
ทหารช่างกองทัพภาคที่ 3 เร่งซ่อมพนังกั้นน้ำชั่วคราวริมแม่น้ำสาย 3 จุดยุทธศาสตร์รับฤดูฝน
เชียงรายวางยุทธศาสตร์ 3 ระยะ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยแผนระยะยาวเตรียมสร้างกำแพงถาวร
เปิดตัวระบบเตือนภัย Early Warning อัจฉริยะ แจ้งเตือนล่วงหน้าได้นานถึง 9-12 ชั่วโมง
ดีเดย์ 20-22 พฤษภาคม ซ้อมแผนอพยพครั้งใหญ่ 890 นาย โดยมี รมช.มหาดไทย ลงพื้นที่บัญชาการ
บูรณาการพัฒนาสังคมฯ วางแผนปกป้องดูแลสวัสดิภาพกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ
เชียงราย,16 พฤษภาคม 2569 – ภาพของกระสอบบิ๊กแบ็กเรียงรายตามแนวตลิ่งแม่น้ำสาย ผสานเสียงเครื่องจักรกลหนักที่ทำงานต่อเนื่องตลอดวัน กลายเป็นสัญญาณบอกชาวอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ว่าฤดูฝนปี 2569 กำลังย่างกรายเข้ามา และครั้งนี้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้จะไม่ยอมเผชิญหน้ากับมหาอุทกภัยซ้ำรอยอย่างที่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ที่ยังคงฝังลึกในความทรงจำของประชาชนในพื้นที่
ทหารช่างกองทัพภาคที่ 3 ลุยภารกิจซ่อมพนังกั้นน้ำแม่สาย 3 จุดยุทธศาสตร์
กองพลพัฒนาที่ 3 กองทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ชุดปรับปรุงและซ่อมแซมผนังกึ่งถาวรแม่น้ำสาย พร้อมจิตอาสาภัยพิบัติรวมจำนวน 33 นาย เคลื่อนกำลังลงพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย พร้อมยุทโธปกรณ์เครื่องจักรกลและยานพาหนะสายยุทธบริการรวม 20 คัน เพื่อเร่งปฏิบัติภารกิจปรับปรุงซ่อมแซมผนังกึ่งถาวรริมแม่น้ำสายให้แล้วเสร็จก่อนน้ำหลากครั้งใหญ่จะมาเยือน
การปฏิบัติงานในวันดังกล่าวกระจายตัวออกเป็น 3 จุดสำคัญ โดยพื้นที่โซน A1 บริเวณบ้านหัวฝาย เจ้าหน้าที่สามารถเปิดทางเคลียร์ริ่งถนนได้ระยะทาง 60 เมตร พร้อมขนย้ายเศษกิ่งไม้และถุงบิ๊กแบ็กเดิมออกไป จากนั้นจึงดำเนินการกรอกและจัดวางถุงบิ๊กแบ็กใหม่อีก 42 ถุง คิดเป็นความคืบหน้าร้อยละ 45 ส่วนพื้นที่โซน B ได้เคลียร์ริ่งถนนและจัดวางถุงบิ๊กแบ็กเพิ่มเติม 14 ถุง คืบหน้าร้อยละ 0.83 ในขณะที่พื้นที่โซน C4 สามารถเคลียร์ริ่งถนนได้ระยะทางอีก 80 เมตร
ภารกิจนี้ดำเนินการต่อเนื่องจากปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นโครงการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกองทัพภาคที่ 3 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และอำเภอแม่สาย ขณะที่เทศบาลตำบลแม่สายทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนงบประมาณด้านวัสดุอุปกรณ์ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าขนย้ายเครื่องจักรกล
ยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ทางออกอุทกภัยซ้ำซากเมืองชายแดน
ความเคลื่อนไหวของทหารช่างไม่ใช่เพียงแค่งานเฉพาะหน้า หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ที่นายประเสริฐ จิตพลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 โดยจังหวัดเชียงรายได้แบ่งแผนบรรเทาอุทกภัยและระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าออกเป็น 3 ระยะอย่างชัดเจน
ในส่วนของแผนระยะสั้น ซึ่งถือเป็นแผนเดิมที่กรมการทหารช่างได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 ผ่านโครงการซ่อมแซมพนังกั้นน้ำชั่วคราวและกึ่งถาวร โดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยให้ใช้งบกลางแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันยังติดปัญหาเรื่องการอนุมัติรื้อถอนอาคารของกรมธนารักษ์ ส่งผลให้ยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้
เมื่อแผนระยะสั้นยังไม่ขยับ จังหวัดจึงเดินหน้าแผนสำรองหรือแผนระยะเร่งด่วน โดยประสานทหารช่างจากกองทัพภาคที่ 3 เข้ามาปรับปรุงซ่อมแซมกำแพงดินทั้งหมดในเขตเทศบาลแม่สายและเทศบาลป่าขาม ใช้กำลังพลประมาณ 60 นาย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ภาพการทำงานของชุดช่างจิตอาสาปรากฏให้เห็นในพื้นที่ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม
สำหรับแผนระยะกลางและระยะยาว กรมโยธาธิการและผังเมืองอยู่ระหว่างศึกษาการสร้างกำแพงกั้นน้ำถาวร ซึ่งคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยใช้งบประมาณสูงถึงประมาณ 2,900 ล้านบาท ทว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมตามมาด้วยโจทย์ใหญ่เรื่องการเวนคืนที่ดินและผลกระทบต่อชาวบ้านที่ต้องนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาในขั้นต่อไป
ระบบเตือนภัยล่วงหน้า 9-12 ชั่วโมง ความหวังใหม่ของชาวเชียงราย
หากเทียบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในอดีตที่ประชาชนต้องเผชิญน้ำหลากแบบไร้สัญญาณเตือนล่วงหน้า ปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะจังหวัดเชียงรายได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning System ใน 2 พื้นที่หลัก
พื้นที่อำเภอแม่สายใช้จุดเฝ้าระวังที่สถานีน้ำบ้านโจตาดา จังหวัดท่าขี้เหล็ก หากปริมาณน้ำอยู่ในระดับวิกฤต ระบบจะสามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้ประมาณ 4 ชั่วโมง ขณะที่พื้นที่อำเภอเมืองเชียงรายใช้ระบบที่พัฒนาโดยทีมวิจัยภายใต้การนำของอาจารย์อังกูร ซึ่งเก็บข้อมูลสถิติมาตั้งแต่ปี 2568 สามารถแจ้งเตือนล่วงหน้าได้นานถึง 9 ถึง 12 ชั่วโมง โดยวัดระดับน้ำจากสะพานตอนยาวไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำกกในตัวเมือง พร้อมติดตั้งเสาวัดระดับน้ำใน 10 ชุมชน เขตเทศบาลนครเชียงราย เป็นเซ็นเซอร์ที่เชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน หากระดับน้ำที่สะพานสูงถึง 8 เมตร ระบบจะระบุได้ทันทีว่าน้ำจะท่วมเข้าถึงชุมชนใดและสูงระดับไหน
นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “Flood Info CR” ต่อยอดมาจาก Flood Info และ Flood Boy เชื่อมต่อกับเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ เพื่อส่งข้อมูลแจ้งเตือนระดับน้ำผ่าน LINE กลุ่มหมู่บ้านไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนโดยตรง เป็นโครงการต้นแบบการบริหารจัดการน้ำระดับตำบลในพื้นที่ตำบลแม่เปา อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย
ตัวเลขเตือนล่วงหน้า 9 ถึง 12 ชั่วโมงนี้ มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง เพราะหมายถึงโอกาสในการขนย้ายทรัพย์สิน อพยพผู้สูงอายุและเด็ก รวมถึงการเตรียมการรับมือที่เพียงพอ ก่อนที่น้ำจะหลากมาถึงบ้าน
ดีเดย์ 20-22 พ.ค. ซ้อมใหญ่อพยพ 890 นาย รมช.มหาดไทยลงพื้นที่บัญชาการ
ความพร้อมรับมือไม่ได้จำกัดเพียงงานก่อสร้างและระบบเตือนภัยเท่านั้น จังหวัดเชียงรายได้กำหนดการฝึกซ้อมแผนอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ซึ่งแบ่งการฝึกออกเป็น 2 รูปแบบ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 จะเป็นการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะ หรือ Table Top Exercise (TTX) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 350 คน เน้นทดสอบระบบแจ้งเตือนภัย การสื่อสารในภาวะวิกฤต และแผนอพยพประชาชน
จากนั้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 จะยกระดับสู่การฝึกภาคสนาม หรือ Field Exercise โดยจำลองสถานการณ์จริงในจุดเสี่ยงสำคัญ เริ่มจากการกู้ภัยทางน้ำที่หนองน้ำพุ ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย ตามด้วยการอพยพและจัดตั้งศูนย์พักพิงที่ชุมชนสายลมจอย และวัดพรหมวิหาร อำเภอแม่สาย รวมถึงการฝึกปฏิบัติการทางอากาศที่บ้านหินแตก อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่ม
การฝึกครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 890 คน โดยมีนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และใช้ศูนย์ ปภ. เขต 5 เป็นศูนย์บัญชาการ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในภาคเหนือ
ไม่ทิ้งกลุ่มเปราะบาง ขับเคลื่อนแผนคุ้มครองสวัสดิภาพรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในขณะที่หลายภาคส่วนเดินหน้าเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการฝึกซ้อม อีกมิติหนึ่งที่จังหวัดเชียงรายให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานรับมือและปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับกลุ่มเปราะบางจังหวัดเชียงราย ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมพญาพิภักดิ์ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงราย
นายวินัย เก่งสุวรรณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพิจารณารายงานผลการดำเนินโครงการคุ้มครองสวัสดิภาพกลุ่มเปราะบาง ปีงบประมาณ 2568 และวางแผนการดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2569 พร้อมทบทวนและขับเคลื่อนแผนบริหารการดูแลกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ
การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็ก ถือเป็นบทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีต ที่กลุ่มเหล่านี้มักเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะไม่สามารถอพยพได้ทันท่วงทีหรือดูแลตัวเองในช่วงเกิดภัย
เปรียบเทียบบทเรียนน้ำท่วมแม่สาย เหตุใดปี 2569 ต้องเตรียมตัวเข้มข้น
หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์น้ำท่วมแม่สายในช่วงปี 2567 ที่ผ่านมา ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนและบ้านเรือนประชาชนเป็นเครื่องเตือนใจชัดเจนถึงความจำเป็นในการลงทุนกับโครงสร้างป้องกันน้ำท่วม การที่จังหวัดเชียงรายผนึกกำลังตั้งแต่กองทัพภาคที่ 3 กรมโยธาธิการและผังเมือง ปภ. กระทรวงมหาดไทย ไปจนถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และเทศบาลในพื้นที่ ถือเป็นโมเดลการทำงานแบบบูรณาการที่หลายพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
แนวคิดการใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์เชื่อมโยงข้อมูลกับแอปพลิเคชันบน LINE ก็ไม่ต่างจากระบบ J-ALERT ของประเทศญี่ปุ่น หรือระบบแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ที่หลายประเทศใช้ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขแจ้งเตือนล่วงหน้า 9 ถึง 12 ชั่วโมง จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายพันครัวเรือนในเขตเทศบาลนครเชียงราย
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังรออยู่ข้างหน้าคือการผลักดันให้แผนระยะยาวมูลค่า 2,900 ล้านบาทสามารถเดินหน้าได้จริง รวมถึงการแก้ปัญหาคอขวดเรื่องการอนุมัติรื้อถอนอาคารของกรมธนารักษ์ ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบกลางในแผนระยะสั้น
ภารกิจตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการ จึงไม่ใช่เพียงการซ่อมพนังกั้นน้ำ แต่คือการสร้างเกราะป้องกันให้ชาวแม่สายและชาวเชียงรายได้อุ่นใจว่า เมื่อสายฝนแรกของฤดูกาลโปรยลงมา พวกเขาจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมซ้ำรอย
เครดิตภาพและข้อมูลจาก :