรองรับงานเคเบิลใต้ดินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปี 2566 และการติดตามความคืบหน้าปี 2568 ทำให้เห็นว่าโครงการนี้มีการวางระบบจำหน่ายและการจัดการงานภาคสนามอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอน นั่นหมายความว่าเมืองกำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานกว่าและสอดคล้องกับความหนาแน่นของการใช้งานในอนาคตมากขึ้น

เมืองอัจฉริยะที่เริ่มจากงานโยธา ไม่ได้เริ่มจากคำโฆษณา

ประเด็นที่ทำให้โครงการนี้น่าสนใจมากขึ้น คือเทศบาลนครเชียงรายไม่ได้มองเรื่องสายไฟลงดินเป็นเพียงงานสาธารณูปโภค แต่เชื่อมมันเข้ากับแนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” อย่างชัดเจน จากข้อมูลที่เผยแพร่ในช่วงปี 2568 และความคืบหน้าปลายมีนาคม 2569 เมืองได้วางแนวทางต่อยอดพื้นที่หลังการรื้อสายและตัดเสาไฟฟ้าไว้ทั้งการปรับปรุงฟุตบาทและถนน การติดตั้งเสาอัจฉริยะ ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ กล้องวงจรปิด และการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ แนวทางเช่นนี้ทำให้เห็นว่า “สายไฟลงดิน” เป็นเพียงชั้นฐานของการพัฒนา หากฐานนี้ไม่พร้อม เมืองก็ไม่สามารถติดตั้งระบบอัจฉริยะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ในทางนโยบาย นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาเมืองไทยหลายแห่ง เพราะอดีตมักแยกงานโยธาออกจากงานเทคโนโลยี ทำให้เกิดการขุดถนนซ้ำซ้อนหรือลงทุนเป็นช่วง ๆ โดยไม่เชื่อมกัน แต่กรณีของเชียงรายกำลังพยายามหลีกเลี่ยงปัญหานั้น ด้วยการมองถนนธนาลัยในฐานะ “โครงสร้างรองรับข้อมูล” ไปพร้อมกับการเป็น “โครงสร้างรองรับการเดินทาง” เมื่อเสาไฟแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่ เมืองก็สามารถต่อยอดไปสู่การจัดการแสงสว่าง ความปลอดภัย การเฝ้าระวัง และการสื่อสารสาธารณะได้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นแก่นของการจัดการเมืองสมัยใหม่อย่างแท้จริง

ฟุตบาท ถนน และการเดินเมืองที่กำลังถูกออกแบบใหม่

สิ่งที่ประชาชนจะรับรู้ได้ชัดที่สุดหลังสายไฟลงดิน อาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่คือคุณภาพของการเดินเมืองในชีวิตประจำวัน หากฟุตบาทได้รับการปรับปรุงใหม่ ถนนเรียบขึ้น แสงสว่างดีขึ้น และทางสัญจรปลอดสิ่งกีดขวางมากขึ้น เมืองจะเปลี่ยนจากพื้นที่ที่ “ผ่านไป” เป็นพื้นที่ที่ “อยากอยู่ต่อ” ได้ทันที นี่คือเหตุผลที่หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสำคัญกับทางเดินเท้าและภูมิทัศน์เมืองอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจร้านค้าเล็ก ร้านอาหาร คาเฟ่ และการท่องเที่ยวเชิงเดินเท้าล้วนพึ่งพาความรู้สึกปลอดภัยและน่าใช้งานของพื้นที่สาธารณะทั้งสิ้น ถนนธนาลัยในฐานะถนนใจกลางเมืองเชียงรายจึงมีสถานะเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าถนนสายทั่วไปอย่างชัดเจน

เทศบาลนครเชียงรายเคยแจ้งประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 แล้วว่า พื้นที่ถนนธนาลัยมีการขุดวางท่อร้อยสายไฟฟ้าแสงสว่างต่อเนื่องในบางช่วงและอาจมีการเบี่ยงจราจร ซึ่งยืนยันว่าเมืองยอมรับต้นทุนระยะสั้นจากงานก่อสร้างเพื่อแลกกับผลลัพธ์ระยะยาว การขุดถนนอาจสร้างความไม่สะดวกชั่วคราวแก่ผู้ใช้เส้นทางและร้านค้า แต่หากงานเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในเมษายน 2569 พื้นที่ใจกลางเมืองก็จะได้โครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่พร้อมรองรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ถนนธนาลัยในฐานะห้องทดลองของอนาคตเชียงราย

หากมองในกรอบที่กว้างขึ้น ถนนธนาลัยกำลังกลายเป็นเสมือนห้องทดลองของอนาคตเชียงราย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้จะเป็นคำตอบสำคัญว่า เมืองสามารถเปลี่ยนผ่านจากระบบโครงสร้างพื้นฐานเก่าไปสู่ระบบใหม่โดยกระทบประชาชนน้อยที่สุดได้หรือไม่ เมืองสามารถประสานงานระหว่างเทศบาล การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้ให้บริการสื่อสาร และภาคธุรกิจในพื้นที่ให้เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญ เมืองสามารถแปลงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสาธารณูปโภคให้กลายเป็นคุณภาพชีวิตที่ประชาชนสัมผัสได้หรือไม่ คำถามเหล่านี้จะไม่ถูกตอบด้วยคำแถลงหรือภาพประชาสัมพันธ์ แต่จะถูกตอบจากสภาพจริงหลังงานแล้วเสร็จ ว่าถนนสายนี้ปลอดภัยขึ้น เดินง่ายขึ้น น่ามองขึ้น และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นเพียงใด

ในแง่นี้ การลงพื้นที่ของผู้บริหารเทศบาลนครเชียงรายเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 จึงเป็นมากกว่าภาพการตรวจงาน เพราะมันสะท้อนว่าผู้บริหารท้องถิ่นรับรู้เดิมพันของโครงการนี้ดี ว่าหากสำเร็จ ถนนธนาลัยจะเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นของเชียงรายเดินตามได้ แต่หากล่าช้าหรือไม่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ตามที่ประชาชนคาดหวังได้ ก็ย่อมกระทบทั้งความเชื่อมั่นของคนเมืองและภาพลักษณ์ของการพัฒนาเมืองในภาพรวมเช่นกัน

เมืองท่องเที่ยวคุณภาพจะเกิดไม่ได้ หากโครงสร้างพื้นฐานยังตามไม่ทัน

คำว่า “เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ” ถูกใช้ในนโยบายท้องถิ่นบ่อยครั้ง แต่ในทางปฏิบัติ มันไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือปฏิทินเทศกาลเพียงอย่างเดียว หากโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานที่สุดของเมืองยังไม่พร้อม ถนนที่รกด้วยเสาและสายไฟ ทางเดินที่ไม่ปลอดภัย ระบบแสงสว่างที่ไม่ทั่วถึง หรือการบริหารข้อมูลที่ล่าช้า ล้วนเป็นต้นทุนแฝงที่นักท่องเที่ยวมองเห็นและประชาชนรู้สึกอยู่ทุกวัน โครงการสายไฟลงดินและการพัฒนาระบบเมืองอัจฉริยะบนถนนธนาลัยจึงมีนัยสำคัญต่อเชียงรายมาก เพราะมันเป็นการลงทุนในสิ่งที่ไม่หวือหวา แต่เป็นรากฐานของความน่าอยู่และความน่าเที่ยวในระยะยาว

ความคืบหน้าที่สื่อสาธารณะบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปลายมีนาคม 2569 ทำให้เห็นว่าเมืองเชียงรายไม่ได้หยุดอยู่ที่การวาดภาพอนาคต แต่พยายามแปลงภาพนั้นให้เป็นชั้นงานจริงทีละส่วน เริ่มจากการขุดวางท่อ ปรับระบบจำหน่าย รื้อสาย ตัดเสา และต่อยอดไปสู่การออกแบบเมืองอัจฉริยะ หากเมืองสามารถรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนี้ไว้ได้ สิ่งที่ถนนธนาลัยกำลังเผชิญอาจกลายเป็นต้นแบบให้ย่านอื่นของเชียงราย และอาจต่อยอดไปสู่การยกระดับเมืองทั้งระบบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ปลายทางของโครงการนี้ไม่ใช่แค่ถนนโล่ง แต่คือเมืองที่จัดการตัวเองได้ดีขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของโครงการสายไฟลงดินไม่ควรถูกวัดแค่จำนวนเสาไฟฟ้าที่หายไป หรือความเรียบร้อยของท้องฟ้าเหนือถนนธนาลัยเท่านั้น แต่ควรถูกวัดจากคำถามที่ลึกกว่านั้น เมืองปลอดภัยขึ้นหรือไม่ ประชาชนเดินได้ดีขึ้นหรือไม่ ร้านค้าทำมาค้าขายง่ายขึ้นหรือไม่ นักท่องเที่ยวประทับใจมากขึ้นหรือไม่ และระบบข้อมูลที่เมืองกำลังพยายามเชื่อมเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วขึ้นจริงหรือไม่ หากคำตอบของคำถามเหล่านี้เป็นบวก โครงการนี้ก็จะไม่ใช่เพียงงานสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่ง แต่จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชียงรายไปสู่เมืองที่สวยงาม เป็นระเบียบ ปลอดภัย และบริหารจัดการตัวเองได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับคนเชียงราย ภาพการรื้อสายและตัดเสาไฟฟ้าที่กำลังเกิดขึ้นอาจดูเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเล็ก ๆ ของเมืองเก่า แต่ในความเป็นจริง มันคือการจัดระเบียบ “อนาคต” ของนครเชียงรายให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จับต้องได้ที่สุด นั่นคือถนน ฟุตบาท แสงสว่าง ความปลอดภัย และระบบข้อมูล หากเมืองดูแลฐานเหล่านี้ได้ดี เมืองก็มีโอกาสก้าวไปต่อได้ไกลกว่าการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนแค่ผ่านมาเยือน แต่จะกลายเป็นเมืองที่ผู้คนอยากอยู่ อยากลงทุน และอยากกลับมาอีกครั้งด้วยความเชื่อมั่นที่มั่นคงกว่าเดิม

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • เทศบาลนครเชียงราย
  • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทางแต่คือเดิมพันอนาคตเมือง

แม่ฟ้าหลวงเชียงรายบนทางแยกใหม่ของภาคเหนือ เมื่อสนามบินไม่ใช่แค่ประตูเดินทาง แต่กำลังกลายเป็นเดิมพันอนาคตของเมือง

เชียงราย,19 มีนาคม 2569 – เชียงรายกำลังไม่ได้พูดแค่เรื่องสนามบิน แต่กำลังพูดถึงอนาคตของเมืองทั้งระบบ ที่ห้องดอยวาวี โรงแรมเดอะริเวอร์รีบายกะตะธานี จังหวัดเชียงราย เวทีสัมมนาประชาสัมพันธ์โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 ครั้งที่ 2 อาจดูเหมือนกิจกรรมตามขั้นตอนของโครงการรัฐทั่วไป แต่หากมองให้ลึกกว่าเอกสารประชุมและแบบร่างอาคาร สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือการเปิดฉากสนทนาครั้งสำคัญว่าจังหวัดเชียงรายจะวางอนาคตของตัวเองไว้อย่างไรในทศวรรษข้างหน้า เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รับส่งผู้โดยสารอีกต่อไป หากเป็นทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างการท่องเที่ยว และโครงสร้างภาพจำของเมืองในสายตาคนนอกพื้นที่.

ข้อมูลจากเวทีดังกล่าวระบุชัดว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. เดินหน้าโครงการนี้เพื่อยกระดับสนามบินเชียงรายจากขีดความสามารถเดิม 3 ล้านคนต่อปี ไปสู่ 6 ล้านคนต่อปี พร้อมขยายหลุมจอดอากาศยานแบบประชิดอาคารอีก 9 หลุม ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ และปรับปรุงระบบภายในสนามบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต. จุดนี้สะท้อนว่าเชียงรายไม่ได้ถูกมองเป็นแค่เมืองท่องเที่ยวฤดูหนาวอีกแล้ว แต่กำลังถูกกำหนดบทบาทใหม่ในฐานะสนามบินภูมิภาคเชิงยุทธศาสตร์ของภาคเหนือตอนบน

ทำไมเชียงรายต้องขยายตอนนี้ เมื่อขีดความสามารถเดิมเริ่มตึง และการรอเฉยอาจทำให้เมืองเสียจังหวะ

ในทางกายภาพ สนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย อาจยังดูไม่แออัดเท่าสนามบินเมืองใหญ่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ การรอให้เต็มก่อนขยายไม่ใช่คำตอบของสนามบินยุคใหม่ เพราะเมื่อความต้องการเดินทาง การท่องเที่ยว และการลงทุนเริ่มสะสม การตัดสินใจช้าเพียงไม่กี่ปีก็อาจทำให้เมืองสูญเสียโอกาสในระยะยาวได้ ข้อมูลจาก ทอท. ก่อนหน้านี้ระบุชัดว่ามีแผนพัฒนาเชียงรายเพื่อเพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านเป็น 6 ล้านคนต่อปี และมองเชียงรายเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ.

ประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับเชียงราย เพราะเมืองมีทุนพร้อมอยู่แล้วทั้งภูมิประเทศ วัฒนธรรม ชายแดน และศักยภาพเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างพื้นฐานทางอากาศไม่ขยับ เมืองก็อาจไปได้ไม่สุด โดยเฉพาะในยุคที่จังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องสถานที่ท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “การเข้าถึง” และ “ความสะดวก” ของนักเดินทางด้วย ยิ่งในบริบทที่สายการบินและนักลงทุนใช้เวลาตัดสินใจจากต้นทุน ความพร้อม และศักยภาพขยายตัว สนามบินจึงกลายเป็นหนึ่งในดัชนีวัดอนาคตของเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนกลางของโครงการระยะที่ 1 อาคารใหม่ หลุมจอดเพิ่ม และระบบสนับสนุนที่ต้องโตไปพร้อมกัน

รายละเอียดของโครงการระยะที่ 1 ตามข้อมูลสัมมนาระบุว่า งานพัฒนาถูกแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ งานเขตการบิน งานอาคารผู้โดยสารและอาคารสนับสนุน และงานระบบสนับสนุนท่าอากาศยาน ซึ่งสะท้อนว่าการขยายครั้งนี้ไม่ได้คิดเพียงอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ แต่เป็นการมองทั้งระบบตั้งแต่การขึ้นลงของเครื่องบินไปจนถึงการไหลเวียนของผู้โดยสาร รถยนต์ และสาธารณูปโภคภายในพื้นที่สนามบิน.

ความสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ตรงที่สนามบินยุคใหม่ไม่สามารถขยายแบบแยกส่วนได้อีกแล้ว หากเพิ่มผู้โดยสารแต่ไม่เพิ่มหลุมจอด ก็เกิดคอขวดที่ลานจอด หากมีอาคารใหม่แต่ระบบจราจรภายในไม่ดี ก็ย้ายความแออัดจากในอาคารออกไปนอกอาคารแทน ดังนั้น การเพิ่มหลุมจอดประชิดอาคาร 9 หลุม การปรับระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และสาธารณูปโภคภายในสนามบิน จึงไม่ใช่รายละเอียดรอง แต่คือเงื่อนไขที่จะทำให้ “ขยายได้จริง” ไม่ใช่แค่ “สร้างเสร็จ”

รูปลักษณ์อาคารใหม่ไม่ใช่เรื่องผิวเผิน เพราะภาพแรกของสนามบินคือภาพแรกของเชียงรายในสายตาผู้มาเยือน

จุดที่น่าสนใจมากในเวทีรับฟังความคิดเห็นคือ การเปิดให้ผู้เข้าร่วมร่วมมองและเสนอความเห็นต่อรูปลักษณ์ของอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings โดยแต่ละแนวทางพยายามเชื่อมภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับอัตลักษณ์ภาคเหนือในวิธีที่ต่างกัน จากข้อมูลที่ผู้ใช้จัดเตรียม มีความเห็นส่งเข้ามาว่าแนวทางที่ 3 หรือ Gateway Wings เป็นรูปแบบที่สื่อพลังของการเดินทางและภาพจำของสนามบินได้ชัดเจนที่สุดในบริบทเมืองเชียงราย

นี่เป็นรายละเอียดที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะสนามบินไม่ใช่เพียงโครงสร้างใช้งาน แต่เป็น “หน้าตาเมือง” ที่คนจำนวนมากเห็นก่อนสถานที่อื่น หากออกแบบได้ดี อาคารสนามบินจะไม่เป็นเพียงที่ผ่านทาง แต่กลายเป็นประสบการณ์แรกของเมือง แนวคิดอย่าง Woven Eaves ที่หยิบผ้าทอพื้นเมืองและชายคาล้านนามาเป็นแรงบันดาลใจ หรือ Northern Horizon ที่ตีความภูมิทัศน์ภาคเหนือในเส้นแนวนอน ล้วนสะท้อนความพยายามทำให้สถาปัตยกรรมสื่อถึงเชียงรายมากกว่าอาคารสนามบินมาตรฐานทั่วไป ขณะที่ Gateway Wings ชี้ไปข้างหน้ามากกว่า ด้วยภาพของการโบยบิน การเปิดรับ และความร่วมสมัย ซึ่งตรงกับบทบาทสนามบินในฐานะประตูของเมือง

เชียงรายต้องชนะด้วยเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ใช่ชนะด้วยการเลียนแบบสนามบินใหญ่

หากมองให้ไกลกว่าแบบก่อสร้าง สิ่งที่เชียงรายกำลังเผชิญคือคำถามสำคัญว่า จะทำให้สนามบินแห่งนี้ “เป็นของเชียงราย” ได้อย่างไร ในวันที่หลายเมืองต่างขยายสนามบินพร้อมกัน หากตอบด้วยวิธีคิดแบบเดิม สนามบินก็อาจเป็นเพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้ดีแต่ไร้บุคลิก แต่ถ้าตอบด้วยอัตลักษณ์ของพื้นที่ สนามบินก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่เล่าเรื่องเมืองได้ตั้งแต่นาทีแรกที่ผู้โดยสารก้าวลงจากเครื่อง

เชียงรายมีต้นทุนเรื่องนี้มากกว่าหลายเมือง ทั้งงานหัตถกรรม ความเป็นล้านนาร่วมสมัย ชุมชนชาติพันธุ์ ภูเขา แม่น้ำ ศิลปะร่วมสมัย และภาพจำเรื่องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกับสุขภาพ หากนำทั้งหมดมาถอดเป็นภาษาสถาปัตยกรรม การออกแบบภูมิทัศน์ ป้ายสื่อสาร พื้นที่ค้าปลีก หรือประสบการณ์ผู้โดยสารได้อย่างชัด สนามบินแห่งนี้ก็จะไม่เป็นเพียงจุดรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมให้เมือง

เพราะสนามบินนี้ต้องตอบเรื่องเมืองให้มากกว่าตอบเรื่องการบิน

หัวใจของข่าวนี้จึงต้องอยู่ที่เชียงรายเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะสนามบินตั้งอยู่ในจังหวัดนี้เท่านั้น แต่เพราะผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่จะย้อนกลับมาหาคนเชียงรายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การจ้างงาน ธุรกิจบริการ การท่องเที่ยว หรือมูลค่าที่ดินและการพัฒนาเมือง หากสนามบินรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น สิ่งที่จะขยับตามมาไม่ใช่แค่เที่ยวบิน แต่คือโรงแรม ร้านอาหาร รถเช่า ผู้ประกอบการท้องถิ่น งานบริการ และการไหลเวียนของคนจากภายนอก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนเชียงรายก็ย่อมมีสิทธิถามกลับเช่นกันว่า เมืองจะได้อะไรที่เป็นรูปธรรมบ้างนอกจากตัวเลขผู้โดยสาร เพราะโครงการขนาดใหญ่มักสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งเรื่องจราจร การใช้ที่ดิน เสียงรบกวน และผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ความโปร่งใสของข้อมูล การออกแบบที่รับฟังคนในพื้นที่ และการทำให้ผลประโยชน์กระจายลงสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นจริง จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของความชอบธรรมของโครงการนี้

เชียงใหม่คือบทเปรียบเทียบที่เลี่ยงไม่ได้ เมื่อเมืองพี่ใหญ่ของภาคเหนือกำลังเร่งเครื่องแรงกว่าเดิม

หากจะอธิบายอนาคตของสนามบินเชียงรายให้ชัด จำเป็นต้องวางคู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเชียงใหม่ด้วย เพราะสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เปิดแผนแม่บทสนามบินฉบับปรับปรุง ซึ่งวางให้เชียงใหม่เป็น Secondary Gateway อันดับ 2 ของประเทศ และขยายสนามบินเดิมจากรองรับ 8 ล้านคนต่อปี เป็น 16.5 ล้านคนต่อปี พร้อมวางแผน “สนามบินล้านนา” บนพื้นที่สันกำแพงและบ้านธิ ที่ตั้งเป้ารองรับผู้โดยสารได้ถึง 24 ล้านคนในอนาคต. มูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ภาคเหนือกำลังเข้าสู่ยุคการลงทุนสนามบินชุดใหม่อย่างจริงจัง และเชียงใหม่ถูกวางเป็นศูนย์กลางขนาดใหญ่ทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา MICE และการบิน. นี้ไม่ได้แปลว่าเชียงรายเสียเปรียบโดยอัตโนมัติ แต่หมายความว่าเชียงรายต้องชัดขึ้นว่าตนเองจะยืนตรงไหน หากเชียงใหม่คือศูนย์กลางขนาดใหญ่ เชียงรายก็อาจต้องชนะในฐานะเมืองประตูเชื่อมลุ่มน้ำโขง เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เมืองสุขภาพ และเมืองชายแดนที่เข้าถึงได้เร็วและมีบุคลิกชัดกว่า

ต่างประเทศอยู่ในโจทย์เพียง 10 เปอร์เซ็นต์แต่ก็สำคัญพอจะบอกว่าเชียงรายกำลังเดินอยู่บนสนามแข่งขันแบบไหน

ในระดับระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในช่วงฟื้นและเติบโต โดย IATA ประเมินว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคเติบโตเร็วที่สุดในปี 2025 ขณะที่สนามบินทั่วโลกกำลังถูกกดดันให้ขยายตัวไปพร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม. กรม Airport Carbon Accreditation ซึ่งเป็นกรอบรับรองการจัดการคาร์บอนของสนามบิน ก็ถูกใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้นในวงการ. นทำให้คำว่า “Northern – Most Sustainability Regional Airport” ของเชียงรายไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู แต่เป็นคำมั่นที่ต้องแปลออกมาเป็นการลงทุนจริง ทั้งด้านพลังงานสะอาด การจัดการน้ำ การลดคาร์บอน การออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน และระบบภาคพื้นดินที่รองรับอนาคตของการบินสะอาดมากขึ้น สำนักงาน ICAO เองก็ผลักดันเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนของการบินระหว่างประเทศผ่านเชื้อเพลิงการบินที่สะอาดขึ้นด้วย. ั้น หากเชียงรายจะใช้คำว่ายั่งยืน ก็ต้องทำให้จับต้องได้ ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ข้อความในเอกสารประชุม

ความหมายที่แท้จริงของสนามบินใหม่ไม่ใช่แค่รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม แต่ต้องทำให้เมืองมีคุณภาพขึ้นด้วย

สนามบินที่ดีไม่ควรวัดแค่จำนวนคนผ่าน แต่ควรวัดว่าทำให้เมืองดีขึ้นหรือไม่ หากสนามบินใหม่ทำให้เศรษฐกิจโตแต่เมืองวุ่นวายขึ้น ชุมชนอึดอัดขึ้น และคนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์มากพอ โครงการก็ย่อมถูกตั้งคำถามเสมอ ตรงกันข้าม หากสนามบินช่วยย่นระยะเวลาเดินทาง ดึงรายได้ใหม่เข้าจังหวัด เปิดทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายตลาด และสร้างภาพจำเชียงรายในฐานะเมืองคุณภาพได้จริง สนามบินนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าตัวเลขงบลงทุน

นี่คือเหตุผลที่การรับฟังความคิดเห็นในรอบสัมมนาครั้งที่ 2 มีนัยสำคัญ เพราะมันชี้ว่าการพัฒนาสนามบินไม่ควรเป็นเรื่องของวิศวกรหรือหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นการเจรจากับอนาคตของเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งภาคธุรกิจ ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ใช้งานจริง

เชียงรายกำลังมีโอกาสครั้งใหญ่ แต่จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อพัฒนาให้เมืองได้ประโยชน์จริง

เมื่อฟังทั้งข้อมูลจากสัมมนา แผนการลงทุนของ ทอท. และภาพเปรียบเทียบจากเชียงใหม่ จะเห็นชัดว่าเชียงรายกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ สนามบินแม่ฟ้าหลวงระยะที่ 1 ไม่ใช่เพียงโครงการก่อสร้างตามวงรอบงบประมาณ แต่เป็นเดิมพันระยะยาวว่าเชียงรายจะใช้ประตูทางอากาศแห่งนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแบบมีเอกลักษณ์ได้หรือไม่

หากทำได้ โครงการนี้จะเป็นมากกว่าสนามบิน มันจะกลายเป็นเครื่องมือเชื่อมเชียงรายเข้ากับการท่องเที่ยวคุณภาพ เศรษฐกิจชายแดน การลงทุน และเครือข่ายลุ่มน้ำโขง แต่หากทำไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นเพียงโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นโดยที่ความได้เปรียบของเมืองยังไม่ชัดขึ้นเท่าที่ควร คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่แค่แบบอาคารหรือจำนวนหลุมจอด แต่อยู่ที่ว่าเชียงรายจะใช้สนามบินนี้เล่าเรื่องของตัวเองได้ดีแค่ไหน และทำให้คนเชียงรายรู้สึกว่าโครงการนี้เป็นอนาคตร่วมกันจริงเพียงใด

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ระยะที่ 1 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569
  • International Air Transport Association หรือ
  • Airport Carbon Accreditation และ Airports Council International.
  • องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ เกี่ยวกับรูปแบบอาคารผู้โดยสารใหม่ 3 แนวทาง ได้แก่ Woven Eaves, Northern Horizon และ Gateway Wings
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายเร่งพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง รองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารอนาคต

เชียงรายขยับสองมิติ รับคลื่นนักท่องเที่ยวโลก อบจ.ร่วมถก EIA ขยายสนามบินแม่ฟ้าหลวง ขณะไวรัล #ThankYouThailand สะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์ไทย

เชียงราย, 23 กุมภาพันธ์ 2569 — ในวันที่กระแสโลกออนไลน์กำลังพาแฮชแท็ก #ThankYouThailand ติดเทรนด์จากคลิปนักท่องเที่ยวต่างชาติที่โค้งคำนับขอบคุณประเทศไทยอย่างจริงใจ จังหวัดเชียงรายกำลังเดินหน้าอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการเตรียม “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

สองภาพนี้สะท้อนอนาคตการท่องเที่ยวไทยอย่างชัดเจน ภาพแรกคือรอยยิ้ม ความประทับใจ และประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวถ่ายทอดเองโดยสมัครใจ ภาพที่สองคือห้องประชุมที่เต็มไปด้วยเอกสาร รายงาน และขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องรอบคอบ เพื่อให้การพัฒนาสนามบินแม่ฟ้าหลวง เชียงราย เป็นไปอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม

อบจ.เชียงรายร่วมประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้นายวิญญู ทองทัน เลขานุการนายก อบจ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 เพื่อศึกษาและจัดทำรายงานการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ณ ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ 90 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย

การประชุมดังกล่าวจัดโดย Airports of Thailand หรือ AOT ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการสนามบินหลักของประเทศ รวมถึง ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการ แนวทางการพัฒนา และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญของเวทีครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอแผนก่อสร้าง แต่คือการยืนยันว่า การขยายศักยภาพสนามบินต้องเดินหน้าไปพร้อมกับความรอบคอบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ เพราะสนามบินไม่ได้เป็นเพียงประตูรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบต่อชุมชนโดยรอบโดยตรง

เป้าหมายของโครงการ รองรับผู้โดยสารและเที่ยวบินในอนาคต

ตามข้อมูลที่ชี้แจงในที่ประชุม โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีเป้าหมายหลักเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เสริมศักยภาพด้านการคมนาคมทางอากาศของจังหวัดเชียงราย และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการลงทุนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

สนามบินแม่ฟ้าหลวงเป็นประตูหลักของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีบทบาททั้งในมิติการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หากปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการขยายหรือปรับปรุงศักยภาพ ย่อมส่งผลต่อความแออัด ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ

การทำ EIA จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านเสียง การจราจร การใช้ที่ดิน และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการพัฒนาไม่สร้างภาระในระยะยาวต่อชุมชน

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปประกอบการปรับปรุงรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างเป็นระบบก่อนเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป

เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย #ThankYouThailand เมื่อรอยยิ้มกลายเป็นโฆษณาฟรีระดับโลก

ในอีกมิติหนึ่ง บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok กำลังเกิดกระแสไวรัลที่นักท่องเที่ยวต่างชาติพากันโพสต์คลิป “Thank you Thailand” หลังจบทริปในประเทศไทย โดยใช้ท่าทางยกมือไหว้และโค้งคำนับ พร้อมสรุปประสบการณ์ของตนเองในรูปแบบที่ทั้งจริงใจและขบขัน

นักท่องเที่ยวบางรายระบุจำนวนวันที่พำนัก จำนวนครั้งที่ไป 7-Eleven จำนวนการนวดไทย จำนวนเกาะที่ไปเยือน หรือแม้แต่จำนวนยุงกัดและครั้งที่ท้องไส้ปั่นป่วน พร้อมปิดท้ายด้วยคำว่า “ความทรงจำตลอดชีวิต”

ตัวอย่างเช่น คู่รักที่มา 7 วัน ระบุว่าไป 7-Eleven วันละ 2 ครั้ง นวด 7 ครั้ง และมีความทรงจำตลอดชีวิต ครอบครัวหนึ่งที่อยู่ 21 วัน ระบุว่าไปเกาะ 15 แห่ง และพูดคำว่าขอบคุณมากกว่าพันครั้ง ขณะที่นักท่องเที่ยวเดี่ยวบางรายระบุจำนวนครั้งที่ถามว่า “เผ็ดไหม” หลายร้อยครั้ง พร้อมสรุปว่าอาหารไทยและผู้คนไทยคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด

สื่อภาษาอังกฤษหลายแห่งรายงานว่าคลิปเหล่านี้กลายเป็นไวรัล เพราะสะท้อนความชื่นชมต่ออาหารไทย การนวดไทย แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ และความอบอุ่นของคนไทยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การโฆษณาที่จัดทำโดยรัฐหรือเอกชน

ททท. ขอบคุณนักท่องเที่ยว เทรนด์นี้คือเสน่ห์ไทยที่แท้จริง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อเห็นเทรนด์ #ThankYouThailand แล้วรู้สึกหัวใจพองโต และขอบคุณนักท่องเที่ยวที่ร่วมแชร์โมเมนต์น่ารัก ๆ และบันทึกความทรงจำที่มีต่อประเทศไทย

ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงรีวิวการเดินทาง แต่เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings อย่างลึกซึ้งและจริงใจ พร้อมย้ำว่าความสุขของนักท่องเที่ยวคือรางวัลล้ำค่าสำหรับคนไทยทุกคน

ในเชิงเศรษฐกิจ เทรนด์ลักษณะนี้มีมูลค่าทางการตลาดสูง เพราะเป็นการบอกต่อแบบปากต่อปากบนโลกดิจิทัล ซึ่งมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าสื่อโฆษณาทั่วไป และสามารถกระตุ้นการตัดสินใจเดินทางของผู้ที่ยังลังเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์พาวเวอร์ ต้องเดินไปพร้อมกัน

เมื่อวางสองกระแสนี้คู่กัน ภาพที่เห็นชัดคือ หากซอฟต์พาวเวอร์สร้างแรงดึงดูดได้สำเร็จ แต่โครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมรองรับ ความประทับใจอาจลดลงในระยะยาว

ในทางกลับกัน หากสนามบินและระบบคมนาคมขยายศักยภาพได้ทันเวลา ขณะที่บริการและการเป็นเจ้าบ้านยังคงรักษามาตรฐาน รอยยิ้มจากคลิปไวรัลจะถูกแปลงเป็นตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นจริง และรายได้ที่กระจายลงสู่เศรษฐกิจฐานราก

เชียงรายจึงอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ระหว่างการเตรียม “ถ้วยใบใหญ่” เพื่อรองรับน้ำ และการรักษาคุณภาพของ “น้ำ” ที่ไหลเข้ามา

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน

กระแส #ThankYouThailand สะท้อนว่ารายจ่ายของนักท่องเที่ยวไม่ได้กระจุกอยู่แค่โรงแรมขนาดใหญ่ แต่กระจายไปยังบริการพื้นฐาน เช่น ร้านสะดวกซื้อ รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ร้านนวดไทย ร้านอาหารท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

สำหรับเชียงราย ซึ่งมีทั้งภูเขา เกาะแก่งแม่น้ำโขง วัดวาอาราม และวิถีชีวิตชุมชน การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวหมายถึงโอกาสของเกษตรกร ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ร้านกาแฟ และวิสาหกิจชุมชน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือการรักษาสมดุลระหว่างจำนวนและคุณภาพ หากการขยายสนามบินนำไปสู่การเพิ่มเที่ยวบินอย่างรวดเร็ว แต่การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยไม่ทัน อาจเกิดผลกระทบที่ย้อนกลับมาบั่นทอนภาพลักษณ์

เสียงจากชุมชนและบทบาทของ EIA

การทำรายงาน EIA จึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เสนอข้อกังวล และกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น มาตรการควบคุมเสียง การจัดการจราจร และการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมหรือที่อยู่อาศัย

ความโปร่งใสในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาคธุรกิจ

เชียงรายกับโจทย์บ้านหลังที่สองของนักท่องเที่ยวโลก

เชียงรายกำลังเผชิญโอกาสครั้งสำคัญ เมื่อซอฟต์พาวเวอร์ไทยกำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก และโครงสร้างพื้นฐานกำลังเร่งเครื่องตามทัน

การประชุม EIA โครงการพัฒนาท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง คือก้าวหนึ่งของการเตรียมพร้อมรองรับอนาคต ขณะที่กระแส #ThankYouThailand คือเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักเดินทาง

บททดสอบสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการรักษาคุณภาพการบริการ ความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สมดุล

หากเชียงรายสามารถทำทั้งสองด้านได้พร้อมกัน คือขยายบ้านให้กว้างขึ้น และรักษารอยยิ้มให้จริงใจ เมืองนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง แต่จะกลายเป็น “บ้านหลังที่สอง” ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างแท้จริง

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • Airports of Thailand PLC. ข้อมูลการบริหารท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย และการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการพัฒนา
  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ข่าวการเข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อย EIA วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โพสต์ผู้ว่าการเกี่ยวกับเทรนด์ #ThankYouThailand และแคมเปญ Amazing Thailand – Feel All The Feelings
  • รายงานสื่อภาษาอังกฤษเกี่ยวกับไวรัล Thank you Thailand บน TikTok เดือนกุมภาพันธ์ 2569
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI FEATURED NEWS

ททท. จับมือไทยแอร์เอเชียเปิดแคมเปญ FLY YOUR FEELINGS บินตามรอยลิซ่า ดันเชียงรายไร่ชา-ภูชี้ฟ้าปี 69

ททท. ผนึกไทยแอร์เอเชีย เปิดแคมเปญบินตามรอยลิซ่า ดันเชียงรายไร่ชา ภูชี้ฟ้า รับดีมานด์เที่ยวไทยต่อเนื่อง

เชียงราย, 22 กุมภาพันธ์ 2569 – ในช่วงที่การแข่งขันดึงนักท่องเที่ยวภายในประเทศเข้มข้นขึ้นทุกปี “แรงบันดาลใจ” กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดไม่แพ้ “ราคา” และ “การเข้าถึง” ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดตัวโครงการ “FLY YOUR FEELINGS บินไปให้สุด ทุกความรู้สึกทั่วไทย” เพื่อเร่งให้กระแสความสนใจจากแคมเปญ “Feel all the Feelings เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก” ที่นำเสนอโดยลิซ่า ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ถูกแปลงเป็นการเดินทางจริงแบบจับต้องได้ โดยหนึ่งในจุดหมายหลักที่ถูกย้ำในสื่อ คือจังหวัดเชียงราย ผ่านประสบการณ์ตามรอยไร่ชาและภูชี้ฟ้า ซึ่งเป็นภาพจำของธรรมชาติ วัฒนธรรม และฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดึงคนออกเดินทางได้เสมอ

จากแคมเปญโฆษณาสู่การเดินทางจริง กลไกที่รัฐและเอกชนเลือกใช้

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวคิดการทำตลาดท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ไม่หยุดอยู่แค่การสร้างภาพจำ แต่ต่อยอดไปถึง “เครื่องมือซื้อจริง” และ “สิทธิประโยชน์ที่ตัดสินใจได้ทันที” โดยโครงการ FLY YOUR FEELINGS กำหนดส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินสูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์สำหรับ 8 เส้นทางบินตามรอยสื่อโฆษณา และส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศอื่น ๆ เพียงระบุโค้ด “TATXLISA” เมื่อจองผ่านแอป AirAsia MOVE ช่วงจองตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2569 และกำหนดช่วงเดินทางตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2569

นอกจากนั้น ยังผูกแคมเปญกับบริการต่อเนื่อง โดยผู้โดยสารที่แสดงบัตรโดยสารขึ้นเครื่องสามารถเช่ารถกับ AVIS ได้ในราคาเริ่มต้น 599 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ช่วยลด “แรงเสียดทาน” ของการเดินทาง โดยเฉพาะจังหวัดที่ต้องใช้รถเพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน

เงื่อนไขแข่งขันแบบชัดเจน ลุ้นบินฟรี 1 ปี สำหรับผู้เดินทางครบ 8 จังหวัด

อีกส่วนที่ทำให้แคมเปญถูกจับตาคือกิจกรรมพิเศษให้สิทธิ “บินฟรีเส้นทางภายในประเทศ 1 ปีเต็ม” แก่นักท่องเที่ยว 3 คนแรกที่เดินทางกับแอร์เอเชียครบทั้ง 8 จังหวัดตามสื่อประชาสัมพันธ์ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และพังงา โดยกำหนดช่วงร่วมกิจกรรมตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 30 กันยายน 2569

รูปแบบนี้เป็นการใช้ “แรงจูงใจเชิงเกม” มาผนวกกับพฤติกรรมท่องเที่ยวจริง และอาจทำให้เกิดการวางแผนเที่ยวหลายจังหวัดต่อเนื่องในทริปเดียวหรือหลายทริป ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่สายการบิน ที่พัก ร้านอาหาร รถเช่า ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน

ททท. ชี้บทบาทสายการบินเป็นกลไกเชื่อมเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่า ความร่วมมือกับไทยแอร์เอเชียครั้งนี้เป็นการต่อยอดแคมเปญ Feel all the Feelings ที่เปิดตัวร่วมกับลิซ่าในฐานะ Amazing Thailand Ambassador เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริง และทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพที่เดินทางได้ง่าย สะดวก และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยไทยแอร์เอเชียเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความสะดวกและการเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ด้วยเครือข่ายบินภายในประเทศ 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมาย และให้บริการจากสองสนามบินในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

ในมุมยุทธศาสตร์ นี่คือการประกาศให้เห็นว่า “โครงข่ายการเดินทาง” คือหัวใจของไทยเที่ยวไทย เพราะหากเข้าถึงยาก ต่อให้ภาพสวยเพียงใด ความตั้งใจเดินทางอาจไม่กลายเป็นการใช้จ่ายจริง

แอร์เอเชียต่อยอด “ลิซ่าเอฟเฟ็กต์” ด้วยราคาและเครือข่าย

ด้านสายการบิน นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย ระบุว่า แคมเปญของ ททท. ทำให้ทั้งคนไทยและต่างชาติได้เห็นไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดต่าง ๆ ทุกภูมิภาคและอยากไปสัมผัสจริง จึงต่อยอดด้วยศักยภาพด้านความคุ้มค่าและเครือข่ายบินภายในประเทศ พร้อมเพิ่มสีสันด้วยกิจกรรมพิเศษบินตามรอย เพื่อกระตุ้นการเดินทางให้ต่อเนื่อง

สำหรับจังหวัดอย่างเชียงราย ความได้เปรียบคือมี “ภาพจำทางประสบการณ์” ชัดเจน ตั้งแต่ธรรมชาติบนยอดดอย วัฒนธรรมล้านนา กาแฟและชา ไปจนถึงชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่มองหาความหมายของการเดินทางมากกว่าแค่การถ่ายภาพเช็กอิน

นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท.

เชียงรายในแคมเปญตามรอยลิซ่า ไร่ชาและภูชี้ฟ้า กับโจทย์ทำให้กระแสกลายเป็นรายได้ชุมชน

เมื่อชื่อเชียงรายถูกวางอยู่ในลิสต์ 8 จังหวัดเป้าหมายของกิจกรรม ทำให้จังหวัดถูกมองเป็น “หนึ่งในหน้าต่างหลัก” ที่แสดงเสน่ห์เมืองน่าเที่ยวภาคเหนือ ภาพไร่ชาและภูชี้ฟ้าเป็นสัญลักษณ์ที่อ่านได้ทันทีว่าเป็นการเดินทางไปหาธรรมชาติ อากาศ และวิถีท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของเชียงรายไม่ใช่แค่การมีนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่คือการบริหารให้เม็ดเงินกระจายได้จริง เพราะแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติมักมีความเสี่ยงเรื่องความหนาแน่นในช่วงพีก รวมถึงความกดดันต่อสิ่งแวดล้อมและการจราจรบนเส้นทางภูเขา การจัดการเชิงพื้นที่จึงเป็นตัวแปรที่จะทำให้ “กระแส” กลายเป็น “เศรษฐกิจที่ยั่งยืน” หรือกลายเป็นเพียงการท่องเที่ยวแบบเร่งรีบแล้วจบลงโดยไม่ทิ้งรายได้ให้ชุมชนมากนัก

สัญญาณดีมานด์ต้นปี ตัวเลขท่องเที่ยวเชียงรายหนุนภาพว่าตลาดพร้อมตอบรับ

ข้อมูลรายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 ที่ผู้ใช้แนบมา สะท้อนว่าจังหวัดเชียงรายเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณที่แข็งแรง อัตราการเข้าพักอยู่ที่ 95.26 เปอร์เซ็นต์ มีผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 6,008.61 ล้านบาท โดยหลายตัวชี้วัดเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้แคมเปญส่วนลดตั๋วและกิจกรรมตามรอยลิซ่า มีโอกาสซ้ำเติมดีมานด์ให้เกิดการเดินทางเพิ่มในช่วงมีนาคมถึงกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่เชียงรายสามารถขายได้ทั้งฤดูร้อน ต่อเนื่องถึงช่วงฝนต้นฤดูที่เหมาะกับการท่องเที่ยวธรรมชาติและชุมชน หากบริหารประสบการณ์ให้ปลอดภัยและไม่กระทบสิ่งแวดล้อม

เป้าหมายไทยเที่ยวไทยระดับประเทศ กดดันให้ทุกแคมเปญต้องสร้างการเดินทางจริง

ภาพใหญ่ของปี 2569 ถูกวางด้วยเป้าหมายเชิงปริมาณและเศรษฐกิจที่ท้าทาย มีรายงานว่าททท. ตั้งเป้าตลาดไทยเที่ยวไทยที่ระดับ 210 ล้านคนครั้ง และกรอบรายได้ท่องเที่ยวรวมระดับ 1 ล้านล้านบาท

เมื่อเป้าหมายอยู่สูง แคมเปญรูปแบบ “ลดราคาและทำกิจกรรมแข่งขัน” จึงถูกหยิบมาใช้เพื่อเร่งการตัดสินใจ และทำให้การเดินทางเกิดขึ้นถี่ขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโจทย์ให้จังหวัดปลายทางต้องยกระดับการรองรับ ทั้งความปลอดภัย การบริการ และความเป็นธรรมในการกระจายรายได้

โอกาสของผู้ประกอบการเชียงราย ทำแพ็กเกจให้คนอยู่ต่อ ไม่ใช่แค่แวะมา

ในเชิงธุรกิจท้องถิ่น แคมเปญตั๋วเครื่องบินราคาดีทำให้ต้นทุนการเดินทางลดลง แต่ “รายได้ของจังหวัด” จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยอยู่ที่การทำให้คนอยู่ต่อและใช้จ่ายเพิ่ม ผู้ประกอบการเชียงรายจึงมีโอกาสออกแบบเส้นทางตามรอยให้ลึกขึ้น เช่น

  • เส้นทางไร่ชาและอาหารพื้นถิ่น เชื่อมกับตลาดชุมชนและงานคราฟต์
  • เส้นทางภูชี้ฟ้าและชุมชนบนดอย เน้นการท่องเที่ยวรับผิดชอบ ใช้บริการไกด์ท้องถิ่น
  • เส้นทางวัฒนธรรมล้านนาและศิลปะร่วมสมัย เชื่อมเมืองกับชนบทให้เกิดการกระจายรายได้

การทำให้ “ตามรอย” กลายเป็น “ตามใจ” คือทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าจังหวัดมีประสบการณ์มากกว่าฉากในสื่อ และยอมกลับมาอีกครั้งโดยไม่ต้องรอแคมเปญใหญ่

มุมที่ต้องจับตา ความหนาแน่น ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

แม้แคมเปญจะเป็นแรงส่งเชิงเศรษฐกิจ แต่การท่องเที่ยวจำนวนมากในเวลาไล่เลี่ยกันมักมีต้นทุนแฝง หากเชียงรายถูกดันให้เป็นปลายทางยอดนิยมในช่วงเวลาสั้น ๆ ประเด็นที่ต้องเตรียมพร้อมคือ

  • ความปลอดภัยบนถนนและเส้นทางภูเขา โดยเฉพาะช่วงหมอกฝน
  • การจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
  • ความเป็นธรรมของรายได้ ไม่ให้กระจุกที่ผู้เล่นรายใหญ่
  • คุณภาพการบริการ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

การวางมาตรการเชิงพื้นที่ เช่น จำกัดจำนวนบางกิจกรรมในจุดเปราะบาง ส่งเสริมการจองล่วงหน้า และยกระดับมาตรฐานรถรับจ้างหรือรถนำเที่ยว อาจเป็นคำตอบที่ทำให้กระแสไม่กลายเป็นภาระต่อชุมชน

แรงบันดาลใจต้องไปถึงการใช้จ่ายจริง และการใช้จ่ายต้องไปถึงชุมชน

“ลิซ่าเอฟเฟ็กต์” ในปี 2569 ถูกออกแบบให้ไม่หยุดอยู่ที่การรับรู้ แต่เดินหน้าไปถึงการซื้อจริงผ่านส่วนลด 15 เปอร์เซ็นต์ การจองผ่านแพลตฟอร์มเดียว และกิจกรรมลุ้นบินฟรีที่สร้างแรงขับให้คนเดินทางหลายจังหวัดต่อเนื่อง สำหรับเชียงราย การถูกยกเป็นหนึ่งใน 8 จังหวัดเป้าหมายคือโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่โอกาสจะมีคุณค่าจริงก็ต่อเมื่อจังหวัดและผู้ประกอบการสามารถทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม

สุดท้าย ความสำเร็จของแคมเปญลักษณะนี้จึงไม่ได้วัดแค่จำนวนการจองตั๋วหรือยอดผู้โดยสาร แต่ต้องวัดว่า “ผู้คนในปลายทาง” ได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด และเชียงรายสามารถเปลี่ยนการตามรอยให้เป็นการกลับมาเยือนซ้ำได้หรือไม่ ในวันที่ตลาดท่องเที่ยวแข่งขันกันด้วยประสบการณ์ไม่ใช่เพียงราคา

สถิติสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงราย รายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 จากข้อมูลผู้ใช้แนบมา อัตราการเข้าพัก 95.26 เปอร์เซ็นต์ ผู้เยี่ยมเยือนรวม 764,915 คน รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน 6,008.61 ล้านบาท เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายตัวชี้วัด
  • เครือข่ายเที่ยวบินในประเทศของไทยแอร์เอเชีย 42 เส้นทาง ครอบคลุม 25 จุดหมาย
  • เป้าหมายไทยเที่ยวไทยปี 2569 ระดับ 210 ล้านคนครั้ง และกรอบรายได้รวมภาคท่องเที่ยวระดับ 1 ล้านล้านบาท ตามรายงานสื่อเศรษฐกิจและสื่อกระแสหลัก
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สายการบินไทยแอร์เอเชีย ข่าวประชาสัมพันธ์แคมเปญ FLY YOUR FEELINGS และรายละเอียดโค้ดส่วนลด ช่วงจอง ช่วงเดินทาง เครือข่ายเส้นทาง และกิจกรรมพิเศษ เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
  • ข้อมูลผู้ใช้จัดเตรียม รายงานจำนวนผู้เยี่ยมเยือนรายจังหวัด รายงานเบื้องต้นเดือนมกราคม ปี 2569 สำหรับตัวเลขอัตราการเข้าพัก ผู้เยี่ยมเยือน และรายได้ของจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI ECONOMY

เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน ท่ามกลาง ทอท. โชว์กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้านบาท

ตรุษจีนคึกคัก เชียงรายรับคลื่นนักท่องเที่ยวจีน สนามบินแม่ฟ้าหลวงสร้างประสบการณ์ต้อนรับ ขณะ ทอท. กำไรไตรมาสแรก 4.65 พันล้าน ตอกย้ำทิศทางฟื้นตัวเศรษฐกิจท่องเที่ยวปี 2569

เชียงราย,วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพบรรยากาศการเดินทางช่วงตรุษจีนปีนี้ในจังหวัดเชียงรายถูกจับตาเป็นพิเศษ เมื่อท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ขยับบทบาทจากจุดรับส่งผู้โดยสาร ไปสู่พื้นที่สร้างประสบการณ์ต้อนรับเชิงวัฒนธรรม เพื่อเสริมความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ ท่ามกลางสัญญาณฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยที่สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน หรือ ทอท. ซึ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 ที่ระดับ 4,652.62 ล้านบาท

แม้ตัวเลขผลประกอบการเป็นภาพรวมระดับประเทศ แต่แรงส่งของการเดินทางที่กลับมาอย่างต่อเนื่องได้ทำให้สนามบินภูมิภาคอย่างเชียงรายถูกดึงขึ้นมาอยู่ในสมการเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ระบุว่า จังหวัดมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท และมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน ซึ่งเป็นฐานรายได้สำคัญที่ภาคธุรกิจท้องถิ่นยังต้องพึ่งพาในช่วงเศรษฐกิจภาคการผลิตของไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง

สนามบินแม่ฟ้าหลวงยกระดับการต้อนรับตรุษจีน ส้มมงคลและพื้นที่ถ่ายภาพสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก

จุดเริ่มของความคึกคักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 น. ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2569 โดยนาวาอากาศเอก สกรรจ์ อุดล ผู้เชี่ยวชาญ 9 และรักษาการผู้อำนวยการท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ทำหน้าที่ประธานในกิจกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมมอบของที่ระลึกส้มมงคลให้แก่ผู้โดยสาร ผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบการในอาคารผู้โดยสาร เพื่อสื่อสารคำอวยพรต้อนรับปีใหม่จีน และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับการเดินทาง

นอกจากการมอบส้มมงคล สนามบินยังจัดซุ้มตกแต่งเป็นจุดถ่ายภาพช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าห้องผู้โดยสารขาเข้าภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความมีส่วนร่วมและทำให้นักเดินทางรู้สึกว่าจังหวัดปลายทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นทางของการเดินทาง

ในเชิงนัยยะเชิงเศรษฐกิจ กิจกรรมลักษณะนี้อาจดูเป็นงานสร้างสีสัน แต่ในโลกการแข่งขันท่องเที่ยวหลังยุคความผันผวน ภาพความพร้อมของปลายทางมักถูกตัดสินจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่สนามบิน การต้อนรับ การสื่อสารหลายภาษา ไปจนถึงความสะดวกในการเดินทางต่อ หากสนามบินทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะใช้เวลาและใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในเมืองปลายทางย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย

ทอท. โชว์กำไร 4.65 พันล้านในไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2569 สัญญาณการเดินทางกลับสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไป

สัญญาณระดับมหภาคสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของ ทอท. ในงวด 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท และมีรายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท

ด้านปริมาณการจราจรทางอากาศ ทอท. รายงานว่า ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในสังกัด ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีจำนวนเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน และมีผู้โดยสารใช้บริการรวม 34.47 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเช่นกัน

ความหมายของตัวเลขไม่ได้หยุดอยู่ที่กำไร แต่สะท้อนว่าอุปสงค์การเดินทางเริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดโจทย์เรื่องระดับการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น สนามบินบางแห่งเข้าใกล้ขีดความสามารถรองรับสูงสุดมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นเหตุผลให้แผนขยายศักยภาพสนามบินถูกเร่งในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

เกมรุกเพิ่มรายได้ การบินและนอกการบิน ลดความผันผวนและเพิ่มพื้นที่เศรษฐกิจใหม่รอบสนามบิน

อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดโครงสร้างรายได้ของธุรกิจสนามบิน ซึ่งโดยธรรมชาติพึ่งพารายได้จากการบินเป็นหลัก แต่ในช่วงความผันผวนระดับโลก ผู้ประกอบการสนามบินทั่วโลกพยายามเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกการบิน เช่น ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์รอบสนามบิน เพื่อกระจายความเสี่ยง

ในกรณีของ ทอท. ข้อมูลที่รายงานระบุแนวทางผลักดันรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินผ่านการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุน รวมถึงโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วอย่างสถานีชาร์จรถโดยสารไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ และแนวทางเปิดประมูลพื้นที่ที่หาดใหญ่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

ขณะเดียวกัน ยังมีการกล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าบริการผู้โดยสารขาออกเพื่อให้เหมาะสม โดยคาดหมายช่วงกลางปี 2569 ซึ่งเป็นอีกจุดที่ตลาดจับตา เพราะสะท้อนการบริหารกระแสเงินสดเพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

เชียงรายมีฐานรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่โครงสร้างรายได้ยังพึ่งพาคนไทยเป็นหลัก

เมื่อหันกลับมาดูเชียงราย ตัวเลขสถิติท่องเที่ยวปี 2568 ยืนยันว่า จังหวัดยังอยู่บนฐานรายได้จากการท่องเที่ยวที่แข็งแรง โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 51,540.09 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี โครงสร้างรายได้บอกชัดว่า คนไทยยังเป็นแรงขับหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 5,765,564 คน และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 697,583 คน สร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องอ่านให้ลึกคือ ตลาดต่างชาติของเชียงรายลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งจำนวนและรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน นี่ทำให้ช่วงตรุษจีนและกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงมีความหมายมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในหน้าต่างเวลาที่สามารถทดสอบแรงส่งของตลาดจีนต่อเชียงรายได้จริง ว่าจะกลับมาในระดับไหน และจะต่อยอดเป็นการเดินทางซ้ำหรือการบอกต่อได้มากเพียงใด

ตรุษจีนเป็นจังหวะทดสอบความพร้อมปลายทางจริง ทั้งการเดินทาง การบริการ และความเชื่อมั่น

การที่สนามบินเลือกสื่อสารภาพความสัมพันธ์ไทยจีนผ่านกิจกรรมต้อนรับสะท้อนมุมมองว่า นักท่องเที่ยวจีนยังถูกจัดวางเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของเชียงราย ในมุมผู้ประกอบการท่องเที่ยว ช่วงตรุษจีนมักไม่ใช่แค่วันหยุดเทศกาล แต่เป็นจังหวะทดสอบระบบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เที่ยวบิน การรับส่งผู้โดยสาร การท่องเที่ยวในเมือง ไปจนถึงความพร้อมของบริการภาษา การชำระเงิน และการจัดการความปลอดภัย

สิ่งที่ทำให้เชียงรายน่าสนใจคือภาพเมืองท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเข้มข้น แต่ต้องบริหารความสะดวกสบายแบบเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ด้วย หากปลายทางทำให้การเดินทางลื่นไหล นักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนวันพัก เพิ่มการใช้จ่ายต่อทริป และกระจายรายได้สู่ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่หลายจังหวัดพยายามผลักดันในยุคที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การดึงคนให้มา แต่ต้องทำให้คนอยู่และใช้จ่ายให้มากขึ้นอย่างมีคุณภาพ

ตัวเลขผู้โดยสารระดับประเทศชี้โอกาส แต่โจทย์ของเชียงรายคือการเปลี่ยนคนผ่านเมืองให้เป็นคนเข้าพักในเมือง

แม้ปริมาณผู้โดยสารรวมของสนามบินในสังกัด ทอท. จะเพิ่มขึ้นเป็น 34.47 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่โจทย์เชิงนโยบายและเชิงธุรกิจในระดับจังหวัดคือการแปลงการเดินทางให้เกิดมูลค่าเพิ่มในพื้นที่จริง

สำหรับเชียงราย ความท้าทายไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินหรือจำนวนผู้โดยสาร แต่คือการทำให้ผู้โดยสารที่ลงสนามบินใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น ซื้อสินค้าและบริการท้องถิ่นมากขึ้น และเชื่อมต่อไปสู่เมืองรองหรือชุมชนได้ง่ายขึ้น เพราะรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดแม้สูง แต่ยังมีความเปราะบางจากฤดูกาลท่องเที่ยวและความผันผวนของตลาดต่างชาติที่ลดลงในปี 2568

การจัดกิจกรรมตรุษจีนที่สนามบินจึงเป็นเหมือนสัญญาณว่า จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามเติมประสบการณ์ตั้งแต่ด่านแรก แต่ในระยะยาว ยังต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบร่วมกัน ทั้งการทำตลาด การพัฒนาสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยว การเพิ่มการเข้าถึงของนักเดินทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ เพื่อให้การฟื้นตัวมีความยั่งยืน ไม่ใช่คึกคักเพียงช่วงเทศกาล

มุมมองที่ต้องจับตาในปี 2569 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสนามบินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

แผนขยายศักยภาพสนามบินและการจัดโครงสร้างรายได้ของผู้ประกอบการสนามบินมีนัยเชิงนโยบายต่อจังหวัดปลายทางอย่างเชียงราย เพราะหากขีดความสามารถสนามบินเพิ่มขึ้น โอกาสเพิ่มเที่ยวบิน เพิ่มเส้นทางบิน เพิ่มความถี่ และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะสูงขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปลายทางไม่สามารถทำให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย ชุมชน และแรงงานบริการได้จริง ความรู้สึกของประชาชนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาจไม่เป็นบวกในระยะยาว และจะกระทบความร่วมมือในการรักษาคุณภาพปลายทาง

ในมุมนี้ ตัวเลขรายได้ท่องเที่ยวเชียงราย 51,540.09 ล้านบาทในปี 2568 เป็นเหมือนหลักฐานว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจจังหวัดได้จริง แต่การทำให้รายได้นั้นมีคุณภาพและยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ละเอียดกว่าการเพิ่มจำนวนคนเพียงอย่างเดียว

เชียงรายกำลังอยู่ในจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นควบคู่คุณภาพการท่องเที่ยว

ตรุษจีนปี 2569 ทำให้ภาพการท่องเที่ยวเชียงรายคึกคักขึ้นอีกครั้ง โดยท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ใช้กิจกรรมต้อนรับและการสื่อสารเชิงวัฒนธรรมสร้างความประทับใจแก่ผู้โดยสาร ขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนสัญญาณบวกผ่านผลประกอบการของ ทอท. ที่มีกำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 และปริมาณผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน

แต่ในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายยังต้องตอบโจทย์สำคัญสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรก คือการรักษาและยกระดับตลาดคนไทยซึ่งเป็นฐานหลักของรายได้จังหวัด เรื่องที่สอง คือการดึงตลาดต่างชาติกลับมาอย่างมีคุณภาพ หลังสถิติปี 2568 ชี้ว่าตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน

จุดเปลี่ยนของเชียงรายในปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงภาพการต้อนรับที่คึกคักในช่วงเทศกาล แต่คือการทำให้ความคึกคักนั้นต่อยอดไปสู่การเข้าพักที่ยาวขึ้น การใช้จ่ายที่กระจายขึ้น และความเชื่อมั่นที่มั่นคงขึ้น เพื่อให้รายได้ท่องเที่ยวที่ทะลุ 5.15 หมื่นล้านบาทไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สถิติและข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง

  • เชียงรายปี 2568 ผู้มาเยี่ยมเยือนรวม 6,463,147 คน รายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท โครงสร้างรายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และตลาดต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปี 2567
  • ทอท. งวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท รายได้รวม 17,332.42 ล้านบาท เที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยวบิน ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน
  • กิจกรรมตรุษจีนที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย จัดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 และมีซุ้มถ่ายภาพช่วง 1 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยชุดข้อมูลสถิติท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายปี 2568 ที่ถูกเผยแพร่ผ่านหน่วยงานจัดทำในสายวิชาการ
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้จัดทำชุดสถิติท่องเที่ยวเชียงรายปี 2568
  • บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน รายงานผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก ปีงบประมาณ 2569 ที่ถูกรายงานผ่านสื่อเศรษฐกิจและการเงิน
  • ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ข้อมูลกิจกรรมตรุษจีนประจำปี 2569 ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารสาธารณะของหน่วยงาน
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI TRAVEL

อบจ.เชียงรายลุยแม่สรวยปรับเส้นทางท่องเที่ยว มุ่งแก้โจทย์ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเติบโตในปี 2569

ถนนพร้อม คนพร้อม เมืองพร้อม เชียงรายเร่งปรับเส้นทางรับฤดูล่องแพเปียกแม่สรวย ชี้ท่องเที่ยวปี 2568 รายได้ทะลุ 5.15 หมื่นล้าน แต่ต่างชาติลดลงเป็นโจทย์ปี 2569

เชียงราย, 13 กุมภาพันธ์ 2569 – ภาพของเชียงรายในฤดูท่องเที่ยวไม่ได้หยุดอยู่แค่ทะเลหมอกบนยอดดอยหรือคาเฟ่กลางเขา หากกำลังขยับสู่เกมการท่องเที่ยวที่วัดกันด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือถนน เส้นทาง และระบบบริการหน้างาน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ณ จุดล่องแพเปียกแม่สรวย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวกิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวย โดยมีผู้นำท้องที่ท้องถิ่นให้การต้อนรับ พร้อมกำชับหน่วยงานช่างของ อบจ. ให้เร่งปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางสัญจรที่ชำรุดเสียหาย เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติที่มักพีคในช่วงอากาศร้อนและวันหยุดต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางตัวเลขภาพใหญ่ที่สะท้อนว่าเชียงรายยังคง “เดินหน้า” ในมิติการท่องเที่ยว โดยสถิติทั้งปี 2568 ระบุว่าเชียงรายมีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 2.88 และสร้างรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขต่างชาติกลับลดลงทั้งจำนวนคนและรายได้ กลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายที่ต้องแก้ให้ตรงจุดในปี 2569

ประเด็นเด่นที่สะท้อนจากข้อมูลหน้างานและตัวเลขทั้งจังหวัด

ภาพรวมจากข้อมูลที่ได้รับชี้ชัดถึงสามแกนสำคัญที่เชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนแรกคือโครงสร้างพื้นฐานเป็นเงื่อนไขของความปลอดภัยและความเชื่อมั่น กิจกรรมท่องเที่ยวกลางแจ้งอย่างล่องแพเปียกจะเติบโตได้ ต้องเริ่มจากการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางหลักและทางเชื่อมเข้าสู่จุดกิจกรรม

แกนที่สองคือเศรษฐกิจท่องเที่ยวของเชียงรายยังพึ่งพาคนไทยเป็นฐานหลักอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวชาวไทยคิดเป็น 89.2 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาเยือน และสร้างรายได้คิดเป็น 86.3 เปอร์เซ็นต์ของทั้งจังหวัด

แกนที่สามคือสัญญาณต่างชาติลดลงเป็นความเสี่ยงที่ต้องวางกลยุทธ์เชิงรุก เพราะการลดลงร้อยละ 15.13 ในด้านจำนวน และร้อยละ 12.89 ในด้านรายได้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนความเปราะบางของตลาดที่อาจกระทบธุรกิจท่องเที่ยวบางกลุ่มโดยตรง

ลงพื้นที่แม่สรวย ปรับถนนก่อนเปิดฤดูล่องแพ เป้าหมายคือเที่ยวสนุกต้องปลอดภัย

ที่จุดล่องแพเปียกแม่สรวย นายก อบจ.เชียงราย เน้นให้สำนักช่างนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ ปรับเกลี่ยและบดอัดเส้นทางที่ชำรุด เพื่อให้ผิวจราจรเรียบและลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางหนาแน่น

สาระสำคัญของคำสั่งการคือการทำให้ “เส้นทางถึงแหล่งท่องเที่ยว” กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ดี ไม่ใช่ด่านทดสอบความอดทนของผู้เดินทาง เพราะเมื่อถนนเสียหาย ไม่ได้กระทบแค่คนมาเที่ยว แต่กระทบคนในพื้นที่ที่ต้องใช้เส้นทางเดียวกันในการดำรงชีวิต

ในคำกล่าวที่อ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับ นายก อบจ.เชียงราย ระบุว่า กิจกรรมล่องแพเปียกแม่สรวยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของจังหวัดในช่วงฤดูร้อน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่เร่งนำรถเกรดเดอร์และรถบดอัดเข้าดำเนินการปรับปรุงผิวจราจรในเส้นทางหลักและเส้นทางเชื่อมต่อให้เรียบเนียน ปลอดภัย และได้มาตรฐาน พร้อมย้ำว่าการดำเนินการไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว แต่ยังช่วยให้ประชาชนในพื้นที่สัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวกขึ้น สอดคล้องแนวทางบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

จุดประสานงานนักท่องเที่ยว แนวคิดบริการแบบครบวงจรที่ต้องทำให้เกิดจริง

นอกจากงานถนน อีกประเด็นที่ถูกหยิบย้ำคือสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว โดยมีแนวทางประสานกับท้องถิ่นเพื่อจัดตั้งจุดบริการและจุดประสานงาน อาทิ จุดปฐมพยาบาล และจุดอำนวยความสะดวกหน้างาน

ข้อสังเกตเชิงนโยบายคือ “ศูนย์ประสานงาน” จะสร้างความเชื่อมั่นได้จริงก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบครบ ทั้งคน อุปกรณ์ การสื่อสาร และมาตรฐานปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงป้ายหรือโต๊ะบริการ เพราะกิจกรรมริมแม่น้ำหรือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ต้องมีระบบรองรับเหตุฉุกเฉินอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ความสนุกไม่แลกมากับความเสี่ยง

ตัวเลขท่องเที่ยวปี 2568 โตต่อเนื่อง รายได้ขยับแรงกว่าจำนวนคน

สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายตลอดช่วง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่ามีนักท่องเที่ยวรวม 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.88 และรายได้รวม 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.36 สะท้อนว่าเม็ดเงินเติบโตเร็วกว่า “หัวคน” ซึ่งมักตีความได้ว่าการใช้จ่ายเฉลี่ย หรือรูปแบบสินค้าและบริการท่องเที่ยว มีแนวโน้มมูลค่าสูงขึ้น หรือมีสัดส่วนกิจกรรมที่สร้างรายได้มากขึ้นในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

เมื่อแยกตามกลุ่มนักท่องเที่ยว พบว่า

นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน คิดเป็นสัดส่วน 89.2 และสร้างรายได้ 44,460.27 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 86.3

นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน คิดเป็นสัดส่วน 10.8 และสร้างรายได้ 7,079.82 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.7

ในเชิงโครงสร้าง นี่คือข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้เชียงรายต้องอ่านเกมให้ขาดว่า ฐานตลาดหลักคือคนไทย และการยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวในจังหวัดต้องยังคงตอบโจทย์คนไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบการดึงต่างชาติกลับมาแบบจำเพาะกลุ่ม ไม่ใช่หว่านกว้าง

ต่างชาติลดลงทั้งคนทั้งเงิน สัญญาณที่จังหวัดต้องตอบให้เร็ว

ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่า หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2568 พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 15.13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89 เมื่อเทียบกับปี 2567

ประเด็นนี้มีนัยต่อชุมชนและผู้ประกอบการบางประเภทโดยตรง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายของต่างชาติ หรือธุรกิจที่อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลักที่เคยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะแม้รายได้รวมจังหวัดยังโต แต่การ “โตแบบไม่เท่ากัน” อาจทำให้บางพื้นที่หรือบางอาชีพได้รับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขรวมสะท้อน

อ่านฤดูกาลจากตัวเลข เดือนคนเยอะไม่เท่ากับเดือนรายได้สูง

ข้อมูลรายเดือนชี้ให้เห็นภาพการท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เส้นตรง

เดือนมกราคมมีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด 644,347 คน และสร้างรายได้ 4,885.26 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวชาวไทยน้อยสุด 330,826 คน และสร้างรายได้ 2,601.18 ล้านบาท

เมื่อดูเฉพาะรายได้ พบว่าเดือนธันวาคมเป็นเดือนที่ทำรายได้สูงสุด แม้จำนวนคนจะน้อยกว่าเดือนมกราคม

ส่วนฝั่งต่างชาติ เดือนธันวาคมมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากสุด 83,236 คน สร้างรายได้ 1,081.34 ล้านบาท ขณะที่เดือนกันยายนมีนักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยสุด 37,754 คน สร้างรายได้ 393.42 ล้านบาท

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติการคือ จังหวัดและผู้ประกอบการควรใช้ข้อมูลนี้ในการออกแบบปฏิทินท่องเที่ยวแบบยืดหยุ่น แยกแผน “เพิ่มจำนวนคน” ออกจากแผน “เพิ่มรายได้ต่อหัว” เพราะสองเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกันเสมอ

ไตรมาส 4 และไตรมาส 1 ช่วงทองของเชียงราย ความท้าทายคือทำให้ทองยาวขึ้น

ข้อมูลอัตราส่วนตามไตรมาสระบุว่า การท่องเที่ยวของเชียงรายเติบโตสูงสุดในไตรมาส 4 ช่วงตุลาคมถึงธันวาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 และมีสัดส่วนใกล้เคียงกับไตรมาส 1 ช่วงมกราคมถึงมีนาคม คิดเป็นร้อยละ 28.7 เช่นกัน

นี่คือหลักฐานเชิงตัวเลขว่าการท่องเที่ยวเชียงรายยังคงเป็นเกมของฤดูกาล โดยเฉพาะปลายปีถึงต้นปี ขณะที่ช่วงกลางปีอาจต้องพึ่งกิจกรรมเฉพาะทางเพื่อกระตุ้นการเดินทาง

ดังนั้นการปรับปรุงถนนและระบบบริการในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น แม่สรวย จึงไม่ใช่แค่งานซ่อมบำรุง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “ยืดฤดูกาล” ให้จังหวัดสามารถรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่วงพีคมากเกินไป

ผลต่อชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ถนนหนึ่งเส้นมีความหมายมากกว่าการเดินทาง

ในพื้นที่จริง ถนนที่ดีไม่ได้แปลว่าเที่ยวสะดวกเท่านั้น แต่หมายถึงต้นทุนชีวิตที่ลดลงของชาวบ้าน การเข้าถึงบริการสาธารณะ การขนส่งผลผลิต และความสามารถในการเชื่อมต่อกับตลาด

หากการท่องเที่ยวถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนที่เห็นผลเร็วที่สุดมักเริ่มจากสิ่งพื้นฐานที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจจากคำโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจจากความรู้สึกปลอดภัย ความสะดวก และการดูแลเมื่อมาถึงพื้นที่

การกำหนดให้มีจุดปฐมพยาบาล จุดประสานงาน และการปรับถนนก่อนฤดูกาลท่องเที่ยว จึงเป็นภาพของการบริหารจัดการที่ชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในวันที่มีนักท่องเที่ยวและในวันที่เป็นวันปกติของคนท้องถิ่น

สถิติสำคัญที่ควรรู้สำหรับการวางแผนปี 2569

  • จำนวนนักท่องเที่ยวรวมปี 2568 เท่ากับ 6,463,147 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 88
  • รายได้รวมจากการท่องเที่ยวปี 2568 เท่ากับ 51,540.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 36
  • นักท่องเที่ยวชาวไทย 5,765,564 คน สัดส่วน 2
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 44,460.27 ล้านบาท สัดส่วน 3
  • นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 697,583 คน สัดส่วน 8
  • รายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 7,079.82 ล้านบาท สัดส่วน 7
  • ต่างชาติลดลงเมื่อเทียบปีก่อน จำนวนลดลงร้อยละ 13 และรายได้ลดลงร้อยละ 12.89
สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถิติการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 ข้อมูล ณ วันที่ 19 มกราคม 2569
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว CTRD สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้จัดทำสรุปและเผยแพร่ข้อมูลสถิติที่ใช้ประกอบรายงาน
  •  องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายยกระดับมาตรการงดเผา 86 วัน เริ่ม 14 ก.พ. – 10 พ.ค. นี้ ตั้งเป้าลดจุดความร้อน 40%

เชียงรายยกระดับห้ามเผา 86 วัน เริ่ม 14 กุมภาพันธ์ รับมือฝุ่น PM2.5 ชูอากาศสะอาดเป็นทุนสุขภาพและท่องเที่ยว

เชียงราย, 9 กุมภาพันธ์ 2569 – ที่ห้องปฏิบัติงานผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บรรยากาศการประชุมดูเหมือนเป็นกิจวัตรของฝ่ายปกครองในฤดูแล้ง แต่ประโยคที่ถูกย้ำซ้ำในที่ประชุมกลับสะท้อนเดิมพันที่ใหญ่กว่าเรื่องไฟและควัน เพราะสิ่งที่เชียงรายกำลังต่อรองอยู่คือ “ลมหายใจ” ของผู้คนในเมืองท่องเที่ยวและเมืองชายแดน ที่ต้องอยู่กับหมอกควันทุกปี และต้องเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจในช่วงที่อากาศปิด

นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดมาตรการเข้มงวดงดเผาในที่โล่งรับมือฝุ่นละออง PM2.5 ปี 2569 โดยมีนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

หัวใจของมาตรการปีนี้อยู่ที่การ “ยกระดับ” จากขอความร่วมมือไปสู่คำสั่งเข้ม โดยจังหวัดแบ่งช่วงดำเนินการเป็น 2 ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 13 กุมภาพันธ์ เป็นช่วงขอความร่วมมือให้บริหารจัดการเชื้อเพลิง ไถกลบ ทำปุ๋ย และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง ระยะที่สองเป็นช่วงวิกฤตตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ ถึง 10 พฤษภาคม รวม 86 วัน ที่กำหนดห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาด ครอบคลุมพื้นที่เกษตร การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร ขยะมูลฝอย และวัชพืช ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษตามกฎหมาย

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำในที่ประชุมว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ต้องพึ่งพาความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจและร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อให้เชียงรายมีอากาศที่ปลอดภัยต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ท่องเที่ยวและรายได้ชุมชน ข้อความเชิญชวนที่ระบุในเอกสารแนบยังสะท้อนเจตนารมณ์ทางสังคมว่า “สิ่งสำคัญคือความร่วมมือของพี่น้องประชาชนชาวเชียงรายทุกคน ทุกภาคส่วน ร่วมด้วยช่วยกันทุกวิถีทางเพื่อสร้างคุณภาพอากาศที่ดีให้กับลูกหลานคนเชียงราย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวจังหวัดเชียงรายด้วย”

เป้าหมายลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน

มาตรการห้ามเผาไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อ “ความเรียบร้อย” ทางปกครองเท่านั้น แต่มีตัวชี้วัดที่จังหวัดประกาศเป็นเป้าหมายเชิงผลลัพธ์ชัดเจน โดยตั้งเป้าลดจุดความร้อนลง 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 15 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

คำว่า “เกินมาตรฐาน” ในเชิงวิชาการสาธารณสุขอ้างอิงเกณฑ์ค่าฝุ่น PM2.5 ของประเทศไทย ซึ่งประกาศและเผยแพร่โดยกรมควบคุมมลพิษ โดยมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงถูกปรับเป็น 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปี 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร การประกาศเป้าหมายลดจำนวนวันเกินมาตรฐานจึงมีความหมายตรงกับการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงทำให้ “ตัวเลขสวย”

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ความยากของเชียงรายไม่ได้อยู่แค่การหยุดเผาในจังหวัด แต่อยู่ที่การทำให้มาตรการ “เกิดผลจริง” ภายใต้ภูมิประเทศแบบแอ่งล้อมเขา และอิทธิพลหมอกควันข้ามแดนที่จังหวัดควบคุมได้จำกัด

บทเรียนปี 2568 จุดความร้อนลดมาก แต่ไฟไหม้จริงลดน้อย

เอกสารแนบได้ยก “รายงานการวิเคราะห์พลวัตจุดความร้อนและการจัดการวิกฤตหมอกควัน จังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2568” เป็นฐานบทเรียนสำคัญที่ทำให้ปี 2569 ต้องยกระดับมาตรการ จุดที่ถูกชูเป็นสาระหลักคือความย้อนแย้งระหว่างจำนวนจุดความร้อนกับพื้นที่เผาไหม้จริง

รายงานระบุว่าในช่วงฤดูไฟป่า 1 กุมภาพันธ์ ถึง 8 พฤษภาคม ปี 2568 จังหวัดเชียงรายลดจุดความร้อนสะสมจาก 3,885 จุดในปี 2567 เหลือ 611 จุดในปี 2568 ลดลงร้อยละ 84.3 แต่พื้นที่เผาไหม้จริงลดลงเพียงร้อยละ 16.33 จาก 62,521 ไร่ เหลือ 52,311 ไร่ ตามข้อมูลในเอกสารแนบ ซึ่งสะท้อนว่าความถี่ของการจุดไฟอาจลดลง แต่การลุกลามต่อครั้งรุนแรงขึ้น

หากแปลความเป็นภาษานโยบาย นี่คือคำเตือนว่า การใช้จำนวนจุดความร้อนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงตัวเดียวอาจไม่พอ เพราะไฟที่เริ่มจากจุดเล็กอาจขยายเป็นวงกว้างก่อนถูกตรวจพบหรือเข้าถึงพื้นที่ดับไฟได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูง ป่าลึก และแนวรอยต่อเกษตรที่เข้าถึงยาก

ดาวเทียมและข้อมูลจุดความร้อน เครื่องมือที่ทำให้การสั่งการเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

การติดตามจุดความร้อนของไทยมีฐานข้อมูลดาวเทียมที่หน่วยงานรัฐใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดย GISTDA ให้บริการข้อมูลจุดความร้อนจากระบบตรวจวัดหลายแหล่ง รวมถึง VIIRS ที่มีความละเอียดระดับประมาณ 375 เมตร ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายเพื่อการเฝ้าระวังและวิเคราะห์เชิงพื้นที่ เอกสารวิชาการของกรมส่งเสริมการเกษตรยังอธิบายการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมและระบบตรวจจับความร้อนเพื่อสนับสนุนการจัดการพื้นที่เกษตรและการเฝ้าระวังการเผา

แต่บทเรียนจากตัวเลขปี 2568 ก็บอกอีกด้านว่า ต่อให้ตรวจพบไวขึ้น หาก “เข้าถึงพื้นที่ช้า” หรือมีเชื้อเพลิงสะสมมาก ไฟเพียงครั้งเดียวก็อาจสร้างพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากได้ จึงทำให้ปี 2569 ต้องเน้นทั้งการห้ามเผาและการจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก เช่น ไถกลบ ทำปุ๋ย การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการกำกับขยะและวัชพืชไม่ให้กลายเป็นเชื้อไฟ

ฝุ่นข้ามแดน และเมืองในแอ่ง ลมหายใจที่ไม่ได้ขึ้นกับการเผาในจังหวัดอย่างเดียว

แม้เชียงรายจะควบคุมการเผาในพื้นที่ได้ดีขึ้นในบางช่วง แต่เอกสารแนบย้ำชัดว่าฝุ่นควันข้ามแดนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อทิศทางลมเปลี่ยน เมืองชายแดนอย่างแม่สายและเชียงของจึงมีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่อื่น

ขณะเดียวกัน “รูปทรงภูมิประเทศ” ทำให้มลพิษสะสมง่าย ในช่วงฤดูแล้งภาคเหนือมักเกิดอุณหภูมิผกผัน ทำให้มวลอากาศอุ่นปิดทับอากาศเย็นด้านล่าง เปรียบเหมือนฝาชีครอบที่กักฝุ่นไว้ใกล้พื้นดิน เมื่อควันจากการเผาในพื้นที่รวมกับหมอกควันข้ามแดน จึงทำให้ค่าฝุ่นพุ่งขึ้นได้แม้จำนวนจุดความร้อนจะไม่สูงมากนัก นี่คือเหตุผลที่มาตรการปี 2569 ไม่ได้สื่อสารแค่เรื่อง “ห้ามเผา” แต่พยายามโยงไปสู่ “ความห่วงใยสุขภาพ” และ “รายได้ท่องเที่ยว” เพื่อทำให้การร่วมมือเกิดขึ้นจริงในระดับครัวเรือน

สุขภาพประชาชนเป็นตัวตั้ง ห้องปลอดฝุ่นและการป้องกันเชิงรุก

มาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอีกเสาหลักที่ช่วยลดความเสี่ยงเฉียบพลันในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยข้อมูลระบุว่าจังหวัดมีห้องปลอดฝุ่นกระจายตามหน่วยบริการและพื้นที่สาธารณะ รวม 903 แห่ง ขณะที่กรมอนามัยเผยแพร่แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นอย่างเป็นระบบ เช่น การปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ลดช่องรั่ว ทำความสะอาดแบบเช็ดถู และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อฝุ่นเพิ่ม

เมื่อวางสองส่วนนี้คู่กัน ภาพของเชียงรายจึงไม่ใช่จังหวัดที่ “ประกาศห้าม” แล้วจบ แต่เป็นจังหวัดที่พยายามสร้างเกราะป้องกันให้คนอยู่ได้ในช่วงวิกฤต ขณะเดียวกันก็กดปุ่มเข้มเพื่อกดต้นเหตุที่มักกลับมาซ้ำในฤดูแล้ง

เศรษฐกิจท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นของเมือง การต่อสู้ที่วัดผลในสายตาคนนอกพื้นที่

สำหรับเชียงราย คุณภาพอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ภาพลักษณ์เมือง” ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว และส่งต่อไปถึงรายได้ของร้านค้า โฮมสเตย์ คนทำทัวร์ และชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในหลายอำเภอ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสื่อสารด้วยภาษาที่จับต้องได้ วาเลนไทน์ปีนี้ การส่งต่อความรักไม่ใช่ดอกไม้หรือของขวัญ แต่เป็นการลดควัน ลดเผา เพื่อให้คนในบ้านและคนที่มาเยือนหายใจได้สะดวกขึ้น หากมาตรการ 86 วันทำให้ท้องฟ้ากลับมาใสจริง เมืองจะได้ประโยชน์พร้อมกันทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ หากทำไม่สำเร็จ ผลกระทบจะย้อนกลับมาหาคนในพื้นที่ก่อนเสมอ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ

จุดท้าทายที่ต้องจับตา การบังคับใช้กฎหมายและทางเลือกของเกษตรกร

แกนท้าทายของการห้ามเผาทุกชนิดโดยเด็ดขาดคือการทำให้คน “มีทางเลือก” มากพอจะปฏิบัติตาม เพราะในพื้นที่เกษตร การเผามักถูกมองว่าเป็นวิธีจัดการเศษวัสดุที่เร็วและต้นทุนต่ำ มาตรการปี 2569 จึงพยายามผลักทางเลือก เช่น ไถกลบ การทำปุ๋ย และการจัดการวัชพืชอย่างเหมาะสม

อีกด้านหนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และทำควบคู่กับการสื่อสารเชิงเข้าใจ เพื่อไม่ให้มาตรการกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชน การตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์และการดำเนินมาตรการเชิงรุกตามที่เอกสารแนบระบุ จึงเป็นส่วนที่จะชี้ว่าเชียงรายจะ “คุมเกม” ได้จริงแค่ไหนในช่วงวิกฤต 86 วัน

บทสรุปจากสนามจริง อากาศสะอาดคือความปลอดภัยที่ต้องสร้างร่วมกัน

ภาพรวมมาตรการปี 2569 ของเชียงรายจึงเป็นการยกระดับจากบทเรียนปี 2568 ที่ชี้ว่า ลดจุดความร้อนได้มากไม่เท่ากับลดความเสียหายได้มากเสมอ ปีนี้จังหวัดเลือกเดินเกมเข้มด้วยการห้ามเผาทุกชนิดตลอด 86 วัน พร้อมตั้งเป้าลดจุดความร้อนและลดวันฝุ่นเกินมาตรฐาน และพยายามประคองผลกระทบด้วยการสื่อสาร การจัดการเชื้อเพลิงทางเลือก และการดูแลสุขภาพผ่านแนวคิดห้องปลอดฝุ่น

ทางสถิติ แต่คือการทำให้ “วันธรรมดา” ของคนเชียงรายกลับมาหายใจได้เต็มปอด และทำให้เมืองที่อยู่ท่ามกลางภูเขาและพรมแดนมีความเชื่อมั่นพอจะต้อนรับผู้มาเยือนได้โดยไม่ต้องลุ้นว่าท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเทาเมื่อไร

สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • กรมควบคุมมลพิษ ข้อมูลมาตรฐาน PM2.5 ของประเทศไทย
  • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน ข้อมูลระบบและฐานข้อมูลจุดความร้อน
  • กรมส่งเสริมการเกษตร เอกสารวิชาการเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลดาวเทียมและการติดตามจุดความร้อนในบริบทภาคเกษตร
  • กรมอนามัย แนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นเพื่อรับมือฝุ่น PM2.5
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
MOST POPULAR
FOLLOW ME
Categories
AROUND CHIANG RAI EDITORIAL

ท่องเที่ยวเชียงรายปี 67 เสถียรภาพสูง แต่สะดุดแรงในไตรมาส 3

เชียงราย–ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเหนือ ปี 2567 เสถียรภาพสูงทั้งปีแม้สะดุดในไตรมาส 3 — บทเรียนจากพฤติกรรมเดินทางของคนไทยและแรงดูดต่างประเทศ

เชียงราย, 19 กันยายน 2568 —  กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดนำข้อมูลสถิติปี 2567 (ที่ผ่านคณะกรรมการสถิติฯ) สรุปรายได้และค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2567 ในปีที่การแข่งขันด้านท่องเที่ยวเข้มข้นทั้งภายในประเทศและกับ “เอเชียใกล้บ้าน” เชียงรายยังคง “ยืนระยะ” ด้วยฐานผู้เดินทางรวมทั้งปี 6.28 ล้านคน-ครั้ง ใกล้เคียงปีก่อนแทบทุกมิติ ขณะที่โครงสร้างค้างคืนยังเป็นจุดแข็งสำคัญของจังหวัด แต่ “หุบเขาดีมานด์” ในไตรมาส 3 กลับฉายภาพชัดว่าจังหวัดจำเป็นต้องเร่งยุทธศาสตร์เฉพาะฤดูกาล เพื่ออุดรอยรั่วรายได้และยื้อการใช้เวลาของนักท่องเที่ยวให้อยู่กับพื้นที่นานขึ้น

นิยามศัพท์สำคัญ (อังกฤษ–ไทย) ที่ใช้ในข่าวนี้

  • Visitor (ผู้เดินทางทั้งหมด/คน-ครั้ง): จำนวน “คน-ครั้ง” ที่เดินทางเข้าพื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง ครอบคลุมทั้งผู้ค้างคืนและไป–กลับในวันเดียว
  • Tourist (นักท่องเที่ยวค้างคืน): ผู้เดินทางที่ “พักค้างคืน” อย่างน้อย 1 คืนในพื้นที่ปลายทาง
  • Excursionist (นักทัศนาจร/ไป–กลับวันเดียว): ผู้เดินทางที่ “ไม่ค้างคืน” เข้า–ออกภายในวันเดียว

สิ่งที่ตัวเลขกำลังบอกเรา

  1. เชียงรายทั้งปี 2567 “ทรงตัวอย่างมีนัย”
    ผู้เดินทางรวม (Visitor) อยู่ที่ 6,282,437 คน-ครั้ง ลดลงเพียง -0.18% จากปี 2566 (6,293,758) โดยในนั้นเป็น นักท่องเที่ยวค้างคืน (Tourist) 4,541,553 คน-ครั้ง (-1.48%) และ นักทัศนาจรไป–กลับ (Excursionist) 1,740,884 คน-ครั้ง (+3.39%). ภาพรวมจึงสะท้อนว่า “ค้างคืนลดเล็กน้อย แต่ทริปสั้นขยายตัว” — สอดคล้องกับพฤติกรรมหลังโควิดที่ผู้คนเลือกทริปกระชับและยืดหยุ่น แต่ยังยอมค้างคืนหากมีประสบการณ์เฉพาะทางให้ทำจริง
  2. โครงสร้างดีมานด์ของเชียงรายยังชัดว่าเป็น “เมืองค้างคืน”
    ค้างคืน 72.29% ไป–กลับ 27.71% ของผู้เดินทางทั้งหมด นี่คือทุนสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะ “ค้างคืน” เชื่อมลูกโซ่รายได้ที่ยาวกว่า (ที่พัก–อาหาร–กิจกรรม–ขนส่งท้องถิ่น–สินค้าชุมชน) และพร้อมต่อยอดเป็น “คืนที่สอง–สาม” หากมีแพ็กเกจและโลจิสติกส์ที่ดีพอ
  3. ฤดูกาลคือของจริง Q1/Q4 พีก แต่ Q3 เป็นหุบเขา
  • Q1: Visitor +6.55%, Tourist +6.39%, Excursionist +6.91% — อานิสงส์ฤดูหนาวและเทศกาล
  • Q2: Visitor +3.20%, Tourist +1.38%, Excursionist +8.44% — ทริปครอบครัว/ทัศนศึกษา/งานชุมชนหนุนฐาน
  • Q3: Visitor -9.61%, Tourist -12.03%, Excursionist +0.52% — จุดอ่อนของปี ช่วงปลายฝน–เปิดเทอม–และวันหยุดที่ถูก “แย่ง” โดยทริปต่างประเทศ
  • Q4: Visitor -2.63%, Tourist -2.60%, Excursionist -2.73% — ดีแต่ยังไม่เท่าปีก่อน สะท้อนการแข่งขันภายในภาคเหนือและกับปลายทางต่างประเทศ
  1. น้ำหนักของเชียงรายต่อภาคเหนือ “โดดเด่นในตลาดค้างคืน”
    ทั้งปี เชียงรายคิดเป็น ~15.05% ของ Visitor ภาคเหนือ, ~16.67% ของ Tourist, และ ~12.00% ของ Excursionist. อีกนัยหนึ่ง: เชียงรายคือ “หัวรถจักรตลาดค้างคืน” ของภาคเหนือโดยธรรมชาติ
  2. แรงดูดจากต่างประเทศ: 11.72 ล้านเที่ยวออกเดินทาง/ปี, 4.31 แสนล้านบาท
    ปี 2567 คนไทยเดินทางออกต่างประเทศ 11,720,634 เที่ยว ใช้จ่ายรวม 431,483.16 ล้านบาท จุดหมายท็อป 5 ได้แก่ จีน, มาเลเซีย, ลาว, ญี่ปุ่น, กัมพูชา—ตัวเลขนี้บอกชัดว่าการแข่งขันของเชียงราย ไม่ได้สู้กันเฉพาะในประเทศ แต่ต้อง “ชิงกลับ” เม็ดเงินจากต่างประเทศด้วยประสบการณ์ที่ ทัดเทียม/ต่างอย่างมีคุณค่า และโลจิสติกส์ที่ ไร้รอยต่อพอๆ กัน

จากหน้าหนาวถึงปลายฝน—และสิ่งที่หายไปกลางปี

ต้นปี เชียงรายรับบท “เมืองโรแมนติกของฤดูหนาว” อย่างเต็มภาคภูมิ เส้นทางยอดฮิตจากเมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงแสน ครึกครื้นด้วยคาเฟ่กาแฟพิเศษ ไร่ชา และกิจกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย นักเดินทางจำนวนมากเลือกค้างคืนเพื่อ “ตื่นรับหมอกยามเช้า” และเวิร์กช็อปชุมชนช่วงบ่าย—สะท้อนจากอัตราขยายตัวของค้างคืนใน Q1

พอเข้าฤดูร้อนของ Q2 เม็ดเงินไม่ได้วูบ แต่ “สั้นลง” ทริปวันเดียว/หนึ่งคืนมาแรง—อาจเพราะตารางชีวิตคนเมืองกลับสู่โหมดทำงานและเรียน นักท่องเที่ยวเลือกกิจกรรมที่จบในครึ่งวัน–หนึ่งวันมากขึ้น ร้านอาหารท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ และตลาดชุมชน จึงเป็น “ปลายทางระยะสั้น” ที่ยังคงคึกคัก

หากมองข้ามไตรมาส 3 ไม่ได้—นี่คือช่วงที่กราฟสั่นแรงที่สุด ค้างคืนลดลงสองหลัก อุปสงค์อ่อนตามฤดูกาลฝน บวกกับ “แรงดูดต่างประเทศ” ที่สะดวกและราคาพอๆ กัน ทำให้ปลายทางในประเทศ (รวมเชียงราย) เสียส่วนแบ่ง “เวลาและงบประมาณ” ของคนไทยไปให้ “เอเชียใกล้บ้าน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปลายปีใน Q4 เมืองกลับมามีชีวิตชีวา บรรยากาศเทศกาลและอากาศเย็นดึงคนกลับมาอีกครั้ง แต่ตัวเลขยัง “ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย” สะท้อนสองเรื่องพร้อมกัน (1) จังหวัดเหนืออื่นๆ เปิดเกมหนัก และ (2) ผู้บริโภคจำนวนหนึ่ง “ชิมรส” ต่างประเทศจนคุ้นกับความง่าย–ความครบ–บัตรรวมสิทธิ์ (Pass/Bundle) จึงคาดหวังมาตรฐานคล้ายกันเมื่อเที่ยวในไทย

เชียงรายในกระจก “ภาคเหนือ” โตทั้งภูมิภาค แต่สนามแข่งขันหนาแน่น

ภาคเหนือทั้งปี 2567 โตในทุกหมวด (Visitor +2.70%, Tourist +2.57%, Excursionist +2.94%). จังหวะไตรมาสของภูมิภาค “สอดคล้อง” กับเชียงราย: พีกที่ Q1/Q4 และชะลอใน Q3. นี่หมายความว่าปัญหาไม่ได้เป็น “เฉพาะจังหวัด” หากแต่เป็น “วัฏจักรทั้งภูมิภาค” ที่ต้องแก้ด้วย ปฏิทินเทศกาลเหนือที่ไม่ซ้อนกัน และ บัตรผ่านหลายจังหวัด (Cross-Northern Pass) ให้ผู้เดินทาง “อยู่นานขึ้น–ใช้จ่ายมากขึ้น–ไปหลายเมืองขึ้น”

สมการเศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายจากตัวเลขจริง

  • Demand Composition (โครงสร้างดีมานด์): ค้างคืน 72.29% / ไป–กลับ 27.71% ⇒ สมเหตุสมผลที่จะเดินเกม “เพิ่มมูลค่าต่อทริป” ผ่านกิจกรรมเชิงลึก (workshop คราฟต์–กาแฟพิเศษ–เส้นทางสุขภาพ–ศิลปะร่วมสมัย–ประวัติศาสตร์ชายแดน) และออกแบบ Route 2–3 คืน เชื่อมหลายอำเภอ
  • Seasonality (ฤดูกาล): พีคชัดใน Q1/Q4 และ “ดิป” ใน Q3 ⇒ ต้องมี “สินค้าฤดูฝน” ที่แข็งแรงจริง ไม่ใช่แค่โปรฯ ส่วนลดห้องพัก
  • Regional Positioning (ภาพในภาคเหนือ): เชียงรายเด่นด้านค้างคืนเมื่อเทียบสัดส่วนทั้งภูมิภาค ⇒ ควรสื่อสารตัวเองชัดว่าเป็น เมืองค้างคืนคุณภาพสูง”
  • Outbound Pressure (แรงดึงต่างประเทศ): คนไทยเที่ยวนอก 11.72 ล้านเที่ยว ใช้จ่าย 4.31 แสนล้านบาท ⇒ เมืองต้อง “เทียบเคียงได้” ทั้ง ราคา–ความสะดวก–ความพิเศษของประสบการณ์

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (ทำได้จริงจากข้อมูลที่มี)

1) “อุโมงค์ฤดูฝน Q3” — ปิดรูรั่วรายไตรมาส

  • เทศกาลเฉพาะทาง ก.ค.–ก.ย.: กาแฟ/ชา single origin เชียงราย (cupping–roasting–ดริปไร่), งานศิลป์ร่วมสมัย–หัตถกรรม, กีฬาเส้นทาง (วิ่งเทรล/ปั่น), ดนตรี–หนังกลางไร่
  • แพ็กเกจ “ไป–กลับสู่ค้างคืน”: คูปองชุด “1 คืนที่คุ้มที่สุด” = ที่พัก + workshop ชุมชน + อาหารชาติพันธุ์ + พิพิธภัณฑ์/แกลเลอรี
  • โลจิสติกส์ไร้รอยต่อ: เที่ยวบิน/รถไฟ/รถทัวร์คุณภาพสูง–ต่อรถท้องถิ่น–บริการรับ–ส่งกิจกรรม กดจองครั้งเดียวจบ

2) “เปลี่ยน Excursionist เป็น Tourist” — จากทริปสั้นสู่ค้างคืน

  • โปรแกรม 24–48 ชั่วโมง มี “กิจกรรมเย็น–เช้าตรู่” เป็นตัวบังคับเชิงบวก
  • Bundle/Pass ที่รวมสิทธิ์หลายบริการ (ที่พัก + กิจกรรม + ขนส่งท้องถิ่น) ในราคาเดียว พร้อมการันตีคิว/ยืดหยุ่นการเปลี่ยนวัน

3) “Route 2–3 คืน เชื่อมอำเภอ” — สร้างเหตุผลให้อยู่ต่อ

  • เมือง–แม่จัน–แม่สาย–เชียงแสน–แม่ลาว ด้วยธีม ประวัติศาสตร์ชายแดน/วัฒนธรรมร่วมสมัย/กาแฟ–ชา/สุขภาพ
  • กำหนด ตราสัญลักษณ์คุณภาพโฮสต์ชุมชน สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

4) “One Trip–Two Countries” — ใช้จุดแข็งเมืองชายแดน

  • แพ็กเกจเชื่อมประสบการณ์ข้ามพรมแดน (ภายใต้กรอบความร่วมมือที่มี) เช่น วัฒนธรรม–อาหารชาติพันธุ์–ตลาดชายแดน–พิพิธภัณฑ์ชายแดน–ล่องน้ำยามเย็น
  • เน้น participatory tourism ให้ผู้เดินทางได้ “ลงมือทำ” กับชุมชน

5) “Data-led Marketing” — ยิงแคมเปญจากพฤติกรรมจริง

  • รีทาร์เก็ตกลุ่มที่เคยมาช่วง Q1/Q4 ให้ กลับมา Q2/Q3 ด้วยข้อเสนอเฉพาะ (ส่วนลดเวิร์กช็อป, พาสกีฬา, พาสพิพิธภัณฑ์/หอศิลป์)
  • แยกคอนเทนต์ตามโครงสร้างดีมานด์ (ค้างคืน vs ไป–กลับ) เพื่อเพิ่ม conversion

KPI ที่ “ชี้การตัดสินใจ” ได้จริง (มากกว่านับจำนวนคน)

  1. ALOS (Average Length of Stay) — ระยะเวลาค้างคืนเฉลี่ย
  2. ADS (Average Daily Spend) — รายจ่ายเฉลี่ยต่อหัว–ต่อวัน (แยกหมวด)
  3. Experience Yield — รายได้เฉลี่ยต่อการจองกิจกรรม
  4. Weekday–Weekend Mix — สัดส่วนคืนค้างวันธรรมดา vs สุดสัปดาห์
  5. Repeat Visit Rate — อัตรากลับมาเที่ยวซ้ำ
  6. Community Income Share — สัดส่วนรายได้ที่ไหลสู่กิจการชุมชน/วิสาหกิจขนาดเล็ก

สาระสำคัญเชิงนโยบาย หากเป้าหมายระดับจังหวัดย้ายจาก “ยอดผู้มาเยือนรวม” ไปสู่ “ค้างคืน + ค่าใช้จ่ายต่อหัว–ต่อคืน + สัดส่วนรายได้ที่ลงชุมชน” เมืองจะเติบโตเชิงคุณภาพ ลดแรงกดดันทรัพยากร และมีภูมิคุ้มกันในฤดูกาลอ่อน

จุดหมายยอดนิยม (จัดอันดับตามจำนวนเที่ยวออกเดินทาง) — Top 10 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ

  1. จีน: 2,092,699 เที่ยว (สัดส่วน 17.85% ของทั้งหมด), ค่าใช้จ่ายรวม 62,738.40 ลบ.
  2. มาเลเซีย: 1,638,506 เที่ยว (13.98%), 33,686.81 ลบ.
  3. ลาว: 1,214,090 เที่ยว (10.36%), 21,167.99 ลบ.
  4. ญี่ปุ่น: 1,060,914 เที่ยว (9.05%), 47,023.19 ลบ.
  5. กัมพูชา: 757,942 เที่ยว (6.47%), 13,482.36 ลบ.
  6. ฮ่องกง (จีน): 463,217 เที่ยว (3.95%), 14,303.81 ลบ.
  7. เวียดนาม: 417,702 เที่ยว (3.56%), 8,433.64 ลบ.
  8. สิงคโปร์: 393,933 เที่ยว (3.36%), 12,410.03 ลบ.
  9. เกาหลีใต้: 380,383 เที่ยว (3.25%), 15,910.83 ลบ.
  10. ไต้หวัน: 365,825 เที่ยว (3.12%), 12,963.89 ลบ.

Roadmap 6 เดือน จากข้อมูล นโยบาย ผลลัพธ์

เดือน 1–2

  • ทำ data cleanup แยกตามอำเภอ–คลัสเตอร์กิจกรรม
  • จับคู่สินค้า/กิจกรรมปัจจุบันกับ โครงสร้างค่าใช้จ่าย ที่คนไทยคุ้นจากทริปต่างประเทศ (Bundle/Pass/ความยืดหยุ่น/จองง่าย)

เดือน 3–4

  • เปิดตัว Pass 48 ชั่วโมง ในเมืองฮับ ที่พัก 2 คืน + 2–3 กิจกรรมท้องถิ่น + คูปองขนส่ง (ซื้อ–ใช้บนมือถือ)
  • ทำ Weekday Campaign เจาะกลุ่มทำงานยืดหยุ่น/Workation ร่วมมือโรงแรม–คาเฟ่–โคเวิร์กกิงสเปซ

เดือน 5–6

  • วัดผล KPI รายไตรมาส + A/B Test แพ็กเกจ/ช่องทางขาย
  • ขยายโมเดลไป เมือง spoke รอบฮับ เพื่อดัน “คืนที่ 2” ด้วยกิจกรรมเฉพาะถิ่น

ทางรอดมี—ถ้า “ข้อมูลจริง” นำการตัดสินใจ

  • ทุนเดิมที่แข็งแรง ของเชียงรายคือโครงสร้างค้างคืน 72.29% — ต้องต่อยอดด้วยประสบการณ์ลึกและเส้นทางหลายอำเภอ
  • สัญญาณบวกจาก Excursionist (+3.39%) คือบันไดขั้นแรก หากมีชุดกิจกรรม–คูปอง–เวิร์กช็อปที่ “ดีพอจะค้าง”
  • ภาคเหนือทั้งภูมิภาคยังโต แปลว่าดีมานด์มี แต่ต้องจัดพอร์ตอีเวนต์–แพ็กเกจ–โลจิสติกส์ให้ตรงฤดูกาล
  • ยอมรับศึกกับต่างประเทศ แบบเปิดหน้า—เทียบเคียงทั้ง ราคา–ความสะดวก–ความพิเศษ และสื่อสาร “คุณค่าที่ต่างอย่างแท้จริง”

บรรทัดชวนคิด “ถ้าเมืองทำให้ หนึ่งชั่วโมง ของนักท่องเที่ยว มีคุณค่า มากพอ เมืองจะได้เพิ่มทั้ง คืนค้าง และ รายได้ที่กระจาย—นานกว่าฤดูกาล และยั่งยืนกว่าพีกชั่วคราว”

เศรษฐกิจจังหวัด จาก “ตัวเลขผู้มาเยือน” สู่ “รายได้กระจาย”

การวิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจท้องถิ่นควรขยับจาก “ยอดผู้มาเยือนรวม” ไปสู่ “ความหนาแน่นรายได้ในห่วงโซ่” (Value Density Along the Chain) โดยโฟกัสว่า “เงิน 1 บาทของนักท่องเที่ยว” กระจายไปยังใครบ้าง:

  • ที่พักขนาดกลาง–เล็ก (SMEs): ได้รับประโยชน์ทันทีเมื่อเพิ่มค้างคืน
  • ผู้ประกอบการขนส่งท้องถิ่น: รายได้เพิ่มเมื่อมีแพ็กเกจเชื่อมเส้นทาง
  • ร้านอาหาร/คาเฟ่ชุมชน: รายได้เพิ่มเมื่อออกแบบเส้นทางธีมอาหารท้องถิ่น
  • พิพิธภัณฑ์/คราฟต์/เวิร์กช็อป: กลายเป็น “ฮับคุณค่า” ที่ผลักดันให้ลูกค้าอยู่ต่อ
  • ชุมชนเกษตร/วิถีชีวิต: ได้ส่วนแบ่งรายได้ตรง (Homestay/Community Tour) และอ้อม (ขายผลิตภัณฑ์ OTOP)

สารหลักเชิงเศรษฐกิจ: ถ้าเมืองขยับ KPI จาก “ยอดคน” ไปสู่ “รายได้ต่อหัว–ต่อคืน และสัดส่วนรายได้ชุมชน” เมืองจะเติบโตเชิงคุณภาพ ลดแรงกดดันทรัพยากร และเพิ่มศักยภาพแข่งขันระยะยาว

เชิงสถิติ (สรุปย้ำตัวเลขสำคัญ)

  • เชียงราย 2567: Visitor 6,282,437 (-0.18%)Tourist 4,541,553 (-1.48%)Excursionist 1,740,884 (+3.39%)
  • สัดส่วนโครงสร้างดีมานด์: ค้างคืน 72.29% / ไป–กลับ 27.71%
  • รายไตรมาส (เชียงราย, 2567):
    • Q1: Visitor +6.55%, Tourist +6.39%, Excursionist +6.91%
    • Q2: Visitor +3.20%, Tourist +1.38%, Excursionist +8.44%
    • Q3: Visitor -9.61%, Tourist -12.03%, Excursionist +0.52%
    • Q4: Visitor -2.63%, Tourist -2.60%, Excursionist -2.73%
  • ส่วนแบ่งเชียงรายต่อภาคเหนือ (ทั้งปี 2567 โดยคำนวณจากผลรวมรายไตรมาส): Visitor ~15.05%Tourist ~16.67%Excursionist ~12.00%
  • ภาคเหนือ 2567 เทียบ 2566: Visitor +2.70%Tourist +2.57%Excursionist +2.94%
  • คนไทยเที่ยวนอก (ม.ค.–ธ.ค. 2567): 11,720,634 เที่ยวออกเดินทางค่าใช้จ่ายรวม 431,483.16 ล้านบาท; Top 5 จุดหมายตามจำนวนเที่ยว: จีน, มาเลเซีย, ลาว, ญี่ปุ่น, กัมพูชา

ปี 2567 ตอกย้ำบทบาทเชียงรายในฐานะ “หัวรถจักรค้างคืนของภาคเหนือ” ด้วยเอกลักษณ์ที่หลายเมืองเลียนแบบยาก—ชายแดน กาแฟ/ชา วัฒนธรรมร่วมสมัย ภูมิประเทศหลากหลาย และชุมชนที่พร้อมเป็นเจ้าบ้าน ตัวเลขบอกชัดว่า จังหวัดยังไปได้ แต่ หุบเขา Q3 คือจุดที่ “เม็ดเงินหล่นหาย” หากไม่เร่งสร้าง สินค้าฤดูฝนซิงค์ปฏิทินอีเวนต์เหนือ–และ ทำให้การตัดสินใจเที่ยวเหนือง่ายพอๆ กับไปต่างประเทศ, ปีหน้าความเสี่ยงอาจเพิ่ม และผู้ประกอบการรายย่อยจะรับแรงสั่นสะเทือนก่อนใคร

ทางรอดไม่ได้อยู่ที่ “ใครมีคนเยอะกว่า” แต่อยู่ที่ “ใครทำให้ หนึ่งชั่วโมง ของนักท่องเที่ยว มีคุณค่ามากกว่า” เมืองที่ทำได้ จะยืดฤดูกาล ลดคอขวดในพีก ดึง Excursionist ให้กลายเป็น Tourist และ เพิ่มรายได้ที่ลงสู่ชุมชนอย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SOCIETY & POLITICS

เชียงรายไพรด์ 2025 รวมพลังก้าวสู่ความเท่าเทียม หลากหลายคือความงาม

เชียงรายจัดใหญ่ Chiang Rai Pride Festival 2025 รวมพลังความเท่าเทียม สร้างสังคมหลากหลายอย่างภาคภูมิใจ

เชียงราย, 22 มิถุนายน 2568 – บรรยากาศความคึกคักและความภาคภูมิใจได้แผ่ขยายไปทั่วเมืองเชียงราย เมื่อจังหวัดเชียงรายได้จัดขบวนพาเหรดและงาน Chiang Rai Pride Festival 2025 ภายใต้แนวคิด “ก้าวสู่ความเท่าเทียม : เชียงรายไพรด์” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย – ลานกาสะลอง เมื่อช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 โดยมีผู้นำท้องถิ่น เยาวชน และชุมชน LGBTQIA+ กว่า 1,000 คน เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น

เวทีแห่งความหลากหลาย ก้าวย่างสู่สังคมเท่าเทียม

เทศกาล Chiang Rai Pride 2025 ไม่ใช่แค่เพียงงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นการประกาศจุดยืนของจังหวัดเชียงรายในฐานะ “เมืองแห่งความภาคภูมิใจ และความเท่าเทียมของทุกคน” ภายในงานมีขบวนพาเหรดสีสันสดใส นำโดย “นายก นก” อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย พร้อมทีมน้องๆ สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย ที่รวมตัวกันจาก 18 อำเภอ ร่วมเดินขบวนไปพร้อมกับชาวสีรุ้ง ภาคประชาสังคม ผู้นำองค์กรภาครัฐ เอกชน และอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังของเชียงราย

ผู้ร่วมงานต่างสวมใส่ชุดแฟนซีและธงสีรุ้งอย่างภาคภูมิใจ สะท้อนถึงการยอมรับในอัตลักษณ์ทางเพศและความหลากหลายอย่างแท้จริง นอกจากนั้นยังมีเวทีปราศรัย การแสดงศิลปวัฒนธรรม และบูธกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในทุกมิติ

สร้างสังคมที่เปิดกว้าง และปลอดภัยสำหรับทุกคน

นายก อทิตาธร วันไชยธนวงศ์ ได้กล่าวบนเวทีถึงความสำคัญของการจัดงานว่า “วันนี้นายก นก และน้องๆ สมาชิกสภาเยาวชน อบจ.เชียงราย ที่รวมตัวกันมาจากทั้ง 18 อำเภอ ได้มาแสดงพลังแห่งความเท่าเทียมในความหลากหลาย ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวเชียงราย วันนี้เราได้เห็นแล้วว่าความหลากหลายทั้งหมดนี้ ทำให้จังหวัดเชียงรายของเรามีความงดงาม และมีความสุขค่ะ”

การมีส่วนร่วมของเยาวชนและสภาเยาวชนฯ ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมนี้ สะท้อนให้เห็นว่าแนวคิดความเท่าเทียมทางเพศและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เริ่มหยั่งรากลึกและเบ่งบานในพื้นที่เชียงราย

สร้างภาพลักษณ์เชียงราย “เที่ยวได้ทุกสไตล์” เมืองปลอดภัยสำหรับทุกคน

งาน Chiang Rai Pride Festival 2025 ครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมูลนิธิเอ็มพลัส ร่วมกับ อบจ.เชียงราย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย และหน่วยงานทั้งภาครัฐ-เอกชน เพื่อส่งเสริมสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ สร้างการยอมรับในความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ และเสริมสร้างพลังบวกแก่ชุมชน LGBTQIA+
นอกจากมิติด้านสิทธิและความเท่าเทียมแล้ว เทศกาลนี้ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของเชียงราย ภายใต้นโยบาย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” เป็นการเปิดพื้นที่เมืองเชียงรายให้เป็น “Safe Space” หรือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยไม่แบ่งแยกเพศ เชื้อชาติ หรือความแตกต่างใด ๆ

สีสันงานเทศกาล – กิจกรรมที่สร้างสรรค์และเข้าถึงทุกกลุ่ม

ภายในงาน น้องๆ สภาเยาวชนฯ ได้จัดสรรบูธกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อสร้างสีสันและให้ข้อมูลด้านสิทธิ LGBTQIA+ แก่ผู้ร่วมงาน อีกทั้ง อบจ.เชียงราย ยังสนับสนุนการจัดงานทั้งในด้านสถานที่และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนโดมหลังคาโค้งเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศงานให้ปลอดภัยและน่าประทับใจ

นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้มีชื่อเสียงร่วมสนับสนุนตลอดงาน ตอกย้ำบทบาทของเชียงรายในฐานะเมืองต้นแบบด้านการเคารพความหลากหลายและความเท่าเทียม

เมืองแห่งความเท่าเทียมต้องเริ่มที่การยอมรับและสนับสนุนอย่างจริงจัง

Chiang Rai Pride Festival 2025 ครั้งนี้ คือบทพิสูจน์สำคัญของการสร้างพื้นที่แห่งความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นอย่างเชียงราย นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ของจังหวัด สร้างความภาคภูมิใจทั้งแก่คนในและนอกชุมชน

การจัดงานนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำแนวคิด “เชียงราย คือเมืองของทุกคน” แต่ยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับจังหวัดและขยายผลสู่การสร้างสังคมไทยที่เปิดกว้างและปลอดภัยสำหรับทุกกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศในอนาคต

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
  • มูลนิธิเอ็มพลัส
  • ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงราย
  • สภาเยาวชน อบจ.เชียงราย
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News
Categories
AROUND CHIANG RAI SPORT

วิ่งน้อยร้อยภาพ เชียงราย Sport Tourism ผสานวัฒนธรรม ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

เชียงรายเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนผ่านกิจกรรม “วิ่งน้อย ร้อยภาพ ซึมซาบวิถีชุมชน” สะท้อนพลังการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

เชียงราย,8 มิถุนายน 2568 –  จังหวัดเชียงรายจัดกิจกรรมวิ่งสร้างสรรค์ “วิ่งน้อย ร้อยภาพ ซึมซาบวิถีชุมชน” ซีซั่น 2 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับการออกกำลังกาย พร้อมปลุกพลังเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ โดยกิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) ถนนสิงหไคล ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย

ภายในงานมีนายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิด โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนกว่า 1,200 คนเข้าร่วม กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่เวลา 05.00 น. และปล่อยตัวนักวิ่งในเวลา 06.30 น. ด้วยเส้นทางระยะทางรวม 7 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิด “ชุมชนทัชใจ ตามรอยแลนด์มาร์ค”

เดินวิ่งท่องรอยวัฒนธรรม เชื่อมคนกับชุมชน

เส้นทางการวิ่งถูกออกแบบให้สะท้อนถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงราย โดยนักวิ่งได้แวะจุดเช็กพอยต์สำคัญ 5 แห่ง ได้แก่ ศาลากลางจังหวัดหลังแรก, ลาน ร.5, วัดงำเมือง, วัดพระธาตุดอยจอมทอง และวัดเจ็ดยอด ก่อนเข้าสู่อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายมหาราช ที่เป็นปลายทางหลักของกิจกรรม

นอกจากจุดหลักทั้ง 5 แห่ง ยังมีสถานที่เช็กอินอื่นที่ถูกบรรจุไว้ในเส้นทาง เช่น วัดพระแก้ว, วัดมิ่งเมือง, หอนาฬิกาเชียงราย, สถานีขนส่งเชียงรายแห่งที่ 1, ตลาดศิริกรณ์, กำแพงเมืองประตูยางเลิ้ง และ Kyoto Shi Café จุดเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดถ่ายภาพสวยงาม แต่ยังเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงเรื่องราวของเมืองกับผู้คนอีกด้วย

การแข่งขันภาพถ่าย สะท้อนอัตลักษณ์ด้วยสายตานักวิ่ง

กิจกรรมไฮไลต์อีกส่วนคือการประกวดภาพถ่ายใน 2 ประเภท ได้แก่ ภาพถ่ายวิถีชุมชน และภาพถ่ายจากกิจกรรมวิ่ง ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 28,000 บาท ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ต่างใช้โอกาสนี้บันทึกภาพประทับใจผ่านเลนส์ กลายเป็นช่องทางใหม่ในการสื่อสารความงดงามของเชียงรายสู่สาธารณชน

วัฒนธรรมพื้นบ้านเติมชีวิตให้งาน

ในพื้นที่กิจกรรมยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การแสดงฟ้อนล้านนา ดนตรีสด และการจำลองตลาดชุมชน เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบพื้นเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมสนุกกับโซนถ่ายภาพกับชาวบ้านในเครื่องแต่งกายล้านนาแบบดั้งเดิม

มิติใหม่ของ Sport Tourism บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม

นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่เน้นความยั่งยืนและความเชื่อมโยงกับท้องถิ่น โดยใช้กีฬาเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับชุมชน สร้างรายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมภาพลักษณ์เชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์

เชียงรายยืนยันศักยภาพเมืองสร้างสรรค์ เดินหน้าสู่เศรษฐกิจฐานราก

“วิ่งน้อย ร้อยภาพ ซึมซาบวิถีชุมชน” ซีซั่น 2 นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ตอกย้ำบทบาทของจังหวัดเชียงรายในฐานะเมืองท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งเสริมสุขภาวะประชาชนในเวลาเดียวกัน

จากพลังของการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักท่องเที่ยว นี่คือโมเดลของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสูง แต่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

  • สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย
  • งานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย
  • สัมภาษณ์โดยตรงจากผู้ร่วมกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ ณ วันที่ 8 มิถุนายน 2568
  • สำรวจภาคสนามโดยทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์
 
NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM
กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News